น.208 ๑. ถ้าท่านถูกถามว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร ? ท่านลองคิดดูว่า เมื่อท่านถูกถามว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร ? อย่างนี้ เราอาศัยพระพุทธภาษิตของพระพุทธองค์เองว่า : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ในกาลก่อน แต่นี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราสอนเรื่องทุกข์และเรื่องความดับแห่งทุกข์; คำตอบนี้ ตรงกันกับที่เราเคยคิดกันหรือไม่ ก็ลองสังเกตดู. เราอาจจะตอบเป็นอย่างอื่นมากมายกว่านี้; แต่ที่เป็น พระพุทธภาษิต แล้ว สั้นๆ เพียงเท่านี้ว่า : เราสอนเรื่องทุกข์และเรื่องความดับทุกข์ พระบาลีอลคัททู- ปมสูตร มัชฌิมนิกายพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ หน้า ๒๗๘. เมื่ออาตมาบอกถึงเล่มพระไตรปิฎกแล้ว ขอให้ถือว่าเป็น พระไตรปิฎกฉบับ ภาษาบาลีในประเทศไทย. พระพุทธเจ้าท่านจะสอนแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์, ถ้าสั้นกว่านี้ ก็คือความดับทุกข์ ; ไม่ยอมกล่าวปัญหาซึ่งไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยตรง ; ฉะนั้น จึงไม่ยอมตอบปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดไหม ? เกิดด้วยอะไร ? ทำนองนี้ ซึ่งจะได้วินิจฉัย กันทีหลัง. ถ้าพวกฝรั่งจะถามเรา เราก็ตอบอย่างนี้ และอาศัยหลักเกณฑ์อย่างนี้ ซึ่งมีอยู่ อย่างแน่นอน. พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอื่นนอกจากเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์.
น.209 ถัดไปเราจะถูกถามว่า สอนว่าอย่างไร ? ถ้าถูกถามว่าสอนว่าอย่างไรนี้ เรื่องก็จะมีมากหลายแนว หลายประเด็น หรือหลายแนว. ท่านควรจะสังเกตได้เองว่า ทำไมมันจึงมีหลายแนว. ถ้าถามว่า สอนอย่างไร ? (๑) อันแรกที่สุดอาจจะตอบได้ว่า ท่านสอนให้เดินสายกลาง ; คืออย่า ให้ตึง อย่าให้หย่อน อย่าให้ซ้ายจัด ขวาจัด อะไรทำนองนั้น ; ถ้าเราเรียกเป็นบาลี ก็เรียกว่า ให้เว้นจาก นิชฌามปฏิปทา และ อาคาฬ์หปฏิปทา. นิชฌามปฏิปทา แปลว่า การกระทำ หรือ การปฏิบัติที่แผดเผาตัวเอง ; ได้แก่พวกอัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากเดือดร้อน. อาคาห์หปฏิปทา นั้น คือ การปฏิบัติที่ตามใจตัวเอง ในความสุขทางเนื้อ ทางหนัง อย่างที่เราพูดกันว่า ; Eat, drink, and be merry, for tomorrow we may die. นี่เป็นคำล้อเลียนเหยียดหยามอย่างยิ่ง : สำหรับผู้ที่เห็นแต่เรื่องของความสุขทางเนื้อทางหนัง การกระทำอย่างนั้นเรียกว่าอาคาฬ์หปฏิปทา และบางทีก็เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค. ส่วน สายกลาง นั้น ก็คือว่า อย่าทำตนให้ลำบาก ; และก็ อย่าตามใจ ตัวเอง ในทางความสุขทางเนื้อหนัง. การเดินสายกลางก็เพื่อจะได้มีความเหมาะสม ทุกอย่างทุกประการ ที่จะเป็นอยู่ ที่จะศึกษา ที่จะปฏิบัติ และดับทุกข์ได้ ; และคำว่า
น.210 สายกลางนี้ อาจจะ นำมาใช้ได้ในหลาย ๆ กรณี ทั่ว ๆ ไปในเรื่องต่าง ๆ ไม่มีทางผิด ; รู้ประมาณที่พอดี เป็นสายกลาง เช่นรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้เวลา รู้บริษัท รู้บุคคล อย่างที่เรากล่าว ๆ กันนี้; เหล่านี้ทำให้รู้จักเดินสายกลาง. นี่เป็นคำตอบแนวหนึ่ง. (๒) แนวถัดมา ก็คือว่า สอนให้ช่วยตัวเอง ; ช่วยตัวเองนี้ก็พอจะฟัง ออกด้วยกันทุกท่าน เกือบจะไม่ต้องการคำอธิบาย. สรุปความว่าเราไม่หวังพึ่งโชคชาตา ไม่หวังพึ่งเทวดา หรือแม้ที่สุดที่เรียกว่าพระเป็นเจ้า ; เราต้องการจะช่วยตัวเอง ; ตาม พระบาลีว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" อย่างนี้เป็นต้น. ถึงแม้ในศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เขาก็ยังกล่าวว่า "พระเจ้าจะช่วยแต่คน ที่ช่วยตนเอง". เรื่องช่วยตนเองนี้ อาจจะมีทั่ว ๆ ไปไม่มากก็น้อยในศาสนาอื่น ๆ แต่ในพุทธศาสนาเรานี้มีเต็มที่ ; ตัวเองที่กำลังเป็นทุกข์หรือโง่เขลา จะต้องได้รับ ความเจ็บปวดและเข็ดหลาบ แล้วก็ ต้องหาทางช่วยตัวเอง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อกฺขาตาโร ตลาคตา, - ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ ผู้ชี้ทางเท่านั้น ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ. - การกระทำเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้อง ทำเอง เพื่อให้ความทุกข์สิ้นไป. อย่างนี้เรียกว่าพุทธศาสนาเรา สอนให้ช่วยตัวเอง ขอให้จำไว้. (๓) แนวถัดไป ท่าน สอนว่าสิ่งทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัย เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย มีกฎในตัวมันเอง อย่างที่พระสารีบุตรเมื่อก่อนจะมาบวช ก็ได้ถามพระภิกษุ องค์หนึ่ง ; ได้รับคำตอบว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "สิ่งใดเกิดมาแต่เหตุ ก็ต้อง รู้เหตุของสิ่งนั้น และรู้ความดับของเหตุของสิ่งนั้น" นี่เรียกว่าเป็นหลักธรรมะที่อยู่ใน
น.211 รูปของวิทยาศาสตร์ จึงกล่าวว่า หลักพระพุทธศาสนานี้เป็นไป หรือว่า สบหลักวิทยา- ศาสตร์ ไม่ได้เอาบุคคล ไม่ได้เอาอะไรเป็นประมาณ นอกจากเหตุผล ดังนั้นจึงถือว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล นี้ก็แนวหนึ่ง. (๔) แนวต่อไป สำหรับการปฏิบัติ ท่านสอนให้เว้นความชั่ว ให้ทำ ความดี และ ทำจิตให้บริสุทธิ์ : สามอย่างนี้รวมกันเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์, คือ ประมวลหัวข้อแห่งคำโอวาททั้งหมด : เว้นชั่ว, ทำดี, ทำจิตให้บริสุทธิ์. เว้นชั่วและทำดีนี้ไม่ต้องอธิบาย ; ทำจิตให้บริสุทธิ์ ก็คือว่า ถ้าไปยึดถือ แม้ในความดี จิตก็หม่นหมอง เช่นกลัวจะไม่ได้ดี หรือดีที่มีอยู่จะหมดไป ; เป็นห่วง วิตกกังวล ยึดถือนั่นนี่เป็นของตน ทำให้เป็นทุกข์. ถึงแม้ว่าเราจะเว้นชั่วและทำดีเสร็จแล้ว เรายังต้องรู้จักกระทำจิตให้ปล่อยวาง อย่าได้ยึดถืออะไรไว้โดยความเป็นตัวตนของตน มันจะเศร้าหมอง, มันจะหนัก, มันจะ เป็นทุกข์ ; เหมือนกับว่า ยึดถือหรือแบกหามสิ่งใดไว้ ย่อมเป็นของหนักและทนทุกข์. แม้ว่าของนั้นจะเป็นเพชรพลอยที่มีราคามาก ; ถ้ามันตั้งกระบุง และมาแบก ไว้บนบ่าหรือทูนไว้บนศีรษะ มันก็หนักเท่า ๆ กัน กับว่าแบกก้อนหินหรือทูนก้อนหิน เหมือนกัน ; ฉะนั้น ก้อนหินก็ไม่ทูน เพชรพลอยก็ไม่ทูน วางไว้ข้าง ๆ ไม่ให้มามี ความหนักอยู่บนศีรษะ ซึ่งในที่นี้หมายถึงจิตใจ ; จึงได้กล่าวว่า จงทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วย เป็นเรื่องที่สาม. เรื่องที่หนึ่งเว้นจากความชั่ว, เรื่องที่สองทำความดี, เรื่องที่สามทำจิตให้ บริสุทธิ์, นี่ท่านสอนว่าอย่างนี้.
น.212 (๕) ทีนี้ คำสอนที่สำคัญ ซึ่งเป็นการเตือนสติอย่างสำคัญได้ทรงสอนว่า สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย, คือสิ่งทั้งปวงในโลกนี้, สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายไหลเรื่อยเปื่อยไป ไม่มีหยุด ; คือไม่เที่ยง. ขอให้ทุกคนสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท ท่านนิสิตและนักศึกษาแม้จะเป็นผู้เยาว์ก็ขอให้ฟังคำนี้ให้ดี ๆ ว่า คำสอนสูงสุด ของพระพุทธเจ้านั้นต้องใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทุกชั้นทุกระดับ แม้แต่คนหนุ่มคนสาว ก็ให้เข้าใจไว้ด้วยว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ไหลเรื่อยเปื่อยไป คือ ไม่เที่ยง ; ฉะนั้น จงทำตนเองให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท คืออย่าไปทำเล่น ๆ กับสิ่งเหล่านั้น ; มันจะกัดเอา มันจะตบหน้าเอา หรือมันจะผูกมัดรัดรึงเอา จะต้องนั่งร้องไห้ ; หรือถึงกับ จะต้องฆ่าตัวตายกันบ่อย ๆ. นี่รวมความว่า ถ้าถูกถามว่าสอนอย่างไร ? ตอบว่า สอนให้เดินสายกลาง, สอนให้ช่วยตัวเอง, สอนให้รู้จักกฎแห่งเหตุผล, มีเหตุและปัจจัยปรุงแต่ง ; จะต้อง จัดการที่เหตุให้ถูกต้องจึงจะได้รับผลตามที่เราต้องการ. และสอนเป็นหลักปฏิบัติว่า อย่าทำขั้ว ทำดี ทำให้จิตบริสุทธิ์; และทรงเตือนสติว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ไหลเรื่อย จงสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท นี่คือหัวข้อที่ถามว่าสอนอย่างไร ก็ตอบ อย่างนี้. ๓. ถ้าท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่า สรุปเป็นใจความให้สั้นที่สุดแล้วพุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร ? อย่างนี้เราตอบได้ด้วยพระพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้าเอง คือ ท่านสอนด้วย ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า : สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น.
น.213 สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นพระพุทธภาษิตของพระองค์เองตรัสไว้อย่างนี้ ; เรา ไม่ต้องเสียเวลามาตั้งการค้นคว้า เพราะได้มีตรัสไว้อย่างนี้ชัดเจนแล้ว. ในบรรดาคำสอนทั้งหมด ที่ว่ามีมากมายตั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น ; สรุปให้เหลือเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ ก็คือว่า "สิ่งทั้งปวงยึดมั่นไม่ได้" ; ให้รู้ว่าถ้าไป ยึดมั่นเข้าแล้วก็เป็นทุกข์ ; ให้รู้ว่าเมื่อปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นแล้วก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้าเรา รู้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าเรารู้หมดพระพุทธวจนะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หรือว่า ถ้าได้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ก็คือปฏิบัติหมดทุกขั้นทุกตอน. คนขาดศีลเพราะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยความรัก ความเกลียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ขาดศีลไม่ได้ ; คนจิตฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ ก็เพราะ ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้า :"คนไม่มีปัญญา ก็เพราะนั่นแหละคือความโง่ เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้า. เมื่อปฏิบัติเป็นความไม่ยึดมั่นแล้วก็เป็นมรรคผล ขึ้นมาทันที และเป็นนิพพานในที่สุด. พระพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่ไม่ยึดมั่นโดยเด็ดขาด. พระธรรม คือคำสอนในการ ปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติเรื่องความไม่ยึดมั่น. พระสงฆ์ ก็คือผู้ที่ปฏิบัติเพื่อความ ไม่ยึดมั่นอยู่, กำลังปฏิบัติอยู่ก็มี, ปฏิบัติเสร็จแล้วก็มี, นี่เรียกว่าพระสงฆ์. เพราะฉะนั้น เมื่อมีผู้ไปทูลถามพระพุทธองค์ ว่าพระพุทธวจนะทั้งหมดสรุปให้สั้นเหลือเพียงประโยค เดียวได้หรือไม่ ? พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าได้ และท่านก็ตรัสว่าดังนี้ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวลาย์" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. พระบาลีจูฬตัณหาสังขยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ หน้า ๔๗๐. เหตุผล
น.214 ถ้าถูกถามต่อไปว่า เกี่ยวกับความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น จะให้ปฏิบัติอย่างไร ? ถ้าท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่า จะปฏิบัติให้ถูกหัวใจพระพุทธศาสนานั้น จะปฏิบัติอย่างไร ; ก็ตอบโดยอาศัยพระพุทธภาษิตอีกเหมือนกัน เราไม่ต้องเอา ความคิดของเราไปตอบ. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสการปฏิบัติไว้ อย่างสรุปหมดและครบถ้วนนี้ว่า เมื่อเห็นรูปด้วยตา ก็สักว่าดู. เมื่อได้ฟังเสียงทางหู นี้ก็สักว่าได้ยิน, เมื่อได้กลิ่น ทางจมูก นี้ก็สักว่าได้ดม, เมื่อได้ลิ้มรสทางลิ้น นี้ก็สักว่าได้ชิม, เมื่อได้สัมผัสทาง ผิวหนังผิวกาย ทั่ว ๆ ไป นี้ก็สักว่าได้กระทบ, และเมื่ออารมณ์ เช่นเรื่องเศร้า เป็นต้น ได้เกิดขึ้นในจิต ก็ให้เป็นสักว่ารู้ รู้ว่าอารมณ์เศร้า. ขอทบทวนสำหรับท่านที่ยังไม่เคยฟังว่า เห็นสักว่าดู เห็นสักว่าเห็นก็ได้ ได้พังสักว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักว่าได้ดม ได้ลิ้มรสก็สักว่าได้ชิม และสัมผัสทางผิวกาย ก็สักว่าได้กระทบ อารมณ์เกิดขึ้นในใจก็สักว่ารู้สึก. นี่หมายความว่าไม่ให้ปรุงเป็น ตัวตนขึ้นมา ; ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า เมื่อทำได้อย่างนี้ ตัวตนจักไม่มี, ตัวตนจักไม่มี นั่นแหละคือที่สิ้นสุดของความทุกข์. นี้ต้องอธิบายว่า ที่ว่าเมื่อได้เห็นรูปทางตา สักว่าดูนี่ ; เมื่อรูปมากระทบ ตาก็ดูให้รู้ว่าเป็นอะไร และเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ กับสิ่งที่ได้เห็นนี้ ;
น.215 แต่อย่าไปเกิดรักหรือไปเกิดเกลียดเข้า. ถ้าไปเกิดรักก็อยากได้ ไปเกิดเกลียดก็อยากฆ่า ให้ตาย ; อย่างนี้มันก็มีผู้รักและผู้เกลียด นี่เรียกว่าตัวตน ; ถ้าปล่อยไปในทางเป็น ตัวตนอย่างนี้ก็เป็นทุกข์และผิด. ถ้าได้เห็นรูปแล้วให้มีสติปัญญามีสติสัมปชัญญะ อย่ามีกิเลสยึดถือ ; มีสติ ปัญญารู้ ว่าสิ่งที่เห็นนี้จะต้องทำอย่างไร ก็ทำไปในทางที่ถูกที่ควร หรือถ้าไม่ต้องทำ อะไรก็เฉยเสีย. หากต้องการผลจากสิ่งนี้อย่างไร ก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยสติ ปัญญา อย่าปรุงเป็นตัวตนขึ้นมา ; อย่างนี้ไม่มีความทุกข์ด้วย และก็ได้ผลตามที่ ต้องการด้วย. นี่หลักปฏิบัติที่สรุปย่อที่สุด และควรถือว่าประเสริฐที่สุด กล่าวคือสอนว่า เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น ได้ลิ้มสักว่าได้ลิ้ม ได้สัมผัส สักว่าได้สัมผัส ได้รู้สึกในใจสักว่าได้รู้สึกในใจ ให้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ; แล้วสติปัญญา มาทันที แล้วจัดการไปตามที่ถูกที่ควร ไม่เกิดมีผู้รักหรือผู้เกลียดขึ้น. ถ้าอยากจะกระทำ ไปตามความรักหรือความเกลียด อย่างนี้เรียกว่าตัวตน จิตนี้วุ่นวายแล้ว ; ไม่ว่าง ไม่ประกอบด้วยสติปัญญาเสียแล้ว. นี้เป็นภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะทารุจิยะ มัชฌิมนิกาย แพร่หลายมาก ; นี่คือสรุปสั้น ๆ ว่าปฏิบัติอย่างไร. ทำไมจึงไม่พูดถึงเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องทำบุญให้ทาน ? นั่นเป็นเรื่องปลีกย่อย ; ไม่ใช่เรื่องหัวใจ ; เราทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญ สมาธิ มีปัญญาในที่สุด ก็เพื่อว่าเราจะสามารถเป็นผู้คงที่อย่างนี้ : เห็นสักว่าเห็น ได้ยิน
น.216 สักว่าได้ยิน ฯลฯ นี่เราเป็นผู้คงที่ มีความคงทนปรกติต่อต้าน มี equilibrium ต่ออารมณ์ ที่มากระทบทุกอย่างทุกประการทุกวิถีทาง โดยไม่เกิดตัวตน. เรื่องทำบุญให้ทานก็เพื่อขจัดตัวตน, เรื่องรักษาศีลก็เพื่อควบคุมตัวตน, เรื่องทำสมาธิก็เพื่อควบคุมตัวตน เรื่องทำปัญญาก็คือทำลายตัวตน. ทีนี้ตัวเรา ไม่พูดหลายเรื่อง เราพูดถึงแต่เรื่องที่จำเป็นประจำวันที่สุด ; ที่ตาเราจะได้เห็นนั่นเห็นนี่ หูเราจะได้ยินนั้นยินนี่ จมูกเราจะได้ดม ฯลฯ ทั้งหกทางนี้เราควบคุมที่นี่อย่างเดียว ก็เป็นอันควบคุมหมด และเป็นการปฏิบัติหมดและครบถ้วน. นี่คือหัวใจของการ ปฏิบัติ เมื่อท่านถูกชาวต่างประเทศถามว่าให้ปฏิบัติอย่างไร ก็ตอบอย่างนี้. ๕. ถ้าท่านถูกเขาถาม, คนต่างชาติต่างศาสนาถามว่า จะให้เรียนกันที่ไหน ? ศึกษากันที่ไหน ? เราก็ตอบด้วยพระพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้าว่า ในร่างกายอันยาววาหนึ่ง มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ; ให้เรียนที่นี่ ให้เรียนที่ในร่างกายที่ยาวประมาณว่าหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ; ก็หมายความว่า ร่างกายที่ยาววาหนึ่งคือคนนี้ และก็เป็น ๆ อยู่ จึงจะมีสัญญาและใจ มีสมปฤดีเรียกว่ามีสัญญา, และมีใจก็คือมีความรู้ความคิด ในกาย ยาวประมาณวาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจนี้ ; ตถาคตได้บัญญัติโลก ได้บัญญัติที่เกิด แห่งโลก ได้บัญญัติความดับสนิทของโลก และได้บัญญัติหนทางปฏิบัติให้ถึงความ ดับสนิทของโลกไว้แล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย.
น.217 เมื่อตรัสว่าโลก ที่เกิดแห่งโลก ความดับสนิทของโลก ทางปฏิบัติเพื่อความ ดับสนิทของโลก คือธรรมะทั้งหมด มีอยู่ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง อันมีจิตใจคือ เป็น ๆ อยู่ ให้เรียนที่นี่ ; ไม่ใช่ให้เรียนที่โรงเรียน หรือตามถ้ำ ตามป่า ตามเขา ตามวัดวา อารามที่ไหน ; นั่นมันเป็นเรื่องข้างนอก. ให้สร้างโรงเรียนขึ้นข้างใน ให้สร้างมหาวิทยาลัยขึ้นในร่างกาย แล้วก็ สอดส่องศึกษาแยกแยะค้นคว้าคุ้ยเขี่ยให้รู้ตามที่เป็นจริงว่า โลกเกิดขึ้นมาอย่างไร เป็น ทุกข์อย่างไร ดับสนิทของโลกคือดับทุกข์นั้นมีอย่างไร และปฏิบัติเพื่อดับสนิทนั้นปฏิบัติ อย่างไร ; ก็คือเรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง บางทีพระองค์ ใช้คำว่าโลก, บางทีใช้คำว่าทุกข์ ตัวโลกหรือตัวทุกข์เป็นอย่างไร, สมุทัยของมันคือเหตุให้เกิดนั้นเป็นอย่างไร, และดับสนิทคือไม่มีทุกข์ไม่มีโลกที่วุ่นวายนั้นเป็นอย่างไร, และปฏิบัตินั้นปฏิบัติอย่างไร ; จะค้นพบได้จากกายนี้ ที่อื่นไม่มี. ถ้าไปเอามาจากที่อื่นเป็นเรื่องหนังสือบ้าง เป็นเรื่องคำพูดบ้าง เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่ตัวจริง ; ต่อเมื่อมองเห็นค้นได้ เห็นแจ้งจากร่างกาย ซึ่งยาวประมาณ วาหนึ่งนี้ พร้อมทั้งใจนี้ จึงจะเป็นตัวจริง. และถ้าเราถูกถามว่า เรียนที่ไหน ; ก็เรียน ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจ. นี่เป็นพระสูตรในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ หน้า ๖๒
น.218 เราจะถูกถามต่อไปว่า เพื่อความเข้าใจธรรมะ ให้ดีขึ้น ธรรมะนี้เปรียบเหมือนอะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะนี้เปรียบเหมือนพ่วงแพ ; ท่านใช้คำว่า แพ เพราะว่าสมัยโบราณนั้น การข้ามน้ำ ข้ามแม่น้ำ ใช้แพ ใช้พ่วงแพ เป็นส่วนใหญ่ ; รู้จักกันดีจึงได้ตรัสอย่างนี้. ธรรมะเป็นพ่วงแพ เหมือนพ่วงแพ นี่มีความหมายสำคัญมาก คือว่า อย่าให้ติดในธรรมะจนลืมตัว จนอวดดีในความเป็นอาจารย์ เป็นเจ้าตำรา เป็นนักปราชญ์. ถ้าลืมว่าธรรมะเป็นเพียงพ่วงแพ ละก็จะเกิดโทษอย่างนี้ขึ้น. ธรรมะเป็นห่วงแพ คือเป็นพาหนะจะขนส่งให้ข้ามฟาก ; ครั้นข้ามฟากแล้ว เราจะมัวแบกเรือหรือแบกแพอยู่ไม่ได้ เราจะต้องขึ้นบกไป. นี่ก็คือสอนให้รู้จักใช้ให้ ถูกวิธี และอย่ายึดถือจนลืมตัว. เรือแพนี้ถ้าเราไม่รู้ประโยชน์ เราก็เอาไว้อวดกัน เอาไว้ทะเลาะวิวาทกันเพราะความอวด บางทีก็เอาไว้วิ่งแข่งกัน เป็นการหมดเปลือง ไม่มีประโยชน์ ; ก็ต้องใช้ให้ถูกเรื่องคือใช้ข้าม ข้ามน้ำ. วิชาความรู้หลักธรรมะนี้ต้องเอาไว้ใช้ข้ามความทุกข์ ; ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ ทำลายกันด้วยหอกคือปาก ทุ่มเถียงกัน ประณามกัน ; . และก็อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นจน ถึงกับว่าขึ้นบกแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ก็ยังไม่ยอมจากเรือ จะแบกเอาเรือไปด้วย .. นี่ธรรมะ เปรียบเหมือนพ่วงแพ ไปดูเถอะมีอยู่ในพระบาลีอลคัททูปมสูตร แห่งเดียวกันกับ ข้างต้น.
น.219 ธรรมะที่เหมือนพ่วงแพนี้ หมายถึงใช้ได้แม้ฆราวาส : สำหรับฆราวาส ด้วย สำหรับบรรพชิตด้วย เหมือนกันทีเดียว. ๗. ถ้าเราถูกถามว่า ฆราวาสควรเรียนเรื่องอะไร ? ข้อนี้เราไม่ต้องตอบด้วยความคิดของเรา. ถ้าท่านอยากจะมีความคิดของท่าน ก็ได้ ; ไม่ห้าม. แต่เราตอบตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็ว่า ฆราวาสควรเรียนสุดต้นตะ ทั้งหลายที่เป็นตลาดตภาษิตเนื่องด้วยสุญญตา ; สุตตันตะทั้งหลายนี้หมายถึง ระเบียบของคำสอนที่จัดไว้ดี, เป็น system ดี ก็เรียกว่าสุตตันตะคือเนื้อหรือหัวใจของ คำสั่งสอนที่จัดระเบียบไว้ดี ก็เรียกว่าสุตตันตะ. สุดตะก็คือสูตร อันตะ ก็แปลว่า ที่สุด สุตตันตะ ก็แปลว่า สูตรที่จัดไว้ เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นเนื้อหาอย่างดี ; เหมือนกับคำว่าเวทานตะ : เวทะก็คือ ความรู้: เวทานตะก็คือความรู้ที่จัดไว้แต่เนื้อหาเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างดี. ขอให้จำคำว่า "สุตตันตะ" นี้ไว้ด้วย. สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้า ท่านได้ใช้คำนี้ บางคนมาแปลคำ ๆ นี้เสียว่า พระสูตร ; คนฟังก็ชินแต่เรื่องนิทาน ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องนิทาน ; พระสูตรจะเป็นเรื่องนิทานไปไม่ได้ แต่ว่าคนทั้งหลายโดยมาก เข้าใจไปเสียอย่างนั้นแล้ว ไม่มีใครห้ามเขาได้.
น.220 อาตมาอยากจะใช้คำที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ อย่าให้ปนเปกัน ว่าสุตตันตะเลย ; สุดตันตะทั้งหลายที่เป็นตลาดตภาษิต, คือที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวและเนื่องด้วย สุญญตา. เรื่องนี้มีฆราวาสไปทูลถามว่า ฆราวาสนี้จะประพฤติธรรมอย่างไร จึงจะ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสข้อนี้ : "เอ เต สุตฺตนฺตา" - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด "ตลาคตภาสิตา" - เป็นคำกล่าวของตถาคต, คมฺภีรา - เป็นข้อความที่ลึกซึ้ง, คมฺภีรตุลา - มีความหมายลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - เป็นเรื่อง ขึ้นเหนือโลก, สุญฺญตาปฏิสํยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยสุญฺญตา. มันมีความสำคัญ อยู่ตรงที่ว่า - เนื่องเฉพาะด้วยสุญฺญตา. คำว่า "สุญฺญตา" นี้ คงแปลกหูท่านนักศึกษาทั้งหลาย แต่อย่าเพ่อท้อใจ เพราะว่าเป็นคำที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ; ขอให้สนใจฟัง สุญฺญตา แปลว่าความ ว่าง, สุญฺญตาแปลว่าความว่าง แต่คำว่า "ว่าง" นี้ มันมีหลายทางหลายความหมาย. สุญญตาของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่างทางวัตถุ เช่นว่างไม่มีอะไร ไม่มีวัตถุอะไรนี้ไม่ใช่; เป็นเรื่องว่างทางสติปัญญา ; เพราะสิ่งต่าง ๆ มีไปได้ จะมี เท่าไรเต็มไปทั้งโลกก็ได้ แต่ตรัสว่าเป็นของว่างหรือมีความว่าง เพราะว่าไม่มีอะไร ที่เป็นตัวตนหรือของตนอยู่ในนั้น ; ทั้งนี้ก็คือเพื่อความไม่ยึดถือสิ่งทั้งปวงอีกเหมือนกัน. ฆราวาสควรเรียนภาษิตพระพุทธวจนะโดยตรง ที่กล่าวถึงเรื่องสุญญตา. ที่แล้วมามักจะเข้าใจผิดกันว่า เป็นเรื่องสูงเกินไป ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ; เพราะไม่เคย ได้ยินได้ฟังพระพุทธภาษิตข้อนี้. ฉะนั้น ขอให้จดจำไว้ให้แม่นยำว่า แม้แต่ฆราวาส ก็ต้องศึกษาและรู้และปฏิบัติเรื่องสุญญตา ไม่ใช่เฉพาะบรรพชิต.
น.221 คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ฆราวาสก็ควรเรียนเรื่องสุญญตานี้’ อยู่ใน คัมภีร์มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ หน้า ๕๑๒. ฉะนั้น หวังว่าท่านฆราวาสทั้งหลายจะไม่ตื่นกลัวคำว่าสุญญตา หรือเรื่องสุญญตาอีกต่อไป. ขอให้ไปหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ความว่างเป็นเรื่องที่มีคำอธิบายละเอียด สุขุมต้องใช้เวลามาก *ดังนั้นจึงบอกไว้แต่หัวข้อ แต่โดยใจความแล้วก็พอเหมือนกัน ; คือว่า กว่างจากความรู้สึกว่าตัวตนว่าของตน ก็เรียกว่า "ความว่าง", เพราะว่า ถ้าจิตมันรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตน และไม่มีอะไรเป็นของตน มันก็คือว่างเท่านั้นเอง โลกนี้ว่าง หมายความอย่างนี้. ๘. ถ้าถูกถามถึงคำสูงสุดคำหนึ่งในพระพุทธศาสนาว่า อมตธรรมคืออะไร ? อมตธรรม หรือ อมฤตธรรม คืออะไร ? อมต แปลว่า ไม่ตาย ; อมตธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย คืออะไร ? มีพระพุทธภาษิตมหาวารวรรค สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ หน้า ๑๐ ว่า ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ คือ อมตธรรม, หมายความว่า ภาวะที่ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ คือ อมตธรรม.
น.222 มตธรรม แปลว่า ธรรมที่ไม่ตาย หรือ ธรรมที่ทำความไม่ตาย ; เมื่อมี ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อใด ; นั่นเรียกว่าความตาย ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความทุกข์ มีตัวตน ; และต้องเป็นไปตามความรู้สึกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย. เมื่อใดหมดราคะ โทสะ โมหะ, หมดโมหะ คือ หมดความโง่ ความหลง ; เมื่อนั้นไม่เกิดความรู้สึกหลงใหลว่า มีตัว มีตน อีกต่อไป มันจึงไม่ตาย ; เพราะไม่มีตัวมีตนแล้วอะไรจะตาย. ถ้าแสวงหาอมตธรรม แล้ว ต้องแสวงหาความหรือภาวะที่สิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ; พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างนี้. อมตธรรมนี้เราก็เคยได้ยิน ได้ฟังกันแล้วว่าเป็นสิ่งสูงสุด ยิ่งกว่าสิ่งใดในพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่า อมฤต หรือ อมตะ. พวกอื่นมีอมฤตหรืออมตะเป็นอย่างอื่น ; แต่ในพุทธศาสนานี้มีอย่างนี้, คือ มีที่ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ. ทีนี้มันเนื่องกันกับธรรมที่เป็นขั้นสูงสุดลึกซึ้งมีหลายชื่อ ; ถ้าตั้งปัญหาถาม ว่า ธรรมในขั้นสูงสุดลึกซึ้ง เหนือโลก เหนือความตาย ด้วยประการทั้งปวงแล้ว เรียกชื่อว่า อะไร ? พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า สุญญตาปฏิสิยุตฺตา ดังที่ได้ออกชื่อมาเมื่อตะกี้นี้; ธรรมที่เนื่องด้วยสุญญตา หรือตัวสุญญตานั่นเองก็ได้. ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตานั้น คือ ธรรมชั้นสูงสุดลึกซึ้งเหนือโลกเหนือความตาย ; เป็นอันเดียวกันกับอมตธรรม.
น.223 เรื่องหรือ ธรรมะใหม่ๆ หลังๆ ชั้นหลังๆ นี้ คืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เย เต สุตฺตนฺตา กวิกตา กาเวยฺยา จิตฺตกฺขรา จิตฺตพยญฺชนา พาหิรกา สาวกภาสิตา" แปลว่า สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งพวก กวีนักปราชญ์ทำขึ้น เป็นคำร้อยกรองในลักษณะกาพย์ วิจิตรไพเราะด้วยตัวอักษร ตัวพยัญชนะอยู่นอกแนว ไม่เนื่องด้วยสุญญตา ; ขอให้จำคำสำคัญว่า นอกแนว ของสุญญตา ไม่เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา แล้วก็เป็นสาวกภาสิตา, เป็นภาษิตของ สาวกชั้นหลัง ๆ นี่คือของใหม่ ธรรมะใหม่ ; แล้วต่ำ, แล้วละก็ ไม่ใช่ตลาดตภาสิต. ถ้าเป็นตถาคตภาสิตต้องเนื่องด้วยสุญญตา; ถ้าเป็นสาวกภาสิตไม่เนื่อง ด้วยสุญญตา เป็นพาหิรกา คือ นอกแนวของสุญญตา. ถ้าเราต้องการจะได้รับธรรมะ เดิมและสูงสุด และของพระพุทธเจ้าจริง ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากเรื่องที่เนื่อง ด้วยสุญญตาคือความว่าง ; ข้อความนี้มีอยู่ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระไตร- ปีฎก เล่ม ๒๒ หน้า ๑๓๒. ๑๐. ถ้าท่านถูกถามโดยชาวต่างประเทศว่า คำสอนเรื่องอะไรพระพุทธเจ้าทรงสอนมากที่สุด ที่ปรากฏอยู่ในรูปพระพุทธวจนะ ? เรื่องนี้ก็ตอบตามพระพุทธภาษิตอีกว่า : เรื่อง ขันธ์ห้าไม่เที่ยงและเป็น อนัตตา. ขันธ์ห้า นี้ คือคนเราคนหนึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน : ส่วนร่างกาย เรียกว่ารูป,
น.224 ความรู้สึก อารมณ์สุขทุกข์ เรียกว่าเวทนา, ความจำหรือสติสมปฤดีนี้ เรียกว่าสัญญา, ความคิดนึกเรียกว่าสังขาร, จิตที่รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้ทางตา ทางหู ฯลฯ นี้เรียกว่าวิญญาณ. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ห้าอย่างนี้ เรียกว่า ขันธ์ ๕. ขันธ์ ๕ นี้ ไม่เที่ยง และ เป็นอนัตตา. นี้เรียกว่า พหุลานุสาสนี, คือ เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากที่สุดว่า ขันธ์ ๕ นี้ไม่เที่ยงคือไหลเรื่อย เปลี่ยน แปลงเรื่อย และ เป็นอนัตตา คือ ใครจะเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา นั้นไม่ได้; เพราะมันไหลเรื่อย เป็นพระบาลีจูฬ สัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย รู้กันดี ทั่วไปในหมู่ชาววัด สรุปอีกทีหนึ่งก็ว่า ทรงสั่งสอนเรื่องสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง และจะถือว่าตัวเรา หรือของเรานั้นไม่ได้. จำใจความสั้น ๆ ว่า พระพุทธเจ้าสอนมากที่สุดในเรื่องว่า "สิ่งทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง และถือว่าเป็นตัวเราหรือของเราไม่ได้". ๑๑. ทีนี้เราจะพิจารณาดูกันต่อไปว่า ถ้าถูกถามว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เชื่อใคร ? ตอบตามพระพุทธภาษิตกาลามสูตรว่า : “ทรงสอนให้เชื่อการมองเห็นชัด อยู่ด้วยตนเอง, เชื่อการมองเห็นชัดอยู่ด้วยตนเอง ว่ามันเป็นอย่างไร.
น.225 ในที่นี้ต้องเข้าใจคำว่า "มองเห็นชัด" ; มองเห็นชัดโดยไม่ต้องใช้การ คำนวณด้วยเหตุผล ไม่ต้องคาดคะเน ไม่ต้องสันนิษฐาน จึงจะมองเห็นชัด ; เช่น เหมือนกับเราเห็นวัตถุชัด ๆ อยู่ว่า เอานี่ทำอย่างนี้ เกิดผลอย่างนี้ นี่แหละมองเห็นชัด ไม่ต้องอาศัยเหตุผล หรือว่าการสันนิษฐาน. ในทางพระพุทธศาสนา สอนให้ไม่เชื่อใคร ไม่เชื่อสิ่งใด นอกจากการ มองเห็นชัดอยู่ด้วยตนเอง ว่ามันเป็นอย่างไร ; รู้ได้ด้วยคำถามต่อไปที่ว่า : ทำไม ไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก, ไม่ให้เชื่อครูบาอาจารย์, ไม่ให้เชื่อคำเล่าลือ, ไม่ให้เชื่อการ คำนวณด้วยเหตุผล, ไม่ให้เชื่อตามการคำนวณด้วยเหตุผลทางตรรก ; เท่านี้ก็เป็นเครื่อง ช่วยให้เข้าใจได้ดี ; เพราะว่าการเชื่ออย่างนั้นเป็นการงมงาย. อย่างเราเปิดพระไตรปิฎก อ่านข้อความอย่างไรแล้วก็เชื่อโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องวิจารณ์; อย่างนี้ เรียกว่าเชื่อพระไตรปิฎกอย่างงมงาย ทรงห้ามไว้. เชื่อครูบาอาจารย์ ก็หมายความว่า เมื่อครูบาอาจารย์บอกมาอย่างไร ก็เชื่อ ตามทุกคำอย่างหลับหูหลับตา ; ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่มองเห็น ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง อย่างนี้ก็เรียกว่าเชื่อครูบาอาจารย์ เชื่อคำเล่าลือกันอย่างไร แตกตื่นตูมกันไป. เชื่อการคำนวณด้วยเหตุผลทางตรรกนั้น หมายความว่าเราเรียนเรื่องเหตุผล หรือชินในการใช้เหตุผลกันมาแล้ว แล้วก็คำนวณดูว่าทางเหตุผลมันควรจะเป็นอย่างนั้นได้ อย่างนี้ก็ยังไม่พอ ; ยังไม่ยอมให้ฝากตัวไว้กับการคำนวณชนิดนี้. ตรงนี้ต้องฟังดูให้ดีว่า ไม่ใช่ห้าม ไม่ให้เราเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก ; หรือ ไม่ให้เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ หรือไม่ใช่ห้ามไม่ให้เราอ่านพระไตรปิฎก ไม่ฟังคำ
น.226 ครูบาอาจารย์ และไม่ฟังคำเล่าลือ หรือไม่ใช้การคำนวณทางตรรก ; แต่ว่าแม้เราได้ฟัง ได้อ่านได้ยิน เราไม่เชื่อตามนั้น นอกจากจะนำมาคิดดู ใคร่ครวญดู หยังดู จนมองเห็นชัด ด้วยตนเองว่า มันเป็นอย่างนี้จริง. เช่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ ; ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ไม่มีทางจะเชื่อ ไม่ต้องเชื่อ เชื่อเข้าก็งมงาย. แต่ถ้าเรารู้จักตัวความโลภว่าเป็นอย่างไร, ความโกรธ เป็นอย่างไร, ความหลงเป็นอย่างไร, มันเกิดขึ้นในใจคราวไร, เป็นทุกข์เหมือนกับไฟเผา ; อย่างนี้เรียกว่าเชื่อตามที่มองเห็นชัดอยู่ด้วยตนเอง. แม้พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกก็ตาม เราได้อ่าน ได้ฟังแล้ว ต้องมามองดูจนเห็นชัดอย่างนั้น ; ถ้ายังไม่เห็นชัด ยังต้องใช้การคำนวณ ก็ทิ้งไว้ก่อน. จะเชื่อและจะปฏิบัติแต่เท่าที่มองเห็นชัดอยู่ก่อนก็พอแล้ว ; แล้วจะ ค่อยเชื่อและเห็นชัดเพิ่มขึ้น ๆ ๆ ตามลำดับ ไม่ต้องกลัว. นี้เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร อังคุตตรนิกาย แพร่หลายมาก. ถ้าท่านต้องอธิบายให้ชาวต่างประเทศฟัง ขอร้องว่า จงอธิบายให้ดีๆ อธิบาย ผิดจะกลายเป็นผิด หรือตู่พระพุทธวจนะไปก็ได้. การจะไม่เชื่อพระไตรปิฎก ไม่เชื่อ ครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อคำเล่าลือ, ไม่เชื่อการคำนวณทางตรรกเป็นต้นนี้ มันมีความหมาย ที่ซ่อนอยู่ เราต้องค้นให้พบ.
น.227 เชื่อทันทีเป็นการงมงาย พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสห้ามนักห้ามหนาว่า แม้ ตถาคตพูดนี้ก็อย่าเชื่อ, คืออย่าเพ่อเชื่อ ต้องเอาไปพิสูจน์ทดลองจนมองเห็นชัดแล้ว จึงเชื่อ. ถ้าเชื่อทันทีเรียกว่างมงาย ; ถ้าเชื่อหลังจากมองเห็นชัดแล้วไม่งมงาย นั่นแหละเป็นความเชื่อของพุทธบริษัท : ไม่ให้เชื่ออย่างงมงายไปตามบุคคล หรือ ตามตำรา หรือตามคาดคะเน หรือตามเหตุผล หรือตามคนที่เขาเชื่อกันเป็นส่วนมาก แต่ให้เชื่อการมองเห็นชัดของตนเอง. นี่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ ; พวกเราเป็น พุทธบริษัทก็เป็นอย่างนี้. ๑๒. เราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มองเห็น ความสูงต่ำเหลื่อมล้ำกันอยู่ในระหว่างระดับของจิตใจ ของชาวบ้านกับจิตใจของพุทธบริษัท. ชาวบ้าน หมายความว่า ไม่เคยเป็นพุทธบริษัท ไม่รู้เรื่องพุทธบริษัท ที่แท้จริง ; เป็นแต่ตามธรรมเนียม นี้เป็นชาวบ้าน เป็นแต่ตามบัญชี ตามทะเบียน ตามที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นพุทธบริษัทก็เป็น นี้เรียกว่ายังเป็นชาวบ้าน ทีนี้ ถ้าเป็นพุทธบริษัท เป็นพระอริยเจ้า, เกิดระเบียบขึ้นมาว่า ต้องมี ความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนี้อย่างถูกต้อง ในระดับที่สูงกว่าชาวบ้าน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างน่าขบขันว่า ในสายตาของพระอริยเจ้ากับในสายตาของ ชาวบ้านนี้ มันช่างต่างกันมาก. เช่นว่า :-
น.228 การร้องเพลงนั้น ในสายตาของพระอริยเจ้าหรือในอริยวินัยนั้น คือการ ร้องไห้, การเต้นรำ ฟ้อนรำนั้น คืออาการของคนบ้า, การหัวเราะร่วนนั้น คืออาการของเด็กอ่อน ; พระพุทธภาษิตติกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปาราก๊าฟ ๕๔๗ ไปเปิดดูก็ได้. ที่เขาแปลไปในหนังสือกามนิตก็มีใจความอย่างนี้ เพี้ยนกันนิด ๆ ; นี้เอาตามตรงที่มีในรูปพุทธภาษิตในพระไตรปิฎกของเราเอง. โรม ชาวบ้าน คนทั่วไป ร้องเพลงสนุกสนานพอใจสรวลเสเฮฮา เหนื่อยก็ไม่รู้สึก ; ในอริยวินัยพระอริยเจ้าท่านมองดูในฐานะมันเป็นการร้องไห้. เราสังเกตคนที่ร้องเพลง ตะเบ็งเสียงคอเป็นเอ็นนี้ มันมีอาการเหมือนกับคนร้องไห้ และยิ่งกว่านั้น ก็คือ มันทำ ไปด้วยอารมณ์เหมือนกับการร้องไห้ การฟ้อนรำ เต้นรำ มันเหมือนกับอาการของคนบ้า ; ถ้าเรามองสักนิด เราจะรู้สึกว่า ในขณะที่เราลุกขึ้นเต้นรำได้ ; เราต้องมีความบ้าเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มันจึงจะลุกขึ้นเต้นรำได้ ; แต่ว่าเราพอใจอยู่ด้วยกันทุกคนหรือทุกหนทุกแห่ง จึงไม่ถูก หาว่าเป็นอาการของคนบ้า. บางคนชอบหัวเราะ หัวเราะเป็นเรื่องสนุก และหัวเราะมาก โดยไม่จำเป็น ก็หัวเราะ ให้ถือว่า พระอริยเจ้าหรือในอริยวินัยนี้ จัดไว้ในฐานะเป็นกิริยาอาการของ เด็กอ่อน ; ฉะนั้น ถ้าหัวเราะให้น้อยลงก็จะดี หรือไม่หัวเราะเลยก็จะยิ่งมีประโยชน์มาก. นี้เป็นเครื่องแสดงว่า อริยวินัยกับธรรมเนียมของชาวบ้านนั้นต่างกัน อย่างไร ; การร้องเพลง การเต้นรำ การหัวเราะร่วนนี้ ตามธรรมเนียมของชาวบ้าน ไม่เป็นอะไร เป็นของธรรมดา ; แต่ในอริยวินัยนั้นมองดูแล้ว ท่านสงสาร หรือท่าน จัดไว้อย่างนี้.
น.229 ทีนี้เราก็นึกต่อไปว่า เราควรจะเลื่อนชั้นกันบ้าง, เลื่อนชั้นกันเสียบ้าง อย่าเป็นชาวบ้านตลอดกาล : สมัครมาอยู่ในสังคมของพระพุทธเจ้า คือมีความรู้ มีสติปัญญา เพื่อว่าความทุกข์จะได้น้อยลง จะต้องไม่ทำตัวเองให้ลำบากเปล่า ๆ เกินความ จำเป็นจะได้ผลอย่างนี้. ควรเลื่อนจากระดับชาวบ้านขึ้นมาเป็นพุทธบริษัทอยู่ในอริยวินัย นับเนื่องในอริยชน. การมีพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงหวังว่าจะให้เป็น อริยชนมากขึ้น ; อย่าให้เป็นปุถุชนคือชาวบ้านตามธรรมดาอยู่เรื่อย ๆ ไปตลอดกาล. ๑๓. ที่นี้จะพูดกันถึง เรื่องทาง, หนทาง, ถ้าท่านถูกถามว่า ปฏิบัติอย่างไรเป็นการปฏิบัติเดินทางอย่างธรรมดา ปฏิบัติอย่างไรเป็นการเดินทางลัด สั้น เร็วที่สุด ? เราอาจจะตอบได้ว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งได้ยินได้ฟังกันทั่วไป สัมมาทิฏฐิ - มีความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปโป - มีความดำริใฝ่ฝันชอบ, สัมมาวาจา - พูดจา ชอบ, สัมมากัมมันโต - มีการกระทำการงานชอบ, สัมมาอาชี โว - เลี้ยงชีวิตชอบ, สัมมาวายาโม - มีความเพียรชอบ, สัมมาสติ - ระลึกในใจชอบ, สัมมาสมาธิ - ตั้งมั่นจิตใจชอบ. แปดชอบนี้เรียกอริยมรรคมีองค์ ๘ มีเป็นลำดับ ๆ สูงต่ำกว่ากัน ; แจกเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา มีระเบียบปฏิบัติเป็น systems ใหญ่ นี้เราเรียกว่า เดินทาง ตามธรรมดา. สำหรับผู้ที่ไม่อาจจะเดินทางลัด ไม่ใช่ว่าจะเป็นทางผิดเป็นทางถูก ; แต่ว่าอยู่ในระดับธรรมดา ใช้เวลายาว.
น.230 ทางลัด นั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เมื่อไม่ยืดอายตนะ ทั้งหก และสิ่งที่เนื่องกับอายตนะทั้งหก โดยความเป็นตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เมื่อนั้นอริยมรรคมีองค์ ๔ ก็จะพร้อมขึ้นมาทันทีทันควัน ทั้ง ๘ อย่างเอง ; นี้ก็เป็น หลักธรรมะพื้นฐานที่สำคัญที่สุด. ข้อแรกจะต้องจำว่าอายตนะทั้งหกนั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิตใจ ๖ อย่างนี้เรียกว่าอายตนะ ; อายตนะหนึ่ง ๆ นั้น มันมี ๕. เช่น พูดถึงเรื่องตา ก็มีตา หนึ่ง, สองก็ รูป ที่จะมากระทบตา, และสาม วิญญาณหรือจิต ที่จะมารู้เรื่องรูป ที่มากระทบที่ตา ; สี่ อาการสัมผัส คือกระทบกันระหว่างวิญญาณและตา และรูป นี้เรียกว่าสัมผัส, และ ห้า ก็ เวทนา ที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นสุข หรือทุกข์ เพราะการ สัมผัสนั้น. มี ๕ อย่าง : นี้ทางตาก็มี ๕, ทางหูก็มี ๕, ทางจมูกก็มี ๕, ทางลิ้นก็มี ๕. แม้แต่ละอย่างนี้ มันมีส่วนที่จะให้เผลอไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. บางที ก็ยึดวิญญาณหรือจิตที่มารู้เห็นทางตา เพราะเราเห็นรูปได้ รู้สึกได้ ต้องเป็นตัวตน อย่างนี้ ก็ยึดถือจักขุวิญญาณว่าตัวตนก็มี, หรือจักขุสัมผัสว่าตัวตนก็มี, จักขุสัมผัสสชาเวทนา การรู้สึกสุขทุกข์ การรู้สึกสัมผัสทางตา ว่าตัวตน ก็มี, บางทีบางเวลาก็ไปไพเราะที่หู ก็ไปยึดจิตที่รู้สึกไพเราะนี้ ว่าตัวตน, บางทีไปอร่อยที่ลิ้น ก็ไปยึดความรู้สึกอร่อย ทางลิ้น ฯลฯ. จิตที่รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน ใน ๖ อายตนะ แต่ละอายตนะมี ๕ ส่วน รวมเป็น ๓๐ ส่วน ไปยึดส่วนใดส่วนหนึ่งว่าตัวตนได้ง่ายที่สุด และมากที่สุดในวันหนึ่ง ๆ. พอยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นความทุกข์ เป็นความผิด เป็นการจมอยู่ในกองทุกข์ ไม่ใช่ เป็นการเดินทาง.
น.231 ไม่ยึดมั่นเพราะเห็นอยู่เสมอว่า มันไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้ พระพุทธเจ้า ท่านว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ในขณะนั้นพร้อม : ในขณะนั้นมีสัมมาทิฏฐิ คือ ความ คิดเห็นที่ถูกต้อง, ในขณะนั้นมีสัมมาสังกัปโป - ความใฝ่ฝันถูกต้อง, มีสัมมาวาจา - พูดจาถูกต้อง, สัมมากัมมันโต - การงานถูกต้อง, สัมมาอาชีโว - เลี้ยงชีวิตถูกต้อง, สัมมาวายาโม = พากเพียรถูกต้อง, สติถูกต้อง, สมาธิถูกต้อง, ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้ ; เป็นการกระทำให้มรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ขึ้นมาทันควัน ทันท่วงที ; ท่านถือว่า เป็นทางลัด. พระพุทธภาษิต สฬายตน วิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๔ หน้า ๕๒๓ แสดงทางลัดเร็วที่สุดไว้อย่างนี้ ก็คือ เรื่อง "ว่าง", ไม่ยึดถือว่าตัวตนที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะทำให้อริยมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ และทันควัน ทันท่วงที. ถ้าเราไม่สมัครเดินทางลัด แล้วเราเดินทางตามธรรมดาศึกษาเรื่องมรรค มีองค์ ๘ ; นั่นเป็นศีล นั่นเป็นสมาธิ นั่นเป็นปัญญา ; ปฏิบัติตั้งแต่ต้นไปตามลำดับ กินเวลานาน ; นี่เรียกว่าในพระพุทธศาสนามีทางลัด และมีทางธรรมดาอย่างนี้. ๑๔. พูดถึง เรื่องกรรมในพุทธศาสนาเป็นอย่างไร. ชาวต่างประเทศหลายคนแต่งหนังสือทางพุทธศาสนา แล้วบทที่เขาภูมิใจที่สุด ก็คือ บทที่ว่าด้วย เรื่องกรรมและการเกิดใหม่ ทั้งนั้น ; ธค แล้วก็ อธิบายผิดทั้งบท ผิดทั้งนั้น และ ทุกเล่ม.
น.232 ชาวต่างประเทศเหล่านั้นก็จะอธิบายเรื่องกรรม แต่เพียงว่า กรรมดี - ดี กรรมชั่ว - ชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงเท่านี้ ; ซึ่งมันเหมือนกันทุกศาสนา ไม่ว่า ศาสนาไหน. นั่นยังไม่ใช่เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา. เรื่องการเกิดใหม่ นั้นก็เหมือนกัน ไปยืนยันเหมือนกับตาเห็นว่าคน ๆ เดียวกันนั้นไปเกิด ; ที่มันผิดพระพุทธวจนะ ซึ่งจะสอนแต่เรื่องไม่มีคน ๆ ไม่มี ตัวตน ; ไม่มีคน. ที่เรานั่งกันอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีคน เมื่อไม่มีคนแล้วอะไรจะตายอะไร จะเกิด ; ทรงมุ่งสอนแต่ให้รู้เรื่องความไม่มีคนทุกกาล ทุกเวลาทุกสถานที่ ; ฉะนั้น เรื่องเกิดก็เป็นเรื่องสมมติบัญญัติ พวกแต่งหนังสือที่ให้ชื่อว่าพุทธศาสนา แล้ว อธิบาย เรื่องกรรมและการเกิดใหม่ ผิดหมด อย่างนี้ ; เรื่อง กรรม ขอให้ฟังให้ดี ถ้าเป็นเรื่องพุทธศาสนาแล้วจะต้องพูดถึงเรื่องหมดกรรม. เรื่องกรรมไม่ใช่พูดถึงเรื่องกรรมแล้วไปตามกรรม เพราะนั้นมันมีทุกศาสนา ; ถ้า พุทธศาสนา จะแปลกออกไปต้อง พูดเรื่องหมดกรรม ; สพฺพกมฺมขฺยํ ปตฺโต - ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรมทั้งปวง, ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรมทั้งปวง, สพฺพ- กมฺมกฺขยํ ปตฺโต - เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรมทั้งปวง. ในพระพุทธภาษิต ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปาราก๊าฟที่ ๔๗๓ มีตรัสไว้ว่า กรรมหมดเมื่อราคะ โทสะ โมหะ หมด ; จำก็ง่าย กรรมหมดเมื่อราคะ โทสะ โมหะ หมด คือเมื่อกิเลสหมด. ถ้าราคะ โทสะ โมหะ ไม่หมด กรรมก็ไม่หมด ;
น.233 ราคะ โทสะ โมหะ หมด แม้กรรมใหม่กรรมเก่าก็หมด, กรรมปัจจุบันก็ไม่ได้ทำ กรรมใหม่ข้างหน้าก็ไม่ได้ทำ นี่กรรมหมดกระทั่งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ; เมื่อบุคคล หมดราคะ โทสะ โมหะ นี้กรรมหมด. ต้องอธิบายอย่างนี้ เรื่องกรรมจึงจะเป็นเรื่องกรรม ในพระพุทธศาสนา ; ดังนั้น จึงเกิดกรรมที่สามขึ้นมา. โดยทั่วไปรู้กันแต่กรรมที่ ๑ ที่ ๒ กรรมดี กรรมชั่ว ; กรรมที่ ๓ คือ กรรมอะไรยังไม่ทราบ. พระพุทธเจ้าท่านเรียก กรรมที่ ๑ ว่ากรรมดำ หรือกรรม ชั่ว, กรรมที่ ๒ คือกรรม ขาว หรือกรรมดี แล้ว กรรมที่ ๓ ไม่อาจจะกล่าวดำหรือขาว นี้เป็นที่ระงับกรรมดำและกรรมขาว. กรรมที่ ๓ นี้เป็นเครื่องมือระงับเสียซึ่ง กรรมดำ และกรรมขาว. พระ- พุทธเจ้าท่านใช้ชื่อกรรมว่าอย่างนี้ขอให้ช่วยจำหน่อย : กรรมดำ, กรรมขาว, กรรมไม่ดำ ไม่ขาว, กรรมไม่ดำไม่ขาวเป็นกรรมที่ ๓ นี้คือกรรมในพระพุทธศาสนา. กรรมในหลักพระพุทธศาสนา ก็ได้กล่าวมาแล้ว ว่า สั้นราคะ โทสะ โมหะ นั่นคือหมดกรรม ; ฉะนั้น กรรมที่ ๓ คือการทำให้สิ้นราคะ โทสะ โมหะ, ได้แก่ สิ่งที่เราเรียกว่า ‘อริยมรรคนั้นเอง. เมื่อใดเราประพฤติปฏิบัติเต็มที่อยู่ในอริยมรรค, ในตัวอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้; เมื่อนั้นเป็นกรรมที่ ๓ ไม่ดำไม่ขาว แต่จะระงับกรรมดำ กรรมขาวให้หมดไป คือจะเป็นโลกุตตระ อยู่เหนือดีเหนือชั่ว. กรรมที่ ๓ อย่างนี้พวกฝรั่งไม่เอาไปพูดกันเลย ในบทที่ว่าด้วยกรรม (Kamma and Rebirth) ; ฉะนั้น จึงถือว่าผิดทั้งหมด และไม่เป็นพุทธศาสนาด้วย. ถ้าจะให้เป็น
น.234 พุทธศาสนาต้องพูดถึงกรรมที่ ๓, คือกรรมที่สามารถทำให้ราคะ โทสะ โมหะ หมดไป ; และกรรมเก่า กรรมดำ กรรมขาว ก็พลอยหมดไปทั้งกระบิ. ทีนี้จะบอกให้ทราบว่าเกี่ยวกับเรื่องกรรมอย่างนี้ อย่างที่กำลังพูดกรรมที่สามนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทสิ" - เรื่องนี้เรารู้แจ้ง เฉพาะด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วบอก ; คือ เรื่องกรรมที่ ๓ ที่พิเศษออกไปนี้ พระองค์ไม่ได้รับมาแต่ลัทธิไหนหรือศาสนาไหน ; เป็นสิ่งที่ตรัสรู้ด้วยปัญญา อันยิ่งเฉพาะของพระองค์เอง แล้วสอนสัตว์. ฉะนั้น ควรจะถือว่ากรรมนี้ ระบบ เรื่องกรรมที่ ๓ นี่ คือกรรมในพระพุทธศาสนา ถ้าแต่งตำราพระพุทธศาสนา Kamma and Rebirth จะต้องเขียนให้ถูกอย่างนี้. ขอให้ท่านนักศึกษาสนใจเรื่อง กรรม ตามแบบของพระพุทธศาสนา นี้ไว้ ให้มาก. เรื่อง กรรมดีกรรมชั่วนั้นมีในศาสนาทั่วไป พระพุทธศาสนาเราก็มี และ ก็ยอมรับว่าทำดี - ดี, ทำชั่ว-ชั่ว นี้เหมือนกันหมด. แต่ว่าเพียงแต่ทำกรรมดีอย่างเดียวนั้น ไม่ดับทุกข์สิ้นเชิง เพราะว่ายังต้องไปหลงใหลยึดมั่นในกรรมดีเหล่านั้น ; แปลว่ากรรมดี นั้นยังทำให้เวียนว่ายไปในภพที่ดีไม่สิ้นสุด ไม่นิพพาน. ฉะนั้น จึงมีกรรมของพระพุทธเจ้า ที่สอนขึ้นเฉพาะ คือกรรมที่ ๓ เป็นที่ระงับกรรมทั้งหลาย สั้นราคะ โทสะ โมหะ แล้วก็นิพพาน. เพราะกรรมที่ ๓ นี้ พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า เรื่องกรรมเรารู้เอง และสอน นี่มีในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ หน้า ๓๑๔. อาตมาอยากจะให้สนใจต่อไป ถึงเรื่องที่เห็นว่าควรสนใจอย่างยิ่ง โดยตั้ง ปัญหาขึ้นมาว่า :-
น.235 คนเราต้องได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า หรือจากพระพุทธเจ้าเสมอไปเที่ยวหรือจึงจะดับทุกข์ได้ ? นี่มีคนยืนยันหน้าแดงเสียงแข็งว่าต้องได้ฝั่งจากพระพุทธเจ้าอย่างเดียว คนเราจึงจะรู้ได้. แต่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า แม้ไม่เคยฟังก็มีส่วนที่จะเดิน ถูกทางได้เหมือนกัน ; โดยไม่เคยฟังจากพระพุทธเจ้าด้วยการนึกคิดคำนวณศึกษาเรื่อยไป สังเกตเรื่อยไป ปฏิบัติเรื่อยไป มีส่วนที่จะเดินถูกทางอยู่ได้พวกหนึ่งเหมือนกัน, อังคุตตร- นิกาย เล่ม ๒๑ ปาราก๊าฟที่ ๔๖๑. เราต้องยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวในความบริสุทธิ์ของ พระพุทธเจ้า ที่ท่านไม่ ผูกขาดและท่านไม่ยกพระองค์แต่ผู้เดียว, ผูกขาดแต่ผู้เดียวในเรื่องนี้ นี่เป็นคล้าย ๆ จะเป็นข้อปลีกย่อย แต่ก็เป็นข้อสำคัญที่สุด. ๑๖. มีปัญหาถึงเรื่องว่า ถ้าเกิดสงสัยขึ้นว่าคำสอนนี้ จะเป็นของพระพุทธเจ้าหรือหาไม่ ผิดถูกอย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้ว่า ให้ทดหยั่งลงสอบดูในสูตร กับเทียบดูใน วินัย. นี้ก็อยู่ในข้อที่ไม่ให้เชื่อใคร ; หรือว่าเอาคนอื่นเป็นประกัน
น.236 ถ้าสงสัยว่าคำกล่าวข้อนี้ที่มีผู้นำมากล่าว แล้วบอกว่าได้พังมาจากพระพุทธเจ้า ; หรือได้ฟังมาจากพระเถระกลุ่มพหุสูตเขาว่านี้ถูก นี้ปฏิบัติดับทุกข์ได้. พระพุทธเจ้าท่าน ว่าต้องพิสูจน์ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือว่าหยั่งลง สอบดูในสูตร " - สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ" . สูตรนี้คือระเบียบคำสอนต่าง ๆ ที่มันมีอยู่เป็นแนวชัดอยู่แล้ว ; ถ้าคำที่กล่าวนั้นมันเข้าแนว นี้ไม่ได้ก็ต้องบัดทิ้งไป. เทียบดูในวินัย - วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ, วินัยนั้นมีแบบฉบับ เป็นหลักเป็นแนวอยู่แล้ว ; ถ้าคำกล่าวนั้นมันลงแนวกันไม่ได้ เข้ารูปกันไม่ได้ กับวินัย ก็ปัดทิ้ง. อย่าเชื่อโดยฟังมา เช่นภิกษุองค์หนึ่งบอกว่า ได้ยินได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า หรือคณะสงฆ์ถือ ปฏิบัติตามกันมา ว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า ; หรือหมู่พระเถระผู้เฒ่า หมู่หนึ่งปฏิบัติสืบ ๆ กันมา ด้วยยืนยันว่าได้พังมาจากพระพุทธเจ้า ; หรือว่าหมู่บุคคล พหูสูตหมู่หนึ่ง ปฏิบัติอยู่สอนอยู่ว่านี้ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า. แม้อย่างนี้ก็ยัง ทรง ขอร้องว่า ต้องให้ตั้งข้อสงสัยข้อสังเกตไว้ก่อน ; แล้วก็ทดหยั่งลงดูในสูตร ; ลงได้ ไหม ? เทียบดูในวินัยเข้าได้ไหม ? นี้เป็นเครื่องรับประกันว่า แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะอยู่ยืนยาวมา ๒,๐๐๐ ปี ๓,๐๐๐ ปี ๕,๐๐๐ ปี กี่พันปี หมื่นปีก็ตาม ; ถ้าหลักเกณฑ์อันนี้ยังใช้อยู่ แล้วละก็ พระศาสนาหรือ ธรรมวินัย นั้น ไม่มีทางจะเลอะเลือนได้. มีประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้ นี่เรียกว่า มหาปเทส เป็นพระพุทธภาษิตที่วางไว้ให้ใช้ทดสอบในสูตรกับในวินัย ; ไม่ได้ พูดถึงอภิธรรม มีแต่ "สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ, วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ" .
น.237 ทีนี้ มาพูดถึงคน มามองดูพวกเราเองดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนสมัยหลังนี้เป็นอย่างไร. มีพุทธภาษิตว่า คนเดี๋ยวนี้ก็หมายความว่า "ตั้งแต่พุทธกาลมาคนชุดใหม่ กำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม โลภจัดเกินไป มุ่งมิจฉาธรรม" อาตมาแปลตามตัวหนังสือพุทธภาษิตในอังอุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปารา- กร๊าฟ ๔๙๖. กำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม ; กำหนัดรักยินดีชนิดที่ไม่เป็นธรรม, คือมี ตัวตนจัด ; ไม่ได้มีสติสัมปชัญญะเลย, แล้วก็โลภจัด เกินเหตุ เกินประมาณ. มุ่งมิจฉาธรรม คือ ธรรมที่ผิด ; เพราะว่าตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสเสียแล้ว. พระพุทธ- ภาษิตนี้ตรัสตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ; แต่ใช้คำว่าคนสมัยหลัง ซึ่งคงหลังจากที่พระองค์ สังเกตเห็นกระทั่งถึงสมัยนี้. ทีนี้ เราก็มีหน้าที่ ดูพวกเราในโลกสมัยนี้ คนในโลกทั้งโลกสมัยนี้ กำหนัด ยินดี ไม่เป็นธรรม โลภจัดเกินไป มุ่งมิจฉาธรรมหรือเปล่า ? ท่านจะเห็นว่าคนสมัยนี้ ได้เปลี่ยนแปลงมาก ; แต่ถ้าเป็นอย่างที่ถูกต้อง ตามแบบของพระพุทธเจ้า. แม้จะมีความยินดีในเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง บ้าง ก็ต้อง ด้วยสติสัมปชัญญะ ; และไม่โลภจัดเกินไป, นี้หมายความว่า ต้องการเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนี้เกินความจำเป็น.
น.238 “เกินจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง". คำนี้คำเดียวเท่านั้นเป็นมูลเหตุแห่งความ วุ่นวาย ยุ่งยากเดือดร้อน ของโลกสมัยปัจจุบัน คือโลภเกินกว่าที่จำเป็น. ศาสนา คริสเตียนก็เคยอ่านพบ โดยถือว่า "ผู้ที่แสวงหาเกินความจำเป็นนั้น เป็น sinful - คนมีบาป, เป็นคนมีบาป" . ผู้ที่แสวงเกินกว่าจำเป็นเท่านั้น จัดเป็นคนบาปแล้ว ; พวกเรายังจะ ไม่จัดกระมัง เพราะว่าไม่อยากจะจัด หรือยังคิดว่าไม่เกินอยู่เรื่อยไป ไม่มีอะไรจะเกิน ; ฉะนั้น ต้องพูดกันแต่กับคนที่ซื่อตรงต่อตัวเอง. ในหนังสือธิเบตเล่มหนึ่งดีมาก เขาแต่งทำนองอุปมา ให้นกทั้งหลายมา ประชุมกันแล้วออกความเห็น ; แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะ เป็นสุข. นกแต่ละชนิดก็กล่าวไป ๆ ตามความรู้สึกของตัว แล้วในที่สุดนกทั้งหลาย ประชุมกันเป็นมติสุดท้าย ว่า ; "พวกเราจะไม่แสวงหาอาหารเกินกว่าความ จำเป็น" นี่คือยอดสุดหรือว่าสรุปความ และขอร้องว่า "สมาชิกทั้งหลายอย่าได้แสวงหา อาหารเกินกว่าที่จำเป็น" แล้วเรื่องก็จบ. น่าจะนึกดูว่า "การแสวงหาเกินจำเป็น" นี้ เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ แก่ตนเอง ทรมานตนเอง และพาให้ผู้อื่นยุ่งยากไปทั้งโลก ไปคิดดูก็แล้วกัน. มุ่งมิจฉาธรรม นี้ หมายความว่า รู้อยู่ว่าผิดก็จะเอาทั้งผิด ๆ ไม่กลัว ไม่ละอาย ; เพราะกิเลสมันมากกว่า มันท่วมทับ. ทีนี้ เมื่อคนเป็นอย่างนี้เสียแล้ว มันก็เลยเรียกว่า ปรับกันยากกับหลักธรรมะ ที่ได้วางไว้สำหรับลักษณะที่ตรงกันข้าม ; ฉะนั้น ถ้าเราต้องการจะไม่เป็นทุกข์ก็ต้องหันหา.
น.239 จะพูดกันถึงพระพุทธเจ้าบ้าง เรามีปัญหาตั้งขึ้นว่า พระพุทธองค์ทรงเคารพใคร ? คำตอบของพระพุทธเจ้าเองว่า เคารพธรรม และเคารพคณะสงฆ์ ที่ประกอบด้วยคุณอันใหญ่, คณะสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้เรียกว่าประกอบด้วยคุณ อันใหญ่. พระพุทธเจ้าเคารพธรรม และคณะสงฆ์ที่ประกอบด้วยคุณอันใหญ่ นี่น่านึก อยู่ที่ว่า พระพุทธเจ้าเองก็มีที่เคารพ ; คือ เคารพธรรมหรือความถูกต้อง. และถ้า สมาชิกทั้งหลายประพฤติดีประพฤติชอบเป็นกลุ่มก้อนแล้วพระองค์ก็เคารพ. นี่จะนำมา ใช้ได้แม้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในประเทศไทยเรา หรือในโลกนี้ ถ้าแม้บุคคลสูงสุด ก็ยังเคารพระเบียบวินัยและหมู่คณะที่ปฏิบัติดีแล้ว. นี้ มีในจตุกกนิบาตอีกเหมือนกัน อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ หน้า ๒๗ - ๒๘. ๑๙. เราจะพบพระพุทธองค์ได้ที่ไหน ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต; ผู้ใด ไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นตถาคต; ผู้ไม่เห็นธรรมแม้จะจับจีวรของตลาดตดึงอยู่ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นตถาคต. ก็แปลว่าพระองค์นั้นไม่ใช่อยู่ที่เปลือกที่ร่างกาย ; แต่ อยู่ในคุณธรรมที่มีอยู่ในหัวใจของพระองค์ ที่เรียกว่าธรรม. เราต้องเห็นส่วนนั้น จึงจะเรียกว่าพบพระพุทธองค์หรือเห็นพระพุทธองค์.
น.240 ราไหว้พระพุทธรูป ก็มองให้ทะลุพระพุทธรูปเข้าไปถึงองค์พระพุทธเจ้า ที่เป็นร่างกาย ที่พระพุทธรูปนั่นแทนอยู่, แล้วเรามองให้ทะลุร่างกายของพระพุทธเจ้า เข้าไปถึงในจิตใจ มองให้ทะลุจิตใจเข้าไปถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจ. และมองดู คุณธรรมนั้นในฐานะที่เป็นธรรมะที่สะอาด สว่าง สงบ ไม่ยึดมั่นถือมั่น, เป็นความ ว่างอย่างยิ่ง ; จึงจะเรียกว่าพบพระพุทธเจ้า. พระพุทธภาษิตในอิติวุตตกะ ขุททก- นิกาย เล่ม ๒๕ หน้า ๓๐๐. ๒๐. พระพุทธองค์ยังทรงอยู่เดี๋ยวนี้หรือเปล่า ? ถ้าเราถูกถามอย่างนี้ เราตอบว่าอยู่ โดยพระพุทธภาษิตว่า "ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตบัญญัติแล้ว แสดงแล้ว นั้นคือ พระศาสดาของเธอ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว". เดี๋ยวนี้เรามีการศึกษาธรรมวินัย ปฏิบัติธรรมวินัย ได้ผลจากธรรมวินัย ; ฉะนั้น พระศาสดายังอยู่. ข้อความนี้รู้กันมากมาย เพราะอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ; ตรัสจวนจะปรินิพพานแล้ว ขอให้สนใจเป็นพิเศษด้วย ในฐานะที่ว่าพระศาสดายังอยู่. ๒๑. ถ้าถามว่า พระพุทธเจ้าหมดกรรมหรือเปล่า ? เราอย่าพลาด อย่าเผลอ ทำให้พระพุทธเจ้าเศร้าหมอง ; เราไม่อาจจะทำ ให้พระพุทธเจ้าเศร้าหมอง แต่คำพูดของเราพูดไปในทำนองทำลายคุณค่าของพระพุทธเจ้า.
น.241 พระพุทธเจ้าจะต้องเป็นผู้หมดกรรมเสมอ ; เพราะว่า สิ้นกิเลสก็คือหมดกรรม อยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง. และอันนี้เองที่เขาถือเป็นเกียรติ, เกียรติคุณ ที่ระบือลือชา. ที่เรียกว่า กิตติศัพท์ พระสมณโคดมเป็นผู้ สพฺพกมฺมกขยํ ปตฺโต, - เป็นผู้ ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง, ระบือลือชาไปอย่างนี้ จนถึงกับพวกศาสนาอื่น เช่น พราหมณ์พาวรี ส่งลูกศิษย์ ๑๖ คน มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ถามปัญหาเพื่อขอความรู้ หรือเพื่อทดสอบอะไรก็ตาม เพราะความระบือลือชาไปว่าพระสมณโคดมนั้น "สพฺพ- กมฺมกฺขยํ ปตฺโต๋’ - ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรม. เขานิยมชมชอบในคำ ๆ นี้กันมาก ในประเทศอินเดียสมัยนั้น. ปารายนวรรค สุตตนิบาต เล่ม ๒๕ หน้า ๕๒๕ ; ระบือคุณธรรมของ พระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้สิ้นกรรมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ; แล้วคนมาสนใจเป็นพิเศษใน พระพุทธเจ้าก็เพราะข้อนี้ ฉะนั้น เราจะต้องสนใจในเรื่องหมดกรรมตามอย่าง พระพุทธเจ้า. ๒๒. พระพุทธองค์ทรงอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไร ในวันหนึ่ง ๆ ? พระพุทธภาษิตที่พระองค์ตรัสถึงพระองค์เองมีว่า "ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตา- วิหาร", วิหารนี้คือวิหารธรรม ไม่ใช่ตัวโบสถ์วิหาร ; วิหาร แปลว่า "ธรรมะเป็น
น.242 ครื่องอยู่" คือความรู้สึกในใจ ; สุญญตาวิหาร คือ รู้สึกถึงความว่างจากตัวตนของตนนี้ อยู่เสมอ อย่างนี้เรียกว่าสุญญตาวิหาร. พระพุทธเจ้าทรงอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร มีความ สุขสบายที่สุดเป็นประจำวัน ; ท่านตรัสของท่านเองอย่างนี้. ปัญหารายละเอียดดูจาก จูฬสุญญตาสูตร มัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๔ หน้า ๒๒๖. สุญญตาวิหาร อยู่ด้วย ความรู้สึกว่า : สิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตน นั่นแหละคือสุญญตา ความว่าง. ๒๓. ทำไมจึงถือว่าสิ่งทั้งปวง ว่าง คือโลกนี้ ทั้งทุก ๆ โลก ว่าง ? ถามว่าทำไมท่านจึงกล่าวว่าโลกนี้ว่าง ? พวกชาวต่างศาสนาเขาจะถามอย่างนี้ ; ทั้งที่มันมีทุกอย่างในโลกนี้ มีรูป มีนาม มีอะไรเต็มไปหมด มีผลิตผลต่าง ๆ เต็มไปหมด. ก็เพราะว่ามันว่างจากตัวตน หรือของตน คือสิ่งที่จะยึดเป็นสาระว่าตัวตนของตน นั้น ไม่มี ในสิ่งใด ในนาม ในรูป ในผลิตผลต่าง ๆ ที่เกิดจากนามรูป. พระพุทธภาษิต ที่เขาเอามาร้อยกรองใน ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ หน้า ๕๕๑ ว่า : การที่เรายืนยันตามหลักพระพุทธศาสนาว่าสิ่งทั้งปวงว่างนั้น ไม่มีความหมายอะไร นอกจากมันว่างจากความรู้สึกว่าตัวตนของตน. ทีนี้จิตที่มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ทำไมเรียกว่า จิตว่าง ? นี่ไปดูได้ใน สัทธัมมัปปัชโชติกา ภาค ๑ หน้า ๒๐๗. มีบทว่า : ราคโทสโมเหหิ สุญญตฺตา สุญฺญโต, คำว่า สุญญตา เมื่อใช้เป็นคุณนาม เป็นนามศัพท์อยู่ในรูปว่า สุญญโต ;
น.243 ป็นของว่าง เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ, จิตเป็นจิตว่าง เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ. ในขณะใด จิตว่างจากราคะ โทสะ โมหะ โดยวิธีใด ประการใด ก็เรียกว่าจิตว่างได้ ; แต่เราควรจะหมายเฉพาะการกระทำที่เรากระทำ. เราจะไปเอาว่า นอนหลับแล้วมันก็ว่างเหมือนกันอย่างนี้ มันก็ว่างจริงเหมือนกัน ; แต่เราไม่ได้กระทำ เราไม่ตั้งใจประพฤติกระทำ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม เราไม่จัดไว้ในชุดนี้. แต่ถ้าเราได้พยายามอย่างใดอย่างหนึ่ง จนจิตว่างจากราคะ โทสะ โมหะ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เรียกว่าจิตว่าง ; แล้วก็ว่างมากขึ้นจนว่างที่สุด. พระอรหันต์ ว่าง เด็ดขาดถึงที่สุด ; พระอริยเจ้ารอง ๆ ลงมาก็ว่างเป็นส่วนมาก ปุถุชนก็ว่างได้เป็นบางคราว ขณะใดว่างจากราคะ โทสะ โมหะ แล้วขณะนั้นไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน นี่เรียกว่าจิตว่าง ; เป็นคำอธิบายที่ชัดอยู่แล้ว. ๒๔. ถ้าว่างถึงที่สุดเรียกว่าอะไร ? ถ้าว่างถึงที่สุด เรียกว่า นิพพาน ; ภาวะที่ว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิงถึง ที่สุดนี้เรียกว่านิพพาน. สรุปไว้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ ผู้ร้อยกรองคัมภีร์ปฏิสัมภิทา- มรรคเอามาใส่ไว้ ; เรียกว่าเป็นการเห็นที่ก้าวล่วงสัมมติญาณอย่างหนึ่งทีเดียว ; ญาณ แห่งการสมมติต่าง ๆ นี้เราก้าวล่วงได้โดยการเห็นว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ, - นิพพานนั้น คือว่างอย่างยิ่ง หรือว่างอย่างยิ่งนั้นคือนิพพาน พระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ หน้า ๖๓๒. ให้จำไว้ว่า ที่สุดของความว่างนั้น เราเรียกว่า นิพพาน.
น.244 นิพพานเป็นอะไร ? ถ้าถูกเขาถามอย่างคือ ๆ ขึ้นมา ก็ตอบว่า นิพพานเป็นอมตธาตุ ; ธาตุ - ธา- ตุ, อมตธาตุ คือเป็นธาตุที่ไม่ตาย. ธาตุนอกนั้นเป็นธาตุที่ตาย ไม่ตายเพราะว่า ว่างจากราคะ โทสะ โมหะ ; เมื่อว่างจากโมหะก็ไม่มีตัวตน ไม่มีความยึดถือว่าตัวตน จึงไม่ตาย. เพราะเป็นที่ดับแห่งความตายจึงได้เรียกว่าอมตธาตุ ; อมตธาตุนี้เป็นที่ดับ แห่งธาตุ ที่เป็นมตะ จึงได้เรียกว่าอมตธาตุ อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓. ๒๖. ที่ว่าคนพอใจในนิพพาน จะเรียกความพอใจนั้นว่าอะไร ? เราได้สอนกันว่า ไม่ควรจะไปยินดียินร้ายพอใจนั่นพอใจนี่ แต่ถ้าพอใจใน นิพพานจะเรียกว่าอะไร ? มีคำกล่าวว่า พอใจนิพพานเรียกว่าธรรมราคะ มีราคะใน ธรรม ; ธรรมนันทิ, มีความเพลิดเพลินในธรรม. นี่ฟังแล้วน่าตกใจ ซึ่งภาษาบาลี ใช้คำอย่างนี้ กับคำว่าธรรม ; แต่เราต้องเข้าใจว่า ธรรมราคะ นั้น ไม่ได้หมายถึง ลักษณะของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทางกามารมณ์ ; หมายถึง พอใจอย่างยิ่ง อย่าง ที่ชาวบ้านธรรมดาพอใจในกามารมณ์ แต่ในที่นี้พอใจในความว่าง ในความไม่ตาย หรือ นิพพาน.
น.245 ดี๋ยวนี้เราสะดุ้งกลัว เกลียด ไม่อยากจะเข้าใกล้นิพพาน พอได้ยินชื่อ ก็สั่นหัว; จึงไม่เคยเกิดราคะหรือนันทิในธรรมะ หรือในนิพพาน ; แล้วก็ยกมาให้ กามารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส นี้หมด. ถ้าเมื่อใดมีความพอใจในนิพพานอย่างน้อยเท่า ๆ กันกับที่พอใจในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส. ละก็มันจะยุติธรรม ; และการปฏิบัติเพื่อพ้น ทุกข์นี้ก็จะเป็นไปได้ง่าย. คำนี้ก็เป็นพระพุทธภาษิตที่ใช้ ๆ คำอย่างนี้ นวกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๓ หน้า ๔๓๙. ๒๗. ปัญหาควรจะมีขึ้นอย่างยิ่งว่า เราจะนิพพานกันต่อตายแล้ว หรือในชาตินี้ ที่นี่ ? พวกสอนตามศาลาวัด อาจารย์ตามศาลาวัด สอนกันแต่เรื่องตายแล้วจึง นิพพานทั้งนั้น. แต่ในพระไตรปิฎกกลับหาไม่พบ : มีคำกล่าวเช่นว่า สนทิฏฐิก- นิพพาน - นิพพานอันบุคคลนั้นพึงเห็นเอง และมีคำกล่าวว่า ทิฏฐธมฺมนิพพาน - นิพพานในทิฏฐธรรมนี้ คือในชาตินี้. นี่เป็น พระพุทธภาษิต อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓ อีกนั่นเอง หน้า ๔๗๕. ว่าภาวะที่เป็นความรู้สึกเป็นสุขในขณะ แห่งรูปฌานสี่ อรูปฌานสีนี้เรียกว่าสันทิฏฐิกนิพพาน หรือทิฏฐธรรมนิพพาน. แต่สำหรับข้อนี้เราอาจจะฟังเป็นว่า เป็นเพียงนิพพานชิมลอง คือ รสชาติ เหมือนกัน ไม่ใช่นิพพานแท้ เพราะไม่เด็ดขาด จึงได้ให้ชื่อว่าสันทิฏฐิกนิพพานหรือ ทิฏฐธรรมนิพพาน. แต่ที่นี้มีคำที่ดีกว่านั้น ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่พราหมณ์ชาญุสโสณี
น.246 ว่า ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ นั้น เป็น "สนฺทิฏฐิกํ เป็น อกาลิกฺ เป็น เอหิปสฺสิกํ เป็น โอปนยิกํ เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหิ" : ล้วนแต่แสดงว่า คนเป็น ๆ รู้สึกได้ รู้รสได้ไม่จำกัดเวลา แล้วเรียกเพื่อนมาดูได้. นี่แสดงชัดว่าไม่ได้ตาย และรู้รสพระนิพพานนั้นด้วยใจ, และยังมีคำ กล่าวอีกว่า อนุปาราปรินิพพานนั้น เป็นสิ่งที่บรรลุถึงเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เปิดดู อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๗๕ และในจูฬตัณหาสังขยสูตรนั้น ใช้คำว่า "ปรินิพพานติ" แก่การสิ้นทุกข์ และสิ้นกิเลส โดยเบญจขันธ์ ไม่ต้องดับ ไม่ต้องแตก คือไม่ตาย. ทีนี้คำว่า นิพพานนี่ใช้แก่ความเย็น คือไม่มีร้อนไม่มีทุกข์ เป็นภาษา ชาวบ้านตามธรรมดา ; ฉะนั้นอยากจะฝากไว้ให้ระลึกถึงความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ ของคนไทยเรา ที่พูดว่า นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย. ถ้าท่านทั้งหลายที่นี่ไม่เคยได้ฟังละก็จงได้ทราบ ว่าบ้านนอกเขาพูดกันเกร่อว่า : ความงามอยู่ที่ซากผี ความดีอยู่ที่สละออกไป ไม่รับเข้ามา พระนั้นอยู่ที่ความจริง นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนตาย ; นี่ลูกหลานจะฉลาดหรือโง่กว่าบรรพบุรุษ. ขอให้คิดดูถึงคำกล่าวข้อนี้ นิพพานคือตายแล้วก่อนตาย ; ตายเสร็จแล้ว ก่อนตาย ร่างกายไม่ต้องตาย แต่ตัวตนของตนที่เป็นอัตตวาทุปาทานนั้นหมดแล้ว ; นี่เรียกว่านิพพาน. ผู้นั้นจึงได้รับความสุขอย่างยิ่งเหลือที่จะประมาณได้ และเป็นความสุข อีกแบบหนึ่ง.
น.247 เพื่อให้ท่านเข้าใจชัดลงไปอีก จะตั้งปัญหาว่า สัตว์เดรัจฉานนิพพานได้หรือไม่ ? ในบาลีมัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๓ หน้า ๑๗๖ ได้ ใช้คำว่าปรินิพพายติ และ คำว่า ปรินิพพุโต นี้แก่สัตว์เครัจฉานที่ฝึกจนหมดพยศแล้ว, เป็นสุนัข เป็นช้าง เป็นม้า เป็นอะไรก็ตาม ที่ฝึกจนหมดพยศของสัตว์เดรัจฉานแล้ว ใช้คำว่าปรินิพพุโต ; คำเดียวกับที่ใช้แก่พระอรหันต์ หรือหมดกิเลส. ปรินิพพานติเป็นกริยา, ปรินิพพุโต เป็นคุณ - ผู้ดับสนิทแล้ว, ผู้เย็นสนิทแล้ว. ภาษาพูดในสมัยนั้นภาษาบาลีนี้, คำว่า ปรินิพพาน นี้ใช้อย่างนี้ก็ได้. ถ้าใช้กับคนก็หมายถึงหมดกิเลสที่เป็นพระอรหันต์ ถ้าใช้กับสัตว์เดรัจฉานก็ฝึกจน หมดพยศแล้ว, ถ้าใช้กับถ่านไฟก็ใช้กับถ่านไฟที่เย็นสนิทแล้ว คีบออกมาจากเตาไฟ เย็นสนิทแล้ว, ถ้าใช้กับข้าวต้ม ข้าวสวย ที่คดออกมาจากหม้อใส่จานวางจนเย็นแล้ว. นี้ใช้คำว่า "ปรินิพพาน". คำว่าปรินิพพาน เป็นคำธรรมดาที่ใช้อยู่ทั่วไปในสิ่งที่เกี่ยวกับมนุษย์ เป็นของดับเย็นเป็นของไม่มีพิษร้าย ; ฉะนั้น คนควรจะได้รับประโยชน์จากนิพพาน ; อย่าให้เลวกว่าสัตว์เดรัจฉานซึ่งมีคำกล่าวอยู่อย่างนี้ และไม่ควรจะยกไปไว้ให้ต่อเมื่อตาย แล้ว ; นั่นแหละคือความหลงใหลที่สุด ทำสิ่งที่มีค่าสูงสุดของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมัน
น.248 ขอได้ศึกษาศัพท์ หรือคำว่า นิพพาน ว่าปรินิพพาน ซึ่งเป็นกริยาว่า ปรินิพพุโตเป็นต้นนี้กันเสียใหม่; แล้วจะเกิดความกล้าหาญความเข้มแข็งในการที่จะเข้าไป แตะต้องสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ไม่ถอยหลังกรูดเหมือนที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. พอได้ยินคำว่า นิพพานก็ง่วงนอนบ้าง กลัวบ้าง ไม่สนใจบ้าง. ขอให้นักศึกษาทั้งหลายแม้วัยหนุ่มสาวนี้ สนใจกับคำว่านิพพานคือความ หมดพิษร้ายแม้ของความเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็เรียกได้ว่าเป็นนิพพานชนิดหนึ่ง เช่นเดียว กับสัตว์เดียรัจฉานที่ถูกฝึกจนหมดพยศแล้ว เรียกว่า ปรินิพพุโต คือเย็น, เย็นสนิท ; ฉะนั้น เราจงเป็นคนเย็นสนิท ไม่มีอะไรทำให้เร่าร้อน เผาให้เร่าร้อน. เราไม่หลงสร้างความร้อนขึ้นมา ก็ได้รับประโยชน์เป็นนิพพาน ชนิดที่ เรียกว่าสันทิฏฐิกนิพพาน หรือทิฏฐธรรมนิพพานเป็นต้น เป็นอย่างน้อย ; แล้วก็จะค่อย สูงขึ้นไปเป็นลำดับเอง. อะไรเรียกว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดของมนุษย์เรา ? มีพระพุทธภาษิตว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" แปลว่า พระพุทธเจ้า ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. บรมธรรมนี้แปลว่าสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ ; ภาษาศีลธรรมสากล เขาเรียก กันว่า summum bonum โดยภาษาละติน. The utmost goodness - สิ่งดีที่สุดสูงสุดของ
น.249 มนุษย์ที่จะต้องพบได้ในชาตินี้, in this very life คือชีวิตปัจจุบันนี้, เรียกว่า summum bonum. นักศึกษาลงมติเห็นเป็นอันเดียวกันว่า ถ้าจะให้มี summum bonum ในพุทธ- ศาสนาแล้วก็คือนิพพานนั่นเอง. ๒๙. ถ้าฝรั่งถามว่า อะไรเป็น summum bonum ของพุทธศาสนา ? ขอให้นักศึกษาทั้งหลายตอบเขาว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. อาตมาได้ทำลายเวลามากไปจนเลยที่กำหนดไว้ให้ จึงต้องขอยุติทั้งที่เรื่อง ไม่หมด และจะขอสรุปความในที่สุดว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหัวข้อ ไม่สู้จะเป็นราย ละเอียด โดยฝากไว้กับนักศึกษาผู้เป็นปัญญาชน. ถ้าท่านจำหัวข้อเหล่านี้ไว้ได้แล้ว ท่านก็จะเข้าใจพุทธศาสนาได้กว้างขวางทั่วถึงหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมกับที่เป็นนัก ศึกษา ; หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นไปอีกก็คือนักศึกษาธรรมศาสตร์ คือศาสตร์อันว่า ด้วยธรรม.
น.250 ที่เรียกว่าธรรมนี้ คือความถูกต้อง ความจริง ความงาม ความยุติธรรม ที่จะเป็นประโยชน์เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์เรา, จะอยู่ในรูปของพุทธศาสนาก็ได้ หรือ ศาสนาอื่นก็ได้. ที่อยู่ในรูปของพุทธศาสนานี้ ก็มีหัวข้อ หรือมีแนว หรือมีระบอบ หรือมีอะไร ที่สัมพันธ์กันอย่างที่อาตมาได้กล่าวมานี้. หวังว่าจะได้เอาไปคิดนึกพิจารณาเป็นอย่างดี ; ให้ได้รับประโยชน์สมตาม ความมุ่งหมาย ของการที่จัดให้มีปาฐกถาในวันนี้ ; และมีความหวังในความสุขความเจริญ ความก้าวหน้าของกลุ่มพุทธศาสตร์ตลอดกาลนาน. อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้
น.251 มกราคม ๒๕๐๙ หลักธรรมสำหรับนักศึกษา (ต่อ) ท่านผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในวันนี้ เป็นการบรรยายต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อนคือ ในวันนั้นได้เตรียมหัวข้อมาสำหรับจะบรรยายจำนวนหนึ่ง ; แล้วก็บรรยาย ได้ไม่หมด, เพียงครึ่งเดียว; จึงเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ; ฉะนั้น ในวันนี้ จึงได้ถือโอกาสบรรยายตามหัวข้อที่ตั้งใจไว้แต่เดิมนั้น ติดต่อกันกับการ บรรยายครั้งที่แล้วมา. ขอซ้อมความเข้าใจซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบรรยายในที่นี้ มิได้เป็นการบรรยาย เป็นเรื่องราวใหญ่ สืบต่อกันไปโดยละเอียดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ; แต่เป็นการบรรยาย ในลักษณะที่เป็นเพียงหัวข้อสำคัญ ๆ สำหรับนักศึกษา, ผู้มีปัญญา จะได้นำไปพิจารณา ๒๒๗
น.252 ศึกษาค้นคว้าหรือขยายความเอาเอง. ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการประหยัดเวลาแล้วยังจะ เป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง ; คือช่วยในเรื่องหัวข้อที่เป็นหลัก. ที่แล้วมาเราขาดหัวข้อที่เป็นหลัก, ที่เป็นหลักฐาน ; ที่มีที่มาอย่างเป็น หลักฐานในรูปพระพุทธภาษิต และในพระไตรปิฎก เป็นต้น. ฉะนั้น จึงถือว่าเรา ควรจะแก้ปัญหาวันนี้ให้สิ้นสุดกันไปเสียคราวหนึ่งก่อน; แล้วต่อไปเราอาจจะบรรยาย ในรูปอื่น. ฉะนั้น อาตมาจึงถือโอกาสบรรยายสองครั้งนี้ในลักษณะที่เรียกว่า ตั้งปัญหา เป็นหัวข้อขึ้นแล้วก็ตอบไปเลย ; คือถามเองตอบเอง ในลักษณะที่เรียกว่า เวทัลละ ในแบบของพุทธศาสนา. ทบทวนที่แล้วมาก็เป็นเรื่องที่เริ่มด้วย คำถามว่า : พระพุทธเจ้าสอนอะไร ? และก็ตอบได้ว่า พระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์. และก็สอนอย่างไร ? ก็สอนว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือ เป็นของตน ; และถือว่านั้นเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. และว่าปฏิบัติอย่างไร ? ปฏิบัติโดยวิธี ที่เมื่อมีรูปมากระทบตา มีเสียงมา กระทบหูเป็นต้นแล้ว ; ก็มีสติสัมปชัญญะทำที่มากระทบนั้น ให้กลายเป็นสิ่งที่ให้ความรู้ หรือให้การศึกษาแก่เราไปเสีย : แทนที่จะให้เป็นสิ่งที่ปรุงให้เกิดเป็นตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลส และเป็นทุกข์. ว่าเราจะเรียนกันที่ไหน ? พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้เรียนกันในร่างกายอันยาว ประมาณวาหนึ่งนี้ ซึ่งมีพร้อมทั้งสัญญาและจิตใจ ; คือร่างกายที่เป็น ๆ พระองค์ตรัสว่า
Buddhadasa