น.307 เป็นเพียงเบา ๆ ก็อาจหมดบาปได้ เช่น คิดฆ่าเขา เมื่อสำนึกผิดไปขอโทษ เขาเสีย เขายกโทษให้ก็แล้วกันไป ไม่มีความรู้สึกที่เป็นศัตรูต่อกันอีก ต่อไป แต่กรรมที่หนักนั้นลบล้างได้ยาก นอกจากจะต้องทำกรรมดี ให้หนักมาก ๆ เป็นการชดเชยกัน. กฎแห่งกรรมมีอยู่และจะเป็นผู้ พิพากษาการกระทำของมนุษย์ กรรมดีที่ทำใหม่อย่างรุนแรงจะสามารถ ให้ผลอยู่เรื่อย กรรมเก่าที่เบากว่าก็ไม่อาจส่งผลของมันขึ้นมาได้จนถึง วาระสุดท้ายของเรา นี่ก็เปรียบกันได้กับเราอ้อนวอนหรือประจบพระเจ้า ได้สำเร็จ พุทธศาสนา ในชั้นโลกุตตระนั้นมุ่งสอนให้พ้นจาก กรรมดีและกรรมชั่ว ให้อยู่เหนือการรับผลกรรมทั้งทุกข์และสุข อาจเรียกได้ว่า เป็นกรรมที่ ๓ คือมรรคผล ซึ่งทำให้ลุถึงนิพพาน. กฎในโลกยธรรมนั้นคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ในโลกุตตร- ธรรมนั้นสอนให้ลุถึงขั้นที่จิตใจอยู่เหนือดีเหนือชั่ว ; ถ้าจะ เรียกว่าเป็นกรรมด้วย ก็คือกรรมที่ ๓ หรือโลกุตตรกรรม. อาจารย์เสนาะ : คือเคยเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ตามกฎที่ ๓ Newton ที่ว่าเมื่อมี action ก็ต้องมี reaction เพราะฉะนั้น เมื่อทำดีก็ได้ดี ทำชั่ว ก็ได้ชั่ว ก็เป็นการถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ใช่หรือไม่ ? ท่านพุทธทาส : เท่านั้นยังไม่พอเพียง จะต้องทราบปัญหา Newton ต่อไปอีกว่า ถ้าออกไปจากอำนาจดึงดูดของโลกโดยสิ้นเชิง กฎของ action และ reaction จะยังจะมีอยู่หรือเปล่า ; อย่างที่ส่งจรวดขึ้นไปใน
น.308 อวกาศก็ยังไม่พ้นออกจากแรงดึงดูดของโลกอยู่อีกปริยายหนึ่ง จึงยังมี actionและreactionอยู่. อย่างไรก็ตาม ในทางรูปธรรมหรือในทางวัตถุนั้น เราไม่สามารถทำการทดลองให้เห็นได้ชัดว่า สามารถออกไปจากโลกนี้ได้ แต่ในทางนามธรรม สามารถปฏิบัติได้ เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ. โลกุตตระ ของพุทธศาสนา ก็หมายถึงสิ่งที่อาจบรรลุได้ทางด้านจิตใจ. พุทธศาสนาว่า ถ้าจิตใจยังอยู่ภายใต้อำนาจของ ความดีความชั่ว ก็ยังไม่พ้นทุกข์ ต้องหลุดพ้นจากความดีความ ชั่ว จึงจะเรียกว่าพ้นทุกข์ แต่เรื่องนี้ก็มักจะถูกเข้าใจผิดว่าพาล ไม่ยึดถือ อะไร. เรื่องอนัตตาก็เหมือนกัน คำอธิบายบางสายกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปเลยก็มี จะต้องพิจารณาให้เห็นความเป็นมายาของดีและชั่ว ซึ่งเกิดได้ ตับได้ เปลี่ยนแปลงได้ และให้เข้าถึงความไม่เปลี่ยนแปลงได้. นี้ไม่ หมายความว่า ร่างกายก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติด้วย. คง เปลี่ยนไป แต่ทว่าความเปลี่ยนนั้นไม่มีอำนาจเหนือจิตใจ. "พุทธ" นั้นแปลว่า รู้, ตื่น, เบิกบาน คือ รู้ความจริงและเบิกบานใจเสมอ ไม่เป็นทุกข์ ไม่เอาร่างกายมาเป็นเรา ทั้งใจก็ไม่เอามาเป็นของเราด้วย. แต่คำว่า "ใจ" นี้ เราพูดกันไปโดยที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่า หมายถึง อะไรแน่ทั้งภาษาอังกฤษ ไทย หรือภาษาไหน ๆ ก็ตาม, พุทธศาสนา เรียกจิตที่อยู่เหนือการปรุงแต่งของความดีความชั่วว่า "ธรรม" หรือ "จิตแบบโลกุตตระ". ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ว่า "ธรรม" คืออะไร god คือ อะไร เราก็อาจรวมศาสนาได้ด้วยวิธีปรองดองกัน. ถ้าเขายอม
น.309 รับว่า ปุคคลาธิษฐาน (personification) เป็นเพียงหลักการสอนเบื้องต้น เท่านั้น คือให้ god เป็น person ไปที่ก่อนก็ไม่มีอะไรยาก. เดี๋ยวนี้ จะเห็นว่าใน magazine ของพวกชาวคริสต์สมัยใหม่ เริ่มมีการเปลี่ยน แปลงคำอธิบายลักษณะของ god บ้างแล้ว คือแทนที่จะอธิบายให้เป็น personal god ก็หันมาอธิบายแบบนามธรรม หรือ subjectivity. แม้ ลัทธิเวทานตะ ของพวกอินเดีย ก็เริ่มใช้คำอธิบายใหม่ ๆ เช่นเดียวกัน ในที่สุด ก็อาจจะมาใกล้ความหมายของ "ธรรม" เข้าทุกที. ถ้าต่างฝ่ายต่างจะยืนยันตามตัวหนังสือเท่านั้น ก็จะตีกันตาย. แม้พุทธศาสนาเรา ก็ยังมีผู้อธิบายผิด ๆ กันไปมากมายหลายแบบ. พวก คริสตังสมัยใหม่บางพวกก็มิได้พูดตามคัมภีร์เดิม. เมื่อคิดดูแล้วเราก็ ควรจะให้อภัยแก่เขา ในเมื่อเห็นว่า เขามุ่งหมายจะสั่งสอนคนในถิ่นที่ล้า การศึกษา เพราะฉะนั้น จึงพูดให้มีความหมายลึกซึ้งนักไม่ได้. ทำไม พระเจ้ายังมีความยินดีในการได้รับการสรรเสริญ มีโกรธเมื่อมนุษย์ทำ ไม่ถูกใจ ถ้าเราจะติก็ต้องติที่ลูกศิษย์ว่าสอนผิดมากกว่า ที่จะว่าพระเจ้า เป็นเช่นนั้นไปจริง ๆ. อีกปัญหาหนึ่ง ถามว่า เคยทราบเรื่อง "friend's society" ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของนิกายศาสนาคริสเตียน เขาถือว่า ทุกคนสามารถ ติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง เขาจึงไม่ต้องมีพระ มีแต่โบสถ์สำหรับ ให้ไปสวดมนต์ และทำจิตให้สงบ และเขาก็แสดงให้เห็นด้วยว่าได้ ติดต่อกับพระเจ้าแล้ว เขาถือตัวของเขาเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า และมีหน้าที่รับคำสั่งจากพระเจ้ามาปฏิบัติ.
น.310 ท่านพุทธทาส (ได้กล่าวว่า) จะต้องคอยดูต่อไปว่าที่เขารับคำสั่งจากพระเจ้ามานั้น มีความถูกผิดมากน้อยเพียงไร ต้องวิจารณ์กันอีก และเขาได้ ยินเสียงหรือเห็นรูปร่างของพระเจ้าอย่างไร. อาจารย์เสนาะ เขาว่าเหมือนกับได้รับการดลใจจากพระเจ้าในขณะที่เขานั่งเงียบในโบสถ์. ท่านพุทธทาส ในทางพระพุทธศาสนาเรา ก็มีการทำจิตให้ว่างเรียกว่าสมาธิ และเมื่อ จิตว่างแล้วจะน้อมให้รู้สิ่งใดก็ได้ น้อมไปเพื่อให้รู้ความจริงในเรื่องทุกข์ เรื่องอนิจจัง ก็จะรู้ได้แจ่มแจ้ง. ความจริงเราอยู่กับ God อันหมายถึง ความจริงนั้นตลอดเวลา แต่ทว่าเราไม่รู้ตัว เพราะ conceptual thought มาบีดบัง เสมือนเส้นผมบังภูเขา ทำให้มองไม่เห็นความจริง. ถ้ารู้เสียก่อนว่า ทำไมเราต้องมีพุทธศาสนา ? ถ้าตอบ คำถามนี้ได้ ก็หมดปัญหาในเรื่องการจะรับเอาพุทธศาสนามาปฏิบัติใน ชีวิต, เพราะเมื่อตอบได้ก็หมายความว่ารู้จนทำให้เกิดศรัทธา เกิด ความพอใจที่จะปฏิบัติตาม, แต่ที่นี้บางคนยังตอบไม่ได้ จึงได้พากัน ละเลยอยู่อย่างนี้. อยากให้นิสิตทั้งหลายมองเห็นว่า ธรรมมีความสำคัญ และจำเป็นกว่าสิ่งอื่น ไม่เช่นนั้นที่คิดจะทำกันอยู่แล้วนี้ก็จะไปไม่ได้ นานเท่าไร ก็จะเลิกเสีย. “ธรรม" นั้นมีความ สำคัญยิ่งกว่าข้าวปลาอาหาร หรือ สิ่งจำเป็นอื่นๆ เพราะถ้ายังแก้ปัญหาในเรื่องทางจิตใจไม่ตก ทางกายก็จะ ต้องมีความทุกข์อยู่เรื่อยไป; ต่อเมื่อได้แก้ปัญหาทางจิตใจได้แล้ว ปัญหา
น.311 ทางกายจะแก้ได้หรือไม่ได้ก็จะไม่เป็นทุกข์ มีความสบายใจตลอดไป. ใจนั้นจำเป็นยิ่งกว่าร่างกายเสียอีก ถ้าใจมีความสมบูรณ์ ถึงจะขาด แคลนทางกายบ้าง ก็อยู่ได้ ; ตรงกันข้าม ถ้าขาดแคลนทางใจ แม้ทาง กายจะสมบูรณ์เพียงไร ก็ยังไม่เป็นสุข. ความจริง เราก็ใช้ธรรมะกันอยู่ตลอดเวลา แต่ ไม่รู้ตัว เช่นในการประสบความสำเร็จในด้านการเรียน หรือการทำงาน ก็เป็น เพราะมีสมาธิ มีความอดทนขยันหมั่นเพียรในทางที่ชอบ แต่เมื่อไม่รู้จัก ว่าเป็นธรรมะ ก็ไม่รู้คุณและไม่เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมะอื่น ๆ อีก ถ้าได้รู้จักเสียจะทำให้เกิดศรัทธาและพอใจปฏิบัติธรรมะ ชีวิตก็จะ ราบรื่นทั้งในด้านการเรียน และการงาน. คนเราถ้าไม่รู้จักธรรมะ จะมีแต่ความวุ่นใจอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าชีวิตนี้คืออะไร จะล่องลอยไป ทางไหน จะทำอะไร ก็ทำตามที่เขานิยมกัน เป็นการทำตาม ๆ เขาไป เท่านั้นเอง. มีผู้เรียนถาม เรื่อง สังสารวัฏฏ์ ท่านพุทธทาส (ตอบว่า) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดยาวมาก แต่ก็จะอธิบายให้ เท่าที่จะ มีเวลา. เรื่องสังสารวัฏฏ์ใจความมีว่า เราอย่าเข้าใจว่า การเกิด หรือ ชาติ นั้น คือ เกิดออกมาจากท้องมารดา. การเกิดในพุทธศาสนาไม่ได้ หมายอย่างนั้น แต่หมายถึงว่า เกิด conception ว่า "เรา" ว่า "ของเรา" ความรู้สึกที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในทำนองนี้ เรียกว่าชาติหนึ่ง. เมื่อเกิด
น.312 แล้วก็มีเปลี่ยนแปลงไป ดับไป แล้วก็เกิดใหม่ อันที่เกิดใหม่ไม่ใช่ อันเก่าแต่ก็สืบเนื่องมาจากอันเก่าด้วย เราอาจจะเกิดวันหนึ่งหลายร้อย หลายพันชาติได้ และเนื่องกันทุกชาติ. เมื่อกล่าวโดยละเอียดก็คือ ความรู้สึกที่เป็นกิเลสเมื่อเกิดขึ้น ก็อยากจะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง กรรมที่ทำลงไปแล้วย่อมให้ผล ผลของกรรมเรียกว่าวิบาก. เมื่อ วิบากเกิด มีความอยากอย่างใด อย่างหนึ่งอีกซึ่งเป็นกิเลส, เมื่อ เกิดกิเลส ก็ทำกรรมอีก, เมื่อ กิเลส กรรม วิบากเกิดครบก็เป็นวงกลมอันหนึ่ง เรียกว่า วัฏฏะหนึ่ง หรือ ชาติหนึ่ง, เมื่อวงกลมอันหนึ่งจะย้ายไป ก็สร้างวงกลมอันใหม่ขึ้นอีก วงกลมหลาย ๆ วงติดต่อเนื่องกันไปเรื่อย เรียกว่า "สังสารวัฏฏ์" แปลว่า "ไหลไปแห่งวงกลม". สังสารวัฏฏ์ จะไม่ขาดได้ถ้าไม่ทำลายกิเลส เพราะเมื่อมีกิเลสอยู่ก็ต้องทำกรรมเรื่อยไป. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ชาติหนึ่ง หมายความว่า อย่างไร อย่าไปคำนึงถึงว่า ตายไปแล้วจากชาตินี้ อีกหลายร้อยปี มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็เป็นอีกชาติหนึ่ง ; และสังสารวัฏฏ์ก็คือชาติ ที่เกิดคล้องกันเป็นลูกโซ่ ที่เป็นสายยาวยืดนั่นเอง. นิสิตอีกผู้หนึ่ง เรียนถามว่า ทำไมคนที่ถือพุทธศาสนา จึงนิยมสวดมนต์ มากกว่าการปฏิบัติ เพื่อให้ใจว่าง ; เช่นเด็ก ๆ เกิดมาพ่อแม่ ก็สอนแต่ให้สวดมนต์ ?
น.313 ท่านพุทธทาส (ได้ตอบว่า) มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าชาวพุทธนิยมสวดมนต์มากกว่า การปฏิบัติธรรมะ แล้วในศาสนาอื่น ๆ ไม่สวดกันมาก ๆ หรือ. เด็กที่ พ่อแม่สอนให้แต่การสวดมนต์อย่างเดียว ก็เป็นเพราะพ่อแม่นั้นไม่รู้จัก สอนให้เด็กปฏิบัติอย่างอื่นที่ดีกว่านั้น, พุทธศาสนาหมายถึงการเรียนรู้ เรียกว่า ปริยัติ, แล้วจะ ต้องปฏิบัติด้วย เรียกว่า ปฏิบัติ, จนกระทั่งได้รับผลสำเร็จจากการ ปฏิบัตินั้น เรียกว่า ปฏิเวธ ต้องทำทั้ง ๓ อย่าง. การสวดมนต์เป็น เพียงแขนงน้อย ๆ ของปริยัติเท่านั้น ในเมื่อครูบาอาจารย์ บิดามารดา ไม่รู้อะไรกว่านี้ และเมื่อเด็กยังมีสติปัญญาอ่อน ไม่กล้าแข็งพอที่จะรู้ ลึกซึ้งถึงเรื่อง จิตว่างจากกิเลส ; การสอนให้รู้จักสวดมนต์ ก็ยังดีกว่า ไม่สอนเสียเลย อย่างน้อยก็ยังให้เกิดศรัทธาอันจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ให้เกิดปัญญาต่อไป. อย่าคิดว่า พุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ทำให้คนเชื่องช้า. จิตที่ว่างนั้น เป็นจิตที่ว่องไวที่สุด. มีผู้เรียนถาม ว่าการทำวิปัสสนา มีความหมายอย่างไร ? ท่านพุทธทาส : วิปัสสนา คือ การทำให้เห็นแจ้ง วิ = แจ้ง, วิเศษ ; ปัสสนา = เห็น ; เห็นอะไร ? เห็น ธรรมะ คือ ความจริงของสิ่งทั้งปวง. ถ้าเห็นความจริง เสียแล้ว จิตจะว่างจากกิเลส. จิตที่วุ่นนั้นแหละคือจิตที่งุ่มง่ามที่สุด
น.314 ยังมีคนเข้าใจผิดเรื่อง วิปัสสนา. เพียงการไปนั่งภาวนา พึมพำ ก็เรียกว่า วิปัสสนาแล้ว ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียก. อย่างไร ก็ตาม ยอมรับว่า การทำให้จิตสงบเป็นเบื้องต้นของวิปัสสนา (บุพพภาค) ถ้าจิตสงบเป็นสมาธิก็จะเห็นแจ้งได้ง่าย โดยพิจารณาความจริงต่อไปอีก เมื่อจิตเป็นสมาธินั้น เป็นจิตที่พร้อมจะทำงานแล้ว. การเห็นแจ้ง เรียกอีกอย่างว่า เป็น ญาณ มีแบ่งออกเป็น ญาณขั้นต่าง ๆ แล้วแต่ว่าจะเห็นแจ้งในแง่ใด แต่ในที่สุดก็ไปรวมอยู่ที่ว่า ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นเรา เป็นของเรา. เพราะฉะนั้น การทำอะไร ก็ตาม อย่ายึดถือว่าเป็นเราเป็นเขา แล้วจะทำได้ดี. ในการเรียนอย่ายึดว่า ตัวเองจะต้องเรียนให้เก่งกว่า คนอื่น ๆ ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะขายหน้า ; จงเรียนด้วยจิตที่ ว่าง มีเจตนาอย่างเดียวว่าจะเรียนให้ดีที่สุด ถ้าจิตวุ่นกังวล เป็นห่วงผลที่เกิดข้างหน้าว่าจะไม่ดี ก็จะเรียนไม่ได้เต็มที่ และ ถ้าควบคุมไว้ไม่ดี อาจชักพาให้ไปในทางทุจริตคดโกงได้. "ว่าง" ไม่ใช่ว่า ไม่มีอะไร แต่ว่างจากความรู้สึกที่เห็น แก่ตัว สติปัญญายังมีอยู่พร้อม. การใช้ปัญญาคิดนึกสามารถจะทำได้ โดยไม่จำต้องมีความรู้สึกว่า "ตัวเรา". เราปฏิบัติพุทธศาสนาก็เพื่อให้ จิตหลุดพ้นจากความวุ่น คือ egoism นี้. เมื่อปาฐกถาคราวที่แล้ว ผมได้ยกตัวอย่างเรื่องการยิงปืน ถ้ายิงด้วยจิตที่ว่างจะถูกเป้าหมายทุกที ถ้าจิตวุ่นว่ากูจะต้องยิงให้ถูก ถ้า
น.315 ไม่ถูกคนจะหัวเราะเยาะ ตนเองจะขายหน้า ก็จะทำให้ใจสั่นมือสั่น และ ยิงผิด. หรือถ้าจิตว่างแล้วจะสุขไปหมดไม่ว่าจะทำอะไร, แม้จะโกย ท้องร่องที่สกปรกเหม็นเน่า. แต่ถ้าจิตวุ่น แม้ไม่ทำอะไรเลย หรือ ทำงานที่มีเกียรติสูงก็ไม่มีความสุข. เพราะฉะนั้น จึงต้องฉลาดในการ ทำให้จิตว่าง เพื่อให้ทำงานได้อย่างเพลิดเพลิน. ที่พ่อแม่สอนให้เรา สวดมนต์ ถ้าเราตั้งใจสวดด้วยความพอใจ ก็ทำให้จิตว่างได้บ้าง เหมือนกัน. นิสิตคนหนึ่งเรียนถามว่า ศีลข้อ ปาณาติบาต ที่ห้ามฆ่าสัตว์แต่คนก็ยังรับประทาน เนื้อสัตว์ จะเป็นการร่วมมือกับคนขายเนื้อสัตว์ในการทำผิดศีล หรือเปล่า ? ท่านพุทธทาส (ตอบว่า) ปัญหาอย่างนี้เคยมีมาแล้วในครั้งพุทธกาล ในฝ่ายมหายาน ก็มีการถกเถียงกันมาก จนกลายเป็นสูตรใหญ่สูตรหนึ่ง. การกินเนื้อสัตว์ โดยไม่ได้ฆ่าเองนับเป็นการร่วมมือในการฆ่าสัตว์ด้วยหรือไม่ เราต้อง แบ่งออกเป็นขั้น ๆ. ศีลบัญญัติไว้ว่า เจตนา เป็นตัวศีล. ศีลจะขาดหรือ ไม่ขาดอยู่ที่ตัวเจตนา. เช่นคนกินยาถ่าย ตั้งเจตนาว่าจะฆ่าสัตว์ที่อยู่ ในท้องหรือเปล่า ถ้าใครตั้งใจเช่นนั้น ก็ถือเป็นบาป, แต่ถ้าเจตนา เพียงเพื่อบำบัดโรคขจัดความลำบากของร่างกาย ไม่คิดไปถึงว่าจะต้องฆ่า มันให้ตายให้ได้ ก็เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ และไม่ขาดศีล.
น.316 ศีล เป็นสิ่งที่ศาสดาบัญญัติขึ้น ไม่ใช่สัจจธรรมตาม ธรรมชาติ ; เพราะฉะนั้นเมื่อท่านบัญญัติว่าอยู่ที่เจตนา จะทำอะไรก็ดู ที่เจตนา เมื่อไปซื้อเนื้อ ใครบ้างที่คิดว่าซื้อเพื่อให้คนขายได้ฆ่าสัตว์อีก มาก ๆ. หลักของพุทธศาสนาไม่มากไม่น้อยเกินไป เป็นกลาง ๆ. อย่าคิดเสียว่าจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด หรือตรงกันข้ามไม่คิดเสียเลย. ต้องให้เข้าใจความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าว่าที่บัญญัติศีลขึ้นนั้น ก็เพื่อ จะกล่อมเกลานิสัยจิตใจของคนไม่ให้ทารุณโหดร้าย ให้มีความเมตตา กรุณา. ถ้าคิดว่าทำอย่างไรจึงจะมีความเมตตากรุณา จะเว้นไม่กิน เนื้อสัตว์เสียเลย พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ห้าม. บางลัทธิเขามีหลักปรัชญาเป็นข้ออ้าง ในการสร้างความ เมตตากรุณา โดยกินเนื้อสัตว์ได้ เช่น ยึดถือหลักอนัตตาบ้าง หรือว่า เนื้อสัตว์ก็มาจากพืช เพราะสัตว์กินพืช วัวกินหญ้า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ปลาเล็กก็กินพืช เพราะฉะนั้น จะกินเนื้อหรือกินพืช ก็มีความหมาย เท่ากัน อย่างนี้ก็มี ; แต่พุทธศาสนาไม่มีหลักเช่นนั้น. พระพุทธเจ้า ไม่ได้บอกว่า คนต้องไม่กินเนื้อสัตว์ การกินเนื้อสัตว์ของภิกษุมีความหมายอย่างไร ? ภิกษุไม่ได้คำนึง ถึงว่าเป็นเนื้อ เป็นพืช เป็นอะไร ๆ เลย. อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์เลย แม้แต่ "อาหาร" ภิกษุก็ไม่ประสงค์จะกินอยู่แล้ว, ที่ยังกินอยู่ ก็เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น มิใช่เพื่อ อย่างอื่น. เพราะฉะนั้น เมื่อชาวบ้านให้ทานมาอย่างไรก็กิน อย่างนั้น.
น.317 จะเปรียบเทียบให้ฟังว่า : พ่อแม่อุ้มลูกน้อยข้ามทะเลทราย เกิดไปหลงทางหาทางออกไม่ได้ ได้รับความลำบากมากจนลูกน้อยนั้นตาย. พ่อแม่พยายามนั้นค้นหาทางออกก็ออกไม่ได้ เสบียงอาหารที่เตรียมไปนั้น หมดแล้ว ต้องกินเนื้อลูกที่ตายเป็นอาหารให้พอประทังชีวิต เพื่อหา ทางออกจากทะเลทราย. เห็นได้ว่า พ่อแม่ไม่มีเจตนาจะกินเนื้อลูก ที่รักเลย แต่จำต้องกินเพื่อเลี้ยงชีวิตไว้. เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงกิน อาหาร โดยคำนึงถึงว่าเหมือนกับพ่อแม่ที่ต้องกินเนื้อลูกในทะเลทราย ฉะนั้น เจตนาจึงบริสุทธิ์. มีบางพวกที่เขาถือเคร่งครัดไม่ยอมให้กินเนื้อสัตว์เลย จน เกิดมีพระสูตรเรื่องราวเกิดขึ้น อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา ที่ไม่ให้กินเนื้อ สัตว์. ถ้าใครจะเชื่อและปฏิบัติตามก็ไม่เสียหายอะไร แต่สำหรับพวก ที่เรียกว่า vegetarian ของฝรั่งนั้น เป็นเรื่องของเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าในด้านจิตใจ คือกล่าวว่า ผักบางอย่างให้ประโยชน์แก่ร่างกาย มากกว่าเนื้อสัตว์ ทำให้สบาย หรืออายุยืนกว่าการกินเนื้อสัตว์ แต่ภิกษุ นั้นไม่มีเวลาจะเลือกกินอย่างนั้นอย่างนี้ จึงต้องปล่อยไปตามเรื่อง. มีความเปรียบที่ดีอีกอันหนึ่งว่า "กินอาหารเหมือนกับ น้ำมันที่หยอดเพลาเกวียนให้ลื่น" หมายความว่า กินพอกับความ ต้องการของร่างกาย เหมือนเพลาเกวียนที่ต้องการน้ำมันหยอด เพียงเพื่อให้ลื่นเท่านั้น ไม่เคยมีใครหยอดกันเป็นตุ่มเป็นไห. ความสำเร็จประโยชน์ที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ความถูก ต้องเหมาะสม.
น.318 ธรรมกถา - ๒ - ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ การสอนธรรมะในมหาวิทยาลัย คำกล่าวนำ ของศาสตราจารย์ ผู้เป็น เลขาธิการจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ประธานในพิธี ในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในมหาวิทยาลัย ๓๐ ปี รู้สึกว่าแนวการศึกษาจะเปลี่ยน เข็มไปทางด้านวัตถุเรื่อย ๆ จนลืมไปว่า มนุษย์เราที่เป็นสัตว์โลกที่ประเสริฐนั้น จะต้อง มีการศึกษา ทั้งในด้านวัตถุ และทางด้านจิตใจให้สมดุลย์กัน. ฉะนั้น การสัมนา ใน บ่ายวันนี้ ในเรื่องที่จะบรรจุพระพุทธศาสนา อยู่ในหลักในมหาวิทยาลัยนั้น นับว่ามีความ สำคัญมาก, เพราะจะเป็นการเริ่มต้นอีกก้าวหนึ่งไปในทางที่ดี ที่ใหม่ ที่เหมาะสม ที่อาจ เป็นได้. จึงหวังว่าคงจะได้แนวความคิดเห็น จากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาร่วมสัมนา ในวันนี้ เพื่อจะได้แนวความคิดอันนี้ ให้คณะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยขบคิดกันต่อไป. ๒๙๗
น.319 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอนวิชาธรรมะ ในมหาวิทยาลัย ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวนำ ในการเปิดสัมนา ว่าด้วยการศึกษาพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย อาตมาภาพได้รับคำขอร้อง ให้มาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับโครงการ ที่จะมีการสอนพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัย และข้อความที่จะกล่าวนี้ก็เป็นเพียง ความคิดเห็น เท่าที่จะประมวลมาได้ว่าควรนำมาแถลงในที่ประชุม และส่วนใหญ่ก็เป็น การแถลงถึง สิ่งที่พึงประสงค์ หรือ ความมุ่งหมาย เป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าหากว่า ทุกท่านที่จะร่วมมือ ไม่เห็นด้วยในวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายแล้ว ก็เชื่อว่าจะเป็น การล้มเหลวอย่างแน่นอน, ฉะนั้นขอเวลาโอกาสประมาณสัก ๔๕ นาที เพื่อแสดงความ คิดเห็น. เกี่ยวกับสิ่งที่จะแถลงนี้ ขอแยกเป็นส่วน ๆ ดังต่อไปนี้ ส่วนแรกนั้นจะแถลงถึงสิ่งที่จะสอน สิ่งที่จะสอนในที่นี้อยากจะเรียกสั้น ๆ ว่า "ธรรมะ". เพราะว่าคำนี้เป็น คาที่เก่าแก่ที่สุดตั้งแต่ก่อนพุทธกาล กระทั่งมาถึงพุทธกาล และกระทั่งเวลานี้ก็ยังใช้อยู่. อย่างในครั้งพุทธกาลเขาใช้คำว่าธรรมะเหมือนกันหมด ไม่ว่าลัทธิไหน ศาสนาไหน แม้แต่ลัทธิที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพุทธศาสนา เขาก็ยังใช้คำว่าธรรมะนี้ เรียกสิ่งที่จะสอน ที่จะ เรียน หรือปฏิบัติ อย่างจะทักถามกัน ก็ถามว่า ท่านชอบธรรมะของใคร ? เช่น ท่านชอบธรรมะของ พระสมณโคดม หรือชอบธรรมะของนิคันถนาฏบุตร อย่างนี้เป็นต้น
น.320 นี้เป็นสำนวนที่พูดกันในครั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราจะถือเอาคำว่า ธรรมะนี้ในฐานะ เป็นชื่อของสิ่งที่จะสอน. แต่ว่ามีสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าธรรมะนั้นมีหลายแง่, ธรรมะใน ฐานะที่เป็นศาสนานั่นแหละที่เราต้องการ. แต่ว่าศาสนาก็ยังมีศาสนาอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องระบุว่าพุทธศาสนา, ธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสนาและตามอุดมคติ ของพุทธศาสนา นี่แหละ. คือถ้าจะให้คำจำกัดความ อาตมาขอจำกัดความว่า "ธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสนา และตามอุดมคติของพุทธศาสนา". เพราะเหตุว่าธรรมะ ในฐานะที่เป็นปรัชญา เป็นศีลธรรม เป็นวัฒนธรรม แม้ที่สุดเป็นวรรณคดี เป็น ประวัติศาสตร์ก็ยังมี จึงต้องมุ่งหมายเอาธรรมะที่เป็นตัวศาสนา. ธรรมะในฐานะที่เป็นศาสนานี้ หมายถึงความรู้และการปฏิบัติตามความรู้ จนได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น, ร่วมกันจึงเป็นศาสนา. คือต้องเป็นส่วนประกอบของ ความรู้ และปฏิบัติตามความรู้นั้น และได้ผลจากการปฏิบัตินั้นโดยถูกต้อง ซึ่งเรียกเป็น บาลีว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นั่นเอง แต่ต้องรวมกันทั้ง ๓ อย่าง จึงเรียกว่า ศาสนา. ถ้าจะกล่าวอย่างที่จะกล่าวในมหาวิทยาลัยอย่างนี้ ก็หมายถึงการกระทำให้เกิด ความรู้ แล้วก็ทำตามความรู้นั้น จนเกิดผลขึ้นมา เมื่อครบถ้วนเช่นนี้ ก็เรียกว่าเป็น ศาสนาขึ้นมา. ถ้าเป็นแต่สอนเพียงส่วน ๆ ยังไม่เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ นี้เรียกว่า ตัวจริงของสิ่งที่จะสอน ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นพุทธศาสนา และตาม อุดมคติของพุทธศาสนาด้วย. อยากจะขอแทรกสักนิดหนึ่ง ในความหมายของคำว่า "ตามอุดมคติของ พุทธศาสนา", ถ้าการสอนการเรียนและปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามหลักของ
น.321 พระพุทธศาสนาจริงแล้ว จะไม่ขัดกับหลักของศาสนาอื่น โดยประการทั้งปวง ขอแต่เพียงให้ถูกต้องและตรงตามหลักของพุทธศาสนาเท่านั้น ฉะนั้น เราจึงไม่ต้องเป็น ห่วงถึงข้อที่จะไปขัดกับลัทธิศาสนาอื่น. นี่คือสิ่งที่จะสอน. ชื่อที่จะเรียก น่าจะมีปัญหาว่า ถ้าใช้ชื่อที่จะเรียกไม่เหมาะสมแล้ว นิสิตหรือนักศึกษาจะ อิดหนาระอาใจ จะรู้สึกฝืน. ฉะนั้น ขอให้ที่ประชุมพิจารณาด้วยว่า ชื่อที่จะเรียกนี้ เรียกว่าอะไรดี ตัวจริงนั้นคือธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสนาตามอุดมคติของพุทธศาสนา. แต่ว่าเราจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่นจะใช้คำว่า ธรรมปรัชญา จริยปรัชญา พุทธปรัชญา หรือชีวิตปรัชญา เป็นที่สุด. หรือจะเป็นคำตรง ๆ ว่า ธรรมวิทยา นี่ก็ หมายถึงธรรมะ. คำว่าธรรมวิทยา ก็หมายถึงความรู้ที่เกี่ยวกับธรรม นั่นก็ตามความหมาย เดิมนั่นเอง แต่ว่าถ้าจะใช้คำว่าปรัชญาก็ให้ระวังให้ดีว่า จะเป็นเรื่องที่เหลือเพื่อไปก็ได้. นี่เรียกว่าชื่อวิชาที่จะบรรจุเข้าไปในหลักสูตรนั้น. รูปของวิธีการที่จะสอนสิ่งนี้ อาตมามีความเห็นว่า ควรจะให้เป็นไปในรูปของจริยศึกษา โดยมีจริย- ศึกษาเป็นวัตถุที่มุ่งหมาย. แต่ว่าอย่างไรก็ตาม จริยศึกษาย่อมอาศัยหรือยึดหลักวิชา ซึ่งเป็นพุทธิศึกษาอยู่ในตัว, ฉะนั้น จึงไม่เว้นที่จะต้องสอนในรูปของพุทธิศึกษาด้วย, แต่พุทธิศึกษานั้น กว้างไป จนถึงกับว่า เพียงแต่ให้เรียน ให้ท่องจำ ให้ตอบคำถามได้
น.322 ก็พอแล้ว อย่างนี้ไม่พอสำหรับจริยศึกษา. ฉะนั้น เราจึงต้องสอนพุทธิศึกษาใน ฐานะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่จริยศึกษาโดยตรง. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่าจะสอนเรื่องหิริโอตตัปปะ คือ ความละอาย บาปกลัวบาป, ถ้าสอนในฐานะพุทธิศึกษาก็ง่าย บอกกันพักเดียว จดกัน พักเดี๋ยวก็เหลือเฟือ. แต่ถ้าจะสอนในรูปของจริยศึกษาแล้ว ไม่ใช่ของง่ายเลย, คือก็จะต้องทำทุกอย่างทุกทาง จะเป็นการพูดอธิบาย หรือแสดงด้วยตัวอย่าง หรืออะไรก็สุดแท้ จนผู้ศึกษานั้นเกิดความรู้ ความเข้าใจและเห็นจริงเห็นแจ้ง ถึงขนาดที่จะเกิดความสลดสังเวชขึ้นในใจ มีผลคือเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาได้ จึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องของจริยศึกษา. คำที่นำมาพูดมาสอนนั้น ต้องมีอำนาจ พอที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาได้จริง ไม่เพียงแต่ให้จำได้ ให้ตอบคำถามได้. ฉะนั้น วิธีสอนจึงต้องประกอบด้วยจิตวิทยา และอื่น ๆ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะเกิดผล เป็นจริยศึกษา. ในที่นี้ ขอให้สังเกตว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุ ในที่ประชุมของภิกษุ สอนธรรมนั้น ถ้าดูกันผิว ๆ ก็จะเป็นรูปของพุทธิศึกษา คือพูดเรื่อย ๆ ไป. แต่ถ้า สังเกตให้ละเอียดแล้วจะพบว่าคำพูด สิ่งที่พูด หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในขณะนั้น ทำให้เกิดผลลึกมากทีเดียว. ยกตัวอย่างเช่น สูตรบางสูตร ซึ่งแสดงต่อหน้ากองไฟ ที่กำลังลุกโชนอยู่ มีผลทำให้ภิกษุเปลี่ยนจิตใจ เกิดความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ถึงกับว่า พวกหนึ่งบรรลุความเป็นพระอรหันต์ที่ตรงนั้น พวกหนึ่งอาเจียนเป็นโลหิต ตายที่ตรงนั้น อย่างนี้เป็นต้น. ทั้งที่คำพูดอย่างเดียวกัน และก็พั่งร่วมกันที่ตรงนั้น แต่ว่ามีผลที่จะเกิดแก่จิตใจนั้นต่างกันมากถึงขนาดนี้.
น.323 นี่เป็นตัวอย่างที่พอจะนำไปเปรียบเทียบว่า สอนในรูปของพุทธิศึกษากับสอน ในรูปของจริยศึกษานั้นต่างกันอย่างไร. เกี่ยวกับสิ่งที่จะสอน อาตมาก็มีความคิดนึกเท่านี้. ความมุ่งหมาย อาตมาภาพขอร้องหรือวิงวอนต่อที่ประชุมนี้ว่า โปรดพิจารณากันเป็นพิเศษ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่จะต้องรับภาระหนักในการสอน. ความมุ่งหมายของการสอน พระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาเช่นนี้ ขอให้มองกว้างย้อนหลัง หรือมุ่งไปข้างหน้า ให้เป็นวงกว้าง. พูดสั้นๆ ก็คือเห็นแก่ประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ อาตมาขอแยก ความมุ่งหมายออกเป็นสองอย่างสั้น ๆ คือว่า: เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหนึ่ง และเพื่อแก้ปัญหาตลอดกาล นั้นอีกอย่างหนึ่ง. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้ แม้อาตมาจะไม่ระบุ ก็เชื่อว่าท่านผู้ทรง คุณวุฒิทั้งหลายย่อมทราบด้วยตนเองว่า หมายถึงอะไร. ข้อนี้หมายถึงเรามุ่งจะ แก้ความมืดมัว และตกต่ำของจริยธรรมแห่งยุคปัจจุบัน. อาตมาใช้คำว่ามืดมัว และตกต่ำ. ขอให้สนใจคำว่า "มืดมัวและตกต่ำ" และคำว่า "ของจริยธรรม ในยุคปัจจุบัน" ก็หมายความว่า "ในปัจจุบันนี้จริยธรรมที่จะคุ้มครองหรือว่า ปกป้องมนุษย์โลกเรานี้ตกต่ำจนคล้าย ๆ กับว่า มนุษยชาติเราขาดสิ่งที่เป็นที่พึ่ง อันถาวร อันแท้จริง อันมั่นคง". เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็คงจะมองเห็นกันได้ว่า เป็นความสำคัญมาก ที่จะต้องรีบแก้ไขความมืดมัวและตกต่ำของจริยธรรมแห่ง ยุคปัจจุบัน.
Buddhadasa