น.378 สบาย. ถึงแม้ว่าเราจะไปตากอากาศตามชายทะเล ภูเขา ที่อื่น ก็จะได้ผลอย่างเดียวกันนี้ ต่างแต่ว่าจะได้มาก หรือน้อยกว่ากันเท่านั้น เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราลืม ลืมสิ่งที่ เป็นภาระผูกพันเรา ที่เป็นความหนักอกหนักใจ ลืมแม้กระทั่งชีวิต. เดี๋ยวนี้เราลืมกระทั่งเรามีชีวิตอยู่ เราไม่ได้นึกถึงมัน จิตใจของเราจึงเปลี่ยนไป ในรูปที่เรียกว่า ว่างจากภาระ ว่างจากความบีบบังคับ ว่างจากความกดดัน อะไรต่าง ๆ เราจึงสบาย. ความสบายอย่างนี้ เราไม่อาจจะอ่านได้จากหนังสือ ไม่อาจจะเข้าใจได้ ด้วยการคำนวณด้วยเหตุผล เราต้องไปชิมดูด้วยกับสถานที่เหล่านั้น ; เช่นว่า เรามาที่นี่ แล้วเราก็ชิมดูจากการมายังสถานที่นี้. หรือ เราไปที่อื่นก็เหมือนกัน ที่หาดทราย ชายทะเล ฯลฯ เราก็ต้องชิมดูจากสถานที่นั้น ๆ เป็นชั้น ๆ เป็นลดหลั่นลงมา. พอได้รู้ว่า นี่มันสบายอย่างบอกไม่ถูก ก็รู้ไว้อย่างนี้ที่หนึ่งก่อน แล้วจึง ค่อยคิดว่า นี่มันมาจากอะไร ? มันเนื่องจากอะไร ? ก็จะพบว่า เพราะว่าวันนี้ เราว่าง จากภาระที่บีบบังคับ, หรือความทุกข์, หรือจากกิเลสรบกวน เราจึงรู้สึก เป็นสุขที่สุด. เพราะฉะนั้น จิตที่ว่างจากความบีบบังคับชนิดนั้น ; นั่นแหละเป็นจิตที่เป็นสุขที่สุด. เราพูดกันอย่างภาษาธรรมะ อย่างเป็นภาษาวัด ๆ ก็ว่า "ไม่มีอะไร"; ใน เวลาที่เรารู้สึกว่า "เราไม่มีอะไร" นั่นแหละเป็นเวลาที่เรา สบายที่สุด. อย่างเดี๋ยวนี้ ขอให้นึกดูทุกคนเถิดว่า เรากำลังไม่รู้สึกว่ามีอะไร ไม่มีอะไร เป็นของเรา ที่ผูกมัดเรา. เราลืมหมด มีบ้าน มีอะไรอยู่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ที่ไหน
น.379 ก็ตาม ไม่มาอยู่ในจิตใจเรา. จิตใจของเราเดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกว่าเรามีอะไร แม้จนกระทั่งว่า มีชีวิต ; เพราะฉะนั้นจิตใจนั้นจึงรู้สึกสบาย เป็นสุขที่สุด. นี้คือข้อความ หรือข้อเท็จจริง ที่จะอธิบาย หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่สอนว่า "ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นความดับทุกข์ที่สุด" ถ้าพูดอย่างนี้ เราก็ ไม่เข้าใจ เพราะเป็นตัวหนังสือด้วย. เราต้องสังเกตจากตัวเราเองที่กำลังมีความยึดมั่นถือมั่นอะไรหรือไม่ ชั่วคราวนี้ เราจึงมีความสุขที่สุด ; เพราะฉะนั้นขอให้ศึกษาจากตัวจริงอย่างนี้ จึงจะเข้าใจ ถ้าสถานที่แห่งใดช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราเรียกสถานที่นั้นว่า โรงมหรสพทาง วิญญาณอันแท้จริง และในระดับสูงสุด. ที่นี่ เราพยายามจะจัดให้ได้ผลอย่างนี้ เราจึง เรียกมันว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ. การจัดให้มันเป็นธรรมชาติแท้ ๆ อยู่นี้ จะช่วยแวดล้อมจิตใจ ให้เป็น ไปตามอำนาจของธรรมชาติ คือให้เป็นไปในทางที่รู้สึกว่า "ไม่มีอะไร," เวลานี้เรา ไม่มีอะไรที่ผูกมัด หรือยึดมั่น แล้วเราก็สบาย. นี่แหละคือ ธรรมชาติกระซิบบอกเรา ขึ้นมา. เราพูดเพื่อกันลืม ก็พูดว่า "ก้อนหินก็พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ ดิน หญ้า ใบไม้ อะไร ก็พูดได้" มันบอกเราอย่างมีค่าที่สุดเลย ; แต่เราฟังไม่ได้ยิน เพราะหูของเรา มันหนวก หรือหูของเราไม่รับเสียงชนิดนี้เลย เพราะจิตใจของเรากำลังยึดมั่นถือมั่น วุ่นอยู่ด้วยอะไรบางอย่าง
น.380 ในเมื่อจิตใจของเราว่างพอ เราจะได้ยินแม้แต่ต้นไม้พูด ก้อนหินพูด มด แมลงพูด คือธรรมชาติพูด พูดไปในทางบอกให้รู้ว่า “ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย คือ ไม่มีอะไร นั่นแหละเป็นสุขที่สุด. ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็จะเข้าใจพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในเวลาอันรวดเร็ว นี่จึง นำมาพูด ในฐานะที่ผู้ฟังเป็นสมาชิกในชุมนุมพุทธศาสตร์. ทีนี้อยากจะพูดย้ำถึงเรื่องทางวิญญาณนี้อีกหน่อย ว่าเดี๋ยวนี้เราไปในทางวัตถุ กันมาก ยิ่งพวกฝรั่ง ยิ่งไปมาก. พวกไทยเราบรรพบุรุษเลยหนักไปในเรื่องฝ่าย วิญญาณ แต่ลูกหลานกลับหันไปทางพวกฝรั่งมากขึ้น ไปในทางวัตถุมากขึ้น โลกก็หัน ไปในทางวัตถุมากขึ้น นั่นแหละจะถึงวันหนึ่ง ซึ่งเราจะมีภัย. เราควรจะรู้เรื่องมหรสพทางวิญญาณไว้บ้าง เพื่อจะถ่วงกันไว้ อย่าให้ล่มจม ให้เราไม่หลงไปแต่ในทางวัตถุอย่างเดียว ให้มีความรู้ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ เป็น เครื่องถ่วงกันไว้ให้พอดี ๆ แล้วชีวิตนี้ก็จะได้รับสิ่งดีที่สุด และเป็นของที่จริงกว่า. ถ้าหลงใหลในทางวัตถุแล้ว ก็เป็นเรื่องถูกหลอก กระทั่งแม้ตายเหมือน อย่างแมลงเม่าเข้ากองไฟก็ไม่รู้สึก. แมลงเม่านั้น บินเข้าไฟแล้วตาย มันก็ไม่รู้สึก ; เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ถ้าหลงไปในทางวัตถุมากเกินไป ก็จะมีอาการอย่างนั้น แล้วเรา ก็จะไม่รู้สึก แล้วเราก็จะไม่กลัว แล้วเราก็ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะมันตายแล้ว ก็ไม่รู้ ว่าไปไหน อย่างนี้เป็นต้น. หรือว่า ความเสื่อมเสียทุกข์ร้อน จะเกิดขึ้นแก่คนในโลก เราก็ไม่รับผิดชอบ และไม่รู้ไม่ชี้ เราต้องการแต่จะได้รับความสนุกสนานเป็นประจำวัน.
น.381 นี้ขอให้มองมนุษย์ทั้ง ๆ โลก ที่กำลังหันเหไปทางนั้น ซึ่งตรงกันข้ามจาก หลักของพระพุทธศาสนา นี่จึงขอร้องให้พยายามสนใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณ แล้วจะได้ มีใจละเอียด จะเห็นอะไรในแง่ลึก. อย่าหาว่าดูถูกเลย อยากจะพูดว่า เรายังไม่ค่อยจะมองอะไร ๆ ในแง่ลึก หรือไม่มองกันเสียเลย มัวมองกันแต่ในแง่วัตถุ ซึ่งเป็นวัตถุอันธรรมดาทั้งนั้น. ถ้ามองในแง่ลึกแล้ว จะพบ ที่ว่าอะไรมีอยู่ในป่านี้ : ไม่ใช่ผีสาง เทวดา อะไร แต่ว่ามีความเป็นมหรสพทางวิญญาณ : ต้นไม้พูดได้ ก้อนหินพูดได้ ฯลฯ หมายความว่า เราลองมานั่งกับมัน นั่งเงียบ ๆ คนเดียวอยู่กับธรรมชาติ มันจะเกิดความ รู้สึกแจ่มแจ้งขึ้นมาในจิตใจ เป็นคุ้งเป็นแคว เหมือนมีใครมาบอก มาตะโกนใส่หูเลย. นั่นคือ ความคิดนึกของเรานั่นแหละ มันเกิดขึ้นมา. แต่ถ้าไม่มานั่งอย่างนี้ แล้วความคิด เช่นนั้นมันไม่เกิด ; เพราะฉะนั้นต้องถือว่า มันเกิดเพราะสิ่งเหล่านี้. พูดกันอย่างสมมติอีกที ก็คือว่า สิ่งเหล่านี้มันพูด ต้นไม้มันพูด ก้อนหิน มันพูด ป่านี้มันพูด หรือ มดแมลงมันพูด. การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือการรู้ ธรรมะของพวกฤๅษี มุนี โยคี ก็เป็นไปในลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น คือฟังเสียงจากธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้พูด. ที่แท้นั้นก็คือ ธรรมชาติมันแวดล้อมให้เราเกิดความรู้สึก อย่างนั้นนั่นเอง มันชัดเจนขึ้นมาภายใน ดังลั่น เหมือนกับเสียงพูด. อยากจะขอร้องเป็นพิเศษตรงนี้ว่า ขอให้ช่วยสนใจกับธรรมชาติอันสงบ เงียบ เพิ่มขึ้นบ้าง อย่ามัวสนใจแต่ในเรื่องอย่างที่เหมือนที่กรุงเทพ ฯ หรือเหมือนที่ หัวหิน ที่อะไร ๆ นั้นอย่างเดียว มันจะไม่รู้อะไรอีกตั้งเกินกว่าครึ่งหนึ่ง.
น.382 ต้องมาสนใจทั้งสองฝ่าย เราจะได้รู้ทั้งสองฝ่าย แล้วเราก็จะเป็นคนที่ทำอะไร ไม่ผิด เพราะฉะนั้น ถ้ามาในที่อย่างนี้ ก็ควรจะได้ความรู้สึกส่วนนี้ เพราะจะไปหาที่อื่น ไม่สะดวก มาหาที่นี่สะดวก. ความเงียบนี่ลองนึกดู ลองนิ่งดู เราจะรู้สึกในความเงียบของธรรมชาติ ตาม ธรรมชาติ. แล้วในความเงียบนั้นมีอะไร ? มีความหมายอะไรบ้าง ? ก็มีความเยือกเย็น มีความสงบรำงับ นี้รู้สึกกันได้ง่ายๆ. แต่ถ้าเป็นคนมีปัญญามาก เป็นคนเฉียบแหลม ในทางวิญญาณแล้ว จะมองเห็นอีกหลายอย่าง. ความเงียบนี้เป็นดนตรี นี่คงจะฟังไม่ถูกกันบ้างก็ได้ ว่า ความเงียบนี้เป็น ดนตรีได้อย่างไร ? และก็จะมีไม่กี่คน ที่จะเคยได้ยินดนตรีของความเงียบ; เพราะว่าความ ไพเราะชนิดนี้ มันเป็นฝ่ายวิญญาณ ถ้าหูไม่เป็นไปในทางฝ่ายวิญญาณ ก็จะฟังไม่ได้ยิน. ความเงียบนี้เป็นกวีนิพนธ์ เป็นดนตรี เป็นทุกอย่าง ที่มนุษย์ ใฝ่ฝันกันนัก, และเป็นภาพเขียน อย่างที่พวกเซ็นเขาพูดกัน เขาเห็นและเขียนความรู้สึกเช่นนี้ออกมา เป็นภาพเขียน. ที่อยากจะให้สนใจที่สุดก็คือ มันเป็น refreshing, refreshment ที่ทำให้เรา สดชื่น และในความสดชื่นนั้นแหละ มีดนตรี มีกวีนิพนธ์ มีอะไรซ่อนอยู่อย่างลึกลับ ครบทุกอย่าง ; ถ้าเรามีปัญญา เราจะแยกออกมาได้. แต่ว่าเราเอาผลตรงที่ มันกระตุ้นให้ เราสดชื่น ให้เรารู้จักธรรมชาติ ให้เรารู้จักส่วนลึกภายในจิตใจ. นี่ทุกคนควรจะได้ ไม่ว่าบุคคลชนิดไหน เป็นใครชนิดไหนก็ควรจะได้. ถ้าเข้ามาในที่อย่างนี้แล้ว ควรจะได้ความสดชื่นทางกายก่อน, แล้วก็ได้ ความสดชื่นทางจิต ทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องลึกเข้าไปหน่อย, แล้วก็ได้ความสดชื่น
น.383 ทางวิญญาณ อันเป็นส่วนลึกที่สุด คือเรากำลังไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอะไร จิตกำลัง เป็นอิสระ กำลังว่างจากสิ่งที่บีบคั้น รบกวน เผาลน. ความสดชื่นนี้ก็ยังมีถึง ๓ ขนาด : ความสดชื่นทางกาย ความสดชื่นทางจิต ความสดชื่นทางวิญญาณ. เราไม่มีเวลาที่จะพูดให้ละเอียดได้ จึงต้องพูดเพียงแต่เป็น หัวข้อสำหรับไปคิด. สถานที่อย่างนี้ หรือว่า ระบุที่นี่เป็นตัวอย่าง มันมีอะไรอย่างนี้ ถ้าใครเอาได้ หรือได้รับ ก็เรียกว่าได้รับสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ถ้าเอาติดไปได้ ก็เรียกว่ามีประโยชน์มาก จะช่วยทำชีวิตให้ฉลาด ให้สามารถรู้จักชีวิตนั้นเองว่า ชีวิตนั้นหมายถึงอะไรโดยสิ้นเชิง ก็จัดมันให้เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง ไม่เป็นทุกข์, เพราะฉะนั้นเมื่อมาในที่อย่างนี้ก็ ต้องให้กลายเป็นว่า มาศึกษาในเรื่องของชีวิต ในด้านลึก หรือในด้านที่เรียกว่า วิญญาณ. สำหรับในโรงหนัง คือ ตึกหลังนั้น เราเรียกล้อ ๆ กันว่า "โรงหนัง" ; ณ ที่นี้ หมายถึง โรงมหรสพทางวิญญาณ ที่ ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ ; อย่างนี้คือ ที่ ที่จัดขึ้นเฉพาะ เช่นตึกหลังนั้นก็มุ่งหมาย ให้เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ. นี่ก็ได้พูดแล้วว่า มหรสพ หมายถึง entertainment เพราะฉะนั้นเราจึงได้ใช้ วัตถุบางอย่างเป็น entertainment ทางวิญญาณ คือ ภาพเขียน เป็นต้น. ยกตัวอย่าง เช่น ภายในตึกนั้น มีภาพเขียนที่ให้ความสนุกสนานในการดู, ให้ความสนุกสนานในการที่จะตีความหมาย, ให้ความสนุกสนานในการที่จะรู้ธรรมะ, และให้ความสนุกสนานในการที่จะน้อมเข้ามา: เปรียบเทียบกับตัวเรา วิจารณ์ตัวเรา จนกระทั่งรู้จักตัวเราดีขึ้น.
น.384 การเรียนธรรมะด้วยภาพ อย่างสนุกสนานอย่างนี้ ในส่วนลึกของธรรมะ อย่างนี้ เราก็เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณเหมือนกัน ; ไม่ใช่แสดงศิลปะอย่าง ภาพเขียน ที่เขาแสดงกันอยู่ทั่วๆ ไป แต่ได้แสดงศิลปะทางวิญญาณ. (ตอนบ่ายนี้ จะเข้าไปดูได้). ภาพพุทธประวัติ รอบ ๆ ตึกโรงมหรสพทางวิญญาณนั้น เป็นภาพพุทธ- ประวัติชุดแรกที่สุดในโลก เป็นภาพชุดแรกที่สุดของอินเดีย ก็เป็นชุดแรกที่สุดในโลก เป็นแบบที่สร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๕๐๐ ระหว่าง พ.ศ. ๓๐๐ - ๕๐๐ นั้น ไม่มีพระพุทธรูป ; เอาความว่าง หรือที่ว่าง ที่นั่งว่าง อะไรว่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ ; ไม่ทำพระพุทธเจ้า ปล่อยว่างไว้อย่างนั้นแหละ ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้า, เรียกว่าเอาความว่างเป็นพระพุทธเจ้า. เช่น ภาพขี่ม้าออกบวชนั้น บนหลังม้า ไม่ทำภาพใครเลย ม้าหลังว่าง กั้นกลดให้เท่านั้น ไม่มีใครนั่งบนหลังม้าเลย. แม้รูปที่ตรงโคนต้นโพธิ์ ตรงนั้นก็ทำ ที่ว่างไว้; ทุกแห่งที่พระพุทธเจ้ามีอยู่ที่ตรงไหน ตรงนั้นเขาทิ้งว่างไว้. จนถึง พ.ศ. ๕๐๐ เศษ เขาจึงกล้าทำพระพุทธรูปกันขึ้นเป็นครั้งแรก. ถ้าเป็นหินสลักพระพุทธประวัติ ที่สร้างก่อน พ.ศ. ๕๐๐ เศษนี้แล้ว จะไม่มี พระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า นี้เขาแสดงภาพพระพุทธเจ้าด้วยความว่าง. เรื่องความว่างนี้จะต้องศึกษากันอีกมาก ; ถ้ายังเข้าใจไม่ได้ในเวลานี้ ก็เอา ไว้ศึกษาในเวลาต่อไปข้างหน้า. แต่ว่า ความว่าง นี้มีความหมายที่สำคัญมาก. เราจะได้มีการเรียนธรรมะ มีการเข้าใจธรรมะอย่างสนุกในตึกหลังนั้น เราจึง เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ และยอดของมหรสพก็คือ เรื่องที่เรียกว่าความว่าง.
น.385 นี่ก็คงจะไม่เข้าใจและคงจะเริ่มง่วงนอน ; พอพูดถึงเรื่อง ความว่าง คนก็เริ่มง่วงนอน และไม่เข้าใจ แต่ว่านี่เป็นเรื่องหัวใจทั้งหมดของพุทธศาสนา หรือเป็นหัวใจของธรรมะ ที่จะช่วยให้ดับทุกข์. ขอย้อนมาเข้าเรื่องใหม่ ว่า เมื่อตะกี้ได้พูดแล้วว่า เมื่อเรามานั่งอยู่ที่นี่ จิตใจ ของเราว่างจากความผูกมัด จากความรับผิดชอบ จากอะไรทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งชีวิต มันก็ต้องรู้สึกเป็นสุข เหมือนไปตากอากาศชายทะเล รู้สึกเป็นสุข ก็เพราะจิตมันว่าง. ยอดของมหรสพ นั้นก็คือ ความว่าง แล้วก็ไม่มีเวลาไหนที่เราจะมีความสุข มากที่สุดในเวลาที่ เรารู้สึกว่า เราไม่มีอะไร, รู้สึกแต่ว่า มีจิตใจที่ได้รับความว่าง ได้รับ ความสงบเท่านั้น. พอเรารู้ว่าเราเป็นอะไรเท่านั้น เราก็มีภาระอะไรขึ้นมา แล้วเราก็ต้องมีความ รับผิดชอบขึ้นมา เดี๋ยวเราก็จะต้องรักบ้าง เดี๋ยวเราก็จะต้องโกรธบ้าง เดี๋ยวเราก็จะต้อง เกลียดบ้าง เดี๋ยวเราก็จะต้องกลัวบ้าง ; อย่างนี้มันไม่ว่าง มันก็เรียกว่าเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น ถ้าว่างจากสิ่งเหล่านี้หมดก็มีความสงบสุข เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมันต้อง การให้เราเป็น. ดูธรรมชาติ ต้นไม้ถูกลมพัด เหมือนกับเต้นรำ ; ต้องให้ต้นไม้ทำอาการ เหมือนกับจะบอกว่า เมื่อไรมนุษย์จะลุกขึ้นเต้นรำ ด้วยจิตที่ว่างอย่างนี้บ้าง. มนุษย์ลุกขึ้นเต้นรำด้วยจิตที่วุ่นวาย ประกอบไปด้วยกิเลส แล้วก็มี ความทุกข์มีความร้อนก็ทนเอา ๆ. แต่ถ้าว่า เต้นรำด้วยจิตที่ว่าง อย่างนี้ หมายความว่า
น.386 ร่างกายไม่ต้องลุกขึ้นเต้น มีญาณ มีความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงอยู่ พอใจอยู่ เป็นสุขอยู่ สงบอยู่ จึงถือว่า อันนั้นแหละคือ การเต้นรำของมนุษย์ในขณะที่มีจิตว่าง. ทีนี้ เราดูต้นไม้อย่างนี้ เราไม่เห็นภาพของความทุกข์เลย เห็นแต่ภาพ ของความหยุด ความสงบ ความพอใจ ความเป็นสุข ถูกลมโชยมา ก็เต้นรำ อย่างนี้ เป็นต้น. คำว่า "เต้นรำ" หมายถึงว่า มันพอใจ คือ ไม่มีความทุกข์ นี่เป็นคำที่ ประหลาด ที่ว่า "ความว่างนี้ เป็นยอดของมหรสพ" เป็นยอดของ entertainment แล้วก็เป็นคำพูดทางวิญญาณฝ่าย spiritual มากเกินไป. นี่จะพังไม่ถูก หรือยังพังไม่ถูก หรือฟังถูกแต่น้อย ก็สุดแท้ แต่จะขอร้อง ขอวิงวอนว่า ให้จำไปคิด ให้เข้าใจ คำว่า ความว่าง ที่มีอยู่เอง ตามธรรมชาตินี้ก่อน แล้วก็จะรู้ความว่างชนิดที่เราอาจจะทำ ให้เกิดได้ เมื่อไรก็ได้ตามต้องการ เมื่อใดจิตว่าง เมื่อนั้นก็จะไม่มีทุกข์ จะมีความฉลาด และมีความสบายตามธรรมชาติ. นี่ขอพูดย้ำ ไม่กลัวเบื่อ ไม่กลัวโกรธ ว่าขอให้สนใจ ในเรื่อง มีจิตว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น ; ไม่เป็นห่วง ไม่วิตกกังวล แม้แต่ชีวิต, ลืมไปแม้กระทั่งชีวิต. พอนึกว่ามีชีวิตเมื่อไร ชีวิตนั้นจะกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นอะไรขึ้นมาทันทีในขณะที่ เรานึกว่า เรามีชีวิตเท่านั้น. ฉะนั้นป่วยการ เราต้องนึกไปในทาง ไม่ต้องมีโซ่ตรวน อย่างนั้น แล้วจิตมันก็จะฉลาดพอที่จะคิดว่า ควรจะทำอะไร หรือไม่ควรทำอย่างไร ; แล้วก็ทำอย่างนั้นไปก็แล้วกัน. อย่าไปนึกให้เกิดความเป็นห่วงขึ้นมา. มีคำกลอนของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดาของพระองค์เจ้าวรรณ- ไวทยากร ว่า
น.387 มีชีพก็มีห่วง ดุจะบ่วงประแจมือ สิ้นชีพก็สิ้นถือ ทิฏฐิสิ้นกระบิลหวง. ถ้าเรารู้สึกว่า เรามีชีวิต ก็เหมือนกับถูกใส่ประแจมือ; ถ้ารู้จักทำจิตให้ ไม่มีห่วงมันก็หมดความรู้สึก ที่เป็นความฝันว่า มีเรา มีกู มีของกู หมดในความรู้สึก อย่างนั้น ก็เลยสบาย และเป็นอิสระ. การเรียนโดยวิธีนี้ เรียนได้ทุกคน อย่าว่าแต่ ท่านทั้งหลาย ที่เป็นผู้มีปัญญา เป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยเลย พวกชาวบ้านก็เรียนได้ พวกชาวบ้านแท้ๆ ที่แทบจะไม่เคยเรียนหนังสือ นี้ก็เรียนได้. เรื่องเช่นนี้ ขอถือโอกาสเล่าสักนิด ถึงเรื่องว่า ได้เคยไปนอนที่ภูเขาทางโน้น เดินไปวันหนึ่งเต็ม ๆ จากสถานีที่ใกล้ที่สุด เป็นที่มีเสือ มีช้าง มีสัตว์อะไรทุกอย่าง คือว่าเป็นคงแท้ คิดดูซิไปถึงก็ค่ำ ไม่มีที่พัก ไม่มีอะไร ก็ต้องนอน นอนบนใบไม้ ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่มีเครื่องป้องกัน ความเหนื่อยมันก็บังคับให้ต้องนอนอยู่แล้ว ; ถึงจะไม่เหนื่อยมันก็ต้องนอน เพราะฉะนั้น มันต้องตัดสินใจที่จะนอน จึงต้องเสียสละ. พวก subconscious ภายใต้สำนึกความรู้สึก ไม่ต้องรู้สึกหรอก มันทำหน้าที่ ของมันเอง. พอเสียสละชีวิต มันก็นอนได้ เพราะต้องการจะนอน มันจึงต้องเสียสละ แม้แต่ชีวิต กระทั่งเสือจะมากินในเวลาหลับก็ตามใจ ก็ได้ ; แปลว่าเวลานั้น ตลอด คืนนั้น มีความเสียสละตัวเอง เสียสละตัวตนนี้ออกไปตลอดคืน. พอตื่นเช้า รู้สึกสบายทั้ง ๑๓ คน ต่างบอกว่า วันนี้ทำไมสบาย บอกไม่ถูก พากันหัวเราะกันอยู่อย่างนั้น, พวกหมอช้างที่ไม่รู้หนังสือเลย ไม่รู้ประสีประสาทาง
น.388 ปรัชญาเลย เขาก็บอกอย่างนั้น, พวกพระก็บอกอย่างนั้น, คนอื่น ๆ ก็บอกอย่างนั้น นี่เขาก็อธิบายไม่ได้ ; ถามให้อธิบาย ก็อธิบายไปต่าง ๆ นานา เช่นว่า ไม่คิดถึงบ้าน หรืออะไรทำนองนี้. อธิบายกันอย่างนั้น ก็มีส่วนถูกอยู่มาก แต่ยังไม่ลึกถึงกับเข้าใจว่า เพราะว่า ตลอดคืนนั้นเราได้สละชีวิต สละตัวตน สละสิ่งที่เคยประทับวิญญาณอยู่ภายใต้สำนึกนั้น ออกไปหมด เพราะฉะนั้น ตื่นขึ้นก็เลยเบาสบาย. นี่เป็นวิธีเรียน หรือเป็นโรงเรียนที่ดี ที่สุด ที่จะเรียนธรรมะ. ขอให้พยายามจดจำเรื่องอย่างนี้ ว่าเป็นวิธีเรียนธรรมะ ที่เป็นตัวพุทธศาสนา จริง ๆ ในเวลาที่เร็วที่สุด ; อย่างนี้แหละทำให้เรารู้สึกสิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง" ได้ง่าย ที่สุด ได้ลึกซึ้งที่สุด ซึ่งก็คือได้รู้จักมหรสพทางวิญญาณ ได้ถึงที่สุดนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงอยากจะขอให้จดจำไปคิดไปนึก. สรุปความว่าขอให้พวกเราทุกคน รู้จัก เท่านั้น ในชั้นแรกนี้ ขอให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "‘มหรสพทางวิญญาณ" นั่นคือธรรมะ ซึ่งจะรู้จักได้อย่างโดยวิธีที่ว่ามานั้น ; แล้วรู้จักอย่างขนาดที่ว่า พอมาถึงสถานที่อย่างนี้แล้ว ก็ได้รับเลย ไม่เห็นเป็นเพียง ไปเที่ยวป่าตามธรรมดา. ให้รู้ว่า รอบตัวเรานี่แหละเป็นโรงละครทางวิญญาณ รอบตัวเรานี้เต็ม ไปด้วย poetry เต็มไปด้วย music ที่มนุษย์ใฝ่ฝันกันนัก. แต่ว่าในด้านลึก ในทางวิญญาณ จะเรียกว่าเป็นโบสถ์ในทางวิญญาณ ก็ได้ และมันเป็นได้ยิ่งกว่าโบสถ์ธรรมดาในความหมาย เดียวกัน, มีพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ยิ่งกว่าพระพุทธรูปในโบสถ์ตามธรรมดา
น.389 ถ้าท่านทั้งหลาย พบธรรมะ อย่างที่ว่า หรือความสงบอย่างที่ว่า หรือความว่าง อย่างที่ว่า นั่นแหละคือ พบพระพุทธเจ้า ที่แท้จริงในโบสถ์เช่นนี้ ยิ่งกว่าในโบสถ์ตาม ธรรมดา. นี้เป็นตัวอย่างของข้อที่ว่า ทำไมเราจึงเรียกว่า โบสถ์ทางวิญญาณ อย่างนี้ เป็นต้น ก็เพราะว่า เราจะพบความสวยงามของภาพเขียนฝาผนังโบสถ์กัน ซึ่งกล่าวได้ว่า ที่นี่มีภาพเขียนฝาผนังโบสถ์ สวยงาม ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าในโบสถ์ธรรมดา หลายร้อยเท่า หลายพันเท่า. แต่ต้องดูด้วยสายตา ที่เรียกว่า ทางฝ่ายวิญญาณ มีภาพเขียน มีดนตรี มีกวีนิพนธ์ มีอะไรทุกอย่างทางฝ่ายวิญญาณ ; เพราะฉะนั้น ขอให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ เป็นข้อแรก แล้วให้พอใจในมหรสพทางวิญญาณ เป็นข้อที่สอง แล้วจงพยายามเข้าใจ และอยู่ด้วยมหรสพทางวิญญาณ เป็นข้อ ที่สาม. จงพยายามเข้าใจ และอยู่ด้วยมหรสพทางวิญญาณนี้ ควบคู่กันไปกับสิ่ง ต่าง ๆ ทางวัตถุ ทุกกาล ทุกเวลา ทุกนาที ไม่ว่าที่นี่ หรือกลับไปบ้าน ที่มหาวิทยาลัย หรือ ที่ไหนก็ตาม เราจะต้องไม่เผลอ จะต้องไม่ลืมในส่วนลึกทางจิตใจ ทางวิญญาณ ซึ่งมัน มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ถ้าทำผิดส่วนนี้แล้ว ส่วนวัตถุก็เสียหมด แล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ จนแก้ไม่ไหว ในที่สุดโลกนี้จะตกต่ำไปในทางวิญญาณ ; ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน แม้จะมีอะไรกินอร่อยกว่า มีเครื่องแต่งตัวสวยกว่า ก็แต่ทางวัตถุ แต่ทางฝ่ายจิตใจไม่ดีกว่า สัตว์เดรัจฉาน. ถ้ามนุษย์ตกต่ำทางวิญญาณ ยังจะร้ายกาจไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือ จะเบียดเบียน ตัวเองและเบียดเบียนผู้อื่น ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเบียดเบียนกันเสียอีก. ขอให้ดู ที่มนุษย์
น.390 กำลังเบียดเบียนกันอยู่ นี่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันลึกซึ้งเท่าไหร่ ?. เพราะเหตุไร ? ก็เพราะเหตุว่า มนุษย์ ไม่รู้จักแสวงหา สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ คือมหรสพ ทางวิญญาณ ไปหลงแต่เรื่องทางวัตถุ มันก็เกิดการแย่งชิงกัน ริษยาอาฆาตกัน ทำลายกัน. ถ้ามนุษย์รู้จักสนใจ มหรสพทางวิญญาณ ก็จะมีความรู้สึกเป็นไปใน ทางอื่น จะไม่เบียดเบียนกัน จะไม่เบียดเบียนตัวเอง จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น จะอยู่ เป็นสุขกันยิ่งกว่านี้ เพราะว่า ความสุขทางวิญญาณนั้น จะช่วยดึงเอาไว้ มันให้ความ พอใจกว่าที่จะไปลุ่มหลงทางวัตถุ. ทีนี้ เมื่อไม่มีใครลุ่มหลงทางวัตถุอย่างประดังกันอย่างนี้ วัตถุมันก็ไม่ ขาดแคลน ; ถ้าทุกคนประดังกันไปหาวัตถุ พร้อมกันไปหาวัตถุทั้งหมด วัตถุมัน ก็ขาดแคลน อย่างที่กำลังเป็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็ต้องรบกัน เพื่อแย่งกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้จักทำจิตใจให้ถูกต้อง เรื่องทางวัตถุก็จะไม่เกิดเป็นปัญหาขึ้น แล้วจะอยู่กันได้อย่าง สันติสุข ตามความมุ่งหมายของศาสนาในโลก ทุกๆศาสนา รวมถึงพุทธศาสนาด้วย. นี่เราก็ต้องไม่ละเมอ ต้องไม่งมงาย ต้องไม่ละเมอ ในการที่เราเป็นสมาชิก ชุมนุมพุทธศาสตร์ เพื่อศึกษาพุทธศาสนา หรือเพื่อใช้พุทธศาสนาสำหรับเราให้มาก ที่สุดนี้ ; เราจะต้องรู้ว่า มันคืออะไรกันแน่ และเราจะต้องทำอย่างไร. ถ้าเราเห็นว่า มันมีความสำคัญอย่างยิ่งแล้ว เราจะได้ให้ความสนใจให้มากที่สุด ให้ได้รับผลจริง ๆ. ขอร้องให้คิดนึก ในฐานะที่เป็นคนไทย นับถือพุทธศาสนา มีพุทธศาสนา เป็นมรดก มีบรรพบุรุษที่เป็นพุทธบริษัท เราจะต้องตอบปัญหาของพุทธศาสนาแก่ชาว ต่างประเทศได้ดี พร้อมกันไปในขณะที่เรารู้จักใช้พุทธศาสนานั้น ให้เป็นประโยชน์ แก่เราด้วย ไม่พูดแต่ปาก.
น.391 เมื่อเป็นได้เช่นนี้ ความเป็นสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ หรือ พุทธบริษัท ประเภทไหน ก็ถูกต้องหมด มีผลตามนั้นหมด ; แล้วเราก็อยู่ในสภาพที่ว่า จะไม่ เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือจะไม่เป็นทุกข์."วิชาต่าง ๆ ที่เราเรียน มาในโลกนี้ก็จะมีประโยชน์ คือไม่ทำให้เรามีความทุกข์ขึ้นมา ; ถ้าเราไม่มีความรู้ทาง ธรรมะพอ สิ่งที่เราเรียนนั่นแหละจะฆ่าเรา เงินที่เราหามานั่นแหละจะฆ่าเรา เกียรติยศ ชื่อเสียง ที่เราหวังจะได้ หรือได้มา นั่นแหละมันจะฆ่าเรา ทำเราให้เป็นทุกข์ และ วินาศไปในทางจิตใจ. ถ้าเรามีความรู้ทางธรรมะ หรือ มหรสพทางวิญญาณเพียงพอแล้ว เราจะ ควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ ; สิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะฆ่าเรา แต่เราจะควบคุมสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงขอให้เห็นความจำเป็นของธรรมะในลักษณะอย่างนี้ ว่ามันมีมากถึงอย่างนี้ แล้วช่วยกันขวนขวายให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ให้ชุมนุมพุทธศาสตร์นี้เป็นกลุ่มที่มีความหมาย ในลักษณะเป็นดวงวิญญาณของมหาวิทยาลัย เป็นดวงวิญญาณของประเทศชาติ หรือว่า เป็นดวงวิญญาณของมนุษยชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น. นี่คือใจความสำคัญ ที่อยากจะพูดในที่อย่างนี้ เวลานี้ ก็มีอยู่อย่างนี้ คือเรื่อง มหรสพทางวิญญาณ ซึ่งก็คือเรื่องธรรมะ, และสถานที่ ที่ให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้ เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณไปหมด : ที่ภูเขาก็ได้ ชายทะเลก็ได้ ในป่าที่อื่น ที่มีอะไรอย่างที่คล้าย ๆ กันนี้ก็ได้เหมือนกัน ; ถ้าเรารู้จักทำจิตใจให้ถูกต้องแล้ว มันเป็น มหรสพทางวิญญาณ. ถ้าเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ จะได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินต้นไม้พูด ได้ยิน ทุกอย่างพูด ซึ่งล้วนแต่พูดให้เราเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง ไม่ได้พูดเรื่องอื่น. เรากำลัง
น.392 จะเป็นมนุษย์อย่างไม่ถูกต้อง มันก็บอกให้เราเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องเสีย ให้ ได้รับ ประโยชน์คือสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงวัตถุล้วน ๆ เขียว ๆ แดง ๆ โลด ๆ เต้น ๆ ไปตามความที่หลงใหลกันอยู่ มันต้องมีส่วนลึกทางจิตใจด้วย จึงจะสมบูรณ์. ขอยุติคำแนะนำวัดนี้, ให้รู้จักสวนโมกข์ ในลักษณะอย่างนี้ ในลักษณะ ที่เรานั่งกันอยู่ที่นี่ ; เมื่อมีความประสงค์มุ่งหมายจะมาดูสวนโมกข์ ก็อุตส่าห์พากันมา จนมาถึงสวนโมกข์. สวนโมกข์ก็คือบริเวณนี้ และเมื่อมาถึงสวนโมกข์แล้ว ก็ได้ พยายามที่จะให้ได้เห็นเข้าไปถึงหัวใจ หรือ spirit ของสวนโมกข์ ก็คือเรื่องที่กำลังพูดอยู่นี้. จึงหวังว่า ทุกคนอย่าได้เปล่าประโยชน์เลย ที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่. ขอให้ได้รับความเจริญก้าวหน้าในทางจิตใจ เกี่ยวกับธรรมะนี้เรื่อยไป. เวลาที่เหลืออยู่นิดหน่อยนี้ ขอให้ไปดู พอรู้จักวัดนี้ ใกล้จะถึงเวลา อาหารแล้ว ที่ใดควรจะดู อาตมาจะพาไปดูเอง.
น.393 ธรรมกถา -๕- ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๐ ธรรมะ" เพียงคำเดียว การพูดตอนนี้ ถ้าจะให้มีประโยชน์เต็มที่ ก็อยากจะใช้วิธีอย่างเดียวกับ ชั้นเรียน คือ เขียนหัวข้อให้ในกระดานดำ จะเข้าใจได้ง่ายด้วย จะจดเก็บเอาไป ได้ง่ายด้วย. เรื่องของเรามีว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว; หัวข้อที่จะพูดกัน ในวันนี้ก็คือ คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว มีความหมายว่า เราจะพูดเรื่อง "ธรรม" เพียงคำเดียวก็ได้ ซึ่งก็หมายความว่า อะไรทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์นี่แหละ สรุปอยู่ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวก็ได้ เพราะ ฉะนั้น คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวนี้ มีความหมายมาก. ๓๗๓
น.394 ข้อแรกที่จะพูดต่อไปก็คือว่า "ธรรม" สำหรับมนุษย์, ธรรมนี้เป็นของสำหรับ มนุษย์เพราะ :- ๑. เพื่อให้มนุษย์อยู่ในโลกได้ด้วยชัยชนะ. ๒. เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ๓. ธรรม อาจตอบคำถามได้ทุกข้อ. ข้อที่หนึ่ง หัวข้อแรกนี้ก็คือว่า ธรรมเป็นของสำหรับมนุษย์ ให้ไปคิดเอาเองว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ในที่นี้ถือเอาแต่ใจความก็ว่า ถ้า มนุษย์ไม่มีธรรม ก็คือว่า ไม่เป็นมนุษย์ ; แล้วธรรมะสำหรับมนุษย์ก็มีเพื่อประโยชน์ อย่างอื่นอีก คือ ให้อยู่ในโลกได้ด้วยชัยชนะ ไม่ใช่ให้หนีโลกด้วยความพ่ายแพ้. "มีคน เข้าใจผิดอยู่มาก เดี๋ยวนี้แม้ในกรุงเทพฯ ในหมู่ชั้นครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เขาเข้าใจว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ ทำให้คนเบื่อโลก หนีโลก. นั่นเป็นความเขลาของผู้นั้นเอง. ให้รู้ดังนี้ว่า : - ๑. คำว่า "ธรรม" ตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้น เพื่อให้เรา อยู่ในโลกนี้ด้วยชัยชนะ ไม่ต้องวิ่งหนี ไม่ต้องหนีไปไหน. ถ้าจะอยู่ในโลกอย่างฆราวาส ก็ให้อยู่ได้ด้วยชัยชนะ, "จะอยู่ในโลกอย่าง บรรพชิต ก็ให้อยู่ได้ด้วยชัยชนะ ; แล้วแต่ว่าใครจะมีหน้าที่การงานอย่างไร ธรรมะก็มี
น.395 ให้มากพอ ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างทุกประการ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ทิ้งการงาน หรือว่า ไม่ใช่หนีโลก แต่ให้อยู่ในโลกได้ด้วยชัยชนะ. ขอให้จำหัวข้อสั้น ๆ ว่า เพื่ออยู่ในโลก ด้วยชัยชนะ. ๒. เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ข้อนี้เราขยายความได้มาก แล้วแต่ว่าเราจะเล็งถึงว่า อะไรเป็นสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ขอให้พวกเราที่ประกาศตัวเป็นพุทธบริษัท เป็นชุมนุมผู้สนใจใน พุทธศาสนา หรือพุทธศาสตร์นี้ เข้าใจเรื่องนี้ให้ดีๆ ไม่ใช่ว่า เราจะมาเป็นพุทธบริษัท หรือเป็นพุทธบริษัทมาแล้ว ด้วยความงมงาย ; แต่มันมีเหตุผลมาก เพื่อให้ได้ยินสิ่งที่ดี ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ นี้หมายความว่า ถ้าไม่เกี่ยวกับธรรมแล้ว ไม่มีทางจะได้. สำหรับปัญหาที่ว่า อะไรเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ ? นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ ดูจะยังไม่ใคร่ตกลงกัน ; แต่ในที่นี้เรามีคำแน่นอนว่า จะให้ดีขึ้นไป ๆ จนถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่ใช่จะให้ปล่อยไปตามยถากรรม เหมือนอย่างในหมู่สัตว์. สัตว์เดรัจฉานนั้น มันปล่อยไปตามยถากรรม โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งดีที่สุด ที่จะเข้าถึง ; ส่วนมนุษย์นี้มีหลักเกณฑ์ มีอะไรที่เรียกว่า จะต้องไปถึงนั้น แล้วได้ความ สมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ แล้วถือว่าเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ เพราะว่า ทางพุทธ- ศาสนานี้ สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ก็ตอบได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดง่าย ๆ แต่ไม่รู้ว่าอะไร ซึ่งชาวบ้าน ก็พอจะตอบถูกว่า นิพพาน ; แต่แล้วก็ไม่รู้ว่า นิพพานนั้น คืออะไร, ต้องการ
น.396 นิพพานกันทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร อย่างนี้มันก็ไม่ไหว. คำตอบอย่างนั้นที่จริงก็ยังไม่ต้องการนัก เราต้องการจะให้ชัด ให้กว้าง เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ไปกว่านั้น. สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นี้ สำหรับเด็ก ๆ ก็คือเรื่องกินเรื่องเล่น, ที่ดีที่สุด สำหรับคนหนุ่มสาว ก็คือเรื่องของคนหนุ่มๆ สาวๆ, ที่ดีที่สุดของคนพวกพ่อบ้าน แม่เรือน ก็เป็นเรื่องเงิน เรื่องเกียรติที่ดี เรื่องอะไรทำนองนี้, ที่ดีที่สุดของคนแก่ คือ การพักผ่อน. นี่ก็เป็นเค้าเงื่อนอยู่แล้วว่า มันจะต้องเดินตามนั้น. ถ้าเราถือเอาตามกฎโบราณที่สุด ที่มนุษย์วางไว้ เท่าที่เราจะทราบได้ เช่น กฎเรื่องมนูธรรมศาสตร์ในประเทศอินเดีย หลายพันปี. ในมนูธรรมศาสตร์เขาให้มนุษย์ แบ่งชีวิตเป็น ๔ ขั้น : ขั้นที่ ๑. ขั้นพรหมจารี ก่อนมีเหย้าเรือน เป็นวัยเล่าเรียน ตั้งแต่เป็น เด็กมา เรียกว่าพรหมจารี เป็นขั้นศึกษาเล่าเรียน เคร่งครัดในศีลธรรม ในระเบียบ ประเพณีต่าง ๆ นี้เรียกว่า พรหมจารี เป็นขั้นที่ ๑. ขั้นที่ ๒. เป็นขั้นคฤหัสถ์ คือ ครองเรือน เป็นสามีภรรยา เป็นบิดามารดา ก็ต้องทำให้ดีที่สุด อีกขั้นหนึ่ง. ขั้นที่ ๓. เมื่อนานไป อายุ ๕๐ - ๖๐ ขึ้นไปแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปเป็นขั้น วนปรัสถ์ ; คำนี้แปลว่า อยู่ป่า แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องออกไปอยู่ในบ่าอย่างเดียว คือว่า เป็นผู้เฒ่าแล้วนั้น จะหลบมุมอยู่ตรงมุมบ้านตรงไหนก็ได้ ที่ใต้ร่มไม้ กอไผ่ ที่ไหน ก็ได้ แล้วไม่เอาใจใส่ต่อเรื่องที่ได้ทำมาเพียงพอแล้ว ก็หันมาเอาใจใส่กับเรื่องข้างในจิตใจ
น.397 ศึกษาเรื่องภายใน เรื่องที่ดีกว่าโลกนี้ หรือเรื่องโลกภายนอก อยู่อย่างนี้อีกระยะหนึ่ง ก็เรียกว่า วนปรัสถ์. ขั้นที่ ๔. ถ้ายังไม่ตายเสีย อายุยังมีอยู่ต่อไปนี้แล้ว ก็อยู่ในขั้นสันยาสี คือทำแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น หมายถึงว่าสอนให้ผู้อื่น เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ตอบปัญหาให้แก่ผู้อื่น. ถ้าทำได้ครบ ๔ อย่างนั้น ก็เรียกว่ามนุษย์นั้นได้ทำครบตามที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ คือว่า ได้ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ในทางพุทธศาสนาของเรา ก็มีคล้าย ๆ ที่ว่ามานั้น แต่ว่าพูดไปอีกทางหนึ่ง คือ หลักเรื่องภูมิของจิตใจในหมู่มนุษย์ :- - มนุษย์มีจิตใจภูมิแรก ภูมิต่ำที่สุดภูมิแรกก็คือ พอใจที่เรียกว่า กามคุณ ตามภาษาชาวบ้าน หรือ เรียกว่า ภูมิภามาวจร. - ต่อมาอายุมากเข้าก็เบื่อ ก็เลื่อนไปหาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ แต่เป็น เรื่องที่ให้ความพอใจได้เหมือนกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุสิ่งของล้วน ๆ เป็นเรื่องอะไร ทำนองนี้ แม้จะเป็นทรัพย์สมบัติ เป็นของเล่นอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เรียกว่า มีใจเหนือกามคุณขึ้นไป นี้เรียกว่า รูปาวจร อีกภูมิหนึ่ง. - ต่อขึ้นไปอีกเรียกว่า อรูปาวจร เป็นเรื่องพอใจ ยินดีในนามธรรม ที่ไม่มี รูปร่างตัวตน เช่นเกียรติ อะไรอย่างนี้เป็นต้น. - สูงขึ้นไปอีก ก็เป็นโลกุตตรภูมิ คือยินดีในสิ่งที่สูงขึ้นไปกว่าวิสัยโลก ธรรมดา อย่างนี้ก็หมายถึง ความสงบอย่างยิ่ง ความไม่มีตัวตน ที่จะเป็นห่วง ที่จะยึดถือ ให้เป็นทุกข์ มีความสุขในทางจิตใจ สูงสุดแต่เพียงเท่านั้น.
น.398 นี่แปลว่าเกิดมาทีหนึ่ง ถ้าผ่านไปได้ถึงสี่ภูมิอย่างนี้ ก็เรียกว่ามนุษย์นั้น ได้ครบ. ถ้าจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เช่นเท่ากับว่า เรื่องแรก เป็นเรื่อง ธรรมดาสามัญ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างนี้. แล้วต่อมา ก็ไปเล่นของเล่น ที่ไม่เกี่ยวกันกับกามที่กล่าวมาแล้ว และ แม้จะไปเล่นของเล่น เช่นเล่นบอน เล่นต้นโกศล เครื่องลายคราม หรืออะไรก็ตามใจ ก็เป็นได้. นี่ยกตัวอย่างเท่านั้น. สูงขึ้นไปกว่านี้ แล้วก็ไปเรื่องเกียรติ เรื่องอะไรที่เป็นนามธรรม ยิ่งขึ้นไปอีก. สูงขึ้นไปอีก ก็ไปสนใจเรื่องธรรมะชั้นสูงไปเลย เป็นความสงบตามแบบ ของธรรมะ. เลื่อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ อย่างนี้ ก็ได้ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เป็นชั้น ๆ ไป. เรามีภาพอยู่บนตึก ข้างหลังนี่อีกภาพหนึ่ง เรียกว่า ภาพจับวัว ๑๐ ชั้น ภาพนี้ได้เคยตีพิมพ์แล้วในหนังสือธรรมะระดับมหาวิทยาลัยเล่ม ๑ และอื่น ๆ อีก. ภาพเริ่มต้นด้วย เกิดมาไม่รู้อะไร ทำรี ๆ ขวาง ๆ อยู่ พอเห็นรอยวัว แล้วก็ เริ่มเห็นก้นวัว เห็นก้นวัวแล้วก็ถึง ตัววัว จับวัว ฝึกวัว ฝึกสำเร็จ จูงไปบ้าน แล้วก็เอาไปขี่ เป่าปี่บนหลังวัว แล้วก็ทิ้งวัว เลิกวัว ยืนแหงนขึ้นไปเบื้องบน ; แล้วก็เป็นภาพว่าง จากตัวตนเสียทีหนึ่ง ไม่มีอะไร. ทีนี้ก็เกิดใหม่ ผลิใหม่ เหมือนกับใบไม้ผลิใหม่ เกิดมาทีนี้ก็เที่ยวถือตะเกียง ออกส่องให้ผู้อื่น เอาของแจกผู้อื่น ขั้นสุดท้ายเป็นอย่างนี้.
น.399 นี่เป็นอย่างของจีน คิดกันไว้แต่โบราณ ว่ามนุษย์ควรจะเป็นอย่าง ๑๐ ขั้น อย่างนี้. นี้ธรรมะช่วยให้มนุษย์ไม่เสียทีที่เกิดมา แต่ ให้ได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ ; แม้ว่าเดี๋ยวนี้เราบางคนยังไม่ต้องการชีวิตที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็ต้องรู้ ไว้ว่า มันหนีไม่พ้น, นานไปวันหน้าจะหนีไม่พ้น จะต้องไปที่นั่น เพราะธรรมชาติ กำหนดไว้ มนุษย์จะฝืนธรรมชาติไปไม่ได้. ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ถึงความสงบ หรือ ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือมันพอเหมาะพอดี ที่มนุษย์ควรจะได้ตามธรรมชาติ เท่านั้นเอง. หรือจะคิดเสียว่า เดี๋ยวนี้เรายังไม่สนใจในสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ แต่ สิ่งที่มันจำเป็นแก่เราในระดับนี้ก็ยังไม่มากพอ ที่จะเรียกว่าธรรมด้วยเหมือนกัน. เพราะ ฉะนั้น การที่จะได้อะไรโดยไม่เป็นทุกข์ นี้จะต้องอาศัยธรรมะ จะได้ จะเป็น จะมี จะกิน จะใช้ อะไรทุก ๆ อย่าง ถ้าต้องการจะไม่ให้เป็นทุกข์แล้ว ต้องอาศัยธรรมะกำกับอยู่ ด้วยทั้งนั้น. นี่ก็ถือว่า ให้ได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็ได้เหมือนกัน คือ ได้อย่าง ไม่เป็นทุกข์ แม้แต่จะได้เรียน แม้แต่จะหาเงิน แม้จะประกอบอาชีพ ก็ต้องทำให้ถูกวิธี ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ตามธรรมะ จึงจะไม่เป็นทุกข์ นี่เป็นใจความย่อ ๆ อย่างนี้. ๓. ธรรมะมีกำมือเดียวนี้ ตอบคำถามได้ทุกข้อ นี้ลองตั้งคำถามมาสัก ๒๐-๓๐ ข้อ คำตอบว่า "ธรรม" คำเดียวเท่านั้นแหละ ถูกหมด ทั้งในทางรับ และทางปฏิเสธ เพราะคำว่า ธรรม นี้ประหลาดที่สุดในโลก,
น.400 เป็นคำพูดที่ประหลาดที่สุดในโลก จนแปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้ แปลเป็นภาษาอังกฤษ ไม่มีทางแปล ; เพราะว่าคำในภาษาอังกฤษที่มีอยู่แล้ว ไม่มีคำไหนมีความหมายครบ ตามความหมายของคำว่า ธรรม. เท่าที่รู้กันอยู่นี้ในเมืองไทย เวลานี้โดยมาก แม้ในชั้นนักศึกษาแบบฝรั่งนี้ ก็ยังรู้ความหมายของคำว่า ธรรม แคบนิดเดียว รู้ไม่หมด ; เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจว่า ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นไม่มีคำแปลของคำว่า ธรรม ให้ถูกต้องได้ ซึ่งที่แท้เป็นคำ ประหลาดในภาษาบาลีและสันสกฤต ดังจะแสดงให้เห็นต่อไปนี้ : - - ทำไมจึงเป็นขโมย : ตอบว่า ธรรม หมายความว่า ธรรมที่ทำความเป็น ขโมย เข้าครอบงำเขา. คำว่าธรรม จำกัดความได้อย่างนี้. - ทำไมเขาจึงเป็นคนดี ? ก็ตอบว่า เพราะธรรมที่เป็นฝ่ายทำให้เป็นคนดีมา ครอบงำเขา. - ทำไมเขาจึงเกิดมา ? ก็เพราะธรรม เพราะเหตุปัจจัยที่สร้างคนให้เกิดนั้น จะเป็นกรรมหรืออะไรก็ตาม นั่นก็เรียกว่า ธรรม. - ทำไมเขาจึงตาย ? ก็เพราะว่า ธรรม คือ ธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ ทำให้เขาต้องตาย กฎที่ทำให้คนตายนี้ก็เรียกว่า ธรรม. เราจะตั้งคำถามอีกสักกี่แสนอสงไขยคำถาม ก็มีคำตอบว่า ธรรม ลำเดียว ตอบได้หมด นี่จะน่าสนใจเพียงไร ก็ลองคิดดู.
น.401 ข้อที่สอง กล่าวโดยพยัญชนะ คำว่า ธรรม คือ ๑. ธรรมชาติ. ๒. กฎของธรรมชาติ. ๓. หน้าที่ ตามธรรมชาติ. ๔. ผลที่เกิดจากหน้าที่ตามธรรมชาติ. ขอให้ดูเฉพาะคำว่า ธรรม คำนี้ก่อน, คำว่า "ธมฺม" ในภาษาบาลี, ธรฺม ในภาษาสันสกฤต แล้วมาเป็น ธรรม ในภาษาไทยเรา มันมีความหมาย ๔ อย่าง ดังกล่าวนั้น. ถ้าเป็นบาลี เขียน ธมฺม, เป็นสันสกฤต เขียน ธรฺม, ถ้าเป็นภาษาไทย ก็เขียนอย่าง "ธรรม" นี้; นี่คือคำเดียวกันมีความหมาย ๔ อย่าง :- ถ้าเป็นในภาษาบาลี หรือในภาษาสันสกฤตก็ตาม คำว่า ธรรม นี้หมายถึง ธรรมชาติ, หมายถึง กฎธรรมชาติ, หมายถึง หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรม- ชาติ, และหมายถึง ผลที่จะเกิดขึ้นมาจากการทำหน้าที่นั้น ๆ ด้วย, เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้นเลย. เดี๋ยวนี้เราจนปัญญาที่ว่า คำว่า "ธรรมชาติ" ในภาษาบาลี นี้ไม่รู้จะเรียก เป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร อีกด้วยเหมือนกัน เช่นเดียวกับคำว่า ธรรม นี้ไม่ต้องแปล กันแล้ว; ใช้คำว่า ธมฺม เฉย ๆ ก็แล้วกัน เป็นรูปสันสกฤตก็เป็นอย่างนี้คือ ธรฺม ไม่ ต้องแปล. ถ้าแปลจะถูกแต่บางส่วน ๆ บางส่วน ๆ; จะแปลว่า "คำสอน" ก็ถูกแต่ บางส่วน, จะแปลว่า "กฎ" ก็ถูกแต่บางส่วน, จะแปลว่า "ธรรมชาติ" มันก็ถูกแต่ บางส่วน, ไม่มีใครแปลได้ทั้งนั้น ; ดังนั้นก็อย่าแปล ใช้คำว่า"ธรรม" ต่อไป,
น.402 ฝ่ายคำว่า "ธรรมชาติ" นี้สมมุติใช้คำว่า nature ไปที่ เพราะไม่รู้ว่าจะ ใช้คำอะไรจะตรงความหมายกับที่ฝรั่งเขาใช้หรือไม่ ก็ตามใจ. แต่ในที่นี้เราขอใช้ไปที่ว่า หมายถึงบรรดาสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏแก่มนุษย์ ที่มองเห็นตัวก็ตาม ที่ไม่มองเห็นตัวก็ตาม, ที่เป็นเรื่องเนื้อหนัง ร่างกาย ก็ตาม, ที่เป็นเรื่องจิตใจ ความคิดนึก อะไรก็ตาม เรียกว่า ธรรมชาติหมด. ไม่ว่าธรรมชาติอะไร ที่ไหน ก็เรียกในภาษาบาลีว่า ธรรม ทั้งนั้น เพราะว่า ธรรม เท่านั้น แปลว่า ธรรมชาติ ก็ได้. ๒. ถ้าเป็นกฎ ก็หมายความว่า มีคำว่ากฎ นี้เข้าไป แต่ที่นี้มันหมายถึงกฎ ของธรรมชาติ กฎของ nature ไม่ใช่ตัว nature เช่นในตัว nature ในธรรมชาตินั้น มีกฎที่บังคับอยู่ ให้ต้องเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ เช่นในสิ่งที่เรียกว่า ความร้อนมีกฎอย่างนั้น, ไฟฟ้ามีกฎอย่างนั้น, อย่างนั้นมีกฎอย่างนั้น รวมอยู่ด้วยในตัวมัน, หรือมีลักษณะที่ จะต้องเป็นอย่างนั้น เช่นต้องเปลี่ยนแปลง ต้องดับ อะไรอย่างนี้เป็นต้น. นี่เกี่ยวกับ ตัวธรรมชาติเอง. ๓. ทีนี้ที่จะเกี่ยวกับมนุษย์ คือ หน้าที่ของมนุษย์ ที่ต้องเป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ นี้แปลว่า law of nature ก็ได้ แล้วแต่จะพูด แต่หมายถึงตัวหน้าที่ ที่ธรรมชาติบังคับอยู่ว่า มนุษย์ต้องทำ เพราะฉะนั้นเราตื่นขึ้นก็ต้องทำหน้าที่ เช่นต้อง ไปถาน ต้องไปส้วม ต้องอาบน้ำ ต้องรับประทาน กระทั่งต้องไปทำหน้าที่อื่น ๆ อีกทุกอย่าง ที่ไม่ทำแล้วไม่ได้. ตัวหน้าที่นี้แหละคือ ธรรม ในภาษาบาลีก็เรียกว่า ธรรม ; แล้วเรารู้จักกัน แต่ในส่วนนี้ที่ในเมืองไทย, ในภาษาไทยรู้จัก ธรรม กันแต่ในความหมายนี้ คือสิ่งที่ ต้องศึกษา หรือปฏิบัติหน้าที่.
น.403 ทีนี้ผลของหน้าที่ หรือ duty เมื่อทำหน้าที่มันก็มีผลเกิดขึ้นมา โดย อนุโลมแก่หน้าที่นี้อีก นี้ก็เรียกว่า ธรรม อีกเหมือนกัน เช่นว่า ได้บรรลุ มรรค ผล ขึ้นมาในชั้นสูงสุด ที่เขาเรียกว่า ผลของการปฏิบัติ. คำว่า "ธรรม" มันกว้างอย่างนี้ ถ้าเราอยากจะรู้พระพุทธศาสนาให้ถูกต้อง ให้ครบบริบูรณ์แล้ว ต้องสนใจสิ่งต่าง ๆ เรื่องนี้ไว้ในคำว่า "ธรรม" แล้วจะตอบปัญหา ได้หมด เหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว นี่มันมีตั้งกี่อย่าง อย่างนี้คิดดูเถิด ไม่มีอะไรลอดออก ไปจากข้อนี้ได้ในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้. ทีนี้ เนื้อตัวเรา และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรานั้นแหละคือ ธรรม, เนื้อตัว เราก็คือตัวธรรมชาติ ร่างกายนี้คือเนื้อตัวเรา แล้วกฎของธรรมชาติที่เป็นไปตามหน้าที่ ก็เป็นตัวของเรา ก็ตาม ผลที่ได้รับเป็นเงินเป็นทอง เป็นอะไรก็ตาม ที่มาเกี่ยวกับเรา มันก็คือ ธรรม. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมก็คือตัวเรา และสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่ กับตัวเรา. ด้วยเหตุนี้ การเรียนการศึกษาธรรม ก็คือศึกษาตัวเรา และทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับตัวเรา. ลองคิดดูเถิด การศึกษาธรรมจำเป็น หรือไม่จำเป็นอย่างไร น่าศึกษาหรือ ไม่น่าศึกษาอย่างไร ; มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องหนีเข้าไปในป่า ไปเที่ยวนั่งหลับตางมงาย อะไรอยู่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยสติปัญญาอย่างยิ่ง คือ เรียนเรื่องตัวเรา กับ สิ่งที่ เกี่ยวข้องกับตัวเรา ทั้งหมด. ถ้าจำคำ ๔ คำนี้ไว้ แล้วรู้ว่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ตัวเรานี้แหละเรียกว่าธรรม อย่างนี้แล้ว จะศึกษาหลักพุทธศาสนาเรื่องอื่น ๆ ได้เร็ว ได้ง่ายที่สุด ; แล้วจะพบได้เอง ว่า ทำไมคำว่าธรรม คำเดียวนี้ ทำไมจึงตอบคำถามได้ทุกข้อ ; เช่น เขาถามว่า ทำไม
น.404 จึงเกิดมาพบกฎธรรมชาติ ? นี้ก็เพราะ ธรรม. ทำไมจึงตาย ? ก็เพราะอันนี้ หรือว่า เนื้อตัวของเราประกอบไปด้วยอะไร ? ก็ประกอบด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ที่เป็นตัวเรานี้ ก็คือ ธรรม เพียงคำเดียว. หรือว่า เราอยู่กินด้วยอะไร ? ก็คือ ธรรม ส่วนนี้. เราจะได้อะไรอีกต่อไป ? ก็คือ ธรรม ส่วนนี้. พูดแล้วฟังไม่ค่อยสนุกเป็นมหรสพนัก แต่ว่าถ้าเข้าใจแล้วจะช่วยได้มาก. การเรียนธรรมะ ก็คือ การเรียนเรื่องตัวของเรา และทุกอย่างที่เกี่ยวกับ ตัวเรา. บางคนอาจจะคิดว่า ที่เรียนอยู่ในหลักสูตรที่มหาวิทยาลัย เรียนวิศวกรรมศาสตร์ เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนอักษรศาสตร์ นั้นมันอะไร, มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเราหรือไม่ ลองคิดดู. ถ้าเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเรา ก็คือธรรมเหมือนกัน แต่เป็นอีกแขนง หนึ่ง. แม้เดี๋ยวนี้ เรากำลังเรียนวิทยาศาสตร์ อักษรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์อะไร ก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นธรรมแขนงหนึ่ง ในหลายแขนงนั้น. ทีนี้ที่แคบเข้ามา ที่เป็นตัวพุทธศาสนา เราเอาอันที่มันเกี่ยวข้องกับหน้าที่ นี้มากขึ้น : ส่วนอันนอกนั้นยังไม่จำเป็น ไม่รีบด่วน. แต่หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น จำเป็นและรีบด่วน. เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรม นี้จึงเอามาใช้ในที่ แคบเข้ามาเฉพาะส่วน แล้วขยายออกไปเป็นข้อๆ ให้เต็มตามเฉพาะส่วนนี้ที่ต้องการ ก็พอ. เช่น :- เราจะได้ยินแต่คำว่า เป็นธรรม ไม่เป็นธรรม คล้าย ๆ กับว่า ที่ไม่เป็น ธรรมนั้นไม่ใช่ธรรม ; ที่แท้มันก็เป็นธรรม แต่เป็นฝ่ายดำและไม่ถูก. อธรรม ก็คือ ธรรม แต่เป็นธรรมส่วนที่ไม่เป็นธรรม.
น.405 ๓๘๕ " ธรรมะ" เพียงคำเดียว หน้าที่ตามธรรมชาตินี้คือ สิ่งที่เราเรียกกันว่า ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม สอนธรรม ฯลฯ เกี่ยวกับข้อนี้ทั้งนั้น. พระธรรมคือ คำสั่งสอน ที่พระพุทธองค์ทรง สั่งสอน ก็สอนเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่. เรื่องอื่นก็สอนเหมือนกัน แต่ไม่มากถึงอย่างนี้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ตามธรรมชาติ. เด็ก ๆ ก็จะได้รับคำสั่งสอนแต่เพียงว่า พระธรรมคือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าเท่านั้น จะได้รับคำอธิบายแต่เพียงเท่านั้น นี้แคบนิดเดียว เป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมนี้. เขาไม่ได้รับคำสั่งสอนว่า พระธรรม คือ ธรรมชาติ คือ กฎของธรรมชาติ คือหน้าที่ตามธรรมชาติ ผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ. ผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ นี้ช่วยจดหรือจำไป สำหรับเป็นหลัก ในการศึกษาอย่างกว้างขวางออกไป. ถ้าว่าเราจะเอาอย่างรวบรัด เฉพาะที่เกี่ยวกับความทุกข์โดยตรง คือธรรมะ โดยหน้าที่มากขึ้นแล้ว ตัวหน้าที่ก็คือ เรื่องอริยสัจจ์ ในพระพุทธศาสนา นั่นเอง :- ทุกข์ ต้องรอบรู้, เหตุของทุกข์ ต้องละเสีย, ภาวะอทุกข์นี้ หรือภาวะ ไม่มีทุกข์นี้ ต้องทำให้ปรากฏ, ทางให้ถึงภาวะไม่มีทุกข์นั้น ต้องทำให้มีให้มาก ; นี่คือ ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ในพระพุทธศาสนา. เรื่องทุกข์ อันนี้ต้องรอบรู้, เหตุให้เกิดทุกข์ อันนี้ต้องละเสีย, แล้วภาวะ อทุกข์ ต้องมีหลักที่จะต้องทำให้ปรากฏแก่เราได้, และการทำตามทางที่จะให้ถึง นี้ต้อง ทำให้มีขึ้นมา, เรียกตามภาษาบาลีว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
น.406 ขอให้คิดว่า ออกไปจากที่นี่แล้ว หน้าที่ของเรา จะต้องรู้เรื่องทุกข์, ละ เหตุแห่งทุกข์, จะต้องทำภาวะไม่มีทุกข์นี้ให้ปรากฏ, แล้วก็เดินไปตามทางที่ให้ถึงนั้น เพื่อให้ถึงภาวะไม่มีทุกข์อันนี้. นี้เราต้องรู้ในฐานะเป็นความรู้ที่สมบูรณ์เท่านั้นเอง ; แต่ที่จะปฏิบัติจริง ๆ ก็คือเกี่ยวกับหน้าที่ตามธรรมชาติ นี่แหละเป็นข้อใหญ่. เพราะฉะนั้น ธรรมที่เราได้ยินได้ฟัง หรือได้ฟังเทศน์อะไรกันนี้ ก็เป็นแต่ในเรื่องนี้ สงเคราะห์รวม เข้าไปแต่ในเรื่องนี้หมด. การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เพียงพูดกันถึงเรื่องนี้ เช่นว่า เรียนวิทยาศาสตร์ นี่ก็คือเรียนธรรมะ ; โดยไม่รู้ว่าเรียนวิทยาศาสตร์ก็คือเรียนธรรมะ. แต่ถ้าเราดูตาม ตัวหนังสือ ที่เป็นอยู่จริง หรือความมุ่งหมายที่เป็นอยู่จริง คำว่าธรรมในพุทธศาสนา ก็หมายถึง ๔ อย่างดังที่กล่าวมา :- ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เรียกว่า ธรรม : คือ สภาวธรรม ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ, กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เรียกว่ากฎแห่งธรรม คือเป็นกฎของธรรมชาติ, พระธรรม ที่เราปฏิบัติ ศึกษาเล่าเรียน ก็คือธรรม, แล้วผลที่เกิดขึ้น เป็นทุกข์ เป็นมรรค ผล นิพพาน ก็เรียกว่าธรรม ; แล้วเราก็สนใจกันในส่วนนี้. เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรู้ธรรม ที่จำเป็นก่อน ก็ให้สนใจใน ๔ อย่างนั้น. เราจะศึกษาความรู้ชนิดไหน ข้อไหนมา ก็เอาลงให้ได้ใน ๔ อย่างนี้ แล้ว มันก็คือ ธรรม อยู่นั่นเอง :- ความทุกข์ก็คือธรรม, เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือธรรม, ภาวะอทุกข์ก็คือธรรม, ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็คือธรรม ; ไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ธรรม.
น.407 ต่อไปนี้ หัวใจที่จะทราบ ก็คือ ธรรมชนิดไหนก็ตาม มีสรุปความอยู่ที่ว่า เป็นสิ่งที่ ใครจะไปถือเอาว่าเป็นของตัวไม่ได้ เพราะว่าเป็น อนัตตา. ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา หมายความว่า ธรรมทั้งปวงใครจะไปยึดครอง เอาเป็นของตัวไม่ได้ แล้วก็ว่า เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เข้าไปยึดครองไม่ได้นี้ ให้ถูกวิธี. การจะเข้าไป เกี่ยวข้องให้ถูกวิธี นี้ก็อย่างเช่น แม้เนื้อตัวนี้ เราจะถือว่า ของเรา จะคิดว่า ของเรา จะมั่นหมายว่าเป็นของเรา นี้เป็นไปไม่ได้ ; แต่ถึงอย่างนั้น เราก็จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันให้ถูกวิธี ไม่ให้เกิดเป็นความผิด หรือความทุกข์ขึ้นมา ; ไม่ใช่ว่า อนัตตาแล้วจะเลิกกัน. มันจะเลิกกันอย่างไรได้ เพราะว่ามันคือตัวเรา เราไม่อาจจะแยกธรรมออก จากตัวเราได้ ; เพราะว่า ตัวเราคือธรรมะ ร่างกาย เนื้อหนัง จิตใจ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราเป็นธรรมะ แล้วจะแยกธรรมนั้นออกไปจากตัวเราไม่ได้ มีแต่ จะต้องทำทุกอย่างนี้ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง. ร่างกายก็เป็นธรรม จิตใจก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นมันก็ต้องควบคุมกัน ให้ถูกต้อง ; ร่างกาย จิตใจ นั้นเอง มันก็แสวงหาธรรมอยู่เหมือนกัน. ที่เขาพูดว่า "ไม่มีตัวตน" ก็คืออย่างนี้ เช่นว่า ใครเรียน ? ก็คือร่างกาย จิตใจ นี้แหละไปเรียน. ใครได้รับผล? ก็คือ ร่างกาย จิตใจ นี้แหละได้รับผล. ถ้าใครเป็นทุกข์ ก็คือว่า ร่างกาย จิตใจ นี้แหละเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นมันก็ต้อง
น.408 ทำงานโดยวิธีที่จะไม่เป็นทุกข์ของมันเอง ซึ่งมันจะดิ้นรนไปในทางนั้น เว้นไว้แต่มัน เข้าใจผิด มันก็เดินไปในทางผิด. ถ้าว่าเป็นอนัตตา ในพระพุทธศาสนาแล้ว เขาหมายถึงอย่างที่กล่าวมานี้ คนไม่รู้เรื่อง ก็เอาไปล้อเลียนกันก็มี คือบางคนไม่เชื่อ ว่าธรรมะอย่างนี้จะมีประโยชน์ อะไร, ธรรมะอย่างนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ; แต่แท้จริงมันมีประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นสิ่ง ที่จำเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนอย่างยิ่ง. ถ้าท่านอยากจะศึกษาพระพุทธศาสนา ก็หลีกไม่ได้ที่จะต้องศึกษาเรื่องอนัตตานี้ เพราะฉะนั้นจะน่าสนุก หรือไม่น่าสนุกก็สุดแท้ ; เมื่อเป็นชุมนุมพุทธศาสตร์เข้ามาแล้ว จะเห็นว่า น่าสนุก หรือไม่น่าสนุก ก็สุดแท้ ; แต่ว่าไม่มีเรื่องอื่น ที่จะทำให้เข้าถึง พุทธศาสนาได้ นอกจากจะถือเอาเรื่องที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่จะถือว่าเป็น ตัวตน - ของตน ไม่ได้, มันเป็นของธรรมชาติ, มันเป็นของธรรมชาติ. ถ้าใครจะโกงเอามาเป็นของตน ธรรมชาติก็จะตบหน้าเอา นั่นแหละคือ ความทุกข์ที่ต้องมานั่งร้องไห้บ้าง ต้องกระโดดน้ำตายบ้าง, ต้องทำอะไรกันอย่างนั้น อยู่บ่อย ๆ ก็ไม่มีอย่างอื่นที่จะทำให้คนร้องไห้ หรือกระโดดน้ำตาย นอกไปจากการไปโกง เอาของธรรมชาติ มาเป็นของตัว; แล้วพอไม่ได้อย่างใจ ก็ต้องฆ่าตัวตาย. นี้ถ้าว่าเราไม่คิดอย่างนั้น เราก็จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพราะว่าทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ แล้วก็ไม่ต้องฆ่าตัวตาย ไม่ต้องร้องไห้ด้วย. ทีนี้คำว่า อนัตตา นี้ จะใช้คำอื่นก็ได้ เช่นคำว่า สุญญตา เป็นต้น. คำเหล่านี้มีไม่กี่คำ ถ้าจำไว้ได้บ้างก็จะดี มันเป็นทั้งหมด เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
Buddhadasa