น.448 มีบันทึกของบรรณาธิการพาณิชย์- บัญชี ดังต่อไปนี้ :- ท่านภิกขุ พุทธ ทาส อินทปัญโญ สำนักอยู่สวนโมกขพลาราม ไชยา สำนักนี้ เป็นที่ปฏิบัติธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นฝ่ายอรัญญวาสี ท่านพุทธทาสอินทปัญโญเป็นผู้ ปฏิบัติธรรมและปรากฏมาแล้วว่าปฏิบัติมาด้วยดี ท่านได้พยายามเร้าความสนใจของพุทธ- บริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นใหม่ ให้สนใจในแก่นของพระธรรม ดังที่ปรากฏแพร่หลาย โดยบทความบ้าง โดยปาฐกถาบ้าง บทความข้างล่างนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง แก่บุคคลในระดับนิสิตแห่งมหาวิทยาลัย ๔๒๙
น.449 ท่านบอกให้ฉันช่วยเขียนเรื่องหน้าที่และวิธีที่เราจะต้องปฏิบัติต่อ “ธรรมะ" ก็คำว่าธรรมะนั้น โดยพยัญชนะมีอย่างเดียว. แต่โดยความหมาย แล้วมีหลายอย่าง หลายขนาด ; ฉันจึงไม่ทราบว่าให้เขียนถึงธรรมะอย่าง ไหนแน่. กำลังไม่แน่ใจอยู่ ก็เกิดความคิดว่า ในชั้นต้นนี้เขียนเผื่อเลือก ให้หลายๆ อย่างดีกว่า, เมื่อท่านเลือกชอบใจอย่างไหนแล้ว มีเวลาจึงค่อย เขียนกันเฉพาะธรรมะอย่างนั้นให้ละเอียด ก็คงจะสำเร็จตามความประสงค์ ๔๓๓
น.450 คำว่า "ธรรมะ" นี้ โดยศัพทศาสตร์หรือนิรุกติศาตร์ แปลว่า สิ่งซึ่งทรงตัว มันเองอยู่ได้. หรือโดยความก็ได้แก่สิ่งทั้งปวงนั่นเอง. ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกเรียกว่า ธรรม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลง หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม. สิ่ง ทั้งหลายประเภทที่เปลี่ยนแปลง ก็ทรงตัวมันอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง หรือโดยพฤตินัย ก็ตัวความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง คือตัวมันเอง. ส่วนสิ่งทั้งหลายประเภทที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความไม่เปลี่ยนแปลง หรือตัวความไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง เป็นตัว มันเอง. ทั้งสองประเภทนี้ ล้วนแต่ทรงตัวเองได้ จึงเรียกมันว่า "ธรรม" หรือ "ธัมม" แล้วแต่จะอยู่ในรูปภาษาบาลี สันสกฤต หรือภาษาไทย. คำว่าธรรมโดยศัพทศาสตร์ตรงกับคำไทยแท้ว่า "สิ่ง" เป็นสามัญญนาม หมาย ถึงได้ทุกสิ่ง และมีคุณลักษณะคือการทรงตัวมันเอง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ฉะนั้น หน้าที่อันเราจะต้องประพฤติต่อมัน ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า เฉย ๆ เสียก็แล้ว กัน อย่าขันอาสาเข้าไปแบกไปทรงให้มันแทนตัวมันเลย. นี้คือคำว่า "ธรรม" โดยความหมายรวม และเป็นกลางที่สุด. แต่คำว่า ธรรม นี้ ถูกนำไปใช้โดยขนาดและอย่างต่าง ๆ กัน มุ่งหมายต่างกัน เลยทำให้พื้นเผื่อไปได้ ฉะนั้นในกรณีหลังนี้ ต้องพิจารณากันทีละอย่าง ๆ เช่น :- คำว่า “ธรรมะ" ที่มาในประโยคว่า "ผู้ใดประพฤติ ธรรม ผู้นั้นไม่ไปทุคติ" นั้น, คำนี้หมายถึงศีลธรรมทั่วไป. หน้าที่ที่คนทั่วไปจะต้องประพฤติก็คือ ช่วย กันบังคับตนเองให้ประพฤติ. ศีลธรรมของคนทั้งหลายที่ไม่ได้ประพฤตินั้น ไม่ใช่ เพราะไม่รู้ เป็นเพราะทุกคนพากันเหยียบรู้ ขอจงช่วยกันอย่าเหยียบรู้ต่อไปอีกเลย.
น.451 "ธรรมะ" ที่มาในประโยคว่า "บัณฑิตควรละธรรมที่ดำ ควรเจริญ ธรรมที่ขาว" นั้น, ธรรมคำนี้มีความหมายตรงกับคำว่า การกระทำ คือเราอาจพูด ให้ชัดเจนเสียใหม่ว่า "บัณฑิตควรละการกระทำที่ดำ ควรเจริญการกระทำที่ขาว" ในกรณี ที่คำว่าธรรมะตรงกับคำว่าการกระทำ (action) มีอรรถเป็นกลาง ๆ เช่นนี้ เรามีหน้าที่ทำ แต่สิ่งที่ดี. "ธรรม" ที่มาในประโยคว่า "เขายังห่างไกลจากธรรมนั้น อย่างกะฟ้ากับ ดิน แม้ว่าเขาจะฟังเทศน์ทุกวันพระ", นี้มีความหมายตรงกับสถานะหรือ state ชั้น หนึ่ง ๆ ตามแต่ท่านจะบัญญัติธรรมไว้เป็นชั้น ๆ อย่างไร. เรามีหน้าที่ในเรื่องนี้ คือ รีบเลื่อนชั้นให้ตัวเอง ให้สมกับเกียรติของตัว. "ธรรม" ที่มาในประโยคว่า "สังขารทั้งหลายมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นธรรมดา (อุปปาทวยธมฺมิโน) "; คำนี้ตรงกับคำว่าธรรมดา (nature) หน้าที่ของ เราคือบางอย่างควรเรียนและสังเกตอย่างเต็มที่ บางอย่างเอาแต่เพียงเอกเทศ. ในประโยคว่า "พระพุทธเจ้าเกิดในโลก เพื่อประกาศสัจจธรรม", เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงกฎธรรมดา (law of nature) เช่นว่าทุกข์ต้องเกิดมาจากสิ่งนั้น ความดับทุกข์มีได้เพราะสิ่งนั้น. หรือว่าสิ่งทั้งปวงต้องเป็นอย่างนั้น ๆ เป็นต้น หน้าที่ ของเราคือ ต้องทำตัวให้เข้ากันได้กับกฎนั้นบ้าง รู้จักนำเอากฎนั้นมาใช้ให้เป็น ประโยชน์บ้าง. (คำว่าสัจจธรรมในที่นี้ ใช้คำว่า ธัมม เฉย ๆ แทนได้). ในประโยคว่า "เสียทรัพย์เพื่อไถ่เอาอวัยวะไว้. เสียอวัยวะเพื่อไถ่เอา ชีวิตไว้. ยอมเสียทั้งหมดนั้น เพื่อเอาธรรมไว้” เช่นนี้ คำว่า "ธรรมะ" หมายถึง "ความถูกต้อง" หรือ righteousness หน้าที่ของเราคือ เลือกเอาเองตามใจชอบ ในทางที่ถูกต้อง.
น.452 ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม กล่าวหาไม่เป็นธรรม" เหล่านี้ คำว่า ธรรม หมายถึงความยุติธรรม (justice or justness) หน้าที่ของเราคือ ระวัง ให้เป็นธรรม. ในประโยคที่พระท่านสวดเมื่อสวดศพ ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา " ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุสล, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุสล, ธรรมทั้งหลาย ที่ท่านไม่บัญญัติว่าเป็นกุศลหรืออกุสล" เช่นนี้ คำว่า ธรรม เป็นคำกลาง ๆ มีความหมาย ตรงกับคำว่า "สิ่ง แหน้าที่ของเราโดยทางปฏิบัติ ยังกล่าวไม่ได้ว่าคืออะไร, เพราะยัง ไม่ได้ยุติว่าจะเอาความหมายกันตรงไหน. นี่เพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนั้น กว้างขวางเพียงไร. คือถ้าไม่มีคุณนามประกอบแล้ว คำว่าธรรมในที่เช่นนี้ไม่มีความหมาย อะไรมากไปกว่า คำว่า สิ่ง นั้นเลย :- สิ่งเท่ากับ thing. ในประโยคว่า "เมื่อธรรมทั้งปวงถูกเพิกถอนแล้ว วาทบถทั้งหลายก็พลอย ถูกเพิกถอนตามไปด้วย" (สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูทเตสุ สมูหตา วาทปลาปิ สพฺเพ). คำว่า ธรรม ในที่นี้ หมายถึงแต่สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในวงของความยึดมั่นถือมั่นของสัตว์ได้แก่ คำว่า "สิ่ง" เหมือนกัน แต่กันเอามาเฉพาะประเภทที่เกี่ยวกับการยึดถือ ไม่ทั่วไปแก่ สิ่งที่ไม่ยึดถือ แคบกว่าข้อข้างบนเล็กน้อย. ตัวอย่างในเรื่องนี้เช่น เงิน ทอง ลูก เมีย ข้าวของ เป็ด ไก่ วัว ควาย ฯลฯ ถ้าใครถอนความยึดมั่นว่า เป็นสัตว์ เป็นคน ตัวตน เรา เขา ของเรา ของเขาเสียได้แล้ว เห็นเป็นสักว่าสังขารเสมอกัน ชื่อที่เรียกสิ่งเหล่านั้น ก็พลอยไม่มีความหมายไปด้วย สำหรับผู้นั้น. นี้คำว่า ธรรม ตรงกับ "สิ่งที่ถูกยึดถือ" คืออุปาทานักขันธ์ หรือขันธ์ที่มีความยึดถือ. หน้าที่ของเราในธรรมประเภทนี้ก็คือ คิดเพิกถอน อย่ายึดถือ จะได้สงบเย็น ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปกับธรรมเหล่านั้น
น.453 ในประโยคว่า "ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตทรงแสดง เหตุของธรรมเหล่านั้น (เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต)", คำว่า ธรรม ในที่นี้ ได้แก่ "สิ่งซึ่งเป็นผล" ซึ่งมีเหตุปรุงแต่งขึ้น และกำลังบังคับให้เป็นไปตาม อำนาจของเหตุ. สิ่งซึ่งเป็นผล หรือ phenomena เหล่านี้ เรามีหน้าที่จะต้องค้นหา เหตุของมันให้พบ แล้วจัดการกับเหตุนั้น ๆ ตามที่ควรจะทำ เช่นทุกข์เป็นผลของ ความทะยานอยาก. เราจัดการ sublimate หรือเปลี่ยนกำลังงานของความอยากนั้น เอา มาใช้เป็นกำลังงานของความรู้สึกทางปัญญา ทำไปตามความรู้สึกที่ถูกที่ควร ไม่ทำตาม อำนาจของความอยากนั้น ๆ ทุกข์ก็น้อยลงและหมดไปในที่สุด. ในประโยคว่า "พระนิพพานเป็นธรรมที่ปลอดจากโยคะ ไม่มีธรรมใด ยิ่งไปกว่า" เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงสิ่ง (thing) สิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งทั้งหลาย เช่นเดียวกับสิ่งอื่นเหมือนกัน หาความหมายในทางปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ เพราะ เป็นนามศัพท์กลาง เช่นเดียวกับคำว่า "สิ่ง" ในภาษาไทย หรือคำว่า thing ในภาษา อังกฤษ. ที่เกี่ยวกับคำว่า "ธรรม" ล้วน ๆ ในประโยคนี้ หน้าที่ยังไม่เกิด. ประโยคว่า "เขาได้รับประโยชน์ตอบแทนในทิฏฐธรรม," (ทิฏฐธรรม แปลว่าธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว).ในประโยคเช่นนี้ คำว่า ธรรม ตรงกับคำว่าเวลา หรือ แปลว่า เวลา :ในทิฏฐธรรม ก็คือภายในเวลาที่ผู้นั้นเห็นได้ด้วยตนเอง คือในชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า. ในกรณีที่แปลว่า เวลา เช่นนี้ คำว่าธรรมล้วน ๆ ยังไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่อะไร เช่นเดียวกับข้อที่แล้วมา. ในประโยคว่า "บุคคลผู้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่พึงเสพเมถุนธรรม" เช่นนี้ คำว่า ธรรม แปลว่า การกระทำ เป็นคำกลางยิ่งกว่าในประโยคที่ว่าบัณฑิตควร ละธรรมดำเจริญธรรมขาว. เป็นเพียงการทำ (doing) กลาง ๆ ทั่วไป ไม่มุ่งแสดงใน
น.454 ทางดีชั่ว และเป็นศัพท์นามธรรมดาคำหนึ่ง ไม่มีความหมายเกี่ยวกับทางธรรมหรือทาง โลกอะไร ๆ หมด ต่อเมื่อมีคำอื่นประกอบเข้าจึงมีความหมายไปทางใดทางหนึ่ง เช่นใน ที่นี้ประกอบกันเป็น เมถุนธรรรม แปลว่า การกระทำของคนคู่ คือสตรีกับบุรุษ. คำว่า ธรรมล้วน ๆ ในที่นี้ ไม่มีความหมายอันจะก่อให้เกิดหน้าที่ และเป็นเช่นเดียว กับสองข้อที่แล้วมา. กฤษ (ยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนั้น ท่านใช้กันมากมายหลายประเภทอย่างไร). ในประโยคว่า "เขากล่าวธรรมของตัวเองว่าบริบูรณ์ กล่าวธรรมของ ผู้อื่นว่าบกพร่อง (สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาฺ)” เช่นนี้ คำว่าธรรม ตรงกับคำว่าลัทธิ คือกล่าวให้ชัดก็กล่าวเสียใหม่ว่า "ลัทธิของฉันถูกต้อง ครบถ้วน ลัทธิของท่านไม่ครบถ้วน".ดังเช่นที่นักศาสนาชอบกล่าวกันในบัดนี้ เพื่อ ยกศาสนาของตัวเอง ให้เขาเห็นว่ามีอะไรครบ สมควรยกขึ้นเป็นศาสนาสากลของโลก. คำว่า ธรรม ที่ตรงกับคำว่า ลัทธิ (dogma) เช่นนี้ถือว่ายังไม่เกิดหน้าที่เช่นเดียวกัน. แต่ ถ้าจะให้เกิด หน้าที่ก็คือระวัง เลือกลัทธิที่จะเอามาถือให้ดี ๆ. ในประโยคว่า "ภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในศาสนานี้ย่อมฟังธรรมโดยเคารพ ย่อมเรียนธรรมโดยเคารพ (อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สกฺกจฺจํ ธมฺมํ สุณนฺติ, สกฺกจฺจํ ธมฺมํ ปริยาปุณนฺติ)," เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึง ปริยัติธรรม เช่นเรียนพระไตรปิฎก เรียนนักธรรม เรียนบาลี สรุปก็คือ การเรียนด้วยตำราหรือคัมภีร์ทุกอย่าง. หน้าที่ ของเราเกี่ยวกับธรรมในที่นี้ ก็คือ อุส่าห์เรียน อุส่าห์พัง อุส่าห์คิด อุส่าห์จำ อุส่าห์ถาม ไว้นั่นเอง. ในประโยคว่า "ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม (ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี)” เช่นนี้ คำว่าธรรมได้แก่ ปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติ ไม่หมายเฉพาะ
น.455 การเรียนเฉย ๆ หรือหมายถึงตัวกฎธรรมชาติเฉย ๆ. หน้าที่ของเราในคำว่าธรรมชนิดนี้ ก็คือการปฏิบัติเหมือนกัน. ต้องปฏิบัติจริง ๆ เพียงแต่เรียนรู้นั้นไม่พอ หรือ จะนอนรออำนาจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ประจำโลกอย่างเดียวก็ไม่ไหวแน่ รีบปฏิบัติ อย่างลืมหูลืมตาเท่านั้น จึงจะเอาตัวรอดได้. ในประโยคว่า "ผู้มีปีติในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข (ธมฺมปีติ สุขํ เสติ)" เช่นนี้คำว่าธรรมหมายถึง ปฏิเวธธรรม คือผลแห่งการปฏิบัติ กล่าวคือมรรคผลที่ตนได้ บรรลุแล้ว, หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือ ผลของการปฏิบัติ. ความปีติที่จะเกิดขึ้นได้ในธรรมนั้น เกิดได้เฉพาะแต่ในธรรมที่ตนเองได้บรรลุแล้ว เห็นแล้วเท่านั้น แม้จะเล็กน้อยเพียงไร ก็ต้องเป็นธรรมที่ตนบรรลุแล้ว เห็นแล้ว มิฉะนั้นปีติไม่เกิดขึ้น คำว่าธรรมในที่นี้จึง หมายถึงปฏิเวธ. หน้าที่ของเราทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคือ พยายามหามาชิมดู บ้าง อย่าเห็นเป็นของครึ. ในประโยคว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้น แม้จะคอยดึงมุมจีวรของเราไปไหนไปด้วยกัน ก็หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่” เช่นนี้ คำว่าธรรม หมายถึงความหมดกิเลส เป็นความประเสริฐชนิดที่มีในเมื่อประพฤติธรรม สำเร็จแล้วแม้บางส่วน หรือทั้งหมด จนเห็นชัดว่าคนที่บริสุทธิ์ คนที่สว่างแจ่มแจ้ง คนที่เป็นสุขสงบ เป็นอย่างนี้ ๆ ทำให้เห็นว่า พระอรหันต์ท่านผิดกับคนธรรมดา ก็ที่ ตรงนี้เอง ชื่อว่าเห็นธรรมในที่นี้. คำว่าธรรมในที่นี้ จึงหมายถึงความเป็นพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า. หน้าที่ของเราในเรื่องนี้มีว่า เราจะต้องรู้เหมือนที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงรู้, พ้นความดีและความชั่วเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพ้น. โดยเฉพาะ คือรู้อริยสัจจ์ ๔ กระทั่งเสวยผลแห่งความรู้นั้นอยู่ด้วยในตัว.
น.456 ธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เราขอนอบ" น้อมธรรมนั้น - สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ นมสฺสามิ" เช่นนี้ คำว่าธรรม ในที่เช่นนี้ หมายถึงเฉพาะคำสอนที่เป็นนิยยานิกธรรม คือที่ "ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพันโศกวิโยคภัย" เท่านั้น ไม่หมายถึง สิ่งทั้งปวงเหมือนบางข้อข้างต้น. หน้าที่ของเราในที่นี้ คือเร่งพินิจพิจารณาให้อย่าง หนักว่า ธรรมที่ตรัสไว้นั้นทนต่อการพิสูจน์ (เช่นสองบวกสามได้ห้า) จริงหรือไม่ จนเห็นว่าพระองค์ตรัสไว้ดีจริง คือไม่ผิดแล้วนอบน้อม คือทำตามเหมือนอย่าง กะว่ามันเป็นสิ่งที่เราคิดค้นได้เอง ทำให้เกิดผลได้เอง. ในประโยคว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงเคารพใคร แต่ทรงเคารพ ธรรม". คำว่าธรรมในที่นี้ หมายถึงระเบียบอันบุคคลจะพึงประพฤติทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น. แม้ว่าตนเองจะไม่ต้องการผลอันจะพึงได้จากการประพฤติตามระเบียบอันนั้น ก็เคารพในการที่จะรักษาระเบียบอันนั้นไว้ให้เป็นหลักของโลก. แม้ว่าตนจะพ้นแล้วจาก บุญและบาป เป็นผู้ที่บุญและบาปไม่อาจฉาบทาติดได้อีกต่อไป ก็ยังคงเคารพต่อระเบียบ แห่งการละบาปบำเพ็ญบุญ เพื่อให้ระบอบนี้ยังคงเป็นหลักเป็นประธานของโลกทั่วไป. แม้ว่าตนเองจะพ้นทุกข์แล้ว ก็ยังคงเคารพต่อระเบียบของการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์. เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การอยู่โดยปราศจากที่เคารพเป็นของไม่สมควร, แต่ พระองค์มองหาบุคคลใด เป็นที่เคารพไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าด้วยกัน, พระองค์จึง ทรงเคารพธรรม คือระเบียบแห่งความจริง (truth - system) ตามที่ควรจะมีประจำโลก อยู่อย่างไรตลอดอนันตกาล.
น.457 ธรรมในกรณีที่แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพเช่นนี้ หน้าที่สำหรับ เราก็คือเคารพเหมือนกัน ได้แก่เคารพตัวเอง ที่รู้สึกว่ากำลังรักษาความดีไว้ให้ คงมีอยู่ในตัวเองได้และงอกงามออกไปจนกระทั่งดีที่สุดเป็นต้นไป จนกระทั่ง เคารพระเบียบแห่งธรรมที่ทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีความประมาทแม้แต่น้อย. ผู้ใหญ่ที่ดูหมิ่นระเบียบปฏิบัติของเด็ก ย่อมทำให้เด็กหมดกำลังใจในการที่จะ รักษาระเบียบนั้น. ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ใหญ่คนนั้นเขลาไปว่า ระเบียบนั้นมีเด็ก มีผู้ใหญ่ไปตามคนผู้ปฏิบัติด้วย. ถ้ามองเห็นว่าระเบียบทั้งหลายเป็นอันเดียว กัน ไม่มีเด็กผู้ใหญ่ไปตามคนผู้ปฏิบัติแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่เคารพระเบียบได้เต็มที่ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพระเบียบ. ในประโยคยาวที่ว่า "แม้เขาฟังธรรมน้อย แต่เห็นธรรมด้วยนามกาย เขานั่นแหละชื่อว่า ผู้ทรงธรรม" คำว่าธรรมทั้ง ๓ คำนี้ ต่างกันทั้ง ๓ คำ คำแรก หมายถึงตัวคำสอน (body of the teaching). คำที่สองหมายถึงผลของการปฏิบัติธรรม ที่เขาทำให้เกิดขึ้นได้แล้ว. คำที่สามหมายถึงรูปร่างแห่งการปฏิบัติธรรม อันมีอยู่ที่เนื้อ ที่ตัวของเขา. ประโยคนี้ทั้งประโยคให้เกิด หน้าที่คือ ได้เล่าเรียนมากหรือน้อยไม่ สำคัญ ขอแต่ให้ได้รู้รสของธรรมบ้างเป็นอย่างน้อยก็แล้วกัน , จะมีความสุข ด้วย จะมีเกียรติว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมหรือมีธรรมด้วย. การเรียนจบพระ- ไตรปิถูกแต่ไม่เห็นธรรมนั้น ไม่มีทางที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรมเลย. เป็น หนอนหนังสือ หรือคนหายใบลานมากกว่า. ฉันเขียนมาให้ท่านเลือก มากพอแล้ว. จะเขียนให้หมดจริง ๆ ท่านก็จะอ่าน ไม่ไหว และเลือกไม่ไหว ตาลาย. เมื่อท่านดูธรรมะเข้าที่เหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง เข้าตา
น.458 ท่านแล้ว ท่านจงดูเหลี่ยมนั้นให้มาก มันก็จะทะลุไปยังเหลี่ยมอื่นได้เอง และปรุโปร่ง ไปหมด. ธรรมะกับเราจะพบกัน แล้วจัดการอย่างไรนั้น ปัญหาข้อนี้อยู่ที่ว่าหมายถึง ธรรมะอันไหนหรือคำไหนเสียก่อน. เพราะเรามาจากจุดตั้งต้นที่ผิดกัน โลกสมัยนี้เขาไม่มีเวลาที่จะคิดธรรมะ หรือ ท่านต้องเลือกเอาเองเฉพาะคน เป็นคน ๆ ไป ไม่มีแม้แต่จะอ่านจะพัง ย่อมเป็นการยากอยู่ที่เขาจะนำเอาธรรมะไปใช้ให้เป็น ประโยชน์ได้ มิหนำซ้ำยังไม่ทราบว่าจะต้องการธรรมะ ตามความหมาย ของคำว่า ธรรมะคำไหนด้วยซ้ำไป. หอสมุดธรรมทาน ๖ พ.ค. ๙๐ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร 92 หลังตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ 2 โทร. 212337 นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2519
น.459 โปรดแก้คำผิด ในธรรมบรรยาย ระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ (การนับบรรทัด ให้นับลงมาตั้งแต่บรรทัดบนสุด คือบรรทัดของเลขหน้า, ถ้ามี (จล) ให้นับขึ้นมาจากล่าง, เพื่อประหยัดเวลา) หน้า บรรทัด คำที่ผิด แก้เป็น ๘ ๑๐ physicall physical ๑๔ ๙ (จล) มมะ มมัง ๒๔ ๑๐ ความอดกลั้นอดทน — ความอดกลั้นอดทนสงบเสงี่ยม ๒๕ ๗ (จล) ไม่ละอาย — ไม่ละอาย ๓๓ ๓ (จล) ทั้งหลายถ้า ทั้งหลาย, ถ้า ๔๐ ๙ (จล) เพื่อสุข เพื่อสุข — ๔๕ ๓ (จล) ยาปรมา ยปรมา ๔๗ ๗ (จล) คลุมเคลือ คลุมเครือ ๔๘ ๙ อยู่เสมอ. อยู่เสมอ, ๕๗ ๔ สรนา สรณา ๖๓ ๒ (จล) สีลลัพ สีลัพ ๗๓ ๔ (จล) กังวลใด ๆ กังวลในสิ่งใด ๆ ๗๕ ๑๐ (จล) อตฺตนา อตฺเตน ๗๙ ๑๑ นีเยน นิเยน ๘๑ ๒ เรื่องรูปธาตุ เรื่อง ๘๕ ๙ (จล) มหา มหา — ๘๙ ๑ (จล) ทางกาย ทางกาย ทางใจ ๘๙ ๒ (จล) รู้สึก รู้สึกต่อ
น.460 ยง ยิ่ง ๑๑๐ ๕ เชื้อ เชื้อ ๑๑๖ ๖ การเอา. การเป็น นี้ การเอา, การเป็น ๑๑๖ ๑ (จล) ทุกทุกข์ ทุกข์ทุก ๑๒๘ ๙ มันวบ มันวูบ ๑๓๓ ๑ ลำดับ หมวด ๑๓๘ ๓ สิง สิ่ง ๑๔๐ ๙ เขามาช่วย เข้ามาช่วย ๑๔๖ ๕ จะไม่ถึง จะเหลือไม่ถึง ๑๗๒ ๑๐ (จล) จาก จ่า ๑๗๕ ๕ เย็น เห็น ๑๗๕ ๑๐ ให้ทาน, ให้ทาน. ๑๗๕ ๑๑ ทานนั้น. ทานนั้น ๑๗๗ ๖ ด้วย การ ด้วยการ ๑๘๑ ๖ (จล) นก นัก ๑๘๓ ๖ (จล) ไทย. ไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งแรก. ๑๘๓ ๘ ๒๗๘. ๒๗๘ ข้อที่ ๒๘๖. ๑๙๐ ๕ (จล) มัชฌิมนิกายแพร่หลายมาก ; ในอุทาน ขุททกนิกาย พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ หน้า ๘๓ ข้อที่ ๔๙ ๑๙๒ ๑ (จล) ๖๒ ๖๔ ข้อที่ ๔๖ ๑๙๓ ๑ (จล) ข้างต้น. ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. ๑๙๕ ๙, ๑๐ ด้วยสุญญตา (๒ แห่ง) ด้วยสุญญตา ๑๙๖ ๓ ๕๑๒. ๕๑๒ ข้อที่ ๑๖๒๕ ;
น.461 (จล) ๑๐ ว่า ๑๐ ข้อที่ ๓๒ ว่า ๑๙๘ ๔ พยญชนา พยญฺชนา ๑๙๘ ๑๓ ๑๓๒. ๑๓๒ ข้อที่ ๗๙. ๑๙๙ ๕ นี้ : นี้ ๑๙๙ ๘ ได้ ; เพราะมันไหลเรื่อย ได้ เพราะมันไหลเรื่อย ; ๒๐๓ ๔ ๒๑ ๒๐ หน้า ๓๓๕ ๒๐๖ ๕ สฬายตน วิภัง สฬายตนวิภังค์ ๒๐๖ ๙ หน้า ๕๒๓ หน้า ๕๒๓ ข้อที่ ๘๒๘, ๒๐๗ ๓ (จล) ๒๑ ๒๐ หน้า ๑๗๒ ๒๐๙ ๓ (จล) หน้า ๓๑๔ หน้า ๓๑๔ ข้อที่ ๒๓๒. ๒๑๐ ๘ ๒๑ ๒๐ หน้า ๑๕๓ ๒๑๒ ๖ ในเล่ม ๒๑ ในติกนิบาต ๒๐ หน้า ๒๐๓ ๒๑๒ ๒ (จล) ; และไม่โลภจัดเกินไป , และไม่โลภจัดเกินไป ; ๒๑๒ ๓ (จล) เจ้า. เจ้า ๒๑๓ ๑ (จล) หันหา. หันหาธรรมดังที่กล่าวนี้. ๒๑๔ ๗ ต้อง. ต้อง, ๒๑๔ ๑๑ (วรรคสุดท้ายให้เติมลงไปว่า) ข้อที่ ๒๑. ๒๑๕ ๗ ( " " ) ข้อที่ ๒๗๒. ๒๑๖ ๘ (จล) ; ข้อที่ ๔๒๔ : มีคน ๒๑๗ ๕ หน้า ๒๒๖. หน้า ๒๒๖ ข้อที่ ๓๓๔. ๒๑๗ ๕ (จล) ว่า ข้อที่ ๖๓๓ ซึ่งมีใจความว่า ๒๑๘ ๒ (จล) หน้า ๖๓๒. หน้า ๖๓๒ ข้อที่ ๗๓๕. ๒๑๙ ๗ เล่ม ๒๓. เล่ม ๒๓ หน้า ๔๓๙ ข้อที่ ๒๔๐ ฯลฯ
น.462 ข้อที่ ๒๔๐ ฯลฯ. ๒๒๐ ๕ (จล) . ข้อที่ ๒๕๑, ๒๕๕. ๒๒๑ ๗ สัตติก ๒๓ หน้า ๗๕ ติก. . . ๒๐ หน้า ๒๐๒ ข้อที่ ๔๙๕ ๒๒๒ ๔ ๑๗๖ ๑๗๖ ข้อที่ ๑๗๔, ๒๒๙ ๓ ร่าง ร่างกาย ๒๓๒ ๒ (จล) ตรัสรู้ว่า ตรัสว่า ๒๓๕ ๖ (จล) นี่น่า ที่น่า ๒๓๕ ๗ ระคะ ราคะ ๒๓๕ ๑๓ เกี่ยวการ เกี่ยวกับการ ๒๓๘ ๔ หน้า ๑๗๖. หน้า ๑๗๖ ข้อ ๑๓๙ ๒๓๘ ๗ ส เจ เม อิเม จ ๒๓๙ ๕ เมื่อกิเลส กิเลส ๒๓๙ ๔ (จล) ปัจจัย แต่นี้ ปัจจัย. แต่ทีนี้ ๒๔๑ ๗ จุลล จูฬ ๒๔๑ ๗ ว่า ข้อที่ ๑๔๘ ว่า ๒๔๐ ๘, ๙ ลกุณเฏก (ทุก ๆ แห่ง) ลกุณฐก ๒๔๑ ๕ (จล) หน้า ๗๗. หน้า ๗๗ ข้อที่ ๕๓. ๒๔๒ ๘ (จล) บรรชิต บรรพชิต ๒๔๗ ๗ วุตตกะ วุตตกะ ขุททกนิกาย ๒๔๗ ๘ หน้า ๒๔๔ หน้า ๒๔๔ ข้อที่ ๒๐๕ ๒๔๗ ๑๐ ว่า ข้อที่ ๒๒๔ ว่า ๒๔๘ ๙ กล่าวถึง ข้อที่ ๒๖๑–๒, กล่าวถึง ๒๔๙ ๔ ก่อนคำ ก่อน. คำ
น.463 สำนัก สำหรับนัก ๒๕๑ ๔ สาสวาอุปธิกา สาสวา อุปธิกา ๒๖๖ ๕ (จล) ในขอ ในข้อ ๒๗๓ ๒ (จล) ตถาคต ภาษิตา ตถาคตภาษิตา ๒๗๔ ๕ กาเวยฺยกา กาเวยฺยา ๒๗๔ ๖ พยญฺชนา พฺยญฺชนา ๒๗๔ ๙ ท่านจงถือ ท่านจึงถือ ๒๗๔ ๑๐ นิพพาน นิทานวรรค ๒๗๔ ๑๑ นี้ ข้อที่ ๖๗๒ มีใจความ ๒๗๔ ๑๓ พวกฑสาฬหะ พวกทสารหะ ๒๘๖ ๑๓ ด้วย. ด้วย : ๒๘๗ ๖ (จล) (เติมหัวข้อว่า) อาจารย์เสนาะ ขอถามว่า ๒๙๘ ๗ (จล) ส่วนแรกนั้น...จะสอน : ส่วนแรกนั้น...จะสอนเป็นตันก่อน :- ๒๙๘ (ระหว่างบรรทัดที่ ๖ กับ ๗) (เขียนข้อความแทรกดังนี้ :-) (ก) ส่วนแรก สิ่งที่จะสอน ๓๐๔ ๑๐ นิวเคลีย นิวเคลียร์ ๓๑๑ ๒ อย่างยิ่ง. อย่างยิ่ง ; ๓๑๑ ๑๑ เซ็นต์ เซ็นต์. ๓๑๔ ๑๐ (จล) ชั่วโมง คือ ชั่วโมงก็จริง แต่ ๓๒๑ ๒ หมวด ข ส่วน ๓๒๑ ๔ คือ. คือ :- ๓๒๗ ๓ ๒๕๐๔ ๒๕๑๐
น.464 (จล) ศีล ศีล– ๓๒๘ ๔ (จล) ๑. (ขีดออกเสีย) ๓๓๑ ๗ vine wine ๓๓๙ ๔ มัทดราส มัทราส ๓๓๙ ๒, ๔ (จล) แบบเนปาล แบบปาละ ๓๕๔ ๕ (จล) material mental ๓๕๗ ๒ (จล) เดี๋ยา เดี่ยว ๓๖๑ ๖ ธรรมชาติ ธรรมชาติ ๓๖๖ ๓ กระบิล สุบิน ๓๗๕ ๙ ได้ยิน ได้สิ่ง ๓๗๗ ๑๐ พอใจที่ พอใจที่สิ่ง ๓๗๘ ๘ (จล) ได้ดี ได้สิ่งดี ๓๗๘ ๖ (จล) เติมคำว่า ผู้จัดพิมพ์) ๔๑๔ ๗ สามญ สามัญ ๔๒๙ สุดท้าย (จล) ๔๒๙ ๔๓๑
น.465 บันทึก หนังสือชุด "ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส" เท่าที่ได้จัดพิมพ์ขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา มาจนถึงวันนี้ มีรายชื่อ และเลขหมายประจำเล่ม ดังนี้ :- ลำดับพิมพ์ออก ชื่อหนังสือ เลขประจำเล่ม ( ๑ ) พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๑ ( ๒ ) อิทัปปัจจยตา ๑๒ ( ๓ ) สันทัสเสตัพพธรรม ๑๓ ( ๔ ) ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๑ ๓๖ ( ๕ ) พุทธักจริยธรรม ๑๘ ( ๖ ) ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ๓ ( ๗ ) โอสาเรตัพพธรรม ๑๓. ก ( ๘ ) พุทธจริยา ๑๑ ( ๙ ) ตุลาการิกธรรม เล่ม ๑ ๑๖ ( ๑๐ ) มหิตลธรรม ๑๗. ข ( ๑๑ ) บรมธรรม ภาคต้น ๑๙ ( ๑๒ ) บรมธรรม ภาคปลาย ๑๙. ก ( ๑๓ ) อานาปานสติภาวนา ๒๐. ก ( ๑๔ ) ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๑ ๓๑ ( ๑๕ ) สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๑ ๓๘ ( ๑๖ ) ค่ายธรรมบุตร ๓๗ ( ๑๗ ) ฆราวาสธรรม ๑๗. ก ( ๑๘ ) ปรมัตถสภาวธรรม ๑๔. ก ( ๑๙ ) ปฏิปทาปริทรรศน์ ๑๔ ( ๒๐ ) ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ ๓๖. ก ผู้บริจาคทรัพย์ ในการพิมพ์ และผู้ร่วมมือช่วยเหลือทุกท่าน ขออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๙ ผู้บริจาคค่าพิมพ์ ฉบับ "ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒" นี้ เป็นมูลค่า ๔๕,๒๐๐ บาท
Buddhadasa