น.161 ท่านผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย,* มนุษย์ปรารถนาอะไร ? กล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือ ปรารถนาวัตถุมา เป็นของตัว; แล้วขยายเป็นวงกว้างออกไป กระทั่งเป็นการทะเลาะวิวาท กันระหว่างประเทศ ระหว่างชาติ ระหว่างครึ่งโลกต่อครึ่งโลก หรือระหว่าง โลกต่อโลกก็ได้ ซึ่งอาจจะมีต่อไปในอนาคต, ถ้าหากจะมีโลกอื่นซึ่งมี มนุษย์ชนิดนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน. ขอให้คิดดูเถิด ว่า วัตถุนิยมนั้นจะนำไปสู่อะไร ? จะนำไปในทิศทางใด ? จะนำไปสู่ยอดสุด หรือที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นี้ได้หรือไม่ ? * ตอนต้นอัดเทปไม่ติดเล็กน้อย ๑๓๕
น.162 วัตถุนิยม ไม่ทำให้ถึง สิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรได้ ท่านนักศึกษาทั้งหลายควรจะจดลงไปว่า อะไร ๆ นี้มันมีอยู่สองอย่าง คือว่า การอยู่ ก็มีอยู่สองชนิด :- คืออยู่ในทางกายอย่างหนึ่ง, อยู่ในทางจิต หรืออยู่ใน ทางธรรมะ นี้อย่างหนึ่ง. การตายก็มีทั้งสองอย่าง :- การตายทางร่างกาย, และ การตายในทางจิตหรือวิญญาณ. เพราะฉะนั้น การได้การเสีย หรือการอะไรทุก ๆ อย่าง ก็จะต้องมีสองอย่าง เช่นเดียวกัน. นี้ขอให้จดไว้ว่า การตายก็มีสองอย่าง :- การตายในทางร่างกาย คือ หมายความว่า ตายแล้วก็เอาไปเผาไปฝั่ง ; แต่การตายในทางวิญญาณ คือ ตายแล้ว ตายเล่า ตายอยู่ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้งนี้ เกิดมาแล้วก็ตายอีก - เกิดมาแล้วก็ตายอีก, ไม่เคยเจริญขึ้นไปถึงสิ่งดีที่สุด, หรือเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะเป็นได้เลย ; แล้วพิจารณาดูเถอะว่า การตายชนิดไหนน่ากลัวกว่ากัน. เพราะฉะนั้น จึงขอร้องว่า ให้จดว่าการตายมีสองอย่าง : - คือการตายทางร่างกาย และการตายทางวิญญาณ. ถ้าใครไม่สนใจถึงกับไม่มีกระดาษจะจดหรือว่าปากกาหาย เพราะเอาไปเสีย ค่าครูสอน ร็อค แอนด์ โรล ก็สุดแท้ ; ถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นก็คือตาอย่างที่ว่าความ ตายทางวิญญาณกำลังจะมาถึงแล้ว. หรือว่า แม้ปากกายังอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจ เรื่องการตายทางวิญญาณ ท่านก็ได้ตายแล้วเกิดอีกเหมือนกัน ; และการอยู่ทางร่างกายนี้ อยู่อย่างที่ร่างกายเป็นอยู่นี้ ก็ไม่ดีอะไรไปกว่าสัตว์ เพราะมีภาษิตดึกดำบรรพ์ โบราณ กาลว่า :-
น.163 อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ, ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส, ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา. บางคนคงจะเคยได้ยิน โศลกอันนี้ ที่แปลว่า : การหาอาหารกินก็ดี, การ รู้จักนอน แสวงสุขจากการนอนก็ดี, การกลัว ขี้ขลาด หนีภัยก็ดี, การประกอบ ในเมถุนธรรมก็ดี, นี้เสมอกัน ทั้งคนและสัตว์มีได้. ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส - ธรรมะเท่านั้นที่ทำให้คนผิดแผกแตกต่างจากสัตว์. ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - พอเอาธรรมะออกไปเสียแล้ว คนกับสัตว์ก็ เข้าถึงความเป็นสภาวะเสมอกัน. นั่นคือการตายทางวิญญาณ หรือการอยู่ทางวิญญาณ มันต่างกันอย่างไร. ถ้าเราอยู่ โดยไม่มีธรรมะ มันก็เท่ากับสัตว์ คือ "คน" ตายแล้ว, เหลือ แต่สัตว์. ถ้าเราอยู่โดยมีธรรมะ ก็มีความผิดแผกแตกต่างกันจากสัตว์ คือเป็น "คน" ซึ่งหมายถึงมนุษย์ - แปลตามตัว ก็ต้องแปลว่ามี ใจสูง. นี้เราพิจารณาดูกันต่อไปว่า การได้ ในทางร่างกาย ทางรูปธรรม ทางวัตถุนี้ มันก็ได้เงิน ได้ชื่อเสียง ได้อำนาจวาสนา อะไรเหล่านี้ จัดเป็นทางวัตถุหมด. แม้แต่ ได้เสวยสุขในเทวโลก ในสรวงสวรรค์, ถ้าหากจะมี ตามที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่นั้น ก็จัด เป็นการได้ทางวัตถุหมด ; เพราะว่ามันอาศัยอยู่ที่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ที่เรียกว่าเป็นเรื่องวัตถุไปหมด. ต่อเมื่อมีธรรมะ ซึ่งเป็นความ เยือกเย็น, เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ในด้านจิตใจ เข้ามาแทรกจึงจะเรียกว่า เป็นการได้ความสุขในทางธรรม หรือทางจิต ซึ่งตรงกันข้าม. มันมีอยู่เป็นสองอย่าง อย่างนี้, ท่านอย่าเพ่อเข้าใจไปว่ามันมีอยู่แต่อย่างเดียว.
น.164 ขอให้นักศึกษาทั้งหลายได้เป็นผู้มีเกียรติ สมกับที่เป็นนักศึกษา คือว่า รอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ให้ครบถ้วนสิ้นเชิง ว่าอะไรมันมีอยู่อย่างไร ; อย่าเพ่อหลง ระเริงไป หลงว่าอะไร ๆ เราก็รู้หมดแล้ว ไม่ต้องฟังใคร ; หรือว่ารู้เท่าที่เราประสงค์ จะเรียน จะรู้ จะสอบให้ได้เสร็จไป นี้พอแล้วแก่การเป็นมนุษย์, อย่างนี้อาตมา ขอยืนยันว่า ไม่พอ. มนุษย์ควรได้สุข ทั้งในและเหนือโลก เราจะต้องคิดกันต่อไป จะต้องพิจารณากันต่อไปข้างหน้า ว่า มนุษย์ควรจะ ได้อะไรอีกบ้าง ? ถ้าพูดกันอย่างง่าย ๆ เราก็จะแบ่งเป็นว่า : - เป็นการได้ อย่างได้ สิ่งของ ดังที่มีกันอยู่ในโลก นี้อย่างหนึ่ง, ได้ของที่อยู่เหนือโลกอีกอย่างหนึ่ง. ได้ของที่อยู่ ในโลก ก็คือ ได้อย่างวัตถุดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นทรัพย์ เป็นยศ เป็นไมตรี ; รวมความแล้วก็เพื่อความสุขทางร่างกาย. ได้ของที่อยู่เหนือโลก คือ หมายถึงว่า อยู่เหนือวิสัยชาวโลก, เหนือจิตใจที่เป็นอย่างโลก ๆ นี้, ก็ได้แก่ การที่ ได้เกิดมีความรู้สึกที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ปรากฏขึ้นในใจ. ถ้าพูดอย่าง ภาษาวัดก็เรียกอย่างแรกว่า ความสุขอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ อย่างหลังนี้เรียกว่า ความสุขอย่างที่เหนือไปจากเรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ ; ลองจำไว้อย่างนี้ก็แล้วกัน. ทีนี้มามีปัญหาว่า ความสุขที่เหนือไปจากบ้าน ๆ เรือน ๆ นี้จำเป็นแก่ พวกเราไหม ?
น.165 นักศึกษาอาจจะคิดว่า ไม่ต้องมีก็ได้ ; ถ้าเรามีความสุขอย่างที่เป็นบ้าน ๆ เรือน ๆ ครบถ้วนแล้วตามที่เราต้องการ. ถ้าอย่างนั้นจะต้องตอบ หรือบอกไว้ที่ก่อนว่า :- ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ธรรมะไม่จำเป็น, พระพุทธเจ้าไม่จำเป็น, ศาสนาไม่จำเป็น ; เพราะว่า เรื่องที่จะแสวงหาอะไร ๆ ให้ครบถ้วนอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ นั้น เราไม่ต้องอาศัย สติปัญญาของพระพุทธเจ้า เราก็มีใคร ๆ สอนกันอยู่ทุกประเทศในโลก, ไม่ต้องมี พระพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้เราก็รู้และทำได้. ถ้าเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจะต้องมีทำไม? ทำไมจึงต้องมีพระพุทธเจ้า ขึ้นมาอีก ? คำตอบ คือ มีพุทธศาสนาขึ้นมาอีกก็เพื่อว่าจะให้ได้สิ่งหนึ่ง ซึ่งคู่กัน ตรงกันข้าม คือว่า เป็นความสุข ชนิดที่ไม่เร่าร้อน. โลกุตตรธรรม ช่วยให้อยู่ในโลกได้ ไม่เร่าร้อน การที่มีพระพุทธเจ้า มีพระพุทธศาสนา แล้วก็มีพระธรรมก็เพื่อช่วย ให้คนไม่เร่าร้อน ; คนที่อยู่ในโลกนั้นแหละ ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาช่วยแล้ว เขาจะอยู่อย่างเร่าร้อน, จะมีเงินก็จะมีอย่างเร่าร้อน, จะมีชื่อเสียงเกียรติยศ ก็จะ ต้องมีอย่างเร่าร้อน, จะมีอำนาจวาสนาก็จะมีอย่างเร่าร้อน. แต่ถ้าเขาเอาธรรมะตามแบบ พระพุทธเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ความเร่าร้อนนั้นจะไม่มี, เขาจะมีเงิน หรือจะใช้เงิน จะมีเกียรติยศ จะมีอำนาจวาสนา หรือจะใช้อำนาจวาสนา โดยวิธีที่ไม่ร้อนเลย. เพราะ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ชัดโดยเด็ดขาดลงไปว่า : "ธรรมะนี้มีเพื่อช่วยให้คนอยู่ในโลก โดยไม่ต้องเป็นทุกข์เลย".
น.166 อาจจะมีคนโง่พูดไปผิด ๆ ว่า เรื่องธรรมะแล้วต้องทิ้งโลก หนีเตลิดเปิดเปิง ไปอยู่ในบ่า จึงจะเป็นเรื่องธรรมะ ; อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่า, ไม่ได้สอน อย่างนี้. ใครจะว่าก็ตามใจ; แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงประสงค์อย่างยิ่งว่า "ธรรมะนี้ จะช่วยให้คนอยู่กันในโลกด้วยชัยชนะ. ชัยชนะเหนืออะไร ? ก็เหนือทุกข์ภัยที่จะ เกิดขึ้น จากการอยู่ในโลกนั่นเอง. เราจะมีชีวิตอยู่ในโลก เราจะต้องทำอะไรบ้าง ? จะต้องเรียนอะไรบ้าง ? จะต้องทำอะไรบ้าง ? จะต้องต่อสู้อย่างไรบ้าง ? ก็รู้กันอยู่แล้ว ; แต่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะ เข้ามาช่วยแล้ว ตลอดเวลาเหล่านั้นจะเป็นทุกข์หมด ; เพราะเราไม่รู้จักปรับระดับ จิตใจของเรา. ธรรมะเท่านั้น ที่จะเป็นแบบฉบับ เป็นแผนที่ ปรับระดับ ที่ทำให้เรารู้จัก ดำเนินชีวิต, แล้วก็มีชีวิตอยู่ได้ ในลักษณะที่อะไร ๆ จะไม่ทำให้โลกนี้กลายเป็นทุกข์ ขึ้นมาได้. เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าชนะโลก, เป็นอยู่เหนือโลก, จึงเรียกว่าโลกุตตระ. คงจะเห็นได้ทันทีว่า โลกุตตระนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเตลิดหนีเข้าไปในป่า ในถ้ำ ตามเขา แล้วไปทำภาวนางึมงำอะไรอยู่อย่างนั้น ; แต่มันต้องใช้แก่คนทุกคน, ซึ่งที่แท้ที่จริงนั้น แม้แต่แก่เด็ก ๆ. เด็ก ๆ จะต้องรู้จักรับการสอนให้มีจิตใจที่เป็นชัยชนะ, ไม่ต้องร้องไห้, ไม่ต้องหัวเราะมากเกินไป; เพราะว่าเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ; และที่จะ ต้องชนะอย่างยิ่งก็คือ ชนะการเห็นแก่ตัว. การเห็นแก่ตัวนั้น คือเรื่องโลกจัด ; เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จะต้องรู้จักชนะการเห็นแก่ตัว, แม้แต่ว่าอิจฉาน้อง ; น้องของตัว แท้ ๆ ก็ยังอิจฉาได้ ; นี้เพราะความรู้สึกอย่างโลกมันครอบงำมากเกินไป.
น.167 เราจะต้องสอนให้เด็กๆ รู้จัก แม้แต่ความรู้สึกให้อยู่เหนืออำนาจความรู้สึก อย่างโลก ๆ เช่นการเห็นแก่ตัว จะอิจฉาแม้แต่น้อง อย่างนี้ก็เรียกว่า อยู่เหนือความรู้สึก ซึ่งเป็นวิสัยโลก ตามประสาโลก. เพราะฉะนั้น ท่านนักศึกษาควรจะกำหนดลงไปว่า มันมีเรื่องในโลก และเหนือโลก ; ในโลกก็ต้องเดือดร้อน วุ่นวาย ระส่ำระสายไป ตามประสาโลก ; แต่ถ้าอยู่เหนือโลกก็จะไม่มีสิ่งเหล่านั้น จึงเป็นเรื่องตรงกันข้าม คือ สะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็น เต็มไปด้วยสติปัญญา. ภาวะเหนือโลก คือจิตว่างจากความเห็นแก่ตัว จิตต่ำทราม ตกต่ำนั้นเป็นจิตวุ่น อยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของโลกแล้ว จึงเป็นจิตวุ่น เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา. จิตว่างนั้น คือว่างจากกิเลส ตัณหา แต่มีสติปัญญาอยู่แทน. ขอให้ถือว่า สติปัญญา กับความว่าง นั้น มันเป็นอันเดียวกัน. ทำไม จึงว่าอย่างนั้น ? ก็เพราะว่า ความว่างนั้น มันว่างจากตัว ว่างจากความเห็นแก่ตัว มันไม่ มีตัว แล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว. ธรรมะ หรือ สติปัญญา ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสรู้เรื่อง อนัตตา ขึ้นมานั้น ท่านสอนให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว, หรือความรู้สึกว่า ตัว ให้หมดไป. ข้อนี้ได้แก่คำสอนเรื่อง อนัตตามันว่างจากตัว จึงเรียกว่า ว่าง. ว่างจากตัว แล้วมีอะไรอยู่ ? ก็มีความไม่เห็นแก่ตัว เป็นตัวสติปัญญา, เพราะฉะนั้น ความว่างจากตัว จึงเป็นตัวเดียวกันแท้กับสติปัญญา, ไม่ใช่มีของสองสิ่ง
น.168 ยู่พร้อมกัน, ไม่ใช่. มีของสิ่งเดียวเท่านั้น, เราจะเรียกว่า ความว่าง ก็ได้, สติปัญญา อย่างยิ่งก็ได้. เรื่องนี้ มีคนพูดผิด ๆ เรื่องสุญญตา เรื่องความว่างนี้ ว่าว่างไม่มีอะไรเลย ว่างอย่างมือเปล่าจนคนพากันเกลียดความว่าง เกลียดจิตที่ว่าง ; กลับไปชอบจิตที่วุ่น. อย่างนี้เรียกว่าจมอยู่ในโลก ภายใต้โลก ไม่สมแก่เกียรติของคำว่า นักศึกษา, ไม่มีใจที่ สะอาด สว่าง สงบ, ไม่มีความรู้ ความตื่น หรือความเบิกบานเสียเลย. เราควรจะเข้าใจคำว่า "พุทธ" ; พุทธะ นั้นเป็น ชื่อของพระพุทธเจ้า ที่เป็นที่นับถือสูงสุดของเรานั้น ; คำว่า "พุทธ" นี้ แปลว่า รู้ ว่า ตื่น ว่า เบิกบาน รู้ คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เป็นจริง, ตีน ก็คือตื่นจากหลับ, ตื่นนอน, หลับนั้น คือกิเลส, ตื่นจากหลับก็คือ ตื่นจากกิเลส ; หลับด้วยกิเลสนี้มันยิ่งกว่าหลับตามธรรมดา เหมือนที่เรานอนหลับ. คนฉลาดกล่าวว่า ความที่หลับอยู่ด้วยกิเลสนั้น เป็นความหลับอย่างยิ่ง. เมื่อรู้และตื่นแล้ว จึงเบิกบาน เหมือนดอกไม้บาน ; ถ้าเรายังไม่มีปัญญา ยังไม่ตื่นขึ้น มาจากหลับหรือกิเลสแล้ว อย่าได้อวดดีว่าเป็นความเบิกบาน สะสวย สดชื่น งดงาม, ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้, มีแต่ความเร่าร้อนชนิดหนึ่งเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องเป็นสองเรื่องขึ้น คือเรื่องในโลกหรือใต้โลก, ใต้วิสัย โลกนี้อย่างหนึ่ง เรียกว่า โลกิยะ, แล้วยังมีเรื่อง เหนือโลก พ้นโลกอย่างหนึ่ง เรียกว่า โลกุตตระ. ร่างกายเท่านั้น มันอยู่ใต้โลก หรือเกี่ยวกับโลก, ส่วนจิตใจนั้น จะต้อง ศึกษาปฏิบัติ อบรม ให้มีความรู้สึกเหนือโลก.
น.169 ภาวะเหนือโลก ทำให้เกิดความสงบทั้งกายใจ ภาวะที่เรียกว่าเป็นที่น่าปรารถนา หรือ ยอดปรารถนานั้น ควรจะเป็น เรื่องส่วนร่างกาย หรือส่วนจิตใจ ? ขอให้ลองคิดดู. ในทางโลก หรือทางจิต ทางฝ่ายร่างกาย มันจะมีได้อย่างมากก็เท่าที่กล่าว แล้ว คือ :- มีทรัพย์สมบัติอย่างยิ่งใหญ่ แล้วก็มีทรัพย์และมียศ มีเกียรติยศอย่างยิ่ง แล้วก็มีไมตรี คือมีเพื่อนฝูงห้อมล้อมเป็นบริวารก็ดี นี้อย่างหนึ่ง ; แต่ทั้งหมดนี้ก็ใช้ไป เพียงเพื่อแสวงหาความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลินทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง. มันได้ เพียงเท่านั้น ไม่สามารถจะหาความสงบอันแท้จริงในทางจิตได้ จึงต้องมีเรื่องที่ เหนือโลกให้แก่จิตใจ เพื่อจิตใจจะไม่เร่าร้อน แล้วจะควบคุมร่างกายนั้นได้. นี้เท่าที่เราเรียนกันมาแล้ว เท่าที่ทราบกันมาแล้ว เราสนใจเรื่องเหนือโลก อย่างว่านี้กันบ้างหรือเปล่า ? เราเชื่อว่า เรื่องมรรค ผล นิพพาน ของพระพุทธเจ้า นั้นมันจะมีประโยชน์แก่เราหรือไม่ ? บางคนแถมจะเกิดนึก หรือพูดไปว่า เป็นเรื่อง หลอก เรื่องไม่มีจริง ๆ, เป็นไปไม่ได้, เป็นเรื่องพ้นสมัย เป็นเรื่องครึกระบ้าง เรื่องต้องศึกษายังมีอีก อย่าเพ่อคิดว่ารู้แล้ว ทีนี้ เราลองเปรียบเทียบกันดูว่า สิ่งที่มันมีอยู่ แต่เราไม่รู้จัก ไม่ทราบถึงนั้น เราจะพูดว่า มันไม่มี นี้จะถูกไหม ? ถึงความสุขชนิดอื่น อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมันไม่
น.170 หมือนกับที่เราเห็น ๆ และหวัง ๆ กันอยู่นี้ มันก็มีอยู่ ; แต่แล้ว เราไม่เห็น มองไม่เห็น เข้าใจไม่ได้, แล้วเราจะพูดว่า มันไม่มี นี้จะถูกไหม ? เพราะฉะนั้น ข้อนี้ขอให้ท่าน นักศึกษาได้เข้าใจ ทำความเปรียบเทียบให้เข้าใจให้จนได้. การเปรียบเทียบโดย อุทาหรณ์นี้ง่ายที่จะเข้าใจ ประหยัดเวลาได้มาก ; เพราะฉะนั้น จึงขอทำความเข้าใจใน เรื่องนี้ด้วยการเปรียบเทียบเหมือนอย่างว่า :- อ้ายอ๊อดในเรื่องหนังสือ ขอให้คิดดู. ผู้ที่เคยอ่านหนังสือเรื่องลูกสัตว์ มาตั้งแต่เรียนชั้นประถมก็รู้ว่า อ้ายอ๊อดคือ อะไร. อ้ายอ๊อดคือลูกกบที่ยังว่ายอยู่ในน้ำ. อ้ายอ๊อดนี้มันเป็นอย่างไร ? มัน รู้เรื่องบกไหม ? ถ้าแม่มันที่เป็นกบแล้ว มันเคยไปเที่ยวบนบกแล้ว กลับมาบอกอ้ายอ๊อดว่า บนบกมีอย่างนั้นอย่างนี้, มีอะไรอย่างนั้นอย่างนี้, มันเล่าให้ลูกฟังอย่างนี้. อ้ายอ๊อด มันจะรู้สึกอย่างไร ? นอกจากจะคิดว่า ไม่มีอะไรแล้ว มันยังจะหาว่าแม่มันนี้พูดโกหก ; ทั้งที่พูดพิรี้พิไรชวนขึ้นบกบ่อย ๆ ; อ้ายอ๊อดมันคงจะด่าแม่ของมันเอง.มี นี้เป็นเรื่อง ของอ้ายอ๊อด จะเป็นพ่ออ๊อด หรือแม่อ๊อด ก็สุดแท้. ยิ่งกว่านั้น ลองคิดดูว่า แม้แต่ในน้ำ คือ น้ำนี้ อ้ายอ๊อดรู้จักไหม ? อ้าย อ๊อดว่ายอยู่ในน้ำทั้งวันทั้งคืนนี้ อ้ายอ๊อดรู้จักน้ำหรือเปล่า ? นี้เอามาเปรียบเทียบดูกับ พวกเรา ที่ไม่เคยลงไปแช่อยู่ในน้ำ เหมือนอย่างกับอ้ายอ๊อดนี้ ; เราเรียนเรื่องพี่สิคส์ เรื่องเคมี อะไรต่าง ๆ นี้ จนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์พอสมควรแล้ว เรารู้จักน้ำดีกว่าอ้ายอ๊อด นี้จริงไหม ? แล้วเราจะเห็นว่าอ้ายอ๊อดทั้งที่อยู่ในน้ำ มันยังไม่รู้จักแม้แต่น้ำ เพราะมัน ลืมตาขึ้นมาในน้ำ แล้วน้ำถึงตาของมันเกินไป. นี่นักศึกษาต้องระวังให้ดีว่า อะไร ๆ ที่มันถึงตาเกินไปนั้น มันจะไม่เห็น.
น.171 มีคำกล่าวว่า “ปลาไม่เห็นน้ำ" นี้ถูกที่สุดเลย. ไปคิดดูเถิด, เพราะน้ำมันถึง ตาปลาเกินไป ทั้งที่ปลานี้ไม่เคยกระพริบตาเลย. ใครเคยเห็นปลาตัวไหนกระพริบตาบ้าง ? ไม่มี. แต่แล้วมันก็ยังไม่เห็นน้ำอยู่นั่นเอง. สมมุติว่านกบ้าง, แม้นกที่อยู่บนฟ้านี้ "นกก็ยังไม่เห็นฟ้า" ยังไม่รู้จักฟ้า ยังไม่เข้าใจฟ้าเท่ากับพวกเรา. พูดถึงไส้เดือนบ้าง ไส้เดือนไซซอนอยู่ในดินนี้มันเห็นดินไหม ? หรือว่า หนอนที่อยู่ในส้วม, ส้วมอย่างแบบโบราณ ไม่ใช่ส้วมสมัยนี้, ยั้วเยี้ยไปหมด หนอนนี้ เห็นอุจจาระไหม ? นี้ขอให้ลองคิดดู ในลักษณะเช่นนี้ แล้วจะเข้าใจได้ว่า อ้ายอ๊อดทั้งที่ อยู่ในน้ำ ก็ยังไม่รู้จักน้ำ แล้วทำไมจะรู้จักบกได้. เราผู้อยู่ในโลก ซึ่งเปรียบเหมือนกับน้ำนี้ เรารู้จักน้ำดีแล้ว พ้นจากความ เป็นอ้ายอ๊อดดีแล้วหรือเปล่า ? แล้วเราจะไปรู้จักเหนือโลกอย่างแบบของพระพุทธเจ้า ท่านได้อย่างไร ? แต่แล้วเราจะปฏิเสธว่า มันไม่มีหรืออย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู ; เพราะฉะนั้น เราจะเป็นพ่ออ๊อด แม่อ๊อดด้วยหรือเปล่า ? ย่อมจะพิจารณาได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครบอก. ข้อสำคัญมันอยู่ที่ว่า มันก็ต้องยอมรับว่า ที่แม่บอกว่า มีบกนั้น ต้องเป็นเรื่อง ที่มีอยู่จริง ; หมายความว่า มันมีอะไร ๆ ที่มันดีกว่าที่เรารู้จัก หรือกำลังหวังอยู่ เดี๋ยวนี้ ; เพราะฉะนั้น ขออย่าได้หลงไปเพียงด้านเดียว ในเรื่องที่เป็นเพียงครึ่งเดียว ซีกเดียว หรือไม่ถึงซีกเสียด้วยซ้ำไป อย่างนี้.
น.172 "ความไม่รู้" เป็นเหตุให้สถาบันต่าง ๆ ถูกทำลาย ทีนี้ เราลองพิจารณากันต่อไปว่า อ้ายอ๊อด ตั้งหมื่นตั้งแสน ตั้งล้าน นั้นมัน รอดตาย ไปเป็นกบได้สักกี่ตัว ; ส่วนมาก หรือแทบทั้งหมด มันได้ตายไปคิดเป็น เปอร์เซ็นต์แล้วจะไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ; จึงพูดว่า อ้ายอ๊อดนี้ส่วนมากตายไปเสียตั้งแต่ ยังอยู่ในน้ำ; นี้เพราะเหตุใด ? อาจจะกล่าวได้ว่า เพราะมันไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ที่ว่า บกมีอยู่นั่นเอง ; มันทำอะไรไปตามประสาชอบใจมันหมด : ไม่เชื่อฟังในคำ แนะนำ ที่สอนให้รู้จักป้องกันตัวเอง ช่วยตัวเอง อย่าให้เป็นอันตราย อย่าให้ตายเสีย ตั้งแต่อยู่ในน้ำ ; ฉะนั้น อ้ายอ๊อดส่วนมากจึงตายเสียตั้งแต่อยู่ในน้ำเพราะความคือของมัน. นี้ลองคิดดูว่า อ้ายอ๊อดมันไม่เชื่อพ่อแม่ของมัน, มันก็เท่ากับไม่นับถือ - ว่าเป็นแม่ มันจึงไม่เชื่อคำพูดของแม่มัน ว่าบกมี. นี้มันก็เท่ากับทำลายสถาบัน ของความเป็นแม่ หรือเป็นพ่อ, หรือเผอิญมันเข้าโรงเรียน มันก็ไม่เชื่อครูบาอาจารย์ ของมัน. มันก็เท่ากับทำลายสถาบันที่เรียกว่า ครูบาอาจารย์. ที่เรียกว่า "ทำลายสถาบันครูบาอาจารย์" นี้ อยากจะให้สนใจกัน ให้มาก เพราะว่า มันอาจจะเกี่ยวกับพวกเราโดยตรง. การที่เรายอมรับว่า บุคคลที่เรียกว่าครู - ครู นั้นมีอยู่ในโลก ; นี้เรียกว่า เรายอมรับว่า ครูเป็นสถาบันอันหนึ่งอยู่ในโลก จนเรายอมเคารพครูว่า ครูนี้ไม่ได้ เสมอกันกับเรา. ครู นี้ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของเรา เราจึงเคารพอย่างครู อย่างที่เรียกว่า เราเป็นหนี้บุญคุณของครู
น.173 บุญคุณของครูมีอย่างยิ่งจนเราตอบแทนไม่ไหว, จนมีอยู่เหนือเกล้า เหนือเศียรของเรา ; เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า ครู. ครูจึงแปลว่า หนัก ; หนัก เพราะท่านมีบุญคุณที่เหนือเกล้า เหนือเศียรของเรา, ใส่ไว้เหนือเกล้าเหนือเศียร ของเราจริงๆ. อย่างนี้เรียกว่า เรามีครู เรายอมรับว่ามีครู ในฐานะที่ครูนั้นคือ บุคคล ผู้นำวิญญาณของเรา ให้เดินไปถูกทาง, หรือว่า ยกวิญญาณของเราให้สูงขึ้นจากน้ำ คือ ความทุกข์. ถ้าวิญญาณของเราไม่ได้รับการชักจูง แนะนำ ที่ดีแล้ว มันเดินไปใน ทางต่ำ. เราไม่สามารถจะยกวิญญาณของเราได้ตามลำพังของตัวเราเอง เพราะเรายัง เหมือนกับอ้ายอ๊อด ที่ยังว่ายอยู่ในน้ำ ยังไม่รู้จักเรื่องบก ซึ่งยังจะต้องเชื่อแม่ไปก่อนว่า บกมีอย่างนี้ เป็นต้น. แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กบางพวก เกิดเข้าใจไปเองว่า ครูนี้รับจ้างสอนหนังสือ ได้เงินเดือน ซึ่งก็เป็นลูกจ้างตามธรรมดาเท่านั้น ; เพราะว่าถ้าไม่ได้เงินเดือน ครูก็ ไม่สอน อย่างนี้เป็นต้น ; ก็เลยทำในใจ หรือจัดไว้ในใจว่า ครูนี้เป็นลูกจ้าง เสมอ เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปที่ทำงานรับจ้าง.นี้เรียกว่า สถาบันของครูถูกทำลาย ล้มหายไป ไม่มีความหมายของคำว่าครู มีแต่คน ๆ เหมือนกัน แล้วก็เป็นลูกจ้าง แก่กันและกัน. นี้ขอให้สนใจสักหน่อยว่า มันเป็นความจริงหรือไม่ ; ถ้าเกิดมีความ รู้สึกนึกคิดกันเช่นนี้ ซึ่งไม่เคยมีมาแต่ก่อนเลย. แต่ก่อนนี้ เราถือครูเป็นปูชนียบุคคล เพราะว่าในหัวใจของครูที่ แท้จริง ถ้าผ่าออกดูได้แล้ว จะเห็นว่ามีของสองอย่างนอนเถียงกันอยู่ คือ ปัญญา กับ เมตตา ; ซึ่งก็คือ ครู มีปัญญารอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้, แล้วก็มีเมตตา คือรักศิษย์ เหมือนกับลูกกับหลาน.
น.174 ปัญญา กับ เมตตา บวกกันแล้วมันก็ทำงาน ทำหน้าที่ของครูได้ คือรัก และ สั่งสอนอบรม จนกระทั่งยกวิญญาณของศิษย์นั้นให้สูงขึ้นมาได้, หรือนำวิญญาณ ของศิษย์ให้เดินไปถูกทางได้. เมื่อพูดถึงค่าบูชาครู หรือเงินเดือนที่ครูได้รับนั้น มัน เลยกลายเป็นขี้ฝุ่นไป : โปรดจำไว้ว่า "เป็นขี้ฝุ่นไป" นี้เพราะว่า ความเป็นมนุษย์ที่ดี ได้ถึงระดับของความเป็นมนุษย์นั้น มันตีราคาไม่ไหว, มันเป็น อนัฆคะ คือว่าเหลือ ที่จะตีราคาได้ไหว, กี่ล้าน กี่ร้อยล้านก็ไม่ทราบ. ครู นี้ได้รับเงินเดือนกี่บาท กี่สตางค์ กี่ร้อย กี่พัน ? แล้วถ้า ครูคนหนึ่ง ในโลกนี้ ยกวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้นได้ โดยทำนองนี้ ซึ่งสมมุติว่า ๑๐๐ คน เท่านั้น มันก็คิดไม่ไหวแล้ว ; ที่ได้รับเงินเดือนกี่บาทกี่สตางค์นั้น มันก็ ไม่ใช่ค่าจ้าง มันเป็นเพียงค่าช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของครูไว้ อย่าเพ่อให้ตายเสีย พอได้ทำหน้าที่ยกวิญญาณ ของคนในโลกให้สูงขึ้นตามสมควรก่อน ; หรือว่า ช่วยประหยัดเวลาของครู ว่า อย่าต้อง ไปทำไร่ไถนาเอง จะได้เอาเวลานั้น มาทำหน้าที่ยกวิญญาณของคนทั้งหลายในโลกนี้ ให้สูงขึ้น. พิจารณาให้ดี, ครูจึงไม่ใช่ลูกจ้าง เพราะในหัวใจมีแต่ ปัญญา กับ เมตตา นอนคู่เคียงกันอยู่ สำหรับทำหน้าที่ยกวิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้น .. " ไอย่างนี้ ในหัวใจของลูกจ้าง ถ้าผ่าออกดูไม่มีของสองอย่างนี้ ; มันมีแต่ความเต็มอัดอยู่ด้วย ความเห็นแก่ตัว, ตัวกู - ของกู ; กูจะเอาให้มากที่สุด จะเอาเปรียบนายจ้างให้มากที่สุด ทั้งเรื่องเงิน เรื่องเวลา เรื่องการงาน เรื่องอะไรต่าง ๆ, ลักษณะของลูกจ้างมันเป็น อย่างนั้น, ลักษณะของกรรมกรที่เลวเป็นอย่างนั้น. มันจะเป็นลูกจ้างได้อย่างไรสำหรับครู ; เพราะฉะนั้น เราจะต้องยอมรับ ว่า สถาบันของครูนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถาบันปูชนียะ. เราจะต้องรัก เคารพ
น.175 และกตัญญู ให้เหมือนกับที่เขาได้เคยทำกันมาแล้ว แต่กาลก่อน, และคนเหล่านั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเอง ; ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเคยเคารพ นับถือสถาบันนี้อย่างไร เราจะต้องเคารพบูชาสถาบันนี้ อย่างนั้น. อย่าเพ่ออาจเอื้อม ยกเลิกทำลายสถาบันของครูให้ต่ำลงไปเสีย ให้เหลือเพียงแต่เป็นคน ๆ ด้วยกันคนหนึ่ง หรือเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง เป็นนายจ้างคนหนึ่งอย่างนี้เลย. มันจะเกิดอะไรขึ้น ? ลองคิดดูต่อไปใหม่ ; เพราะว่าลูกศิษย์ทำลายสถาบัน ของครูหมดไปแล้ว เหลือแต่ต่างคนต่างก็เป็นคนสงวนประโยชน์ตนกันอย่างจริงจัง, จ้างครูให้ออกประกาศนียบัตรปลอม, ครูก็รับค่าจ้างเหล่านี้ ฯลฯ อย่างนี้ก็แปลว่า สถาบันของครูถูกลบล้างไปหมดแล้ว. ทีนี้มันจะลบล้างอะไรต่อไปอีก ? มันก็จะต้อง ลบล้างสถาบันของโรงเรียน หรือวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย พร้อมกันไปในตัว ลงไป ทันที. คนที่ลบล้างสถาบันของครูลงไปแล้ว จะไม่ยอมรับสถาบันของโรงเรียน ของมหาวิทยาลัย ของอะไรอีก เหล่านี้ ; เพราะเขาเห็นแก่ตัวอย่างเดียว ไม่มีความรัก และไม่เห็นแก่ส่วนรวม เช่นโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรืออะไรของตัว ทำนองนี้ ; เพราะเห็นแก่ตัว มีแต่ตัวเท่านั้น, มีแต่ตัวที่จะเอาประโยชน์เป็นตัว เท่านั้น ไม่มีอะไร มากกว่านั้น. ความรักโรงเรียน รักหมู่คณะของโรงเรียน รักมหาวิทยาลัยของตัวนี้ ไม่มี เหลือเลย, มีแต่อย่างเท็จ ๆ เทียม ๆ ปลอม ๆ เห่อ ๆ. ต่อเมื่อได้อะไรสนุกสนานตาม ต้องการของตัวเท่านั้น จึงจะย่อมรับมาว่า เพื่อโรงเรียน เพื่อหมู่คณะ ; โดยแท้จริงนั้น ถ้าทำลายสถาบันครูเสียแล้ว สถาบันโรงเรียนก็หมดไป.
น.176 มื่อทำลายสถาบันโรงเรียนหมดไปแล้ว ไม่ต้องสงสัย ย่อมต้องทำลาย สถาบันของประเทศชาติ, ความรู้สึกรักประเทศชาติโดยแท้จริงจะไม่มี ; จะเหลือแต่ ตัวเรา ที่เป็นคน ๆ หนึ่ง พร้อมที่จะเอาเปรียบคนอื่นอยู่เสมอให้มากที่สุด. อย่างนี้ เรียกว่า ไม่ได้ทำลายสถาบันของประเทศชาติอย่างเดียว แต่ได้ทำลายสถาบันของคำว่า มนุษย์ ลงไปอย่างหมดจด อย่างสิ้นเชิงด้วย ; เลยไม่มีความเป็นมนุษย์เลย คือไม่มีใครสูง ชนิดที่สูงน่าเลื่อมใสเลย, มีแต่ใจต่ำที่เหมือนกับสัตว์ทั่วไปหมด ดังนี้. อย่างนี้เรียกว่าทำลายสถาบันมนุษย์ ทำลายสถาบันโลกมนุษย์ลงไปสิ้นเชิง, แล้วมันจะมีอะไรเหลือ นอกจาก ความวุ่นวาย ความเห็นแก่ตัว แล้วก็กระโดดเข้าใส่กัน หรือถัดกันด้วยกิเลสตัณหา ตามแบบของผู้ที่ ไม่มีธรรมะนั้น. พิจารณาให้จงดี อย่าได้กล้าหาญที่จะทำลายสถาบัน ที่เรียกว่า ครูบาอาจารย์นี้ เป็นอันขาด เพราะอ้ายอ๊อดทำลายสถาบันของครูบาอาจารย์ลงไปนี้ มันจึงเป็น เรื่องที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก ลำบากขึ้นทุกหัวระแหงในโลกนี้น อก อาตมาใช้คำว่า "ในโลกนี้" ขอให้จำไว้ด้วย ไม่ใช่แต่ที่นี่หรือที่ไหน. ทีนี้ มากไปกว่านั้นอีก เพราะว่าอ้ายอ๊อดนี้ทำลายสถาบันของบิดามารดา อีกครั้งหนึ่ง ก็หมายความว่า เขาไม่ยอมรับว่า บิดามี มารดามี ; เขาเข้าใจว่าเป็นคน หรือเป็นหน้าที่ ที่ทำให้ฉันเกิดมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงฉัน, ต้องให้เงินฉันเรียน. นี้มันมี แต่คนสองคน ; คนหนึ่งต้องเลี้ยงอีกคนหนึ่ง เท่านั้น. บางคนมากขึ้นไป ถึงกับว่า บิดามารดาไม่ได้เกิดฉันมาเพราะรักฉันดอก, แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของเขาต่างหาก ที่เกิดฉันมา. ถ้าคิดอย่างนี้แล้วละก็ย่อมได้
น.177 ชื่อว่า ทำลายสถาบันบิดามารดา อันสูงสุดนั้น ลงไปหมดสิ้นแล้ว. คนนั้นไม่มี บิดามารดา, ไม่มีความรู้สึกว่า ใครเป็นบิดามารดา ; เพียงแต่รู้สึกว่า คนที่ทำให้เรา เกิดมาก็ต้องเลี้ยงเรา, ถ้าไม่ให้เงินเราใช้ ไม่ให้เงินเราเรียน ก็ไม่ยุติธรรม อย่างนี้ เป็นต้น. นี้ขอให้คิดดูว่า บิดามารดานั้น มีความหมายอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเรื่องมิจฉาทิฏฐิไว้ว่า พวกมิจฉาทิฏฐินั้น จะมีความ เห็นว่า บิดาไม่มี มารดาไม่มี, ครูบาอาจารย์ไม่มี โลกหน้าไม่มี, หรือ คนดีไม่มี, อย่างนี้เป็นต้น. หมายความว่า คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ไม่ยอมรับว่า บิดามารดานั้น มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ที่เป็นผู้ให้กำเนิดเรามา และ สามารถที่จะยกหรือเลี้ยงเรามาให้รอดชีวิต, และให้เราได้มีชีวิตอยู่ จนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ เขากลับคิดเป็นอย่างอื่น เกิดมีมิจฉาทิฏฐิว่า บิดามารดาไม่มี, ครูบา- อาจารย์ไม่มี, ทั้ง ๆ ที่มีคนเกิดตัวมา ทั้งที่มีคนสอนอบรมตัวอยู่ ; อย่างนี้ก็ว่า ไม่มี ; เพราะเห็นไปเสียว่า เป็นลูกจ้างบ้าง, เพราะเห็นไปว่า เป็นผู้ที่คลอดเราออกมาด้วยความ จำเป็นบ้าง อะไรบ้างทำนองนี้. ยังมีมากไปกว่านั้นอีก แทนที่จะถือว่า บิดามารดาเป็นสถาบันสูงสุด และมีบุญคุณ เขากลับจับบิดามารดาของเขานั้นใส่ลงนรกไปเลย ; นี้หมายความ ว่าอย่างไร ?
น.178 นี้ก็คือว่าตามหลักแต่โบรมโบราณนั้น เขาถือกันว่า บุตรนี้คือผู้ที่จะยก บิดามารดาขึ้นมาจากนรก, คือมีนรกอยู่ประเภทหนึ่งเรียกว่า "ปุตตนรก" ตกลงไป แล้วร้อนใจมาก ; บุตรทั้งหลายนี้จะช่วยยกบิดามารดาขึ้นจากนรกขุมนี้. นี้หมายความว่า บิดามารดาร้อนใจ ว่าจะไม่มีบุตรสืบตระกูล, ว่าจะไม่มี บุตรเลี้ยงดูเมื่อตนแก่เฒ่า, ไม่มีบุตรที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล, หรืออะไร ทำนองนี้. พอบุตรที่ดีมีออกมา เขาก็ยกความร้อนใจเหล่านี้ออกไป จากอกของบิดา มารดาหมด, ก็เลยได้ชื่อว่ายกบิดามารดาพ้นจากนรกนี้ ; เพราะฉะนั้น บุตรที่ดี ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของคำว่า บุตร พอ. แม้ไม่ต้องถึงดี, ขอให้ถูกต้องตามความหมาย ของคำว่า บุตร เท่านั้น ก็จะเป็นผู้ที่ยกบิดามารดาขึ้นมาเสียได้จากนรก - กล่าวคือ ความร้อนใจทุกชนิด ที่บิดามารดาจะต้องได้รับเพราะไม่มีบุตร. ถ้าเราจะทำหน้าที่อันนี้ สำเร็จ เราก็มีชื่อว่าบุตร สมจริงตามความหมายของคำว่าบุตร - คือผู้ที่ยกบิดามารดา ขึ้นมาจากนรกได้จริง. ที่ว่า บุตรจำพวกอ้ายอ๊อดจะจับบิดามารดาใส่ลงไปในนรกอย่างไร ? นี้ก็หมายความว่า แทนที่จะทำตนเป็นบุตรดีอย่างนั้น เขากลับทำบิดามารดา ให้ร้อนใจเป็นไฟ; เช่นว่า ใช้เงินเปลือง, เป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก, เอาเงินที่พ่อแม่ให้มา เพื่อเล่าเรียนนั้นไปให้ครูสอนเต้นร็อคแอนด์โรลหมด. บอกว่าปีนี้สอบไล่ได้ แต่ที่จริงตก แล้วไปหลอกพ่อแม่ว่า เดี๋ยวนี้เขาเพิ่มชั้นอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้น ต้องเรียนอีกปีหนึ่ง, แม่ก็ ต้องส่งเงินให้อีก แล้วเงินนั้นแม่ก็ต้องเอานาไปจำนองจำนำมาให้ลูกเรียน ด้วยหวังว่า
น.179 ลูกจะเรียน ; แล้วอ้ายอ๊อดก็ไปเที่ยวฉุยฉายอยู่ที่บางแสน หรืออะไรทำนองนี้. นี้เรียก ว่าจับบิดามารดาใส่ลงไปในนรก, แทนที่จะยกบิดามารดาขึ้นมาจากนรก. การกระทำเช่นกล่าวมานี้เรียกว่า ทำลายสถาบันของบิดามารดา ; อย่างนี้ แล้วก็ต้องทำลายสถาบันของหมู่คณะ ของประเทศชาติ ของโลก หรือของมนุษย์ชาติ โดยไม่ต้องสงสัย. เดี๋ยวนี้ทั่วทั้งโลกเรากำลังประสบปัญหาที่ว่า บิดามารดานี้ได้รับอาการ เหมือนกับถูกจับใส่ลงไปในนรก นี้มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน. นับว่าเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง เป็นบุญอย่างเลิศ ; ถ้าว่าบิดามารดาครอบครัวไหน ตระกูลไหน ไม่มีอ้ายอ๊อดชนิดที่จับบิดามารดาใส่ลงไปในนรก หรือว่าทำลายสถาบัน ของบิดามารดาอย่างที่กล่าวมานี้. ครอบครัวนั้นนับว่ามีบุตรที่ดี คือยกบิดามารดาขึ้นมา จากนรกได้ ; แล้วเขาก็จะเป็นศิษย์ที่ดี คือเคารพครูบาอาจารย์ ในฐานะที่เป็นผู้ยก วิญญาณให้สูง, แล้วก็เป็น พลเมืองที่ดี ของประเทศชาติ หรือของโลกได้โดยเต็มเปี่ยม บริสุทธิ์บริบูรณ์, แล้วก็เป็นสาวกที่ดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย. นี่เรียกว่า เรามีข้อที่จะต้องนึกคิดกันให้มาก ว่าเราต้องไม่เป็นอ้ายอ๊อด คือว่า จะต้องยอมเชื่อพ่อแม่ว่าบกมี, สิ่งที่ดีกว่าน้ำนั้นต้องมีแน่, ไม่ใช่มีดีแต่ที่เพียงเป็นน้ำอยู่ เดี๋ยวนี้ คือมีเพียง ทรัพย์ ยศ ไมตรี อำนาจวาสนา สนุกสนานเฮฮาทางเนื้อทางหนัง, มีเพียงเท่านี้นั้นไม่ใช่. เราจะต้องมีอะไร ซึ่ง สะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็น ไม่มี ความทุกข์เลยอีกส่วนหนึ่ง นั่นแหละคือบก ; แล้วก็เป็นอ้ายอ๊อดที่เชื่อแม่ ไปก่อน ตั้งแต่ยังว่ายอยู่ในน้ำนี้ ว่าบกมี, แล้วจงตั้งความปรารถนาอย่างแน่วแน่ คิดจะขึ้นไป สู่บกให้จงได้, แล้วอย่าให้อยู่ในจำนวนของอ้ายอ๊อดที่ตายตั้งแต่ยังอยู่ในน้ำ.
น.180 ขออภัยที่พูดอย่างนี้ เรียกว่าพูดอย่าง "พุทธทาส" ซึ่งอาจจะโสกโดก ไปบ้าง หรือหยาบคายไปบ้าง แต่ก็จำเป็น ; เพราะว่าไม่ได้เรียนเรื่องภาษาที่จะพูดให้ ไพเราะได้, ต้องพูดกันอย่างเพื่อนมนุษย์ร่วมเกิด ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตายด้วยกัน, แล้วก็เป็นอย่างที่เป็นมนุษย์มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน ในการที่จะต้อง ช่วยกันขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากลำบากของพวกเรา โดยเฉพาะในประเทศไทยของเรานี้ ให้มันสูญหายไป. ยอดปรารถนา ต้องเป็นเรื่องไม่มีทุกข์ ดุจอยู่บนบก เป็นอันว่า จะต้องยอมเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุด หรือยอดปรารถนาของมนุษย์นั้น ไม่ใช่การอยู่ในน้ำ, หรือเพียงแต่อยู่ในน้ำ; ต้องไปอยู่บนบก ซึ่งหมายถึงเรื่อง ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความสนุกสนาน เพลิดเพลินทางเนื้อทางหนัง, แต่ต้องเป็น เรื่องในทางจิตทางใจ ที่สะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นไม่มีความทุกข์ ไม่ต้องร้องไห้ แต่ประการใด, ไม่ต้องถึงกับฆ่าตัวตาย หรืออะไรทำนองนี้, หรือว่าอยู่ก็อยู่ด้วยต้อง กินยาระงับประสาท อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะว่าไปรู้แต่เรื่องน้ำ และหลงใหลในเรื่อง น้ำอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องบก ซึ่งจะเป็นยาแก้โรค ที่เกิดขึ้นเพราะน้ำนั้น. หวังว่า นักศึกษาทั้งหลายจะได้นึกคิดเรื่องนี้ เป็นพื้นฐาน สำหรับการ เป็นอยู่ต่อไป หรือในการศึกษาต่อไป ; เพราะว่าการศึกษาของเรานั้นจะนำมาซึ่งอะไร ? นี้เราก็มีข้อที่จะต้องคิดกันต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะขึ้นบกได้ ? ทำอย่างไรอ้ายอ๊อด จึงจะขึ้นบกได้ ? เราจะมีชีวิตกันอยู่อย่างไรในโลกนี้ จึงจะเป็นอ้ายอ๊อดที่ขึ้นบกได้ :
น.181 ถ้าเราจะมีชีวิตอย่างผีเสื้อที่สวย ๆ บินโบกฉวัดเฉวียนไปมา อะไรอย่างนั้น แล้วไม่เท่าไรก็ตาย ; แล้วมันจะได้อะไร นอกจากความงามชั่วประเดี๋ยวประด๋าว. - หรือว่า จะมีชีวิตอย่างยุง ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ แล้วก็ทำความรำคาญ ให้คนอื่น ไม่มีความงดงามที่ตรงไหน, และแล้วไม่เท่าไรก็ตาย ไม่กี่วันก็ตาย. - หรือเรา จะมีชีวิตอย่างปู อย่างเปี้ยว รู้จักแต่เรื่องดินเรื่องโคลน อยู่แต่ ในเรี่ยวในรู มันจะน่าทุเรศสักเท่าไร. - หรือเรา จะมีชีวิตอย่างวัวอย่างควาย ช้าง ม้า ซึ่งเหนื่อยหนักด้วยการ ลากแอก ลากไถ อย่างตรึงเครียดอย่างนี้ จะเอาไหม ? ต้องลองคิดดูด้วยเหมือนกันว่า อะไร ๆ ที่มันมากเกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มันจะทนไหวไหม ? - หรือว่า จะเป็นลิงทะโมน นายฝูง แล้วก็มีลิงเพศตรงกันข้ามเป็นบริวาร มากมาย ลิงตัวผู้ตัวไหนเข้ามาแล้วเป็นกัดตายเลย ; เป็นหัวหน้าลิงทะโมนที่มีเหมือนกับ มีฮาเร็มอย่างนั้น จะเอาไหม ? ขอให้ลองเปรียบเทียบดู จะเป็นผีเสื้อ หรือจะเป็นยุง หรือจะเป็นเบี้ยวปู หรือจะเป็น ช้าง ม้า วัว ควาย หรือจะเป็นลิงทะโมนตัวนั้น, หรือจะเป็นอ้ายอ๊อดที่ ขึ้นบกได้. นี้ลองเปรียบเทียบด้วยอุทาหรณ์นี้ เพื่อประหยัดเวลา ; ไม่เช่นนั้นจะต้อง พูดกันมากคำ. เป็นอย่างไร ชนิดไหน มันคงจะไม่ใช่ทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ; มันจะ ต้องเป็นอย่างที่เป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าได้ระบุไว้ให้. ขอให้เข้าใจ ให้จดจำคำนี้ว่า
น.182 ราจะต้องเป็นอยู่อย่างชนิดที่เป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าระบุไว้ให้ : คือว่า เป็นมนุษย์ นั่นแหละ. เป็นมนุษย์ ถือเอาตามตัวตรง ๆ ว่า มีใจสูงดีกว่า ; มน = ใจ อุษย = สูง, รวมกันเป็น ใจสูง, ง่ายๆ ไม่ต้องกลัวผิดไวยากรณ์อะไร, ถ้าใจสูงก็ต้องขึ้นจากน้ำ น้ำท่วมไม่ได้ คือกิเลส ตัณหา หรือ ความทุกข์ ซึ่งเป็นเหมือนน้ำ, ท่วมไม่ได้, นี้จึงจะเป็นมนุษย์ ; แล้วเรื่องต้องเป็นอยู่อย่างมนุษย์ ก็คือเราจะต้องมีจิตใจอย่างมนุษย์, เราจะต้องรู้เรื่องทั้งเรื่องบกและเรื่องน้ำ. รู้เรื่องบกและเรื่องน้ำจะต้องจัดการอย่างไร ? การเรียนของเราจะต้องมีการศึกษาอบรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญสมบูรณ์ทั้ง ทางน้ำ และทางบก, คือทั้งทางกายและทางวิญญาณ. เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จัก ตั้งตัวอยู่ในชีวิตนี้ ให้มีการงานที่ดี และเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย พร้อมกัน ไปในตัว. การงานชนิดไหนที่จะเต็มทั้งสองอย่างพร้อมกันไปในตัวเช่นนี้ ? ก็คือ การงานที่ทำไปอย่างไม่ผิดพลาด ไม่ทำลายสถาบันของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ หรืออะไรหมด แต่ เป็นไปเพื่อการบังคับตัวเอง, ไม่มีการเห็นแก่ตัว, ไม่ให้จิตวุ่น, ให้จิตประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ชนิดที่ตรงตามแบบของธรรมะ หรือของศาสนา แล้ว ทำไปเถิดการงานอย่างนั้น. การศึกษาในขณะนี้ก็เรียกว่า การงาน; แล้วออกไปประกอบอาชีพก็เรียกว่า การงาน ต่อไปจนตลอดชีวิตก็เรียกว่า การงาน ; แล้วจะมีหน้าที่เป็นอะไร, เป็น
น.183 ผู้พิพากษา เป็นตุลาการ เป็นเสมียนพนักงาน เป็นทหาร เป็นพลเรือน เป็นกสิกร เป็นอะไรก็สุดแท้, นี้เรียกว่า การงานทั้งนั้น. แต่ ขอให้เป็นผู้ทำการงานดี ด้วยจิต ที่ว่างจากความเห็นแก่ตัว ที่เรียกว่า "จิตว่าง" แล้วจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยที่ว่า เป็นทีเดียวทั้งสองอย่าง. เหมือนกับว่า เรายิงปืนไปทีเดียวด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว แล้วได้นกตัวใหญ่ ๆ ตั้งสองตัว ; เราภาคภูมิใจมาก. นี้ก็เหมือนกัน. ขอให้เป็นอยู่ด้วยจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ, ว่างจากตัวตน หรือ ความเห็นแก่ตัวตน, แล้วทำหน้าที่การงานของตนไปอย่างสุดความสามารถของตน มันจะเป็นการทำงาน และปฏิบัติธรรมอย่างสูงพร้อมกันไปในตัว ; ปฏิบัติธรรม อย่างอื่นไม่มีดีกว่านี้ เพราะมันมีแต่มากเกินไปบ้าง น้อยเกินไปบ้าง. ชีวิตประจำวัน ต้องเป็นอยู่ ด้วยการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม ด้วยการมีชีวิตประจำวันชนิดที่ทำลายความเห็นแก่ตัว ให้มีจิตว่างจากความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ นี้เรียกว่าเป็นการอยู่ ที่เป็นการปฏิบัติธรรม อยู่ในตัว, เป็นการปฏิบัติธรรมจริงๆ เป็นวิปัสสนาอย่างแท้จริงอยู่ในตัวมันเอง. และกำลังจะขอบอกแก่ท่านนักศึกษาทั้งหลายว่า "วิปัสสนาสูงสุดนั้น ไม่ต้องวิ่งไปเข้าป่าทำ" แต่ว่าทำได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; แต่ที่วิเศษอย่างยิ่งนั้น ให้ทำอยู่ในตัวการงานเป็น ประจำวัน. จะเป็นการศึกษาเล่าเรียนอยู่ในชั้น, ขณะที่กำลังนั่งอยู่ในชั้น ฟังเล็กเชอร์ อยู่ก็ดี, จะต้องมีจิตว่าง, ออกจากชั้นก็ต้องมีจิตว่าง, กลับไปบ้านก็ต้องมีจิตว่าง, กระทั่ง
น.184 ทำงานประจำวันทุกอย่าง จะกินจะอาบจะถ่ายจะล้าง อะไรก็ต้องทำด้วยจิตว่าง, กลับ มาโรงเรียนใหม่อีกก็จิตว่าง แล้วก็ว่างอยู่เรื่อย ๆ ไป ในการเป็นอยู่ตลอดชีวิต. นี้คงจะไม่เข้าใจ เรื่องคำว่า "จิตว่าง" ; มักจะเข้าใจกันไปว่า เมื่อ จิตว่างแล้วจะทำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ได้; หรือบางทีคิดว่าจิตว่างแล้ว ต้องตัวแข็งเป็นก้อนหินไปเลย. อย่างนี้ไม่ใช่; ไม่ถูก; ไม่ใช่จิตว่างตามแบบของ พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านสอนมาก เรื่องจิตว่าง หรือความว่าง ; สว่างที่สุด นั้นคือ นิพพาน. นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ - นิพพานคือ ว่างอย่างยิ่ง ; ทั้งนี้เพราะว่า ท่านต้องการให้เราว่างจากความมีตัวเรา. ถ้าฟังไม่ถูกก็ต้องพูดใหม่ว่า ให้ว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา ซึ่งจะเป็นที่ตั้ง แห่งความเห็นแต่แก่ตัว ; เมื่อว่างจากความรู้สึกมีตัวเราแล้ว จะมีอะไร ? มันก็มี สติปัญญา, ความไม่เห็นแก่ตัว, ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี. ที่แท้นั้น ขึ้นชื่อว่าจิตแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่มีสติปัญญา อยู่ในตัวมันเอง ; แต่เดี๋ยวนี้ความเห็นแก่ตัวมันบีดเสียหมด มันครอบงำหุ้มห่อเสียหมด จิตจึงโง่ แล้วจิตก็ ไม่ว่างจาก "ตัว" , กลัดกลุ้มไปด้วย "ตัว", เรียกว่า จิตวุ่น. เพราะฉะนั้น จำไว้สองคำ ก็แล้วกัน "จิตวุ่น กับ จิตว่าง". จิตวุ่น คือจิตที่กำลังกลัดกลุ้มด้วยความเห็นแก่ตัว, ตัวกู-ของกู. จิตว่างนี้ ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น, แล้วมันเป็นตัวของมันเอง ก็คือเป็นสติปัญญาอยู่ในตัวมันเอง
น.185 ตามธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า จิต. จิตว่างนี้ก็เป็นอันเดียวกับสติปัญญา หรือแสงสว่าง หรือพุทธะ หรือธรรมะ เสมอไป ; แต่กิเลสมาหุ้มห่อจิต เพราะฉะนั้น จิตจึงมืด จึงโง่. เราจึงควร ระวังให้ดี ตรงที่ ความเห็นแก่ตัว นี้ ว่ามัน กำลังหุ้มห่อจิตอยู่หรือไม่ ; แม้ตัวเราขณะที่เป็นนักเรียนนักศึกษาอยู่นี้. จิตว่างมันหมายความว่า ขณะนั้นจิตไม่มี ความเห็นแก่ตัว, แต่มีสติปัญญาอย่างยิ่ง มันจึงทำอะไรได้ถูกต้อง. พึงรู้จัก หัวใจธรรมะ เพื่อปฏิบัติได้เป็นประจำ ข้อปฏิบัติโดยสรุป ในที่นี้ ก็คือพระพุทธภาษิต ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนาแท้จริง มีอยู่ว่า : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น. ถ้านักศึกษาคนใดมีความสนใจว่า หัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมดที่มีมากมาย ทั้งพระไตรปิฎกนั้นมันสรุปได้ประโยคเดียวว่าอย่างไรแล้ว ก็โปรดทราบไว้ด้วยว่า พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง ท่านสรุปว่า มันอาจจะรวมลงไปเหลือเพียงประโยคเดียวว่า :- สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ; ประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้น แปลว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู หรือของกู. นี้ถ้าเราไม่ยึดมั่นสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นอะไรก็ตาม ว่าเป็นตัวกูหรือของกูแล้ว มันไม่ไปเห็นแก่สิ่งนั้น แล้ว ไม่เห็นแก่ตน, ใจก็เป็นอิสระจากกิเลส, ก็มีสติปัญญา, รู้ว่าควรทำอะไรไปอย่างไร มันจึงทำถูกหมด, ไม่ทำผิด. พอเราเกิดไปยึดมั่นว่าตัวตน ของตน เท่านั้น มันก็ทำไปด้วยความเห็นแก่ตน มันก็ผิดหมด, เพราะเกิดเบียดเบียนตน หรือผู้อื่นขึ้นมาทันที.
น.186 นี้เป็น ยอดหัวใจของพุทธศาสนา ที่มีเพียงเท่านี้. ถ้าถูกชาวต่างประเทศ หรือใครถามว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาสรุปว่าอย่างไร ? จงตอบเขาให้ถูกว่าอย่างนี้ ; อย่าได้ไปตอบอย่างอื่น ซึ่งว่าเอาเอง, คนชั้นหลังว่าเอาเอง. ส่วนที่พระพุทธเจ้า ท่านว่าไว้เองนั้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ถ้าให้รู้ก็รู้ข้อนี้, ถ้า ปฏิบัติก็ให้ปฏิบัติข้อนี้, ถ้าได้ผลมาก็ให้ได้ผลมาในฐานะที่เป็นผลของการปฏิบัติอย่างนี้ - คือไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่า เป็นตัวกูหรือของกูนี้; ให้มีอยู่แต่สติปัญญาที่รู้ว่า ควรทำไปอย่างไร แล้วเรียกว่า จิตว่าง. ชีวิตอยู่รอดด้วยดี เพราะ "ไม่ยึดมั่น ฯ เป็นอยู่อย่างจิตว่าง" ขอให้สนใจ คำว่า "จิตว่าง" นี้ไว้ให้มาก ในลักษณะที่มันตรงกันข้าม กับจิตวุ่น : แล้วให้รู้ความจริงไว้อย่างหนึ่งว่า คนเรานี้รอดชีวิตอยู่ได้ด้วยจิตว่าง ; ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะต้องตายหมดแล้ว ไม่ได้มาเห็นหน้ากันอยู่อย่างนี้เลย. อธิบายว่า :- ถ้าจิตของเราวุ่นด้วยเรื่องของตัวกู - ของกู ไม่มีเวลาพักผ่อน แล้ว เราต้องเป็นโรคจิต เป็นโรคประสาท หรือฆ่าตัวตาย หรือว่าวิกลจริตไป. เดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมงนี้ มีอยู่ไม่กี่นาทีที่จิตของเราวุ่นไปบ้าง. ธรรมดาจิตว่างอยู่ เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวกู ว่าของกู อยู่ทุกลมหายใจ เข้าออกตลอด ๒๔ ชั่วโมง ; เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะต้องเป็นบ้าตายไปนานแล้ว. ตัวอย่างเช่น เรามีสิ่งนี้เป็นของรักที่สุดของเรา ก็ยึดถือว่าเป็นของเรา เพียงชั่วเวลาที่ไปนึกมันเท่านั้น, นอกนั้นแล้วก็ไม่ได้มีอยู่ หรือไม่ได้ยึดถืออยู่เลย.
น.187 แม้จะเป็นของรักที่สุด สมมุติว่าเป็นชั้นยอดชั้นเลิศของคนหนุ่มสาว ซึ่งจะถือว่าเป็นของ รักที่สุดก็ตามเถิด, จะรู้สึกว่า นั่นเป็นของเราชั่วเวลาที่เราไปนึกถึงมันเท่านั้น ; เวลาที่ลืม ไม่นึกถึง มันมีอยู่มากกว่ามากนัก. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เป็นบ้า. ถ้าความกลัดกลุ้มว่า ของกู นี้มีอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ภายในสองสามวัน จะต้องเป็นบ้า, ภายในสองสามอาทิตย์จะต้องตาย. นี้ถือว่า ความว่าง หรือ จิตที่ว่าง ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นเรา เป็นของของเรานั้น เป็นพื้นฐาน ส่วน จิตวุ่นนั้นมาเป็นพัก ๆ ; แต่สำหรับบางคนนั้นอาจจะมามากหลายนาทีหลายชั่วโมง ก็ได้ในวันหนึ่ง ๆ เราจึงควรขอบใจมัน ขอบใจจิตที่ว่าง, ความว่างจะช่วยหล่อเลี้ยง ชีวิตเราไว้ ได้ เราจึงอยู่กันได้ไม่ตาย, แล้วเราทำอะไรได้ดีที่สุดด้วย ; เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจ. จะยกตัวอย่างให้ฟังอีก :- เหมือนอย่างว่า นักศึกษาจะคิดนึกข้อศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลา สอบไล่นั้น ต้องตั้งต้นคิดมันด้วยจิตว่าง ไม่ใช่ด้วยจิตวุ่น ; คนที่สะเพร่ามองดูอะไร หยาบ ๆ ก็จะแย้งว่า ต้องทำด้วยจิตวุ่น. แต่ที่ถูกนั้นต้องทำด้วยจิตว่าง และความจริง ก็ทำด้วยจิตว่าง แต่ตัวเองไม่รู้สึก ที่เรียกว่า จิตวุ่น นั้น หมายความว่า นึกถึงแต่เรื่องตัวกู - ของกู : ถ้า จิตว่างแล้วไม่มีความนึกอย่างนั้น. เมื่อเราคิดจะทำเลขอย่างยาก ๆ หรือตอบปัญหายาก ๆ ในเวลาสอบไล่โดยเฉพาะ อย่างนี้ เราต้องลืมตัวกู - ของกู ลืมอะไรหมด, เช่นว่า เราจะไม่กลัวว่า ตัวกูจะสอบไล่ตก หรือตัวกูจะสอบไล่ได้ แล้วก็จะดีจะเด่น ; และไม่
น.188 นึกถึงเรื่องรักเรื่องใคร่อะไรของกูที่ไหน ที่อะไรหมด ; แม้แต่บิดามารดา หรืออะไร ก็ตาม ; จะต้องเหลืออยู่แต่จิตที่ว่างจากตัวกู มีอยู่ก็แต่สติปัญญานี้. สติปัญญา นี้มันเป็นอิสระ แล้วมัน ไม่ได้ถูกหุ้มห่อด้วยความวุ่น ว่าตัวกู - ของกู ซึ่งทำให้กลัวบ้าง ทำให้รักบ้าง ทำให้ประหม่าบ้าง ทำให้ลังเลบ้าง เหล่านี้ ออกไปหมด ; ไม่มีเรื่องจะกลัว หรือมีเรื่องอะไร สติปัญญาก็จะเป็นที่เฉียบแหลม ที่สุด. และจะคิดปัญหา หรือตอบปัญหานั้นได้ดีที่สุด. นี้เรียกว่าเราสอบไล่ทำได้ด้วย จิตว่าง ไม่ใช่จิตวุ่น และมีความเป็นสมาธิ ที่ถูกต้อง นั้นคือจิตว่าง อย่าเข้าใจผิด ว่าเราต้องเห็นแก่ตัวจัด มันจึงจะมีสมาธิแรง ; อย่างนี้ เป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้. ความมุ่งมั่นจะเอาให้สำเร็จที่เรียกว่า ambition นั้นเข้าใจให้ดี ๆ มันมีอยู่ถึงสองประเภท คือ ambition ด้วยจิตวุ่นก็ได้, ambition ด้วยจิตว่างก็ได้, ambition ด้วยจิตวุ่นนี้จะล่ายจะสั่น จะประหม่า จะอะไรไปหมด ; แล้ว จะทำไม่ได้ดี ; ambition ด้วย จิตว่างนี้จะวิเศษเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่า ambition ด้วยจิตวุ่นนั้นคือ กิเลส ตัณหา อะไรต่าง ๆ นานาเข้ามารวมอยู่ด้วย มันจึงเป็นจิตวุ่น : แล้วทีนี้แม้จะมี ambition อย่างสูง มุ่งมั่นอย่างไร เท่าไร มันก็มีแต่ส่ายแต่สั่นเท่านั้น. ถ้าเราเอาตัวกู - ของกู ออกไป, เอากิเลส ตัณหา ออกไป เหลือแต่สติปัญญา เป็นจิตว่างจากตัวกู - ของกูแล้ว ambition นั้นจะใสแจ๋วกระจ่าง มีกำลังมาก active อย่างยิ่ง มันจึงทำอะไรได้ดี. ขอให้เข้าใจคำว่า สมาธิที่จะเอามาใช้ในการศึกษา หรือในการสอบไล่ หรือในการคิดอะไรต่าง ๆ นี้ ต้องเป็น ambition ของจิตว่าง ; ไม่ใช่ของจิตวุ่น.
น.189 ขอยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งว่า เช่นจะยิงปืน, พวกทหารจะยิงปีนนี้ เขาต้อง ยิงด้วยจิตว่าง, ไม่ใช่ยิงด้วยจิตวุ่น. ทีแรกอาจจะต้องมีเจตนาว่า จะต้องยิงเพื่ออย่างนั้น อย่างนี้ก็ตาม ; แต่พอเขาจับปืนมาเล็งยังเป้าหมายแล้ว เขาลืมหมด ; ต้องให้จิตว่าง เหลืออยู่แต่สติปัญญา ที่จะยิงไปตามวิธีที่ต้องการจะยิง. ส่วนที่ไปห่วงว่า ถ้ายิงผิด แล้ว เพื่อนจะหัวเราะ หรือว่า พอยิงถูกแล้วเขาจะตบมือกันกราวใหญ่ หรือว่าจะได้รับ อย่างนั้นอย่างนี้ จะเสียอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องไม่มีเข้ามา; เพราะนั่นคือลักษณะของตัวกู หรือของกู ที่เข้ามาทำให้จิตวุ่น ไม่ว่าง จะทำให้มือสั่นบ้าง ใจจะสั่นก่อน แล้วมือ จะสั่นบ้าง แล้วมันก็จะยิ่งผิดหมด. การฝึกอย่างมีจิตว่าง เราจะฝึกอย่างแบบสมาธิ วิปัสสนาอะไรมาก่อนก็ตาม เราต้องรู้จักขจัดความวุ่นว่า ตัวกู - ของกู ออกไปให้หมด เป็นจิตว่างอย่างนี้แล้ว จะยิงปืนถูกเหมือนกับปาฏิหาริย์. ในประเทศญี่ปุ่น เขาสอนเรื่องทำจิตว่าง แล้วก็ยิ่งศรประกวดกัน อย่างนี้ เขาสอนกันตั้ง ๗ - ๘ ปี; นักยิงที่มีจิตว่างแล้วนั้น ยิงศรถูกเป้าขนาดเส้นขนเส้นผม ได้เหมือนกับปาฏิหาริย์ ; เพราะฝึกสมาธิตามแบบนิกายเซ็น เพื่อทำจิตว่าง นักยิงศร เหล่านั้นจึงยิงปืนแม่นอย่างปาฏิหาริย์. นี่ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่ทำไปด้วยจิตว่างนั้น มันจะ วิเศษอย่างนี้. หรือ สมมุติว่าจะจัดดอกไม้ปักแจกัน คนที่จิตวุ่นก็เสียบใส่ ๆ เสร็จแล้ว ดอกไม้นั้นมันก็มีลักษณะของจิตวุ่น แสดงให้คนที่ฉลาดเห็นได้เสมอ; ครูอาจารย์ที่เขา มีความรู้มีวิชานี้ เขาจะเห็นแจกันอันนี้เสียบด้วยคนมีจิตวุ่น. ถ้าเราทำจิตให้ว่างก่อน แล้วเสียบลงไป มันจะมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงความหมายลึกซึ้งตามแบบของจิต ที่บริสุทธิ์ อย่างนี้เป็นต้น ; แม้แต่ศิลปก็ยังต้องการจิตว่าง อย่าว่าแต่เรื่องอาชีพ
น.190 รื่องอาชีพก็ต้องการจิตว่าง ; จะเข้าใจคำว่า จิตว่าง จิตวุ่น ในเรื่องอาชีพ ได้อย่างไร ขอให้ดูที่คนแจวเรือจ้าง. คนแจวเรือจ้างขณะหนึ่ง ๆ นั้น เขาแจวเรือ ทวนน้ำ ทวนลม ทนฝนตก แดดออก กลางแดดนี้ ก็แจวไปได้สนุกสนาน ปากร้องเพลง ไปพลาง แจวเฉิบ ๆ ไปได้ ไม่มีความทุกข์เลย เพราะจิตมันว่างจากตัวกู - ของกู, กำลัง ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกู หรือความเห็นแก่ตัวกู. พอสักประเดี๋ยวคนนั้นเอง ไม่ต้องคนอื่น จิตมันเกิดวุ่นขึ้นมา มันนึกถึง โชควาสนาของกู ลูกเมียของกู ครอบครัวของกู ล้วนแต่ลำบากยากจน ไม่มีใครเห็นอก เห็นใจ, พวกนายทุนทารุณอย่างโน้นอย่างนี้ ; พอจิตมันวุ่นอย่างนี้แล้ว มันก็ ร้องเพลงไม่ออก ก็ทนแจวเรือไปเหมือนตกนรกทั้งเป็น น้ำมูกน้ำตาไหลไปเลย ร้องเพลงไม่ได้ นี้เมื่อจิตวุ่นมันเป็นอย่างนี้. เราจึงกล่าวได้อย่างชนิดที่ไม่ต้องกลัวผิด และควรจำอย่างยิ่งว่า เมื่อจิตว่างนี้ ทำงานสนุก, เมื่อจิตวุ่นแล้วการงานเป็นทุกข์. จะเป็นการงาน การเล่าเรียน หรือการงานอาชีพอะไรก็ตาม ถ้าจิตว่างแล้ว ไปโกยท้องร่องที่มีโคลนเหม็น ๆ ก็ยังสนุก, ถ้าจิตวุ่นแล้วให้ทำงานเบา ๆ ในห้องปรับอากาศเย็น ก็ยังเป็นทุกข์ ยังวุ่นวายใจ อยู่นั้นเอง. ถ้ารู้จักทำให้จิตว่างแล้ว งานจะสนุกไปหมด ไม่ว่างานกรรมกร กสิกร ทุกอย่างตลอดจนงานออฟฟิศ จะสนุกไปหมดเมื่อจิตว่าง, แล้วมันจะเป็นเหมือนตกนรก ไปหมดเมื่อจิตวุ่น. แม้แต่งานของพวกเทวดาในสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น
น.191 จิตว่างเป็นเรื่องวิเศษ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน อย่าเข้าใจคำว่า จิตว่าง ว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ หรือเป็นเรื่องที่เอามาใช้ ประโยชน์อะไรไม่ได้. มันเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านมอบให้ ท่านแนะให้ ท่านสอนให้ ; เพราะฉะนั้น ขอให้พยายามมีชีวิตอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ด้วยจิตว่าง จากความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู. คำนี้มันหยาบหน่อย แต่มันจำเป็นที่จะต้องพูด เพราะมันเป็นความรู้สึกจริง ๆ อย่างนั้น. นี้เรียกว่าเราจะต้องรู้จักสิ่งศักดิ์สิทธิ์วิเศษ ในฐานะเหมือนกับเป็นแก้ววิเศษ เป็นแก้วสารพัดนึกอย่างนี้ไว้สักอย่างหนึ่ง คือ ความมีจิตว่างนี้คือความขึ้นบก. การที่ จะขึ้นบกมาได้ก็ต้องอาศัยจิตที่ว่าง แล้วเราก็จะได้ขึ้นไปสู่ สิ่งที่ดีที่สุด หรือยอดปรารถนา ของมนุษย์ ในทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ. ทางฝ่ายร่างกาย หรือทางฝ่ายวัตถุนี้ก็มีพร้อม คือ มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศ มีไมตรี มีสังคมดี แวดล้อมดี ส่วนร่างกายเสร็จไป; ส่วนจิตส่วนวิญญาณนี้ก็มีแต่ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งใน ทางธรรม มีความสะอาด สว่าง สงบด้วย แล้วมันจะทุกข์ที่ไหนได้. มันจะไม่มีทุกข์เลย : ไม่มีการร้องไห้ ไม่มีการหัวเราะ ; แต่ว่าเป็นสุขยิ่งไปกว่าการหัวเราะ จะไม่มีทุกข์เลย. ชีวิตแบบนี้คือ Summmum Bonum หรือว่า สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ควร จะเข้าถึงให้ได้ ในชาตินี้ ก่อนแต่ที่จะตาย ; โดยวิธีอย่างที่ว่า ให้เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ตั้งต้นไว้.
น.192 การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนั้น เราจะต้องเชื่อเสียก่อนว่า เราสามารถทำจิตให้ หยุดวุ่น, แล้วจะกลายเป็นจิตว่าง ขึ้นจากน้ำมาสู่บก ; แล้วเราจะปฏิบัติหน้าที่บนบก นี้ให้ถึงที่สุด จนกระทั่งเป็นจิตที่ทุกข์กะเขาไม่เป็น. ต่อไปนี้มันจะทุกข์กะเขาไม่เป็น จะทำงานอะไรก็จะสนุกไปหมด, การเรียนก็สนุก แล้วก็เรียนได้ดีด้วย เป็นไปถึงที่สุด ในทางดีด้วย. นี่เราจะต้องมีชีวิตเป็นอยู่ในลักษณะเช่นนี้ จึงจะรักษาความเป็นมนุษย์ ไว้ได้ ; กล ทำโลกนี้ให้งดงามน่าอยู่ รวมทั้งตัวเราเองด้วย. ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ จะขอโอกาสให้อดทนพังถึงเรื่อง อุปสรรคที่ ทำให้เราทำไม่ได้. เพื่อช่วยความเข้าใจ พึงศึกษา "นิทาน และ ชาดก" ต้องขอกล่าวอย่างสมมุติตามเคยว่า ทำไมเมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้แล้ว และเรา ก็ตั้งใจจะทำให้ดีอย่างยิ่ง : จะเรียนให้ดี จะสอบไล่ให้ดี จะเป็นมนุษย์ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ให้ได้ ; แล้วอย่างนี้มันก็ยังทำไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะทำช้าไปบ้าง. ทั้งนี้ก็เพราะว่า มันมีสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งจะขอเรียกเพื่อจำง่าย ๆ ว่า "น้ำมันผี" : พูดอย่างนี้เพราะว่าเรา จะต้องฝากไว้ในรูปอุปมาอย่างนี้เสมอไป โดยเล่าเป็นนิทาน. ที่พูดถึงนิทาน นี้ก็เพื่อจะรื้อฟื้นความรู้สึกทั่วไปสักอย่างหนึ่งว่า นักศึกษา สมัยใหม่นี้เขลามาก ถึงกับเห็นว่า เรื่องชาดก เรื่องนิทาน นี้เป็นเรื่องที่ไร้สาระ เอาไปเผาเสียให้หมดจะดีกว่า, ใครเอ่ยถึงชาดกแล้วเขาไม่เชื่อ; จึงขอเตือนท่านนิสิต
น.193 ที่เป็นนักศึกษาทั้งหลายว่า อย่าได้เข้าใจอย่างนั้น ; มันเป็นความฉลาดอย่างยิ่งที่ ครูบาอาจารย์แต่กาลก่อน ท่านมีเรื่องชาดกขึ้นมา. ท่านมีชาดกขึ้นมาทำไม ? ท่านมีขึ้นมาในฐานะที่เป็นเหมือนภาชนะ อย่างว่า แก้วใบนี้เป็นภาชนะ, ถ้าไม่มีแก้วใบนี้ทำไมจะเห็นน้ำในนี้ได้ ? จะเห็นได้ อย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู :- ถ้าที่บ้านไม่มีหม้อข้าวหม้อแกง เราจะกินอาหารได้อย่างไร ? แล้วเราจะ เก็บมันไว้ได้อย่างไรถ้าเราไม่มีภาชนะ ? หรือสมมุติว่า ผลไม้ที่ดีที่สุดนั้น ถ้ามันไม่มี เปลือกแล้วจะเก็บมันไว้ได้อย่างไร ? เราจะเอามันมาใส่มือไว้ได้อย่างไร ? ถ้าปล่อย มันก็ตกดิน. การที่มันมีเปลือกหุ้มห่ออยู่นั้น มันช่วยให้เนื้อในสำเร็จประโยชน์แก่เรา. เรื่องชาดกก็เป็นอย่างนี้ มันเป็นเหมือนเปลือกที่ ใส่ธรรมะไว้อย่างจำเป็น อย่างยิ่ง. ถ้าเรามีภาชนะดีเก็บได้ทน, ถ้าภาชนะไม่ดี หรือเปลือกไม่ดี ก็เก็บไม่ได้ทน. เพราะฉะนั้น ต้องมีเปลือกที่เหมาะ, แล้วต้องมีชาดกที่เหมาะ ที่จะใส่ตัวธรรมะไว้. ถ้าจะเข้าใจให้ทั่วถึงในเรื่องนี้ ขอให้ไปอ่านบทพระราชนิพนธ์ ที่เรียกว่า พระราชวิจารณ์เรื่องชาดก จะอยู่ที่หน้าต้นตอนคำนำของหนังสือเล่มหนึ่งของชุดชาดก, โดยเฉพาะที่พิมพ์ในรัชกาลที่ ๕. ขออย่าได้เกลียดเรื่องชาดก ขยันอ่านกันเถิด ; แต่ว่า ต้องเอาข้างใน อย่าไปกินเปลือกเข้า.
น.194 หมือนอย่างทุเรียนนี้ จะไปกินเปลือกทุเรียนกันได้อย่างไร ; มันก็ต้องกิน เนื้อทุเรียน. เพราะฉะนั้น อย่าได้ไปสนใจที่เขาพูดว่า ต้นไม้พูดได้ สัตว์พูดได้ หรืออะไร พูดได้ ตามเรื่องชาดกนั้น ; มันไม่ใช่สิ่งสำคัญ นั้นมันเปลือก. เราต้องรู้ว่า พูดว่าอย่างไร ? เราถือเอาข้อความในคำพูดนั้นมาอีกที; และนี้ ก็ยังไม่ใช่เนื้อในแท้ ยังเป็นเนื้อในชั้นนอก. ต่อเมื่อเราได้ความว่าอย่างไรจากข้อความ ที่เขาพูดนั้น ๆ แล้วคัดออกมา ต้องเอามาคิดมาตรอง มาปฏิบัติให้เห็นจริง ตามนั้น อีกทีหนึ่ง จึงจะถึงเนื้อชั้นในที่กินได้. เหมือนอย่างต้นไม้บางชนิดเปลือกสองสามชั้น ; เมื่อปอกเปลือกชั้นนอกแล้ว มันยังกินไม่ได้ มันต้องเอาชั้นใน ผิวเยื่อบาง ๆ ออกอีก จึงจะได้กินเนื้อชั้นใน อย่างนี้เป็นต้น. นิทานชาดกก็มีประโยชน์ตรงที่ว่า ถ้าไม่ ใส่ ไว้ในภาชนะนี้แล้ว มัน สูญหายไปนานแล้ว ไม่เหลืออยู่มาถึงพวกเรานี้ ; เพราะว่าสมัยก่อนเราต้องท่องกันมา ด้วยปาก แล้วท่องจำด้วยใจ, บอกกันด้วยปาก ไม่มีการพิมพ์. ทีนี้มันอยู่ได้ตั้ง สามพันปี สี่พันปี, มาถึงพวกเราได้ก็เพราะใส่ในภาชนะที่ดีไว้ ในรูปของชาดก. ถ้าจะพิสูจน์ว่า มันจะใช้ได้ไหม ก็จะได้เล่าเรื่องน้ำมันผี ซึ่งเป็น อุปสรรคอย่างยิ่งของการที่พวกเรา โดยเฉพาะเยาวชนนี้ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เรา ตั้งใจจะทำ. นิทานที่ชอบเล่าเรื่องนี้ อยากจะให้เล่าบ่อย ๆ นี้ก็คือนิทานเรื่องยายกะตา. พอพูดอย่างนี้ก็จะนึกหัวเราะกันในใจแล้วว่า นิทานเรื่องยายกะตาบ้า ๆ นี้ มันจะมาช่วย ได้อย่างไร.
น.195 นิทาน เรื่องยายกะตา กับ น้ำมันผี* นิทานมีว่า : - ยายกะตา สองคนผัวเมีย อยู่กันมานานแล้ว แต่ว่ามันตรง กันข้ามหมด ; โดยที่ยายนี้เป็นคนหัวดื้อ มีลักษณะอย่างอ้ายอ๊อดนั้น, ตาว่าอย่างไร แกก็ต้องว่าไปเสียอีกอย่างหนึ่ง ให้มั่นตรงกันข้ามเป็น contrast กันอย่างยิ่งอยู่เรื่อยอย่างนี้. พอหนักเข้า ๆ ตาคิดว่าทนไม่ไหวแล้ว ต้องบริจาคคุณยาย ; หมายความว่า ทำให้ไป เสียให้พ้น ; ก็ง่ายนิดเดียว เพราะยายแกเป็นคนหัวดื้อ. บอกว่า วันนี้อย่าไปป่าเลย. ยายก็พูดว่า จะไป. ไปแล้วก็อย่าไปใกล้ เหวนะ ; กูจะยิ่งไป. อย่าทูนหินหนักๆ เข้าไปนะ ; กูก็จะยิ่งทูนก้อนเบ้อเร่อ. มันก็เลยเซตกลงไปในเหว. เรื่องมีต่อไปว่า ในเหวนั้นมีปีศาจ คือผีอยู่ โดยถูกสาปไว้ว่า :- ถ้าไม่มี คนหัวดื้อลงไปแทนแล้ว ผีนี้จะไม่มีโอกาสขึ้นมา. วันนี้มีคนหัวดื้อลงไปแทน ผีมัน ก็ขึ้นมาได้ ; มันก็ขึ้นมาเจอะกับตา คุยกัน ก็เลยรู้เรื่องว่า ตานี้เอง ทำให้ยายคนนี้ ตกลงไป เหมือนกับเป็นผู้โปรดผีให้ขึ้นมาได้ ; ผีจึงยอมรับว่า ตามีบุญคุณ. ตรงนี้ขอให้จำไว้หน่อยว่า" แม้แต่ผีก็ยังรู้สึกว่า ใครมีบุญคุณ. ทีนี้ก็เลย สัญญากันว่าถ้าอย่างนั้น ผีจะต้องอยู่ส่วนผี อย่าไปยุ่งกับมนุษย์นัก, ผีก็ยอมรับว่าจะทำ อย่างนั้น แล้วก็จากกันไป. * มีภาพประกอบท้ายบท
น.196 ฝ่ายผีนั้น, ขึ้นชื่อว่าผีมันก็อดที่จะหลอกไม่ได้ คืออดจะโกหกไม่ได้, เรา อย่าเอาอย่างผีในข้อนี้ด้วย ; ผีนั้นมันก็เที่ยวหลอก คือสิ่งคนเข้า เป็นครั้งแรกในโลก. คำว่า "ครั้งแรกในโลก" มันมีความหมาย, เพราะก่อนนี้ ไม่มีคนถูกผีสิงในโลก ; เดี๋ยวนี้มันเกิดมีแล้ว มันก็เลยวุ่นวายกันใหญ่ เอะอะโกลาหล วุ่นวายกันทั้งเมือง เพราะ เป็นครั้งแรกที่คนถูกผีสิง จนรู้ไปถึงตา แม้บ้านอยู่ไกลกันก็ยังวิ่งมาดู. ผีเห็นตาเดินมาแต่ไกล่มันก็กลัว เพราะมันผิดสัญญา ; เหมือนกับคนทำผิด เห็นตำรวจมา ; ก็ไม่ได้คิดอะไรนอกจากหนีท่าเดียวเท่านั้น." มันเป็นความเขลา ชนิดหนึ่ง มันจึงออกวิ่งโทง ๆ ให้ตาเห็น นอกจากคนที่ถูกสิงไม่เห็น. ตาเห็นผีตัวนี้ ที่ผิดสัญญา จึงเอาไม้ไล่ตี ผีหนีไปไม่เท่าไรก็ล้มลงฟาดภูเขา ศีรษะแตก, น้ำมันผี กระจายไปทั่วโลก. ลองคิดดู น้ำมันผีจะมีฤทธิ์อย่างไรบ้าง ? มันกระเด็นไปที่ตรงไหน มัน ก็เกิดเป็นสิ่งร้ายกาจขึ้นที่นั่น คือ เป็นของเสพติด. "มันลงไปในสิ่งที่เรียกว่าเป็นของ เสพติดทั้งนั้น ; เช่นลงไปในสถานการพนัน หรือว่า วัตถุการพนัน ในถั่วในโปนี้ มันละได้แสนยาก, แม้จะมีสนามม้าทำให้คนฉิบหายเท่าไร ก็ยังมีคนเล่น. เพราะว่า น้ำมันผีก้อนใหญ่ ๆ มันกระเด็นไปตกที่นั่น. ทีนี้อีกที่หนึ่ง ก็เรื่องของเสพติด เช่น สุรายาผิ่น เช่นในแม่โขงนี้ มันก็มี น้ำมันชิ้นใหญ่ ๆ ลงไปอยู่ในนั้น มันจึงละได้แสนยาก ทั้งที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็น อบายมุข, ปากประตูแห่งความฉิบหาย ก็ไม่มีใครยอมรับ กระทั่งของเสพติดน้อย ๆ มาในบุหรี่ น้ำชา กาแฟ กระทั่งในตะบันหมากของคุณยาย ; นี้ก็ละได้ง่าย ๆเมื่อไร, ลองคิดดู.
น.197 สิ่งที่ยั่วยวนต่าง ๆ สวยงาม สนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนังนี้ เมื่อน้ำมันผีลง มันก็เหมือนอย่างที่ได้บอกว่า นักเรียนบางคนต้องเอาปากกาปลอกทอง ไปขาย แล้วไปซื้อพวงมาลัยมารำวงบ้าง เอาไปให้ครูสอนเต้นรำร็อคแอนด์โรลบ้าง ; แล้วบอกที่บ้านว่า มันหาย ขอเงินไปซื้อที่เลว ๆ มาใช้ อย่างนี้ ; มันเป็นได้ถึงขนาดนี้. นี้เพื่อแสดงถึงน้ำหนักว่าบิดามารดายังถูกต้มถูกลวง ก็เพราะอำนาจของ น้ำมันผี ; ยังมีลัทธิที่เรียกว่า dogmatism อะไรก็ตาม, หรืออย่างลัทธิการเมืองอย่างนั้น อย่างนี้ หรือลัทธิครีคระงมงายแบบโบรมโบราณ ที่เคยเชื่อถือมา เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ไร้เหตุผล ก็เพราะน้ำมันผี ; อย่างนี้มันเหนียวแน่นเท่าไร ลองคิดดู. คนบางคนยังต้องเสกน้ำล้างหน้าอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ด้วยคิดว่ามันจะช่วยให้ ปลอดภัย ช่วยให้เป็นอะไรได้, หรือลัทธิการเมืองที่ไม่เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งนี้ก็ยัง มีคนหลงติด ถึงกับเสียสละชีวิตบูชาอุดมคติบ้า ๆ บอ ๆ นั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าน้ำมันผีที่ มันกระเด็นไปตกนั้น ก้อนมันใหญ่เกินไป. รวมความว่า เมื่อก่อนนี้เราไม่มีสิ่งซึ่งเป็นอันตรายของสังคมอย่างนี้ เรา จึงอยู่กันด้วยความผาสุก แต่พอต่อมาเดี๋ยวนี้ มันเหลือที่จะกล่าวได้ ว่ามันวุ่นวาย กันเท่าไร ; แล้วมันมาเป็นเพราะเหตุใด ? มันมาเพราะความเป็น "อ้ายอ๊อด" เพราะ "คุณยายหัวดื้อ" ใช่หรือไม่ ? เพราะฉะนั้น ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเรายังคงปล่อยตัวให้เป็น "อ้ายอ๊อด" แล้วละก็ มันจะ ต้องมีผีขึ้นมาจากบาดาลนั้นเรื่อย, แล้วมารบกวนมนุษย์อยู่เรื่อย.
น.198 มื่อก่อนนี้ ผีไม่มีในโลก เพิ่งมีเมื่อเกิดความดื้อขึ้นมา : คือถึงขนาด ทำลายสถาบันบิดามารดา, ทำลายสถาบันครูบาอาจารย์, ทำลายสถาบันประเทศชาติ, ทำลายสถาบันมนุษย์ หรือมนุษยชาติ หรือโลกนี้. ในโลกจึงเต็มไปหมดแต่สิ่งที่จะ ดึงพวกเรานี้ลงไปสู่ทางต่ำ, แล้วก็ดึงพวกตัวเล็ก ๆ ; ตัวเล็ก ๆ ก็ตายอย่างอ้ายอ๊อดที่ยังอยู่ ในน้ำ ตัวโต ๆ ก็ตายโดยไม่มีประโยชน์อะไร. นี้เรียกว่าอุปสรรค กล่าวคือการบังคับตัวเองไม่ได้, เห็นแต่แก่ตัวเอง อยู่เรื่อย. ชาดก เรื่อง ลิงพระโพธิสัตว์ ยังมีชาดกที่เป็นพระบาลีอีกเรื่องหนึ่งว่า :- ลิงพระโพธิสัตว์จากฝูง ถูกนำ มาเลี้ยงไว้ในวัง โดยพระราชาที่ชอบเลี้ยงสัตว์. วันหนึ่งเมื่อเบื่อ เขาปล่อยไป ลิง นายฝูงนั้นก็กลับไปที่เดิม ลูกฝูงเยอะแยะนั้นก็วิ่งมาหาแล้วก็ถามว่า ไปอยู่ในวังมานาน ; ในวังมีอะไรที่น่าดู ? ลิงนายฝูงไม่อยากเล่า แต่ทนอ้อนวอนของพวกบริวารไม่ได้ก็กล่าวเป็นคาถา ว่า :- หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม เอสา รตตึ ทิวา กถา, หมายความว่า ฉันได้ยิน แต่ว่า เงินของกู ทองของกู ลูกของกู ผัวของกู ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไปทั้งวันทั้งคืน นั่นแหละ. ฝ่ายบริวารพอฟังแล้วก็วิ่งไปหมด ไปล้างหูที่ลำธาร; เพราะว่าได้ยิน สิ่งสกปรกเป็นครั้งแรกในชีวิตนี้.
น.199 ที่นี่ หรือที่ไหนมันมีว่า เงินของกู ทองของกู ลูกของกู ผัวของกู หรือเปล่า ? เมื่อความเห็นแก่ตัวจัดอย่างนี้ มีอยู่อย่างนี้ละก็ มันหมายความว่า หมดความหวังในสันติภาพถาวร แต่จะมีวิกฤตกาลถาวรทั้งทางกายและทางใจ. เพราะ ฉะนั้น จึงพูดง่าย ๆ กันลืมที่สุดว่า มันเป็นเพราะ "น้ำมันผี". เรื่องน้ำมันผีนี้เล่าครั้งเดียวคงจำได้กันตลอดชีวิต ; นี้คืออานิสงส์ของชาดก หรือนิทาน ซึ่งเป็นเหมือนกับภาชนะ มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ จะเอาสบู่อะไรมาล้าง ? ลองคิดดูว่า ไม่มีอะไรจะล้างน้ำมันผีเหล่านี้ไปได้ ; ในที่สุดเราก็ต้องหันหน้าเข้าไป หาพระพุทธเจ้า, ทุกคนเดินแถวบากหน้าเข้าไปหาพระพุทธเจ้า ไปขอสบู่จากพระ- พุทธเจ้า คือ ธรรมะ ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ควรสนใจที่สุดก็คือสบู่ ที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม แปลว่า ธรรมสำหรับฆราวาส. นี้จำเป็นก่อน เพราะพวกเรากำลัง พูดกันในเรื่องของฆราวาส. ธรรมะประจำชีวิตพึงใช้ "ฆราวาสธรรม" ฆราวาสธรรม นี้มีอยู่ ๔ ข้อ โปรดจำไว้ให้ดีว่า :- สัจจะ - ความ จริงใจอย่างหนึ่ง, ทมะ - การบังคับตัวเองอย่างหนึ่ง, ขันติ - ความอดกลั้นอดทน นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็จาคะ - ความสละออกไป อย่างที่คุณตาสละคุณยาย นี้อย่างหนึ่ง. ข้อ ๑. สัจจะ - ความจริง, หมายถึงจริงใจ ต้องให้จริงต่อตัวเอง คือ ต่อความเป็นมนุษย์ ซื่อตรงต่อความเป็นมนุษย์เสียก่อน, ยอมรับความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานเสียก่อน, ให้ซื่อตรงต่อความเป็นมนุษย์ของเราเองนี้เสียก่อน ; รักษา
น.200 สถาบันของมนุษย์ไว้ อย่าให้มันสูญเสียไปจนเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วมันก็จะจริงต่อ ผู้อื่น จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่ออุดมคติ ทุกชนิดที่เราหวัง, และจริง ต่อประเทศชาติอะไรนี้. ถ้ามันขาดความจริงต่อตัวเอง คือต่ออุดมคติความเป็นมนุษย์แล้ว จะจริง ดีไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราต้องจริงตั้งแต่จริงต่อตัวเองว่าเป็นมนุษย์ แล้วจะต้องเข้าถึง "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะเข้าถึงให้ได้" จึงจะเรียกว่ามีสัจจะ. อย่างนักศึกษาเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ มีอุดมคติอย่างไร, ต้องจริงจนให้ถึง อุดมคตินั้นให้ได้ ; แดก มิฉะนั้นจะเป็นการจับบิดามารดาใส่ลงไปในนรก โดยไม่มีทาง เป็นอย่างอื่น .. . ทีนี้เมื่อจะต้องการประพฤติธรรมข้อไหน, แม้จะทำให้ใจมีจิตว่าง ไม่วุ่น ก็ต้องจริง ต้องมองเห็นอุดมคติของจิตว่าง และอุทิศการประพฤติกระทำให้มี จิตสูง ว่าง แล้วก็ทำให้จริง อย่างวิเศษไปหมด ; อย่างนี้เรียกว่า ความจริงใจ. ข้อ ๒. หมะ ทำไมต้องมีข้อที่ ๒ ที่เรียกว่า ทมะ คือการบังคับตัวเองนี้ ? ก็เพราะว่า ความจริงใจนี้ถ้าเราไม่ควบคุมบังคับไว้ เดี๋ยวมันไถล ; ทีแรกตั้งใจว่าจะ ทำจริง สัญญาสาบานด้วยซ้ำไป, แต่แล้วเมื่อไม่มีการบังคับตัวเอง แล้วมันก็ไถล มันเปลี่ยนเป็นไม่จริง. เพราะฉะนั้น มันต้องมีการบังคับตัวเอง ควบคุมตัวเอง รักษา อุดมคตินี้ไว้ให้ได้ ซึ่งเรียกว่า ทมะ - ยอมทนบังคับตัวเองให้ได้. ทีนี้ การบังคับตัวเองนี้ใคร ๆ ก็ต้องมองเห็นได้ว่า มันต้องมีการเจ็บปวดขึ้น เป็นธรรมดา, เพราะบังคับไม่ตามใจมัน ; แล้วเราบังคับความรู้สึกใฝ่ต่ำ ไม่ให้เกิดขึ้น มันก็ต้องทน, ทนไม่ไปทำอบายมุข ทนไม่กินเหล้า ทนไม่เล่นการพนัน ทนไม่ทำ
น.201 อะไรอย่างอ้ายอ๊อด, นี้มันรู้สึกไม่สนุกทั้งนั้น. เพราะเรายังต้องมีธรรมะข้ออื่น คือ ความอดทนด้วย. ข้อ ๓. ความอดทน คือ ขันติ นี้คือ รอได้ คอยได้ จนกว่าผลจะมาถึง ; ถ้าไม่ทนก็ไม่เย็น อย่างที่ทนมาจนสอบปริญญาได้ มันคงเลิกไปทำอื่นเสียแล้ว ; นี่เรา ทนกันมาได้ สี่ปี หกปี ก็ทนได้ เราจึงประสบความสำเร็จ. แต่พระพุทธเจ้าท่านฉลาด กว่าพวกเรามาก ท่านไม่ปล่อยให้เราต้องทนจนระเบิด ท่านมีวิธีให้รู้จักระบายออก อยู่เรื่อยเพื่อจะได้ไม่ต้องทนมาก ; นี้ท่านเรียกว่า จาคะ ซึ่งเป็นธรรมะข้อต่อไป. ข้อ ๔. จาคะ - แปลว่า สละ. สละอะไร ? ก็สละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ ในตัวเรา เช่น : - ความขี้เหนียวเราต้องสละออกไป เป็นการให้ทาน, ที่เรียกว่า ให้ทานนั้น. ถ้าเป็นเรื่องถูกต้องแท้จริง มันต้องสละออกไป เช่น ให้ทานไปบาทหนึ่ง ก็สละความขี้เหนียวไปบาทหนึ่ง, แล้วอย่าหวังเอากลับมา มันจึงจะเป็นการสละ. แต่ทีนี้คนโดยมากให้ทานไปบาทหนึ่ง ตายแล้วยังจะเอาวิมานสักหลัง ; อย่างนี้มันไม่ใช่สละ มันใช้ไม่ได้ อย่าไปเอาอย่างเข้า.คำว่า สละ นี้คือสละกิเลส ชนิดไหนก็ตาม ที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ในเวลานี้ ; ต้องสละออกไป, สละออกไป, เป็นการระบายออก ; อย่าให้อัดอยู่มากจนทนไม่ไหว แล้วระเบิด. เพราะฉะนั้น การอดทนตามแบบของพระพุทธเจ้านี้ จึงไม่มีความเจ็บปวดทนทรมาน ; เมื่อเราอาศัย หลักของท่านแล้ว จะประสบความสำเร็จทุกอย่างไม่ว่าเราจะต้องการทำอะไร. เราจะต้องมีความจริงใจในเรื่องนั้นก่อน แล้วเราบังคับตัวเองให้เป็นไป ตามอุดมคติ แล้วเราทนได้ คอยได้ รอได้ ; แล้วพร้อมกันนั้น เราระบายสิ่งที่มัน
น.202 จะเป็นข้าศึก ศัตรู ที่มันจะอัดตัวมากเข้า ; สละออกไปเรื่อย - ออกไปเรื่อย ; แต่เรา ก็ไม่ต้องทนจนเกินทน. นี้จะเป็นเหตุให้เราประหยัดสิ่งต่าง ๆ ได้, มีสันโดษใน สิ่งต่าง ๆ ได้, ทำอะไรได้สำเร็จในทางที่น่าชื่นใจ. ขอให้มีชีวิตอยู่โดยมีอุดมคติ เพื่อไม่มีทุกข์ เป็นอันว่า เราจะต้องใช้ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ซึ่งมีคำอธิบายยืดยาว อีกมาก จนเหลือวิสัยที่จะพูดหมดในที่นี้ได้ ; จึงขอร้องให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายสนใจ สี่คำนี้ แล้วไปค้นหารายละเอียดเอาจากตำรับตำราเองอย่างถูกต้อง แล้วท่านจะประสบ ความสำเร็จ จะได้รับอุดมคติ หรือ สภาวะของจิตที่ยิ่งกว่าเงิน. ความสำเร็จเป็นเงินซื้ออะไรกินได้ แต่ว่าอุดมคติยังให้อะไรมากกว่านั้น คือ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือจะมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความทุกข์เลยทุกลมหายใจ เข้าออก ; แล้วเราก็จะได้ไม่ตกอยู่ในฐานะเหมือนอ้ายอ๊อด ที่ไม่รู้เรื่องบกบ้าง ที่ตาย เสียเป็นส่วนมากตั้งแต่ก่อนจะได้ขึ้นบกบ้าง. เพราะฉะนั้น จึงขอภาวนาให้พ่ออ๊อดแม่อ๊อด ทั้งหลายนี้ได้เป็นกบที่สมบูรณ์ ขึ้นบกตลอดรอดฝั่งไปได้จงทุก ๆ คน. สรุปความว่า การที่เราเกิดมานี้ เราควรจะรู้ว่ามันมีอะไร ที่เป็น อุดมคติสูงอยู่กว่าที่เรารู้ตามลำพังตัวเราเอง. เพราะฉะนั้น ขอให้เคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ จนกระทั่งสามารถทำตนให้เป็นบุตรที่ดี ไม่จับบิดามารดาใส่ในนรก แต่ว่ายกขึ้น ; เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ตั้งครูบาอาจารย์ไว้ในฐานะเป็นผู้นำทาง วิญญาณ แล้วเดินตามท่าน โดยพิสูจน์ได้คือ ตัวเราต้องมีเมตตา และปัญญา อยู่ในจิตใจ.
น.203 แล้วเราก็จะเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ โดยที่ไม่ต้องเสียที ที่เป็นคนไทย และนับถือพระพุทธศาสนา ; พร้อมกันนั้น ก็ต้องเป็นสาวกที่ดี ของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าด้วย. เป็นการขึ้นบกสิ้นเชิงด้วยการสรุปว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่มนุษย์เราควรจะได้ เท่านั้นเอง, ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ ; แปลว่าเราจะดำรงชีวิตอยู่ด้วย การ ปฏิบัติการงานให้ดี จนกระทั่งเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างสูง, ทำลายตัวกู - ของกูอยู่ในตัว ; เป็นการยิงปืนทีเดียวแล้วได้นกตัวใหญ่ ๆ สองตัว : ทางโลกก็ได้ทางธรรมก็ได้ ด้วยการ ทำจริงเพียงอย่างเดียว. ขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายนำไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ และมีความ เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางของตนทุก ๆ คนเทอญ. อาตมาขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้.
น.206 หลักธรรมสำหรับนักศึกษา -๒ - ๑๓ มกราคม ๒๕๐๙ หลักธรรมสำหรับนักศึกษา ท่านผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะในวันนี้ มีหัวข้อว่า หลักธรรมสำหรับ นกศึกษา. อาตมาอยากจะซ้อมความเข้าใจแก่ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะ นิสิตนักศึกษาเป็นพิเศษว่า การบรรยายในวันนี้ จักได้กล่าวแต่เพียงหลัก หรือหัวข้อสำหรับนักศึกษา ซึ่งหมายความว่าเป็นผู้มีปัญญา, และท่าน สาธุชนทั้งหลายก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปัญญาชนทั่ว ๆ ไป เพราะเคยได้สดับ ตรับฟังมามากแล้ว; ดังนั้น อาตมาจึงได้ตั้งใจที่จะกล่าวในลักษณะที่เป็น เพียงหลักใจความเป็นหัวข้อธรรมะ. ๑๘๑
น.207 ยิ่งกว่านั้นอีก ยังจะกล่าวในรูปที่เรียกว่า เวทลฺลกถา ; เสมือนหนึ่งมี คำถามตั้งขึ้น แล้วก็มีคำตอบออกไป เพื่อสะดวกแก่การที่จะกำหนดจดจำ ; คือจะสรุป หัวข้อให้ชัดลงไปเสียก่อนว่า ปัญหานั้นว่าอย่างไร ? แล้วจึงฟังคำตอบ ใจความสำคัญ ของตัวปัญหานั้น ; ช่วยให้ฟังคำตอบเข้าใจได้ง่ายด้วย แล้วช่วยให้จดจำได้โดยง่ายด้วย ดังนั้น ในวันนี้จึงคิดว่าจะใช้วิธีที่เรียกว่า เวทลฺลกถา นี้ดู. และกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรก เพื่อความเหมาะสมแก่ท่านที่เป็นนักศึกษา หรือปัญญาชน. ในครั้งพุทธกาลเราได้ฟังเรื่องราวมาแล้วด้วยกันทุกคนว่า ผู้มีปัญหาจะถาม เพียงหัวข้อ ; ขอร้องเพียงให้บอกแต่ใจความ ไม่ปรารถนาคำอธิบายยืดยาว. นี้ก็เป็น วิธีการอันหนึ่ง ซึ่งดีมาก เพื่อประหยัดเวลา นั่นเอง. ดังนั้นในวันนี้ อาตมาจะได้กระทำไปในรูปนั้น คือตั้งปัญหาเป็นหัวข้อ แล้วตอบแต่ใจความ เพื่อจะได้เนื้อเรื่องมากเรื่อง หรือมากกระทงความ เพื่อว่าจะได้ เป็นพื้นฐานแก่นิสิตและนักศึกษาทั่ว ๆ ไป ; และเมื่อมีความรู้พื้นฐานอันนี้แล้ว จะมีผลดี ในกาลข้างหน้า ; คือจะศึกษาอะไรได้สะดวก จะฟังผู้อื่นกล่าวได้สะดวก. อีกประการหนึ่งขอซ้อมความเข้าใจไว้ด้วยว่า อาตมามุ่งหมายจะกล่าวไปใน ลักษณะที่มีประโยชน์แก่นิสิตและนักศึกษา ; ถึงกับว่าเมื่อถูกถามโดยชาวต่างประเทศ, ชาวต่างชาติ ต่างศาสนาแล้ว จะสามารถตอบได้ และยังตอบได้อย่างถูกต้อง ไม่ทำให้ เกิดความเสียหายทีหลัง. เพราะฉะนั้น ขอให้กำหนดจดจำส่วนที่เป็นใจความ หรือหัวข้อ นั้นไว้ให้ดี ๆ ถ้าถึงกับจดไว้ได้ก็จะยิ่งเป็นการดี เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่าน ทั้งหลายเป็นอันมาก. ต่อไปนี้อาตมาก็จะได้กล่าวโดยหัวข้อเป็นลำดับไป :-
Buddhadasa