น.522 ในการบรรยาย เรื่อง สิ่งที่ควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๘ นี้ ผมจะได้กล่าว โดยหัวข้อย่อยว่า ผู้ปลุกปลอบที่ทุกคนควรรู้จัก และยินยอม. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงผู้ทักท้วง ซึ่งมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเท่า ๆ กัน ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก. ขอให้ ทบทวนไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พูดมาแล้วแต่วันก่อนอยู่เสมอ จะช่วยให้เข้าใจ ยิ่งขึ้นไป ในทุกๆ สิ่งพร้อม ๆ กันไป. ครั้งแรกได้พูดกันถึงหน้าที่ ที่ต้องรู้จัก หรือธรรมะที่คนจะต้องรู้จัก. ทีนี้ ก็ต้องรู้จักว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับธรรมะอย่างไร หรือเพียงไร หรือว่า ถึงที่สุดก็จะต้องว่า ๔๘๙
น.523 ตัวเองก็เป็นธรรมะได้ ; ธรรมะเป็นตัวเองได้ แล้วทุก ๆ อย่างอยู่ได้ด้วยอาหาร คือปัจจัย สำหรับหล่อเลี้ยง หรือปรุงแต่งค้ำจุน ก็เลยต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอาหารให้ถูกต้องด้วย. สิ่งที่เรียกว่าอุปสรรค หรืออันตราย ก็มีอยู่รอบด้าน ; ถ้าไม่รู้จักควบคุม หรือกำจัดออกไป ก็จะล้มเหลวหมดเหมือนกัน มีทั้งทางวัตถุ และทั้งทางจิตใจ คือ นามธรรม. คนเราจะต้องรู้รอบด้าน หรือรอบตัว ว่ามีอุปสรรคอันตราย ศัตรู อย่างไรบ้าง ที่น่ากลัวกันจริง ๆ, เขามักจะไปกลัวอันตราย หรือศัตรู ที่เป็นของเด็กเล่น หรือกลัวกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ. ทีนี้ก็มาถึงมิตรสหาย หรือผู้หวังดี ผู้ช่วยเหลือ ที่จะช่วยได้อย่างยิ่งนั้น คืออะไร. ถ้ายังจำกันได้อยู่ ทุกเรื่องนี้คือธรรมะที่เป็นตัวตน หรือตัวตนที่เป็นธรรมะ ผู้ทักท้วงก็ดี ก็ต้องให้ตนที่เป็นธรรมะทักท้วง. วันนี้จะพูดกันถึงผู้ปลุกปลอบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหมือนกันใน โลกนี้ ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ จะต้องทำไปในระยะยาว ก็ต้องมีสิ่งที่คอยกระตุ้น หรือว่ามี ความยากลำบากที่ทำให้ท้อถอย ก็ต้องมีสิ่งที่คอยกระตุ้น จะเป็นคน หรือไม่ใช่คน จะเป็นนามธรรม หรือว่า แม้จะเป็นวัตถุสิ่งของ ก็ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นได้ทั้งนั้น ; แต่ทั้งหมดนี้เราจะรวมเรียกกันด้วยคำ ๆ เดียวว่า ผู้ปลุกปลอบ จะเป็นอะไรก็ตามใจ. คำว่าผู้ปลุกปลอบนี้ สังเกตดูให้ดี มีอยู่ ๒ คำรวมกัน คือ ผู้ปลุกคำหนึ่ง ผู้ปลอบคำหนึ่ง ที่เป็นทั้งผู้ปลุก และผู้ปลอบพร้อมกันไปนั้น อีกคำหนึ่ง. คำว่าปลุก หมายถึงทำให้ตื่น ให้นึกได้ นี้ก็เป็นผู้ช่วยเหมือนกัน ให้เกิด กำลังใจ เกิดเรี่ยวแรง เกิดความหวังอะไรได้เหมือนกัน. ส่วนผู้ปลอบ หมายถึง เมื่อมีความท้อแท้ เมื่อท้อถอย แม้จะมีความรู้ ความเข้าใจตื่นขึ้นมาแล้วในเรื่องนั้น ๆ
น.524 ๔๕๑ ผูปลุกปลอบ ที่ทุกคนควรรู้จัก และยินยอม แต่ว่ายังมีกำลังน้อย มีกำลังใจน้อย หรือว่าลำบากมากเข้าเกิดท้อถอย ก็ต้องการ ผู้ปลอบโยนอีกทีหนึ่ง. นี้เอามารวมกันเข้า เรียกว่าผู้ปลุกปลอบ ทำหน้าที่ใน ๒ ความหมายพร้อม ๆ กันไป. คน ต้องการ การปลุกปลอบไปในทางตามใจกิเลส ขอให้สังเกตให้พบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวเองของคนทุกคน. นี่จะเป็นเพราะสัญชาตญาณอะไรชนิดหนึ่ง หรือว่าไม่ใช่ ก็ยังไม่แน่ ที่ว่าทุกคน ต้องการปลุกปลอบ หรือการปลอบโยน; แล้วสังเกตดู จะเห็นได้ว่า ในยุคในสมัยที่ว่ามีความเจริญก้าวหน้าศิวิไลซ์นี้กลับยิ่งอ่อนแอ ต้องการ การ ปลุกปลอบมากกว่า. ถ้าเรามองดูสัตว์เดรัจฉาน มันต้องการ การปลุกปลอบน้อยกว่าคนมาก. หรือ ไปดูคนป่าสมัยหิน เขาต้องการการปลุกปลอบน้อยกว่าคนผิวบาง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อย่างสมัยนี้ ซึ่งเป็นผลของความเจริญ จนเกิดเป็นขนบธรรมเนียม หรือว่าเป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรมอะไรไปเสียเลย ที่ต้องมีผู้ช่วยปลุกปลอบจนเพ้อ. ถ้าเพื่อก็ต้องฉิบหาย เดี๋ยวนี้กำลังฉิบหายอยู่ด้วยการปลุกปลอบที่เพื่อ. ลองใคร่ครวญดู เพียงแต่รู้เห็น แล้วไม่ใคร่ครวญ จะไม่รู้ไม่เห็นจริง เพียงแต่เห็นแล้วไม่ใคร่ครวญก็จะไม่เข้าใจ หรือไม่รู้ หรือไม่เห็นก็ได้ จะต้องใคร่ครวญ ; เราจะเห็นเด็ก ๆ อมมือ ที่พ่อแม่ พี่เลี้ยงเขาเลี้ยง เด็ก ๆ ต้องการปลุกปลอบ และการ ประคบประหงม จนเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ต้องผิดกันแน่ ๆ กับเด็กอมมือ ในถิ่น ในยุค ในสมัยที่เขาไม่มีการประคบประหงมกันมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เด็กอมมือย่อมไม่รู้ประสีประสาอะไร ถ้ามีเหตุปัจจัย คือการประคบ ประหงมมาก หรือมากเกินไป ก็ย่อมเกิดผลขึ้นเป็นอย่างอื่นแน่. ต้องระวังเรื่อง
น.525 การปลุกปลอบก็ตาม การประคบประหงมก็ตาม จะต้องถูกต้อง ; มิฉะนั้นแล้ว จะกลาย เป็นผู้ทำลายมากกว่า ไม่ใช่ผู้ปลุกปลอบ. เขยิบขึ้นมาอีกนิดดีกว่า คือเด็กวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยปัจจุบันนี้ ต้องการความหวังอย่างบ้าหลัง พวกแพทย์ พวกนักจิตวิทยา ก็ส่งเสริมเรื่องนี้จนเลยเถิด ผมยังไม่เห็นด้วย ที่จะมีเรื่องอะไร ๆ ก็โทษแต่ว่า ขาดความอบอุ่น ขาดความปลุกปลอบบ้าง อะไรบ้าง ; อย่างนี้นะเกินไปเสียแล้ว จนเด็กวัยรุ่นนี้ไม่รู้จักอะไร นอกจากหวังแต่ว่า ความอบอุ่น. มีหลายคนมาที่นี่ พูดกันไม่กี่คำ เขาก็อุทธรณ์ว่า เขาไม่ได้รับความอบอุ่น ที่บ้าน. ผมเลยตะเพิดไป เด็กบ้าไปเรียนมาจากไหนก็ไม่รู้ เรียกร้องแต่ความอบอุ่น เท่านั้น จากบิดามารดา จากครูบาอาจารย์ ; เพราะเขาสอนกันผิด อบรมกันผิด, เป็นเด็ก อ่อนแอ ต้องการอบอุ่น หรือการปลุกปลอบที่ไม่สมเหตุสมผล. แล้วเราก็มีเด็กวัยรุ่น ที่เลวหรือเกเรมากขึ้นทุกที เพราะมีการยึดถือผิด, โกรธอะไรนิดหน่อยก็ออกจากบ้าน จะดื้อต่อพ่อแม่ แล้วเตลิดเปิดเปิงไปสู่ความเกเร. นี่เห็นได้ว่า มีการปลุกปลอบที่ผิด ถ้ามีการปลุกปลอบที่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นอย่างนี้. ทีนี้ พอคนวัยรุ่น กลายเป็นคนหนุ่มสาวขึ้นมา ก็เตลิดเปิดเปิงต่อไปอีก : มีความหวังอย่างที่เรียกว่า เกินขอบเขต, มีอะไรที่เกินขอบเขต เป็นเรื่องวิมานในอากาศ มากขึ้นทุกที ; เพราะว่าขาดการปลุกปลอบที่ดี. เขาให้กิเลสปลุกปลอบ ไม่ให้ธรรมะ เป็นผู้ปลุกปลอบ ; เราจึงเห็นคนหนุ่มคนสาว ที่ไม่มีเหตุผลมากขึ้น, ที่เป็นชั้นเลว ก็ฆ่าตัวตายอย่างไม่มีความหมาย เป็นเรื่องที่สมัยโบราณเขาหัวเราะเยาะ. คนหนุ่มสาวสมัยนี้โง่จัด ถึงขนาดฆ่าตัวตายทันทีทันควันเลยยิ่งดี ; คนเหล่านี้ ขาดการปลุกปลอบที่ถูกต้อง มีแต่การปลุกปลอบที่บ้าหลัง, คือการยุให้เข้าใจผิด จึงเดิน ทางไปผิด.
น.526 พอดูถึงคนชั้นพ่อบ้านแม่เรือน ก็มีปัญหาเหมือนกัน ; ต้องปลุกปลอบตัว เอง ต้องปลุกปลอบลูกหลาน แล้วก็ทำไปผิดทาง นี้ก็น่าหวังอย่างยิ่ง ; ไม่รู้ว่าจะเอา ลูกหลานชนิดนั้นไปทำไม. พ่อบ้านแม่เรือนอบรมลูกหลานในวิธีการอันหนึ่ง จนมอง ดูแล้วไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร, เพราะมีความเห็นผิด ความเข้าใจผิดอะไรกันอยู่ ไม่ ใคร่จะปลุกปลอบให้หันเหมาในทางธรรมะ, หันเหไปแต่ในทางได้วัตถุ, เป็นการได้ เนื้อหนังทางการดีการเด่น การอะไรไปในทำนองนั้น. ฉะนั้นลูกหลาน ดูจะเลวลงกว่า บรรพบุรุษทุก ๆ ชั้น เพราะเหตุนี้ในทางด้านคุณธรรม ครั้นมาถึงคนแก่ชรา ก็ต้องการปลุกปลอบอีกแบบหนึ่ง ต้องการการปลุก ปลอบให้มีหวัง มีความอุ่นใจในโลกหน้า หลังจากตายไปแล้ว กระทั่งเรื่องนิพพาน อย่างละเมอเพ้อฝัน. เขาไม่รู้จักนิพพาน, ต้องการนิพพาน ต้องการช่วยกันทำให้เกิด ความเข้าใจไปอย่างเพ้อฝันนั้น ๆ. เท่าที่พูดมานี้ก็เพื่อจะให้สังเกตเห็น ความหมายและความสำคัญของคำว่า ผู้ปลุกปลอบ ถ้ามีได้ถูกต้องแล้วจะมีประโยชน์ที่สุด ถ้ามีผิดพลาดก็จะเลวที่สุดเหมือน กัน. การปลุกปลอบที่ถูกต้อง จะทำให้สำเร็จประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องเป็นทุกข์นั้น ต้องถูกต้อง ทั้งดี ทั้งจริง อะไรทำนองนั้น ; เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องยั่วยุ แล้วก็ไปในทาง ของวัตถุ ที่เรียกว่าของเนื้อหนังมากเกินไป. ปัญหาว่า ใครจะเป็นผู้ปลุกปลอบที่ดี ? ก็ต้องมีปัญหาว่าปลุกปลอบ ตัวเอง หรือว่าปลุกปลอบผู้อื่น? ผู้ที่จะปลุกปลอบตนเอง ก็มีในความหมายหนึ่ง, จะปลุกปลอบผู้อื่น ก็มีในความหมายหนึ่ง, แต่มีความหมายที่ร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือความถูกต้อง หรือความสำเร็จประโยชน์ จึงไปอยู่ที่การมีธรรมะ อย่างที่เราพูด กันมาแล้วในครั้งแรกว่า ธรรมะที่ควรรู้จัก
น.527 ถ้าคนรู้จักธรรมะนั้น แล้วก็มีธรรมะ แล้วก็มีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ นี้จะเป็นผู้ปลุกปลอบที่ดี ทั้งในการปลุกปลอบตนเอง และการปลุกปลอบผู้อื่น ตามควรแก่กรณี :- ๑. การปลุกปลอบในกรณีเกี่ยวกับทำหน้าที่การงาน นี้เราลองดูกันคนละอย่าง ว่ามีความต้องการปลุกปลอบอย่างไรบ้าง ใน กรณีทั่วๆ ไป? หมายถึงการทำการงาน. ทุกคนมีหน้าที่การงาน ต้องทำหน้าที่การ งานก็ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ; เพราะเรื่องการงานนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย หรือเป็นเรื่องที่เนรมิตเอาได้ทันอกทันใจ. ผู้ที่ทำการงานก็ต้องมีการท้อแท้ ก็ต้องมีการ ปลุกปลอบให้เข้มแข็ง กล้าหาญ สดชื่น ขึ้นมา. หรือว่า ถ้าในเมื่อบางกรณีนั้น จะต้องปลุกปลอบถึงกับว่า ให้อดกลั้นอดทน อย่างที่เรียกว่ากัดฟันทน เหงื่อแตก ก็ต้องปลุกปลอบเหมือนกัน จึงจะทนได้. บางกรณี จะต้องถึงกับว่า ต้องบอกให้ละให้สละ ให้ทิ้งไปเลย นี่ก็ต้องการปลุกปลอบ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่ยอมทิ้งเหมือนกัน ไม่ยอมสละ. การปลุกปลอบต้องประกอบด้วยธรรมะ ใน ๓ ความหมายนี้ ซึ่งเป็นการปลุกปลอบตัวเอง หรือปลุกปลอบผู้อื่น หรือทั้งปลุกปลอบตัวเอง ทั้งปลุกปลอบผู้อื่น ก็มีหลักอย่างเดียวกัน ต้องการความถูก ต้องด้วยกัน ฉะนั้นจึงต้องดูกันว่า การปลุกปลอบนั้นประกอบไปด้วยธรรมะ หรือ ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ. เราเห็นบิดามารดา ที่ไม่ควรจะเรียกว่า บิดามารดา ทำความเสียหายให้แก่ บุตร ; เพราะอบรมผิด อย่างที่เขาถือกันมาแต่โบราณกาล ก่อนพุทธกาล กระทั่ง
น.528 สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับหลักเกณฑ์อันนี้ ว่าบิดามารดาที่ให้การอบรมผิด แล้วบิดามารดานั่นแหละเป็นศัตรูไพรี. มาตา สตฺตุ ปิตา ไพรี - มารดาเป็นศัตรู บิดา เป็นไพรี คือพ่อแม่ที่อบรมลูกไม่ถูกต้อง ; ที่เราพูดกันติดปากว่า อบรมลูกให้เป็นโจร, และเห็นแต่ได้ ไม่ได้ดูว่าผิดหรือถูก ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ หรือไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ. ถ้าอบรมถูกต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะ แม้มุ่งหมายอย่างนั้น ก็ยังมี ปัญหาเหลืออยู่ว่า ที่อบรมนั้นพอดีกับฐานะของคนที่ถูกอบรมหรือไม่ ? ถ้ามันมากเกินไป ก็เหมือนกับว่า ป้อนข้าวคำโต ๆ ให้เด็กที่ปากยังเล็ก ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ ; แต่ว่าที่สำคัญ ที่สุดนั้น การปลุกปลอบจะต้องถูกต้อง. คำว่า "ถูกต้อง" นี้อยากจะใช้คำว่า ต้องกลมกลืนกันกับเจ้าแม่ธรรมชาติ ที่ใช้คำว่าเจ้าแม่ธรรมชาติ คำนี้ใช้เป็นอิตถีลิงค์, คำว่าธรรมชาติเป็นอิตถีลิงค์ ก็เลยต้อง ใช้คำว่าแม่. เจ้าแม่ธรรมชาตินี้, ใครรู้จักบ้าง ? อยู่ที่ไหน ? ต้องการอะไร ? จะปลุก ปลอบได้อย่างไร ? ก็ให้นึกถึงธรรมะ ๔ ความหมาย ที่กล่าวมาแล้วในวันก่อน ๆ ก็ แล้วกัน. ธรรมะในฐานะเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ, ธรรมะในฐานะเป็นกฎ หรือสัจจะของธรรมชาติ, ธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะ ในฐานะเป็นผล ที่ได้มาตามกฎของธรรมชาติ ทั้ง ๔ อย่างนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ; เป็นตัวของธรรมชาติ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เรียกว่ากฎของธรรมชาตินั้น ไม่มองหน้าใคร จึงเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องเข้าไปหา ไปศึกษา, แล้วก็ไปทำให้ถูกอกถูกใจ เจ้าแม่ ธรรมชาติ, ซึ่งหมายถึงทำให้ถูกกฎธรรมชาติ แล้วก็ได้รางวัล. ทีนี้เราพูดถึงการปลุกปลอบต่างหากว่า การจะปลุกปลอบตนเอง หรือปลุก ปลอบผู้อื่นก็ตาม ถ้าผิดหลักธรรมชาติแล้วจะเป็นไปไม่ได้ จะผิดบ้าง, จะเกินบ้าง จะฝืน กฎของธรรมชาติไม่ได้ การปลุกปลอบนั้นจะมีความถูกต้องและพอดี
น.529 การปลุกปลอบที่ดี คือพระไตรลักษณ์ กฎของธรรมชาตินั้น ไม่มีอะไรที่เฉียบขาดยิ่งไปกว่ากฎที่เราเรียกกันว่า พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; นี่จะค่อย ๆ พูดกันเรื่อยไป ให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าพระไตรลักษณ์. การที่ยุให้มุมานะเกินกฎเกณฑ์อันนี้ ก็เหมือนกับยุให้ฆ่าตัวตาย ; ที่ถูกจะ ต้องกลมกลืนกันไปกับความต้องการของกฎเกณฑ์ ของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เท่ากับให้อดทนเท่านั้นแหละ ; และก็ต้องอดทนที่กลมกลืนกับกฎ อันนี้, หรือว่า ถ้าให้สละละทิ้งไป ก็กลมกลืนกับกฎอันนี้มากอยู่แล้ว. ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นมีอยู่ ในทุกสิ่ง ฉะนั้นทำอะไรจะต้อง ถูกต้องตามกฎเกณฑ์อันนี้ จึงจะเรียกว่า ดีที่สุด และปลอดภัยด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว จะได้อย่างเสียอย่าง หรือจะได้แต่อย่างหลอก ๆ ไม่ได้อย่างแท้จริง. การศึกษาเรื่องนี้ ก็ต้องคำนึงถึงข้อที่ว่า สังขารทั้งหลายนี่ ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ; จะยุใคร หรือจะไปห้ามใคร หรือว่าจะไปแนะเรื่องอะไรแก่ใคร ก็ตามเถอะ จะฝืนกฎอันนี้ไม่ได้. ถ้าเอาหลักเกณฑ์อันนี้มาใช้ นั่นแหละจะถูกต้อง จะพอดี. ฉะนั้นคนที่จะไปปลุกปลอบคนอื่น คนนั้นจะต้องมีความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. พอพูดว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; คนที่พังบางคน ก็ว่า บ้าแล้ว บ้าแล้ว พูดกับเรื่องเด็ก ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่างไปพูดให้สนใจ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ผม เคยถูกด่า อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไป ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้; แต่ก็ไม่รู้จักเข็ดเหมือนกัน คือ จะพูดเรื่องนี้อยู่เรื่อยไป เพราะเป็นความจริงที่เด็ดขาด,
น.530 ๒. ในกรณีต่อสู้อุปสรรค ต้องใช้หลัก พระไตรลักษณ์ ต่อไปนี้ อยากจะพูดถึงกรณีที่เป็นการต่อสู้สัตรู ซึ่งดูจะยากลำบาก ยิ่งขึ้น ไปกว่ากรณีที่มีการประกอบการงานอยู่ตามปรกติ. ถ้าเรารู้จักใช้วิธีที่จะเอาชนะในการ ต่อสู้กับศัตรูได้แล้ว ก็จะเก่งมากขึ้นไปอีก. การที่จะไปปลุกปลอบใคร ให้มีชัยชนะ ในการต่อสู้ศัตรูนั้น ยิ่งยากขึ้นไปอีกกว่าเรื่องธรรมดาสามัญ หลักเกณฑ์ก็คล้ายกันนั่นแหละ คือ บางทีก็ต้องปลุกปลอบเขาให้เข้มแข็ง ขึ้นมา ถึงมุทะลุดุดันไปเลย, บางทีก็ต้องปลุกปลอบให้อดทน ให้หยุดนิ่ง ให้อดกลั้น ตั้งมั่นอยู่เป็นระยะยาว, บางทีก็ต้องปลุกปลอบให้ถอย ให้สลัดออกไป หรือว่าให้ หลบหลีกออกไป หรือว่าให้ยอมแพ้ หรือให้หนี ก็แล้วแต่เรื่อง ; มีความถูกต้องอยู่ที่ ไหน ก็ต้องเอาความถูกต้องนั้น ๆ แหละมาใช้ในกรณีนั้น ๆ ถึงแม้ในกรณีที่เป็นการปลุก ปลอบ ให้ต่อสู้ศัตรู อย่างนี้ก็ยังต้องการ ให้กลมกลืนกับเจ้าแม่ธรรมชาติอยู่นั่นเอง. อย่าทำให้ผิดไปจากกฎของธรรมชาติ ในข้อที่ทุกอย่างจะต้องเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นปรกติ เกินพอดีไปก็จะลำบากไปเปล่า ๆ. บางทีชนะแล้วก็ไม่มี ประโยชน์อะไร เป็นการชนะของคนโง่. ๓. ต้องไม่ผืนในกรณีที่เผชิญกับกฎธรรมชาติ ที่นี้ดูต่อไป ถึงกรณีที่เผชิญกันกับธรรมชาติ ซึ่งแปลกออกไปอีกความหมาย หนึ่ง ; ทีแรกนั้นเผชิญกันกับหน้าที่การงานตามปรกติ. อย่างที่ ๒ เผชิญกับอุปสรรค และศัตรู. อย่างที่ ๓ เผชิญหน้ากันกับเจ้าแม่ธรรมชาติเสียเอง. ธรรมชาติที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นออกมาในรูปของ การที่ ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ได้แก่ มีความเปลี่ยนแปลง, มีความเจ็บไข้
น.531 ได้ป่วยในตัวเรา เท่านั้น; ไม่ต้องมีใครมายุ่งด้วย. นี่ก็ธรรมชาติที่เป็นปัญหามากมาย. การที่สังขารทั้งหลาย เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ เป็นหัวใจของปัญหาเหล่านั้น ; เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวไข้, หรือไม่เจ็บไข้ แต่ก็ไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ. นี่เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ; เราจึงต้องการมิตรสหายที่มีสติปัญญาแวดล้อม หรือปลุกปลอบ. เราจะต้องคิดกันว่า เราจะต้องแก้ไขกันอย่างไรให้ถูกต้อง ? หรือว่า จะต้องอดทนกันขนาดไหน อย่างไร จึงจะถูกต้อง หรือว่าพอดี ? หรือว่าในบางอย่าง หรือว่า ในขั้นสุดท้าย จะต้องปล่อยวาง หรือจะต้องเสียสละกันอย่างไร ? การจะไปปลุกปลอบกันให้เอาหัวชนภูเขา นี้ก็ไม่มีความหมายอะไร ; มัน ต้องมีความถูกต้องที่ว่า ให้ลุล่วงไปได้ คือให้ชนะธรรมชาติ. อย่าลืมว่า การ ชนะธรรมชาตินั้น ไม่ใช่เป็นการชนะอย่างบุคคล ชนะบุคคล ; ถ้าชนะธรรมชาตินั้น กลายเป็นว่า ต้องทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ จนธรรมชาติทำอะไรเราไม่ได้ จนกระทั่งธรรมชาติทำให้เราเป็นทุกข์ไม่ได้. เราต้องการผู้รู้ ผู้มีปัญญา ที่จะมาคอย เตือนสติ กระทั่งลอยปลุกปลอบ ให้กำลังใจ ให้แสงสว่างอะไร ที่จะเผชิญกับ ธรรมชาตินั้น ๆ ได้. คนเกิดมาในโลกนี้ด้วยกัน ก็ไม่ได้เหมือนกัน : บางคนก็โง่มาก บางคน ก็ฉลาดมาก บางคนก็มีกำลังแข็งแรง บางคนก็ไม่ค่อยมีกำลัง บางคนก็สมบูรณ์ดี บางคน ก็ขาด บางคนก็เกิน ; ปัญหาที่เกี่ยวกับธรรมชาติมีอยู่มากมายอย่างนี้ ในที่สุดก็ไปรวม อยู่ที่ใจความสำคัญ ที่ ไม่มีทางจะผิดเลย คือกลมกลืนกันกับกฎธรรมชาติ; นี่พูด อย่างวิทยาศาสตร์ต้องพูดอย่างนี้. ถ้าพูดอย่างภาษานักประพันธ์สักหน่อย ก็ว่าให้มีความกลมกลืนกันกับเจ้าแม่ ธรรมชาติ ; เพราะถ้าพูดกับคนธรรมดาสามัญชาวไร่ชาวนานี้ พูดว่ากลมกลืนกับเจ้าแม่
น.532 ธรรมชาติ เขาฟังง่ายกว่า. เพราะเขากลัวสิ่งที่ไม่รู้จักเป็นเดิมพันอยู่แล้ว เขาก็จะถามว่า ทำอย่างไร ? ก็บอกกันไปเป็นเรื่องเป็นราวได้ แต่ถ้าพูดกับนักศึกษา เขาก็ต้อง พูดว่ากฎธรรมชาติ ตัวธรรมชาติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ. ผู้ปลุกปลอบที่ดี คือ พระไตรลักษณ์ ตอนนี้จึงสรุปความเสียทีหนึ่งก่อนว่า ผู้ปลุกปลอบที่ดีที่สุด ก็คือพระ- ไตรลักษณ์นั่นเอง ใครจะมีพระไตรลักษณ์มาปลุกปลอบตนเองได้บ้าง ก็ไปดูเอาเองเถิด. เมื่อเขาไม่รู้จักเสียเลย ก็เอามาใช้ไม่ได้ ; แต่ผมก็ขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรดีกว่านั้น ที่จะมา เป็นผู้ปลุกปลอบ เพราะว่าพระไตรลักษณ์นั่นเองจะช่วยเป็นสื่อหรือจะเป็นอะไรก็สุดแท้ แล้วแต่จะเรียก ที่จะให้กลมกลืนกับธรรมชาติ พอรู้กฎของธรรมชาติ ก็สามารถทำให้กลมกลืนกับธรรมชาตินั้น ๆ ฉะนั้น พระไตรลักษณ์นั้นจะทำหน้าที่ปลุกปลอบที่ถูกต้อง ; หมายความว่า สติปัญญา ความรู้ เรื่องพระไตรลักษณ์ก็ได้ ที่เรามีสำหรับปลุกปลอบตัวเรา, หรือว่าสติปัญญาของผู้อื่น ที่รอบรู้แตกฉานในเรื่องของไตรลักษณ์นี้ จะมาช่วยปลุกปลอบผู้อื่น ก็ได้เหมือนกัน. แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ สัจจะ หรือ ความจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ไตรลักษณ์จะทำหน้าที่ อันนี้; นี่จะถือว่า ผู้ปลุกปลอบที่ดีที่สุดก็คือ พระไตรลักษณ์. ดูให้ดีก็จะพบว่า ผู้ที่มีพระไตรลักษณ์เป็นจิตใจนั้น คือผู้ที่มีธรรมะ จริงสูงสุด, แล้วจะเรียกว่า มีตนเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตัวตนได้. ถ้าจิต ของเขาสว่างไสวอยู่ ด้วยเรื่องความจริงของพระไตรลักษณ์ แล้วจะทำผิดไม่ได้ ; เพราะ เป็นธรรมะเสียเรื่อยไป, จะคิด จะนึก จะพูด จะทำอะไร ก็จะถูกต้องเสมอไป, เป็น ธรรมะแล้ว เนื้อตัวของเขาก็เป็นธรรมะ. ผู้ที่มีตนเป็นธรรมะ หรือผู้ที่มีธรรมะเป็นตนนั้น เป็นผู้ที่สว่างไสวอยู่ด้วยกฎของพระธรรมอันนี้ คือเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
น.533 ผู้ปลุกปลอบที่ดีที่สุด ก็คือสิ่งนี้, ผู้ปลุกปลอบที่แท้จริงที่สุด ก็คือสิ่งนี้ หรือที่สูงสุด ก็คือสิ่งนี้, หรือว่าผู้ปลุกปลอบที่สามารถปลุกปลอบให้ถูกต้องไปหมด ในทุกกรณี ก็คือสิ่งนี้. สิ่งนี้ก็คือความรู้ที่เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ธรรมชาตินี้ไม่ยอมใคร ไม่ฟังเสียงใคร ; มีแต่ทุกคนจะต้องคล้อยตาม ต้องทำให้ถูก ให้กลมกลืนกันไปได้กับกฎอันนั้น. เมื่อใครรู้กฎธรรมชาตินี้แล้ว, หรือเอามาใช้ปลุกปลอบตนเองได้บ้างแล้ว จะไม่ ... ทุกอย่าง, ที่ไม่ควรจะ .... จะไม่กลัว จะไม่ร้องไห้ จะไม่ลิงโลด จะไม่หัวเราะ จะไม่บ้าบิ่น จะไม่อะไรทุกอย่าง. คนเดี๋ยวนี้, เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้อยู่บ้าง เดี๋ยวก็ฆ่าตัวตาย บ้าง ในฝ่ายที่ผิดหวัง ผิดความต้องการ. ส่วนในฝ่ายที่ตรงกันกับความต้องการ ก็จะโง่หัวเราะร่า ลิงโลด กระทั่งดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ; นี่ผิดหมดดังนี้. ถ้ารู้กฎของธรรมชาติแล้ว เราก็รู้ถูกต้องหมดทุกกรณี; หมายความว่า ไม่ต้องไปเที่ยวขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวฟูเดี๋ยวแฟบ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้. คนโง่ก็ต้องกลัว ก็ต้องเป็นทุกข์, ถ้าคนรู้ความจริงก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรที่จะ ต้องกลัว. ถ้าเขารู้ธรรมะโดยแท้จริงแล้ว จะไม่มีอะไรที่ต้องกลัว; ทุกอย่างเป็น ธรรมชาติธรรมดาไปหมด. นี่ เรียกว่า รู้ธรรมะแท้จริงรู้พระไตรลักษณ์แล้ว จะไม่ต้องกลัวผี ไม่ต้อง กลัวเสือ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวอะไรทั้งหมด. นี่เรียกว่าเป็นผู้ปลุกปลอบ ที่ทำให้ ไม่กลัว, หรือไม่โกรธในเมื่อมีเรื่องที่ต้องโกรธ จะห้ามระงับดับความโกรธได้, ในเรื่อง ที่ต้องรัก ก็ไม่ไปเที่ยวหลงรัก ; เพราะเห็นเป็นความบ้าชนิดหนึ่งเท่านั้น. สรุปแล้วไม่ต้องหม่นหมอง ไม่ต้องเศร้าโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีความ หม่นหมอง ไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้นเราควรจะรู้จักพระไตรลักษณ์กันบ้าง อย่างน้อย
น.534 ก็ตามที่สมควรแก่สถานการณ์ของตน ๆ เช่น สมควรแก่วัยของตน หรือแก่หน้าที่การงาน ของตน เป็นต้น. ควรรู้จัก พระไตรลักษณ์ ให้ถูกต้อง พระไตรลักษณ์ในเมืองไทย เรียก เติม "พระ" เข้าไปข้างหน้า ถ้าภาษา บาลี ก็ไตรลักษณ์เฉย ๆ, พระ นี้เราเอามาเติมให้ เพื่อให้ดูสูงสุดยิ่งขึ้น ; ทั้งที่ ไตรลักษณ์นั่นเป็นสัจจธรรม เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่ก็เติมคำว่า พระ เข้าไป ข้างหน้า คล้าย ๆ กับว่า เป็นบุคคล เป็นพระอะไรขึ้นมา เป็นพระพุทธเจ้าอะไรขึ้นมา. พระไตรลักษณ์นี้มีความสำคัญมาก จนควรแก่คำว่าพระ ; แล้วถ้ามองกันอีกหน่อยก็พอ เข้าใจได้ คือเป็นธรรมะ เป็นนามธรรม ที่ว่า ไตรลักษณ์นี่คือพระธรรมนั่นเอง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่เอง. ลักษณะที่ ๑ ของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง อนิจจัง หมายถึงว่าไม่เที่ยงอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เปลี่ยนอยู่เรื่อย. ทำไมจึงเปลี่ยน ? เพราะว่าไม่เป็นตัวเอง, เพราะว่ามีเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ปรุงขึ้นมา ; ก็ปรุงอยู่เรื่อย จึงเปลี่ยนเรื่อยไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง, แล้ว จึงเปลี่ยนเรื่อยไม่คงที่ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าอนิจจัง. พูดอย่างภาษาภาพพจน์ ก็ต้องว่าไหลเรื่อย ไหลเรื่อย เหมือนน้ำไหล ; เพราะว่ามีอะไรปรุงแต่ง ผลักไส ผลักดัน เปลี่ยนแปลง แล้วก็พลอยเปลี่ยนแปลงตาม ๆ กันไปหมด. เราจะต้องรู้จัก สิ่งทั้งปวง ที่เป็นสังขาร; ยกเว้นความหยุด ความดับ ความไม่มีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่านิพพานเสียแล้ว จะมีแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทั้งนั้น. รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี, หรือกิริยาอาการที่เนื่องกันก็ดี ล้วนแต่เปลี่ยนแปลง ;
น.535 แต่ความรู้สึกของคนตามธรรมดา ไม่รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลง เพราะถูกหลอกมาตั้งแต่เกิด หรือว่าก่อนเกิด. พอเราเกิดขึ้นมา ก็เห็นว่าทุกอย่างเป็นอยู่อย่างนี้; เช่นเห็นว่า เสานี้ หรือว่าก้อนหินนี้ หรืออะไรนี้ มีอยู่อย่างนี้ ก็เข้าใจว่า เที่ยง คือไม่เปลี่ยนแปลง. เกิดมามองแต่ในแง่ที่ไม่จริง คือเห็นเที่ยงไปเสียหมด ; ที่ไม่เที่ยงหรือส่วนที่ไม่เที่ยง เราก็ไม่สนใจ, แล้วเราก็ไม่อยากจะสนใจด้วย เพราะเราเกลียด และเรากลัวความ ที่ไม่เที่ยง. เมื่อเราเกิดมาในโลกนี้ ก็สนใจมองแต่ในแง่ที่ว่า มีอยู่เป็นอยู่ ; ไม่สนใจ ในแง่ว่าดับหรือตาย, สนใจแต่ในแง่ว่าอยู่ แล้วก็อยู่กับเรา แล้วก็เป็นของเรา อยู่ กับเราให้ตลอดกาลนาน ; นี่คนจะสนใจแต่อย่างนี้ จึงได้มีความโง่เพิ่มขึ้น ๆ ใน ลักษณะที่เห็นว่าเที่ยง. นี่เพราะเราเกิดมาก็ถูกหลอก หรือถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นของ เที่ยง ; แล้วบรรพบุรุษของเราก็เป็นอย่างนั้น กระทั่งถอยหลังออกไปกี่ล้าน ๆ ปี. บรรพบุรุษสมัยโน้น เขาก็คิดว่าเที่ยงเหมือนกัน ; ฉะนั้นความเข้าใจว่าเที่ยง จึง เป็นของมีอยู่เป็นประจำ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ หรือ ธรรมชาติ ทีนี้ถ้ามาศึกษา ก็จะรู้จักความจริง ว่ามันตรงกันข้าม คือไม่เที่ยง ; ไม่มี อะไรที่เที่ยงได้ถ้าเป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. แต่เขาพูดกันฉลาดกว่านั้น ลึกกว่านั้น ว่าทุกสิ่งสำเร็จอยู่ที่ใจ แล้วแต่ที่ใจจะรู้สึกว่าอย่างไร ครั้นพอมาดูที่ใจ ตัวใจนั้นเองก็ เปลี่ยน ฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปตามจิตใจ, หรือตามความรู้สึกของจิตใจ ถ้าจิต ใจไม่เปลี่ยน ก็จะเป็นชีวิตอยู่ไม่ได้. จิตใจจะต้องเปลี่ยนได้ไปตามสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วย จึงเกิดรูป idea ความคิดอะไรขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้นเรื่อยไป. ถ้ายังเห็นว่าเที่ยง ก็คือไม่รู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง. ถ้าเห็นว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ก็เรียกว่า เป็นผู้มีตาแหลมมองเห็นความจริง,
น.536 อย่าว่าแต่เนื้อหนังของเราอย่างนี้เลย แม้แต่ก้อนหินมันก็ไม่เที่ยง มีลักษณะไหลไปเรื่อย ไปตามกฎเกณฑ์ของการเปลี่ยนแปลง ; แต่ว่าเวลานั้นมันหลอก ความสัมพันธ์กันกับ เวลานั้น ไม่เหมือนกันกับที่ของบางอย่าง ที่แสดงให้เห็นเร็วและง่าย. แต่แล้วในที่สุด ก็อยู่ที่ว่าไม่เที่ยง คือเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้น ; ฉะนั้น จะไปหวังอะไรในสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ. เรื่องหวังอะไร จะไปหวังในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ถูกต้อง ; ต้องหวังให้ถูกกับความหมายของคำที่มีการเปลี่ยนแปลง. ถ้าไปหวังผิด ก็จะต้องผิด, ถ้าไปหวังให้เที่ยง ก็เป็นไปไม่ได้ ; แต่ถ้ายอมรับข้อที่เปลี่ยนแปลง แล้วก็หวังจะให้ พอดี ๆ กับการที่เปลี่ยนแปลง, ธรรมชาตินั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้ ; แล้วเราก็จะไม่ต้อง เป็นทุกข์ด้วย. นี่ลักษณะที่ ๑ คือความไม่เที่ยง. ลักษณะที่ ๒ ของไตรลักษณ์ เรียกว่า ทุกขัง สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นทุกข์ ; ถ้าพูดว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์, อย่างนี้ก็เป็นทุกข์หมด. ทุกสังขารที่ไม่เที่ยง แม้แต่ก้อนหินที่มีความไม่เที่ยง มันก็เป็น ทุกข์, เป็นทุกข์ในความหมายที่ว่า ดูแล้วมันแสดงความน่าเกลียด เพราะไม่เที่ยง นั้นเอง ; ถ้าไปยึดถือเอาเป็นของเราเข้า คำว่าความทุกข์ก็เปลี่ยนความหมายเป็นว่า มันทรมาน เจ็บปวด มันกัดเอา. ฉะนั้นความทุกข์มีอยู่ ๒ ความหมาย : - อย่างหนึ่งว่า ดูแล้วน่าเกลียด น่าอิดหนาระอาใจ ถ้าเราเห็นความจริง อันนี้แล้ว จะรู้สึกอิดหนาระอาใจ น่าเกลียด ; เช่นก้อนหินนี่ ไปดูให้เห็น ให้เข้าถึง ลักษณะอันแท้จริงแล้ว จะรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นมายา ความที่มีชั่วขณะ ก็จะรู้สึก ระอาใจ. อย่างนี้ดูแล้วก็เกลียด ดูแล้วระอาใจ; ไม่ต้องพูดถึงของที่สด ๆ ที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าก้อนหิน, นี่คือคำกล่าวที่ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ แล้ว ไม่ยกเว้นอะไร,
น.537 อีกอันหนึ่งว่า ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวทุกข์ และจะไปเป็นทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อไปยึดสิ่งใดเข้าไว้ โดยความเป็นตัวเรา หรือของเรา. สังขารที่ถูกยึดมั่นแล้ว ก็เป็นของหนัก หรือเป็นของมีความทุกข์แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือนั้น. เราจงดูว่า อะไร ที่น่ากลัว ก็คือความทุกข์ที่เราไปยึดถือ แล้วหนัก, แล้วเป็นทุกข์ ; นี่น่ากลัว เพราะ มีอยู่ในทุกสิ่ง ; และทุกสิ่งก็ไม่เที่ยงอยู่แล้ว พอไปยึดถือเข้า ก็เป็นไปตามที่ ต้องการไม่ได้ ก็ต้องเป็นทุกข์. ทีนี้ เรารู้จักคำว่า ทุกข์ หรือ ทุกขัง ก็เพื่อจะรู้จักหลีกเลี่ยงเสีย. อย่าเข้า ไปยึดเข้า เพราะจะต้องเป็นทุกข์ ; มันจะกัดเอา. ใช้คำว่าอย่างนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่รู้จัก มันอย่างถูกต้องแล้ว มันก็จะกัดเอา ลองไปยึดไปถือเอาว่าเป็นของเราเข้าเถิด มันจะกัดเอา. มองดูอีกแง่หนึ่ง ความที่มีการเปลี่ยนแปลงในภายใน ในสิ่งที่มีความ รู้สึก เช่นเรามี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อตัว กระทั่งทั้งหมดนี้ ก็ล้วนแต่ ไม่เที่ยง ล้วนแต่เปลี่ยนแปลง ซึ่งก็มีลักษณะเป็นทุกข์อยู่แล้ว; แล้วเราไปยึดว่าของเรา เข้าไปอีก ก็เลยเป็นทุกข์สองซ้อน ทั้งสองความหมายเลย. ฉะนั้นจะต้องรู้จักความจริง อันนี้เสียด้วย และรู้จักให้เท่า ๆ กับความจริงอันแรก คือ อนิจจัง ลักษณะที่ ๑ คือ อนิจจัง รู้อย่างไร ก็ต้องรู้จักลักษณะที่ ๒ คือทุกขัง ให้มากด้วย. ลักษณะที่ ๓ ของไตรลักษณ์ เรียกว่า อนัตตา นี่หมายความว่า สิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตามใจ จะเป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ เพราะมีการเกิดขึ้นและดับไป คือไม่เที่ยง แล้วมีลักษณะที่ดูแล้วน่าเกลียด แล้ว กัดเอา ๆ ; ถ้าเราไปยึดถือเข้า. ถ้าเรียกว่าอัตตา ก็จะต้องไม่เป็นอย่างนั้นซิ ต้องเที่ยง
น.538 แล้วก็ต้องได้อย่างที่จิตต้องการ. เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไร ที่ได้ตามที่ต้องการ มีแต่ ธรรมชาติแท้ ๆ ที่เปลี่ยนไปไหลไป ตามเหตุตามปัจจัย ฉะนั้นไม่ควรจะถือว่าตน หรือว่าของตน. ลักษณะที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรที่ควรจะถือว่าตน หรือของตน ลักษณะนั้น คือ ลักษณะแห่งอนัตตา. พอเราเห็นอย่างความจริงนี้ หรือมีความรู้สึกอย่างนี้จริง ก็จะไม่หวังอะไร ให้เป็นตน หรือเป็นของตน ก็เลยเป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์ คือไม่พ่ายแพ้แก่ธรรมชาติ กลายเป็นผู้หยุดเฉยอยู่ได้, หรือถ้าจะใช้โวหารอีกโวหารหนึ่ง ก็คือหัวเราะเยาะได้ ; ไม่ใช่หัวเราะโง่ ๆ. ถ้าหัวเราะเพราะรัก เพราะจะเอา หัวเราะอย่างนั้นจะเป็นทุกข์. เราต้องหัวเราะเยาะว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ; หัวเราะอย่างนี้ไม่เป็นไร เป็นหัวเราะของผู้ที่รู้ หรือว่าเป็นผู้ชนะ. ความรู้พระไตรลักษณ์นี้ จะช่วยปลุกปลอบเรา ในทุกกรณี ; ให้ทำ ถูกต้องในทุกกรณี : ในกรณีที่จะรุดหน้า ก็จะช่วยปลุกปลอบให้ทำถูกต้อง, ในกรณี ที่ต้องหยุดอยู่ด้วยความอดกลั้นอดทน ก็จะช่วยให้เรารู้จักทำอย่างถูกต้อง, แล้วใน กรณีที่จะต้องเสียสละ หรือจะต้องถอยหลัง จะต้องยอม ; นี้ก็จะช่วยให้เราทำถูกต้อง. ขอให้เราฟังเสียงบอกของพระไตรลักษณ์เถิด เราจะทำถูกต้อง แล้วเรา จะมีความเข้มแข็ง มีความกล้าหาญ มีความแน่ใจที่อย่างยิ่งเลย. ไม่ต้องเชื่อ คนอื่น ทำให้มีความเชื่อถูกต้อง ทำให้มีความเข้าใจถูกต้อง ทำให้มีความรู้ถูกต้อง ทำให้ มีการกระทำถูกต้อง เป็นความหวังที่หวังได้จริงทั้งนั้นแหละ ; จึงถือว่า ธรรมะนี้เมื่อ มีจริงแล้ว ก็ให้เป็นตัวตนไปเสียเลย เรียกตัวตนที่ธรรมะ อย่าไปเรียกที่อื่น,
น.539 ถ้ามีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ ก็จะเต็มไปด้วยธรรม อย่างนี้ คือธรรมแห่งความรู้อย่างถูกต้องว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ไม่ไปจับฉวยสิ่งใดไว้ โดยความเป็นตัวตน หรือของตน ก็จะเป็นอิสระ เป็นเสรีภาพ คือไม่ไปเป็นทาสของ สิ่งใด ๆ. ถ้าเป็นความรู้สึกของจิต ก็แปลว่าเป็นจิตที่สว่างไสวแจ่มแจ้งหลุดพ้นแล้ว. เมื่อยังไม่หลุดพ้น ยังมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้รอบด้าน ก็ต้องการผู้ปลุกให้ ลืมหูลืมตา หรือต้องการผู้ปลอบให้สดชื่นมานะ เข้มแข็งอดทน ; นี่ก็ต้องอาศัยความรู้ อันนี้ เป็นผู้ปลุกปลอบที่สูงสุด ที่ดีที่แท้ ที่อะไรทุกอย่าง. ฉะนั้นจึงขอเรียกพระ- ไตรลักษณ์ว่า ผู้ปลุกปลอบที่ทุกคนควรรู้จัก แล้วก็ยินยอมตามคำปลุกปลอบนั้น. เดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้จักผู้ปลุกปลอบชนิดนี้ แล้วก็หวังจะให้คน ๆ ด้วยกัน มาปลุกปลอบ อย่างที่ชอบพูดกันนักว่า ต้องการให้คนนั้นคนนี้มาช่วยให้กำลังใจ ; นั่นเป็นเรื่องของคนที่กำลังโง่อยู่ เป็นเรื่องของคนที่ยังอ่อนแออยู่ ยังต้องการคน ปลุกปลอบ ก็ว่ากันไปพลาง. เราต้องการให้คนนั้นคนนี้มาปลุกปลอบ จะเป็นมารดาบิดา หรือมิตรสหาย เพื่อนฝูง มาช่วยปลุกปลอบ ก็ดี ก็ต้องช่วยกันให้ถูกต้อง ให้พอดี ; ถ้าพอดี ก็ต้อง ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของพระไตรลักษณ์เสมอ. ฉะนั้นถ้าว่าเจริญรุ่งเรืองเสียมาก พอแล้ว ก็ให้พระไตรลักษณ์ปลุกปลอบเสียดีกว่า คือ ความรู้ หรือ ญาณ หรือ ปัญญา ที่เป็นอยู่ด้วยความรู้อันถูกต้อง ในเรื่องพระไตรลักษณ์ เป็นผู้ชี้ชวน เป็นผู้ปลุกปลอบ เป็นผู้ส่งเสริม กระทั่งเป็นผู้ห้ามล้อ; แล้วจะถูกไปหมดอย่างนี้: ผู้ปลุกปลอบนั้น มีทั้งยุให้ทำ ยุให้หยุด แล้วก็แนะให้ถอยหลังเสีย. อย่าเสียใจที่จะต้องถอยหลัง, หรือจะต้องยอมแพ้ในบางกรณี ; แล้วในที่สุดจะต้องปลุก
น.540 ปลอบให้สละวาง ให้โยนทิ้งสิ่งที่เคยไปเอามาถือไว้ ว่าเป็นตัวตน ของตน. นี้จึงถือ ว่าเป็นผู้ปลุกปลอบที่ดีที่สุด ที่ควรอยู่เคียงข้าง สัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ; นี่ก็เรียกว่า เป็นผู้ปลุกปลอบ. ขอให้พิจารณาให้เห็น เป็นการเทียบเคียงกันขึ้นมา ตั้งแต่ผู้ปลุกปลอบที่ เป็นคน ; เพราะคนโง่ก็มี คนฉลาดก็มี ก็ล้วนแต่ทำการปลุกปลอบกันทั้งนั้น ก็เป็นไป ผิด ๆ ถูก ๆ ไปตามเรื่อง จนกว่าจะได้ผู้มีปัญญา เป็นสัตบุรุษ มีความรู้ธรรมะแท้จริง มาเป็นผู้ปลุกปลอบ แล้วเรื่องต่าง ๆ ก็ถูกหมดเป็นแน่นอน. นี่ถ้าพูดถึงคน ก็ต้องเป็นคนที่มีธรรมะเป็นความจริง ; ให้มีผู้ปลุกปลอบ ทั้งในโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม เราก็เป็นผู้มีผู้ปลุกปลอบที่ดี ก็รอดตัวไปได้. เวลาสำหรับการบรรยายวันนี้ หมดแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa