Buddhadasa.org

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 ครั้งที่ ๓ — พุทธวิหารที่มหาวิทยาลัย

ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2 —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.354 สิ่งที่เรียกว่ามหรสพนี้มีได้ทั้งทางฝ่ายวัตถุ หรือทางกาย และมีได้ทั้งทางฝ่ายจิต หรือ ทางฝ่ายวิญญาณที่สูงขึ้นไป. ถ้าผู้ใดไปหลงใหลในมหรสพทางกายแล้ว เป็นต้องมีความเสื่อมเสีย ทาง ศีลธรรม และมีความทุกข์ร้อนโดยแน่นอน แล้วก็ต้องรู้จักควบคุมให้พอดี. แต่ถ้าหลงใหลในเรื่องมหรสพทางฝ่ายวิญญาณแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็น อันตราย ; เพราะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความหลงใหล ในมหรสพทางกาย หรือทางเนื้อหนัง ได้เป็นอย่างดีด้วย. เพราะฉะนั้นการที่คนเรา สมัยนี้ลุ่มหลงไปในมหรสพทางเนื้อหนัง จนลืมตัว เลยเถิดจนไม่รู้จักผิดชอบ ชั่วดี อย่างไร จนการกีฬาสมัยนี้ เป็นที่ตั้งแห่งการทะเลาะวิวาท, เป็นการเสื่อมเสียทางศีลธรรมไปแล้ว. ขอย้ำว่า การกีฬาสมัยนี้ ซึ่งเคยเชื่อกันว่า "กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส" นั้น ไม่มีความจริงเสียแล้ว เพราะตกหลุมของมหรสพทางเนื้อหนังมากเกินไป. สิ่งที่ จะแก้ ได้จะมีอยู่อย่างเดียวคือ “มหรสพทางวิญญาณ" ; หมายความว่า เราจัดการอมรม สั่งสอน พระธรรมของพระพุทธเจ้า ให้มีลักษณะที่สนุกสนานและดึงดูดใจคน, แล้วคน ก็จะหันไปหาทางธรรม, แล้วจะมีธรรมะสำหรับควบคุมความลุ่มหลงในทางเนื้อหนังได้ แล้วก็ปลอดภัย. ทีนี้ สถานที่อย่างที่เราจะเรียกกันว่า พุทธวิหารนี้สามารถที่จะช่วยให้เกิดสิ่งนี้ ได้โดยง่าย ; แต่ว่าเราต้องจัดสถานที่นั้น ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือต้องมีอะไร ๆ พร้อม ที่จะให้ความพอใจ ความเพลิดเพลิน ในการศึกษาธรรมะ ทั้งทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ได้อีกเหมือนกัน แต่เป็นคนละแบบ.

น.355 วัตถุประสงค์ตามข้อ ๒ นี้ก็คือว่า เราจะได้มีมหรสพทางวิญญาณ เพื่อ คุ้มครองดวงจิต หรือวิญญาณของมนุษย์ไว้ ในลักษณะที่ปลอดภัย. ควรจะมีวัตถุประสงค์ไปถึงกับว่า ถ้าเรามีพุทธวิหารเป็นต้น เราจะได้รับความสะดวก เกี่ยวกับการประกอบพิธีต่าง ๆ ในทางศาสนา. ถ้าเราจัดให้ดี ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม เราจะสามารถใช้สถานที่นี้ เป็นที่ ประกอบพิธีต่างๆ ทางศาสนาได้เป็นวงกว้าง : คือว่าไม่เฉพาะพุทธศาสนา จะเป็น ศาสนาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณากันในส่วนนี้ด้วย ว่าสถานที่ ที่เราจะ จัดขึ้นนั้น จะจัดอย่างไร จึงจะใช้ได้ในระหว่างศาสนา ; เพราะปรากฏว่า ประชาชน ชาวไทยเรานี้ ก็มีพุทธศาสนา มีคริสตศาสนา มีอิสลามศาสนา และมีศาสนาเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรอื่น ๆ อีก ซึ่งจะต้องนึกถึงเขาด้วย, เราจะต้องทำให้เขาได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ตามสัดตามส่วน. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรเป็นวัตถุประสงค์อย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีสถานที่สะดวกแก่ การที่จะประกอบพิธีแล้ว มันก็ยากที่จะประกอบพิธีนั้น ให้เป็นที่จับอกจับใจได้. ขอถือโอกาส กล่าวไว้เสียในที่นี้ด้วยเลยว่า สิ่งที่เรียกว่าพิธี เป็นสิ่งที่เรียกว่า ยังจำเป็นอยู่. แต่สิ่งที่เรียกว่า "รีตอง" นั้น ไม่จำเป็นเลย ปัดทิ้งไปเสียเลยก็ได้. นี้ขอให้จำกัดความว่า "พิธี" กับ "พิธีรีตอง" นั้นมันต่างกัน.

น.356 พิธีรีตอง เป็นไปในทางงมงาย แต่ว่าพิธีนี้ยังจำเป็นอยู่ ; เพราะว่า การประกอบพิธีนั้น ในการกระทำลงไปครั้งหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการย้ำความแน่นแฟ้น ครั้งหนึ่ง แม้ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว. ทั้งนี้เพราะว่า จิตของคนเรานั้น ไม่สามารถจะ เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว หรือโดยทันที โดยกระทันหันนัก ; มันต้องการการฝึก การซ้อม การทำซ้ำ ๆ อยู่มากเหมือนกัน เป็นเวลาหลาย ๆ ครั้ง. สิ่งที่เรียกว่าพิธี ก็เป็นสิ่งที่เป็นการซ้อม การย้ำ การซ้ำ ให้แน่นแฟ้น แม่นยำ ให้ฝั่งลึกลงไปถึงจิตใจ. สิ่งที่เราต้องการ จะให้ฝั่งอยู่ในจิตใจของเรา เราไม่ อาจจะฝั่งลงไปชั่วในเวลาอันสั้น หรือเพียงเวลาคราวเดียว ; เพราะต้องทำพิธีย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ กันแล้วอย่างไม่รู้จักเบื่อ มันจึงจะสำเร็จประโยชน์. เพราะฉะนั้น เราจึงควรต้องมี สถานที่ที่สะดวกแก่การประกอบพิธี เพื่อมีผลดีในข้อนี้ จึงควรถือเอาเป็นวัตถุประสงค์ อย่างหนึ่งด้วย และควรจะนึกถึงวัตถุประสงค์เป็นข้อที่ ๔ ต่อไปอีก. ถ้าเราทำขึ้น ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเราทำขึ้นได้ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับสังคมอื่น หรือกลุ่มอื่น จะเอา ไปเป็นตัวอย่าง เหมือนกับการขึ้นเรื่องใหม่ ขึ้นศักราชใหม่ เพราะว่า สิ่งนี้ยังไม่เคยมี. การที่จะมีพุทธวิหารในมหาวิทยาลัยนี้ ยังไม่เคยมี, ถ้ามีก็จะเป็นเหมือนกับ เรื่องขึ้นศักราชใหม่ ในการกระทำเพื่อผลอันใหญ่ยิ่ง; คือทำให้คนหันหน้ามาสู่ศาสนา ของตนกันอีกครั้งหนึ่ง. ใช้คำว่า "กันอีกครั้งหนึ่ง" ; หมายความว่า เดี๋ยวนี้ส่วน ใหญ่แทบทั้งโลก ทั่วโลกอยู่ในสภาพที่หันหลังให้ศาสนาของตน และส่วนใหญ่ ส่วนมาก ถึงขนาดที่ดูหมิ่นศาสนาของตนด้วย. มันจึงยังหันหลังให้แก่ศาสนาของตน.

น.357 ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาสนาบ้าง ก็กลายเป็นพิธีรีตองไปหมด ไม่ใช่ พิธีที่ถูกต้อง แต่กลายเป็นพิธีรีตองไปหมด ; เพราะฉะนั้น โลกจึงอยู่ในสภาพที่น่า สังเวช น่าสงสารที่สุด คือมีแต่วิกฤตกาลที่ยุ่งยาก และเป็นวิกฤตกาลอันถาวรไปเลย ไม่มีสันติภาพ. สรุปความสั้น ๆ ได้ว่า เพราะหันหลังให้ศาสนากันทั้งโลก เรื่องนี้มันลึกซึ้ง ยืดยาว ต้องเอาไปคิดดูเองบ้าง ว่า กำลังหันหลังให้ศาสนากันทั้งโลก แล้วจึงเกิดผลร้ายขึ้น ทีละนิด ๆ หลายสิบปีมันก็มีผล ถึงกับเป็นโลกที่เต็มไปด้วยวิกฤตกาลอย่างเดี๋ยวนี้ : มีศาสนา กันแต่เพียงปากพูด หรือพิธีรีตอง ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่า การที่จะทำมนุษย์ในโลก ให้หันมาสู่ศาสนากันอีกครั้งหนึ่งนี้ จะเป็นการขึ้นศักราชใหม่ ก็ได้. ทีนี้ เราต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง เป็นพวกจุดชนวนขึ้นเป็นพวกแรก ก็จะนับ ได้ว่าเป็นการกระทำที่ดี ที่ควรกระทำ หรือควรสนใจอย่างยิ่ง. นี้เป็นตัวอย่าง แห่งวัตถุประสงค์ ที่ควรจะประสงค์ ก็เพื่อต่อต้านความเสื่อม เสียทางศีลธรรมวิธีหนึ่ง ในหลาย ๆ วิธี, และเพื่อให้การศึกษาในลักษณะที่สนุกสนาน เหมือนมหรสพ, และเพื่อสะดวกในการประกอบพิธีที่ยังจำเป็นแก่มนุษย์ ในทางศาสนา, และว่า เพื่อเป็นเครื่องชี้ชวน ชักชวน ชักจูง หรือเป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะให้กลับหัน หน้ามาสู่ศาสนากันใหม่ ในโลกนี้. ทั้งหมดนี้ เรียกว่าเป็นวัตถุประสงค์. เรื่องที่ ๒. ลักษณะของสิ่งที่จะสร้างขึ้นนั้น ลักษณะที่จะสร้างขึ้นไว้นั้น จะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า พุทธวิหารหรืออะไรก็ตาม นั้นควรจะมีรูปร่างอย่างไร ? ประดับประดาด้วยอะไร ?

น.358 ย่าลืมว่า ได้กล่าวแล้วว่า ที่จะกล่าวนี้เป็นเพียงความคิดเห็นสำหรับเลือก ไม่ใช่คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เป็นความคิดเห็นเพื่อไปคิดดู. เผื่อเลือกนี้ ก็มีอยู่ อย่างที่กำลังจะกล่าว ต่อไปนี้ :- สำหรับแบบอาคาร ที่จะสร้างขึ้นนั้น กล่าวได้แต่เพียงหลักกว้าง ๆ ว่ามัน ควรจะมีรูปร่างที่ใช้ได้ หรือดูได้ คือดูก็ได้หรือใช้ประโยชน์ก็ได้ ในลักษณะที่ไม่ขัดหู ขัดตา แก่ผู้ที่นับถือศาสนาทั้ง ๓ ศาสนา. ใช้คำว่า "ทั้ง ๓ ศาสนา" ; เพราะได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เราจะต้องใช้ถึงขนาดว่าไม่ขัดกัน ในระหว่างศาสนา. เพราะ เหตุว่า นิสิตอาจจะมีหลายศาสนา ; เพราะฉะนั้น อาจจะมีศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันกับศาสนา ครบทุกศาสนา แสดงอยู่ด้วยในแบบรูปของอาคารนั้น ; อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าความคิดอันนี้ใช้ได้ ก็อยากจะแนะต่อไปอีกว่า เราอาจจะสร้างเป็นตึก ทรงไทย เหมือนที่เรานิยมกันอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ; แต่ให้มีศิลปะที่ไม่ขัดหูขัดตา ใน ระหว่างศาสนา หรือไม่เป็นเครื่องทำให้เกิดความเอือมระอา หรือว่า เกลียดชังกันขึ้น ในระหว่างศาสนา อย่างนี้. แม้ว่า เราจะไม่ทำทรวดทรงรูปอาคารเหมือนตึกทรงไทย วิหารทรงไทย ก็ยังมี ทางคิด ที่จะทำได้อีกทางหนึ่ง ; คือว่าได้เคยไปเห็นทรวดทรงของพระสถูปแบบอมราวดี มาแล้ว รู้สึกว่าพระสถูปแบบนี้ แม้ว่าโดยลักษณะของเขาจะเป็นพระสถูปเจดีย์ แต่อาจจะ ใช้เป็นแบบของอาคารที่ใช้ประโยชน์ภายใน นั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงถือโอกาส ขอ เล่าให้ฟังเสียสักหน่อย พอสมควร :- พระสถูปแบบทรงอมราวดีนั้น ส่วนใหญ่ก็คือเป็นโดมต่ำเหมือนกับว่า ส้มผ่า ครึ่งซีก ไม่ใช่โคมสูง เป็นโดมต่ำโค้ง ; แล้วก็มีฐานรองรับในรูปที่น่าดู แล้วก็มี

น.359 รั้วรอบถึงสองชั้น ชั้นพื้นดินก็มีรั้วรอบ มีประตู ๔ ทิศ. ถัดขึ้นไปมีฐานชั้นสองก็เดินได้ เวียนรอบ เป็นชานที่เดินได้เวียนรอบ มีซุ้ม ๔ ทิศปะเข้าที่องค์ ชิดกับฐานนั้น มี สัญลักษณ์ของเสา ๕ เสาเรียงกันอย่างนี้ อยู่ทุก ๆ ซุ้ม. บนยอดโดมนั้นมีแท่นสี่เหลี่ยม ซึ่งเขาเรียกว่าหัมมิกา สถาปัตย์ของพระเจดีย์ แบบนี้ เขาเรียกว่า "หัมมิกา", ตรงกันกับคำว่า วัชรอาสน์ คือเป็นที่พระพุทธเจ้า ประทับนั่ง หรือว่าเป็นที่ประดิษฐาน พระสารีริกธาตุ คือมีโดมใหญ่โค้ง แล้วมีสี่เหลี่ยม จตุรัสเป็นแท่นอยู่ที่ยอด แล้วมีฉัตรเตี้ย ๆ เหมือนกับเห็ด ปักอยู่บนฐานนั้น เพื่อมุงกั้น ผู้ที่นั่งอยู่บนฐานนั้น ซึ่งสมมุติว่า เป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้น. นี่ลองหลับตาดูภาพนี้ว่า มันเป็นแบบที่สะดวก ที่จะทำให้ข้างในกลวง ; ข้างในกลวงหมดเลยนั้น ใช้เป็นทำนองวิหาร แต่พอดูภายนอกจากที่ไกล. มันก็เป็น พระเจดีย์ที่สวยที่สุด คือพระเจดีย์แบบอมราวดี ทรงโดมเตี้ย มีเครื่องประดับ ๔ ทิศถึง ๒ ชั้น แล้วก็มีฐานข้างบนนิดหนึ่ง มีฉัตรเป็นเหมือนดอกเห็ดอีกนิดอยู่บนฐานนั้น. เราเลยได้ผลทีเดียวสองอย่าง : คือพระเจดีย์อันสวยงามก็ได้ แล้วก็วิหาร ที่เราใช้ประโยชน์อะไรก็ได้ ตามที่เราต้องการก็ได้, เราทำกลวงหมดภายในนั้นกลายเป็น วิหาร. ทำไมจึงนึกถึงพระเจดีย์แบบนี้ขึ้นมา ? ก็เพราะว่าสวยด้วย และเหมาะที่จะ ดัดแปลงให้เป็นวิหารภายในนั้นด้วย. และยังมีเหตุผลพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือว่า ศิลปะ แบบอมราวดีทั้งหมดนั่นแหละ เป็นต้นกำเนิดแห่งศิลปะไทย ; เพราะว่าเราได้รับ พุทธศาสนาแบบหนึ่งจากอมราวดี, และได้รับศิลปะลวดลายแบบนั้นมาเป็นต้นกำเนิดแห่ง

น.360 ลายไทยทั้งหมด รวมทั้งวัฒนธรรมบางอย่าง เช่นวัฒนธรรมนุ่งผ้าโจงกระเบน ตามแบบ สมัยเก่า. เดี๋ยวนี้ ถ้าเราไปที่แคว้นมัทดราส ออกไปบ้านนอกหน่อย เราจะยังเห็น ประชาชนชาวบ้าน ผู้หญิงโดยเฉพาะ นุ่งผ้าโจงกระเบนแบบไทยเราแต่ก่อนนั้น แล้วก็ เทินของบนศีรษะ มือนาดแกว่งเหมือนกับคนไทยตามบ้านนอกไม่มีผิด นี่ยังเหลืออยู่. นี้เป็นตัวอย่างว่า แม้แต่วัฒนธรรมอย่างนี้ก็ได้รับมาจากเขตอมราวดีที่ว่านั้น รวมความว่า ทั้งวัฒนธรรม ทั้งศิลปะ และทั้งศาสนาแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบค่อนข้าง จะเป็นมหายานนั้นมาจากอมราวดี. แต่นี่เรากำลังพูดถึงศิลปะ ฉะนั้น เรากล่าวได้ เต็มปากว่า ศิลปะแบบอมราวดีนี้ เป็นต้นกำเนิดศิลปะไทย โดยเฉพาะเรื่องลวดลาย, จึงได้ผลพลอยได้อีกทางหนึ่งว่า มันเป็นที่แสดงความคิดให้รู้ว่า ศิลปะไทยมาจากต้นตอ ไหน อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ อาจจะมีบางคน ที่มีหัวไปในทางถือชาติถือชั้น หรือหลงชาติ อาจจะ เห็นว่า นั่นมันเป็นแขก และเป็นอินเดีย. ข้อนี้เราจะต้องนึกดู ด้วยจิตใจที่เป็น ธรรม ว่า ตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ ทำไมไม่ถือว่าเป็นแขก และเป็นอินเดีย ; ทำไมจึง ยอมรับพระพุทธศาสนาด้วยชีวิตจิตใจ ทั้งหมด ; ไม่คัดค้านว่าเป็นแขก หรือเป็นอินเดีย จนมาอยู่ในเลือดของเรา. เรามองดูพระพุทธรูปทุก ๆ แบบ เห็นได้ เป็นแบบเนปาล, แบบคุปตะ ทั้งนั้น. แม้พระพุทธรูปที่ทำในประเทศไทย อย่างพระพุทธรูปแบบสุโขทัย ก็คือ แบบเนปาล, แบบเชียงแสนก็คือแบบคุปตะ. นี่ก็เป็นศิลปะอินเดียอยู่แล้ว ; ฉะนั้น การที่จะมาตั้งข้อรังเกียจว่า พระเจดีย์แบบนี้ดูจะเป็นอินเดีย ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้.

น.361 แต่ถ้าช่างทำเป็น ไม่เป็นช่างที่โง่เขลา แล้วก็สามารถจะปรับปรุงแบบนี้ ให้เป็นกลาง ๆ ก็ได้ : คือดูเป็นไทยก็ได้ ดูเป็นคริสเตียนก็ได้ ดูเป็นโมหมัดก็ได้ ดูเป็น อินเดียก็ได้. แล้วเราควรจะต้องนึกถึงอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าเราเป็นคนกตัญญู เป็นมนุษย์กตัญญู ก็ควรจะนึกถึงว่า ความคิดริเริ่มอันนี้ที่จะสร้างสถานที่นี่ขึ้น ก็ด้วยเงินของ สุภาส จันทรโพส ซึ่งเป็นชาวอินเดีย ได้ให้เงินไว้ ๕ แสนบาท ก็เพื่อจะให้สร้างพุทธวิหารนี้. แล้วอย่างน้อย เราก็ควรจะนึกถึงอะไร ๆ ที่เป็นอินเดียบ้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เขา จึงจะ เป็นคนกตัญญู ; อย่างนี้เป็นต้น. แม้จะไม่นึกถึง มันก็ ไม่มีทางหลีก ; เพราะว่าพุทธศาสนาก็เป็นอินเดียอยู่ เต็มตัว, พระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย, อะไร ๆ ก็เป็นศิลปะอินเดีย, วัฒนธรรมอินเดียอยู่แล้ว. นี่เรียกว่า แบบของอาคารนั้น จะเป็นวิหารทรงไทย เหมือนที่เราสร้างกันอยู่ ก็ได้ ; หรือถ้าเราจะเอากำไรให้มากขึ้น สร้างทีเดียวจะเอาให้เป็นทั้งเจดีย์และวิหารแล้วก็ ขอแนะนำแบบศิลปกรรม อมราวดี สถาปัตย์แบบอมราวดี โดยอาศัยพระสถูปแบบ อมราวดีเป็นหลัก ถ้าสนใจมากพอ อยากรู้จริงๆ ก็ไปดูได้ ที่พิพิธภัณฑ์สถาน โดยขอ หนังสือเรื่องอมราวดีมาค้นดูก็ได้ ก็จะพบสถูปแบบนี้. นี้เรียกว่าเรื่องตัวอาคาร. สำหรับสิ่งประดับภายใน เราควรจะทำให้ถือว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่แสดงถึงสิ่งซึ่งจะให้ความรู้ในทาง ศิลปะไปเสียเลย ; เช่นประกอบไปด้วยลวดลาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ลวดลายแบบ

น.362 มราวดีนี้อีกเหมือนกัน ; คือ ลวดลายของอินเดียแบบต่าง ๆ ที่ได้กลายมาเป็นต้นตอของ ลวดลายไทย เช่นลายก้านขด ก็ไม่ใช่ลายของไทยมาแต่เดิม. มันต้องเป็นลายของอินเดีย โดยแน่นอน ; เพราะว่าลายก้านขดมีอยู่แล้วที่พระสถูปสาญจี ซึ่งเป็นเวลาถึง ๒๑๐๐ ปี มาแล้ว. ลายก้านขดนี้ พวกอิสลามก็เอาไปจากอินเดีย ‘พราะพวกอิสลามเข้ามายึดครอง อินเดีย ได้นำเอาลายก้านขดของพุทธที่สาญจีไปทำมาก จนคนบางคน ที่เป็นครูบาอาจารย์ เผลอไปก็มี เผลอไปว่าลายก้านขดเป็นของมุสลิมอินเดีย อย่างนี้ไปเสียแล้วก็มี. เพราะฉะนั้น เราควรจะให้ความเป็นธรรม เราควรจะไปนึกถึงแล้วสอบสวน ให้ดี ; ไปเอาสิ่งเหล่านี้มาประดับ มาประกอบ อยู่ในฐานะเป็นสิ่งประดับภายในวิหาร เช่นลวดลายเป็นต้น กระทั่งถึงกับว่า เราจะแสดงศิลปะด้วยภาพ หรือด้วยวัตถุอะไรก็ตาม ที่แสดงให้เห็นว่าไทยเราได้รับวัฒนธรรมอินเดียมา ในฐานะเป็นต้นตอ. ดังเช่น การไถนา การทำนา แบบที่เราทำกันอยู่ในประเทศไทยนี้ ไม่ใช่แบบ จีน ไม่ใช่แบบไทยดั้งเดิมในเมืองจีน แต่เป็นแบบอินเดียล้วน. ตัวไถนั้นก็ดี วิธีไถ นั้นก็ดี เป็นแบบอินเดียล้วน. แล้วไทยเรา ที่ลงมาจากเมืองจีนนั้น ถ้ามีไถสำหรับไถ ก็ต้องเป็นอย่างแบบจีนทื่อ ๆ ทู่ ๆ ไม่น่าดูเลย น่าเกลียดด้วยซ้ำไป. และถ้าว่า ไทยเรา เป็นพวก nomad เคลื่อนที่อยู่เรื่อย ก็ไม่มีไถที่จะไถนา เพราะไม่ต้องทำนา ไม่ได้ทำนา. เพราะฉะนั้น แม้แต่การทำตัวไถสำหรับไถนาก็ดี หรือวิธีไถนาก็ดี เป็นวัฒนธรรม อินเดีย ซึ่งเขาเอามาให้เรา มานานเกินกว่าสองพันปีแล้ว. การกินอาหารด้วยมือ ก็เป็นวัฒนธรรมอินเดีย ไทยเราที่ลงมาจากจีน ก็ไม่ได้ กินอาหารด้วยมือ

น.363 การนุ่งผ้าโจงกระเบนนั้น อย่าไปคิดว่าเราเอามาจากเขมร เรารับมาจาก อินเดียโดยตรง จากอมราวดีของอินเดียใต้ ข้ามมาฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู ที่ตรงกับ ภูเก็ต จังหวัดตรัง แถวนั้น ขึ้นมาจากทางใต้ก่อน แล้วจึงขึ้นมาทางเหนือที่กรุงเทพ ฯ. การทูนของบนศีรษะนี้ เป็นวัฒนธรรมอินเดีย แม้ที่สุดแต่การประนมมือไหว้ เหมือนที่เราประนมมือไหว้กัน วันหนึ่งไม่รู้กี่แสนกี่ล้านครั้ง นี่ก็เป็นวัฒนธรรมอินเดีย อยู่ในเนื้อในตัว. ถ้าเราเป็นคนกตัญญู เราควรจะรักษาความกตัญญูไว้ด้วยการแสดงอะไร ให้เห็นกันอยู่ในวิหารหลังนี้ด้วย ก็ได้. นี้เรียกว่าสิ่งประดับ หรือลวดลายภายในวิหาร จัดให้มีลักษณะเป็นเหมือน พิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชนิด แสดงต้นตอของศิลปไทย วัฒนธรรมไทย ที่ได้รับมาจาก อินเดียโดยตรง นี่เป็นผลพลอยได้. สำหรับที่บูชา ถ้าจะมีแท่นบูชาภายในวิหารที่เรากำลังคิดกันอยู่นี้ เรามีทางที่จะทำได้ โดย ทำแท่นบูชา หรือที่บูชา ให้กลมกลืนกันหลายศาสนา, หรือทั้ง ๓ ศาสนา ก็ได้ รวมกันก็ได้, หรือจะแยกเป็นสามส่วนสี่ส่วน มีศูนย์กลางอยู่ที่ตรงกลาง แล้วจัดให้มี เฉพาะ ๆ เป็นศาสนาไปก็ยังทำได้. นี้เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูอย่างรอบคอบว่า ควรจะ ทำอย่างไร.

น.364 นี่เรื่องเกี่ยวกับตัววิหาร เครื่องประดับ ตลอดจนถึงที่บูชาภายในวิหาร มีความคิดนึกที่อยากจะเสนอ เป็นเครื่องให้คิด และเผื่อเลือกแก่ท่านทั้งหลาย อย่างนี้. เรื่องที่ ๓. เรื่องชื่อของอาคาร ชื่อของอาคารหลังนี้ เราควรจะเรียกว่าอะไร เราไม่ควรจะออกความเห็น เด็ดขาดกันลงไปในเดี๋ยวนี้; เราต้องนึกเผื่อ ๆ เผื่อเลือกกันไว้นาน ๆ หน่อย จนกว่าจะ แน่ใจกันทีหลัง. แต่ว่าควรจะมีแนวพิจารณากันถึง ๓ อย่างด้วยกัน. ในการตั้งชื่ออาคารหลังนี้ ควรจะพิจารณาเป็น ๓. อย่างด้วยกัน คือว่า เราจะ ตั้งชื่อ ให้ชื่อนั้นแสดงความหมายเป็นอนุสรณ์ แก่ สุภาส จันทรโพส โดยตรงอย่างนี้ ก็ได้ ประการหนึ่ง. หรือว่า เราจะให้ชื่อนี้แสดงไปในทางเป็นกลาง ๆ ไม่เล็งถึงใคร ไม่เล็งถึง ศาสนาไหน ๆ เลยก็ได้. หรือว่าเราจะตั้งชื่อของอาคารหลังนี้ ให้เป็นไปในทางที่แสดงถึงลักษณะ ของกิจการที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราโดยตรงก็ได้. จะยกตัวอย่าง พอเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ๓ อย่างเป็นอย่างนี้. อย่างที่ ๑. ที่เราจะตั้งชื่อให้เป็นอนุสรณ์ แก่ สุภาส จันทรโพส ก็มีทาง ที่จะตั้งชื่อว่า ศาลา ธรรมสุภาส หรือ ธรรมสุภาสศาลา หรืออะไรทำนองนี้ เป็นต้น.

น.365 ก็จะเป็นอนุสรณ์แก่คน ๆ นี้ ผู้มีความหวังอย่างนี้ แล้วได้ให้ทุนรอนไว้เพื่อกิจการอย่างนี้ โดยตรง. อย่างที่ ๒. ถ้าเราไม่อยากจะให้เป็นอะไรเช่นอย่างที่ ๑. นั้น จะให้เป็นกลาง ที่สุด และระหว่างศาสนาที่สุด. เราก็อาจจะเรียกกันแต่เพียงว่า ธรรมศาลา หรือธรรม- วิหาร ก็ได้ ; เพราะคำว่า "ธรรม" นี้ไม่เป็นของศาสนาไหน. ถ้าใครเข้าใจว่าธรรม เป็นของพุทธศาสนาแล้ว คนนั้นก็ยังไม่รู้จักพุทธศาสนา คือรู้จักพุทธศาสนาน้อยเกินไป. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้น เป็นของทุกศาสนา จะวินิจฉัยกันเรื่องนี้ก็จะ ยาวมาก ขอฝากไว้เพียงเท่านี้. ขอให้ไปค้นดูเอาเอง. แม้ในคริสตศาสนาก็ดี, ในศาสนา อิสลามก็ดี, คำว่า "ธรรม" ก็มีอยู่ แต่เสียงไม่ออกมาว่า ธรรม อย่างเป็นภาษาบาลี หรือ สันสกฤต เหมือนที่เราใช้อยู่. ไทยเราไปรับเอาภาษาบาลีสันสกฤตมาใช้ ในฐานะรับเอาวัฒนธรรมอินเดีย ทั้งดุ้นมาใช้ : ถ้าพูดกันตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ก็ต้องพูดว่าเป็นโคโลนีทางวัฒนธรรม cultural colony ต่อประเทศอินเดียอยู่แล้ว เป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมในทางวิญญาณ เกี่ยวกับวัฒนธรรมอยู่แล้ว ; เราจึงมีคำว่า ธรรม ธมฺม นี้เป็นภาษาบาลี, หรือ ธรฺม ภาษาสันสกฤต หรือภาษาอินเดีย. แต่ในภาษาจีน เช่นคำว่า เต๋า ของเหลาจื๊อ ก็มีอะไรตรงกับคำว่า ธรรม. หรือคำว่า The word ซึ่งแปลว่า "คำพูด" ในไบเบิล ของพวกคริสเตียน คำนั้นก็คือความหมายอันเดียวกัน กับคำว่า "ธรรม" อย่างนี้ เป็นต้น. คำว่า "ธรรม" เป็นของกลางระหว่างศาสนา. ถ้าตั้งชื่อว่าธรรมศาลาแล้ว ไม่มีความหมายเป็นพุทธอย่างเดียว ; เป็นคริสต์ก็ได้ เป็นอิสลามก็ได้ เป็นอื่น ๆ ก็ได้

น.366 เพราะฉะนั้น จะเรียกว่าธรรมศาลา หรือธรรมวิหาร กลาง ๆ ใช้ได้แก่เพื่อนนักศึกษา ทุกศาสนาก็ยังได้. ถ้าเราจะไม่ชอบภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาบาลี นี้เราก็ใช้คำภาษาไทย ง่าย ๆ เช่นว่า หอพระ หออะไร อย่างนี้ก็ได้. ถ้าจะไม่เรียกว่าศาลา เรียกว่าหอพระ เฉย ๆ ก็ได้ เพราะคำว่า "พระ" ใช้ได้ในทุกศาสนาอีกเหมือนกัน. คำว่า พระ อย่า เข้าใจว่า ต้องเป็นภิกษุในพุทธศาสนาอย่างเดียว ในศาสนาไหนก็ได้ ; มีคำว่าพระ ใช้ในศาสนาอย่างเดียวกัน และเสมอกัน. แต่ว่าค่อยฟังเป็นภาษาไทยหน่อย นี่อย่าง ที่ ๒ ค่อยเป็นชื่อกลางที่สุดแล้ว. อย่างที่ ๓. ที่นี้ เราอยากจะให้ชื่อนี้ แสดงถึงวัตถุประสงค์ โดยตรงของ กิจกรรมที่จะมีในวิหารนี้ เราก็จะต้องเล็งถึงจุดประสงค์ เช่นว่า มนุษยธรรม ฯลฯ อะไรอย่างนี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังขาดมนุษยธรรม ทุกคนกำลังหันหลังให้ศาสนา ไม่มีธรรมะ อย่างมนุษย์ ; แต่ไปมีธรรมะอย่างสัตว์เดรัจฉาน เห็นแก่ปากแก่ท้องอะไรมากขึ้น, เดี๋ยวนี้กำลังต้องการมนุษยธรรม แล้วก็อาจจะเรียกอาคารนี้ว่า มนุษยธรรมากร ซึ่งแปลว่า บ่อเกิดของมนุษยธรรมอย่างนี้ก็ได้, หรือมนุษยธรรมาลัย - เป็นที่ตั้งแห่ง มนุษยธรรม เป็นต้น. อย่างนี้ก็ยังไม่เป็นศาสนาไหนใหญ่เลย ยิ่งเป็นกลางและยิ่งแสดง ถึงสิ่งที่เราต้องประสงค์ คือว่าจะทำให้มนุษย์กลับมีมมนุษยธรรมมากขึ้นมาอีก. ที่กล่าวมา ขอให้ถือว่า นี่เป็นเพียงความคิดเห็นเผื่อเลือก ฉะนั้น คงไม่เป็น การก้าวร้าวแก่ผู้ใด ในการที่อาตมากล่าวอะไรไปตรง ๆ อย่างนี้. นี่เกี่ยวกับชื่อ ก็จะ

น.367 ต้องไปเลือกดูว่าเราจะตั้งชื่อ ให้เป็นอนุสรณ์แก่ผู้ริเริ่มให้ทุน, หรือว่าจะแสดงความ เป็นกลางในระหว่างศาสนา, หรือว่าจะแสดงถึงวัตถุประสงค์อันแท้จริงอย่างยิ่ง ที่เรา จะต้องประสงค์ในการสร้างสิ่งนี้. เราได้พูดกันมาแล้วเรื่องที่ ๑ คือวัตถุประสงค์ เรื่องที่ ๒ คือแบบของอาคาร และการประดับ เรื่องที่ ๓ ชื่อของอาคาร. เรื่องที่ ๔. กิจกรรมในอาคารนั้น เรามีอาคารอย่างนี้ มีชื่ออย่างนี้ แล้วเราจะมีกิจกรรมในอาคารนั้นอย่างไร นี่เราจะต้องแบ่งเป็น ๒ ประเภท, สิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา นั้นก็มีได้ ๒ ประเภท : ประเภทที่เป็นหลักทั่วไป เป็นหลักกว้าง ๆ ทั่วไป เหมือนกันหมด อย่างหนึ่ง, อีกอย่าง หนึ่งเป็นวัตถุประสงค์พิเศษเฉพาะเรื่อง. ข้อ ๑. ในลักษณะทั่วไป อาคารทางศาสนาก็มีเรื่องกิจวัตรประจำวัน : ไหว้พระสวดมนต์ นี่อย่างน้อยก็เป็นพื้นฐานชั้นต่ำสุด. สูงขึ้นไป ก็มีการฝึกฝนทางจิตทางใจ ที่เรียกกันว่ากัมมัฏฐานวิปัสสนา จนฟังดูเป็นของครึคระไปแล้ว ; นี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะทำให้มนุษย์เราเข้าใจธรรมะ อันลึกซึ้ง หรือธรรมชาติอันลึกซึ้งได้ ก็ต้องมีการสอนการฝึกกันเป็นธรรมดา. ถัดไปก็เรื่องศึกษาพระคัมภีร์อย่างแตกฉาน เพราะว่ามีความสะดวก ; เหมือน ที่ได้ยกตัวอย่างให้ฟังข้างต้นแล้วว่า กลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยแรงกูน สามารถ

น.368 แปลพระไตรปิฎกออกมาเป็นเล่ม ๆ เสนอแก่โลกทีเดียว. นี่เราก็มีทางจะทำได้ ศึกษา พระคัมภีร์ได้โดยสะดวกและกว้างขวาง. นอกจากนั้น เราก็ใช้เป็นที่ประกอบพิธี โดยสมควรแก่ความประสงค์ ของเรา ; เช่นมีพิธีต้อนรับแขกชาวพุทธ มีเกียรติยิ่งใหญ่ ที่มาจากต่างประเทศ, หรือว่าจะใช้เป็นที่ทำบุญให้ทานประกอบพิธีทางศาสนาอย่างอื่น, หรือแม้ที่สุดแต่ว่าจะตั้งศพ ผู้มีเกียรติที่สุด เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย เช่นว่า เสียสละชีวิตเพื่อมหาวิทยาลัย นี้ก็ยังได้ ยังเหมาะสม ยังดีกว่า ที่ไม่มี. ในหลักทั่วไปเราอาจจะใช้ได้อย่างนี้. ข้อ ๒. สำหรับวัตถุประสงค์พิเศษ ก็หมายความว่า เราจัดการศึกษา อะไรที่เป็นแบบวิธีที่เหมือนกับมหรสพทางวิญญาณ : ให้ความรู้อย่างยิ่ง อย่างรวดเร็ว อย่างสนุกสนาน ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ล้วนแต่เป็นเรื่อง ที่ให้ความรู้ทางธรรมะไปหมด ; ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นเหมือนกับ โสตทัศนศึกษา อย่างที่กระทรวงศึกษาธิการพูดถึงกันอยู่เสมอ และทำกันอยู่บ้าง แต่เราต้องทำจริง, และทำให้สำเร็จประโยชน์ในการเผยแผ่ธรรมะ ; ไม่ใช่ทำบ้างอย่างพอแล้ว ๆ ไป. เราจะปรับปรุงถึงขนาดที่ว่าสามารถใช้ศิลปะ เช่นศิลปะทางดนตรี หรือที่ เขาเข้าใจกันว่า เข้ากันไม่ได้กับศาสนา ให้เข้าได้กับศาสนา ; เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่เข้าใจผิด ไขว้กันอยู่บางอย่าง. โดยเนื้อแท้แล้ว ศิลปะเช่นดนตรี เป็นต้นนี้ เป็นของ คู่กันมากับศาสนา และเกิดขึ้นในทางศาสนาก่อน เพิ่งมาเป็นของชาวบ้านทีหลัง

น.369 ไปศึกษาค้นคว้าดูทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดนตรี จะพบว่า ในสมัยแรก ที่มนุษย์มีดนตรีนั้น เขาใช้เกี่ยวกับทางศาสนา เพื่อจะกล่อมเกลาจิตใจคน ให้พ้นจาก อารมณ์ร้อนไปขณะหนึ่ง แล้วก็มีจิตใจสงบพอที่จะฟัง หรือว่าทำจิตทำใจ อย่างใด อย่างหนึ่ง. ถ้าเราสามารถจะเอาศิลปะอย่างนี้มาใช้ให้ถูกวิธี มันก็ยิ่งดี เป็นความเพลิด เพลินด้วย ได้ผลดีด้วย ; และแม้ที่สุดแต่การแสดงธรรม ถ้าจะมีการแสดงธรรม, หรือมีการแสดงปาฐกถาต่าง ๆ ก็ต้องจัดไปในรูปที่เหมาะสมกาละเทศะจนกระทั่งให้เรียก ได้ว่าเป็นมหรสพทางวิญญาณ. มหรสพนั้นว่าที่จริงแล้ว มันมีความหมายกว้างคือว่า สิ่งที่ให้ความบันเทิง ก็เรียกว่ามหรสพหมด : แต่เราถือเอาความหมายแคบไปเป็นเรื่องเล่นหัวทางสนุกสนานไป ในทางโง่ ๆ ง่าย ๆ ของชาวบ้านไปเสีย. คำว่ามหรสพ มีความหมายกว้าง จนจะใช้แก่ธรรมะก็ได้ ทางจิตใจก็ได้. ให้นึกถึงคำว่า entertainment คือการให้แขกสบายใจ; นี่คือมหรสพ ไม่จำเป็นจะต้อง เป็นเรื่องหนังเรื่องละคร เรื่องอะไรโดยตรง entertainment ชนิดไหนก็ตามควรจะเรียกว่า มหรสพ ทั้งนั้น. ทีนี้เรามีมหรสพในทางธรรม ก็คือการจัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นไปใน ทางที่ให้เกิดความพอใจ หลงใหลเหมือนกับว่า ติดเหล้า ติดฝิ่น; สิ่งที่เรียกว่า vine of life จะกลับมาอีก ซึ่งเป็นภาษาธรรม. ภาษาที่จะต้องแปลความหมายไม่ใช่ กินเหล้า เพื่อให้สนุกกันใหญ่ แต่ว่าดื่มน้ำอมฤต ที่ทำให้คนไม่ตาย.

น.370 "ดื่มน้ำอมฤตที่ทำให้คนไม่รู้จักตาย" นี้ เป็นยอดสุดของมหรสพทาง วิญญาณ เป็นความมุ่งหมายของมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งเป็นคำที่ยังแปลกหูอยู่. แต่ว่า สำหรับนักศึกษาทั้งหลาย เมื่อไปพิจารณาดูบ่อย ๆ จะไม่เป็นคำแปลกประหลาดอะไร ; จะเข้าใจได้ว่า เราจะทำให้คน เพื่อนมนุษย์ของเรา ได้รับความรู้ในทางธรรม ในลักษณะ ที่รวดเร็ว ลึกซึ้ง แต่แล้วสนุกสนานอย่างยิ่ง ไม่ต้องเข็นไม่ต้องฝืนกัน. ทำนองเดียวกับพวกโยคี พอใจในการเข้าฌาน จำศีล กินลม ไม่เขยื้อนตัว ตั้งเดือน ๆ ปี ๆ อย่างนี้เขาก็ยังทำได้. แต่ว่าสำหรับนิสิต นักศึกษาทั้งหลายใน มหาวิทยาลัย ไม่ต้องมากถึงอย่างนั้น ; เราเอาเพียงว่า รู้ธรรมะเร็ว รู้ลึกซึ้ง และรู้ ในลักษณะที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ เรียกว่า practical. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยนี้เราจะต้องมีความสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ คือ พวกฝรั่ง นักเรียนเรียนในเมืองไทย แล้วต้องออกไปต่างประเทศ ไปเมืองนอก, ไปเรียน ต่อที่เมืองนอก ถูกฝรั่งถามในทางพุทธศาสนาแล้ว ก็มีจิตใจไม่อยู่กับตัว ตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก จนกระทั่งพวกฝรั่งบางคนจะกลับสอนให้เสียอีก. นี่เสียชื่อคนไทย ; เพราะฉะนั้น ควรจะมีสิ่งเหล่านี้กันเสียโดยสะดวก โดยรวดเร็ว เพื่อจะได้เป็นเครื่อง คุ้มครองเรา ให้ไม่ต้องเดือดร้อนทุกอย่างทุกประการ ทั้งที่เกี่ยวกับส่วนตัวและบุคคลอื่น. นี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกกันชั่วคราวว่า "พุทธวิหารในมหา- วิทยาลัย" ซึ่งกำลังเป็นเรื่องใหม่ กำลังวิพากษ์วิจารณ์ปรึกษาหารือกันอยู่.

น.371 ขอให้ถือเอาในฐานะเป็นเพียงความคิดเห็นสำหรับเลือก แล้วไปเลือกดู เพื่อนิสิตที่จะได้พร้อมใจกันเอาจริงเอาจัง ในการที่จะได้มีพุทธวิหารขึ้น และผู้หลักผู้ใหญ่ มีความเห็นใจ อำนวยความสะดวกตามประสงค์ของเรา. ขอให้ประสบความสำเร็จ ในทางที่ถูกที่ควรในเรื่องนี้ อย่างยิ่งด้วย. ขอกล่าวคำว่า สวัสดี.

น.372 ธรรมกถา - ๔ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๐ มหรสพ ทางวิญญาณ ท่านผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, จะขอถือโอกาสแนะนำให้รู้จักสถานที่นี้ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องซึ่ง กะว่าจะพูด หรือควรจะพูดพร้อมไปในคราวเดียวกันเลย. ผู้ที่มาถึงที่นี่แล้ว ควรจะได้อะไรให้คุ้มกัน นั่นแหละคือเรื่องที่จะ พูด. ส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่า ที่นี่ เรียกว่าสวนโมกข์. สวนโมกข ฯ นี้เป็นที่สงวนไว้เป็นป่า ไม่แตะต้องบริเวณบนภูเขา ; ส่วน ข้างล่างนั่น มีการก่อสร้างเปลี่ยนแปลง ผิดจากธรรมชาติไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายาม จะให้รักษาความเป็นธรรมชาติไว้. เดี๋ยวนี้เราได้มานั่งอยู่ในสวนโมกข์แล้ว. ๓๕๑

น.373 ตามทางการ วัดนี้มีชื่อว่า วัดธารน้ำไหล เขาเรียกชื่ออย่างนั้นกันอยู่ก่อนแล้ว. ภูเขานี้เรียกว่า ภูเขาพุทธทอง มาแต่ก่อน. เราซื้อที่ดินรอบภูเขานี้ ขอเขาบ้าง ซื้อบ้าง ได้รอบภูเขา เป็นอันว่าได้ฟรีเป็นอัตโนมัติ เพราะตามกฎหมายนั้น เขาไม่ให้มีการซื้อขาย หรือ จับจอง เนื่องจากเหตุนี้ ที่ดินรอบ ๆ ภูเขา ก็เลยตกเป็นของวัดไป โดยอัตโนมัติ ตามที่ ที่มานั่งอยู่นี้. ขอให้สังเกตดูด้วยว่า ที่นี่เป็นซากโบราณสถาน ไม่ใช่มาจัดขึ้นใหม่ เพียงแต่ เรามาตกแต่งใหม่ ซึ่งจะเป็นตามธรรมชาติเองอย่างนี้ไม่ได้. รอบ ๆ บริเวณนี้ มีหินจัด ไว้รอบ เพื่อกันดินพัง และทำเป็น platform ขนาดนี้ มีพระเจดีย์อยู่ข้างบน แต่ถูก ขโมยมาขุด เพื่อหาทอง ทลายไปเสียแล้ว. ให้ดูก้อนอิฐที่สร้างไว้ สมัยนี้เป็นสมัยเดียวกันกับที่วัดพระธาตุ เพราะ ฉะนั้นชาลานี้จะต้องมีอายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว. ที่เรามานั่งทับกันอยู่นี่ มันร้าง ไปหลายร้อยปี หรือตั้งพันปี จนกระทั่งคนเขาเอาเป็นที่ปลูกต้นไม้ ทำไร่กันโดยรอบ แล้วต้นไม้ก็เคยถูกพายุโค่น หักพังไปหมด เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ ในไม่กี่ร้อยปีมานี้. ทุก ๆ ภูเขาที่มีขนาดเท่านี้ ยังมีซากอย่างที่เห็นนี้ทั้งนั้นเลย เป็นแถวไปเลย เว้นแต่ภูเขาที่ยาวมากใหญ่มาก ก็จะมีเป็นหย่อม ๆ แสดงว่า ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษ ครั้งกระโน้น สนใจในศาสนา หรือ ธรรมะกันมาก. นี่เกี่ยวกับสถานที่นี้ เรากำลังนั่งอยู่ ณ ที่ ที่คนสมัยเมื่อพันกว่าปี ได้เลย จัดทำไว้ ซึ่งเป็นคนที่สนใจในพุทธศาสนา เป็นแน่นอน.

น.374 ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่เป็นความรู้ หรือ เป็นคติ ในการมาที่นี่. คำว่า "มาสวน- โมกข์" ก็หมายความว่า มาสู่ที่อย่างนี้ ส่วนที่จะดูออก จะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ นั้นอีก เรื่องหนึ่ง. ทีนี้อยากจะให้เข้าใจ หรือจำง่าย ไม่ลืม ก็อยากจะพูดถึงเรื่องอันเป็นสารคดี เพื่อให้รู้จักสถานที่นี้ดี พร้อมกันไปกับได้รู้จักธรรมะ เพราะว่า ปัญหาที่จะต้องศึกษา คือ ตัวธรรมะ ; แต่ตัวธรรมะโดยเฉพาะนั้น เอาไว้พูดกันตอนบ่ายก็ได้ ตอนเช้านี้ มาดูสถานที่กันก่อน และจะได้พูดเรื่องสถานที่ อันเนื่องกันกับธรรมะ. ทุกคนคงจะเคยได้ยินคำว่า โรงมหรสพทางวิญญาณมาบ้างแล้ว เท่าที่เคย สนใจเรื่องสวนโมกข์ เพราะว่าสวนโมกข์นี้คู่กันมา กับคำว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ นี้ขอให้สังเกตคำเหล่านี้ไปพิจารณาด้วย. ข้อแรก ที่อยากจะบอก ก็คือ จะบอกว่า ธรรมะนั้นแหละเป็นตัวมหรสพ ทางวิญญาณ. คำว่า "มหรสพ" ; นี้เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ว่า หมายถึงอะไร. ส่วนใหญ่ ก็หมายถึงความพอใจ หรือความสนุกสนาน มีการได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ในทางที่ถูกที่ควร ก็เรียกว่า มหรสพ ; ความหมายเหมือนกับคำว่า entertainment ที่เราชอบกันทุกคน แต่ว่ามันเป็นทางวิญญาณ คือ ทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้คำว่า ทางวิญญาณ หรือ ทางจิตใจคือ spiritual นั้นไม่ค่อยจะสนใจ กันแล้วในโลกนี้; เพราะฉะนั้นโลกจึงเปลี่ยนไปมาก และเป็นไปในทางไม่สงบสุข มีความขึ้น ๆ ลง ๆ มาก แล้วก็เป็นไปเพื่อความลำบาก ; อย่างนี้เราเรียกว่า ไม่สนใจ ในเรื่องทางจิตใจ หรือเรื่องทางวิญญาณ ; ถ้าทางภาษาบาลี เขาเรียกว่า ทางจิตใจ ก็พอ แต่ทางภาษาไทยคำว่า "จิต" นั้นเขาใช้ไปในทางต่ำเสียแล้ว.

น.375 ยกตัวอย่าง เช่นเรียกว่า โรงพยาบาลทางโรคจิต เป็นต้น, จิต นี้ก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับมันสมอง ประสาท ร่างกาย เท่านั้นเอง ไม่ใช่จิตที่เป็นวิญญาณโดยตรง. เรา เทียบกันได้อย่างนี้ว่า โรคทางกาย ก็คือ ไปหาแพทย์ทางโรงพยาบาลตามปรกติธรรมดา, โรคทางจิต ก็ไปปากคลองสาน เป็นต้น, แต่โรคทางวิญญาณนั้น คือว่าคนที่ ไม่เป็นโรคทางกาย ไม่เป็นโรคทางจิตแล้ว แต่ยังเป็นโรคทางวิญญาณ ดังที่ต้องนั่งร้องไห้ ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ต้องโศกเศร้าหมอง อะไรทำนองนี้ จนกระทั่งต้องวิกลจริตไป เป็นโรคทางจิตนั้น. ให้ถือว่า คนธรรมดา คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ล้วนยังมีโรคทางวิญญาณ อยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย มีแพทย์ทางจิตเคยบอกว่า ราว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี้ก็มีส่วนถูก ; เพราะเรามี ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้ต้องดีใจ เสียใจ ร้องไห้ สลับ กันไป” นั่นแหละคือ โรคทางวิญญาณ คนธรรมดาทุกคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังเป็นโรคทางวิญญาณ. ความหมายของคำว่า "วิญญาณ" จึงแยกออกมาอย่างนี้ ในภาษาไทยไม่ทราบ ว่า จะเรียกว่าอะไรดี จึงขอเรียกว่า ทางวิญญาณ ไว้ที่ก่อน. ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เขาพูดว่า spiritual เป็นฝ่าย spiritual ถ้าเป็นเรื่องความสุข หรืออะไรก็ตามทำนองนี้ เขา เรียกว่าฝ่าย spiritual ทั้งนั้น ไม่มีทางจะเป็นฝ่าย material เราจึงควรถือเอาคำนี้เป็นหลัก สำหรับพูดกับชาวต่างประเทศ ; ฉะนั้นจึงเรียกว่า spiritual entertainment มหรสพทาง วิญญาณ ; แล้วเราเรียกตึกหลังนั้นว่า spiritual theatre ฝรั่งหลายคนเข้าใจได้ทันที เพราะเขารู้คำว่า spiritual มาดี. ส่วนสำหรับพวกเรา ก็อยากจะให้รู้เรื่องทางวิญญาณนี้ ให้ดี จะช่วยให้เข้าใจธรรมะเร็ว และนักศึกษากลุ่มพุทธศาสตร์ก็มุ่งหมายจะรู้ธรรมะได้ด้วย.

น.376 ทีนี้การที่จะให้รู้ธรรมะได้เร็ว ให้ไม่น่าเบื่อด้วย อยากจะเสนอว่า ให้รู้เรื่อง มหรสพทางวิญญาณ เป็นดีที่สุด และเร็วที่สุด ; เพราะว่า ธรรมะนั้นเป็นมหรสพ ทางวิญญาณ, ธรรมะนี้ให้ความสุข ให้ความพอใจ หรือกระทั่งความสนุกสนานได้ แต่ในทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ฝ่ายเนื้อหนังตามธรรมดา. ทีนี้สถานที่ไหน จะให้ความรู้สึกอย่างนี้ได้ เราเรียกสถานที่นั้นว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ. วัดนี้ทั้งวัด นั่นแหละ เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะเพียงที่ตึก หลังนั้น. ให้เข้าใจว่าวัดนี้ทั้งวัดนั่นแหละเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ. แต่ที่จะเป็นได้ อย่างไร ก็ลองฟังดู. ที่พูดว่า วัดนี้ทั้งวัด เพราะอยากจะให้นึกถึงที่นี่ก่อน ยังไม่ใช่ตึกหลังนั้น. ที่ป่านี้มีลักษณะอยู่อย่างนี้ จะเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณได้อย่างไร. บางคนเขาเรียกว่าตรงนี้ว่า โบสถ์ ก็มี, บางคนที่เป็นนักคิด พอโผล่ ขึ้นมาที่นี่ มาถึงตรงนั้น ก็ร้องตะโกนว่า โบสถ์ โบสถ์, ทั้งหมดนี้คือ โบสถ์ - : ต้นไม้เป็นฝาผนัง ใบไม้เป็นหลังคาโบสถ์ เรียกว่าโบสถ์ นี่ขอให้ดู. นี่คือคนที่สนใจ อะไร ๆ ในแง่ทางวิญญาณ เขาเห็นอย่างกลายเป็นโบสถ์ทางวิญญาณ ป่านี้ทำหน้าที่ อย่างโบสถ์ แต่ลึกกว่าโบสถ์ตามธรรมดา กลายเป็นทำหน้าที่ในจิตใจส่วนลึก ที่เรียกว่า เป็นทางวิญญาณ. อะไรมีความหมายที่สำคัญอยู่ในที่อย่างนี้ ถ้าสรุปแล้ว นั่นก็คือ ความ สงบ สงัด เยือกเย็น, มีความหมายไปในทางสงบ .ส่งเสริมจิตใจไปในทางสงบ. ลักษณะอันนี้แหละคือ ความหมายอันแท้จริงของสถานที่อย่างนี้ แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจกัน เพราะมันอาจจะลึกเกินไป หรือว่า จะจืดชืดเกินไป.

น.377 แต่ไหน ๆ วันนี้ก็ได้มาถึงที่นี่แล้ว ควรจะได้รู้เรื่องราวของที่นี่ไป เพื่อไป ผนวกกับเรื่องอื่น ๆ ที่อื่น อย่างอื่น. เรื่องราวของที่นี้ เป็นเรื่องของมหรสพทางวิญญาณ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ; เพราะฉะนั้นระหว่างที่นั่งอยู่ที่นี่ ลองศึกษาเรื่องที่นั่งอยู่ที่นี่ดู บ้างว่า คำว่า มหรสพทางวิญญาณ นี้หมายถึงอะไร. ตัวธรรมะนั้น นั่นแหละเป็นตัวมหรสพ, และตัวธรรมชาตินั้น เป็นตัว โรงมหรสพ ที่ชวน หรือทำ ให้เกิดมหรสพ , เพราะถ้าเป็นสถานที่อย่างนี้ก็คือ ความ สงบ สงัด เยือกเย็น ที่ส่งเสริมจิตใจบุคคล ผู้เข้ามานั่งนอน ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เรากำลังเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าเดี๋ยวนี้เรารู้สึกสบายใจกว่าเมื่ออยู่ที่ กรุงเทพฯ ก็ต้องค้นดูว่า เป็นเพราะอะไร ก็จะพบว่า นั่นแหละคือ อำนาจ หรือ ประโยชน์ ของมหรสพทางวิญญาณ. ทีนี้ เราจะพูดกันถึงสิ่งเบ็ดเตล็ด ที่ควรจะรู้ก่อน ว่า :- การมองในด้านลึกนั้น ยังมีอะไรอีกมาก ; ถ้าไม่มองก็จะไม่เห็น จะรู้สึก เหมือนกับไม่มี. ถ้ามาที่นี่แล้วไม่มองในด้านลึก แล้วก็จะไม่มีอะไร จะไม่คุ้มค่ารถ ค่าเวลาอะไร ที่เสียมา ; แต่ถ้ามองในด้านลึกละก็จะเห็นมาก. มองด้านลึก ก็คือ อย่างที่พูดซ้ำ ๆ อยู่เสมอว่า ธรรมชาติของป่า อย่างนี้ มันผลักดันจิตใจไปในทางความสงบ ให้ลืมความวุ่นวาย มันบีบบังคับให้ลืมความ วุ่นวาย ความระส่ำระสาย ความหนักอกหนักใจ ความยึดมั่นถือมั่น อะไรทำนองนี้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ สะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว ; เพราะฉะนั้น เราจึงรู้สึก

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต