Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๓ (สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก) — อาหาร ที่ทุกคนต้องรู้จักเลือกรู้จักกิน

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.430 ในการบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๓ นี้ จะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า อาหารที่ทุกคนต้องรู้จักเลือก รู้จักกิน. ในครั้งที่แล้วมา เราพูดถึงหลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ เป็นพื้นฐาน ทั่วไป โดยเฉพาะคือหน้าที่, ในครั้งถัดมาอีก ก็ได้กล่าวถึง ตัวเองที่ทุกคน ควรรู้จัก. เหล่านี้ย่อมแสดงว่า เราไม่ค่อยจะรู้จักสิ่งที่มีอยู่อย่างเหมือนกับว่า ใกล้ชิดเกินไป, หรือว่าเป็นตัวเราเสียเอง : เหมือนอย่างว่า เราไม่มอง เห็นจมูก หรือไม่มองเห็นหน้าผาก หรืออะไรทำนองนี้. ขอให้สังเกตเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ให้ได้ ว่าสิ่งที่เราไม่ค่อยรู้จัก ก็คือสิ่งที่ อยู่ใกล้เกินไป ซึ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งไม่รู้จัก ยิ่งทำอยู่ทุกวันก็ยิ่งไม่รู้จัก. ๓๙๙

น.431 วันนี้จึงจะพูดถึงเรื่อง อาหารที่ทุกคน ต้องรู้จักเลือก รู้จักกิน ก็หมายความ ว่า มีกินอยู่ทุกวัน ก็ไม่รู้จักเลือก, หรือไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่า นี่คืออะไร ; เพราะ พอเกิดมาก็กินอาหาร แล้วก็กินเป็นเรื่อย ๆ มา. แต่แล้วก็กินตามความรู้สึกพอใจ ในรสอร่อย ; แล้วก็ประดิษฐ์ประดอยรสอร่อย จนกลายเป็นเรื่องอื่นไป ไม่ใช่อาหาร, คือกลายเป็นเหยื่อสำหรับหลอกตัวเองไป. ต้องรู้จัก ความต่างกันของอาหารกับเหยื่อ คำว่า อาหาร กับ คำว่า เหยื่อ นี้ ต่างกันอย่างที่เรียกว่ามากก็ได้ หรือ ตรง กันข้ามก็ได้. อาหาร มีความหมายแต่เพียง นำผลมาให้; เหยื่อนั่น หมายความ ว่า หลอกลวง ที่ทำความพินาศ , สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเดียวกัน กินอย่างเป็นอาหารก็ได้ กินอย่างเป็นเหยื่อก็ได้ ถ้ากินเอาความเอร็ดอร่อย ก็เป็นเหยื่อ ถ้ากินเพียงเพื่อให้เกิด ความสะดวกสบาย หรือการเป็นอยู่ผาสุก ก็เรียกว่าอาหาร. เราต้องรู้จัก สิ่งที่เรียกว่า อาหารนั้นให้ดี; แม้กินเป็นอาหาร บางที ก็มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าเป็นการกินอาหารผิด หรือมีวิธีกินที่ผิด ; ฉะนั้น แม้สิ่งที่เรียกว่าอาหาร เราก็ไม่ค่อยรู้จัก. ยิ่งกว่านั้น ในภาษาธรรมะ ยังมีสิ่งอื่นอีก ที่ภาษาธรรมดา เขาไม่เรียกว่า อาหาร เช่น ในภาษาบาลีมีพูดถึงอาหาร ๔ อย่าง : อาหาร คือคำข้าวที่กิน ๆ อยู่ เรียกว่า กวฬิงการาหาร, ผัสสาหาร - อาหารคือผัสสะ, มโนสัญญเจตนาหาร - อาหารคือความคิดนึก, วิญญาณาหาร - อาหารคือวิญญาณ. อาหารทั้ง ๔ นี้เป็นเรื่องที่เขามองกันลึก จึงไม่ค่อยเข้าใจกัน แล้ว ก็เลยไม่ได้เอามาพูดกัน ; รู้จักอาหารแต่เพียงคำข้าว ที่รับประทานกันวันหนึ่ง ๆ. ฉะนั้น

น.432 ขอให้รู้ไว้ว่า คำว่าอาหารนี้มีความหมายกว้าง โดยความหมายใหญ่ ๆ หมายถึงนำมาซึ่งผล ประมวลมาซึ่งผลให้ ; ตามความหมาย ก็คือว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่จะทำให้เกิดผล อย่างข้าวที่เรากินอย่างนี้ ไม่ได้มองในแง่วัตถุ กินเข้าไปอร่อย ๆ; มองในแง่ที่ว่าเป็น ปัจจัย ที่จะนำให้เกิดผล คือให้มีเนื้อมีหนัง หรือมีชีวิตรอดอยู่ได้. ถ้าจะพูดกันสั้น ๆ ก็ว่า กวฬิการาหาร คือคำข้าวนี้ เป็นปัจจัยแก่ชีวิต, ผัสสาหาร ก็เป็นปัจจัยแก่เวทนา, มโนสัญญเจตนาหาร ก็เป็นปัจจัยแก่กรรม, วิญญาณาหาร ก็เป็นปัจจัยแก่นามรูป. คำอธิบายย่อ ๆ พอเข้าใจในเบื้องต้น หรือพอสมควรแก่เวลานี้ก็จะมีว่า : อาหารที่ ๑ กวฬิงการาหาร เมื่อเรายังกิน อาหารวัตถุ คือคำข้าวนี้อยู่ ชีวิตก็ตั้งอยู่ได้. ชีวิตที่เกิดเต็มรูปแล้ว อย่างที่ว่าเป็นความรู้สึกเต็มที่แล้ว ก็เรียกว่า อาศัยตั้งอยู่บนอาหาร ; ถ้ายังไม่เต็มรูป อาหารนั้นก็ช่วยให้เต็ม. ฉะนั้นจึงมีคำ กล่าวไว้ว่า อาหารทุกชนิด เป็นที่ตั้งอาศัยของ ภูต สัตว์ คือสัตว์ที่เกิดมาเต็มแล้ว เป็นเครื่องอนุเคราะห์แก่ สัมภเวสี คือสัตว์ที่กำลังจะเต็ม กำลังจะเกิดให้เต็ม. คำว่า อาหารคือคำข้าว นี้มีความจำเป็นมาก จะมองดูกันในแง่ทางวัตถุก็ได้ ; อาหารทำให้สัตว์ที่เกิดมาเต็มที่แล้ว ได้เป็นที่ตั้งที่อาศัยให้เจริญ ; สำหรับที่เกิด มายังไม่เต็ม อาหารก็ช่วยให้เกิดให้เต็ม. เมื่อเรามีอาหารทางวัตถุกิน ชีวิตนี้ก็ตั้ง อยู่ได้ นี้เรียกว่า อาหารคือคำข้าว. อาหารที่ ๒ ผัสสาหาร - อาหารคือผัสสะ. ผัสสะแปลว่า การกระทบ ถ้าเป็นเพียงวัตถุ ก็จะมีปฏิกิริยาขึ้นมาต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทบนั้น. ถ้าเป็นเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องนามธรรม ก็มีหลักอยู่ว่า :

น.433 เมื่อ ตา อาศัยรูป หรือรูปกับตาได้อาศัยกัน จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าจักษุวิญญาณ คือการเห็นทางตา สามประการนี้อยู่พร้อม ๆ กันในขณะนั้น เรียกว่า ผัสสะ. ทางหูก็เหมือนกันอีก หู อาศัยเสียง ก็เกิดการได้ยินทางหู หรือ โสตวิญญาณขึ้น. จมูก อาศัยกลิ่น หรือจมูกกับกลิ่นได้อาศัยกัน เกิดความรู้สึกทางจมูกขึ้น ก็เรียกว่า ฆานะวิญญาณ. ลิ้น ได้อาศัยรส ก็เกิดความรู้สึกทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ ผิวหนัง ได้อาศัยสิ่งที่มาสัมผัสกับผิวหนัง เกิดความรู้สึกทางผิวหนังขึ้น ก็เรียกว่า กายวิญญาณ หมายถึงทั่วไปทั้งตัว. ใจ ได้อาศัยความรู้สึกอารมณ์ทางใจ ถึงกันเข้า ก็เกิดความรู้สึกทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ. นี่จะเห็นว่าเป็นชุด ๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้พวกหนึ่ง ; รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นี้พวกหนึ่ง ; พอสัมผัสคือถูกกันเข้าแล้ว ก็เกิด เป็นวิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แล้วสามประการนี้ยังมาถึงกันอยู่ ก็เรียกว่าผัสสะ เป็นเรื่องนามธรรม. ตามธรรมดาที่เราพูดกัน ผัสสะ หมายถึง เอาไปแตะต้อง ไปถูกกันเข้าด้วยวัตถุ นั้นเป็นเรื่องกายสัมผัส อย่างเดียวเท่านั้น. เมื่อมีผัสสะแล้ว ก็เป็นอาหาร นำมาซึ่งผล คือเวทนา ตัณหา อุปาทาน ตามเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. ถ้ามีสติ มีความรู้ รู้จักป้องกัน อาการแห่งปฏิจจสมุป- บาทก็ไม่เกิด ; ถ้าเกิด ก็เกิดไปในทางที่ดี คือเกิดทางการศึกษา เกิดความรู้เห็นแจ้ง. นี่ก็เรียกได้ว่า ผัสสะนี้ก็เป็นอาหารให้เกิดเวทนา สำหรับรู้แจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้, หรือเกิด เวทนาสำหรับโง่ สำหรับหลง เป็นกิเลสตัณหาก็ได้,

น.434 อาหารที่ ๓ ที่เรียกว่า มโนสัญญเจตนาหาร, ความคิด เจตนา นี่เป็น อาหารของกรรมคือการกระทำ ; แยกสายกันตรงที่ว่า พอเกิดเวทนาแล้ว ก็เกิด สัญญา สำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น, เกิดเป็นสัญญเจตนาที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเวทนา. ฉะนั้น มโนสัญญเจตนา เป็นเจตนาที่ทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่สัญญา ที่มีอยู่ในเวทนานั้น จึงทำมโนกรรมบ้างอยู่ข้างใน หรือทำกาย กรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง ข้างนอก. ถ้าพูดให้ลึกก็เป็นการปรุงแต่ง ให้เกิดกรรม คือการกระทำ ซึ่งโดย หลักก็ต้องเป็นข้างใน คือใจก่อน ข้างนอกนี้ก็ไม่สำคัญ เพราะขึ้นอยู่กับข้างใน. สัญญเจตนา คือความคิดนึก ที่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเจตนานี้ ก็เรียกว่า เป็นอาหาร เพราะทำให้เกิดกรรม คือการกระทำ. อาหารที่ ๔ วิญญาณาหาร อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า วิญญาณนั้นเกิดขึ้น เมื่อตาอาศัยรูปเป็นต้น วิญญาณาหารทำให้เกิดนามรูป คือร่างกาย กับ ใจ. คน ธรรมดาไม่เข้าใจ หรือไม่รู้เรื่อง ไม่ได้สนใจก็ได้ ; ถ้าสนใจก็สนใจไปตามที่เขาพูด เขา กล่าวกันอยู่ตามภาษาคน ว่า วิญญาณชนิดที่เป็นปฏิสนธิวิญญาณจะเกิดขึ้น เมื่อคนเราตาย แล้วมีการจุติ คือเมื่อตายลงไปเข้าโลงแล้ว ; การตายนั้นมีการจุติ โดยมีปฏิสนธิวิญญาณ ออกไปลิ่ว ไปหาที่เกิดภพอื่นแห่งอื่น, ไปเกิดเป็นสัมภเวสี เที่ยวหาที่เกิดอยู่, ไปเกิด สูงขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนเต็มที่เลย เรียกว่า อุปปาติกะ หรือ โอปปาติกะ ; เขาสอน กันมาอย่างนั้น ว่า วิญญาณมี เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ทำให้เกิดภพใหม่. เรื่องนี้ ถ้าเราดูกันทางภาษาธรรม ภาษาปรมัตถ์; ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็น ภาษาคน หรือภาษาศีลธรรม หนักไปในทางศีลธรรม; ภาษาธรรมหรือภาษาปรมัตถ์ นั้น จะพูดถึงความจริงที่ละเอียด ที่เห็นยาก จะพูดไปในรูปว่า เมื่อมีวิญญาณ

น.435 ๔๐๔ สิ่งที่ทุกคนควรรจัก คือเห็นทางตา รู้สึกได้ยินทางหู อะไรเป็นต้น; ก็จะเกิดนามรูป คือกาย กับใจ หรือใจ กับกาย แล้วแต่จะเรียก. นี่หมายความว่า เมื่อไม่มีการเห็นทางตา เป็นต้นนั้น นามรูปเหมือนกับ นอนหลับอยู่, กายกับใจนี้ เหมือนกับนอนหลับอยู่ ไม่มีหน้าที่ ไม่อยู่ในหน้าที่. ต่อ เมื่อมีการเห็นทางตา ได้ยินทางหู เป็นต้น ที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ อะไรเหล่านี้ใจกับกายจึงจะผลุงขึ้นมา อยู่ในหน้าที่ ที่จะต้องทำไปตามหน้าที่ ตาม สมควร. นี่นามรูปเพิ่งเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมันทำหน้าที่ของมัน ในกรณี ที่เกี่ยวกับการเห็นรูปก็ได้ ฟังเสียงก็ได้ ดมกลิ่นก็ได้ ลิ้มรสก็ได้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะเหมือน กับว่านอนหลับอยู่ ทำอะไรไม่ได้, ต่อเมื่อเราลุกขึ้น ตื่นขึ้นมา จึงจะทำอะไรได้. นามรูป ก็เหมือนกับหลับอยู่ จนกว่าจะมีรูปมากระทบตา หรืออาศัย ซึ่งกันและกัน จึงจะเกิดวิญญาณ, แล้ววิญญาณนี้ก็จะทำให้นามรูปอยู่ในหน้าที่ เต็มที่ขึ้นมา แล้วแต่หน้าที่ ที่จะเป็นอย่างไร. ส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าที่ที่ทำให้เกิดเรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย, เป็นนามรูปที่อยู่ในหน้าที่ ที่เคลื่อนไหวอยู่ ; จึงถือว่า วิญญาณก็เป็นอาหาร คือทำให้เกิดนามรูป แม้ในวันหนึ่ง ๆ ให้นามรูปลุกขึ้น มาทำหน้าที่ได้มากครั้ง. อย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่า แสดงในแง่ของปรมัตถธรรม. ส่วนที่เขา แสดงในแง่ของศีลธรรมนั้น ก็ได้แต่วางหลักเกณฑ์ไว้ เราไปดูไม่ได้ เราเห็นไม่ได้ เรารู้สึกไม่ได้ ก็ได้แต่เชื่อตามที่เขาพูดไว้ ; ก็มีประโยชน์เหมือนกันถ้าเชื่ออย่างนั้น ถ้าตายลง วิญญาณเคลื่อนไปหาการปฏิสนธิ เกิดกันใหม่ก็อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า อาหาร ได้เหมือนกัน ทำให้เกิดภพใหม่ขึ้นมา หรือการเกิดใหม่ขึ้นมา. สิ่งที่เรียกว่า อาหาร มีอยู่ถึง ๔ อย่างอย่างนี้; ที่แล้ว ๆ มาจะรู้จักกันอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเรียนนักธรรม ; ถึงแม้ผู้ที่เคยเรียนนักธรรมแล้ว ก็ท่อง ๆ จำ ๆ ไว้

น.436 เท่านั้นแหละ. ที่ถูกควรต้องมาศึกษาใคร่ครวญ ทบทวนกันอยู่อีกนาน จึงจะค่อย รู้เรื่องอาหาร ๔ อย่างนี้. แนวปฏิบัติ เกี่ยวกับคำว่าอาหาร คือคำข้าว เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูดโดยหัวข้อว่า อาหารที่เราต้องรู้จักเลือก และรู้จักกิน โดยความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ก็จะพูดถึงอาหารคำข้าว ที่ฉันอยู่ทุกวัน. แต่เมื่อมี เรื่องเนื่องกัน เลยพูดไปเสียให้หมดทั้ง ๔ อย่าง จะได้รู้จักระวังให้ยิ่งขึ้นไป. ในชั้นแรก ก็ให้รู้จักระวังเรื่องที่หยาบ ๆ เห็นได้ง่าย เมื่อระวังอย่างนี้ได้ ก็เลื่อนไปยังเรื่องที่ละเอียด เห็นได้ยาก ปฏิบัติได้ยาก. โดยเฉพาะคำว่า อาหาร ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าอาหารนี้ ให้ถือเป็น หลักทั่วไป พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงรับรองว่า สพฺเพ สตฺตา อาหารภูชิติกา นี้แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ตั้งอยู่ได้เพราะอาหาร. นี่ลองคิดดู ถ้ามีแต่ข้าวกิน เนื้อหนัง ก็รอดอยู่ได้; แต่ถ้าไม่มีชีวิตจิตใจ ก็รอดอยู่ไม่ได้. เราต้องมีการเป็นไปทั้งชีวิต ทั้งจิตใจ ที่ลึกขึ้นไปอีก คือมีสิ่งที่เรียกว่า เวทนา มีกรรม มีการกระทำ มีนามรูปที่ เจริญขึ้นไป มีนามรูปที่เจริญขึ้นไป บางทีเรียกว่าตั้งอยู่ได้. อย่าได้เข้าใจไปว่า มีอาหารกินแล้ว อะไร ๆ ก็จะตั้งอยู่ได้; จะต้อง มีอะไรที่ก้าวหน้า ที่ขยายตัวออกไปในทางนามธรรม ทางจิต ทางวิญญาณด้วย. เดี๋ยวนี้ มาสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะต้องมีร่างกาย คือชีวิต ทางร่างกายนี้อยู่ก่อน เป็นที่ตั้งของชีวิต ที่ละเอียด เรียกว่า นามธรรม; ก็ต้องมาสนใจกับเรื่องอาหารนี้ ที่กินอยู่ทุกวันนี้ให้ดีๆ. แม้แต่เรื่องทางฝ่ายวิชาการ ทางฝ่ายวัตถุ หมอก็ยังแนะให้กินอาหารอย่าง นั้น ๆ กินอาหารอย่างนี้เท่านั้นเท่านี้. ถ้ากินอาหารผิดก็ให้โทษ คือขาดอาหารนั่น

น.437 ขาดอาหารนี่ เส้นประสาทวิปริตไป, หรือว่ามีไขมันในเลือดมากเกินไป อย่างนี้ ก็เพราะ กินอาหารทางวัตถุผิด. แต่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ประสงค์อย่างนั้น เพราะว่าเป็นเรื่องหน้าที่ ของทางวัตถุ. แม้ว่าจะกินอาหารคำ ๆ ที่เป็นวัตถุนี้ ก็ยังมีเรื่องทางจิตใจอยู่นั่นแหละ หมายความว่า กินอาหารนั้น ๆ อย่างถูกต้อง ก็ต้องอย่าให้เกิดกิเลส. ถ้าเรากินไม่ ถูกต้อง ก็เกิดกิเลสได้. กินให้ถูกต้อง จะต้องกินตามบทสวด ที่เราสวดกันอยู่ทุกวัน ในบทที่ว่า :- ปฏิสงฺขา โยนิโส ปิณฺฑปาตํ ปฏิเสวามิ - เราจะกินด้วย "ปฏิสังขา" คือการพิจารณา รู้สึกตัวอย่างยิ่งอยู่ แล้วกินอาหารนั้น. เนว ทวาย - ไม่ใช่เพื่อเล่น สนุก, น มทาย - ไม่ใช่เพื่อมัวเมา เกิดกำลังพลัง ชนิดเป็นคนเมากำลัง, น มณฑนาย น วิภูสนาย - ไม่ใช่เพื่อประดับประดาตกแต่ง. แต่ว่ากินเพื่อให้ร่างกายนี้อยู่ได้ โดยสะดวก อย่างเหมาะสมพอที่จะประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อระงับความหิวเสีย ถ้าหิวอยู่ ก็ไม่สะดวกที่จะประพฤติพรหมจรรย์ ; แล้วก็ต้องรู้จักกิน ไม่ให้อึดอัด, กินอิ่มแล้วอึดอัด ก็เกิดถีนมิทธะนิวรณ์ ก็ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์; แม้เพียงเท่านี้ ก็เป็นบทเรียนที่ไม่ใช่เล็กน้อยแล้ว. ถ้าคนหลงในรสอาหาร ก็ทำอย่างนี้ ไม่ได้. ฉะนั้นท่านจึงมีคำเปรียบ กวฬิงการาหารนี้ไว้ ว่า เหมือนกับกินเนื้อบุตรกลาง ทะเลทราย : เมื่อพ่อแม่ข้ามทะเลทราย หลงทาง หรือว่าไกลเกินไป ออกไม่ได้ จำต้องกินเนื้อลูกน้อย ๆ คนหนึ่งที่พาไปด้วยแล้วตายลง ; เขากินเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องตาย แล้วก็ร่ำไห้อยู่. ถ้าเรากินอาหารเหมือนอย่างนั้น ก็หมายความว่า กินเท่าที่จำเป็นจะต้องกิน เพื่อให้ชีวิตนี้รอดอยู่ได้. พ่อแม่ก็เปรียบเหมือนกับนามรูป เป็นคนคู่หนึ่ง ข้ามทะเล

น.438 ทราย ; แล้วต้องกินอาหารชนิดหนึ่ง คือว่า ของที่เอร็ดอร่อยนั้น ซึ่งรักเหมือนกับลูก พ่อแม่ก็รักลูกมาก แต่บางทีก็ต้องเสียสละ. นี่เหมือนกับที่เราต้องยอมเสียสละความอร่อย. อาหารทุกชนิดมีความอร่อย สละส่วนที่เป็นของอร่อย เป็นความอร่อยใน อาหารนั้นเสีย. อย่าเห็นแก่ความอร่อยเลย อย่ากินเพื่ออร่อยเลย แล้วกินในส่วนที่ จะบำรุงร่างกายพอให้ตั้งอยู่ ได้เถิด แล้วจะปลอดภัย จะออกไปจากตัณหา หรือ ความทุกข์ได้. ที่ว่าให้ปฏิบัติต่อกวฬิงการาหาร เหมือนกับว่า กินเนื้อลูก ซึ่งแสนรัก กิน แล้วก็มาร่ำไห้อยู่ อาลัยอาวรณ์อยู่ ; ก็เหมือนกับเมื่อเราปฏิบัติ โภชเน มตฺตญฺญุตา อะไรก็ตาม เกี่ยวกับการกินอาหารนี้ ซึ่งอดอาลัยอาวรณ์ถึงความเอร็ดอร่อยไม่ได้. เรา ต้องยอมเสียสละความอร่อยนั้น จึงจะเป็นการกินอาหารที่ถูกต้อง ; มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเกิดกิเลส เกิดโทโส โมโห กระทั่งเกิดกรรม, เกิดการกระทำ ; เคยมีพระเณร ฆ่ากันตายเพราะเรื่องอาหารในโรงฉันนั้นเองก็เคยมี แม้อยู่ที่บ้านก็อย่างเดียวกัน. คุณจะสึกออกไปเป็นฆราวาส ควรรู้จักกินอาหารเหมือนที่พระรู้จัก กิน อาหารเพียงเพื่อให้อัตตภาพนี้อยู่ได้อย่างสะดวกสบาย สำหรับปฏิบัติหน้าที่การงาน. ผมจึง ให้หัวข้อว่า อาหารที่ทุกคนจะต้องรู้จักเลือก แล้วก็รู้จักกิน. ควรจะกินอะไร ก็ให้รู้จัก เลือก ? แล้วควรจะกินอย่างไร ? เท่าไร ? นี่เรียกว่ารู้จักกิน ฉะนั้นจึงกินอย่างอุปมาว่า เหมือนกับกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย อย่างนี้ก็เรียกว่าปลอดภัย ในส่วนกวฬิงการาหาร. แนวปฏิบัติ เกี่ยวกับ ผัสสาหาร ทางผัสสาหาร จะเลือกอย่างไร ? จะกินอย่างไร ? โดยหลักการใหญ่ ก็คล้าย ๆ กัน. ผัสสะเป็นอาหาร คนชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ; แต่ถ้ามีการศึกษาแล้ว

น.439 เป็นนักศึกษาพิจารณาอยู่จริง ก็จะรู้เรื่อง. อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย ; แม้แต่พระเณร เหลวไหล โลเล อยู่ ไม่ศึกษา ก็ไม่รู้ความหมายของพระพุทธภาษิตเหล่านี้ว่า ผัสสาหารนี้ หมายถึงอะไร ? ทำไมจึงเรียกว่าอาหาร ?. เมื่อมีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ขอให้ระวังให้ดี จะเกิดเรื่องได้ ในเรื่องอันเป็นกิเลส จะเกิดได้เพราะอาหารคือผัสสะเสมอ. ฉะนั้นดูที่กิเลส กันเสียก่อน ว่า กิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ; ถ้าคนไม่รู้จักกิเลส ก็เห็นเป็นเรื่อง เล็กน้อย ก็ไม่สนใจ. ครั้นกิเลสที่มีอยู่แล้วเกิดมากขึ้น คนนั้นก็วินาศไป ฉิบหายไป ด้วยอำนาจของกิเลส; เขาก็ไม่รู้สึก นี่คืออันธพาลแท้ เป็นคนประมาทอย่างยิ่ง. ที่น่าหวัวก็คงจะอยู่ในข้อที่ว่า คนรักกิเลส เอากิเลสเป็นตัวเขา ; แล้ว เขาก็รักกิเลสไม่อยากละความโกรธ ไม่อยากละความโง่ ความหลง ความสะเพร่าอะไร ต่าง ๆ. เขาเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยไปหมด กิเลสมันก็เพิ่มมากขึ้น แล้วฝั่งแน่นใน สันดาน ; ก็เรียกว่า อนุสัย บ้าง อาสวะ บ้าง แล้วแต่จะเรียกก็เลยเป็นเกลอกันกับกิเลส เสียบ้าง, หรือว่ากิเลสเข้ามาเป็นตัวเป็นตนเสียเองบ้าง ; ไม่ได้แยกกันออกไป ว่านี่เป็น ศัตรู เป็นเรื่องของกิเลส. ต้องแยกออกไปให้เห็นว่า กิเลสเป็นเรื่องของศัตรู เป็น เรื่องการทำลายล้าง. ถ้าว่า กินอาหารไม่เป็น ก็เกิดกิเลส ; แม้แต่กวพิงการาหาร ถ้ากินไม่เป็น ก็เกิดกิเลส เดี๋ยวนี้จะชี้ให้ชัดลงตรงที่ผัสสะ มีผัสสะแล้วจะนำมาซึ่งกิเลส. สำหรับ คนธรรมดาสามัญ ในเมื่อมีผัสสะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ระวัง ให้ดี ; นี่เป็นช่องของกิเลส ซึ่งเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ อย่างที่เคยบรรยายมาแล้ว. ฉะนั้นคนจึงพินาศฉิบหายได้ในระยะชั่วเวลาเหมือนกับสายฟ้าแลบ คือในเวลาอันสั้นที่ไป ทำอะไรเข้าตามอำนาจของกิเลส,

น.440 ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับผัสสาหารนี้ มีอุปมาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า เหมือนกับวัวที่เขาถลกหนังออกหมด. นี่มันจะเดือดร้อนสักเท่าไร ? คุณลองทำภาพ พจน์ดู หลับตาเห็นวัวที่ถูกถลกหนังออกหมด แล้วเดินไป ; ถูกแดดก็แย่ ถูกลมก็แย่ ถูกเหลือบยุงอะไรมากัดมาตอมก็แย่, ทนไม่ได้กระโดดโลดไปเลย. นั่นก็เพราะอำนาจ ที่รู้สึกมาก รู้สึกเร็ว รู้สึกรุนแรง เพราะไม่มีหนังห่อหุ้ม. คนเรา ควรจะต้องปฏิบัติทำนองอย่างนั้น คือว่า ให้รู้สึกให้มาก รู้สึก ให้แรง แล้วก็จะได้กลัว แล้วจะได้ป้องกัน ; ต้องหาที่ซ่อนที่เร้น ที่รักษา ที่เยียวยา ราวกับว่าถูกถลกหนังออกหมด แล้วไวต่อความรู้สึก. เดี๋ยวนี้คนเราเป็นคนด้าน ไม่ รู้สึกต่อเรื่องของกิเลส ต่อทางมาของกิเลส ; ทำตัวให้เหมือนกับว่า ถูกถลกหนัง ออกหมด จึงรู้สึกแรง ไวต่อความรู้สึก จะได้ป้องกันให้ทันกัน พอกัน เหมือนอย่าง วัวตัวนั้น ; ถ้าป้องกันได้ ก็เรียกว่า เก่ง ฉลาด ไม่ฉิบหาย ไม่ตาย ; ถ้าป้องกัน ไม่ได้ก็ต้องตายเหมือนวัวตัวนั้น เพราะได้รับสัมผัสอย่างร้ายกาจรุนแรง. ที่ท่านอุปมาอย่างนี้ ก็มีความมุ่งหมายจะให้ระวังให้มาก ให้ตั้งหน้าตั้งตา ระมัดระวัง เอาใจใส่ให้มาก ให้ทำกันอย่างรุนแรง เหมือนกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย ก็ได้, หรือเหมือนวัวที่ไม่มีหนังหุ้มก็ได้ จะต้องตั้งใจทำมากถึงอย่างนั้น ฉะนั้นอย่าทำเล่น กับผัสสะ. "อย่าทำเล่นกับผัสสะ" นี้ผมยังคิดว่า เป็นคำพูดที่น้อยไปเสียอีก. แต่แล้วมาดูอีกทีก็เห็นว่า ทุกคนทุกวันทำเล่นกับผัสสะ สะเพร่าเลินเล่อ ไม่ระมัดระวัง ผัสสะ ; ฉะนั้นจึงมีการเกิดแห่งกิเลส เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ราคะ โกธะ อะไรก็ตาม อยู่เป็นประจำ, แล้วก็ชิน แล้วก็ด้านไปเสีย ; เหมือนกับวัวที่มีหนังหุ้ม มีหนังหนา มีขนหนา มีอะไร ไม่ค่อยรู้สึกต่อแสงแดด ต่อเหลือบยุง.

น.441 ขอให้ไปทำเสียใหม่ให้ดี ให้ ไวต่อความรู้สึก แล้วก็เกิดหิริโอตตัปปะ ละอาย กลัว; แม้ไม่มีใครมาเห็น ก็ละอาย ว่า ทำผิดในเรื่องนี้. ผัสสะมีขึ้น แทบจะว่าทุกเวลานาที ที่ตายังมีอยู่ หูยังได้ยินอยู่ ; ระวังให้ดีเถิด เป็นทางมา แห่งกิเลส เป็นปัจจัยแห่งกิเลส. แนวปฏิบัติ เกี่ยวกับ มโนสัญญเจตนาหาร มโนสัญญเจตนาหาร เป็นอาหารทำให้เกิดกรรม เกิดการกระทำ นี้ก็ต้อง ยับยั้งด้วยสติสัมปชัญญะ. เรื่องเหล่านี้เนื่องกันหมด เรื่องอาหารคำข้าว ก็ต้อง มีส่วนทำให้เกิดผัสสะ. พอเรากินข้าวกินอาหารอะไร ก็ทำให้เกิดผัสสะ - มีผัสสะ - แล้ว มีเวทนา - แล้วก็มีสัญญา - มีสัญญเจตนา คือคิดนึก ; จะทำไปตามอำนาจของเวทนา แล้วก็แยกทางกันอธิบาย เป็นเวทนา เกิดกิเลส ก็ไปทางหนึ่ง, มุ่งไปเป็นเรื่องของ กิเลส สกปรก มีความทุกข์ไปโดยตรง ตามเรื่องของกิเลสอีกทางหนึ่ง. เดี๋ยวนี้แยกออกมาพิจารณาอีกแง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่ง ให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องกรรม คือการกระทำ เพราะว่าต้องมีการกระทำทางกาย วาจา ใจ อยู่เสมอ ; แล้วการกระทำ นั้นมาจากเจตนา ซึ่งก็มาจากเวทนา จากผัสสะนั่นเอง. ตอนนี้ต้องมีการแยกตรงที่ว่า เราจะมาดูกันในแง่ของกรรม; ก่อนแต่จะทำอะไรลงไป ให้ระมัดระวังให้ดี, ให้ ระมัดระวัง เหมือนกับหลุมถ่านเพลิง. หลุมถ่านเพลิงนั้น หมายความว่า มีหลุมเต็มไปด้วยถ่านไฟ พลัดลงไป จะเป็นอย่างไร ? ลองทำภาพพจน์ดู ฉะนั้น ก่อนแต่จะพูด จะคิด จะทำ ให้ระวัง เหมือนกับอยู่ที่ปากหลุมถ่านเพลิง มันจะพลัดตกลงไปในนั้น. พิจารณาดู ใคร เป็นคนระวังการกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ถึงขนาดนั้นบ้าง ?,

น.442 เมื่อคนขาดสติสัมปชัญญะ ก็พูดพล่อย ๆ ทำหวัด ๆ ไปตามสบายใจ ไม่ได้ ยับยั้ง. ที่ถูกนั้น เกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา คืออยากก็แล้วกัน ; พออยาก อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว ก็หยุดไว้ที่ก่อน แบบที่เขาเรียกว่า นับสิบก่อน คือมี ระยะหนึ่ง หยุดยั้งไว้ให้ตั้งตัวเสียทีหนึ่งก่อน จะได้คิดรอบคอบ แล้วจึงกระทำกรรมนั้น ลงไป หรือไม่กระทำกรรมนั้นเลย. นี่เกี่ยวกับกรรมก็มีอยู่อย่างนี้ เมื่อมีเจตนาจะทำอะไรลงไปทางกาย วาจา ใจ ก็ต้องมีการยับยั้งก่อน ว่าควรทำ หรือว่าไม่ควรทำ ถ้าทำจะต้องทำอย่างไร. เดี๋ยวนี้เราเคยชินแต่เรื่องผลุงไปเลย เหมือนกับสายฟ้าแลบ ไปด่าเขาแล้ว ไปตีเขาแล้ว, หรือโกรธเสียแล้ว รักเสียแล้ว อย่างนี้. ก่อนแต่ที่จะรัก จะโกรธ จะเกลียด จะกลัวอะไรก็ตาม ซึ่งจะเป็นกรรม หรือผลกรรมก็สุดแท้ จะต้องมีการหยุดยั้ง เพื่อให้โอกาสแก่การคิดนึก ด้วยสติสัมปชัญญะ เหมือนกับอยู่ใกล้ปากหลุมถ่านเพลิง ; พลาดนิดเดียวจะพลัดลงไปในหลุม นี่ก็จะไหม้เป็นขี้เถ้าไป จนกว่าจะได้เกิดใหม่มาทำ เรื่องอื่นอีก. คนเรานี้มีการเดือดร้อนอยู่บ่อย ๆ เหมือนกับถูกไฟเผาอยู่บ่อย ๆ เพราะการ ที่ไม่ระมัดระวังเรื่องกรรม ซึ่งมีมูลมาจากสัญญเจตนา แล้วก็เป็นเรื่องทางจิตเสมอ เจตนาต้องเป็นเรื่องทางจิตเสมอ เขาจึงใช้คำว่า "มโนสัญญเจตนา" ให้ชัดไปเสียเลย. แนวปฏิบัติ เกี่ยวกับ วิญญาณาหาร คำว่า "วิญญาณ" นี้สับสน เพราะว่ามีหลายความหมายนัก วิญญาณ ที่หมายถึงวิญญาณธาตุ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง มีอยู่ตามธรรมดาทั่วไปในสากลจักรวาล, หรือว่าเกินกว่านั้นไปอีกก็ได้ คือเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เหมือนกับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ

น.443 ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ รวม ๖ ธาตุ. ถ้าวิญญาณหมายถึงวิญญาณธาตุละก็ ทั่ว ๆ ไป จะถือว่าเป็นอาหารก็ได้เหมือนกัน ; ส่วนธาตุวิญญาณนั้นได้ถูกนำมาปรุง ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นความรู้สึกคิดนึกของคนในจิตใจ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างนี้ ก็เอามาปรุงขึ้นมาเป็นผัก เป็นหญ้า เป็นข้าวสุก ข้าวสาร เป็นอะไรไป แล้วก็กินเข้าไป เป็นอาหาร. ทีนี้ วิญญาณธาตุก็เหมือนกัน ๆ ก็มีส่วนที่จะมาปรุงขึ้น เป็นวิญญาณ สำหรับทำความรู้สึก ขณะหนึ่ง ๆ ในร่างกายนี้ ก็เรียกว่าเป็นอาหารได้. เขาใช้ วิญญาณเป็นอารมณ์ สำหรับพิจารณาเป็นอรูปฌานก็ได้, มีความสุขตามแบบอรูปฌาน อย่างนี้ก็เป็นอาหารได้ เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ. แต่ เดี๋ยวนี้ เราไม่หมายถึงอย่างนั้น เราจะหมายถึง วิญญาณที่มาทำ หน้าที่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ เรียกว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ฯลฯ. ภาษาอภิธรรมเขาเรียกว่า วิถี - วิญญาณ หรือ วิถีวิญญาณ ที่กำลังแล่นอยู่ตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. วิญญาณนี้เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ชนิดที่เป็นขณิกะ - ขณิกะ อย่างปรมัตถ์. เกิดนามรูปแล้วก็ดับ, เกิด- ดับ เกิด- ดับ เกิด - ดับ วันหนึ่งหลายนามรูป. ทีนี้ทางพวกหนึ่ง เขาจะให้หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ หมายถึงว่าเข้าโลง หมดแล้ว วิญญาณนั้นก็ไปเกิดภพใหม่ เป็นชาติอื่นที่ไหนก็ไม่รู้ ตามใจเถิด ; อย่าง นั้นผมจะไม่อธิบาย เพราะเขาอธิบายกันอยู่แล้ว, แล้วก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นไม่ได้ เป็นการเกณฑ์ให้เชื่อ ที่พูดนี้ จะแสดงให้เห็นได้ก็คือว่า มีจักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ฯลฯ เกิดแล้ว ก็หมายความว่า ทำให้นามรูปเกิดขึ้น สมบูรณ์ตามหน้าที่ของมัน ;

น.444 ไม่ทำหน้าที่สมบูรณ์ก็ไม่เรียกว่าสิ่งนั้น. เช่น คนก็เป็นพื้นฐานอยู่อย่างนี้ เป็นคน เหมือนกับพวกเรานี้. แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของพระเณร ก็เป็นพระ เป็นเณรใช่ไหม ? ฉะนั้น เราก็เป็นพระเณรต่อเมื่อทำหน้าที่อย่างพระเณร ; ไม่อย่างนั้นก็เป็นคนเท่านั้น เป็นแกนกลางที่เป็นคน. แกนกลางที่เป็นคนนี้ เมื่อทำหน้าที่อย่างฆราวาส ก็เป็นฆราวาส, หรือ ทำหน้าที่ชั่วคราวไปเป็นทหาร ก็เป็นทหารไป แต่จะเป็นทหารก็ต่อเมื่อทำหน้าที่ทหาร. ถ้าคนจะสวมเครื่องแบบ แล้วไม่ได้ทำหน้าที่ทหาร ก็เป็นทหารไปไม่ได้ ; ก็เป็นแต่ ทหารโกง ในเมื่อไม่ได้ทำหน้าที่ทหาร. ฉะนั้น นามรูปก็จะต้องทำหน้าที่ของนามรูป, คือร่างกาย ทำหน้าที่ของร่างกาย เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งจิต. แล้วจิตก็ทำหน้าที่ของจิตที่ เป็นนาม, เป็นจิตไวต่อความรู้สึกคิดนึกได้. นี้ก็รวมกันเข้าไม่แยกกัน เรียกว่านามรูป วิญญาณลุกขึ้นเมื่อไร นามรูปก็ลุกขึ้นเมื่อนั้น, ก็เรียกได้ว่า วิญญาณนี้ เป็น อาหารแห่งนามรูป. นี้ต้องระวังให้ดี มีอุปมาเหมือนกับว่า โจรหรือผู้ร้ายที่เขาจับได้ เขาลงโทษ ประหารชีวิต เขาจะเอาไปฆ่า. ลองเดาดูซิว่าโจรนั้นจะคิดอย่างไร ? จะคิดหนี คิดหา ทางที่จะรอดเรื่อยหรือไม่ ? ถ้าเป็นคนปรกติ ก็คิดหาทางออก หาทางรอด จนวินาที สุดท้าย. วิญญาณนี้ก็เหมือนกัน ควรจะทำความรู้สึกเหมือนกับว่า หาที่ปลอดภัย ไว้เสมอ. ถ้ามีวิญญาณเป็นอาหาร ทำหน้าที่อย่างอาหารอยู่ ; ก็ควรจะได้การกระทำ ที่ทำให้เป็นผู้ปลอดภัย ให้เป็นวิญญาณที่จะปรุงนามรูปที่ปลอดภัย ที่ไม่เป็นทุกข์. นี่เป็น คำเปรียบเท่านั้น เปรียบอย่างอื่นก็ได้, หรือจะอธิบายกลับกันก็ได้. อุปมาทั้งหลายเหล่านี้ จะพูดกลับกันเสียก็ได้ แล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน จะพูดในแง่ไหน.

น.445 เพื่อจำง่าย อยากจะพูดว่า เขาจะนำไปเพื่อจะฆ่า ก็ต้องหาทางออก. ฉะนั้นวิญญาณก็ตั้งต้นอย่างดี ปรุงให้เป็นนามรูป ที่จะไม่ตายไปง่ายๆ ; นี้คือให้ เป็นไปถูกต้องก็แล้วกัน. ถ้าพูดถึงปฏิสนธิวิญญาณ ที่จะไปหาที่เกิดใหม่ เป็นคนใหม่ข้างหน้าโน้น ก็ไปให้ถูก ให้ไปถูกภพที่ดี ที่จะปลอดภัย, ที่จะเรียกว่า ได้รับประโยชน์ หรือได้รับ ความรอด, ให้วิญญาณนั้นรอด. เดี๋ยวนี้เราอยู่ที่นี่ ก็ให้เป็นอย่างเดียวกันอีก ให้ วิญญาณนี้รอดจากอันตราย หรือจากความตายทุก ๆ กรณีไป ก็แปลว่าต้องคิดมาก เหมือนกับคนที่ถูกเขาจะนำไปฆ่า. สรุปแล้วในเรื่องอาหารทั้ง ๔ นี้ ก็คือสอนให้ระวังให้เต็มที่ : ถ้าเกี่ยวกับอาหาร คือคำข้าว ก็ระวังเหมือนกับพ่อแม่ ที่ต้องกินเนื้อลูก ตัวเอง ระวังการกินอยู่ให้เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็น ผัสสาหาร ก็ระวังเหมือนกับโคตัวหนึ่งถูกถลกหนังออกไปหมดแล้ว ต้องระวังเหลือเกิน จนกว่าหนังจะงอกออกมาใหม่ ขนมันจะงอกออกมาใหม่รอดตัว ไปได้ ต้องระวังเหลือเกิน. ถ้าเป็น มโนสัญญเจตนาหาร ก็ระวังเหมือนกับเราอยู่ริมหลุมถ่านเพลิง อย่างหมิ่นเหม่. ถ้าเป็นเรื่อง วิญญาณาหาร ก็เหมือนกับว่า หาทางรอดเหมือนกับโจรที่เขา จะนำไปฆ่า. เฝ้าหาทางออกจนวินาทีสุดท้าย ก็มีหวัง เช่นว่า อาจติดสินบนเพชฌฆาต ติดสินบนผู้คุม ก็อาจรอดไปได้.

น.446 นี่คือใจความย่อ ๆ สังเขปของเรื่องอาหารที่ทุกคนควรรู้จักเลือก รู้จักกิน สุนัขของผมตัวที่ชื่อจิ๊กกี๋ รู้จักเลือกและรู้จักกินที่สุดกว่าสุนัขตัวไหน. ผมลองดูเรื่อย ๆ ที่มันชอบกินที่สุด จะเป็นนมเป็นเนื้ออะไรก็ตาม วางให้กิน มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้. แต่ มันดมอยู่เรื่อย มันสังเกตอยู่เรื่อย ประเดี๋ยวหนึ่งจะมากิน ; - อาหารชนิดไหนมันก็ทำ อย่างนั้นแหละ. ถ้าเป็นตัวอื่น มันจะขม้ำเลย มันไม่ได้ดูก่อน. ทีนี้ผลมันต่างกัน ถ้ามีการใส่ยาเบื่อสุนัขละก็ เจ้าตัวนั้นแหละมันจะรอด ; ตัวหลังนี้จะต้องตายก่อน. นี่ก็เห็นได้ว่า โดยธรรมชาติแท้ๆ สัตว์ก็ยังรู้จักสังเกต รู้จักเลือก รู้จักกิน. เจ้าตัวนี้มันจะกินหกเรี่ยราดหยดไปทั่วจาน เลอะเทอะไปหมด น่ารำคาญ น่าเบื่อหน่าย. ส่วนเจ้าตัวนั้นไม่ทำลำบาก มันกินช้า ๆ กินตรง ๆ ไม่มี อะไรกระเด็นหกออกนอกจาน ; อย่างนี้ก็ต่างกันมาก. คนที่เลี้ยงก็เป็นธรรมดาที่ต้อง เมตตาสงสารรักใคร่เจ้าตัวที่ไม่ทำความรำคาญ รู้จักเลือก รู้จักกิน ; มันรอดอันตราย, แล้วยังมีผลดีที่ทำให้เขารักใคร่สงสาร. พระเณรทุกรูปขอให้รู้จักเลือก รู้จักกิน ในกรณีเกี่ยวกับอาหาร นี้ก็จะ ถูกพระทัยของพระศาสดา. พระศาสดาซึ่งเป็นอะไร ; คุณก็รู้อยู่แล้วว่า ท่านเป็น อะไรกับพวกเรา ; และควรจะทำให้ถูกพระทัยของพระศาสดาอยู่ ทุกอย่างทุกประการ. ผมถือเป็นหลักอยู่ว่า จะคิดนึก จะทำอะไรลงไป ก็ต้องถามพระพุทธเจ้า ดูก่อน ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ก็ต้องไปถามกันนาน ว่าเรื่องนี้จะทำไหม ? ควรจะ ทำไหม ? ควรทำอย่างไร ? ถ้าหมั่นทูลถามพระพุทธเจ้า ก็จะมี โอกาสได้รับคำแนะนำ ว่า ควรทำ หรือไม่ควรทำ. พระพุทธเจ้า จะมีอยู่กับเราในทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง ; ดังมีคำตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ธรรมะที่จะมีให้ในฐานะเป็นพระ

น.447 พุทธเจ้านั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง นั้นเราถามได้. นั้นก็คือ มีสติสัมปชัญญะ ยับยั้ง คิดใคร่ครวญ ; นี่ก็เหมือนกับถามพระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้ พระเณรไม่ใคร่ทำอย่างนั้น ; หุนหัน ฉุนเฉียว โมโห โทโส อวดดี ทำอะไรสะเพร่า ; นั่นแหละจะต้องตายด้วยฝีมือพญามาร คือ กิเลส, แล้วก็ ไม่สบพระทัยของพระพุทธเจ้าด้วย, เสียหายหมดอย่างนี้. ขอให้ระมัดระวังให้ดี เรื่องเกี่ยวกับอาหาร ให้รู้จักเลือก ให้รู้จักกิน อย่างที่ว่า มาแล้วอย่างย่อ ๆ. เวลาก็หมดแล้ว ขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต