น.502 ในการบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ผู้ทักท้วง ที่ทุกคนควรรู้จัก และเชื่อฟัง. เราได้พูดถึงสิ่งที่ควรรู้จัก แล้วก็ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้สม กับที่รู้จักมาแล้วเรื่อยๆ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่สุด พูดถึงธรรมะที่ควรรู้จัก ซึ่ง หมายถึงหน้าที่ของคน ที่คนจะต้องรู้จัก. แต่แล้วคนก็ไม่ค่อยรู้จัก นอก จากที่มีความจำเป็นบังคับ ไม่ทำก็จะตายอย่างนี้ ; หน้าที่ที่ดีกว่านั้น และที่ดี ที่สุดของมนุษย์ก็ไม่ค่อยรู้จัก. ๔๗๑
น.503 ต่อมาพูดถึงตนเองที่ควรรู้จัก หรือพูดกันตรงๆ ก็ว่า คนโง่ จนไม่รู้จักว่า ตัวเองนั้นคืออะไร ? อยู่อย่างไร ? หรืออะไรที่ควรจะเรียกว่าตัวเองที่แท้จริง ? ไปเอาอะไร บางอย่าง ที่ไม่ใช่ตัวเองที่แท้จริงนั้น มาเป็นตัวเอง. นี่ต้องพูดถึงตัวเองชนิดที่ควรรู้จัก ธรรมะคือตน หรือตนคือธรรมะ, พึ่งตนคือพึ่งธรรม พึ่งธรรมคือพึ่งตน ; นี้คือ ตนเองที่ควรรู้จัก. ต่อมาเรื่องอาหารที่ควรรู้จัก เพราะว่าทุกอย่างอยู่ได้ด้วยอาหาร ; เพราะ ฉะนั้นจึงต้องรู้จักอาหารที่ควรรู้จัก แล้วก็บริโภค ซึ่งมีใจความกว้างมาก คือหมายถึงอาหาร ที่ต้องกินด้วยปาก ให้รู้จักกิน เหมือนกับว่า กินเนื้อลูกกลางทะเลทราย, ผัสสาหาร เหมือนกับว่าต้องระวังให้ดี อย่าให้ปรุงเป็นกิเลสตัณหา, มโนสัญเจตนาหาร ระวังให้ดี อย่าให้ปรุงเป็นกรรม ซึ่งทำให้ตกจมลงไป, วิญญาณาหาร ให้รู้จักให้ดี ให้เอาตัวรอดไปได้. แล้วก็มาถึงอันตรายที่ควรรู้จัก คืออันตรายภายใน ได้แก่กิเลส ซึ่งเป็นที่มา แห่งอันตรายทั้งหลาย กระทั่งภายนอก. ให้รู้จักมิตรสหายที่ควรรู้จัก แล้วก็จะคบหา สมาคม ก็คือธรรมะประเภทสัมมาทิฏฐิ. ต่อมาก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ทรัพย์ที่ควรรู้จัก ก็จะได้มีทรัพย์ที่ควรจะมี คือที่ไม่เบียดเบียนตน ไม่ทำตนให้ลำบาก อันเป็นทรัพย์ภายใน, ป้องกันไม่ให้ทรัพย์ภายนอกเกิดเป็นปัญหายุ่งยากขึ้นมา ทรัพย์ที่ควรรู้จักนั้นเป็นอย่างนี้. วันนี้จะพูดถึง ผู้ทักท้วง ที่ควรรู้จัก แล้วก็ต้องเชื่อฟังด้วย. เมื่อพูดถึง คำว่า ผู้ทักท้วง ก็รู้จักกันอยู่แล้ว ว่า หมายถึงอะไร ; แต่ว่ารู้ไม่หมด และไม่รู้ในส่วน ที่ควรรู้ ก็เรียกว่า ไม่รู้จักโดยแท้จริง, รู้จักแต่เพียงผิวเผิน รู้จักน้อยไป จนไม่เชื่อฟัง ถ้ารู้จักจริงก็รู้จักถึงที่สุด แล้วจะเชื่อฟัง จะกลัว ไม่กล้าคือ. ผู้ทักท้วงนี้จำเป็นมาก ถ้าคุณเห็นว่าไม่จำเป็น ก็ลองคิดดู ; ถ้าเห็นว่าจำเป็นก็จะต้องคิดต่อไป ถึงข้อที่ว่า จำเป็นมาก หรือ จำเป็นน้อย จำเป็นเพียงไร.
น.504 จำเป็นอย่างไรที่จะต้องรู้จักผู้ทักท้วง เรื่องนี้ถ้าไปคิดถึงป้ายจราจร ที่ติดอยู่ตามถนน ที่เขียนไว้ว่า หยุด ดู ไป, หยุด แล้วก็ดู แล้วก็ไป. นี่เขาให้หยุด ถ้าไม่หยุด ก็ไม่ได้ดู หรือดูไม่ได้; มัน จะต้องหยุดก่อน เพื่อความปลอดภัย, เพื่อจะได้ดู, หรือว่าจะได้ทำทัน ทำถูก ทำอะไร ทุกอย่าง. ต้องหยุดก่อน แล้วก็ดู, ต่อนั้นจึงกระทำ คือจะไปหรือจะทำอะไรก็สุดแท้ นั่นแหละความหมายที่เรียกว่า เป็นการทักท้วง. คำว่า หยุด นั้นสำคัญมาก คือต้องห้ามล้อก่อน อย่าใช้ความเร็ว อย่าทำ อะไร. แล้วก็หยุด จะได้มีโอกาสดู เหมือนอย่างเรื่องรถนั้น ก็ห้ามล้อกันได้หรือเห็นง่าย. แต่ที่เป็นเรื่องของคน หรือเรื่องของใจของคน นี้ห้ามล้อไม่เป็น ไม่รู้จะห้ามล้ออย่างไร ; หยุดไม่ได้ แล้วก็ไม่ดู ได้แต่ทำไปอย่างหลับหูหลับตา จึงได้ชนนั่นชนนี่ จนเกิดเป็นเรื่อง เป็นราวขึ้นมา แล้วก็มีความทุกข์ มีความเสียหาย. ความหมายที่ว่า ต้องมีระยะหยุด คือ เพื่อดู ก็เหมือนกับการทักท้วง ซึ่งจะ ต้องมีในทุกกรณี ใคร คือ ผู้ทักท้วง ต่อไปนี้ เราจะดูกันไปถึงผู้ทักท้วงใน ๒ ความหมาย คือ ภาษาคน และ ภาษาธรรมตามเคย. ผมได้บอกหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ถ้าจะดูอะไรจะศึกษาอะไร จะต้องทำความเข้าใจในอะไร ต้องแยกออกเป็นภาษาคน และแยกออกเป็นภาษาธรรม ; ให้รู้จักทั้งสองภาษา แล้วก็จะได้รับประโยชน์เต็มที่. ผู้ทักท้วงในภาษาคน ก็คือ คนด้วยกันเขาช่วยหัก บุคคลช่วยทัก บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ มิตรสหายที่เขาหวังดี เขาทักท้วง. ส่วนในภาษาธรรม ผู้ทักท้วง ก็คือธรรม ธรรมก็คือตน ตนก็คือธรรม.
น.505 ที่เรียกว่า ต้องให้ธรรมทักท้วง นี้คือธรรมที่ไหน ? ธรรมอย่างไร ? ในจิต ในใจ ก็มีธรรมชื่อนั้นชื่อนี้ เช่น ชื่อ สติสัมปชัญญะ ชื่อ ปฏิสังขา - การพิจารณา นี้ล้วนแต่เป็นธรรม, มีธรรมเป็นผู้ทักท้วง ก็คือมีตัวเองเป็นผู้ทักท้วง ซึ่งยากไปกว่า ผู้ทักท้วงที่เป็นภาษาคน ที่เป็นคน. การให้คนอื่นทักท้วงนั้นมีได้ง่าย แต่การให้ตนเองทักท้วง ตนเอง นี้มีได้ยาก. บิดามารดาเป็นอาจารย์คนแรก เป็นผู้ทักท้วงสั่งสอนคนแรก แล้วก็คอย ทักท้วงอยู่เสมอ ; แต่บุตรก็ไม่ใคร่เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา คือ ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพ เดี๋ยวนี้ก็ปรากฏว่า ไม่มีการเชื่อฟังบิดามารดา ครูบาอาจารย์กันยิ่งขึ้น ๆ ; ถ้ายิ่งเมา ประชาธิปไตยด้วยแล้ว ก็ยิ่งใครทักท้วงไม่ได้, และประชาธิปไตยนี้ก็เมากันมากขึ้น จนกระทั่งแม้มิตรสหาย ชาวเกลอ ก็ทักกันไม่ได้. แต่ คน ก็ยังโง่มาก หรือบรมโง่ ขนาดจิ้งจกทักยังกลัว คนโง่ถึงอย่างนี้ ที่จิ้งจกทักเขากลัว แต่บิดามารดาครูบาอาจารย์ทัก กลับไม่กลัว. ขอให้คิดดูให้ดี เราทำผิดอย่างยิ่ง ในกรณีที่เกี่ยวกับผู้ทักท้วง ยังโง่ ไปถือโชคถือลางอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งทำให้ยุ่งยากลำบาก ; แต่ที่ผู้ทักท้วง ที่เป็นผู้มี สติปัญญา เป็นบัณฑิต เป็นสัตบุรุษ นี้กลับไม่เชื่อฟัง. เขาทักว่า อย่าทำบาป อย่า ทำชั่ว อย่าทำลายตนเอง เป็นคำทักท้วง ให้ดูให้ดีก่อนว่าเป็นอย่างไร ; คนก็ไม่ ใคร่ฟัง เพราะไปมองแต่เหยื่อ ที่คอยล่อ คอยยั่วอยู่. เดี๋ยวนี้โลกนี้ก็ทักท้วง กันยากขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะว่ามีอะไรมายั่วรุนแรงนัก การห้ามล้อจึงทำได้ยาก ในทางภาษาธรรม ก็ต้องเป็นตนนั้นแหละ คือผู้ทักท้วง. คนทักท้วงนี้ อยู่ที่ไหน ? คนโง่เหล่านั้นจะมองไม่เห็นเสียเลย. ลองคิดดู ผู้ทักท้วงอยู่ที่หน้าผาก
น.506 ใช่ไหม ? พอเรางงอะไรขึ้นมา เราก็เอามือกุมหน้าผาก กุมมันสมอง ; เพราะอยู่ที่ หน้าผากนี่เอง จึงมองไม่เห็นว่า ผู้ทักท้วงอยู่ที่นั่น และคอยทักท้วงอยู่. เราเคยเห็นรูปภาพบางรูป โดยเฉพาะรูปภาพทางฝ่ายมหายาน เขาจะ เขียนลูกตาไว้อีกตาหนึ่ง อยู่ตรงหน้าผาก เป็นตาที่ ๓ เขาอธิบายว่า เป็นตาของปัญญา เป็นตาของธรรม เป็นตาที่เป็นทิพย์ เห็นอะไรได้มากกว่าตาธรรมดา. เราน่าจะเอาคติ อันนี้มาใช้ ว่า เราควรจะมีตาอีกตาหนึ่ง อยู่ที่หน้าผาก เหมือนรูปภาพนั้น ; รูปภาพ ที่เขียนตาไว้ที่หน้าผาก ซึ่งหมายถึงคนที่ฉลาดทั้งนั้น ที่ใครหลอกไม่ได้. ภาพยมบาล เขาก็เขียนตาไว้อีกตาหนึ่ง ที่หน้าผาก เพื่อจะให้รู้กันเสียทีว่า ใครหลอกยมบาลไม่ได้ ; ไม่ใช่เหมือนกับที่เขาพูดกันอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าจะหลอกยมบาล จะจ้างยมบาล หรือจะติดสินบนยมบาล ฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวยมบาล เราทำบาปไปได้ นี่ไม่ควรคิดอย่างนั้น เราควรถือเหมือนหนึ่งว่า เรามีตาที่เห็นอะไรดี อยู่ที่หน้าผาก แล้วก็ คอยทักท้วง ต้องคอยเชื่อฟัง ; ฉะนั้นเอามือลูบหน้าผากดูบ่อย ๆ จะเกิดอาการที่เรียกว่า มีตนเป็นผู้ทักท้วงขึ้นมาได้. ตนเองเป็นผู้ทักท้วง คือผู้ทักท้วงที่แท้จริงจะอยู่ที่นั่น สมมติว่า อยู่ที่หน้าผาก ; เพราะเป็นที่ตั้งของความคิด ความรู้สึก และมันสมอง. ธรรมะนี้เป็นนามธรรม ก็ตั้งอาศัยอยู่ที่จิตใจ, จิตใจก็ตั้งอาศัยอยู่ที่ มันสมองอีกทีหนึ่ง. ก็ควรจะลูบหน้าผากดูบ่อย ๆ เพราะว่ามองไม่เห็น ; ไม่มีใครมองเห็น หน้าผากของตัวเอง แต่เห็นของคนอื่น ฉะนั้นคนอื่นจึงมีส่วนทักท้วงคนอื่นได้ง่ายกว่า เพราะเขาเห็นมากกว่า และได้ง่ายกว่า. เมื่อเขาทักท้วง เราก็ควรเชื่อฟัง ไม่ใช่ว่าจะเชื่อตามนั้นทันที. การเชื่อฟัง ในกรณีอย่างนี้หมายความว่า เอามาพิจารณาดู ; ขอให้จำคำว่า พิจารณาดูไว้ให้ดี ๆ.
น.507 เพราะว่าพิจารณาดูนั่นแหละคือผู้ทักท้วง, เป็นธรรมะที่ทักท้วง. ปฏิสังขา แปลว่า การพิจารณา, ผู้ทักท้วงอยู่ที่การพิจารณานั้น. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเป็นพุทธภาษิตอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ แปลว่า ท่านทั้งหลายจงทักท้วงตนด้วยตน ; โจทย์ หรือ โจทก์ หรือ โจท, จงโจทตนด้วยตน ทักท้วงตนด้วยตน. ปฏิมํเสตมตฺตนา - จงพิจารณาตนด้วยตน. จงโจทตนด้วยตนก่อน, แล้วก็จงพิจารณาตนด้วยตน. โจทย์ คือตั้งข้อหา ตั้งแง่หา ว่านี่จะผิดแล้ว จะต้องเอามาพิจารณาดูตนด้วยตน พิจารณาตน ด้วยตน. นี้ก็แสดงชัดว่า ให้ทักท้วงตน แล้วให้พิจารณาตน จนรู้ว่า จะต้องทำ อย่างไรต่อไป. นี่คือ ผู้ทักท้วงที่ดี อยู่ที่นี่ ที่ตนนี่ เพราะว่า อตฺตนา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน, อตฺตา หิ อตฺตโน คติ - ตนนั่นแหละเป็น คติ แก่ตน. ที่ว่า "เป็นคติแก่ตน" หมายความว่า เป็นแบบฉบับที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแนวสำหรับจะพินิจพิจารณาให้ถูกต้องตามที่ว่า ตนเป็นคติแก่ตน ; ฉะนั้นจึงต้อง โจทท้วงตนด้วยตน, และพิจารณาตนด้วยตน, แล้วตนก็จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้ นี่เต็ม ไปด้วยคำว่า "ตน". ทุกอย่างเป็นอนัตตา แล้ว จะเอาตนไหนมาท้วงตน สรุปเสียทีหนึ่งก่อนว่า ต้องมีตนเป็นผู้ทักท้วงตน. ตรงนี้ก็ต้องขอแทรก คำอธิบาย คือ คำว่า ตน ในที่นี้. ถ้าเราได้ยินคำสอนทั่วไป เป็นหลักตายตัวลงไปแล้ว ว่า ทุกอย่างไม่ใช่ตน ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ; แม้แต่สิ่งที่คิดนึกได้ รู้สึกได้ เป็นปัญญา เป็นวิชชา เป็นอะไร ก็เป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่ตน. แล้วจะเอาตนไหน มาตักเตือนตน มาโจทท้วงตน ; นี่ก็เป็นคำพูดที่ทำให้รวนเร กำกวมไปมา.
น.508 นี่ ขอให้รู้ว่า ต้องแยกเป็นภาษาธรรม ภาษาคนอีกนั่นเอง ; ถ้าภาษาคน ก็ต้องมีตน. เราต้องมีตนอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามีตนที่จะทำผิดอยู่แล้ว มีตัวกูที่จะทำ ผิดทำชั่ว หรือจะมีความทุกข์อยู่แล้ว ; นั่นคือ มีตัวตนอยู่อย่างนั้นแล้ว, ไม่ต้องมี ใครมาช่วยให้มีอีกแล้ว มีตนอยู่เองแล้ว. ทีนี้ เมื่อพูดว่า มีตนเป็นที่พึ่ง ก็หมายถึง ตนตามที่ตนจะมี นั่นแหละ, มีตนอยู่ก่อนนั่นแหละ. ให้รู้ว่าตนนี้จะเป็นที่พึ่งแก่ตน เป็นคติแก่ตน ; แล้วก็ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะค่อย ๆ ฉลาดขึ้นไป ฉลาดขึ้น ๆ จนกระทั่งรู้ว่าไม่ใช่ตน ความรู้นั้นก็จะเป็นที่พึ่งได้ ถึงที่สุดเหมือนกัน. ฉะนั้นเขาจึงสอนว่า ถ้าจะมีตนกันแล้ว ก็ให้เอาธรรมะเป็นตน ; อย่าเอากิเลสเป็นตนเลย, เอาความถูกต้องเป็นตนเถิด, อย่าเอากิเลสเป็นตนเลย. พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้เป็นคู่กันอีกทีหนึ่งว่า มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็น สรณะ แล้วก็มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณะ ; หมายความว่า ความหมายที่ แท้จริงนั้นเอาตนเป็นธรรม เอาธรรมเป็นตน นี้ถ้าจะมีตนกัน. ถ้าไม่อยากมีก็ตามใจ, ไม่อยากมีก็ไม่ต้องมี ก็พูดว่า มีธรรมเป็นที่พึ่งเสียก็แล้วกัน ; แต่ถ้าอยากจะมีตน และ ยังละไม่ได้ ก็ต้องเอาตนที่เป็นธรรมนั่นแหละ มาเป็นที่พึ่ง. ในกรณีที่จะเอาตนมาเป็นโจทก์ มาท้วง มาพิจารณา เช่นนี้ ใครจะมาช่วย พิจารณาให้ได้ ; ถ้าไม่เรียกว่าตนจะเรียกว่าจิต ก็จิตนั่นแหละพิจารณา; แล้วจิต นั่นแหละจะเป็นสิ่งที่ทำผิด จิตจะได้รับทุกข์ แล้วจิตนั่นแหละจะต้องมาเป็นผู้พิจารณา มารู้สึกตัวเอาเอง. ความเข็ดหลาบในความเจ็บปวด จะทำให้จิตนี้หมุนไปในทางที่ ถูกต้องยิ่งขึ้นทุกที เป็นอัตโนมัติได้ในตัวมันเอง. บัดนี้เป็นอันว่า เราจะมีธรรมะเป็นตน แล้วก็มีตน เป็นผู้ทักท้วงตน เป็นโจทก์ท้วงตน, หรือทำที่พึ่งให้แก่ตนกันแล้ว ก็จะได้พูดถึงการทักท้วงโดยตรง ต่อไป.
น.509 การทักท้วง จะใช้ธรรมะอะไร ผู้ทักท้วงที่ดีนั้น คือ คนที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม. ทีนี้ ก็ดูกันว่า ธรรมอะไร ที่จะเป็นผู้ทักท้วงที่ดี ? นี่ก็ต้องอาศัยหลักที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ซึ่งมีกล่าวไว้ว่า สงขาเยกํ ปฏิเสวติ - พิจารณาดูแล้วจึงเสพ นี้อย่างหนึ่ง, สงฺขาเยกํ ปฏิกฺขมติ - พิจารณาดูแล้ว อดกลั้นเสีย นี้อย่างหนึ่ง, สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ - พิจารณาดูแล้ว เว้นขาดเสีย, อันสุดท้ายว่า สงฺขาเยกํ วิโนเทติ - พิจารณาดูแล้วบรรเทาเสีย นี้อย่างหนึ่ง ; รวม เป็น ๔ อย่าง เราดูกันทีละอย่างให้เข้าใจได้ดีขึ้น : ธรรมะเป็นเครื่องทักท้วงข้อที่ ๑. ที่จะเป็นผู้ทักท้วงว่า สงฺขาเยกํ ปฏิ- เสวติ - พิจารณาแล้วเสพ ภาษาบาลีใช้คำว่า เสพ หรือ เสวนา, เสพ คือคบ คือบริโภค คือเกี่ยวข้องด้วย, อย่างนั้นก็เรียกว่าเสพ. ในโลกนี้มีของ หรือมีธรรมอยู่พวกหนึ่ง ซึ่งพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่า ควรเอา ควรเสพ ควรคบ ควรมีอะไร, หรือว่า ของที่มีอยู่ในโลกนี้บางอย่างนั้น ถ้าไม่พิจารณาแล้ว ไปเสพเข้า ก็จะเป็นอันตราย ของ พวกนี้ต้องพิจารณาดูให้ดีก่อน แล้วจึงเสพ. ท่านระบุไว้เป็นเรื่องปัจจัยสี่. พูดถึงคำว่า ปัจจัย กันบ้าง คนที่ไม่เคยศึกษาธรรมะ หรือเพิ่งบวช อย่างนี้ ได้ยินคำว่าปัจจัย ก็จะไปนึกถึงสตางค์ หรือเงินเป็นปัจจัย. ที่จริงคำว่าปัจจัยนั้น ไม่ได้หมายถึงเงิน ไม่ได้หมายถึงสตางค์ หรืออะไรทำนองนั้น ปัจจัย หมายถึงสิ่ง ที่ช่วยเหลือปรุงแต่ง สร้างสรรค์อะไร ให้เกิดขึ้นมา หรือตั้งอยู่ได้ หรือมีความผาสุก อยู่อย่างนั้น ; นั่นแหละเรียกว่าปัจจัย เป็นเครื่องเกื้อหนุนกันอย่างนั้น ปัจจัย ที่เกี่ยวกับภิกษุสามเณร ก็ระบุชัดเลยว่า ปัจจัยคือ อาหาร อย่างหนึ่ง, จีวร คือเครื่องนุ่งห่มอย่างหนึ่ง, เสนาสนะ คือเครื่องใช้สอย ที่อยู่ที่อาศัย นี้อย่างหนึ่ง, และ ยาแก้ โรค นี้อย่างหนึ่ง, นี่เรียกว่า ปัจจัยทั้งนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง.
น.510 ทีนี้ วินัยมีอยู่ชัดว่า ไม่ให้ภิกษุรับเงินและทอง ชาวบ้านเขาก็ถวายปัจจัย ไม่ได้ถวายเงินและทอง. เขาถวายปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิตคือสตางค์นั่นแหละ ตามวินัย อนุญาตให้รับได้ ; ส่วนเงินทองนั้นไม่ได้ถวาย. เขาเอาไปไว้ที่ผู้จัดการคนใดคนหนึ่ง ฝากไว้ให้จัดการ ; แต่เขามาบอกภิกษุว่า เดี๋ยวนี้ได้ถวายปัจจัย ๔ อย่างที่ควรแก่สมณ บริโภคเป็นมูลค่า เท่านั้นเท่านี้. ฝ่ายคนฟัง ฟังกันลวก ๆ ผิด ๆ ว่าถวายปัจจัย แล้วสำเร็จด้วยเงิน ที่เขาฝากไว้. คนสะเพร่าไม่รู้อะไร ไม่ดูให้ดี ก็คิดว่า เงินนั้นคือปัจจัย. เงิน คือ ปัจจัยนั้นก็ถูกในความหมายอื่น ; แต่ในกรณีนี้เขาหมายถึง สิ่งที่จำเป็นแก่ภิกษุสามเณร ๔ ประการ เขาก็ถวายปัจจัยอย่างนั้นแหละ เท่ากับค่าของเงินเท่านั้นเท่านี้ ; ฉะนั้น ต้องการเมื่อไร ก็ไปเรียกเอาวัตถุสิ่งของ มีค่าเท่านั้นตามที่กำหนดไว้ เอาจากคนนั้น คนนี้ ที่เขาได้สั่งมอบไว้. ปัจจัยไม่ใช่เงิน โดยความหมายเกี่ยวกับถวายภิกษุสามเณร ปัจจัยคือ เครื่องเกื้อกูลแก่ชีวิตเป็นอยู่ ; แต่หลักเกณฑ์อันนี้ก็ใช้ได้ทั่วไป แม้ฆราวาสก็ต้อง อาศัยปัจจัยสี่นี้ : อาหาร ฆราวาสก็ต้องกิน, เครื่องนุ่งห่ม ฆราวาสก็ต้องมี, ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย ฆราวาสก็ต้องมี, หยูกยาสำหรับรักษาโรคก็ต้องมี, แล้วก็ไม่มีมากไปกว่านี้ แม้แก่ฆราวาส. ปัจจัยสี่จึงจำเป็นแก่มนุษย์ทุกประเภท ถ้าเกินจากนี้ก็เรียกว่า เกินเพื่อ. ในปัจจัยสี่นี้ก็ต้องดูให้ดีว่า ถ้าใช้กันอย่างปัจจัยแท้ ๆ ก็ใช้สอยเท่าที่จำเป็น ในลักษณะที่จำเป็น ที่จะทำให้ชีวิตตั้งอยู่ได้ คือเป็นผาสุก. ถ้ามีหรือใช้เกินความหมายนี้ ก็หมดความเป็นปัจจัยไปแล้ว, กลายไปเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เป็นเหยื่อล่อ เป็นกามารมณ์ เป็นอะไรไปแล้ว. สำหรับภิกษุ ถ้ามีอาหารชนิดที่เกินจำเป็นก็ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ปัจจัยแล้ว มีที่อยู่ ที่อาศัยเกินจำเป็น ก็เรียกว่าไม่ใช่ปัจจัยแล้ว, เป็นอะไรไปอย่างอื่นแล้ว
น.511 เป็นเหยื่อล่อ เป็นกามคุณอะไรไปแล้ว. หรือแม้ชาวบ้านก็เหมือนกัน ถ้ามีเกิน จำเป็นก็ไม่ใช่ปัจจัย ; มันเกินความจำเป็น. แม้การนุ่งห่ม การใช้สอยที่อยู่ อาศัย ยาแก้โรค ถ้าใช้อย่างเกินจำเป็น ก็ไม่ใช่ปัจจัย ; โดยเฉพาะยานั้นขมก็ไม่สนุก ที่จะมี และไม่ค่อยจะมีใครอยากใช้โดยที่ไม่จำเป็น แต่เดี๋ยวนี้เกิดมียาประเภทสำออยสำอาง อะไรขึ้นมา มากอยู่เหมือนกัน. ปัจจัยต้องหมายความว่าจำเป็นแก่ชีวิต ; เราพิจารณาดูให้ดีเสียก่อน แล้วจึงเสพ, จะเป็นอาหาร หรือเครื่องนุ่งห่ม หรือที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย หรือยา แก้โรคก็ตาม ต้องพิจารณาเสมอกัน. อย่างที่เราสวดบทปัจจเวกขณ์ ปฏิสังขา โยนิโส นั่นแหละ ไปพิจารณาแล้วจึงเสพ นี้มีความหมาย ๒ อย่างคือว่า : - ถ้าไม่พิจารณาก่อน ก็อาจจะเลือกผิดได้ คือเอาของที่ไม่ควรเสพมาเสพ เข้า, - หรือถ้าไม่พิจารณาให้ดี ก็จะเสพไปในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง หรือเกินพอดี แม้ว่าปัจจัยนั้นควรเสพ เช่นว่าอาหารที่ถูกต้อง ที่ดี ที่ควรบริโภค ถ้าไม่พิจารณาก่อน ก็อาจจะกินมากเกินไปก็ได้ หรือทำไปชนิดที่ไม่พอเหมาะพอสม ; ต้องพิจารณาก่อน เพื่อทำให้พอเหมาะสม, และเพื่อเลือกให้ได้มาแต่สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม. หลักในการบริโภคปัจจัยจึงมีว่า ให้ถือว่า เสมือนมีผู้ทักท้วง คือ ตน ทักท้วงตนเอง ให้เสพปัจจัยเหล่านั้น แต่เฉพาะในทางที่ถูกที่ควร ที่ถูกต้อง หรือ เท่าที่สมควร ; อย่าให้มาก อย่าให้น้อยเกินไป แล้วก็อย่าให้ผิดโดยประการอื่นอีก. เมื่อบวชเป็นพระอยู่อย่างนี้ ถ้าพวกคุณได้ พยายามปฏิบัติ ธรรมะข้อนี้ ให้จริงจัง ให้มีความแม่นยำ ติดลงไปในนิสัย, สึกออกไปแล้วก็จะมีประโยชน์ เหมือนกัน ; จะได้รู้จักใช้จ่าย หามา หรือมีไว้ หรือบริโภค แต่ปัจจัยที่เหมาะสม
น.512 และโดยวิธีที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ เป็นเรื่องถูกต้องทางเศรษฐกิจ ทางอนามัย อะไร ทุกอย่าง, ไม่มีความเสื่อมมีแต่ความเจริญ. ฉะนั้น จึงเรียกว่า มีตนเป็นผู้ทักท้วง ให้พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงเสพนี่เป็นธรรมะข้อที่ ๑. ถ้าจะถือเป็นหลักกลาง ๆ ท่านให้ถือหลักว่า เราพิจารณาดูว่า ถ้าเสพเข้า ไปแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ หรือโดยวิธีอย่างนี้ แล้วเกิดบาป เกิดอกุศล เกิดความชั่ว อย่าเสพ เลย หยุดเลย, ถ้าเสพสิ่งนี้ หรือโดยวิธีอย่างนี้เข้าไปแล้ว เกิดบาป เกิดอกุศล เกิดความชั่ว อย่าทำเลย. แต่ถ้าว่าเสพแล้ว เกิดกุศล เกิดความดี เกิดประโยชน์ นี่เราเสพได้. ให้พิจารณาอย่างนี้เท่านั้น ว่าถ้าเกิดอกุศล เกิดบาป ก็หยุด อย่าเลย, ถ้าเกิดอกุศล เกิดความดี แล้วก็เสพได้. นี้เป็นข้อแรกที่ว่า พิจารณาแล้วจึงเสพ มีหลักอย่างนี้. ธรรมะเป็นเครื่องทักท้วงข้อที่ ๒. สงฺขาเยกํ ปฏิกฺขมติ - พิจารณา แล้วอดกลั้น ; นี้เล็งถึงสิ่งที่ต้องอดกลั้น หรือสิ่งที่มายั่วยุให้ทำผิด. เราจะต้องอดกลั้น นี่จะต้องมี ขันติ มีความอดทนเท่านั้น แยกไว้เป็น ๓ ประเภทด้วยกัน ได้แก่ : - อดทนต่อความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น หนาว ร้อน หรือ อะไรต่าง ๆ ที่เราต้องลำบาก, ทำให้เราลำบาก ตลอดถึงความเจ็บไข้ ; เหล่านี้เรียกว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมื่อเราจะต้องทำการงาน แม้ในที่ร้อน ในที่หนาว ในที่อะไรต่างๆ ก็ต้องทน. คนที่ทำการงานอย่างนี้ ต้องทนมากกว่าคน ที่ไม่ทำการงาน. - อีกข้อหนึ่งก็คือ อดทนต่อคนที่เขาเป็นศัตรู เขาด่าเรา เขาอิจฉาริษยาเรา เขาเบียดเบียนเรา ; นี้พิจารณาแล้ว ก็ต้องอดทนเหมือนกัน.
น.513 อีกข้อหนึ่ง อดทนต่อความบีบคั้นของกิเลส นี้ยิ่งต้องอดทนมาก. การ อดทนที่นับว่าวิเศษหรือที่เก่ง ที่เป็นนักเลงจริงๆ ก็คือทนต่อความบีบคั้นของกิเลส ซึ่งทนยากกว่าทนหนาวทนร้อน และทนถูกเขาด่าเขาว่าเสียอีก. กิเลสก็รู้กันอยู่แล้วว่า คือ ราคะ โทสะ โมหะ พอถูกบีบคั้นเข้าจะเป็น อย่างไร ; เช่นราคะเกิดขึ้นแล้ว มันบีบคั้นก็ต้องทน. ถ้าไม่ทนก็มีแต่ทางที่จะทำผิด ; จะต้องอดกลั้นอดทน แล้วดูให้ดีเสียใหม่ว่า จะต้องทำอย่างไร. ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ แล้วก็มีมากที่สุด เช่นคนเงี่ยนบุหรี่ ซึ่งเป็นของ เสพติด พอไม่ได้สูบก็กระวนกระวาย. นี่ก็ต้องอดทนเท่านั้น ไม่มีอะไร จนกว่า อาการนั้นจะหายไป หรือดีกันไป. กิเลสอย่างอื่นก็ยังมีมากยิ่งขึ้นไปอีก เช่นอยากจะไป สนุกสนานกัน ไปอะไรกัน ในเรื่องทางเพศ ก็ยิ่งมีน้ำหนัก มีความรุนแรง ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องอดทนยิ่งขึ้นไปอีก. ไม่ว่ากิเลสชนิดไหน ครอบงำจิตใจแล้ว ก็ต้องอดทน ต้องหยุด แล้ว ก็ต้องต่อสู้กันไปตามเรื่อง ซึ่งจะไปอยู่ในความหมายอื่น. แต่ในชั้นแรกนี้ต้องหยุด เหมือนกับห้ามล้อหยุด หยุดไว้ก่อน แล้วก็ดู ๆ ดูว่ากิเลสมันจะทำอย่างไรก็ทำไป. นี่เรื่องความอดทนมีอยู่ ๓ แขนง ที่ว่า ต้องอดทนต่อธรรมชาติ, อดทน ต่อการเบียดเบียนของคน, อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. ให้พิจารณาดู แล้วก็ อดทนอดกลั้น ; ถ้าไม่พิจารณา มันจะไม่อดกลั้น. ฉะนั้นจึงใช้คำว่า "พิจารณาแล้ว" เสมอไป จึงค่อยทำอย่างใดอย่างหนึ่ง. ธรรมะที่เป็นผู้ทักท้วงข้อที่ ๓ สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ - พิจารณาแล้ว เว้นขาดเลย, นี่ก็หมายถึงสิ่งที่เป็นโทษโดยเฉพาะ รุนแรงโดยเฉพาะ ว่าทำไม่ได้,
น.514 ทำไม่ได้นะ. ฉะนั้นจึงต้องเว้นขาดเลย นับตั้งแต่ว่า ปัจจัยสี่ ชนิดที่บริโภคแล้วเกิดบาป เกิดอกุศลนั้น ต้องเว้นขาดเลย ไม่ใช่เพียงอดกลั้น หรือบรรเทา. ต้องเว้น ให้ขาดเลย เรื่องบาปกรรมอกุศลทั้งหลาย พิจารณาแล้วก็เว้นขาดเลย ; ภาษาบาลี เรียกว่า เสตุฆาต แปลว่า ชักสะพานกันเลย, ไม่ต้องไปไม่ต้องมากันเลย. พอขึ้นชื่อว่าบาป ความชั่ว อกุศลแล้ว ก็อย่าลังเลอยู่เลย ชักสะพาน กันได้เลย ไม่ไปไม่มากันอีก ; พิจารณาดูแล้วก็เว้นขาดเลย. รายละเอียดบอกไม่ไหว ; ฉะนั้น จึงบอกได้เป็นหลักว่า ถ้าพิจารณาแล้ว เกิดบาป เกิดอกุศล เกิดความชั่ว ก็เว้นขาดเลย นับตั้งแต่วัตถุสิ่งของ, หรือการประพฤติ หรือการกระทำ หรือว่าบุคคล จนกระทั่งกรรมที่เป็นบาป อกุศล. แม้แต่ที่เป็นความคิด ความนึกอยู่ในใจ ก็ต้อง เว้นขาดเลย, หรือเหมือนกับที่เราสมาทานศีลต่าง ๆ สมาทานศีลอุโบสถ สมาทาน ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ อะไรก็ตาม นี้ก็ต้องเว้นขาด มีเจตนาที่จะเว้นขาดจากการกระทำนั้น ๆ. เมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างชัดเจนว่า จะต้องเว้นขาด ก็ต้องเว้น เหมือน กับว่า คนอยากมีชีวิต แล้วเว้นยาพิษ. นี่เป็นสำนวนบาลี : คนที่อยากมีชีวิตอยู่นั้น เว้นยาพิษ, หรือว่า พ่อค้าที่ไปค้าขาย ต้องเว้นหนทางที่ประกอบไปด้วยโจร หรืออันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นอันตรายแก่สินค้าของเขา. ถ้าเป็นพ่อค้า แล้วผ่าเข้าไปในทางที่มีโจร ก็ย่อมจะถูกโจรปล้นเอาไปหมด แล้วจะได้ประโยชน์อะไร ; ฉะนั้นพ่อค้าเขาก็เว้นขาดจากหนทางชนิดนี้ อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นตัวอย่างที่เป็นอุปมา และนำมาใช้เปรียบเทียบ. และยังมีคำสอนว่า เราจงเว้นจาก บาป จากอกุศล จากความชั่ว จากสิ่งที่ ควรเว้น เหมือนคนไม่อยากตาย เขาเว้นยาพิษ, หรือว่าจากสิ่งที่จะทำให้ตายทุกอย่าง หรือพวกพ่อค้า เขาเว้นจากหนทางที่จะเป็นอันตราย แก่สินค้าของเขา.
น.515 อีกข้อหนึ่ง อดทนต่อความบีบคั้นของกิเลส นี้ยิ่งต้องอดทนมาก. การ อดทนที่นับว่าวิเศษหรือที่เก่ง ที่เป็นนักเลงจริงๆ ก็คือทนต่อความบีบคั้นของกิเลส ซึ่งทนยากกว่าทนหนาวทนร้อน และทนถูกเขาด่าเขาว่าเสียอีก. กิเลสก็รู้กันอยู่แล้วว่า คือ ราคะ โทสะ โมหะ พอถูกบีบคั้นเข้าจะเป็น อย่างไร ; เช่นราคะเกิดขึ้นแล้ว มันบีบคั้นก็ต้องทน. ถ้าไม่ทนก็มีแต่ทางที่จะทำผิด ; จะต้องอดกลั้นอดทน แล้วดูให้ดีเสียใหม่ว่า จะต้องทำอย่างไร. ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ แล้วก็มีมากที่สุด เช่นคนเงี่ยนบุหรี่ ซึ่งเป็นของ เสพติด พอไม่ได้สูบก็กระวนกระวาย. นี่ก็ต้องอดทนเท่านั้น ไม่มีอะไร จนกว่า อาการนั้นจะหายไป หรือดีกันไป. กิเลสอย่างอื่นก็ยังมีมากยิ่งขึ้นไปอีก เช่นอยากจะไป สนุกสนานกัน ไปอะไรกัน ในเรื่องทางเพศ ก็ยิ่งมีน้ำหนัก มีความรุนแรง ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ต้องอดทนยิ่งขึ้นไปอีก. ไม่ว่ากิเลสชนิดไหน ครอบงำจิตใจแล้ว ก็ต้องอดทน ต้องหยุด แล้ว ก็ต้องต่อสู้กันไปตามเรื่อง ซึ่งจะไปอยู่ในความหมายอื่น. แต่ในชั้นแรกนี้ต้องหยุด เหมือนกับห้ามล้อหยุด หยุดไว้ก่อน แล้วก็ดู ๆ ดูว่ากิเลสมันจะทำอย่างไรก็ทำไป. นี่เรื่องความอดทนมีอยู่ ๓ แขนง ที่ว่า ต้องอดทนต่อธรรมชาติ, อดทน ต่อการเบียดเบียนของคน, อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. ให้พิจารณาดู แล้วก็ อดทนอดกลั้น ; ถ้าไม่พิจารณา มันจะไม่อดกลั้น. ฉะนั้นจึงใช้คำว่า "พิจารณาแล้ว" เสมอไป จึงค่อยทำอย่างใดอย่างหนึ่ง. ธรรมะที่เป็นผู้ทักท้วงข้อที่ ๓ สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ - พิจารณาแล้ว เว้นขาดเลย, นี่ก็หมายถึงสิ่งที่เป็นโทษโดยเฉพาะ รุนแรงโดยเฉพาะ ว่าทำไม่ได้,
น.516 ทำไม่ได้นะ. ฉะนั้นจึงต้องเว้นขาดเลย นับตั้งแต่ว่า ปัจจัยสี่ ชนิดที่บริโภคแล้วเกิดบาป เกิดอกุศลนั้น ต้องเว้นขาดเลย ไม่ใช่เพียงอดกลั้น หรือบรรเทา. ต้องเว้น ให้ขาดเลย เรื่องบาปกรรมอกุศลทั้งหลาย พิจารณาแล้วก็เว้นขาดเลย ; ภาษาบาลี เรียกว่า เสตุฆาต แปลว่า ชักสะพานกันเลย, ไม่ต้องไปไม่ต้องมากันเลย. พอขึ้นชื่อว่าบาป ความชั่ว อกุศลแล้ว ก็อย่าลังเลอยู่เลย ชักสะพาน กันได้เลย ไม่ไปไม่มากันอีก ; พิจารณาดูแล้วก็เว้นขาดเลย. รายละเอียดบอกไม่ไหว ; ฉะนั้น จึงบอกได้เป็นหลักว่า ถ้าพิจารณาแล้ว เกิดบาป เกิดอกุศล เกิดความชั่ว ก็เว้นขาดเลย นับตั้งแต่วัตถุสิ่งของ, หรือการประพฤติ หรือการกระทำ หรือว่าบุคคล จนกระทั่งกรรมที่เป็นบาป อกุศล. แม้แต่ที่เป็นความคิด ความนึกอยู่ในใจ ก็ต้อง เว้นขาดเลย, หรือเหมือนกับที่เราสมาทานศีลต่าง ๆ สมาทานศีลอุโบสถ สมาทาน ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ อะไรก็ตาม นี้ก็ต้องเว้นขาด มีเจตนาที่จะเว้นขาดจากการกระทำนั้น ๆ. เมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างชัดเจนว่า จะต้องเว้นขาด ก็ต้องเว้น เหมือน กับว่า คนอยากมีชีวิต แล้วเว้นยาพิษ. นี่เป็นสำนวนบาลี : คนที่อยากมีชีวิตอยู่นั้น เว้นยาพิษ, หรือว่า พ่อค้าที่ไปค้าขาย ต้องเว้นหนทางที่ประกอบไปด้วยโจร หรืออันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นอันตรายแก่สินค้าของเขา. ถ้าเป็นพ่อค้า แล้วผ่าเข้าไปในทางที่มีโจร ก็ย่อมจะถูกโจรปล้นเอาไปหมด แล้วจะได้ประโยชน์อะไร ; ฉะนั้นพ่อค้าเขาก็เว้นขาดจากหนทางชนิดนี้ อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นตัวอย่างที่เป็นอุปมา และนำมาใช้เปรียบเทียบ. และยังมีคำสอนว่า เราจงเว้นจาก บาป จากอกุศล จากความชั่ว จากสิ่งที่ ควรเว้น เหมือนคนไม่อยากตาย เขาเว้นยาพิษ, หรือว่าจากสิ่งที่จะทำให้ตายทุกอย่าง หรือพวกพ่อค้า เขาเว้นจากหนทางที่จะเป็นอันตราย แก่สินค้าของเขา.
น.517 ธรรมะเป็นเครื่องทักท้วงข้อที่ ๔ มีว่า สงฺขาเยกํ วิโนเทติ - พิจารณา แล้วบรรเทาเสีย นี้ใช้คำว่าบรรเทาเสีย ไม่ใช่เว้นขาด แต่บรรเทาเสีย แล้วไม่ต้องใช้ วิธีอดกลั้น ; แต่ให้บรรเทา คือทอนกำลังมันเสีย. สิ่งที่ต้อง "บรรเทา" เสีย ในที่นี้ ท่านระบุไปยังอกุศลวิตก คือความคิด ชั่วร้าย เรียกว่าอกุศลวิตกได้แก่ กามวิตก - วิตกไปในทางกาม, พยาบาทวิตก - วิตกไปในทางพยาบาท, วิหิงสาวิตก - วิตกไปในทางทำให้ลำบาก. ต่างกันอยู่คือ : - ข้อที่ ๑. กามวิตก - วิตกไปทางกามารมณ์ นี้ก็แผดเผาจิตใจ ทรมาน จิตใจ ไม่จำเป็นจะต้องวิตกไปในรูปนั้น. ถ้าต้องการหรือปรารถนา ก็ทำไปในลักษณะ อื่น อย่างกับว่าเป็นเรื่องจำเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ; อย่าให้มีความหมายไปในทางทรมาน จิตใจ อย่างนี้ก็เรียกว่าถูกต้องอยู่. ถ้าทำให้เป็นไปในรูปของกามวิตกแล้ว ก็แผดเผา ; ฉะนั้นจึงมีอุบาย หรือมีทางฉลาดอะไร ชนิดที่ไม่ให้เป็นไปในรูปนั้น. ถ้าเกิดความวิตกชนิดที่เป็นกามวิตกนี้ขึ้นแล้ว ก็ให้รีบบรรเทา ให้ลดกำลัง ของมันลงเสีย ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง. อย่าให้ถึงกับถูกเรียกว่า กามคิทฺโธ ในภาษาบาลีมีมากเหลือเกิน แปลว่า ผู้อันกามเคี้ยวกินแล้ว ; ตัวหนังสือแปลว่าอย่างนั้น คือผู้ลำบากอยู่เจียนตาย หรือถึงกับตายไปก็มี ด้วยอำนาจของกามอย่างนี้เรียกว่า กามคิทฺโธ - ผู้ที่ถูกกามเคี้ยวกินแล้ว เพราะว่ากามวิตก จะนำไปสู่ความเป็นอย่างนั้น ดังนั้น จึงต้องบรรเทา. ข้อที่ ๒. เรียกว่า พยาปาหวตก กับข้อที่ ๓. เรียกว่า วิหิงสาวิตก นี้ต้องดูพร้อม ๆ กันไปจึงจะเข้าใจได้. บางคนเขาแปลผิด แล้วก็อธิบายผิด เป็นของ อย่างเดียวกันไปเสีย. พยาบาท ก็ปองร้าย มุ่งจะทำร้าย, วิหิงสาก็แปลว่า เบียดเบียนกันไป ; อย่างนี้ความหมายใกล้กัน หรือปนกันเสีย. ที่ควรทราบคือ
น.518 พยาบาท นี่ปองร้าย ประทุษร้าย จะทำร้าย โดยเจตนา. ส่วนวิหิงสานั้นไม่ต้อง เจตนา แต่ถ้าไปทำใครให้ลำบากเข้าแล้ว จะเจตนาหรือไม่เจตนา ก็เรียกว่าวิหิงสา ; ฉะนั้น เราเผลอไปทำให้คนอื่นลำบากเดือดร้อน ก็เรียกว่าเบียดเบียนกันทั้งนั้น. พยาบาท หมายถึงเจตนาร้ายโดยตรง แต่วิหิงสา หมายถึงความโง่ ไม่เจตนาร้าย ; แต่ว่า เพราะความโง่ไปทำให้ผู้อื่นเขาลำบาก. ฉะนั้นพระเณรเรานี้ บางทีไม่ได้เจตนา จะทำร้ายใคร แต่ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปทำให้คนอื่น ลำบากหรือเจ็บปวด ก็เรียกว่า วิหิงสาวิตกได้. จำไว้ว่า ทำคนอื่นเดือดร้อนด้วย เจตนา เรียกว่าพยาบาท, ทำโดยไม่เจตนา แต่ทำด้วยความโง่ เรียกว่า วิหิงสา. การบรรเทา ๒ ข้อนี้จึงว่า ไม่คิดไปในทางพยาบาท และไม่คิดไปในทางเบียดเบียน คือทำ ให้ลำบาก. เมื่อเกิดพยาบาทวิตก ความคิดครุ่นไปในทางที่จะทำให้คนอื่นลำบาก นี่เรารีบ บรรเทา ๆ, หรือว่า ถ้าเป็นวิตกไปในทางที่ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเป็นคนโง่ก็ต้องระวัง อย่าให้ความโง่ของเราเป็นต้นเหตุไปทำให้คนอื่นลำบาก ก็จะอยู่ในลักษณะที่จะบรรเทา ความโง่นี้เสียมากกว่า, หรือว่าบรรเทาความเผลอความสะเพร่าต่าง ๆ อย่าให้มีขึ้นมา จะได้ไม่ทำวิหิงสาวิตก. ถ้าสรุปความแล้ว ความคิดที่ชั่วร้ายนั่นแหละ จะเป็นชนิดไหนก็สุดแท้ อาจจะรวมเข้าได้ใน ๓ อย่างนี้ ; แม้จะมีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็รวมได้ใน ๓ อย่างนี้. ฉะนั้นสรุปเอาคำเดียวว่า ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย เรียกว่าอกุศลวิตก ต้องตั้งหน้า ตั้งตาบรรเทาเสียตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นกุศลวิตกแล้วอย่างนี้ไม่ต้องบรรเทา เป็นเรื่องที่ ต้องส่งเสริม หรือว่าเสพคบ ตามข้อแรก, ที่ว่า พิจารณาดูแล้วเสพ คือคบ หรือ เกี่ยวข้องด้วย. ส่วนผู้ทักท้วงคนสุดท้าย พิจารณาดูแล้วบรรเทานี้ เหมือนกับมาบอกว่า จงบรรเทา ๆ.
น.519 เรามีผู้ทักท้วงตั้ง ๔ คน ทักท้วงให้รู้จักเสพได้ ในสิ่งที่ควรเสพ, ทักท้วงให้ อดกลั้น ๆ, ทักท้วงให้เว้นกันเด็ดขาด ทักท้วงให้บรรเทาอยู่เสมอ. ชื่อธรรมะเหล่านี้ ก็เรียกว่า อปฺปเสนธมฺม - ธรรมที่จะเป็นที่อิงที่พักพิงได้เหมือนพนัก คือพิงเข้าแล้วก็ ไม่ล้ม แต่โดยเหตุที่มีบทแสดงชัดอยู่ว่า พิจารณาแล้วจึง ..... พิจารณาแล้วจึง ...... พิจารณาแล้วจึง .... ผมเห็นว่าเป็นลักษณะของการทักท้วง ก็เลยเอาธรรม ๔ ข้อนี้ มาใช้กับพระพุทธภาษิตที่เกี่ยวกับเรื่องทักท้วงที่ว่า จงทักท้วงตนด้วยตน, โจทตนด้วยตน, พิจารณาตนด้วยตน, ตนเป็นคติของตน ; เรียกว่า เป็นผู้ทักท้วง ที่เราควรรู้จัก แล้วก็เชื่อฟัง อย่าไปมัวเชื่อจิ้งจกอยู่เลย มันอยู่คนละระดับ. เราจะต้องเชื่อธรรมะ ซึ่งเป็นผู้ทักท้วง ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความไม่ ประมาท ; เมื่อไม่ประมาท ก็ไม่ตาย ไม่ตายในทุกความหมาย, ตายโดยทางร่างกาย ก็ไม่ตาย, ตายโดยทางจิตใจก็ไม่ตาย, หรือตายโดยทางวิญญาณสูงสุดนั้นก็ไม่ตาย. เมื่อผู้ทักท้วงมาทักท้วงให้พ้นจากอันตรายมีอยู่ เราจึงควรต้องมี เราต้อง เชื่อฟัง. ถ้าไม่เชื่อฟัง ก็เหมือนกับไม่มี ; เหมือนกับเรามีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เป็นผู้ทักท้วง แต่แล้วเราก็ไม่เชื่อฟัง ก็เท่ากับไม่มี ; ก็เลยกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ถือว่า บิดามารดาไม่มี ครูบาอาจารย์ไม่มี ; เพราะเขาไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตาม ก็มีค่า เท่ากับไม่มี. ปัจจุบันนี้โลกเต็มไปด้วยอันตรายที่ทักท้วงยาก พิจารณาดูอีกข้อหนึ่ง อีกแง่หนึ่ง คือข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่จริงในยุคนี้ ก็คือ มีอะไรมากมายเหลือเกิน ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นไปในทางที่จะทำให้คนทักท้วงยาก ทักกันยาก ฟังกันยาก, มีสิ่งที่มายั่วกิเลสให้เจริญ ให้งอกงาม ให้ลุกโพลง ให้หลงใหล ให้มัวเมามาก. ไปคิดเผื่อไว้ด้วย; เพราะว่าเรามีชีวิตอยู่ในโลก ในสมัยปัจจุบันนี้
น.520 ซึ่งเต็มไปด้วยอันตราย ; แล้วอันตรายนั้นก็ไม่มาในรูปภาพ หรือรูปลักษณะของ อันตราย ; แต่จะมาในรูปของสิ่งยั่วยวน เขาเรียกว่ามาร หรือซาตานแล้วแต่จะเรียก. มารจะมาในรูปที่สวยงามที่สุด ยั่วยวนที่สุดเสมอ. อย่าเข้าใจว่าพญามาร จะมาในรูปที่เห็นชัดว่า เป็นข้าศึกเป็นศัตรู ; เพราะถ้ามาอย่างนั้นจะไม่สำเร็จ ไม่มีใคร เอาด้วย. แต่พญามารต้องมาในรูปที่สวยงาม ยั่วยวนให้หลงใหลไป, หรือบางทีก็มา ในรูปที่เป็นมิตร เป็นสหาย เพราะมีกิเลสอยู่ในคนแล้ว ก็มาในรูปของกิเลส ; กิเลส ก็ต่อกันกับกิเลส ก็ดึงไปได้ง่าย. พญามารจะมาในรูปที่เราไม่รู้จัก หรือไม่รู้สึก ทำให้หลงไปว่าเป็นมิตรสหาย ทั้งนั้น เพราะมันตรงกับความคิด ความต้องการ. เช่น มีใครมาชวนไปดูหนัง นี้เรา ก็ไม่คิดว่าเขาเป็นพญามาร ; เพราะว่า เราก็อยากไปดูหนังเหมือนกัน, หรือว่าเรา อยากจะทำชั่วอยู่แล้ว ; พอมีใครมาชวนไปทำชั่ว ก็ทำไป; ไม่ได้คิดว่าเป็นมาร หรือเป็นอะไรทำนองนี้. พวกนักเขียนยังเขียนรูปมารผิด ๆ เป็นนักเขียนโง่อยู่มาก ที่เขียนรูปมาร รูปซาตาน น่าเกลียดน่ากลัว. นักเขียนที่ฉลาด ที่รู้ธรรมะ ได้เคยเห็น เขาเขียนรูปมาร หรือซาตานนี้สวยที่สุดเท่าที่จะทำได้; แล้วยิ่งกว่านั้น ยังถือพวงดอกไม้ ถือของ ยั่วยวนมาในมืออีก. ตัวมารก็สวยด้วย, แล้วยังถือของสวย ๆ ยั่วยวนมาในมืออีก. ถ้าพูดว่าบ่วงพญามาร ก็ร้อยด้วยดอกไม้ทั้งนั้น ; ทำให้คนอยากยื่นคอเข้าไป ให้พญามาร สวมง่าย ๆ ยินดีให้เอามาคล้องคอ เพราะว่าสวย. ความลำบากในยุคปัจจุบันนี้ ก็เนื่องด้วยโลกเต็มไปด้วยดอกไม้ของพญามาร หรือบ่วงของพญามารมากขึ้น แน่นหนามาก. คนก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง ทักท้วงกัน ก็ไม่ได้ เป็นคนดื้อดึงไม่ยอมฟัง ; ลูกเด็ก ๆ สมัยนี้ก็เป็นอย่างนี้กันมากขึ้น เพราะ
น.521 มีสิ่งที่ยัวดึงไปมากนัก ก็เลยไม่เชื่อฟังบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้ทักท้วงที่เป็นคน ๆ. แล้วก็ไม่เชื่อฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทักท้วงในทางธรรม. ทุกวันนี้ แม้คนชั้นครูบาอาจารย์ก็พูดกันหนาหูแล้วที่ว่า “ธรรมะไม่จำเป็น พุทธศาสนาเป็นของ บ้า ๆ บอ ๆ" อย่างนี้ก็มี ก็เพราะว่าเขาไปหลงเรื่องของพญามาร. เป็นอันว่า เรานั้นนอกจากจะรู้จักผู้ทักท้วงแล้ว ก็ยังจะต้องรู้ว่า เราอยู่ใน ท่ามกลางสิ่งที่ทำให้เราเป็นคนหัวดื้อ ทักท้วงยากขึ้นทุกที. ขอให้ระวังในข้อนี้ด้วย จึงจะสามารถปฏิบัติให้ถูกตรงตามหลักธรรมะ ๔ ประการ ซึ่งเป็นผู้ทักท้วงที่ดี, ที่เรา ควรจะรู้จักว่า หยุด พิจารณาดูก่อน แล้วจึงค่อยเสพ. หยุดพิจารณาดูก่อน แล้วเห็นว่า เป็นเรื่องอดกลั้น ก็ต้องอดกลั้น, หยุดพิจารณาดูก่อน เป็นเรื่องที่ควรเว้นเด็ดขาด ก็เว้นเด็ดขาด, ถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องบรรเทา ก็บรรเทาไป มีอยู่เท่านี้. ผู้ทักท้วง ที่คนไม่ค่อยรู้จักนั้น เป็นผู้ทักท้วง ที่ทุกคน ควรจะต้องรู้จัก. ถ้ารู้จักแล้วก็คุ้มครองได้. ใครแขวนพระเครื่อง ก็ขอให้พระเครื่องนี้ เป็นผู้ให้ธรรมะ เครื่องทักท้วง ๔ ประการ แล้วจะมีแต่ความสุขความเจริญ. นี้คือเรื่องราวของผู้ทักท้วง ที่เราควรจะรู้จัก และเชื่อฟัง เวลาสำหรับการบรรยายก็สิ้นสุดลง ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa