Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๕ (สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก) — มิตรสหาย ที่ทุกคนควรรู้จักคบ

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.466 ในการบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๕ นี้ จะได้กล่าว โดยหัวข้อย่อยว่า มิตรสหาย ที่ทุกคน ควรรู้จักคบ. ขอให้ทบทวนในการบรรยายในครั้งที่แล้ว ๆ มา ว่าเราได้พูดกันมา ตามลำดับอย่างไร. ครั้งแรก หลักธรรมะสำคัญที่ควรทราบ ในที่นั้นหมายถึง หน้าที่ ที่ทุกคนควรทราบ, เป็นหน้าที่ ที่จะต้องรู้ธรรมะ มีธรรมะ ปฏิบัติ ธรรมะ ได้รับผลของการมีธรรมะ. ต่อมาก็มี เรื่อง ตนเองที่ตนเองควรรู้จัก ; คนโดยมากก็ไม่รู้จักตัวเอง : นี่ก็ต้องพูดกันเสียใหม่ว่า ให้รู้จักตัวเอง ซึ่ง เป็นสิ่งที่ควรรู้จักอย่างยิ่ง. คน รู้จักกันแต่เรื่องตัวกู - ของกู ซึ่งไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นตัวภูต ผี ปีศาจของกิเลส ไม่ใช่ตัวเอง ; แต่คนก็รู้สึกว่า เป็น ตัวเองอยู่เรื่อย. ๔๓๕

น.467 ขอให้รู้จักตัวเองที่ถูกต้องกันเสีย, แล้วต่อมาก็พูดถึงเรื่องอาหาร ที่ต้อง รู้จักเลือก รู้จักกิน. นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า คำว่า "อาหาร" นั้น มีอะไรยิ่งกว่า ที่เราเคยรู้จักกัน คือ ให้รู้จักกินข้าวปลาอาหาร กวพิงการาหารนี้ เหมือนกับว่า กินเนื้อลูกกลางทะเลทราย, ให้รู้จักผัสสาหาร ในแง่ที่ว่า เหมือนกับ วัวที่ถูกถลกหนัง เดินไปที่ไหนอย่างไร ก็ต้องระวังมาก, มโนสัญญเจตนาหาร ให้เกิดกรรม นี้ก็อยู่ หมิ่นเหม่ ที่หลุมถ่านเพลิง ต้องระวังกันขนาดนั้น, แล้ววิญญาณาหาร ก็เลือกให้ถูก ทางรอด แสวงหาหนทางรอด เหมือนกับโจรที่เขามัดจะเอาไปฆ่า ก็คิดแต่เรื่องทางหลุด หรือทางรอด. อาหารที่รู้จักเลือกรู้จักกิน ก็มีอยู่อย่างนี้ มากกว่าอาหารทางปาก. ต่อมาพูดเรื่องอันตรายที่ต้องรู้จักกลัว ไม่มีอันตรายอะไรจะร้ายกาจไปกว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด แล้วคนก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องจิต; แล้วก็ไม่รู้ว่า ตั้งไว้ผิด หรือตั้งไว้ถูก อย่างไร เหมือนกับคนหลับอยู่เรื่อยอย่างนั้น. นี่ก็รู้จักอันตรายให้ดีๆ : ที่ไม่เห็นว่า เป็นอันตรายนั่นแหละ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือจิตที่ตั้งไว้ผิด ; แต่คนก็ชอบรักจิต ที่ตั้งไว้ผิด เพราะว่าเกิดกิเลส แล้วสนุกดี เอร็ดอร่อยดี อะไรทำนองนี้. มิตร หรือ เพื่อน ที่ควรคบ เป็นอย่างไร ต่อมาก็ถึงมิตรสหาย ซึ่งเราจะได้กล่าวกันในวันนี้ คือ เพื่อน ที่ทุกคน ควรรู้จักคบ ในชั้นแรกนี้ เราจะพิจารณากันถึงคำว่า เพื่อน ให้เข้าใจกันพอสมควร เสียก่อน. เพื่อน มีความหมายกว้างมากเหมือนกัน นับตั้งแต่คำว่า ญาติ มิตร สหาย แล้วก็เพื่อน แล้วก็พรรคพวก มีอยู่หลายคำ. คำว่า ญาติ แม้จะไม่ได้ออกเสียงว่าเพื่อน แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดี อยู่ตลอดเวลา. คำว่า ญาติ นี้แปลว่า ต้องรู้, "ต้องรู้" คือต้องรู้สึก ต้องระลึกอยู่เสมอ ก็เรียกว่าญาติ.

น.468 พวกที่เป็นญาติกัน นั่นหมายความว่า เราจะต้องนึกถึงเขาอยู่เสมอ ต้องรับรู้ว่าเขาเป็น ญาติ อย่างนี้ก็เรียกว่าญาติ. คำว่า มิตร นั้นมาจากคำว่ารักใคร่ ก็คือเมตตา นั่นเอง ; ถ้ามีความเมตตา ซึ่งกันและกันก็เรียกว่าเป็นมิตร. คำว่า สหาย คำนี้ก็แปลว่า ไปด้วยกัน ; สห แปลว่า ด้วยกัน อายะ แปลว่า ไป หรือ มา นี้ก็แล้วแต่จะแปล. ถ้าไปด้วยกัน มาด้วยกัน นี้ก็เรียกว่า สหาย หรือ ทำร่วมกัน ก็เรียกว่าสหาย. คำว่า เพื่อน นี้มาจากคำว่า สหาย จึงมีความหมายกว้าง ซึ่งเราจะพิจารณา ดูน้ำหนักของคำ ๆ นี้กันให้ดี. การพิจารณานี้ก็ไม่ยากลำบากอะไร มีเรื่องมาในพระคัมภีร์ อยู่เรื่องหนึ่ง เรียกว่าเรื่องสหาย และวัดกันได้ด้วยวาจา. มีเรื่องเล่าว่า :- มีลูกคนร่ำรวย ๔ คน ขี่รถขี่ม้าไปเที่ยวทางริมเมือง พบ นายพรานคนหนึ่ง เขาบันทุกเนื้อมาเต็มเกวียน กำลังจะขับเข้าเมือง. พวก ๔ คนนี้ เขาคิดสนุกกันว่า เราจะลองฝีมือว่าใครจะขอเนื้อ จากนายพรานคนนี้ได้มากกว่ากัน หรือ ดีกว่ากัน. คนที่หนึ่ง เข้าไปขอด้วยใช้คำว่า ไอ้พราน ให้เนื้อแก่กูบ้าง. คน ๆ นี้ เขาเป็นลูกเศรษฐี เขาก็พูดกับนายพราน ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำกว่าอย่างนั้น. นายพรานก็พูด ว่า คำพูดนี้ เหมือนกับพังผืด เขาก็เลยตัดพังผืดหลายๆ ชิ้น รวมให้แก่คนขอคนนี้ ลูกเศรษฐีอีกคนหนึ่ง เข้าไปขอบ้าง. เขาบอกว่า พี่พราน ขอเนื้อบ้าง นายพรานก็บอกว่า เข้าที คำว่า พี่ นี้เข้าที่ เป็นล่ำเป็นสันดี ; เขาก็เลยให้เนื้อกล้าม เนื้อลิ่ม ๆ มาส่วนหนึ่ง.

น.469 ลูกเศรษฐีคนที่สาม เข้าไปขอด้วยใช้คำว่า พ่อ เรียกพรานว่า พ่อ ขอเนื้อบ้าง นายพรานเขาบอกว่า คำว่าพ่อนี้เป็นคำมีน้ำหนักจับถึงขั้วหัวใจ เหมือนเมื่อลูกเรียก พ่อว่า พ่อ พ่อรู้สึกจับใจ ถึงหัวใจ, คำพูดนี้เหมือนหัวใจ. เขาก็เลยคัดเลือกพวง หัวใจ ให้แก่ลูกเศรษฐี คนนี้. ลูกเศรษฐีคนที่สี่ ซึ่งเป็นโพธิสัตว์ เข้าไปขอ ใช้คำว่า เพื่อน ขอเนื้อ บ้าง. นายพรานก็คิดว่า คำว่าเพื่อน นี้มีความหมายคลุมไปทั้งโลก. ถ้าโลกนี้ไม่มี เพื่อนแล้ว โลกนี้ ไม่มีความหมาย ; เพราะมีเพื่อนอยู่ในโลกนี้ โลกนี้จึงมีความหมาย คำว่าเพื่อน มีความหมายเท่ากับโลก ฉะนั้นเขาจึงให้เนื้อหมดทั้งเกวียน รวมทั้งตัว เขาเองด้วย. นี่คำว่า "เพื่อน" มีน้ำหนักมากอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องราวเหล่านี้ หรือถ้อยคำเหล่านี้ ; เขาให้น้ำหนักแก่คำว่า "เพื่อน" มากถึงขนาดนี้ คือเป็นทั้งหมด ที่ว่าโลกนี้จะต้องมี. เราไม่ต้องการจะเชื่อนิทาน หรือชาดกอะไรเรื่องนี้ ; แต่ต้องการจะรู้ว่า คำว่าเพื่อนนี้ เคยมีน้ำหนักมาแล้วอย่างไร ; ทำไมจึงมีน้ำหนักมากกว่าพ่อ หรือพี่ ไปเสียอีก ? มันคงจะไม่หนักกว่า แต่ว่ากว้างกว่า. ขอให้สังเกตดูไว้ให้ดี ๆ ความหมายของคำว่า "เพื่อน" เพื่อน นี้ก็แยกได้ หลาย ๆ อย่าง, แล้วก็อย่าลืม อย่างที่ผมพูดเตือนไว้เสมอว่า การศึกษาความหมายของ คำนั้น ให้แยกเป็น ๒ ชนิดเสมอ คือภาษาคนอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมอย่างหนึ่ง. ภาษาคน คือภาษาที่ใช้พูดกันตามธรรมดา ภาษาธรรม คือภาษาที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องทาง จิตทางวิญญาณ. คำว่า เพื่อน ภาษาคน ก็หมายถึงเพื่อน อย่างที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังจะ แยกได้ว่า เพื่อนที่อยู่ในเรือน แล้วก็เพื่อนที่อยู่นอกเรือน.

น.470 เพื่อนในเรือนก็หมายถึงบุตรภรรยา สามี ซึ่งเป็นเพื่อนที่อยู่ในเรือน ร่วม เรือนอันใกล้ชิดเป็น สุหชา, สุหทยา แปลว่า สนิทใจใกล้ชิด เพื่อนในเรือนก็มีคำ กล่าวว่า มารดา เป็นเพื่อน เป็นมิตรในเรือน, มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร - มารดาเป็น เพื่อนชิดในเรือน, ภริยา ปรมา สขา - ภรรยาเป็นมิตรอย่างยิ่ง อย่างนี้ เป็นเพื่อน อย่างยิ่งนี้ก็ไม่ต้องอธิบาย พอจะรู้กันได้ ต่อไปนี้ต้องการจะอธิบายเพื่อนชนิดอื่น ที่ควรรู้จัก. เพื่อนนอกเรือน ก็มีเพื่อนฝูงทั้งหลาย ที่อยู่กันคนละบ้าน, และยังมีเพื่อน ที่อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าเพื่อนธรรมดา เขาเรียกกันว่า เพื่อนยากบ้าง เพื่อนคู่ใจ เพื่อนสุข เพื่อนทุกข์. เพื่อนเหล่านี้ห่างออกไป ; เพราะฉะนั้นจึงมีความต้องการ ต่อเมื่อมีเรื่อง จำเป็นเกิดขึ้น ต้องให้ผู้อื่นช่วย เพราะเหลือความสามารถของเพื่อนในเรือนแล้ว จึงเอา เพื่อนนอกเรือนมาช่วย. นี้ก็เห็น ๆ กันอยู่ ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก แต่ก็ต้องรู้ไว้ว่า นั่นเรียกว่าเพื่อน. ทีนี้ เพื่อนในภาษาธรรม ภาษาที่สูงขึ้นไปกว่าธรรมดา นี่ก็จะต้องคิดดู มีพระพุทธภาษิตตรัสเรียกบุคคล พวกที่เป็นเพื่อน นี้ว่า ทิศเบื้องซ้าย. เรื่องนี้ถ้า คุณไปท่องนวโกวาทมาแล้ว ก็จะรู้ได้ดี. ทิศเบื้องหน้า คือ บิดามารดา, ทิศเบื้อง หลัง คือ บุตรภรรยา, ทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์, ทิศเบื้องซ้าย คือ เพื่อน หรือ มิตรสหาย มีความหมายเป็นผู้ช่วย อยู่ข้างซ้าย เหมือนกับแขนซ้าย คู่กับแขน ขวา คือครูบาอาจารย์. นี้แสดงว่า เพื่อนนั้นขาดไม่ได้ ไม่ว่าในกรณีเรื่องโลก ๆ เรื่องบ้านเรือน เรื่องทำมาหากินจะขาดเพื่อนไม่ได้ ; แม้ในกรณีทางธรรมะ ที่เป็นการปฏิบัติ หรือการ กระทำ เพื่อให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน นี้ก็ยังต้องการเพื่อน. ฉะนั้นจึงมีเพื่อน ที่ ในความหมายสูงกว่าธรรมดา เป็นกัลยาณมิตร ช่วยชี้ทางไปนิพพาน. พระพุทธเจ้า ก็เป็นจอมเพื่อน หรือเป็นยอดของเพื่อน ในกรณีอย่างนี้. นี่ถ้าหมายถึงบุคคลภายนอก จะเป็นมิตรในภาษาวิญญาณ ในภาษาธรรม,

น.471 ยังมีเพื่อนที่เป็นธรรมโดยตรงอีกทีหนึ่ง คือ ธรรม, ตัวธรรมะนั้นแหละ ที่จะเป็นเพื่อนใดๆ ธรรมะที่เราประพฤติได้จะเป็นเพื่อนในความหมาย สูงสุด นี่คือมิตรสหายที่ทุกคนควรรู้จักคบ หมายถึงส่วนนี้เป็นใจความสำคัญ คือ เป็นแกนกลาง คือธรรมะที่ช่วยได้ เรียกว่าเพื่อน. ดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไร ที่จะช่วยคนเราได้ยิ่งไปกว่าธรรมะ จึงควรถือธรรมะนี้ เป็นกัลยาณมิตรอันสูงสุด. เพื่อนธรรมดาที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ช่วย กันได้ก็ช่วยกันไปหลายอย่าง หลายทาง หลายแง่ หลายมุม ; แต่ไม่อาจจะช่วยได้เหมือน ธรรมะ. ธรรมะเข้าไปช่วยได้ถึงจิตใจ เข้าไปถึงจิตใจเลย, ช่วยได้ลึกซึ้ง ช่วยได้มาก กว่า. นี่เราจึงพูดกันถึงส่วนนี้ให้มาก. คำว่า เพื่อน แม้ที่เป็นภาษาธรรม ก็ยังมีได้ ๒ ความหมาย เป็นบุคคล ก็ได้ ถ้าบุคคลนั้นชี้ทางไปพระนิพพาน ; นี่คือเพื่อนจริงๆ. ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ ที่ชี้ทางไปนิพพาน ก็จัดไว้เป็นเพื่อนในระดับนี้, แล้วเขาก็ไม่ใคร่นิยมเรียกว่าอาจารย์ เขาเรียกว่าเพื่อน แต่เรียกเต็มที่ว่า กัลยาณมิตร ; เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่. อาจารย์ที่สอนกรรมฐานนั้น ถ้าเรียกให้ถูกต้อง เขาเรียกว่ากัลยาณมิตร เพราะถือว่าไม่มีใครพาใครไปได้ ตนต้องไปเอง. ฉะนั้น อาจารย์ก็เป็นแต่ผู้ช่วยให้คำ แนะนำบอกกล่าว นั้นเป็นเพื่อนอย่างบุคคลสูงสุด, เป็นกัลยาณมิตร ชี้ทางไปนิพพาน. ส่วนที่เป็นเพื่อน ยิ่งไปกว่านี้อีก ก็คือ ธรรมะ เป็นนามธรรม คือธรรม ที่เราได้ประพฤติ ได้ปฏิบัติให้มีขึ้น ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ แล้วธรรมะก็ช่วยระงับดับกิเลส ช่วยทุกอย่าง ที่จะแก้ปัญหาให้หมดไปได้ ที่ธรรมะเป็นเพื่อนที่สูงสุด ก็ต้องเป็น ธรรมะที่ปฏิบัติถูกต้อง.

น.472 ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง จำต้องมีเพื่อน ในที่นี้เราจะต้องมองชีวิตกันในแง่ที่ลึก ๆ ว่าชีวิตนี้มิใช่เพียงแต่ว่า เป็นอยู่ได้ แล้วจะกินอาหาร จะอาบ จะถ่าย จะไม่ต้องตาย นี้เรียกว่าชีวิต ; นี่เรียกว่ามองกัน ผิว ๆ เผิน. ชีวิตอย่างนี้ มองที่วัตถุ มองที่เนื้อหนัง มองที่ร่างกาย ; แต่ชีวิตใน ความหมายที่ลึก นี้หมายถึงนามธรรม จนถึงกับพูดได้ว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง อยู่ในตัวชีวิตนั่นแหละ ชีวิตจะเดินทางไปไหน ก็เดินทางไปหาจุดสูงสุด สุดท้ายที่สูงสุด ที่ปลายทาง. เราพูดได้ตามหลักของชีววิทยา ว่า มีชีวิตที่ต่ำต้อย ตามวิชาชีววิทยา เป็น เซลล์เดียว เป็นอะไรทำนองนี้, แล้วก็วิวัฒนาการเรื่อยมาหลายร้อยล้านปี เป็นชีวิตที่ สูงขึ้นมา จนเป็นพืช จนเป็นสัตว์ จนเป็นมนุษย์, กระทั่งเป็นมนุษย์อย่างเทวดา อย่างพรหมอย่างนี้. ดูตามทิวทัศน์อันนั้นจะเห็นได้ว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง จาก สัตว์เซลล์เดียวแท้ ๆ มาเป็นสัตว์ที่ประณีตวิเศษอย่างมนุษย์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ไปโลก พระจันทร์ได้ ไปไหน ๆ ได้ เต็มไปด้วยสติปัญญาขนาดนั้น ; แต่แล้วก็ยังไม่รู้จักใช้ ธรรมะให้เป็นเพื่อน โลกนี้จึงยังไม่มีสันติภาพ เพราะขาดธรรมะมาเป็นเพื่อน ในการ เดินทางของมนุษย์. ถ้าจะมองกันอีกแง่หนึ่ง ก็ว่าชีวิตนี้เป็นการต่อสู้ ; ถึงแม้ที่พูดว่า ชีวิต เป็นการเดินทาง การเดินทางนั้นก็เป็นการต่อสู้ อยู่ในตัวของการเดินทาง เช่นสัตว์ เซลล์เดียวจะวิวัฒนาการ มาเป็นสัตว์หลายเซลล์ กระทั่งมาเป็นคน นี้เต็มไปด้วยการต่อสู้ ; เพราะว่าถ้าพ่ายแพ้ก็ตาย สูญหายไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่ากี่สายกี่แขนง. เดี๋ยวนี้อยู่ได้แต่สาย หรือแขนงที่ต่อสู้ได้ มาเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่ ก็เรียกว่า ชีวิตคือการต่อสู้ แต่อย่างนั้น เป็นการต่อสู้ ทางภายนอก ทางร่างกาย ซึ่งก็ไม่สำคัญ.

น.473 ความหมายที่สำคัญในการต่อสู้อยู่ที่ ต่อสู้ข้าศึก คือกิเลส ; พิจารณา ถึงคนเราเดี๋ยวนี้แหละ ที่เดินทางมาจนถึงที่นี่แล้ว ด้วยการต่อสู้นี้, ยังเหลือแต่การ ต่อสู้อย่างน่าหวาดเสียว คือต่อสู้กับกิเลส. คนที่ไม่มีการต่อสู้กับกิเลส นั่นก็หมายความว่า ใช้ไม่ได้ เป็นคนเลว หรือเป็นคนใช้ไม่ได้ ; หรือว่าพ่ายแพ้แก่กิเลสเสียแล้ว. ถ้ายัง เป็นมนุษย์ที่มีเกียรติของมนุษย์อยู่ ก็ต้องต่อสู้กับกิเลส ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วก็ เจริญมากขึ้น ตามที่มันสมองเจริญมากขึ้น. ชีวิตนี้ต้องต่อสู้กับกิเลส ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ให้กิเลสพ่ายแพ้ไปได้ เท่าไร ความดีความงามก็มีมากขึ้นเท่านั้น ; ฉะนั้นเราต้องอยู่ด้วยการต่อสู้ด้วยกัน ทั้งนั้น : ทางร่างกาย ก็ต้องต่อสู้ไป เรื่องกิน เรื่องอาหาร เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็ต่อสู้ กันไป, ทางจิตใจก็มีการต่อสู้อย่างละเอียด อย่างเร้นลับ, เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ก็ทำให้ เร่าร้อน ให้เป็นทุกข์ก็ต้องต่อสู้เพื่อจะให้เย็นลง ; ถ้าชนะก็จะเย็นลง สำเร็จเป็นความเย็น เป็นนิพพานน้อย ๆ อยู่เป็นคราว ๆ. ถ้าไม่มองเห็นข้อที่ว่าชีวิตเป็นการต่อสู้ ก็จะไม่มองเห็นความจำเป็นเลย ที่เราจะต้องมีเพื่อนที่ดีที่สุดคือธรรมะ เหมือนกับว่าถ้าเราไม่มีศัตรู เราก็ไม่ต้องการ เพื่อนมาช่วยกันต่อสู้. เดี๋ยวนี้เป็นอันว่า เราเห็นแล้วว่า เรามีศัตรูที่ร้ายกาจ ไม่มีอะไรร้ายเท่าไป ยิ่งกว่า คือกิเลส ต้องมาต่อสู้อยู่ ; จำต้องมีเพื่อนมาคอยช่วยคือธรรมะ. ฉะนั้น ธรรมะก็เป็นเพื่อนหรือเป็นมิตร, หรือเป็นกัลยาณมิตรใดในความหมายหนึ่ง. เราจึง ต้องคิดหาเพื่อนในชั้นสูงสุด หรือชั้นลึกซึ้ง คือทางฝ่ายปรมัตถ์ ซึ่งได้แก่ธรรมะนั่นเอง เป็นเพื่อน.

น.474 ตัวธรรมนั้นเป็นเพื่อนด้วย และเป็นเครื่องมือให้เกิดเพื่อนได้ด้วย ทีนี้ก็เกิดแง่มุมที่จะพูด หรือจะพิจารณากันขึ้นมา ตามตัวหนังสือว่า ธรรมะ นั้นมีอยู่สองความหมาย ในกรณีอย่างนี้ คือ ธรรมะที่จะทำให้เกิดความเป็นเพื่อน, หรือว่า ธรรมะที่เป็นเพื่อนเสียเอง. ธรรมในความหมายหนึ่งเป็นเพื่อนของเราเสียเอง แต่ธรรมในอีกความ หมายหนึ่ง เป็นเพียงเครื่องกระทำให้เกิดความเป็นเพื่อน; เช่นการที่เราจะมีเพื่อน สักคนสองคน ที่เป็นเพื่อนที่ดี ก็ต้องมีธรรมมาเป็นเครื่องกระทำ คือ เพื่อนนั้นก็ต้อง ประกอบด้วยธรรม เราก็ต้องประกอบด้วยธรรม ต่างคนต่างมีธรรมจึงจะเกิดความเป็น เพื่อนที่ดีต่อกัน อย่างนี้ก็พูดได้ตั้งแต่ชั้นต่ำขึ้นไป. เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่าไร ก็ต้องมีธรรมะมากขึ้นเท่านั้น ; นี่คือ ธรรมะที่ทำความเป็นเพื่อน. ต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง จะต้องสงเคราะห์ จะต้อง ปฏิบัติต่อกันอย่างไร, ผูกพันกันอย่างไร, ให้มีธรรมะอยู่ ; จนกระทั่งเลื่อนขึ้นไปถึงสิ่ง ที่ว่าคนอื่นช่วยไม่ได้ บุคคลที่สองมาช่วยเราไม่ได้ ทำได้แต่ตัวเองคนเดียว. ที่นี้ก็ต้องมี ธรรมะแท้ ๆ เป็นเพื่อน ต้องประพฤติธรรม ต้องสร้างธรรมขึ้นมา เรียกว่า มีธรรม เป็นที่พึ่ง. พูดว่า มีธรรมเป็นที่พึ่ง ก็ต้องประพฤติธรรมชนิดที่จะเป็นที่พึ่ง, แล้ว ธรรมนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง ยิ่งกว่าเพื่อนที่เป็นคน ๆ ด้วยกัน มีธรรมะ คือตัวธรรมเป็น เพื่อนเสียเอง. นี่ขั้นสูงสุด ขั้นละเอียด ลึกซึ้งที่สุด เพื่อน หรือสหาย หรือมิตร ก็ตาม ที่ดีนั้น คือตัวธรรมะที่ตนจะต้องจัดต้องทำด้วยตนเอง. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องนี้

น.475 ท่านตรัสว่า จงมีตนเป็นสรณะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง คือเป็นภาษาบาลีว่า อตฺตที่ปา อตฺตสรณา - มีตนเป็นที่ระลึก มีตนเป็นที่พึ่ง แล้วก็ขยายความออกเป็น ธรรมทีปา ธมฺมสรณา - มีธรรมเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง. นี่หมายความอย่างเดียวกัน คือ มีตนเองเป็นที่พึ่ง กับ มีธรรมเป็นที่พึ่งนั้น ลืออย่างเดียวกัน ; เพราะเป็นเรื่องที่คนอื่นช่วยไม่ได้ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง เป็นเรื่องภายในล้วน เป็นเรื่องข้าศึกคือกิเลสโดยตรง คนอื่นช่วยไม่ได้. จะต้องปฏิบัติ ธรรมให้ถูกต้อง ให้กิเลสระงับไป ฆ่าพญามารเสีย ฆ่ากิเลสเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่า ตนเป็น ที่พึ่งแก่ตน หรือว่าธรรมะเป็นที่พึ่งแก่ตน. เอาตนเป็นธรรมะ เอาธรรมะเป็นตน ไม่เอาอื่นมาเป็นตน นั่นแหละ คือเพื่อนที่แท้จริง ; เมื่อไรเรามีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ เมื่อนั้นก็ได้เพื่อนสูงสุด เพื่อนแท้จริง เพื่อนที่ทุกคนควรรู้จักคบ. เดี๋ยวนี้ ไปมัวคบกันแต่เพื่อนที่ไม่จริง คบเพื่อนไว้สำหรับตัวเองจะแก้ตัว เมื่อสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นต้น. หลายคนแล้วเคยบวชอยู่ที่นี่ สึกไปแล้ว กินเหล้าบ้าง สูบบุหรี่บ้าง พอพบกันตอนหลัง ถามเขาว่า ทำไมทำอย่างนั้น ? เมื่ออยู่ที่วัดทำไมไม่ทำ ? เขาบอกว่า เสียเพื่อนไม่ได้ ; ไปคบกับเพื่อน ก็เลยต้องกินเหล้า สูบบุหรี่บ้าง. นี่เขา มีเพื่อนไว้สำหรับแก้ตัว เพื่อจะสูบบุหรี่ เพื่อจะกินเหล้า ; แล้วเพื่อนอย่างนั้น จะเป็น เพื่อนชนิดไหน ? ลองคิดดู ; ก็เป็นเพื่อนสำหรับเลวด้วยกัน สำหรับจะเป็นข้อแก้ตัว ให้กันและกัน สำหรับจะเลวลงไป อย่างนี้เป็นเพื่อนสำหรับเลวลงนรก. เราต้องมีเพื่อนชนิดที่ ทำให้สูงขึ้นไป ให้จริง ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นไป คือ มีธรรมะเป็นเพื่อน แล้วก็มีธรรมะด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ให้แก่ตนเอง ในกรณี ที่คนอื่นช่วยไม่ได้ เพื่อนไหนก็ช่วยไม่ได้. เมื่อเกิดอันตรายทางภายนอก เช่นน้ำท่วม

น.476 ไฟไหม้ โจรปล้นอะไรก็ตาม เพื่อนช่วยกันได้ บิดามารดาช่วยได้ มิตรสหายช่วยได้ อย่างนั้นช่วยได้ ; แต่พอความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือกิเลสทั้งหลาย ทำอันตรายเอา จะไม่มีใครช่วยได้ นอกจากเพื่อนคือธรรมะ. เพื่อน คือธรรมะ ที่จะช่วยเราได้นั้น จะต้องทำขึ้นด้วยตนเอง ให้ถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสว่า "มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง" มีธรรมะ เป็นที่พึ่ง ก็คือมีตนเองเป็นที่พึ่ง. ถ้าจะมองกันที่ตน ก็ต้องถามว่า ตนชนิดไหน ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ? ก็ต้องเป็นตนที่เต็มอยู่ด้วยธรรมะ, หรือตนที่เป็นธรรมะ เสียแล้ว นั้นแหละจะเป็นที่พึ่งได้. ฉะนั้นตนกับธรรมะในที่นี้ ก็กลายเป็นสิ่งเดียวกัน โดยพฤตินัย แม้จะเรียกชื่อต่างกัน แต่โดยตัวจริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน. มีตน เป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตน นี่คือเพื่อนที่แท้จริง ; ส่วนเพื่อน นอกนั้น เป็นเพื่อนรอง ๆ ลงไป. เพื่อนธรรมะที่ดีที่สุด ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ถ้าจะระบุชื่อให้ชัดออกไปสักหน่อย ว่า มีธรรมะเป็นเพื่อนนี้ จะมีธรรมะ ข้อไหน ? ตอบว่า ก็ได้ทุกข้อ ; เพราะธรรมะนี้ไม่อาจจะแยกกันเด็ดขาดได้ ต่อเนื่อง กันอยู่ทุกข้อ. แต่ถ้าจะให้ชัดหน่อย ก็ระบุธรรมะประเภทที่เป็น สติปัญญา เป็นวิชชา เป็นแสงสว่าง ; ฉะนั้นจะระบุสัมมาทิฏฐิดีกว่า ซึ่งเป็นชื่อที่ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ. สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ทิฏฐิ หรือปัญญาที่ถูกต้อง นี้ช่วยได้มาก ช่วยได้ลึก ขอให้สนใจคำ ๆ นี้เถิด พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเรื่องนี้เป็นพระพุทธภาษิตว่า "บุคคล ล่วงทุกข์ได้ เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ" สมฺมาทิฏฺฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคํฺ - เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ คนล่วงทุกข์ทั้งปวงได้.

น.477 ถ้าจะให้เพื่อนข้างนอกช่วย ก็ยังเหลืออยู่อีกมาก ที่เขาช่วยไม่ได้ ; แต่ถ้าเรา มีสัมมาทิฏฐิเป็นเพื่อนช่วยแล้ว จะช่วยได้หมด. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ จะเลือกเพื่อน ที่ดีได้ อย่างเช่น เป็นเพื่อนรอบนอก เป็นเพื่อนภรรยา สามี เป็นอะไรก็ตามใจ. ถ้ามี สัมมาทิฏฐิ ก็สามารถเลือกคนที่ดีมาเป็นเพื่อน, แล้วยังรู้จักปฏิบัติอย่างนั้น อย่างนี้ ใน การป้องกัน โจร ขโมย โรคภัยไข้เจ็บ อะไรต่าง ๆ ได้. ธรรมะเท่านั้น ที่ว่าจะเป็นเพื่อนชนิดที่ ช่วยเข้าไปถึงข้างในจิตใจ ; แม้ว่าจะมีการอารักขาภายนอกดีอยู่แล้ว แต่ภายในยังกลัวอยู่ ความกลัวนั้นก็รบกวนอยู่ ข้างใน แล้วใครจะตามเข้าไปช่วยแก้ได้ ; มีธรรมะเท่านั้นจะช่วยได้. สิ่งอะไรก็ตาม ที่ทำให้เราวิตกกังวล หวาดเสียว สะดุ้งกลัว ทำให้รำคาญ ทำให้ผวา อะไรอยู่เสมอ ; อย่างนี้ ก็ต้องแก้ด้วยปัญญา คือ ความรู้ที่ถูกต้อง. ถ้าไม่ใช่ปัญญา หรือ ความรู้อันนี้ เกิดขึ้นสิ่งนั้น ๆ ก็จะไม่หายไป. ความกลัวก็ดี ความรู้สึกที่เบียดเบียนความสงบของใจก็ดี จะหายไปเพราะธรรมะ. ขอให้สังเกตให้มากหน่อยในข้อนี้ ว่าเรื่องที่กลุ้มอกกลุ้มใจ ซึ่งไม่มีใครแก้ได้ เพื่อนก็แก้ไม่ได้ บุตรภรรยา สามี ก็ช่วยไม่ได้; อย่างนี้ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ที่ถูกต้อง. ถ้าเป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ก็แก้ไม่ได้เหมือนกัน จะกลุ้มอยู่อย่างนั้น มีความทุกข์ทางใจอยู่อย่างนั้น ; แต่พอมีสัมมาทิฏฐิเข้ามาเท่านั้น ก็มองเห็นได้ หรือ ปลงตก ทำให้ความกลุ้มอะไรหายไปหมดเลย. เช่นว่า มีความทุกข์เกี่ยวกับความตาย รู้ว่าจะตายแน่ ; ถ้าคนโง่ ก็เป็นทุกข์ เดือดร้อน ถ้าคนมีปัญญา ก็จะเห็นว่า ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร รู้ว่าถึงคราวที่จะต้องตาย ก็ต้องตาย ไม่ต้องเดือดร้อนให้เสียเวลา. นี่สัมมาทิฏฐิจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ ได้ทุกชั้นทุกระดับ กระทั่งในจิตใจที่คนอื่นตามเข้าไปช่วยไม่ได้; ฉะนั้น ธรรมะคือ สัมมาทิฏฐินี้ จะเป็นเพื่อนที่สูงสุด ในชื่อที่เรียกว่า ธรรมะเป็นเพื่อน.

น.478 ด้วยเหตุดังกล่าวมา จึงควรต้องพยายามให้สุดความสามารถ ที่จะอบรม สัมมาทิฏฐิให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือพอกพูนสัมมาทิฏฐิ หรือจะเรียกว่า ปัญญาก็ได้ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด, แล้วจะเป็นเพื่อนที่ประเสริฐที่สุด ที่ดีที่สุด ที่จะช่วยกันได้จริง ในที่ทุกหนทุกแห่ง เพราะเมื่อสัมมาทิฏฐิตามติดไปอยู่ในใจด้วยแล้ว จะระงับดับทุกข์ก็ได้ ดับกิเลสก็ได้. ปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐินี้ ย่อมดับกิเลสอยู่แล้ว จึงตัดต้นเหตุที่ทำให้ เกิดทุกข์ได้ ; เพราะกิเลสนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สัมมาทิฏฐิก็ตัดเหตุที่เกิดทุกข์เสียได้ จิตใจก็ไม่มีทุกข์, หรือว่าถ้าความทุกข์ได้เกิดขึ้นแล้ว ร้อนวูบวาบอยู่ในใจแล้ว ก็สัมมา- ทิฏฐิเท่านั้นแหละ ที่จะช่วยดับตัวความทุกข์โดยตรงนั้นได้. ฉะนั้นจึงกล่าวว่ากิเลส ก็ดับได้ ความทุกข์ก็ดับได้ เพราะเพื่อนคนนี้ คือสัมมาทิฏฐินี้เอง. เราต้องมีธรรมะเป็นสหาย หรือมีสหายเป็นธรรมะ แล้วแต่จะพูดคำไหน. เราต้องมีธรรมะหรือพระธรรมกันดีกว่า เป็นสหาย, หรือว่ามีสหายเป็นพระธรรม; นี่คือ เพื่อนที่ดีที่สุด : ธรรมสหาย หรือสหายธรรม มีความหมายเหมือนกัน. ต้องรู้จักความร้ายกาจของศัตรู เพื่อรู้ค่าของมิตร ต่อไปนี้ ดูให้ดีกันสักนิดหนึ่ง ดูให้ครบถ้วน จะดูออกไปถึงศัตรู เพื่อจะรู้ ค่าของมิตรสหายให้ดียิ่งขึ้นไปอีก. ศัตรูก็ไม่มีอะไรที่ร้ายกาจ ยิ่งไปกว่ากิเลส, หรือว่า กิเลสนั่นแหละมันทำความเป็นศัตรู การที่เราจะเพาะศัตรูที่เป็นมนุษย์ เป็นคน-คนรอบๆ ตัวเราขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าเรามีกิเลส, หรือว่า เขา ก็มีกิเลส. คนพาลที่ว่าเขาเป็นศัตรูของเรานั้น ก็เพราะว่า เรา ทำให้กิเลสของเรานี้ ไปทำให้เขาขัดใจ, หรือว่า ตัวเขาเอง ก็มีกิเลส เป็นเครื่องทำความเย็นพาลของ

น.479 เขาให้เกิดขึ้น ; ฉะนั้นถ้าเราพูดว่าศัตรูที่แท้จริง คือกิเลส นี้ไม่มีทางผิด. จะหมาย ถึงศัตรูที่เป็นคน - คนก็ได้ ; เพราะเขามีกิเลส เขาจึงเป็นศัตรูกับเรา, หรือว่าอยู่กันดี ๆ เราทำเขาให้เป็นศัตรูแก่เราขึ้นมา ก็เพราะว่า เรามีกิเลส เราโง่ ไปพูดผิดทำผิด แสดงอะไรผิดขึ้นมา, ก็ก่อให้เกิดศัตรูขึ้นมา. นี่เรียกว่ากิเลสคือความโง่ของเรา มันสร้างศัตรูขึ้นมาเอง. นี่ ถ้าใครโกรธใครอยู่บ้าง, มีใครเป็นคู่ ไม่พอใจกันอยู่บ้างแล้ว, ก็ขอให้ พิจารณาดูให้ดีว่า เกิดมีเหตุมาจากกิเลสของคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคน. ถ้าว่า กำจัดกิเลสได้ ก็เท่ากับกำจัดศัตรูได้ ป้องกันการเกิดแห่งศัตรูได้ จึงเหมาไว้ให้กิเลส นั่นแหละเป็นศัตรูทั้งหมดทั้งสิ้นเลย. ทีนี้ ถ้าดูอีกทีหนึ่งว่า กิเลสโดยตรงนั้น เป็นศัตรูที่ยิ่งกว่า คนที่มีกิเลส. ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปคิดดูเองก็แล้วกัน. ศัตรูที่เป็นตัวกิเลสโดยตรง กับ ศัตรูที่เป็นคนที่มี กิเลส ซึ่งหมายถึงคนที่เป็นตัวคน ; สองอย่างนี้ อย่างไหนน่ากลัวกว่า หรือเป็น ศัตรูกว่า ? ไปคิดดูให้ดี คนที่ปราศจากธรรมะ แล้วก็เป็นศัตรู ; เพราะว่าเขาไม่มี ความเป็นมิตร. เมื่อปราศจากธรรมะก็เป็นศัตรู เพราะทำอะไรก็ทำไปด้วยอธรรมทั้งสิ้น, ทำไปด้วยกิเลส ก็เลยเป็นศัตรู ; ไม่ว่าไปที่ไหนก็เป็นศัตรู เปะ ๆ ปะ ๆ ไป, ล้วนมี แต่ความเป็นศัตรู : อธรรมเป็นศัตรู ส่วนธรรมะนั้นเป็นเพื่อน. ให้เราดูว่า ศัตรูเป็นคู่ปรปักษ์ คือตรงกันข้ามกับเพื่อน เมื่อธรรมแท้เป็น เพื่อนแท้ แล้วอธรรมก็เป็นศัตรูแท้ด้วยเหมือนกัน. การที่จะเอาชนะศัตรู ได้จริง ก็ต้องอาศัยเครื่องมือที่แท้จริง คือ ธรรมะ,

น.480 เมื่อพูดว่า มิตรสหายที่ทุกคนควรรู้จักคบ หมายความไกลไปถึงส่วนนี้ และ ศัตรูทั้งหลายที่คนควรจะหลีกก็คืออธรรม หรือกิเลสนั้นเอง ; เรารู้ได้พร้อม ๆ กัน ไปทั้งสองอย่างเลย เพราะตรงกันข้ามอยู่. เพื่อนมีได้ทุกระดับ แต่ต้องเนื่องด้วยธรรม เราต้องมีเพื่อนในทุกระดับ ทุกความหมาย, แต่ว่าในทุกระดับ ในทุกความ หมายนี้ จะต้องเนื่องด้วยธรรม ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง. คำว่าเพื่อนในทุกความหมาย จะต้องเนื่องด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ; แม้จะเป็นเพื่อนเล่นกีฬา เพื่อนเล่นอะไรต่าง ๆ ก็ต้องเนื่องด้วยคำว่า ธรรม แต่ว่าเป็นธรรมชั้นต่ำ ๆ ง่ายๆ ถ้าเป็นเพื่อนช่วยกิจการงาน ธรรมะก็ต้องสูงขึ้นไป; เพื่อนช่วยให้รอด ชี้ทางนิพพานได้ ก็ต้องเป็นเพื่อนสูงสุด ที่เขามอบธรรมะให้แก่เรา เพื่อเป็นเพื่อนกับเรา. ถ้าผู้ใดมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเพื่อนได้แล้ว ก็นับว่าถึง ที่สุด แห่งความหมายอันนี้. เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาไว้ในใจ แล้วก็จะ เป็นเพื่อนที่ดีได้จริง, หรือจะเอาสัญญลักษณ์ของท่านมาแขวนไว้ที่คอ เป็นพระเครื่องราง ก็ได้ ; นี้ก็เป็นเครื่องกันลืม สำหรับให้ระลึกนึกคิดได้, แล้วก็ทำให้มีธรรมะขึ้นมาในใจ ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมอยู่ที่ธรรมคำเดียว. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมอยู่ที่ "ธรรม" คำเดียว หรือ ความ ถูกต้องคำเดียวก็ได้, หรือจะแยกออกเป็น ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ก็รวมอยู่ที่ความถูกต้องคำเดียว เป็นใจความสำคัญ และเป็นความหมายสำคัญของคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ถ้าเราเอามาไว้ในใจได้ ก็เป็นเพื่อนสูงสุด เอาพระ เครื่องมาแขวนคอ เป็นสัญญลักษณ์ของท่าน ก็เพื่อกันลืม อย่าลืมเสีย, แล้วเราก็มีองค์ จริง ๆ อยู่ข้างในแล้วก็คุ้มครองได้.

น.481 ทีนี้เรื่องคำว่า มีเพื่อนตั้งแต่ที่เรียกว่า อย่างต่ำที่สุด ผมก็มีเพื่อนสองขาบ้าง สี่ขาบ้าง อย่างเช่น สุนัขนี้ก็เป็นเพื่อนชั้นต่ำ ในความหมายที่ต่ำสุด มันก็เป็นเพื่อนช่วย ได้หลายอย่างเหมือนกัน. บางทีก็จะเป็นเพื่อนที่ดี ในความหมายหนึ่งก็ได้ คือมันไม่เคย โกรธเลย. ผมสังเกตดูสุนัขนี้ เราจะตีมัน หรือว่าจะด่ามัน ทำอะไรมัน มันก็ไม่โกรธ เลย ; เพื่อนที่เป็นคน ๆ เขายังโกรธ ลองไปตีเขา ไปด่าเขา ไปว่าเขา เขาก็โกรธ. นี่จึงเห็นได้ว่า เพื่อน นี่ก็มีในหลาย ๆ ความหมาย. เรามีเพื่อนไว้สำหรับช่วยให้เกิดความสบายใจ พอใจ; แล้วบางทีก็ จำเป็นที่เราจะต้องมีสุนัขไว้เป็นเพื่อนคุ้มครองทรัพย์สมบัติ ไปในป่าในดงก็มีสุนัขเป็น เพื่อน. นี่เรียกว่าชั้นต่ำที่สุดแล้ว มีเพื่อนเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วสูงขึ้นมาก็ถึงคน ใน หลาย ๆ ชนิด, กระทั่งมีพระพุทธเจ้า เป็นยอดสุดของเพื่อนในความเป็นบุคคล ; แล้ว ก็ล้วงเอาหัวใจของท่านมาเป็นเพื่อน คือ ธรรมะ หรือพระธรรม. นี่ เราก็เห็นได้ชัดอยู่ว่า เราจะอยู่โดยไม่มีเพื่อน คงจะไม่ได้เป็นแน่ นอน, จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกไหน โดยไม่มีเพื่อนย่อมจะอยู่ไม่ได้ ; เพราะว่ามี บางสิ่งบางอย่างที่จะต้องช่วยกัน. เช่น ถ้าเราไม่มีเพื่อนสำหรับทำนา เราก็จะไม่มีข้าวกิน ; เพราะว่าตัวเราต้องทำอย่างอื่น ไปทำนาไม่ได้ แล้วก็ต้องมีเพื่อนที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน จนครบถ้วนในโลกนี้. อย่างเช่นหน้าที่หมอ นี้ก็มีความสำคัญมาก ขาดเสียแล้วก็ลำบาก เกี่ยวกับ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องมีเพื่อนอยู่ในโลกนี้ ร่วมโลกกัน. ชาวนาก็ต้องทำนา พวกที่ทำเสื้อผ้าก็ทำเสื้อผ้า. พวกที่สร้างบ้านสร้างเรือนก็ทำไป พวกที่ทำอย่างอื่นก็ทำไป ตามเรื่อง ; ต่างก็ช่วยกันเป็นเพื่อน กระทั่งมีสัตว์ มีต้นไม้ มีนก มีปลา มีอะไรเป็น เพื่อน แล้วก็มีคนหลาย ๆ ชนิดเป็นเพื่อน ที่จะทำให้อยู่ในโลกได้โดยสะดวก

น.482 พระอริยบุคคลนั้น เป็นเพื่อนยอดสุดของบุคคล, แล้วก็มีธรรมะของ พระอริยบุคคลนั้นเป็นเพื่อนโดยตรงทางจิตใจ. นี่เรียกว่า มีคนเป็นเพื่อน เพราะว่า เราจะอยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้ จึงต้องมีเพื่อน. เพื่อนที่สูงสุด นั้นจะต้องระบุไว้ว่า อยู่ที่ตนเอง ให้ตนเองช่วยตนเอง ; โดยการทำตนให้เป็นธรรมะ ให้มีธรรมเป็นตน ให้มีตนเป็นธรรม แล้วตนเองก็เป็น เพื่อน. เพื่อนที่แท้ก็คือตนเอง แต่ต้องหมายถึงตน ที่อบรมดีแล้วเท่านั้น ; ตนที่ ไม่ได้อบรม คือแต่เดิม ๆ มาไม่ได้อบรม ก็เป็นตนป่าเถื่อน เอาเป็นที่พึ่งยังไม่ได้ เป็น เพื่อนยังไม่ได้. ถ้า ตน นี้ได้รับการอบรมมา หรือว่า ได้อบรมตนเองมา โดยได้รับความ ทุกข์ ความเจ็บปวดอะไรมาสอนให้เองบ้าง ตน ก็จะคิดได้ รู้ได้ สังเกตได้ รู้วิธีที่ จะอบรมตนเองขึ้นมาได้ ; ต่อเมื่อเหลือวิสัยที่จะอบรมตนเองได้ ก็ต้องอาศัยท่านผู้รู้ คือ พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ที่ท่านเคยอบรมตนเองมามากกว่า แล้วท่านบอกวิธีให้. แต่ในที่สุด ตน ก็ต้องอบรม ตนเอง ฉะนั้น ตนเองที่อบรมดีแล้ว เท่านั้นจะเป็นที่พึ่ง แก่ตนได้. ขอให้จำ เป็นคำสุดท้าย ว่า ตนที่อบรมดีแล้วเท่านั้น จะเป็นที่พึ่งแก่ตน ได้ คือให้ตนกลายเป็นธรรมไปเสีย; เมื่อตนที่อบรมดีแล้วกลายเป็นธรรมไปเสียแล้ว เราจะพึ่งธรรม หรือจะพึ่งตน ก็ถูกทั้งสองความหมาย. เป็นอันว่า ขอให้เราตั้งหน้าตั้งตาตั้งอกตั้งใจ ที่จะอบรมตนเองกันทุก ๆ คน เถิด. เมื่อได้ฟังอย่างนี้ หรือได้มองเห็นอย่างนี้ ก็ไม่มีหน้าที่อะไรเหลืออยู่ นอกจาก พยายามอบรมตนเอง. อย่าได้ปล่อยโอกาสให้เสียไป อย่าให้เวลาเสียไป แม้แต่เล็กน้อย

น.483 ให้เต็มไปด้วยการอบรมตนเอง, รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักละอาย รู้จักกลัวต่อกิเลส หรือต่อ ความทุกข์ ซึ่งจะเป็นการอบรมอย่างดีที่สุดอยู่เสมอ. การอบรมตนดีก็คือ ระวังดี ไม่ให้เกิดความชั่วขึ้นมา ; เกิดชั่วขึ้นมา ก็จะได้ละเสีย ที่ดีมีอยู่แล้ว ก็จะได้ทำให้ยิ่งขึ้นไป. นี่เรียกว่าเป็นการอบรมตนเอง เป็นการอบรมบ่มนิสัย, หรือเป็นการสร้างบารมี แล้วแต่จะเรียก เรียกชื่อได้ต่าง ๆ กัน ; แต่ในที่สุดก็เป็นการอบรมตนเอง. ถ้าจะมีการศึกษา ก็ขอให้มีการศึกษาที่อบรมตนเอง ให้เจริญก้าวหน้า อย่ามีการศึกษาที่ทำลายตนเอง. เดี๋ยวนี้มักจะมีการศึกษา ที่ทำลายตนเอง คือ การศึกษาที่ทำให้คิดเก่ง ทำเก่ง พูดเก่ง ไปในทางที่จะไปหาเหยื่อคือกิเลส. การศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ มันเปลี่ยน ไปเสียอย่างนี้ ให้เก่งไปแต่ในทางที่จะตามใจกเลส พอกพูนกิเลส สะสมกิเลส ; การศึกษานั้น ก็ทำอันตรายแก่มนุษย์ แก่โลก ทำให้โลกไม่มีสันติภาพเลย. นี่เรียกว่า โดยส่วนรวม ส่วนสังคมเป็นอย่างนี้ โดยส่วนตัวก็เป็นอย่างนี้ ทุกคนควรจะต้องมีธรรมะเป็นที่พึ่ง ทั้งโดยส่วนตัวเอง และโดยส่วนสังคม, แล้วก็อบรมตนเอง ให้เป็นหน่วยของสังคมที่ดี เป็นที่พึ่งแก่ตน, แล้วจะได้เป็นที่พึ่ง แก่สังคมด้วยเป็นแน่นอน. นี่ขอระบุธรรมะ ในฐานะเป็นมิตรสหายสูงสุด ที่ทุกคนควรจะรู้จักคบ. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต