น.324 สำหรับปัญหาที่จะแก้ตลอดกาลนั้น ขอจำแนกเป็นข้อ ๆ ข้อที่ ๑. เราหวังจะให้วิชาที่นักศึกษา ศึกษาอยู่ทุกแขนง พาผู้ศึกษา ไปถึงอุดมคติที่เป็นจุดหมายปลายทางได้. ข้อนี้อาตมาหมายความว่า ถ้าขาดวิชาทางพุทธศาสนาหรือทางธรรมนี้แล้ว วิชาทุกแขนงไม่สามารถพาผู้ ศึกษาไปถึงจุดหมายปลายทาง ที่เป็นการปลอดภัยและ ได้รับผลอันสมบูรณ์ ; แม้ที่สุดแต่จะเรียน ถ้าไม่ประกอบด้วยจิตใจที่เป็นธรรมแล้ว ก็เรียนไม่ได้ดี. นี้เป็นเรื่องยาว ควรจะศึกษาค้นคว้า หรือพูดกันในคราวอื่นว่า ถ้ารู้จักทำจิตใจให้เป็นธรรม คือว่างจากกิเลสและสิ่งรบกวนนั้น แม้แต่กำลังเรียน เป็นนักเรียนอยู่ก็เรียนได้ดี และเรียนแล้วก็สามารถจะเอาวิชานั้นไปทำประโยชน์ ได้เต็มที่ เพราะว่าไม่ถูกดึงหรือไม่ถูกรบกวนจากสิ่งที่เป็นข้าศึกทางจิตใจ. ข้อที่ ๒. จะแก้ปัญหาที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด". โรคความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนี้ ขอให้ถือว่าเป็นโรคตลอดกาล. ในยุค ปัจจุบันรู้จักกันดีอยู่แล้ว : การที่เราบังคับตัวเองไม่ได้ มีจิตใจไม่เหมาะสมแก่ความเป็น มนุษย์แล้ว วิชาจะท่วมหัวเสมอไป; หมายความว่าเต็มไปด้วยความพันเพื่อน เต็มไป ด้วยความงง ไม่แจ่มกระจ่าง และก็เอาตัวรอดไม่ได้ ในข้อที่บังคับตัวเองให้อยู่ใน ร่องในรอยของวิชา หรือของความมุ่งหมายนั้น ๆ ไม่ได้. ถ้าพูดสั้น ๆ แต่เพียงว่า พวกที่มี ปริญญาสูงก็ยังทำผิด จนทำความเสียหายร้ายแรงขึ้นมา, นี้เป็นคำอธิบายที่ดีแล้ว ว่าวิชา ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด.
น.325 ผู้ที่มีจิตใจประกอบด้วยธรรมะนั้นจะรู้จริง ปฏิบัติจริง ปฏิบัติหน้าที่จริง ๆ จึงได้ผลจริง เมื่อเรียนก็เรียนจริง รู้ก็รู้จริง ทำก็ทำจริง จึงได้ผลจริง ; เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นโรควิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. ข้อที่ ๓. เพื่อป้องกันไม่ให้ความรู้เกิดเป็นพิษขึ้น. ขอให้ทำในใจถึงว่า ความรู้นี้เป็นพิษได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในสูตร หนึ่งเรียกว่า อลคัททูปมสูตร กล่าวถึงความรู้ที่กลายเป็นงูพิษขึ้นมา. เมื่อเรามีจิตใจที่ ถูกครอบงำด้วยกิเลสมากเกินไปแล้ว ความรู้หรือปริยัตินั้นจะกลายเป็นงูพิษ. ถ้าพูดกันตรงๆ อย่างสมัยนี้ เดี๋ยวนี้ก็ว่า เพราะความรู้เป็นพิษนั่นแหละ โลกสมัยนี้จึงมีปัญหาเรื่องระเบิดปรมาณู หรือนิวเคลีย อะไรเหล่านี้ขึ้น. ถ้า ความรู้ไม่เป็นพิษ สิ่งเหล่านี้จะเกิดไม่ได้. คำว่า ความรู้เป็นพิษ หมายความว่า สิ่งที่วิเศษ ที่ยกย่องบูชากันนักหนานั่นแหละ เมื่อทำผิดวิธีแล้วก็เกิดเป็นพิษ, แล้วก็ต้องเป็นพิษร้ายแรงสมกับที่ยกย่องบูชากันนักหนาทีเดียว. การศึกษา ธรรมะนี้จะป้องกันความรู้ไม่ให้เป็นพิษได้ จะเห็นเองได้ในเมื่อศึกษาธรรมะ แล้ว. ข้อที่ ๔. เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุเกิดเป็นพิษขึ้น. สิ่งที่เรียกวัตถุ อาตมาขอเรียกกันตามที่เรียกกันทั่วไป ดังที่เดี๋ยวนี้มีปัญหาเกี่ยว กับ materialism คือว่ามัวเมาในวัตถุ, วัตถุเกิดเป็นพิษขึ้นมา ในเมื่อจิตใจไม่ได้ประกอบไป ด้วยธรรมะ. ฉะนั้น ความรู้ธรรมะที่ถูกต้องจึงป้องกันไม่ให้วัตถุเกิดเป็นพิษขึ้นมาในโลก.
น.326 แต่เราสามารถทำให้มันก้าวหน้าทางวัตถุยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำไป; แต่ว่าถึงอย่างไร ๆ ก็จะ ไม่เป็นพิษขึ้น คือไม่เป็นอันตรายขึ้น. ทีนี้ถ้าเราขาดความรู้ทางธรรมะแล้ว แม้ทางวัตถุจะไม่ก้าวหน้าก็ยังเป็นพิษอยู่ นั่นเอง, เป็นพิษทั้งที่ไม่ก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่มีน้อยกว่าเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำไป. แต่ถ้ามีธรรมะ เข้ามาควบคุมแล้ว ให้ความก้าวหน้าทางวัตถุดำเนินยิ่งไปกว่าเดี๋ยวนี้หลายเท่า หลายสิบเท่า ก็ไม่อาจเกิดเป็นพิษขึ้นมาได้ เพราะอำนาจของธรรมนั้น. ข้อที่ ๕. เราอยากจะให้ยุวชนของเรา เป็นนักคิดที่สามารถมองชีวิตใน ด้านลึก หรือแท้จริงได้. เพราะว่าการศึกษาแขนงอื่นนั้นไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ ของเรา สามารถเป็น นักคิดที่มองชีวิตในด้านลึกได้. ถ้าเราจะย้อนไปศึกษาดูเรื่องสมัยกรีกที่นิยมปรัชญา จนกลายเป็นแดนแห่งปรัชญาหรือสมัยแห่งปรัชญานั้น, เมื่อเราดูความมุ่งหมายแห่ง ปรัชญาทั้งหมดนั้นแล้ว เรากลับพบไปรวมจุดเดียวกันว่า เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นนักคิด และมองสิ่งต่าง ๆ อย่างลึก รวมทั้งชีวิตด้วย. ตัวปรัชญาแท้ ๆ นั้นเกือบจะเอาไปใช้อะไรไม่ได้ เกือบจะเป็นสิ่งที่เหลือเพื่อ ; แต่ว่าความฉลาดที่เกิดขึ้นจากการเป็นนักปรัชญานั้น ทำให้สามารถมองชีวิตในด้านลึก, เพราะความสามารถในด้านนี้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด, ซึ่งจะเป็นพลเมืองก็ดี ชนชั้น ปกครองก็ดี เจ้าหน้าที่ศาสนาก็ดี ถ้าไม่สามารถมองชีวิตในด้านลึกแล้ว จะล้มเหลวหมด จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับอีกหลายอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันเนื่องอยู่กับ ชีวิตในด้านลึกเสมอไป.
น.327 ข้อที่ ๖. นั้น เรามุ่งหมายจะให้นักศึกษาของเราชนะอารมณ์ หรือเป็น ผู้ควบคุมอารมณ์ได้ เอาชนะอารมณ์ได้. อารมณ์ในที่นี้เป็นคำทางศาสนา ซึ่งหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส รวม ความก็คือ สิ่งยั่วยวนนั่นเอง. ถ้านักศึกษาหรือยุวชนของเราชนะอารมณ์ไม่ได้ การเรียนนั้นจะมีผลอย่างไม่ เป็นที่พอใจ และจะไม่สนุก ไม่รู้สึกเพลิดเพลินในการเรียนด้วย และจะไม่ประสบผล สำเร็จเต็มตามความมุ่งหมาย. นักเรียนที่เรียนด้วยความเป็นทาสของอารมณ์นั้น ย่อม เป็นไปอย่างหนึ่ง, นักเรียนที่เรียนไปด้วยความรู้สึกที่เป็นนาย หรืออยู่เหนืออารมณ์นั้น ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง. ขอให้สังเกตดูว่ายุวชนที่เป็นนักศึกษาของเราสมัยนี้ เรียนอยู่อย่างขะมักเขม้น ในวิชาที่ตนเรียนนั้น ในลักษณะที่เป็นทาสของอารมณ์ หรือเป็นนายของอารมณ์. ถ้าตกอยู่ในฐานะเป็นทาสของอารมณ์แล้วก็จะทำหวัด ๆ ไป พอให้แล้ว ๆ. เพราะว่าเมื่อสอบได้มีปริญญาแล้ว ก็ไปแสวงหาอารมณ์ได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นทาสของ อารมณ์ ฉะนั้น จึงไม่เป็นผู้ที่มีความรู้ดี และสมบูรณ์ และไม่มีจิตใจที่เหมาะสม แม้แต่ จะเป็นพลเมืองที่ดี. อย่าว่าแต่จะไปเป็นครูบาอาจารย์ที่ดี หรือนักปกครอง ผู้บังคับบัญชาที่ดี แม้แต่จะเป็นพลเมืองที่ดีก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่สามารถบังคับตัวเอง ไม่อยู่ในอำนาจของ ความรู้สึกฝ่ายสูงอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น การที่เราจะอบรมเด็ก ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ มาทีเดียว
น.328 ให้มีความรู้ความสามารถในการที่จะควบคุมอารมณ์ เอาชนะอารมณ์ได้นี้ นับว่าเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา. ขอแทรกสักนิดเถอะว่า การปฏิบัติขั้นสูงสุดที่ทำให้เป็นพระอรหันต์ในพระ- พุทธศาสนานั้น ก็อยู่ตรงที่สามารถเอาชนะอารมณ์นี้เหมือนกัน คือมีพระพุทธศาสนสุภาษิต ชัด ๆ สั้นๆ ตรัสแก่พระพาหิยะว่า "ดูก่อนพาหิยะ, ถ้าเธอได้เห็นรูป สักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียง สักแต่ว่าได้ยิน ได้ดมกลิ่น สักแต่ว่าได้ดม ได้ลิ้มรส สักแต่ว่าได้ลิ้ม ได้สัมผัสทางผิวกาย สักแต่ว่าได้สัมผัส อย่างนี้แล้วเมื่อนั้นตัวเธอจะไม่มี เมื่อตัวเธอ ไม่มี การวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่มี นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์" นี้หมายถึงการบรรลุ พระนิพพาน หรือพระอรหันต์. ถ้าหากว่าอารมณ์ครอบงำจิตใจไม่ได้แล้วไม่เกิดตัณหา คือความอยากอย่างนั้น อย่างนี้, แต่มีสติปัญญาว่าจะจัดการกับสิ่งนั้น ๆ อย่างไร. ฉะนั้น จึงไม่เกิดตัณหาและ ไม่เกิดอุปาทานว่าตัวเรา ว่าของเรา ดังนั้นจึงเรียกว่า "ตัวเธอไม่มี". ฉะนั้น จึงหมายถึง เป็นพระอรหันต์หรือบรรลุนิพพาน. นี้เป็นอันแสดงว่าธรรมะในทางพุทธศาสนาขั้นสุดยอดก็ดี ขั้นพื้นฐานก็ดี ย่อมอยู่ที่การเอาชนะอารมณ์ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมอารมณ์ได้. ฉะนั้น ขอให้เรา มุ่งหมายข้อนี้เป็นส่วนใหญ่ คล้าย ๆ กับว่าเป็นมาตรฐานหรือพื้นฐานของข้ออื่น ๆ ด้วย. ข้อที่ ๗. จะเห็นเป็นส่วนปลีกย่อยหรืออะไรก็สุดแท้. อาตมาอยากขอร้อง ให้นึกว่า เพื่อสร้างครูบาอาจารย์ และผู้บังคับบัญชาที่ดีในกาลข้างหน้า.
น.329 ออภัยอย่าได้โปรดเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เราไม่มีครูบาอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชาที่ดี, แต่ว่าท่านทั้งหลายก็คงอธิบายได้เองว่า เรายังต้องการครูบาอาจารย์ หรือผู้บังคับ บัญชาที่เตรียมไว้ข้างหน้าที่ดียิ่งขึ้นไปอีก. ใคร ๆ ก็ย่อมจะเห็นว่า ถ้าครูทรุด ต่ำลงไปแล้ว นักเรียนนั้นก็จะทรุดต่ำลงไป, และเมื่อนักเรียนนั้นมาเป็นครู อีกชั้นหนึ่ง ก็จะเป็นครูที่ต่ำไปกว่าระดับเดิมอีก ; นักเรียนก็จะต่ำลงไปอีก มีแต่เดินไปในทางต่ำ. แม้ในทางคณะสงฆ์ในปัจจุบันนี้ ก็ประสบปัญหาอย่างนี้อยู่เหมือนกัน คือ ครูบาอาจารย์ที่จะสอนธรรมนั้นตกต่ำ เราก็ต้องมีปัญหาที่จะแก้ไขครูบาอาจารย์ ให้ดี ให้สูงยิ่งขึ้นเหมือนกัน, เพราะว่ากำลังตกต่ำอย่างเต็มที่ และศิษย์ก็ตกต่ำลงไปเป็นลำดับ เพราะว่าศิษย์นั้นก็จะต้องมาเป็นครู และตกต่ำลงไปอีก. เพราะฉะนั้นความหวังที่จะสร้าง ครูบาอาจารย์ และผู้บังคับบัญชาที่ดีในกาลข้างหน้านั้น ขอให้เห็นเป็นเรื่องใหญ่ เรื่อง สำคัญ. ข้อ ๘. ขอให้ถือเอาความมุ่งหมายแห่งข้อนี้ เป็นการขึ้นศักราชใหม่ กันที. ที่แล้วมานั้นไม่พอ ความเป็นไปในทางจริยธรรมนั้นอยู่ในลักษณะที่ ต้องขึ้นศักราชใหม่กันแล้ว. ข้อนี้ขอให้อาศัยหลักของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสเป็นระเบียบไว้สำหรับปฏิบัติ ว่า ที่มันเป็นไปแล้วและกำลังเป็นอยู่ก็ตาม อย่าไปสะสางเลยว่ามันเป็นความผิดของใคร, ใครบกพร่อง เพราะว่าจะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทผิดใจกันเปล่า ๆ. เราสมัครขึ้น ศักราชใหม่กันดีกว่า โดยไม่ต้องสะสางหาความผิดกับของเก่า ; เพราะรู้แน่แล้วว่าอยู่ใน ฐานะที่ต้องเปลี่ยนรูปใหม่ทั้งหมดในการรู้และปฏิบัติ ทั้งในหลักวิชาและการปฏิบัติ.
น.330 การขึ้นศักราชใหม่ในทางศีลธรรมนี้ อาตมามีความเห็นว่า ศักราช เก่าที่เป็นการทำผิดนั้นใช้เวลาอย่างน้อย ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี โปรดนึกถึงข้อนี้ว่า การ ตกต่ำหรือมืดมัวทางศีลธรรมที่กำลังเป็นผลอยู่ในบัดนี้นั้น ไม่ใช่ผลของการ กระทำผิดในที่นี้ แต่เป็นผลของการกระทำที่ผิดมาแล้วอย่างน้อย ๑๕ ปี ๒๐ ปี มาแล้ว คือก่อนโน้น. ในการที่เราจะขึ้นศักราชใหม่นี้เราก็ต้องใช้เวลาถอยหลังเท่ากัน พูดได้ว่ามัน เท่า ๆ กัน. คือถ้าเราทำพลาดมา ๒๐ ปี มีผลอย่างนี้ การแก้ไขของเราก็จะต้องใช้ เวลาราว ๆ ๒๐ ปี เพื่อผลของการขึ้นศักราชใหม่ ๒๐ ปีข้างหน้าที่จะถึง, ไม่สามารถ จะเปลี่ยนกันปุบบับได้เดี๋ยวนี้, การเร่งมือ การเสียสละ เอาจริงเอาจังในขณะนี้ คือ การขึ้นศักราชใหม่เพื่อผล ๒๐ ปี ข้างหน้า. ข้อ ๙. อาตมาถือเพียงว่าเป็นผลพลอยได้ ถ้าหากว่ามีการเรียนวิชา ธรรมะขึ้นในสถาบันใหญ่ ๆ ซึ่งมีหลายคณะอย่างนี้ ก็จะมีผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง คือว่าการเรียนพุทธศาสนา หรือธรรมะนี้เรียนเหมือนกันหมด. นิสิตทุก ๆ กลุ่มทุก ๆ พวกนี้ ทุก ๆ คณะนี้ จะต้องมารวมจุดเดียวกันและศึกษา สิ่ง ๆเดียวกัน. ข้อนี้จะทำให้เกิดความสงสัยอย่างเดียวกัน เกิดปัญหาอย่างเดียวกัน เกิดการที่จะต้องขบคิดอย่างเดียวกัน การสังสรรค์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้น คือว่าจะทำให้บุคคล ทั้งหมดนั้นมีความสม่ำเสมอกัน ทั้งทางความคิดเห็นและทางการปฏิบัติ. สิ่งที่เรียกว่าความสามัคคีที่เราต้องการอย่างยิ่งนั้นมันมีรากฐาน มัน ขาดรากฐานไม่ได้. ถ้าไม่มีรากฐานแล้วมันเกิดไม่ได้ ; และรากฐานที่แท้จริง ก็คือความสม่ำเสมอกันในทางความคิดเห็นและทางการปฏิบัติ ซึ่งในทางธรรมะเรียกกันว่า
น.331 ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา. ทิฏฐิสามัญญตาหมายความว่า ความเสมอกันใน ทางความคิดเห็น ; ศีลสามัญญตา หมายความถึงความเสมอกันในทางปฏิบัติ คือ การเป็นอยู่. ถ้าหากนิสิตได้มาเรียนในสิ่งเดียวกัน มามีปัญหาอย่างเดียวกัน ร่วมกันปรึกษา หารือกันอยู่ทุกวัน ๆ อย่างนี้ ก็จะเหมือนกับหลอมให้เป็นคน ๆ เดียวกัน มันง่ายแก่การ ที่จะเกิดมีสิ่งที่เรียกว่าความสามัคคี, ฉะนั้น ความวิวาทกัน ทางความคิด ทางวาจา ทางกายนี้มี ไม่ได้. ไก่" เราจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยในการที่จะสร้างรากฐานอัน แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าความสามัคคี ซึ่งได้แก่ความเสมอกันในทางความคิดเห็น และ การกระทำ. เพื่อแก้ปัญหาตลอดกาลนี้ อาตมาหมายความว่าทั้ง ๔ ข้อนี้ ไม่ใช่ ปัญหาเฉพาะหน้าที่รีบด่วนเหมือนกับข้อแรก คือความตกต่ำ ทางจริยธรรม ; แต่หมายความว่าทั้ง ๔ ข้อนี้ทำได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นอันว่า ความมุ่งหมายนั้นมีอยู่สองประเภทอย่างนี้. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอน ข้อที่ ๑. สอนในลักษณะที่เป็นการอบรมมากกว่าที่จะเป็นลักษณะของ วิทยาการ. การอบรมเป็นจริยศึกษา, วิทยาการ, นี้เป็นพุทธิศึกษา. ฉะนั้น วิธีสอน จึงขอวิงวอนท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ให้เป็นไปในลักษณะอบรม คือมีผลทางจิตใจ
น.332 กิดขึ้นอย่างรุนแรงจนเปลี่ยนนิสัยใจคอของเขาได้ ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทำสำเร็จในการประกาศพระศาสนาของท่าน ก็คือการใช้หลักอย่างนี้ : คือท่านจะต้องเลือกคำพูด เลือกเรื่องที่พูด เลือกเวลาพูด เลือกสิ่งแวดล้อมในขณะ ที่พูด เหล่านี้เป็นต้น เพื่อให้คำพูดนั้นเกิดผลสะเทือนใจ ถึงขนาดที่ว่าคุ้ยเขี่ยนิสัยสันดาน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง. นั้นเราเรียกว่าการอบรมจริยศึกษาตามอุดมคติทางพระพุทธ- ศาสนา ไม่ใช่พูดอย่างนกแก้วนกขุนทอง แล้วก็พั่งอย่างเครื่องบันทึกเสียงบันทึกไว้ ; นี้ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายในการสอนธรรมะทางพระพุทธศาสนาเลย. ข้อที่ ๒. สอนวิชาธรรมะโดยตรงนี้ ถ้าประมาณแล้วก็ต้อง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องประกอบซึ่งเป็นเรื่องประวัติ ประวัติของการศึกษาหรือประวัติของ การเป็นมา หรือเรื่องอื่นรวมกันแล้วก็ไม่ควรเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นส่วนธรรมะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้น หมายความถึงเรื่องที่จะทำให้เกิด ความประพฤติปฏิบัติมีผลทางจิตใจ เปลี่ยนนิสัยสันดานได้นั่นเอง. ข้อที่ ๓. อยากจะให้เป็นเรื่องสอนชนิดที่ทำให้เกิดการเห็นแจ้งแทงตลอด. ข้อนี้ขอแบ่งผลที่เกิดจากการฟังเป็นสาม : คือว่า ความรู้อย่างหนึ่ง, ความ เข้าใจอย่างหนึ่ง, ความเห็นแจ้งแทงตลอดอย่างหนึ่ง. ถ้าเราเพียงแต่ได้ฟัง เราก็ได้ ความรู้ ; ฉะนั้น ความรู้นี้เราได้รับจากการฟัง. ที่เขยิบสูงขึ้นไป ที่เรียกว่าความเข้าใจ นั้นต้องได้มาจากการคิด เขาต้องเอาสิ่งที่ได้ฟังนั้นมาคิด คิดไปตามเหตุผล จึงจะได้ความ เข้าใจ. ฉะนั้น ความเข้าใจจึงสูงกว่าความรู้ และมาทีหลัง ; แต่ก็ยังไม่สูงถึงความเห็นแจ้ง แทงตลอด. ความเห็นแจ้งแทงตลอดนั้น คือเมื่อคิดจนเข้าใจแล้ว จะต้องไปทำดู หรือมีอะไรแสดงยิ่งไปกว่าเหตุผล. โดยมากย่อมเป็นไปในประสพการณ์ที่ประสบจริง ๆ.
น.333 เหมือนอย่างว่าเราไปจับไฟ รู้ว่าร้อน อย่างนี้มันไม่ต้องอาศัยเหตุผล หรือ อาศัยคิดตามเหตุผล แต่ว่าเป็นการประสบเข้าจริง ๆ, การที่ใครบอกว่าไฟร้อนนั้น ก็เป็น แต่เพียงความรู้ว่าไฟร้อน. ทีนี้ถ้าคิดตามเหตุผลก็ว่าไฟคงจะร้อน เพราะมันเผาพื้นได้ แล้วคิดตามเหตุผลว่าไฟมันร้อน ; ต่อเมื่อไปจับเข้าที่ไฟจริงๆ จึงเป็นความเห็นแจ้ง แทงตลอดจริงๆ ว่าไฟนี้ร้อน. การที่เราจะสอนวิชาอะไรก็ตาม ต้องสอนชนิดที่เกิดความรู้สึกที่สามารถ เปลี่ยนแปลงนิสัยสันดาน ของเขาได้จริงนั้น จะต้องสอนหรือทำให้ถึงขนาดที่เห็นแจ้ง แทงตลอด. ฉะนั้น อย่าได้สอนแต่เพียงว่าเกิดความรู้ หรือเกิดความเข้าใจ. ข้อที่ ๔. การสอนในชั่วโมงเรียน สำหรับวิชาซึ่งสอนโดยครูที่จัดไว้โดยเฉพาะเพื่อวิชานี้ อย่างน้อยสัปดาห์ ละ ๒ ชั่วโมง, และเป็นพุทธิศึกษาชนิดที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่จริยศึกษาโดยตรง และอย่างยิ่ง. การสอนเพียงสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมงนั้น ไม่เป็นการสอนที่น้อยไป ถ้าหาก สอนถูกวิธี. เพราะว่าหลักธรรมะนั้นพูดกันเพียงไม่กี่คำในการสอน แต่ปฏิบัติได้ จนตายก็ยังไม่หมด ดังนี้ก็ยังมี ; ฉะนั้น การสอนจริง ๆ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง ก็เป็นการ เพียงพอ. ข้อที่ ๕. การสอนโดยอ้อมแต่กลับมีผลมาก. ข้อนี้คือการสอนชนิดที่แทรกเข้าไป ในการสอนวิชาอย่างอื่น โดยผู้เรียน ไม่รู้สึกตัวว่าถูกสอนวิชาธรรมะ หรือพระพุทธศาสนา, เพราะทุกวิชา ย่อมมีแง่ใดแง่หนึ่ง
น.334 ที่ครูผู้ฉลาดสามารถถือเอาเป็นช่องทางให้ทำเช่นนั้นได้. ดังนั้น การสอนพระพุทธศาสนา จึงต้องมีสอนอยู่โดยไม่รู้สึก ทุกคณะวิชา ทุกแขนงวิชาที่สอน. จะเป็นอาจารย์ที่สอน วิชาวิทยาศาสตร์ สอนวรรณคดี สอนอักษรศาสตร์ สอนสถาปัตย์ อะไรก็สุดแท้ แม้แต่ วิศวกรรม หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่มีอะไรกี่คณะ ; แต่ว่าในการสอนทุกคณะนั้น ถ้าครูบาอาจารย์เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาแล้วสามารถที่จะแทรกคำพูดหรือคำอธิบายลง เพียงไม่กี่คำเท่านั้น จะเป็นการสอนธรรมะอย่างยิ่ง, หรืออย่างน้อยก็เป็นการตักเตือน อย่างยิ่ง, เป็นการซ้อมความจำ หรือปลุกให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา ไม่รู้จักลืมอย่างยิ่ง. เรายังมีทางที่จะใช้หนังสือวรรณคดี ที่เป็นหนังสือธรรมะ ได้อีก และสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันก็มีมากมายหลายแขนง. ยกตัวอย่าง อย่างว่าเราต้องการสิ่งที่ เรียกว่า สติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง. ทีนี้ในการสอนวิศวกรรม หรือสถาปัตย์ หรือศิลปกรรมนี้ วิชานี้ก็ เป็นวิชาที่ทำให้คนเราต้องใช้สติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคือการสังเกต ที่ละเอียดลออ ฉะนั้นถ้าจะแปลความสังเกตที่ละเอียดลออนั้นให้เป็นสติสัมป- ชัญญะอย่างยิ่ง มันก็กลายเป็นธรรมะขึ้นมาทันที. ฉะนั้น อาจารย์ที่สอนศิลปะ หรือสถาปัตย์ ก็กลายเป็นอาจารย์ที่สอนธรรมะไปได้ในตัว เป็นอย่างนี้ทุกแขนง. ที่สุดแม้แต่คณิตศาสตร์ถ้าสามารถชี้ข้อเท็จจริงอย่างชนิดที่ว่า สิ่งที่เป็นจริงย่อม ทนต่อการพิสูจน์ นี้ก็สอนได้ในวิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง, ฉะนั้น การสอนคณิตศาสตร์ ก็เป็นการสอนธรรมะไป โดยไม่รู้สึกตัว, สามารถทำให้นักเรียนตั้งมั่นลงราก อยู่ใน ความจริงที่พิสูจน์ได้ ที่แปรผันไม่ได้ ซึ่งลักษณะอันนี้เป็นลักษณะของธรรมะโดยเฉพาะ ฉะนั้น เขาจะเป็นผู้มั่นคงด้วยศรัทธาในสิ่งที่เป็นความจริง ซึ่งจะต้องเดินไปหาธรรมะ นั่นเอง ไปทางอื่นไม่ได้.
น.335 ทีนี้ ถ้ายิ่งไปสอนวิชาเกี่ยวกับธรรมชาติมาก ๆ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ แขนง biology หรือธรณีวิทยา ทำนองนี้แล้วสามารถที่จะสอนสิ่งทั้งหลายเป็นอย่างไรได้มาก ที่สุด เพราะว่าพุทธศาสนานั้นพูดกันอีกปริยายหนึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าสอนให้รู้ว่าอะไร เป็นอะไร เท่านั้นเอง. ที่ว่า "อะไรเป็นอะไร" นั้นหมายความว่ามันเป็นอยู่อย่างไร, เราไปบังคับ มันไม่ได้ แต่ว่าเราเกี่ยวข้องกับมันให้ถูกวิธีก็แล้วกัน. เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเอามาเป็น ตัวเราหรือของเรา แล้วบังคับเอาอย่างนั้นอย่างนี้, แต่ว่าเรามีสติปัญญา ไปจัดการกับมัน ให้ถูกวิธีก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นธรรมะอย่างยิ่ง. ฉะนั้น อาจารย์ที่สอนวิชาวิทยา- ศาสตร์แล้ว จะเป็นอาจารย์สอนธรรมะอย่างวิเศษในเมื่อได้ใช้วิชาอันนี้. การสอนวิชาธรรมะโดยตรงเพียงสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น มันมี ผลเพียง ๒ ชั่วโมง คือจะสัมพันธ์กันกับการสอนโดยอ้อมนี้อยู่ตลอดไป. แม้ว่านิสิตจะได้รับการอบรมสั่งสอนอยู่ทั้งสองฝ่าย คือทั้งสอนโดยตรงและโดยอ้อม แต่ สอนโดยอ้อมนี้จะสนุกกว่าเสียอีก คือว่า นักเรียนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับสอนโดยวิชาธรรมะ แต่กลับได้รับผลทางธรรมะมากกว่าสอนโดยตรง ซึ่งบางทีก็จะรำคาญ หรือน่ารำคาญมาก ดังนั้น ขอให้เพ่งเล็งการสอนโดยอ้อมนี้เป็นอย่างยิ่ง. ข้อที่ ๖. ขอให้สอนให้เหมาะแก่วัยแก่ระดับจริง ๆ. วัยหมายถึงอายุ ระดับหมายถึงระดับของความรู้สึกนึกคิด : ซึ่งว่าเด็กอายุ น้อย ปัญญามากกว่าอายุ หรืออายุมาก ปัญญาน้อยกว่าอายุ และระดับในที่นี้เรา หมายถึงว่านิสิตปีแรกที่สุด นี้ทั้งวัยและระดับนี้ก็ยังอยู่รูปหนึ่ง ; ดังนั้นต้องสอนให้เหมาะ แก่วัยหรือระดับ.
น.336 นี้เมื่อสำเร็จการศึกษาจะรับปริญญาออกไป จะต้องเอาอย่างอื่นมาสอนไม่ใช่ อย่างเดียวกัน คือจะอบรมธรรมะถึงขนาดที่เขาจะออกไปเป็นผู้เอาตัวรอด คือเป็นบัณฑิต ได้จริง. คำว่า บัณฑิต นี้ ขอวิงวอนให้ถือเอาตามความหมายเดิมตามหลักธรรม ในพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้มั่นคง. บัณฑิตแปลว่าผู้มีปัญญาเครื่องเอาตัวรอด คำว่า ปัณฑา นั้นแปลว่า ปัญญาชนิดที่ทำให้เอาตัวรอด และ อิต แปลว่า มี. ปัณฑา + อิต เป็นบัณฑิต. มีปัญญาขนาดเอาตัวรอดได้จริงๆ จึงจะเป็น บัณฑิต. นี่ course หนึ่งต่างหาก. อย่างผู้ที่สอบผู้พิพากษาได้ จะเป็นผู้พิพากษา จะต้องเลือกเอาวิชาพุทธศาสนาเป็น course พิเศษอบรม, อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น อาตมา จึงขอร้องว่าต้องระวังให้เหมาะแก่วัย แก่ระดับ. ข้อที่ ๗. มีวิธีสอนอีกวิธีหนึ่ง คือ สอนโดยไม่รู้สึกตัวในขณะที่มีการ กระทำ เช่น การแก้ปัญหาทางใจเฉพาะตัว. อย่างที่ได้ทราบว่าท่านหญิงพูน ฯ มาเป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาทางจิตใจ ของนิสิต อยู่เป็นประจำ ทุกวันพฤหัสบดี อย่างนี้เรียกว่าแก้ปัญหาทางจิตใจ, เวลาอย่างนั้นเป็นเวลาที่จะสอนธรรมะอย่างวิเศษที่สุดกว่าเวลาอื่นหมด. เพราะ เป็นการทำเฉพาะตัวและตรงกับเรื่องทางจิตใจที่กำลังเป็นอยู่จริง. ถ้าคนไข้นั้นไม่พรางหมอแล้วละก็ เป็นโอกาสที่วิเศษที่สุดที่จะสอนธรรมะ หรือได้รับการเยียวยาจากธรรมะ ซึ่งเป็นการสอนไปในตัว, ฉะนั้น ขอให้จัดการทำ ชนิดนี้ให้มีขึ้นให้มากเท่าที่จะทำได้, ขอให้นิสิตหรือนักเรียนได้รับการเห็นอก เห็นใจจากครูบาอาจารย์ ถึงกับเปิดโอกาสให้มีการแก้ปัญหาเฉพาะตัวได้ และ ถือโอกาสนั้นสอนธรรมะ.
น.337 ที่ ๘. หมายถึง การสอนนอกสถานที่. การสอนนอกสถานที่นี้ เป็นการศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือ จากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม. ซึ่งเป็นหลักทั่วไปว่า จะต้องพานักศึกษาออกนอก สถานที่ มองดูสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ให้เกิดความรู้สึกในทางจิตใจ. ถ้าดูธรรมชาติก็ต้อง ดูให้รู้ความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งในที่สุดจะวกไปหาเรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺข์ อนตฺตา ที่ว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นเราหรือเป็นของเรา แต่ว่าเราต้องไป เกี่ยวข้องกับมันให้ถูกวิธีเท่านั้นเอง. ทีนี้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น กิ อย่างไปเที่ยวที่ไหนจะเห็นสิ่งที่หรูหรา สวยงามที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็ต้องดูให้ออกว่านี่มันเป็นอะไร ว่ามันเป็นผลของ กิเลสตัณหา หรือผลของสติปัญญา นี่เป็นหลักใหญ่ ๆ. - ถ้าไปที่สวนลุมพินี เหลียวดูรอบ ๆ แล้วดูว่าสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมานี้ เป็นผลของกิเลสตัณหา หรือสติปัญญา คือผลของธรรมะหรืออธรรมอย่างนี้เป็นต้น. ขอให้ครูใช้โอกาสที่จะคุยกับนักเรียน ให้รู้จักมองดูสิ่งที่เป็นธรรมชาติก็ตาม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม ว่ามันเป็นไปด้วยสติปัญญา หรือเป็นสิ่งที่เป็นไปด้วยกิเลสตัณหา แต่ว่าความหมายที่แท้จริงนั้น มีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำบากขึ้นในโลก หรือก่อสันติภาพอันถาวร อย่างนี้เป็นต้น. ข้อที่ ๔. หมายถึงว่า ให้มีการอบรมพิธีกรรมทางศาสนา. การอบรมพิธีกรรมทางศาสนานี้ไม่ได้หมายถึงประเพณีคร่ำครึ แต่ต้องจัดกัน ไปในรูปที่สบหลักวิชา มีเหตุผล ได้รับผลตามความมุ่งหมายของประเพณีหรือพิธีนั้น.
น.338 ช่นว่า มีสถานที่ ที่บรรยากาศก่อให้เกิดความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ คือเคารพสิ่งที่สูงสุดได้ ก็เป็น สิ่งที่ควรทำ. ผลฉะนั้น เราพาไปในสถานที่ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ก็เรียกว่า พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมีอยู่มากมาย ไม่ต้องจำแนก. ทีนี้การประพฤติ ปฏิบัติ เช่นสอนให้รู้จักทำสมาธิ ถ้าเรียกว่าสมาธิ เด็ก ๆ คงจะสะดุ้ง แต่ถ้าพูดว่ารู้จักทำ development ให้จิตมันสามารถทำสิ่งที่ สูงสุดที่จิตมันสามารถทำได้ เขาคงจะพอใจสิ่งนี้. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าภาวนา หรือท่านจะเรียกเต็ม ๆ ว่า สมาธิภาวนา. ภาวนา แปลว่าทำให้เจริญ : ภาวนานี้ โดยพยัญชนะ แปลว่า ทำให้เจริญ ตรงกับคำว่า development นั่นเอง. ทีนี้ develop แก่จิต ก็เรียกว่าทำภาวนา. ทำให้เป็นสมาธิ ก็คือฝึกให้มัน concentrate, แล้วทำให้เป็นปัญญา, ก็คือเอาจิตที่ concentrate นั้น introspect ลงไป ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราต้องการค้นคว้าทดลองตรวจสอบ. เมื่อทำอย่างนี้เสมอ จิตจะสามารถ ทำหน้าที่ขั้นสูงสุดเท่าที่จิตจะทำได้. ต้องพูดกันตรงๆ ว่า เดี๋ยวนี้เราขาดทุนมาก ตรงที่จิตมีค่ามาก มันใช้อะไร ได้ดีกว่านี้มาก แต่เราใช้มันน้อยเหลือเกิน แล้วยังใช้ผิดอีกด้วย. เหมือนเรามีสิ่งที่ มีค่าแพงเป็นแสนเป็นล้าน เราใช้มันมีค่านิดเดียว แล้วผิดวิธีด้วย. ทีนี้จิตก็เหมือนกัน จิตของมนุษย์สมัยนี้เรียกว่ายังใช้ผิด ยังไม่เต็มตาม ธรรมชาติที่มีให้ ว่าจิตนี้ถ้าฝึกฝนดีแล้ว จะได้รับประโยชน์อย่างไร. ถ้าเราขืนใช้
น.339 จิตผิด ๆ กันอยู่ ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ต้องมีวิกฤติกาลถาวรแทนสันติภาพ ถาวรโดยแน่นอน. ดังนั้น.การฝึกจิตให้มัน develop ถึงขนาดที่มันเบิกบาน เต็มที่ ทำอะไรได้เต็มตามธรรมชาติของจิตนั้น จะคุ้มครองโลกได้, จะไม่ หลงผิดไปในทางที่เกิดทิฏฐิมานะ เบียดเบียนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ข้อที่ ๑๐. ควบคุมชีวิตประจำวันของเขาให้อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า มีความเป็นอยู่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก หรือทุกอิริยาบถ. นี้อาศัยความเมตตากรุณา และเสียสละในการที่จะดูแลให้เด็กของเรามีความ เป็นอยู่ชนิดที่เรียกว่าความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง. ความเป็นอยู่ที่ถูกต้องนี่คือหัวใจของ พุทธศาสนา. ขอให้เข้าใจความหมายของคำว่า เป็นอยู่ถูกต้อง ว่าหมายถึงมีความคิดเห็น ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ; และมี aim มี ambition นั้นถูกต้อง และ มีการกระทำไปตามนั้นถูกต้อง, คือ วาจา ก็ถูกต้อง, ความประพฤติ ก็ถูกต้อง. การเลี้ยงชีวิต ก็ถูกต้อง, ความพากเพียร ก็ถูกต้อง, สติ ก็ถูกต้อง, ตั้งใจมั่น ก็ถูกต้อง, นี้คือมรรคมีองค์ ๘ รวมกันแล้วก็คือมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง. เด็ก ๆ อาจจะไม่ทำได้ถึงขนาดบรรลุมรรคผล, แต่หลักเกณฑ์ก็ต้องอันเดิม คือจะต้องเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามระดับของเยาวชน. ถ้าบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ได้ช่วย กันเอาใจใส่ในข้อที่ให้มีความเป็นอยู่อย่างถูกต้องนี้มากขึ้นแล้ว นั้นคือการที่ ตั้งตัว ตั้งตน ให้เด็ก ๆ อยู่ในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง. ฟังดูแล้วคล้าย ๆ กับว่าเป็นเรื่องนิดเดียว แต่ว่าเป็นเรื่องทั้งหมดในพระพุทธ- ศาสนา. ความมีลมหายใจอยู่อย่างถูกต้องนี้ เป็นไปตามหลักของพระพุทธศาสนา.
น.340 ข้อที่ ๑๑. ขอให้มีการบังคับตามสมควรที่จะต้องบังคับ. อาตมาขอกล่าวตรง ๆ ว่าอาตมาไม่เห็นด้วยกับระเบียบ หรือระบอบการ ศึกษาที่ปล่อยฟรี จะผิดหรือถูกนี้ ขอฝากไว้เป็นความคิดอิสระของที่ประชุม อาตมาแถลงตามความคิดเห็นส่วนตัวว่า การปล่อยฟรีนั้นไม่มองเห็นลู่ทางที่จะ ใช้ได้กับการอบรมคน, เพราะฉะนั้น จะต้องบังคับในเมื่อควรจะบังคับ และ ปล่อยในเมื่อควรจะปล่อย. เหมือนกับหลักพุทธศาสนา เมื่อพูดถึงการกระทำที่เกี่ยวกับจิตแล้วก็ต้องมีว่า บังคับหรือข่มขี่ ในคราวที่ควรบังคับ ข่มขี่, แล้วก็ยกย่องหรือตามใจในคราวที่ควร จะตามใจ หรือยกย่อง ต้องน้อมไปในคราวที่ควรจะน้อมไป อย่างนี้เป็นต้น : เรียกว่า แล้วแต่มันควรจะทำอย่างไร ถึงคราวบังคับก็ควรบังคับ. ถ้าจะคิดว่า เรามีการสอนพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยแล้วละก็ ต้องมีลักษณะบังคับอยู่บางอย่าง จะปล่อยว่าเอาก็เอา ไม่เอาก็ไม่เอา อย่างนี้ คงเป็นไปไม่ได้. ทั้งบางอย่างจะเข้มงวดก็ต้องเข้มงวดจริง ๆ ด้วย, อาตมาเชื่อว่า แม้แต่ในมหาวิทยาลัยเมืองนอกที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ดี หรือทำหน้าที่ได้สำเร็จ เขาก็ต้องมี ระเบียบบางอย่าง ที่บังคับอย่างเข้มงวด. ข้อที่ ๑๒. เป็นปัญหาปลีกย่อย. ถ้าเราจะจัดการสอนพุทธศาสนาขึ้นในมหาวิทยาลัยในขณะนี้ โดยเฉพาะใน ขณะนี้ อาตมาคิดว่าไม่ควรจะขึ้นอยู่กับคณะใดคณะหนึ่งโดยเฉพาะ ; แต่ควรจะ
น.341 มีคณะกรรมการกลางที่จัดขึ้นในรูปที่เหมาะสมที่จะควบคุมกิจการอันนี้ จนกว่า จะสามารถตั้งเป็นคณะหนึ่งของตัวเองโดยอิสระได้. ถ้ายังไม่สามารถตั้งเป็นคณะ ได้ก็ควรจะมีคณะกรรมการจัดดำเนินงานจะเหมาะกว่า. นี้เรียกว่าวิธีที่จะจัดการสอน. ข้อปลีกย่อย เช่นสถานที่สอน ข้อ ๑. เห็นว่าควรจัดเฉพาะ ให้มีบรรยากาศเหมาะสม คือได้ผลดีกว่าเรียน ในห้องปกติ จะใช้ห้องเรียนปกตินั้นมันมีความเคยชินจนเกินไป บรรยากาศไม่ช่วย, ฉะนั้น ควรมีทางใดทางหนึ่งที่จะให้บรรยากาศช่วย ก็ควรจะจัด. ข้อ ๒. ควรจะรวมกันมากๆ เพราะว่าการศึกษาธรรมะนี้ อำนวยให้ทำ คราวเดียวได้ ไม่เหมือนกับวิชาบางอย่าง ซึ่งเป็นวิชาธรรมดาสามัญ. วิชาธรรมะนี้ ขอให้สังเกตดูจะเห็นว่า เปิดโอกาสให้สอนคราวเดียวได้มาก ๆ และบางที ยังจะเป็นผลดีด้วย แม้ว่าจะใช้ห้องประชุมใหญ่ของทางมหาวิทยาลัยก็ยังมีทาง พอทำได้ ในบางลักษณะหรือส่วนมาก ; จึงเรียกว่าใช้หลักที่เรียนรวมกันมาก ๆ เป็น ส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะ เพื่อได้มีการสังสรรค์รวมกันหลาย ๆ กลุ่มของนิสิตหลาย ๆ คณะ นั่นเอง เพราะวิชานี้อำนวยให้ทำเช่นนั้นได้. ข้อ ๓. ในบางโอกาสขอให้ทำในสถานที่ที่เป็นพิเศษจริง ๆ เช่นถึงกับพา ไปวัด หรือพาเข้าไปในอาคารที่จัดไว้เฉพาะ ที่เรียกว่า University Temple หรืออะไรใน ทำนองนี้ ถ้าทำขึ้นได้, หรือจะพากันเข้าไปในวัดหรือในอาคารอย่างนี้ เป็นบางคราว, แต่จะต้องรวมเรียกว่าสถานที่สอน, แม้จะไปพูดกันในโบสถ์ก็ถือว่า เป็นสถานที่สอน.
น.342 หมวดสุดท้าย ผู้ทำการสอน อาตมาขอมีส่วนที่จะเสนอคือ. ข้อ ๑. ผู้ที่จะสอนนั้น เป็นบรรพชิตก็ได้ บุรุษก็ได้ สตรีก็ได้ ต้องเอา ความเหมาะสมเป็นใหญ่. ข้อ ๒. อาจารย์ที่สอนนั้น เป็นความจำเป็นที่ขออภัยที่จะต้องกล่าว ว่า ต้องเข้าใจและเลื่อมใสในอุดมคติอย่างที่กล่าวแล้ว ในความมุ่งหมายนั้นจริง ๆ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นพุทธิศึกษาไปหมด และผลจะเกิดขึ้นเป็นพุทธิศึกษาไปหมด อย่างที่ว่า ทำไปตามระเบียบธรรมดา ที่มีการสอนวิชาชนิดที่เป็นพุทธิศึกษา. แต่ถ้าครูอาจารย์ ที่มีความเลื่อมใสในอุดมคติที่กล่าวแล้ว จะต้องสนใจเป็นพิเศษ เสียสละเป็น พิเศษ และมีอะไรเป็นพิเศษอยู่มากในการที่จะทำให้สมตามอุดมคติที่วางไว้ หรือตามความมุ่งหมาย. ข้อ ๓. พยายามให้มีครูบาอาจารย์อีกประเภทหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดกับผู้ ศึกษา อย่างพวกคริสตังก็มีบาทหลวงเป็นเวร ให้อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ๆ ของเขา ลักษณะ อย่างนี้ถ่ายทอดเอามาได้ คือให้เขามีครูบาอาจารย์เป็นเวรกันหรืออะไรก็สุดแท้ อยู่ใกล้ชิด กับเด็ก ดูแลเด็กเหมือนพระเป็นเจ้าทำหน้าที่มองดูเด็กจากเบื้องบนอยู่ตลอดเวลา. อันนี้ ต้องการมากในการที่จะอบรมเรื่องทางจิตใจ ที่เรียกกันว่าศาสนาหรือธรรมะ.
น.343 หรือข้อสุดท้ายนี้ ก็จำเป็นที่ต้องพูดหรือกล่าวอย่างนี้ ว่าต้อง เป็นครู หรือผู้ที่มีบุคลิกลักษณะ, มีความรู้, ประพฤติ ปฏิบัติ, มีคุณธรรม, ที่เด็กเคารพรัก และเชื่อฟัง. ถ้าสิ่งนี้ไม่มีแล้วก็เป็นอันล้มเหลวหมด. ความรู้ก็ดี ความประพฤติก็ดี บุคลิกลักษณะก็ดี ตลอดจนภูมิธรรมก็ดี ต้องมีจนถึงขนาดที่ควร เคารพรักและเชื่อฟังในที่สุด. นี้เรียกว่าเราจะต้องช่วยกันนึก ช่วยกันคิด สร้าง ครูบาอาจารย์สำหรับทำการสอน. ทั้งหมดนี้เป็นแต่เพียงความคิดเห็น ที่เห็นว่า ควรนำมาแถลงต่อที่ประชุมตามคำขอร้องของท่านเลขาธิการ, ซึ่งอาตมามีอยู่ เพียงเท่านี้. สรุป แนวการสอนพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย (๑) สิ่งที่จะสอน สิ่งที่จะสอน คือ ธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสนาและตามอุดมคติของพุทธศาสนา เพราะยังมี ธรรมะ ตามอุดมคติของศาสนาอื่น ธรรมะ ในฐานะที่เป็นปรัชญา ธรรมะ ในฐานะวัฒนธรรม ศีลธรรม ฯลฯ ธรรมะ ในแง่ของวิทยาการ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ธรรมะ ในฐานะวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ
น.344 ชื่อที่จะเรียก จะต้องเลือกให้เหมาะ จากคำว่า ธรรมปรัชญา จริยปรัชญา พุทธปรัชญา ชีวิตปรัชญา ธรรมวิทยา ฯลฯ เป็นต้น คำใดคำหนึ่ง. รูปที่จะสอน สอนในรูปของจริยศึกษา แทนที่จะเป็นพุทธิศึกษา ล้วน ๆ. (๒) ความมุ่งหมาย ๑. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือแก้ไขความมืดมัวและตกต่ำของจริยธรรม แห่งยุคปัจจุบัน ๒. เพื่อแก้ปัญหาตลอดกาล (๑) ให้วิชาทุกแขนง พาผู้ศึกษาไปถึงอุดมคติปลายทางได้ (๒) แก้ปัญหาความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ได้ (ทำให้รู้จริงและปฏิบัติดี). (๓) ป้องกันไม่ให้ความรู้ เกิดเป็นพิษขึ้น. (๔) ป้องกันไม่ให้วัตถุ เกิดเป็นพิษขึ้น. (๕) ให้เป็นนักคิด หรือมองชีวิต ได้ถึงด้านลึก หรือแท้จริง. (๖) ให้นักศึกษาชนะอารมณ์ได้ เท่าที่จะเรียนดี สนุกและสำเร็จ. (๗) เพื่อสร้างครูบาอาจารย์ และผู้บังคับบัญชาที่ "ดี" ข้างหน้า. (๘) เป็นการขึ้นศักราชใหม่ของการแก้ไขปัญหาทางศีลธรรมมีผล ๑๐ - ๑๕ ปี ข้างหน้า.
น.345 ผลพลอยได้ที่สำคัญสำหรับนิสิต คือการสังสรรค์ ที่ก่อให้เกิด สามัญญตา ที่เป็นรากฐานจริงของสามัคคี (วิชานี้ ทำให้ผู้ศึกษาเรียน สิ่งเดียวกัน เหมือนกัน ร่วมกัน ปรึกษากัน ฯลฯ ทุกคณะ). (๓) สอนอย่างไร (๑) สอนในลักษณะอบรม (จริยศึกษา) ยิ่งกว่าวิทยาการ (พุทธิศึกษา). (๒) สอนธรรมะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อบรมเรื่องประวัติอื่น ๆ รวมกัน ๒๐ เปอร์เซ็นต์. (๓) สอนชนิดที่ให้เกิด “ความรู้สึก” ที่สามารถเปลี่ยนนิสัยสันดานของ มนุษย์ได้จริง (ความรู้ ความเข้าใจ, ความเห็นแจ้งแทงตลอด). (๔) สอนเป็นชั่วโมงเรียนเฉพาะ คนหนึ่งให้ได้เรียนโดยตรงอย่างน้อย สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง. (๕) สอนโดยอ้อมแต่มีผลมาก คือสอนแทรกอยู่ในตัว โดยผู้เรียน ไม่รู้สึก ได้ในทุกแขนงวิชา หรือทุกคณะ (จะมีผลดีอย่างยิ่ง เมื่อ สอนเข้ารูปเรื่องของวิชานั้น ๆ ที่ล้วนแต่ช่วยให้เข้าถึงความจริงของ ธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง). (๖) สอนให้เหมาะแก่วัย และแก่ระดับจริง ๆ เช่นสอนแก่นิสิตปีที่ ๑ และเมื่อรับปริญญา. (๗) สอนโดยไม่รู้สึกตัว ในขณะแห่งการแก้ปัญหาทางใจเฉพาะตัว. (๘) การสอนเมื่อออกนอกสถานที่ การศึกษาจากธรรมชาติและจากสิ่ง ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น
น.346 (๙) การอบรมไปในตัว ในพิธีกรรมทางศาสนา, ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, การฝึกจิตเช่นสมาธิ เท่าที่จะทำได้. (๑๐) ในชีวิตประจำวัน ให้มี "ความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง" ทุกอิริยาบถ. (๑๑) มีการบังคับในส่วนที่จำเป็นต้องบังคับ มีการปล่อยตามอิสระในส่วน ที่ควรปล่อย ฉะนั้น จึงต้องจัดเป็นวิชาบังคับ และมีระเบียบเข้มงวด วิชาหนึ่งด้วยเหมือนกัน. (๑๒) ไม่ควรขึ้นอยู่กับคณะใด แต่ควรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกลาง ในรูปใดรูปหนึ่ง ถ้าหากยังไม่สามารถตั้งเป็นคณะของตัวเองได้. (๔) สถานที่สอน (๑) ควรจัดเฉพาะ เพื่อได้บรรยากาศที่เหมาะสม จะได้ผลดีกว่า ในห้องเรียนปรกติ (๒) ตามปรกติ ควรเป็นห้องที่ใช้เรียนรวมกันได้มากหน่อย เช่น ห้องประชุมใหญ่ก็ใช้ได้ เพื่อการสังสรรค์ที่ดี และขนาดใหญ่ และวิชานี้ย่อมอำนวยให้ทำเช่นนั้นได้. (๓) ในบางโอกาส จะต้องกระทำในสถานที่ ที่มีบรรยากาศแห่ง ความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นถ้ามีอาคารชนิดที่เรียกว่า ยูนิเวอร์ซิตี้ เต็มเปิล ขึ้นได้ ก็จะเป็นการดี.
น.347 ครูผู้ทำการสอน (๑) มีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ตามสมควรแก่กรณีย์ และมีได้ ทั้งบุรุษ และสตรี. (๒) เป็นผู้เลื่อมใสในความมุ่งหมาย และอุดมคติ ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้นจริงๆ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการสอนวิทยาการตาม ธรรมดา หรือพุทธิศึกษาล้วน ๆ มากเกินไปและโดยไม่รู้สึกตัว. (๓) พยายามให้มีครูที่รักกิจการนี้ถึงกับอยู่ใกล้ชิด เพื่อดูแลผู้ศึกษา ให้มากที่สุด ที่จะมากได้ ดังเช่นครูที่เป็นบาทหลวง ของฝ่าย คริสตัง เป็นต้น. (๔) ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่บกพร่องแต่ประการใด ทั้งความรู้ และ ความประพฤติ ตลอดถึงคุณธรรม และบุคลิกลักษณะ เป็นที่เคารพ รัก และเชื่อฟัง.
น.348 ธรรมกถา - ๓ - ๒๖ มกราคม ๒๕๐๔ พุทธวิหาร ที่มหาวิทยาลัย ท่านสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ และประเพณีทั้งหลาย, การที่ท่านผู้เป็นประธานกลุ่ม ได้ขอร้องให้อาตมา ช่วยมาแสดง ความคิดเห็น เกี่ยวกับพุทธวิหาร หรืออะไร ซึ่งยังไม่แน่ว่า จะเรียกว่า อะไรดี สำหรับมหาวิทยาลัย. ในวันนี้อาตมาก็มีความยินดี ที่จะสนองความต้องการอันนั้น แต่ขอให้ถือว่า สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นอย่างกว้าง ๆ เผื่อเลือก. อย่าได้ถือว่า เป็นถ้อยคำที่แนะนำโดยตรง หรือเป็นถ้อยคำของผู้ที่รู้อะไรในเรื่องนี้ดี, ขอให้ถือเป็น เพียงความคิดเห็น ที่แสดงให้ทราบอย่างกว้าง ๆ เผื่อเลือก. ๓๒๗
น.349 เมื่อสองสามปีมาแล้ว อาตมาก็ได้รับฟังเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เกี่ยวเนื่อง กันกับความคิดเห็น ที่จะเพิ่มหลักสูตรพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัย, แล้วก็รวมถึงเรื่อง ที่จะสร้างพุทธวิหารด้วย ; แล้วก็เงียบกันมาพักหนึ่ง สองสามปีมาเห็นจะได้. เดี๋ยวนี้ ก็มีความคิดเห็นเรื่องนี้ เป็นที่สนใจกันขึ้นมาอีก ; เพราะฉะนั้น จึงขอกล่าวเท้าความถึง ครั้งที่แล้วมา เป็นการประมวลมากล่าวคราวเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง. ว่าที่จริง สิ่งที่จะต้องทราบ และพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมีมาก แล้วมีอยู่ หลายฝ่าย. สำหรับอาตมาจะกล่าวได้ ก็เฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เป็น ส่วนใหญ่ ; ฉะนั้น จึงจะแยกเรื่องที่จะกล่าวออกเป็นข้อ ๆ ไป สำหรับจะได้ฟังง่าย และ จำง่าย. เรื่องที่ ๑. สิ่งแรกก็คือวัตถุประสงค์ของการที่จะมีสิ่งๆ นี้ ๑. สิ่ง ๆ นี้ ที่เราจะเรียกกันว่า พุทธวิหาร นี้ โดยส่วนใหญ่ควรจะมีการ ทำความเข้าใจกัน ให้ทั่วไปทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย คือหมายถึงนิสิตและอาจารย์ ว่า เรามี ความประสงค์ที่จะมีสิ่ง ๆ นี้ขึ้นในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการต่อต้านความเสื่อมทางศีล ธรรมของสังคม. เรากำลังทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความเจริญอย่างสมัยใหม่นี้ เป็นอันตราย, เผลอนิดเดียว ก็นำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมของสังคม, และก็ได้เป็นมาแล้วบ้าง ด้วยเป็นที่เห็น ๆ กันอยู่ ; ต่อไปในอนาคต อาจจะมีความเสื่อมมากขึ้น จนถึงกับล้มละลาย ก็เป็นได้.
น.350 ขอให้ถือว่า การที่จะให้มีงานอบรมสั่งสอนในทางธรรม หรือทางพระ- ศาสนา ในมหาวิทยาลัย เป็นต้นนั้น จะเป็นที่พึ่ง หรืออย่างที่เรียกกันว่า เป็นป้อม ปราการอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง เพื่อจะต่อต้านสิ่งที่จะเป็นข้าศึกแก่มนุษย์ คือความ เสื่อมในทางศีลธรรม. เราจะไม่กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียว หรือเป็นทั้งหมดในการต่อต้านความ เสื่อมเสียทางศีลธรรม ; แต่ว่ามันเป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญ ในหลาย ๆ อย่าง หรือไม่กี่อย่าง ก็ตาม เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ. ถ้าเรามีกิจการ อย่างที่เราจะเรียกว่าพุทธวิหารเป็นต้นนี้ขึ้นแล้ว จะสะดวกมาก คือว่า นิสิตทั้งหลายก็จะมีโอกาส ได้รับความรู้ทางศาสนาโดยง่าย และสามารถ จะถ่ายทอดกันสืบ ๆ ไปโดยเร็ว. และในระดับที่สูง น่าพอใจ เรียกว่าเป็นการทำงาน ที่หวังผลในระยะยาว. และอีกอย่างหนึ่ง ก็จะช่วยให้นิสิตของมหาวิทยาลัย รู้หลักธรรม ในพระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม. มหาวิทยาลัย อย่างที่ประเทศพม่า และที่อื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ก็มี สถานที่ ที่จัดไว้เฉพาะ สำหรับให้การอบรมธรรมะ หรืออบรมทางศาสนาโดยตรง อย่างเช่นมหาวิทยาลัยแรงกูนนี้ ก็ทำเป็นล่ำเป็นสันอยู่ กระทั่งสมาชิกแผนกนี้สามารถแปล พระไตรปิฎกจากภาษาบาลี เป็นหมวดเป็นหมู่ พิมพ์ขึ้นเป็นเล่มหนังสือโดยตรงก็มี พิมพ์ เป็นประจำในหนังสือพิมพ์รายคาบก็มี. ลองคิดดูว่า นิสิตของมหาวิทยาลัยของประเทศไทยเราเคยทำอย่างนั้นได้ไหม ? เพราะฉะนั้น ถ้าจะนึกว่า เพื่อไม่เป็นการล้าหลัง ก็ควรจะขยับขยายให้มีขึ้น แล้วก็ช่วยกัน
น.351 ทำต่อไป. จะเป็นผลดีแก่นิสิต จะเป็นผลดีแก่สถาบัน จะเป็นรากฐานที่มั่นคงของ พระพุทธศาสนา ซึ่งจะมีผลในการต่อต้านความตกต่ำ หรือความเสื่อมเสีย ในทาง ศีลธรรม นี้อย่างหนึ่ง. วัตถุประสงค์ ควรจะมีไปถึงวิธีการสั่งสอนด้วย การสั่งสอนพุทธศาสนา หรือพระธรรมนั้น ที่ทำกันแล้ว ๆ มาจนบัดนี้ อยู่ใน ลักษณะที่จืดชืด หรือน่าเบื่อ ไม่ชวนสนุก ไม่ให้ความร่าเริงในการศึกษา. ข้อนี้ ผิดหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้, พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า การเผยแผ่ธรรมนั้น นอกจากจะทำให้เข้าใจแล้ว ยังจะต้องทำให้เกิดความพอใจด้วย เรียกว่า สัมปหังสนา นี้ก็มีอยู่ข้อหนึ่ง. ที่ว่าภิกษุ เมื่อแสดงธรรมชี้ชวน ชี้แจงอะไรต่าง ๆ ไม่สามารถจะทำให้เกิดความร่าเริง อันนี้แล้ว ก็เรียกว่า ไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง. รวมความว่า การศึกษาพระธรรมนี้ มีทางที่จะทำให้เป็นที่น่าพอใจ ให้เป็นที่สนุกสนาน ถ้าทำกันไปได้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้ วิธีเก่า ๆ ที่อืดอาด ชวนเบื่อ นั้นควรจะเลิกเสีย ; แล้วก็มีสถานที่ ที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความ สะดวก ให้มีการเผยแผ่ธรรมะ โดยวิธีที่น่าพอใจ และสนุกสนาน.
น.352 คำว่า "สนุกสนาน" ในที่นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่นหัว แต่ว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน ในทางจิต อีกประเภทหนึ่ง. เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะยกตัวอย่าง หรือกล่าวให้ฟัง สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟัง ว่า : - ธรรมะนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติได้จริง จะได้รับรสของธรรม, และเมื่อ ได้รับรสของธรรมะจริงแล้ว ก็จะพอใจ, พอใจถึงกับหลงรัก, หลงรักถึงขนาด มัวเมา ที่เรียกในภาษาเปอร์เซีย ของโอมาคัยยัมว่า vine of life คือเหล้าองุ่นแห่งชีวิต. นั้นเขาหมายถึง พระธรรม คือคำสอนในทางธรรมที่คนปฏิบัติตามแล้ว ได้รับรสเป็น ความพอใจ สบายใจ สุขใจ จนมึนเมาไป เหมือนกับเมาเหล้า คือเมาในทางธรรม. นี่ธรรมะ ถ้าทำให้ถูกวิธี จะเป็นได้ถึงอย่างนี้ หรือแม้ที่สุดแต่การปฏิบัติ สมาธิภาวนา ถ้าทำถูกวิธี เป็นที่พอใจแล้ว ก็จะติดและหลงใหล เหมือนกับเมาเหล้าได้. คำสอนในหนังสือสำหรับเด็ก ๆ เรียนสมัยก่อน ชื่อว่า มูลบทบรรพกิจ มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า :- เข้าฌาน นานนับเดือน ไม่เขยื้อน เคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน ลองฟังดู, "จำศีลกินลมกันเป็นอาหาร ไม่เขยื้อนกาย" เป็นวัน ๆ เดือน ๆ ปีๆ; นี่ทำให้พอใจ และหลงใหล ได้ขนาดนี้. เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจไปว่า
น.353 ความสนุกสนานนั้น จะต้องให้เกิดมาทางอารมณ์ ทางภายนอก โดยทางตา ทางหู ฯลฯ. อย่างเช่นที่เรากำลังหลงใหลไปในทางเล่นกีฬา หรือกระทั่งเลยเถิดไปในเรื่องกามารมณ์ จึงจะเป็นความสนุกสนาน. นั้นมันเป็นความคิดอย่างต่ำ, ความรู้สึกอย่างต่ำ, และเป็น เรื่องทางร่างกาย ถึงแม้จะเกี่ยวกับจิตใจ ก็เป็นจิตใจที่เป็นทาสของร่างกาย. ขอให้เข้าใจเสียด้วยว่า คำว่า "จิตใจ" นั้นมีอยู่ ๒ คำ : จิตใจล้วน ๆ เป็นทางวิญญาณล้วน ๆ นั้น ไม่อยู่ใต้อำนาจของกาย. ส่วน จิตใจ อีกแผนกหนึ่ง เป็นทาส หรือพูดอย่างหยาบ ๆ ว่า เป็นขี้ข้าของร่างกาย, จิตใจชนิดนี้ เขาไม่เรียกว่า ทางจิตหรือทางวิญญาณ มันเนื่องกันอยู่กับทางกาย. นี่คือความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, รวมกันแล้ว แม้จะรู้สึกด้วยทางใจ ก็ไม่ใช่เรื่องทางใจ แต่เป็นเรื่องทางกาย. ถ้าเรื่องทางใจ หรือทางวิญญาณนั้น ไม่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ มันสูงกว่ากัน ประเสริฐกว่ากัน สะอาดกว่ากัน เป็นธรรมะ ยิ่งกว่ากัน ; แต่แม้ถึงกระนั้น ก็ยังเป็น เรื่องที่ สนุกสนานได้เหมือนกัน, ขนาดที่จะเรียกว่าเป็น มหรสพ ได้เหมือนกัน. ภาษาชาวบ้าน รู้เรื่องมหรสพแต่เรื่องทางตา ทางหู ฯลฯ ไม่เกี่ยวกับธรรมะ เลย แล้วก็หลงใหลกันมาก จนเสียหายทางศีลธรรมก็เพราะเรื่องเหล่านี้ ; มันก็เป็น มหรสพชนิดที่จะพาไปสู่อบายมากกว่าอย่างอื่น คือเป็นความเสื่อมเสีย. ทีนี้ มหรสพทางธรรม ทางวิญญาณนั้น ไม่มีผลร้าย ไม่มีอันตรายชนิดนั้น มีแต่จะทำมนุษย์ให้มีจิตใจสูง อยู่เหนือสิ่งที่ไร้ประโยชน์กว่านั้น ซึ่งไปทำเข้า ก็จะมี ความสนุก พอใจได้ จนถึงขนาดเป็นมหรสพได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเราจึงถือว่า
Buddhadasa