น.74 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้จะได้ว่าด้วยเรื่อง "ความว่าง" ทั้งนี้เป็นความ ต้องการของท่านผู้อำนวยการ การอบรม. เนื่องจากการบรรยายครั้งที่แล้วมาได้กล่าวถึงความว่าง ในฐานะที่ เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่โอกาสไม่อำนวยให้กล่าวถึงเรื่องนั้นแต่เรื่องเดียว โดยเฉพาะ เพื่อความเข้าใจที่ทั่วถึง ; เพราะฉะนั้นเรื่องความว่างจึงยังมีความ คลุมเคลืออยู่บางประการ จึงได้มีการบรรยายเฉพาะเรื่องความว่างอย่างเดียว ในวันนี้. ๔๗๖
น.75 ท่านทั้งหลายควรจะทราบว่า เรื่องความว่างนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด ในบรรดาเรื่องของพุทธศาสนา ; ทั้งนี้เพราะว่า เป็นเรื่องหัวใจอย่างยิ่งของพุทธศาสนา นั่นเอง. สิ่งที่เรียกกันว่า "หัวใจ" ก็พอจะมองเห็นหรือเข้าใจกันได้ทุกคนว่า หมายถึง สิ่งที่ลึก ที่ละเอียด สุขุม ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งการเดา หรือความตรึกไปตามความ เคยชิน หรือตามกิริยาอาการของคนธรรมดา แต่จะเข้าใจได้ก็ด้วยการตั้งอกตั้งใจศึกษา. คำว่า "ศึกษา" นี้ มีความหมายอย่างยิ่งอยู่ตรงที่การสังเกตสนใจ สังเกต พินิจพิจารณาอยู่เสมอ. ทุกคราวที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับใจ ที่เป็นความทุกข์หรือเป็น ความสุขก็ตาม. ผู้ที่มีความคุ้นเคยกับการสังเกตในเรื่องทางจิตใจเท่านั้นที่ จะเข้าใจธรรมะได้ดี ผู้ที่เพียงแต่อ่าน ๆ ไม่สามารถจะเข้าใจธรรมะได้. บางทียิ่งไปกว่านั้นก็คือจะเผื่อ. แต่ถ้าเป็นผู้ที่พยายามสังเกตเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของตัวเอง โดยเอาเรื่องจริงในใจของตัวเองเป็นเกณฑ์อยู่เสมอแล้ว ไม่มีทางที่จะฟื้นเผื่อ ; จะเข้าใจสิ่ง ที่เรียกว่าความทุกข์ และความดับทุกข์ได้ดี, และในที่สุดก็จะเข้าใจธรรมะ คือจะไปอ่าน หนังสือก็จะรู้เรื่องดี. ลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่ามี spiritual experience มาก. คนเราตั้งแต่เกิดมาจนกว่าจะตาย ย่อมเต็มไปด้วยสิ่ง ๆ นี้ : คือการที่ ใจของเราได้สัมผัสกันเข้ากับสิ่งแวดล้อม แล้วเกิดผลเป็นอะไรขึ้นมา คราวไหนเป็น อย่างไร และคราวไหนเป็นอย่างไร เพราะว่าเรื่องที่เป็นไปเองนั้นย่อมมีได้ทั้งฝ่ายที่เป็น ทุกข์ และทั้งฝ่ายที่ไม่เป็นทุกข์ คือทำให้ฉลาดขึ้น และมีจิตใจเป็นปกติเข้มแข็งขึ้น.
น.76 หากว่าเราคอยสังเกต ว่า ความคิดเดินไปในรูปใด ก่อให้เกิดความทุกข์ ขึ้นมา ; ความคิดเดินไปในรูปใด ก่อให้เกิดความว่างจากความทุกข์ ; อย่างนี้แล้ว จะมีความรู้ที่ดีที่สุด และมีความเคยชินในการที่จะรู้สึกหรือเข้าใจ หรือ เข้าถึง ความว่างจากความทุกข์นั้นได้มากขึ้น. จะต้องทำในใจไว้อย่างนี้ จึงจะเข้าใจเรื่อง ที่เรียกว่าลึก หรือประณีต ละเอียดสุขุม เช่นเรื่องความว่างนี้ได้. ท่านทั้งหลายควรจะระลึกถึงข้อที่ได้กล่าวในการบรรยายครั้งก่อนว่า พระ- อรรถกถาจารย์ทั้งหลายเรียกพระพุทธเจ้าว่า เป็นแพทย์ในทางวิญญาณ และแบ่งโรค ของคนเราออกเป็นโรคทางฝ่ายร่างกาย จิตใจ และโรคทางฝ่ายวิญญาณ. โรคที่เราจะ ต้องไปโรงพยาบาลตามธรรมดา หรือไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาที่ปากคลองสาน เหล่านี้เรียกว่า โรคทางกายทั้งนั้น. ส่วนโรคทางวิญญาณนั้น หมายถึงที่ต้องแก้กัน ด้วยธรรมะ : เพราะฉะนั้น จึงมีโรคทางจิต หรือทางวิญญาณอีกประเภทหนึ่ง ต่างหาก จากโรคทางกาย. ข้อความในอรรถกถาเรียกโรคอย่างนี้ว่าโรคทางจิต. ในภาษาไทยเราเอาคำว่า "โรคจิต" นี้มาใช้ที่โรคทางกาย เช่นโรคที่จะต้อง ไปโรงพยาบาลที่ปากคลองสานนั้นเราเรียกกันว่า โรคจิต ; แต่โรคอย่างนี้ในภาษาบาลี ในทางธรรมะเรียกว่าเป็นโรคทางกายอยู่นั่นเอง. การแบ่งโรคเป็นโรคกายกับโรคจิต จึงมีต่างกันกับที่เราแบ่งกันในภาษาไทยเรา. อาตมาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะเข้าใจโรค ก็ควรจะแยกเป็นโรค ทางกายแท้ ๆ คือทาง physical และโรคทางกายที่ลึกเข้าไปคือทาง mental ทั้งสองอย่างนี้ เอาไว้ทางฝ่ายร่างกาย. ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นก็คือฝ่าย spiritual คือโรคที่เกิดแก่สติปัญญา
น.77 ไม่ใช่ที่เกิดแก่ระบบประสาทหรือมันสมอง แต่เกิดแก่ระบบของสติปัญญา ที่จะรู้จะเข้าใจ ชีวิต หรือโลกตามที่เป็นจริง ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงหมายถึงความหลง หรืออวิชชา หรือความเข้าใจผิดที่เนื่องมาจากอวิชชานั้น จนมีการกระทำที่ผิดๆ จนต้องเป็นทุกข์ ทั้งที่เราไม่เป็นโรคทาง physical หรือทาง mental. นี้เป็นความหมายข้อแรกที่จะต้องถือ กำหนดไว้เป็นพื้นฐาน. เมื่อเรามีโรคทางวิญญาณ (spiritual) แล้วเราจะแก้กันด้วยอะไร ? ถ้ากล่าวกันทางธรรมะก็แก้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง" นั่นเอง; และยิ่ง ไปกว่านั้นก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่าง หรือสุญญตา ในภาษาบาลีนั้น มันเป็นทั้ง ยาแก้โรค และเป็นทั้งความหายจากโรค เพราะว่าเราไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ยาที่จะแก้โรคก็คือความรู้ หรือการปฏิบัติ จนให้เกิดความว่าง. ทีนี้ ถ้าความว่างเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะเป็นยาแก้โรค ; และเมื่อหายจากโรคก็ไม่มีอะไร นอกจาก ความว่างจากความทุกข์, หรือจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. เพราะฉะนั้น คำว่า "ความว่าง” จึงหมายถึงทั้งยาแก้โรค และความหายโรค. ความว่างที่มีขอบเขตกว้าง มีความหมายกว้างนั้น หมายถึงความว่างอยู่ในตัว มันเอง ; ถ้าว่าความว่างแล้วต้องเป็นตัวเอง คือตัวมันเอง ไม่มีอะไรมาแตะต้อง ปรุงแต่งแก้ไข หรือทำอะไรกับมันได้ จึงถือว่าเป็นสภาพที่เป็นนิรันดร คือไม่ต้องเกิด ในที่แรก แล้วดับไปในที่สุด. มันมี "ความมี" อยู่อีกชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนกับความ มีของสิ่งอื่น ๆ ซึ่งมีการเกิดขึ้นแล้วดับไป ; แต่เราก็ไม่มีคำอื่นใช้ เราจึงเรียกว่า "ความมี" มีสภาพที่เรียกว่า ความว่าง นี้อยู่เป็นนิรันดร.
น.78 ใครเข้าถึง ; หมายความว่า ถ้าจิตใจของผู้ใดเข้าถึงสิ่ง ๆ นี้มันก็จะเป็น ยาแก้โรค, และเป็นความหายจากโรค ขึ้นมาทันที ; เป็นสภาพที่ว่างนิรันดร คือ ไม่มีโรคนั่นเอง. ท่านทั้งหลายลองพยายามคอยจับความหมายของคำว่า "ความว่าง" หรือที่เรียกเป็นบาลีว่า "สุญฺญตา" นี้ให้ดี ๆ ซึ่งอาตมาจะได้กล่าวเป็นลำดับไป. สิ่งแรกที่สุดขอให้นึกว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันว่า บรรดาคำที่เป็น ตถาคตภาสิต คือคำที่พระตถาคตกล่าวแล้วละก็ ต้องหมายถึงเรื่องความว่าง จะ โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นเลย. นอกนั้นที่ไม่ใช่เรื่องความว่างนั้น เป็นคำกล่าวของคนอื่น ไม่ใช่ของพระตถาคต ; คือ จะเป็นคำกล่าวของสาวกชั้นหลัง ซึ่งนิยมความเย็นเย้อ พูดมากเรื่องไป เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะแสดงความเฉลียวฉลาด หรือ ความไพเราะ ; ส่วนคำที่เป็นตถาคตภาสิตนั้น จะสั้น ๆ ลุ่น ๆ ระบุตรงไปยังเรื่องของ ความว่าง ว่างจากความทุกข์ และว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์นี้เป็น ส่วนสำคัญ. แต่ถ้าจะกล่าว ยังกล่าวไปได้อีกมากมายว่า เป็นความว่างจากตัวตน, ว่างจาก ความมีอะไรเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน, เพราะว่าความว่างนี้ มันมีความหมาย มากมายมหาศาล จะกล่าวอย่างไรก็ได้ มันมีลักษณะว่างก็จริง แต่ว่ามีอะไร ๆ ที่แสดง ให้เห็นอยู่ที่นั้น มากมายเหลือจะพรรณนาได้.
น.79 เรามุ่งหมายจะวินิจฉัยกันแต่เฉพาะ ความว่างจากความทุกข์ และ ว่างจาก กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือมีของของเราเท่านั้น. คำว่าความว่างในลักษณะที่จะเป็นการปฏิบัตินี้, หมายถึงความว่างอย่างนี้ ถ้าเราจะถามกันขึ้นว่า มีหลักพระพุทธภาษิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อย่างไร ? ที่จะเป็นหลักกันจริง ๆ. เราก็จะพบว่าโดยทั่ว ๆ ไป พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้จักดูโลกโดยความ เป็นของว่าง คือบาลีว่า "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต" เป็นต้นนั้น คือมี ใจความว่า "เธอจงดูโลกโดยความเป็นของว่าง มีสติอยู่อย่างนี้ทุกเมื่อ และเมื่อท่าน มองเห็นโลกอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ความตายก็จะค้นหาตัวท่านไม่พบ" นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งมีใจความว่า "ถ้าใครเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่แล้ว ผู้นั้นจะอยู่นอกเหนืออำนาจของความทุกข์ ซึ่งมีความตายเป็นประธาน" หรือเรียกกัน ในนามของความตาย. นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า การที่ทรงกำชับให้ดูโลก, เห็นโลกโดยความ เป็นของว่างนั้น เป็นสิ่งสูงสุดอยู่แล้ว ; ถ้าผู้ใดอยากจะไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ หรือความตายนี้ ให้ดูโลก คือสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริง คือว่างจากความ มีตัวเรา หรือของเรา. ทีนี้พระพุทธภาษิตที่ถัดไป ก็คือแสดงอานิสงส์ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ", ‘นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" ซึ่งแปลตามตัวพยัญชนะก็ว่า ที่ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน
น.80 และนิพพานคือ เครื่องนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง นี้ท่านต้องเข้าใจให้ชัดลงไปว่า สิ่งที่ เรียกว่า "นิพพาน" ที่แปลว่า ดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น มีความหมายว่าเป็นความว่าง อย่างยิ่ง คือเล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นความว่างอย่างยิ่ง. เราจะต้องเข้าใจว่า "ว่างที่ไม่ใช่อย่างยิ่ง" นั้นก็มีอยู่เหมือนกัน หมายความว่า รู้เรื่องความว่าง เข้าถึงความว่างที่ยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องเต็มที่ อย่างนี้ยังไม่เป็น ความว่างอย่างยิ่ง. เราจะต้องเข้าถึงด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งเต็มที่ จนไม่มีความรู้สึก ว่าตัวตนหรือของตนโดยประการทั้งปวงจริงๆ จึงจะเรียกว่า ปรมํ สุญฺญํ คือความว่าง หรือของว่างอย่างยิ่ง. ส่วนที่ว่า ความว่างอย่างยิ่งเป็นนิพพาน หรือเป็นอันเดียวกับนิพพานนั้น หมายความว่า : ถ้ามันว่าง มันก็คือดับหมดของสิ่งที่ลุกโพลง ๆ อยู่ หรือของสิ่งที่ไหล เวียนเปลี่ยนแปลงเป็นกระแส เป็นสาย เป็นวงกลม เป็นต้นอยู่ จึงจะเรียกว่าดับอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น ว่างอย่างยิ่ง กับ ดับอย่างยิ่ง มันจึงเป็นของอันเดียวกัน. ที่ว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คือถ้าว่างอย่างยิ่งแล้วก็เป็นนิพพาน และเป็น สุขอย่างยิ่งนั้น ; ข้อนี้เป็นคำพูดอย่างสมมติ ที่เรียกว่าพูดโดยโวหารสมมติ, พูดโดย ภาษาชาวบ้าน ทำนองเป็นโฆษณาชวนเชื่อให้สนใจ ; เพราะว่า คนทั่วไปนี้หลงใหล ความสุข ไม่ต้องการสิ่งอื่นเลย จึงต้องบอกว่าเป็นสุข และเป็นสุขอย่างยิ่งด้วย. แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว มันยิ่งกว่าสุข มันเหนือไปจากสุข เพราะว่าเป็นความว่าง ; ไม่ควร ที่จะกล่าวว่า สุข หรือ ทุกข์ เลย เพราะอยู่เหนือความสุขและความทุกข์ ที่คนธรรมดา เขารู้จักกันอยู่อย่างไรนั้น.
น.81 ความว่างย่อมอยู่เหนือคำว่า "ความสุข" และ "ความทุกข์". แต่ถ้าพูด อย่างนี้คนก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น จึงพูดว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นคำพูด อย่างสมมติตามภาษาชาวบ้าน ไม่พูดว่าว่างอย่างยิ่ง : แต่พูดว่า สุขอย่างยิ่งขึ้นมา อีกโวหารหนึ่ง อีกคำหนึ่ง หรืออีกความหมายหนึ่ง. เมื่อเป็นดังกล่าวมานี้จะต้องถือเอาความหมายนี้ให้ถูกตรง, คือว่า ถ้าพูดกันถึง ความสุขจริง ๆ กันแล้ว มันต้องไม่ใช่ความสุขอย่างที่พวกคนทั่วไปเขามองเห็น หรือ มุ่งหมาย แต่ต้องเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง มีความหมายอีกแบบหนึ่ง ; คือว่างจาก สิ่งที่ปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยนแปลง อะไรต่างๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น. นั่นแหละจึงจะ เรียกว่าน่าดูจริง ๆ น่าชื่นใจหรือน่าปรารถนาจริง ๆ ; เพราะว่า ถ้ามันยังไหลเวียนเปลี่ยน แปลง คือโยกเยกโคลงเคลงอยู่เสมอ มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร. ความสุขทางเนื้อหนัง ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ทำนองนี้ มันจึงเป็นมายาและไม่ถูกกล่าวว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง ; จะกล่าวก็เป็นความสุขตามความ หมายของคนธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่ใช่สุขอย่างยิ่ง คือนิพพาน หรือความว่าง. การที่ได้ยินคำว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น อย่าเพ่อตะครุบเอาว่า มันตรง กับที่เรามุ่งหมายแล้ว แล้วก็เลยฝันถึงนิพพาน โดยไม่เข้าใจความหมายว่าเป็นความว่าง อย่างยิ่ง ดังนี้เป็นต้น. พระพุทธภาษิตที่แสดงถึงหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความว่างนั้น คือ พระพุทธภาษิตที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา.
น.82 อาตมากำลังกล่าวเอ่ยถึงคำว่า เป็น "หัวใจของพุทธศาสนา" ฉะนั้น ขอให้ สนใจสักหน่อย นั่นคือพระพุทธภาษิตที่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไป ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา" : ถ้าเป็นบาลีก็ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" สั้น ๆ เท่านี้ ตาม ตัวหนังสือมีเพียงเท่านั้น. แต่ถ้าขยายความในภาษาไทยไปอีกหน่อยก็ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราหรือของเรา. นี่ฟังดูให้ดีอาจจะเข้าใจได้ในตัวประโยคนั้นเองว่า "อันใคร ๆ" คือไม่ยก เว้นใคร; “ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น" คือทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นของของเรา. เป็นตัวเรา คือยึดมั่นว่าอัตตา, เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า อหังการ; เป็นของเราก็คือ เป็นอัตตนียา แปลว่าเนื่องด้วยตัวเรา, เป็นความรู้สึก ที่เรียกว่า มมังการ. อย่าได้มือหังการหรือมมังการในสิ่งใด ๆ หมด นับตั้งแต่ฝุ่นที่ไม่มีราคา อะไรเลยสักเม็ดหนึ่งขึ้นมาจนถึงวัตถุที่มีค่า เช่น เพชร นิล จินดา, กระทั่งกามารมณ์, กระทั่งสิ่งที่สูงไปกว่านั้น คือธรรมะ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มรรค ผล นิพพาน อะไรก็ตาม ; ไม่ควรจะถูกยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา. นี่คือหัวใจของ พระพุทธศาสนา. เรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้ละเอียดแล้วในการบรรยายในที่บางแห่ง หาอ่านดูได้ มัน ยืดยาวเหมือนกัน ว่าอะไรคือหัวใจของพระพุทธศาสนา, ด้วยการพิสูจน์ว่าอย่างไร. ในที่นี้จะชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่า "นี่แหละคือบทสรุป ของคำสอนทั้งหมดทั้งสิ้นของตถาคต" :-
น.83 ถ้าได้ยินคำนี้ คือคำว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้แล้ว ก็เป็นอันว่าได้ยินได้ฟังทั้งหมด, ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติทั้งหมด, ถ้าได้ผลมาจากข้อนี้ก็คือได้ผลทั้งหมด. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวว่ามันจะมากมาย เกินไปจนเราเข้าใจไม่ได้ ; เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่า สิ่งที่ตรัสรู้นั้น เท่ากับใบไม้ทั้งป่าทั้งดง แต่สิ่งที่นำมาสอนให้พวกเธอปฏิบัตินั้นกำมือเดียว ก็หมายถึง หลักที่ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตน หรือของตน นั่นเอง. ที่ว่าถ้าได้ยินสิ่งนี้เป็นได้ยินทั้งหมดนั้น ก็เพราะว่าทุกเรื่องมันสรุปรวมอยู่ ที่นี่ เพราะว่าเรื่องทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับเรื่อง ความดับทุกข์. ทีนี้ ความยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ในขณะยึดมั่นถือมั่นอยู่ นั่นแหละเป็นความทุกข์, แล้วในขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือว่างจากความยึดมั่น ถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้นไม่มีทุกข์ การปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นให้เด็ดขาดลงไปเป็นตลอดกาล, ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นกลับมาอีก เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรอีกแล้ว. ที่ว่าปฏิบัติในข้อนี้ เป็นการปฏิบัติทั้งหมดนั้น หมายความว่า ท่านลอง คิดดูว่ามีอะไรที่จะเหลืออยู่ ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ. เพราะในขณะใดที่บุคคลคนหนึ่ง จะเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ง. อะไรก็ตาม มีจิตใจปราศจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้น เขามีอะไรบ้าง ? ขอให้ลองคิดดู.
น.84 ราไล่ขึ้นไปตั้งแต่สรณคมน์ แล้วก็ทาน แล้วก็ศีล แล้วสมาธิ แล้วก็ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน เป็นลำดับ ข้อแรก เกี่ยวกับสรนาคมน์ : ถ้าในขณะนั้นเขาเป็นคนเข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือว่าเขา มีหัวใจว่างจากกิเลสและความทุกข์ เป็นอันเดียวกับหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เพราะฉะนั้น ในขณะนั้นเขาได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยที่ไม่ต้องตะโกนว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้นเลย. การร้องว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้นนั้น มันเป็นพิธี เป็นแบบเป็นพิธี ที่เริ่มต้นด้วยข้างนอก ยังไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จิตใจ. และถ้าในขณะใด คนใดก็ตาม มีจิตใจว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเรา - ว่าของเรา แม้ในขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งก็ตาม ; อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังนั่งอยู่ที่นี่บัดนี้ ถ้าผู้ใดมีจิตใจว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ว่าเรา - ว่าของเราแล้ว แปลว่าจิตใจกำลังว่าง เข้าถึงความว่าง มีความสะอาด สว่าง สงบอยู่, เป็นอันเดียวกันกับหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เพราะฉะนั้นชั่วขณะเวลาที่จิตใจว่างอย่างนี้ ถือว่าเป็นผู้มี สรณคมน์ คือถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เลื่อนขึ้นมาถึง การให้ทาน การบริจาค : การให้การบริจาคนี้ก็หมายความว่า ให้ออกไป ให้หมดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู หรือของกู. ส่วนการทำบุญที่คิดว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาหลายเท่า ; เช่น
น.85 ทำบุญหน่อยหนึ่งก็ให้ได้วิมานหลังหนึ่ง อย่างนี้มันเป็นการค้ากำไรเกินควร ; ไม่ใช่ การให้ทาน. การให้ทานต้องเป็นการบริจาคสละสลัดสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา - ว่าของเรา นั่นแหละออกไป. เพราะฉะนั้น ในขณะที่ผู้ใดมีจิตใจว่างจากความรู้สึกว่า ตัวเรา- ว่าของเรา ในขณะนั้นเรียกว่าบุคคลนั้นได้บริจาคทานถึงที่สุด เพราะว่าแม้แต่ตัว เขาเองก็ยังไม่มี แล้วจะเอาอะไรมาเหลืออยู่. ส่วน "ของเรา" ก็พลอยหมดไปตามความที่ ไม่มีตัวเรา ; และเมื่อหมดความรู้สึกว่ามีตัวเรา สิ่งที่เป็นของเราก็สลายตัวลงไปเอง. เพราะฉะนั้นในขณะใดที่ผู้ใดมีจิตใจว่างจากตัวตน ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญทานอย่างยิ่ง แม้แต่ "ตัวเรา" ก็บริจาคไปจนหมดสิ้น และพ่วง "ของเรา" เข้าไปด้วยจนหมดสิ้น ; ดังนั้นในขณะที่มีจิตว่างอันแท้จริงนี้ จึงชื่อว่ามีการบำเพ็ญทานถึงที่สุด. เลื่อนขึ้นมาถึง เรื่องศีล : คนที่มีจิตว่างไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวตนของตนนั้น เรียกว่าเป็นคนมีศีลที่แท้จริง และเต็มเปี่ยมถึงที่สุดด้วย. ศีลนอกนั้นเป็นศีลล้มลุกคลุกคลาน คือศีลที่ตั้งเจตนาว่าเรา จะเว้นอย่างนั้น เราจะเว้นอย่างนี้ ; แล้วก็เว้นไม่ได้ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่นั่นเอง เพราะว่า ไม่รู้จักปล่อยวางตัวตนเสียก่อน. ไม่รู้จักปล่อยวางของตนเสียก่อน คือไม่มีความว่างจากตัวตนเสียก่อน ศีล ก็มีขึ้นไม่ได้; แม้จะมีก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เป็นอริยกันตศีล คือไม่เป็นศีลชนิดที่เป็น ที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ เป็นแต่โลกิยศีล ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่เรื่อย ไม่เป็นโลกุตตรศีล ขึ้นมาได้. ถ้าเมื่อใดมีจิตว่าง แม้ชั่วขณะหนึ่งวันหนึ่ง หรือคืนหนึ่งก็ตาม ก็นับว่า มีศีลที่แท้จริงตลอดเวลาเหล่านั้น.
น.86 ลื่อนขึ้นมาเรื่อง สมาธิ : จิตว่างนั้น เป็นสมาธิอย่างยิ่ง เป็นจิตที่ตั้งมั่นอย่างยิ่ง. สมาธิที่พยายาม ปลุกปล้ำล้ม ๆ ลุก ๆ มันก็ยังไม่ใช่สมาธิ ; และยิ่งสมาธิที่มีความมุ่งหมายเป็นอย่างอื่น นอกไปจากเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์แล้ว ล้วนแต่เป็นมิจฉาสมาธิทั้งนั้น. ท่านต้องทราบไว้ว่า มันมีทั้งมิจฉาสมาธิ และสัมมาสมาธิ. เพราะฉะนั้น คำว่า "สมาธิ" ในที่นี้ เราหมายถึงสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิอย่างอื่นก็เป็นมิจฉาสมาธิ ไปหมด. จิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเราเท่านั้น ที่จะมั่นคง เป็นสมาธิ ได้อย่างแท้จริง และสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีจิตว่างจึงเป็นผู้ที่มีสมาธิ อย่างถูกต้อง. เลื่อนขึ้นมาถึง เรื่องปัญญา : ปัญญายิ่งบ่งชัดว่า รู้ความว่าง หรือเข้าถึงความว่าง หรือเป็นตัวความว่าง นั้นเองก็ตาม นั้นเป็นตัวปัญญาอย่างยิ่ง ; เพราะว่า ขณะที่มีจิตว่างนั้น เป็นความ เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง. ขณะที่เป็นความโง่อย่างยิ่งก็คือ ขณะที่โมหะหรืออวิชชาเข้ามา ครอบงำอยู่ แล้วทำให้ยึดมั่นถือมั่นนั่นนี่ ว่าเป็นตัวตนหรือของตน. ลองคิดดูก็จะเห็นได้ง่าย ๆ ชัดแจ้งด้วยตนเองว่า พอสิ่งเหล่านี้ออกไปแล้ว มันจะโง่ได้อย่างไร ; เพราะว่าความโง่มันเพิ่งเข้ามาต่อเมื่อมีอวิชชา หลงยึดมั่นว่า เป็นตัวเราว่าของเรา. ขณะใดที่จิตว่างจากความโง่อย่างนี้ เข้าถึงความว่างจากตัวเรา ว่างจากของเรา มันก็ต้องเป็นความรู้หรือเป็นปัญญาเต็มที่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฉลาดเขาจึงพูด ว่า ความว่างกับปัญญา หรือสติปัญญานี้เป็นสิ่งเดียวกัน ; ไม่ใช่เป็นของสองสิ่งที่ เหมือนกัน แต่ว่าเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันเลย.
น.87 ข้อนี้ย่อมหมายความว่า ปัญญาที่แท้จริง หรือถึงที่สุดของปัญญานั้น ก็คือ ความว่างนั่นเอง คือว่างจากโมหะที่หลงยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. หมายความว่าพอเอาอันนี้ ออกไปเสีย จิตก็ถึงสภาพเดิมของจิตที่เป็นจิตแท้ คือปัญญา หรือสติปัญญา. แต่คำว่า "จิต" อย่างที่กล่าวในที่นี้ มีความหมายเฉพาะในเรื่องที่กล่าวนี้ เท่านั้น; คนอื่นอาจให้ความหมายแก่คำว่าจิตเป็นอย่างอื่น ซึ่งไม่ได้เป็นจิตที่เป็น อันเดียวกันกับปัญญาอย่างนี้ก็ได้. ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้เอาไปปนกัน ที่พูดว่าจิต ๘๙ ดวง จิต ๑๒๑ ดวงนั้นไม่ใช่เรื่องนี้ คนละเรื่องกัน. สิ่งที่เราจะเรียกว่าจิตแท้ ที่เป็นอันเดียวตัวเดียวกันกับปัญญานั้น เราหมายถึงจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน. ที่จริงสภาพอันนี้ก็ไม่ควรจะเรียกว่าจิตเลย ควรจะเรียกว่าความว่าง แต่โดย เหตุที่มันเป็นสิ่งที่รู้อะไรได้เราจึงเรียกว่าจิต หรือกลับมาเรียกว่าจิตอีกทีหนึ่ง. นี้มันแล้ว แต่พวกไหนจะนิยมพูดอย่างไร แต่ถ้าจะพูดไปตามที่เป็นจริง หรือตามธรรมชาติจริง ๆ ก็พอจะพูดได้ว่า ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตก็คือสติปัญญา คือจิตที่ว่างจากความยึดมั่น ถือมั่น เพราะฉะนั้น ในความว่างนั้นเองจึงเป็นปัญญาอยู่โดยสมบูรณ์. เลื่อนขึ้นไปถึง มรรค - ผล - นิพพาน : มรรค ผล นิพพาน นั่นแหละคือความว่างในระดับหนึ่ง ๆ สูงขึ้นไปตามลำดับ จนถึงนิพพานที่เรียกว่า "ปรมสุญญตา" หรือ "ปรมํ สุญฺญํ" คือว่างอย่างยิ่ง. นี่ท่านจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ สรณคมน์ขึ้นไป แล้วถึงทาน แล้วถึงศีล ถึงสมาธิ ถึงปัญญา ก็ไม่มีอะไรนอกจากความว่าง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ;
น.88 และ มรรค ผล นิพพาน ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แต่เป็นความว่างขั้นเด็ดขาด ขั้นที่ถึง ที่สุด. ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ได้ฟังข้อนี้คือได้ฟังทั้งหมด ได้ปฏิบัติข้อนี้ คือได้ปฏิบัติทั้งหมด และได้รับผลจากข้อนี้คือการได้รับผลทั้งหมด โดยประโยคเพียง ประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา - ว่าของเรา. นี้จงพยายามเก็บขึ้นมาด้วยตัวเองให้ได้ว่า ความหมาย ของคำว่า "ความว่าง" นั้นเป็นอย่างไร. ทีนี้เราลองมานึกถึงสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนี้ไม่มีอะไรอื่นนอกจากสิ่ง ที่เรียกว่า "ธรรม". ในภาษาบาลีคือคำว่า ธมฺม ในภาษาสันสกฤตเขียนว่า ธรฺม ในภาษาไทย เรียกว่า "ธรรม" เฉยๆ สามเสียงนี้แม้จะออกเสียงต่างกันอย่างไร ก็หมายถึงธรรมะ ซึ่งแปลว่า "สิ่ง" เท่านั้นแหละ ; "สพฺเพ ธมฺมา" ก็แปลว่าสิ่งทั้งปวง, ท่านต้องทำในใจให้แจ่มแจ้ง เล็งถึงสิ่งทั้งปวงกันก่อน ว่าถ้าเราพูดเป็นไทย ๆ ว่า "สิ่งทั้งปวง" แล้วมันหมายถึงอะไรบ้าง? มันต้องหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร หมด จะเป็นเรื่องโลก หรือเรื่องธรรมะก็คือสิ่งทั้งปวง จะเป็นฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายจิตใจ ก็คือสิ่งทั้งปวง, หรือถ้าจะมีอะไรมากไปกว่านั้นอีก คือมากไปกว่าวัตถุและจิตใจ คือมี สิ่งที่สามขึ้นมาอีก ก็ยังเรียกว่าสิ่งทั้งปวง อยู่ในคำว่า "ธรรม" อยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงแนะให้ท่านทั้งหลายรู้จักสังเกตว่า :-
น.89 ตัวโลกคือสิ่งทางวัตถุ กล่าวคือ ตัวโลกทั้งหมดในฝ่ายวัตถุธรรม ; นี้ประเภทหนึ่ง ก็คือ ธรรม. - แล้วตัวจิตใจที่จะรู้จักโลกทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ ธรรม. - ถ้าว่าใจกับโลกกระทบกัน การกระทบนั้นก็เป็น ธรรม. - แล้วผลของการกระทบนั้นเกิดอะไรขึ้น เกิดเป็น ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ขึ้นก็ตาม หรือเกิดเป็นสติปัญญา รู้ยิ่งแจ่มแจ้ง ไปทางความเป็นจริงก็ตาม มันก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้น. - จะเกิดถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว ก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้น - ทีนี้สติปัญญาก่อให้เกิดความรู้ เป็นระบบต่าง ๆ ขึ้นมา อันนี้ก็คือ ธรรม - ความรู้นั้นเป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา หรือปฏิบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา การปฏิบัตินั้น ก็คือ ธรรม - ครั้นปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ลงไปแล้วผลย่อมจะเกิดขึ้น สรุปแล้วเรียกว่า มรรค ผล นิพพาน เหล่านี้เป็นผลที่เกิดขึ้น แม้ผลนี้ ก็คือ ธรรม. สรุปแล้วมันคือธรรมทั้งนั้น กินความมาตั้งแต่เปลือกแท้ ๆ กล่าวคือโลก หรือวัตถุ, แล้วกินความจนถึงจิตใจ ถึงการกระทบระหว่างใจกับโลก ถึงผลที่เกิดขึ้น จากการกระทบ เป็นความผิด ความถูก ความดี ความชั่ว, กระทั่งเป็นวิชชาความรู้ ชนิดที่ให้เกิดความรู้ทางธรรมะ การปฏิบัติธรรมะ และมรรค ผล ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ธรรมะ. นี่ถ้าเห็นหมดนี้แต่ละอย่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็เรียกว่าเห็นสิ่งทั้งปวง.
น.90 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิ่งทั้งปวงดังที่ว่ามานี้แหละ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ส่วนไหนเลย ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา ; คือส่วนที่เป็นวัตถุหรือร่างกายนี้ ก็ยึดถือไม่ได้ ส่วนที่เป็นจิตเป็นใจก็ยิ่งยึดถือไม่ได้ เพราะมันยิ่งเป็นมายา ยิ่งไปกว่าส่วน ที่เป็นวัตถุเสียอีก. เพราะฉะนั้น จึงมีคำตรัสว่า ถ้าจะยึดถือตัวตนกันแล้ว น่าจะยึดถือ ที่วัตถุดีกว่า เพราะมันยังเปลี่ยนแปลงช้ากว่า ไม่มายาหลอกลวงเหมือนจิตใจ อย่างที่เรา เรียกกันว่านามธรรมนั้น. จิตใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "จิต" อันเป็นตัวเดียวกันกับความว่างอย่างที่กล่าว เมื่อตะกี้ แต่หมายถึงจิตที่เป็นความรู้สึกทางจิต หรือ mentality ต่าง ๆ อันเป็นจิต ที่คนธรรมดารู้จัก. ทีนี้ การกระทบระหว่างโลกกับจิตใจ มีผลเป็นความรู้สึกต่าง ๆ เป็นความรัก ความเกลียด ความโกรธ เหล่านี้ก็คือธรรมะ ซึ่งก็ยังยึดถือไม่ได้ เพราะมันเป็นมายา ที่เกิดจากมายา ที่เป็นไปฝ่ายกิเลส แล้วยิ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ที่จะไปยึดถือเข้า. แม้ว่าเป็นฝ่ายสติปัญญา ก็ยังสอนไม่ให้ยึดถือ ว่าเรา-ว่าของเรา เพราะว่า เป็นเพียงสักว่าธรรมชาติ. ถ้าไปยึดแล้วจะเกิดความหลงผิดขึ้นมาใหม่ จะมีตัวเราและ มีของเรา คือมีเราผู้มีสติปัญญา และมีสติปัญญาของเรา ; เป็นความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ก็เป็นความหนัก เนื่องด้วยการยึดถือนั้น จะเกิดความรวนเรไป ตามความเปลี่ยนแปลง ของสิ่งเหล่านั้น แล้วก็เป็นทุกข์. แม้มาถึงความรู้ ก็ให้ถือว่าเป็นสักแต่ว่าความรู้. อย่าเข้าไปหลงยึดมั่น ถือมั่น จะเกิดอาการของสีลลัพพัตต์ปรามาสต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ โดย ไม่รู้สึกตัวเพราะเหตุนั้น.
น.91 การปฏิบัติธรรมะนั้นก็เหมือนกัน มันเป็นสักว่าการปฏิบัติ เป็นความจริง ของธรรมชาติ ทำลงไปอย่างไรผลย่อมเกิดขึ้นอย่างนั้น โดยสมส่วนกันเสมอ ; จะไป เอามาเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้. เพราะถ้าเกิดไปยึดมั่นถือมั่นก็คือหลงผิดขึ้นมาอีก เป็นการสร้างตัวตนที่ลม ๆ แล้ง ๆ ขึ้นมาอีก แล้วมันก็ต้องทุกข์เหมือนกับที่ไปยึดในเรื่อง กามารมณ์ ยึดในเรื่องผิด ๆ อย่างอื่นเหมือนกัน. พอมาถึงมรรค ผล นิพพาน นั่นก็คือธรรมะหรือธรรมชาติที่เป็นอย่าง นั้นเอง. หรือแม้ที่สุดตัวความว่างเองก็สักแต่ว่าธรรมชาติ, พระนิพพานเอง ซึ่งเป็น สิ่งเดียวกันกับความว่าง ก็เป็นสักแต่ว่าธรรมชาติ. ถ้าไปยึดถือเข้าก็เป็นผิดนิพพาน หรือผิดความว่าง ผิดตัวนิพพาน ; เพราะว่านิพพาน หรือว่าความว่างจริง ไม่ใช่วิสัย ที่จะถูกยึดมั่น - ถือมั่น ว่าตัวหรือว่าของตัวได้. เป็นอันกล่าวได้ว่า ถ้ามีผู้ใดยึดมั่นลงไปที่นิพพาน หรือความว่าง ย่อม จะผิดตัวความว่าง, หรือผิดตัวนิพพานทันที. นี่คือการบอกให้ทราบว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรเลยนอกจากธรรมะ ไม่ได้ เป็นอะไรเลยนอกจากธรรมะ คำว่า ธรรมะ นี้ หมายความว่า ธรรมชาติ, ธรรมชาติเท่านั้นเอง. ที่ว่าธรรมะล้วน ๆ ไม่มีอะไรเจือนี้คือธรรมชาติ ถือเอาหลักให้ตรงตัว พยัญชนะว่าธรรมะได้เลย ; กล่าวคือ คำว่าธรรมะนี้ แปลว่าสิ่งที่ทรงตัวมันอยู่ ถ้า
น.92 สิ่งใดมีการทรงตัวอยู่แล้ว สิ่งนั้นเรียกว่าธรรมะ และต้องแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท : สิ่งที่ ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง นี้ประเภทหนึ่ง, สิ่งที่ ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรปรุงแต่งนี้อีกประเภทหนึ่ง. ท่านไปดูเอาเองจะพบว่ามันมีเพียงสองสิ่งเท่านั้น. สิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เพราะมีอะไรปรุงแต่งนั้นมันมีการทรงตัว มันเอง อยู่ที่ความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนั่นเอง หรือว่า กระแสความไหลเวียนเปลี่ยน แปลงนั่นแหละคือตัวมันเอง. นี้คือความหมายของคำว่าธรรมะ คือทรงตัวอยู่. ส่วนสิ่งใดที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ; สิ่งนี้หมายถึงพระนิพพาน หรือความว่างอย่างเดียวเท่านั้น. สิ่งนี้มันก็มีการทรงตัว มันเองอยู่ได้ ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลง คือภาวะแห่งการไม่เปลี่ยนแปลง นั่นแหละ คือตัวมันเองในที่นี้ มันจึงเป็นธรรมะประเภทที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง. แต่ทั้งประเภทที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงก็ตาม และไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เลยก็ตาม มันก็สักแต่ว่า ธรรมะ คือสิ่งที่ทรงตัวมันเองอยู่ได้โดยภาวะอย่างหนึ่ง ๆ. ฉะนั้น จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ, จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าที่จะเป็นเพียงธรรมชาติ, จึงว่าธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีอะไร มีแต่ ธรรมะเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. เมื่อเป็นธรรมะเท่านั้นแล้ว จะไปยึดถือว่าเรา - ว่าของเราได้อย่างไร ? หมายความว่าเป็นเพียงธรรมชาติ ซึ่งในภาษาบาลีเรียกว่าธรรมะ. คำว่าธรรมะในกรณี อย่างนี้แปลว่าธรรมชาติ หรือธรรมดา ซึ่งหมายความว่าเป็น ตตา คือมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเพียงธรรมะ. สิ่งทั้งปวงจึงไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมะ หรือธรรมะก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งทั้งปวง. ดังนั้นก็แปลว่าสิ่งทั้งปวงคือธรรมะ.
น.93 ธรรมะแท้จะต้องว่างจากตัวตนหมด. ไม่ว่าธรรมะส่วนไหน ข้อไหน ชั้นไหน ประเภทไหน ธรรมะจะต้องเป็นอันเดียวกับความว่าง คือว่างจาก ตัวตนนั่นเอง. เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้พบความว่างในสิ่งทั้งปวง หรือว่าจะศึกษา ความว่างก็ต้องศึกษาที่สิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมเรียกสั้น ๆ ว่าธรรมะ. หรือจะพูดเป็น logic ว่า สิ่งทั้งปวงก็สักแต่เท่ากับธรรมะ, ธรรมะเท่ากับสิ่งทั้งปวง, หรือสิ่งทั้งปวงเท่ากับความ ว่าง ; เพราะฉะนั้น ความว่างก็เท่ากับธรรมะ แล้วแต่จะพูด. แต่ให้รู้ความจริงว่ามัน ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ที่เป็นความว่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย ว่าเรา หรือว่า ของเราก็ตาม. ในที่นี้จะเห็นได้ชัดว่า ความว่างนี้ หรือของว่างนี้ก็คือ ความจริงของสิ่ง ทั้งปวง. ต้องหมดความหลงโดยประการทั้งปวงเท่านั้นจึงจะเห็นความว่าง ; หรือถ้า เห็นความว่างนั้น ก็คือปัญญาที่ไม่หลง ปัญญาแท้ที่บริสุทธิ์ที่ไม่หลง. แต่ทีนี้ มันมีธรรมอีกประเภทหนึ่ง คือ ธรรมะประเภทอวิชชา หรือความ หลงผิด ; เป็น reaction ที่เกิดมาจากการที่จิตใจกระทบกันกับวัตถุหรือโลก. เพราะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อจิตใจหรือธรรมะประเภทจิตใจกระทบกันกับธรรมะ ประเภทวัตถุนี้ ย่อมมี reaction เป็นความรู้สึก ; ในความรู้สึกนี้เดินไปทางอวิชชาก็ได้ เดินไปทางวิชชา คือรู้แจ้งก็ได้ มันแล้วแต่สิ่งแวดล้อม แล้วแต่สภาพตามที่เป็นอยู่จริง ของสังขารกลุ่มนั้น หรือของธรรมะกลุ่มนั้น มันจะเป็นไปในรูปไหน. เพราะฉะนั้น จึงเป็นธรรมะอีกไม่ใช่อื่น แต่เป็นธรรมะฝ่ายอวิชชา ทำให้เกิดความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นไป ในทางที่มีตัวมีตนหรือของของตน. แต่อย่าลืมว่านี้ก็คือสักแต่ธรรมะ เนื้อแท้ของมัน ก็คือความว่าง.
น.94 อย่าลืม อวิชชาก็คือความว่างเท่ากันกับวิชชา หรือเท่ากันกับ นิพพานมันเป็นธรรมะเท่านั้น. ถ้าเรามองมันเป็นแต่ธรรมะเท่านั้นแล้ว เราจะเห็นว่าว่างจากตัวตนอยู่เรื่อย ; แต่ธรรมะในขั้นนี้ แม้จะเป็นสิ่งเดียวกันกับความว่างอย่างนี้ มันก็มีผลไปอีกทางหนึ่ง ตามแบบของอวิชชา คือให้เกิดเป็นมายา ว่าตัวว่าตนขึ้นมาได้ในความรู้สึก หรือใน ความยึดถือ. เพราะฉะนั้น จึงต้องระวังให้ดีในธรรมะประเภทที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นประเภทอวิชชา และมันก็รวมอยู่ในสิ่งทั้งปวง รวมอยู่ในคำว่าสิ่งทั้งปวง คำเดียวกันด้วย. ถ้าเรารู้สิ่งทั้งปวงจริง ๆ แล้ว ความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นที่เป็นอวิชชานี้ ไม่อาจเกิด; ที่นี้หากว่าเราไม่รู้ธรรมะ หรือไม่รู้สิ่งทั้งปวง ปล่อยไปตามอำนาจของ สัญชาตญาณของสัตว์ที่ยังโง่ยังหลงอยู่ มันจึงได้ช่องได้โอกาสแก่ธรรมะฝ่ายอวิชชา หรือฝ่ายยึดมั่นถือมั่นไปเสียตะพืด ; ฉะนั้นคนเราจึงมีแต่ความยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ คล้าย กับว่าเป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ไม่รู้ว่าครั้งไหน. เราจะเห็นได้ว่า พอเกิดมาก็ ได้รับการอบรม แวดล้อมโดยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง ให้เป็นไปแต่ ในทางธรรมะฝ่ายที่ ไม่รู้ คือเป็นแต่ในทางยึดมั่นว่าตัวตน ว่าของตนทั้งนั้น การอบรมให้รู้ในทางไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนี้ ไม่ได้ทำกันเลย. เด็ก ๆ เกิดมาไม่ได้รับการอบรมเรื่องไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้กันเลย มีแต่ได้รับ การอบรมไปในทางมีตัวมีตนทั้งนั้น. แต่อย่าลืมว่าเด็ก ๆ เกิดมานั้น จิตอันเดิมของ เด็ก ๆ นั้นยังไม่มีตัวมีตนอะไรมากมาย ; แล้วมาได้รับการแวดล้อมให้เกิดความรู้สึกว่า
น.95 ป็นตัวเป็นตน. พอลืมตา พอรู้สึกอะไรได้ก็ต้องมีการแวดล้อมให้ยึดถือว่า พ่อของตน แม่ของตน ที่อยู่อาศัยของตน อาหารของตน ; แม้แต่จานสำหรับจะกินข้าวก็ต้องใบนี้ เป็นของตน คนอื่นมากินไม่ได้. อาการที่เป็นไปเองโดยไม่ตั้งใจ autonomy อย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อย คือความรู้สึก ว่าตัวตนนี้เกิดขึ้นมา แล้วเจริญงอกงามขึ้นเรื่อย. ส่วนความรู้สึกที่ตรงกันข้าม ไม่เป็น ไปในทางตัวตนนั้นไม่มีเลย ; แล้วมันจะเป็นอย่างไร กว่าจะเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็น คนแก่คนเฒ่านี้. มันก็หนาไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน. นี่แหละ เราจึงมีตัวตนเป็นชีวิต, มีชีวิตเป็นตัวตน ; คือมีความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตนนั้นแหละเป็นชีวิต. หรือชีวิตตามธรรมดาก็คือสัญชาตญาณแห่งการ ยึดมั่นว่าตัวตน ; แล้วเรื่องมันจึงเป็นไปในทางที่มีแต่จะเป็นทุกข์, เป็นความหนัก กดทับ บีบคั้น ร้อยรัด พัวพัน หุ้มห่อ เสียบแทง เผาลน ซึ่งเป็นอาการของความทุกข์ทั้งนั้น. เป็นอันว่า ถ้าลงยึดมั่นถือมั่นแล้ว แม้ในฝ่ายดีในด้านดีก็เป็นความทุกข์. ทีนี้ โลกมาสมมุติฝ่ายดีหรือด้านดี กันแบบนี้ มันจึงหมายถึง ความผิด หรือความชั่ว หรือความทุกข์ตามแบบของพระอริยเจ้า เพราะว่ามันยังไม่ว่าง มันยังวุ่นไปเหมือนกัน ; ต่อเมื่อมีความว่างอยู่เหนือนั้นจึงจะไม่ทุกข์. หลักใหญ่ของพุทธศาสนาจึงไม่มีอะไรมากไปกว่า การกำจัดสิ่งนี้เสีย เพียงคำเดียวเท่านั้น กล่าวคือ กำจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน หรือของตน
น.96 นี้เสีย ; โดยอาศัยบทที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นั่นเอง ไม่มีอะไรมาก ไปกว่านี้. ทีนี้เมื่อตัวเรามาเป็นตัวเดียวกันกับความยึดมั่นถือมั่น อย่างเป็นตัวเดียว กันแท้ดังนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร? ใครจะช่วยเรา ? หรือว่าถ้าจิตมันเป็นอย่างนี้ เสียเองแล้ว ใครจะไปช่วยจิต ? อย่างนี้ก็ได้. ลองตั้งปัญหาขึ้นมาอย่างนี้. มันก็ไม่มีอะไรอีก มันก็คือจิตนั้นอีกนั่นแหละ. เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ : ความผิดก็ธรรมะ ความถูกก็ธรรมะ ความทุกข์ก็ธรรมะ ความดับทุกข์ก็ธรรมะ เครื่องมือแก้ไขดับทุกข์ก็ธรรมะ ตัวเนื้อหนัง ร่างกายก็ธรรมะ ตัวจิตใจก็ธรรมะ ; เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรนอกจากที่ธรรมะจะต้อง เป็นไปในตัวมันเอง โดยอาศัยกลไกที่เป็นไปได้ในตัวมันเอง. อย่างนี้เราจะเรียกว่าเป็น บุญหรือเป็นบาปก็สุดแท้. ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อได้กระทบโลกนี้มากเข้า เกิดเป็นไปในทาง สติปัญญา อย่างนี้ก็เป็นบุญ. ทีนี้ใครคนหนึ่ง เมื่อได้กระทบกับโลกนี้มากเข้า เป็นไป ในทางความโง่ ความหลงมากขึ้น อย่างนี้มันก็เป็นบาป. เราสังเกตดูจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครเสียเปรียบใคร. เราเกิดมาก็อย่างนี้ ด้วยกันทุกคน คือเราก็มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ อยู่ด้วยกันทุกคน ; แล้ว ข้างนอกก็มีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสัมผัส มีธัมมารมณ์ ให้ด้วยกันทุกคน ; แล้วก็มี โอกาสที่จะกระทบกับสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยกันทุกคน, และกระทบเหมือน ๆ กันทุกคน. แต่ แล้วทำไมมันจึงแยกเดินไปในทางโง่บ้าง ฉลาดบ้าง? เพราะฉะนั้น ที่แยกเดินไปในทาง ฉลาดก็นับว่าเป็นกุศลหรือเป็นบุญ, ที่มันแยกเดินไปในทางโง่ก็เป็นบาปเป็นอกุศล.
น.97 แต่มันยังดีอยู่ว่า ธรรมะนี้ ดูช่างจะเป็นเครื่องคุ้มครองคนเสียจริง ๆ โดยที่มีหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าถูกความทุกข์เข้าแล้วย่อมรู้จักหลาบ รู้จักจำ. เหมือน อย่างว่าเด็ก ๆ เอามือไปจับขยำเข้าที่ไฟอย่างนี้ มันก็คงไม่ยอมขยำอีก เพราะมันรู้จักหลาบ รู้จักจ๋า. แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องทางวัตถุ มันง่าย. ส่วนเรื่องที่ไปขยำเอาไฟคือความ ยึดมั่นถือมั่น หรือความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้านี้ โดยมากมันกลับไม่รู้สึกว่า เรายำไฟ มันก็เลยไม่มีอาการที่ว่า รู้จักหลาบ รู้จักจำ มันกลับเห็นไปด้วยความหลง นั้นว่า เป็นของน่ารัก น่าปรารถนาไปเสีย. การที่จะแก้ไขได้ก็มีอยู่ทางเดียวคือว่า รู้จักมันอย่างถูกต้องว่า ธรรมะนี้คือ อะไร จนรู้ว่าธรรมะนี้คือไฟ คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ มันก็จักเป็นไปในทางสติปัญญา รู้จักหลาบ รู้จักจำต่อการที่จะไปเที่ยวยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา แล้วเกิด ไฟขึ้นมา. สิ่งนี้มันเป็นไฟเผาใจไม่ใช่ไฟไหม้มือ แต่บางทีมันเผาลึกเกินไปจนไม่รู้สึกว่า เป็นไฟหรือเป็นความเร่าร้อน ; ฉะนั้น คนจึงจมอยู่ในกองไฟ หรือในวัฏฏสงสาร อันเป็น กองไฟที่ร้อนอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็กอย่างนี้. ถ้าเรามองเห็นเช่นเดียวกับที่เด็กขยำไฟ และไม่ยอมจับไฟต่อไปแล้ว มันก็ไป ตามทางนั้นได้. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสอธิบายข้อนี้ไว้ว่า เมื่อเห็นโทษ ของความยึดมั่นถือมั่นเมื่อใด จิตก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้น. นี่แหละปัญหามันมีอยู่ว่า เราเห็นโทษของการยึดมั่นถือมั่นหรือยัง ถ้ายัง ก็ยังไม่คลาย ถ้าไม่คลายก็ไม่ว่าง ภาษิตในมัชฌิมนิกายมีอยู่อย่างนี้ เป็นรูปพุทธภาษิต.
น.98 และยังตรัสไว้ในที่อีกแห่งหนึ่งว่า เมื่อใดเห็นความว่าง เมื่อนั้นจึงจะพอใจ นิพพาน. ย้อนไปดูอีกทีหนึ่งว่า "เมื่อใดเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นจิต จึงจะคลายจากความยึดมั่นถือมั่น" เมื่อคลายจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นจะมีโอกาส มองเห็นสิ่งที่เราเรียกกันว่าความว่าง คือว่างจากตัวตน. พอเริ่มเห็นความว่างจากตัวตนเท่านั้น จิตจะเหไปพอใจในอายตนะนั้น คือนิพพาน. อายตนะนั้นคือนิพพาน ก็หมายความว่า นิพพานก็เป็นเพียงสิ่ง ๆ หนึ่งที่ เราจะรู้จักได้เท่านั้น สิ่งใดที่อยู่ในวิสัยที่เราจะรู้จักมันได้ โดยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจแล้ว สิ่งนั้น ๆ เรียกว่า "อายตนะ" ทั้งนั้น. ท่านได้ลดเอานิพพานนี้ลงมาให้เป็นอายตนะอันหนึ่ง เหมือนกับอายตนะ ทั้งหลาย แล้วเรายังจะโง่จนถึงกับไม่รู้จักอายตนะนี้ได้อย่างไร. มันมีอยู่ได้ต่อเมื่อเห็นว่าง จากตัวตน เพราะคลายความยึดมั่นถือมั่น จึงจะพอใจในอายตนะคือนิพพาน. การที่จะให้พอใจนิพพาน นี้มันยาก ยากเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่า เรามี ชีวิตเป็นความยึดมั่นถือมั่นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงไม่คลาย, ไม่เห็นว่าง ไม่พอใจ ในอายตนะคือนิพพาน. เราจะมองเห็นความจริงข้อนี้ได้ โดยมองออกไปถึงศาสนาอื่นดูบ้าง ใน ศาสนาอื่นนั้นไม่มีคำว่าอัตตวาทุปาทาน. อัตตวาทุปาทาน แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราว่าของเรา. เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? เพราะเหตุว่าในลัทธิอื่นนั้น เขามีตัว
น.99 สำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงไม่ถือว่าการยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวเรา" นี้เป็น ของผิด มันกลายเป็นเรื่องถูกไป มันกลายเป็นความมุ่งหมายของศาสนา หรือของลัทธิ นั้น ๆ ไปทีเดียว คือว่าสอนให้เข้าถึงสภาพที่เป็น "ตัวเรา" ให้ได้ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่มี คำว่า อัตตวาทุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ซึ่งพุทธศาสนาสอนว่าต้องละเสีย เขากลับมีตัวเราให้ยึดถือ. ในพุทธศาสนาเรานี้มีอัตตวาทุปาทาน คือกำหนดชื่อลงไปว่า นี้เป็นกิเลส นี้เป็นความโง่ นี้เป็นความหลง คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา. เพราะฉะนั้น หลักปฏิบัติ จึงมีอยู่ตรงที่ให้ละอัตตวาทุปาทานนี้เสีย และคำสอนเรื่องอนัตตาจึงมีแต่ในพุทธศาสนา ; ไม่มีในคำสอนลัทธิอื่น ซึ่งสอนให้มีอัตตาให้ยึดมั่นถือมั่น เข้าถึงให้ได้. ส่วนเรานี้ ให้ทำลายความรู้สึกว่าตัวตนเสียให้หมดเลย ให้เห็นสภาพเป็นอนัตตา คือว่างจากอัตตา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. อนัตตานี้มีพูดกันแต่พวกเราพุทธศาสนา จะมีความรู้ความเข้าใจขึ้นมาได้ ก็แต่ในหมู่บุคคลที่ถูกสอนว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ถ้าสอนว่ามี อัตตาที่ควรยึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติเพื่อความว่างจากตัวตนนี้ได้. เพราะฉะนั้นจึงต้องสังเกตให้เห็นในข้อที่ว่า มันต้องเห็นโทษของไฟ เราจึงจะกลัว ไฟไหม้เรา ; เช่นเดียวกับที่เราต้องเห็นโทษของไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือไฟ ของความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนซึ่งเป็นต้นเหตุของไฟทั้งปวงนี้ มันจึงจะค่อยเบื่อหน่าย เกลียดชังสิ่งที่เรียกว่าไฟ คือคลายความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ไม่คิดที่จะก่อไฟอีกต่อไป.
น.100 ทีนี้ก็มาถึง ความว่างที่ว่าถ้าเห็นแล้วจะพอใจในนิพพาน. เราต้องเข้าใจให้ดีๆ ว่าความว่างนี้เป็นอย่างไร ? ความว่างในขั้นแรก ก็คือว่า ว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา เรียกว่าว่าง. ถ้าความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรามีอยู่แล้ว มันก็ไม่ใช่ความว่าง มันเป็นจิตที่กำลังวุ่นอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเรา. เราต้องเอาคำ ๒ คำ ขึ้นมาเป็นเครื่องช่วยการกำหนดจดจำว่า ว่าง กับ วุ่น, ว่างคำหนึ่ง วุ่นคำหนึ่ง. ว่างก็คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเรา ; วุ่นก็คือ มันวุ่น มันกลุ้ม มันปั่นป่วนอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา. ที่ว่า ว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา นั้น มันมีอาการอย่างไร ! บาลีที่เป็นพระพุทธภาษิตเรียงไว้ให้ ๔ ข้อ :- คู่ที่ ๑ “น อหํ กฺวจินิ" - รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา. "น กสฺสจิ กิญฺจนํ กิสฺมิญจิ" - ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ๆ ก็ไม่มี ว่าเป็นตัวเรา นี้คู่หนึ่ง. คู่ที่ ๒ ก็ว่า "น มม กฺวจินิ" - ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา. "กิสฺมิญฺจิ ภิญฺจนํ นตฺถิ" - กังวลใดๆ ไม่มี ว่าเป็นของเรา. พูดกันง่ายๆ เป็นไทยๆ คู่หนึ่งก็ว่าไม่รู้สึกว่ามีเรา แล้วก็ไม่มีกังวลอะไร ที่เป็นเรา ; แล้วอีกคู่หนึ่งก็ว่าไม่มีอะไรว่าเป็นของเรา แล้วไม่มีกังวลในอะไรว่าเป็น ของเรา.
น.101 รู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นเรา แต่บางทีก็มีเหลืออยู่เป็นกังวลว่า จะมีอะไร เป็นเรา ; เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นของเรา แต่เราอดสงสัยไม่ได้ว่า มันอาจมีอะไรที่ว่า เป็นของเรา. มันจะต้องมีความเห็นแจ้งเด็ดขาด เกลี้ยงเกลาลงไปว่า มันไม่มีอะไรเป็น เรา และที่เราจะต้องคอยกังวลว่ามันอาจจะมีอะไรที่เป็นเรา; มันไม่มีอะไรเป็นของเรา และไม่มีอะไรที่อาจจะเป็นของเรา ที่เราคอยสงสัยกังวล คอยคิด คอยนึก คอยท่าอยู่. เมื่อใดจิตใจของใครเกลี้ยงไปจากสิ่งทั้งสี่นี้ เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าท่านถือว่าเป็นความว่าง. ในอาเนญชสัปปายสูตร มัชฌิมนิกาย บัญญัติไว้อย่างนี้ในฐานะที่เป็นพุทธภาษิต. อรรถกถาก็สรุปไว้คือ ๆ ตรงๆ ว่า “น อตฺตนา" - ไม่เห็นว่าเป็นตัวตน "น อตฺตนีเยน" - ไม่เห็นว่าเป็นของตน ; นี้ก็พอแล้ว ก็เหมือนกับที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้นว่า ต้องปราศจากความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ว่าของตนนั่นเอง. เมื่อไม่มีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ลองคิดดูเถอะว่ามันจะมีอะไร มันไม่มอง เห็นอะไรที่ไหนที่น่าจะเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน, หรือได้กำลังเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนอยู่, หรือว่าควรจะเป็นตัวตน หรือของของตนต่อไปข้างหน้า มันไม่มีทั้งนั้น. อย่างนี้เรียกว่าไม่มีทั้งขณะนั้น และไม่มีทั้งที่จะกังวลข้างหน้า และข้าง หลังด้วย ; เป็นจิตที่เข้าถึงความว่าง ด้วยการมองเห็นสิ่งทั้งปวงชัดเจน ตามลักษณะที่ ถูกต้องของมันว่า ไม่มีส่วนไหนที่มีความหมายของคำว่าตัวตนหรือของตนเลย เป็นธรรมะ คือธรรมชาติล้วน ๆ เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างยืดยาว. นี่แหละคือจิตที่เป็นอันเดียวกันกับความว่าง, กัน" หรือว่าความว่างที่เป็นสิ่ง เดียวกันกับจิต, หรือที่เราจะพูดว่าจิตเข้าถึงความว่าง, หรือบางทีก็พูดถอยหลังมาอีกนิด
น.102 ว่า จิตได้รู้ถึงความว่าง ซึ่งทำให้คนบางคนเกิดความเข้าใจว่าจิตอย่างหนึ่ง ความว่าง ก็อย่างหนึ่ง. ที่ใช้คำว่า "เข้าไปรู้ตัวความว่าง" อย่างนี้ยังไม่ถูกต้องนัก. ขอให้เข้าใจว่า ถ้าจิตไม่เป็นอันเดียวกับความว่างแล้ว ไม่มีทางที่จะรู้เรื่องความว่าง และจิตมันก็ เป็นความว่างอยู่เองแล้วตามธรรมชาติ ; ความโง่ต่างหากที่เข้าไปทำให้ไม่เห็นเป็นว่าง. พอความโง่ออกไป จิตกับความว่างก็เป็นอันเดียวกัน ; เพราะฉะนั้นมันจึงรู้ตัวมันเอง ไม่ต้องไปรู้อะไรที่ไหน คือรู้ความว่าง และเป็นอันรู้ว่าไม่มีอะไรนอกจากความว่างจาก ตัวตน - จากของตน. นี่แหละความว่างอันนี้ คือสิ่งสูงสุดเพียงสิ่งเดียว ที่เป็นตัวพุทธวจนะ ที่ทรงสอนทรงมุ่งหมาย จนถึงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตถาคตภาสิต คือคำที่ ตถาคตกล่าวนั้น มีแต่สุญญตา มีแต่เรื่องสุญญตา. บาลีสังยุตตนิกายมีอยู่อย่างนี้ และในบาลีนั้นเองก็ว่า ธรรมะที่ลึกที่สุด ก็คือเรื่องสุญญตา นอกนั้นเรื่องตื้น. ธรรม ที่ลึกจนต้องมีพระตถาคตตรัสรู้ขึ้นมาในโลกแล้วกล่าวนั้น มีแต่สุญญตา ; เรื่องนอกนั้น เรื่องตื้น ไม่จำเป็นจะต้องมีตถาคตขึ้นมากล่าว. ที่นี้ในอีกวรรคหนึ่งในสังยุตตนิกายนั้นว่า ธรรมที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนานแก่พวกฆราวาสนั้น คือเรื่องสุญญตา. ที่มาเรื่องสุญญตา นี้ เป็นเรื่องที่อาตมาเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งหลายหน ในที่อื่นว่า :-
น.103 มีฆราวาส คหบดี พวกหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลขอร้องที่จะ ได้รับธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน แก่พวกฆราวาสที่ครองเรือน แออัด อยู่ด้วยบุตร ภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทน์ของหอม พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสูตรนี้ คือ สูตรเรื่องสุญญตา. เมื่อเขาว่ามันยากไป ก็ทรงลดลงมาเพียงเรื่องโสตาขัตติยังคะ คือข้อปฏิบัติ เพื่อความเป็นพระโสดาบัน กล่าวคือให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ให้จริง, แล้วก็มีศีลชนิดเป็นอริยกันตศีล คือเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้จริง ; แต่แล้ว มันก็กลายเป็นว่าถูกพระพุทธเจ้าล่อเข้าบ่วง เข้ากับ ของพระองค์ได้สนิท. พูดอย่างโวหารหยาบ ๆ ของพวกเราก็คือว่า พระพุทธเจ้าท่านต้มคนพวกนี้สนิท คือว่าเขาไม่เอาเรื่องสุญญตา พระองค์ก็ยื่นเรื่องที่หลีกสุญญตาไม่พ้น คือบ่วงที่จะคล้อง เข้าไปสู่สุญญตาให้คนเหล่านี้ไป ให้เขาไปทำอย่างไรที่จะเข้าให้ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง และมีศีลที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ มันก็มีแต่เรื่องนี้ คือมองเห็นความไม่น่ายึดมั่นถือมั่นไปเรื่อย ๆ. ทีนี้ เรามาคิดดูว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ผิดหรือเปล่า ในการที่พูดว่า เรื่อง สุญญตานี้เป็นเรื่องสำหรับฆราวาส ? ถ้าพระพุทธเจ้าถูก พวกเราสมัยนี้ก็เป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ ไปทั้งหมด คือผิดไป ทั้งหมด เพราะไปเห็นว่า เรื่องสุญญตานั้นไม่ใช่เรื่องสำหรับพวกเราฆราวาสที่ครองเรือน, เรื่องสุญญตาเป็นเรื่องของผู้ที่จะไปนิพพานที่ไหนก็ไม่รู้. นี่แหละเรากำลังพูดกันอยู่ อย่างนี้ ; แต่พระพุทธเจ้ากำลังพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เรื่องสุญญตานี้คือเรื่องที่เป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสโดยตรง. แล้วใครจะเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก ? ถ้าพระพุทธเจ้า
น.104 เป็นฝ่ายถูก เราก็ต้องยอมพิจารณาเรื่องสุญญตาว่าจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน แก่ฆราวาสอย่างไร ? ทางที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ก็จะต้องมองกันไปตั้งแต่ว่า ใครมันทุกข์มากที่สุด ร้อนมากที่สุด หรืออยู่ในใจกลางเตาหลอมยิ่งกว่าใคร ? มันก็ไม่มีใครนอกจากพวก ฆราวาส. แล้วเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครเล่าที่จะต้องการเครื่องดับไฟ หรือว่าสิ่งที่จะมา กำจัดความทุกข์ด้วยประการทั้งปวง ! มันก็พวกฆราวาสนั้นแหละ พวกที่อยู่กลางกองไฟ จึงต้องหาเครื่องดับไฟให้พบในท่ามกลางกองไฟ มันดิ้นไปที่ไหนไม่ได้ ; เพราะไม่มี อะไรนอกจากไฟ, ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชนิดที่ไปยึดถือเข้าแล้ว เป็นไฟทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นจะต้องหาจุดที่เย็นที่สุดที่กลางกองไฟนั่นเอง มันก็คือความว่างจากตัวตน- ของตน คือสุญญตา. ฆราวาสต้องหาให้พบสุญญตา ต้องอยู่ในขอบวงของสุญญตา ถ้าไม่อยู่ตรง จุดศูนย์กลางของสุญญตาได้ อย่างน้อยอย่างเลวที่สุด ก็ควรจะอยู่ในขอบวงของสุญญตา คือรู้เรื่องความว่างตามสมควรที่ควรจะรู้. นี่แหละจึงจะนับว่าเป็นประโยชน์สุขตลอด กาลนานของพวกฆราวาส. พวกนี้เขาไปถามว่า อะไรจะเป็นประโยชน์สุขเกื้อกูล สิ้นกาลนานแก่พวก ข้าพระองค์ : พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา โลกุตฺตรา ธมฺมา" แปลว่า ธรรมทั้งหลายที่อยู่เหนือวิสัยโลก ที่เนื่องเฉพาะอยู่ด้วยสุญญตา. โลกฺตฺตรา - อยู่เหนือวิสัยโลก ก็คือว่ามันอยู่เหนือไฟ ; เพราะเราหมายความในที่นี้ว่า โลกนี้มัน คือไฟ ฉะนั้น โลกุตตรา ต้องอยู่เหนือไฟ. และที่ว่าเนื่องเฉพาะอยู่ด้วยสุญญตานั้น มันย่อมต้องถึงตัวความว่าง, ความว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราหรือว่าของเรา.
น.105 ดังนั้น "สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา โลกุตฺตรา ธมฺมา" นั้น จึงคือของขวัญ สำหรับฆราวาสโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมอบให้โดยตรง เป็นพระพุทธภาษิต ที่ยืนยันอยู่อย่างนี้. ขอให้ลองคิดดูใหม่ว่ามันจำเป็นเท่าไรที่จะต้องสนใจ และมีเพียง เรื่องเดียวจริงหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นกันเลย. ในบาลีสังยุตตนิกายนั้น ได้ตรัสยืนยันไว้ชัดว่า สุญญตาคือนิพพาน นิพพาน คือสุญญตา ; ในที่แห่งนั้นมันมีเรื่องที่จะต้องให้ตรัสอย่างนั้น ซึ่งเป็นความจริงง่าย ๆ ว่า นิพพานคือสุญญตา สุญญตาคือนิพพาน ก็หมายถึงว่างจากกิเลส และว่างจากความทุกข์. ฉะนั้น นิพพานนั่นแหละคือเรื่องสำหรับฆราวาส. ถ้าฆราวาสยังไม่รู้ความหมายของ นิพพาน ยังไม่ได้อยู่ในขอบวงของนิพพาน ก็แปลว่าอยู่กลางกองไฟมากกว่าคน พวกไหนหมด. นิพพานก็ขยายความออกไปได้ชัด ๆ ว่า ว่างจากความทุกข์ รวมทั้งว่าง จากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; ในขณะใดพวกเรามีจิตใจว่างจากตัวตน - ว่างจากของตน อยู่บ้าง ก็เป็นนิพพาน. เช่นขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้; อาตมายืนยันได้ว่า ทุกคนหรือ แทบจะทุกคนนี้ มีจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน เพราะมันไม่มีอะไรมาก่อ ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น. มันมีแต่คำพูดที่อาตมากำลังกล่าวไปในทางที่ให้เกลียดชัง ตัวตน หรือของตน ; และท่านทั้งหลายกำลังสนใจฟัง เรื่องมันก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิด ความรู้สึกว่าตัวตน. แล้วลองคิดดูว่าใจมันว่างหรือไม่ว่าง ? ว่างจากตัวตนหรือของตนนั้น มันว่างหรือไม่ว่าง ? ถ้ามันว่างอยู่บ้าง, ใช้คำว่า "อยู่บ้าง" เท่านั้น ไม่ใช้ทั้งหมด หรือตลอดกาล ; นั่นก็เรียกได้ว่า ท่านทั้งหลายกำลังอยู่ในขอบวงของนิพพาน ใน
น.106 ขอบวงของธรรมะประเภทที่เรียกว่านิพพาน แม้ว่าไม่เด็ดขาดและสมบูรณ์ ก็ยังเป็นนิพพาน อยู่นั่นเอง. ธรรมะมีอยู่หลายความหมาย หลายชั้น หลายระดับ. ธรรมะที่เป็นความหมายของนิพพาน หรือในระดับของนิพพานนั้น มัน อยู่ที่จิตของท่านทั้งหลายที่กำลังว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนอยู่บ้างในบาง ขณะ. เพราะฉะนั้น ขอให้กำหนดจดจำความรู้สึกอันนี้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ไว้ให้ดีๆ และให้ มันติดไปที่บ้านด้วย. บางทีกลับไปที่บ้าน แล้วมันจะรู้สึกเหมือนกับขึ้นไปบนเรือนของ คนอื่น; หรือว่าไปทำการทำงานอะไรที่บ้าน จะได้มีความรู้สึกว่าเหมือนกับไปช่วยงาน ของคนอื่น ที่บ้านคนอื่น ; อย่างนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้วมันไม่ทุกข์. บ้านหรือการงานที่ เคยเป็นทุกข์นั้น มันจะไม่ทุกข์ ; แต่จะเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวตนหรือของตนอยู่ ตลอดเวลา เรียกว่าเอานิพพาน หรือเอาสุญญตา เป็นพระเครื่องรางแขวนคอ อยู่เสมอ จะคุ้มครองป้องกันความทุกข์หรืออุปัทวะ เสนียดจัญไรนี้โดยประการทั้งปวง นี้แหละเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าจริง ๆ นอกนั้นเป็นเรื่องมายา. ทีนี้พูดอย่างนี้ เดี๋ยวจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ท่านทั้งหลายต้องไม่คิดว่า อาตมาเป็นคนเดินตลาดขายสินค้าของพระพุทธเจ้า จะต้องคิดว่าเราเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน ; ถ้าจะพูดเรื่อง อะไรที่เป็นเรื่องสมมติชี้ชวนให้เกิดความสนใจนี้ ก็เพราะว่ามีความหวังดีต่อกัน. แต่ถ้า ใครมีสติปัญญามากกว่านั้น ก็อาจจะเห็นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อด้วยอาตมา ไม่ต้อง
น.107 ชื่อตามอาตมา ก็มีทางที่จะสนใจศึกษาต่อไปได้ ถึงความจริงที่เป็นปรมัตถสัจจะนี้ยิ่งขึ้น ไปทุกที. ถ้าเป็นอย่างที่กล่าวมานี้แล้ว ก็ต้องเขยิบการศึกษานี้เลื่อนสูงขึ้นไปถึง เรื่อง ธาตุ. คำว่า "ธาตุ" นี้ก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ธรรม" รากของศัพท์ ก็เป็น root เดียวกันด้วย คำว่าธรรมะนี้มาจากคำว่า ธร แปลว่า ทรง คือทรงตัวมันอยู่ได้ เหมือนที่กล่าวอธิบายมาแล้ว. คำว่า ธาตุ นี้ก็เหมือนกัน นักศัพทศาสตร์เขายอมรับว่า มันมาจากคำว่า ธร ด้วยเหมือนกัน ก็แปลว่า ทรง. เพราะฉะนั้น คำว่า ธาตุ นี้มันก็แปลว่า สิ่งที่ทรงตัวมันเองอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับคำว่าธรรมะ : ที่เปลี่ยนแปลงก็มีการ ทรงตัวมันอยู่ได้ ด้วยการเปลี่ยนแปลง. ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ทรงตัวอยู่ได้ ด้วยการ ไม่เปลี่ยนแปลง. ฉะนั้น เราต้องมาเรียนถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นตัวตนได้ คือสิ่งที่เรียกว่า ธาตุ นี้บ้าง. ท่านทั้งหลายรู้จักธาตุชนิดไหนกันบ้าง ที่จะเอาเป็นตัวความว่างได้ ? คนที่ เรียนพี่สิคส์หรือเคมี ก็รู้เรื่องธาตุแต่ฝ่ายวัตถุล้วน ๆ เป็นธาตุแท้กี่สิบอย่างหรือกี่ร้อยอย่าง และก็ยิ่งพบเรื่อย ๆ. ธาตุอย่างนี้เป็นความว่างไปไม่ได้ หรือว่าถ้าว่างก็เป็นความหมาย อันลึกของสิ่งเหล่านี้ เพราะว่านี้เป็นแต่เพียงรูปธาตุ. ทีนี้ยังมีธาตุฝ่ายจิตใจ ฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายนามธรรมอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจ จะพิสูจน์ได้ด้วยวิชาฟิสิกส์หรือเคมี อย่างนั้นมันก็ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างของ
น.108 พุทธเจ้า จึงจะรู้เรื่องรูปธาตุ นามธาตุ หรือ อรูปธาตุ คือธาตุที่ไม่มีรูป และเป็นแต่เพียง นามหรือเรื่องทางจิต ทางเจตสิก ทางจิตใจ. ที่ว่ามาถึงแค่นี้เรารู้มา ๒ ธาตุแล้ว. สิ่งที่เรียกว่าความว่างนี้จะอยู่ในธาตุไหน? ถ้าใครคิดว่าความว่างเป็นรูปธาตุหรือวัตถุธาตุ เพื่อนก็หัวเราะตาย. บางคน อาจจะคิดว่าความว่างนี้คงจะเป็นนามธาตุหรืออรูปธาตุ ; อย่างนี้พระอริยเจ้าก็หัวเราะตาย หัวเราะคน ๆ นั้น. เพราะว่าความว่างนี้มันไม่ใช่ทั้งรูปธาตุและทั้งอรูปธาตุ. มันยังมี ธาตุของมันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในความหมายของคนธรรมดาจะพูดกัน ท่านเลยเรียก มันว่า นิโรธธาตุ. วัตถุธาตุ หรือ รูปธาตุ นั้นก็หมายถึงของที่เป็นวัตถุนี้อย่างหนึ่งแล้ว จะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม. แล้ว อรูปธาตุ นั้นหมายถึงจิตใจ จิตเจตสิก หรือความรู้สึกคิดนึกที่เกิดขึ้นในทางจิต ทางเจตสิก นี้เรียกว่าอรูปธาตุ. แล้วมันจะมี ธาตุชนิดไหนอีกที่มันจะไม่ซ้ำกันกับสองธาตุนี้ ? มันก็มีได้ในทางเดียวเพียงว่าธาตุที่มัน ตรงกันข้ามจากสองอย่างนี้ และเป็นที่ดับสิ้นหายไปหมดของสองธาตุนี้ด้วย ท่านจึงเรียก มันว่า นิโรธธาตุ, บางทีก็เรียกว่า นิพพานธาตุ บางทีก็เรียกว่า อมตธาตุ ที่เรียกว่า นิโรธธาตุ หรือ นิพพานธาตุ นั้น ล้วนแต่แปลว่า ดับ. ธาตุ แห่งความดับคือธาตุแห่งความดับของธาตุอื่น ๆ ทั้งหมด, หรือว่าธาตุเป็นที่ดับของธาตุ อื่น ๆ ทั้งหมด. ที่เรียกว่า อมตธาตุ แปลว่าธาตุที่ไม่ตายนั้น หมายความว่าธาตุอื่น ๆ นอก จากนี้มันตายหมด มันตายได้ มันตายเป็น. ส่วนนิโรธธาตุนี้ ไม่เกี่ยวกับการเกิดหรือ
น.109 การตาย ; แต่ว่ากลับเป็นที่ดับสิ้นของธาตุอื่น ๆ. สุญญตาก็คือสิ่งซึ่งอยู่ในธาตุพวกนี้ หรือเป็นธาตุพวกนี้จะเรียกว่า สุญญตธาตุ ก็ได้ เป็นธาตุอันเป็นที่ทำความว่างให้แก่ธาตุ อื่น ๆ. เพื่อความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ธาตุ" ชนิดที่ทำให้เข้าใจธรรมะได้แล้ว ต้อง เรียนธาตุอย่างที่กล่าวมานี้ อย่าไปมัวหลงเข้าใจว่ารู้จัก ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้นแล้วก็พอแล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กอมมือ. ก่อนพุทธกาลเขาก็พูดเขาก็สอนกันอยู่ มันต้องรู้ต่อไปถึงวิญญาณธาตุ คือธาตุทางนามธรรมหรือวิญญาณ แล้วก็อากาสธาตุ แล้วก็สุญญตธาตุ กล่าวคือธาตุความว่างเข้าไปอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดับหมดของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ. แปลว่าเรามีธาตุที่ประหลาดที่สุดในพุทธศาสนานี้ เรียกว่า ธาตุแห่งความว่าง หรือสุญญตธาตุ หรือนิโรธธาตุ หรือนิพพานธาตุ หรือ อมตธาตุ. ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้นมันอยู่ในพวก รูปธาตุ; ส่วนจิตใจ วิญญาณ เจตสิก อะไรต่าง ๆ นั้น มันอยู่ในพวกอรูปธาตุ ; ส่วนนิพพานหรือสุญญตานี้ มันอยู่ในพวก นิโรธธาตุ ท่านต้องไปนั่งหาเวลาสงบ ๆ นั่งดูธาตุให้ทั่วทุกธาตุ แล้วเห็นชัดว่ามันมีอยู่ ๓ ธาตุอย่างนี้จริงๆ ก็จะเริ่มพบสุญญตธาตุ หรือนิพพานธาตุ แล้วจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า อนัตตา หรือสุญญตาที่เรากำลังกล่าวนี้ได้มากขึ้น. เราอาจจะวางหลักได้ว่าในตัวความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูนั่นแหละ มันมี รูปธาตุ และ อรูปธาตุ ; แล้วในที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูนั่นแหละ
น.110 มันมีนิโรธธาตุ ; หรือจะกลับกันเสียก็ได้ว่า ถ้ามีนิโรธธาตุเข้ามา มันก็เห็นแต่ความ ว่าง : เห็นความว่างจากตัวกู - ของกูนี้ปรากฏชัดออกมา. ถ้าธาตุนอกนั้นเข้ามา มันก็เห็น เป็นรูป, เป็นนาม : เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ, เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรยุ่งไปหมด, แล้วก็มีส่วนที่จะเกิดความยึดถือทั้งนั้น : ถ้าไม่ ยึดถือในทางรัก ก็จะยึดถือในทางไม่รักคือเกลียด. ความยึดถือของ คนเรามี ๒ อารมณ์นี้ เท่านั้น คือ พอใจกับไม่พอใจ, เราเคยชินกันอยู่แต่กับ ๒ อารมณ์นี้เท่านั้น : เราสนใจกันอยู่แต่อารมณ์ที่น่ารัก เพื่อจะ ให้ได้มา, และสนใจอยู่แต่ที่จะหลบเลี่ยงอารมณ์เกลียดหรือทำลายมันเสีย ; เรื่องมันก็ วุ่นอยู่ตลอดเวลาไม่มีว่าง. ถ้าให้ว่างจะทำอย่างไร ? ก็คือเราอยู่เหนือ หรือว่าชนะธาตุ ที่วุ่นเหล่านั้น มาอยู่กับธาตุที่ว่าง มันก็ว่างได้. อีกอย่างหนึ่งท่านเรียก เพื่อแสดงคุณสมบัติของรูปธาตุว่า "เนกขัมมธาตุ" เนกขัมมธาตุ นี้เป็นเหตุให้ออกจากกาม, กามารมณ์. แล้วถัดมาธาตุที่สองเรียกว่า อรูปธาตุ ธาตุนี้เป็นเหตุให้ออกจากรูป, แล้วธาตุที่สามเรียกว่า นิโรธธาตุ ธาตุนี้ เป็นเหตุให้ออกจากสังขตะ. ถ้าพูดเป็นบาลีอย่างนี้เรื่องชักจะยุ่งขึ้นทุกที จะต้องพูดเป็นไทยจะดีกว่า คือว่า ถ้าเรามองเห็นเนกขัมมธาตุ ก็จะเป็นเหตุให้ออกจากกาม - กามารมณ์ หมายความว่า เรามองเห็นสิ่งที่ตรงข้ามจากกาม เห็นธาตุชนิดที่ตรงข้ามจากกาม เรียกว่า เห็นเนกขัมม- ธาตุ. เห็นกามเป็นไฟ แล้วก็ไม่ถูกไฟนั้นเผา คือตรงกันข้ามอย่างนี้เรียกว่าเนกขัมมธาตุ. จิตที่โน้มไปสู่การออกจากกามนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วยเนกขัมมธาตุ.
น.111 ทีนี้สัตว์ทั้งหลายที่พ้นไปจากกามได้นั้น ไปติดอยู่ที่ของสวยงาม สนุกสนาน ที่ไม่เกี่ยวกับถาม ; แต่ว่ายังเกี่ยวกับรูป คือรูปธรรมที่บริสุทธิ์. อย่างพวกฤษี มุนี โยคี ติดความสุขในรูปฌาน เหล่านี้เป็นต้น, หรือบางทีเราเห็นคนแก่ ๆ บางคน ติดในเครื่อง ลายคราม ต้นบอน ต้นโกศล อะไรไม่เกี่ยวกับกาม แล้วหลงใหลยิ่งกว่ากามก็มี. อย่างนี้ ก็สงเคราะห์เรียกว่า เป็นพวกติดอยู่ในรูปเหมือนกัน ออกจากรูปไม่ได้. ถ้าจะออกจากรูปให้ได้ ก็ต้องมีความรู้เรื่องอรูปธาตุ คือธาตุที่เป็นไป เหนือรูป. ทีนี้มันจะไปติดอะไรอีก ถ้ามันหลุดรูปไปได้ ไม่ติดรูป หลุดรูปไปได้ ก็ไปติดสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั่ว ๆ ไป ที่มากไปกว่านั้น ข้อนี้ก็ได้แก่กุศลธรรมทั้งปวง. อกุศลธรรมเราอย่าพูดถึงก็ได้ เพราะมันไม่มีใครเอา เพราะมีแต่คนเกลียด. แต่กุศล ทั้งปวงที่ปรุงแต่งให้เป็นคนดีวิเศษเกิดในสวรรค์ ฝั่นกันไม่มีที่สิ้นสุด นี้เรียกว่า สังขตะ คือ สิ่งปรุงแต่ง. คนเราก็มัวเมาอยู่แต่ที่จะเป็นตัวตนเป็นของของตน : เป็นตัวตน อย่างสัตว์เดียรฉานไม่ดี ก็เป็นอย่างมนุษย์, เป็นอย่างมนุษย์ไม่ดี ก็เป็นอย่างเทวดา, เป็นอย่างเทวดาไม่ดี ก็เป็นอย่างพรหม, เป็นอย่างพรหมไม่ดี ก็เป็นอย่างมหาพรหม ; แล้วก็มีตัวตนอยู่เรื่อย. อย่างนี้เรียกว่าสังขตะทั้งนั้น. ต่อเมื่อ เข้าถึงนิโรธธาตุ มันจึง จะออกจากสังขตะได้. นี่แหละธาตุสุดท้าย เป็นนิพพานธาตุ คือเป็นที่ดับสิ้นแห่งตัวกูและของกู. ถ้าดับได้สิ้นเชิงจริง ๆ ก็เป็นพระอรหันต์ เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ถ้ายัง ดับไม่ได้สิ้นเชิงก็เป็นพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือตัวกู ยังมีเชื้อเหลืออยู่บ้าง ไม่ว่างทีเดียว หรือมันว่างได้แต่มันไม่ถึงที่สุด ไม่ใช่ ปรมํ สุญฺญํ. รวมความแล้วเราจะต้องรู้ธาตุ คือหมายถึง ส่วนประกอบแท้จริงของสิ่ง ทั้งปวงนี้ ให้เข้าใจในลักษณะอย่างนี้. คือว่าโดยหลักใหญ่แล้วมันจะมีอยู่คือ : รูปธาตุ
น.112 ธาตุที่มีรูป, อรูปธาตุ - ธาตุที่ไม่มีรูป, และนิโรธธาตุ - ธาตุซึ่งเป็นที่ดับทั้งของรูป และของอรูป ; อย่างนี้แล้วกล้าท้าว่า ไม่มีอะไรที่จะอยู่นอกไปจากคำ ๓ คำนี้. นี่แหละ เราลองเรียนวิทยาศาสตร์อย่างของพระพุทธเจ้ากันบ้าง ที่มันครอบงำ ทั้งฝ่ายกาย (physics) ฝ่ายจิต (mental) และฝ่ายวิญญาณ (spiritual) ; เป็นเหตุให้ เรารู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมดครบถ้วนจริง ๆ เราจึงเรียกว่าเรารู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จริง จึงจะไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงได้อีกต่อไป. ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งทั้งปวงนั้นคือว่าง ความว่างของพุทธศาสนาเรามันต้องมีความหมายอย่างนี้. ทีนี้ เราจะได้พูดกันถึง สิ่งประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อ แวดล้อมความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความว่าง. ในอุปริบัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย มีพุทธภาษิตว่า สุญญตานี้เรียกว่ามหา ปุริสวิหาร สุญญตาคือมหาปุริสวิหาร แปลว่า ความว่างนั้นแหละคือวิหารของมหาบุรุษ คือว่ามหาบุรุษอยู่ในวิหารนี้ วิหารนี้ได้แก่ความว่าง. นี่หมายความว่า มหาบุรุษนั้น ไม่มีจิตใจที่เที่ยวไปซอกแซกอยู่ที่มุมนั้นมุมนี้เหมือนปุถุชน แต่ว่ามีจิตใจอยู่ในความว่าง อยู่ด้วยความว่าง หรือเป็นความว่างเสียเลย ; ฉะนั้น จึงเรียกสุญญตาว่ามหาปุริสวิหาร โดยเฉพาะก็คือพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นั่นเอง. ความว่างเป็นวิหารเป็นที่อยู่ของ มหาบุรุษ ก็แปลว่าจิตใจของท่านอยู่ด้วยความว่าง คือมีลมหายใจอยู่ด้วยความว่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันส่วนพระองค์เองโดยเฉพาะว่า ตถาคตอยู่ด้วย สุญญตาวิหาร คือฆ่าเวลาอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร หรือให้ชีวิตล่วงไป ๆ ด้วยสุญญตาวิหาร.
น.113 คือว่า เมื่อท่านกำลังแสดงธรรมสอนคน จิตของท่านก็ว่างจากตัวตนของตน, เมื่อไป บิณฑบาต หรือทำกิจส่วนพระองค์ท่าน จิตของท่านก็ยังว่างจากตัวตนหรือของตน, หรือ เมื่อท่านทรงพักผ่อนหาความสุขส่วนพระองค์ ที่เรียกว่ายามว่าง ทิวาวิหาร สุขวิหาร อะไรนี้; ท่านก็เป็นอยู่ด้วยความว่างจากตัวตนหรือของตน ท่านจึงทรงยืนยันแก่พระ- สารีบุตรว่า ตถาคตให้เวลาล่วงไปด้วยสุญญตาวิหาร. นี้เราไม่พูดกันถึงบุคคลธรรมดาสามัญที่เป็นปุถุชน เราพูดถึงมหาบุรุษ พูดถึง พระพุทธเจ้า ว่าท่านมีลมหายใจอยู่อย่างไร ท่านอยู่ในโบสถ์วิหารอะไร. ถ้าเราอยากไป เห็นกุฎีวิหารของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าได้นึกถึงเรื่องอิฐเรื่องปูน เรื่องอะไรที่อินเดีย กันนัก. ลองนึกถึงวิหารที่ชื่อว่า "สุญญตาวิหาร" หรือ "มหาปุริสวิหาร" กันบ้าง ; แต่อย่าลืมว่ามันต้องเป็น "ปรมํ สุญฺญํ" คือว่างอย่างยิ่ง, สุญญตาขนาดว่างอย่างยิ่ง ไม่ใช่สุญญตาวอบ ๆ แวบ ๆ เหมือนพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ กลับไปบ้านก็ไม่ว่างเสียแล้ว. สุญญตาวิหาร หรือ มหาปุริสวิหาร นั้นหมายถึงว่างอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงมีคำอีกคำหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะยาวมาก เรียกว่า "ปรมานุตตรสุญญตา" คือ ปรมะ + อนุตตระ + สุญญตา รวมกันทั้ง ๓ คำ เป็น ปรมานุตตรสุญญตา - สุญญตาที่ว่างเป็น อย่างยิ่ง ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า. ข้อนี้ ถ้าระบุตาม คำเทคนิคของธรรมะ จะมีกล่าวถึง เจโตสมาธิที่ไม่มี นิมิต จนจิตว่างจากอาสวะ. เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิตที่จิตผ่องใสจนไร้อาสวะ นี้อาจจะ เป็นอย่างกุปปธรรม หรืออกุปปธรรมก็ได้ คือว่าจะเป็นอย่างของคนที่จะกลับไปไม่ว่างอีก หรือว่าเป็นของคนที่ว่างเด็ดขาดไปก็ได้. ถ้าในขณะใดประกอบด้วยเจโตสมาธิประเภทที่ ไม่มีนิมิตจะยึดถือ อะไรว่ามีตัวตนของตนแล้ว จิตกำลังผ่องใสไร้อาสวะอยู่ในเวลานั้นแล้ว
น.114 ก็เรียกว่า “ปรมานุตตรสุญญตา" ได้ ซึ่งพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์นั้น ท่านทำอยู่เป็น ว่าเล่น คือเป็นไปเอง. ถ้าเราเป็นปุถุชนจะเป็นโยคีที่สมบูรณ์กันสักที ก็ควรจะเข้าถึงเจโตสมาธินี้ ให้ได้ ตามกาล ตามเวลา แม้จะไม่สิ้นอาสวะโดยเด็ดขาด ก็เป็นการไร้อาสวะอยู่ใน บางโอกาส บางขณะ. แต่นี่เราไปยืมของท่านมา คือไปยืมของพระพุทธเจ้าหรือของ พระอรหันต์มา สำหรับให้พวกเราลองดูบ้างเท่านั้น เพื่ออย่าได้ท้อถอยเสียทีเดียว. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าสิ่งที่เรียกว่าความว่างก็ดี ความหลุดพ้นก็ดี หรือนิพพานก็ดี มีได้ทั้งประเภทที่เด็ดขาดลงไป และประเภทที่ยังกลับไปกลับมาได้ สำหรับคนเรา ตามธรรมดา. หรือยิ่งกว่านั้น ยังมี ประเภทที่ประจวบเหมาะก็ยังได้ ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ แวดล้อมเหมาะดี เราอาจมีจิตใจว่างอย่างนี้ได้สักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้ แต่ว่าที่เป็นเรื่อง เป็นราวนั้น คือเราต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติกระทำให้มันว่างได้ ตามที่เราสามารถ กระทำได้. ที่แท้จริงนั้นที่เป็น ปรมานุตตรสุญญตาจริง ๆ นั้น ท่านหมายถึงว่าได้ทำลาย โลภะ โทสะ โมหะ ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนไปเด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหาน ไปจริง ๆ แล้ว. เพราะฉะนั้น เมื่อจะกล่าวถึงสุญญตาสุดยอด ท่านต้องบัญญัตินามมัน ไว้ว่า ปรมานุตตรสุญญตา. เรื่อง สุญญตาสุดยอดนี้ ถ้าลองเหลือบดูให้ต่ำ ๆ ลดหลั่นไปตามลำดับ ก็จะเข้าใจ.
น.115 สุญญตาที่ต่ำ ๆ หรือรอง ๆ ลงมา คือถ้าไล่จากทางสูง คือเอา ปรมานุตตร- สุญญตาเป็นสุดยอด แล้ว ที่ลดต่ำลงมาก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็น ความว่างที่รองลงมา, แล้วก็ อากิญจัญญายตนะ รองลงมาอีก วิญญาณัญจายตนะ รองลงมาอีก, อากาสานัญจายตนะ รองลงมาอีก, แล้ว ปฐวีสัญญา รองลงมาอีก, แล้วก็ อรัญญสัญญา รองลงมาอีก. นี่มองจากข้างบนสุดลงมาหาพื้นต่ำ นี้เข้าใจยาก ดูไปจากพื้นต่ำ ดีกว่า คือให้ ค่อย ๆ เงยขึ้นไปข้างบน. อันแรกที่สุดที่เรียกว่า อรัญญสัญญา - มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นป่า. นี่ถ้าที่ในบ้านในเมืองนี้มันวุ่น เราลองทำความสำคัญมั่นหมายด้วยจิตใจว่าเป็นบ่า เหมือน อยู่ในบ่า หรือออกไปอยู่บ่าจริง ๆ แล้วทำสัญญาว่าป่า ; ให้มีความว่าง มีความสงัด จากเสียงรบกวน มันก็เรียกว่าว่างชนิดหนึ่งมาแล้ว. เพียงแต่ทำสัญญาว่าป่าเท่านั้น ก็ได้ สุญญตาเด็กเล่นขึ้นมาแล้ว. สูงขึ้นไปอีก ปฐวีสัญญา - ทำความมั่นหมายว่าดิน คือสักว่าดินเท่านั้น. ดินก็หมายความว่าธาตุดิน รู้สึกสิ่งต่าง ๆ เป็นธาตุดินไปหมด ก็อาจจะกำจัดความกำหนัด ในกามารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้. นี่ก็เป็นสุญญตาที่สูงกว่าเด็กอมมือ จึงควรที่คนหนุ่มคนสาวจะลองดู. ถ้าจะให้มันสูงขึ้นไปอีกก็ต้องทำสัญญาเป็น อากาสานัญจายตนะ - ทำความ รู้สึกว่าทั้งหมดมีแต่อากาศที่ไม่มีที่สิ้นสุด. อากาศนี้คือความว่างชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่ยังไม่ถึงสุญญตา. ที่ว่างที่โล่งไม่มีอะไร นี้ก็ยังได้ความว่างหรือสุญญตาที่สูงขึ้นไป
น.116 ทีนี้อย่าไปสนใจในเรื่องความว่าง ที่ว่าง ที่โล่งนั้น ให้สนใจเรื่องที่ละเอียด กว่านั้น จับตัวได้ยากกว่านั้น คือวิญญาณ อย่างนี้เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ - ทำ ในใจไว้ว่า ไม่มีอะไรนอกจากมีแต่วิญญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่วิญญาณธาตุที่ไม่มี ที่สิ้นสุด เหล่านี้ก็ยังว่างยิ่งขึ้นไปอีก. ถ้าจะให้สูงขึ้นไปกว่านั้นก็เป็นสุญญตาประเภททำในใจถึง อากิญจัญญา- ยตนะ - ว่าไม่มีอะไรเลย ที่แท้มันไม่มีอะไรเลย คือว่าจะไม่ให้จิตไปกำหนดถึงอะไรเลย กำหนดความไม่มีอะไรเลย แต่ยังรู้สึกอยู่ว่าไม่มีอะไรเลย อย่างนี้ก็เป็นว่างขึ้นไปอีก. ที่ไต่ขึ้นไปอีกที่หนึ่งก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ -ทำความรู้สึกอยู่ด้วย ความไม่รู้สึก เรียกว่าจะเหมือนกับคนเป็นก็ไม่ใช่ คนตายก็ไม่ใช่ คือ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ; หมายถึงการไม่ทำสัญญาในอะไรเลย มีความรู้สึกอยู่แต่ว่าไม่ทำ สัญญาว่าอะไรเลย, ละเอียดยิ่งขึ้นไป ๆ จนถึงกับว่า คนนั้นเรียกว่าคนตายแล้วก็ไม่ใช่ คนเป็นอยู่ก็ไม่เชิง ; อย่างนี้ก็เรียกว่าว่างเหมือนกัน. ว่างทั้ง ๖ ระดับนี้ ไม่ชื่อว่าสุญญตาอย่างที่ว่า คือ ไม่ใช่ปรมานุตตร- สุญญตา ; เป็นแต่เพียงท่านแสดงให้เห็นว่า ที่ว่าว่าง ๆ นี้มันว่างขึ้นมาได้อย่างไร, มันว่างยิ่งขึ้นไป ๆๆ ได้อย่างไร. แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ว่างอย่างมหาปุริสวิหาร มันว่างอย่างที่พวกฤษี มุนี ก่อนพุทธกาลหรือในครั้งพุทธกาลได้ค่อย ๆ คลำไป ๆ ๆ จน มาพบและจนมุมอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนอีก ; จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงพบ สุญญตาแท้ที่เป็นมหาปุริสวิหาร หรือปรมานุตตรสุญญตา อย่างที่กล่าวแล้วนั่นเอง. อรรถกถาเรียกความรู้สึกสุญญตานี้ว่า สุญญตาผัสสะ หรือ สุญญโตผัสโส. พวกเรารู้จักกันแต่ผัสสะทางตา ผัสสะทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในรูป ในเสียง
น.117 ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธัมมารมณ์ ; ไม่เคยมีสุญญตาผัสสะ ไม่เคยผัสสะ ต่อสุญญตา เพราะว่าเรารู้จักกันแต่รูปธาตุ อรูปธาตุ ไม่รู้เรื่องนิโรธธาตุ เมื่อไรเรารู้เรื่องนิโรธธาตุ เราจะได้ผัสสะอันใหม่ คือ สุญญตาผัสสะ อย่างที่อรรถกถาเรียก แล้วอันนี้มันเป็นชื่อของอริยมรรคในขั้นทำลายกิเลสได้จริง. ต่อเมื่อ สร้างอริยมรรคที่ทำลายกิเลสได้จริง และทำลายกิเลสอยู่ขณะนั้นเรียกว่า "สุญญตาผัสสะ" คือเราได้เอามือไปแตะสุญญตาเข้าแล้ว นี่พูดอย่างอุปมาว่าเหมือนกับเราเอามือไปแตะ สุญญตาเข้าแล้ว คือจิตของเราได้สัมผัสกันเข้ากับความว่าง. ความว่างในลักษณะที่เป็นผัสสะ เช่นนี้ มันหมายถึง อริยมรรคของคน ที่เห็นอนัตตา คือ อนัตตานุปัสสนา - เห็นว่าไม่มีตัวตนไม่มีของตน เป็นสักแต่ว่า ธรรมะธรรมชาติเรื่อยไปยิ่งขึ้น ๆ เป็นอริยมรรคทำนองนี้อยู่แล้ว ก็เรียกว่าสุญญโตในที่นี้. แล้วผัสสะใดเกิดขึ้นในขณะแห่งมรรคนั้น ผัสสะนั้นเรียกว่า "สุญญโตผัสโส" หรือ สุญญตาผัสสะ คือการแตะต้องสุญญตา. อนัตตานุปัสสนาที่ทำให้มีอาการอย่างนี้ได้ นี้มันสืบต่อมาจากการเห็นทุกข์ คือ อนัตตานุปัสสนา จะต้องสืบต่อมาจากทุกขานุปัสสนา เหมือนกับว่าไปขยำเอาไฟเข้าแล้ว มันร้อนอย่างนี้ มันจึงจะรู้ว่าไฟนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรขยำเลย หรือว่าธรรมทั้งปวงนี้ไปขยำเข้า แล้วก็เป็นไฟขึ้นมา แล้วธรรมทั้งปวงนี้ไม่ควรขยำเลย คือไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นมันเลย. ความเจนใจทางวิญญาณ - spiritual experience ของเรามากพอ ในการ ที่ว่ามันไหม้เอาอย่างไร มันเผาเอาอย่างไร มันร้อยรัด หุ้มห่อ ทิ่มแทง พัวพัน เผาลน อย่างไร อย่างนี้เรียกว่า “ทุลขานุปัสสนา"
น.118 ความเจนใจทางวิญญาณ - spiritual experience ในขั้นนี้เรียกว่า ทุกขาน- ปัสสนา เป็นเหตุให้เกิดอนัตตานุปัสสนา หรือสุญญานุปัสสนาขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผัสสะต่อธรรมะ คือผัสสะที่รู้สึกต่อธรรมะ ขณะนั้นเรียกว่า "สุญญตาผัสสะ". ทีนี้จะต้องคิดต่อไปถึงว่า บางคนเขาค้านว่า ถ้าไม่ถึงนิพพานจะรู้เรื่อง นิพพานได้อย่างไร. อย่างว่าไม่เคยไปยุโรปจะเห็นยุโรปได้อย่างไร ? นี้มันไม่ใช่เรื่อง ทางวัตถุ มันเป็นเรื่องในทางจิตใจ คือจิตใจของคนเรานี้ว่าง เป็นการชิมลองอยู่ได้เองแล้ว เหมือนกับอาตมาบอกว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนอยู่ที่นี่ส่วนมากจิตยังว่างอยู่ แต่ว่างเป็นการชิมลอง อย่างนี้ให้ขยันดู. ในนิเทศของการปฏิบัติ อานาปานสติ ตอนจิตตานุปัสสนา ที่ว่าเพ่งดูจิต ตามที่เป็นจริงอย่างไรนั้น ได้มีตอนกล่าวถึงว่า ถ้าจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ ถ้าจิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ ถ้าจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตไม่หดหู่ก็รู้ว่าจิต ไม่หดหู่ จิตวิมุตติก็รู้ว่าจิตวิมุตติ จิตไม่วิมุตติก็รู้ว่าจิตไม่วิมุตติ. นี้คือความหมายของคำ ว่าว่าง หรือไม่ว่างนั่นเอง. ให้เราดูที่จิตของเรานี้ กำลังวิมุตติ คือว่างจากสิ่งทั้งปวงอยู่ หรือว่าจิตของเรากำลังถูกจับกุม ยึดถืออยู่ด้วยสิ่งใด. ในการปฏิบัติขั้นต้นเพียงขั้นนั้นก็ยังสอนให้ดูจิตที่ว่าง หรือจิตที่วิมุตติ อยู่แล้ว ซึ่งมันมีให้ดูในภายใน ไม่ใช่คาดคะเนเอาตามตัวหนังสือที่เคยอ่าน. เป็นอันว่านิพพานหรือความว่าง หรือสุญญตานี้ มีให้ดู เป็นสิ่งที่มีให้เรา ดูได้ แม้ในขณะที่เป็นปุถุชนอย่างนี้. . เพราะว่ามันมีความว่างอย่างตทังควิมุตติอยู่บ้าง คือ
น.119 บังเอิญเหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เรียกว่าบังเอิญเป็น ตรังควิมุตติ ถ้าได้แวดล้อม อะไรอย่างนี้แล้ว จิตยังว่างอยู่ อย่างนี้ก็ว่างเหมือนกัน .. ส้ม หรือถ้าใครไปทำสมาธิถูกวิธี จิตมันว่างสบายไปหมด ยิ่งกว่าความสุขชนิดไหนหมดก็ยังได้ นั่นเป็น วิกขัมภนวิมุตติ. ไม่ต้องพูดถึง สมุจเฉทวิมุตติ ที่เป็นของพระอรหันต์ ; เราก็ยังมีความว่างมาดูเป็น ตัวอย่างได้ เหมือนกับตัวอย่างสินค้าของพระพุทธเจ้า ถ้าใครสนใจก็พอจะหาดูได้จาก ตัวของตัวเอง. เรา ควรจะทำอานาปานสติไปตามลำดับ ของกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา จะเป็นการชิมความว่างเรื่อยไปตั้งแต่ต้นจนปลายทั้งนั้น ในที่สุดก็จะเข้าใจความว่าง เพราะมองเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น แล้วจิตก็จะหันไป พอใจในอายตนะนั้น คือนิพพานหรือความว่างขึ้นมาได้ทันที. นี่แหละเรียกว่าเราดูความว่างไปได้เรื่อย ๆ ดูสุญญตาไปได้เรื่อย ๆ ก่อนที่ จะถึงปรมสุญญตา เป็นการก้าวหน้าไปตามกฎของมันเอง หรือว่ากฎของธรรมชาติเอง ที่ว่ารู้เห็นสิ่งใด ด้วยตนเอง อย่างมั่นคง แล้วก็เป็นไปได้อย่างมั่นคง ไม่โยกเยกเหมือน ความรู้ที่มาจากการได้ยิน ได้ฟัง หรือว่าเป็นความรู้ที่เป็นมายา ทำนองนั้น. ที่จะเป็นความสุขขึ้นมาได้อย่างไรนั้น เราไม่ต้องทำหรอก เราไม่ต้อง อธิบาย หรือไม่ต้องไปทำให้ยุ่งยาก เรา ทำให้ว่าง เถอะมัน ก็พอแล้ว คือทำให้ว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราว่าของเรา แล้วมันก็ว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ. เมื่อว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ ก็คือว่างจริงๆ มันเป็นคำ ๆ เดียวกัน ; เมื่อนั้น ความทุกข์ทั้งปวงก็จะหมดไป แม้แต่ กรรมก็ยังหมดไปเอง.
น.120 ในบาลีอังคุตตรนิกาย ยืนยันในข้อที่ว่า กรรมหมดไปเอง ในเมื่อว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่างจากตัวกู - ของกู ซึ่งพูดกันให้สั้น ๆ ในที่นี้ก็ว่า ถ้ามัน ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา - ว่าของเราแล้ว กรรมก็จะหมดไปเอง ; หมายความว่า หมดไปทั้งกรรม และวิบากของกรรม และกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม มันหมด พร้อมกันไปเอง. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องไปกลัวกรรม กลัวจะต้องเป็นไปตามกรรม. เราไม่ต้องไปสนใจกับเรื่องกรรม แต่เราสนใจกับความว่าง ทำความว่างให้แก่ตัวกู และ ของกูได้ แล้วกรรมย่อมสลายไปหมดสิ้น ไม่มีการที่จะต้องเป็นไปตามกรรม. นี่แหละจุดนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนอย่างองคุลีมาลเป็นพระอรหันต์ได้ที่ ตรงนั้น. อย่าอธิบายผิด ๆ อย่างที่เขาอธิบายกันว่า ไม่ฆ่าคนแล้วก็เป็นพระอรหันต์ หรือว่าพระพุทธเจ้าตรัสตอบแก่องคุลีมาลว่า "ฉันหยุดแล้ว แกไม่หยุด แกไม่หยุดก็คือ ยังฆ่าคนอยู่" แล้วองคุลีมาลก็หยุดฆ่าคน แล้วจึงเป็นพระอรหันต์. อย่างนี้คนนั้นอธิบายเอาเองต่างหาก, แล้วยังเป็นการตู่พระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. เพราะ คำว่า "หยุด" ของพระพุทธเจ้านี้ ท่านหมายถึงหยุดการมีตัวกู หยุดมีของกู. หยุดมีตัวเรา หยุดมีของเรา หยุดความยึดมั่น นั้นคือความว่าง ; เพราะฉะนั้น ความว่าง นั่นแหละ คือความหยุด. ความหยุดชนิดนี้เท่านั้นที่จะทำองคุลีมาลให้เป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่หยุดฆ่าคน. หยุดฆ่าคนนั้น ใคร ๆ ก็ไม่ฆ่าคนอยู่แล้ว ทำไมไม่เป็นพระอรหันต์ ? เพราะเหตุที่ว่าความหยุด หรือหยุดที่แท้นั้น มันคือความว่าง จนไม่มีตัวเราที่จะอยู่ที่ไหน หรือจะไปที่ไหน หรือจะมาที่ไหน หรือจะทำอะไร นั้นมันจึงจะหยุดแท้ ; ถ้ายังมี ตัวเราอยู่แล้วมันหยุดไม่ได้.
น.121 ราควรจะเข้าใจคำว่า "ว่าง" นี้ คือคำ ๆ เดียวกับคำว่า "หยุด" ที่พระ- พุทธเจ้าสั่งองคุลีมาลคำเดียว คอ แล้วกลายเป็นพระอรหันต์ไปได้ แต่ทั้งที่ฆ่าคนมามือยัง เลือดแดง ๆ อยู่, หรือว่าแขวนคะแนนคนที่ฆ่าไปแล้ว ด้วยกระดูกนิ้วมืออยู่ที่คอตั้ง ๙๙๙ หรือ ๙๙ ซึ่งแปลว่ามันมากเต็มที่. นั่นแหละคือไม่หยุด ; มันมีความยึดมั่นถือมั่นอะไร จนวิ่งป่วนไปหมดไม่หยุด. ทีนี้ กรรมจะหมดไปเอง หรือว่า จะถึงความหยุด ก็ต้องอาศัยคำ ๆ เดียว คือ ความว่างจากตัวกู - ของกู ไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง. อภิศิลป์ การกระทำให้ว่างนี้ จัดว่าเป็นการทำโยคะในทางพุทธศาสนา ก็ได้ คือเราดูกันที่ตัวการกระทำให้ว่างนี้ นี่แหละเรียกว่าโยคะ .. . มันเป็นโยคะสูงสุด ถึงขั้นที่เรียกว่า ยอดของโยคะ กล่าวคือชั้น ราชโยคะ อะไรนั้น. ในที่เช่นนี้ แม้เรา จะยืมคำว่าราชโยคะในฝ่ายเวทานตะมาใช้ก็ได้ ซึ่งมีความหมายว่ายอดสุดของโยคะ แต่ ราชโยคะอย่างเขามีตัวตนถึงที่สุด. สำหรับพุทธศาสนาเรา โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อริยสัจจทัสสนะ คือ โยคะ ; นั่นก็แปลว่า โยคะในพุทธศาสนานี้ก็มี แต่มันหมายถึงการทำความว่างให้แจ้ง ออกมา ให้ปรากฏออกมา. เพราะฉะนั้น การกระทำอันใดที่เป็นไปเพื่อให้ความว่าง ปรากฏขึ้นมาแล้ว การกระทำอันนั้นเรียกว่า "โยคะ" ได้เหมือนกัน. ถ้าใครจะอยากใช้คำว่าโยคะ หรือชอบพูดถึงโยคะ อยากมีโยคะอะไรนี้ ต้องมีให้ถูกอย่างนี้ จึงจะสมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า โยคะคืออริยสัจจทัสสนะ - การทำของจริงที่สุดให้ปรากฏออกมา เรียกว่า โยคะ แล้วเราก็เอามาใช้กันกับการทำ
น.122 ทุกอย่างในทางจิตใจ เพื่อให้หยุดความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเราเสีย ; นี่แหละคือ โยคะ. เราจะเอาคำว่าโยคะคำไหน ของพวกอื่นมาใช้มาเรียกก็ได้ทั้งนั้น มันจะมีความหมาย ที่ปรับให้เข้ากันได้ทั้งนั้น ; อย่าง กรรมโยคะ ให้ทำความไม่เห็นแก่ตัว ให้ประพฤติ ประโยชน์ของผู้อื่นดายไป อย่างนี้เราก็มี. ถ้าว่าเราอย่ามีตัวเรา - มีของเรา เราอย่ามี ความรู้สึกว่าตัวเราว่าของเราอย่างนี้ เราทำไปเถอะมันจะเป็นกรรมโยคะไปหมด. แม้จะเป็น โยคะชั้นต่ำ ๆ เตีย ๆ คือการทำบุญทำกุศล ทำความดี ความงาม เสียสละแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างนี้ ต้องทำด้วยจิตที่ว่าง ว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกู. อย่าให้ความรู้สึกแล่นหรือน้อมเอียงไปในทางว่าของฉัน หรือตัวฉัน มันก็เป็น โยคะไปหมด. นี่แปลว่า ไม่ต้องแสวงหาโยคะอย่างอื่น จะเป็นชื่อสักกี่สิบโยคะ กี่ชนิด โยคะก็ตาม ต้องนับว่าเป็นอัน ทำโยคะ ทั้งสิ้น กล่าวคือการทำตัวตนหรือของตนให้หมด คือ ทำความว่างให้ปรากฏขึ้นมา เท่าที่กล่าวมา ค่อนข้างจะยืดยาวนี้ ก็เพื่อจะให้เข้าใจเรื่อง "ความว่าง" คำเดียว. ความว่างจากกิเลส ก็คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู ; แล้วว่าง จากความทุกข์นั้นมันแน่นอน เพราะเมื่อว่างจากกิเลสแล้วก็ว่างจากความทุกข์, ว่างจาก ตัวกู-ของกูอย่างเดียวนั้นจะว่างหมดจากทุกสิ่ง. และ สภาพอันนั้นเป็นนิโรธธาตุ; ไม่ใช่ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ อะไรเยอะแยะ ล้วนแล้วแต่พระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ ทั้งนั้น. มันมีแต่นิโรธธาตุ เป็นความว่างจากตัวกู - ของกู เป็นที่ดับแห่งกรรม เป็นที่ดับแห่งกิเลส เป็นที่ดับแห่งความทุกข์.
น.123 ข้อสุดท้ายที่เราจะต้องนึก ก็คือว่า สิ่งนี้เป็นของที่เนื่องกันอยู่กับทุกสิ่ง ดังได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น. อย่าลืมเสียว่า ทุกสิ่งไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ ธรรมะ ก็ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ธรรมดา หรือความที่มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็น ตถตา เพราะฉะนั้น มันจึงว่างจากตัวตนของตนอยู่แล้ว. แต่ธรรมะประเภทโง่ ประเภทหลง ประเภทอวิชชา มันคอยโผล่ขึ้นมาเรื่อย เพราะการเป็นอยู่ หรือชีวิตประจำวัน หรือ วัฒนธรรมของเราสมัยนี้ มัน ให้ โอกาส แก่ธรรม ฝ่ายตัวกู ฝ่ายของกู คือ ฝ่ายอวิชชา ไม่ได้ให้โอกาสแก่ฝ่ายวิชชา ; เพราะ ฉะนั้น เราจึงต้องถูกลงโทษด้วย original sin คือบาปดั้งเดิมของเรา ที่พอเกิดมาแล้วก็มี แต่จะหลงไปในทาง autonomy นี้เรื่อยไป ไม่เข็ดหลาบ. แม้เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังไม่รู้สึก เป็นกลางคนแล้วก็ยังไม่รู้สึก เป็นคนแก่คนเฒ่าแล้วก็ยังไม่รู้สึกก็มี. ถ้าอย่างไรก็ ควรที่ จะรู้สึก ในเมื่อกลางคน หรือเมื่อยามแก่เฒ่า จะได้พ้นโทษ จะได้ออกจากกรงขังแห่ง วัฏฏสงสาร จะได้รับอิสรภาพ สู่ที่โล่งที่แจ้ง ที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรจำกัด. เมื่อพุทธศาสนาแผ่ไปถึงเมืองจีน คนจีนสมัยโบราณเขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รับเอา, ได้เกิดวรรณกรรมอย่างของ เว่ยหล่าง หรือของ ฮวงโป ขึ้นมา ; อธิบาย เรื่องจิต เรื่องธรรมะ เรื่องพุทธะ เรื่องหนทาง เรื่องความว่างให้เข้าใจกันได้ด้วยถ้อยคำ เพียงไม่กี่คำ. คือโผล่ขึ้นมาประโยคแรกก็ชี้ว่า จิตก็ดี ธรรมะก็ดี พุทธะก็ดี หนทาง ก็ดี ความว่างก็ดี คือสิ่งเดียวกัน มันเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว. ประโยค เพียงเท่านี้พอแล้ว มันเท่ากับพระไตรปิฎกทั้งหมดได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่อาจเข้าใจ เลยก็ได้.
น.124 ๙๗) ความว่าง ยิ่งพวกเราที่ศึกษาปฏิบัติกันอยู่ในแบบนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะเข้าใจประโยคนี้ ได้เลย ควรที่จะละอาย มีหิริโอตตัปปะในเรื่องนี้กันเสียบ้าง มันจะได้ดีเร็ว ๆ และยิ่ง กว่านั้น พุทธบริษัทเมืองจีนยังพูดก้าวไปถึงว่า ความว่างนี้มันเป็นอยู่แล้ว แต่เรา ไม่เห็นเอง. อาตมาอาจจะพิสูจน์ได้เหมือนกับที่พูดอยู่แล้วอยู่เล่าว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มีจิตว่างอยู่เองแล้วในขณะนี้ แต่ก็หามองเห็นไม่ และไม่ยอมรับว่านี้เป็นความว่าง เสียด้วยซ้ำไป. นี่แหละฮวงโปจึงด่าว่า คนพวกนี้เหมือนกับคนที่เพชรติดอยู่ที่หน้าผากแล้ว ก็ไม่รู้ ; แล้วก็เที่ยววิ่งหาไปรอบ ๆ โลก หรือบางทีก็นอกโลก ไปหาที่เมืองนรก เมืองสวรรค์ เมืองพรหมโลก เมืองอะไรต่ออะไร, หารอบ ๆ โลกมนุษย์นี้ยังไม่พอ ยังไปเที่ยวหาเสียหลาย ๆ โลก ทำบุญสักหมื่นบาท แล้วก็จะได้ไปสวรรค์ ก็จะไปพบอะไร ที่ต้องการ. อย่างนี้ เรียกว่าไม่ดูของที่ติดอยู่แล้วที่หน้าผาก แล้วก็จะไปหาที่รอบ ๆ โลก หรือโลกอื่น ๆ ไปอีก. เพราะฉะนั้น ขอให้ดูให้ดีสักหน่อยเท่านั้น ว่ามันอยู่ที่หน้าผาก แล้วอย่างไร แล้วมีวิธีที่จะคลำพบสิ่งที่อยู่ที่หน้าผากแล้วได้อย่างไร. พอพูดเรื่องวิธีคลำให้พบ เขาก็พูดอย่างเหนือเมฆ หรืออะไรทำนองนั้น ยิ่งขึ้นไปอีก ว่า "ไม่ต้องทำอะไร" คืออยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร แล้วมันก็จะว่างอยู่เอง. คำว่า "อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไรนี้" มันมีความหมายมากอยู่ คือว่าเรา มันซุกซน เรามันสัปดน เที่ยวรับเอาอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
น.125 ข้ามา ; รับเข้ามาแล้ว ยังโง่พอที่จะเปิดโอกาสให้ธรรมะฝ่ายอวิชชานั้น ขึ้นนั่งแท่น บัญชางานเสียเรื่อย มันจึงเป็นไปแต่ในทางยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู เรียกว่าซน ไม่อยู่นิ่ง ๆ. ถ้าอยู่นิ่ง ๆ ก็หมายความว่าไม่รับเอาอารมณ์มา หรือว่าอารมณ์มากระทบ ก็ให้มันตายด้าน เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง. เมื่อตาเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เป็นต้น นี้เรียกว่าไม่รับเข้ามา. หรือว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ มันเลยไปเป็นเวทนา คือพอใจหรือไม่ พอใจเสียแล้ว ก็ให้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น อย่าได้อยากต่อไปอีก ตามความพอใจหรือตาม ความไม่พอใจ ; อย่างนี้ก็พอที่จะให้อภัยว่า ยังอยู่นิ่ง ๆ อยู่ได้ เรื่องมันจะได้หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น. ถ้าพอใจแล้วทำอะไรต่อไปยืดยาว เดี๋ยวตัวกู - ของกู ก็โผล่มา, หรือว่า ถ้าไม่พอใจแล้วก็ทำอะไรไปตามความไม่พอใจ; มันก็เป็นตัวกู - ของกู โผล่ออกมา มันก็วุ่นไปหมด และเป็นความทุกข์ ; นี้เรียกว่า ไม่อยู่นิ่ง ๆ. คำว่า "อยู่นึ่ง ๆ" ของเว่ยหล่าง หรือฮวงโปก็ตามนั้น ได้แก่การปฏิบัติ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ให้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา - ว่าของเรานั่นเอง. "อยู่นึ่ง ๆ" คำนี้มันมีความหมายอันเดียว อย่างเดียวกับประโยคที่ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย" นั่นเอง เพราะว่าถ้าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; แล้ว ธุระอะไรจะไปยุ่ง หรือเข้าไปวุ่น หรือวิ่งเข้าไปที่สิ่งเหล่านั้นให้มันวุ่น ทำไมไม่อยู่ นึ่ง ๆ. เพราะฉะนั้น คำว่า "อยู่นิ่ง ๆ" จึงมีความหมายอย่างนี้.
น.126 เราจงดูให้เห็นความว่าง ที่พึงประสงค์ การที่กล่าวว่ามีความว่างชนิดที่ ก่อให้เกิด ความหยุด หรือความสะอาด ความสว่าง ความสงบอะไรก็ตาม นี้ยังพูดอย่าง สมมติ ; เพราะว่าถ้าพูดอย่างความจริง หรือพูดอย่างถูกต้องแล้ว มันไม่มีอะไรนอกจาก ความว่าง เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น! ผล แล้วความว่างนั้นมันไม่ก่อให้เกิดอะไร เพราะว่า ความว่างนั้นมันเป็นตัวธรรมะ ตัวพุทธะ ตัวสังฆะ ตัวหนทาง ตัวสะอาด ตัวสว่าง ตัวสงบ อะไรหมด อยู่ที่ตัวความว่างนั้น. ถ้ายังพูดว่าความว่างเป็นเหตุให้เกิดนั้นเกิดนี้แล้วก็แปลว่าเรายังไม่รู้ถึงที่สุด ยังไม่ใช่ว่างถึงที่สุด ; เพราะถ้าว่างถึงที่สุดแล้วมันไม่ต้องทำอะไร. อยู่นิ่ง ๆ มันก็ เป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะ สะอาด สว่าง สงบ นิพพาน อะไรในตัวนั้นเอง ในตัว ที่ไม่ปรุงแต่งให้เป็นอะไรขึ้นมานั่นเอง. เมื่อจะสอนคนเขลา ๆ โดยวิธีที่ง่ายที่สุด ให้รู้จักสังเกตความว่างนั้น ฮวงโป ได้ให้ปริศนาไว้อันหนึ่งว่า "ให้ดูที่จิตของเด็กก่อนที่จะปฏิสนธิ". อาตมาก็ฝากท่าน ทั้งหลายไว้ให้ไปหาดู จิตของเด็กที่ก่อนจะมาปฏิสนธิในครรภ์นั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้าหา อันนี้พบแล้วจะหาความว่างพบ ง่าย ๆ เหมือนกับคลำพบของที่มีอยู่ที่หน้าผากแล้ว. ขอสรุปว่า เรื่องความว่างนี้ไม่ใช่เรื่องอื่น คือ เรื่องทั้งหมดของพุทธ- ศาสนา ; อาจกล่าวว่าพระพุทธเจ้าหายใจเข้าออกอยู่ด้วยความว่าง, หรือว่ามันเป็น ทั้งหมดของพุทธศาสนา เป็นความรู้ เป็นการปฏิบัติ เป็นผลของการปฏิบัติ. ถ้าเรียน ก็ต้องเรียนเรื่องนี้ ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่ออันนี้ ได้ผลมาต้องเป็นอันนี้ แล้วในที่สุดเราก็จะ ได้สิ่งที่ควรจะได้ที่สุด ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. เพราะว่าเมื่อเข้าถึงความว่างได้นั้น
น.127 มันก็หมดปัญหา ; มันไม่ใช่อยู่ข้างบนหรือไม่ใช่อยู่ข้างล่าง หรือมันไม่ใช่อยู่ที่ไหน มันไม่รู้จะพูดอย่างไร ควรหุบปากมากกว่า แต่เราก็ยังต้องพูดว่าเป็นสุขที่สุดอยู่นั่นเอง. ต้องระวังให้ดี เรื่องนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กับนิพพานคือว่างอย่างยิ่งนั้น จะต้องจับความหมายให้ถูกต้อง ; อย่าเอาความสุขตามความหมายที่เคยชินกันมาก่อน. เหมือนกับพวกก่อนพุทธกาลโน้น ไพล่ไปเอาความสมบูรณ์ถึงที่สุดทางกามารมณ์มาเป็น นิพพานก็เคยมี. ไปเอาความสุขทางฝ่ายรูป ความสุขจากรูปสมาบัติเป็นนิพพานมาแล้วก็มี พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ออกมาเสีย คือเอาเนกขัมมธาตุเป็นเครื่องมือ ออกมาจากกาม, เอาอรูปธาตุเป็นเครื่องมือออกจากความหลงใหลในรูปสมาบัติ, และ ในที่สุดก็ เอานิโรธธาตุเป็นเครื่องออกมาเสียจากสังขตะ คือความวุ่นนานาชนิด มาสู่ ความว่าง. ท่านจะเข้าใจได้หรือไม่ จะปฏิบัติได้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องของท่านทั้งหลายเอง อาตมามีหน้าที่แต่จะกล่าวไปตามที่มันมีอยู่อย่างไร. การรู้ และการเข้าใจ และการปฏิบัติ ย่อมตกเป็นของท่านทั้งหลาย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้
Buddhadasa