น.128 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมะ ทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวเฉพาะ วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วย ความว่าง. หลักทั่วๆ ไปเกี่ยวกับความว่างมีอยู่อย่างไร ได้อธิบายพิจารณา กันแล้วอย่างละเอียดเมื่อคราวก่อน คราวนี้จึงเหลืออยู่แต่วิธีปฏิบัติอย่างไร จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่คนทั่วๆ ไปทุกคน แม้ที่มีการศึกษาน้อย แม้ที่ไม่ได้ เล่าเรียนปริยัติโดยตรง. ๑๐๑
น.129 หัวข้อของเรื่องมีอยู่ว่า "วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง" เพราะฉะนั้น จะต้องสนใจในคำว่า "เป็นอยู่ด้วยความว่าง" มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยสุญญตาก็ได้ แล้ว แต่จะเรียก. เมื่อเอ่ยชื่อถึงสุญญตา ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึงความว่าง เพราะเป็นคำภาษา บาลี ภาษาไทยเราก็ว่าความว่าง. ทีนี้ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยความว่างหรือ เป็นจิตที่ว่าง ? เกี่ยวกับเรื่องนี้จะต้องรู้จักสังเกตให้ละเอียดลออสักหน่อย คือจะต้องสังเกต คำบางคำให้เข้าใจความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ : คำว่า รู้, คำว่า เห็นแจ้ง, คำว่า เข้าถึง, คำว่า เป็นอยู่ด้วย, หรือคำว่า มีความว่างอยู่ กำลังว่างอยู่, และคำว่า เป็น ความว่างเสียเอง. พูดโดยโวหารชาวบ้านธรรมดาก็ว่า เรารู้ คือเรารู้ความว่าง, เราเห็นแจ้ง ก็คือเราเห็นแจ้งความว่าง, เราเข้าถึง ก็คือเข้าถึงความว่าง, เราเป็นอยู่ด้วย ก็คือเป็นอยู่ด้วยความว่าง, เรากำลังว่างอยู่ ก็คือเรากำลังว่างอยู่ด้วยความว่างนั่นเอง หรือว่าเราเป็นตัวความว่างเสียเอง. บรรดาที่ออกชื่อว่า ว่าง - ว่าง ทั้งหมดนี้ มันมี ความหมายตื้นลึกกว่ากันอย่างไร ? แล้วจะมองเห็นกันในแง่ไหน จึงจะเป็นความหมาย อย่างเดียวกันหรือในระดับเดียวกันได้ ? อันแรก อย่างว่า เรารู้ความว่าง คนทั่วๆ ไปก็มักจะคิดว่า เราเรียน เราพูด เราปรึกษาหารือกันเรื่องความว่าง ; ถ้าหมายเพียงเท่านั้นแล้วเรารู้ความว่างอย่างนี้ยังไม่ถูก. คำว่า "รู้" ในภาษาธรรมะนั้น ไม่ได้หมายถึงรู้เพราะเรียน เพราะฟัง หรือ อะไรทำนองนั้น หรือแม้แต่พูดว่าเราเข้าใจความว่าง ก็ยังไม่ใช่การรู้ถึงความว่างอยู่ดี.
น.130 คำว่า "รู้" คำว่า "เข้าใจ" ตามภาษาชาวบ้านตามธรรมดานี้ เป็นเรื่อง อ่าน ๆ ฟัง ๆ คิด ๆ นึก ๆ คำนวณไปตามเหตุผลกันทั้งนั้น กิริยาเหล่านี้ใช้กันไม่ได้ กับการรู้ความว่าง การรู้ความว่างนั้นต้องหมายถึงรู้สึกต่อความว่าง ที่จิตกำลังว่างอยู่จริง ๆ เราต้องรู้ต่อสิ่งที่กำลังมีอยู่แก่จิตใจจริง ๆ. ถ้าเรารู้ความว่างก็ต้องมีความว่างปรากฏ อยู่ในขณะนั้น แล้วเรารู้ว่ามันเป็นอย่างไร อย่างนี้จึงเรียกว่า "รู้ความว่าง". ที่เราฟังกันมาตั้งสองครั้งแล้ว และ เอาไปคิดไปนึก ดูตามเหตุผลว่า มัน ควรจะเป็นได้ หรือมันเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นได้อย่างนั้น ๆ อย่างนี้ ยังไม่เรียกว่า "ความรู้" ในที่นี้ แต่ก็เป็นความรู้ หรือเป็นความเข้าใจตามภาษาธรรมดา. คำว่ารู้ในที่นี้ขอให้ถือ ว่ามีความหมายเฉพาะ ตามหลักของธรรมะในพระพุทธศาสนา. ถ้ารู้ธรรมะ ก็ หมายความว่า กำลังมีธรรมะอยู่ทีเดียว และรู้สึกต่อธรรมะ นั้นอยู่ จึงจะเรียกว่ารู้ธรรมะ ; ในที่นี้ก็เหมือนกัน รู้ความว่างก็หมายถึงมีความว่าง เพราะฉะนั้น จึงได้แนะให้สังเกต แนะแล้วแนะอีก ในคราวก่อน ๆ นั้นว่า ในขณะใด ที่จิตมีความว่างอยู่บ้าง แม้ไม่ใช่ว่างเด็ดขาด ไม่ใช่ว่างสมบูรณ์ ก็ขอให้รู้จักมันไว้เรื่อย ๆ ในฐานะที่มันมีอยู่มากเหมือนกันในวันหนึ่ง ๆ หากแต่ว่ามันยังไม่แน่นอน ไม่เป็นความว่าง ที่เด็ดขาดตายตัวลงไป ยังกลับไปกลับมาอยู่ แต่แม้กระนั้นก็ยังเป็นการดีมาก. ถ้าใครอุตส่าห์สังเกต สนใจรู้จักความว่างในทำนองอย่างนั้นไปก่อน จะเป็น เหตุให้พอใจในความว่าง และเป็นการง่ายที่จะปฏิบัติให้ลุถึงจริง ๆ เพราะฉะนั้น ในที่นี้ คำว่าเรารู้ ความว่าง จึงหมายถึงว่ามีความว่างปรากฏอยู่ในความรู้สึก.
น.131 ทีนี้คำว่า เห็นแจ้งความว่าง ก็ต้องอย่างเดียวกันอีก คือเห็นแจ้งประจักษ์ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อเรารู้สึกว่าว่างอย่างไรแล้ว เราพิจารณาดู หรือว่าเรา ทำความรู้สึกให้ ชัดเจน ยิ่งขึ้น จึงจะได้ชื่อว่าเห็นแจ้ง หรือเห็นแจ้งแทงตลอด คือรู้อย่างทั่วถึง. สำหรับคำว่า เราเข้าถึงความว่าง ก็อย่างเดียวกันอีก หมายความว่าในขณะ ที่เราได้เข้าถึงตัวความว่าง พูดอย่างสมมติก็ว่า เราเข้าถึงความว่าง. ถ้าพูดอย่างความจริง อย่างไม่ใช่สมมติก็ว่า จิตเข้าถึงความว่าง หรือว่า ความรู้สึกนั้นเป็นผู้รู้สึกต่อความว่าง และเข้าถึงความว่าง. สำหรับ คำว่า เป็นอยู่ด้วยความว่าง นั้น ย่อม หมายถึงสุญญตาวิหาร คือการเป็นอยู่ มีลมหายใจอยู่ เป็นความรู้สึกต่อความว่างนั้นตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่า เป็นอยู่ด้วยความว่าง: คำว่า ว่างอยู่ ก็หมายความว่า ไม่มีความรู้สึกว่าตัวว่าตน ว่าของตัวหรือ ของตน ตัวเราหรือของเรา ตัวกูหรือของกู เหล่านี้ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งของตัณหาอุปาทาน. เมื่อว่างจากสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็คือว่างอยู่. อะไรมันว่าง ? ก็หมายถึง จิต อีกนั่นเองว่าง คือ ว่าง อยู่ จากความรู้สึกว่า ตัวตนหรือว่าของตน ไม่มีทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด. อย่างหยาบเราให้ชื่อมันว่าตัวกู - ของกู อย่างละเอียดเราให้ชื่อมันว่าตัวตน - ของตน. ถ้าจิตมีความว่างถึงขนาดว่า ไม่มีตัวตนอย่างละเอียด ก็เรียกว่า เป็นความว่าง เสียเอง คือว่าจิตนั้นเป็นความว่างเสียเอง. สมกับที่คำสอนในพุทธศาสนาบางพวก บางนิกายเขาพูดว่า จิตคือความว่าง ความว่างคือจิต ; ความว่างคือพุทธะ พุทธะคือ ความว่าง ; ความว่างคือธรรมะ ธรรมะคือความว่าง ; มันมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น.
น.132 เป็นอันว่าอะไรทั้งหมดทั้งสิ้นในบรรดาที่เรารู้จักนี้ไม่มีอะไร มีแต่ความว่าง ซึ่งจะได้ชี้ให้เห็นต่อไป โดย การพิจารณาคำว่า "ว่าง" นี้กันอีกครั้งหนึ่ง. คำพูดว่า ว่าง หรือ ความว่าง นี้ มันเล็งถึงของ ๒ สิ่ง คือเล็งถึงลักษณะ ๒ ลักษณะ. คำว่า ว่าง ในลักษณะที่หนึ่ง นั้น หมายถึง ลักษณะของสิ่งทั้งปวง ; ขอให้กำหนดจดจำว่า ลักษณะของสิ่งทั้งปวงคือความว่าง. คำว่า "สิ่งทั้งปวง" นี้จะต้องเข้าใจถูกต้อง ว่ามันหมายถึงทุกสิ่งจริง ๆ. คำว่า “ทุกสิ่ง" นี้หมายถึงทั้งรูปธรรมและนามธรรม อย่างที่จะใช้โวหารเรียกว่า นับตั้งแต่ฝุ่น อนุภาคเล็กนิดหนึ่งขึ้นไป จนกระทั่งของมีค่า จนกระทั่งนามธรรม จนกระทั่งนิพพาน เป็นที่สุด ; จากฝุ่นอนุภาคหนึ่งไปจนถึงนิพพานเป็นที่สุด นี้เรียกว่าสิ่งทั้งปวง. ทีนี้ สิ่งทั้งปวง ทุก ๆ สิ่งแต่ละสิ่ง ๆ นี้ มีลักษณะคือความว่าง. ความว่าง ความหมายที่หนึ่งเป็นอย่างนี้ ต้องเข้าใจให้ดีเหมือนกัน ว่าแม้ในฝุ่นเม็ดหนึ่งมันมีความ ว่างจากตัวตน. สูงขึ้นมาจะเป็นในเงินในทอง ในเพชรพลอยอะไรก็ตาม นี้มันมีความ ว่างจากตัวตนเป็นลักษณะของมัน, กระทั่งมาเป็นเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องความคิดนึก ความรู้สึกในสิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่ง ก็มีความว่างเป็นลักษณะของมัน คือว่างจากตัวตน นั่นเอง, กระทั่งถึงการเรียน หรือการปฏิบัติธรรมะ มีลักษณะเป็นความว่างจากตัวตน, กระทั่งถึงสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นที่สุด คือมีลักษณะที่เป็นความว่างจาก
น.133 ตัวตนอยู่ที่นั่น ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่แล้วเราไม่เห็นเอง. แม้แต่นกกระจอกที่กำลัง บินไปบินมาอยู่นี้ ก็มีลักษณะแห่งความว่างโดยสมบูรณ์อยู่ที่นกกระจอกนั้น แต่เราก็ ไม่เห็นเอง. ขอให้คิดดู ให้พิจารณาดู ให้สังเกตดู ให้คำนวณดู จนกระทั่งเห็นว่าที่สิ่ง ทุกสิ่งมีความว่าง คือมีลักษณะแห่งความว่างแสดงอยู่ทั้งนั้น. แต่ว่าเราไม่เห็นเอง แล้วจะโทษใคร ? เหมือนอย่างปริศนาของพวกนิกายเซ็นที่เขาเรียกว่าโกอานนี้ อย่างมีพูดว่า ต้นสนแก่คร่ำคร่าต้นหนึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่ ; แม้อย่างนี้ก็หมายถึงข้อที่ว่า แม้แต่ ต้นสนแก่นั้นมันก็แสดงความว่างได้เหมือนกัน คือ มันมีความว่างเหมือนกับสิ่งทุกสิ่ง แต่คนก็ไม่มองเห็น หรือว่าไม่ได้ยินในข้อที่มันแสดงธรรม คือแสดงลักษณะของความ ว่างอยู่ทุกเมื่อ ขอให้เราจับให้ได้ว่า ความว่างนั้นมีอยู่ที่ทุกสิ่ง ; เพราะว่าเป็นลักษณะ ของสิ่งทุกสิ่ง สิ่งทุกสิ่งมีลักษณะคือความว่าง. นี่แหละคำว่าว่างในลักษณะที่แรก คือ ลักษณะของความว่างที่มีอยู่ที่สิ่งทุกสิ่ง จึงเรียกว่าว่าง นี่แหละเล็งถึงลักษณะของสิ่งทุกสิ่ง. ลักษณะว่างอย่างที่สอง ว่างนี้เล็งไปยังลักษณะที่จิตกำลังไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไร ลักษณะของจิตที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงนั่นแหละ เรียกว่า "ความว่าง" เหมือนกัน. ข้อที่หนึ่งนั้นว่าสิ่งทั้งปวงมีลักษณะว่าง ว่างคือลักษณะของสิ่งทั้งปวง. ข้อ ที่สองนี้ชี้ไปยังว่างที่จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง.
น.134 ข้อนี้ให้เข้าใจว่าตามธรรมดาแม้ตัวจิตเองมันก็ว่าง ว่างจากตัวตน ; แต่จิตนั้น ไม่อาจจะรู้สึกว่าตัวมันเองว่าง เพราะมันมีอะไรมาหุ้มห่อรบกวนอยู่เรื่อย ได้แก่ความ คิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้น เพราะการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง เป็นต้นนั่นเอง ; จิตจึงไม่รู้สึกต่อความว่างในตัวมันเอง หรือต่อความว่างในสิ่งทั้งปวง. ต่อเมื่อใดจิตปลดเปลื้องสิ่งที่หุ้มห่อออกไปเสียได้หมด กล่าวคือปลดเปลื้องความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยความหลงด้วยความไม่รู้นั่นแหละออกไปเสียหมด ; เมื่อนั้นจิตก็มีลักษณะว่าง เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง. ความว่างในลักษณะที่สองนี้จึงหมายถึง ว่างที่เป็นลักษณะของจิตที่ไม่ ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง ผิดกันกับอย่างที่หนึ่ง ซึ่งหมายถึงว่างที่เป็นลักษณะของ สิ่งทั้งปวง. ว่างทั้งสองอย่างนี้มันเนื่องกัน ถ้าสิ่งทั้งปวงมันมีลักษณะโดยแท้จริง คือ ว่างจากตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะว่ามันว่างอย่างนี้ เราจึงเห็นความจริงว่ามันว่างได้ ; ถ้าตามความจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่ว่างจากตัวตนแล้ว เราก็ไม่อาจเห็นมันว่าว่างได้เลย. แต่ทีนี้ตรงกันข้าม ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งปวงเป็นของว่าง เราก็เห็นเป็นไม่ว่างไปเสีย หมด ; เพราะว่าจิตชนิดที่ถูกกิเลส ถูกอวิชชาห่อหุ้มนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน ไปหมดไม่ว่าในอะไร. แม้แต่ในฝุ่นสักเม็ดหนึ่ง อนุภาคน้อยๆ อันหนึ่งนี้ ก็ยังยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนของฝุ่นนั่นเอง รู้สึกเป็นบุรุษที่สองจากเราขึ้นมาทีเดียว. เราเป็น บุรุษที่หนึ่งคือตัวเรา บุรุษที่สองคือสิ่งต่าง ๆ นอกจากตัวเรา นั่นเป็นนั่น นี่เป็นนี่ ล้วนแต่เป็นตัวเป็นตนของมันเองทั้งนั้น.
น.135 จะต้องรู้จักคำว่า "ว่าง" นี้ ว่ามันหมายถึงอะไรให้ถูกต้องที่สุด ซึ่งสรุป แล้วก็ให้รู้จักว่าว่างนี้ คือลักษณะของสิ่งทั้งปวงอย่างหนึ่ง ; แล้วว่างนี้คือลักษณะ ของจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงนี้อีกอย่างหนึ่ง. ว่างทีแรกเป็นวัตถุแห่งความรู้ หรือความเข้าถึง ; ว่างที่สองคือจิตว่าง นี้เป็นลักษณะของจิตที่ว่างเพราะเข้าถึงความจริง คือความว่างนั้น. จิตมองเห็นความว่าง ในสิ่งทั้งปวงรวมทั้งตัวมันเอง มันจึงสลายไปเอง เหลืออยู่แต่ความว่าง คือ จิตได้กลายเป็นความว่างเสียเอง. และจะเห็นทุกๆ สิ่ง เป็นความว่างหมด นับตั้งแต่ฝุ่นเม็ดหนึ่งไปถึงนิพพานอย่างที่กล่าวแล้ว. อมจะเป็นสิ่ง ของ หรือเป็นคน หรือเป็นสัตว์ เป็นสถานที่ เป็นเวลา เป็นอะไรต่างๆ เป็นธรรม ไม่ว่าในลักษณะไหนหมด ล้วนแต่หลอมตัวเป็นสิ่งเดียว คือเป็นความว่าง เพราะความที่ มารู้ความจริงข้อนี้. นี่คือความหมายของคำว่า "ว่าง" เท่าที่กล่าวมานี้ ท่านทั้งหลายย่อมจะพอสังเกตหรือว่าจับได้ด้วยตนเองแล้วว่า คำว่า ว่าง นี้ มันเท่ากับความดับไม่เหลือแห่งตัวกู - ของกู. คำว่า "ว่าง ๆ" นี้ มันเท่ากับความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกว่า ตัวเรา หรือของเรา ; ว่างเท่ากับความดับ ไม่เหลือแห่งตัวตน. ตัวตนนั้นมันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น. ไม่เห็น เป็นว่าง เห็นเป็นตัวตนขึ้นมาเสีย ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอวิชชา ด้วยกิเลส จึงไปยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ต้องแกล้งยึด. เพราะมันไม่รู้ มันจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง ;
น.136 ไม่ใช่เราต้องไปตั้งเจตนายึด หรือตั้งข้ออย่างนั้นอย่างนี้ให้มัน ว่า มันเป็นตัวเป็นตน. เมื่อจิตประกอบด้วยอวิชชา ความไม่รู้แล้ว มันรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ เป็นตัวตนไปเสียหมดเอง ไม่ต้องแกล้งทำ ไม่ต้องเจตนาอะไร. ถ้ามีความรู้ที่ถูกต้องเกิดขึ้น มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง แล้ว มันก็จะเห็นของจริง คือความว่างนั่นแหละ คือความดับไม่เหลือแห่งตัวตน. ฉะนั้น จึงได้กล่าวเพื่อเป็นหลักว่า "ว่าง" นี้ = ดับไม่เหลือแห่งตัวตน. เพราะฉะนั้น เราต้องสนใจคำว่า "ดับไม่เหลือ ๆๆ" นี้กันให้ถูกต้อง. ดับอย่างไรเหลือ ? ดับอย่างไรไม่เหลือ ? ดับมีส่วนเหลือ ก็หมายความว่า มันเพียงแต่ เปลี่ยนรูป จากรูปหนึ่งไปสู่ รูปหนึ่ง รูปที่แรกดับไปมันก็มีเชื้อเหลืออยู่สำหรับเป็นรูปใหม่ เป็นรูปอื่น อย่างนี้เรียกว่า "ดับเหลือ" คือยังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนี้ แล้วไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งโน้นเรื่อยไป. อีกทีหนึ่งก็คือว่า สติปัญญาหรือความรู้ธรรมะที่ยังไม่ถึงที่สุดนั้น มันจะดับความยึดมั่น ถือมั่นได้ แต่บางสิ่งบางอย่าง หรือบางส่วนโดยเอกเทศเท่านั้นเอง. บางคนอาจเห็นว่าฝุ่นนี้ไม่ใช่ตัวตน แต่ไปเห็นนกกระจอกเป็นตัวตนก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงคน เพียงเห็นสัตว์เป็นตัวเป็นตนก็ได้. และบางคนอาจมองเห็นต้นไม้หรือ สัตว์ว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ไปเห็นคนว่าตัวตนเข้าก็ได้. หรือว่าเห็นคนว่าตัวตนนี้ บางทีก็ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว แต่ว่าส่วนจิตใจที่เป็นศูนย์กลางนั้นเป็นตัวตน อย่างนี้ก็ได้.
น.137 อย่างนี้เรียกว่ามันดับไม่หมด มันดับบางส่วน เหลือเป็นตัวตน เหลืออะไรบางอย่าง อยู่เสมอไป. กระทั่งถึงว่า จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าคุณสมบัติอะไรบางอย่างของจิต เช่นธรรมะนี้เป็นตัวตนขึ้นมาก็ได้. หรือว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่อยู่ถาวร เป็นอนันตกาล เช่นนิพพานธาตุนี้เป็นตัวตนก็ได้ ; ‘อย่างนี้ดับมีเชื้อเหลืออยู่เรื่อย จนกว่าเมื่อใดจะกวาดทิ้งไปหมด แม้แต่นิพพานธาตุก็ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้มันจึงจะ เรียกว่าดับไม่เหลือแห่งตัวตน หรือดับไม่เหลือแห่งตัวกูที่แท้จริง. คำว่า "ดับไม่เหลือแห่งตัวกู" นี้ ก็คือการที่ ไม่อาจเกิดความรู้สึกว่าตัวกู นั่นเอง. ถ้าเป็นการปฏิบัติถูกต้อง หมายความว่า เราปฏิบัติในทำนองที่จะไม่ให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวกูขึ้นมาได้ ; ถ้าปฏิบัติอย่างนี้อยู่ได้เรื่อย ก็เรียกว่าดับไม่เหลือแห่งตัวกู ได้เหมือนกัน. การปฏิบัติที่ถูกต้อง และเป็นไปอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดนั้น ย่อม หมายถึงการปฏิบัติชนิดที่ตัวกู หรือความรู้สึกว่าตัวกูนี้ไม่มีทางเกิดอีกต่อไป ก็แปลว่า ไม่ให้ตัวกูเกิดขึ้นมาได้ อยู่ตลอดเวลา ด้วยการกระทำที่ถูกต้องนั้น. เท่าที่กล่าวนี้ก็พอจะเข้าใจกันได้ทุกคนว่า คำว่า เกิดแห่งตัวกู: "เกิด" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดจากท้องบิดามารดา แต่หมายถึงเกิดในห้วงความคิดนึกใน ทางจิตเท่านั้น จะเรียกว่าปฏิสนธิ หรือจะเรียกว่าคลอดออกมา หรือจะเรียกว่าอะไร ก็สุดแท้ ต้องหมายถึงปฏิสนธิหรือคลอดออกมาในความรู้สึกเท่านั้น คือในความรู้สึกของ จิตเท่านั้น. อย่างเรารู้สึกว่า “เราเป็นเรา" "ฉันเป็นฉัน" ขึ้นมา นี้มันรู้สึกที่ไหน ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเกิดที่นั่นแหละ การเกิดหรือการคลอดออกมามันอยู่ที่นั่น. เพราะฉะนั้น การเกิดนี้จึงหมายถึง การเกิดในทางใจ ไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนังร่างกาย.
น.138 ต้องเข้าใจว่าการเกิดทางเนื้อหนังร่างกาย แม้จะคลอดออกมาแล้วจากท้องแม่ แต่ถ้ายังไม่มีการเกิดทางจิตใจ คือไม่มีความเกิดรู้สึกว่า กูเป็นกู เราเป็นเราอย่างนี้แล้วละก็ ให้ถือว่า การเกิดทางร่างกายนั้นยังไม่มีความหมายอะไรเลย ยังเหมือนกับก้อนอะไร ก้อนหนึ่ง หรือคุ้นอะไรตุ้นหนึ่งเท่านั้น. จนกว่าเมื่อใดจะมีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นตัวตน เสียก่อน เมื่อนั้นเกิดทางร่างกายคุ้นนั้นจึงจะสมบูรณ์ คือในภายในมีความรู้สึกเป็นตัวตน. ความเกิดนั้นจำกัดความหมายอันแท้จริง อยู่ที่ความรู้สึกว่าตัวตนนั่นเอง. เมื่อเด็กนั้นเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อใดมีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่ในใจ เมื่อนั้นเรียกว่าเขาเกิด. พอเขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนอย่างนั้น เมื่อนั้นก็คือเขาตาย กลายไปเป็นคุ้นหรือเป็นก้อน อะไรทางเนื้อหนังอยู่ตามเดิม. ความรู้สึกอย่างอื่นไม่อาจช่วยให้เกิดความหมายว่าตัวตนได้ จึงไม่อาจให้เกิดความหมายว่าเขาเกิดอยู่ได้ มันจึงเท่ากับเขาตายอยู่ ; แต่ประเดี๋ยวเดียว ถ้ามีอะไรมากระทบ มีอารมณ์มากระทบแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า เป็นตัวตนขึ้นมาได้อีก. เพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดขึ้นมาอีก และประเดี๋ยวเขาก็ตายไปอีก จึงว่าวันหนึ่ง ๆ เกิดหลาย ครั้งหลายหน. การปฏิบัติเพื่ออยู่ด้วยความว่างนั้น มันก็อยู่ตรงนี้เอง คืออยู่ตรงที่ปฏิบัติ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าตัวตนขึ้นมาในดุ้น หรือในก้อนนี้ ในร่างกาย ก้อนนี้ดุ้นนี้ ; อย่าให้เกิดจิตใจชนิดที่เป็นความรู้สึกว่าเป็นตัวตนหรือเป็นตัวเราขึ้นมา. ปฏิบัติอย่างนั้น เรียกว่าปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง. ใจความมันมีอยู่อย่างนี้. ทีนี้รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ ก็ควรจะมองดูให้เห็น อย่าง แจ่มแจ้งชัดเจน ว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร ? ปฏิบัติในขณะไหน ?
น.139 ที่ว่าปฏิบัติอย่างไรนั้นก็ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น ว่าปฏิบัติอย่างที่ไม่เกิดแห่ง ตัวตน แต่ว่ายังไม่ชัดเจน ; จะต้องอธิบายพร้อมกันไปกับข้อที่ว่าจะปฏิบัติในโอกาส เวลาไหน, ในขณะไหน, อย่างไร. เพราะฉะนั้นเราจึงแบ่งแยกการปฏิบัตินี้ว่า มีโอกาส ปฏิบัติในขณะไหนบ้างให้เห็นชัดเป็นโอกาส ๆ ออกไป. ในที่นี้จะขอแบ่งเพื่อให้เห็น" ง่าย ๆ สัก ๓ โอกาส หรือ ๓ ขณะ คือ : - - ในขณะตามปรกติ หรือโอกาสที่เป็นปรกติอย่างหนึ่ง. - ในขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทาง ผิวหนัง เป็นต้นนี้ อีกอย่างหนึ่ง เป็นอย่างที่สอง. - แล้วอีกขณะหนึ่ง ซึ่งขอผนวกเข้าไว้เลย นี้คือขณะที่จะดับจิต ที่เราเรียกกันว่า โอกาสจะตาย คือตายทางร่างกาย ตายชนิดที่เป็นความแตกดับของร่างกาย ในขณะ ที่จะตายอย่างนั้นมีการปฏิบัติสำหรับโอกาสนั้น อีกขณะหนึ่ง. นี่แหละ ขอทบทวนใหม่ว่า ขณะที่ไม่มีอารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วในขณะที่มีการกระทบกับอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น นี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วอีกขณะหนึ่งก็คือขณะที่จะดับจิต คือตายอย่างชาวบ้านเรียก. การปฏิบัติในโอกาสอย่างแรก คือในขณะที่ปรกติ ไม่มีอารมณ์มา กระทบนั้น เราจะทำอย่างไร ? ในขณะปรกติอย่างนี้ก็หมายถึง เมื่อเราทำการทำงานอะไรอยู่ตามปรกติลำพัง ของเรา. เวลาปรกติอย่างนี้เราจะทำการทำงานประจำวันอยู่ก็ได้ หรือว่าเราจะใช้เวลา ปรกตินั้นไปทำกัมมัฏฐานวิปัสสนา อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้. นี่เรียกว่า ยังไม่มี อารมณ์มากระทบ ยังไม่มีปัญหาเรื่องที่อารมณ์มากระทบ. เราทำการงานตามประสา
น.140 ชาวบ้าน ๆ นี้อยู่ก็ได้ แต่ต้องในขณะที่ไม่มีอารมณ์มากระทบ. หรือเรามีเวลาว่างเราจะ อ่านหนังสือก็ได้ เราจะคิดนึกอะไรก็ได้ จะทำวิปัสสนาก็ได้. เราจะต้องปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการศึกษา เป็นการทำให้เห็นแจ้งยิ่งขึ้น ว่าสิ่งทั้งปวงว่างอยู่อย่างไร แล้วจิตนี้มันจะว่างได้อย่างไร จิตจะไม่หลงผิดในสิ่งทั้งปวง ได้อย่างไร ให้นึกคิด ศึกษาด้วยตนเอง หรือไต่ถาม ปรึกษาหารือผู้อื่น อยู่เป็นประจำ และทำไปเรื่อย. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางปริยัติ สำหรับผู้ที่เป็นชาวบ้าน กระทั่งไม่รู้หนังสือ ไม่ได้เคยบวชเคยเรียนเรื่องปริยัติ ก็ยังมีวิธีลัดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็มี ความหมายแบบเดียวกัน มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือให้รู้สิ่ง ๆ เดียวกัน คือรู้ ความว่างของสิ่งทั้งปวงเหมือนกัน. แต่เราไม่อาจพูดถึงความว่างอย่างนั้นได้ เพราะเขาจะ ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่. เพราะฉะนั้น เราจึงพูดไปอีกทำนองหนึ่งว่า "ให้ดูว่าสิ่งต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ที่นำเอาหรือน้ำเป็น". ให้คนธรรมดาทั่วไปตามปกตินั้น เป็นอยู่ด้วยการพิจารณาว่า มีอะไรบ้าง ที่น่าเอา - น่าได้ หรือว่าน่าเป็น. ที่ว่าเอา หรือได้ นี้ เช่นได้เงิน ได้ของ ได้ทอง ได้เกียรติยศ ได้อำนาจวาสนานี้เรียกว่า เอาหรือได้. มีอะไรบ้างที่น่าเอา หรือน่าได้ ? แล้วมีอะไรบ้างที่น่าเป็น? เป็นอย่างไรบ้างที่ว่า น่าเป็น เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเศรษฐี เป็นขอทาน เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นราษฎร เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นอย่างไหนบ้างที่น่าเป็น ?
น.141 ต้องเข้าใจคำว่า "เอา" ว่า "เป็น" ให้ถูกต้องกันเสียก่อน. คำว่า เอา ว่า เป็น นี้ หมายความถึงความยึดถือโดยตรง. ถ้าไปรู้สึกว่าเอา หรือได้ นี้มันต้อง มีความยึดถือที่จะเอามาเป็นของเรา จึงจะเข้าขั้นที่เรียกว่า "เอา หรือ ได้" เต็มตาม ความหมาย. เช่นเราเอาเพชร เอาพลอย มากองไว้เต็มห้องอย่างนี้ ถ้าไม่มีความยึดถือ ว่าเราได้ เราเป็นเจ้าของ เราเอามาได้ อย่างนี้มันก็เท่ากับว่าไม่มีการเอา ไม่มีการได้ ; เพชรพลอยก็กองอยู่ที่นั่นเอง ไม่มีความหมายอะไร .. ถ้าเกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นอุปาทาน ว่าตัวเรา ตัวเราเอามาได้ ตัวเราได้มาแล้ว ; อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่า "เอา" หรือ "ได้". ขอให้เข้าใจความหมายของคำว่า เอา ว่า ได้ อย่างนี้. แล้วถามอีกทีว่า อะไรบ้างมันน่าเอาน่าได้ ? เอาอันไหนบ้าง จะไม่ทำ บุคคลนั้นให้เป็นทุกข์ ? มันมีแต่จะแผดเผาบุคคลนั้น ทิ่มแทงบุคคลนั้น ร้อยรัดบุคคลนั้น พัวพันบุคคลนั้น หุ้มห่อบุคคลนั้น ครอบงำบุคคลนั้น ; หากเข้าไปเอาไปเป็นมันเข้า. แต่ถ้าเพชรพลอยที่กองอยู่เต็มห้องนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าเอาว่าเป็น มันก็ไม่มีอาการ แผดเผา พัวพัน หุ้มห่อ ร้อยรัดแต่ประการใดเลย. นี่เรียกว่าไม่เอาไม่เป็น มีอันไหนบ้าง ที่ไปเอา ไปเป็นเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ ? ถ้าไปมีความรู้สึกว่าเอาว่าเป็นเข้าแล้ว ไม่ต้องมาอยู่ในห้อง ต่อให้อยู่ในป่า หรืออยู่คนละประเทศ ข้ามทวีป ข้ามมหาสมุทร อย่างนี้มันก็ยังเป็นทุกข์ได้. ลองมีลูก มีหลานอยู่ที่อเมริกา แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเราดูซิ มันก็จะทำให้นอนไม่หลับ และมากเข้าก็เป็นโรคเส้นประสาทได้. นั่นแหละคือความหมายของคำว่า "เอา" ว่า "เป็น". ตามปรกติให้พิจารณาดูว่า มีอะไรบ้างที่น่าเอาน่าเป็น ที่ไปเอาไปเป็นเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้. เมื่อ พบความจริง ว่าไม่มีอะไรที่น่าไปรู้สึกเอาหรือเป็น มัน
น.142 ก็วางเฉยกับสิ่งทุกสิ่ง, แต่จะจัด จะทำ จะมี จะเก็บ จะรักษา จะบริโภคใช้สอย ก็ทำ ไปตามเรื่อง. จิตใจนี้อย่าไปเอา อย่าไปเป็น อย่าไปรู้สึกเป็นตัวเรา เอา, เป็น, มี, ขึ้นมา. ให้นึกถึงหลักธรรมะที่ว่า "ทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ ; การกระทำได้ทำเสร็จ ไปแล้ว แต่ผู้ทำหามี ไม่ ; การเดินทางได้เดินถึงที่สุดแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามี ไม่". นี้หมายถึงพระอรหันต์ ท่านปฏิบัติธรรมะถึงที่สุดแล้ว คือว่าทำการ ปฏิบัติธรรมะถึง ที่สุดแล้ว, หรือว่าเดินไปตามทางของอริยมรรคนี้ถึงที่สุดแล้ว บรรลุนิพพานแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามีไม่ ตัวผู้ทำหามีไม่. หลักอันนี้จะต้องนำเอามาใช้กับชีวิตประจำวันของเรา : จะกิน อยู่ นั่ง นอน ยืน เดิน บริโภค ใช้สอย แสวงหา ทำอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องมีสติปัญญาเพียงพอที่จะ ไม่ ให้เกิดความรู้สึกว่า เรามีอยู่ เราเป็นผู้ทำ ผู้กิน ผู้เดิน ผู้นั่ง ผู้นอน ผู้บริโภค ใช้สอย. นี้เรียกว่าทำให้มันว่างจากตัวเราอยู่เสมอ ให้เป็นปรกติ ด้วยความรู้ที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น. การปฏิบัติธรรม สามารถจัดทำพร้อมกันไป ได้กับการทำการงาน, หรือ การเคลื่อนไหวในการงานประจำวันนั่นเอง เป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงยิ่งไปเลย ไม่ต้อง แยกจากกัน. ขอแต่ให้มีสติสัมปชัญญะ อย่างนี้อยู่ งานก็ได้ผลดีด้วย ไม่ผิดพลาดด้วย, และธรรมะ ก็เจริญก้าวหน้าอย่างยิ่งพร้อมไปในตัวการงานนั้นด้วย. นี้เรียกว่าเป็นอยู่ ตามปรกติในเรื่อง ไม่มีการเอา ไม่มีการได้. สำหรับ "การเป็น" นั้นยิ่งง่ายขึ้นมาอีก คือขอให้คิดดูว่า "เป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่ต้องทุกข์ ไปตามความเป็นนั้น ๆ" นี่เป็นสูตร เป็นใจความสำคัญ คือว่าเป็น
น.143 ตัวสูตร ตัว formula เลยว่า "เป็นอะไรบ้างจะไม่ต้องเป็นทุกข์ไปตามความเป็นนั้น ๆ". คำว่า "เป็น" นี้ก็เหมือนกัน หมายเอาแต่ที่เป็นด้วยอุปาทาน เป็นในความยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็น เช่นเดียวกับคำว่า "ได้" หรือ "เอา" เหมือนกัน. ยกตัวอย่าง เช่นเมื่อมีทองกองอยู่เต็มห้องนี้ ถ้าไม่รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของ มัน ก็ไม่มีการได้หรือมีการเอา. การเป็น นี้แม้โดยทางโลกจะสมมติทางกฎหมายจะรับรองว่า ใครเป็นนั่น ใครเป็นนี่ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้อยู่ก็จริง ; แต่ในใจของเรา จริง ๆ นั้น อย่าไปรู้สึกอย่างนั้นเข้า อย่าไปหลงไปเข้าใจผิด ตามสมมติอย่างนั้นเข้า. อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่นว่าคนหนึ่งคลอดบุตรออกมา คนผู้คลอดก็ต้องเป็นแม่ คนที่เขาคลอดออกมาก็ต้องเป็นลูก นี้ก็เป็นตามธรรมชาติ. ถ้าอย่าไปยึดถือว่าเป็นแม่ มันก็ไม่เป็นแม่หรอก ; เพราะไปหลงเอาเอง ไปว่าเอาเอง ไปเข้าใจผิดเอาเองว่าเป็นแม่ มันก็เป็นแม่. อย่างนี้ควรถือว่าเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ animal instinct คือว่าสัตว์มัน ก็รู้สึกเป็น ; แม่ไก่ แม่สุนัข แม่วัว แม่อะไร มันก็รู้สึก ว่ามันเป็นแม่และรักลูกเป็น นี้ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทำ ไม่ต้องสร้าง มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติของสัตว์. ถ้าขั้นที่เป็นสติปัญญามันต้องดีกว่านั้น มันต้องรู้จักทำลายความยึดถือ ที่มาจากความไม่รู้ อย่างนั้นเสียได้. คนบางคนจะคิดว่า แหม ! เหี้ยมโหดทารุณจริง ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นแม่ ไม่ให้ รักลูกอย่างนั้นหรือ ? ฟังให้ดี, ไม่ได้หมายความอย่างนั้น คือว่าการเป็นแม่นี้เป็นด้วย สติปัญญาก็ได้. เราจะปฏิบัติหน้าที่ของแม่อย่างไรก็ทำไปด้วยสติปัญญาก็ได้ ไม่ต้องทำ ด้วยตัณหาอุปาทาน ซึ่งมันจะทำให้มีความทุกทุกข์ประการ ต้องน้ำตาไหลบ่อย ๆ ต้อง
น.144 เหี่ยวแห้งในใจบ่อย ๆ ต้องอะไรบ่อย ๆ แล้วไม่มีความสุขเลย. นั่นแหละค่าที่ไปเป็นแม่ ไม่เป็น เป็นแม่ไม่ถูกวิธีของธรรมะ ต้องเป็นทุกข์เพราะลูก นี้เรียกว่าความทุกข์ของแม่. เมื่อเป็นแม่ก็ต้องทุกข์อย่างแม่ เมื่อเป็นลูกก็ต้องทุกข์อย่างลูก เมื่อเป็น พ่อก็ต้องทุกข์อย่างพ่อ. นี่ลองถามตัวเองดูทีว่า เกิดมาเป็นแม่เขานี่สนุกไหม ? เกิดมาเป็นพ่อเขานี่ สนุกไหม ? คนที่สูงอายุที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว อย่างที่เรียกว่ามีประสพการณ์ดีมาแล้ว ลองคิดดูซิว่าจะเป็นอย่างไร ? จะตอบว่าอย่างไร ? ถึงไม่ตอบก็คงสั่นหัวทั้งนั้น. เป็น พ่อเขาสนุกไหม ? เป็นแม่เขาสนุกไหม ? อย่างนี้ นี่คือสิ่งที่จะต้องศึกษา หรือรู้สึกอยู่ เป็นปรกติ แม้ในเวลาที่ไม่มีอารมณ์มากระทบ. ถ้าเป็นสามีสนุกไหม ? เป็นภรรยานี้สนุกไหม ? ไปคิดดูเอง คนที่เป็นสามี เป็นภรรยามาโดยสมบูรณ์แล้วจะสั่นหัวทั้งนั้น ทีนี้ ว่า เป็นหญิงน่าสนุกไหม ? เป็นชายน่าสนุกไหม ? ถ้าสติปัญญาเดินมา โดยลำดับ และโดยละเอียดยิ่งขึ้น ก็จะสั่นหัวทั้งนั้น. เป็นผู้หญิงก็ต้องมีความทุกข์อย่าง ผู้หญิง เป็นผู้ชายก็ต้องมีความทุกข์อย่างผู้ชาย. เป็นเด็กสนุกไหม ? เป็นผู้ใหญ่สนุกไหม ? เด็ก ๆ เขาคงจะตอบว่าสนุก. แต่เราที่เป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่าแล้วนี้ ลองย้อนกลับไปดูที่ว่า มันสนุกไหม ? เด็กมันก็มีทุกข์ ไปตามประสาเด็ก ผู้ใหญ่ก็ทุกข์ตามประสาผู้ใหญ่ ถ้าหากมีความยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ ขยายให้กว้างออกไปว่า เป็นคน น่าเป็นไหม ? เป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเป็นไหม ? เป็นอะไรคู่ตรงข้ามนี้กับที่ไม่ต้องเป็นอะไรเลย อันไหนจะดีกว่ากัน เป็น คนธรรมดา กับเป็นสัตว์นรกอย่างนี้น่าเป็นไหม ?
น.145 หรือพูดอีกคู่หนึ่งว่า เป็นคนนี้น่าเป็นไหม ? เป็นเทวดาในสวรรค์นี้น่าเป็น ไหม ? นี้มันเป็นเครื่องวัดสติปัญญาของบุคคลว่า คนนั้นเขามองเห็นความยึดมั่นถือมั่น อย่างสมบูรณ์อย่างถูกต้องหรือไม่. ถ้าเขามองเห็นความยึดมั่นถือมั่นอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะสั่นหัวทั้งหมดอย่างเดียวกัน ; เพราะว่าเป็นคนก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบคน, เป็น เทวดาก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของเทวดา. หมายความว่า ถ้าเกิดไปยึดมั่นว่าเราเป็นคน หรือว่าเราเป็นเทวดาเข้าแล้ว นั่นแหละจะต้องเป็นทุกข์ ตามแบบคน หรือเป็นทุกข์ ตามแบบเทวดาทั้งนั้น. ถ้าว่าง คือไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอะไรเลย มันก็ไม่เป็นทั้งคน ไม่เป็น ทั้งเทวดา มัน ก็เลยไม่มีความทุกข์ อย่างคน ไม่มีความทุกข์อย่างเทวดา นี่เรียกว่าว่าง. ถ้าต้องเป็นคนตามความยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นเทวดาตามความยึดมั่นถือมั่นแล้วมันสนุก ไหม ? นี่ขอให้คิดอย่างนี้ แล้วว่าเป็นคนสนุกไหม ? เป็นเทวดาสนุกไหม ? ถ้าใคร เข้าถึงความจริงแล้วก็จะสั่นหัวทั้งนั้น. ทีนี้คิดให้ใกล้เข้ามาอีกว่า เป็นคนดีน่าเป็นไหม? เป็นคนชั่วน่าเป็นไหม? ถ้าถามว่าใครอยากเป็นคนดีบ้าง คงยกมือกันสลอนไปหมดเลย.เขายังไม่มองเห็นว่า การยึดมั่นว่าเป็นคนดีนั้น มันก็ต้องมีความทุกข์ไปตามแบบของคนดี ไปตามประสาของ คนดี เช่นเดียวกับที่คนชั่วจะต้องมีความทุกข์ตามแบบประสาของคนชั่ว. ถ้าลงยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นไม่มีความสุขเลย เพราะมันจะหนักชนิดใด ชนิดหนึ่งอยู่ในตัว "ความเป็น" นั่นเอง ; หากแต่ว่าความทุกข์บางอย่างมันไม่แสดงออกมา ให้เห็น แล้วมันมีความสนุกสนานเพลิดเพลินอะไรบางอย่างกลบเกลื่อนไว้ มันจึงทนทุกข์ ในการมีการเป็นได้ ทะเยอทะยานตื่นหรือเห่อที่จะเป็นนั้นเป็นนี้กันอยู่ได้ด้วยการถูกหลอก.
น.146 ที่จริงนั้น ธรรมชาติหลอกให้คนเราสู้ทนทุกข์ เช่นตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ในกรณีที่ทุกข์ เพราะการสืบพันธุ์ เพราะการคลอดบุตรนี้ มันหลอกได้อย่างที่ตนเอง ก็สมัครใจทีเดียว. ถ้าเขามองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ก็คงไม่เล่นด้วยกับการหลอกลวง ของธรรมชาตินั้นเลย. เป็นคนดีสนุกไหม ? เป็นคนชั่วสนุกไหม ? ลองดู. หรือว่าใกล้เข้ามาอีกก็ว่า เป็นคนมีบุญน่าเป็นไหม ? เป็นคนมีบาปน่า เป็นไหม ? คนที่ผลีผลามไม่ดูไม่แลอะไร คงจะยกมือทันทีว่าเป็นคนมีบุญน่าสนุกกันใหญ่, แต่คนที่เขาผ่านบุญมาโดยสมบูรณ์แล้วก็จะสั่นหัวว่า คนมีบุญก็ต้องเป็นทุกข์ ไปตามแบบ ตามประสาของคนที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนมีบุญ. นี่คนมีบุญจะต้องเป็นทุกข์ไปตามประสา คนมีบุญ เช่นเดียวกับที่คนมีบาป ต้องเป็นทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป. ทีนี้ใกล้เข้ามาอีกก็คือ เป็นคนมีความสุขน่าเป็นไหม ? เป็นคนมีความทุกข์ น่าเป็นไหม ? คนก็ยิ่งยกมือกันสลอนมากกว่าคราวก่อนว่า จะขอเป็นคนมีความสุข. ทีนี้ส่วนคนที่เคยมีความสุข เสวยสุขอย่างที่เรียก ๆ กันนี้มาแล้ว ได้ผ่านมาแล้ว กลับสั่นหัว ว่าเป็นคนมีความสุขนี้ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีความสุข. ตอนนี้จะฟังไม่เข้าใจ ขอกล่าวซ้ำอีกว่า คนมีความสุขจะต้องมีความทุกข์ ไปตามแบบของคนมีความสุข. ข้อนี้ต้องนึกถึงข้อที่ว่าในโลกนี้ชาวโลกเขาสมมติ เขา บัญญัติ เขายึดมั่น ถือมั่นกันว่า คนอย่างไหนเป็นคนมีความสุข มีเงิน มีอำนาจวาสนา มีนั้นมีนี่ มีกามคุณ มีอะไรสมบูรณ์ ไปหมดทุกอย่าง เป็นคนมีความสุข. "แต่แล้ว ก็จงดูให้ดี มันจะต้องมีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง รูปหนึ่ง ตามประสาคนมีสุข ไม่ต้องพูดถึงความสุขชนิดมีก้างอย่างนี้ ต่อให้เป็นความสุขชนิดที่เกิดมา จากสมาธิ สมาบัติ จากฌานของพวกฤษี มุนี ถ้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าฉันเป็นคนมี ความสุขขึ้นมาแล้ว มันก็จะเกิดก้างขึ้นมาในเนื้อนั่นเองแล้วติดคอ.
น.147 พวกที่ยึดมั่นถือมั่นความสุขในรูปฌานเป็นต้นเหล่านี้ก็เรียกว่า เป็นคน มีทุกข์ไปตามประสาของคนมีสุขจากรูปฌานนั้นเอง. เพราะฉะนั้น จึงมีบทบัญญัติ ให้ละรูปราคะ อรูปราคะเสีย ในสังโยชน์เบื้องปลายที่จะทำให้คนเป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เป็นต้น. เพราะว่าการที่ไปติด ไปยึดเข้าว่า เรามีความสุข. แม้จะเป็นความสุข เกิดจากธรรมะก็เถอะ มันจะยังคงเป็นก้างติดคอชนิดที่ละเอียด อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่เป็นธรรมดา และไม่เป็นธรรมะจริงขึ้นมาได้. ข้อที่จะไปยึดพระนิพพาน ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นความสุขของเราขึ้นมานั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าเพียงแต่พูดนั้น พูดได้ ว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วยึดพระนิพพาน ว่าเรา เป็นของเรา เรามีสุขอย่างนิพพาน บรรลุนิพพาน อย่างนี้มันพูดได้ แต่ตาม ความจริงนั้นมีไม่ได้ เพราะว่า ผู้ที่มีความยึดถืออย่างนั้นอยู่จะบรรลุถึงนิพพานไม่ได้ เป็นอันขาด. เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสำคัญอยู่ว่าเขาได้รับ เขาเป็นผู้มีสุขที่เกิดแต่ นิพพานอย่างนี้ มันเป็นนิพพานปลอมทั้งนั้น นิพพานจริงไม่มีทางที่จะมาอยู่ในฐานะ ที่ถูกยึดถืออย่างนั้นได้. นี่เราไล่ความสุขขึ้นไปตั้งแต่ความสุขของเด็ก ๆ ความสุขของผู้ใหญ่ ของคน หนุ่มสาว คนแก่คนเฒ่า คนมีอำนาจวาสนา กระทั่งคนเป็นเทวดา มีฌาน มีสมาบัติ อะไรเป็นที่สุด. ถ้าลง ยึดมั่นถือมั่น ว่าฉันมีความสุขละก็ มัน ต้องมีความทุกข์ไปตาม แบบของคนมีความสุข. ผู้ที่เข้าถึงความจริงจะรู้สึกอย่างนี้. ส่วนผู้ที่ไม่เข้าถึงความจริง ก็ตื่น ก็เห่อกันไปตามเรื่องตามราว เห่อเงิน เห่อทอง เห่ออำนาจวาสนา เห่อความสุข ทางเนื้อ ทางหนัง กระทั่งเห่อวิปัสสนา เห่อฌาน เห่อสมาบัติ เห่อจนต้องส่งโรงพยาบาล ปากคลองสาน. อย่างนี้แหละเป็นการแสดงอยู่ในตัวมันเองแล้ว ว่ายึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เพราะถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว คนมีความสุขก็จะต้องเป็นทุกข์ ไปตามแบบของคนมี
น.148 ความสุข. คำว่า "ทุกข์ไปตามแบบของคนมีความสุข" . เด็ก ๆ พังไม่ถูก ฟังไม่ออก แต่ ผู้สูงอายุควรจะฟังออก. ทีนี้เราจะลองคิดดูอีกสักคู่หนึ่งว่า เกิดอยู่นี้สนุกไหม ? ตายไปสนุกไหม ? ให้เลือกเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของคู่นี้ คือเกิดอยู่ เป็นอยู่นี้สนุกไหม ? หรือว่าตายไปคือ ไม่เป็นอยู่นี้สนุกไหม ? เกิดกับตายสองอย่างนี้อันไหนน่าสนุก ! คนเกิดอยู่น่าเกิด หรือ คนตายไปน่าตาย ? ลองคิดดู. ถ้ารู้ธรรมะจริงมันก็สั่นหัว ไม่เอาทั้งนั้น ไม่เอาทั้งเกิด ไม่เอาทั้งตาย. แต่คนธรรมดาแล้วไม่อยากตาย อยากเกิดแล้วไม่อยากตาย อยากเกิดเรื่อย อยากเกิดชนิดไม่รู้จักตายด้วยซ้ำไป ; หรือว่า ถ้าจะต้องตายแน่แล้วก็ยังอยากเกิดอีก. นั่นแหละคือความยึดมั่นถือมั่น เราอาจตัดบทได้สั้น ๆ ว่า คนเกิดก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของคนเกิด, คนตายก็มีความทุกข์ตามแบบของคนตาย. ต่อเมื่อไม่รู้สึกว่าเกิด ไม่รู้สึกว่าตาย คือ ว่าง นั่นแหละ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย. ทำไมไม่นอนคิดเล่น นั่งคิดเล่น เดินคิดเล่น ในเรื่องอย่างนี้ ในขณะที่ ไม่มีอารมณ์อะไรมากระทบ. ทำไมไม่ลองนอนคิดอย่างนี้ นั่งคิดอย่างนี้ เดินคิดอย่างนี้. หรือว่าเมื่อทำอะไรอยู่ หรือเป็นอะไรอยู่ ทำไมไม่ลองคิด อย่างนี้. เมื่อเหน็ดเหนื่อยยากลำบากอยู่ด้วยความเป็นมารดาเป็นต้นอย่างนี้ ทำไมไม่ รู้สึก บ้างว่าความเป็นมารดาอย่างนี้ไม่น่าสนุก แล้วความเป็นสามี ความเป็นภรรยา ความเป็นอะไรต่างๆ อย่างที่ว่ามาแล้วทั้งหมดนี้ เมื่อกำลังวุ่นอยู่ด้วยอาการของความ เป็นนั้น ๆ ทำไมไม่รู้สึกว่านี้ไม่สนุกเลย. ทั้งๆ ที่ต้องร้องไห้อยู่ก็ยังไม่รู้สึกว่า นี่ไม่ สนุกเลย ยังสนุกอยู่เรื่อย สนุกอยู่ทั้ง ๆ ร้องไห้อย่างนั้น.
น.149 ราจงคิดดูให้ดีอีกทีหนึ่งในครั้งสุดท้ายว่า เกิดก็ตาม ไม่เกิดก็ตาม ไม่ไหว ทั้งนั้น : เกิดก็ไม่ว่าง ไม่เกิดก็ไม่ว่าง. ถ้าไปยึดถือว่าไม่เกิดแล้วมันก็ไม่ว่างเหมือนกัน ตอนนี้มันจะต้องเป็นตอนที่ฟังยากที่สุด หรือจะว่าปฏิบัติยากที่สุดก็ตามใจ. ระหว่าง เกิดกับไม่เกิดนี่มาถึงสุดท้ายนี้ เราไม่เอาทั้งนั้น. เราไม่เข้าไปยึด ด้วยคำว่า เกิด หรือ คำว่า ไม่เกิด ก็ไม่ยึด มัน จึงจะว่าง. เมื่อพูดถึง เอา ถึง เป็น มาเรื่อย ๆ แล้ว ไม่เอา ไม่เป็น มาเรื่อย ๆ แล้ว มาถึงเกิด - ไม่เกิด เป็นคู่ขึ้นมาอย่างนี้ ประเดี๋ยวก็จะไปยึดเอาที่ไม่เกิดเข้าอีก. ฉะนั้น ในอันสุดท้ายข้อปฏิบัติของเราจะต้องสาวก้าวไปจนกระทั่งถึงว่า ความรู้ว่าไม่เกิดอย่างนี้ ก็ต้องไม่เป็นที่ยึดมั่นถือมั่น คือให้สลายไปด้วยเหมือนกัน มันจึงจะเป็นว่างจริง ๆ ขึ้นมา คือเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ นั่นแหละจึงจะเป็นเรื่องไม่เกิดที่แท้จริง คือเป็น ดับไม่เหลือที่แท้จริง. คำพูดตอนนี้ออกจะพัดไปพัดมาอยู่แล้ว แต่ความหมายนั้นไม่ได้พัดไปพัดมา มันมีความจริงอยู่ แยกออกจากกันเด็ดขาดเลย. ฉะนั้น ท่านอย่าไปยึดมั่นในนิพพาน ว่าเป็นความไม่เกิด แล้วก็วิเศษวิโสอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็อย่าไปยึดมั่นในวัฏฏสงสาร ว่าเกิดกันใหญ่ เกิดกันสนุกดี ; มันต้องไม่ยึดมั่นทั้งสองฝ่าย มันจึงจะเป็นความว่าง และเป็นความไม่เกิด. การปฏิบัติในเวลาปรกติจะต้องเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไป. สำหรับในขณะที่เรากำลังทำการงานอย่างยิ่ง คืองานกัมมัฏฐานกล่าวคือปฏิบัติ สมาธิภาวนา วิปัสสนา ในลักษณะที่เป็นเทคนิคจัด เพื่อให้รู้โทษของความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกัน ข้อนี้ต้องทำตามที่ได้เล่าได้เรียนได้ศึกษา มาเป็นอย่างมาก ; ไม่ใช่คนธรรมดาที่ไม่รู้หนังสือจะทำได้. เพราะฉะนั้น มันจึง
น.150 มีหลัก มีคำอธิบาย อย่างที่เคยอธิบายมาแล้วมากมาย ไปอ่านดู หรือนึกถึงที่เคยกล่าวแล้ว ทั้งหมด นี้รวมกันเรียกว่าข้อปฏิบัติในขณะปรกติ. การปฏิบัติในโอกาสที่สอง คือ ในขณะที่อารมณ์มากระทบ. นี้หมายความว่าเมื่อมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผิวหนัง เหล่านี้จะต้องปฏิบัติในลักษณะที่ให้ผัสสะหยุดอยู่ที่ผัสสะ ให้เวทนา หยุดอยู่ที่เวทนา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งได้บรรยายทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่ง กระทั่งที่ได้ บรรยายที่นี่ คราวก่อนมาแล้ว จนบางคนก็เข้าใจ บางคนก็ไม่เข้าใจ. กมที่ว่ามีการกระทบ แล้วหยุดอยู่แค่ผัสสะนี้ มันเป็นชั้นดีเลิศ ถ้าชั้นธรรมดา ก็ไปถึงเวทนา แล้วหยุดอยู่ที่ เวทนา อย่าปรุงเป็นตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู เป็นของกูขึ้นมา. บางคนหรือนักพูดตามศาลาวัด หรือนักสอนตามบนโรงเรียนนักธรรม ก็เหมือนกัน อาจพูดว่าหยุดอยู่แค่ผัสสะนั้นไม่มี ต้องไปถึงเวทนาเสมอ นั่นเพราะเขา ยึดมั่นถือมั่นหนังสือถ้อยคำ หรือแบบอย่างอะไรอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง. ความจริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้เห็นรูปสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ดมกลิ่นสักว่าดม ลิ้มรสสักว่าลิ้ม สัมผัสสักว่าสัมผัส นี้ก็มีอยู่ ถ้าทำได้อย่างนั้น ตัวเธอไม่มี คือตัวกูไม่เกิด แล้วก็เป็นที่สุดทุกข์ คือว่างอยู่เรื่อย. ขอให้สังเกตอย่างนี้ก็แล้วกันว่า เมื่อเราทอดสายตาไปยังทางใดทางหนึ่ง เห็นภาพ นั่นภาพนี่ ลองเหลือบตาไปทางประตู หน้าต่าง มันก็เป็นแต่เพียงผัสสะ
น.151 ท่านั้น ไม่เกิดเวทนาพอใจหรือไม่พอใจอะไร. เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส อันใดเข้ามา ในลักษณะผัสสะอย่างนี้ก็ให้มันหยุดอยู่อย่างนั้นบ้างเป็นไร. หรือเหมือนกับทหารที่นอนอยู่ข้างปืนใหญ่ เมื่อปืนใหญ่ลั่นตึงออกไป มันก็ เพียงแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น ไม่เกิดเวทนาอะไร ยังนอนหลับสบายอยู่ด้วยซ้ำไป หนัก ๆ เข้า ไม่สะดุ้ง ไม่ตื่น ไม่อะไรเลย มันเป็นแต่เพียงเสียงปืนใหญ่กระทบหูแล้วก็เลิกกัน อย่างนี้. ให้ผัสสะหยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะอย่างนี้ในเมื่อได้ยิน เสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย เสียงคู่รัก เสียงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันจะได้หรือไม่. ถ้าทำได้มันก็ต้องนับว่าเก่งมาก. ข้อนี้นึกดูอีกทีหนึ่ง ก็ว่าบางทีสัตว์มันจะเก่งกว่าคน เพราะสัตว์ไม่มีปัญญา ชนิดรู้มากยากนาน. ทีนี้เราถ้าอยากเก่งอย่างถึงที่สุดดังนั้นบ้างก็ต้องหัด ชนิดผัสสะ สักว่าผัสสะ. แต่ถ้าสู้ไม่ไหว ยอมแพ้ ก็ไปที่เวทนาก็ได้ พอเวทนารู้สึกสบายไม่สบาย พอใจไม่พอใจแล้วให้หยุดอยู่อย่างนั้น, หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ดับไปเพียงเท่านั้น ; อย่าเกิดความอยากต่อไปอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามเรื่องของความอยาก ของกิเลสตัณหา อุปาทาน อย่างนี้ก็ได้. นี้เรียกว่าเราประพฤติปฏิบัติในโอกาสที่กระทบกันกับอารมณ์ให้มี หลักอย่างนี้. เวลายังมีเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยนี้ อยากจะพูดเรื่อง การปฏิบัติในโอกาส ที่สาม คือ ในขณะที่จะดับจิต ร่างกายจะแตกตายลงไปนี้ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะว่าง
น.152 ข้อนี้จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ มาเป็นหลักอยู่ เป็นประจำ. การที่จะต้องตายไปตามธรรมชาติ คือแก่ชราแล้ว จะต้องตายไปตาม ธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่เด็ดขาดแน่นอน ถ้าใครไปถึงปูนอายุนั้นเข้า ไปถึงระยะนั้นเข้า มันก็เรียกว่ามีเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จะทำอย่างไรมันจึงจะทันแก่เวลา ? เพื่อให้ทันแก่เวลานั่นเอง เป็นคนแก่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีเวลาเรียนอะไรมากได้ เพราะว่าสติปัญญามันสมองไม่อำนวยมากมายอะไร ก็จงถือหลักอย่างที่ว่าดับไม่เหลือ แห่งตัวกู ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ตามปกติก็ให้ดูอยู่ว่า เป็นคนก็ไม่สนุก เป็นเทวดาก็ไม่สนุก เป็นพ่อก็ไม่สนุก เป็นแม่ก็ไม่สนุก เป็นลูกก็ไม่สนุก เป็นสามีก็ไม่สนุก เป็นภรรยาก็ไม่สนุก เป็นบ่าว ก็ไม่สนุก เป็นนายก็ไม่สนุก เป็นผู้แพ้ก็ไม่สนุก เป็นผู้ชนะก็ไม่สนุก กระทั่งเป็น ผู้ดี - ผู้ชั่ว กระทั่งผู้มีบุญ - มีบาป กระทั่งผู้สุข - ผู้ทุกข์ นี้ก็ล้วนแต่ไม่สนุก ; อย่างนี้ ก็แปลว่าจิตนี้ ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไปเอา ไปเป็น พูดว่าสิ้นหวังก็ได้. คำสิ้นหวังนี้ใช้ได้เหมือนกันในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่สิ้นหวังอย่าง โลก ๆ อย่างคนโง่ คนขี้เกียจ คนไม่มีที่หวัง ; คนสิ้นหวังอย่างนั้นมันอีกความหมาย หนึ่งต่างหาก. เดี๋ยวนี้ ในที่นี้ มันเป็นความสิ้นหวังของคนที่มีปัญญาอย่างถูกต้อง มองออกว่าไม่มีอะไรที่ควรหวัง ไปเอาไปเป็นที่นี่ก็ตาม ที่โลกอื่น ที่โลกไหนก็ตาม คือสิ่งทั้งหมดนี้ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นจริง ๆ ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่.
น.153 จิตของเขาจะน้อมไปทางไหน ? ขอให้ลองคิดดูจิตของเขาไม่น้อมไปทางไหน ได้เลย เมื่อไม่มีอะไรที่น่าหวังที่ไหน ; เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอาอยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวมันเอง มันสลายไปในตัวมันเอง. อุบายที่จะเอาเปรียบธรรมชาติได้บ้างก็ตอนนี้ ก็คือว่าเมื่อจะต้องดับจิตลงไป จริง ๆ แล้ว ก็ให้พื้นความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ที่ไหน หมดทุกหนทุกแห่งนี้ ให้มาอยู่ที่จิตใจในเวลาที่จะดับจิตนั้น มันจะนิพพานไปได้ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้. ให้ร่างกายกับจิตใจมันดับลงไป ด้วยความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ไหน ; แล้วจะบรรลุนิพพานได้ในตัวมันเอง ในตัวความ ตายทางร่างกายนั่นแหละ. นี่เรียกว่าเป็นการได้กำไรอย่างยิ่ง ลงทุนน้อยอย่างยิ่ง แล้วแน่นอนอย่างยิ่ง. ให้นักธรรมะ ชั้นมหาเปรียญ ชั้นเอก ชั้นสูงสุดที่ไหนมาพิสูจน์ดูที่ว่า มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาดับจิตไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ไหนอย่างนี้ มันก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไปกับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวมันเอง ; เป็นตาแก่ ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่มีความรู้สึกอย่างนี้ได้อย่างเดียว ก็พอแล้ว. เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะตายขึ้นมาจริง ๆ ขอให้ความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ ; และ ต้องรู้ไว้ว่าใกล้จะตายนั้น มันอาจค่อย ๆ เลือนไป ในการที่ร่างกายมันชำรุดลง มันจะ ต้องแตกดับนี้ ความรู้สึกมันจะหมดไป ๆ มันจะลืมนั้นลืมนี่ ลืมเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่าง ; แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว เป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้สึกได้, แม้ว่าตนกำลังอยู่ ที่ไหน อยู่ในบ้านไหน - เรือนไหนก็ไม่รู้สึกได้, แม้แต่ว่าตัวเองชื่อไรก็ลืมไปแล้ว
น.154 จะสวดอิติปิ โส ภควา ก็ไม่ถูกแล้ว ; แต่ที่จะอยู่ได้เป็นคู่ชีวิตจิตใจไปด้วยกันก็คือว่า ความรู้ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ. ความรู้สึกว่า - สมัครดับไม่เหลือนี้ขอให้อยู่คู่กันกับจิตจนถึงวาระสุดท้าย มันจะสลายตัวเป็นความว่าง หรือเป็นนิพพานไปได้; ด้วยอุบายอย่างนี้ ด้วยเคล็ด อย่างนี้ นี่เรียกว่าข้อปฏิบัติในขณะที่ร่างกายจะแตกทำลาย ที่เรียกว่าของผู้รู้น้อย. ตาแก่ ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้รู้น้อยมีอุบายที่จะดับไปได้ ด้วยอาการอย่างนี้ และเราเรียกอุบาย นี้ว่า "อุบายตกกระได แล้วพลอยโจนให้เหมาะ ๆ" ที่ว่า "ตกกระได" ก็คือหมายความว่า ร่างกายมันต้องแตกแน่ มันแก่ชราแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว มันต้องแตกแน่ เรียกว่าตกกระไดลงมาแล้ว. ทีนี้ "พลอยกระโจน" เลย กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ เพราะทำความรู้สึกในใจอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็นที่ไหน ; นี้เรียกว่ากระโจนอย่างถูกทาง. เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เจ็บไม่ปวด อะไรเลย กระโจนอย่างนี้ ไม่เจ็บไม่ปวด แต่เป็นผลดีที่สุด คือถึงความดับไม่เหลือได้. นี่เราเรียกว่านี้มันเก่ง มันตกกระไดเป็น ไม่เหมือนคนโง่บางคน ตกกระได ลงมาปากคอแตก แขนขาหักอย่างนี้ มันคือคนโง่. แม้เรียนมาก แม้เที่ยวพูดจ้ออยู่ตามศาลาวัดอย่างนี้ มันก็ยังตกกระได ปากแตก ขาหักอยู่นั้นเอง. มันสู้คนที่สนใจอย่างถูกทาง แม้แต่เพียงเรื่องเดียวนี้ ไม่ได้, มันเอาตัวรอดได้อย่างนี้. ถ้าสมมติว่า การตายที่เป็นอุบัติเหตุ เช่นถูกรถยนต์ทับบี้แบนไปกลางถนน หรือถูกตึกพังทับ หรือว่าชาวไร่ชาวนาเดินอยู่ ควายวัวมันขวิดข้างหลังทีเดียวตาย หรือว่า ถูกระเบิดปรมาณูลงมาอย่างนี้ จะทำอย่างไร ?
น.155 ถ้าฉลาดสักหน่อยก็จะมองออก มองเห็นได้ด้วยตนเองว่า มันก็อย่างเดียวกัน นั่นแหละ. ถ้าความรู้สึกมันเหลือนิดเดียว แวบเดียวก็ให้รู้สึกว่า ดับไม่เหลือ สมัคร ดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น เพราะได้ทำความรู้สึกดังกล่าวนั้นมาจนคล่องแคล่ว ชำนาญดีอยู่แล้วเป็นปรกติ ; พอมาถึงขณะเช่นนี้ ก็รู้สึกได้เพียงแวบเดียวแล้วก็ดับไป. เช่นว่ารถยนต์ทับตายอย่างนี้ ไม่ใช่มันจะตายทันที ไม่ใช่จะไม่มีเวลาเหลือครึ่ง วินาทีให้เขารู้สึก. มันต้องมีเวลาเหลืออยู่ แม้ครึ่งวินาที หรือเศษหนึ่งส่วนสี่วินาที สักขณะจิตหนึ่ง พอรู้สึกแวบหนึ่งได้ว่า สมัครดับไม่เหลือ อย่างนี้ก็ทันถมไป. ถ้าสมมติเอาเป็นว่ามันาบเดียวไม่มีความรู้สึกเลย มันก็ดับไม่เหลืออยู่นั่นแหละ เพราะว่า เราอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ว่าดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ยามปรกติมาแล้ว. ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า เวลาปรกตินั้นเราซ้อมความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ไม่มี อะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น จนใจน้อมไปสู่ความดับไม่เหลืออยู่เองเป็นประจำ ; ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้ แม้ว่าในขณะที่ถูกทำให้ร่างกายสลายแตกตายไป โดยไม่ให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้. ยิ่งถ้ามันให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้สักขณะจิตหนึ่ง หรือว่าครึ่งวินาที อย่างนี้ ก็คิดได้สบาย. เพราะฉะนั้น อย่าได้ขลาด อย่าได้กลัว อย่าให้ความขลาด ความกลัวแทรกเข้ามา เช่นขอให้ไปตามหมอที หามไปโรงพยาบาลที อย่างนี้แล้ว ก็ต้อง ตายตรงนั้นเอง ไม่มีประโยชน์อะไร และเรื่องอย่างนี้เขาถือกันว่าเป็นการตายโหง คือ ตายโดยไม่อยากจะตาย และตายโดยกระทันหันอย่างนี้ บัญญัติคำเรียกกันว่าตายโหง. ธรรมะที่ประเสริฐนี่มันป้องกันการตายโหงอย่างเด็ดขาด แต่ทำให้นิพพาน ได้ที่ตรงนั้นเอง ที่ข้าง ๆ ล้อรถ หรือใต้รถ หรือใต้ตึกทับ หรือว่ากลางทุ่งนาตรง
น.156 ที่ควายขวิด หรือว่าในซากกองเถ้าถ่านของลูกระเบิด อย่างนี้เป็นต้น มันไม่มีการตายโหง แต่มีนิพพานแทน. ควรจะซ้อมความเข้าใจที่ถูกต้องไว้อย่างนี้ สำหรับผู้ที่มีการศึกษาน้อย รู้น้อย กระทั่งเป็นตาแก่ ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ว่าฟังการพูดอย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้. ส่วน การตายของผู้ที่รู้โดยสมบูรณ์ มีสติปัญญาสมบูรณ์ ศึกษาเพียงพอ แตกฉานในปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรมนั้นไม่ต้องเป็นอย่างนี้ คือไม่ต้องมีอาการตกกระได พลอยโจน ; เพราะว่า เขาเป็นผู้ ไม่ตายเสียแล้วตั้งแต่ทีแรก ตั้งแต่ยังไม่เจ็บไม่ไข้ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ ด้วยซ้ำไป คือบรรลุคุณธรรมชั้นสูงเสียตั้งแต่ก่อนโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่มีการตาย. ถ้าว่าคนรู้มามากอย่างนั้น พอถึงเวลาจะตายเข้าจริง ๆ เขาก็ยังมีการเตรียม ดีกว่าพวกที่ตกกระไดพลอยโจน เขารู้จักตั้งสติสัมปชัญญะอย่างที่ว่าไม่มีความตาย, หัวเราะเยาะความตายได้ ; อย่างนี้ก็นับว่าเป็นการดีที่ว่า เหมือนลงกระไดลงไปอย่าง เรียบร้อย ไม่ใช่ต้องตกกระไดแล้วพลอยกระโจนอย่างว่า. นี่เป็นเรื่องของผู้รู้สมบูรณ์ แต่สำหรับผู้รู้น้อยนี้ ควรจะฉลาดในการที่จะตกกระไดพลอยกระโจน. นี่คือการปฏิบัติ เพื่อว่างในวินาทีสุดท้าย. ต่อไปนี้อยากจะพูดถึง การเตรียมตัวตายของผู้เจ็บป่วย กันบ้าง เมื่อรู้สึก ว่าจะต้องตายแน่ สำหรับผู้มีความเจ็บไข้เห็นอยู่ชัด ๆ เช่นเป็นวัณโรคหรือโรคอะไรก็ตาม เถอะ ซึ่งมันจะต้องตายแน่แล้ว ก็ควรจะทำให้ดีที่สุดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องขลาด ไม่ต้องกลัว.
น.157 อยากจะเล่าเรื่องที่เคยพบ เกี่ยวกับ วิธีเตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาล ให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่เขาถือศีลสมาทานวัตรกันอยู่ประจำอย่างนี้ เป็นธรรมดาการอดข้าว ย่อมไม่มีปัญหาอะไร เพราะวันอุโบสถก็อดข้าวเย็นอยู่แล้ว. ทีนี้ พอโรคภัยไข้เจ็บมาถึง ซึ่งเขาเชื่อแน่ว่าไม่เกินสิบวัน จะต้องตายอย่างนี้ เขาเตรียมที่จะไม่กินอาหาร ; ไม่เหมือน กับพวกเรา ที่ว่าคนใกล้จะตายต้องให้ไปหาอาหารดี ๆ อย่างนั้นอย่างนี้อย่างแพงที่สุด มาให้กิน ๆ ๆ กินจนตายไปกับอาหารก็มี. ในการที่เขาพยายามหลีกอาหารนี้ เขาเพื่อจะมีจิตใจที่เป็นปรกติที่สุด เพราะเมื่อร่างกายชำรุดอย่างนี้แล้วมันไม่ย่อยอาหาร ขืนใส่เข้าไปมันก็เป็นพิษ มันก็ วุ่นวาย ใจมันกระสับกระส่าย เพราะฉะนั้น จึงเตรียมตัดอาหาร กินแต่น้ำ หรือกิน แต่ยา. ถ้าใกล้เข้าไปอีก แม้แต่น้ำก็ไม่อยากกิน ยาก็ไม่ยอมกิน เพื่อจะสำรวม สติสัมปชัญญะ ที่จะตายชนิดที่ดับไม่เหลือ. พวกที่ยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศลก็เตรียมยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล พวกที่ฉลาด ชั้นสูงก็เตรียมที่จะปล่อยวางดับไม่เหลือ ดังกล่าวมานั้น. เขาไม่ต้องการหมอ ไม่ต้อง การฉีดยา ประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อย่างนี้ ซึ่งเป็นการรบกวนอย่างยิ่ง ; การทำเช่นนี้ เรียกว่า "ปลงสังขาร" คือปลงตัวตนลงไปอีกครั้งหนึ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย เขาเรียกว่า "ปลงสังขาร" ยังไม่ทันตายนี้แหละ เขาเตรียมที่จะแตกทำลายทางกายให้ดีที่สุด ในทางจิตก็น้อมไปเพื่อดับไม่เหลือ. ส่วนพวกเราสมัยนี้มัวแต่โกลาหลตามหมอกันมาจนเต็มห้องก็มี ให้กินยา ให้กินอาหารฉีดยา ต่าง ๆ นานา ทำให้พะงับพะง่อนหาความสงบไม่ได้. นี่แหละทำให้
น.158 ไม่รู้ว่าจะตายอย่างไร ทำให้ไม่รู้ว่าจะตายหรือจะอยู่ ; อย่างนี้มันพะว้าพะวังกันไปหมด มันเลยไม่ได้ประสบชัยชนะเหนือความตาย หรือเข้าถึงความว่าง หรือความดับไม่เหลือ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. การเตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาลกับคนเดี๋ยวนี้มันต่างกัน. อย่างว่า คนเดี๋ยวนี้ คงจะนึกหาเตียงที่สบายที่สุด หาห้องที่สบายที่สุด หาอาหาร หายาที่แพงที่สุด มาไว้ ; แล้วก็ตายไปด้วยการกุลีกุจอ อยากจะรักษาชีวิตถ่วงเอาไว้ให้ได้ต่อไปแม้นาที หนึ่งก็ยังดีอย่างนี้ ก็เลยระดมฉีดยาเป็นการใหญ่ ทำอะไรเป็นการใหญ่ แล้วมันก็ต้องตาย อย่าง "หลับตาตาย" คือว่าตายโดยไร้สติสัมปชัญญะ เรียกว่าทำกาลกิริยาด้วยความหลง. ถ้าทำถูกทางมันก็ต้องกล้าด้วยธรรมะ และตายอย่างชัยชนะเหนือความตาย อย่างที่ว่ามานี้ จึงจะเรียกว่า เข้าถึงความว่างได้ในวินาทีสุดท้าย มีโอกาสกระทั่งถึงวินาที สุดท้าย. ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดี ๆ ว่า โอกาสสำหรับพวกเรามีกระทั่งวินาทีสุดท้าย แต่ ถ้าเราเอาชนะเดี๋ยวนี้ไม่ได้เรื่อย ๆ ไป ในวินาทีสุดท้ายนั้นต้องได้แน่ เพราะว่าอย่างน้อย ที่สุดก็ยังได้ด้วยการตกกระไดพลอยกระโจนให้ดีอย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. นี่คือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ขณะ ปฏิบัติใน ๓ โอกาส ขณะปรกติ ทำการทำงานอยู่ตามปรกตินี้ อย่างหนึ่ง, ขณะที่อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จะสู้มันอย่างไรให้เป็นความว่างนั้นก็อย่างหนึ่ง, แล้ว ขณะที่เบญจขันธ์จะแตกสลาย ไปตามธรรมชาตินี้ จะทำอย่างไรนี้อย่างหนึ่ง รวมเป็น ๓ วิธีด้วยกัน.
น.159 ควรจะเป็นสิ่งที่นำมาพูดมาคิด มาปรึกษาหารือกันอยู่เป็นประจำ เหมือนอย่าง ที่คุยเรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องโลกนั้นพล่อยไปหมดทั้งวันทั้งคืน ; แล้วเรื่องสำคัญเห็นปานนี้ทำไมถึงไม่ลองเอามาคุยมาปรึกษากันดูบ้าง, พวกที่ชอบมวย ก็คุยแต่เรื่องการต่อสู้ จนเวลามีไม่พอ พูดหายใจแทบไม่ทัน ทีเรื่องต่อสู้กับความตาย เอาชนะความตายให้ได้ ให้ว่างจากเกิด จากตายนี้ ทำไมไม่ลองคุยกันบ้าง ; มันจะเป็นของง่ายขึ้นมาทันที. ถ้าว่าเรา คุยกันปรึกษาหารือกัน แต่ในเรื่องนั้น เหมือนกับที่เราคุยกันในเรื่องอื่น ๆ ไม่เท่าไร สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นของง่าย ๆ เหมือนกับทำเล่นไปได้ ไม่ยากเลย. เมื่อทำถูกวิธีแล้ว ไม่มียากเลย ง่ายไปหมดแม้แต่การบรรลุนิพพาน และการตกกระไดพลอยโจน อย่างที่ กล่าวนี้. นี่แหละสรุปรวมความแล้วเราจะต้องเข้าใจให้ถูกเรื่องคำว่าว่าง เข้าถึง ความว่าง เป็นอยู่ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความว่างเสียเอง. ความว่างมีอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่างจากความ ยึดถือสิ่งทั้งปวง และจิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง เป็นความดับไม่เหลือแห่ง ตัวกู - ของกู ไม่มีการเกิดขึ้นมาอีก ไม่มีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา- เป็นของเราขึ้นมาอีก. นี้คือ วิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง. อาตมาจึงขอยุติลงด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้.
น.160 ลำดับ สอง หลักธรรมสำหรับนักศึกษา แสดง ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องที่ ๑ ยอดปรารถนาของมนุษย์ พ.ศ. ๒๕๐๔ " ๒ หลักธรรมสำหรับนักศึกษา ๑๓ มกราคม ๒๕๐๙ " ๓ หลักธรรมสำหรับนักศึกษา (ต่อ) ๒๕ มกราคม ๒๕๐๙
Buddhadasa