Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 ครั้งที่ ๓ — หลักธรรมสำหรับนักศึกษา (ต่อ)

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.253 ( ต่อ) ในนั้นได้บัญญัติเรื่องโลก ; เรื่องเหตุให้เกิดโลก และเรื่องความดับสนิทแห่งโลก ; และวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกไว้ครบถ้วน ในร่างที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ เรา ไม่ต้องเรียนจากภายนอกนี้ : ถ้าเรียนจากภายนอกนี้ เช่นเรียนคัมภีร์ เรียนปริยัติก็เรียน เพื่อจะให้รู้วิธีที่จะมาเรียนเอาจากร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. และ ธรรมะที่เรียนที่ปฏิบัตินี้ ก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ; ให้ถือว่าเป็นเหมือน พาหนะ เช่นเรือ แพ สำหรับข้ามฟากเท่านั้นเอง ; ไม่ต้องเอามาแบกมาทูนไว้ แล้วก็ขึ้น ไปบนบกไม่ได้. และว่า ฆราวาสควรเรียนเรื่องอะไร ? ฆราวาสควรเรียนสุตตันตะ ซึ่ง กล่าวด้วย สุญญตา ซึ่งเป็นพุทธภาษิต ; ซึ่งเคยกลัวกันมาก ว่าเป็นเรื่องที่ว่างไม่มี อะไรไม่ได้อะไร. แต่ได้แสดงให้เห็นว่ามันตรงกันข้าม, มันมีอะไร และมันได้อะไร มากมายทีเดียว. และ อมตธรรมคืออะไร? อมตธรรมคือความสั้น ราคะ โทสะ โมหะ รู้สึกได้ในชีวิตนี้ ในปัจจุบันชาตินี้. และคำที่สอนมากที่สุด ก็คือเรื่องสิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น เพราะเป็นอนัตตา เช่น ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา. สอนให้เชื่อใคร? สอนให้เชื่อความรู้สึกของตน ที่มองเห็นชัดอยู่ว่า เป็น อย่างไร ; ไม่ให้เชื่อทันทีตามพระไตรปิฎก ตามคำเล่าลือ ตามคำของครูบาอาจารย์ ; เราไม่จำเป็นจะต้องยึดถือถึงกับว่าพอพูดแล้วก็เชื่อ แต่ไม่ได้ห้ามว่าอย่าฟังคำครูบาอาจารย์ หรืออย่าอ่านพระไตรปิฎก ; แต่เมื่อได้ฟังและได้อ่านแล้ว มาคิดดูในส่วนที่จะคิดเห็น ได้เองว่า เมื่อปฏิบัติลงไปอย่างนั้น ได้ผลอย่างนั้นจริงแล้วก็เชื่อ ; แล้วก็ลองทำตามดู

น.254 ละได้ผลอย่างนั้นจริงแล้วจึงเชื่อถือ ถึงที่สุด นี้เป็นกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ สำหรับการเชื่อ. ที่ว่าในอริยวินัย กับในธรรมเนียมความรู้สึกของชาวบ้านต่างกันอย่างไร ? นี้ก็ทำให้ได้รับปัญหาฉบับหนึ่ง. ในธรรมเนียมของอริยวินัยว่า การร้องเพลงเท่ากับการ ร้องไห้; การฟ้อนรำเท่ากับอาการของคนบ้า; การหัวเราะคืออาการของเด็กนอน ในเบาะ. มีปัญหาส่งมาถามว่า : "การห้ามไม่ให้หัวเราะ หรือเต้นรำในพุทธศาสนา นั้น กระผมเข้าใจว่าการละเว้นการกระทำเหล่านี้ คงจะเกิดจากความสังเวชในตัว บุคคลนั้นเอง แต่ถ้าสภาพจิตของบุคคลนั้นยังไม่สงบสว่างพอที่จะระงับความขบขัน แต่พยายามทำการข่มกายข่มใจ ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์แล้ว จะมีเป็นการสร้าง ความทุกข์ให้แก่กายไปหรือ ? และคำสอนนี้มิเป็นการทำลายศรัทธาของคนหนุ่ม คนสาว ทำให้เขาห่างไกล คือไม่กล้าเข้าใกล้พุทธศาสนาไปเสียหรือ ? นี่ขอซ้อมความเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องบอกกล่าวหลักอันหนึ่ง ซึ่ง แสดงว่าผู้ที่มีความรู้สึกสูง จะมองเห็นสิ่งทั้งสามนี้ในลักษณะอย่างนี้ : การร้องเพลงเท่ากับ การร้องไห้, การฟ้อนรำเท่ากับอาการของคนบ้า, หัวเราะก็เท่ากับอาการของเด็กอมมือ ; มิได้หมายความว่า จะห้ามไม่ให้ใครทำอย่างนั้น ในเมื่อยังประสงค์จะทำ ; แต่ประสงค์จะให้รู้ความจริงข้อนี้ว่า มันมีความรู้สึกชนิดที่สูงกว่าหรือต่ำกว่ากันอยู่ อย่างนี้. ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ต้องทำ. การพยายามบังคับตัวเอง ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ นี้เป็นหลักสำคัญใน พระพุทธศาสนา. ถ้าบังคับตัวเองไม่ได้ ก็ยากที่จะดำเนินตนไปในทางที่จะไม่ให้เป็นทุกข์.

น.255 การข่มกายข่มใจไม่ให้ทำไปตามอารมณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการสร้าง ความทุกข์ ; แต่เป็นไปเพื่อชนะความทุกข์ ; เพื่อให้เรารู้จักหาวิธีอื่น ที่จะไม่ ให้ตกอยู่ใต้อำนาจของการบีบคั้นของความรู้สึก ที่เป็นไปในทางตามใจตัวเอง หรือที่เรียกว่ากิเลส. เราควรจะนึกไปในลักษณะที่ว่า เราไม่ยอมให้ถูกกิเลสจับตัวเรา ขึ้นเชิด. การเต้นรำนี้ ลองนึกดูว่าเราถูกกิเลสกระตุ้นและจับตัวเราขึ้นเชิดสัก เท่าไร ; และต้องมีอาการชนิดที่เรียกว่าถูกเชิดนั้นแล้ว มันจะเป็นอิสระหรือไม่เป็น อิสระอย่างไร. ที่เรียกว่าอริยวินัยนี้ หมายความว่าระเบียบของพระอริยเจ้า, คือความรู้สึกใน ระดับของพระอริยเจ้า ; ถ้าเรายังอยู่ในระดับที่ไม่ได้เป็นอริยเจ้า เราอยากจะลองก็ได้. แต่ถ้าเราลองไป ๆ เราก็จะรู้ได้เอง ว่าเป็นสิ่งที่น่าขบขันบ้าง เป็นสิ่งที่น่าระอาในที่สุด ; แล้วเราก็ขึ้นไปอยู่ในระดับหรือระเบียบของอริยวินัย หรือพระอริยเจ้าได้ ปัญหาข้อนี้ มีอย่างนี้. และ มีหัวข้อต่อไปว่า การปฏิบัติอย่างไรเรียกว่าเดินทางตามธรรมดา ? ปฏิบัติอย่างไรเรียกว่าเดินทางลัด ? การที่เราปฏิบัติอย่างเคร่งเครียดไปตามลำดับใน เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสมาธิ ปัญญา อย่างนี้เรียกว่าเดินตามทางธรรมดา ; หรือว่าจะ ปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ เช่นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เรื่อยไปอย่างนี้ ก็เรียกว่าเดินตาม ทางธรรมดา,

น.256 ต่ถ้าต้องการลัดโดยวิธีสั้นที่สุดแล้ว ก็ปฏิบัติในการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของของตน ; โดยเฉพาะเมื่อรูปมากระทบตา เสียง มากระทบหู กลิ่นมากระทบจมูก เป็นต้นเหล่านี้ ; เกิดเราก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นและอาการ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นแต่ละอย่าง ๆ เป็นของที่ยึดถือไม่ได้ และไม่ได้ยึดถือ ก็มีจิตใจเป็นไปในทางรู้สึกฉลาดขึ้น หรือมีสติปัญญามากขึ้น เพื่อไม่ยึดถือสิ่งใด. ปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่าเป็นทางลัด ; ทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา ครบถ้วนขึ้นมาทันที ; ทำให้ อริยมรรคมีองค์แปดครบถ้วนขึ้นมาทันที ง่ายดายเหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขา. ปัญหาต่อไปว่า ทรงสอนเรื่องกรรมว่าอย่างไร ? ทรงสอนว่ากรรมนี้หมด เมื่อราคะ โทสะ โมหะ หมด; ให้พยายามปฏิบัติเพื่อให้ราคะ โทสะ โมหะหมด ; เมื่อกิเลสเหล่านี้หมดแล้วกรรมก็หมดลงไปทันที ; มีผลทั้งอดีตและทั้งอนาคต, คือ กรรมเก่าก็สิ้นไป กรรมใหม่ก็ไม่มี การที่จะให้ราคะ โทสะ โมหะหมดนี้ ต้องประพฤติ กรรมที่สาม. กรรมที่รู้จักกันโดยมากก็คือ ๑. กรรมชั่ว ๒. กรรมดี ; กรรมที่สาม ไม่ค่อยรู้จักกัน. กรรมที่สามคือกรรมที่ไม่ชั่วไม่ดี ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่ระงับแห่ง กรรมดำกรรมขาว. การปฏิบัติกรรมที่สามนี้ คืออริยมรรค เดินตามอริยมรรค ปฏิบัติตามอริย- มรรค เรียกว่าประพฤติกรรมที่สาม ; ซึ่งจะเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี และกรรมชั่ว ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อริยมรรคนี้เป็นสิ่งที่เหนือดีเหนือชั่ว ; และก็มีผลทำให้รู้ความไม่มี ตัวตนหรือของตนในสิ่งทั้งปวง ; มันจึงดับราคะ โทสะ โมหะได้. และกรรมที่สามนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เอง ท่านตรัสรู้ว่า ท่านรู้ของท่านเอง ไม่ได้เรียนมาจากผู้อื่น ; หรือไม่มีผู้ใดได้สอนอยู่แต่ก่อน.

น.257 ที่นี้ก็มีปัญหาว่า การปฏิบัติธรรมะดับทุกข์ได้นี้ ต้องฟังจากพระพุทธองค์ เสมอไปหรือ ; หรือว่าแม้ไม่เคยฟังจากพระพุทธองค์โดยตรงก็มีส่วนที่จะเดินถูกทางได้ เหมือนกัน. มีพระพุทธภาษิตตรัสว่า แม้จะไม่เคยฟังจากพระพุทธองค์โดยตรง เมื่อคิดค้น ศึกษาไต่สวนสอบสวนซึ่งกันและกันอยู่เรื่อย ๆ ไป; นัยต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้น แล้วก็รู้ได้ ปฏิบัติได้ ; แล้วก็บรรลุความดับทุกข์ได้สิ้นเชิงเหมือนกัน. และขอร้องให้ท่านทั้งหลายสนใจเป็นพิเศษว่าพระพุทธเจ้านี้ มีความบริสุทธิ์ มากถึงอย่างนี้ คือไม่ได้ผูกขาดอะไรไว้สำหรับพระองค์ ไม่ได้ยกพระองค์เป็นผู้ผูกขาด อะไร ยังเปิดกว้างไว้ถึงอย่างนี้ ไม่เหมือนบางลัทธิบางศาสนาที่ผูกขาด. ที่ว่าปัญหาต่อไปว่า พระพุทธเจ้าทรงเคารพใคร ? มีคำตอบของพระองค์ เองไว้ว่า เคารพธรรม สิ่งที่เรียกว่าธรรมเป็นที่เคารพของพระพุทธเจ้าทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบันและทั้งในอนาคต ; และมีความเคารพต่อคณะสงฆ์ ที่ประกอบด้วยคุณ อันใหญ่ คือคณะสงฆ์ที่หลุดพ้นจากความทุกข์. เราจะพบพระพุทธเจ้าได้ที่ไหน ? พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้น เห็นตถาคต ไม่ได้ตรัสเล็งถึงร่างกายหรือองค์ท่าน แต่ตรัสว่าเมื่อใดเห็นธรรม เมื่อนั้น เห็นตถาคต ฉะนั้น เราต้องพบพระพุทธองค์ที่แท้จริงได้ที่การเห็นธรรม. พระพุทธองค์ยังทรงอยู่ถึงเดี๋ยวนี้หรือเปล่า ? ก็อาศัยพระพุทธภาษิตที่ตรัส จวนจะปรินิพพานอยู่หยก ๆ แล้วว่า ธรรมะก็ดี วินัยก็ดี ที่ตลาดตแสดงแล้วบัญญัติแล้ว นั้นจักอยู่เป็นศาสดาของพวกเธอ ในกาลที่ล่วงลับไปแห่งตถาคต. นี้ย่อมแสดงว่า พระศาสดาที่เป็นองค์จริงนั้นยังอยู่ ส่วนเปลือกของท่านคือร่างกายนั้น ก็ไม่ปรากฏแล้ว

น.258 อย่างที่เราเรียกว่าดับไปแล้ว แต่พระองค์จริงไม่รู้จักดับ ; โดยหลักที่ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต นี้ไม่จำกัดเวลา. และโดยหลักที่ว่า ธรรมวินัยที่บัญญัติแล้วแสดง แล้วนั้น อยู่เป็นพระศาสดา. นี้ก็คือสิ่งที่จะทำให้เห็นธรรมหรือเป็นตัวธรรมอยู่ในตัว ; จึงถือว่าพระศาสดาของเรายังอยู่ และไม่รู้จักดับ ตลอดเวลาที่ธรรมวินัยยังอยู่ด้วยการศึกษา ด้วยการปฏิบัติ และด้วยการได้รับผลของการปฏิบัติ. ทีนี้ถ้าถามว่าพระพุทธองค์ทรงหมดกรรมหรือเปล่า ? นี้ก็จะตอบได้ด้วย หลักต่างๆ ข้างต้นที่แล้วมา ว่าเมื่อหมดกิเลสแล้วก็หมดกรรม แต่ในที่นี้อยากจะบอกว่า ภาวะที่ว่าหมดกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ยกย่องกันมาก หวังกันมากในสมัยนั้น ; มีคนสนใจใน พระพุทธเจ้า ก็เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้หมดกรรม ; นี้แสดงว่าในสมัยพุทธกาลนั้น มีคนสนใจ เรื่องจะหมดกรรมกัน เหมือนกันกับเดี๋ยวนี้ ; เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ พอได้ยินว่าใครเป็นผู้หมดกรรมแล้วก็รีบวิ่งไปหา. ถ พราหมณ์พาวรี ได้ยินคำนี้ จึงได้ ส่งศิษย์ตั้งสิบกว่าคน ไปเฝ้า ไปทูลถาม ไปซักไซ้ ; เพราะเครดิตของคำว่าหมดกรรม. ถ้าถามว่า พระพุทธองค์ทรงอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไรในวันหนึ่ง ๆ ? มี พุทธภาษิตตรัสว่าอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร ; วิหารธรรม - เครื่องอยู่ ก็คือความรู้สึกในใจ, ความรู้สึกที่ว่าสิ่งทั้งปวงว่าง ; หรือภาวะที่รู้สึกว่าง ไม่มีอะไรปรุงแต่งรบกวน นี้เรียกว่า สุญญตาวิหาร. พระพุทธเจ้าทรงอยู่มาก ในวันหนึ่ง ๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นสุญญตาวิหาร จึงเป็นการพักผ่อนอย่างยิ่ง. ทีนี้ปัญหาต่อไป ก็ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่าโลกนี้ว่าง ทั้งที่มัน มีอะไรเต็มไปหมด .? มีพระพุทธภาษิตที่สรุปไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า ที่ว่าโลกนี้ว่าง ก็เพราะว่าว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน ของตน ; แต่มันมีอะไรมากมายอย่างไร

น.259 ประณีตอย่างไร สุขุม ละเอียด ประเสริฐอย่างไร ก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตน ของตน เพราะเหตุนั้น จึงถือว่าโลกนี้ว่าง. ทีนี้ ทำอย่างไรที่เรียกว่าจิตว่าง หมายความว่าจิตที่กำลังเห็นโลกโดยความ เป็นของว่างอยู่นั่นแหละ ; จิตนั้นไม่รู้ที่จะยึดถืออะไร มันจึงได้ว่างจากการยึดถือ และ เป็นจิตว่าง คือจิตที่กำลังไม่ยึดถือ มีบาลีในสัทธัมมัปปัชโชติกา ระบุไว้ชัดว่าเพราะว่าง จาก ระคะ โทสะ โมหะ ทั้งหลายจึงชื่อว่า "ว่าง". จิตที่เห็นโลกเป็นของว่างนี้ ไม่มี ทางที่จะปรุงเป็นราคะ โทสะ โมหะ แม้ในขณะ แม้ชั่วขณะ หรือแม้ตลอดกาล ก็ตาม : ถ้าไม่ปรุงเป็นราคะ โทสะ โมหะ ก็เรียกว่า "ว่าง”. ถ้าไม่ปรุงตลอดกาลก็ว่างตลอดกาล คือเป็นพระอรหันต์ ; ถ้าไม่ปรุง ชั่วคราวชั่วครู่ ชั่วยาม ก็เป็นคนธรรมดา ; ถ้าไม่ปรุง น้อยขึ้นไปอีกก็เป็นพระอริยบุคคล ขั้นต้น ๆ ; แต่ในขณะที่ว่างนั้นไม่มีความทุกข์เหมือนกัน ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ. ส่วนที่ว่างเอง เช่นนอนหลับนี้ มันไม่เกี่ยวการกระทำของเราไม่ต้องพูดถึง แต่ก็ต้อง รู้สึกว่าเป็นเวลาที่ไม่มีทุกข์ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น ว่างจากการยึดถือเมื่อไร ไม่มีทุกข์ เมื่อนั้น มีการยึดถือคือไม่ว่างเมื่อไร ก็มีทุกข์เมื่อนั้น, จิตไม่ว่างเพราะเห็นโลกนี้ มีอะไร นี่น่ายึดถือจึงได้ไปยึดเข้า. ถ้าจิตว่างก็เห็นว่าโลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่จะไปยึดถือได้เลย. ถ้าว่างถึงที่สุดเรียกว่าอะไร ? ในปฏิสัมภิทามรรคมีข้อความว่า ว่างถึงที่สุด เรียกว่า นิพพาน. นิพพานเป็นอะไร? นิพพานเป็นสิ่งที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอมตธาตุ คือธาตุที่ไม่ตาย ; คือความว่างจากราคะ โทสะ โมหะนั่นเอง เพราะเมื่อไม่มีโมหะแล้ว จะไม่เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน ; เมื่อไม่มีเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ไม่มีอะไรจะตาย ฉะนั้น ความว่างจากความยึดถือว่าตัวตนนั้นเอง คืออมตธรรมหรือนิพพาน.

น.260 พอใจในความว่างหรือพอใจในนิพพานนี้เรียกว่าอะไร ? ความพอใจ ชนิดนี้เรียกว่า ธรรมราคะ ธรรมนันทิ ที่ฟังแล้วน่าตกใจ ; โดยใช้คำว่าราคะ และนันทิ เหมือนกัน แต่มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง คือพอใจด้วยวิชชา ด้วยปัญญา ไม่ใช่พอใจ ด้วยอวิชชา. และว่า นิพพานกันต่อตายแล้ว หรือที่นี่ในชาตินี้ ? ถ้าถือตามหลักของ พระพุทธเจ้าแล้วก็ว่านิพพานในชาตินี้ ในชาติปัจจุบันนี้ ; เพราะว่านิพพานต่อตายแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร ; ยิ่งกว่านั้นยังมีคำว่า ตทังคนิพพาน หรือสันทิฏฐิกนิพพาน ในลักษณะที่เป็นตัวอย่างหรือชิมลอง ในขณะใดมีจิตว่างจากการปรุงแต่งแผดเผาของ ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อนั้นเป็นนิพพานชิมลอง, และมีชื่อเรียกว่า ตทังคนิพพาน. เนื่องจากคำนี้ไม่ค่อยแพร่หลาย ไม่ค่อยเอามาบอกมากล่าวกัน จึงไม่ค่อย มีใครรู้จัก ; และทิฏฐธรรมนิพพานนั้นก็คือ นิพพานในทิฏฐธรรม ; ทิฏฐธรรม คือ ความที่เห็นได้เองในชาตินี้ และระบุไปยังความรู้สึกเป็นสุขในขณะแห่งรูปฌานเป็นต้น. และมีกล่าวไว้ชัดว่า ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะนี้ เป็นสนฺทิฏฐิกํ เป็น อกาลิกํ เป็นเอหิปสฺสิกํ เป็นโอปนยิกํ เป็นปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหิ. นี้ล้วน แต่มีลักษณะส่อว่า รู้สึกได้ในชาตินี้ ด้วยใจของตัวเองนี้ และถึงกับกล้าเรียกผู้อื่น ให้มาดู ; ฉะนั้น จึงมีความหมายว่า มีชีวิตอยู่ แล้วก็สามารถจะบรรลุนิพพานใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น ตทังคนิพพาน ชั่วคราวหรือชิมลอง ; แล้วก็นิพพาน โดยสมบูรณ์ คือสิ้นกิเลส เพราะว่าเมื่อร่างกายแตกหักทำลายตายไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ อะไร ที่จะเป็นนิพพานขึ้นมา ไม่มีประโยชน์แก่ผู้ใด. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัส ไม่ได้สอน ไม่ได้แนะ ในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์แก่ผู้ใด.

น.261 นี้มีหัวข้อต่อไปว่า สัตว์เดรัจฉาน นิพพานได้หรือไม่ ? นี้ก็มีพระบาลี ที่กล่าวไว้ชัดว่า สัตว์เดรัจฉานที่ฝึกจนหมดพยศแล้ว เรียกว่า ปรินิพพุโต เหมือนกัน คือปรินิพพานเหมือนกัน ทำนองเดียวกับคนที่หมดพยศคือกิเลส แล้วปรินิพพาน ; แต่ เนื่องจากคำว่านิพพานนี้ โดยเหตุหมายถึงไม่มีกิเลส โดยผลหมายถึงความสงบเย็น ; ฉะนั้น เมื่อใดกิเลสไม่รบกวน และมีความสงบเย็นแล้ว เราถือว่าเป็นตทังคนิพพาน ; ฉะนั้น ทุกคนก็อาจจะรู้รสของนิพพานในชีวิตประจำวันแต่ละวัน ๆ คือในขณะที่กิเลส ไม่รบกวนและมีความเย็นสนิท แม้สักอึดใจหนึ่งก็ยังดี. คำว่า "นิพพาน" นี้ ใช้ได้แม้กับวัตถุสิ่งของ เช่นถ่านไฟแดง ๆ ร้อน ๆ พอเย็นลง ภาษาบาลีเรียกว่านิพพานเหมือนกัน ถ่านไฟก็นิพพานได้ สัตว์เดรัจฉานก็ นิพพานได้ แล้วทำไมคนจะนิพพานไม่ได้. อะไรเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ ? ก็ตอบว่า นิพพานนั่นเอง ; เพราะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา ซึ่งแปลว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง. และนิพพานนี้เล็งถึงความไม่มีทุกข์ ความเย็นสนิท จึงไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่านี้ ; แล้วก็หมดหัวข้อที่บรรยายในครั้งที่แล้วมา. ทีนี้ขอให้ท่านสังเกตดูว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหัวข้ออันเป็นข้อ ๆ ไป มีความ สำคัญมากน้อยอย่างไร ; และตั้งอยู่ในลักษณะเป็นหัวข้อ พื้นฐานอย่างไร ; หมายความว่า ถ้าเราไม่เข้าใจถูกต้องในหลักพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ย่อมจะเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่เรา จะศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องให้สำเร็จประโยชน์ ; ฉะนั้น อาตมาจึงมุ่งแสดง ในลักษณะที่เป็นหัวข้อพื้นฐานนี้ต่อไป.

น.262 มีปัญหาต่อไปว่า เวลานี้ในโลกมีพระอรหันต์หรือไม่ ? ข้อนี้ตอบได้ด้วยพระพุทธภาษิต ในทีฆนิกายมหาวรรค พระไตรปิฎกบาลี เล่ม ๑๐ หน้า ๑๗๖. ถ้าอาตมากล่าวถึงคำพระไตรปิฎกแล้ว ขอให้ถือเป็นฉบับบาลี ฉบับสยามรัฐ ปกเหลืองมีช้างแดงที่สัน. มีอยู่ว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักอยู่ โดยชอบไซร้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์". นี่เป็นคำตรัสใกล้ ๆ ปรินิพพานอยู่ หยก ๆ แล้วในวันนั้นเอง "ส เจ เม ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยํ" - ถ้าภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ พึ่งอยู่โดยชอบไซร้ "อสุญฺโณ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส" - โลกนี้ก็ ไม่ว่าง จากพระอรหันต์. ถ้าท่านมีข้อสงสัย หรือมีคำถามว่า เดี๋ยวนี้มีพระอรหันต์หรือไม่ ? ท่าน อย่าตอบออกไป โดยส่วนเดียวว่ามีหรือไม่มี จะเป็นความผิดพลาดที่สุด. ท่านต้องตอบ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ถ้าภิกษุเป็นอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์". ทีนี้ ปัญหาก็เหลืออยู่ที่ว่า อย่างไรเรียกว่าอยู่โดยชอบ ? ฟังดูแล้วมันง่ายเกินไป ว่าอยู่โดยชอบนี้ ที่จริงมันก็มีความหมายพิเศษ ของมัน ; อยู่โดยชอบ คือว่าอยู่โดยวิธีที่กิเลสจะไม่ได้กินอาหาร หรืออยู่โดย วิธีที่กิเลสจะไม่ถูกปรุงขึ้นมานั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรอีก นอกไปจากว่า อยู่ด้วยจิตที่ว่างตลอดไป, คือจิตที่มองเห็นโลกทั้งหมดโดยความเป็นของว่าง ; และจิตไม่จับฉวยสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน.

น.263 จะพูด จะคิด จะทำ จะขวนขวาย จะกิน จะใช้ จะสอย อะไรก็ตาม ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่าเป็นตัวตนหรือของตน ; แต่ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ทำไปด้วยปัญญา ทำไปด้วยความรู้เท่าถึงการณ์. เป็นอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นอยู่ชอบ คือเป็นอยู่ในลักษณะที่กิเลสไม่มีทางจะเกิด เมื่อกิเลสไม่มีทางที่จะได้อาหาร. หรือถ้าจะกล่าวเป็นการระบุชื่อ ก็เช่นว่าอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้ ก็ได้เหมือนกัน ; เรียกว่าเป็นอยู่ชอบ. เพราะสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ อันเป็นองค์ที่ ๑ ของอริยมรรคนั้น หมายถึงความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นแจ้งที่ถูกต้องว่าไม่มีอะไร ที่ควรยึดถือ. ฉะนั้น จึงทำให้การใฝ่ฝัน หรือการพูดจา หรือการอะไรต่าง ๆ เป็นไป ในลักษณะที่ไม่ยึดถือทั้งนั้น เป็นอยู่ชอบอย่างนี้กิเลสผอม, ผ่ายผอมลงไปเอง และหมดสิ้นไป คือไม่มีทางที่จะเกิด; ไม่มีความเคยชินในการที่จะเกิด มันก็เกิดไม่ได้. สิ่งที่เรียกว่าอนุสัยนอนในสันดานนั้น เป็นเพียงความเคยชินเท่านั้น ; แต่คนไม่รู้ก็คิดว่า กิเลสเป็นตัวเป็นตน กลายเป็น สัสสตทิฏฐิไปเลย. กิเลสเป็นตัว เป็นตนนอนนึ่งอยู่ในสันดานนี้ เป็นพวกสัสสตทิฏฐิ. พวกที่มีความรู้ความเข้าใจตามหลักของพระพุทธเจ้าถือว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัว เป็นตนไม่ได้ ; มันมีเหตุผล มันเกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่นี้ความที่เกิดจนเคยชิน ชินยิ่งกว่าชิน ชินจนดูเป็นของมีประจำคล้าย ๆ มีประจำอยู่ในสันดาน นี่ทำให้เข้าใจว่ามัน นอนรออยู่ในสันดานตลอดเวลา. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า อนุสัย นั้น เป็น เพียงความเคยชิน ชินอย่างยิ่ง ชินเหลือเกิน จึงได้ใช้คำว่าอนุสัย

น.264 ปัญหาต่อไปว่า เป็นพระอรหันต์ยากหรือง่าย ? นี่คนแทบทั้งหมด ตอบว่ายากเหลือแสน ไม่มีใครกล้าคิดกล้าพูดว่าง่าย, นี้ขอให้ถือหลักที่ว่า อย่าตอบอะไรลงไปโดยส่วนเดียว ; ผู้ใดตอบอะไรลงไปโดยส่วนเดียว เช่นตอบว่ามีหรือไม่มี ตอบว่าง่ายหรือยาก ลงไปส่วนเดียวอย่างนี้ไม่ถูก ไม่ใช่ผู้ที่ดำเนิน ตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีหลักแห่งเหตุ แห่งปัจจัย ถ้าทำถูกหลัก แห่งเหตุแห่งปัจจัยมันก็ง่าย ; ถ้าทำผิดหลัก แห่งเหตุแห่งปัจจัย มัน ก็ยากเหลือแสน จริงเหมือนกัน. ทีนี้ความที่คนเราเคยชินแต่เรื่องกิเลส มันจึงยาก, มันจึงปรากฏเป็นของยาก นี้ก็ต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่าอยู่โดยชอบเท่านั้น โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์, อยู่ โดยชอบนี้ไม่ยากไม่เหลือวิสัย ; อยู่โดยอุบายที่บีดล้อมกิเลสไว้ ไม่ให้ได้อาหาร. เหมือนกับเราจะฆ่าเสือสักตัวหนึ่ง เราก็ล้อมไว้ไม่ให้กินอาหาร มันก็ตายเอง ไม่จำเป็น ที่จะต้องเข้าไปเผชิญกับเสือให้เสือมันกัดมันข่วน อย่างนี้จึงเรียกว่าไม่เหลือวิสัย, นั่นแหละ เป็นอุบายวิธีและอยู่ในลักษณะที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น การเป็นพระอรหันต์นั้น จะว่ายาก ก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แล้วแต่ว่าทำถูกหรือทำผิดวิธี ; แต่ถ้าถือตามพระพุทธภาษิต แล้วก็ไม่ยาก ให้อยู่โดยชอบ โลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์.

น.265 ที่นี้ปัญหาที่ว่า เราจะรู้จักพระอรหันต์ได้หรือไม่ ? นี่ชอบถามกันมากเช่น บางคนสงสัยว่า เราอาจจะไม่รู้จักพระอรหันต์ที่กำลัง มีอยู่ในโลกเวลานี้ก็มี ; ถ้าถามอย่างนี้ คือถามว่าเราจะรู้จักพระอรหันต์ได้หรือไม่, ถ้าเดินมา : ตอบว่า ถ้าถึงบทที่จะไม่รู้ หรือถึงคราวที่จะไม่รู้แล้ว แม้แต่พระอรหันต์เอง พระอรหันต์กันเอง ก็ไม่รู้จักกันว่าเป็นอรหันต์. มีคำกล่าวในจุลลวรรคอุทาน เล่มที่ ๒๕ หน้า ๑๙๘ ว่า พระสารีบุตรไม่รู้ ว่าพระลคุณฎกภัททิยะ นี้เป็นพระอรหันต์ ; มัวพูดธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ แก่พระลกุณฎาภัททิยะเรื่อย; นี่แสดงว่าพระสารีบุตรไม่รู้ว่า พระลกุณฎาภัททิยะ เป็น พระอรหันต์. ทีนี้ถ้าถึงคราวที่จะรู้แล้ว แม้พรหมในพรหมโลกที่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ก็ยังรู้ ว่าใครตายอย่างนิพพาน ใครตายอย่างไม่นิพพาน เป็นผู้พยากรณ์ได้ ; นี่มีข้อความใน อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๗๗. ฉะนั้น เมื่อถามว่าจะรู้จักพระอรหันต์ได้หรือไม่ ? จำเป็นต้องตอบว่าไม่อาจ จะรู้ได้ก็ได้ ; รู้ได้ก็ได้ มันแล้วแต่กรณี ; แม้เป็นพระอรหันต์กันเองก็ยังไม่รู้ก็มี ; ดังนั้นไม่ควรจะกล่าวตอบโดยส่วนเดียวว่า รู้ได้หรือรู้ไม่ได้ ; เหมือนพวกอาจารย์ตาม ศาลาวัดที่ชอบพูดว่า รู้ได้บ้าง รู้ไม่ได้บ้าง

น.266 ทีนี้ปัญหาต่อไปว่า จะหาพบพระอรหันต์ได้ที่ไหนกัน ? ก็ต้องหาพบพระอรหันต์ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลส ; อย่าไปมัวหาตามป่า ตามวัด ตามถ้ำ ตามเขา ตามบ้าน ตามเมือง ตามสำนักวิปัสสนา. จงไปค้นหา พระอรหันต์ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลส ; จงพิสูจน์หรือว่าค้นคว้าหรือทดลองหรืออะไร ก็ตาม ให้รู้ความสั้นไปแห่งกิเลส, ถ้าไม่มีทางก็ไม่ต้องค้นต้องหา รู้ของตัวเองก็แล้วกัน ; ถ้ามีความสิ้นไปแห่งกิเลสก็เป็นพระอรหันต์, นี่เป็นหลักกลาง ๆ ที่สุดที่เราจะต้องถืออย่างนี้. ๓๔. พระอรหันต์เป็นฆราวาสไม่ได้ ใช่หรือไม่ ? นี้อย่าไปตอบโดยส่วนเดียวว่าได้หรือไม่ได้. จะต้องตอบว่า พระอรหันต์อยู่ เหนือความเป็นฆราวาส และเหนือความเป็นบรรชิตด้วย ; ฉะนั้น การที่พูดว่า เป็นพระอรหันต์แล้วต้องรีบออกบวชภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นจะตาย นี้มันเป็นคำพูดของ คนอวดดีในชั้นหลัง ในอรรถถา ในฎีกา ในอะไรก็ตามใจ. พระอรหันต์ต้องอยู่เหนือความเป็นฆราวาส และเหนือความเป็นบรรพชิต เสมอ ; ไม่มีใครจับพระอรหันต์ใส่ลงไปในความเป็นฆราวาสได้ แต่อยู่เหนือความ เป็นบรรพชิตด้วย. ฉะนั้น อย่าไปพูดเรื่องว่าพระอรหันต์อยู่บ้านเรือนได้หรือไม่ แม้ จะจับให้อยู่ในบ้านเรือน จับใส่ลงไปในบ้านเรือน มันก็ทำให้พระอรหันต์เป็นคนครอง เรือนไม่ได้ ; มันอยู่เหนือความเป็นฆราวาส เหนือความเป็นบรรพชิตอย่างนี้

น.267 ทีนี้ปัญหาที่ว่าทำไมผู้ฆ่าคนตายจึงเป็นพระอรหันต์ ? นี้ตอบได้ง่ายนิดเดียว เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้นแหละต้องฆ่าเสียก่อน แล้วจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ; ถ้าสิ่งที่เรียกว่าคนนั้นไม่ถูกฆ่าแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็น พระอรหันต์ได้ ; จะต้องฆ่าความรู้สึกว่าคน ว่าตัว ว่าตน ว่าเรา ว่าเขา ว่าสัตว์ ว่าบุคคล เหล่านี้เสียก่อน, ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นตัว เป็นตน อีกต่อไป, นี้เรียกว่าฆ่าคนหรือฆ่าสิ่งที่เรียกว่าคนเสียได้ก็เป็นพระอรหันต์ ทันที; ฉะนั้น จึงกล่าวว่าต้องฆ่าคนเสียก่อนจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้. บางทีท่านก็กล่าวไว้ในที่บางแห่ง ยิ่งไปกว่านี้ ต้องฆ่าบิดามารดาเสียก่อน จึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ; บิดามารดาก็คือกิเลสที่ปรุงแต่ง โดยเฉพาะเช่นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน หรือกรรมอะไรเหล่านี้ ที่ตั้งอยู่ในฐานะเหมือนบิดามารดา ; คือมัน คลอดออกมา คลอดความรู้สึกว่าคนออกมา. ฉะนั้น ต้องฆ่ามันเสีย คือต้องฆ่าบิดา มารดาของคนนั้นเสีย แล้วก็เป็นพระอรหันต์ได้. แม้ในเรื่องพระองคุลิมาล ; พระองคุลิมาล เป็นพระอรหันต์ เพราะฆ่าคน เสียได้ เมื่อได้ฟังคำว่าหยุดของพระพุทธเจ้า แล้วท่านฟังถูกว่าหยุดนั้นหมายความว่า อะไร. คนเขลา ๆ อธิบายว่า พระพุทธเจ้าหยุดนั้นคือหยุดฆ่าคน หยุดวิ่งฆ่าคนเหมือน องคุลิมาล เรียกว่าหยุด ส่วนองคุลิมาลยังเที่ยวฆ่าคนอยู่ เรียกว่าไม่หยุด ; อย่างนี้ไม่ถูก.

น.268 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฉันหยุดแล้ว คือฉันหยุดเป็นคนแล้ว หยุด การเป็นคนเสียแล้ว. ทีนี้ พระองคุลิมาล ก็ฟังถูกว่าหยุดการเป็นคนเสียแล้ว และ ท่านหยุดการเป็นคนเหมือนกัน. นี้ก็เรียกว่าพระองคุลิมาลฆ่าคนเสียได้ ฆ่าความรู้สึก ว่าคนนี้เสียได้ พระองคุลิมาลก็เป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธเจ้า เนื่องด้วยการฆ่าคน อย่างนี้เป็นต้น. แม้แต่คำว่า "หยุด" เท่านี้ก็พังกันไม่ถูกเสียแล้ว แล้วพังผิด แล้วอธิบายกัน ผิด พูดกันผิดสอนกันผิด มันก็ด้านกันเองอยู่ในตัว. ถ้าเพียงแต่หยุดเที่ยววิ่งไล่ฆ่าคน หรือหยุดเดินนี้จะเป็นพระอรหันต์ได้ นี้มันก็น่าหัวเราะ ; ฉะนั้น ต้องหยุดความเป็นคน ฆ่าอุปาทาน ว่าบุคคลตัวตนเราเขาเสียได้ จึงจะเป็นพระอรหันต์. นี้เรียกว่า ฆ่าคน แล้วก็จะเป็นพระอรหันต์. ๓๖. ทีนี้เราจะดูสิ่งที่เป็นปัญหาปลีกย่อย เพื่อจะช่วยให้เข้าใจปัญหาเหล่านี้ดีขึ้น เช่นจะตั้งปัญหาถามว่า โลกนี้เต็มไปด้วยอะไร ? บางคนมองในลักษณะหนึ่งก็ตอบว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เช่นว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป. อย่างนี้ก็เรียกว่า ถูก เหมือนกันแต่ยังฟังยาก. มันควรจะตอบอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ว่าง ; โลกนี้ว่างไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนหรือเป็นคน. ฉะนั้น อย่าไปดีใจว่า เพียงแต่พูดว่า

น.269 โลกนี้มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ทุกข์นี้ ว่าเป็นคำพูดที่ถูกต้องแล้ว ; มันถูก เหมือนกัน แต่ว่ามันมีทางกำกวมได้ เผลอเข้าก็ผิดได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่ไป ยึดถือแล้ว ไม่เป็นทุกข์. ขอให้ฟังให้ดีว่า โลกก็ตาม อะไรก็ตามที่รวม ๆ กันแล้ว เรียกว่าโลก นี้ มันไม่ได้เป็นทุกข์, หรือเป็นทุกข์ต่อเมื่อเข้าไปยึดถือเข้าจึงจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือ แล้วไม่มีความทุกข์ ; ฉะนั้น ไม่อาจจะพูดว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ พูดว่าชีวิต เป็นทุกข์นี้พูดตื้น ๆ ง่าย ๆ ไปที่ก่อน. ชีวิตถูกยึดถือจึงจะเป็นทุกข์ ชีวิตไม่ถูกยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ชีวิตนี้มีแก่นสาร ; ไม่ใช่ไม่มีแก่นสาร ชอบพูดกันว่า ชีวิตนี้ไม่มีแก่นสารนั้นก็เพราะ ไม่รู้จักทำให้มีแก่นสาร. ถ้ารู้จักใช้ชีวิตนี้เป็นเครื่องช่วยให้รู้เรื่องโลก เรื่องเหตุให้เกิดโลก, เรื่อง ความดับสนิทของโลก, เรื่องวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของโลก, แล้วชีวิตนี้ก็มี แก่นสาร คือ เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษา เป็นที่ตั้งแห่งการประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งได้ผล แห่งการปฏิบัติ และเป็นที่ตั้งแห่งการรู้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือนิพพาน ; ฉะนั้น ถือว่าชีวิตนี้เป็นแก่นสาร แต่ไม่มีแก่นสารอะไรสำหรับคนโง่เขลา ซึ่งไม่รู้จักใช้มัน. โลกนี้เต็มไปด้วยอะไร ? มองในแง่หนึ่งก็ว่า เต็มไปด้วยความทุกข์ หรือ เป็นทุกข์เท่านั้น ; แต่มองในแง่หนึ่งที่สูงขึ้นไปก็ว่าไม่ได้เป็นอะไร. อย่างจะพูดว่า มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ นี้ก็เหมือนกัน ; ต่อเมื่อไป ยึดถือเข้ามันจึงจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือมันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของมันเองอยู่เรื่อยไป.

น.270 ฉะนั้น เราต้องถือว่า ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ หรือเป็นสุข. เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ไม่กล่าวว่าเป็นทุกข์ ไม่มีใคร กล่าวว่าเป็นทุกข์ มีแต่การไหลเวียนเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยส่วนของเบญจขันธ์. โลกนี้เต็มไปด้วยอะไร? เต็มไปด้วยสิ่งที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ; ยึดถือเข้าก็เป็นทุกข์ ไม่ยึดถือก็ ไม่เป็นทุกข์. ๓๗. ถามว่า บุญอย่างไหนมีผลน้อย บุญอย่างไหนมีผลมาก ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุญที่เป็นโอปธิกะ มีค่าไม่ได้เสี้ยวที่ ๑๖ สิบหก ครั้งของการเจริญเมตตา. บุญที่เป็นโอปริกะ คือทำบุญเอาหน้า ทำบุญแลกวิมาน ทำบุญแลกสวรรค์ ทำบุญเพื่อเกิดสวย เกิดรวย ; ทำบุญเพื่อได้ความสุขทางกามาวจรอย่างนี้ บุญนี้เป็น โอปธิกะ คือประกอบอยู่ด้วยอุปธิ, อุปธิแปลว่ายึดมั่นถือมั่น. บุญที่ประกอบด้วย ความยึดมั่นถือมั่นนี้บุญเหมือนกัน แต่มีค่าไม่ได้ส่วนที่ ๑๖ สิบหกครั้ง ของการเจริญ เมตตา. การเจริญเมตตานี้ คือมันไม่เห็นแก่ตัวตน มันเห็นแก่ผู้อื่น มีความรัก ผู้อื่นเป็นสากล ; เจริญเมตตา บุญที่เป็นการเจริญเมตตา บุญเกิดจากการเจริญเมตตา นี้เป็นบุญที่มาก ; บุญโอปธิกะนั้น ไม่ได้ส่วนที่ ๑๖ แบ่งกันสิบหกครั้ง ของการเจริญ เมตตา.

น.271 ขอได้ทราบว่าภาษาบาลีใช้สำนวนอย่างนี้เสมอไป เมื่อจะเปรียบเทียบอะไร ที่มันผิดกันมากนัก ส่วนที่ ๑๖ แห่งการแบ่ง ๑๖ ครั้ง เช่นว่า เรามีอะไรอย่างหนึ่ง แบ่งออก ๑๖ ส่วนก่อนแล้วเอามาส่วนหนึ่ง ส่วนนั้นแบ่งออก ๑๖ ส่วนอีกที แล้วเอามา ส่วนหนึ่ง แล้วส่วนนั้นแบ่ง ๑๖ ส่วนอีกทีหนึ่ง แล้วก็เอามาแบ่งดูอีก ทำอย่างนี้เรื่อยไป ๆ ครบ ๑๖ ครั้ง ส่วนที่ ๑๖ แห่งการแบ่ง ๑๖ ครั้ง บุญที่เป็นโอปธิกะเทียบแล้วไม่ ได้ส่วนที่ ๑๖ แห่งการแบ่ง ๑๖ ครั้ง ของสิ่งที่เรียกว่าเมตตา ; อิติวุตตกะ เล่มที่ ๒๕ หน้า ๒๔๔ ผู้ที่สนใจในเรื่องบุญลองไปคิดดู. ๓๘. ทีนี้ว่า บุญมากอยู่ที่ไหน ? มีภาษาบาลีในอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๔๐๖ ว่า เจริญอนิจจสัญญา ; เจริญอนิจจสัญญาชั่วเวลาดีดนิ้วทีเดียว เจริญสำเร็จชั่วเวลา ดีดนิ้วทีเดียวนี้ มีผลคือมีบุญมากกว่าเลี้ยงพระสงฆ์ทั้งหมด และมีพระพุทธเจ้าเอง เป็นประมุข. หมายความว่า ถ้าเราสามารถนิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนามา รวมทั้งพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วเลี้ยงอาหาร ก็ยังได้บุญไม่เท่ากับเจริญ อนิจจสัญญาสำเร็จชั่วเวลาลัดนิ้วมือ นี้ข้อแรกที่สุด. จงดูความบริสุทธิ์ใจของพระพุทธเจ้าที่ท่านกล่าวมาอย่างนี้ นี้เป็นพระพุทธ- ภาษิตที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างนี้. ทีนี้เราก็มองเห็นเป็นข้อแรกว่า แหม ! พระพุทธเจ้านี้น่าเลื่อมใสยิ่งกว่าน่าเลื่อมใส จนไม่รู้จะเลื่อมใสอย่างไร เพราะท่านมีความ

น.272 บริสุทธิ์ใจ จนถึงกล้ากล่าวออกมาอย่างนี้ ด้วยเอาพระองค์เองเข้าไปเป็นเครื่องวัด เครื่องเทียบ. ฉะนั้นในคำว่า มหากุศลนั้นแหละระวังให้ดี ๆ มหากุศลของบางคนตาม ศาลาวัด มันเป็นเรื่องกามาวจร มหากุศลที่แท้จริงควรจะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เจริญอนิจจสัญญาลัดนิ้วมือเดียว ยังดีกว่าการเลี้ยงพระแบบนี้. ๓๙. ทีนี้ ถ้ามีปัญหาถามว่า สุคติอยู่ที่ไหน ? ไปสุคติกันที่ไหน ? มีข้อความที่เป็นพุทธภาษิตในอิติวุตตกะอีกเหมือนกัน เล่ม ๒๕ หน้า ๒๘๙ กล่าวถึงเรื่องเทวดาจะตาย คือ เทวดาจะจุติสิ้นอายุแล้วจะตาย ต้องการจะไปสุคติ ค้นหา ว่าจะไปสุคติที่ไหน: ในที่สุดก็ตกลงว่า สุคติอยู่ที่มนุษย์โลก เทวดาทั้งหลายก็ อนุโมทนา ว่า ขอให้สำเร็จตามความต้องการไปสุคติที่มนุษย์ โลก. คำว่า สุคติที่มนุษย์โลกนี้ ก็หมายความว่า ในโลกมนุษย์นี้มันมีภาวะแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นได้ง่ายกว่าในเทวโลก. ในมนุษย์โลกมีพระพุทธเจ้า ในมนุษย์ โลกมีพระอรหันต์ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์. ใน เทวโลกดงแห่งกามารมณ์นั้น ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงมาสุคติที่มนุษย์โลก แล้ว เทวดาทั้งหลายก็อนุโมทนากันเป็นการใหญ่. นี่มันน่าหวัวที่ว่า มนุษย์ที่นี่ต้องการจะไปสุคติที่เทวโลก ของใครผิด ของใครถูกอย่างไร? ก็ขอให้พิจารณาดู ว่า สุคติที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน และคนที่ ลงทุนทำบุญให้ทาน ขายบ้านขายเรือนไปสร้างอะไรที่วัด ต้องการสวรรค์วิมานในชาติหน้า ในเทวโลก เพื่อสุคตินี้มันเป็นอย่างไร.

น.273 ทีนี้ต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ มีปัญหาที่จะตั้งขึ้นมาว่า สิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์นี้น่าสนใจเพียงไร ? จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “ฤทธิ์" ก่อนคำว่าฤทธิ์นี้คือ อิทธิในบาลี สันสกฤต เป็นฤทธิ์ นี้ทีแรกทีเดียวก็เป็นคำธรรมดา, เป็นคำธรรมดาที่เล็งถึงสิ่งที่มีสมรรถภาพ ช่วยให้เกิดความสำเร็จ ตามธรรมดาทั่วๆ ไป. สิ่งใดมีสมรรถภาพช่วยให้เกิดความสำเร็จ สิ่งนั้นเรียกว่าฤทธิ์. ทีนี้ต่อมามันขยายขึ้นไป ถึงความสำเร็จในทางน่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์ จนกระทั่งไปพบฤทธิ์ชนิดเป็นเรื่องของนามธรรมล้วน ๆ ขึ้นมา ; เพราะว่าเมื่อเป็นนาม- ธรรม นี่มันมีทางที่จะปรุงแต่ง หรือปรับปรุงให้มันไปได้ไกล ให้มีความน่าอัศจรรย์ ได้ไกลกว่าเรื่องที่เป็นวัตถุ. เหมือนอย่างว่าเรามีเครื่องทุ่นแรง สมัยนี้เรามีรถแทรคเตอร์ทำงานพักเดียว ก็ทำถนนได้มากมาย มันก็เรียกว่าฤทธิ์เหมือนกัน ; แต่มันเรื่องทางวัตถุ คือความน่า อัศจรรย์ มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง. ทีนี้ เรื่องทางจิตใจ ทางนามธรรมที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุนั้น มันก็เป็นไปแต่ใน ทางจิตใจ ฝึกกันจนสามารถทำให้ผู้อื่นรู้สึกได้ ตามที่ผู้แสดงฤทธิ์ต้องการให้รู้สึก : จนสามารถบังคับให้เขาได้เห็นภาพด้วยตาเหมือนที่เราต้องการให้เห็น, ให้เขาได้ยินเสียง ด้วยหูประจักษ์ชัดเหมือนที่ต้องการให้ได้ยิน, ให้เขาได้กลิ่นทางจมูกเหมือนที่เราต้องการ

น.274 ให้เขาได้กลิ่น, ต้องการให้เขารู้สึกที่ลิ้นหรือกินเข้าไปนี่เหมือนกับรู้สึกทางลิ้นจริง ๆ, สัมผัสทางผิวหนังนิ่มนวลกระด้างอะไร ก็ให้รู้สึกเหมือนกัน กระทั่งให้รู้สึกในทางจิตใจ ให้กลัว ให้รัก ให้อะไรก็ได้ โดยที่ผู้นั้นไม่รู้สึกตัว. ฤทธิ์สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งเพราะบังคับให้เห็นตามได้. แต่เรื่องทางจิตใจอย่างนี้ ไม่สำเร็จเป็นวัตถุ เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถจะเนรมิตวัตถุ แท้ ๆ ขึ้นมาสำหรับใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้ ; เช่นว่าจะเนรมิตกุฎี วิหารอยู่เอง, จะเนรมิตข้าวปลาอาหารขึ้นไว้ให้บริบูรณ์ ไม่ต้องเดือดร้อนอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้. มันเป็นได้ชั่วเวลาที่แสดงฤทธิ์เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่หรือรู้สึกอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏ ; ฉะนั้น จึงไม่สามารถที่จะสร้างกุฎีวิหาร อยู่เอง. ต้องมีคฤหบดีสร้างถวายเป็นพระเชตวัน, เป็นเวฬุวัน เป็นอะไรก็สุดแท้. และบางคราวพระพุทธเจ้าก็อดอาหารเพราะถูกทุพภิกขภัย ต้องฉันข้าวตากเลี้ยงม้า วันละ ฟายมือ อย่างนี้ก็มี. มีในพระไตรปิฎกเล่มแรกเปิดดู ตอนวินัยปิฎก. นี้ก็แปลว่า เรื่องทางวัตถุกับเรื่องทางจิตใจนั้นมันคนละเรื่อง สามารถจะแสดงฤทธิ์ได้ด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย. พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องฤทธิ์ทางจิตใจ แต่ทรงขยะแขยงที่จะ แสดงฤทธิ์ ในทางจิตใจชนิดนั้น เพราะเป็นมายาเท่านั้นเอง ; ฉะนั้น จึงห้ามมิให้ ภิกษุแสดง และพระองค์ก็ไม่ทรงแสดง. เราไม่พบในบาลีพระไตรปิฎก ว่าพระพุทธเจ้า แสดงฤทธิ์ แต่ว่าพบในอรรถกถา เช่นอรรถกถาธรรมบท และหนังสือรุ่นหลัง มีพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ เราจึงไม่ค่อยจะเชื่อ คือว่าเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปวินิจฉัย เรื่องนี้ว่าจริงหรือไม่จริง.

น.275 นักศึกษา ( ต่อ) ทีนี้พระพุทธเจ้าตรัส ว่าฤทธิ์ต่าง ๆ ที่แสดงกันด้วยอิทธิวิธี เหาะเหินหายตัว หรือนิรมิตนั้น นิรมิตนี้, มีหูทิพย์ตาทิพย์อะไรเหล่านี้ทั้งหมด ; ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นฤทธิ์ ชนิดที่เป็นสาสวาอุปธิกา, สาสวาคือประกอบด้วยอาสวะ ; หมายความว่า ต้องทำ ด้วยจิตที่ยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้เรียกว่าสาสวา อุปธิกา นี้ก็เป็นไปเพื่ออุปธิ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นไปกับด้วยอุปธิ ; อุปธิแปลว่าความ ยึดมั่นถือมั่น เป็นฤทธิ์ที่เป็นไปเพื่อความยึดมั่นถือมั่น เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น กระทำด้วยจิตที่ยึดมั่นถือมั่น ฤทธิ์ประเภทนี้เป็นสาสวา เป็นอุปธิกา. ทีนี้ขอให้สนใจ ฤทธิ์ประเภทที่สอง ; ที่เรียกว่า อนาสวา อนุปธิกา นั้น คือการบังคับจิตของตนเองได้ตามประสงค์. โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่างว่า ในเรื่องปฏิกูล ให้เห็นสิ่งปฏิกูลโดยความเป็นปฏิกูล เห็นสิ่งไม่ปฏิกูลโดยความ เป็นปฏิกูล เห็นทั้งหมดโดยความเป็นปฏิกูล เห็นทั้งหมดโดยความไม่ปฏิกูล เห็น ทั้งหมดโดยไม่มีอะไรเลย โดยไม่เป็นทั้งปฏิกูลและทั้งไม่ปฏิกูล. นี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่แสดงว่า สามารถบังคับจิตใจได้สำเร็จ จนกระทั่ง มีสติสัมปชัญญะและอุเบกขาอยู่ได้ในที่เฉพาะหน้าแห่งอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่มาปรุงแต่งจิต ; มีสติสัมปชัญญะ มีอุเบกขาอยู่ได้ นี่คือฤทธิ์ และเป็นฤทธิ์ ประเภท อนาสวา - ไม่มีอาสวะ อนุปธิกา - ไม่มีอุปธิ ไม่เศร้าหมอง ไม่ยึดมั่น ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น. นี้สิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ มีอยู่อย่างไร และน่าสนใจอย่างไร. ถ้าเปรียบเทียบกัน อีกอย่างหนึ่งว่า อันฤทธิ์นี่จะแสดงจริง ๆ เพื่อให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ ประเภทสาสวา อุปธิกานั้นก็ยังทำยาก มีการปฏิบัติมากเป็น system ใหญ่ ทำได้แต่เพียงบางคนไม่กี่คน

น.276 นี้เรียกว่า กระทำได้จริง. ชนิดที่ไม่ทำได้จริงก็เป็นเรื่องหลอกลวง เล่นกลได้สนิท เป็นพวกมายาวี ก็มีอยู่พวกหนึ่งเหมือนกัน. ในบาลีก็มีกล่าวถึงมนต์ชื่อ มณิกา อะไรต่าง ๆ เช่นนี้เป็นพวกเล่นกล แสดง ปรากฏการณ์ได้เหมือนกับฤทธิ์จริง ๆ เหมือนกันก็มี ; แต่ล้วนแต่ฝึกยากลำบากทั้งนั้น ส่วนฤทธิ์ที่เป็นอนาสวา อนุปธิกา กลับอยู่ในวิสัยที่คนทุกคนควรจะทำได้. มัน น่าคิดไปในส่วนนี้. ทีนี้เราไปสนใจในฤทธิ์ส่วนที่ไม่อาจจะทำได้. ฤทธิ์ส่วนที่ควรจะทำได้ และมีประโยชน์ที่สุดเรากลับไม่สนใจ ; แต่เราก็ยังชอบในสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์อยู่ดี. นี่ขอ ให้คิดกันดูเสียใหม่. ๔๑. ทีนี้จะได้กล่าวถึงหัวข้อที่ว่า สุข ทุกข์ เกิดมาจากอะไร หรือ ความทุกข์เกิดมาจากอะไร ? มักจะพูดกันว่าสุขทุกข์ เกิดมาจากกรรมหนหลัง นี้เป็นคำตอบที่ถูกน้อย ที่สุด เพราะว่าทุกข์เป็นสิ่งที่มาจากเหตุจากปัจจัย. ทีนี้เหตุปัจจัยนั้นมีหลายแบบหลายชนิด หลายอย่าง ; อวิชชาก็เป็นเหตุ ตัณหาก็เป็นเหตุ อุปาทานก็เป็นเหตุ กรรมก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัยด้วยกันได้ทั้งนั้น.

น.277 ที่ว่ามาจากกรรมนี้ มันน่าจะนึกถึงกรรมใหม่ ๆ ในปัจจุบันชาตินี้ นึกถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทานใหม่ ๆ ในปัจจุบันชาตินี้ ว่านี่เป็นตัวการแห่งทุกข์ เป็นตัวเหตุ ให้เกิดทุกข์ ก็จะต้องนึกว่ากรรมเก่านั้นสู้กรรมใหม่ไม่ได้; เพราะว่าเราสามารถสร้าง กรรมใหม่คือกรรมที่สาม เพื่อเลิกล้างกรรมเก่าเสีย เพราะว่ากรรมเก่านั้นมีแต่กรรมดี กรรมชั่ว เท่านั้นเอง ไม่มีกรรมอะไรมากกว่านั้น. ทีนี้เป็นกรรมใหม่ นี้เรามีกรรมที่สาม คืออริยมรรค; เมื่อเราทำขึ้นมา มันระงับกรรมที่ ๑ ที่ ๒. ถ้าทำถึงที่สุด คือหมดกิเลสแล้ว กรรมใหม่คืออริยมรรคนี้ ก็ระงับกรรมเก่าทั้งดี ทั้งชั่วเสียได้ ; ฉะนั้น จึงเรียกว่ากรรมเก่านี้มันสู้กรรมใหม่ไม่ได้ ; เพราะกรรมใหม่มันเป็นกรรมที่สาม ส่วนกรรมเก่าเป็นเพียงกรรมที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น. ฉะนั้น เราจงสนใจในสิ่งที่เรียกว่า อริยมรรค อย่างที่ได้กล่าวมาทีแรก ว่าถ้าปฏิบัติตาม ธรรมดาเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติตามทางลัดเป็นอย่างไร. ปฏิบัติตามทางลัดก็คือ ตรงไปยังการพิจารณาเพื่อทำลายความยึดมั่น ว่าตัวตนว่าของตน กรรมนั้นแหละจะเป็นกรรมใหม่ที่รุนแรงที่สุด ที่เกิดขึ้นแล้ว จะคมกริบ สามารถจะทำลายกรรมเก่าที่มากมายยืดยาวได้. ความทุกข์มันเกิดมาจากกรรมใหม่ ๆ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทานใหม่ ๆ หยก ๆ วันนี้ ที่เกิดขึ้นเพราะการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส เมื่อวาน เมื่อวานซืน นี้เอง ; ฉะนั้น เราก็ต้องสร้างกรรมใหม่หยก ๆ เหมือนกัน มาทำลายมันถึงจะได้. ไปมัวหลงว่าเป็นกรรมเก่า แล้วกรรมเก่ามันก็มีเหตุของมันที่จะถอยหลังจาก นั้นไปอีก แล้วจะไปตัดมันได้อย่างไร. ฉะนั้น จึงสู้มารู้เรื่องกรรมใหม่ คือกรรมที่สามนี้

น.278 ไม่ได้: จะระงับกรรมเก่าเสียได้สิ้นเชิง. เรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาถามว่า เราจะดับทุกข์ที่ไหน ? เราไม่ดับทุกข์ที่วัด ที่ป่า ที่บ้าน ที่ภูเขา ; ต้องดับทุกข์ที่เหตุของความทุกข์ นั่นเอง. ฉะนั้น เราจึงต้องพิจารณาให้รู้ว่า ความทุกข์ที่เกิดอยู่แก่เราเป็นประจำวันนี้ คืออย่างไร, มาจากเหตุอะไร ; แล้วก็ต้องตัดต้นเหตุนั้นโดยเฉพาะ. ส่วนทุกข์นั้นแล้วไปแต่หลังเมื่อวานนี้ มันจะมาอีกไม่ได้ มันเลิกกันไป แล้ว; แต่ทุกข์ที่มันจะเกิดวันนี้หรือเวลานี้ มันมีปัญหา. ทุกข์พรุ่งนี้ ก็ยังไม่มีปัญหา เพราะว่ามันยังไม่เกิดก็ไม่เป็นปัญหาอะไรนัก ; แต่ทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่นี่ จะต้องดับ. ทุกข์นั้นจะดับที่ไหน ? ก็ต้องดับที่เหตุของมัน. ฉะนั้น ต้องศึกษาจนให้ รู้ว่า ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้วเกิดมาจากความยึดมั่น ถือมั่นทั้งนั้น. ความเกิดความแก่ ความตาย เป็นทุกข์นี้ พูดโดยโวหารที่กำกวมเข้าใจผิด. ความเกิดไม่เป็นทุกข์ ความแก่ไม่เป็นทุกข์ ความตายไม่เป็นทุกข์ ; ถ้าหากว่า ไม่ยึดมั่นว่า ความเกิดของเรา ความแก่ของเรา ความตายของเรา. เดี๋ยวนี้ เรามันยึดมั่น พร้อมเสร็จกันไปในตัวความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นว่าของเรา. ถ้าไม่ยึดก็ ไม่เป็นทุกข์ มันเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขารเท่านั้นเอง. สังขารเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นเรียกว่าความเกิด, สังขารเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น เรียกว่าความแก่, สังขารเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นเรียกว่าความตายเป็นต้น ; แต่เราไม่เห็น เป็นสังขารเปลี่ยนแปลง เราเห็นเป็นตัวความเกิด และยังว่าความเกิดของเราด้วย ความแก่ของเราด้วย ความตายของเราด้วย.

น.279 นี่มันเป็นมายาหลายซับหลายซ้อน เพราะว่าตัวเราก็เป็นมายาแล้ว, แล้ว ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารว่าความเกิดนี้เป็นมายาอีก, เห็นความเปลี่ยนแปลง ของสังขารว่า ความแก่นี้ก็เป็นมายาอีก ; ไม่เห็นว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของสังขาร. พอเห็นเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของสังขาร ความเกิด ความแก่ ความตายก็หายไป พร้อมกับที่ "ตัวเรา" ก็หายไป คือไม่มีตัวเรา ; ฉะนั้น อาการ อย่างนั้นไม่เป็นทุกข์. ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตาย เป็นทุกข์นี้ : คนจำนวนมากที่สุดหรือแทบทั้งหมดเข้าใจผิด ชี้ระบุไปที่อาการเกิด อาการแก่ อาการตาย เป็นตัวทุกข์. อธิบายกันไม่ได้ ก็มี, อธิบายอ้อมแอ้มอ้อแอ้ ไปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มี; เพราะลืมคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สงฺขิตเตน ปญฺจุ- ปาทานฺขนธา ทุกขา. ตอนสุดท้ายเมื่อได้กล่าวอย่างนั้นหมดแล้ว พระพุทธเจ้า ตรัสสรุปว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์. เบญจพันธ์ คือร่างกายจิตใจนี่ที่รวมเรียกว่าคน ๆ หนึ่งนี้ ถ้ามีอุปาทานใน สิ่งใดอยู่ว่าเรา ว่าของเรา เบญจขันธ์นั้นเป็นตัวทุกข์. มันหนักอยู่ที่เบญจขันธ์นั้น, มันทุกข์ขึ้นที่เบญจขันธ์นั้น, มันเร่าร้อนอยู่ในเบญจขันธ์นั้น ; ฉะนั้น จึงว่าเบญจขันธ์ ที่กำลังประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นแหละเป็นตัวทุกข์. ทีนี้สมมุติว่าเบญจพันธ์นี้อยู่ในสภาพที่เรียกว่าความแก่ แต่ถ้าจิตใจนี้มัน ไม่ยึดถือว่านี้ความแก่ และไม่ยึดถือว่าความแก่นี้ของเรา มันก็ไม่เป็นทุกข์. "ฉะนั้น

น.280 จิตใจที่เห็นว่า รูปก็ว่าง เวทนาก็ว่าง สัญญาก็ว่าง สังขารก็ว่าง วิญญาณก็ว่าง อาการ ปรุงแต่งไหลเวียนก็ว่าง อะไรก็ว่าง มันไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ได้. นี้คือเบญจขันธ์ บริสุทธิ์, เบญจขันธ์ที่ไม่ประกอบไปด้วยอุปาทาน เช่นเบญจขันธ์ของพระอรหันต์ ที่เราสมมุติเรียกว่าเป็นเบญจขันธ์ของพระอรหันต์. ที่จริงพระอรหันต์จะเป็นเจ้าของเบญจขันธ์ไม่ได้ ; แต่เราเพ่งเล็งถึงว่า ขันธ์ ทั้ง ๕ กำลังเป็นที่รองรับคุณธรรมแห่งความเป็นพระอรหันต์ แล้วจิตใจชนิดนั้นไม่ ได้ยึดขันธ์ส่วนไหนว่าเป็นของเรา, โดยสมมุติเรียกว่าเป็นเบญจขันธ์อันบริสุทธิ์ ของ พระอรหันต์. ฉะนั้น จึงว่า ดับทุกข์ที่ไหน ? ต้องดับที่เหตุของความทุกข์ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดนั้นเอง. ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่นในเงินทอง ก็ต้องดับที่ความยึดมั่นถือมั่นนั้น, ทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นในอำนาจวาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง ก็ต้องดับที่ความยึดมั่น ถือ มันนั้น ; แล้วเงินทองอำนาจวาสนาก็ไม่เป็นทุกข์เอง. ฉะนั้น รวมความว่า เหตุเกิด ที่ไหนให้ดับที่นั่น. ภาษานักธรรมโบราณเขาว่า ขึ้นทางไหนให้ลงทางนั้น, ขึ้นไป ทางไหนก็ให้มันลงไปทางนั้น. ๔๒. อยากจะกล่าวถึงปัญหาในข้อต่อไปว่า ที่เรียกว่ารู้จริงรู้จริงนั้น ต้องรู้ถึงขนาดไหน ? ขอตักเตือนขอร้องนักศึกษาและนิสิตโดยเฉพาะว่า จงฟังคำนี้ของพระ- พุทธเจ้า ที่อาตมาจะนำมากล่าวให้ฟัง ว่า ที่ว่ารู้จริงนั่นแหละ ต้องรู้ถึงขนาดไหน เรา

น.281 รู้จริงในสิ่งใด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าต้องรู้ในลักษณะ ๕ อย่างนี้ โดยตั้ง ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งนั้นว่า : - ๑. สิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร, มีลักษณะหรือมีปรากฏการณ์อย่างไร. ๒. สิ่งนั้นมันเกิดมาจากอะไร. ๓. อัสสาทะ คือ ความยั่วยวนของสิ่งนั้น ความอร่อย ความมีเสน่ห์ของ สิ่งนั้น คืออะไร. ๔. อาทีนวะ คือ โทษอันร้ายกาจ พิษสง อันร้ายกาจเลวทรามที่มันซ่อนไว้ คืออะไร. ๕. นิสสรณะ คือ อุบายที่เราจะเอาชนะมันได้คืออะไร, อุบายเป็นเครื่อง ออกไปได้จากอำนาจของสิ่งเหล่านี้ คืออะไร. สรุปอันแรกคือ ลักษณะ มันอย่างไร. อันที่ ๒ คือ สมุทัย ที่เกิดของมันคือ อะไร.' อันที่ ๓ อัสสาทะ คือเสน่ห์ของมันเป็นอย่างไร. อันที่ ๔ อาทีนวะ คือพิษสง ของมันร้ายกาจเป็นอย่างไร. นิสสรณะ อุบายที่จะออกไปจากอำนาจของสิ่งเหล่านี้คือ อะไร. รวมเป็น ๕ อย่าง. ถ้าท่านศึกษาสิ่งใด ในลักษณะเหล่านี้ แล้วท่านจะชนะสิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เราศึกษากันถึงขั้นมหาวิทยาลัย หรือบรมมหาวิทยาลัย หรืออะไรก็ตามใจ ไม่ศึกษา ไปในลักษณะเหล่านี้ จึงพ่ายแพ้แก่สิ่งเหล่านี้ กล่าวคือโลก ; ถ้าเราศึกษาโลกในลักษณะ ๕ ประการนี้แล้วก็ไม่มีทางจะพ่ายแพ้แก่โลก. ฉะนั้น จงระวังให้ดีว่า สถาบันการศึกษา ในโลกนี้ ศึกษาไปทำไมกัน ? ศึกษาเพื่อประโยชน์อะไรในที่สุด ?.

น.282 ถ้าศึกษาเพื่อจะสร้างสันติภาพให้แก่โลกแล้ว จงระวังให้ดี มันจะไม่สำเร็จ ประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่ศึกษาตามหลักของพระอริยเจ้าและของพระพุทธเจ้าอย่าง ที่กล่าวมานี้. สิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะนี้คงจะไม่เคยได้ยินกันนัก ; แต่มันมีมากเต็มไปหมด ในพระไตรปิฎก. อัสสาทะ อาทีนวะ นิสสรณะ ๓ คำนี้ ไม่ค่อยมาปรากฏแก่สายตา หรือแก่หูของพวกเรานัก ; แต่ขอให้จำว่านี้เป็นคำที่มีมากในพระไตรปิฎก. ในเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้รู้สิ่งใด ๆ เมื่อสอนหรือเมื่อเตือนให้รู้สิ่งใด ๆ ท่านสอนอย่างนี้. บางทีท่านลัดเอาแต่สามอย่างข้างปลายว่า อัสสาทะ เสน่ห์ของมันเป็น อย่างไร, อาทีนวะ พิษสงของมันเป็นอย่างไร, สิ่งนั้น มีทั้งเสน่ห์และมีทั้งพิษสง นิสสรณะ อุบายฉลาดเอาชนะมันได้เป็นอย่างไร. อย่างว่าเหยื่อ มีเบ็ดหุ้มเหยื่อแขวนไว้ ; ที่นั่นมันมีอัสสาทะ คือความ เป็นเหยื่อที่น่ากินทั้งล่อปลาให้กิน ส่วนนี้เรียกว่า อัสสาทะ - ความเป็นเหยื่อของมัน. เบ็ดนั้นคือตัวอาทีนวะ คือพิษสงโทษอันร้ายกาจที่มันซ่อนอยู่ข้างในเหยื่อ. ทีนี้ นิสสรณะ อุบายที่จะชนะนี้ ปลาตัวนั้นต้องมีวิธีกินเหยื่อโดยไม่ติดเบ็ด ; สิ่งที่ เรียกว่าเหยื่อก็กลายเป็นอาหารไป ไม่มีความหมายเป็นเหยื่ออีกต่อไป มีความหมายเป็น อาหารที่ปลาตัวนั้นได้กินเข้าไปสบายแล้วก็ไม่ต้องติดเบ็ดด้วย. ฉะนั้น เราจึงดูโลกนี้ใน ลักษณะอย่างนี้เสมอไป. โลกนี้เหลี่ยมหนึ่งมันมีอัสสาหะ คือเหยื่อที่ล่อให้คนหลง, หลงไม่สร่าง ไม่ลืมหู ไม่ลืมตา, แล้วมันก็มีเบ็ดอยู่ข้างใน ; คนที่ติดโลก ออกไม่ได้ แล้วก็ จมอยู่ในโลกคือความทุกข์.

น.283 นี้ พระอริยเจ้าท่านมองเห็นอัสสาหะเป็นอย่างนี้ อาทีนวะ เป็นอย่างนี้ นิสสรณะเป็นอย่างนี้ ; ท่านก็อยู่ในโลก กินเหยื่อในโลก ซึ่งกลายเป็นอาหารไป แล้ว ไม่ติดเบ็ด. หรือท่านจะรู้จนถึงกับว่าลักษณะมันเป็นอย่างไร สมุทัย ต้นเหตุมันเป็น อย่างไร, อัสสาหะ มันเป็นอย่างไร, อาทีนวะ เป็นอย่างไร, นิสสรณะ เป็นอย่างไร, ทั้ง ๕ นี้ก็ได้เหมือนกัน ก็ยิ่งละเอียดออกไป. นี่คือลักษณะที่จะรู้สิ่งใด ต้องเรียนให้รู้ครบทั้ง ๕ ประการนี้ หรืออย่างน้อย เพียง ๓ ประการหลัง. เราจะทำอะไร จะเกี่ยวข้องสิ่งใด แม้จะศึกษาเล่าเรียนอะไร ก็จงพิจารณาโดยหลักเกณฑ์อย่างนี้. เราจะรู้จักเลือก เราจะได้รับประโยชน์ เราจะสำเร็จ ประโยชน์มากที่สุด ; เพราะความรู้อันนี้. นี้เรียกว่ารู้จริง. โดยอาศัยความรู้นี้ จะเป็นการง่าย ในการที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส. มองดูโลกในลักษณะอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยอัสสาหะ และ อาทีนวะ : เสน่ห์ล่ออยู่ข้างหน้า อาทีนวะอยู่ข้างใน, และก็รู้ว่านี่เป็นความคดโกง เป็นกลโกง เป็นเรื่องมายาหลอกลวง ก็เลยไม่ติดในโลก ไม่หลงในโลก. "จิตประกอบ ด้วยปัญญาที่มองเห็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธัมมารมณ์ หกประการนี้ในลักษณะ อย่างถูกต้อง อย่างนี้เสมอไป. ฉะนั้น โลกหรืออารมณ์หกประการนี้ ก็ไม่สามารถ จะครอบงำจิตใจ ไม่สามารถจะชนะจิตใจ หรือปรุงแต่งจิตใจให้เกิดตัณหาอุปาทาน เป็นตัวเป็นตนอะไรขึ้นมา ; เราก็มีความว่างอยู่ได้ตามปกติ. ในที่สุดที่เรียกว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อก้าวไปสู่นิพพานนั้น ก็เป็นของที่ ไม่เหลือวิสัย.

น.284 เราจะตั้งปัญหาต่อไปว่า อย่างไรเรียกว่า ถึงกระแสแห่งนิพพาน ? ขอให้ระลึกถึงคำว่า นิพพาน ในลักษณะอย่างที่กล่าวมาแล้ว คือในลักษณะ ที่เห็นว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เสมอไป ; ถ้าเกิดมาที่หนึ่งไม่รู้จักสิ่งที่ เรียกว่านิพพาน หรือไม่ได้ชิมลองแม้แต่รสของนิพพาน นี้ก็เรียกว่าเสียทีที่เกิดมา. กระแสของนิพพานนั้นหมายความว่า มันมีแนวอยู่อันหนึ่ง ซึ่งถึงขนาด ที่รับประกันได้ว่า มีแต่จะไหลเอียงไปทางนิพพาน ทางดับทุกข์ ไม่ย้อนกลับไปทางทุกข์ หรือทางอบายอีกต่อไป ; เราเรียกแนวนี้ว่า "กระแส". ผู้ที่แรกถึงกระแสก็คือพระโสดาบัน ; พระโสดาบันยังไม่ถึงนิพพานโดย สมบูรณ์ ถึงนิพพานประเภททิฏฐธรรมนิพพาน หรือตทังคนิพพาน หรืออะไรไปตาม เรื่องของท่าน. แต่ว่าถึงกระแสแห่งนิพพานอันแท้จริง คือว่าจะไม่กลับไปหลงอัสสาทะ อาทีนวะ อะไรในโลกอีกต่อไป. โลกจะหลอกลวงท่านไม่ได้อีกต่อไป. แต่มิได้ หมายความว่า ท่านละการติดต่อกับโลก หรือแม้แต่การบริโภคกามารมณ์นี้เป็นต้นได้. แต่ว่าจิตใจนั้นมองเห็นสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็นของยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เต็มที่ และแน่ใจต่อการ ที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ว่ายังจะต้องยึดมั่นถือมั่นอยู่ในความพลั้งเผลอบางคราว. ข้อนี้ขอให้สังเกตลำดับของอนุสัยหรือสังโยชน์ ๑๐ ประการ

น.285 ต้องละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัฒตปรามาส ๓ ประการนี้ก่อน จึงจะเป็นพระโสดาบัน. ละสักกายทิฏฐิ นี้ก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง, ละวิจิกิจฉา นี้ก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง, ละสีลัพพัตตปรามาสก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง. กามราคะ ยังไม่ได้ละเลย พระสกิทาคามีก็ยังไม่ได้ละเลย นี้ก็แปลว่าท่านยังไม่อาจจะละถามราคะ แต่ท่านไม่ตกหลุมของกามราคะเท่านั้น. แม้ท่านจะเกี่ยวข้องหรือบริโภคกามคุณก็ด้วยสติสัมปชัญญะ ตามแบบของ พระอริยเจ้า แต่อย่าลืมว่าท่านละสักลายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสได้ นั่นแหละ คืออาการที่ท่านถึงกระแสของพระนิพพาน, และแน่นอนต่อนิพพาน. ฉะนั้น จึงเป็น เรื่องการละความโง่ อย่าลืมว่าละความโง่ก่อนละกามราคะ. ถามราคะยังไม่ใช่ปัญหาร้ายกาจ : ปัญหาหรือศัตรูอันร้ายกาจ หรือ ที่น่าหวาดเสียวคือโมหะ. มีบาลีแห่งหนึ่งว่า สิ่งที่มีกลิ่นเหม็นคาวที่สุดนั้น คือมานะ - การถือตัวถือตน ; พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ระบุว่ากามคุณเป็นสิ่งที่มีกลิ่นเหม็นคาวที่สุด กลับไประบุโมหะที่เป็นเรื่องถือตัวถือตนนี้. เรามักจะเข้าใจกันมากเกินกว่าขอบเขต ดีเกินไป ที่จะเกณฑ์ให้พระ- โสดาบันละการเกี่ยวข้องกับกามารมณ์. เมื่อมีหลักเกณฑ์อันนี้ผิด มันก็ผิดไปหมด มันไม่มีทางที่จะปรับเข้ากันได้ ; ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่า แรกถึงกระแสแห่ง พระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร ? ยังไม่ละถามราคะ แต่ต้องละความโง่ก่อน. อันดับที่ ๑. สักกายทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นแก่ตน, ความเห็นแก่ตนใน ระดับธรรมดาสามัญทั่วไป. นี้ก็เพราะไม่เห็นความว่างแม้แต่อย่างหยาบ ๆ มีจิตวุ่น

น.286 ไม่ว่างเหมือนกัน มันจึงมีสักกายทิฏฐิ. ฉะนั้น เราจะต้องละสักกายทิฏฐิในลักษณะที่ มันไม่เกิดอีก จึงจะเป็นพระโสดาบัน ตามธรรมดามันเกิด ๆ ดับ ๆ วันหนึ่ง มีสักกาย- ทิฏฐิ หลาย ๆ ครั้ง ; แต่เวลาที่ไม่เกิดก็มีเหมือนกัน. เราควรจะศึกษาว่า อย่างไรเป็น สักกายทิฏฐิ, อย่างไรว่างจากสักกายทิฏฐิ เมื่อมีความเห็นแก่ตนก็เป็นสักกายทิฏฐิ. อันดับที่ ๒. วิจิกิจฉา คือ ความลังเล จะเอากันอย่างไรแน่ เลยลังเล, จะเชื่อพระพุทธเจ้าดีหรือไม่ ก็ลังเล, จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิงตามแบบโลกุตตระหรือไม่ ก็ลังเล, เพราะมีความลังเลอย่างนี้ จึงไม่สนใจในธรรมให้เพียงพอ. วันหนึ่ง ๆ สนใจ ธรรม ๕ นาที ก็ทั้งยาก ; แต่ไปสนใจเรื่องเล่นเรื่องหวัว เรื่องกินเรื่องดื่ม แม้กระทั่ง เรื่องเล่าเรื่องเรียน เรื่องการเรื่องงาน กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นนาที อย่างนี้เป็นต้น; เวลาที่ เอาไปเล่นหวัวอย่างนั้นถ้าเอามาสนใจธรรมะ จะรู้เรื่องนี้เร็วเข้า. ความลังเล จงมองดูว่า แม้แต่เด็ก ๆ แรก ๆ ก็ลังเลว่าจะเรียนธรรมศาสตร์ดี หรือจะเรียนจุฬา ฯ ดี จะเรียนพยาบาลดี หรือว่าจะเรียนกฎหมายดี. ลักษณะที่ลังเลอย่างนี้เป็นข้าศึกอย่างไร ? ก็พอจะเห็นกันอยู่แล้ว สำคัญ ที่สุดที่มาลังเลตอนที่ว่า จะดับทุกข์ตามแบบของพระพุทธเจ้าดีหรือไม่ ? เป็นการ ลังเลที่สำคัญมาก ที่มีปัญหามาก หรือร้ายกาจมาก. ลังเลที่ว่าจะสมัครเดินในทางดับทุกข์ดี หรือไม่ดี ? เพราะโดยมากก็คิดเสียว่า เรื่องนี้ไม่มีรสไม่มีชาติ ไม่สนุกสนานไม่มีเสน่ห์ ก็เพราะไปหลงในเสน่ห์ของโลก. ฉะนั้น จะต้องกำจัดความลังเล คือเรามีความทุกข์ และก็ต้องแน่ใจที่จะดับทุกข์

น.287 อันดับที่ ๓ ที่เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาส มีความงมงายจนเคยชิน, มีอะไร ที่ประพฤติมาอย่างงมงายจนเคยชิน. ไปสำรวจตรวจตราดูตัวเองดู : ถูกหลอกให้กลัว จิ้งจก ตุ๊กแก จนเคยชิน ดังนี้ก็เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาสทั้งนั้น. อย่างต่ำ ๆ เด็ก ๆ ถูกล่อ ถูกหลอกให้เชื่อต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ วัดวาศักดิ์สิทธิ์ ศาลพระภูมิ ศักดิ์สิทธิ์ นี้ก็เป็นสีลัพพัตตปรามาสเหมือนกัน. รวมความแล้วมันงมงายต่อสิ่งที่ตนกระทำ สิ่งนี้ควรใช้อย่างนี้ เอาไปใช้ อย่างอื่น ; เช่น บุญกุศล ควรจะใช้เพื่อกำจัดความเห็นแก่ตน กลับเอาไปเพิ่ม ความเห็นแก่ตน อย่างนี้ก็เป็นสีลัพพัตตปรามาส. การให้ทานที่เป็นสีลัพพัตปรามาสก็มี, การรักษาศีลเคร่งครัดแต่เป็น สีลัพพัตตปรามาสก็มี ทั้งของบรรพชิตทั้งของคฤหัสถ์ นี้เรียกว่าความงมงายจนเคยชิน, ตลอดถึงเราเข้าใจผิดในสิ่งใด ๆ เรื่อยมาจนบัดนี้อย่างงมงายละก็ จะต้องถือว่า เป็น สีลัพพัตตปรามาส. ขออภัยที่จะยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง เช่นว่าเรื่องอบาย : อบายภูมิ ๔, อบาย ๔ ที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์. เรื่องนรก เรื่องเดียรัจฉาน เรื่องเปรต เรื่องอสุรกาย ๔ อย่างนี้ เรียกว่า อบาย. เราถูกสอนมาให้เชื่อว่า ต่อตายแล้วจึงจะไปตกอบาย ; เราไม่เคย ถูกสอนว่ากำลังตกอบายอยู่ทุกวัน, และอบายนี้จริงกว่าสำคัญกว่า อย่าตกเลย, และถ้า ไม่ตกอบายนี้แล้ว อบายต่อตายแล้วเป็นไม่ตกเป็นแน่ ๆ ; นี้ก็ไม่เคยสอน, จึงไม่เข้าถึง ความหมายหรือใจความอันถูกต้องของคำว่า อบายทั้งสี่

น.288 พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่เรื่องนักวัตถุไม่ได้เอาร่างกายเป็นหลัก อบายที่ไปถูกต้ม ถูกเผาในกะทะทองแดงนั้นเป็นเรื่องเอาร่างกายเป็นหลัก. พระพุทธเจ้าท่านเอาเรื่องจิตใจ เป็นหลัก. ที่นี้เรามองดูว่าอบาย ๔ หมายถึงอะไร ? ข้อแรก คือนรก นิรยะนรกนี้ คือความร้อนใจ เมื่อใดมีความร้อนใจ อย่างถูกไฟเผาอย่างนั้น เราเกิดเป็นสัตว์นรกทันควัน โดยโอปปาติกะกำเนิด คือ เกิดทางใจ. ทั้งที่ตัวเป็นมนุษย์อย่างนี้ หรือทั้งที่กำลังนุ่งห่มอย่างนี้ มันตกนรกนิรยะ นั้นไปแล้ว ด้วยความร้อนใจ แม้แต่ร้อนใจเพราะทำผิด ถูกลงโทษ หรือร้อนใจว่ากลัว จะเสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง ร้อนใจอะไรก็ตาม ความร้อนใจเป็นนรก. ข้อสอง กำเนิดเดียรัจฉานนั้น คือความโง่ ; เมื่อไรโง่ในสิ่งที่ไม่ควร จะโง่, แม้แต่โง่ในเรื่องที่อยากจะรู้ ว่าธรรมหรือนิพพานเป็นสิ่งที่ควรปรารถนา นี้ก็ เรียกว่าเป็นความโง่, โง่จนไม่กล้าเข้ามาแตะต้อง เข้ามาใกล้พระพุทธศาสนา, โง่ว่า ถ้าเข้ามาสนใจกับธรรมหรือพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำให้ล้าสมัยไม่ทันเพื่อน. ตัวเด็ก ๆ เองก็เข้าใจอย่างนั้น, พ่อแม่เองก็เข้าใจอย่างนั้น ; แล้วก็พยายามดึงและกัน ออกไปให้ห่างจากธรรมะจากศาสนา นี้ก็เรียกว่าความโง่. จะเป็นความโง่ชนิดไหนก็ตาม ต้องเรียกว่าเป็นกำเนิดเดียรัจฉานทั้งนั้น พอ ความโง่อย่างนี้เกิดขึ้นครอบงำ เราก็กลายเป็นสัตว์เดียรัจฉานโดยอุปปาติกะกำเนิด คือโดยการเกิดทางใจ เป็นอบายที่ ๒. ข้อสาม อบายที่ ๓ เปรตวิสัย คือหิวเรื่อย เพราะว่าความอยากมันวิ่งออก หน้าการได้รับสิ่งสนองเรื่อย ; มันจึงหิวเรื่อยในทางจิตใจ ไม่ใช่หิวข้าวทางร่างกาย

น.289 เช่นอยากได้เงินพันบาท พอจวนจะได้พันบาท มันก็กระโดดไปอยากได้หมื่นบาท, พอจวนจะได้หมื่นบาทมันกระโดดไปเป็นแสนบาท, พอจวนจะได้แสน ก็กระโดดไป เป็นล้าน เป็นร้อยล้าน. นี่แหละไล่ไม่ทัน มันก็มีอาการหิวเรื่อย จึงมีลักษณะเป็นเปรต เหมือนกับว่ามีท้องเท่าภูเขา มีปากเท่ารูเข็ม การดูดซึมเข้าไปมันไม่ทันกับความหิว มันจึง เป็นเปรตอยู่เรื่อย." ในทางที่ตรงกันข้าม หาได้มา ๑๐ สตางค์ ก็พอใจในการได้ ๑๐ สตางค์, ได้มา ๒๐ สตางค์ ก็พอใจในการได้ ๒๐ สตางค์ ; และอย่าเข้าใจว่ามันทำให้หยุดชะงัก ถอยหลังไม่สะสมอีก ; มันมีสติปัญญามันรู้หน้าที่ มันก็ทำไปตามลำดับ และมันอิ่มเรื่อย ได้เรื่อย, อิ่มเรื่อยได้เรื่อย. สนุกสนานเพลิดเพลินในการหา อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็น เปรต ; เพราะไม่หิวเรื่อย; ส่วนอยากด้วยกิเลสตัณหา นั้นเป็นเปรต. อยากหรือประสงค์ด้วยสติปัญญานี้ ไม่ใช่กิเลสไม่ใช่ตัณหา และไม่เป็น เปรต เป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่. ฉะนั้น ความอยากที่ประกอบด้วยวิชชาหรือปัญญา, เช่นอยากดับทุกข์ อยากอะไรอย่างนี้ไม่ใช่ตัณหา. อย่าไปสอนกันผิด ๆ ว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากแล้ว เป็นตัณหา เป็นความโลภ ไปหมด ; มันต้องเป็นความอยากที่มาจากความโง่จึงจะเป็นตัณหา หรือเป็นโลภะ. แม้ที่สุดแต่อยากไปนิพพาน ถ้าอยากนิพพานด้วยความโง่ความหลง เห่อตาม ๆ กันมา แห่กันไปทำวิปัสสนาโดยไม่รู้ว่าอะไร นี้มันก็เป็นกิเลสตัณหา เป็นความโลภ และ เป็นความโง่ และต้องเป็นความทุกข์ และก็เป็นความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าอยากไปนิพพาน โดยมองเห็นความทุกข์อยู่อย่างชัดแจ้งด้วยสติปัญญา มองเห็นลู่ทางว่าจะดับได้ด้วยอาการอย่างนั้น แล้วแห่กันไปทำวิปัสสนา ให้ถูกต้องให้ตรง

น.290 ให้จริงอย่างนี้ ; ความอยากนี้ อยากไปนิพพานอย่างนี้ ไม่เป็นกิเลสตัณหา และ ไม่เป็นทุกข์. ความอยากนี้ไม่ต้องเป็นกิเลสตัณหาเสมอไป แล้วแต่ว่ามันเกิดมาจากอะไร ; ถ้ามันเกิดจากอวิชชาหรือกิเลสแล้ว มันจะมีอาการเหมือนกับหิวเรื่อย ; ไล่ไม่ทัน อยู่อย่างนี้. ฉะนั้น จึงได้เกิดเป็นเปรตขึ้นมาแล้ว ในเมื่อหิวเรื่อยอย่างนี้ โดยอุปปาติกะ กำเนิดเหมือนกัน. ข้อสี่ สุดท้ายที่เรียกว่า อสุรกาย ให้เข้าใจคำว่าอสุรกาย สุระแปลว่ากล้าหาญ , อะ แปลว่า ไม่, อสุระ แปลว่า ไม่กล้าก็คือขี้ขลาด กาย แปลว่า หมู่ หรือ พวก. เมื่อใดมีความขี้ขลาดอย่างที่ไม่ควรจะพลาดละก็ให้ถือว่าเป็นอสุรกายขึ้นมาแล้ว โดยอุปปาติกะกำเนิด นับตั้งแต่กลัวจิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ ไส้เดือน อย่างไม่มีความหมาย นี้มันเป็นความทุกข์แล้ว ; แล้วกลัวโดยไม่จำเป็น กลัวสิ่งที่คิดมากไปเอง. นี่ก็เป็น อสุรกายแล้ว. เรากลัวเกินความจริงยิ่งกว่าล้านเปอร์เซ็นต์ ร้อยล้านเปอร์เซ็นต์เสมอไป ในเรื่องความตาย ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ อยู่ตลอดเวลา ; ความกลัว ทรมานคนอยู่ตลอด เวลา. นี่คือข้อที่ว่าตกนรก ตกอบายในขออสุรกาย และตกอยู่ทุกวันและเป็น ประจำวัน ประจำเดือน ประจำปี. ถ้าประพฤติถูกต้องจนไม่ตกอบายทำนองนี้แล้ว รับรองได้ว่าหลังจากตายแล้ว ก็ไม่ตกนรกอบายชนิดที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์. นี้เรียกว่าเรารู้เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในเรื่องสีลัพพัตตปรามาสอย่างไร ; มีความมุ่งหมายอย่างไร ; และเราไม่งมงายในเรื่องเหล่านี้.

น.291 ตัวอย่างแห่งการงมงายในเรื่องอบาย ที่กำลังงมงายกันอยู่ มันจึงยุ่ง ไปหมด, มันจึงไม่เข้ารูปเข้ารอยเข้าแนวอะไรได้, มันจึงตกอบาย ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่เป็น ประจำวัน เพราะไม่มีความรู้เรื่องอบาย. แม้ความเชื่ออย่างนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นสีลัพพัตตปรามาส ที่น่าสมเพชที่สุด ของพุทธบริษัทเรา ที่เข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผิด แล้วมาปฏิบัติอยู่อย่างงมงาย, ฉะนั้น อย่าไปมองสีลัพพัตตปรามาสที่อื่น, ที่ในอรรถกถา เขียนไว้ว่าประพฤติอย่างวัว ประพฤติอย่างสุนัข เหมือนอย่างอินเดียในครั้งพุทธกาลเลย นั้นมันไม่มีอีกแล้ว ; แต่มันอยู่ในรูปที่มีอยู่จริง ๆ อย่างที่ว่านี้ ที่น่ากลัวที่สุด. จงละสีลัพพัตต์ปรามาสทำนองนี้เสีย แล้วก็เข้ากระแสแห่งนิพพาน เพราะ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ๓ อย่างนี้ ได้ ; นี้เรียกว่าถึงกระแส แห่งพระนิพพาน, มีธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม ปราศจากความโง่เขลานั้นเอง. ให้ถือว่า ปุถุชนเรามีความโง่เขลาอยู่ในระดับหนึ่ง คือ ๓ อย่างนี้ : สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส อยู่เป็นประจำ. เราต้องเลื่อนขึ้น พ้นจาก ความโง่ ๓ ชนิดนี้ แล้วจึงจะเรียกว่า ถึงกระแสพระนิพพาน. แล้วก็ต่อสู้ดิ้นรน ขวนขวาย เข็นตัวเองขึ้นมา เข็นขึ้นมา ๆ จนพ้นความโง่ ๓ ระดับนี้ แล้วก็ถึงกระแสแห่ง พระนิพพาน ; ทีนี้มันไหลลง ลาดลงเอียงไปหาพระนิพพานโดยสะดวก เหมือนกับ กลิ้งครกลงจากภูเขา. ถ้านักศึกษาทั้งหลายจะรู้จักพระนิพพาน ; จงรู้จักกระแสแห่งพระนิพพาน และปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน จงเข้าใจในลักษณะอย่างนี้ ว่าจงละความงมงาย

น.292 ความโง่ ๓ ประการนี้ก่อน. เรื่องกามราคะ คือความรักในทางกามารมณ์ และปฏิฆะ คือความโกรธ นั่นมันอีกตอนหนึ่งต่างหาก มันสูงไปกว่านั้น. แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพาน เพียงแต่ละความโง่ ๓ อย่างนี้ได้ ก็เรียก ว่าถึงกระแสแห่งพระนิพพานแล้ว จะได้เกิดกำลังใจไม่ท้อถอย คือละความเห็นแก่ตัว ละความลังเล ในจุดมุ่งหมายของชีวิต แล้วก็ละความงมงายที่ประพฤติมาจนเคยชิน ถือมาจนเคยชิน ; ความโง่ ๓ อย่างนี้ละเสีย แล้วก็ถือว่าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน. ยิ่งคิดไปยิ่งเห็นว่า เป็นธรรมดาสากลที่สุด ใช้ได้แก่มนุษย์ทุกคนในโลก ; ๓ อย่างนี้ ไม่พึงปรารถนาทั้งนั้น. พอละได้แล้วก็เป็นคนที่ลืมหูลืมตาขึ้นมา เรียกว่า อารยชน ; เทพ ก่อนนี้เป็นคนโง่ คนเขลา เป็นคนปุถุชนเต็มที่ ต่ำที่สุด ไม่ใช่อริยะ ไม่ใช่อารยัน .. พอละระดับต่ำนี้ได้ ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นอารยชน กิจ อริยชนหรืออารยัน ซึ่งเรียกว่าพระอริยเจ้า นั้นมันก็ไม่ห่างไกลกันนัก ถัดจากนี้ก็ต้องถึงนี่. iftric เมื่อเป็นปุถุชนชั้นดีขึ้นมา, ขึ้นมาจนถึงที่สุดแล้ว จะเป็นการเลื่อนชั้น แล้วก็ไม่มีที่จะไปทางไหน นอกจากทางที่จะเป็นพระโสดาบัน คือเลื่อนมาถึงกระแส แห่งพระนิพพาน ; แล้วไหลเลื่อนไปสู่พระนิพพาน อย่างนี้เรียกว่ากระแสแห่งพระ- นิพพาน ละความโง่ ๓ ประการนี้. การปฏิบัตินี้ที่จะไม่ไปเที่ยวยืด เห็นแก่ตัวหรืองมงาย ; ก็คือการ พิจารณาให้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้อยู่นั่นเอง. มันจะตัดความลังเล ตัดความยึดมั่นงมงาย เห็นแก่ตนได้ ; เพราะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น. ฉะนั้น เราควรจะเริ่มสนใจกันตั้งแต่บัดนี้ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในลำดับ

น.293 ที่พอสมควรแก่เรา : สอบไล่ตกก็ไม่ต้องร้องไห้ ตั้งใจทำใหม่ให้ดีที่สุด, สอบไล่ได้ ก็ไม่ควรจะเหลิง ควรจะรู้สึกว่าเป็นไปตามธรรมดา. นี้ก็เรียกว่ามีความเข้าใจในเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นบ้างแล้ว. หรือ เมื่อจะสอบไล่ จะต้องลืมตัว ฟังดูให้ดี ว่าเมื่อกำลังจะลงมือเขียน ข้อตอบสอบไล่ จะต้องลืมตัว ลืมตัวกูที่ว่าจะสอบได้หรือสอบตกนั้น ให้ลืมเสียเลย ; คิดว่าจะสอบไล่ให้ได้ในทีแรก เพื่ออะไรก็ตาม คิดได้. แต่พอจะลงมือเขียน ต้องลืมหมด, ลืมตัวหมดเหลืออยู่แต่สมาธิ ที่จะเจาะ แทงคำถามและค้นหาคำตอบ. จิตว่างจากตัวกู - ของกู ที่จะสอบไล่ได้หรือสอบตก ; เป็นจิตที่ว่องไวสะอาดขึ้นมาทันที ความจำก็กลับมาทันที ความคิดก็เฉียบแหลม แล้วก็ สอบไล่ด้วยสมาธิอันนี้ ก็ได้ผลดี. นี้เรียกว่ารู้จักใช้จิตว่าง หรือรู้จักใช้ความไม่ยึดมั่น ถือมั่นตามแบบของพระพุทธเจ้า ในการสอบไล่แล้วก็สอบได้ผลดี. อีกทางหนึ่งทำไม่เป็น ก็มีการประหม่าที่จะสอบตกอยู่เรื่อย มันก็ประหม่า จนนึกอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ได้ เรียงคำตอบไม่ดี มันก็สอบตกได้จริง ๆ. อีกทางหนึ่ง เหลิงว่ากูเก่ง กูต้องสอบไล่ได้แน่ ก็ทำไปตามความเหลิง ยึดมั่นถือมั่นส่วนนี้ มันก็ต้องสอบตกจริง ๆ เหมือนกัน เพราะจิตไม่ว่างทั้งคนที่ประหม่า และทั้งคนที่กำลังเหลิง. ส่วนคนที่จิตว่างนั้น ไม่มีตัวกู - ของกูเข้ามาปน จึงประหม่าหรือเหลิง ไม่ได้ ; มันเหลืออยู่แต่สมาธิซึ่งเป็นพลังของธรรมชาติ ลืมตัวหมด ก็สอบไล่ได้ดี.

น.294 นี่เป็นตัวอย่างเป็นอันดับแรกต่ำ ๆ ของเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือ เรื่องที่มีจิตว่างเป็นอย่างนี้. ทีนี้ คนโง่ คนงมงาย พอได้ยินคำว่า สุญญะหรือสุญญตา ก็แปลว่า สูญเปล่า. นี่ตามศาลาวัด แปลคำสุญญตาว่าสูญเปล่า หรือไม่มีอะไรเลย นั่นมัน สุญญตา ทางวัตถุ : คำพูดทางวัตถุของคนบางพวกที่เข้าใจผิด. สุญญตาของพระพุทธเจ้า นั้นหมายความว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน ; แต่มันมีอะไรครบหมด ถ้าไปยึดมั่นเข้าเป็นทุกข์ ไม่ยึดมั่นก็ไม่เป็นทุกข์. "โลกนี้ว่าง" เพราะไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น ; เราจัดการกับโลกว่างไป ด้วยจิตที่ไม่ยึดมั่น ต้องการอะไรก็ทำไปอย่างนั้น โดยจิตไม่ยึดมั่น ก็ไม่เป็นทุกข์, และ ก็สำเร็จประโยชน์. การเข้าใจผิดเรื่องคำว่า ว่าง คำเดียวเท่านั้น เป็นสีลัพพัตตปรามาส อัน ใหญ่หลวงที่ทำให้คนติดชะงัก ไม่ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน. ฉะนั้น จงเข้าใจคำว่าว่าง หรือคำว่าอะไร ๆ ของพระพุทธเจ้าให้ดี ๆ ; ท่านว่าโลกว่างเพราะไม่มีอะไรที่จะถือ ว่าเป็นตัวเป็นตน และทรงตอบปัญหาพระโมฆราชว่า "จงมองโลกโดยความเป็น ของว่างเสมอ". มองโลกที่มีอะไรมาก ๆ นี้ว่าเป็นของว่างเสมอ ; เพราะว่าเมื่อมองเห็นเป็น ของว่างเสมออย่างนั้นแล้ว จิตก็พลอยว่างจากความยึดมั่นถือมั่นไปด้วย ไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะ. ถ้าทำได้สำเร็จก็เป็นพระอรหันต์, ถ้าทำได้ไม่สำเร็จก็ต้องทำต่อไป ก็ยัง เป็นคนธรรมดา แต่ว่ามีความทุกข์น้อย ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะที่มีจิตว่าง ; เผลอวุ่นเมื่อไร ก็มีความทุกข์อีก เมื่อเรารักษาให้ดีทำให้มากขึ้นให้ว่างยาวให้ว่างยิ่งขึ้น.

น.295 นี่เรียกว่าเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยรู้จักกระแสแห่งพระนิพพาน. ๔๔. ชั่วเวลาที่มีอยู่นิดหนึ่ง อาตมาก็อยากจะกล่าวปัญหา ข้อสุดท้ายว่า พินัยกรรมของพระพุทธเจ้าแก่พวกเรา ทั้งหลาย มีว่าอย่างไร ? พินัยกรรมคือคำสั่งเมื่อจะตาย ใครๆ ก็รู้จัก คำสั่งหลังจากตายแล้ว หรือ คำสั่งเมื่อจะตาย ที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า พินัยกรรม. พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำสุดท้าย แล้วเงียบไปนั้นตรัสว่า ขยายธมฺมา สงฺขารา - สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย มีแต่การเสื่อม สิ้นไปเป็นธรรมดา. อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ - จงสมบูรณ์ด้วยไม่ประมาท. ทุกอย่างไม่มีอะไรนอกจากไหลเรื่อยก็คือว่าง, ทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยน แปลงเรื่อยไหลเรื่อย, ในความไหลเรื่อยนั้น ว่างจากตัวตนหรือของตน. จงมีความ ไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ก็คือว่าอย่าไปโง่ ไปหลง ไปเห็นว่าเป็นของควรยึดมั่นถือมั่นเข้า. ไม่เผลอสติไปหลงยึดมั่นถือมั่นเข้านั้นแหละเรียกว่าความไม่ประมาท และ ความไม่ ประมาทอันนี้ เราจะต้องทำให้ถึงพร้อม. ทีนี้ปัญหาเรื่องเด็กวัยรุ่น จงไปช่วยกันคิดดู เด็กวัยรุ่นเต็มไปด้วยความ ประมาท เพราะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ น่ารัก น่ายึดถือไปหมด. ยึดถือไปทางรักก็มี ยึดถือ ไปทางเกลียดก็มี ; ในที่สุดก็เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น. คนเหล่านี้ไม่ได้

น.296 รับพินัยกรรมของพระพุทธเจ้า, เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์, เสียทีที่เกิดมาในบิดามารดา ที่เป็นพุทธมามกะ เป็นพุทธบริษัท ไม่ได้รับพินัยกรรมของพระพุทธเจ้า. เรา คนหนุ่ม คนสาว คนเฒ่าคนแก่ อยู่ในสภาพที่ควรจะรับพินัยกรรมของ พระพุทธเจ้า ว่า อย่าเป็นผู้ประมาทเผลอสติ ไปหลงเห็นอะไรว่าน่ายึดมั่นถือมั่นเข้า ; ให้เห็นโลกนี้โดยความเป็นของว่างจากตัวตน หรือของตนอยู่เสมอ จิตนี้จะได้ว่างจาก ความยึดมั่น ไม่เกิด โลภะ โทสะ และโมหะ และทำอะไรได้ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำได้ ก็เรียกว่า ปัญหาหมด เรื่องก็จบกัน. พระพุทธเจ้าท่านยังสั่งเป็นคำสั่งว่า "จงเที่ยวไปเพื่อแสดงธรรมให้ไพเราะ งดงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งในท่ามกลาง ทั้งในเบื้องปลาย" นี้มันกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้อื่นแล้ว. นี้เป็นคำสั่งบังคับว่า "จงช่วยกันเผยแพร่ธรรมะที่งดงามทั้งเบื้องต้น และทั้ง ท่ามกลาง และเบื้องปลายนี้" อยากจะตีความข้อนี้ว่า จงสอนเรื่องความไม่ยึดมั่น ถือมั่นแม้ในเบื้องต้นแก่เด็ก ๆ แม้ในท่ามกลางแก่ผู้ใหญ่, ในเบื้องสูงสุด แก่ผู้ที่จะบรรลุธรรมะในขั้นสูงสุด, ไม่มีเรื่องอื่น. พระพุทธเจ้าจะสอนแต่ความไม่ยึดมั่นทั้งนั้น : ระดับหนึ่งสอนแก่เด็ก ก็ได้, ระดับหนึ่งสอนแก่คนที่ถัดไปกลางคนก็ได้, สอนคนแก่ก็ได้ หรืออีก อย่างหนึ่งก็ว่า เพื่อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในโลกนี้ก็ได้ เรียกว่าอย่างต่ำ, เพื่อประโยชน์ ในโลกอื่น ก็เรียกว่าอย่างกลาง, เพื่อประโยชน์สูงสุดเหนือโลกก็เรียกว่าอย่างสูง ก็ได้ แต่ใจความมันมารวมอยู่ตรงที่ไม่ทุกข์ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น นี่เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือเรื่องว่างจากตัวตนของตนนี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด.

น.297 ขอฝากไว้ว่าให้ทุกคนช่วยจำไว้ว่า คำพูดคำเดียวในโลกนี้ที่แสดงธรรมะได้ ทั้งหมด คำพูดนั้นก็คือ พยางค์เดียวว่า "ว่าง" ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่าสุญญตา เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา. คนขาดศีล เพราะจิตไม่ว่าง, คนไม่มีสมาธิเพราะจิตไม่ว่าง, คนไม่มี ปัญญาเพราะจิตไม่ว่าง. พระพุทธเจ้ามีจิตว่าง มีความสำคัญที่ความว่างนั้นแหละ เป็นพระพุทธเจ้า, พระธรรมก็เหมือนกัน เรียนเรื่องความว่าง ปฏิบัติเพื่อความว่าง ได้ผลคือความว่าง ว่างที่สุด คือนิพพาน. นี้คือพระธรรม พระสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า เพื่อความมีจิตว่าง. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็รวมอยู่ในคำว่า "ว่าง". มีศีลได้เพราะการไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะว่างจากกิเลส เพราะว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่น. ในขณะที่จิตว่าง ไม่มีกิเลสนี้เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ที่สุด. ในขณะที่ รู้ว่าอะไรว่าง โลกว่าง แล้วไม่ยึดถือในอะไร นี้มีปัญญาที่สุด. มรรค ผล นิพพาน ก็คือได้รับผลจากการรู้ในเรื่องความว่าง เป็นลำดับไปจนถึงที่สุด. ทาน ศีล ไตรสรณคมน์ สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน อะไร รวมอยู่ในคำว่า "ว่าง" เพียงคำเดียว. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "คำว่า "ว่าง" หรือเรื่อง ความว่าง นี้เป็นคำ ของฉัน". ถ้าไม่เกี่ยวกับความว่างเป็นคำของคนอื่น ของสาวกชั้นหลังแต่งให้ไพเราะ เป็นเรื่องนอกแนว. เย เต สุตฺตนฺตา - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด, ตถาคต ภาสิตา - เป็น ภาษิตของตถาคต, คมฺภีรา - ลึกซึ้ง, คมฺภีรตฺถา - มีความหมายลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา

น.298 เป็นไปเหนือโลก, สุญญตาปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา ; นี่คือ ตถาคตภาษิต. อีกฝ่ายหนึ่งตรงกันข้ามก็ว่า เย เต สุตฺตนฺตา - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด, กวิกตา พวกกวีทำขึ้น, กาเวยฺยกา - เป็นไป ในลักษณะไพเราะทางกาพย์, จิตฺตกฺขรา - ไพเราะด้วยอักษร, จิตฺตพยญฺชนา - สละสลวยด้วยพยัญชนะ, พาหิรกา - นอกแนว คือนอกแนวสุญญตา, สาวกภาสิตา - เป็นภาษิตของสาวก. มีสุตตันตะอยู่สองแนวอย่างนี้ : อันที่เนื่องด้วยสุญญตานั้นเป็นตถาคตภาษิต, อันที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตานั้นเป็นสาวกภาษิต ; ฉะนั้น ท่านจงถือว่า เรื่องสุญญตาชนิดนี้ สุตตันตะพวกนี้ เป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา จึงได้กล่าวไว้ในนิพพานสังยุตตนิกาย เล่ม ๑๖ หน้า ๓๑๑ นี้ว่า เมื่อเรื่องสุญญตาหายไปไม่มีใครสนใจ เมื่อนั้นเนื้อแท้ ของพระพุทธศาสนาหมด. เหมือนคลองใบหนึ่งของพวกกษัตริย์พวกฑาสาฬหะครั้งโบราณนั้น มอบ หมายกันมาเป็นลำดับ : พอมันเก่า มันผุ ก็อุดปะยุ่งกันไปเรื่อย นานเข้า มีแต่ของ ปะใหม่ เนื้อแท้หายไปหมด เรียกว่าเนื้อใหม่เหลืออยู่ เนื้อเก่าหายไปหมด. เมื่อใดภิกษุไม่สนใจศึกษาสดับตรับฟังเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตานี้ ว่าเป็น เรื่องที่ตนควรศึกษาควรปฏิบัติแล้ว เมื่อนั้นก็เรียกว่า เนื้อแท้เก่าของพุทธศาสนาหาย ไปหมด เหลืออยู่แต่เนื้อใหม่ ที่เป็นสาวกภาษิต เหมือนกลองใบนั้น. ขอให้ เปิดดูและค้นดู. นี่หมายความว่าท่านทรงกำชับให้ทราบว่า จงสอนธรรมให้งดงามใน เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น

น.299 เดี๋ยวนี้พระพุทธศาสนาของเราอยู่ในสภาพเช่นไร อยู่ในสภาพกลองใบเก่า หรืออยู่ในสภาพเป็นเนื้อไม้ปะใหม่ ? คงจะรู้ ได้เองด้วยการพิจารณาดูว่า เดี๋ยวนี้สนใจเรื่องสุญญตา ปฏิบัติเรื่อง สุญญตากันหรือไม่นั่นเอง. นี่แหละคือ พินัยกรรมของพระพุทธเจ้า เรื่องไม่ประมาท คือว่า อย่าประมาทในเรื่องนี้, และทรงสั่งสาวกให้ช่วยกันประกาศเผยแพร่เรื่องนี้ เท่ากับพื้นคืนเนื้อเน่าเนื้อผุให้ดีให้กลับมาใหม่ ด้วยเรื่องการศึกษาค้นคว้าเรื่องสุญญตา, ด้วยการคุ้ยเขี่ยกันเอง ศึกษากันเอง ถกเถียงกันเอง จนความเข้าใจนี้กลับมาใหม่ จึงจะ เรียกว่าเนื้อแท้กลับมาใหม่อย่างนี้. นี่สรุปความแล้วเป็นหัวข้อสั้น ๆ ซึ่งแยกออกไป ให้เห็นชัด ๆ ไม่ให้มัน เนื่องกันให้มุ่ง ให้จำยาก พร้อมทั้งบอกที่มาของพระบาลี. หวังว่าท่านนักศึกษาทั้งหลาย จะได้กำหนดจดจำหัวข้อที่กล่าวไว้ เพียง ในลักษณะพื้นฐาน, หัวข้อที่เป็นหลักพื้นฐาน, สำหรับจะกำหนดเอาไว้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป สำหรับวินิจฉัย สำหรับตัดสิน ในปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ถ้ามีปัญหาขึ้น ก็ให้เอามาเทียบกันดูกับ หลักทั่วไป : ถ้ามันลงไม่ได้กับหลักทั่วไปแล้วให้ถือว่า ไม่ใช่, ไม่ใช่พุทธวจนะ ; คนนั้นจำมาผิด อาจารย์สอนกันมาผิด แม้เขาจะยืนยันว่าเขาได้รับฟังมาจากพระพุทธเจ้าเอง

น.300 ก็อย่าได้ไปเชื่อเขาเลย. ถ้ามันไม่ลงกันได้กับหลักทั่วไป คือลงไม่ได้ ในสูตรทั้งหลาย, ลงไม่ได้ในสูตร ลงไม่ได้ในวินัย, ถ้ามันลงไม่ได้ในสูตรและลงไม่ได้ในวินัยแล้วก็ ให้ถือว่าไม่ใช่พระพุทธภาษิต. นี่คือ สุตตันตะที่เป็นคำของพระพุทธเจ้า ก็คือเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น, เรื่องสุญญดา เรื่องอนัตตา เรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นแต่เพียงสักว่า ธาตุ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เรา เขา. ที่บ้านนอกที่จังหวัดที่อาตมาอยู่ พออยู่วัดวันแรกก็ต้องเรียน ยถาปจจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ ; ยทิทํ ปิณฺฑปาโต ตทุปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล ; แล้ว ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุเท่านั้น, นิสฺสตฺโต -ไม่ใช่สัตว์, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะ, สุญฺโญ - ว่างจากตัวตน. ให้เรียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในวันที่แรกเข้าไปอยู่ในวัดเพื่อจะบวช. เรื่อง ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรนั้น ยังไม่เรียน คำขานนาคก็ยังไม่เรียน ไปเรียนเอาสุดท้าย ; นี้แปลว่าเป็นระเบียบที่ฉลาดที่สุดแล้ว ที่มอบหัวใจของพระพุทธศาสนาให้ ตั้งแต่ วันแรกเข้าไปอยู่วัดเพื่อจะบวช. ประเพณีอย่างนี้จะมีเหลืออยู่ที่ไหนอีกก็ไม่ทราบ, หรือว่าผู้บวช จะรู้ ความหมายของบทที่ให้เรียนนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ ; แต่ว่าความมุ่งหมายของประเพณี นี้ดีที่สุดแล้ว ที่มอบหัวใจของพระพุทธศาสนาให้ตั้งแต่วันที่เข้าไปบวชนั้นเอง :

น.301 ยถาปจฺจยํ - สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามปัจจัย ; นี่คือว่างจากตัวตน. ธาตุ- มตฺตเมเวตํ - สิ่งเหล่านี้สักว่าเป็นธาตุเท่านั้น : นี่คือว่างจากตัวตน. แล้วก็ นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ ; ล้วนแต่เรื่องว่างจากตัวตน ให้เรียนวันแรกที่สุด. ลูกหลานมา ลบล้างประเพณีเหล่านี้เสียเองแล้วจะโทษใคร ในเมื่อไม่เข้าใจเรื่องสุญญตา จนพุทธศาสนา ไม่มีของเดิมเหลืออยู่. หวังว่าจะได้ช่วยเอาไปคิดไปนึก ทั่วกันในท่านสาธุชนทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ แก่การช่วยกันทะนุบำรุงพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่สันติสุขของโลก ; ตัวเองนั้น ลืมเสียเถิด. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

น.302 หมวด สาม ธรรมกถา แสดง ณ ห้องกลุ่มพุทธศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๑ ตอบปัญหา - ธรรมะคือพระเจ้า ๖ มกราคม ๒๕๐๔ เรื่องที่ ๒ การสอนธรรมะในมหาวิทยาลัย ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เรื่องที่ ๓ พุทธวิหาร ที่มหาวิทยาลัย ๒๖ มกราคม ๒๕๑๐ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรื่องที่ ๔ มหรสพ ทาง วิญญาณ เช้า ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๐ เรื่องที่ ๕ "ธรรมะ" เพียงคำเดียว บ่าย ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๐ ๒๗๙

น.303 ธรรมกถา -๑- ๖ มกราคม ๒๕๐๔ ธรรม คือ พระเจ้า ท่านศาสตราจารย์ เสนาะ ตันบุญยืน เป็นผู้ ได้เรียนถามปัญหาท่าน พุทธทาส เป็นคนแรก ว่า เมื่อคราวปาฐกถาครั้งที่แล้ว ( ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๓) ท่าน พุทธทาสได้เปรียบเทียบธรรมะเท่ากับ God ยังไม่เข้าใจ ว่ามีความหมายอย่างไร ? ท่านพุทธทาส (ได้ตอบว่า) การที่เปรียบเทียบธรรมะเท่ากับ God นั้น ก็เพียงเพื่อจะ ให้แลเห็นว่า ถ้าในพระพุทธศาสนามีคำอะไรที่จะมีความหมายเหมือน God ในคริสตศาสนา คำนั้นควรจะได้แก่อะไร. ถึงแม้ในพุทธศาสนา จะไม่มีการนับถือพระเป็นเจ้าชนิดที่มีตัวตน หรือ Personal God แต่ก็ ยอมรับว่ามีอำนาจเร้นลับอย่างหนึ่ง ที่สร้างสรรค์และควบคุมสิ่งทั้งปวง, ลงโทษผู้กระทำผิด และให้รางวัลแก่ผู้ทำดี, และต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ๒๘๑

น.304 คำว่า "ธรรม" ในพระพุทธศาสนานั้นมีความหมายหลายอย่าง และมีอยู่ อย่างหนึ่ง ที่ตรงกับความหมายของคำว่า God. ที่ว่ามีความหมายเหมือนกับ God คือ "ธรรม" เป็น อำนาจธรรมชาติอันลึกลับที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปจนเกิด เป็นโลกขึ้นมา อย่างนี้ คำว่า ธรรม มิได้หมายถึงตัวศาสนา และ "ธรรม" ในความหมายเช่นนี้ เหมือนกับคำว่า God, The Creator. ถ้าให้ God เป็น The Savior คือเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ให้ พ้นทุกข์, ในพุทธศาสนา ก็มี "ธรรม" เป็นเครื่องช่วยมนุษย์เหมือนกัน "ธรรม" ในความหมายนี้ หมายถึง ความรู้ (ปริยัติธรรม) การปฏิบัติ (ปฏิบัตติธรรม) และผลของการปฏิบัติ (ปฏิเวธธรรม) รวม ๓ อย่าง ด้วยกัน. God, The Preserver คือ ผู้ควบคุมโลกให้เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ เช่นที่เขาว่าดาวทั้งหลายในจักรวาลต่างโคจรไปตามแนวทาง ของตัวไม่ชนกัน, ในพุทธศาสนา ก็ไม่มีอะไร นอกจาก "ธรรม" ที่จะเป็นสิ่งรักษาความเป็นระเบียบของสิ่งต่าง ๆ ในโลก ; ธรรม ใน ลักษณะเช่นนี้มีความหมายเท่ากับกฎธรรมชาติ. God, The Omnipresent คือ มีในที่ทุกหนทุกแห่ง. พุทธศาสนาก็มีสิ่งหนึ่ง ซึ่งเราจะซ่อนตัวเราให้พ้นจากสิ่งนั้นไม่ได้เลย จะเป็นพยานในการทำความดีและความชั่วของเรา สิ่งนั้นก็คือ "ธรรม" ในรูปกฎแห่งกรรม

น.305 ๒๘๓ ธรรม คือ พระเจ้า หรือแม้กระทั่ง God, The Dictionary อันหมายถึงว่าเป็น dictionary ที่เปิดดูเรื่องราว, ความหมาย, ลักษณะ, ของทุกสิ่งทุกอย่างได้ หมดสิ้น พุทธศาสนาก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม". สรุปแล้ว "ธรรม" ก็หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทั้ง ตัวเหตุ ตัวผล ปรากฏการณ์ต่าง ๆ และตัวคำสอน เพื่อเป็นการ ปฏิบัติให้ลุถึงผล ทั้งสิ่งที่มีรูปและไม่มีรูป. "ธรรม" มีความหมาย กว้างมากและส่วนหนึ่งก็มีความหมายเท่ากับคำว่า God หรือยะโฮวา หรือ อ้าหล่า หรือ พรหม อิศวร นารายณ์ในศาสนาฮินดู ที่แยกพระเจ้า ออกเป็น ๓ ก็เป็นการแยกหน้าที่ ให้ต่างกันเท่านั้น แต่เมื่อพูดถึงส่วน รวมแล้ว พระเจ้าของทุกศาสนา กับธรรมในปริยายหนึ่ง ก็มีหน้าที่ อย่างเดียวกัน. ในลัทธิที่ถือว่า God เป็น Person นั้น เป็นการถือ กันอยู่แต่ในเฉพาะหมู่คนที่มีความรู้น้อย ในพวกที่มีความคิด สูงขึ้นมาอีกเขาก็เข้าใจว่า God เป็นอำนาจเร้นลับที่ไม่มีคำอื่นใด จะเรียก ก็เรียกว่า God เป็นการปฏิเสธ Personal God อยู่แล้ว ซึ่งความหมายก็ใกล้เคียงเข้าไปกับ "ธรรม" ในพุทธศาสนา. ทุกศาสนา ถ้าเอาความคิด "บุคคล" ออกเสียได้ พระเจ้าของ ทุกศาสนาก็จะมีลักษณะเหมือนกัน เพียงแต่ว่า ของใครจะ สมบูรณ์จริงหรือไม่เท่านั้น. พุทธศาสนาไม่รับว่ามี Personal God ดังกล่าวแล้ว แต่ รับว่ามีอำนาจเร้นลับอย่างหนึ่งที่เหมือนกับอำนาจ God. ในคริสต์ศาสนา

น.306 มีคำสอนว่า "ถ้าหากผู้ใดรู้พระทัยของพระเป็นเจ้าแล้ว พระองค์ก็จะ โปรดปราน ช่วยให้ผู้นั้นพ้นทุกข์และประทานรางวัลให้" ในพุทธศาสนา ก็มีเช่นเดียวกันว่า "ถ้าผู้ใดรู้ธรรมะอย่างแจ่มแจ้งและสามารถปฏิบัติตาม ธรรมะนั้น ๆ ได้ ผู้นั้นก็พ้นจากทุกข์และประสบความสุขอย่างยิ่ง". อาจารย์เสนาะ (ได้เรียนถามท่านพุทธทาส ต่อไปว่า) ในคริสตศาสนาเชื่อว่าคนที่ทำผิด ไปสารภาพผิดกับพระแล้ว พระสามารถจะสวดอ้อนวอนให้พระเป็นเจ้า ช่วยให้พ้นจากบาปได้ ถ้าพุทธศาสนิกชนถือว่ามีพระเป็นเจ้าด้วยมิต้อง สวดอ้อนวอนกันบ้างหรือ ? ท่านพุทธทาส (ได้ตอบว่า) ผู้ที่กระทำผิดลงไปแล้วนั้น ไม่มีทางอื่นใดดีกว่าสารภาพผิด และกลับใจไม่คิดจะทำผิดเช่นนั้นอีก นี่เป็นหลักในพุทธศาสนาด้วย เหมือนกัน, เห็นได้จาก พระปลงอาบัติ, การทำผิดแล้วสารภาพผิด ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำอีก เป็นขั้นศีลธรรม ที่ต้องมีอยู่ทุกศาสนา. ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กทำอะไรผิด พ่อแม่ก็ต้องสอนให้เด็กสารภาพผิด กับพ่อแม่ รู้จักขอโทษที่ได้ทำผิดไปแล้วและให้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะไม่ ทำอีก. ฉะนั้น ถ้าจะให้มีพิธีสารภาพผิดในพุทธศาสนา ก็ต้องสารภาพ ผิดกับ "ธรรม" เพราะในพุทธศาสนาไม่มี Personal God ดังที่กล่าว แล้ว ถ้าจะมีการอ้อนวอนบ้าง ก็เป็นการปลอบใจตัวเองว่า "ธรรม" ได้เข้าข้างฝ่ายข้าพเจ้าแล้วเท่านั้น. ถ้ากล่าวให้ลึกไปกว่านั้น ความจริงมีอยู่ว่า ทำกรรมชั่ว การกษัตริย์ ย่อมได้รับผลเป็นบาป แต่ผู้กระทำควรจะได้สารภาพ เพราะถ้ากรรมนั้น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต