Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๖ (สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก) — ทรัพย์สมบัติ ที่ควรสะสม

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.484 ในการบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๖ นี้ จะกล่าว โดยหัวข้อย่อยว่า ทรัพย์สมบัติที่ทุกคนควรสะสม. สิ่งที่เรียกว่า ทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้จักอย่างยิ่ง อย่าง หนึ่งด้วยเหมือนกัน ; และโดยเฉพาะในการสะสม ก็หมายไปถึงการบริโภค ใช้สอยด้วย. แต่ตามตัวหนังสือกันจริงๆ นั้น คำว่า ทรัพย์ นี้ หมายถึง สิ่งที่มีเพื่อการสะสมมากกว่า ซึ่งหมายถึงทรัพย์ภายนอก, ถ้าพูดโดยภาษาคน ก็เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นทรัพย์สมบัติ; ถ้าเป็นทรัพย์ในทางภาษาธรรม ก็ หมายถึงคุณธรรม แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องสะสมอยู่นั่นเอง. ๔๕๓

น.485 ทรัพย์ และ สะสม คืออะไร ความหมายของคำว่า ทรัพย์ อยู่ที่คำว่า สะสม, นี่เกิดเป็นปัญหาขึ้น เมื่อ มนุษย์รู้จักการสะสม. ครั้งที่ยังเป็นสัตว์ ก็ไม่รู้จักการสะสมอย่างไร โดยทั่วไป ; นอกจากสัตว์บางชนิด ที่เรียกว่า รู้จักสะสมก็มี เช่น มด รู้จักสะสมเมล็ดหญ้า แต่ก็เป็น ส่วนน้อย จนไม่เรียกว่า เป็นสิ่งที่จะถือเป็นหลักได้, แม้จะเป็นคนบ้าในระยะแรก ๆ ก็ ไม่สะสม เช่นเดียวกับลิงด่าง ที่ไม่รู้จักสะสม ก็เลยเรียกว่า ยังไม่มีทรัพย์ ; ต่อมามนุษย์ เริ่มรู้จักสะสมทรัพย์ อย่างเรื่องที่เคยเล่า พอคนหนึ่งรู้จักสะสมทรัพย์ ก็เกิดปัญหาขึ้นมา ทันที เช่นทำให้เกิดเป็นคนมั่งมี และเป็นคนยากจน เป็นต้น. ต่อมามีบุคคลบางประเภท เห็นเรื่องความเหลวแหลกของการสะสมทรัพย์ ก็เลยสละทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวงออกไปบวช เป็นผู้ไม่มีทรัพย์ รวมทั้งไม่มีญาติ ไม่มีอะไร คือสละทรัพย์และญาติออกไปบวช กลายเป็นคนไม่มีทรัพย์อีกต่อหนึ่ง. เหมือนกับภิกษุ อย่างนี้ ท่านว่าไม่ควรจะมีทรัพย์ มีอะไรเลยเป็นของตน ; เท่าที่มีจีวร บาตร อะไรนี้ ไม่ใช่ทรัพย์ที่สะสม เป็นเพียงเครื่องใช้นิดหน่อย อุปกรณ์นิดหน่อยที่จำเป็น ไม่เรียกว่า สะสม. เรากลับไปเป็นสัตว์เดรัจฉานในความหมายหนึ่งกันอีกทีหนึ่ง คือ ไม่มีทรัพย์ สมบัติ ; ดังมีคำบาลีว่า เหมือนกับนก มีภาระแต่ปีก สำหรับจะบินไป. นกมันมี แต่ปีก สำหรับจะพาตัวไปที่ไหนก็ได้ มันมีทรัพย์สมบัติเพียงเท่านั้น ก็ไม่เรียกว่ามีการ สะสมทรัพย์อะไร ; ภิกษุ ก็มีทรัพย์ทำนองเดียวกับที่นกมีปีก ความหมายของคำว่าทรัพย์ นี้มีอะไร ๆ ประหลาดอยู่ คือเป็นสิ่งสำหรับสะสม ถ้าดูตามตัวพยัญชนะ ตัวหนังสือ ก็แปลว่าเครื่องปลื้มใจ อย่างเดียวกับคำว่า รัตนะ ซึ่งแปลว่าเครื่องยินดี. ทรัพย์นี้แปลว่าเครื่องปลื้มใจ; เราจะคำนวณ หรือเทียบ

น.486 เคียงดูก็ได้ว่า คนบ่ายุคแรก ๆ ไม่รู้จักสะสมทรัพย์, เผอิญต่อมาคนรู้จักสะสมทรัพย์ขึ้น เอาทรัพย์นั้นมาเก็บไว้ เห็นอยู่ก็เลยปลื้มใจ ; อาการอันนี้เอง เป็นที่มาของคำว่าทรัพย์ คือทำให้เกิดปลื้มใจ พอใจแก่เจ้าของ. เหมือนดังคนสมัยนี้ พอมีทรัพย์สมบัติมาก นั่งดูแล้วก็ปลื้มใจ ; แม้แต่ ตัวกังสฬกะ ที่มีชื่อในบาลี เป็นสัตว์กินอุจจาระ ; พอมันเห็นกองอุจจาระมีอยู่มาก แล้วก็ขึ้นกินอยู่ นั่งอยู่บนกองอุจจาระ ; มันก็พูดไปในทำนองอวดดีว่า มีบุญ มีลาภ กว่ากังสพกะตัวอื่น. นี้ก็เหมือนกับภิกษุบางรูป เกิดมีทรัพย์ สะสมทรัพย์ สะสมจีวร บิณฑบาต เสนาสนะอะไรต่าง ๆ นี้ แล้วก็พูดว่า ตัวเองมีบุญ มีลาภสักการะ, ภิกษุ อื่นไม่มีบุญ ไม่มีสักการะอย่างนี้เป็นต้น เพราะเขาปลื้มใจของเขา. แต่แล้วคอยดูกันต่อไปเถิดว่า ความปลื้มใจนี้จะมีความหมายอย่างไร ; หรือว่าทรัพย์มีความหมายตรงกับคำว่า รัตนะ แปลว่า เครื่องให้ยินดี แก้วแหวนเงินทอง เพชรพลอย นี้ก็เรียกว่ารัตนะ ซึ่งแปลว่า เครื่องให้ยินดี ซึ่งก็เป็นทรัพย์ที่มีค่ามากขึ้น ไปนั่นเอง. วัว ควาย ไร่ นา แผ่นดิน นี้ก็เรียกว่าทรัพย์เหมือนกัน ; แต่โดย ลักษณะแล้ว มันมีค่าน้อยกว่าเพชรพลอย เงินทอง ถึงกระนั้นเนื้อแท้ก็หมายถึง ทำให้ ยินดีชื่นใจเหมือนกัน จึงเรียกว่าทรัพย์. ทีนี้ ดูตามอัตถะบ้าง ทรัพย์ เป็นสิ่งที่คนต้องการ แสวงหาได้ แล้ว ก็สะสม ; รวมความแล้วก็คือ สิ่งที่คนเรากำลังสะสมอยู่ เรียกว่าทรัพย์. โดย เหตุอะไรก็ตาม คนเขาสะสมทรัพย์ เพื่อจะมีกินมีใช้สะดวกสำหรับเวลาเกิดทุกข์ยากลำบาก ขึ้นมา ก็จำต้องสะสม, หรือว่าจะไปบีบคั้นข่มเหงผู้อื่น จะไปปล้นเอาทรัพย์ของเขา

น.487 ก็ต้องสะสมทรัพย์ที่เป็นต้นทุนนี้เหมือนกัน, หรือแม้เพื่อจะไปพุ่งเพื่อฟุ่มเฟือยด้วย กามารมณ์นี้ก็ต้องการสะสมทรัพย์. เรารู้จักทรัพย์ โดยตัวหนังสือ ว่า เป็นเครื่องปลื้มใจ, โดยความหมาย เป็นสิ่งที่คนกำลังสะสม และจำเป็นแต่คน. สัตว์เดรัจฉานทำไม่เป็น, พระอริยเจ้า ที่เป็นนักบวช เป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนก็ไม่ทำ. ถ้าเราจะดูกันโดยภาษา ๒ ภาษา คือภาษาคน กับ ภาษาธรรม ก็จะเกิด การแตกต่างกันขึ้นทันที. ถ้ามีการสะสมในภาษาคน ก็สะสมวัตถุสิ่งของ ซึ่งเป็นของ ไม่เที่ยง มีการแตก มีการสลาย มีการสูญหาย สะสมได้ด้วยความยากลำบาก ต้องเอา เหงื่อแลกมา; นี้คือทำให้เป็นมนุษย์ ที่มีความหมายต่างไปจากเทวดา ตรงที่ว่ามนุษย์ ต้องเอาเหงื่อแลกเอาทรัพย์มา จึงจะได้กามารมณ์ ; ไม่เหมือนพวกเทวดา ที่เขามีอะไร ก็เรียกว่ามีบุญ ได้กามารมณ์มาโดยไม่ต้องมีเหงื่อ. เมื่อพูดกันถึงโลกนี้ ทรัพย์ก็คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต้องออกเหงื่อ เช่นวัตถุนี้ เป็นภาษาคน. ถ้ามองดูในภาษาธรรม ก็กลายเป็นนามธรรม เป็นคุณธรรม ; ไม่ได้ ทำให้เร่าร้อน หรือไม่เสียเหงื่อก็ได้ มีแต่จะทำให้บุคคลนั้นเป็นพระอริยเจ้าขึ้นไปใน ที่สุด. ทรัพย์อย่างวัตถุนี้ ไม่ได้ทำให้ใครเป็นพระอริยเจ้า ; แต่ถ้าทรัพย์อย่างภาษา ธรรมยิ่งสะสมก็ยิ่งใกล้ความเป็นพระอริยเจ้า. ทรัพย์ชนิดที่เป็นภาษาธรรมนั้น เขาเรียกว่า อริยทรัพย์. อริยทรัพย์ ก็แปลได้ว่า ทรัพย์อันประเสริฐของพระอริยเจ้า อย่างนี้ก็ได้. แต่สำหรับเรา ๆ อย่างนี้ ควรจะแปลว่า ทรัพย์ที่จะทำให้เกิดความเป็นพระอริยเจ้า, ทรัพย์ที่จะนำไปสู่ความเป็น พระอริยเจ้านี้ก็ได้, ถ้าได้เสร็จแล้วจึงจะเรียกว่า ทรัพย์ของพระอริยเจ้า ซึ่งพระอริยเจ้านั้น ท่านได้แล้ว.

น.488 อริยทรัพย์นี้ ท่านระบุไว้ ในพระบาลี มี ๗ อย่างด้วยกัน คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา. ทรัพย์ที่ ๑. ศรัทธา - ความเชื่อที่ถูกต้อง : ถ้าไม่ถูกต้อง ก็ไม่เรียกว่า ศรัทธาในพุทธศาสนา. ที่เป็นความโง่ ความงมงาย แล้วก็เชื่อจนเอาเป็นเอาตายกันนั้น นั่นไม่ใช่ศรัทธาที่ถูกต้อง; ต้องศรัทธาที่มาจากปัญญา คือรู้ด้วยว่าอะไรเป็นอะไร แน่ใจแล้วจึงเชื่อ เป็นจุดตั้งต้น ที่จะทำหน้าที่ของมนุษย์ได้ถูกต้อง. ศรัทธาตามธรรมดาเป็นอยู่จริง ๆ นั้น มักจะเป็นเรื่องงมงาย, มีอะไร แวดล้อมทำให้เชื่อแม้ในบุคคล, หรือว่าในเรื่องราวที่ไม่ควรเชื่อกันโดยมาก ; เพราะ มีความโง่ เพราะมีความกลัว หรือเพราะมีความต้องการอย่างตะกละละโมบโลภลาภ นี้ทำ ให้มีความเชื่อที่งมงาย ; ไม่ใช่ศรัทธาถูกต้อง ; ฉะนั้นใครจะมีศรัทธาก็ต้องรู้จักกันให้ดี ๆ. ทรัพย์ที่ ๒. เรียกว่า ศีล คือ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย, หรือความ ถูกต้องในส่วนภายนอกคือ กาย กับ วาจา. แล้วก็มุ่งหมายเกี่ยวแก่ผู้อื่นโดยมาก. ศีล แปลว่าปรกติ คือ ไม่โกลาหลวุ่นวาย, ไม่ทำให้เกิดความยุ่งยาก ระส่ำระสาย หรือ ลำบาก ก็เรียกว่า ศีล ศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ; ล้วนแต่มีความหมายอย่างเดียว กันหมด คือทำให้ปรกติสุขอยู่ได้ ไม่โกลาหลวุ่นวาย นี่เขาเรียกว่าศีล. ศีล บางทีจะเอามาจากคำว่าก้อนศิลา อะไรนี่ ซึ่งมันมีปรกติมาก ไม่กระดุก กระดิก, แล้วเขาเอาความหมายนี้มาเรียกสิ่งที่ทำให้คนปรกติ ไม่วุ่นวาย ไม่ระส่ำระสาย ใครก็ตามลองถือศีลตามหน้าที่ ตามฐานะของตน ๆ ดู จะเห็นความปรกติเกิดขึ้นมา. ทรัพย์ที่ ๓. ก็เรียกว่า หิริ คือ ความละอาย ความเกลียดบาป เกลียดชั่ว ละอายต่อความชั่ว เกลียดความชั่ว. ถ้าปล่อยไปตามปรกติแล้ว คนก็ไม่ได้นึกถึงว่าดี

น.489 ว่าชั่ว เอาแต่ได้ ก็เลยเกิดสิ่งที่เสียหายขึ้นมา คือ ทำผิด หรือว่าเบียดเบียนกัน ; ทรัพย์ ที่ ๓ นี้จึงเนื่องคู่กันมากับทรัพย์ที่ ๔. ทรัพย์ที่ ๔. เรียกว่า หิริโอตตัปปะ ซึ่งแปลว่าความละอายและความกลัว ก็หมายถึงละอายกลัวบาป กลัวความชั่ว, เป็นคนที่รู้จักกลัว แม้เพียงกลัวมนุษย์ด้วยกัน หรือว่ากลัวสิ่งที่เป็นอันตรายก็ได้. ธรรมะประเภทนี้ไม่ต้องเนื่องกับคนอื่นก็ได้ คือ ตัวเอง รู้จักละอายความชั่วกลัวความชั่ว อยู่ตามลำพังตัวเองก็ได้ ; อย่างนี้ดีกว่าที่จะ ละอาย ต่อเมื่อคนอื่นเห็น หรือว่าจะกลัวต่อเมื่อคนอื่นรู้ ; ถ้ากลัวว่าเขาจะโกรธ จะเกลียด จะลงโทษเอา อย่างนี้เป็น หิริ โอตตัปปะที่น้อยไป. ถ้าเป็น หิริโอตตัปปะ ที่แท้จริง จะต้องละอายและกลัวโดยตนเอง ; แม้ไม่มีใครอื่นเห็น ขึ้นชื่อว่าเป็นบาปเป็นความชั่วแล้ว ก็ละอายแก่ใจตนเอง แล้วก็กลัว อย่างยิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าสิ่งใด ๆ เพราะเป็นอันตรายมากกว่าสิ่งใด ๆ. ทรัพย์ที่ ๕. เรียกว่าพาหุสัจจะ ตัวหนังสือแปลว่า ความได้ยินได้ฟังมาก คือการศึกษามากนั้นเอง. คำว่า "มาก" ในที่นี้ต้องไม่หมายถึงเพ้อ, มากอยู่แต่ในส่วน ที่ควรจะรู้ ควรจะศึกษา ควรจะมี. ที่เป็นประโยชน์ ก็ควรต้องรู้ให้มากเข้าไว้ เขาเรียกว่าพาหุสัจจะ ; ความรู้ที่มากเข้าไว้นี้ ดีกว่าที่จะรู้แต่เพียงสิ่งเดียว หรือว่าจำกัดอยู่ ; เพราะเราไม่รู้ว่า ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้นมาในรูปไหน [ยิ่งอยู่นานไป ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น, เราจึงต้องมีความรู้ให้มากเข้าไว้ เพื่อจะแก้ปัญหาต่าง ๆ. ปัญหาอย่างยิ่งก็คือ อยู่ที่การตัดสินใจ ในเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าคน ไม่รู้ ก็ตัดสินใจผิด ทำผิด ; แต่ถ้ามีความรู้พอ ก็เอามาเทียบเคียงนั่นนี่ ตัดสินใจให้ถูกได้ ฉะนั้นจึงถือว่า พาหุสัจจะนี้ก็สำคัญ สำหรับคนที่จะทำอะไร ให้ลุล่วงไปในโลกนี้.

น.490 ทรัพย์ที่ ๖. เรียกว่า จาคะ คำนี้แปลว่าสละ. คำว่าการสละนี้จะเป็นทรัพย์ ได้อย่างไร ? ถ้าฟังไม่ดีก็ไม่รู้เรื่อง ; เพราะว่า คำว่าทรัพย์นั้นหมายถึงการสะสม มีแต่ การสะสม ; บัดนี้มีคำว่าสละออกไป. นี่ก็ควรจะนึกเอาเองได้บ้างว่า ก็ต้องสละสิ่งที่ ควรสละ คือสละสิ่งที่เป็นข้าศึก แก่สิ่งที่ควรสะสม, สละสิ่งที่ขืนเอาไว้แล้ว จะทำ อันตรายแก่ผู้นั้น หรือแก่ทรัพย์สมบัติที่ผู้นั้นสะสมเอาไว้ ฉะนั้นสิ่งนี้ต้องสละ. ที่เป็นนามธรรมควรสละ ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นกิเลสต่าง ๆ นั้นต้องสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น มัจฉริยะ - ความตระหนี่ ซึ่งเป็นโทษ, แล้วคนก็ไม่รู้สึกว่า เป็นโทษ แล้วก็ไม่ใคร่ยอมสละ ; แม้แต่วัตถุสิ่งของที่เราถือว่า เป็นอุปกรณ์ของความสุข ความสะดวกสบายนี้ ก็เป็นอันตรายขึ้นมาได้ เมื่อเราไปหลงใหลเข้า. วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลยึดถือนั้น เราต้องสละออกไปเสีย เพื่อจะได้พาความหลงใหล ความตระหนี่ ความยึดถือ ติดไปเสียด้วย ; ถ้าไม่สละก็จะ เพิ่มความตระหนี่ ความหลงใหลมากขึ้น. ฉะนั้นการสละทรัพย์ที่เป็นวัตถุบางอย่าง ออกไปนั้น ก็เพื่อว่า จะได้พากิเลสติดไปด้วย ทุกคราวที่มีการสละ. แต่ถ้าสละ เพื่อลงทุนเอาผลมามากกว่า อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าสละในที่นี้; เว้นไว้แต่ผลนั้นจะเป็น เรื่องทางนามธรรม เช่นว่า สละทรัพย์ออกไป ก็ได้จิตใจที่สะอาดกลับมา อย่างนี้ก็ไม่ เป็นไร. ถ้าสละทรัพย์ออกไปเพื่อมีกำไรมาก ๆ เช่นทำบุญแล้วก็ได้สวรรค์วิมาน มาก ๆ อย่างนี้เป็นเรื่องที่น่าหวัว, แล้วก็เป็นเรื่องที่เขามีไว้ สำหรับดึงคนให้สละทรัพย์ เท่านั้นเอง ; ถ้าไม่อย่างนั้นคนก็ไม่สละเสียเลย เขาจึงเอาอะไรมาเป็นเครื่องล่อให้สละ แล้วก็ค่อย ๆ รู้จักการเสียสละกันทีหลัง ได้ผลเป็นนามธรรม เป็นความเผื่อแผ่ หรือใจ กว้างขึ้นมาทีหลัง.

น.491 ถ้าสละสิ่งของก็ต้องดูให้ดีเหมือนกัน อย่าสละชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ ใครเลย ; ไหน ๆ เราก็ไม่เอาแล้ว สละแล้ว ก็ควรดูให้ดีว่า. ควรจะสละไปในลักษณะ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ; ฉะนั้นเราจึงสละไปให้แก่บุคคลผู้ควรได้รับ เช่น ปฏิคาหก ที่ควรจะได้รับ, หรือสละให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่บ้านเมือง แก่ประเทศชาติ ศาสนา ไปทางโน้นเลย. แม้ว่าเราจะไม่ต้องการอะไรก็ต้องดูให้ดีว่า ควรจะสละไปในลักษณะอย่างไร. ถ้าเป็นเรื่องของกิเลส สละให้ใครก็ไม่ได้ ถึงแม้จะสละได้ก็ไม่มีใครเอา ไม่มีใครรับของสกปรก ก็เป็นอันสละออกไปอย่างนั้น ให้มันหมดไปก็แล้วกัน. ทรัพย์ที่ ๗. ก็เรียกว่าปัญญา มีคำกล่าวเป็นบาลีว่า ปญฺญา นรานํ รัตนํ - ปัญญาเป็นรัตนะของคน. มองดูกันในความหมายแรกเป็นรัตนะ ก็คือว่า เหมือน กับทรัพย์อันประเสริฐ, เป็นที่อาศัยแห่งความยินดี, หรือว่าจะเป็นของมีค่า เราก็ควร จะมีไว้ สำหรับจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ได้. ปัญญา ก็แปลว่า ความรู้ทั่วถึง ในสิ่งที่ควรจะรู้ นี้เป็นทรัพย์ที่เขาเรียงลำดับ ไว้สุดท้าย, มีความหมายในที่นี้ว่า เป็นทรัพย์สำคัญหรือสูงสุด ที่จะดึงเอามาซึ่งทรัพย์อื่น ๆ ให้ถูกต้อง. จะมีศรัทธา มีศีล มีหิริโอตตัปปะ มีพาหุสัจจะ อะไรก็ตาม ก็ให้อยู่ที่มี ปัญญา ; แล้วก็ศึกษารวบรวมให้ถูกต้อง ตัวปัญญาเองก็เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง จะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ได้. อริยทรัพย์ทั้งหลาย ก็เป็นไปในอำนาจของปัญญา ถ้ามีปัญญาได้ ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องกัน. ถ้ายังมีไม่ได้ก็ต้องสะสมต่อไป มีศรัทธา มีศีล มีหิริโอต- ตัปปะ เรื่อยไป จนกระทั่งมีปัญญา จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ ; แม้แต่เรื่องโลก ๆ เราก็มี

น.492 การศึกษา เพื่อให้ได้ปัญญาได้ความรู้. ไปเรียนหนังสือ เรียนวิชาชีพก็เพื่อมีปัญญาใน การดำรงชีวิตอยู่ ; เรื่องที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ยิ่งต้องการปัญญาเป็นอาวุธ สำหรับตัดกิเลส. รวมความแล้ว แม้อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรสะสม, แล้วก็ต้องสะสม ซึ่งเรียกว่าทรัพย์ จึงได้เรียกว่าทรัพย์ ควรแก่การที่จะเรียกว่าทรัพย์ แต่เขาเรียกเป็น "อริยทรัพย์" ไป. ทรัพย์ธรรมดาสามัญนั้น เขาเรียกกันว่า โลกิยทรัพย์ เป็นไปเพื่อมัวหมก อยู่ในโลก ด้วยความผาสุก. ทรัพย์อันประเสริฐแท้จริง ก็เรียกว่า โลกุตตรทรัพย์ เพื่อจะพาไปเหนือโลก เหนือทุกข์หรือเป็นนิพพานไป. ส่วนอริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ อาจจะใช้เป็นของกลาง ๆ เพื่อแสวงทรัพย์อย่างโลกิยะก็ได้, เพื่อควบคุมทรัพย์นั้น ๆ ให้ปลอดภัยก็ได้, หรือจะใช้ไปในทางแสวงหาโลกุตตรทรัพย์ก็ได้, เพื่อประโยชน์ แก่นิพพานก็ได้. จงดูประโยชน์อันใหญ่หลวงของอริยทรัพย์กันต่อไป :- ข้อที่ ๑. ประโยชน์ ใหญ่หลวงสูงสุด ประเสริฐที่สุดของอริยทรัพย์ มีอยู่ ตรงที่ป้องกันไม่ให้ทรัพย์ ใด ๆ เกิดเป็นพิษ เป็นโทษ เป็นอันตรายเกิดขึ้นแก่ เจ้าของ. พูดภาษาโลกโดกหน่อยก็ว่า ป้องกันไม่ให้ทรัพย์สมบัติมันเล่นงานเจ้าของ. ถ้าไม่มีทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์นี้แล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหลายอย่างโลก ๆ ที่มีไว้ นั้นจะกัดเอา เจ้าของ. ดังที่มีคำตรัสว่า คนมีโค ก็เป็นทุกข์เพราะโค, คนมีนาก็เป็นทุกข์ เพราะนา, คนมีบุตรก็เป็นทุกข์เพราะบุตร อย่างนี้เป็นต้น. นี้หมายความว่า

น.493 ชาวบ้านตามธรรมดาสามัญนั้น โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาลในอินเดีย เขายกเอานาเป็น ทรัพย์สมบัติ เพราะนาเป็นที่ ที่จะนำมาซึ่งข้าวเปลือก นั้นเป็นใหญ่ ส่วนโคหรืออะไร ต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อใช้ในการทำนา. ที่พูดว่า ถ้ามีโค ก็เป็นทุกข์เพราะโค, ถ้ามีนาก็เป็นทุกข์เพราะนา, ถ้ามี ข้าวเปลือกก็เป็นทุกข์เพราะข้าวเปลือก ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเนื่องด้วยทรัพย์ สมบัติ. ที่เป็นทรัพย์ใกล้ชิดเข้ามาอีก เช่น มีบุตรก็ต้องเป็นทุกข์เพราะบุตร มีภรรยาก็ต้องเป็นทุกข์เพราะภรรยา มีสามีก็ต้องเป็นทุกข์เพราะสามี นี่ก็เรียกว่า ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ กัดเอาเจ้าของเข้าแล้ว ; แต่ถ้าว่ามีอริยทรัพย์ ก็จะป้องกันได้ ไม่ให้ทรัพย์ชนิดนั้น ๆ กัดเอาเจ้าของ, ข้อที่ ๒. อริยทรัพย์ นั้นก็คือ ความรู้ที่ถูกต้องในทางธรรมะ ที่เป็น อริยทรัพย์ทั้งหลายดังกล่าวมาแล้ว ถ้ามีแล้วก็ป้องกันความทุกข์ได้; ถึงแม้จะมีทรัพย์ ภายนอกสักเท่าไร ก็ไม่เป็นทุกข์. แต่ถ้ามีทรัพย์ภายในแล้ว คนก็จะรู้จักมีทรัพย์ภายนอก แต่พอสมควร แต่พอเหมาะสม ไม่ไปบ้าเอามาทำให้มีความยุ่งยากลำบาก. ขอให้คิดดูว่า ถ้าเรามีอะไรมากเกินไป เราจะเป็นอย่างไร ? ก็ต้อง ลำบากในเรื่องการเก็บรักษาดูแล, แล้วประโยชน์ที่ได้รับก็ไม่มากไปกว่า ที่ชีวิตต้องการ อย่างจำเป็น. ฉะนั้นขอให้มองดูกันในแง่นี้ จึงจะได้รู้จักค่า หรือประโยชน์ หรือ อานิสงส์ ของสิ่งที่เรียกว่า อริยทรัพย์. ข้อที่ ๓. เราดูกันต่อไปอีก ก็จะเห็นได้ต่อไปว่า คนธรรมดาสามัญ ปุถุชนนี้ เขาต้องการทรัพย์อย่างโลกิยทรัพย์. ถ้าเป็นสัตบุรุษ เป็นอริยสาวก ก็ต้องการแต่ อริยทรัพย์ ดังมีเรื่องในพระพุทธประวัติเล่าไว้ว่า : -

น.494 พระนางพิมพา หรือยโสธรา เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ได้ส่งพระราหุล บุตรชาย น้อยๆ นั้น ไปทูลขอมรดกจากพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านก็ให้ทรัพย์ อย่างที่ พระพุทธเจ้ามีให้ คือ อริยทรัพย์ แล้วในที่สุดพระราหุล ก็กลายเป็นพระอรหันต์ไป ; ไม่มีเรื่อง แก้วแหวน เงินทอง ทรัพย์สมบัติอะไรเลย. พระนางพิมพาเป็นคนธรรมดา เหมือนชาวบ้านธรรมดา จึงส่งโอรสไปให้ขอทรัพย์สมบัติอย่างธรรมดา ; พระพุทธเจ้า ท่านก็ประทานอย่างอื่นให้. นี่ไปคิดดูก็แล้วกัน ว่านี่คือความที่เล่นตลกกันอยู่ ในระหว่างทรัพย์อย่างโลก ๆ กับทรัพย์อย่างอริยทรัพย์. ข้อนี้สรุปความว่า คนธรรมดา ก็รู้จักแต่ทรัพย์ธรรมดา ว่าประเสริฐ สูงสุด อย่างยิ่ง ; ต่อเมื่อเป็นผู้รู้ เป็นผู้รู้สึกอะไรบ้างแล้ว จึงจะค่อยเห็นว่า ยังมี ทรัพย์อย่างอื่นอีก ที่ดีกว่า ที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วเป็นทรัพย์จริงๆ. ส่วนทรัพย์ สมบัติแก้วแหวน เงินทอง วัวควาย ไร่นา เป็นเพียงอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น. ถ้าเทียบกับทรัพย์สูงสุดคืออริยทรัพย์แล้ว ทรัพย์สมบัติ เรือกสวนไร่นา นี้จะเป็นขยะ มูลฝอยไปก็ได้ ในที่สุด ; อย่างมากก็เป็นเพียงอุปกรณ์ มีชีวิตอยู่ได้ไม่ตายเท่านั้น. ที่จะให้ชีวิตประเสริฐมีค่านั้น เป็นเรื่องของอริยทรัพย์ คือคุณธรรม คุณสมบัติ. แต่คนก็ไปหลงกันอย่างหลับหูหลับตา คือไปหลงในทรัพย์สมบัติข้างนอก ๆ จนรบราฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน ก็เพราะทรัพย์ที่หลอกลวงนี้ ; ทรัพย์เหล่านี้เป็นเพียง เครื่องอุปกรณ์ ให้ความสะดวกแก่การเป็นอยู่ หรือการมีชีวิตอยู่. เรื่องทรัพย์นี้ พระเยซูพูดไว้อย่างน่าฟังว่า แม้แต่นกกระจิบนกกระจอก มันก็ยังไม่อดตาย แล้วทำไมคนจะต้องเป็นห่วงเรื่องทรัพย์สมบัติกันนัก, หรือว่า

น.495 ดูแต่คนบางคน แม้ที่เป็นฆราวาส ยังไม่พูดถึงพระ ที่เป็นฆราวาสเขาไม่มีทรัพย์สมบัติ อะไร บางทียังเป็นสุขเสียยิ่งกว่าคนที่มีทรัพย์สมบัติมาก. บางทีเขาเป็นลูกจ้าง หรือเป็น คนขอทาน เลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ โดยไม่มีการสะสมทรัพย์ ก็ยังมีความสุขกว่าเศรษฐี มหาเศรษฐี ซึ่งมีภาระท่วมหัวท่วมหู เหมือนกับว่า นอนอยู่ในความทุกข์ ฉะนั้นอย่าไป หลงเรื่องทรัพย์ ให้เกินความเป็นจริง. ผู้ที่สละทรัพย์สมบัติแล้ว อย่างบรรพชิตทั้งหลาย ไม่มีสมบัติอะไรเลย นอกจาก บาตรใบนี้ สำหรับใส่อาหารกิน กลับจะมีความสุขยิ่งกว่าพระราชามหาจักรพรรดิ์อะไร เสียอีก. มีคำกล่าวไว้อย่างนี้ว่า : อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคารํ ปริพฺพเช อญฺญํ อหึสยํ โลเก อปิรชฺเชน ตํ วรํ อย่างนี้หมายความว่า มีแต่บาตร ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีบ้านเรือน อญฺญํ อหิสยํ โลเก อปิรชฺเชน ตํ วรํ - ไม่เบียดเบียนใครอยู่ ; อหึสยํ - ไม่เบียดเบียน ใครอยู่ นั่นประเสริฐยิ่งกว่าราชสมบัติ ที่กล่าวมานี้ หมายถึงนักบวช มีแต่บาตร มีชีวิตอย่างอนาคาริก กลับดีกว่า มีราชสมบัติของจักรพรรดิ์ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้จริง และมีอยู่จริง ; แต่คนไม่ใคร่ชอบ หรือว่าทำไม่ได้. เขาทำไม่ถึง เขาก็ไม่ชอบ. นี่หมายถึงทรัพย์สมบัติประเภทที่เป็น อริยทรัพย์ทั้งนั้น. ข้อที่ ๔ ดูกันในแง่เบ็ดเตล็ดต่อไปอีก มีกล่าวไว้ในบาลี ในคัมภีร์อะไร มากมายเหลือเกิน ว่า อริยทรัพย์นี้เป็นทรัพย์ที่ใครมาแย่งเอาไป ไม่ได้ ; ทรัพย์ ธรรมดานี้พร้อมที่จะมีใครแย่งเอาไปได้ แล้วทำให้เจ้าของนอนไม่หลับ เป็นห่วงวิตก กังวล ที่ว่าจะมีใครมาแย่งเอาไป.

น.496 ความวิตกกังวลจะมีแก่ผู้เป็นเจ้าของทั้งปวง : เป็นเจ้าของวัวเจ้าของควาย ก็นอนไม่หลับเพราะกลัวขโมยจะมาแย่งเอาไป, หรือว่าแม้แต่ที่เก็บไว้ในหีบ หรือว่าใน ธนาคาร ก็ยังนอนเป็นห่วงอยู่ว่า จะมีใครมาแย่งเอาไปได้ จะมาปล้นเอาไป หรือฉ้อโกง เอาไปได้โดยวิธีที่แยบคาย, แม้ฝากในธนาคาร ก็อาจมีคนหลอกลวงให้เกิดการกระทำ ที่ต้องสูญหายทรัพย์ไปก็ได้. นี่เรียกว่า การมีทรัพย์วัตถุนั้น ย่อมพร้อมอยู่เสมอ ที่จะมีเหตุอะไร มาแย่งเอาไป หรือถูกทำลายด้วย น้ำท่วม ไฟไหม้ เดี๋ยวมีอะไรต่าง ๆ กระทั่งว่ามีภัย ร้ายกาจที่สุด ก็มี ; เช่น ญาติกันเอง เขามาแย่งเอาไปโดยวิธีอุบาย ฆ่าคนนั้นให้ตาย แล้วก็แย่งทรัพย์ไป, หรือที่เป็นมากมายกว่านี้ ก็คือ ลูกนั่นเองก็ฆ่าพ่อแม่เสีย เพื่อจะ เอาราชสมบัติ หรือเอาสมบัติต่าง ๆ. ทรัพย์ตามธรรมดานั้นต้องมีภัยดังกล่าวมา ส่วนอริยทรัพย์นั้น ไม่มีทาง ที่ใครจะแย่งเอาไปได้. นี่เรียกว่า อริยทรัพย์ ไม่มีใครแย่งเอาไปได้ ข้อที่ ๕ ดูอีกแง่หนึ่ง อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ที่ติดอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่ต้องเก็บไว้ในหีบ ไม่ต้องฝากไว้ที่ธนาคาร. ทรัพย์นี้จะติดอยู่กับตัวตลอดเวลา ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ, แล้วก็ไม่ต้องมีอาการเหมือนกับว่า แบกหามให้หนัก เหมือนกับเรา แบกเงิน แบกทอง แบกของ ซึ่งก็ต้องหนัก ; อริยทรัพย์นี้ไม่ต้องแบก. แล้วประหลาด อยู่ที่ติดอยู่กับตัวได้ตลอดเวลา ติดอยู่ในใจ. ฉะนั้นจึงคุ้มครองได้ ในที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไร เพราะติดอยู่กับใจ ก็คุ้มครองใจไม่ให้เป็นทุกข์ได้; นี่ เรียกว่าติดตัวอยู่ตลอดเวลา. ข้อที่ ๖ มองดูกันอีกแง่หนึ่ง เขาพูดว่า อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่พาไป ได้ ทุกหนทุกแห่ง. นี้เป็นคำพูดคำสอนในทางศีลธรรม ที่ทำให้คนเขาพยายามสร้างทรัพย์

น.497 อันนี้ โดยที่ทราบว่าย่อมติดตัวไปได้ ไม่ว่าจะไปไหน แม้แต่จะตายไปแล้ว ไปเกิดในภพ ไหนอย่างไร ทรัพย์นี้ก็ติดตามไปได้ ; อย่างที่เขาเรียกว่าบุญ บุญย่อมติดตามไป ได้ไม่ว่า จะไปเกิดในภพไหน ชาติไหน. ในภาษาศีลธรรม ก็หมายความว่า เข้าโลงไปแล้ว ก็ไปเกิดที่นั่นที่นี่ ไป เกิดในทุคติ สุคติอะไรก็ได้ ทรัพย์ที่สร้างไว้นี้ก็ติดไปได้ ; ฉะนั้นจึงน่าปรารถนา เพราะติดไปได้ทุกหนทุกแห่ง พูดอย่างสมมติ ก็ว่าเป็นของเราอยู่ตลอดเวลา. ข้อที่ ๗ ผู้มีปัญญา เขาไม่มองเพียงขั้นง่าย ๆ อย่างนั้น เขามองไกลกว่านั้น สูงกว่านั้น คืออริยทรัพย์นี่ทำให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่แท้จริง. ชีวิตนั้นแปลว่าเป็นอยู่ ; ถ้าเป็นอยู่จริง ก็ต้องสดชื่น ต้องสดใส ไม่ใช่เหี่ยวแห้ง. ถ้าอยู่อย่างซูบซีดเหี่ยวแห้ง เหมือนอย่างที่อยู่กันโดยมาก อย่างน้อยก็มีความร้อนใจ ; อย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตควรจะเรียกว่า ตายแล้วมากกว่า. ใครก็ตามอยู่ด้วยความเหี่ยวแห้งเร่าร้อนนั้น เรียกว่า ไม่มีชีวิตแล้ว ; ภาษาศาสนา เขาเรียกว่า คนนี้ตายแล้ว. ต้องเกิดใหม่แล้ว ต้องสลัดความเหี่ยวแห้ง เร่าร้อน วู่วามด้วยกิเลสนี้ออกไปเสียก่อน จึงจะเรียกว่ามีชีวิตที่แท้จริง. อริยทรัพย์ทำ ให้เกิดชีวิตอย่างนี้, หรือแม้แต่จะเล็งกันถึงชีวิตเนื้อหนังร่างกาย ไม่ตายโดยทางร่างกายนี้ อริยทรัพย์ก็ช่วยได้. เพราะว่าถ้าเรามีธรรมะจริง ร่างกายก็เจ็บไข้ได้ป่วยน้อย หรือจะ ไม่เจ็บเอาเสียเลย หรือว่าเจ็บขึ้นมาก็หายไปได้. อริยทรัพย์นี้ป้องกันได้แม้แต่ชีวิตทางเนื้อหนัง จะสงวนชีวิตไว้ได้แม้ทางเนื้อ หนัง ส่วนชีวิตทางธรรมนั้นก็ยิ่งมีประโยชน์ ยิ่งป้องกันไว้ได้ ยิ่งรักษาไว้ได้ ให้เป็น ชีวิตที่แท้จริง เป็นชีวิตอมตะไปในที่สุด. อมตะแปลว่า ไม่ตาย ; ไม่ตายนั่นแหละ คือชีวิตจริง อริยทรัพย์ทำให้รู้จักชีวิตอมตะ คือชีวิตที่ไม่ตายจริง ๆ คือ ทำให้พ้น

น.498 จากความยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู - ของกู ว่าสัตว์ ว่าบุคคล ตัวตน เราเขา นี้ก็เลย ไม่ต้องมีอะไรตาย. ที่ว่าไม่มีอะไรตาย หมายความว่า มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป ใครจะเรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ได้ ; แต่อาการเหล่านั้น เป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของกู ฉะนั้น กู จึงไม่ได้เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย เพราะไม่มี กู. ข้อที่ ๘ สรุปความให้ดีกว่านี้ก็ว่า อริยทรัพย์นั้น ทำให้เราไม่เสียที ที่ เกิดมา, นำให้คนนั้น ๆ ไม่เสียทีที่ได้เกิดมา ; นี่เรียกว่าอริยทรัพย์. ถ้าเกิดมาแล้ว ไม่ได้ทรัพย์อย่างนี้ ก็เรียกว่า เสียทีที่เกิดมา เสียชาติเกิด. ถ้าใครรู้สึกอย่างนี้บ้าง เขาก็จะแสวงหาอริยทรัพย์กันทั้งนั้น จะขยันขันแข็งในการแสวงหาอริยทรัพย์. แต่โดยมาก เขากำลังแสวงหาทรัพย์ที่เศร้าหมองกัน หาทรัพย์ที่ทำความเศร้า หมองแก่บุคคล ผู้แสวงหานั้นกันอยู่เป็นควัน ; อย่างที่เขาเรียกว่า กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ. เขาแสวงหาทรัพย์ที่แผดเผาเจ้าของกันทั้งนั้น ซึ่งได้แล้วก็ไม่ทำให้ ดีวิเศษอะไรไปกว่า เกิดมาเพื่อยุ่ง เพื่อวุ่นวาย เพื่อเศร้าหมอง. แต่เมื่อไม่รู้สึก เขาก็ไม่นึกว่าจะเสียหายอะไร ไม่นึกว่าจะเสียชาติเกิดเลย. เขาแสวงหาทรัพย์ที่เศร้าหมอง กลับเห็นว่า นี่ดีที่สุดแล้ว ; ขยันขันแข็ง ตัวเป็นเกลียว อาบเหงื่อต่างน้ำ ได้ทรัพย์สมบัติมาเก็บไว้มาก ๆ เพื่อให้ลูกให้หลานต่อไป ; อย่างนี้เขาว่าดีที่สุดแล้ว ไม่เสียชาติเกิดแล้ว. อย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าถูกอย่าง ภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ภาษาโลก ๆ ไม่ใช่ถูกอย่างพระอริยเจ้า. ถ้าจะให้ถูกอย่างภาษาพระอริยเจ้า เกิดมาที่หนึ่ง ต้องให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ คือได้อริยทรัพย์ แล้วได้มากขึ้นไป มากขึ้นไปจนถึงอมตะ คือ ความไม่ตาย ; ฉะนั้นอริยทรัพย์เขาจึงมุ่งหมายถึง สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้.

น.499 ขอให้ไปคิดนึกดู ; แล้วพร้อมทั้งเหลือบดูตัวเอง, เหลือบดูคนอื่นด้วยกัน ทั้งโลก ว่า กำลังแสวงหาทรัพย์ชนิดไหนกันอยู่ ? กำลังสะสมทรัพย์ชนิดไหนกันอยู่ ? ดูให้ดีๆ เรากำลังสะสมทรัพย์ชนิดที่จะกัดเจ้าของทั้งนั้นใช่หรือไม่ ? เพราะว่าเรา ไม่มีเครื่องคุ้มครองป้องกัน คือ อริยทรัพย์. เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะได้ เปลี่ยน วิถีทางเสียบ้าง ให้เกิดมาทีหนึ่ง ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ควรรู้ว่า การมาบวช นี้เพื่อแสวงหาอะไร ทีนี้ ก็อยากจะพูดในเรื่องเฉพาะหน้าเดี๋ยวนี้กันเสียบ้าง ว่าคุณบวชระหว่าง บีดภาคอย่างนี้ แล้วก็มาเข้ารับการอบรมที่นี่ นี้เป็นการแสวงหาอะไร ? บางองค์อาจจะ เป็นผู้ที่มีความคิดว่า เรามาหาความรู้ที่พิเศษ สึกไปจะได้ไปเรียนดี จะได้คะแนนดี, จะได้สึกออกไป ได้รับประโยชน์ รายได้ดี อย่างนี้ก็ได้ ; แต่ถ้าอย่างนี้ละก็ ยังไม่ใช่ แสวงหาอริยทรัพย์ ถ้าบวชแล้วมาที่นี่ มานั่งศึกษาแสวงหากันอยู่อย่างนี้ เพื่อให้เข้าใจ ให้ รู้จักสิ่งพิเศษ คือ ธรรมะที่ทุกคนควรรู้จัก แล้วก็จะได้อริยทรัพย์ ; เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า แม้บวชแล้ว วิ่งมาที่นี่ ก็เพื่อแสวงหาอริยทรัพย์, จะกลับไปที่ไหน ก็เพื่อ จะแสวงหาอริยทรัพย์ เป็นผู้รู้จักอริยทรัพย์, แล้วแสวงหาอริยทรัพย์อยู่ ; ที่ถูกก็ควร จะเป็นอย่างนี้. แต่ ตามข้อเท็จจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยก็ได้ เพราะว่า พระเณรที่อยู่ที่นี่ ที่ไม่ได้แสวงหาอริยทรัพย์เลยก็มี เพราะเขาไม่รู้จัก. แต่ว่า เราก็ได้พยายามที่จะ ทำให้เขารู้จัก, พยายามพูดจา ชี้แจง ชักจูง สั่งสอนอยู่เสมอ, เพื่อให้รู้จักอริยทรัพย์, และให้ใกล้ ๆ อริยทรัพย์เข้าไปเรื่อย ๆ.

น.500 ขอให้นึกดูถึงคำว่า โมกขพลาราม แล้วจะเข้าใจความมุ่งหมายอันนี้ : โมกข แปลว่าหลุดพ้น, พล แปลว่ากำลัง, อาราม แปลว่าป่าไม้. สภาพของวัดนี้ ก็เรียกว่าอาราม อารามเป็นกำลังแก่การหลุดพ้น หมายความว่า มุ่งหมายความหลุดพ้น เป็นเบื้องหน้า. นี่คือที่อยู่ที่อาศัยของบุคคลผู้มุ่งหมายต่อความหลุดพ้นในเบื้องหน้า เรียกว่า สวนโมกข์, เป็นที่จัดขึ้น สำหรับจะสะดวกแก่การสะสมอริยทรัพย์, มุ่งหมาย ให้เกิดความสะดวกในส่วนนี้. นี้เป็นเรื่องฝ่ายธรรมะ ฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตใจ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายวัตถุ. ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ จะได้รีบถือเอาประโยชน์อันนี้ให้ได้. ถ้าหากว่าในโลกนี้ หรือในบ้านเมืองของเราก็ตาม มีการกระทำอย่างนี้กัน ให้มาก ๆ, มีสำนักหลักแหล่งที่ช่วยให้เกิดการกระทำอย่างนี้กันมากๆ บ้านเมือง ของเราก็จะร่ำรวยไปด้วยอริยทรัพย์, แล้วก็จะไม่มีอุปัทวะ สิ่งเลวทรามทั้งหลาย โดยเฉพาะเช่นการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ดังที่ปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างน่า ขยะแขยงก็จะมีไม่ได้ ; เพราะว่าจะมีอริยทรัพย์คุ้มครอง. บุคคลก็จะอยู่เป็นสุข สังคม ทั้งหลายทั้งหมดก็อยู่เป็นผาสุก เพราะทรัพย์ชนิดนั้นคุ้มครอง. แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อถามว่า เขากำลังแสวงหาทรัพย์ชนิดไหนกันอยู่ ? เราก็ เห็นชัด ๆ อยู่แล้วจากหลักฐานพยานเหล่านั้นว่า เขากำลังก้มหน้าก้มตา แสวงหา หรือ กอบโกยทรัพย์สมบัติ ชนิดที่จะทำให้เกิดความเศร้าหมองทั้งนั้น คือกิเลส, แล้วก็ เบียดเบียนกันด้วยเหตุนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสังเวช. ฉะนั้นถ้าใครผู้ใดเขาอยากจะทำให้ ชีวิตนี้มีประโยชน์ที่สุด สูงสุด ก็ต้องสนใจอริยทรัพย์ ไม่มีทางอื่น. ที่ผมพูดเรื่องทรัพย์ ในวันนี้ หมายถึงทรัพย์ที่ควรสะสม ก็หมายถึงอริยทรัพย์นี้.

น.501 สรุปความให้ถูกต้องว่า ทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจ ; แต่ไม่ใช่เครื่องปลื้มใจ ของคนโง่. คนโง่ก็ปลื้มใจด้วยของโง่ ด้วยความโง่ ด้วยสิ่งเศร้าหมอง เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น. ถ้าเป็นบัณฑิตหรือเป็นสัตบุรุษนี้ ก็จะสะสมแต่เครื่องปลื้มใจ อันแท้จริง ที่ควรปลื้มใจ, ให้ชีวิตนี้สดชื่นแจ่มใส กระทั่งไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักทุกข์นั่นเอง ; นี่คือ ทรัพย์ที่ควรสะสม. ขอยุติการบรรยาย เพราะว่า สมควรแก่เวลาไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต