น.409 สุญญตา นี้แปลว่า ว่าง ว่างจากความที่จะเอามาเป็นของเรา, เป็นของ ธรรมชาติ, ไม่มีส่วนที่จะเอามาเป็นของเราได้ ก็เรียกว่า ว่างจากความที่จะเอามาเป็น ของเรา แล้วคำอื่นยังมีอีก แต่มันจะมากนัก ไม่ต้องรู้ก็ได้. ต่อไปนี้จะอธิบายคำว่า ว่าง นี้ดีกว่า สำหรับเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ จะเป็น เรื่องที่มีประโยชน์โดยตรงขึ้นมา. คำว่า ว่าง ความว่าง หรือ จิตว่าง เป็นคำที่ประกอบขึ้นจากหลัก- พุทธศาสนาทั้งหมด. ที่พูดเช่นนี้ ก็เหมือนกับที่ได้อธิบายถึงมาแล้ว ที่ว่า ไม่ว่าสิ่งไหน อันไหน ล้วนเป็นอนัตตา หรือ เป็นสุญญตา. เพราะฉะนั้น การศึกษา หรือว่า การงานก็ดี ผลของการงานก็ดี ชีวิตก็ดี อะไร ๆ ก็ดี ล้วนถูกถือเป็นธรรมชาติหมด ไม่ใช่ของตัวเรา คือ ว่างจากส่วนที่จะมาเป็นตัวเรา หรือตามใจเรา. คำว่า "ว่าง" นี้จึงเป็นคำที่รวมความ หรือ อมความนี้ทั้งหมดไว้ แล้วคำ ๆ เดียวนี้ก็เลยเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่ใช้ได้ ในทุกกรณี. คำว่า "ใช้ได้ในทุกกรณี" นี้หมายความว่า มันเป็นหัวใจของคำทั้งหมด ในฐานะที่เป็นหัวใจของธรรมทั้งหมด มันจึงใช้ได้ตามแต่กรณี ในกรณีที่จะแก้ปัญหา ก็ตาม หรือในทางที่จะทำให้ผิดก็ตาม ย่อมใช้ได้ในทุกกรณี. คำว่า “จิตว่าง" อย่างแรกเป็นจิตว่างแบบอันธพาล นี้ก็คือ ว่าเอาเองดื้อ ๆ แก้เก้อ จนตรอก อะไรทำนองนี้. อีกอย่างหนึ่ง เป็นอย่างที่ ลัทธิของ ปูรณกัสสป กับ อชิตเกสกัมพล. จิตว่างที่ว่าเอาเองมีสองแบบ :-
น.410 จะบอกให้ทราบถึงว่า จิตว่างแบบอันธพาล ซึ่งเป็นจิตว่าง ว่าเอาเอง ไม่ยึดถือ ว่าว่าง เป็นอะไร ๆ ในทำนองนั้น ในเมื่อจนตรอกเข้ามา หรือเพื่อแก้เก้อ หรือเพื่อเรียกเสียงตะพึด. จิตว่างแบบอันธพาลนี้ก็ยังมีประโยชน์ เอาไว้เป็นฝ่ายดื้อ ฝ่ายเถียง ฝ่ายค้านตะพึด ที่เรียกว่าแกล้งทำ ว่าไม่มีตัวกู ไม่มีอะไร แล้วก็ค้านตะพึด. จิตว่าง ที่เป็นลัทธินั้น ก็เป็นลัทธิคู่แข่งขันสมัยเดียวกันกับพระพุทธเจ้า มีหลายคน เฉพาะบุคคลสองคนนี้ สอนเรื่องว่าง ชนิดที่ไม่มีอะไรเลย ว่างชนิดที่ ไม่ต้องนึกถึงอะไรหมด ว่างถึงขนาดว่า เอามีดฟันคอคน อย่างนี้ก็ถือว่ามืดผ่านไปตาม ระหว่างอณู ไม่มีใครฆ่าใคร อย่างนี้เป็นต้นก็มี. หรือว่า การทำความดี มันก็สำเร็จลงที่ตรงนั้นแหละ เช่นว่าให้ทาน ก็จะ สำเร็จลงแค่กินเท่านั้น ให้ทานแล้วก็เสร็จกัน บูชายัญก็จบเสร็จแค่เป็นขี้เถ้า ไม่มีผล อะไร บิดามารดาก็ไม่มี. นี่คิดดูเถิด แบบอันธพาลเป็นอย่างนี้. บิดามารดาไม่มี ; เพราะว่า นี่ก็ไม่มีตัวตน นั่นก็ไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้น บิดาก็ไม่มี มารดาก็ไม่มี ไม่ต้อง กตัญญู ไม่ต้องอะไรหมด; นี่คือ จิตว่างแบบอันธพาล. แต่ถึงกระนั้น จิตว่างแบบอันธพาลนี้ ก็ยังมีคนนับถือเป็นคู่แข่งขันกับ พระพุทธเจ้าได้ ก็มีอยู่มากเหมือนกัน ที่ในประเทศอินเดีย สมัยพุทธกาล ก็ยังมีผู้นับถือ ลัทธิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้มากเหมือนกัน จนเป็นก๊ก เป็นคณะ เป็นคู่แข่งขันกับพระ- พุทธเจ้าได้ คือ ครูชื่อ ปูรณกัสสป และอชิตเกสกัมพล อยู่ในบรรดาครูทั้ง ๖ คนผู้เป็น คู่แข่งขันกับพระพุทธเจ้า มีพวกที่เป็นจิตว่างแบบอันธพาลแบบนี้อยู่สองคน.
น.411 "ธรรมะ" เพียงคำเดียว ๓๙๑ จิตว่างแบบที่เราควรจะสนใจนั้น เป็นจิตว่างตามแบบธรรมชาติ ตาม แบบของพุทธศาสนาโพ้น คือ เป็นพุทธศาสนาแท้ นี้เราเรียกว่า ให้ว่างเอง, ว่างเพราะ บังคับ, ว่างเพราะทำให้เห็นธรรม ซึ่งจะพูดตามแนวนี้อีกทีหนึ่ง คือ :- คำว่า "ความว่าง” หมายถึงสภาพ อย่างที่ไม่มีอะไรเป็นของเราได้ นอกจากธรรมชาติ ; เมื่อจิตมีความเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ก็ไม่ไปเที่ยวจับเอาอะไรมาเป็น ของตน ก็เลยเรียกว่า จิตว่าง. ความว่างคือภาวะอย่างนี้, จิตว่าง คือ ความเห็นอยู่ ในภาวะอย่างนี้ ก็ว่าง ๆ อยู่ ; แต่มิใช่เป็นจิตที่ไม่ทำอะไร. มันเป็นจิตที่จะต้อง ทำอะไร ตามที่มันควรจะทำเหมือนกัน. ถ้าจิตไม่ว่าง มันไปโง่ขึ้นว่า มีอะไรเป็นของเรา จิตนี้มันก็ทำไปอย่างหนึ่ง ถ้าจิตมันรู้ว่า อ้าว นี่มันไม่ใช่ของเรานะ อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเป็นของเรา แต่ต้อง เกี่ยวข้องอย่างไม่ใช่ของเรานะ ก็จะเหมือนกับเข้าไปยืมใช้ มันก็ทำไปอีกอย่างหนึ่ง. นี่มันไม่เหมือนกัน. เรื่องจิตว่าง ๆ นี้ไม่เหมือนกัน ที่เป็นคำอธิบายมาจากคำสอนทั้งพระไตร- ปีถูกทั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ มีอยู่ : - มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนใน พุทธศาสนาทั้งหมดจะสรุปสั้น ๆ จะได้ใจความว่าอย่างไร ? ท่านตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทุกสิ่งคือธรรมทั้งหมดนี้ อันใคร ๆ ไม่ควร เข้าไปมั่นหมายว่า เป็นตัวกู หรือ ของกู; นั่นแหละคือว่าง, ว่างจากตัวกู - ของกู. นี่แหละ เรียกว่าเป็น "ธรรม ที่ประกอบขึ้นจากหลักพระพุทธศาสนา ทั้งหมด" เป็น "หัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมด" ที่ใช้ได้ทุกกรณี จะดับทุกข์อย่างต่ำ
น.412 หรืออย่างกลาง หรืออย่างสูงก็ได้ ต้องใช้เรื่องของความว่างนี้ ให้เป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง หรือ อย่างสูง. ความว่างนี้ก็มีเป็นอย่าง ๆ ด้วยเหมือนกัน ; ที่นี้ เพื่อกันมิให้ปนกนยุ่ง เราจะต้องแบ่งแยกความว่างนี้ออกไปเป็น ความว่างแบบอันธพาล นี้พวกหนึ่ง, ความ ว่าง จิตว่าง ตามแบบธรรมชาติ หรือตามแบบของพุทธศาสนานี้อีกพวกหนึ่ง. จิตว่างตามแบบธรรมชาติ นั้นคือ ๑. ว่างเอง เหมือนที่เราพูดกันบน ภูเขาเมื่อตอนเช้า นั่นแหละคือว่างเอง พอปีนขึ้นไปบนภูเขามันก็ว่างเอง แล้วก็สบาย อยู่พักหนึ่ง. ระหว่างที่สบายและสดชื่นนั้น มีความฉลาด มีความคิดอะไรได้ดี มีจิตแจ่มใส ไม่ใช่ว่าว่างแล้ว มันง่วงนอน ไม่ใช่ ; หรือว่า ว่างแล้วก็ทำอะไรไม่ได้, ว่างแล้วมันมืดมน ; ไม่ใช่. แม้แต่ว่างเองอย่างเมื่อขึ้นไปบนภูเขา ก็ยังมีประโยชน์. ๒. สูงขึ้นไป ว่างเพราะบังคับ นี้ต้องเก่งหน่อย เมื่อจิตมันวุ่นวาย เรา สามารถบังคับจิตให้ว่างได้ เช่นทำกัมมัฏฐาน สมาธิภาวนา ทำให้จิตที่วุ่นวายด้วย โลภะ โทสะ โมหะ หยุดลงได้ชั่วคราว เพราะอำนาจบังคับนี้แล้ว ก็เป็นจิตที่แจ่มใส ผ่องใส ทำอะไรได้ต่อไปอีก. นี้เรียกว่าว่างเพราะบังคับ. เรื่องเรียนกัมมัฏฐาน เรียนสมาธินี้ จะต้องไปเรียนกันโดยเฉพาะ บังคับให้ จิตอยู่ในอำนาจได้ ก็เป็นจิตว่าง หรือ ความว่างชั้นกลาง เท่านั้น ไม่ใช่ชั้นสูง. ๓. จิตว่างชั้นสูงสุดนั้น ต้องทำให้เกิดความเห็นว่า นี่เป็นอนัตตา เป็นสุญญตาทุกอย่างเลย ; เพราะฉะนั้น จิตจึงว่างโดยไม่ไปจับเอาอะไรว่า เป็นตัวเรา
น.413 ว่าเป็นของเรา. ทีนี้จิตลักษณะนี้จะเป็นสุขที่อยู่เหนือสิ่งทั้งปวงเป็นพิเศษ ไม่หลงใน สิ่งใด ไม่เข้าไปเป็นทาสของสิ่งใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นจิตที่อยู่เหนือทุกสิ่ง จึงทำอะไร ไม่ผิด เพราะมองเห็นอะไรจากข้างบน. ถ้าเป็นจิตวุ่น จิตโง่ มันก็อยู่ข้างล่าง ข้างใต้ เป็นทาสของทุกสิ่ง ; ถ้าว่างชนิดที่สูงสุดในลักษณะอย่างนี้ ก็เป็นพระอรหันต์ ต้องเป็น พระอรหันต์. ที่พูดนี้เราไม่ใช่จะเอาให้ได้ถึงสูงสุดอย่างนั้น ; เราเอาไปใช้เพียงขนาด ธรรมดา เท่าที่เราจะเอาไปใช้ได้ ; หมายความว่า เราจะควบคุมไม่ให้เผลอ ไปหลง ว่าอะไรอยู่ในอำนาจของเราเข้า แต่เราจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยจิตชนิดนี้ ชนิดที่ เราฉลาด และไม่เป็นทาสอะไรชนิดนี้. ทีนี้ ถึงตอนที่จะสรุป ก็ไม่มีอะไร นอกจากจะขอสรุปว่า : - “ธรรม" เพียงคำ ๆ เดียว หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นตัวเรา ที่เรา สมมุติเรียกว่า เป็นตัวเรา หรือของเรา หรือที่เกี่ยวข้องกับเราทุกอย่าง นั่นแหละคือสิ่ง ที่เรียกว่าธรรม มันแยกออกเป็นธรรมชาติ ก็มี, กฎของธรรมชาติ ก็มี, หน้าที่ ของกฎธรรมชาติก็มี ผลของการทำหน้าที่ ก็มี. ถ้าถามว่า ตัวเราอยู่ที่ไหน ? มันก็อยู่ที่นี่ อยู่ในข้อนี้ คือตัวธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือตัวเรานี้ อยู่ในข้อตัวธรรมชาติ. ถ้าถามถึงการศึกษาของเรา ก็อยู่ที่นี่, การงานของเรา การศึกษาของเรา ก็อยู่ที่นี่, อาชีพของเราก็อยู่ที่นี่, เงินเดือนของเราอยู่ที่ไหน ? ก็อยู่ที่นี่. เพราะฉะนั้น
น.414 เราจะทำหน้าที่ตามธรรมชาติ ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง อะไรก็ตาม เมื่อเราได้เงินเดือน หรือว่า เราร้องไห้ก็อยู่ที่นี่. เมื่อเราทำผิด มีผลต่อธรรมชาติในฝ่ายผิด ธรรมชาติ ในทางฝ่ายทุกข์มันก็ทำให้ร้องไห้. ถ้าเรามีความสบายใจ มันก็อยู่ที่นี่ เพราะเราทำหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ฝ่ายที่ทำให้หัวเราะได้ สบายได้ เราก็ได้รับผล เป็นความสบาย. ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยว กับ ๔ อย่างนี้ แต่ ๔ อย่างนี้ก็รวมเป็นคำ ๆ เดียว เรียกว่า "ธรรม". เพราะฉะนั้นเราจึงถือว่า คำว่า ธรรม คือตัวเรา และทุกอย่างที่เราจะต้อง เกี่ยวข้องด้วย เพราะธรรมะนี้มีอยู่ในรูปของตัวธรรมชาติ ก็มี, กฎธรรมชาติ ก็มี, จะอยู่ในรูปไหนก็ตาม มันมีเพื่อให้เรารู้ ให้เราเข้าใจ ให้เราศึกษา และให้เราจัดทำ ตัวเรานี้ ให้เป็นไปในทางที่มีค่าสูงสุด. ทีนี้ ใคร่จะพูดว่า ; ไม่ใช่จะดูหมิ่นดูถูกอะไร ; บรรดาการศึกษาในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎของธรรมชาตินี้แล้ว จะไม่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีค่าที่สุด. แต่จะ เป็นเรื่องทำให้ยุ่งยากลำบากขึ้นเท่านั้น และเราต้องรู้จักมันให้ดี และรู้จักปฏิบัติให้สมควร กันแก่สถานะ แก่สภาวะ ของเรา ซึ่งเขาเรียกว่าปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม. ถ้าปราศจากธรรมเสียแล้ว เราไม่มีอะไรดีกว่าสัตว์ ก็มีเท่านี้, ถ้าเรา ปราศจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรม คือความรู้เรื่องธรรม มากเพียงพอที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีกว่าสัตว์. แม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้าในทางวัตถุมากมายสักเพียงไรก็ตาม. คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวนี้ ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่รู้ว่า จะแปลเป็น ภาษาอังกฤษว่าอะไร. บางคนว่าใช้คำนี้บ้าง คำอื่นบ้าง ๕๐ - ๖๐ คำ ก็ยังไม่มี
น.415 ๓๙๕ ‘ธรรมะ" เพียงคำเดียว ความหมายครบตามคำเดิมของเขา ; เช่นเขาจะใช้คำว่า norm บ้าง, law บ้าง, คำว่า doctrine บ้าง ฯลฯ ๒๐ - ๓๐ คำ เอามาดู ก็ไม่ครบตามความหมายเดิมของธรรม ได้ ทั้งหมด. คำอะไร ๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ ก็แปลได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ตรง เพราะ ไม่รวมอะไรต่าง ๆ บางอย่างอยู่ในคำเหล่านี้เลย ; นี่คือคำว่า "ธรรม". หัวใจของคำว่า ธรรม คือคำว่า อนัตตา หรือ สุญญตา นี้เพราะว่า เป็นของ ธรรมชาติ เป็นของใครไม่ได้. เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ถูกวิธี เหมือน กับเราต้องไปเกี่ยวข้องกับ เสือ หรือ งู หรือสัตว์มีพิษเหล่านั้น จะมีอันตรายแก่เรา ; แต่ว่าถ้าทำให้ได้ตามที่ธรรมชาติต้องการแล้ว เราก็หัวเราะได้ หัวเราะอย่างมีชัยชนะ ไม่ใช่ หัวเราะอย่างงมงายหลงใหล. ทีนี้ก็ยังมีอยู่อีกหน่อยตรงที่ว่า ที่เกี่ยวกันกับคำว่า จิตว่าง ที่ได้รับคำถามมาว่า ถ้าจิตว่างแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร. ข้อนี้ขอให้ดูเอาเองว่า จิตว่างนั้นมันรับผิดชอบ หรือไม่รับผิดชอบ. จิตว่างนี้ จะยิ่งรู้จักหน้าที่ของตัวดี แล้วยังมีความแจ่มใสถึงขนาดรู้ว่า จะทำอย่างไรอีกด้วย, จะทำสำเร็จอีกด้วย, แต่ต้องไม่ใช่จิตว่างอันธพาล. ถ้าจิตว่างอันธพาลมันจะหาเรื่องไป นอนหลับเสียบ้าง หาเรื่องจะขี้เกียจบ้าง หาเรื่องจะเอาเปรียบบ้าง นี้มันว่างแบบอันธพาล แล้วเอาไปปนกันเสีย.
น.416 พอได้ยินคำว่า ว่าง แล้วก็จะแล่นไปยังคำว่า ไม่มีอะไร เหมือนกับ ท่อนไม้, จิตเหมือนกับท่อนไม้ เหมือนกับก้อนหิน ; ว่างแบบอันธพาลก็เป็น อย่างนี้ทั้งนั้น, ไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้แหละ เพราะมีอยู่สองแบบ ที่ว่าเอาเองตามภาษา คนธรรมดา แบบที่จะดื้อขึ้นมา แบบจะแก้เก้อขึ้นมา จนตรอกขึ้นมา. แล้วอีก อย่างหนึ่งก็เป็นอย่างลัทธิแบบที่มีคนนับถือมากเท่ากับพุทธศาสนา ในอินเดียครั้งพุทธกาล อยู่พักหนึ่งนั้น ซึ่งเป็นพวกบูรณกัสสป อชิตเกสกัมพลีนั้น. ถ้าว่างตามแบบพุทธศาสนา นั้นคือทำใจให้สะอาด สว่าง สงบ ; นั่นแหละ คือว่างจากสิ่งรบกวน เผาลน บีบคั้น ผูกมัด ว่างจากภาระ ไม่ติดธุระ. "ติดธุระ" ก็คือ เหมือนไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด อะไรอย่างนี้ เรียกว่าติดธุระ ไม่ว่าง. ถ้าเป็น คำว่า ว่าง ก็คือ ปราศจากสิ่งเหล่านี้ แล้วมันให้คำจำกัดความ ว่า ถ้าจิตว่างตามแบบนี้ ตามแบบที่เห็นธรรมตามที่เป็นจริงอยู่อย่างไรแล้ว นี้แหละเป็นจิตที่แจ่มใสที่สุด เข้มแข็ง ที่สุด เยือกเย็นที่สุด กล้าหาญที่สุด สนุกในการทำงานที่สุด. คำว่า ว่าง ในฐานะเป็นหัวใจของธรรมทั้งหมดนี้ บางทีก็เรียกว่า อนัตตา, บางทีก็เรียกว่าสุญญตา. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเคยชินกับคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; นั่นแหละคือ อยู่กับว่าง โดยไม่มีความรู้เรื่อง ว่าง อยู่กับว่างโดยแท้จริง. เพราะฉะนั้น จึงมีจิตที่ไม่ใคร่มีความทุกข์. อยากจะขอแนะเรื่องความว่างอย่างนี้ว่า ว่างในสามอย่างนั้น ใช้ได้ทั้งนั้น. ๑. ว่างเองถ้าเราไม่ว่าง นั่นคือเรานอนไม่หลับ เราตายแล้ว. ทีนี้เรา นอนหลับพอแก่ความต้องการพอสมควรแก่ร่างกาย ก็เพราะจิตว่าง เพราะฉะนั้นเราจึงมี
น.417 ชีวิตรอดอยู่ได้ เพราะความว่างเองนี้แท้ๆ มิฉะนั้นเราจะนอนไม่หลับ. ในเวลาวันหนึ่ง ไม่กี่ชั่วโมงนี้ ถ้าเราได้นอน ๘ - ๑๐ ชั่วโมง เราก็ยังพออยู่ได้ ; ถ้ายังวุ่นมากกว่านี้ เราก็เป็นโรคเส้นประสาท. ถ้าความว่างเองมีไม่พอ คนก็จะเป็นโรคเส้นประสาท เป็นบ้า ต้องไปส่ง โรงพยาบาลโรคจิตไปเลย เราต้องขอบใจความว่าง ที่เป็นตัวชีวิต ตัวพื้นฐานของชีวิต รองรับชีวิตอยู่. ๒. ความว่างเพราะบังคับ นี้ก็เพราะเราต้องการจะดีขึ้นไปอีก เราจึงต้อง หาวิธี หรือวิชาอันหนึ่ง ซึ่งค้นพบแล้ว บังคับได้ ให้ว่างมากขึ้นไปอีก. ๓. ที่จะให้ดีขึ้นไปกว่านั้น ไม่เกี่ยวกับการบังคับ เพราะว่าการบังคับนั้น มีอยู่ชั่วขณะที่บีบบังคับ ; พอไม่บังคับมันก็กลับเป็นอย่างธรรมดา คือ ถ้าทำให้เป็นแบบ ที่ว่างถูกต้องตลอดกาล. นี้ก็ต้องทำให้เกิดความเห็นธรรม แล้วก็จะไม่ไปเที่ยวจัดนั้นจัดนี่ เป็นอิสระอยู่เสมอ ให้ทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ตามกำลังของธรรมชาติแห่งจิต. ทีนี้ก็มีการปนเปกัน อยากจะบอกถึงเรื่องว่า ในชีวิตประจำวันนี้ ได้ใช้ ความว่างอย่างไม่รู้สึกตัว เช่นพอเราจะคิดเลข เราเป็นนักเรียนอยู่ในโรงเรียน เรา ทำเลข เรามุ่งจะคิดเลข เราก็ลืมหมด ออกไปหมด ชีวิตออกไป ลืมตัวกู ลืมของกู ลืมชีวิต ลืมทุกอย่าง มีเหลืออยู่แต่ธรรมชาติแท้ ๆ ที่ว่าง จึงคิดเลขนั้นออก ยิ่งกว่าจิตอย่างไหนหมด. หรือว่าเมื่อเราจะเล่นกีฬา จะขว้าง หรือจะยิ่ง หรือจะทำอะไร ให้ถูกจุด เป้าหมายในการแข่งขัน เช่นยิงปืน อย่างนี้ คนยิงปืนต้องลืม ต้องมีจิตว่างชนิดท
น.418 เรียกว่า เป็นเอง ก็ได้ หรือว่างอย่างบังคับก็ได้ ; ไม่ใช่เที่ยวนึกถึงนั่นถึงนี่ในเฉพาะ เวลานั้น. ก่อนหน้าเวลานั้นจะนึกอะไรก็นึกไปเถอะ ; แต่พอถึงเวลานั้นเข้าจริง ๆ แล้ว จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งชีวิต แม้แต่ตัวเอง เหลือแต่กลไกออโทเมติคที่ร่างกายนี้ ลั่นไกปืนออกไป ด้วยจิตว่างที่สุด มุ่งแต่เป้าที่จะให้ถึงเท่านั้น ; นั่นแหละจะยิงถูก อย่างปาฏิหาริย์ทุกทีไป แต่คนเขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจ เขาคิดว่านั่นแหละคือการเห็นแก่ตัว ที่จะยิงให้ถูก. ถ้าความเห็นแก่ตัวมีอยู่ในขณะนั้นละก็จะยิงผิดหมด ; มันเป็นเรื่องกลัว เป็นเรื่องสั่น เป็นเรื่องประหม่า เป็นอะไรไปทางโน้น ; เห็นแก่ชื่อเสียงของโรงเรียน ก็ต้องเห็นกันขณะอื่น. ขณะที่จะทำนั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งชีวิตตัว ถ้าไปมัว เห็นแก่ชื่อเสียงของโรงเรียน หรืออะไรก็จะประหม่า ว่าจะเสียชื่อโรงเรียน, ถ้าไปนึก ถึงตัว ว่าจะเสียชื่อของตัว ก็จะใจสั่น มือสั่น ทำไม่ได้. คำว่าว่าง นี้ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และกระทั่งว่า ถ้าไม่มีความว่างชนิดนี้แล้ว เราตายนานแล้ว เราจะนอนไม่หลับ. เรื่องที่สูงขึ้นไป ๆ ก็ทำนองนี้แหละ จนกระทั่งว่า ไม่มีกิเลสอยู่เลย เป็นมนุษย์ที่ประหลาด คือ ไม่มี ความทุกข์เลย. เราไม่มีความรู้เรื่องว่าง เราก็เข้าใจผิดเรื่องว่าง ถ้ารู้เรื่องนี้ก็จะใช้เป็น ประโยชน์ได้มาก ว่าที่แท้ลัทธิคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในโลก ก็เพราะจิตไม่ว่าง ; ฟังถูกไหม ? การที่ลัทธิคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมาในโลกนี้ ก็เพราะจิตของคนไม่ว่างมากเกินไป คนเห็นแต่แก่ตัว ต้องการแต่จะยื้อแย่ง, คนไม่รู้จักธรรมชาติ ว่า คนต้องเป็นไปตาม
น.419 บนตล กรรม. ถ้ารู้ว่า คนต้องเป็นไปตามกรรม ก็จะต้องมีสูง มีต่ำ มีดี มีจน มีอะไรต้องมีตาม สมควร คิดอย่างนี้ก็จะไม่เป็นคอมมิวนิสต์ไปได้; กัน ยกตัวอย่างเรื่องนี้ก่อน เพราะเป็น ปัญหาเฉพาะหน้า. อีกประการหนึ่ง คนไม่เมตตากรุณากัน ก็เกิดเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ก็เพราะจิตไม่ว่าง เห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่เห็นแก่ผู้อื่นเลย ทำให้เกิดความไม่เห็นแก่กัน และกัน มันจึงเกิดการต่อสู้ ; เพราะว่าคนพวกหนึ่ง เอาไปมากเกินไป คนอีกพวกหนึ่ง ก็ต้องการจะแย่งเอามา. นี่เรียกว่า เพราะไม่เห็นกฎของธรรมชาติ ทำให้ไม่ยอมรับ ในการแบ่งเป็นคนมี คนจน ทั้งๆ ที่ความจริงมันต้องเป็นเช่นนั้น เพราะว่าธรรมชาตินี้ มันไม่เท่ากัน ในการเกิดมาเป็น คนหนึ่ง ๆ. เมื่อคนไม่เมตตากรุณากันหนักเข้า ๆ ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็พักตัวขึ้นมาในโลกนี้ แล้วก็ไม่รู้จักอุดมคติที่สูงกว่า คือไม่รู้ว่า เรื่องความสุขทางจิตนี้สูงกว่าทางวัตถุ เพราะ ฉะนั้น จึงไปหลงแย่งความสุขทางวัตถุ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดลัทธิ dialectic materialism ซึ่งเขาเห็นว่า ความสุขจากจิตนั้น จะต้องจัดวัตถุให้มากพอ มันก็เกิดลัทธิอย่างนี้ขึ้น เป็นปัญหา. ถ้าว่ารู้ธรรมะในลักษณะนี้แล้ว มันเกิดไม่ได้, ลัทธิคอมมิวนิสต์ปัจจุบัน ในโลกนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามนุษย์เหล่านั้นรู้ความจริงเหล่านี้. ไม่ว่าอะไรทุก ๆ อย่างมันรวมอยู่ที่ความจริง แล้วความจริงที่สุดก็คือ สิ่งที่ เรียกว่า ธรรม มีลักษณะอย่างนี้ แล้วสรุปอยู่ในคำเพียงสองสามคำว่า มันไม่เป็นของใคร แล้วมันมีอำนาจบังคับสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎของมันเอง. เพราะฉะนั้น ถ้าว่า
น.420 คนจนมีจิตว่าง ก็หมายความว่ารู้ว่า เราไม่ได้เกิดมาเหมือนกัน และเราไม่อาจจะเกิดมา เหมือนกัน เพราะอะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกัน ร่างกายก็ไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็ไม่เหมือนกัน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกันมาแต่เดิมแล้ว ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องต่างกัน. เมื่อเราจะต้องอยู่ในสภาพอย่างไร เราก็ต้องทำตามหน้าที่ของเรา ถ้าเรา จะเป็นคนกวาดถนน หรือว่า เราจะเป็นคนขับสามล้อ หรือว่า จะเป็นคนแจวเรือจ้าง ก็ถูกต้องแล้ว ก็ควรพอใจแล้ว แล้วเรามีทางที่จะทำให้สนุกสนานด้วยมีจิตอย่างนี้ แล้วจิต นั้นจะไม่รังเกียจงานอย่างนั้น และเมื่อมีความจำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น ก็ยินดีทำด้วย ความสนุก ไม่ทิ้งงานนี้เสีย แล้วไปขโมย, อย่ามองกันในแง่ร้ายเกินไปว่า ถ้าจิตว่างแล้ว จะทำอะไรไม่ได้, จะไม่ทำ อะไร, จะเอาเปรียบคนอื่น. ที่ถูกจะต้องยอมอะไรทั้งหมด แม้จะต้องเป็นคนแจว เรือจ้าง, แม้จะต้องเป็นคนเทขยะ, ล้างท่อถนน หรือเป็นอะไรที่รังเกียจกันนัก ; มันจะ ทำไปได้ด้วยความสนุก หรือพอใจว่า นี้มันเพียงพอกันแล้วกับธรรมชาติอันนี้ เป็นไป ตามกรรมอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มีปัญหามาก คือ คนต่อสู้แย่งชิงกัน แข่งขันกัน ทำลายกัน โดยไม่ยอม รับกฎของกรรมที่ว่า มันสร้างมาตามกฎธรรมชาติ ซึ่งต้องต่างกัน เราจะเสมอเหมือนกัน ไม่ได้ แต่แล้วเราก็ต้องถือว่า ถ้าเราพอใจได้ มันก็ควรจะไม่เป็นทุกข์แล้วในเมื่อเรา พอใจในสิ่งนี้ได้. เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ เราจึงจะพอใจได้. ในพวกเรานี้ ใครจะต้องไปทำงานหยาบ ๆ เช่น เทถังขยะเหม็น ๆ จะว่าอย่างไร คงจะไม่ยอมใช่ไหม ? นี่ก็เพราะว่า ไม่เข้าใจว่า มันควรจะมีอะไรบ้าง ; แต่เดี๋ยวนี้
น.421 ๔๐๑ "ธรรมะ" เพียงคำเดียว ก็เป็นกันอย่างนี้อยู่แล้ว เป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามธรรมะอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การถูกต้องที่จะมีขึ้นมา ก็เพื่อจะแก้ไข. ถ้าแก้ไม่ได้ โลกนี้ก็จะต้องเป็นไปตามประสา ของโลกที่จะวินาศ ที่จะมีแต่เรื่องเบียดเบียนกัน กระทั่งฆ่าตัวเองอย่างง่าย ๆ เป็นกันอยู่ อย่างนี้. คำว่า จิตว่าง หรือ ความว่าง นี้เป็นเรื่องเดียวที่สุดของพุทธศาสนา ทั้งในแง่ ของความลึกซึ้ง หรือในแง่ที่มีประโยชน์ที่สุด หรืออะไรก็ตาม เพราะว่าเป็นหัวใจของ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ทั้งหมด. ธรรมทั้งหมดที่รวมความแล้ว ก็เป็นอนัตตา หรือ สุญญตา. ที่ว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" นั้นเป็นจิตที่ฟรี และเป็นอิสระที่สุด ไม่ใช่จิตที่ ถูกผูกมัดติดนั้นติดนี่อยู่. ทำงานด้วยจิตว่าง จะเป็นอิสระที่สุด เฉลียวฉลาดที่สุด active ที่สุด ; ไม่ใช่จิตที่ติดตังนุงนังอยู่กับอะไรต่างๆ ซึ่งอย่างนั้นเขาเรียกว่า จิตวุ่น. ถ้าได้ผลงานมาเป็นเงิน เป็นชื่อเสียง ก็อย่าเอามายึดมั่นด้วยจิตโง่เขลา ต้อง ถือว่าเอามาเป็นของฝากไว้กับธรรมชาติ เหมือนกับฝากเงินไว้ที่ธนาคารอย่างนั้น ; ถ้าเอา มาใส่ไว้บนศีรษะก็ตายแล้ว มีเงินไม่เท่าไร เอามาสุมอยู่บนศีรษะ มันก็ต้องตาย มันต้อง เอาไปฝากไว้กับธนาคาร.ในทางจิตใจก็เหมือนกัน อย่าได้คิดว่าของเรา แม้จะเก็บ จะรักษา จะใช้ จะกิน ก็อย่าได้มั่นหมายว่าของเรา มันก็จะไม่มาหนักอยู่บนจิตใจเรา. กินอาหารก็กินของจากเงินที่เราหามาได้ด้วยจิตว่าง เก็บฝากไว้ด้วยความว่าง. เรามีคำกลอนที่คนอ่านไม่เข้าใจ แล้วหาว่าเราบ้า มีอยู่ว่า :-
น.422 จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที. อย่างนี้ไม่มีใครยอม; ไม่มีใครยอม "ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที" เพราะฟังไม่ถูก คือว่า อย่ามีตัวกู ตัวฉัน ตลอดเวลาเลย จะสบายที่สุด. เหมือนอย่าง ได้พูดที่บนภูเขาว่า จิตที่ไม่ได้นึกว่า มีตัวเรา มันก็ไม่มีโซ่ตรวน ที่มากล้องเป็นบ่วง มารัดอยู่ที่เรา มันก็สบายที่สุด. นี่เรียกว่า เราตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที. (ข้อความต่อไปนี้ เป็นการตอบคำถาม โดยลำดับ) ถาม ๑. ปลงตก เป็นเรื่องจิตว่างด้วยหรือไม่ ? ตอบ เรื่องปลงตก ก็เป็นจิตว่างได้แบบหนึ่งเหมือนกัน จะช่วย ทำให้จิตว่างได้. แต่จิตว่างตามวิธีนี้มันยิ่งกว่าปลงตก มันรู้ไปทุกอย่างว่า เราควรจะจัดอะไรอย่างไร ; ส่วน ปลงตกนั้นจะต้องระวังให้ดี จะต้องปลงไปในทางที่ถูก ถ้าปลงไปในทางที่ไม่ถูก มันจะเป็นการกระทำเพื่อแก้เก้อ จะเกิดจิตว่างแบบข้างๆ คู ๆ ขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว. ปลงตกต้องหมายความว่า เข้าใจถูกต้องมา ในทำนองอย่างนี้ แล้วก็ไม่ยินดียินร้าย ไม่กลัว ไม่เศร้า อะไรอีกต่อไป; อย่างนี้เรียกว่าปลงตก เป็นการทำให้ จิตว่างวิธีหนึ่ง ก็ได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด.
น.423 ถาม กิสงสัยว่า จิตว่างทำไมมีต่าง ๆ กัน ? ตอบ จิตว่างมีหลายขั้น ดังที่พูดมาแล้ว : ว่างอันธพาล ก็มี ว่างอย่างถูกต้องก็มี และยังมีเป็นชั้น ๆ อีกด้วย และคนเรา ก็วุ่นด้วยเหตุที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความว่างจึง มีได้ไม่เหมือนกัน. ถาม ธรรมะในชั้นลึก จะเข้าใจได้อย่างไร ? ตอบ ธรรมะในชั้นลึกนั้นพูดให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ ; ถ้าธรรมะ ในชั้นลึกจริงแล้ว พูดด้วยปากไม่ได้ นี้มีมาก. ช่วย ทราบกันไว้ด้วยว่า ธรรมะชั้นลึกจริงนั้น พูดด้วยปาก ไม่ได้ ; ธรรมะ เช่น มรรค ผล นิพพาน อย่างนี้พูด ด้วยปากให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ มันต้องหุบปากอยู่เสมอ เหมือนที่เขียนรูปภาพไว้ที่ฝาผนัง. ถ้าถูกถามว่า พุทธะ คืออะไร ธรรมะคืออะไร แล้ว ; คำตอบก็คือ หุบปาก ; แต่ถ้าถามว่าจะหาทางเข้าใจได้อย่างไร ? ก็จะบอกได้ว่า ให้ไปปฏิบัติอย่างนั้น ๆ แล้ว พุทธะ ธรรมะ ก็จะ ปรากฏแก่เรา. ยกตัวอย่าง แล้วจะเข้าใจง่าย เช่นว่า น้ำตาล ที่เรามีกินอยู่ทุกวันนี้ น้ำตาลมีรสหวาน. ความหวาน
น.424 ป็นอย่างไร ช่วยบอกที ; ทั้ง ๆ ที่เราเคยกินน้ำตาล อยู่แล้ว เราก็ยังพูดไม่ได้ ยังอธิบายความหวานให้คนที่ ไม่เคยกินน้ำตาล ฟังไม่ได้. ต้องบอกว่า ให้ไปซื้อ น้ำตาลมาลองชิมดู จึงจะรู้ว่าหวานอย่างนั้น. ธรรมะที่แท้จริงก็จะเป็นอย่างนี้ จะมีคำจำกัด ความว่า "ธรรมะที่เอามาพูดได้ นี้ยังไม่ใช่ธรรมะ" เหลาจื๊อ ก็พูดอย่างนี้ ว่า ที่เรียกว่าเต๋านั้น ที่ยังเอามาพูด บอกกันได้ นี้ยังไม่ใช่เต๋า. ฝ่ายพุทธเราก็ว่า ธรรมะ ที่เอามาพูดได้นี้ ยังไม่ใช่ตัวธรรมะจริงถึงที่สุด ยังเป็น ธรรมะขั้นต่ำ หรือวิธีที่จะให้เข้าถึงธรรมะเท่านั้น. ถาม มีปัญหาว่า รสหวานนั้นอาจจะต่างกันก็ได้มิใช่หรือ ? ตอบ การรู้รสหวานนั้นจะผิดกันไม่ได้. แต่ถ้าคนแต่ละคน มีลักษณะลิ้นต่างกัน เขาเป็นคนมีโรค หรือร่างกายผิด ปรกติแล้ว รสก็ต่างกัน. ถ้าลิ้นอยู่ในสภาพปรกติแล้ว น้ำตาลก็หวานอย่างเดียวกัน. ถาม ปัญหาเรื่องความเข้าใจของคนไม่เหมือนกัน. ตอบ ถ้าคนมีความเข้าใจไม่เหมือนกัน ; เช่นคนหนึ่งเข้าใจ ถูกมาก อีกคนหนึ่งเข้าใจถูกน้อย สิ่งที่เขาพูดถึงจะไม่
น.425 ๔๐๕ ‘ธรรมะ" เพียงคำเดียว เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องความว่าง, หรือ เรื่องอื่น ก็เหมือนกัน เรื่องพุทธะ ธรรมะอะไรก็ตาม จะไม่เท่ากัน จะไม่เหมือนกัน. สำหรับคนที่มีจิตใจไม่เหมือนกัน ซึ่ง จะมีว่างมาก ว่างน้อย ว่างจริง ว่างไม่จริง อะไร ไปตามแบบที่มี ๆ กันอยู่ตามการบังคับ หรือตามมาตรฐาน ซึ่งมีอยู่เป็นชั้น ๆ คนชั้นปุถุชนมีจิตว่างเป็นครั้งคราว และว่างเองตามธรรมชาติ ไม่ได้ว่างแท้จริงตลอดกาล เหมือนพระอรหันต์. พระอรหันต์ท่านมีอะไรเป็นเรื่อง พิเศษ ที่ว่าได้ปฏิบัติมาแล้ว ทำให้จิตไม่อาจจะเกิดกิเลส อีกได้ตลอดกาล. สำหรับคนเรา ๆ กิเลสไม่รบกวนเป็นคราว ๆ เท่านั้น ; ถ้ากิเลสรบกวนตลอด ๒๔ ชั่วโมง เราจะ นอนไม่หลับ จะเป็นโรคเส้นประสาท เป็นบ้า แล้วก็ตาย ; แต่พระอรหันต์ไม่มีกิเลสรบกวนตลอดเวลา ท่านจึงอยู่ ในสภาพที่ดีกว่าเรา สบายกว่าเรา เหนือกว่าเรา และ เป็นความว่างอย่างเด็ดขาด ตามแบบที่ ๓ ว่างเพราะมี ความเห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. ถาม ปัญหาที่ถามกันอยู่บ่อย ๆ ว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้ตั้ง สองพันกว่าปีมาแล้ว สำหรับคนสมัยนั้น ที่นั่น ; ครั้น เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วธรรมะนั้นจะเอา มาใช้แก่โลกสมัยนี้ได้อย่างไร ?
น.426 ตอบ ข้อนี้ขอถามก่อน ว่าใครจะมีความเห็นว่าอย่างไร (ไม่มี ใครตอบ) (อธิบาย) ถ้าพูดโดยเอาหลักเข้ายัน ยืนยันโดยหลักแล้ว ก็ได้พูด อยู่แล้วว่า ธรรมะแท้นั้นเป็นอกาลิโก ; อกาลิโก คือ ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่เนื่องด้วยเวลา ไม่เนื่องด้วยสถานที่. เพราะฉะนั้น เวลาจะล่วงไป เท่าไร ก็ล่วงไปเถิด ธรรมะนั้นจะยังเป็นธรรมะ ที่ใช้ได้. มันต้องดูให้รู้ว่า เวลาที่เปลี่ยนแปลง ล่วงมานั้น อะไรมันเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนแปลง โดยปลีกย่อย หรือว่า เปลี่ยนแปลงโดยหลักการส่วนใหญ่. เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกมากเหมือนกัน น่าคิดมาก : อย่างในสมัยพุทธกาล ผู้หญิงเป็นผู้หญิง ผู้ชายเป็นผู้ชาย ; แต่สมัยนี้ ผู้หญิงเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ก็ทำอย่างผู้ชาย ผู้หญิงอยากจะทิ้งหน้าที่ผู้หญิง อะไร อย่างนี้ จนมีปัญหาเกิดขึ้น จะไม่มีใครทำหน้าที่ผู้หญิง, แต่เราก็คงจะผืนไปไม่ได้เท่าไร เพราะว่าธรรมชาติมันยังคง อยู่ ผู้หญิงยังคงต้องเป็นผู้หญิง ผู้หญิงยังต้องคลอดบุตร อะไรทำนองนี้. แล้วจะถามง่าย ๆ อีกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้ฟังดูให้ดี หรือความอยาก ความต้องการ
น.427 ที่เป็นกิเลสในใจของคนสมัยนี้ กับของคนสมัยพุทธกาลนั้น หรือสองพัน หรือห้าพันปีขึ้นไปนั้น จะแตกต่างกันไหม ? กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ จะต่างกันไหม ? ลองคิดดู. จริงอยู่มูลเหตุที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น อาจจะ แตกต่างกัน หรือเปลี่ยนแปลงได้ หรือต่างกันได้ ; แต่ตัว กิเลสที่จะเกิดขึ้น เป็นความโลภ เป็นความโกรธ เป็น ความหลงนั้น ย่อมเหมือนกันเลย. ความโลภที่เกิดเมื่อหลายพันปีมาแล้ว กับ ความโลภที่เกิดขึ้นมาในสมัยนี้ ก็คือความโลภอย่างเดียวกัน มันต้องการสิ่งที่จะแก้ไข อันเดียวกันกับเมื่อหลายพันปี มาแล้ว ; ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความทุกข์ อะไรก็ตาม, หรือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย ก็เหมือนกัน หลายพันปีมาแล้ว เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น. แม้ว่า เดี๋ยวนี้เราจะขี่รถยนต์ เราจะขี่เรือบิน เราจะมีห้องเย็น มีอะไรก็ตาม นั่นมันเป็นส่วนปลีกย่อย ต่างหาก ส่วนในจิตใจของมนุษย์ที่ได้ปรุงเป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ยังเหมือนเดิม แล้วความทุกข์
น.428 ก็ยังเหมือนเดิม ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ โสกะปริเทวะ อะไรก็ยังเหมือนเดิม. พิจารณาดู การร้องไห้ก็ไม่เคยต่างกันเลย การร้องไห้ หรือเสียงร้องไห้ ของคนเมื่อหลายพันปี มาแล้วก็ยังเหมือนเดิม ของจีน ของฝรั่ง ฯลฯ อะไร แทบ จะฟังไม่ออกว่า ใครร้องไห้ ; นี่โดยธรรมชาติแท้ ๆ มันก็เหมือนกันอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ธรรมะที่จะแก้ ความทุกข์ส่วนนี้จึงยังคงเดิม ยังเป็นอันเดียวกันอยู่ แม้ มนุษย์สมัยนี้จะเปลี่ยนไปมาก โดยทางความเป็นอยู่อะไร ก็ตาม. ในเรื่องจิตว่างนี้ ก็จะกำจัดกิเลสที่ทำให้จิต วุ่น ให้เป็นอิสระ แล้วทำอะไรได้ถูกต้อง แล้วไม่เห็น แก่ตัว. เรื่องจิตว่างนี้ ส่วนใหญ่มุ่งหมายจะทำลาย ความเห็นแก่ตัว. ถ้ามีตัวก็ไม่ว่าง, มีตัวคือไม่ว่าง ; นี่ฟังง่าย. ถ้ามีตัวจะว่างอย่างไรได้ เพราะมีตัวอยู่ มันก็ ไม่ว่าง ; เมื่อไม่มีตัวนั่นแหละคือว่าง. ถ้ามีตัวมันก็ เห็นแก่ตัว แม้จะรักตัวอย่างไร ก็ยังมีความเห็นแก่ตัว เผลอเข้าก็เป็นการเห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนอื่น. ทีนี้ ถ้าให้ไม่มีตัว มีความว่างแล้วจึงอยู่ เหนือความมีตัว ; นี่จะควบคุมความมีตัว แล้วจะช่วย
น.429 ผู้อื่นที่ต่ำกว่า. ถ้ายังคิดว่า คนยังเหมือนกันอยู่กับคน ในครั้งพุทธกาล ก็จะเข้าใจได้ง่าย เพราะว่าพระพุทธเจ้า ท่านทำงานมากกว่าใคร ๆ ในโลก ; ไปศึกษาอ่านดู ให้รู้เรื่องส่วนตัวของพระพุทธเจ้า จะพบว่า ท่านทำงาน มากกว่าใคร ๆ ทั้งทำประโยชน์ของสังคมหมดเลย. พระพุทธเจ้าทรงอยู่ในแบบสันยาสี คือ ไม่มี เรื่องส่วนตัว มีแต่เรื่องที่จะทำเพื่อผู้อื่น แล้วพระพุทธเจ้า ท่านก็ทำงานตลอดเวลา ยิ่งกว่าใคร ๆ ในปัจจุบัน, พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งกว่าคนธรรมดา ; เพราะคนธรรมดาเขาเห็นแก่ตัว เขาก็ทำเพื่อตัว. พระอรหันต์ท่านทำเพื่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ ว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว จะชวนให้หยุด หนี หรือไปนอน เสีย ไม่ทำประโยชน์อะไร ; แต่ท่านกลับทำประโยชน์ ที่ควรทำทุกอย่าง ทำตามหน้าที่ด้วยความไม่รู้สึกอะไร นอกจากรู้สึกอย่างบริสุทธิ์ ได้ทำงานเพื่องาน เท่านั้น. ถ้าจิตวุ่น ก็ทำงานเพื่อตัวเอง เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ ; ถ้าจิตว่างก็ทำงานเพื่องาน. ลองไป ศึกษาเรื่องทำงานเพื่องาน แล้วก็จะเข้าใจเรื่องจิตว่างได้ มากขึ้นกว่าเดิม จิตวุ่นนั้นทำงานเพื่อเงิน เพื่อตัว จิตว่าง นั้นทำงานเพื่องาน ตรงนี้เป็นหลักจริยธรรมสากล ที่ว่า ทำงานเพื่องาน.
น.430 จริยธรรมสากลมีอย่างไร ไปหาอ่านดูในเรื่อง จริยธรรม morality ต่าง ๆ ทั้งหมด จะพบความมุ่งหมาย เรื่องนี้ อันเป็นธรรมะ duty for duty's sake. ทำงาน เพื่อประโยชน์แก่งานทั้งนั้น ; นั่นแหละคือ ทำงาน ด้วยจิตว่าง. นักจริยธรรมสากลลงมติกันทั้งโลก ทุกชาติ ทุกประเทศ ทุกศาสนาว่า :- duty for duty's sake เป็น Summum Bonum ของจริยธรรมของมนุษย์ ถ้าเขาขยาย ออกไปอีก เขาขยายว่าเป็น ๔ อย่าง ได้แก่ :- perfection - ความเต็มของความเป็นมนุษย์ happiness - มีความสุขที่แท้จริง duty for duty's sake - ทำงานเพื่อประโยชน์ แก่งาน ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ universal love - ความรักที่ไม่มีตัวฉัน, ความรักที่เป็น universal. สี่อย่าง นี้เป็น Summum Bonum ทางศีลธรรม นี้ตามหลักจริยธรรมสากล ที่ตกลงกันในพวกนักจริยธรรม ของโลกทั้งหมด. ควรจะไปศึกษาเรื่อง duty for duty's
น.431 sake แล้วจะเข้าใจเรื่องจิตว่างได้ดี มิฉะนั้น เขาจะทำไป ไม่ได้ ถ้ามีจิตวุ่นแล้ว จะทำงานเพื่องานไม่ได้ จะไป ทำเพื่อเงิน หรือเพื่ออะไรเสมอไป. ข้อที่ว่า จิตว่างแล้วจะไม่ทำอะไรเสียเลยนั้น เป็นไปไม่ได้; เมื่อมันอยู่เหนือทั้งหมดแล้ว จิตมันก็ ต้องการจะช่วยผู้อื่นเต็มที่ ต้องการจะทำงานให้ดีเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำชุ่ย ๆ ให้มันเสียไปได้ แต่ว่าจะต้องรับผิดชอบ เต็มที่. อาตมาก็ยอมรับว่า กินเข้าใจยากในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ มีความมุ่งหมายที่จะให้ เข้าใจได้อยู่ว่า จิตว่างทำให้งานไม่เป็นทุกข์ ทำให้งาน สนุก. ทำงานเพื่องานนี้ พอได้ทำก็สบายใจแล้ว ; ถ้าทำงานเพื่อเงิน ยังใช้ไม่ได้ แม้ได้เงินแล้วก็ยังไม่ สบายใจ ได้เงินแล้วก็ยังไม่พอ ยังร้อนอยู่อีก, ถ้า ทำงานเพื่อเงินก็จะเป็นอย่างนั้น. ถ้าทำงานเพื่องาน พอลงมือทำก็สบายใจแล้ว ทำงานเพราะต้องการจะทำงาน ก็ทำเพื่องาน พอทำงาน ก็จะสนุกทันที ; เหมือนลงมือเล่นกีฬาเพื่อออกกำลัง พอลงมือเล่นกีฬา เราก็สบายทันที. แต่ถ้าเราเล่นกีฬา
น.432 เพื่อจะเอาชนะ ถ้ายังไม่ชนะก็ไม่สบายได้ ถ้าไปแพ้เข้า ก็ยิ่งแล้วใหญ่ นี่ต่างกันอย่างนี้. ถาม ชีวิตเป็นทุกข์ หรือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ นี้คนไม่เข้าใจของท่าน. (อธิบาย) ขอให้ลองฟังให้ดี ชีวิต หรือ ความเกิด ไม่ได้เป็นทุกข์ ตามธรรมชาติ; จะเป็นทุกข์ต่อเมื่อคนมีจิตไม่ว่าง คือ ไปยึดถือความเกิด ว่าของฉัน ไปยึดถืออะไรว่า ของฉัน ; นั่นแหละความเกิดจะเป็นทุกข์. ถ้าไม่ไปยึดถือ ว่า ความเกิดของฉัน ความแก่ของฉัน ความตายของฉัน ชีวิตของฉัน อย่างนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เลย, ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ไม่เป็นทุกข์เลย. เราได้ยินเขาสวดมนต์ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ; นั่นเพราะเรา ฟังไม่รู้เรื่อง. เขาหมายถึง ความเกิดที่ยึดว่าเป็นของฉัน ความแก่ที่ยึดว่าเป็นของฉัน ความตายที่ยึดว่าเป็นของฉัน จึงจะเป็นทุกข์. ถ้าความเกิด ความแก่ ความตาย ที่คน สลัดออกไปเสียได้ เป็นเพียงสักว่าธรรมชาติแล้ว ไม่เป็น ทุกข์ ความทุกข์อยู่ที่ ยึดมั่นถือมั่นว่าของฉัน ; อย่างเงิน หรือ ครอบครัว หรืออะไรก็ตามใจ ที่ไปถือกันว่าเป็น
น.433 ทุกข์นั้น เพราะตามธรรมดามันยึดมั่น แต่ถ้าไม่ยึดมั่นแล้ว ก็ไม่ได้เป็นทุกข์. ที่จะพูดว่า ของรักเป็นทุกข์ ก็หมายความ ชัดลงไปว่า เพราะไปยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าไม่ไปยึดมั่น ถือมันก็ไม่เป็นทุกข์, ความทุกข์มันต้องมีเพราะยึดมั่น ถือมั่น. เพราะฉะนั้น เขาจึงเขียนภาพเป็นรูป ๕ สิ่ง หรือ ๕ คนเสมอ เช่น รูปที่ฝาผนัง รูปนั้นเขาเขียนเป็น รูปโจร ๕ คน ไล่ฆ่าคน ๕ คน นั่นแหละคือความทุกข์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ยึดมั่น ๕ ประการ นั้นเป็นความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความเกิดเป็นทุกข์ นั้นท่านหมายถึงความเกิด ที่ถูกยึดมั่นว่าเป็นของเรา หรือของผู้นั้น จึงจะเป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้น โดยที่ แท้แล้ว ความเกิดนั้น ไม่ควรจะพูดว่า เป็นทุกข์หรือเป็น สุข, พูดได้แต่ว่า ถ้ายึดมันก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดมั่นก็เป็น สุขได้ไม่เป็นทุกข์ ; ชีวิตก็เหมือนกัน ถ้ายึดมั่นเมื่อไรก็ เป็นทุกข์, ถ้าไม่ยึดมั่น มันก็เบาสบาย ไม่มีการแบก ไม่มีการผูกมัด ก็ไม่เป็นทุกข์. ชีวิตที่เป็นทุกข์นั้น ไปดูให้ดีเถิด มัน มีอะไรตั้ง ๕ อย่างเข้าไปผูกพัน ผูกมัด ยึดมั่นถือมั่น.
น.434 ชีวิตนี้ไม่มีการยึดมั่นถือมั่น เป็นชีวิตที่มีการศึกษา ธรรมะเพียงพอ มันก็ไม่เป็นทุกข์เลย. ชีวิตเหมือนกัน เป็นคนเหมือนกัน กินอยู่ ทำอะไรเหมือนกัน แต่ในใจ เสนอแก้ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ๕ ประการนั้น ก็เลยไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ ในการพูดกันนั้น เป็นคำพูดกันอย่าง คนธรรมดาสามญไปหมด ว่าชีวิตเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่ เรียกว่าชีวิต เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นของคนตามธรรมดา. แต่พระอริยเจ้าท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้น ประโยค นี้จะใช้กับพระอริยเจ้าไม่ได้ แต่จะใช้ได้เป็นหลักกลาง ๆ ทั่วไป สำหรับคนธรรมดา สำหรับพระอริยเจ้า หรือ พระพุทธเจ้า ท่านต้องพูดว่า "ชีวิตเป็นทุกข์" เพราะ เมื่อพูดตามโวหารคนธรรมดา เพราะสอนคนธรรมดา บอกคนธรรมดา ก็ต้องพูดว่า ชีวิตตามปรกตินั้นเป็นทุกข์. ชีวิตคนธรรมดานั้นเป็นทุกข์ เพราะเต็ม ไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าของฉัน ว่าตัวฉัน ; แต่ถ้า ชีวิตแท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่นแล้ว และสลัด ความยึดมั่นถือมั่นออกไปเสียได้ ก็ไม่เป็นทุกข์. จิตใจ อยู่เหนือความทุกข์ ไม่มีความทุกข์เบียดเบียน จะเรียกว่า ไม่มีความทุกข์ก็ได้ หรือ ไม่มีอะไรเลยก็ได้ ถ้าพูด อย่างสมมติก็ว่า สุขอย่างยิ่ง ถ้าพูดอย่าง logic ก็ว่าไม่เป็น อะไรเลย อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์.
น.435 ถ้าใครยึดมั่นว่าเป็นสุข เพราะความหลง ก็ได้เหมือนกัน ; มันเป็นสุขอย่างหลอก ๆ สุขอย่าง หลอก ๆ ไปชั่วเวลาที่เขาหลงยึดมั่นถือมั่น จะยึดให้เป็น อะไรก็ได้ แล้วมันก็เป็นไปอย่างนั้น เป็นความรู้สึก อย่างนั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ยังไม่จริง เพราะถ้าเราไม่ต้องการ ความทุกข์แล้ว เราอย่ายึดมั่นดีกว่า. เหมือนกับว่า ถ้า เราไม่ต้องการความหนักแล้ว เราอย่าเอาอะไรมา แบกไว้ มาทูนไว้. ถ้าเราไม่ชอบความร้อนก็อย่าเอา ไฟมาเผาลน ; มีลักษณะอย่างนี้ ถ้าเราจะคิดไปเอง เดี๋ยวก็จะเป็นเรื่องที่น่าหวัว. ถ้าจะไปคิดว่า ฉันจะบังคับให้รู้สึกอย่างนี้ จะบังคับให้รู้สึกอย่างนั้น จะบังคับให้รู้สึกอย่างโน้น แล้วก็ จะไปเอาเป็นจิตว่างแบบอันธพาล จะไปบังคับเอาอย่างนั้น จะไปบังคับเอาอย่างนี้ ก็เป็นการหลอกตัวเอง. ถาม ความว่าง หรือ จิตว่าง นั้นอาจจะก่อให้เกิดความเบื่อ ก็ได้มิใช่หรือ ? ตอบ แท้จริงเมื่อจิตว่างไม่ปรากฏว่า มีความเบื่อ. ส่วนที่มี ความเบื่อต่อความว่าง หรืออะไรนั้น คนนั้นยังไม่เคย รู้จักความว่าง ไม่เคยรู้สึก ไม่เคยรู้รส ไม่เคยชิมความว่าง แล้วจะเบื่อได้อย่างไร.
น.436 ว่างตามภาษาธรรมดา ว่างไม่ทำอะไร นั้น ไม่ใช่ว่างอย่างแบบของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นจิตชนิดที่ เป็นตัวของมันเอง ตามธรรมชาติเดิมแท้ของจิต มีความ เป็นอิสระ มีความสดชื่น แจ่มใส ผ่องใส เต็มไปด้วย สติปัญญา ตามธรรมชาติของจิต เป็นจิตที่ไม่ถูกอะไร ครอบงำบีดบังมัน. นี่มันอยู่ที่คำว่า ว่าง ที่เราใช้ใน ความหมายต่างกัน ความว่างนั้น ถ้าโดยที่แท้แล้ว ก็ควร จะดึงดูดใจ. ตอนนี้อยากจะขอถามใหม่ว่าคุณชอบว่าง หรือ ชอบวุ่น ? เรื่องเป็นสุข เป็นทุกข์ ที่รู้สึกว่าจะต้องมี อยู่เสมอ ว่างไม่ได้นั้น เป็นเรื่องรู้สึกตามธรรมดาที่สุด ที่ต้องการให้มีอะไรเข้าไว้ เรียกว่าเป็นความรู้สึกตาม สัญชาตญาณ, ต้องการจะมีอะไรเข้าไว้ กลัวจะว้าเหว่ กลัวจะไม่มีอะไร. แต่ว่า ความว่างนี้ ไม่ใช่ว่ามันไม่มี อะไร มันว่างจากสิ่งทั้งหมด ในเมื่อเรามีจิตเป็นอิสระ เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ; นี้จะเป็นได้เมื่อไร ? จะอยู่ใน อำนาจของเรา ; คงจะยังฟังไม่ถูก อาจจะสูงเกินไป. จิตที่ชนะตัวเองแล้ว ชนะกิเลสแล้ว จะครอบครองอะไรได้ทุกอย่าง จะว่าไม่มีอะไรนั้นไม่ได้ แต่จะมีทั้งหมดเลย กลายเป็นได้หมดเลย.
น.437 ขอให้ทราบไว้อีกครั้งหนึ่ง ว่าภาษาที่ใช้นี้ มันเป็นอย่างนี้ มันทำให้รู้ธรรมะยากอยู่ตรงภาษาที่ใช้ ; ภาษาธรรมะที่แท้ ที่ชั้นสูงขึ้นไป พุทธก็ดี เหลาจื๊อก็ดี เต๋าก็ดี มีภาษาพิเศษของมัน ปัญหาก็คือ "เมื่อไม่เอา อะไร ก็ได้หมด". เมื่อเราไม่เอาอะไรเลย เมื่อเราไม่อยากเอา อะไรเลย นั่นแหละเราได้หมด. ฟังถูกไหม ? จิต ชนิดไหนที่ไม่เอาอะไรเลยคือ ได้หมด มันเหนือทุกอย่าง เลย เมื่อจิตอยู่เหนือ อยู่สูง จนไม่เห็นอะไรมีสาระ ก็แปลว่า ทุกอย่างนั้นมันอยู่ในอำนาจเราหมด ; แม้ว่าเราจะไม่ไปกิน ไปใช้ ไปแตะต้องมัน แต่มันก็เป็น สิ่งที่อยู่ภายใต้เรา อยู่ในอำนาจของเราหมด. ถาม มีผู้ขอทราบเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพระศรีอารย์ (อธิบาย) ศาสนาพระศรีอารย์ที่น่าสนใจนั้น เขาเอาเรื่องทางวัตถุ เข้ามาเป็นเครื่องโฆษณาชวนเชื่อ. วิภา ศาสนาของพระ- พุทธเจ้าทุกพระองค์ จะเป็นไปทำนองเดียวกันหมด ต้อง สอนอย่างเดียวกันทั้งนั้น! ! แต่วิธีสอนเกี่ยวกับศาสนา พระศรีอารย์มีโฆษณาชวนเชื่อว่าดังนี้ :-
น.438 ได้เกิดในศาสนาพระศรีอารย์ คือยุคนั้น จะมีความสบายมาก พูดตามแบบโบราณก็ว่า มีอะไรให้ ได้ครบตามที่มนุษย์ต้องการ มีต้นกัลปพฤกษ์ มีต้นไม้ ชนิดนี้ประจำทั่วไปหมด ต้องการอะไรก็ไปบอกต้นไม้ แล้วก็ได้ตามต้องการ. หรือว่า แม่น้ำไหลทางหนึ่งขึ้น ทางหนึ่งลง นี่คงเป็นความประสงค์ของพวกเรือแจว. ทุกอย่างให้ได้ตามต้องการหมด ทำให้มนุษย์ได้รับความ สะดวกสบาย ได้รับความสุข เท่าที่คนสมัยนั้นจะนึกเห็น ; เขาเขียนไว้หมด นี้เป็นส่วนพิเศษทางวัตถุในแผ่นดินสมัย พระศรีอารย์นั้น. แต่ในฐานะที่พระศรีอารย์เป็นพระ- พุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็ถือว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้ก็สอนอย่างนี้ เหมือนกัน คือ สอนเรื่อง สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสู- ปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ - ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำ กุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้บริสุทธิ์ สะอาด : อย่างนี้ ทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าองค์ไหนจะไปสอนอะไรอย่างอื่น ไปไม่ได้ ก็สอนอริยสัจจ์อย่างนี้ทั้งนั้น. หมายความใน ศาสนาพระศรีอารย์ก็สอนอย่างนั้น แต่คนตั้งจิตอธิษฐาน อย่างนั้น ว่าทำบุญอะไรแล้วขอให้ไปเกิดในศาสนาพระ- ศรีอารย์ คือ ในบ้านเมืองที่เป็นอย่างนั้น เพื่อจะได้มีความ สะดวกสบาย นอนไม่ต้องบิดประตูเรือน เพราะไม่มีขโมย อย่างนี้เป็นต้น.
น.439 ถาม มีข้อสงสัยว่า ความสงสาร เป็นจิตว่างหรือไม่ ? ตอบ ความสงสาร ไม่ใช่จิตว่าง มันมีเรา มีเขา ที่จะสงสาร แล้วก็ไม่สนุกนักในขณะที่กำลังสงสารคนอื่นอยู่. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงทำงานด้วยความ สงสารในขณะนั้นเลย ท่านทำงานด้วยความสงสารชนิด ที่มีจิตว่าง แต่ว่าลักษณะของความสงสารก็มิได้รบกวน จิตใจของท่าน. ความเมตตาของพระพุทธเจ้าหรือของ พระอรหันต์ ไม่เหมือนกับความเมตตาของคนธรรมดา ไม่มีเป็นตัวเรา และไม่มีตัวคนอื่น อย่างที่รักเขาอย่างคน ธรรมดารู้สึก ; ไม่ใช่อย่างนั้น. มันเป็นความรู้สึกที่เหนือ ไปกว่านั้น และก็ได้บอกแล้วว่า ในจิตว่างนั้น มีสติ ปัญญาสมบูรณ์ถึงที่สุด. ฉะนั้น สติปัญญาเป็นผู้บอกว่า หน้าที่ควรทำอย่างไร, หน้าที่ของพระพุทธเจ้า, หน้าที่ ของผู้หลุดพ้นแล้วจะต้องทำอย่างไร, มันก็ต้องช่วยเหลือ ผู้อื่น. ถ้าทำไปตามหน้าที่ เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ใช่ทำไป เพราะว่า ตนที่สงสาร หรืออะไรอย่างที่เรานึก และไม่ใช่ อย่างที่แม่รักลูก แล้วเป็นทุกข์ แล้วก็สงสาร แล้วก็ช่วย ; ไม่ใช่อย่างนั้น ความรู้สึกในจิตใจของพระพุทธเจ้า ไม่อยู่ ในลักษณะนั้น แต่ทำไปเพราะหน้าที่ หน้าที่รู้สึกได้ เพราะปัญญา.
น.440 แต่ก็มีพูดเหมือนกันว่า momentum ของความ เมตตากรุณาสงสารแต่กาลก่อน ที่พระพุทธเจ้าเคยทำนั้น ยังเหลืออยู่. แม้ท่านจะไม่นึกอะไร ลักษณะนี้ก็ยังมีอยู่ จึงทำให้ท่านทนอยู่ไม่ได้ ต้องลุกขึ้นทำเพื่อช่วยผู้อื่น ; แต่ momentum นี่ไม่ใช่ยึดถือ หรือเจตนาทำไปโดยความ เคยชิน หรือ อำนาจอะไรทำนองเดียวกันนี้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวฉัน มันเป็นความว่างเหมือนกัน. ถาม เมื่อจิตว่างจะทำหน้าที่อะไรได้อย่างไร ? ตอบ จิตที่เป็นจิตแท้ เป็นจิตอิสระ เป็นจิตว่างในตัวมันเอง เป็นจิตที่ไม่เป็นทาสของอะไร เป็นจิตที่เป็นนาย เป็น อิสระ ว่างไม่มีอะไรครอบงำแตะต้องนั้น จิตนี้รู้หน้าที่ ; เพราะฉะนั้น หน้าที่นั้นมีอยู่ตลอดเวลา เวลาไหนควรทำ หน้าที่อะไร. ถึงแม้จะเห็นอยู่ ดังตัวอย่างที่ว่า น้ำท่วม ก็ธรรมชาติ น้ำไม่ท่วมก็ธรรมชาติ คนมีกินก็ธรรมชาติ คนไม่มีกินก็ธรรมชาติ ; หน้าที่นั้นก็มีอยู่อย่างนี้แหละ, แล้วหน้าที่นั้นควรจะทำอย่างไรในเมื่อคนมีกิน หรือคน ไม่มีกิน ควรทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นเสมอ แต่ก็ไม่ เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ทำ, เมื่อมันทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ; ไม่เหมือนแม่รักลูกมาก ถ้าไม่ได้ ช่วยแล้วก็เป็นทุกข์ อย่างนี้มันไม่ว่าง. นี้เป็นเรื่อง ศีลธรรม ไม่ใช่เรื่องสูงสุดทำนองนี้.
น.441 เรื่องสูงสุดทำนองนี้เขามีอะไรไกลออกไป ต้องพยายามติดตาม ศึกษาเรื่องนี้ให้รู้ว่า คำว่า "ว่าง" นี้หมายความว่าอย่างไร. เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนเข้าใจผิด เอาไป เขียนด่าอาตมาบ้าง ล้ออาตมาบ้าง ในเรื่องความว่าง เพราะเข้าใจผิดคำว่า ว่าง ; เอาความว่างแบบอันธพาล มาปนกันกับความว่างแบบของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ เป็นต้น."ในเมื่อขณะที่เรากำลังพูดเรื่องความว่างแบบ ของพระพุทธเจ้าอยู่ เขาเอามาตรฐานความว่างแบบ อันธพาลไปพูด มันก็เป็นคนละเรื่อง. เพราะฉะนั้น ขอร้องพวกเรา ผู้เป็นชุมนุม พุทธศาสตร์นี้ ขอให้เข้าใจ หัวใจของพุทธศาสนา ขอใช้ คำอย่างนี้ว่า เฉพาะเรื่องว่างนี้เรื่องเดียว เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ; เข้าใจให้ถูกต้อง ถ้าผิดแล้วก็จะ ต้องเป็นแบบปูรณกัสสป หรือ อชิตเกสกัมพล นั่นแหละ ผู้เป็นศาสดา คู่แข่งขันของพระพุทธเจ้าในยุคเดียวกัน. เขาว่า ว่าง แล้วไม่ทำอะไร, ว่างแล้วไม่มีอะไรที่จะต้อง รับผิดชอบ ฆ่าคนก็ไม่มีบาป ทำบุญก็ไม่มีบุญ ; มัน ว่างแบบนี้ เพราะไม่ว่างจริง เพราะตั้งลัทธิเอาเอง สร้าง ลัทธิขึ้นมา ; ไม่ใช่ว่างจริงโดยการทำให้ถูกต้อง. ถ้า รู้เรื่องอย่างนี้อย่างถูกต้องแล้ว มันว่างเอง.
น.442 ขอให้ทราบไว้ว่า ลัทธิที่สอนเรื่องความว่าง ในครั้งพุทธกาลนั้น มีตั้ง ๒๐ - ๓๐ ลัทธิ เรียกว่าสอน ลัทธิว่างกันทั้งหมด. ถ้าเขาแบ่งโดยหลักนี้ เขาก็จัด ศาสนาทั้งหมดในโลกนี้ สมมุติว่ามี ๓๐๐ ศาสนา เขาก็ แบ่งได้สองอย่างเท่านั้น คือ ศาสนาไหนสอนว่าว่าง, ศาสนาไหนสอนว่าไม่ว่าง เท่านั้นเอง ; ก็จะมีศาสนา สอนเรื่องว่าง อย่างนี้ตั้งครึ่งหนึ่ง เช่น พุทธศาสนา กระทั่งศาสนาอื่น ๆ, แม้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ล้วนแต่ สอนเรื่องว่างทั้งนั้น ; แต่ว่าว่างคนละอย่าง แล้วมัน อาจจะแบ่งอย่างอื่นได้อีก. ถ้าแบ่งอย่าง สอนว่าว่าง กับอีกพวกหนึ่ง สอนว่าไม่ว่าง ก็ได้เป็นพวก อย่างที่เรียกว่า พวกสุญญวาท กับ อสุญญวาท. พุทธศาสนาเป็นพวกสุญญวาท พวกอื่นบางพวกก็เป็นสุญญวาท. ขอให้เข้าใจว่า ว่างตามแบบของพุทธศาสนา หรือว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ความว่าง แบบอันธพาล ที่สร้างลัทธิเอาเอง เป็นเพียงลัทธิที่ผูกขึ้น หรือ ตั้งขึ้น. อย่าเชื่อหนังสือ หรืออย่าเชื่อคำพูด หรือ ฝากไว้กับคำพูด หรือคำแนะของผู้อื่นนัก ถือเอาตาม ที่พูดกันแล้วบนภูเขานั่นเถิด
น.443 ให้สังเกตที่ปรากฏแก่ใจ ว่า จิตกำลังเป็น อะไร เป็นสุขเพราะอะไร เพราะไม่มีอะไรผูกมัด เพราะ ไม่มีอะไรครอบงำ นั่นคืออย่างไร, แล้วก็ค่อยๆ ไต่ ไปตามแนวนี้ออกไปหาความหมายที่ลึก ที่ว่ามันว่างจริง แล้วมันไม่มีทุกข์อย่างไร จะเฉลียวฉลาดอย่างไร. คำว่า ความสุข นี้มีสองสามความหมาย : ความสุขที่ร้อนก็มี ทำให้นอนไม่หลับก็มี ที่เรียกว่า ความสุขนั้น ทำให้มือสั่นก็มี นี่มันคนละคำ. ที่เรียกว่าความสุข ที่เกิดมาจากความว่าง นั้น สุขยิ่งกว่าปรกติ แล้วก็มีอยู่หลายชั้น แต่ว่า เราก็ มักจะสนใจในขั้นที่ต่ำกว่าเสมอ ในสิ่งที่ยั่วยวนที่สุด. ความสุขมีคำอยู่กี่ขั้น ลองนึกดู เช่น ความเพลิดเพลิน ความขบขัน ความพอใจ ความสุข กระทั่งความสงบ ฯลฯ มีหลายระดับ ล้วนแต่ถูกถือว่า เป็นความสุขหมด. บางคน ถือเอาสิ่งที่เป็นขนาดว่า pleasure นั้นเป็นความสุขไปก็มี, หนักไปกว่านั้นเอา amusement เป็นความสุขไปก็มี มันก็ ใช้ไม่ได้, แม้ขนาด happiness จริง ๆ ก็ยังไม่ใช่ความสุข ที่เราต้องการ เราต้องการสูงขึ้นไปถึง peacefulness, blissfulness อะไรทำนองนี้ ; ไม่ใช่เพียง happiness ตามธรรมดา,
น.444 ความสุข นี้มันไม่เหมือนกัน สำหรับ ความสุขที่ว่า ได้มาจากธรรมะชั้นนี้ ไม่มีในความหมาย ของคำที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา. ถาม มีปัญหาเกี่ยวกับคำพูดที่ว่า "อยู่ในวิสัยที่จะพึงถึงได้" คืออะไรอยู่ในวิสัยที่จะพึงถึงได้ ? ตอบ อะไรอยู่ในวิสัยที่จะพึงถึงได้ ถ้าเราเอาคนอ่อนแอ เป็นหลัก มันก็ลดลงไปมากเหลือเกิน. อะไรอยู่ในวิสัย ที่จะพึงถึงได้ ต้องสำหรับคนปรกติเป็นหลัก ถ้าเป็นคน เข้มแข็งเกินไปเป็นหลัก ก็ไม่ไหว ไม่มีใครตามได้. ถ้า เอาคนอ่อนแอเป็นหลักก็ไม่ไหว มันคงเสียหมด ต้อง เป็นระดับธรรมดา. สำหรับคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ใน วิสัยที่คนธรรมดา แม้สมัยนี้จะเข้าใจได้ และปฏิบัติได้. แต่ที่เป็นไปไม่ได้นั้น เพราะได้ทำผิดกันเสียเอง เพราะ เขาสอนกันผิดเสียเอง นี่อย่างหนึ่งด้วย ; และเพราะว่า สมัยนี้มีความดึงดูดให้หันหลังต่อคำสอน ต่อธรรมะเหล่านี้ มากเกินไปด้วย คนเราก็เลยถูกดึงเอาไปให้สนใจเรื่อง วัตถุ เรื่องเนื้อหนัง มากไปกว่าที่จะเอามาทนศึกษา ใน สิ่งซึ่งแม้จะอยู่ในวิสัยที่จะเข้าใจได้.
น.445 ถือ ก็ลองคิดดู เราจะทำอะไรที่ไม่ต้องทน ไม่ดี กว่าหรือ ; ถ้าเราทำสิ่งสนุกสนาน ไม่ยุ่งยากลำบากแล้ว ย่อมดีกว่าที่จะมาทำสิ่งที่ยังจะต้องปลุกปล้ำ พุทธศาสนา อยู่ในสภาพอย่างนี้ เดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้มองดูทางหนึ่งก็น่าจะยินดี คือ พวก ฝรั่งจำนวนหนึ่งก็สนใจ และเข้าใจมากขึ้น ๆ ทั้ง ๆ ที่ พวกฝรั่งแทบทั้งหมดมีความเจริญแผนใหม่ ไปในทาง หันหลังให้พุทธศาสนาและคริสต์ศาสนานั้น. เราไม่ต้อง ทิ้งหลักเดิม คงรักษาหลักการเดิมเอาไว้ เป็นที่สนอง ความต้องการอยู่ตามเดิม ; แต่ว่า เราจะหาวิธีซึ่งจะเรียกว่า โฆษณาชวนเชื่อ หรืออะไรก็สุดแท้ propraganda อย่าง บริสุทธิ์ให้น่าสนใจ. ให้คนหันมาสนใจ แล้วรับเอา "สิ่งที่อยู่ในวิสัย" ที่พอจะปฏิบัติได้ ; ดีกว่าที่จะจัด ให้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งลดลงไปอีก แล้วมันจะไม่เพียงพอ แก่การที่จะทำให้มนุษย์มีธรรมะอย่างเพียงพอได้. การแก้ไขนั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทางอื่นเขา ก็คงจะแก้ไขลดนั้นนี่กันไปตามความพอใจ จนศีลธรรม ดูไม่ได้ ก็ได้. . นี่อาตมากล้าพูดอย่างนี้ ว่าคนในโลก
น.446 ในอนาคตคงจะแก้ไขศีลธรรมกัน จนเรียกว่าไปอยู่ใน สภาพที่แทบจะดูไม่ได้ ก็เป็นได้. เราไม่จำเป็นจะต้อง แก้ไข เพราะเราไม่พูดเรื่องศีลธรรมอะไรทำนองนั้น เรา จะพูดแต่เรื่องหัวใจเป็นทุกข์. หรือจะไม่เป็นทุกข์ ได้อย่างไรก็แล้วกัน ; แล้วยิ่งในสมัยที่โลกนี้ยังมีอะไร ที่จะทำให้เป็นทุกข์ได้มาก ก็ยิ่งจะต้องการธรรมะอย่างนี้ มาก อย่างอื่นไม่ช่วยได้, ถ้าไม่เช่นนั้น เราจะต้องติด ร่างแหไปตามเขา ขึ้นลงไปตามเขา บอบช้ำไปตามเขา แล้วก็เป็นตายไปตามเขา ในลักษณะที่ไม่น่าดูเหมือนกัน กับเขา. ในปัญหาที่ถามนี้ มันมีอยู่ทางเดียว คือ ต้องปรับปรุงวิธีสอนให้เข้าใจง่าย จนปฏิบัติกันได้ ปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ส่วนจะเปลี่ยน หลักการนั้น เป็นไปไม่ได้. ถาม สงสัยว่า มีใครทราบบ้างว่า ใครเป็นพระอรหันต์ ? ตอบ ไม่มีใครทราบได้ ; และยังมีหลักว่า ใครเป็นพระ- อรหันต์ หรือไม่เป็นนั้น คนนั้นต้องเป็นพระอรหันต์ เสียก่อน จึงจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็น
น.447 พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น เราก็ไม่มีทางที่จะรู้ แต่ โดยหลักก็คือ ผู้ที่ไม่มีความทุกข์เลยอีกต่อไป นั่นคือ พระอรหันต์ ผู้ที่ ไม่มีความทุกข์โดยแท้จริงเลยอีก ต่อไป นั้นคือพระอรหันต์. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้จำกัดเวลาว่า เมื่อนั้น เมื่อนี้ ยุคนั้นยุคนี้ ท่านกลับพูดว่า "ถ้ายังมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อยู่เพียงใด โลกนี้ก็ยังไม่ว่างจากพระ- อรหันต์ อยู่เพียงนั้น".
Buddhadasa