Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 ครั้งที่ ๑ — ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.30 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, โอกาสของการบรรยายครั้งเดียวเป็นพิเศษเช่นนี้ อาตมามีความเห็นว่า ควร จะได้กล่าวถึงเรื่องซึ่งเป็นใจความสำคัญ เป็นหัวข้อสรุปความของหลักธรรม จะเหมาะกว่า อย่างอื่น ; ฉะนั้น จึงได้ตั้งใจที่จะกล่าวถึงใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา โดย หวังอยู่ว่า ถ้าจับใจความ หรือแนว ที่เป็นใจความสำคัญทั้งหมดของพุทธศาสนาได้แล้ว จะเป็นการง่าย และสะดวกอย่างยิ่ง ในการที่จะศึกษาก้าวออกไปอย่างกว้างขวาง. ๓

น.31 จับใจความหรือแนวไม่ได้จะสับสน และจะรู้สึกว่ามันมากมาย แล้วจะ เพิ่มขึ้น ๆ จนมากมายเหลือที่จะจำ จะเข้าใจ หรือจะปฏิบัติ. อันนี้เป็นมูลเหตุของความ ล้มเหลว เพราะทำให้เกิดความท้อถอย และมีความสนใจที่พร่าหรือลางเลือนออกไปทุกที ในที่สุด ก็คล้าย ๆ กับว่า เหมือนกับแบกเอาความรู้ตั้งมากมายเข้าไว้ แล้วไม่สามารถที่จะ ศึกษา หรือเข้าใจ หรือประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นชิ้นเป็นอันได้. เพื่อไม่สับสนขอให้สนใจที่จะทบทวน หรือฟัง ในลักษณะที่จะจับใจความ สำคัญทั้งหมดของพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ความรู้ ชนิดที่เป็นหลักมูลฐาน สำหรับ เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง. อาตมาขอเน้นตรงที่ว่า "เป็นหลักมูลฐาน" เพราะความรู้ ชนิดที่ไม่ใช่หลักมูลฐานก็มี, และเข้าใจอย่างไม่ถูกต้องก็มี, คือมันเขวออกไปทีละน้อย ๆ จนเป็นพุทธศาสนาใหม่ : ถึงกับเป็นพุทธศาสนาเนื้องอก ที่งอกออกไปเรื่อย ๆ. ... ........... ที่ว่า หลักพุทธศาสนามูลฐาน นั้น หมายความว่า : เป็น หลักที่มีความ มุ่งเฉพาะไปยังความดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วเป็นสิ่งที่ มีเหตุผล อยู่ในตัวเองที่ทุกคนอาจเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น นี้อย่างหนึ่ง. นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งที่เป็นหลักมูลฐาน. ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิเสธ ไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย ไม่ยอมพยากรณ์. อย่างปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่, อะไร ไปเกิด, เกิดอย่างไร, ได้รับผลอย่างไร ; อย่างนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่มุ่งตรงไป ยังเรื่องความดับทุกข์ ; และยิ่งกว่านั้นมันยังไม่เป็นพุทธศาสนา ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา

น.32 ไม่อยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา เพราะไม่ได้มุ่งหมายที่จะดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่งแล้ว ; แล้วยังมีอยู่ว่า ผู้ถามนั้นก็ได้แต่จะเชื่อตามผู้พูดตายไป เพราะว่าผู้ตอบก็ไม่อาจจะเอา อะไรมาแฉให้เห็นได้ ได้แต่พูดไปตามความรู้และความรู้สึก ผู้พึ่งก็ไม่อาจจะเห็นสิ่งนั้นได้ ก็ต้องเชื่อตามผู้พูดคายไป. มันก็เลยเตลิดออกไปนอกเรื่องทีละนิด ๆ จนเป็นเรื่องอื่นไป ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ ; และอยู่ในลักษณะที่ ผู้พึ่งต้องเชื่อตามผู้พูด อย่างหลับหู หลับตาเรื่อยไป, แล้วเดินออกไปนอกวงของการดับทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้ ถ้าหากว่าไม่ตั้งปัญหาอย่างนั้น จะตั้งปัญหาเรื่องว่า มีความทุกข์หรือไม่ และ จะดับทุกข์ได้อย่างไร? นี่พระพุทธเจ้าท่านยอมตอบ, ตอบทุกคำ ผู้พึ่งจะเห็น จริงได้ทุกคำ โดยไม่ต้องเชื่อดายไป, ไม่ต้องเชื่อตามผู้พูดดายไป ก็เลยยิ่งเห็นจริงขึ้น ทุกที ๆ จนเข้าใจในเรื่องนั้นได้. ถ้าเข้าใจถึงขนาดดับทุกข์ได้นั้น นั่นหมายถึงความเข้าใจที่เป็นไปถึง ที่สุด จนถึงกับรู้ว่า แม้เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ คือมีความรู้ถึงขนาดที่ มองเห็นโดยประจักษ์ว่า : ไม่ได้มีตัวตนหรือของตน มันเป็นแต่ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู ที่รู้สึกขึ้นมาตามความโง่ ความเขลา ที่ไปหลงตามสิ่งที่มาแวดล้อมปรุงแต่ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อะไรเหล่านี้. พอมองเห็นชัดขนาดที่จะดับทุกข์ได้ อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" นั้นก็หายไป, ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเหล่านี้ ไม่มีเหลืออยู่ ; เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครเกิดอยู่ที่นี่ มันจึงไม่มีใครตายแล้วไปเกิดใหม่. ปัญหาที่ถามว่า "ตายแล้วเกิดหรือไม่” เป็นปัญหาที่เขลาที่สุด และไม่เกี่ยวกันกับ พุทธศาสนาเลย เพราะเหตุดังกล่าวมานี้. พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะบอกให้รู้ว่า ไม่มีคน ที่เป็นตัวเราหรือของเรา นั้นไม่มี ; มีแต่ความเข้าใจผิดของจิตที่ไม่รู้ สิ่งที่มีอยู่ก็เพียงแต่ร่างกายกับจิตใจ ซึ่งก็

น.33 ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ หรือเป็นธาตุตามธรรมชาติ ; มันมีอาการเป็นกลไก mechanism ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ในตัวมันเอง. ถ้าผิดวิธีก็เกิดความโง่ ความหลงขึ้นมา จนให้รู้สึกว่า มีตัวเรามีของเรา ; ถ้าถูกวิธีมันก็ไม่เกิดความรู้สึกอย่างนั้น แต่จะเป็น สติปัญญาอยู่ตามเดิม. รู้แจ้งเห็นจริงอยู่ตามเดิมว่า ว่างจากตัวเราหรือของเรา. เมื่อไม่มีคน อย่างนี้ ก็เป็นอันว่า ในวงของพุทธศาสนานั้น ไม่มีปัญหา ที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่, อะไรทำนองนั้น; แต่มีปัญหาว่า เป็นทุกข์หรือไม่ จะดับ อย่างไร, และก็รู้จักมูลเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์เสียได้ ; และมูลเหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือ ความหลง ความเข้าใจผิดว่ามีตัวเรา มีของเรา นั่นเอง. เรื่องตัวเรา เรื่องของเรา เรื่องตัวถู เรื่องของกูนี้ คือปัญหา เพียงอันเดียว ข้อเดียว , และเป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนาเพียงข้อเดียว เรื่องเดียวที่จะต้องสะสางให้หมดไป แล้วจะเป็นอันว่า รู้ เข้าใจ และปฏิบัติพุทธศาสนา ทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ ; เพราะฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ที่ว่าหลักมูลฐานนั้น มีส่วนที่เป็นหลักอยู่ไม่มากมาย จนถึงกับพระพุทธ- เจ้าท่านเรียกของท่านว่า มัน "กำมือเดียว" มันมีเรื่องเพียงกำมือเดียว, ไม่มากมาย เต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง หรือทั้งป่า ซึ่งในสูตรที่มีอยู่ในสังยุตตนิกาย เล่าเรื่องนี้ไว้ชัดว่า : เมื่อกำลังเดินกันอยู่ในป่า ; พระพุทธเจ้าท่านกำใบไม้ที่เรี่ยราดอยู่ขึ้นมา กำมือหนึ่ง แล้วถามภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า "ใบไม้ที่กำขึ้นมานี้กับใบไม้หมดทั้งป่า

น.34 มันมากน้อยกว่ากันกี่มากน้อย ?" ทุกคนก็เห็นได้ว่ามันมากกว่ากันมาก จนเปรียบกัน ไม่ไหว ; ถึงแม้พวกเราที่นี่ เดี๋ยวนี้ ก็ลองทำมโนภาพถึงของจริงในเรื่องนี้ดู ให้เห็นชัดว่า มันมากยิ่งกว่ากันเสียทีก่อน. พระพุทธเจ้าจึงบอกว่านี่มันอย่างนี้ คือว่าเรื่องที่ตรัสรู้ และรู้นั้นมันมากเท่าใบไม้ทั้งป่า, แต่เรื่องจำเป็นที่ควรรู้, ควรนำมาสอน, และมา ปฏิบัตินั้น เท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ข้อความเรื่องนี้ มีคนเอาไปเขียนเป็นนวนิยายอย่างเรื่องกามนิต, คนที่เคย อ่านเรื่องกามนิตก็คงจะสังเกตเห็น เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในพระบาลี ; ซึ่งเป็นเหตุให้ ถือได้ว่า หลักมูลฐานที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิงนั้น เทียบส่วนแล้ว มันกำมือเดียว ในเมื่อไปเปรียบเทียบกับของทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งป่า ทั้งดง. คำว่า "กำมือเดียว" นี้ เราก็ต้องรู้สึกได้ว่า มันเป็นของไม่มากมาย หรือไม่ เหลือวิสัย ไม่เกินวิสัยของคนเราจะเข้าถึงได้ และเราอาจเข้าใจอย่างถูกต้องได้. นี่คือ ใจความสำคัญในวาระแรก ที่เราต้องทำความเข้าใจกัน, ในเมื่อทุกคนจะต้องเข้าใจหลัก มูลฐาน สำหรับเข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า พุทธศาสนา ขอให้เข้าใจคำนี้ให้ตรง หรืออย่างถูกต้อง อีกเช่นเดียวกันด้วย. สิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา นั้น เมื่อตกมาถึงสมัยนี้แล้วมันพร่ามาก คือมัน กว้างขวางไม่ค่อยจะมีขอบเขต. ถ้าเป็นอย่างสมัยพุทธกาลก็ใช้คำอื่น คือคำว่า ธรรมะ หมายถึงธรรมเฉพาะที่ดับทุกข์ ; เขาไม่ได้เรียกกันว่าพุทธศาสนาอย่างที่เราเรียกกัน เดี๋ยวนี้ เขาเรียกกันว่า "ธรรมะ".

น.35 เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เขาเรียกกันว่า ธรรมะของพระสมณ โคดม ; ถ้าธรรมะของลัทธิอื่น เช่นนิคันถนาฏบุตร ก็เรียกว่า ธรรมะของนิคันถนาฏบุตร. ใครชอบใจธรรมะของใคร ย่อมพยายามศึกษาจนเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติตาม แนวนั้น; ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกกันว่า ธรรม ล้วน ๆ แล้วก็เป็นธรรมะล้วนจริง ๆ ไม่มีเปลือกกะพี้ หรือส่วนที่มาเกี่ยวข้องทีหลังมากมายเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เรามาเรียก สิ่งนั้นว่าพุทธศาสนา แล้วเราเผลอไป หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม คำว่าพุทธศาสนา ของเรานี้ มันพร่ากว้างออกไป จนถึงกับรวมเอาสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเข้ามาด้วย. ท่านต้องสังเกตดูให้ดีว่า มีพุทธศาสนาอยู่ส่วนหนึ่ง, แล้วมันมีสิ่งที่ เกี่ยวข้อง หรือเรื่องราว ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ; ส่วนนี้มี มากมายเหลือเกิน แล้วเราเอามารวบเป็นอันเดียวกันเรียกว่าพุทธศาสนา อย่างที่เข้าใจ กันเดี๋ยวนี้. ลำพังตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ ก็มากอยู่แล้ว มากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า ส่วนที่ต้อง ศึกษาปฏิบัติมีเพียงกำมือเดียว นี้ก็เรียกว่ามากอยู่แล้ว. ทีนี้ไปเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนาเข้ามาอีก เช่นเรื่องประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา, เรื่องจิตวิทยาที่ขยาย ออกไป เช่นในแง่ของอภิธรรม ; บางส่วนก็กลายเป็นเรื่องจิตวิทยา, บางส่วนก็เป็น รูปของปรัชญา, ขยายออกไป ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางฝ่ายนั้น ก็ยังมีอีกมากมายหลาย แขนง ; เรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนามันจึงมากมาย และถูกกวาดเอามารวมเข้าไว้ในคำว่า พุทธศาสนา มันเลยทำให้มาก. ถ้าคนไม่รู้ ก็ไม่รู้จักจับเอาใจความสำคัญ มันก็เลยเหมือนกับว่าเห็นของมาก แล้วก็ไม่รู้จะเลือกเอาอันไหนดี ; เหมือนกับเราเข้าไปในร้านขายของที่มีสารพัดอย่าง

น.36 จนงงไปหมด : ทำนองนี้ ก็เลยปล่อยไปตามความรู้สึกสามัญสำนึก นั่นบ้าง นี่บ้าง ตามเรื่องตามราว. ส่วนมากก็ไปถูกเอาเรื่องที่ตรงกับกิเลส มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของ สติปัญญา, เลยกลายเป็นเรื่องทำพิธีรีตองต่าง ๆ ทำบุญพอสักแต่ว่าให้แล้ว ๆ ไป, หรือเพื่อประกันความหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ; มันเลยไม่ถูกพุทธศาสนาตัวจริง. เพื่อให้รู้ถูกต้อง ขอให้เรารู้จักแยกสิ่งที่เป็นตัวพุทธศาสนา ออกไปเสีย จากสิ่งซึ่งเป็นเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับพุทธศาสนา แต่เข้ามารวมในชื่อของพุทธศาสนา ด้วยเหมือนกัน. แม้ในส่วนที่เป็นพุทธศาสนานั้น ก็ยังต้องรู้จักแยกออกไปว่า อะไรเป็น หลักมูลฐาน หรือเป็นใจความสำคัญ. ฉะนั้น อาตมาจึงตั้งใจว่าจะกล่าวถึงเรื่องที่เป็น หลักมูลฐานอันสำคัญที่เป็นใจความสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกงงว่าจะพูดในรูปไหนดี. ทีนี้ในการที่เข้ามาในโรงพยาบาลนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ดลใจหรือเกิดขึ้นเอง คือทำให้นึกขึ้นมาได้เอง ถึงลักษณะที่อรรถกถาทั้งหลาย ได้เรียกพระพุทธเจ้าโดยชื่อ ชื่อหนึ่งว่า เป็นแพทย์ทางฝ่ายวิญญาณ. บัดนี้ท่านได้ยินคำว่า "แพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ" แล้ว; อาตมาก็จะ กล่าวไปตามตัวหนังสือ ท่านอาจไม่เข้าใจในทันทีก็ได้ จึงต้องการคำอธิบายบ้าง. ตามความหมายของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสธรรมไว้บางหมู่ และตามอรรถกถาที่ ต้องการจะอธิบายธรรมะหมู่นั้น เกิดมีหลักที่ถือกันว่า มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ ๒ ประเภท คือ

น.37 โรคทางกาย กับ โรคทางจิต. บาลีใช้คำว่า "โรคทางจิต" ในครั้งกระนั้น ; แต่เดี๋ยวนี้ คำว่าโรคทางจิตนี้มันมีความหมายไม่ตรงกับโรคทางจิต ในสมัยอรรถกถาหรือสมัยพุทธกาล. โรคทางจิตในสมัยพุทธกาล หมายถึงโรคทางความคิดเห็น หรือทางกิเลสตัณหา แต่ก็เรียกว่าโรคทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่า "โรคทางจิต" ไปใช้กับโรคทางจิตตามธรรมดา ที่เนื่องกัน อยู่กับร่างกาย ซึ่งไปปนกันอยู่กับโรคทางกาย จึงเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจโรคทางฝ่ายวิญญาณ ; เพราะฉะนั้นจึงขอบัญญัติคำกันขึ้นมาใหม่เป็น ๓ คำว่า : โรคทางกาย หรือ physicail disease โรคทางจิตหรือ mental disease, สองอย่างนี้เอาไว้ในฝ่ายโรคทางกายหมดแล้ว ก็มีคำว่า spiritual disease, นี้แหละคือ โรคในทางวิญญาณ ซึ่งตรงกับทางจิตในสมัย พุทธกาล. คำว่า spiritual และ mental นี้ต่างกันไกลลิบ. mental หมายถึงจิตที่เกี่ยว เนื่องกันอยู่กับกาย สัมพันธ์กันกับกาย ถ้าหากเราเป็นโรคทาง mental นี้ก็ไปโรงพยาบาล ประสาท หรือโรงพยาบาลบ้านสมเด็จ ฯ มันก็เป็นเรื่องโรคทาง mental มิได้เป็นโรคทาง spiritual นั้น. คำว่า "วิญญาณ" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณภูตผีปีศาจ ถูกผีสิง อะไร ทำนองนั้น ไม่ใช่ ; แต่หมายถึงวิญญาณหรือจิต หรือมโนส่วนลึก ที่มันเป็นโรคได้ ด้วยอำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คืออวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ, ถ้าเป็นจิตที่ประกอบ อยู่ด้วยอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็เป็นโรคทางวิญญาณ คือเห็นผิด. เห็นผิดเป็นเหตุ ให้พูดผิด คิดผิด ทำผิด แล้วก็เป็นโรค ตรงที่ทำผิด คิดผิด พูดผิด.

น.38 ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า spiritual disease โรคทางวิญญาณนี้เป็นกันทุกคน ไม่ยกเว้นใคร ; ส่วน physical disease, mental disease นั้นเป็นกันบางคน และเป็น บางเวลา และเรื่องมันก็ไม่มากมายเสียหายใหญ่โตอะไรนัก คือมันไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกได้เหมือนกับโรคทางวิญญาณ. โรคทาง physics หรือทาง mental นี้ไม่เกี่ยวกันกับพุทธศาสนา ซึ่งเป็นยา แก้โรคทางวิญญาณ ; หรือไม่เกี่ยวกันกับพระพุทธเจ้าที่เป็นแพทย์ในทางวิญญาณโดยตรง มันจึงเหลือแต่โรคที่อรรถกถาเรียกว่า "โรคทางจิต"; หรือในบัดนี้ เราต้องบัญญัติ ลงไปว่า spiritual disease และเรียกว่า "โรคทางวิญญาณ" ดีกว่า. เรื่องนี้ทำให้อาตมานึกถึงข้อที่อรรถกถาเรียกพระพุทธเจ้าว่า "เป็นแพทย์ทาง วิญญาณ" ก็รู้สึกต่อไปว่าถือเอาแนวนี้พูดกันรู้เรื่องง่ายกว่า. โดยเหตุที่คนทุกคนเป็น โรคทางวิญญาณ จึงทุกคนต้องรักษาเยียวยาในทางวิญญาณ นั่นแหละคือธรรมะ, นั่นแหละคือพุทธศาสนากำมือเดียว, ที่จะต้องเข้าให้ถึง คือเอามาใช้ มากิน มาเยียวยา รักษาโรคให้จนได้. ที่ต้องสนใจต่อไปอีกก็คือว่า มนุษย์เราสมัยนี้ไม่สนใจในเรื่องโรคทาง วิญญาณ เพราะฉะนั้นจึงเป็นโรคทางวิญญาณกันหนักขึ้นทั้งทางส่วนตัว และ ส่วนรวม ; เพราะเมื่อทุกคนเป็นโรคทางวิญญาณแล้ว โลกนี้ทั้งโลกก็เป็นโรคทางวิญญาณ ไปหมดเป็นโลกที่มีโรคทางจิตทางวิญญาณ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติกาลถาวรก็เข้ามา แทนที่ของสันติภาพถาวร, จะปลุกปล้ำกันอย่างไร ๆ มันก็ไม่เป็นสันติภาพ แม้ชั่วขณะ

น.39 ขึ้นมาได้ อย่าพูดถึงสันติภาพถาวรให้ป่วยการ. เพราะว่าทั้งสองฝ่ายเป็นโรคทางวิญญาณ คือทั้งฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายถูก และเรียกฝ่ายอื่นว่าเป็นฝ่ายผิดนั้น ; ทั้งสอง ฝ่ายนั้นเป็นโรคทางวิญญาณ จึงมีแต่เรื่องที่จะสร้างความทุกข์ขึ้นทั้งแก่ตัวเองและแก่ ผู้อื่น เป็นเหมือนเครื่องจักรผลิตความทุกข์ขึ้นมาในโลก แล้วโรคทางวิญญาณนี้ จะสงบได้อย่างไร . การแก้ไขมีอยู่ว่า ต้องทำให้ทุกคนในโลกนี้หยุดเป็นโรคทางวิญญาณ แล้วจะมีอะไรมาแก้ ? การแก้มันก็ต้องมีหยูกยาที่มีไว้เฉพาะโรคนี้ คือธรรมะกำมือเดียว ในพระพุทธศาสนา ที่จะต้องเข้าให้ถึงให้ได้. นั่นแหละคือคำตอบที่ว่า ทำไม พุทธศาสนาจึงไม่เป็นที่พึ่งแก่คนในโลกนี้ ให้เต็มตามความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา ได้ ; ทั้ง ๆ ที่เราถือกันว่า เดี๋ยวนี้พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือมีส่วนที่เข้าใจถูกต้องกัน ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน. จริงอยู่ในข้อที่ว่ามีการศึกษาพุทธศาสนามาก และเข้าใจกันมากขึ้น ; แต่ถ้า ไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคทางวิญญาณแล้ว จะเอาพุทธศาสนาไปกินไปใช้ได้ อย่างไร. ถ้าเราไม่รู้สึกว่าป่วย เราก็ไม่มาหาหมอ เราก็ไม่กินยา นี่ใคร ๆ ก็เห็นกันอยู่. ทีนี้คนเราในโลกโดยมาก ส่วนมากก็เป็นอย่างนี้ คือเป็นเรื่องเห่อยา ไปฟังธรรมะ ไปศึกษาธรรมะในฐานะที่เป็นยา แต่ก็ไม่รู้สึกตัวว่าตนเป็นโรค ; ไปเอามาไว้เพียงสำหรับเก็บไว้ให้รกรุงรัง, หรือไว้พูดไว้เถียงกันเล่น จนกลายเป็นทะเลาะ วิวาทไปก็มี, นี่แหละธรรมะ ยังไม่เป็นที่พึ่งให้แก่โลกได้เต็มที่ ก็เพราะเหตุนี้. ถ้าเราจะตั้งกลุ่มพุทธบริษัทขึ้นอย่างที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็ควรจะรู้ความมุ่งหมายที่แท้ จริง ให้กิจการนี้ดำเนินไปตรงจุด : คือโดยประการที่ธรรมะนี้จะช่วยรักษาเยียวยาโรค

น.40 ทางวิญญาณได้โดยตรงและโดยเร็ว, อย่าให้พร่าจนไม่รู้ว่าไปทางทิศไหน. ขอให้ เป็นไปในรูปที่ว่าเป็นยาอมฤตศักดิ์สิทธิ์เพียงกำมือเดียว แล้วใช้ให้มันถูก ใช้ให้มันตรง มันก็จะแก้โรคได้หมด ; แล้วการที่ตั้งกลุ่มหรือสมาคมขึ้นมาอย่างนี้ จะเป็นบุญกุศล อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ; เพราะฉะนั้นขอให้เราทำให้สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง, อย่าให้เป็นที่น่าหัวเราะเยาะแต่ประการใดแม้แต่นิดเดียว. ทีนี้ข้อที่ว่าเป็น โรคทางวิญญาณนั้นคืออย่างไร ? แล้วจะรักษา กันด้วยธรรมะกำมือเดียวอย่างไร ? เราจะวินิจฉัยกันต่อไป. คำว่า "โรคทางวิญญาณ" นั้น ก็คือโรคที่มีเชื้ออยู่ที่ความรู้สึกว่า - ตัวเรา ว่าของเรา หรือว่า - ตัวกู หรือว่า - ของกูนั่นเอง ที่มีอยู่ในใจ ประจำอยู่ในใจ เป็นเชื้อโรคอยู่ ; แล้วก็เบิกบานออกมาเป็นความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู แล้วก็เห็นแก่ตัว แล้วก็ทำไปตามอำนาจความเห็นแก่ตัว ; มันจึงเป็นเรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้เดือดร้อนกันทั้งตัวเองและผู้อื่น. นี่คืออาการของโรคทางวิญญาณมันเป็นอยู่ ภายใน ; ฉะนั้น ให้เรียกกันเพื่อจำง่ายว่าโรค ตัวกู - ของกู จะดีกว่า ง่ายกว่า. พวกเรามีโรค "ตัวกู - ของกู" กันอยู่ทุกคน แล้วก็รับเชื้อนี้เพิ่มเติมเข้ามา ทุกคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ทางผิวหนัง และคิดไปในใจ ตามประสาคนที่ไม่รู้. เขาเรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่าง : คู่กันกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ๖ อย่างด้วยเหมือนกัน. คือว่ามีการรับเชื้อ หรือสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เป็นโรคนี้ ที่ปรุงแต่งให้เป็นโรคนี้อยู่ทุกคราวที่มีการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ฯลฯ.

น.41 เราจะต้องรู้จักเชื้อ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า "อุปาทาน" . อุปาทาน แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นมี ๒ อย่าง : คือยึดมั่นว่าเรา และยึดมั่นว่าของเรา. "ยึดมั่นว่าเรา" นั้น คือรู้สึกว่า เราเป็นเรา เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นลูกผู้ชายแพ้ใครไม่ได้ อะไรทำนองนี้; นี่เรียกว่าเรา. ทีนี้ "ของเรา" คือว่านั้นของเรา นั้นของที่เรารักที่เราชอบ แม้ที่เราเกลียด ก็ถือว่าเป็นศัตรูของเรา ; นี่เรียกว่าเป็นของเรา. ถ้าเรียกอย่างบาลีก็เรียกว่า "อัตตา" นี้คือ ตัวเรา, “อัตตนียา" นี้คือ ของเรา. ถ้าเรียกกว้างออกไปอย่างที่ใช้เรียกในทุกแขนงของปรัชญาในอินเดียแล้ว เขาเรียกว่า อหังการ นี้คือ ตัวเรา, มมังการ นี้คือ ของเรา. อหังการ แปลว่าทำความ รู้สึกว่าเรา เพราะคำว่า อหัง แปลว่าเรา, และมมังการ แปลว่าทำความรู้สึกว่าของเรา เพราะคำว่า มมะ แปลว่า ของเรา. ความรู้สึกว่าเป็นอหังการ มมังการ นี้คือตัวอันตรายที่ร้ายกาจที่สุด หรือ ตัวสิ่งที่เป็นพิษที่ร้ายกาจที่สุด ซึ่งเราเรียกว่า โรคในทางวิญญาณ ในที่นี้; ซึ่ง ทุกแขนงของปรัชญา หรือธรรมะในอินเดียครั้งพุทธกาลต้องการจะกวาดล้างสิ่งนี้ด้วยกัน ทั้งนั้น ; แม้จะเป็นลัทธิอื่นนอกไปจากพุทธศาสนา ก็ต้องการจะกวาดล้างสิ่งที่เรียกว่า อหังการ และมมังการนี้ทั้งนั้น. มันมาผิดกันตรงที่ว่า ถ้ากวาดล้างสิ่งนี้ออกไปแล้วเขา ไปเรียกมันใหม่ว่าตัวตนที่แท้จริง อาตมันบริสุทธิ์ ที่ต้องการ. ส่วนพุทธศาสนาเราไม่ ยอมเรียกว่าตัวตนที่บริสุทธิ์ หรืออาตมันที่ต้องการ เพราะไม่ต้องการจะยือถือตัวตนหรือ ของตนอะไรขึ้นมาอีก เลยจัดเป็นความว่างที่สุดที่เรียกว่านิพพาน. อย่างในบทที่ว่า

น.42 นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ ซึ่งแปลว่า ว่างที่สุดนั่นแหละคือนิพพาน ก็แปลว่าว่างจากตัวกู ว่างจากของกู โดยเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือเยื่อใย นั่นแหละคือนิพพาน หรือความหายจากโรคทางวิญญาณ. ในเรื่องความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูนี้ มันมีความลับมาก ถ้าไม่สนใจจริงๆ แล้ว ก็เข้าใจไม่ได้ว่ามันเป็นตัวการของความทุกข์ หรือเป็นตัวการของโรคทางวิญญาณ. สิ่งที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวตนนี้ มันก็ตรงกับคำว่า ego ในภาษาลาตินที่ รู้จักกันดี ถ้าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวตนเกิดขึ้น เราเรียกว่า egoism ; เพราะว่าถ้ารู้สึกว่ามี ตัวเราแล้ว มันก็ต้องคลอดความรู้สึกว่าของเรานี้ออกมาด้วยเป็นธรรมดา ช่วยไม่ได้. เพราะฉะนั้นความรู้สึกว่าตัวตน และของตนรวมกันนั้นคือ egoism. ความรู้สึกที่เป็น ตัวตน หรือ ego นี้กล่าวได้ว่าเป็นของธรรมชาติธรรมดาที่ต้องมีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต แล้วยัง แถมเป็นศูนย์กลางด้วย. ego ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องแปลว่า soul คืออัตตา และมันก็ตรงกับ ภาษากรีกว่า kentricon ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า centre. คำ kentricon นี้ตรงกับ คำว่า centre ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่าศูนย์กลาง. เมื่อ ego และ kentricon คือสิ่ง ๆ เดียวกันแล้ว soul อัตตานี้ก็เป็นสิ่งที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิต เป็น nucleus ที่จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเอา ออกไปได้ หรือเราไม่สามารถจะเว้นจากสิ่งนี้ได้สำหรับคนธรรมดา เป็นอันว่า ทุกคนที่เป็นปุถุชน จะต้องมีความรู้สึกที่เป็น egoism อยู่เป็น ประจำ ; แม้ไม่แสดงออกมาให้เห็นชัดตลอดเวลาก็จริง แต่ก็จะแสดงออกมาทุกคราวที่

น.43 เห็นรูป ฟังเสียง คมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง หรือนึกอะไรขึ้นในใจ. ฉะนั้น ทุกคราวที่มันเกิดเต็มรูปขึ้นมา เป็นความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู ให้ถือว่าเป็นโรคโดย สมบูรณ์แล้ว. จะโดยอาศัยการเห็นรูป หรือฟังเสียง หรือดมกลิ่น หรือลิ้มรส หรือ อะไรก็ตาม ถ้าในขณะนั้นเกิดความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูแล้วละก็ ถือว่าเป็นโรคโดย สมบูรณ์ ; คือมันเกิดความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวจัดขึ้นมา. ตอนนี้เราไม่เรียกว่า egoism แล้ว แต่เราจะไปเรียกว่า selfishness หรืออะไร ทำนองนั้น คือมันเป็น egoism ที่เดือดพล่านและน้อมไปในทางต่ำ, หรือผิด, หรือข้าง เห็นแก่ตัวจนไม่ดูหน้าใคร คือไม่เห็นแก่ผู้อื่น, ฉะนั้นมันจึงทำอะไรที่เป็นไปข้างเห็นแก่ ตัวหมด เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ปรารภตัวเองหมด. นี่คืออาการ ของโรค แสดงออกมาเป็น selfishness แล้วมันก็ทำอันตรายผู้อื่น และรวมทั้งตัวเอง ด้วย คือเป็นอันตรายแก่โลกมากที่สุด. ที่โลกเรากำลังลำบากยุ่งยากอยู่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีอะไร นอกไปจาก เพราะ สิ่งที่เรียกว่า selfishness คือความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน ของแต่ละฝ่ายที่คุมกันเป็น พวก ๆ อยู่ในโลกในเวลานี้ : การที่ต้องรบกันอย่างที่ไม่อยากจะรบ ก็จำต้องรบกันนี้ มันก็เพราะบังคับสิ่งนี้ไม่ได้ หรือทนต่ออำนาจของสิ่งนี้ไม่ได้ มันจึงเกิดเป็นโรคขึ้นมา. โรคเห็นแก่ตัวนี้มันตั้งขึ้นได้ คือมันรับเชื้อเข้ามาแล้วก่อเป็นโรคขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าทุกคนไม่รู้จัก สิ่งซึ่งเป็นเครื่องต้านทานโรค กล่าวคือ หัวใจของพุทธ- ศาสนา.

น.44 เดี๋ยวนี้อาตมาได้กล่าว คำว่า "หัวใจของพุทธศาสนา" ขอให้เข้าใจคำว่า หัวใจของพุทธศาสนาต่อไป. เมื่อถามกันขึ้นว่า อะไร เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ? อาจเห็นมี ชิงกันตอบจนปากสลอนไปหมด คือ ใคร ๆ ก็ตอบได้ แต่มันอาจจะถูกหรือผิดนั้นอีก เรื่องหนึ่ง ; และที่เขาตอบนั้นมันตอบตามที่ไปจำ ๆ เขามา, หรือว่าเขามองเห็นด้วย สติปัญญาของเขาเอง ว่ามันเป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริง ๆ. ขอให้ลองสังเกตดูในส่วนนี้เถอะ ว่ามันเป็นกันอยู่อย่างไรในบัดนี้ ใครรู้จัก หัวใจของพุทธศาสนาจริง ๆ และเข้าถึงจริง ๆ บ้าง. เมื่อถามกันว่า อะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ? คงจะมีคนตอบว่า อริยสัจจ์ ๔ ประการบ้าง, หรือเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บ้าง, หรือบางคนก็อ้าง หลักว่า "สพฺพปาปฺส อกรณ์ กุสลสสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอติ พุทฺธานสาสน์ - ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำความดีให้เต็ม ทำจิตให้บริสุทธิ์ ; นี้คือหัวใจของพุทธศาสนา" อย่างนี้ก็ได้ ก็ถูกเหมือนกัน แต่มันถูกน้อยที่สุด และว่าเอาเองด้วย ; แล้วก็ยังเป็น เรื่องว่าตาม ๆ กันไปด้วย ไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้เห็นจริงด้วยตนเอง. สิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น อาตมาอยากจะแนะถึงประโยค สั้น ๆ ที่มีกล่าวอยู่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น". เรื่องมันมีอยู่ในพระบาลี มัชฌิมนิกาย ว่า คราวหนึ่งมีคนไปทูลถามพระ- พุทธเจ้า โดยทูลว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดที่ตรัส ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียว

น.45 หรือไม่ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้. พระองค์ตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย" : สพฺเพ ธมฺมา แปลว่า สิ่งทั้งปวง, นาลิ แปลว่า ไม่ควร, อภินิเวสาย - เพื่อจะยึดมั่นถือมั่น ; สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วพระองค์ ก็ย้ำลงไปอีกทีหนึ่งว่า ถ้าใครได้ฟังความข้อนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมดในพระพุทธศาสนา, ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา, ถ้าได้รับผลจากการ ปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนา. นีลองคิดดูเองว่ามันเป็นหัวใจของพุทธศาสนาหรือยัง เพราะมันเป็นทั้งเรื่อง วิชชา, เป็นทั้งเรื่องปฏิบัติ, และเป็นทั้งเรื่องผลของการปฏิบัติ. มันสมบูรณ์ถึงอย่างนี้ คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ปฏิบัติเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ได้ ผลมาเป็นจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร เป็นจิตที่ว่างที่สุด จึงถือว่าเป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนา. ทีนี้ ถ้าใครเข้าถึงความจริงข้อนี้ว่า สิ่งทั้งปวงล้วนแต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็แปลว่ามันไม่มีเชื้อที่จะเกิดเป็นโรค โลภ โกรธ หลง, หรือเป็นการกระทำผิดอย่างอื่น ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิต, และเมื่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ประดังกันเข้ามา เชื้อต่อต้านภายในที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" จะเป็น เชื่อต้านทานโรคอย่างยิ่ง ; มันไม่รับเชื้อโรค หรือว่าถ้ารับมันก็รับเข้ามาทำลายหมดไป. มันไม่ก่อเชื้อลุกลามเป็นโรคขึ้นมาได้ เพราะมันมีสิ่งต้านทานคอยทำลายอยู่เรื่อย เป็น อำนาจต้านทานโรค เป็น immunity อย่างสูงสุดอยู่เรื่อย. นี่แหละคือหัวใจของพุทธศาสนา คือหัวใจของธรรมะทั้งหมด ที่ว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย.

น.46 บุคคลชนิดที่รู้หัวใจของพุทธศาสนานี้ ย่อมเป็นบุคคลที่เหมือนกับมีเชื้อ ต้านทานโรค หรือเชื้อทำลายโรคอยู่ในตัวเขา เขาจึงเป็นโรคทางวิญญาณไม่ได้. แต่คนธรรมดาสามัญ ที่ไม่รู้หัวใจของพุทธศาสนานั้น ก็ต้องเป็นตรงกันข้าม คือเป็น เหมือนกับบุคคลที่ไม่มีอำนาจต้านทานโรค หรือ immunity ในตัวเสียเลยแม้แต่นิดเดียว จึงลุกลามเป็นโรคทางวิญญาณนี้โดยเร็ว และเป็นอยู่ประจำ. เมื่อพูดมาถึงเท่านี้ก็คงจะเข้าใจได้แล้วว่า คำว่า "โรคทางวิญญาณ" หรือ แพทย์ผู้รักษาโรคทางวิญญาณ นี้หมายความว่าอย่างไร ? และได้แก่ใคร ? ต่อเมื่อเรา เห็นว่าได้แก่พวกเรา เมื่อนั้นเราก็จะกระตือรือร้นกันอย่างยิ่ง และถูกทางด้วย ที่จะรักษา โรคของเรา. ก่อนหน้านี้เราไม่รู้ เราก็สนุกสนานกันไปตามเรื่อง เหมือนกับคนที่เป็น โรคร้าย ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรควัณโรค หรืออะไรก็ตาม เขาไม่รู้เขาก็หลงใหลเพลิดเพลิน ไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดจัดการเยียวยารักษาโรค จนกระทั่งสายเกินไป แล้วจะต้องตาย เพราะเหตุนั้น. เราจะไม่เป็นคนประมาทถึงขนาดนั้น อย่างนั้นเรียกว่าประมาท ให้สมตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อย่าประมาท จงสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท หมายถึงอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ไม่ประมาทก็ต้องเหลือบตาดูเสียบ้าง ว่าเป็นโรคทางวิญญาณกัน อย่างไร? หรือพยายามสอบสวนให้รู้จักเชื้อโรค หรือตัวโรค ทางมาของโรค ในทาง วิญญาณอย่างถูกต้องอยู่เสมอ ๆ แล้วก็จะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้รับ ทันในชาตินี้เป็นแน่นอน. เราจะต้องดูกันให้ละเอียดต่อไปอีก ถึงข้อที่ ความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็น ตัวโรค หรือว่าเป็นเชื้อโรค แล้วก็ลุกลามเป็นโรคได้อย่างไร.

น.47 ท่านสังเกตสักนิดหนึ่งก็จะเห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า : ความรู้สึกยึดมั่นถือ มันเป็นตัวกูก็ตาม เป็นของภูก็ตาม นี่แหละคือแม่บทของกิเลสทั้งปวง. กิเลสนั้นเราจะแจกเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ก็ได้, ราคะ โกธะ โมหะ ก็ได้, หรือจะซอยลงไปให้ละเอียดเป็น ๑๖ อย่าง เป็นกี่อย่างก็ได้ ; ผลสุดท้ายมันก็รวมเป็น โลภ โกรธ หลง. แต่ว่าทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งสามอย่างนั้น รวมเหลืออย่างเดียว ก็ได้ คือความรู้สึก ว่าตัวกู ว่าของภู. ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูที่เป็นศูนย์กลาง (nucleus) อยู่ภายในนั้น มันคลอด ออกมา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง : - ออกมาเป็นโลภ คืออยากได้ หรือกำหนัดรักใคร่ คือออกมาดึงดูด หรือรับเอาอารมณ์ที่มากระทบ. - ถ้าในขณะอื่น มันออกมาในรูปที่ผลักดันผลักไสอารมณ์ออกไป มันก็ เป็นเรื่องของความโกรธหรือโทสะ. - แต่ในบางคราว มันก็โง่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรดี ได้แต่วนเวียนอยู่รอบ ๆ คือว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ผลักออก, มันก็เป็นโมหะ. ที่กล่าวอย่างนี้ก็กล่าวเพื่อให้สังเกตง่าย ราคะหรือโลภะ นั้นคือดูดเอาอารมณ์ เข้ามา มีการดึงดูดเข้าหากัน ; ที่เป็นโกะหรือโทสะนั้น คือผลักออกจากกัน ; ที่เป็นโมหะความหลงนั้น มันวนเวียนอยู่โดยไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี คล้ายกับเวียน อยู่รอบ ๆ จะผลักออกก็ไม่กล้า จะดึงเข้าหาก็ยังไม่กล้า.

น.48 อาการของความรู้สึกที่เป็นกิเลสนี้จะมีอยู่ ๓ ประเภท ที่มันจะมีต่ออารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; มันแล้วแต่ว่าอารมณ์นั้น มันมาในรูปไหน ? คือมา ในรูปเปิดเผยหรือเร้นลับ : มาในรูปที่ยั่วให้เข้าหา, หรือยั่วให้ผลักออก, หรือว่ามัน ไม่อาจเข้าใจได้ มันงงๆ อยู่ ; อย่างนี้ทั้งนั้น. แต่ว่าแม้จะแตกต่างกัน ทั้งสามอย่างนี้มันก็เป็นกิเลส เพราะมันมีมูลมาจาก ตัวกู - ของกู ที่รู้สึกอยู่ในภายใน. เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า ความรู้สึกว่าตัวกู - ของภู ที่เป็นแม่บทของกิเลสทั้งปวงนี้ เป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งปวง คือเป็น มูลเหตุของโรคทั้งปวง. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความทุกข์ ไม่ค่อยจะสังเกตกันให้ดี ๆ เลย เข้าใจผิด, ไปเข้าใจว่าเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ฯลฯ นั้นเป็นอาการที่แจกออกไปเป็น ลักษณะของอาการ. แต่ท่านได้ตรัสสรุปท้ายไว้ว่า "สงฺขิตฺเตน ปญฺปาทานฺขนธา ทุกขา" แปลว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น (คืออุปาทาน) นั่นแหละเป็นตัวทุกข์. ข้อนี้หมายความว่า สิ่งใดมีความยึดถือหรือถูกยึดถือก็ตาม ว่าตัวกู ว่าของกู แล้ว สิ่งนั้นคือตัวทุกข์. ในสิ่งใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู - ของกูแล้ว สิ่งนั้น ไม่มีทุกข์. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรก็ตาม ถ้าไม่ถูกยึดมั่นใน ฐานะเป็นตัวกู - ของกูแล้ว มันหาทุกข์ไปได้ไม่. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ถูกยึดมั่น ว่าเป็นตัวกู - ของกูเท่านั้น ที่จะเป็นความทุกข์.

น.49 ร่างกายและจิตใจนี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเป็นร่างกายและจิตใจแล้วมันจะต้อง เป็นทุกข์กันไปหมด ไม่ใช่ ; มันต้องต่อเมื่อในนั้นมีความยึดมั่นว่าตัวกูว่าของภูต่างหาก มันจึงจะเป็นทุกข์. ส่วนในร่างกายจิตใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่เจืออยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูนี้ไม่ทุกข์เลย. เช่นร่างกายและจิตใจของผู้ที่เราถือกันว่าเป็นพระอรหันต์ เป็น ร่างกายและจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เจืออยู่ด้วยกิเลส คือตัวกู - ของกู จึงไม่ทุกข์ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์. เราจะต้องรู้ว่าตัวกู-ของกูนี้ เป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งปวง. เมื่อมีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็มีลักษณะไปในทางมืด เป็นอวิชชา ไม่ใช่เป็นแสงสว่าง เพราะมันไม่ว่าง มันกลัดกลุ้มเดือดพล่านอยู่ด้วยความ รู้สึกว่าตัวกู - ของกู. ทีนี้สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ จิตใจที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู -ของกู คือเป็นจิตว่าง ; ไม่เดือดพล่านอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูอย่างที่ว่านั้น จิตอย่างนี้มันเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา. เราจะต้องจับข้อเท็จจริงข้อนี้ให้ได้ว่า มันมีของอยู่ ๒ อย่าง คือความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกูนั้นอย่างหนึ่ง, และสติปัญญาอีกอย่างหนึ่ง. สองอย่างนี้เป็นปฏิปักษ์ ต่อกันอย่างตรงกันข้าม ถ้าสิ่งหนึ่งเข้ามา อีกสิ่งหนึ่งต้องกระเด็นออกไป ; ถ้าสิ่งหนึ่ง มีอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งอยู่ไม่ได้. ถ้าความรู้สึกที่ว่าตัวกู - ของกูเต็มปรี่อยู่แล้วละก็ สิ่งที่ เรียกว่าสติปัญญานี้เข้ามาไม่ได้. ถ้าสติปัญญามีอยู่แล้ว ตัวกู - ของกูก็หายไป, ว่างจาก ตัวกู - ของกู หรือว่างจากตัวกู - ของกูนั่นแหละคือสติปัญญา.

น.50 จะกล่าวอย่างฉลาด ๆ คือกล่าวอย่างรวบรัด แต่ค่อนข้างจะน่ากลัวนี้ ก็กล่าว อย่างพวกนิกายเซ็น หรืออย่างฮวงโปกล่าวว่า ความว่างนั้นคือธรรมะ ความว่างนั้นคือ พุทธะ ความว่างนั้นคือจิตเดิมแท้หรือจิตตัวแท้ นี้ฝ่ายหนึ่ง ; ส่วนฝ่ายไม่ว่าง ความ ไม่ว่างหรือความวุ่นนั้น คือไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่จิตเดิมแท้ แต่เป็นความ คิดปรุงแต่งใหม่ ; เกิดเป็นของ ๒ อย่าง ตรงกันข้ามกันขึ้นมาอย่างนี้. เมื่อเรารู้จักของ ๒ อย่างนี้แล้ว จะเข้าใจธรรมะทั้งหมดได้ง่ายที่สุด. อย่างท่านที่นั่งฟังที่นี่ เดี๋ยวนี้กำลังว่างอยู่ กำลังไม่มีความคิดปรุงแต่งให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู กำลังพังอยู่ และกำลังมีสติปัญญาอยู่ ความรู้สึกตัวว่าตัวกู - ของภูเข้ามาไม่ได้; แต่ถ้าว่าบางคราว หรือโอกาสอื่น, เมื่อมันมีอะไรมากระทบ เกิดความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูขึ้นมาแล้ว ความว่างในใจอย่างที่ท่านมีอย่างที่นี่จะหายไปทันที เพราะฉะนั้น ย่อมหมายความว่าสติปัญญาได้หายไปทันที. ตรงนี้ขอแทรกนิดหน่อยว่า สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานี้ เราหมายถึงสติปัญญา ที่แท้จริง : เพราะยังมีสติปัญญาไม่ใช่ที่แท้จริง คือสติปัญญาที่ไม่เกี่ยวกันกับความว่าง จากตัวกูนั่นเอง. สติปัญญาเฉลียวฉลาดในทำนองนั้น ภาษาบาลีเขาไม่เรียกว่า สติปัญญา, มีคำอีกคำหนึ่งในภาษาบาลี สำหรับเรียกสติปัญญาชนิดนั้นว่า "เฉโก" ; เฉโกก็แปลว่าปัญญาเหมือนกัน ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าปัญญา แต่มันไม่ใช่สติปัญญา อย่างที่ว่างจากตัวกู มันกลับเป็นสติปัญญาที่เต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู - ของกู คือสติปัญญา โง่ที่จะไปเอาไปเป็น ไปยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. สติปัญญาอย่างนี้ต้องได้รับการยกเว้น ไม่รวมอยู่ในคำว่า "สติปัญญา" ที่มันเป็นปฏิปักษ์ต่อความยึดถือว่าตัวตน เป็น egoism, เพราะว่าเฉโก อย่างนั้นมันเป็นตัวตน เป็น egoism เสียเอง อย่าเอามาปนกัน ถ้า เอามาปนกันแล้วจะยุ่ง.

น.51 เรามีความว่างจากความยึดถือว่าตัวตน เป็น egoism ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกูแล้ว สติปัญญาแท้ที่จะดับทุกข์ได้ ที่เป็นยาแก้โรคทางวิญญาณอยู่ ในตัวนั้นก็มีอยู่ ; เพราะฉะนั้นในขณะนั้นโรคเกิดไม่ได้ หรือโรคที่เกิดอยู่ก่อนก็หาย ไปทันทีเหมือนปลิดทิ้ง ในขณะนั้นจึงมีธรรมะเต็มไปหมด ; สมกับที่กล่าวว่า ความ ว่างนั้นคือสติปัญญา ความว่างคือธรรมะ ความว่างคือพุทธะ เพราะว่าในขณะที่จิต ว่างจากตัวกู - ของกู. ในขณะนั้นจะมีธรรมะทุกอย่างทุกประการหมดทั้งพระไตรปิฎก ที่เราควรปรารถนา. เอากันอย่างง่าย ๆ ว่า ในขณะนั้นจะมีสติสัมปชัญญะที่สุด, มีหิริ โอตตัปปะ คือความละอายบาปกลัวบาปที่สุด, มีขันติ โสรัจจะ ความอดกลั้นอดทนที่สุด, มีความ กตัญญูกตเวทีที่สุด, มีความสัตย์ชื่อที่สุด, เรื่อยไปจนกระทั่ง มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ที่จะทำให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ อาตมาแจกลูกไปแต่ต้น ว่าจะต้องมีสติสัมปชัญญะ หิริ โอตตัปปะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวที นี้ก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะเหมือนกัน เป็นธรรมะ ที่เป็นที่พึ่งแก่โลก ได้เหมือนกัน. แม้แต่ หิริ โอตตัปปะ ละอายบาป เกลียดบาป กลัวบาปนี้ ลองมีซิ โลกนี้ก็สงบเป็นสันติภาพถาวร. เดี๋ยวนี้มีแต่คนหน้าด้าน ไม่รู้จักกลัวบาป อายบาปแก่ตัวเอง จึงทำสิ่ง ที่ไม่ควรทำอยู่ได้ แล้วยืนยันและยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เห็นว่านี้มันจะทำความ พินาศให้ทั้งโลก ก็ยังยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย, เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ โลกนี้จะต้อง วินาศลงเพราะไม่มีธรรมะแม้เพียงข้อนี้.

น.52 หรือธรรมะต่ำแคบกว่านั้นอีก คือธรรมะที่ชื่อว่า กตัญญูกตเวทีอย่างนี้ ลองมีธรรมะข้อนี้ข้อเดียว โลกนี้ก็สงบได้ เพราะเราต้องยอมรับว่าทุกคนในโลกมีบุญคุณ แก่กันและกัน ในฐานะที่ช่วยกันสร้างโลกให้น่าดูให้งดงามอย่างนี้ เช่นคิดค้นวิชาขึ้นมา ใส่โลกอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะคนทุกคนในโลกมีบุญคุณต่อกัน. ไม่ต้องพูดถึงคนหรอก ; แม้แต่สุนัขและแมวก็ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์, แม้แต่นกกระจอกก็ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์. ถ้าเรารู้จักบุญคุณของสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ทำอะไรชนิดที่เป็นการเบียดเบียนกันไม่ได้. โดย อำนาจธรรมะ คือ ความกตัญญูกตเวทีเท่านั้น ก็ช่วยโลกได้. เป็นอันว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะนั้น ถ้าเป็นธรรมะจริงแล้ว เหมือนกันหมด เป็นอันเดียวกันหมด คือช่วยโลกได้ทั้งนั้น. ถ้าธรรมะไม่จริงแล้วมันขัดขวางกันไปหมด มันจะดูมากมายรกรุงรังไปหมด. ฉะนั้นเมื่อมีธรรมะจริง คือมีว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว ก็มีธรรมะหมด มีพุทธะหมด มีอะไรหมดอยู่ในนั้นเอง ในจิตดวงเดียวนั่นเอง ซึ่งเป็นจิตแท้ หรือจิตที่เป็นสภาพเดิมแท้. ถ้าตรงกันข้ามคือว่า จิตกำลังปรุงอยู่ด้วยตัวกู - ของกูเดือดพล่านอยู่ในใจแล้วธรรมะก็ไม่มี ขณะนั้นมันไม่มีสติสัมปชัญญะ ; มีสภาพผลุนผลัน ไม่คิดไม่นึกไม่ยับยั้งชั่งใจ มีอหิริ มือโนตตัปปะ ไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาป เป็นคนด้านต่อความชั่วที่สุด และเป็นคน อกตัญญูที่สุด ตลอดถึงเป็นคนที่ทำทุกสิ่งที่เป็นการทำลายโลกก็ได้. มันมืดมัวถึงขนาดนี้ แล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีญาณทัส สนะเห็นแจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรืออะไร ทำนองนั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้. นี่แหละเราต้องรู้จักของ ๒ อย่างนี้เสียก่อน คือว่า ว่างจากตัวกู กับ ไม่ ว่างจากตัวกู : ว่างจากตัวลู นี้ก็เรียกว่า ว่าง, แล้วไม่ว่างจากตัวกู เราเรียกว่า วุ่น ; เพื่อประหยัดเวลาในการออกเสียงก็มี ว่าง กับ วุ่น.

น.53 ทีนี้อาจรู้สึกด้วยสามัญสำนึกทันทีขึ้นมาเดี๋ยวนี้แล้วว่า ทุกคนไม่มีใครชอบวุ่น. ถ้าถามว่าใครชอบวุ่นลองยกมือขึ้น ถ้าใครยกมือมาแล้วคงจะขำพิลึก เพราะว่าทุกคนนี้ก็ ชอบว่าง จะว่างชนิดไหนก็ล้วนแต่ชอบทั้งนั้น ; ว่างขี้เกียจไม่ต้องทำงานนี้ก็ยังมีคนชอบ ว่างจากไม่มีอะไรมากวน ไม่มีลูกมีหลานมีเหลนมากวนอย่างนี้ใคร ๆ ก็ชอบ, แต่ว่าว่าง อย่างนั้นเป็นเรื่องข้างนอก ยังไม่ใช่ว่างจริง. ว่างข้างในนั้นคือการที่มีใจคอปรกติ ใจคอไม่ระส่ำระสายวุ่นวาย อย่างนี้ เรียกว่าว่าง ถ้าใครรู้จักก็จะยิ่งชอบ. ถ้าว่างยิ่งขึ้นไปอีกก็ถึงที่สุด คือว่างจากความรู้สึก ที่เป็นตัวตน เป็น egoism ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราเป็นของเราอย่างนี้ เป็นนิพพาน ว่างอย่างยิ่ง ; นี้เราเรียกว่าว่าง. ที่วุ่นนั้นก็ตรงกันข้าม วุ่นได้ทุกอย่าง ทุกทาง ทั้งทางกายทางใจ และทาง วิญญาณ ; มันวุ่นคือว่าถูกรบกวนไปหมด ไม่มีความสงบสุขเลย. ในตัวความว่างนั้น คือธรรมะ คือพุทธะ คือสภาพเดิมแท้ของจิต หรือ อะไรแล้วแต่จะเรียก. ในตัววุ่นนั้นคือไม่มีธรรมะ ไม่มีพุทธะ แม้แต่จะร้องตะโกนอยู่ ว่า พุทธิ สรณ์ คจฺฉามิ หรืออะไรมันก็ไม่มีธรรมะไปได้. นี้แหละ คนที่มีจิตใจวุ่นอยู่ด้วยตัวกู - ของกู ถึงจะไปรับไตรสรณคมน์ รับศีล ทำบุญให้ทานอะไรมันก็ไม่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงขึ้นมาได้ มันเป็นเพียง พิธีไปหมด. ถ้าเป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงแล้ว ต้องเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ; เมื่อใด จิตว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว เมื่อนั้นมีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงอยู่ในจิตนั้น.

น.54 มีอย่างชั่วคราว ก็เป็น พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ชั่วคราว ; ถ้ามีเด็ดขาดไป ก็มี พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงและถาวร. ให้อุตส่าห์ปรับปรุงให้จิตใจว่าง จากตัวกู - ของกูอยู่เรื่อยไปก็แล้วกัน ; แล้วจะมีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ในระดับหนึ่งประจำอยู่ในจิตใจ ทำเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะ เต็มที่สมบูรณ์ หรือเด็ดขาด. นี้เรียกว่าเราได้รับเอาธรรมะที่เป็นยาแก้โรคด้วย, เป็นเชื้อต้านทานโรคด้วย, พร้อมกันไปในตัว เข้าไปใส่ไว้ในจิตใจ ในวิญญาณก็ได้ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดโรคทาง วิญญาณ. ทีนี้เราควรจะได้พูดกันถึง ส่วนที่เป็นการรักษาเยียวยา นั้นให้ ชัดเจนลงไปสักเล็กน้อย. การที่จะป้องกันหรือรักษาเยียวยาโรคนี้ก็ต้องมีหลักอย่างที่กล่าวมาแล้ว ; คือ ว่า ต้องไม่ให้ตัวกู - ของกูเข้ามาเกี่ยวข้อง. ทีนี้มันจะโดยวิธีใดบ้าง ? มันก็มีอยู่หลายวิธีเหมือนกัน เพราะว่าแม้แต่ รักษาโรคทางกายนี้หรือทางจิตทาง mental ก็ตาม ซึ่งในโรคเดียวกันนั้นก็ยังมีวิธีรักษาได้ หลายแบบ ไม่ใช่มันจะแบบเดียวตายตัว ; แต่ความมุ่งหมายหรือผลของมันนั้นก็มีเป็น อย่างเดียว.

น.55 ว่าเราจะรักษาโรคทางวิญญาณละก็ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้กล่าวถึงวิธี ปฏิบัตินี้ไว้มากมายหลายอย่างเหมือนกัน เพื่อให้เหมาะสมแก่บุคคล แก่เวลา แก่สถานที่ ตามโอกาส เราจึงได้ยินได้ฟังธรรมมากมายหลายชื่อ. บางทีฟังแล้วน่าตกใจว่าตั้ง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ; ถ้า ๘๔,๐๐๐ เรื่องแล้ว ท่านทั้งหลายจะรู้สึกท้อถอย ถ้าขืนเอาให้ได้ก็ตายเปล่า; คือมันไม่อาจจะได้ มันก็เรียนแล้วลืม ลืมแล้วเรียน เรียนแล้วลืม อยู่นั่น หรือว่าสับสนกันหมด. แต่ว่าที่แท้จริงแล้วมันมี เพียงกำมือเดียว เรื่องเดียว อย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่า ท่านสรุปลงไปในคำ ๆ เดียวว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น" ได้ยินข้อนี้ก็คือได้ยินทั้งหมด, ปฏิบัติข้อนี้ก็คือปฏิบัติ ทั้งหมด, ได้ผลข้อนี้ก็คือหายจากโรคทั้งหมด. ที่ว่ามีวิธีหลายแบบในการขจัดโรคตัวกู - ของกูนี้, ความจริงล้วนแต่ สามารถขจัดตัวกู - ของกูนี้ออกไปทั้งนั้นเหมือนกันทุกแบบ ; แล้วแต่ว่าจะปฏิบัติโดย วิธีอะไรบ้าง. คือมีหลายอย่างเช่น :- ประการที่ ๑. วิธีทำการพิจารณาอยู่เสมอ ให้เห็นว่าตัวกู-ของกูนี้ เป็นเพียงมายา. ตัวมายาคือสิ่งที่ไม่มีตัวจริง เป็นภาพลวงตา illusion, hallucination หรือ อะไรทำนองนี้ เรียกว่ามายา ; จะให้เห็นว่าที่เรารู้สึกว่ามีตัวตน มีก้อน มีชั้น มีตุ้น ว่าตัวกู - ของกูนั้น ที่แท้มันเป็นเพียงมายา ตามวิถีทางของอาการที่เรียกกันว่า ปฏิจจสมุปบาท. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ถ้าจะกล่าวทางทฤษฎีหรือทางหลักวิชามันยืดยาว ใช้เวลาเรียนถึงเดือนหนึ่งหรือสองเดือนก็ได้ สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทเพียงเรื่องเดียว ;

น.56 พราะในทางทฤษฎี หรือหลักวิชานั้น มันขยายไปในรูปของจิตวิทยา หรือปรัชญาเรื่อยไป จนกระทั่งเป็นน้ำท่วมทุ่งเพ้อเจ้อไปเลย. แต่ว่าปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายภาคปฏิบัติแท้ ๆ นั้น มันก็มีเพียงหยิบมือเดียว หรือกำมือเดียว เท่าที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ; คือว่าเมื่อสัมผัสกันเข้ากับรูป หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส อะไรก็ตาม ทางตา ทางหู ทางใดทางหนึ่ง เมื่อ มีการกระทบ แล้ว ก็เรียกว่าสัมผัส บาลีว่าผัสสะ, ผัสสะนี้ปรุงให้เป็นเวทนา เวทนานี้ปรุงเป็นตัณหา ตัณหานี้ปรุง เป็นอุปาทาน อุปาทานปรุงเป็นภพ ภพปรุง เป็นชาติ คือ ความเกิด ต่อจากชาติก็คือ แก่ เจ็บ ตาย คือตัวทุกข์. ให้ดูที่ว่า พอมากระทบอารมณ์ก็เป็นผัสสะ แล้วมันปรุงเป็นเวทนา หรือที่ ปรุงต่อ ๆ กันไปนั้น ก็เรียกว่า "อาการของปฏิจจสมุปบาท" คือ อาการของการที่สิ่ง ต่าง ๆ มันอาศัยสิ่งหนึ่งแล้วปรุงสิ่งหนึ่งขึ้น, แล้วอาศัยสิ่งนั้นปรุงอีกสิ่งหนึ่งขึ้น, อาศัย สิ่งนั้นแล้วปรุงอีกสิ่งหนึ่งขึ้น, อาการอย่างนี้ หรือภาวะอย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท : คืออาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีตัวจริงที่ไหน เพียงแต่พึ่งอาศัยกัน แล้วเกิดขึ้น แล้วเกิดขึ้น เอาอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้นนี้เป็นตัวปฏิจจสมุปบาท. วิธีที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็คือว่า อย่าให้มันอาศัยกันเกิดขึ้นได้ ให้ตัด ตอนมันเสีย คือว่าเมื่อผัสสะกระทบทางตาเป็นต้นแล้ว ให้มันขาดตอนลงไป. อย่าให้ ปรุงเป็นเวทนา อย่าให้รู้สึกเป็นพอใจ หรือไม่พอใจขึ้นมา นี้เรียกว่าไม่ปรุงเวทนา. เมื่อไม่ปรุงเวทนาแล้วก็ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน ซึ่งเป็นตัวกูหรือของกู มันเป็นตัวกู-ของกู อยู่ตรงที่เกิดตัณหาอุปาทานนั่นแหละ มายาอยู่ที่ตรงนั้น. ถ้าพอว่ากระทบอารมณ์เป็น ผัสสะล้วนๆ แล้วหยุดแต่แค่นั้น มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดตัวกู - ของกู ก็ไม่เป็นโรค ทางวิญญาณและไม่เป็นทุกข์

น.57 อีกทีหนึ่งก็คือว่า คนธรรมดาสามัญนี้ที่จะไม่ให้ผัสสะปรุงเป็นเวทนานั้นยากนัก เพราะพอกระทบเข้าแล้ว ; - ก็ต้องเลยไปรู้สึกเป็นพอใจหรือไม่พอใจเสียเสมอไป ไม่หยุด อยู่ได้เพียงแค่ผัสสะ เพราะว่าไม่เคยได้ศึกษาอบรมในทางธรรม. แต่ก็ยังมีทางเอาตัวรอด อีกตอนหนึ่ง คือตอนที่ว่า ปรุงเป็นเวทนาแล้วนี้ พอใจหรือไม่พอใจแล้วนี้ ก็ให้หยุด อยู่เพียงนั้นอีก ให้เวทนาสักว่าเวทนาแล้วดับไป; อย่าให้เลยไปเป็นตัณหาความอยาก อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ตามความพอใจหรือตามความไม่พอใจ. เพราะถ้าพอใจ ก็อยากได้ รักใคร่ หลงใหล หึงหวง ริษยา อะไรกันเป็นแถวเลย ; ถ้าไม่พอใจแล้ว อยากตีให้ตาย อยากทำลาย อยากล้างผลาญมันเสียเลย อยากจะฆ่ามันเสียเลย. ถ้าอยาก อย่างนี้แล้ว ได้ชื่อว่า มันปรุงเป็นตัณหาแล้ว, เวทนานั้นได้ปรุงเป็นตัณหาเสียแล้ว, ถ้า อย่างนี้แล้ว ต้องเป็นโรคทางวิญญาณที่เป็นทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้ ต่อให้พระเจ้าทั้งหมด รุมกันช่วยก็ช่วยไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าท่านช่วยไม่ได้ ท่านไม่ใช่ผู้บังคับกฎธรรมชาติได้, ท่าน เป็นเพียงผู้เปิดเผยกฎธรรมชาติ ; ให้ไปปฏิบัติกันเอาเอง ; ถ้าปฏิบัติผิดมันก็ต้องเป็นทุกข์, ถ้าปฏิบัติถูกมันก็ไม่เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นจึงว่าถ้าเวทนาปรุงเป็นตัณหาแล้ว ไม่มีใคร ช่วยได้ จึงต้องเป็นทุกข์โดยแน่นอน ; เพราะมันทำให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นมาแล้ว เป็นตัณหาแล้ว. ทีนี้ในตัวความอยากนั้น ในตัวที่เกิดขึ้นเป็นความอยากพล่านอยู่ในใจนั้น ขอให้มองดูให้ดี ๆ ; มองดูแยกส่วนออกไปให้ได้ ว่า ในนั้นมันมีความรู้สึกที่เป็นตัว ผู้อยาก คือตัวกูหรือตัวเรา ที่รู้สึกอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนี้, หรือว่ากระทำลงไปแล้วอย่างนั้นอย่างนี้, หรือว่าได้รับผลการกระทำ อย่างนั้นอย่างนี้. มันมีตัวผู้อยากอยู่ นั่นแหละคือตัวกูที่มันอยาก ; มันก็จะได้เอามา

น.58 ป็นของกู หรือว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง : เป็นทรัพย์สมบัติของกู, เกียรติยศของกู, เป็นชัยชนะของกู, เป็นความปลอดภัยของกู, ในนั้นมันมีความรู้สึกว่าของกูอยู่ด้วย. ความรู้สึกว่าตัวกว่าของกูนี้เรียกว่า อุปาทาน. เกิดมาจากตัณหา ตัณหา ปรุงเป็นอุปาทาน. ถ้าปฏิจจสมุปบาทได้ส่งทะยอยกันมาถึงตัณหาอุปาทานแล้ว มันก็ เป็นมูลเหตุของความทุกข์ได้โดยสมบูรณ์แล้ว. นี้แปลว่าเดี๋ยวนี้เชื้อโรคพักตัวเต็มที่ แล้ว, เชื้อโรคที่รับเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในขณะของผัสสะ หรือเวทนานั้นเมื่อมาถึงขั้นของตัณหา อุปาทานนี้ มันพักตัวเต็มที่ถึงขนาดจะแสดงเป็น อาการของโรค โดยสมบูรณ์แล้ว, เพราะว่าหลังจากอุปาทานก็มีภพ. อุปาทานทำให้เกิดภพ. ภพ แปลว่า ความมี - ความเป็น ; ความมีความ เป็นของอะไร ? ก็ของตัวกู และของกูนั่นเอง. กรรมภพ ก็คือการกระทำที่ทำให้เกิด ตัวกูและของกู. ถ้าเรียกว่า " ภพ" เฉย ๆ ก็คือภาวะแห่งตัวกูเต็มที่ เป็นโรคเต็มที่. ภพให้เกิดชาติ ก็หมายความว่า ความเต็มที่นั้นมันแสดงออกมาเป็นชาติ คือ ความเกิด. ที่นี้ตัวภูได้เกิดออกมาแล้ว เป็นความทุกข์ เป็นความแก่ ความตาย โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส มากมายเหลือที่จะจาระไนอาการ แต่รวมเรียกว่าเป็นทุกข์. ขณะนี้ก็คืออาการที่เรากำลังเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่ด้วยผลของโรค ; นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้เป็นมา ส่งทะยอยกันมา จนถึงกับเกิดโรค หรือเกิดทุกข์. ในทางปฏิบัติเราหยุดมันเสียได้ ตรงที่ไม่ให้ผัสสะปรุงเวทนา, หรือ ถ้าพลาดตรงนั้น ก็ให้มาทำตรงที่ไม่ให้เวทนาปรุงเป็นตัณหา หลังจากนี้แล้ว ช่วยไม่ได้.

น.59 เราต้องพยายามมีธรรมะกันให้ได้ ตรงที่เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูก ได้กลิ่น ฯลฯ นี้ โดยที่เราศึกษาอบรมอยู่เป็นประจำ ถึงข้อที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น. แปลว่าคนธรรมดาเขามีแนวว่า ถ้าเกิดผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา แล้วเกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ นี้เป็นทางที่เดินกันจนเตียนโล่งไปหมด เดินง่ายที่สุด. แต่เราไม่เอา อย่างนั้น พอมีผัสสะกระทบแล้ว เราก็วกกลับเดินไปในทางของสติปัญญา ไม่เดิน ไปทางตัวกู - ของกู. หรือแม้ว่าจิตเดินไปจนถึงเวทนาแล้วก็ตาม ยังยักกลับไปทางของสติปัญญา ก็ได้ไม่ลอยไปตามกระแสแห่งตัวกู - ของกู ; อย่างนี้ไม่มีทุกข์เลย, ทุกวันทุกคืนจะไม่มี ทุกข์เลย. แล้วถ้าทำได้เก่ง คือว่าทำไปตามวิธีที่ถูกต้องถึงที่สุดแล้ว เป็นพระอรหันต์ ได้ในตัวเอง. ถ้าเอาตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็มีหลักง่ายๆ คือหลักที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสแก่พระสาวก ชื่อพาหิยะว่า :- "ดูกรพาหิยะ, เมื่อใดเธอได้เห็นรูป สักว่าตาเห็น, ได้ฟังเสียง สักว่า หูได้ยิน, ได้ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้กลิ่น, ได้ลิ้มรส ก็สักแต่ว่าได้ชิม, ได้สัมผัสผิวหนัง ก็สักแต่ว่าเป็นการกระทบทางผิวหนัง, จะคิดนึกขึ้นมาในใจก็สักแต่ว่า รู้สึกตามธรรมชาติ ขึ้นมาในใจ. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เมื่อนั้นตัวเธอจักไม่มี (คือตัวกูไม่มี) ; เมื่อตัวเธอไม่มี การวิ่งไปทางโน้นหรือวิ่งมาทางนี้หรือหยุดอยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็ไม่มี. นั่นแหละคือที่สุด ของความทุกข์, นั่นแหละคือที่สิ้นสุดของความทุกข์, นั่นแหละคือนิพพาน". เมื่อใด เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ถ้าเป็นถาวรก็เป็นนิพพานถาวร ; ถ้าเป็นชั่วคราว ก็เป็นนิพพานชั่วคราว นี่แปลว่าเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น.

น.60 จะปฏิบัติวิธีไหนก็ให้เป็นไปเพื่อเฉยได้หรือหยุดได้ ต่ออารมณ์ที่มา กระทบทั้งนั้น จะทำวิปัสสนาแบบไหนก็ตามเถอะ ถ้าถูกต้องหรือไม่หลอกลวงกันแล้ว ก็จะต้องมาในรูปนี้รูปเดียวกัน ; คือในรูปที่อารมณ์ไม่ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู ขึ้นมาได้ และอันนี้มันไม่ยากที่จะทำลายกิเลส ; เพราะเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ทำได้อย่างนี้, มันทำลายกิเลสของมันเอง มันฆ่ากิเลสอยู่ในตัวมันเอง. เปรียบง่าย ๆ เหมือนว่า ถ้าเราอยากจะให้ไม่มีหนูมารบกวน เราเอาแมวมาเลี้ยง เรื่องของเราก็เพียงแต่เอาแมวมาเลี้ยง หนูมันก็หมดไปได้ โดยที่เราเองไม่ต้องไปจับหนู แมวมันทำหน้าที่ของมันเอง หนูก็ไม่มีได้; สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็ไม่มีเพราะเหตุนี้. ทีนี้เราทำแต่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกวิธีเท่านั้น ตอนที่จะ ฆ่ากิเลสนั้นมันเป็นการฆ่าของมันเอง นี้พูดอย่างสมมติ. เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า "ถ้าพวกเธออยู่กันให้ถูกต้องแล้ว โลกนี้ก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์" ฟังดูให้ดี ๆ ; ว่า อยู่กันให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าอยู่ให้ถูกต้อง แล้วโลกนี้จะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ คำนี้ไม่ใช่คำเล็กน้อย ใจความมันก็บอกอยู่แล้ว ; และมันไม่เล็กน้อยก็ตรง ที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านสั่งเมื่อใกล้ ๆ จะปรินิพพานว่า "อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมมา วิทเรยฺยํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส" - ภิกษุทั้งหลายถ้าภิกษุเหล่านี้จะพึงเป็นอยู่ โดยชอบไซร้ โลกจักไม่ว่างจากพระอรหันต์. สมฺมา วิหเรยฺยุํ แปลว่า พึงเป็นอยู่ หรือ พึงอยู่โดยชอบ.

น.61 ยู่โดยชอบนี้อยู่อย่างไร โลกจึงจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ? อยู่โดยชอบ ก็คืออยู่ในลักษณะที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้เข้ามาแตะ ต้องไม่ได้: คือมากระทบนั้นได้ แต่ว่าจะมาปรุงแต่งให้เกิดเวทนา เกิดตัณหา อุปาทานนั้นไม่ได้. เราอยู่ในลักษณะที่ฉลาด อยู่ด้วยสติปัญญา หรือความว่างจากตัวกู อย่างที่กล่าวแล้ว เพราะเราศึกษาเพียงพอ ปฏิบัติมันจนเคยชินเพียงพอ. เพราะฉะนั้น เมื่อมันมา ก็มากระทบ, แล้วตายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ; เหมือนกับบ้านเรามีแมว หนูมาจากบ้านอื่น หรือมาจากบ่าขึ้นมาบนเรือนนี้มันก็ตายหมด เพราะแมวมันคอยฆ่า อยู่เรื่อย. ถ้าเรามีการเป็นอยู่ที่ถูกต้องตามหลักของความไม่ยึดมั่นนี้แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ก็ไม่มาทำอันตรายเราได้ มากระทบได้ มาเกี่ยวข้องได้ ; แต่เราใช้มันด้วยสติปัญญา เราจัดการกับมันด้วยสติปัญญา : กินมันก็ได้ บริโภคมันก็ได้ มีมันก็ได้ เก็บมันไว้ก็ได้ แต่ไม่มีผลเป็นทุกข์; เพราะมันมีค่าเท่ากับไม่มี ไม่เป็น ไม่ใช้ ไม่กิน ไม่เก็บ เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา. ในทางที่ตรงข้ามนั้น มันไปมีตัวเรามีของเราหมด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น ทุกข์ตลอดเวลา : ไม่ทันกิน ไม่ทันเก็บ มันก็ทุกข์แล้ว, กินอยู่ เก็บอยู่ มันก็ทุกข์อีก, มันเป็นทุกข์ไปหมดเพราะเหตุนี้ ; นั่นเรียกว่าไม่อยู่โดยชอบ. ไม่ได้เป็นอยู่โดยชอบ ก็กลุ้มไปด้วยโรค หรือความทุกข์ ; ถ้าเป็นอยู่โดยชอบ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดโรค หรือเกิดความทุกข์ได้. คำ “เป็นอยู่ชอบ" นี้ อธิบายได้ต่อไปถึงกับว่า เป็นอยู่อย่างนั้นกิเลสไม่ได้ อาหารหล่อเลี้ยง กิเลสผอมตายเอง. เปรียบเหมือนว่าเสือดุร้ายนี้เราล้อมคอกมันไว้ได้

น.62 แล้ว เราก็ล้อมมัน, มันก็ไม่ได้กินอาหาร ; เพราะในคอกนั้นมันไม่มีอาหาร เราไม่ ต้องฆ่ามัน มันก็ตายเอง. เพราะฉะนั้น เราล้อมไว้ให้ถูกวิธี ตรง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รอบตัวเรา ; ล้อมตรงนี้ คือ ปฏิบัติถูกต่อสิ่งเหล่านี้ ที่ตรงนี้, กิเลสไม่มีทางได้กินอาหาร ก็ไม่อาจเกิด ไม่อาจเจริญ งอกงาม ; เชื้อของกิเลสจึงหมดไป มันก็เลยไม่มีเชื้อที่จะให้เกิดกิเลสหรือทำให้เกิดทุกข์. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "อยู่ให้ชอบ อยู่ให้ถูกวิธีเท่านั้น โลกจักไม่ว่าง จากพระอรหันต์’ นี้เรียกว่าปฏิบัติตามหลักของปฏิจจสมุปบาท, เรียกว่าเป็นอยู่ถูกต้อง ชนิดที่เกิดกิเลสไม่ได้ โดยที่เห็นว่าตัวกู - ของกูนี้เป็นเพียงมายา เพราะมันเพิ่งเกิดมา เมื่อมีรูปมากระทบตาหูเป็นต้น ; เกิดเวทนาแล้วปรุงเป็นความอยาก. ถ้าอย่าให้มีอะไร มาปรุงเป็นความอยาก มันก็ไม่เกิดอุปาทานว่าตัวกูว่าของกู. พึงเข้าใจให้ถูกต้อง ว่ากิเลสมันเพิ่งเกิดหยก ๆ เพราะการปรุง ขึ้นมา ไม่ใช่ตัวจริง. มันเป็นมายาเหมือนกับหน่วยคลื่น ที่เกิดขึ้นเพราะลมพัดน้ำ น้ำก็มีอยู่จริง ลมก็มีอยู่จริง แต่ตัวคลื่นนั้นเป็นมายา. นี่เปรียบเทียบโดยวัตถุ แต่จะเอาเป็นเรื่องเดียว กันแท้ไม่ได้ ; มุ่งหมายแต่จะชี้ตรงความเป็นมายาของคลื่น ที่เกิดขึ้นมาเพราะการปรุงแต่ง คือลมพัดน้ำให้กระฉอกเป็นลูกคลื่น ยกเป็นสันลูกคลื่นขึ้นมาแล้วก็หายไป. ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู คราวหนึ่ง ๆ ในวันหนึ่ง ซึ่งเกิดอยู่หลาย ๆ คราว นั้น ก็เป็นเหมือนคลื่นที่มีมาจากน้ำ คืออารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; แล้วก็ กระทบด้วยลมคือ ความโง่ ความหลง อวิชชา แล้วเกิดเป็นคลื่น คือตัวกู-ของกู โผล่ ขึ้นมาเป็นคราว ๆ, วันหนึ่งหลายคราว.

น.63 ความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู หรือ egoism ที่ โผล่ขึ้นมาคราวหนึ่งนี้ ท่าน เรียกว่าชาติหนึ่ง ชาติคือความเกิดที่หนึ่ง. นี่แหละความเกิดที่แท้จริง หมายถึงความเกิดของสิ่งนี้ คือตัวกู - ของกู. อย่าได้ไปหมายถึงความเกิดจากท้องแม่. คนหนึ่งเกิดจากท้องแม่ที่หนึ่งแล้วก็เข้าโลงไป ทีหนึ่ง นั้นไม่ใช่ความเกิดที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย ; มันเป็นความเกิดทาง physical มากไป. ความเกิดที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายนั้น เป็นฝ่าย spiritual หมายถึงการเกิด ที่เป็นอุปาทานว่าตัวกู-ของกู วันหนึ่งเกิดได้หลายชาติ หลายสิบชาติ หรือหลายร้อยชาติ ก็ตาม แล้วแต่ว่าใครจะเกิดเก่งสักกี่มากน้อย ; แต่ทุกคราวจะต้องเป็นชาติ เป็นตัวกู- ของกู ขึ้นมาที่หนึ่งเสมอไป ; แล้วมันก็ค่อยจางไป เดี๋ยวมันก็ค่อยดับลง แล้วก็ตายไป, เดี๋ยวก็เกิดโผล่มาใหม่อีก เมื่อไปกระทบรูป เสียง หรือกลิ่นอย่างอื่นขึ้นมาอีก. และ แต่ละชาติมีปฏิกิริยาเป็น reaction ส่งต่อถึงกัน อย่างที่เราเรียกว่ากรรมเก่าของชาติก่อน มาส่งผลให้เกิดในชาตินี้ เป็นอย่างนี้ เป็นผลขึ้นมา แล้วส่งต่อกันไปอย่างนี้ทุก ๆ ชาติ คำว่า "ผลกรรม" หรือ "การรับผลกรรม" ก็มุ่งหมายอย่างนี้ และจะถูกตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอน ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะออกนอกเรื่องนอกราวไป. เราต้องเข้าใจ เรื่องเกิด เรื่องกรรม ผลกรรม และการรับผลกรรม อย่างนี้ :- อย่างว่า เกิดเป็นผู้อยากได้ของรักอย่างใดขึ้นมาแล้วตายไป; แล้วเกิดเป็น ผู้ไปขโมย หรือว่าไปทำโจรกรรมเข้าจริงๆ แล้วก็ตายไป; แล้วไปเกิดเป็นผู้บริโภค สิ่งนั้นเข้าไป หรือว่าไม่ได้บริโภคสิ่งนั้นเข้าไป เดี๋ยวไปเกิดเป็นจำเลย ถูกกล่าวหาแล้ว, เดี๋ยวไปเกิดเป็นนักโทษอยู่ในตะรางแล้ว. ความเกิดอย่างนี้มีได้มาก และสับสนกัน

น.64 ย่างยิ่ง หลายสายหลายแนวพร้อมคลุกเคล้ากันไป ; ดูมันให้ดี ๆ จะเข้าใจ. ถ้าทำการ หยุดความเกิดเสียได้เมื่อไร เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ซึ่งไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย. ถ้ายังมีเกิด เป็นต้องรู้สึกว่าตัวกู-ของกูอยู่เรื่อย : ก็เป็นวัฏฏสงสารไปเรื่อย คือทุกข์เรื่อย เป็นลูกโซ่ไปเลย. เราอย่าไปเข้าใจผิดตรงที่ว่า ไม่เกิด ๆ นี้มันหมายถึงว่างจนขนาดว่าไม่มี ความรู้สึกอะไร ไปนั่งตัวแข็งเป็นท่อนไม้นี้ไม่ใช่ มันกลับว่องไว (active) มากที่สุด. ที่ว่างจากตัวกู หรือว่างจากการเกิดมากที่สุดนั้นกลับเป็นสติปัญญามากที่สุด ทำอะไรได้ คล่องแคล่วที่สุด เพราะมันไม่อาจทำผิด คิดผิด พูดผิด มันจึงทำได้โดยเร็ว. ที่ว่ามันไม่มีทางที่จะผิดได้ ก็เพราะมันเป็นสติปัญญาอยู่โดยธรรมชาติ ในตัว ธรรมชาติเป็นอัตโนมัติ. สิ่งที่เรียกว่า "ความว่างจากตัวกู" มันเป็นอย่างนี้เอง. “เรา" ที่ว่าว่างจากตัวกู หรือผู้ที่ว่างจากตัวกู หรือผู้ที่เป็นนิพพานอยู่นี้ทำอะไรได้หมด แต่แล้วไม่ทำอะไรผิดเลย ; เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง รวดเร็วอย่างยิ่ง มากมาย อย่างยิ่ง ดีอย่างนี้. อย่าได้ไปเข้าใจว่า ถ้าเกิดความรู้สึก ว่าง อย่างนี้แล้ว มันทำอะไรไม่ได้ หยุดทำอะไรไปหมด, หนืดไปหมด เนือยไปหมด หรือมันอยู่เฉยไปเลย ; อย่างนั้นว่า เอาเอง. เพราะความโง่ของตัวเอง ก็เลยทำให้กลัว กลัวความว่าง กลัวนิพพาน หรือกลัว จะหมดกิเลสตัณหา แล้วจะไม่สนุก อย่างนี้เป็นต้น. ความหมดกิเลสตัณหา ยิ่งสนุกอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง; แต่ถึง อย่างไรก็ต้องเป็นความสุข หรือความสนุกที่แท้จริง คือจะไม่เป็นอันตราย ไม่หลอกลวง ไม่เป็นมายา.

น.65 ในความสุขสนุกของคนปุถุชนนั้น มันไม่จริง, มันหลอกลวง มันเป็นมายา, แล้วมันใส่ความทุกข์ให้แก่ผู้นั้น เหมือนกับเหยื่อที่ใครกินเข้าไปแล้วมันติดเบ็ด. นี้เรียกว่า ตกอยู่ใต้อำนาจพญามาร : มันก็วุ่นกันอยู่ตลอดเวลา, มันก็จมอยู่ในวัฏฏสงสาร คือห่วงโซ่ ของความทุกข์, หรือว่าทะเลวนของความทุกข์, ขึ้นมาไม่ได้. นี้เรียกว่า เราอาศัยการดับตัวกูเสียได้ ด้วยมองเห็นตัวกู - ของกูนี้ว่าเป็นมายา โดยอาศัยการปฏิบัติตามหลักของปฏิจจสมุปบาท นับว่าเป็นอย่างหนึ่ง แนวหนึ่ง หรือวิธีหนึ่ง. ประการที่ ๒. เห็นอารมณ์ทั้ง ๖ โดยหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อาตมาจะยกตัวอย่างมาหลาย ๆ แนวเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เช่นว่า : มองที่ อารมณ์ คือมองลงไปที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ หกประการที่มันจะมา กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าแม้แต่อารมณ์นี้มันก็เป็นมายา โดยอาศัย ความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เราอย่าทำเล่นกับเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่ใช่เรื่องสำหรับคนแก่ หรือว่าเป็นเรื่องเอาไว้สวดศพคนตายแล้ว ; มันเป็นเรื่องที่ต้องนำมาใช้ในชีวิต ประจำวัน สำหรับคนเป็น ๆ. ถ้าใครสามารถเอาความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามากำกับอยู่ กับชีวิตประจำวันแล้ว คนนั้นได้ชื่อว่ามีเชื้อต้านทานโรคสูงสุด, แล้วอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส นั้นจะไม่เกิดเป็นพิษขึ้นมาได้ เราจะมีอยู่เป็นอยู่อย่างมีความเกษม.

น.66 บาลีใช้คำว่า เขมะ - เกษมนี้เป็นภาษาสันสกฤต คือ กฺษมะ แล้วมาเป็น ไทยว่า เกษม เราจะเป็นอยู่อย่างเกษม. น่าแปลกเหมือนกันที่ท่านไม่ใช้คำว่า เป็นสุข, เพราะคำว่า "สุข" นี้มัน ออกจะเป็นมายา หรือหลอกลวงอยู่รูปหนึ่งเหมือนกัน เอาแต่เกษมก็แล้วกัน. เกษม หมายความว่าอิสระ และสงบเย็น. ถ้าจะพูดให้เห็นชัดหน่อย ไม่ให้เป็นที่ตั้งของความหลง ก็เรียกว่า เกษมจาก โยคะ. โยคะคือเครื่องรบกวน ; เกษมจากเครื่องรบกวนนั้นคือว่าง หรือนิพพาน. หากต้องการจะมีชีวิตอย่างเกษมแล้ว ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้สมบูรณ์, มันจะต่อต้านกันได้กับอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ ไม่ให้ไปหลงรักหรือหลงเกลียด. เรื่องวุ่นวายมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ ไปหลงรักอย่างหนึ่ง, ไปหลง เกลียดอย่างหนึ่ง, ซึ่งเป็นเหตุให้หัวเราะและต้องร้องไห้. ถ้าใครมองเห็นว่าหัวเราะ ก็กระหืดกระหอบ มันเหนื่อยเหมือนกัน ; ร้องไห้นี้ มันก็กระหืดกระหอบเหมือนกัน ; สู้อยู่เฉย ๆ ดีกว่า อย่าต้องหัวเราะอย่าต้องร้องไห้ นี่แหละมันเป็นความเกษม เราอย่าได้ตกไปเป็นทาสของอารมณ์, จนไปหัวเราะหรือร้องไห้ตามที่อารมณ์ มายั่ว ; เราเป็นอิสระแก่ตัว หยุดอยู่ หรือเกษมอยู่ อย่างนี้ดีกว่า. นี้คือการที่เราใช้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเครื่องมือกำกับชีวิตเป็นประจำวัน สามารถ เห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นมายา, เป็น ilusion เหมือนอย่างที่ตัวกู -

น.67 ของกูก็เป็น illusion เพราะว่าตัวกู - ของกู มันเกิดมาจากอารมณ์. ตัวกู - ของกูเป็นมายา อารมณ์ทั้งหลายก็เป็นมายา เห็นได้ด้วยหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โรคก็ไม่เกิด ความทุกข์ก็ไม่เกิด. ประการที่ ๓ เราจะตัดลัดมองไปดูสิ่งที่เป็นสุขเวทนาคือ ความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ที่เป็นสุขนั้น เรียกว่าสุขเวทนา. ตัวสุขเวทนานั้นเป็นมายา เพราะว่ามันเป็นเหมือนลูกคลื่นที่เกิดขึ้นเป็น คราว ๆ ไม่ใช่ตัวจริงอะไร. ที่พูดดังนี้ก็เพราะว่าในบรรดาสิ่งทั้งปวงในโลกทั้งหมดทุก โลกไม่ว่าโลกไหน มันมีค่าอยู่ก็ตรงที่ให้เกิดสุขเวทนา. คิดดูให้ดีว่า ท่านศึกษาเล่าเรียนทำไม? ท่านประกอบอาชีพ หน้าที่การงาน ทำไม ? ท่านสะสมทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง พวกพ้องบริวาร ทำไม ? มันก็เพื่อสุข เวทนา อย่างเดียว. เพราะฉะนั้น แปลว่าอะไร ๆ มันก็มารวมจุดอยู่ที่สุขเวทนาหมด. ฉะนั้น ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องนี้ จัดการกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ; ทุกเรื่องมันถูกหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องดูสุขเวทนาให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า มันก็ เป็นมายาชนิดหนึ่ง. เราจะต้องจัดการให้สมกันกับที่มันเป็นมายา ; ไม่ใช่ว่า จะต้องไปตั้งข้อ รังเกียจ เกลียดชังมัน อย่างนั้นมันยิ่งบ้าบอที่สุด ; ถ้าเข้าไปหลงรัก หลงเป็นทาสมัน ก็เป็นเรื่องบ้าบอที่สุด. แต่ว่าไปจัดการกับมันอย่างไรให้ถูกต้องนั้นแหละเป็นธรรมะ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ที่จะเอาชนะความทุกข์ได้ และไม่ต้องเป็นโรคทางวิญญาณ.

น.68 มันก็ต้องทำโดยวิธีที่พิจารณาให้เห็นว่า สุขเวทนานี้ที่แท้ก็คือมายา เป็น เหมือนลูกคลื่นลูกหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะน้ำถูกลมพัด. หมายความว่า เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส ฯ เข้ามา แล้วความโง่คือ อวิชชา โมหะ ออกรับ กระทบกันแล้วเป็นคลื่น กล่าวคือ สุขเวทนาขึ้นมา, เดี๋ยวมันก็แตกกระจายไป. ถ้ามองเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็ไม่เป็นทาส ของสุขเวทนา เราสามารถจะควบคุม จะจัด จะทำกับมันได้ในวิธีที่ไม่เป็นทุกข์ ตัวเอง ก็ไม่เป็นทุกข์ ครอบครัวก็ไม่เป็นทุกข์ เพื่อนบ้านก็ไม่เป็นทุกข์ คนทั้งโลกก็ไม่พลอย เป็นทุกข์ เพราะมีเราเป็นมูลเหตุ. ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้ โลกนี้ก็มีสันติภาพถาวร คือ เป็นความสุขที่แท้จริงและถาวร. นี่คืออานิสงส์ของการหายโรค โดยวิธีต่าง ๆ กัน : ไม่เป็นโรคตัวกู ไม่เป็น โรคของกู. อาตมายกตัวอย่างมาเพียง ๓ อย่างก็พอแล้ว เพราะเวลาก็จะหมดอยู่แล้ว ว่าเราจะเห็นตัวกู - ของกูนี้เป็นมายา โดยหลักของปฏิจจสมุปบาทก็ได้ ; หรือว่า อีกวิธีหนึ่งเราจะเห็นอารมณ์ทั้งหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส นี้มันเป็นมายา โดยหลักของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ ; หรือว่าเราจะเห็น สุขเวทนาว่าเป็นมายา โดยหลักของ การเห็นว่ามันเป็นของปรุงแต่ง หรือเป็นเพียงสังขารเท่านั้น ไม่ใช่ของจริงอะไรอย่างนี้ ก็ได้. ทั้งหมดนั้นจะเป็นได้อย่างนั้น ก็ดูให้ดี หรือระมัดระวังให้ดี มีสติสัมปชัญญะ กันให้มาก ตรงขณะที่อารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นั่นเอง. เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านกำชับพระพาฬิยะ ให้เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่า ให้ปรุงเป็นเวทนา หรือถ้าปรุงเวทนาแล้ว ก็อย่าให้ปรุงเป็นตัณหาก็ได้ ; ยังได้อีก ทีหนึ่ง ; แล้วก็ไปสนใจเรื่องว่างเรื่องวุ่นให้มากที่สุด.

น.69 พูดเพียงครั้งเดียว หรือฟังเพียงครั้งแรกนี้ พอเข้าใจเลา ๆ ; ต้องไปสังเกต จนจับให้ได้ ว่า เราเองนี้แท้ที่จริงก็มีว่างอยู่มาก, เวลาที่เราว่างไม่วุ่นหรือมีสติปัญญา มีอยู่มาก. วุ่นหรือความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูนั้นมาเป็นพัก ๆ คราว ๆ, ที่เรียกว่า ความ เกิดนั้นมันมาเป็นคราว ๆ เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ; แต่ว่าขณะที่ไม่เกิดนั้น ไม่เป็น ทุกข์เลย และมีอยู่มาก. แล้วคนก็โง่เอง มองข้ามไปเสียเอง คือมองข้ามนิพพานที่มี อยู่เองไปเสีย จึงมองไม่เห็นว่ามีนิพพาน. แม้เป็นนิพพานน้อย ๆ นิพพานชิมลองก็จริง แต่ว่าก็เป็นนิพพานอย่างเดียว กับนิพพานจริงหรือนิพพานถาวร เพียงแต่ว่ามันไม่ถาวร เพราะว่าเราไม่สามารถป้องกัน โรค ไม่สามารถทำลายโรค โรคจึงมาแทรกเสียเป็นพัก ๆ นิพพานก็ขาดเป็นห้วง ๆ. ถ้าใครมีบุญ คือฉลาดถึงกับรู้ว่า โดยที่แท้พื้นฐานนั้นมันว่าง หรือเป็น นิพพานอยู่เองแล้ว ; เรื่องมันก็ระวังอยู่แต่เพียงว่า อย่าให้ของใหม่เข้ามาแทรกแซง. เจ้าบ้านว่างดีอยู่แล้ว แบกอาคันตุกะนั้นคือวุ่น ; เพราะฉะนั้น อย่าให้มันเข้ามา ไล่มันออกไป ไม่ให้เข้ามาในบ้านในเรือนของเรา มันก็ว่างอยู่ตลอดเวลาได้. วิธีไล่ออกไป ก็คือวิธีปฏิบัติธรรมะ ตามหลักของพระพุทธเจ้า. นี่ เป็นเหตุให้เกิดกำลังใจ เกิดความเชื่อ - ศรัทธาแน่นแฟ้นในธรรมะ, เกิด วิริยะ - ความพากเพียรเอาจริงในธรรมะ, เกิด วิมังสา - สอดส่องอยู่เสมอ, แล้วมันก็สำเร็จ เป็นของที่ไม่ยาก. แต่ถ้าว่า โง่ในตอนแรก แล้ว มันยากอย่างยิ่ง คือว่ายากยิ่งกว่ากลิ้งครกขึ้น ภูเขา ; แต่ถ้าคลำถูกเงื่อนถูกปมแล้วละก็ มันง่ายยิ่งกว่ากลิ้งครกลงมาจากภูเขา.

น.70 อีกทีหนึ่งหรืออีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เรามีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าลืมและ อย่าประมาท คอยจับให้พบความว่างและความวุ่นที่เกิดอยู่เป็นประจำวัน. คำว่า "เรา" นี้หมายถึง จิต ไม่ใช่เราคือตัวกู - ของกู ให้มีจิตรักและพอใจ ในความว่าง คือนิพพานนี้อยู่เสมอไป อย่าได้มีจิตโน้มไปในทางที่เข้าใจผิดไปหลงสิ่ง ที่วุ่น. เดี๋ยวนี้ปัญหายากที่สุดมันอยู่ตรงที่ทุกคนไม่ชอบความดับทุกข์ จนไม่ กล้าจะยืนยันว่าเกิดมานี้เพื่อไม่ทุกข์ มันกลายเป็นว่าเกิดมาเพื่ออะไรก็ได้ เอาทั้งนั้น ; ขอแต่ให้ได้ตามใจตัวสนุก ๆ ก็แล้วกัน ก็เลยปล่อยตามเรื่องไปหมด. ที่จริงเรื่องดับทุกข์นี้ มันไม่ยากไม่เหลือวิสัยอะไร มันก็พอ ๆ กัน กับการงานต่าง ๆ แต่เราไม่เข้าใจ เรา หันหลังให้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นทุกข์อยู่เรื่อย. เป็นอันว่าความหมดโรค หรือไม่เป็นโรคทางวิญญาณนี้ มันอยู่ตรงที่ รู้จักทำ ไม่ให้ตัวกู - ของกูเกิดขึ้นมา. นั่นแหละคือ "ความไม่มีโรค" ซึ่งเรา เรียกกันว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง. คำนี้เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อของคนขายยาครั้งพุทธกาล ว่า "อาโรคยปรมา ลาภา" ; เที่ยวร้องก้องไปตามสี่แยก ไปตามถนนหนทาง มันไม่ได้หมายถึงโรคอย่างนี้ มันเพียงเป็นโรคปวดหัว ปวดฟัน หรืออะไรทำนองนั้น. โรคทางวิญญาณของ พระพุทธเจ้านี้ ท่านหมายถึงโรคที่เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นโรคอย่างแท้จริงอย่างนี้ แล้วความหมดโรคก็ต้องจริงถึงขนาดนี้.

น.71 เราพ้นโรคอยู่เป็นประจำทุกวันนี้ ก็เป็นการพ้นโรคอย่างตทังคบหาน ตทังค- วิมุตติ . มันพ้นโรคโดย coincident อยู่เป็นประจำวันอยู่เหมือนกัน. coincident ก็มีมาอีกรูปหนึ่ง คือว่ามีโรคฟลุคขึ้นมาแทรกแซงอยู่เสมอเหมือนกัน. แต่อย่างไรก็ดี เราอย่าลืมว่าพ้นโรคเป็นประจำตามธรรมดา โดยไม่รู้สึกตัวนั้นก็มีอยู่ เรียกว่า ตทังควิมุตติ. ทีนี้บางคราว เราตั้งอกตั้งใจควบคุมมัน ก็ว่างได้มากกว่านั้นอีก พ้นจาก โรคได้มากขึ้นอีก อย่างนี้เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ เพราะเราคอยคุมมันไว้. ถ้าเราจัดการเด็ดขาดเลย ถอนรากถอนเหง้าถอนเชื้อได้หมดเลย. อย่างนี้ เรียกว่า สมุจเฉทวิมุตติ หรือสมุจเฉทปหาน คือฆ่าตายเลย ไม่เพียงแต่ฟลุค หรือไม่ เพียงแต่ข่มขี่ไว้ชั่วคราว. ตามธรรมดาเราจึงได้ผล อย่างน้อยก็ได้ผลเป็น ตทังควิมุตติ ได้กำไรมาก อยู่แล้ว. . ถ้ามากกว่านั้นก็เป็นวิกอัมภวิมุตติ และเป็นสมุจเฉทวิมุตติ ซึ่งเป็นอันดับ สุดท้ายไปเลย. เราไม่ได้เป็นอยู่โดยความโลภ ความหลง และความไม่ปรารถนาต่าง ๆ แต่ว่าเป็นอยู่ด้วยความเกษมเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา, เป็นความไม่ทุกข์ไม่ร้อน เป็นความ สดชื่นเหมือนกับภาวะแห่งความหนุ่มความสาวที่ไม่รู้จักแก่เฒ่า ; นี่แหละคือความหายจาก โรคทางวิญญาณ. ในที่สุดนี้ ก็ขอให้เราทุกคนที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มของพุทธบริษัทนี้ รู้จัก ความมุ่งหมายอันแท้จริงของการรวมกลุ่ม. ถ้าเห็นว่าดี ว่าจริงอย่างนี้แล้ว ก็ช่วย กันสามัคคีในการที่จะเสียสละสิ่งที่ถูกกว่า เพื่อซื้อเอาสิ่งที่แพงกว่า ดีกว่า ประเสริฐกว่า

น.72 เข้ามาให้ได้ ; คือช่วยกันรักษากิจการนี้ไว้ อย่าให้ล้มไป ให้เจริญก้าวหน้า เพื่อ ประโยชน์แก่ตัวเราเอง แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ก็จะได้ชื่อว่า เกิดมาที่หนึ่งได้ทำสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ, และได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วมันก็ไม่มี อะไรมากไปกว่านั้น มันมีเท่านั้น. เป็นอันว่าจบเรื่องที่จะต้องเรียนจะต้องทำ หรือว่าจะต้องเสวยผลของการ กระทำ และมีชีวิตอยู่ โดยไม่เป็นทุกข์เลย ทั้งในขณะแสวงหาและขณะบริโภค. เมื่อ ประกอบการงานเพื่อแสวงหา รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียน การทำอาชีพเหล่านี้ เป็นการ แสวงหา, ขณะนี้เราก็ไม่ทุกข์; ครั้นได้ผลเป็นเงินเป็นทองทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรมาบริโภค มันก็ไม่เป็นทุกข์, มันไม่เป็นทุกข์ทั้ง ๒ สถานอย่างนี้ มัน ก็วิเศษอย่างยิ่ง. เหมือนกับไปจับปลามากินก็ไม่ถูกเงี่ยงปลาตำ ได้ปลามากินแล้ว ก็ไม่ถูกก้างปลาเลย. เมื่อจับปลาก็ไม่ทุกข์ เมื่อกินปลาก็ไม่ทุกข์ มันก็หมดกันเท่านั้น มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ขอให้ทุกคนรู้จักโรคทั้งทางกาย (physical disease) และทางจิต (mental disease) และทั้งทางวิญญาณ (คือ spiritual disease) กันให้ครบถ้วน ; อย่าให้ ขาดตกบกพร่อง เว้าแหว่ง แต่ประการใด, แล้วแก้ไขเยียวยามันไปทุกโรค. ให้ เป็นผู้ไม่มีโรค และชื่อว่า "อาโรคยาปรมา ลาภา" ที่แท้จริง. อาตมาขอยุติการบรรยาย "ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา" ตามโอกาสนี้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต