น.541 การบรรยายเรื่อง สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นครั้งที่ ๙ นี้ จะได้ กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ผู้ด่าที่ทุกคนควรรู้จักและพอใจ. บุคคลประเภทนี้ หรือการกระทำของบุคคลประเภทนี้ ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้จักอย่างยิ่ง หรือบางที จะยิ่งกว่าเรื่องที่แล้ว ๆ มา มีเหตุผลหลายประการ ที่จะพูดกันถึงเรื่องนี้. การด่า กับ การสอน ต่างกันอย่างไร ประการแรก ก็คือว่า ไม่รู้ว่า อย่างไหนเรียกว่าด่า ? อย่างไหนเรียกว่าสอน ? ฉะนั้น เราต้องพิจารณากันดู และโดยที่เราอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลีกไม่พ้น กับสิ่งที่เรียกว่า การด่า ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน. เมื่อมีมากมายเหลือเกิน เราก็ควรจะรู้จักใช้ให้เป็น ๕๐๘
น.542 ประโยชน์ จะยิ่งได้กำไร. คำด่ามีมาก มีเกลื่อนกล่นไปเสียหมด บางทีไม่ต้องลงทุน อะไรก็ถูกค่า. ปัญหาที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เราจะมองเห็นอะไรเป็นการค่าไปเสียหมดก็ได้ ; อย่างพวกนักเลงถูกเขามองหน้ามองตาเท่านั้น แม้มองด้วยความสงสัย ก็เห็นเป็นการค่า, แล้วก็โกรธ ถึงฆ่าคนที่มองหน้าก็ได้. บางทีเขาเข้าใจผิดก็ได้ เขาก็ด่า. แต่คำว่า "ด่า"นี้ มีปัญหามาก ; นี้คืออะไรกันแน่ ? เราจะต้องพิจารณาดู ดังนั้นเราจึงรู้จักการด่านี้ ได้โดยยาก. ผู้ใดที่จะเป็นผู้ด่า นี้ก็รู้จักได้ยาก เช่นเดียวกับที่เราจะรู้จักตัวเอง รู้จัก อาหาร รู้จักอันตราย อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, แม้แต่มิตรสหายเราก็รู้จักยาก แล้วก็ทำ ผิดในเรื่องนี้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป. ทำผิดในทรัพย์สมบัติ จนทรัพย์สมบัติเป็นเครื่องฆ่าตนเองก็มี. ผู้ทักท้วง ก็มักจะถูกกระทำ อย่างที่เรียกกันโดยภาษาหยาบคายว่า ตอกหน้า, ใครไป ทักท้วงใคร ก็มักจะถูกตอกหน้า ; เพราะเขาไม่รู้จักว่า ผู้ทักท้วงนั้นคืออะไร. ผู้ปลุก ปลอบก็เหมือนกัน ถูกเรียกร้องมากเกินไป เพราะความโง่มากขึ้น ๆ ของคนในโลกนี้. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าผู้ด่า หรือ การด่า ก็ยากที่จะรู้จักได้ ในทำนองเดียวกันนั้น หรือบางทีจะยากกว่า เพราะพอถูกด่าแล้ว จิตใจก็จะเป็นพื้นเป็นไฟ แม้แต่คำสอนก็พัง เป็นคำด่า. ยิ่งสมัยประชาธิปไตยด้วยแล้ว พูดอะไรกันหน่อยหนึ่งก็มีทางที่ถูกหาว่าค่า, แล้วก็ต่อต้านปะทะกันเป็นการใหญ่ ; เพราะว่าเขาไม่รู้ค่าของการด่า ว่าเป็นอย่างไร นั่นเอง ; ฉะนั้นต้องวินิจฉัยกันถึงคำนี้กันสักหน่อย. ตามความรู้สึกของคนทั่วไป จะถือเอาว่า ถ้าคำพูดนั้นไม่ถูกหูเรา ละก็ เป็นการด่าไปหมด ; ฉะนั้นจึงมีคำประหลาด ๆ เช่นว่า บิดามารดาด่า บางทีสามีด่า ภรรยาด่า ด้วยคำพูดที่ฟังยาก ; เพราะว่าภรรยาสามีนั้น เขาถือว่าเป็นบุคคลที่รักที่พอใจ
น.543 อย่างยิ่ง. ทำไมจึงบ้ากันขึ้นมา ถึงกับมีการด่า ? มิตรสหายก็ด่า เพื่อนบ้านก็ด่า ศัตรูก็ด่า, เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าการด่า. แต่จะมีลักษณะอย่างไร ? จะแยกแยะกัน อย่างไร ? นี้ยังเป็นเรื่องที่ยาก. แล้วยิ่งปัญหาที่ว่า เราจะใช้ทุกสิ่งให้เป็นประโยชน์ อย่างคำพูดที่ว่า "มองให้ดี หรือดูให้ดี ก็มีแต่ได้ ไม่มีเสีย" นี้ก็ยังเป็นปัญหา. คำด่านี้ ถ้ามองดี มองเป็น "ก็จะมีแต่ได้ไม่มีเสีย" ; คือไม่ถูกด่า, แล้ว ไม่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอะไร. แต่คงจะเป็นเรื่องที่ทำยากที่สุดก็ได้ ในการที่จะทำอย่างนั้น เพราะเป็นศิลปะมากเกินไป ลึกเกินไป จึงทำยาก. การด่านี้แยกดูให้ละเอียด ก็จะพบว่า มีอยู่หลายชั้น ที่เป็นประเภทใหญ่ ๆ ๑. การด่านี้ พูดออกมาด้วยความโกรธ เกลียดชัง หรือพูดออกมา ด้วยความหวังดี ? ถ้าถามอย่างนี้ คนก็จะมองไปในแง่ว่า ต้องเป็นเรื่องโกรธ เรื่อง เกลียด จึงจะค่าออกมาได้ ; ก็ถูกแล้ว, เขาด่าด้วยโทสะตามปรกติ. แต่เราอยากจะให้ มองให้ดีว่า แม้เป็นคำด่าด้วยโทสะ ก็อย่าไปรับเอาซิ ; ส่วนที่เป็นโทสะ ซึ่งแปลว่า โทษนั้น ในคำด่านี้ที่มีโทษ เราก็อย่าไปรับเอาส่วนที่เป็นโทษ ก็ดูให้ดีว่าคำด่านั้น ว่าอย่างไร. พระพุทธเจ้ามีคำตรัสอยู่คำหนึ่งว่า วชฺชทสฺสี - ผู้แสดงซึ่งโทษ ซึ่งเรา ก็จะต้องเรียกว่าผู้ค่าอยู่นั่นเอง. แต่พระพุทธเจ้านี้จะเป็นผู้ด่าผู้เอก ถ้ามองกันในแง่นี้ ละก็ วชฺชทฺสี - เป็นผู้ระบุซึ่งโทษ แต่แล้วการระบุโทษนั้น ทำไปด้วยอะไร ? เจตนาร้าย, หรือว่าจะฟ้องเขาให้ถูกลงโทษ ซึ่งก็เป็นการระบุโทษชนิดที่เจตนาร้าย ; เพราะระบุโทษ ไม่ใช่ระบุคุณ.
น.544 คำด่าทั้งหลาย เป็นการระบุโทษทั้งนั้นแหละ ระบุเอาตามความพอใจ ของบุคคลผู้นั้น คือโกรธขึ้นมา, แล้วก็อยากจะว่าให้เจ็บใจ ให้เจ็บปวด ให้เสียหาย อะไรก็ตาม. เขาต้องเอาข้อที่เป็นโทษมาด่าว่า ; แต่ถ้าระบุโทษอย่างบัณฑิต นักปราชญ์ ระบุโทษ ก็เป็นอีกความหมายหนึ่ง เรายากที่จะไปรู้ในจิตใจว่าเขาระบุด้วยอะไร ? แม้เป็น บิดามารดา ครูบาอาจารย์ บางทีก็ระบุออกมาด้วยโทสะ ; แต่ถึงระบุออกมาด้วย สติปัญญา ด้วยเมตตากรุณา คำพูดก็เหมือน ๆ กัน. ถ้าเราดูคำพูดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสออกมา ดังที่ปรากฏอยู่ใน อลคัท- ทูปมสูตร ก็ดี หรือว่า เกี่ยวกับเรื่องพระสุทิน ที่ประกอบเมถุนกรรมกับภรรยาเก่า ทั้งเป็น พระนั้น ก็ดี คำพูดเหล่านั้นก็เป็นคำที่รุนแรง เหมือนอย่างที่ว่า เราใช้ค่ากันทั่วไป อย่างที่ไม่ผิดกันเลย. ๒. เราก็จะต้องศึกษา เข้าใจกันในตอนนี้แหละ ว่า คำด่านี้ คืออะไร. คำขนาบ มีคำบาลีว่า นิคฺคยฺห คำชี้โทษ ว่า วชฺชทสฺสี แล้วยังมีคำว่า กล่าวโทษ เรียกว่า ปวยหฺ วกฺขา ; เป็นการกล่าวโทษ ปนกันยุ่งไปหมด. แต่ถ้า เอาเจตนาเป็นหลัก ก็พอจะแยกกันได้ แต่คำตรัสเหล่านั้น ก็ไม่ได้ระบุว่า เจตนา หรือ ไม่เจตนา หรือเจตนาอย่างไร ; เพียงแต่กล่าวไว้เป็นกลาง ๆ ว่า ให้มองในแง่ดี ให้เป็นเหมือนกับว่า ถ้อยคำเหล่านั้น เป็นคำชี้ขุมทรัพย์. ผมก็ใช้คำรวม ๆ กัน. เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็ไม่มีคำอะไรที่จะมาแยกแยะออกไปได้ จึงใช้คำว่า คำด่า รวมเรียกทั้งหมดนี้ว่า คำด่า. ผู้กล่าวคำเหล่านี้ ก็เรียกว่าผู้ด่า ; แล้วก็ยังยืนยันว่า ให้ถือว่าเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ หรือผู้ชี้ขุมทรัพย์ อย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส. ๓. มองดูถึงเหตุผลกันสักหน่อย เหตุผลก็คือว่า ทุกคน ๆ นั้นแหละควร ลูกค้า จริงหรือไม่จริง ? ลองคิดดู. นี้ ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่เกิดการค่าขึ้นเป็นของ
น.545 ธรรมดาสามัญไปได้. คนโง่ก็ควรถูกด่า หรือจำเป็นจะต้องด่า; เพราะว่ายิ่งโง่เท่าไร ก็ยิ่งไม่ค่อยเจ็บปวด ; พูดดี ๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องด่า. แม้คนไม่สู้จะโง่ก็ยังงุ่มง่ามอยู่ ก็ยังต้องถูกค่าในส่วนนั้น ซึ่งเป็นการค่าอีกแบบหนึ่ง เป็นการค่าบางแบบ. แม้คนฉลาด ก็ไม่ใช่ว่าจะฉลาดรู้ไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง, หรือทำถูก หมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง มาตั้งแต่ในท้อง คือเกิดออกมาแล้ว ก็ฉลาดทันที ; จะต้อง มีการขูดเกลา หรือขูดแต่ง. เพราะฉะนั้นอยากจะพูดว่า เราทั้งหลายก็อยู่ใน ๔ พวก ดังต่อไปนี้ : พวกโง่มากเป็น ปทปรมะ โปรดไม่ค่อยจะได้ ก็ควรจะยินดีให้เขาด่า ; หรือเราฉลาดน้อยหน่อย เราฉลาดบ้าง ควรจะถูกด่า ควรจะยินดีให้เขาด่า เพราะว่า เป็นการขัดเกลา ขูดเกลา. เราฉลาดและฉลาดมากที่สุด ก็ยังยากที่จะรู้จักตัวเอง ก็ควรให้เขาด่า ในเมื่อทำผิด ; คำพูดที่เขาพูดระบุอะไรออกมา ในเมื่อเราทำผิด ก็จะ เรียกว่าเป็นการด่า แล้วเราก็ควรจะยินดี เหมือนกับว่าเป็นคำบอกขุมทรัพย์. คนในโลกนี้, ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ แม้จะไม่ใช่พุทธภาษิต. พระพุทธเจ้า ท่านก็ทรงรับรองว่า พวกแรก เป็นพวกปทปรมะ แปลว่า โง่งม ยากที่จะพูดกันให้ เข้าใจได้. ถัดขึ้นมาเป็น เนยุย พอที่จะพูดกันรู้เรื่อง. ถัดขึ้นมาเรียกว่า วิปปติตัญญู แปลว่า ถ้าต้องพูดกันบ่อย ๆ ไม่กี่ครั้งก็จะรู้เรื่องได้ดีที่สุด. พวกสุดท้ายก็เรียกว่า อุมคติ- ตัญญู พวกนี้ก็เพียงแต่พูดนิดหน่อยเท่านั้น ก็รู้เรื่องหมด. อย่างไรก็ดี ทุกพวกก็ยังควรต้องอาศัยการด่าทั้งนั้น ก็ประหลาด ที่จะ ต้องมีคนมาทักท้วง แล้วเราก็ไปทำผิดต่อเขา แม้ไม่เจตนา ; ก็ต้องยินดีรับการด่าดีกว่า โดยเห็นว่า ผู้ด่านี้ เป็นผู้บอกขุมทรัพย์. ฉะนั้นผู้ด่าจึงเป็นผู้ที่ควรรู้จักอย่างยิ่ง แล้ว รู้จักแยกแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ถือว่า เป็นการขูดเกลา.
น.546 ๔. ผู้ค่าเขาจะเจตนาอย่างไร ก็ไม่ทราบ เราอย่าไปสนใจนักก็ได้ เดี๋ยวจะ เป็นข้อแก้ตัวให้แก่ตัวเสียอีก ; แต่จะเพ่งพิจารณา ถึงข้อที่ว่า คำด่านี้ จะพูด เหมือนกับ เอามีดมาขูด จะเจ็บปวดแสบร้อนไปหมด. เราเลือกเอาส่วนนั้น ส่วนที่มันขูดเอา สิ่งที่ควรจะขูดออกเสีย เราก็ได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง. ผู้ด่า ที่ได้แก่บุคคลหลายประเภท ทุกคนก็มีบิดามารดา เข้าใจว่า คงจะถูกด่า โดยบิดามารดา. คำด่าของ บิดามารดาเอง ก็ยังมีบางครั้งเป็นโทสะ แม้จะมีความรัก, แต่ในบางครั้ง ก็ระคนด้วย โทสะ บางครั้ง โทสะก็ปกคลุมความรัก เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เว้นไม่ได้ ; แล้วยังมีอยู่ หลายระดับ เช่นที่ค่าอย่างสุภาพที่สุด เยือกเย็นที่สุด แทบจะไม่รู้สึกทีแรก นี้เราก็เรียกว่าค่า. และบางทีเราก็ใช้คำที่ประหลาด ๆ เช่นใช้คำว่า เทศน์, "ถูกเทศน์กัณฑ์ใหญ่แล้ววันนี้ ก็หมายความว่าถูกด่า ด้วยเจตนาดีด้วย เจตนาร้าย เจตนาอะไร ก็เรียกว่าถูกเทศน์ทั้งนั้น. บิดามารดาก็ยังเป็นผู้ที่ค่าทั้งสุภาพและไม่สุภาพ ; ถึงแม้เราจะใช้คำว่า ถูกดุ ก็ยังอยู่ในพวกที่เรียกว่า ถูกค่า. ครูบาอาจารย์ ก็มีดุกันอยู่ตลอดเวลา, บางทีก็ด่าด้วยไม้เรียว คือว่า ตีลงไปเลย จะเรียกว่า เป็นการประทุษร้ายหรือไม่ ก็ลองคิดดูให้ดี ๆ. เพื่อนที่รักอย่างยิ่ง ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าด่า เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็ยังมี เวลาโกรธ, และบางทีถ้าพูดไม่รู้เรื่องกันนัก ก็ต้องค่าอยู่ดีนั่นแหละ. อย่างเช่น เพื่อนบ้านทั่ว ๆ ไป ด่ากันปาว ๆ นี้ ฟังดูให้ดีเถิด ต้องมีส่วนบกพร่องของคนที่ถูกค่า ; เพราะว่า อย่างน้อยที่สุด คนนั้นไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ดูให้ดี ไปทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ชอบ ก็ต้องถูกค่า.
น.547 คนบ้านใกล้เรือนเคียง ก็มักจะด่ากัน โดยวิธีต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ มีการ กระทบกันเรื่อย, แม้แต่ศัตรูก็ด่าแน่นอน ; แต่ว่าก็ยังมีส่วนที่ระบุโทษ ที่เราควรจะ รับฟัง. บางทีก็ด่ากันอย่างศัตรูในหน้าหนังสือพิมพ์. พิจารณาดูก็จะเห็นว่า มีส่วน ที่จะระบุโทษ ที่ผู้ถูกค่าควรจะพิจารณาดูให้ดี คือว่าเปลี่ยนคำด่า ให้เป็นคำชี้ขุมทรัพย์ เสียให้ได้. คนที่เขามีบุญ มีกุศล มีปัญญานี้ เขาสามารถจะเปลี่ยนลูกศร ที่ยิงเป็นไฟมา ให้กลายเป็นน้ำได้ ที่ยิงมาเป็นอาวุธ เป็นหอก เป็นดาบ ให้กลายเป็นดอกบัวไปได้. มีเรื่องในนิยายบรมโบราณ เราไปหาว่า หรือไปประณามเสีย ว่าเป็นเรื่องหลอก เรื่อง โกหก ; แต่เขามีความมุ่งหมายอย่างนี้ก็ได้. เมื่อคนหนึ่งสาดไฟมา คนนี้ทำให้กลาย เป็นน้ำไปเสียได้ เพราะอะไร เพราะเขารู้จักสิ่งนี้ดี รู้จักการด่าดี รู้จักผู้ค่าดี ว่ามันคืออะไร. พระพุทธเจ้า ทรงทำอย่างไร เกี่ยวกับการด่า ? ทีนี้ มาดูกันในข้อที่ว่า พระพุทธองค์ท่านทรงทำอย่างไร ? มีพระพุทธภาษิต ที่ตรัสอยู่หลาย ๆ ข้อ แต่ข้อที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ที่ตรัสกับพระอานนท์ ว่า "ดูก่อน อานนท์, เราไม่พยายามจะทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียกยังดิบอยู่". นี่ ถ้าคุณไปที่โรงปั้นหม้อ จะเห็นว่าช่างหม้อ เขาจะทำอย่างระมัดระวัง ประคับประคองกับหม้อที่ยังเปียกอยู่ ที่จะต้องเอาไปผึ่งไปตาก คือทำอย่างทะนุถนอม. แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เราจะไม่ทำกับพวกเธอ อย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อ" นี่หมายความว่าท่านมีหลักอย่างไร. ก็ลองคิดดู. แล้วท่านตรัสชัดอีกว่า "ดูก่อนอานนท์, เราจะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด เราจะ ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด"
น.548 จงฟังคำว่า ไม่มีหยุด ชี้โทษ คือ ปวยฺห, ขนาบ คือ นิคฺคยฺห บางที ก็ต้องแปลว่าด่า หรือ ข่มขี่, ใครมีแก่น คนนั้นอยู่ ใครไม่มีแก่น คนนั้นไป มีคำ บาลีว่า โย สาโร โส ฐสฺสติ . ใครมีแก่น คนนั้นอยู่ หมายความว่า ทนได้ ; ส่วนคนที่ไม่มีแก่นก็ โกรธเสียแล้ว เขาก็ต้องไป. นี่แสดงว่า กล่าวคำที่เฉียบขาด : ใครทนคำขนาบ ทนคำชี้โทษ ซึ่งจะทำไม่หยุดไม่หย่อน แล้วก็ไม่ทะนุถนอม ใครทนได้ คนนั้นอยู่ ; นอกนั้นก็ไป. นี่ประมวลดู ก็จะรู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวางหลักไว้อย่างไรในเรื่องนี้. เดี๋ยวนี้ถ้าดูกัน เปรียบกันดูแล้ว สมัยนี้ผิดกันไกล ครูบาอาจารย์ว่ากล่าว สักนดก็ไม่ได้; เขาโกรธ แล้วก็ด่า หรือ ก็เล่นงานครู ; ยิ่งอย่างเดี๋ยวนี้แล้ว เขาต้องรวมหัวกันเดินขบวนค่าครู ไล่ครูอย่างนี้ก็มี ไม่ยอมอดทนเลย. ขอให้เราผู้บวชในศาสนานี้ รู้ไว้ว่า พระพุทธเจ้า ท่าน มีหลักอย่างนี้ ขนาบแล้ว ขนาบอีก ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ; คำนั้นจะเป็นคำด่า หรือไม่ ก็ลองคิดดู. ทีนี้ก็ลองฟังดู คำที่ท่านตรัส ตรงไปยังคนทุศีล คนเลว มีมากมายเหลือเกิน นับเป็นสิบ ๆ แห่ง แล้วสำนวนก็เหมือน ๆ กัน เช่น "มันเป็นคนทุศีล". ถ้าพูดอย่าง ภาษาธรรมดาเดี๋ยวนี้ เมื่อโกรธแล้ว ก็ต้องพูดว่า "มัน". พระพุทธเจ้าท่านใช้โวหาร คนธรรมดา อย่างดีก็ใช้คำว่า เขา หรือภิกษุนั้น แต่ถ้าใช้สำนวนโวหารธรรมดา แม้ ไม่มีกิเลสจะยึดถือ ก็ต้องพูดออกมาว่า "มัน" นั่นแหละ มันเป็นคนทุศีล อย่างนี้ เป็นคำด่าเท่าไร. ถ้าเป็นภาษาในธรรมวินัยนี้ ก็ถือว่าเป็นการด่าอย่างยิ่งละ แม้เพียงเท่านี้ ดังเช่น มีความเป็นอยู่ลามก ไม่สะอาด, มีความประพฤติชนิดที่ตัวเองนึกแล้ว
น.549 ก็เกลียดชังตัวเอง, มีการกระทำที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น, ไม่ใช่สมณะ ก็ปฏิญญา ว่าเป็นสมณะ, มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์, เป็นคนเน่าใน เน่าข้างใน, แล้วก็เปียกแฉะ มีความหมักหมมเหมือนบ่อ ที่เขา เทขยะมูลฝอย. ขอให้หลับตามองดูภาพพจน์อันนี้ เช่น บ่อที่ขยะมูลฝอยมีอย่างมากมาย กว้างขวาง อย่างสมัยโบราณ ; นั่น หมักหมมอย่างไร. ยังมีคำสรุปว่า ทุกคนควร จะขยะแขยง ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้. นี่สำนวนอย่างนี้ เขา จะต้องถือว่า เป็นสำนวน เกินกว่าที่จะชี้โทษระบุโทษ จึงต้องเป็นคำด่า. ในกรณีที่ตรัสไว้ในอลคัททูปมสูตร ได้ทำให้ภิกษุ ๖๐ รูปอาเจียนเป็นโลหิต ทำให้ภิกษุ ๖๐ รูป หนีไปสึก ; สึกอย่างครั้งพุทธกาล คือไปเลย ไม่ใช่มาทำพิธีสึก ; แล้วในครั้งนั้นทำให้ภิกษุอีก ๖๐ รูปเป็นพระอรหันต์ ในคำด่าคราวเดียวกัน ที่เดียวกัน ด้วยสำนวนอย่างนี้ แล้วก็ตรัส ชี้โทษอะไรเรื่อย ๆ มา เกี่ยวกับภิกษุหลงใหล ละโมบ โลภลาภ ในลาภสักการะอะไรต่าง ๆ. สำนวนคำด่า ดังที่ยกมากล่าวแล้วนั้น ก็เห็นชัดอยู่ว่า เป็นสำนวนคำด่า อย่างสุดเหวี่ยงเท่าที่มีในสำนวนเอง ของพระอริยเจ้า หรือพระอริยวินัย ; แล้วก็มีผล ดังจะเห็นได้ ดูซิ, พวกหนึ่งเป็นพระอรหันต์, พวกหนึ่งอาเจียนเป็นโลหิต, แล้ว พวกหนึ่งก็หนีไป, นี่คือข้อที่พิสูจน์ได้ว่า "ใครมีแก่นคนนั้นอยู่ ใครไม่มีแก่นคนนั้น ไป" คนนั้นก็ไปตามเรื่อง. ผู้ด่า มีหลายระดับ เรื่องการด่า นี้เป็นเรื่องที่มองกันได้หลายแง่หลายมุม ถ้ามองผู้ด่า มองคนด่า จนกระทั่งเราจะพูดว่า พระธรรมก็ด่า, พระธรรมที่ได้กล่าวไว้ ตรัสไว้ดีแล้วนั้น ก็ค่า,
น.550 หรือพระธรรมโดยธรรมชาติก็ด่า, พระเจ้าก็ด่า เทวดาก็ด่า ผีสางก็ยังค่า คนก็ด่า แม้แต่สัตว์ก็ยังค่า. ผมสังเกตดูสุนัข ที่มีอยู่นี้ บางทีก็มีอาการเหมือนกับด่า แต่ไม่ถึงกับ ทำร้าย หรือว่ากัดเอา หรืออะไรทำนองนั้น ; มันแสดงอาการที่ลูกตา แสดงว่า มัน ไม่ชอบ หรือมันดูหมิ่น เหมือนกับมันไม่ชอบเรา. มันก็ไม่แสดงอะไรเป็นศัตรูขึ้นมาได้ แต่เรารู้ได้ว่า มันไม่ชอบ บางทีมันทำเสียงประหลาด ๆ แสดงว่าไม่ชอบ หรือเหมือนดัง จะพูดว่า ช่างกระไร, ช่างกระไรมาทำอย่างนั้นได้. ผู้ค่านี้เลยมีได้หลายระดับ เพราะว่าแม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ทรงใช้คำ บริภาษ เหมือนที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้ว; จะเห็นว่าบุคคลผู้ประกอบไปด้วยธรรม ก็มีคำกล่าวอย่างนี้. ตัวธรรมะเองก็มีหลักเกณฑ์ที่จะประท้วง หรือต่อต้าน หรือ ย่ำยี คนที่ไม่ดี; เราจะเรียกว่า พระเจ้าด่า ก็ยังได้ หรือพระเจ้าสาปแช่งก็ยังได้ ทั้งที่พระเจ้านั้นเป็นบุคคลสูงสุด หรือสิ่งสูงสุด ที่เขาสมมติให้เป็นผู้สูงสุด. ผู้สูงสุด ควรเชื่อฟัง ควรเกรงกลัว ก็ยังมีการสาปแช่ง มีการลงโทษ. ถ้าพวกเทวดาด่า ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าขัดคอ, ถ้าพวกเทวดาที่ดี ๆ ก็มีให้พร ; ก็นับว่า มีทั้งเทวดาให้พร และเทวดาสาปแช่ง. แม้แต่พวกผีชั้นเลว ก็ยังต้องมีการด่า หรือว่า มีคำพูดที่มีเหตุผล. แต่ในที่สุด ไม่มีอะไรดี ไปกว่า ตัวเองค่า ; ฉะนั้นขอให้รู้จักตัวเอง ในบางโอกาส หรือบางคราว ที่รู้จักด่าตัวเองบ้าง ; นั่นคือผู้ค่าที่ดีที่สุด ในบรรดา ผู้ค่าทั้งหลาย แล้วก็จะมีประโยชน์ที่สุดด้วย. ถ้าใครไม่รู้จักด่าตัวเองละก็ คนนั้นคง ไปไม่รอด คือไม่มีสำนึกผิด ไม่รู้อะไรเสียเลย ; ก็แปลว่า เป็นคนโง่ที่สุด ไม่รู้จัก ความผิดของตัวเอง ไม่รู้จักตำหนิตัวเอง ไม่รู้จักลงโทษตัวเอง.
น.551 ผมพูดว่า ผู้ด่าที่ควรรู้จัก นี่หมายความว่า จะต้องรู้จักทุก ๆ ชนิด นับตั้งแต่ สุนัขด่า ผีด่า เทวดาด่า อะไรด่า พระพุทธเจ้าด่า กระทั่งตัวเองด่า ; แล้วก็มีความหมาย ของคำว่า ด่า เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว, แล้วก็เพ่งเล็งถึงเจตนา. และ สรุปว่า แม้เจตนาร้าย ก็ขอให้ดูให้ดี ๆ ยังมีส่วนที่แสดงประโยชน์อยู่ เขาช่วยระบุ ความผิดของเรา ; ถึงแม้เขาจะฟ้องเราให้เป็นคนเสียหาย ให้เป็นการประจาน ก็เป็น อย่างเดียวกัน คือเขาช่วยบอกให้. คำว่า ประจาน ก็คือชี้โทษ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชี้ โทษ ก็เป็นผู้บอก ขุมทรัพย์ ให้ มีพระพุทธภาษิตไว้ชัดว่า นิธีนํ ว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทฺสินํ - พึง เห็นคำของคนชี้โทษว่าเป็นคำที่บอกขุมทรัพย์. นี่คำว่าชี้โทษนั้นมันกว้าง มี ความหมาย กว้างเหมือนที่พูดมาแล้วข้างต้นว่า "ชี้โทษนี้ กว้างเหลือเกิน"; แล้วแม้ว่าโดย เจตนาร้ายก็ต้องเรียกว่าชี้ โทษ เจตนาดี ก็เรียกว่าชี้โทษ แล้วก็หลาย ๆ ระดับ เรา น่าจะถือเอาเป็นหลัก ให้กว้างขวางเสียเลยว่า ไม่ว่าชี้โทษชนิดไหน จะถือเป็นคำ ชี้ขุมทรัพย์หมด, บอกขุมทรัพย์ให้แก่ผู้นั้นหมด. ถ้าถืออย่างนี้ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพอย่างยิ่ง อยู่กันด้วยความผาสุก สงบสุข อย่างยิ่ง โดยมีหลักว่า ถ้าเผอิญใครเกิดบันดาลโทสะขึ้นมา ซึ่งเป็นธรรมดาของคนที่ยัง มีกิเลส เขาก็พูดออกมา, เป็นการชี้โทษระบุโทษ ; แม้ในรูปประจาน ก็เป็น การชี้โทษ, เขาด่า นั่นก็ชี้โทษ, ขนาบก็ยิ่งเป็นการชี้โทษ, สั่งสอนนั้น ยิ่งเป็น การชี้โทษ. ที่เป็นการดุด่าของครูบาอาจารย์นี้ ก็มองเป็นการชี้ขุมทรัพย์ให้หมด. ถ้าเขาทำไปด้วยความโกรธ เดี๋ยวเขาก็จะนึกได้ แล้วเสียใจ. ถ้าเราไปด่า ตอบ อะไรตอบ ก็จะกลายเป็นขยายให้มากขึ้น, กลายเป็นอาฆาตจองเวร ยืดเยื้อไม่ มีวันหยุด ; ต้อนรับด้วยการนิ่งเสียยังดีกว่า. ถ้าต้อนรับ ด้วยการรับรู้ว่า เป็น
น.552 การบอกอย่างชี้ขุมทรัพย์, ถือว่าเขาบอกให้แก้ตัวเสียใหม่ อะไรเสียใหม่ ก็ยิ่งดี เท่านั้น ; สังคมอย่างนี้ต้องเป็นสังคมที่ดีแน่, แต่ว่ายากที่จะมีในหมู่ปุถุชน จะมีได้ แต่ในสังคมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่จะถือว่า การด่านี้เป็นการบอกขุมทรัพย์ให้. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นพุทธภาษิตว่า คนเราควรมองผู้ที่มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ ที่คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ... นิธีนํ ว ปวตฺตารํ - ผู้บอกซึ่งขุมทรัพย์. แต่ท่านก็ระบุไปว่า ผู้มีปัญญากล่าวคำ ชนิดนั้น ก็เพราะคอยชี้โทษ คอยขนาบอยู่เรื่อย ด้วยอาศัยความเมตตา หรือ อะไรก็สุดแท้ จึงทนขนาบอยู่เรื่อยได้ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย, แล้วควรถือว่าเป็นผู้ชี้ ขุมทรัพย์อย่างยิ่ง. มีคำตรัสอีกว่า "คนควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ส่วนดีโดยส่วนเดียว ไม่มีเลวเลย". คำว่า บัณฑิต ในที่นี้ ไม่ได้หมาย ความถึงแต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ; เขาหมายถึงบัณฑิต ที่รอบรู้ในเรื่องทุกเรื่อง แม้เรื่องโลก ๆ ก็เรียกว่าเป็นบัณฑิตได้ นี่เขาก็มีทางที่จะพูดสิ่งที่มีประโยชน์โดยแน่นอน. คำในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงเรื่องพระสุทิน แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสมาก มาย มีหลักธรรมะอยู่ในคำบริภาษนั้น เช่นว่าพูดอย่างนี้ แล้วไปทำอย่างนั้น, พูด อย่างนั้นแล้วไปทำอย่างนี้ กระทั่งว่าใส่องคชาติลงไปในปากของงูพิษ งูเห่า หรือว่าใน หลุมถ่านเพลิง ยังดีกว่าใส่องคชาติลงไปในองคชาติของมาตุคาม. ผมอ่านดูแล้ว บางที ก็ชักจะสงสัย ว่าคำนี้เป็นคำของเดิมของจริง ที่พระพุทธเจ้าตรัสจริงหรือเปล่า ? เพราะ มีคำรุนแรงเหมือนคำที่ชาวบ้านพูดกัน. แต่ เอาละ, เป็นอันว่า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัส. ท่านทรงเห็นหรือ ทรงแน่พระทัยว่าตรัสอย่างนั้นจะมีประโยชน์ ที่จะต้องกล่าวกับคนชนิดนี้อย่างนี้
น.553 ก็เลยเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ไปหมด. เพราะเป็นการเปรียบเทียบให้ดูว่า ทำอย่างนั้นยังดีกว่า ทำอย่างนั้น แม้ว่าทำอย่างนั้น จะต้องตาย ก็ยังดีกว่าที่ไปทำอย่างนั้น ซึ่งเธอเข้าใจว่าดี วิเศษสนุกสนาน ฯลฯ. หรือว่า พระสุทินจะมีเหตุผลอย่างอื่น เช่น ทำไปด้วยความไม่รู้ เพราะ ไม่รู้ว่ามีวินัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นความต้องการที่ทางฝ่ายบ้าน เขาต้องการจะมีผู้สืบตระกูล มีบุตร จึงได้ทำไป ทำไปด้วยเจตนาดี แต่ไม่รู้ แม้กระนั้นก็ต้องถูกด่า. เมื่อจะดูกันถึงข้อที่ว่า ผู้ล่าที่ดีที่สุดคืออะไรหรือคือใคร? เราจะพูดว่า อย่างไรดี ; เราจะต้องตอบว่า ผู้ที่มีชีวิต หรือว่า มีใจประกอบอยู่ด้วยธรรมะ มีความรู้ธรรมะ หรือมีปัญญา นั้นควรจะเป็นผู้ด่า, หรือเป็นผู้ค่าที่ดีที่สุด ในเมื่อ ตอนนั้นประกอบอยู่ด้วยธรรมะ. ผู้ด่าที่ดีที่สุด คือ ตนที่ประกอบด้วยธรรมะ อย่าลืมนึกถึงเรื่องที่พูดมาแล้วยืดยาวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า ถ้าจะมีสรณะ มีที่พึ่ง ก็จงมีตนเป็นสรณะ มีตนเป็นที่พึ่ง แล้วมีธรรมนั้นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ; เพราะตนหรือธรรมเป็นอันเดียวกันเสีย. ที่จะมีตนเป็นที่พึ่งได้ ก็เพราะต้องมีธรรม ; พอมีธรรมขึ้นมาเมื่อไร คนก็เป็นที่พึ่งแก่ตนได้. ฉะนั้นตนที่มีธรรมะ นั้นแหละจะ เป็นผู้ค่าที่ดี และด่าตัวเองได้ด้วย ไม่ต้องไปคิดค่าผู้อื่น ถ้ามีเหตุผล หรือมีเรื่องอะไร ที่จะต้องค่าผู้อื่น ก็ควรจะมีสติสัมปชัญญะ, แล้วก็มีหลักโดยกลับไปหาหลักที่เคยพูดมาแล้วว่า นับสิบเสียก่อน นั่นแหละ. เมื่อ จะด่า ให้นับสิบเสียก่อน คือหยุดยั้งชั่วขณะหนึ่ง เพื่อจะใคร่ครวญไตร่ตรอง ให้มี สติสัมปชัญญะพูด ; แม้คำด่าเกี่ยวกับผู้อื่น แม้จะด่าตัวเอง ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ ;
น.554 ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ด่าไม่ถูก. สติสัมปชัญญะนี่ก็เป็นตัวธรรมะอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ; ถ้า ธรรมะด่า ธรรมะเป็นนามธรรมพูดไม่ได้ ก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง, หรือผู้นั้น เป็น ผู้มีธรรมะ เป็นผู้ด่า แม้จะด่าคนอื่นก็ตาม ด่าตัวเองก็ตาม. การด่านั้นจะด่าด้วยอะไร ? ก็ต้องด่าด้วยความถูกต้อง ; ฉะนั้นจะ ต้องเอาความเที่ยงธรรมหรือความถูกต้องนั่นแหละ เป็นหลักสำหรับพูด. ตนเองที่จะ เป็นผู้ด่าตนเองนั้น ก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะ แล้วก็มีความเที่ยงธรรม หรือถูกต้อง. ฉะนั้น คำที่ผมพูดว่า ผู้ด่าที่ทุกคนควรรู้จัก ; หมายถึงผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็มี ความเที่ยงธรรม. ผู้ที่เป็นพระอรหันต์อย่างพระพุทธเจ้านั้น มีสติสัมปชัญญะเต็มขนาด ถึงที่สุดอยู่ตลอดเวลา, และญาณ วิชชา ความรู้ หรือ ความเที่ยงธรรมนั้น ก็มีอยู่ เต็มตลอดเวลา; แล้วจึงพูดออกไปได้โดยไม่มีผิด คือมีประโยชน์ หรือว่า มีเหตุผล ที่ควรจะพูด จึงเรียกได้ว่า ผู้ด่าที่ทุกคนควรรู้จัก และควรพอใจ. ใครด่าก็ตาม "ดูให้ดี มีแต่ได้ ไม่มีเสีย" เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครพอใจคำด่า เลยจึงได้นำมาพูด ชี้ให้เห็นว่า มีอะไรที่มี คุณด่าอยู่ประเภทหนึ่งในผู้ด่าที่ทุกคนควรรู้จัก และพอใจในคำด่า ; แล้วอย่าลืมว่า แม้แต่ที่ เขาเป็นผู้ต่ำต้อย เขาก็อยู่ในฐานะที่ว่าบางครั้งบางคราวก็มีโอกาส มีเหตุผล ที่ควรจะด่า หรือควรจะพูด. ใครจะด่าก็ตาม ขอให้รับเอาหมดเลย นับตั้งแต่ พระเจ้าด่า เทวดาด่า ภูตผีปีศาจด่า คนด้วยกันด่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นบิดามารดาด่า มิตรสหาย ครูบาอาจารย์ เพื่อนบ้าน แม้ศัตรู เราก็แยกออกไปเสียในส่วนที่เป็นโทษ รับเอาแต่ส่วนที่เป็นคุณ.
น.555 ส่วนใดที่เป็นโทษ เราก็สามารถแปลงโทษให้เป็นคุณ, มองแต่แง่ที่ เป็นคุณ ทุกอย่างก็จะเป็นคุณไปหมดได้ แม้ในคำด่าที่หยาบคาย. นี่เรียกว่า ผู้ค่า ที่ดีที่สุด คือธรรมะ ; ธรรมะถ้ามีในคน คนก็เหมาะสม หรือว่า ถูกต้องแล้ว ที่จะ โจทท้วง, ในที่สุดก็จะกลายเป็นการทำที่พึ่ง เหมือนกับการชี้ขุมทรัพย์นั่นเอง. ขอสรุปความสำหรับผู้ที่นั่งออก และเข้าใจแล้วว่า คำด่าทุกประเภท ทุกชนิด ทุกระดับ เป็นคำชี้ขุมทรัพย์ทั้งนั้น; นี้แล้วแต่ผู้รับเอา ซึ่งจะเก่งหรือ ไม่เก่งเพียงไร. "ถ้าดูให้ดี จะมีแต่ได้ ไม่มีเสีย" จะมีได้โดยตรง และโดยอ้อม ด้วย การชี้โดยตรง พูดจาตรง ๆ อย่างนี้ก็มี, ในคำระบุโทษ ก็ระบุความถูกต้องไปตรงๆ ก็มี; แล้วก็ยังมีส่วนที่เป็นโดยอ้อม ที่เราจะต้องรู้จักรับเอา ; รู้จักตีความหมายใน แง่ดี. ถ้าเป็นคนที่มองอะไร ในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา คนอย่างนี้จะได้กำไรมาก ; แต่ว่า คนเช่นนี้มีน้อย. คนส่วนมากมีกิเลสชนิดที่จะมองอะไรในแง่ร้ายอยู่เสมอ จนชินเป็น นิสัย ตั้งแต่อ้อนแต่ออกจนบัดนี้ ก็ทำยาก, จะเป็นคนที่รู้จักมองแต่ในแง่ร้าย จะ สะดุดแต่ในแง่ร้าย ; ยากที่จะมองเห็นคำด่านี้ ว่าเป็นการชี้ขุมทรัพย์ ; ฉะนั้นต้องเปลี่ยน หรือรู้จักเปลี่ยนนิสัยเสีย ให้รู้จักมองแต่ในแง่ดี. คนโบราณ เขาจะสอนกันอย่างนี้มาก ว่า "ให้รู้จักแปลความหมายไป ในทางดี"; ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเจ็บปวดรวดร้าว ก็จะกลายเป็นสิ่งที่มาทำให้เกิดความสบาย หรือมีประโยชน์ไปเสีย. ให้รู้จักต้อนรับเหมือนสิ่งที่เขานำมาเป็นไฟ เราก็ทำให้เป็น น้ำไปเสีย อย่างนี้เป็นต้น.
น.556 สมัยนี้ มีการด่า ที่ทำลายตนและผู้อื่น ในที่สุดที่จะต้องดูกันอีก ก็คือ คนสมัยนี้เป็นอย่างไร ; ชั่วเวลาที่ผมสังเกต เห็นเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงร้อยปี พันปี หมื่นปีไปโน่น ชั่ว ๕๐ - ๖๐ ปี นี่ก็สังเกตเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก สำหรับกรณียินยอมให้ดุด่า. เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเป็นผู้ที่ถือตัว หรือถืออิสรภาพ เสรีภาพ ไม่อยากให้ใครด่ามากขึ้น แต่แล้วก็น่าหวัวอย่างยิ่งตรงที่ว่า สมัยนี้กลับยิ่งมีการด่ามากขึ้น. น่าประหลาดไหม ที่สมัยก่อน คนเขาไม่ค่อยถือเนื้อถือตัว ด่าก็ไม่ค่อยเจ็บ เฉยได้ บางทีให้พรคนด่าเลย ; แต่คนสมัยนี้ไม่เป็นอย่างนั้น แต่แล้วในโลกสมัยนี้ กลับมีการด่ามากขึ้น แล้วก็ด่าโดยอ้อม โดยลึกซึ้ง กระทั่ง เป็นการทำลายกันมากขึ้น. นี่จะต้องฝึกกันเสียใหม่อย่างไรดี, ที่จะอยู่ในโลกสมัยนี้ ซึ่งมีการด่ากัน มากมายเหลือเกิน. สมัยก่อน ก็มีบ้าง แม้พระพุทธเจ้าก็ถูกด่า แต่ไม่มากเหมือน สมัยนี้ ที่การด่ากลายเป็นของโปรด ของชอบอะไรไป ; แล้วสมัยนี้ยังมีการอบรมให้ เป็นคนพูดหยาบ, หรือพูดคำด่าโดยไม่รู้สึกตัว ; เช่นว่า เด็ก ๆ ของเรา อ่าน หนังสือพิมพ์เป็นประจำ ไม่เท่าไรก็มีนิสัยด่าคนเก่ง เพราะมีสิ่งที่แวดล้อมให้มีนิสัยเป็น อย่างนั้น. เราเคยมีขนบธรรมเนียมสมบัติของผู้ดี ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ นั้น ที่เขาใช้ สอนอบรมกัน หน้าแรกก็มีว่า "จะไม่เป็นคนพูดคำด่า และคำสบถ" นี้ผมยังจำได้ หนังสือเล่มละสองสามสตางค์ สมัยนั้นเขาเรียกว่า "หนังสือสมบัติผู้ดี" ประโยคแรก ก็มีว่า "ไม่เป็นคนใช้คำด่า หรือคำสบถ". เดี๋ยวนี้ คำด่า นี้เป็นของประหลาด เป็นของที่ถูกอบรมให้ใช้เป็นกันมา ตั้งแต่เด็ก ๆ; เช่น เด็กพูดคำหยาบ พูดคำหยาบใส่หน้ากัน หรือว่า ทักทาย
น.557 ปราศรัยกัน ด้วยคำด่า. ควรจะต้องหัดกันเสียใหม่ ยังมีคนพูดคำหยาบ ที่ต้องแก้ไข กันมาก เพราะว่า ยังอยู่จมลึกมาก. สมัยนี้ มีคนประเภทที่มีทิฏฐิมานะ อันสะสมไว้มาก อยู่ลึกมาก จะต้องปลุกกันด้วยการค่าที่รุนแรงพอกัน ซึ่งมีคำพูดอยู่สำนวนหนึ่งว่า "ปลุกด้วย การถลกหนังหัวเท่าเหรียญทองแดง". นี้เพราะปลุกชนิดไหนก็ไม่ตื่น เตะก็ไม่ตื่น ทำอย่างไรก็ไม่ตื่น ; ต้องปลุกด้วยการถลกหนังหัว เท่าเหรียญทองแดง อย่างที่เขาว่านั้น จึงจะตื่น. คนสมัยนี้จะเป็นผู้ปลุกยาก อย่างนี้มากขึ้น ต้องพูดกันลึก ต้องทำอะไร กันลึก ให้พอสมกัน กับที่สะสมกิเลสเข้าไว้มาก สะสมทิฏฐิเข้าไว้มาก. คนสมัยนี้เองนั่นแหละ คือ คนที่ "ต้องปลุกกันด้วยการถลกหนังหัวเท่าเหรียญ ทองแดง" นี่จะเป็นคำด่าอีกหรือไม่ ก็ลองคิดดู เพราะมันน้อยหยอกอยู่เมื่อไร ในการ ที่จะถลกหนังหัว เพื่อเป็นการปลุก. เวลาสำหรับการบรรยายก็หมด ขอยุติไว้เพียงเท่านี้. พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 ถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ2 นายบุญธรรม สุนทรจาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2518 โทร. 212307
Buddhadasa