Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๔ (สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก) — อันตราย ที่ทุกคนควรรู้จัก

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.448 ในการบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๔ นี้ จะได้ กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า อันตรายที่ทุกคนควรรู้จัก ในครั้งแรกที่สุด เราพูดกันถึงเรื่องหลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ คือ หน้าที่ในระดับต่าง ๆ กัน นับตั้งแต่หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตชั้นแรกที่สุด จน กระทั่งวิวัฒนาการสูงสุด มีหน้าที่ทางจิตใจ ทางธรรม, แล้วก็พูดถึงเรื่อง ตัวเองที่ควรจะรู้จัก, ในครั้งต่อมา เพื่อจะให้เข้าใจถึงความรู้สึกว่า "ตัวตน" ที่จะต้องเกิดขึ้นเอง ตามสัญชาตญาณของสิ่งที่มีชีวิต, แล้วก็มาพูดถึง อาหารที่ทุกคนจะต้องรู้จักเลือก รู้จักกินนั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงข้าวปลาอาหาร ยังมี อาหารอย่างอื่น ๆ ที่จัดขึ้นตามหลักธรรมะ ในพุทธศาสนา นี่ก็แสดงว่า ท่านมองอย่างกว้างขวางในความหมายของคำว่า อาหาร. ๔๑๗

น.449 ให้รู้จักอันตราย เพื่อประพฤติให้กลมกลืนกับสัญชาตญาณ ในครั้งนี้ก็จะพูดถึงอันตรายที่จะต้องรู้จักอีกเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพื่อว่า ให้มี ความรู้ มีการประพฤติ การกระทำ ที่กลมกลืนกันไป กับสิ่งที่เรียกกันว่าสัญชาตญาณ คือความรู้ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ; แต่เป็นขั้นพื้นฐานที่สุด ไม่ได้พัฒนา ไม่ได้ ทำให้เจริญกันมากมายอะไร แต่ก็ยังคงมีอยู่ในฐานะเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐาน. ขอให้นึกถึงสัญชาตญาณทั้งหลาย ที่เป็นหลัก ๆ เช่นสัญชาตญาณแห่ง การมีตัวกู - ของกู, สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร, สัญชาตญาณแห่งการหนี้ อันตราย หรือหนีภัย กระทั่งถึงสัญชาตญาณแห่งการที่จะต้องสืบพันธุ์ ไว้ในที่สุด เมื่อ รู้สึกว่าจะต้องตายไป. สัญชาตญาณพื้นฐานเหล่านี้ ถ้ารู้จักปรับปรุงให้ดี ก็จะกลายเป็นความรู้ ที่สมบูรณ์เต็มที่ ไม่เพียงแต่เป็นสัญชาตญาณ เป็นเสมือนหนึ่งพืชพันธุ์เท่านั้น ; แล้ว เราก็มาเพาะ หว่าน ปลูก ให้เจริญงอกงามเต็มที่. ฉะนั้นจึงได้พูดถึงเรื่องตัวตน เรื่องอาหาร และพูดถึงเรื่องการหนีอันตราย อันตรายที่ทุกคนจะต้องรู้จักกลัว เพื่อว่า จะได้มีความเหมาะสม ในระหว่างความรู้อย่างสัญชาตญาณ กับความรู้อย่างที่ เราทำให้เจริญก้าวหน้าสูงสุด. ต้องรู้จักความเหมาะสมทั้งทางโลกทางธรรม เรื่องความเหมาะสมนี้สำคัญมาก ; เพราะฉะนั้นขอให้จำคำว่า เหมาะสม ทั้งทางโลกทางธรรม ซึ่งมีความสำคัญอยู่ที่ตรงความเหมาะสม ; เพราะหมายความว่า ถูกต้อง และพอดี ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เกิน ไม่ขาด อะไรทำนองนี้. แต่ทีนี้พอพูดว่า “เหมาะสม" ก็มักจะเห็นกันว่าเป็นเรื่องธรรมดา ; แล้วจะเห็นเป็นของเด็ก ๆ ไปเสีย. คน จึงโง่ คนจึงประมาท คนจึงสะเพร่า อวดดีต่าง ๆ ; เพราะไม่คำนึงถึงความเหมาะสม

น.450 เป็นชีวิตจิตใจ ; ให้เรียนรู้อะไรขึ้นมาสักหน่อย ก็อวดดีเสียแล้ว. อย่างนี้ก็ขาดความ เหมาะสมไปโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็ยิ่งจะขาดยิ่งขึ้น. ขอให้ระวังให้ดี ยิ่งเล่าเรียนมากขึ้น ก็จะยิ่งขาดความเหมาะสมตาม ธรรมชาติมากขึ้น ; จะไปเพ้อ ไปอะไรตามความรู้ที่เรียนมา ด้วยความประมาท แล้วก็ ทำให้ประมาท. ฉะนั้นอย่าเห็นว่าความเหมาะสมนี้ เป็นคำพูดสำหรับเด็ก ๆ หรือเป็น คำพูดสำหรับเรื่องธรรมดาสามัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ; แม้เรื่องสูงสุดในทางธรรม ก็ยังต้องการ ความหมายของคำ ๆ นี้อยู่นั่นเอง. แทนที่จะใช้คำว่า เหมาะสม บางทีเราใช้คำว่า สมดุลย์. ถ้าทุกอย่าง สมดุลย์ ก็เป็นอันว่าสำเร็จ ; ถ้าขาดดุลย์ ไปแต่บางอย่าง ก็จะไม่เป็นผลสำเร็จ, หรือสำเร็จก็ไม่ดี. แม้ในเรื่องทางจิตวิทยา หรือทางชีววิทยาลงมาตามลำดับ เขาก็ พูดถึงความเหมาะสม ว่าเป็นของสำคัญอย่างยิ่ง ; มีหลักที่วางไว้ว่า "ที่เหมาะสมที่สุด นั้นแหละจะรอดอยู่". ที่ว่า เหมาะสมที่สุดเท่านั้น ที่จะรอดชีวิตอยู่ หรือว่ารอดจากกิเลสอันตราย ทางจิตใจอะไรอยู่ ; แต่ถ้าเป็นภาษาชีววิทยา ก็หมายถึงรอดชีวิตอยู่ ชีวิตตั้งต้นเมื่อล้าน ๆ ปี มาแล้ว แล้ว ชีวิตแบบไหน รูปไหน ที่เหมาะสมที่สุด ชีวิตนั้นจะรอดอยู่ แล้วก็วิวัฒนาการ The fittest the survival นี่ขอให้จำไว้ใช้ในทุกกรณี สิ่งใดเหมาะสม สิ่งนั้นจะคงอยู่ คือ ไม่ตายไม่ทำลาย. การศึกษาที่เขาจัดขึ้นในโลกนี้ ก็มีนักศึกษาที่ผมบูชา พูดอย่างนั้นดีกว่า คือใครก็ไม่รู้ แต่ก็มีนักศึกษา ที่พูดว่า การศึกษานี้ เราจัดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สำหรับคนหรือมนุษย์ เพื่อจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า. ส่วนที่พูดว่า การศึกษาเพื่อ ประชาธิปไตยนั้นไม่ถูก, การศึกษาเพื่ออะไร อย่างนี้ยังไม่ถูกเท่ากับว่า การศึกษาได้

น.451 จัดขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมของวิชาความรู้, แล้วเหมาะสมของการกระทำ เหมาะสมทุกอย่างที่จะมีชีวิตอยู่ และเจริญก้าวหน้า. แต่ ความรู้สึกของเด็ก ๆ ที่ศึกษา ที่เป็นนักเรียนนักศึกษา เขาก็ว่า เพื่ออาชีพ เพื่อเงิน เพื่ออะไรต่าง ๆ เพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติ เป็นอย่างมาก. นั่นกิเลสได้เริ่ม แตะต้องแล้ว. ถ้าหากว่ารู้ลึกไปถึงส่วนลึก ก็จะต้องรู้ว่าการศึกษานี้ เพื่อให้มีการ กระทำถูกต้อง เพื่อความเหมาะสม. ถ้าเป็นเรื่องทางธรรมะ ที่สูงขึ้นไปกว่าเรื่อง ทางร่างกาย ก็มีความเหมาะสม ที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน คือที่จะดับทุกข์ สิ้นเชิงได้นั่นเอง. เรื่องชาวบ้านก็เป็นเรื่องดับทุกข์ทางร่างกาย เป็นปัญหาทางกาย. เรื่อง ธรรมะก็ดับทุกข์ทางจิตใจ ที่เรียกว่า บรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องดับทุกข์ด้วยกัน ทั้งนั้น ; แม้ว่าจะมุ่งหมายกันคนละชั้นคนละระดับ การศึกษาของเราก็เพื่อจะเป็นอย่างนี้. ที่พูดถึงสัญชาตญาณก็เหมือนกัน ถ้าสังเกตดูให้ดีแล้ว จะมุ่งหมายไปในทาง ที่จะถึงที่สุดทั้งนั้น ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิวัฒนาการ ; ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตนี้ คล้ายกับมีความศักดิ์สิทธิ์อะไรอยู่ในตัวอย่างหนึ่ง คือต้องการจะไปให้ถึงจุดสูงสุด. อันไหน ไปไม่ถึงก็สลายตัวตายไป เพราะความไม่เหมาะสมของอันนั้นหรือแขนงนั้น ; แขนงที่ เหมาะสมก็ไปเรื่อย จนกระทั่งเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญา รู้ธรรมะในด้านสูงสุด กระทั่งรู้ นิพพานที่เป็นชั้นสุดยอดของสิ่งที่มนุษย์จะบรรลุถึงได้, หรือจะเรียกว่าเป็นวิวัฒนาการ ในทางจิตทางวิญญาณสูงสุดก็ได้. อันตรายที่เกิดมาจากความไม่เหมาะสม ทีนี้ก็มีสิ่งที่จะต้องนึกถึง ก็คือว่า อันตรายที่เกิดมาจากความไม่เหมาะสม นี้คือกระทำไม่ถูกต้องตามเรื่องราวนั้น ๆ ก็ย่อมมีอันตรายเกิดขึ้น, ทำไม่ถูกทางกาย

น.452 ก็มีอันตรายทางกายเกิดขึ้น, ทำไม่ถูกในทางจิต ก็จะมีอันตรายทางจิตเกิดขึ้น, ทำไม่ถูก ในทางวิญญาณ ก็เกิดอันตรายในทางวิญญาณขึ้น. อันตรายทางกาย หมายถึงที่เกี่ยวกับกาย หรือวัตถุสิ่งของ ที่เนื่องกันอยู่ กับกาย, นี้เรียกว่าระบบฟิสิกส์ก็แล้วกัน. ถ้าว่าเป็นเรื่องทางจิต ก็หมายถึงสูงขึ้นไป ถึงระบบความรู้สึก ที่เกี่ยวกันอยู่กับร่างกาย ที่เราเรียกกันว่า mental ระบบ mental ; ที่สูงสุดไปกว่านั้นอีก ก็เป็นระบบ spiritual ซึ่งไม่รู้ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี ผม ก็เรียกว่า ระบบวิญญาณไว้ก่อน. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องมีอันตรายทั้งนั้นแหละ ; ถ้าทำไม่ถูก ก็เกิด เป็นอันตราย, หรือว่าถ้าเกิดอันตราย ก็คือทำไม่ถูกทั้งนั้น ในทางกาย ทางจิต ทาง วิญญาณ. ฉะนั้นเรามาพูดเรื่องอันตรายกันบ้าง เพื่อให้เรารู้จักป้องกันอันตราย หรือ ทำลายอันตรายที่ได้เกิดอยู่. ถ้าว่าจะพูดอย่างสัญชาตญาณแห่งการหนีภัยที่เป็นอันตรายแก่ ชีวิต ก็เป็นเรื่องทางร่างกายเท่านั้น ; แต่ถ้าพูดถึงเรื่องภาวิตญาณ คือว่าญาณความรู้ ที่เราได้อบรมดีแล้ว ว่าหนีภัยหรือรอดอันตรายนี้ ก็สูงขึ้นถึงเรื่องทางชีวิตจิตใจ, กระทั่งรอดออกไป เหมือนที่เรียกว่า วิมุตติ วิโมกษ์ ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของทุก ศาสนา. ทุกศาสนามุ่งหมายความรอดพ้น ถ้าคุณจะศึกษาศาสนาทุกศาสนา ก็จะพบความแปลกประหลาด คือว่า เขามุ่ง หมายความรอดกันทั้งสิ้น. เขาเรียกชื่อต่าง ๆ กันตามศาสนานั้น ๆ แต่ความหมายอัน แท้จริงของคำนั้นคือ "ความรอด". สิ่งที่เรียกว่าศาสนานี้ คง ตั้งรากฐานขึ้น มาจาก ความกลัว เหมือนที่เขาพูดกันอยู่จริง ๆ, กลัวสิ่งที่มาทำให้ตาย, หรือสิ่งที่ทำให้ยุ่งยาก ลำบาก ฉะนั้นเราจึงต้องการความรอดออกไปจากสิ่งเหล่านี้.

น.453 ทีนี้ เมื่อความรู้สึกทางสัญชาตญาณ ทำให้รอดได้ด้วยเพียงรอดตาย คือ รอดทางกาย ทางชีวิต ; ครั้นรอดทางกายอย่างนี้แล้ว ยังมีอันตรายเหลืออยู่อีก ก็เลยเป็นเรื่องอันตรายที่อยู่เหนือความรู้สึกของสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณ จะรู้สึกแต่ กลัวตายเท่านั้น เรื่องที่จะมาทำให้ตาย หรือให้เกือบตาย นี้เป็นอันตราย, สัญชาตญาณ รู้สึกได้เพียงเท่านั้น. เรื่องดังกล่าวนี้จะเห็นได้ง่ายในสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีสัญชาตญาณเดิม ๆ ยังคง อยู่เท่าเดิม มันก็ต้องการจะรอดตาย, หรือรอดการเกือบตายนั้น คือการเจ็บปวด. ครั้นเมื่อมันไม่ตาย แล้วยังมีอันตรายเหลืออยู่ ก็เลยเป็นเรื่องทางจิตใจ หรือทางวิญญาณ หรือทางจิต หรือทางกาย ที่สูงไปกว่าระดับสัญชาตญาณที่เป็นชั้นประณีต. เดี๋ยวนี้ มีความก้าวหน้าเป็นวิวัฒนาการ ; ฉะนั้นปัญหาทางร่างกาย ก็สูง ขึ้นมาเหมือนกัน คือสูงเกินกว่าระดับสัญชาตญาณครั้งกระโน้นจะรู้สึก. ฉะนั้นเรื่องทาง วิญญาณ ทางจิต ทางกาย นี้ ควรจะแจ่มแจ้งแก่ทุกคน, จะเรียกขึ้นไปจากข้างล่างก็ว่า ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณก็ได้ ; เพราะว่า เป็นรากฐานอยู่ที่ร่างกายขึ้นไปตามลำดับ แต่จะเรียงอีกนัยหนึ่ง, เรียงลงมา ก็เรียกว่า ทางวิญญาณ ทางจิต ทางกาย อย่างนี้ก็เพราะว่า ทางวิญญาณนั้นสำคัญที่สุด เป็นสุดยอด สำคัญที่สุด ซึ่งคลุมสองอย่างข้างล่าง หรือว่าสองอย่างข้างล่างนี้ ขึ้นอยู่กับเรื่องทางวิญญาณ ; ฉะนั้น แล้วแต่เราจะมองกันในแง่ไหน จะเรียกว่า ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ก็ถูก, จะเรียง ลำดับว่า ทางวิญญาณ ทางจิต ทางกายก็ถูกอีก. ถ้ามองกันชั้นละเอียดชั้นประณีตแล้ว เขาก็จะไปสนใจอยู่แต่เรื่องทางวิญญาณ เพราะสำคัญที่สุดนั่นเอง. แล้วจะมีความ เหมาะสมระหว่างสามอย่างนี้ได้อย่างไร ? จนกระทั่งขจัดปัญหา ขจัดอันตรายออกไป เสียได้จากสิ่งทั้งสามนี้.

น.454 ต้องรู้จักอันตราย เพื่อ ความรอดพ้น ทีนี้ จะได้พูดกันถึงเรื่องทั้งสามนี้ คือ เรื่องทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ที่ล้วนแต่มีอันตราย เพื่อพูดให้กว้างขวาง ให้ครอบคลุมไปหมด. สิ่งที่เรียกว่า อันตราย นั้น ควรจะแยกออกได้ เป็น ๒ ประเภทก่อน คือ อันตรายภายนอก และ อันตรายภายใน. คำว่า ภายนอก ในทางธรรมะ หมายความว่า นอกไปจากตัวเรา, ภายใน ก็ที่เนื่องอยู่กับตัวเรา คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ นี้เรียกว่าภายใน. เรื่องภายนอก ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้อื่น หรือสิ่งอื่นที่แวดล้อมเราอยู่. และเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง สองฝ่าย คือภายใน กับ ภายนอกแล้ว ; เรื่องภายนอกเป็นเรื่องเล็ก ๆ เป็นเรื่อง ขี้ประติ๋วก็ได้ ฉะนั้นพูดเสียนิดหน่อยก็ได้ จะได้เสร็จไปเสียที ว่าเรื่องภายนอกนั้นเช่นไร. ภายนอกที่เป็นส่วนใหญ่ที่สุด ก็คือ ความที่สังคมเสื่อมศีลธรรม และไร้ สันติภาพ ก็มีอันตรายเกิดขึ้น สับสนพัวพันยุ่งยากไปหมด. เมื่อสังคมเสื่อมศีลธรรม หรือไร้สันติภาพ ก็หมายความว่า ต้องมีการเบียดเบียนกัน เราอยู่ในโลกนี้ร่วมกัน ก็ได้ รับภัยอันนี้ด้วย จากสังคมที่เสื่อมศีลธรรมนี้. แต่ทำไมตอนแรกจึงพูดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ? ก็เพราะว่า การเสื่อม ศีลธรรมของสังคมนี้มาจากบุคคลแต่ละคน, แต่ละคนไร้ศีลธรรม คืออันตรายได้ย่ำยี ศีลธรรมของบุคคลนั้นหมดแล้ว ; เหลืออยู่แต่บุคคลที่ไร้ศีลธรรม รวมกันเป็นสังคม ก็เลยเป็นสังคมที่เป็นอันตราย. แต่ถ้าแต่ละคน ๆ ในภายในของแต่ละคน มีศีลธรรม ไม่มีอันตรายแล้ว สังคมนั้นก็ดีเอง ; ฉะนั้นสนใจเรื่องของสังคมเพียงเท่านี้ก็พอ. อย่างเดี๋ยวนี้ก็พูดกันมาก เหมือนกับคนเมาพูด จะเรียกว่าอันตรายของ เสรีภาพ ไม่มีประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ ก็หลับตาพูดทั้งนั้น. เขาไม่รู้ว่าอันตรายนี้

น.455 และวิกฤตกาลเหล่านั้น มาจากอะไร ; ถ้ารู้จริงก็จะรู้ว่า มาจากแต่ละบุคคล ในภายใน ไม่มีศีลธรรม, ไม่ขจัดอันตรายของ กาย วาจา ใจ ได้ ; นี่มาพูดกันแต่ปลายเหตุ หรือที่เปลือก ที่ผิวนอก ; ฉะนั้นจึงแก้ไขไม่ได้. ถ้าแก้ไขกันอยู่อย่างนี้ กี่ร้อยกี่พันปีก็แก้ไขไม่ได้ จะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป เพราะเขาไม่ได้แก้ไขอันตรายอันแท้จริง คืออันตรายข้างใน. เราสนใจกันแต่ เปลือก หรือแต่ปลายเหตุ นี่คือเรื่องอันตรายภายนอก ; พูดเท่านี้ก็จะจบเสียแล้ว. อันตราย ภายใน คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด ขอให้มาดูอันตรายภายในกันดีกว่า, อันตรายภายใน ถ้าบังคับ หรือว่า มีเวลาให้พูดเพียงสองสามคำก็พูดได้ ฉะนั้นขอให้คุณจำไว้ให้แม่นยำว่า คือ "จิตที่ตั้งไว้ผิด" จิต ที่ ตั้ง ไว้ ผิด ๕ พยางค์เท่านั้นแหละ จิตที่ตั้งไว้ผิด อันตรายทั้งหลายจะไป รวมอยู่ที่นั่น, ไปรวมอยู่ที่ จิตที่ตั้งไว้ผิด. แม้อันตรายทางภายนอก เรื่องสังคมทั้งหลายนี่ ก็มาจาก "จิตที่ตั้งไว้ผิด" ของสมาชิกแห่งสังคมนั้น ๆ. ถ้าเป็นภายในแต่ละคน ๆ อันตรายทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณอะไรก็ดี ก็มาจากจิตที่ตั้งไว้ผิด ; เพราะ ฉะนั้น ขอให้สนใจ หรือรู้สึกให้มาก ในคำที่ว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า "จิตที่ตั้งไว้ผิดนี้เป็นอันตราย ทำให้ได้ รับทุกข์ มีอันตรายยิ่งกว่าที่ศัตรูอันร้ายกาจ หรือโจรอันร้ายกาจเป็นต้น จะทำให้". คนเราถ้ามีศัตรู ก็หมายความว่า เขาเป็นคนคิดร้ายต่อเราทุกอย่างทุกทาง ต้องการจะทำลายเราทุกอย่างทุกทาง ; เขาจะทำอันตรายแก่เรา, หรือว่าถ้าโจรต้องการ ทรัพย์ ก็ต้องทำอันตรายเจ้าทรัพย์ ; แม้อันตรายที่โจร หรือว่า ศัตรูคู่อาฆาตจะทำแก่เรา ได้นั้น ก็ยังไม่มาก เป็นเรื่องขี้ประติ๋วไปเลย. ที่ทำอันตรายมากที่สุดนั้นก็คือ จิตของ ตนเองในภายใน ที่ตั้งไว้ผิด มิจุฉาปณิหิตํ จิตฺตํ แปลว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด,

น.456 คำว่า จิตที่ตั้งไว้ผดนี้ ยังขยายกว้างออกไปได้เป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง เป็น รายละเอียด แต่รวมความแล้วก็คือ จิตตั้งไว้ผิด. ถ้าจิตตั้งไว้ถูกคำเดียวเท่านั้นแหละ ปัญหาก็หมดไป; เลยเป็นคู่กันอยู่ ที่ว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด กับ จิตที่ตั้งไว้ถูก. จิตตั้งไว้ผิด ก็ทำให้กายวาจาผิดไปตาม แล้วก็ผิดหมดทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ ; ถ้าจิตตั้งไว้ถูก ก็ถูกหมด ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ. เดี๋ยวนี้ เราทำผิดข้างนอก ทางกาย ทางวาจา นี้ก็คิดดู เป็นเรื่องผิด มาจากข้างใน เช่นพูดหยาบ พูดเลว พูดอะไรต่าง ๆ นี้ก็มาจากจิตที่ตั้งไว้ผิด จึงพูด ออกมาอย่างนั้น, หรือว่า ความสะเพร่า ขาดสติสัมปชัญญะ ซึ่งเรียกว่าไกลออกไปอีก ก็มาจากจิตที่ตั้งไว้ผิด. ถ้าจิตที่ตั้งไว้ลูก ก็ไม่ขาดสติสัมปชัญญะ ; ฉะนั้นการ ทำผิดก็ดี การที่ขาดสติสัมปชัญญะในการกระทำนั้น ๆ ก็ดี ล้วนมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิดทั้งนั้น. เราพูดถึงเรื่องนี้กันเป็นพิเศษ ฉะนั้นผมจะพูดอย่างที่เรียกว่า มองดูมาจาก ข้างบน คือจะพูดถึงเรื่องทางวิญญาณ แล้วเรื่องทางจิต แล้วเรื่องทางกาย อย่างนั้นดีกว่า เพราะมองเห็นถนัดชัดเจน. อันตรายที่ ๑. คืออันตรายทางวิญญาณ ใจความสำคัญอยู่ที่ จิตที่ตั้ง ไว้ผิด ตามพระพุทธภาษิตนั้นๆ จิตที่ตั้งไว้ผิดนี้ออกมาในรูป หรือนาม ชื่อของมัน ออกมาอยู่ในรูป ในชื่อในสมัญญาต่าง ๆ กัน เช่น : มิจฉาทิฏฐิ ก็คือ ทิฏฐิผิด เป็นความเห็นผิด นั่นแสดงว่าจิตตั้งไว้ผิด จึงมี มิจฉาทิฏฐิ คือทิฏฐิที่ผิด เป็นความเห็นผิด. หรือจะเรียกว่า อวิชชา คือปราศจากความรู้ที่ควรรู้ ก็คือจิตตั้งไว้ผิด, อาการที่จิตตั้งไว้ผิด คือไม่เป็นวิชชา จึงเรียกว่า อวิชชา ก็ได้ เป็นจิตที่ตั้งไว้ผิด,

น.457 ทีนี้เรามีการยึดมั่นถือมั่น ในลัทธิอันใดอันหนึ่ง หรือถ้าเรียกให้ไพเราะ ก็จะเรียกว่า อุดมคติ. นี่คือสิ่งที่เรียกว่าลัทธิทั้งหลายนั้นเอง. ถ้าเราติดมาแต่เดิม อย่างไรแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ตั้งไว้ผิดตลอดกาล. อย่างที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า ism, ism อะไร ที่เอาไปต่อท้ายคำนั้นคำนี้ เป็นภาษาอังกฤษ ism ทั้งหลาย นี่หมายถึงสิ่งที่ ได้ทำจนชิน จนเป็นสถาบันในจิต และที่เห็นชัด มีอำนาจมากก็พวก ism พวกลัทธิ พวกศาสนา. ใครเกิดมา เจริญขึ้นมา ในลัทธิ หรือ ศาสนาอะไร อันนั้นก็แน่นแฟ้นมาก จะผิดจะถูกกันก็อยู่ที่ตรงนั้น. ถ้ายึดถือผิดแล้ว ก็ผิด; เช่น บางคนจะมีศาสนา ของตน ไม่นับถือพุทธศาสนา ไม่นับถือคริสเตียน หรืออะไรอย่างนี้ เขาก็มี ism ของเขา ถ้าถูกก็ดีไป, ถ้าผิด ก็คือ วินาศ; นั่นแหละ ism ทั้งหลาย ก็คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด หรือมิฉะนั้นก็ตั้งไว้ถูก. นี่แสดงให้เห็นว่า รกราก รากฐาน สมุฏฐาน อันแท้จริง คือ จิตที่ตั้ง ไว้ผิด ก็เป็นอันตรายทางวิญญาณ ซึ่งปรากฏออกมาตามลำดับ ; เช่น จิตตั้งไว้ผิด ก็ออกมาเป็นกิเลส ซึ่งเราเรียกกันง่ายๆ ว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็น กิเลส. จิตที่เป็นกิเลส ก็เป็นผลของจิตที่ตั้งไว้ผิด จิตที่ตั้งไว้ผิด เป็นอันตราย อย่างยิ่งเท่าไร ; กิเลสก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งเท่านั้น ; เพราะว่าออกมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิด ในทางด้านวิญญาณ ด้านลึกของจิตใจโน่น ก็ทำให้เศร้าหมอง สกปรก เหลือประมาณ ซึ่งความสกปรกตามธรรมดามีไม่เท่า หรือทำให้ร้อนเหมือนไฟเผาเหลือ ประมาณอย่างนี้. นี่ตามความหมายของคำว่า อคฺคิ หรือไฟ คือกิเลส, หรือแม้ที่สุด แต่ว่า มันทำให้ท่วม เหมือนน้ำท่วม อย่างหายใจไม่ออก ก็ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า กิเลส มีอุปมาทำนองนี้หลาย ๆ อย่าง ต่าง ๆ กัน แต่รวมความแล้ว ก็เป็นเรื่องของกิเลส ที่ทำอันตรายแก่มนุษย์ในด้านวิญญาณ.

น.458 เมื่อเกิด โลภะ โทสะ โมหะ ที่หนึ่ง จะมีปฏิกิริยา หรืออะไรอย่างไร ก็ไปดูเอาเอง. ใครมีบ้าง แล้วก็เกิดอยู่. ขอให้เพียงแต่สนใจกันสักหน่อยเท่านั้น ; อย่างฟุ้งเฟ้ออวดดีไปตลอดวันหนึ่ง ๆ จนไม่ดูอะไร ไม่เห็นอะไร. ถ้าเราสังเกต หรือ มีความสำรวม สงบเสงี่ยม สังเกตบ้างก็จะเห็นว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดอย่างไร ? วันหนึ่งเกิดกี่ครั้ง ? แล้วมีอะไรเป็นผลต่อจากนั้น ต่อไปอีก? นี่เรื่องของกิเลส ก็เป็น อันตรายอย่างที่เป็นอันตรายของกิเลส. ความเคยชิน ของกิเลส ก็เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ที่ลึกเข้าไปกว่ากิเลส เขาเรียกว่า อนุสัย คือ ความเคยชินของกิเลส ; เช่น เราโลภทีหนึ่ง ก็เกิดมีความเคยชินที่จะโลภเพิ่มขึ้นครั้งหนึ่ง, โกรธที่หนึ่งก็มีความ เคยชิน ที่จะโกรธง่ายขึ้นไปอีก เพิ่มขึ้นครั้งหนึ่ง, โง่ทีหนึ่ง ก็มีความเคยชินที่จะโง่ เพิ่มขึ้นไป อีกครั้งหนึ่ง. ส่วนที่จะเป็นความชิน ที่จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น ส่วนนี้เรา เรียกว่า อนุสัย ความเคยชินซึ่งจะคอยติดตาม ให้เกิดง่ายในกิเลสชื่อนั้น ๆ; นี้ก็เป็น อันตรายอย่างละเอียดปราณีต คือมันซ่อนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้: คุณจะตอบได้ไหม? ความเคยชินของเรา เราเก็บไว้ที่ไหน ? ก็ต้อง ตอบอย่างผ่าซาก หรือกำปั้นทุบดินว่า เก็บไว้ในใจนั่นแหละ ก็ถูกแล้ว. ทีนี้แม้แต่ใจ คืออะไรก็ไม่รู้ ; ใจ ก็คือสิ่งที่เกิด ๆ ดับ ๆ ซึ่งเปลี่ยนได้ ถ้าใจเปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องตาย แข็งทื่อ. แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ใจนี้เกิด - ดับ ๆ อยู่เสมอ แล้วจะเก็บความเคยชินไว้ที่ไหน ? นี่ก็ยิ่งยากยิ่งละเอียดมากขึ้นทุกที. ถ้าพูดไปอีกก็เป็นเรื่องอภิธรรมหยุมหยิมไปเลย ก็ไม่ ต้องพูดก็ได้ ; เอาแต่เพียงให้เรารู้ ตามที่เราจะรู้สึกได้ว่า ความเคยชินที่จะเป็นอย่างไร นี้จะมีมากขึ้นทุกที ที่เราทำอย่างนั้นลงไปที่หนึ่ง. ความเคยชิน นี่ก็เป็นอันตราย แต่เป็นอันตรายที่ยิ่งละเอียดยิ่งประณีต ยิ่งหา ตัวไม่พบ เหมือนเรามีศัตรูคู่อาฆาต ที่เราหาตัวไม่พบ นี่ยิ่งลำบาก นี่เรียกว่าอนุสัย ก็เป็นอันตราย.

น.459 อาสวะการสะสมกิเลสไว้ เป็นอันตรายมาก ถ้าดูให้ละเอียดต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็จะพบถึง ความสะสม ที่เรียกเป็น ภาษาบาลีว่า อาสวะ. อาสวะคำนี้แปลว่า หมัก หรือ ดอง เหมือนที่เราดองของเก็บไว้ หมักเอาไว้นี้ตรงกับคำว่า อาสวะ ; มีความหมายต่างไปจากอนุสัย ตรงที่ว่า สะสมเอาไว้. อนุสัยนั้น คือเคยชิน, ส่วนอาสวะ เป็นอาการของการสะสมเอาไว้ หมักเอาไว้ ; เหมือนของที่เราหมักดองเป็นอาหาร ซึ่งจะได้ผลมากขึ้นเป็นหลายเท่า. ขอให้สังเกตกันอีกหน่อยว่า มีผลมากขึ้น เช่นเราเอาข้าวสาร หรืออะไร ที่เป็นเชื้อของการบูดเปรี้ยวนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอหมักดองเข้า จะเกิดการบูดเปรี้ยว ที่มากมายมหาศาล. หรือเช่นการหมักให้เกิดน้ำตาล ก็เหมือนกัน คือ ความหวานนี้มี เชื้อนิดหน่อยเท่านั้น ; แต่เมื่อหมักเข้าแล้ว จะเกิดความหวานมาก, เช่น ข้าวหมาก ก็มีเชื้อนิดเดียว แต่แล้วก็เกิดความหวานมาก. ที่เรียกว่า การหมักดอง ก็มีอะไรขยายตัวมากอย่างนี้ และอย่างนี้เรียกว่า อาสวะ คือการหมักดอง นั่นแหละอันตรายอย่างยิ่ง ; แต่ยิ่งลึกซึ้งลึกลับ ละเอียด ประณีต เห็นตัวยากอย่างยิ่ง. อาสวะ นี้เป็นปัญหาอันสุดท้าย ที่เป็นอันตราย คือละเอียดอย่างยิ่ง, เห็นยากอย่างยิ่ง, ละยากอย่างยิ่ง ; ถ้าละอันนี้ได้ ก็คือละได้หมด. อาสวะนี้เป็น ส่วนที่เป็นเชื้อหมัก ; เราจะเห็นได้จากพระพุทธภาษิตทั้งหลาย ที่กล่าวถึงขั้นสุดท้าย ที่จะตัดปัญหาต่าง ๆ ได้ ก็จะพูดว่า สิ้นอาสวะ ; เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ถ้าสิ้นอาสวะแล้ว เรื่องก็จบกัน ; ฉะนั้นจึงมีคำใช้ในขั้นสุดท้าย ว่า ขีณาสวะ. พระอรหันต์เป็นขีณาสวะคือสิ้นอาสวะ ; เขาเรียกเป็นไทย ๆ ว่า พระ- ขีณาสพ คือผู้สิ้นอาสวะ, ผู้สิ้นเชื้อหมักดองแห่งอันตราย ที่สะสมไว้ในสันดาน.

น.460 อันตรายของอาสวะนี้ ไปมีความสำคัญ ซ่อนเร้น ลึกซึ้ง อยู่ที่ในส่วน ลึกที่สุดของจิต ของสันดาน. เรื่องนี้ไม่ใช่วัตถุ จะชี้หรือหยิบมาให้ดูก็ไม่ได้ ; หรือ คุณเองก็ไม่อาจจะไปหยิบมาดูได้ ; ได้แต่เพียงสังเกต ศึกษา ด้วยความรู้สึก แล้วรู้ว่า นี่เป็นกิเลส ; แล้วมีความเคยชินแห่งกิเลสเรียกว่า อนุสัย, แล้วก็มีการหมักดองสะสม อันนี้เราเรียกว่า อาสวะ. รู้ได้ด้วยความสำนึกรู้สึก ; แต่จะไปจับตัวมาดูไม่ได้ เพียง เข้าใจได้เท่านั้น ; นี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งที่ทุกคนควรรู้จักกลัว เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายในโลกปัจจุบันนี้ยิ่งไม่กลัวอันตรายชนิดนี้ เขาไปกลัว อันตรายอย่างเด็กเล่น ; เช่นไม่มีอะไรจะกิน หรืออย่างดีก็ว่า กลัวตาย อย่างเลวก็ว่า จะไม่ได้สนุกสนาน จะไม่มีความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ; เขาไปกลัวอย่างนั้น แล้วที่จริงก็ไม่ใช่อันตราย เพียงไม่ได้เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง นี่มิใช่อันตรายอะไร. แต่ กลับไปทำให้เป็นอันตราย เมื่อไปได้มันเข้านั่นแหละ, ไปหลงมันเข้านั่นแหละ กลายเป็น อันตราย ; ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เสียเลย กลับจะดีกว่า คือไม่เป็นอันตราย. คนสมัยนี้ไม่รู้จักกลัวอันตรายอันแท้จริง คือกิเลสหรืออนุสัย หรืออาสวะ ; ฉะนั้นเขาจึงไม่สนใจที่จะรู้เรื่องนี้ แล้วละกิเลส แล้วละอาสวะเลย ; ฉะนั้นจึงได้ยกเอา เรื่องนี้มาพูดก่อนว่า อันตรายที่ทุกคนควรรู้จักกลัว ; เพราะว่าเป็นแม่บทแห่งอันตราย ทั้งหลาย ที่ว่าอยู่ส่วนลึกที่สุด จะอยู่ที่ตรงไหน ก็หยิบขึ้นมาให้ดูไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าลึกที่สุด ละเอียดที่สุด ; เข้าใจยากที่สุดอย่างยิ่งสำหรับคนธรรมดาสามัญ เว้นไว้แต่จะเป็นนัก ศึกษา นักสังเกต แล้วก็จำเอาไปสังเกต. ถ้าส่วนนี้ไม่มีแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์ แล้วอันตรายอะไรก็ไม่มีเลย. อันตราย ที่เป็นกิเลส ประเภทรบกวนจิต อันตรายที่ต่ำลงมาอีก คืออันตรายทางจิต พอไปเทียบกันแล้ว ก็จะเป็น ของนิดเดียว ถ้าไปเทียบกับของใหญ่โตมโหฬาร.

น.461 อันตรายทางจิต รบกวนจิตก็ยังมี เขาเรียกว่า กิเลสประเภทรบกวนจิต เช่นนิวรณ์ ได้แก่ ความครุ่นคิดไปในทางกามารมณ์, ความครุ่นคิดไปในทางอืด อัดขัดแค้น, ถีนมิทธะ - ความขี้เกียจ ความละเหี่ย, อุทธัจจะถุกกุจจะ - ความที่ ฟุ้งซ่านรำคาญ พุ่งขึ้นไป; อันโน้นแฟบลง อันนี้ฟูขึ้น ถีนมิทธะนั้นแฟบลง อุทธัจจะกุกกุจจะ นั้นฟูขึ้น. วิจิกิจฉา - ความลังเล ไม่มีความแน่ใจในอะไรทั้งสิ้น ; เหล่านี้เขาเรียกว่านิวรณ์. เพราะเล็งถึงสิ่งที่มารบกวนจิต เป็นผิว ๆ อยู่ข้างนอก ไม่จัด เป็นกิเลสเต็มตัว แต่ก็ออกมาจากกิเลส. วันหนึ่ง ๆ เรามักจะเศร้า หรือมืดมัว หม่นหมอง อยู่ด้วยสิ่งที่เรียก ว่านิวรณ์ อย่างนี้แหละ ก็เพราะว่ามาง่าย มีง่าย จนถึงกับว่า แม้ไม่มีอะไรเข้ามายั่ว อย่างนั้นอย่างนี้ ยังเกิดได้จากภายใน จากจิตใต้สำนึกออกมาโดยไม่มีเหตุผล. จิตคอย แต่จะวิตกไปในทางกาม ทางกามารมณ์อย่างเนือย ๆ ก็ได้ อย่างนั้นแหละ ก็ไม่รุนแรง อะไรนี่ก็เรียกว่าเป็นอันตรายที่เบียดเบียนจิต หรือดังเช่น แมลงวันมาตอมให้รำคาญ อย่างนี้เราก็รู้สึกว่า เป็นความทุกข์ เหมือนกัน ; ไม่ใช่เหมือนกับตัวต่อมาต่อยหรืออะไร ; แต่เพียงแมลงวันมาตอมให้ รำคาญ เราก็ทนไม่ได้, หรือแมลงหวี่มาตอมให้รำคาญ ก็ทนไม่ได้. บางทีก็เป็นไป ในทางกามารมณ์ บางทีก็เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม คือไม่รัก แต่เกลียดอึดอัด ๆ เป็นความรู้สึกที่เหลือค้างอยู่ มารบกวนเรื่อย ๆ, บางทีก็ละห้อยละเหี่ย เศร้า บางทีก็ฟุ้ง เฟ้อ บางทีก็โลเลลังเล. อันตรายทางจิตที่มารบกวนนั้น มีอยู่เป็นประจำก็ได้ เพราะมีมูลมาจากจิต ที่ตั้งไว้ผืด สิ่งรบกวนนั้นก็มาอยู่ในลักษณะที่ทำให้เป็นการเสื่อมอนามัยทางจิต. ความ เสื่อมอนามัยทางจิตก็หมายความว่า จิตไม่ได้อยู่ด้วยความสดชื่นแจ่มใส หรือมีกำลังวังชา ก็เลยเสื่อมอนามัยทางจิต.

น.462 อันตรายทางจิตนี้ บางทีก็มาจากข้างนอก คือสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวนี้ มารบกวน หลอกลวง มายั่วยวน ; แต่แล้วก็จูงเอาไปไม่ได้ทั้งหมด ก็ทำให้เป็นความ ไม่สบายใจ เป็นจิตที่ถูกรบกวน. อันตรายนี้ก็อยู่แค่ที่ตรงจิต ไม่ถึงวิญญาณโน่น ซึ่งเกี่ยวกับส่วนลึกของความผิดความถูก ของสติปัญญา. นี่เรียกว่า เรารู้จักอันตราย ที่ทำอันตรายแก่จิต ดังกล่าวมาอย่างนี้. อันตรายทาง กาย ที่เนื่องกับสัญชาตญาณ ทีนี้ก็มาถึงอันตรายทางกาย อันตรายทางกาย ที่เนื่องกันอยู่กับสัญชาตญาณ นั่นหมายถึงความตาย หรือ ความเจ็บปวดทางร่างกาย ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เหมือน กันหมด ทั่วไปหมด. ครั้นมาถึงสมัยนี้ มีความก้าวหน้ามากทางร่างกาย อันตรายทางกาย ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ก้าวหน้าเหมือนกัน. โรคภัยไข้เจ็บ ก็ประหลาด ๆ ขึ้น ตามยุค ตามสมัย ซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อน ก็มามีขึ้น นี่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ที่เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลง ของการดำรงชีวิตอยู่. เช่นว่า ถ้าเราไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างนี้ ตาของเราก็ไม่ถูกกระทบกระเทือนมาก เหมือนดังยุคที่เรามีไฟฟ้าใช้, หรือว่า เรามีอะไรที่เป็นเครื่องสำราญมากขึ้นนี้ ทางกาย ก็เปลี่ยน ทนไม่ค่อยจะได้ มีการเสื่อมสมรรถภาพทางกาย เสื่อมสุขภาพทางกาย ; ฉะนั้น จึงมีอันตรายทางกายใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามความเจริญ. มองดูอีกทีหนึ่ง ก็คือ อันตรายที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย เพราะขาดสติสัมปชัญญะ มีผลเจ็บปวดขึ้นมาทางกาย ; อย่างนี้ก็เรียกว่า อันตรายทางกายได้. ถ้าเลยไปถึง ทางจิต ก็ปืนทางจิตได้. แต่ก็มีมูลมากจากการขาดสติสัมปชัญญะ ; การขาด สติสัมปชัญญะนี้ ก็มาจาก จิตที่ตั้งไว้ผิด. ฉะนั้นจึงทำให้เห็นได้ว่า อันตราย ทางไหนก็ตาม เกิดมาจาก จิตที่ตั้งไว้ผิดทั้งนั้น,

น.463 ที่เราโง่ไป เป็นอวิชชา เป็นไม่รู้ตามที่เป็นจริงนี้ ก็เพราะจิตตั้งไว้ผิด, หรือ ตัวจิตที่ตั้งไว้ผิด เป็นตัวอวิชชา. แล้วถัดลงมาที่เป็นนิวรณ์กลุ้มรุมจิต อย่างนี้ ก็เพราะว่า จิตตั้งไว้ผิด, กระทั่งว่าได้เกิดอันตรายทางกายขึ้น เพราะการขาดสติสัมป- ชัญญะ หรือว่า การหลงใหลไปในเรื่องความเจริญทางเนื้อหนัง แผนใหม่ก็ตาม ก็มาจาก การที่จิตตั้งไว้ผิด. ขอให้ดูกันให้ดีว่า จิตตั้งไว้ผิด คำเดียวเท่านั้น ก็เกิดอันตรายทางวิญญาณ ทางจิต และทางกาย ขึ้นมา. เมื่อเกิดเป็น ๓ ทางอย่างนี้แล้ว การแก้ ก็จะต้อง แก้กันไปให้ถูกต้อง ให้ตรงตามโรคนั้น ๆ แต่ว่าจะต้องแก้เป็นส่วนรวม ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ ตั้งจิตไว้เสียให้ถูก. การแก้อันตราย ซึ่งมีมูลมาจาก จิตที่ตั้งไว้ผิด อันตรายที่ ๑. อันตรายทางวิญญาณ คือจิตตั้งไว้ผิด ก็แก้ด้วย ตั้งจิตให้ถูก คือมีความรู้ที่ถูกต้อง ; หรือใช้ปัญญาที่ได้อบรมขึ้นมา ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเมื่อ ตะกี้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ฝ่ายผิด, แล้วก็มีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ก็แก้ได้. อย่างที่เด็ก เล็ก ๆ เขาพูดบรรยายที่นี่ ในวันเสาร์ว่า "เอาตัว อ ออกเสีย, ง่ายนิดเดียว เอาตัว อ ออกเสีย อวิชชาก็จะกลายเป็นวิชชา" พูดก็ง่าย อย่างนั้นแหละ แต่ว่าทำนั้นยาก. ให้มี ปัญญา มีวิชชา มีสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องแก้อันตรายทางวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้น อันตรายที่ ๒. คืออันตรายทางจิต ก็ต้องแก้ด้วย การตั้งจิตเสียให้ถูก ; แต่ว่าในกรณีที่มีอยู่เฉพาะหน้านี้ จะแก้อย่างนั้นไม่ทัน ; จะต้องแก้ด้วยอย่างอื่น ที่จะ ทันแก่เวลา เช่นการเจริญสมาธิ. การมีสมาธิ นี้จะแก้พวกนิวรณ์ ได้, คือจิต ไม่แจ่มใส ไม่สดใส มีความมัวหมอง เมื่อทำสมาธิแล้ว จิตก็จะสะอาดขึ้น มั่นคงขึ้น แล้วก็สงบ เย็นขึ้น แก้โรคเฉพาะหน้าในทางจิตได้,

น.464 ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่า เมื่อเราปวดศีรษะ ซึ่งมีมูลมาจากอาหารใน กระเพาะบูดหรือเสีย. เราจะไปแก้อย่างนั้นโดยตรง อย่างที่ว่า กินยาถ่าย หรือแก้ อาหารส่วนเสียนั้น จะช้าไป ทนปวดเจ็บไม่ไหว; ก็ต้องแก้อย่างเฉพาะหน้าไปที่ก่อน คือกินยาแก้ปวด ให้หายปวด, แล้วต่อมาจึงกินยา ชนิดที่รุของที่เป็นเหตุให้ปวดอีกที หนึ่ง. เมื่ออันตรายเกิดในระบบจิตเต็มสำนึกมารบกวน อย่างนี้ก็ทำด้วยจิตเต็มสำนึก มาแก้ด้วยการทำสมาธิ ให้นิวรณ์หายไปก่อน ; แล้วจึงแก้ส่วนลึก ที่แก้อยู่เป็นประจำ คือตั้งจิตไว้ถูกด้วยปัญญา ด้วยวิชชา. อันตรายที่ ๓. เรื่องทางกาย เป็นอันตรายทางกาย ก็ต้องแก้กันโดย ตรง ให้ตรงกับปัญหานั้น ๆ ตั้งกาย ดำรงกาย หรือวาจาให้ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องศีล เรื่องระเบียบ เรื่องมรรยาทอะไรต่าง ๆ ให้ถูกต้อง. ที่เรียกว่า ศีล คือการกระทำที่ถูก ต้อง ทางกาย ทางวาจา ทางภายนอก ก็ช่วยแก้อันตรายทางกาย ทางภายนอกได้. แต่แล้วก็มีมูลมาจากจิตที่ตั้งไว้ถูก รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้นแหละ จึงจะประพฤติศีล ทำศีล ให้เป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ขึ้นมาได้. สรุปแล้วก็รวมความได้ว่า อันตรายทุกชนิด ต้องแก้ด้วยการตั้งจิตไว้ให้ ถูกต้อง จะเป็นอันตรายภายนอก คือเนื่องด้วยสังคมก็ดี หรือเป็นกันทั้งโลกก็ดี เป็น ภายนอกอย่างนี้ ก็ต้องแก้ด้วยการทำให้ถูกต้องในขั้นมูลฐาน คือจิต, หรือที่เป็นภายใน ของบุคคลแต่ละคนก็ดี ก็ต้องแก้ให้ถูกต้อง ในการทำจิตไว้ให้ถูก เพื่อแก้อันตราย ทางวิญญาณ ทางจิต ทางกาย ; เป็นอันว่า ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีอะไรเหลือ ที่จะ ไม่แก้ด้วยการตั้งจิตไว้ ให้ถูกต้อง. เราจะต้องสนใจกับคำว่า ตั้งจิตไว้ให้ถูกต้อง นี้ ให้สมกับที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ว่า จิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น ทำอันตราย ยิ่งกว่าศัตรูคู่อาฆาต หรือว่าโจร

น.465 ที่ต้องการทรัพย์จะทำอันตรายแก่เรา ; แปลว่า ในบรรดาอันตราย ที่เกิดจากบุคคล เกิดแต่อะไรก็ตาม ไม่มากเท่า อันตรายที่เกิดจาก จิตที่ตั้งไว้ผิด. ทีนี้ ในทางตรงกันข้าม คือจิตที่ตั้งไว้ถูก ก็นำประโยชน์ ความสุข ความเกษม อะไรมาให้ ยิ่งกว่าบิดามารดาอันเป็นที่รัก หรือมิตรสหายอันเป็นที่รัก จะช่วยทำให้แก่เราได้. คนโกรธ คนเกลียด ก็ไม่ทำอันตรายเราได้ เท่าที่จิตตั้งไว้ผิด. คนรัก คนชอบเรา ก็ไม่ทำประโยชน์อะไรให้เราได้ มากไปกว่าจิตที่ตั้งไว้ถูก. ขอให้สนใจคำว่า อันตราย ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว รวมอยู่ที่จิตอันตั้งไว้ผิด สำหรับทุกคน สำหรับทุกวัย สำหรับทุกยุค ทุกสมัย ทุกสถานการณ์ ของมนุษย์ หรือ ของโลก ซึ่งเรียกว่า อันตราย ที่ทุกคนควรรู้จัก. ถ้าไม่รู้จัก ก็น่าสงสารที่สุด ; ยิ่งมาบวชเป็นพระเป็นเณรเข้าแล้ว อย่างนี้ ยังไม่รู้จักสิ่งนี้ ก็ป่วยการ เป็นการบวช เพ้อ ๆ เห่อ ๆ ตามกันมา ไม่ตรงจุดมุ่งหมายของการบวช ที่จะได้รู้จักอันตรายอย่าง แท้จริง ที่ทุกคนควรรู้จัก ตลอดถึงรู้วิธีที่จะป้องกันอันตรายนี้ หรือว่าจะทำลาย อันตรายนี้ ให้ค่อยๆ สูญสิ้นเชื้อสิ้นซากไปจากสันดาน จากจิตใจ. เวลาสำหรับการบรรยาย ก็หมดลง ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต