Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๑ — ปฏิปัตติปัญหาปริทรรศน์

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.28 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นวันสำหรับการ บรรยายชุดใหม่. การบรรยายชุดพุทธจริยาได้จบลงแล้วเมื่อวันเสาร์ ก่อน ; บัดนี้จะขึ้นการบรรยายชุดใหม่ เรียกว่า ปฏิปทาปริทรรศน์ จะได้กล่าวถึง ปัญหา และ การแก้ปัญหานานาชนิด ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนา .

น.29 ความมุ่งหมายของการบรรยาย ต้องการยกเอาหัวใจของศาสนามาใช้ ขอให้ท่านทั้งหลาย ทบทวนถึงความมุ่งหมายของการบรรยายใน วันเสาร์ ซึ่งได้ทำเป็นลำดับมา จนกระทั่งถึงชุดอิทัปปัจจยตา, ชุดพุทธจริยา, และจะมาถึงชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ในหัวข้อปัญหาปริทรรศน์ในวันนี้. ขอให้ ทบทวนในข้อที่ว่าเรามีความมุ่งหมายอย่างไร จึงได้จัดการบรรยายนี้ขึ้น. ความมุ่งหมายอันนี้ ได้บอกกล่าวให้ทราบแล้วตั้งแต่มีการบรรยายครั้ง แรก ๆ ในปีที่แล้วมา บางคนอาจจะลืมเสียแล้วก็ได้ ; เพราะฉะนั้นขอซักซ้อมความ เข้าใจกันใหม่ว่า การบรรยายชุดวันเสาร์ นี้เป็นการบรรยายพิเศษ มุ่งหมาย จะให้เป็นการรื้อฟื้นธรรมะ ที่ไม่ค่อยจะมีผู้สนใจ หรือยังไม่สนใจ หรือว่า เห็นว่ายากไป แล้วก็เก็บไว้เงียบในพระไตรปิฎก. การทำอย่างนี้ ทำให้พุทธศาสนา ตัวจริง ไม่ปรากฏแก่พุทธบริษัท ; หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ปรากฏแก่ชาวโลก. การทำอย่างนี้ หรือปล่อยไว้อย่างนี้ ไม่เป็นความยุติธรรม ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร ; ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททุกคนจะต้องช่วยกันทุกอย่าง ทุกทาง ให้พระพุทธศาสนาที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น ออกมาสู่สายตา ของประชาชน รวมทั้งตนเองด้วย ; เพื่อว่าจะได้มีพุทธศาสนาจริง ๆ กันยิ่งขึ้น. ถ้าเราไม่มีพุทธศาสนาที่แท้จริง เราก็ไม่มีความเป็นพุทธบริษัท ที่แท้จริ ง ; นี้ก็เป็นสิ่งที่คิดดูแล้วน่ากลัวและน่าเศร้า เพราะว่ากำลังเป็นอยู่ อย่างนั้นจริง ๆ ด้วย.

น.30 ๓ ปฏิบัติติปัญหาปริทรรศน์ เดี๋ยวนี้ เรายังต้องการสิ่งที่เรียกว่า สันติสุขของมนุษย์ ความสงบสุข การอยู่กันเป็นสุข ให้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะพึงได้รับ นั้นเป็นหัวใจของศาสนา ทุกศาสนา ; แต่ว่าเดี๋ยวนี้ แม้แต่เพียงความสงบสุข ตามธรรมดาสามัญของคน ทั่ว ๆ ไปก็ยังหาไม่ค่อยจะได้เสียแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวถึงสันติสุขทางจิตใจเฉพาะคน ซึ่งมันสูงยิ่งขึ้นไปอีก. ความเสื่อมทางศีลธรรม เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาเฉพาะหน้า มาอยู่ที่ความเสื่อมทางศีลธรรม ของสังคมนี้ก่อน, ปัญหาสันติสุขส่วนบุคคลนั้น เรียกว่าเป็นเรื่องที่สอง หรืออยู่ข้างหลังก็ได้ ; แต่แล้วทั้งสองเรื่องนี้ก็เนื่องกัน แยกกันไม่ได้. ถ้าจิตใจของคนเสื่อมลง เลวลงแล้ว สังคมก็เสื่อมก็เลว เลวไปหมด. ฉะนั้นทั้งในด้านจริยธรรมศีลธรรม หรือธรรมอื่น ๆ แม้ที่สุดแต่วัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการกันอย่างยิ่ง ; นี้คือ ปัญหาเฉพาะหน้าของพุทธบริษัท. ถ้าเราแก้ปัญหาความเสื่อมทางศีลธรรมนี้ ไม่ได้ ความเป็นพุทธ- บริษัทก็จะยังคงไม่มีความหมาย ต่อไปตามเดิม, ความสงบสุขของสังคมก็มีไม่ได้. แม้ว่าเราจะพยายามแก้ไขกันทุกอย่าง ทุกทาง ทุกฝ่าย ความสงบสุขก็เป็นไปไม่ได้ ; เพราะเหตุที่ว่าถ้าในส่วนลึกของจิตใจไม่ได้ถูกแก้ไข, บัดนี้ เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทโดยตรง ที่จะต้องช่วยแก้ไข ในส่วนลึกของจิตใจ : เพื่อว่าปัญหาในส่วนภายนอกของสังคมนั้นจะถูกแก้ไข ดีขึ้นด้วย.ากทำ เรื่องนี้เป็นภาระหนักใหญ่หลวง ที่ว่าคนบางพวกจะช่วยแก้ไขได้

น.31 ก็จำเป็นจะต้องช่วยกันทุกพวก ; และ พุทธบริษัทควรจะถือว่าเป็นพวกแรก ที่ควรจะรับภาระหน้าที่อันนี้ . เราเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา แล้วยังจะ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในการสืบอายุพระศาสนา. การสืบอายุพระศาสนา ไม่มีอะไรดียิ่งไปกว่า การทำให้พระพุทธศาสนานั้น มาอยู่ที่เนื้อที่ตัวของ ประชาชน อย่าให้เก็บเงียบอยู่ในพระคัมภีร์. โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ยังถูกเก็บเงียบอยู่ ในพระคัมภีร์ จึงได้ พยายามเอามาตีแผ่ ให้เป็นที่เคยชินแก่สายตา เคยชิน แก่หูของพุทธบริษัท ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่อง อิทัปปัจจยตา ดังที่ได้ กล่าวมาแล้ว. พุทธบริษัทควรมีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหา, ไม่เห็นแก่ตัว พุทธบริษัทควรจะถือว่า มีหน้าที่ที่จะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง ที่เกี่ยว แก่พระพุทธศาสนา. ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่ควรจะเรียกตัวเองว่า พุทธบริษัทเลย โดยหลักใหญ่ ๆ เราถือกันว่า พุทธบริษัทเป็นพุทธบริษัทเพราะมีพุทธศาสนา. พระพุทธศาสนาโดยหัวใจทั้งหมดนั้น ก็คือความไม่เห็น แก่ตัว; ถ้ามีความเห็นแก่ตัว ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นพุทธบริษัท. การที่แต่ละคนเห็นแก่ตัวนั้น เป็นอันตรายสูงสุดของมนุษย์เรา; ถ้า ทุกคนไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะเบียดเบียนใคร ทุกคนทำความดีเพื่อ

น.32 ๕ ปฏิบัตติปัญหาปริทรรศน์ ประโยชน์ผู้อื่นพร้อมกัน ก็เลยไม่มีใครที่จะต้องเดือดร้อน เรื่องมันมีเพียงอย่างนี้ อย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นใจความสำคัญ : ดังนั้นเราจึงช่วยกันทำให้สำเร็จตาม ความมุ่งหมายนี้ คือทำให้เข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ; ครั้นมีความ เข้าใจดีแล้ว ก็มาถึงการปฏิบัติ. ปัญหาหนักเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนา เป็นอันดับต่อมา ทีนี้ปัญหาก็ย่อมจะเกิดขึ้น เป็น ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ อย่างที่ เรียกว่าเป็นปัญหาหนักขึ้นมาอีกต่อหนึ่ง ; ด้วยเหตุนี้แหละ ถ้าอาตมาจึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะได้พูดกันถึง แง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่าปัญหานั้น. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญหาของการปฏิบัติ ให้ได้ตามความรู้ที่เราได้พูดกัน จนมีความรู้พอสมควรแล้ว ; เพราะเหตุนี้เองจึงได้จัดการบรรยายในวันเสาร์ ชุด ประจำอาสาฬหบูชานี้ ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เรียกว่าชุด "ปฏิปทาปริทรรศน์". คำว่า "ปฏิปทา" ตามตัวหนังสือ ก็แปลว่า การปฏิบัติ และมีความ มุ่งหมายกว้างไปถึงความรู้สำหรับจะปฏิบัติ, และตัวการปฏิบัติเอง, และวิธีหนทาง ที่จะปฏิบัติให้สำเร็จตามความประสงค์ คือ แก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ของการ ปฏิบัติ. ดังนั้น ในวันแรกนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ปฏิบัติติปัญหา" คือปัญหาอันเกี่ยวกับการปฏิบัติ สำหรับคำว่า "ปริทรรศน์" นั้น ออกจะเป็นคำใหม่ ซึ่งบางคนก็ยัง ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร. คำใหม่คำนี้ มีผู้ประดิษฐ์ขึ้นใช้ ให้หมายถึงคำว่า

น.33 แนวสังเขปทั่วไป, หรือที่เรียกว่า out line ของเรื่องนั้น ๆ. "ปริ" แปลว่า รอบ ๆ "ทรรศนะ" แปลว่า ดูหรือเห็น ; ปริทรรศน์ ก็แปลว่า ดูกัน อย่างทั่วถึง ในทุกแง่ทุกมุม. ปัญหาปริทรรศน์ จึงหมายถึง การดูกันอย่าง ทั่วถึง ในทุกแง่ทุกมุมของสิ่งที่เรียกว่าปัญหา หรือของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิปทา คือ ตัวการปฏิบัติ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาของพวกเราเวลานี้. ทุกเรื่องไม่เป็นไปด้วยดี เพราะมีศีลธรรมน้อยลง เรื่องนี้ถ้าไม่คิดหรือไม่สังเกต ก็จะมองไม่เห็น ; ดูคล้าย ๆ กับว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหา แต่ถ้าพิจารณากันสักหน่อยเท่านั้นจะเห็นว่า ทุกอย่างกำลังติดขัดไปหมด ทุกอย่างทีเดียว คือเป็นไปไม่ได้ตามที่เราต้องการ. เรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง กี่ร้อยกี่พันเรื่องของรัฐบาล หรือของประชาชน ก็ตามใจ : จะ ขึ้นอยู่กับการที่บุคคลแต่ละคนมีน้ำใจอันดี มีศีลธรรม หรือมี คุณธรรม เหมาะสมแก่ความเป็นมนุษย์ . ถ้าขาดสิ่งนี้แล้วปัญหา ทุกอย่างจะติดขัดไปหมด คือมีแต่คนเห็นแก่ตัว ; " ปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ ศีลธรรม มีเท่าไรก็ล้วนแต่จะติดขัดไปหมด : คือว่า จะทำไม่ได้ดี ตามที่ควรจะดี, มีคนที่ไม่ รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง นี้เป็นข้อใหญ่, แล้วก็ เห็นแก่ตัว แล้วก็เหลวไหล แล้วก็เอาเปรียบการงาน ; ฉะนั้น กี่เรื่อง ๆ มันก็ติดขัด เป็นไป ไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น. เดี๋ยวนี้ เรายอมรับกันว่า คนที่มีศีลธรรมนั้นมันน้อยลง ๆ ความไม่มี ศีลธรรมมีแสดงกันอยู่ ในที่ทั่วไปมากขึ้น ๆ. สิ่งที่ผิดศีลธรรม หรือว่าไร้ศีลธรรม

น.34 ๗ ปฏิบัติติปัญหาปริทรรศน์ หรือถึงกับเป็นความป่าเถื่อนนั้น ได้ระบาด ลุกลามหนาแน่นขึ้น แม้ในเมืองหลวง สิ่งผิดศีลธรรมจะเป็นกันในเมืองหลวงก่อนเป็นธรรมดา แล้วก็ระบาดออกมาตาม บ้านนอก, ในอนาคตก็จะยิ่งมีปัญหาอย่างนี้มากขึ้น จนจะหาที่อยู่ยากในโลกนี้. นี่คือ ผลของการที่คนไม่มีธรรมะ ไม่มีศีลธรรม เป็นอุปสรรค แก่การเจริญก้าวหน้าในทุกแขนง ; แม้ว่าเราตั้งใจในการที่จะแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดี ขึ้นทุกอย่าง มันก็จะติดขัดตรงที่ว่า ไม่มี "คนที่ดี" สมกับที่จะปฏิบัติงานนั้น ๆ ได้. ความเป็นมนุษย์มีน้อยลงไป ความเป็นคนที่ไม่ใช่มนุษย์ก็มี มากขึ้น ; นี่คือปัญหาใหญ่ ของมนุษย์ทั้งโลกในเวลานี้ ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศ ไทยเรา. เป็นหน้าที่ของคนไทยเรา ที่จะต้องรู้จักตัวเอง ; เมื่อรู้จักปัญหา ของตัวเองแล้ว ก็แก้ปัญหาส่วนของตัวเองให้ได้เสียก่อน ; ส่วนการที่จะช่วยผู้อื่น ได้เท่าไรนั้น ก็คงจะทำทีหลังได้. ขอแต่ว่าให้ช่วยตัวเองนี้ให้ได้ก่อน เพราะมัน กำลังเป็นปัญหาไปเสียทุกอย่างทุกประการ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องอะไรมันก็เป็นปัญหา ; เรื่องทางจิตทางใจ ทางธรรมะ ทางศาสนา ก็เป็นปัญหา. พึงศึกษาให้ทราบอุปสรรคแห่งการปฏิบัติธรรม ขอให้ ทบทวนดู ถึงคำบรรยายทั้งหลายที่แล้วมา ล้วนแต่แสดงให้ทราบว่า เราควรจะทำอย่างไร ทั้งนั้น ; ไม่มีข้อไหนที่ไม่ได้แสดงให้ทราบว่า เราควรจะทำ อย่างไร แต่พอถึงคราวที่เราจะทำเข้าจริง ก็เกิดมีปัญหา เช่นว่าทำไม่ถูก หรือ

น.35 ทำไม่ได้ ; ทำถูก รู้ว่าทำอย่างไร แต่แล้วก็ทำไปไม่ได้ อย่างนี้ก็ยังมี. ตั้งใจจะทำ อยู่อย่างสุดความสามารถแล้วก็ยังทำไปไม่ได้ เพราะมันยังมีปัญหาอีกส่วนหนึ่ง ; เราจะต้องดูกันให้ทั่วไปทุกๆ ส่วนของปัญหาที่มีอยู่รอบด้าน. ต้นเหตุสำคัญของปัญหา ดังนั้น ในการบรรยายในวันแรกนี้ จะได้พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ ปัญหา, หรือ อุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม โดยสรุป, หรือที่เรียกว่าโดยปริทรรศน์นี้กันเสีย สักทีหนึ่งก่อน. ตัวปัญหาจริง ๆ โดยรายละเอียดนั้นก็จะได้พูดกันในวันหลัง ๆ ต่อไป. ในวันนี้จะพูดกันถึงต้นเหตุอันสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา นี้มากกว่า เพื่อว่า จะได้พูดกันอย่างละเอียดลออ คือเราจะพูดกันแต่เพียงเรื่องเดียวว่า ต้นเหตุอัน สำคัญของปัญหาเหล่านี้มันคืออะไร ? เมื่อพูดกันถึง ต้นเหตุอันสำคัญของปัญหา ของมนุษย์ เราในเวลานี้ โดยเฉพาะพุทธบริษัทไทยเราแล้ว ก็มีมาก ; แต่ว่าอาจจะสรุปเอามาพิจารณากันตาม สมควร ตามที่จำเป็นก่อน เป็นปัญหาด่วนที่จะต้องเข้าใจกันก่อน. เมื่อพูดถึง ต้นเหตุของปัญหา อันเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนี้แล้ว อาตมาอยากจะเสนอ ให้ทราบว่า เท่าที่ได้สังเกตอยู่ตลอดเวลานั้น ดูมันจะมีอยู่สัก ๔ ปัญหา เป็น อย่างน้อย : - ปัญหาที่ ๑. อยู่ที่ตัวคน ได้แก่ การที่คนในสังคมของเรานี้ต่างกัน โดยจิตใจ และมีมากมายหลายระดับเหลือเกิน ; ปัญหานี้เกี่ยวกับตัวคน.

น.36 ปัญหาที่ ๒. เกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนานั้นเอง ซึ่งก็มีมากมาย หลายระดับเหลือเกิน. ปัญหาที่ ๓. อยู่ที่ความก้าวหน้าของวัตถุนิยมในโลก ซึ่งไหลมาเทมา เหมือนกับน้ำหลากมาอย่างใหญ่หลวง. ปัญหาที่ ๔. ก็คือ การสอนกันอย่างเหลือเพื่อแต่ในแง่ของทฤษฎี, ทำการสอนหรือการสัมนา หรืออะไรก็ตามใจ มากมายจนเหลือเพื่อแต่ในแง่ของ ทฤษฎี เท่าที่จะต้องพิจารณากันก่อนก็มีอยู่ ๔ ปัญหาอย่างนี้ เรามายอมเสียเวลา เพื่อจะพิจารณากันโดยละเอียด เพื่อความสะดวกในการศึกษาพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ต่อไปข้างหน้าในวันหลัง. ปัญหาที่ ๑. คนในสังคมต่างกันโดยจิตใจ สำหรับ ปัญหาที่ ๑. คือปัญหาที่อยู่ที่ ตัวบุคคลในสังคมนั้น จะขอย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า มีคนในสังคมของเรา ที่ต่างกันโดยระดับจิตใจมากมายเหลือเกิน . ที่กล่าวนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ จนถึงกับว่า ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ; มีความยาก ทั้งแก่คนสอน หรือยากแก่คนเรียน ยากแก่คนปฏิบัติ เพราะว่าคนมีจิตใจต่างกัน อยู่มากระดับเหลือเกิน. ที่สังเกตเห็น ดูเหมือนบรรดาเจ้าหน้าที่จะเข้าใจไปเสียว่า คน มีอยู่เพียง อย่างเดียว หรือระดับเดียว , เพราะฉะนั้น ก็ สอนอะไรไปเพียงอย่างเดียว สำหรับใช้แก่ทุกคน ; อย่างนี้เป็นเรื่องหลับตาพูด หรือหลับตาสอน.

น.37 การสอนศีลธรรม อบรมจริยธรรมแก่ประชาชนก็ดี, หรือว่าสอน ธรรมะที่สูงขึ้นไปก็ดี ก็สอนอย่างกับว่าคนมีชนิดเดียว มีจิตใจชนิดเดียว, สอนอย่างเดียวเป็นอันว่าใช้ได้หมด ; นี้ถูกแต่ในส่วนที่เรียกว่าพูดกันอย่างกว้าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติ ถ้าเป็น เรื่องของการปฏิบัติ จะต้องจัดให้เฉพาะคน ; เหมือนกับ โรคภัยไข้เจ็บ มีมากอย่างมากชนิด แต่ละชนิดก็ยังมีหลายอย่างหรือหลายชนิดอีก เช่นว่า เราเป็นโรคกระเพาะอาหาร เราเป็นโรคประสาท เราเป็นโรคปอด เรา เป็นไข้; ก็คิดดูว่า แม้แต่ที่เรียกว่าเป็นไข้นั้นก็ยังมีเป็นไข้หลายชนิด ไม่เคยมี ยาขนานไหนที่จะแก้โรคทั้งหมดได้. เรื่องธรรมะ จริยธรรม ศีลธรรมนี้ก็เหมือนกัน ต้องทำให้ถูกฝา ถูกตัว อย่างกับเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ. อบรมคนต่างวัยต่างระดับนี้ก็เป็นปัญหา เดี๋ยวนี้เขา สอนกันอย่างกะว่าเครื่องจักร , เปิดเสียงดังขึ้นมาสอน อย่างจานเสียง แล้วจะไปเกณฑ์ให้ทุกคนฟัง แล้วก็ปฏิบัติร่วมกันไปหมด อย่างนี้ มันก็น่าหวัว. ข้อเท็จจริงอันนี้มิใช่เป็นเรื่องคาดคะเน หรือสันนิษฐานเอา ที่แท้ เป็นเรื่องที่อาตมาเองถูกเข้ากับตัวเอง. เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีมาแล้ว ในสถานที่บางแห่ง จัดหรือทำไปอย่าง โง่เขลาที่สุด : เอาเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ มานั่งอยู่แถวหน้า, เอาผู้ใหญ่มานั่งอยู่ แถวถัดไป, เอาข้าราชการมานั่งในแถวถัดไป, เอาพระเจ้า พระสงฆ์มานั่งอยู่อีก ทางด้านหนึ่ง ; แล้วให้อาตมาเป็นผู้บรรยายเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหมดนั้น

น.38 แล้วลองคิดดูทีว่า จะทำอย่างไรกัน จะทำอย่างไรได้. ฉะนั้น ก็ทำไปอย่างแก่น ๆ เหลียวหน้ามาดูหน้าตาของเด็ก ๆ ก็พูดไปอย่าง, พอเหลียวหน้าไปดูตาของผู้ใหญ่ ก็ต้องพูดไปอีกอย่างหนึ่ง, เลยเป็นเรื่องที่น่าสมเพช. การที่เราไม่ประสีประสา ในการที่จะจัดให้มีการฟังธรรมเทศนาหรือ การอบรมศีลธรรม ให้ได้ผล ทำไปอย่างเครื่องจักร ทำไปตามคำสั่งที่สั่งมาอย่าง เครื่องจักร ความล้มเหลวก็มีอยู่เรื่อย ๆ มา ; เดี๋ยวนี้ก็ยังมีลักษณะอย่างนี้ เหลืออยู่ไม่น้อย. แต่ถ้าว่าเรามาพูดกันแต่พวกที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีอะไรอย่างเดียวกัน เหมือนกับว่ามานั่งพูดกันที่นี่เวลานี้ ก็ค่อยยังชั่วสักหน่อย คือว่าจะได้พูดเรื่อง เดียวกันได้สำหรับทุกคน ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่ใช่ว่ามันจะได้ผลดี เพราะว่า มีบางคนยังไม่อาจจะฟังเรื่องของคนส่วนใหญ่ก็ได้. เดี๋ยวนี้เรายังไม่คิดกันถึงข้อนี้ จะสอนอะไรจะอบรมอะไร ก็ทำรวม ๆ กันไป; และอีกทางหนึ่งก็คือว่า คนแต่ละคนในสังคมนี้มีระดับจิตใจต่างกัน เจ้าหน้าที่ก็ยังละเมอเพ้อฝันว่าจะใช้ระเบียบหรือว่าหลักการ หรือว่าอะไรอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่ให้ใช้ได้แก่ทุกคน. นี่ก็ไม่พ้นจากการที่จะทำไปอย่างเครื่องจักรอยู่ นั่นเอง. เพราะเหตุที่คนมีจิตใจต่างกันเป็นหลายระดับ แล้วก็มัวเขลาที่จะสอนกัน เหมือนกับว่าทุกคนอยู่ในระดับเดียวกันนี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อไป คือทำให้เกิด ระบบปฏิบัติที่ก้าวก่ายสับสน จนจับหลักกันไม่ค่อยจะได้ ; แม้จะดูกันแต่เฉพาะ ในวงศาสนา ในทางศีลธรรม ในทางวัดทางวา ก็ยังเป็นอย่างนี้ คือสอนรวม ๆ

น.39 กันไปเหมือนกับว่าเป็นคนเดียวกันอย่างนั้น จิตใจของคนก็ไม่ตรงกับเรื่องที่จะ ปฏิบัติ.ความรู้ที่ได้รับมานั้นเลยสับสนจนถือเอาไม่ได้. แต่ละคนหรือ แต่ละพวกก็จับหลักเฉพาะตนไม่ค่อยจะได้ ; นี่กำลังเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ แม้ที่นี่. นี่เรื่องที่เรียกว่าคนกำลังเป็นอยู่ในลักษณะที่ไม่ถูกไม่ตรงกันกับหลักการ หรือวิธีการ ที่จะศึกษาและปฏิบัติ คน หลงแต่วัตถุ นี่ก็เป็นปัญหา ที่นี้ มองดูให้กว้างออกไปว่า คนในเวลานี้ ในโลกนี้ ยิ่งเห็นแก่ ความสุขทางวัตถุ คือทางเนื้อทางหนังนี่ มากยิ่งขึ้นตามสมัย : ใช้คำว่า "ตามสมัย" ก็พอจะเข้าใจกันได้ หมายความว่าตามที่วัตถุใหม่ ๆ ที่คิดที่ประดิษฐ์ออกมาได้เป็น สมัย ๆ ล้วนแต่มีความดึงดูดยั่วยวนจิตใจของมนุษย์ ยิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อน คราวก่อน ทั้งนั้น. คนยิ่ง หลงในความสุขทางเนื้อหนัง ตามสมัย แต่ละสมัย ที่มันมีฤทธิ์ มีอำนาจในการดึงดูดจิตใจคนยิ่งขึ้นทุกที. ขอให้มองดูข้อนี้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่อง เล็กน้อย ; เพราะเหตุว่าการที่ทุกคนไปตามใจกิเลสตัณหา ไปเห็นแก่ความสุข ทางวัตถุนี้ ทำให้คนทุกคน ยิ่งเห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้นทุกเวลานาที. ฟัง ๆ ดูให้ดีว่า คนกำลังเห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้น ทุกเวลานาทีนี้ จริง หรือเปล่า ? ถ้าจริงมันเป็นเพราะอะไร ? ก็เพราะไปหลงใหลความสุขทางวัตถุที่ ออกมาใหม่ ๆ และรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที, ความก้าวหน้าทางวัตถุที่จะมายั่วให้มี ให้ใช้ ให้กินอะไรนี้มันมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ; พอได้กินเข้าไป ได้อะไรเข้าไป ยิ่งหลงใหลมากขึ้นทุกที, ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที.

น.40 คนที่ ไม่ได้วัตถุตามชอบใจ เพราะว่าเงินไม่พอ หรือไม่สามารถพอ ก็ยัง ไม่วายที่จะเอาให้ได้ ของแม่คนชนิดนี้จะต้องมีการกระทำที่เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น ไปอีก ; ด้วยความยั่วของวัตถุที่ก้าวหน้าในสมัยใหม่นี้ทำให้คนยิ่งเห็นแก่ตัว. แต่แล้วตามที่เราได้ยินได้ฟังกันนั้น คนส่วนมากเขาบูชาวัตถุ เขา สรรเสริญวัตถุ ; เขาพากันยกย่องสรรเสริญความก้าวหน้าทางวัตถุให้คนทั้งประเทศ ทั้งโลก หลงใหลในความก้าวหน้าทางวัตถุ ; หารู้ไม่ว่า นี่จะเอากงจักรมา ครอบหัว คือทำให้มีความลำบาก ยุ่งยากเดือดร้อน แก้ไขยาก ยิ่งขึ้นไป กว่าเดิม คือทำให้เห็นแก่ตัวจัด เพราะว่าได้ตั้งต้นด้วยความเห็นแก่ตัวมาตั้งแต่ ทีแรกเสียแล้ว. ข้อนี้หมายความว่า การที่ใครที่ไหน ที่ประเทศไหน จะประดิษฐ์วัตถุ ยั่วยวนขึ้นมาใหม่ในโลกนี้ ต้องมีมูลมาจากความคิดที่ว่า "ถ้าเราประดิษฐ์วัตถุนี้ สำเร็จ เราก็จะล้วงกระเป๋าคนอื่นได้มาก".ถ้าเราประดิษฐ์สิ่งที่ยั่วกิเลสนี้ ขึ้นมาสำเร็จ มกเราก็จะล้วงกระเป๋าคนอื่นได้มาก ; ไนี่ตั้งต้นด้วยจิตที่เห็นแก่ตัว อย่างนี้ ; พอทำออกมาได้ มันก็จริงเหมือนกัน คือก็ล้วงกระเป๋าคนอื่นได้มาก คนที่ซื้อไปกิน ไปใช้ ไปหลงใหลในรสอร่อยของวัตถุใหม่ ๆ นี้แล้ว ก็ยิ่งเห็น แก่ตัว ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต่างแย่งชิงแข่งขันกันในทางที่จะเห็นแก่ตัว ; แม้ที่สุด จะมีเพื่ออวดกัน. เครื่องใช้ไม้สอยที่ไม่จำเป็น เต็มไปในบ้านในเรือน ; ไม่เพียงแต่ จะใช้จะสอย เพราะมันไม่จำเป็นแก่การใช้การสอย ก็เลยต้องมีไว้อวดกัน. อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว แล้วมากมายไม่มีเขตจำกัด. สิ่งจำเป็นแก่ชีวิตนั้นมันมีขอบเขตจำกัด ; แต่สิ่งไม่จำเป็นแก่ชีวิตนี้ ไม่มีขอบเขตจำกัด เอามาไว้สำหรับอวดกัน แล้วก็เป็นการเพิ่มความเห็นแก่ตัว ;

น.41 จึงเป็นอันว่า ในแง่ที่จำเป็น ก็ทำให้เห็นแก่ตัว , ในแง่ที่ไม่จำเป็น ก็ทำให้ เห็นแก่ตัว. เรื่องวัตถุ ล้วนตั้งต้นด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัว. วัตถุนิยมทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว และยากแก่การปฏิบัติธรรม นี่คือเรื่องของ วัตถุนิยม ซึ่งประดิษฐ์อะไร ๆ ขึ้น เพื่อให้ มนุษย์ หลงใหลมัวเมาเกินกว่าความจำเป็น ; แต่แล้วก็หลอกให้เข้าใจไปว่า- เป็น ความจำเป็น. ส่วนที่จำเป็นนั้นก็มีอยู่ ก็พอจะมองเห็นได้ ; แต่ส่วนที่ไม่จำเป็น นั้นมีมากเกินกว่ามาก แล้วก็ระวังให้ดี ว่าถ้าเป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัวแล้ว มันต้องสร้างปัญหาทั้งนั้น. อย่างเราจะต้องมีข้าวกิน จะต้องมีบ้านอยู่ อย่างนี้เรียกว่าจำเป็น แล้วก็สร้างให้เกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ตัวก่อน. ทีนี้ ถ้ายิ่งไปหวัง ให้มันเกินจำเป็น คือให้มันสวย ให้มันหรูหรา ให้มันอะไรเกินจำเป็น ; ความเห็น แก่ตัวนั้นมันก็จะต้องมากขึ้น อย่างที่เรียกว่าหลายทบหลายเท่า. เราอยู่กันด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นตัวอย่างแก่กันอย่างนี้ นานเข้าก็กลาย เป็นโลกของคนที่เห็นแก่ตัว ไม่มีใครตำหนิใคร ว่าคนนั้นเห็นแก่ตัว คนนี้เห็น แก่ตัว ; เพราะว่าทุกคนเป็นโรคเดียวกัน เหมือนกันไปหมด ก็เลยต้องยกย่อง เทิดทูนความเห็นแก่ตัวนี้ ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ยุติธรรมที่สุด. ฉะนั้น ใครมือยาวก็สาวเอา ใครมีกำปั้นหนักก็ทุบเอา. ฉะนั้น ขอให้ลองพิจารณาดูว่า โลกทั้งโลกเวลานี้เป็นอย่างไร ? โลกกำลังได้รับบาปจากการที่ชวนกันเห็นแก่ตัว อย่างไร หรือเท่าไร. นี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งซึ่งทำให้ยากลำบากแก่การปฏิบัติธรรม

น.42 โรคเห็นแก่ตัวขึ้นสมองนั้น ; ใช้ยาคือธรรมะที่จะแก้เพียงนิดเดียว หยิบมือ เดียว เท่ากับฝุ่นสักขี้เล็บหนึ่ง แล้วจะไปแก้โรคความเห็นแก่ตัวกันทั้งโลก ที่ขึ้นสมองกันทั้งโลกแล้ว ได้อย่างไร . นี่คือปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมใน โลกนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ถ้าแก้ไม่ได้ ก็หมายถึงความล้มละลาย. แต่ละคนมีภาระหลายฝ่าย นี้ก็เป็นปัญหา ถ้าเราจะดูกันอีกมุมหนึ่ง ก็เห็นว่า แต่ละคน ทุกคนในบ้านเมืองใน โลกนี้ ต้องปฏิบัติภาระพร้อมกันหลาย ๆ ฝ่าย แล้วก็ฝ่ายละหลาย ๆ ภาระ ; เมื่อคนในประเทศเราแบ่งเป็นฝ่าย ๆ มันก็มีหลายฝ่าย แล้วฝ่ายหนึ่ง ๆ มันก็มีหลาย ภาระ : คนหนึ่งเป็นพ่อบ้าน นี้เป็นภาระหนึ่ง, มีหน้าที่เป็นข้าราชการ หัวหน้าแผนกนั้นแผนกนี้ นี้มันก็ภาระหนึ่ง, แล้วยังมีภาระที่จะต้องทำเรื่องราว อะไรต่าง ๆ ที่ตนสมัครไปทำเข้าเอง ไปยินดีเข้าเอง ไปผูกพันตัวเองเข้าไปเอง มันก็มีภาระ, แล้วยังมีภาระตามธรรมชาติ เช่นความเจ็บความไข้ ความไม่สบาย มันหลาย ๆ ฝ่าย และฝ่ายหนึ่งก็หลาย ๆ ภาระอย่างนี้ : แล้วจะให้คนชนิดนี้ ปฏิบัติธรรมได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น จะหวังได้อย่างไรกัน อันนี้ก็เป็นปัญหา, เป็นปัญหาของการปฏิบัติธรรมที่มีอยู่จริง ๆ. ถึงแม้อาตมาเองก็รู้สึกว่ามีปัญหาอย่างนี้ คือตัวเองก็มีภาระหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ใช่มีภาระแต่เพียงว่า จะมานั่งพูดที่นี่ให้ท่านทั้งหลายฟังอย่างเดียว มีภาระอื่น ๆ ที่ยากเท่า ๆ นี้อีกตั้งหลายภาระ ทีนี้ พวกชาวบ้าน ก็ยิ่งมีอะไรมากกว่านี้ มีภาระที่ยุ่งยากลำบาก เจ็บปวดทนทรมานกว่าเรื่องของอาตมาไปอีก ; ก็มองเห็นว่า น่าเห็นใจ ที่ว่า

น.43 คนแต่ละคนในโลกนี้ ต้องปฏิบัติภาระพร้อมกันหลาย ๆ ฝ่าย แล้วก็ฝ่ายละหลาย ๆ ภาระหน้าที่นี้เราจะทำตัวอย่างไร จึงจะทำให้อุปสรรคเหล่านี้เบาบางลงไป ก็ต้อง คิดแล้ว และต้องคิดให้มากด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นความล้มละลาย. ขอเตือนว่าอย่าอวดดี อย่าไปหาภาระมาสุมให้มันมากเข้าอีก ที่มีอยู่มันก็ มากพออยู่แล้ว อย่าไปหาเข้าอีก ; พยายามลดออกไปเสียเท่าที่จำเป็น จะได้ทำ ส่วนที่เหลืออยู่นั้นให้ดีที่สุด ให้ลุล่วงไปเป็นอย่างดีที่สุด มาจะคร่อม ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างในบางอย่าง ที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าปัญหา อันแรกของการปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จนั้น อยู่ที่ปัญหาอันมีอยู่ในตัวคนแต่ละคน แต่ละคนในโลกนี้เป็นอย่างนี้. นี่เป็นอุปสรรค หรือปัญหาฝ่ายหนึ่ง. ปัญหาที่ ๒. หลักพุทธศาสนา มีได้ทั้งสัสสตทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ ทีนี้ ก็ดูกันต่อไปถึงฝ่ายอื่น ; คำว่า "ฝ่ายอื่น" ในที่นี้ ก็หมายถึง จะดู กันที่ตัวพระพุทธศาสนา หรือหลักของพระพุทธศาสนานั่นเอง. ข้อแรกที่สุดที่จะต้องดู ก็คือดูกันอย่างกว้าง ๆ ที่สุดเลย ว่า หลัก พระพุทธศาสนานี้ ต้องมีไว้ครบแก่คนทุกประเภท ซึ่งจะสรุปรวมให้สั้นแล้ว ก็จะได้สัก ๒ ประเภท : ประเภทที่ยังต้องมีตัวมีตน นี่พวกหนึ่ง ประเภทหนึ่ง พวกนี้ต้องหมายความว่า ต้องมีตัวมีตนอย่างไม่คิดจะถอนกันแล้ว ไม่มีหวังที่ จะถอน ; อีกพวกหนึ่งคือพวกที่กำลังจะถอนตัวตน , หรือจะไม่มีตัวตน.

น.44 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะมีให้ครบแก่คนทั้ง ๒ พวก เมื่อมีให้ทั้ง ๒ พวก อย่างนี้ ก็ต้องตีกันยุ่ง สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ; เพราะว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านก็ไม่มีโอกาสจะตรัสว่า "นี้พูดแก่พวกที่มีตัวมีตนนะ, และนี่พูดแก่ผู้ที่จะไม่เอาตัวตนนะ" ; ไม่มีโอกาสจะพูด. พระพุทธเจ้าท่านก็เลย ไม่ได้พูด ไม่ได้ตรัส ไม่ได้ระบุลงไป; ท่านก็ต้องพูดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พูดแก่ใคร, ชนิดไหน : ท่านก็พูดให้ตรงจุดหมายที่เหมาะสมแก่คนชนิดนั้น. ฉะนั้น บางทีท่านก็ต้องตรัสแก่คนที่มีหลักถือตัวตน ยึดมั่นตัวตน, บางคราว ก็ตรัสแก่บุคคลที่กำลังถอนตัวตน หรือจะหมดตัวตนอยู่หยก ๆ นี้แล้วก็มี. คนพวกหนึ่ง ยังยึดถือทำนองมีตัวตน เราพูดกันสั้นๆ ว่า คนในโลกนี้มีพวกหนึ่งซึ่งมีมากที่สุด จะถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ คือพวกที่ต้อง มีตัวตน พวกนี้มีสัสสตทิฏฐิอยู่ในตัว. สัสสตทิฏฐิถือว่าเที่ยง ว่ามีตัวตนนี้ มีอยู่ในตัว อย่างที่ช่วยไม่ได้ ; เพราะว่าพอเกิดมาจากท้องแม่ ก็จะต้องได้รับคำสั่งสอนแวดล้อมอบรมให้เกิด ความคิดว่ามีตัวกู มีตัวตนของกูหนักขึ้น ๆ หนักขึ้น ๆ. ไม่มีครอบครัวไหน หรือวัฒนธรรมไหน ที่สอนให้ทำลายตัวตนมา ตั้งแต่อ้อนแต่ออกได้ มันยากเกินไปที่จะมีระบบชนิดนั้นได้ ; ดังนั้นคนจึงเกิด มาเพื่อมีตัวตน จะฟังเข้าใจแต่ว่ามีตัวมีตน และยินดีจะรับเอาแต่ลัทธิที่เข้ากันได้กับ

น.45 จิตใจว่า มีตัวตน คือมีตัวกู - มีของกู. อย่างนี้เราก็จะต้องขอเรียกว่าสัสสตทิฏฐิ ไปที่ก่อน. แม้ว่าคำ สัสสตทิฏฐิ นี้เป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ; แต่ก็ไม่มี คำอื่นจะมาเรียก ก็ต้องเรียกคนธรรมดาสามัญนี้ ว่ามีสัสสตทิฏฐิ ว่ามีตัวตนเป็น ของตนนี้ หรือว่าเที่ยงแท้ถาวร นี้ตามสัญชาตญาณ. ทิฏฐิอย่างนี้เกิดอยู่เอง ตามสัญชาตญาณ ว่ามีตัวเรา ว่ามีตัวกู - ว่ามีของกู แล้วก็จะเป็นตลอดไป ; แม้ว่าร่างกายแตกตายทำลายลง ตัวกูก็ยังอยู่ ตัวกูจะไปต่อไปอีก. ความคิดว่ามีตัวกู - ของกู อย่างนี้ ความเชื่ออย่างนี้ มีมา โดย วัฒนธรรมประจำชาติ กันอยู่มากมายหลายชาติ ; ดูเหมือนว่า ถ้าเนื่องด้วยลัทธิ ในประเทศอินเดียแล้ว จะมีอย่างนี้มากกว่าอย่างอื่น. วัฒนธรรมของไทยเรา ก็รับเอามาจากอินเดียโดยตรง ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ; เขาก็มาสอนให้เชื่อ อย่างนี้ แล้วก็เชื่ออย่างนี้กันมาเรื่อย ไม่รู้กี่สิบชั่วคนมาแล้ว. พอเกิดมาเราก็เชื่อ อย่างนี้ คิดอย่างนี้กันมาแล้ว : มีตัวตน มีตัวกู มีของกู, "ต้องได้อย่างนั้น ต้องได้อย่างนี้, ตายแล้วไปเอาชาติหน้าก็ยังได้ ; เป็นของกูอยู่นั่นเอง นี้พวกหนึ่ง. ความเชื่ออย่างนี้มีมากที่สุดด้วย จะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิก็ไม่ถูก แต่จะ เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ ก็ไปด่าเขาเกินไป; แต่โดยที่แท้แล้ว มันอยู่ในลักษณะของ มิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่ง ; เป็นเพียงมิจฉาทิฏฐิตามสัญชาตญาณ ไม่ปรับโทษให้ มากมายนัก. แต่ต้องถือว่ายังเป็นคนโง่เป็นมิจฉาทิฏฐิตามสัญชาตญาณที่เกิด เองด้วย, แล้วก็รับอบรมมาโดยวัฒนธรรมชนิดนั้นด้วย. คน แม้ในประเทศไทยเรานี่ ตั้ง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์จะต้องมีทิฏฐิ อย่างนี้ คือทิฏฐิที่ว่ามีตัวตน ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณะ ถ้าจะเอาเข้า

น.46 ไปจับกับหลักในภาษาบาลี ก็ต้องเรียกว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิชนิดอ่อน ๆ ชนิดหนึ่ง, หรือจะเรียกว่า สัสสตทิฏฐิอย่างอ่อน ๆ ก็ยังได้. มีหลักกล่าวไว้ชัดเจนว่า มิจฉาทิฏฐิชนิดนี้ไม่ห้ามสวรรค์ และคนก็ ไปสวรรค์ได้เพราะมิจฉาทิฏฐิชนิดนี้ แต่ว่า ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิชนิดนี้ จะ นิพพานไม่ได้ ; จะไปสวรรค์ก็ได้ จะไปพรหมโลกก็ได้ ด้วยมิจฉาทิฏฐิที่ว่า มีตัวมีตน มีตัวกูนี้ จึงเรียกว่าไม่ห้ามสวรรค์ แต่ห้ามนิพพาน. ถ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงที่ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ปรับดีเป็นชั่วนั้น จึงจะเป็นมิจฉาทิฏฐิร้ายกาจ ห้ามหมด ทั้งสวรรค์ทั้งนิพพาน. สัสสตทิฏฐิ หรือ อัตตานุทิฏฐิ นี้ทำให้มีความเห็นแก่ตัว รักตัวช่วยตัว แต่แล้วก็ไม่วายที่จะเห็นแก่ตัว ; ส่วนที่เห็นแก่ตัวนี้จะต้องเป็นทุกข์ แล้วก็ดิ้นรน พยายามไปเรื่อย ๆ เพื่อจะดับความทุกข์ ก็ดับได้เพียงแต่ว่า ไปสวรรค์ จะนิพพาน ไม่ได้. จะดับทุกข์ถึงขนาดเป็นนิพพานนั้นไม่ได้ เป็นได้เพียงสวรรค์ คือเพียง ความอยู่สบาย ตามแบบที่ว่ามีบุญ, หรือว่าสูงหน่อยก็พรหมโลก ที่ว่าพ้นสวรรค์ ขึ้นไปหน่อย แต่ก็ยังมีตัวกู - ของกู หรายิ่งกว่าในชั้นสวรรค์นี้เสียอีก. หลักพุทธศาสนา ที่สอนให้ทำลาย ตัวกู - ของกู นี่สอนยาก ในโลกเราทั้งหมด ถ้าเฉลี่ยรวมกัน ปนกันหมดแล้ว จะตองพูดว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ หรือเกินกว่านั้น ที่เป็นพวกที่มีตัวกูจัด ; แล้ว พวกที่จะถอนตัวภู ทำลายตัวกู มีความเข้าใจแจ่มแจ้งพอที่จะทำลายความยึดถือว่าตัวกูนี้ จะมี

น.47 ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ; จึงเป็นความยากลำบากที่สุดแก่พระพุทธเจ้า ที่สอนหลัก พระพุทธศาสนา ที่จะให้ทำลายตัวกู - ของกูเสีย. กัมคะคน เมื่อพูดมาถึงข้อนี้แล้ว ก็อย่าได้ลืม เรื่องราวในพระพุทธประวัติ ตอนที่ กล่าวว่า พอพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เสร็จลงใหม่ ๆ หยก ๆ อย่างนี้ ท่านอ่อนเพลีย อ่อนเพลียอย่างยิ่งตรงข้อที่ว่า "สิ่งที่เรารู้นี้ ไม่รู้ว่าจะเอาไปสอนใคร เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งหมด หรือแทบทั้งหมด เป็นกันเสียอย่างนั้น ขึ้นเอาสิ่งที่เรา ได้ตรัสรู้นี้ไปสอนแล้ว ก็เหนื่อยเปล่า เสียเวลาเปล่า". หรือท่านอาจจะ ทรงใช้คำพูดรุนแรงตรัสกับพระองค์เองว่า "มันบ้าเปล่า ๆ" ก็ได้. ความคิด ในครั้งแรกนี้ จะเป็นอย่างนี้. มีเรื่องราวต่อไปว่า พรหมมาอาราธนาอ้อนวอน ว่า ช่วยสอนเถิด เพราะว่าคนส่วนน้อย แม้จะน้อยเท่าไร ก็ยังมีอยู่ในโลกนี้คือ "ผู้ที่มีธุลี ขี้ฝุ่น ในดวงตาแต่เพียงเล็กน้อย นั่นก็มีอยู่ในโลกนี้ คนพวกนี้อาจจะเข้าใจได้ ขอให้พระองค์จงทรงแสดงธรรมสอนสัตว์เถิด". เมื่อหายจากลังเล หรือรับนิมนต์ของสหัมบดีพรหมแล้วพระพุทธเจ้า จึง ทรงกลับพระทัยเสียใหม่ ว่า เอาละ สอน แม้ว่าจะน้อยไม่กี่คน แม้จะหยิบ มือเดียว ก็จะสอน. ฉะนั้น จึงทรงวางแผนการสุดความสามารถที่ว่าจะสอน ; นี่แหละจึงมีการสอนสิ่งที่ทีแรกพระองค์ทรงคิดว่า ไม่สอน เพราะคงจะไม่มีใคร เข้าใจได้. นี่ขอให้รู้เถิดว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้น มีสภาพ อย่างไร แล้ว ธรรมะนี้มีหลักความมุ่งหมายอย่างไร ? เหมาะแก่คนตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้นหรือไม่ ?

น.48 เมื่อจะสอนหลักสำหรับคน ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ย่อมไม่แปลกไปจาก ศาสนาอื่น ซึ่งมีอยู่มากศาสนาเหมือนกัน ; ถ้าจะสอนให้แปลกไปจากศาสนาอื่น คือ สอนเรื่องนิพพาน กันแล้ว คนที่จะฟังในโลกนี้มีอยู่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ นี่เทียบกันง่ายๆ อย่างนี้. แต่ว่าเอาเป็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงตั้งพระทัยใหม่ว่า สอน ; เพราะฉะนั้นก็เลยต้อง มีปัญหายาก ลำบาก ตรงที่ว่า จะสอนพวกที่มีสัสสตทิฏฐิ เป็นตัวตนนี้อย่างไร, แล้ว สอนพวกที่จะถอนตัวตนนี้อย่างไร. คำสอนจึง เกิดขึ้นเป็น ๒ พวก ; หรือจะพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า พระพุทธศาสนามีคำสอนรวม อยู่ทั้ง ๒ พวก ; คือคำสอนที่จะสอนพวกมีตัวตนว่าอย่างไร, และสอนพวกที่ ไม่มีตัวตนว่าอย่างไร. พวกมีสัสสตทิฏฐิ ที่ถอนไม่ได้ สอนเรื่องนิพพานได้ยาก ทีนี้ เรามา ดูกันให้ละเอียด อีกหน่อย ; อาตมาขอร้องว่าให้ดูให้ละเอียด สักหน่อย เพราะได้พูดแล้วตั้งแต่ต้นว่า เราจะดูกันเฉพาะในแง่ปัญหา ที่เป็นปัญหา ให้มันจริงๆ จัง ๆ ให้ละเอียดสักหน่อย ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อีก พูดกันก็ ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้น จะต้องดูกันให้ละเอียดชัดเจน หรือจริงจังสักหน่อย คือว่า :- คนประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่แรกนั้น เป็นสัสสตทิฏฐิ มีตัวมีตน ถอนไม่ได้จนกระทั่งตาย. พวกที่เดือดร้อนอะไรนิดหนึ่งก็ต้องไปรดน้ำมนต์,

น.49 เดือดร้อนอะไรนิดหนึ่งก็ต้องไปหาหมอดู, เดือดร้อนอะไรนิดหนึ่งก็ต้องไปหาอะไร ทำนองนั้น, พวกนี้จะถอนไม่ได้จนตาย จนเน่าเข้าโลงไป ; ซึ่งก็มีอยู่มากที่ กรุงเทพ ฯ ถึงที่บ้านนอกนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย. พวกที่จะต้องมีตัวตน จนเน่าเข้าโลงไป ; จะสอนกันอย่างไร ? ดูเหมือนจะไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า "นิพพาน" หรือคำว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" สอนกัน แต่ว่า ต้องยึดมั่นถือมั่น ; พอสอนว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นก็หันหลังให้ วิ่งหนีหมด. ที่นี่ เรากำลังเขียนภาพที่ฝาผนังตึกนี้ขึ้นมาอีกภาพหนึ่ง เรียกว่า "แจกลูกตา" ; แล้วดูเถอะว่า ใครมารับแจกกี่คน ? ส่วนมากวิ่งหนีถลกกัน ใส่ทั้งนั้นแหละ ; จะมีสักคนสองคนที่จะรับลูกตาเอาไป. นี่คือสถานะอัน แท้จริงของคนในโลก หรือในประเทศไทยเราในเวลานี้. ขอให้เห็นใจพระพุทธเจ้าบ้าง ว่าแม้ครั้งกระโน้น ก็ยังเป็นอย่างนี้ จน เป็นเหตุให้คำสอนในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ ประเภท ซึ่งจะต้องขัดกัน อย่างที่เรียกว่า conflict อะไรต่อกันอยู่ตลอดเวลา : อันหนึ่งว่า "มีตัว", อันหนึ่งว่า "ไม่มีตัว" แล้วก็ต้องเอาไปด้วยกันให้ได้. ทีนี้ ตกมาถึงเวลานี้ ถึงสมัยนี้ ปัญหาก็ยังคงอยู่อย่างนี้แหละ. อาตมาอยากจะอวดหน่อยว่ารู้เรื่องนี้ดีกว่าหลาย ๆ คน เพราะเป็นปัญหา ที่เผชิญหน้าอยู่ ทุกคราวที่จะพูด ที่จะเทศน์ หรือแม้ที่จะเขียนอะไรลงไปสักตัวหนึ่ง ก็มีปัญหาอันนี้เกิดขึ้นเสมอ : พอเขียนอย่างนี้ก็ไปขัดกับคนพวกนั้น, พอเขียน อย่างนี้ก็ไปขัดกับคนพวกโน้น; ก็เลยต้องผ่าซากดื้อ ๆ เอาบ่อย ๆ เหมือนกัน ว่าจะ มุ่งหมายเอาคนพวกที่ว่า เขาจะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาแล้วก็เอาละ ไม่ค่อยคำนึงถึงคนอีกพวกหนึ่ง เพราะถือว่าศาสนาไหนเขาก็สอนกันอยู่แล้ว

น.50 เพราะว่าถึงอย่างไร เขาก็ไปรดน้ำมนต์ได้ เขาก็ไปหาหมอดูได้ แล้วก็พ้นปัญหา ของเขาไป. เดี๋ยวนี้เรามี ปัญหาอยู่แต่ว่า พวกที่ควรจะได้รับพุทธศาสนาโดย เนื้อแท้นี้ จะต้องทำอย่างไร, เขาจะต้องเปลี่ยนสัสสตทิฏฐิตามสัญชาตญาณนั้น ให้ค่อย ๆ กลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร, เมื่อยึดมั่นตัวกู - ของกู ก็ควรจะ ยึดอย่างไร จึงจะเปลี่ยนไปสู่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นได้. การสอนเรื่องนี้ก็ต้องให้ละจากความยึดมั่นเลว ๆ มายึดมั่นที่ดี ๆ ; แล้ว เมื่อดีมากเข้า ๆ จนพอแล้ว ก็จะค่อยเห็นเองว่า เรื่องยึดมั่นนี้มันไม่ไหว. มันเหมือนกับแบกของหนัก จะแบกก้อนหิน ท่อนไม้ ก้อนดิน อะไรมัน ก็หนัก จะไปแบกเงิน ทอง เพชร พลอยมันก็หนัก สู้ไม่แบกไม่ได้ ; มีไว้ โดยไม่ต้องแบก ใช้ไปโดยไม่ต้องแบกดีกว่า, นี่จึง ค่อย ๆ ลืมหูลืมตาขึ้นมา ในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ ว่าไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด. ปัญหาเรื่อง สัสสตทิฏฐิ แก้ไม่ได้มาแต่ครั้งพุทธกาล ต้องอนุโลมไป การสอนสัมมาทิฏฐิสำหรับลูกเด็ก ๆ : เด็ก ๆ อ่อนก็ต้องว่ายึดมั่น ในความดี ; อย่าลืมว่า สัมมาทิฏฐิสำหรับลูกเด็ก ๆ นั้น คือ ยึดมั่นในความดี อย่างล่มหัวจมท้ายกันไปเลย; แต่พอมาถึง สัมมาทิฏฐิของผู้ที่ลืมหู ลืมตา มีปัญญา มีธรรมจักษุแล้ว ก็คือ ไม่ยึดมั่นอะไรเลย.

น.51 ความลำบากในการที่จะปฏิบัติศีลธรรม หรือพระธรรมในโลกนี้ ในหมู่ พุทธบริษัทเรานี้ มีอยู่อย่างนี้ คือว่า หลักพุทธศาสนา จะมีทั้งสัสสตทิฏฐิ และ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งไม่มีใครแก้ไขได้ ; ปัญหานี้แก้ไขไม่ได้มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แล้ว ; มีแต่จะช่วยให้สัสสตทิฏฐินี้ค่อย ๆ น้อยลง ๆ น้อยลง ๆ จากความเป็นปุถุชน เลว ๆ มาเป็นปุถุชนชั้นดี จนเป็นพระอริยเจ้าจึงจะหมดสัสสตทิฏฐิ ; เพียงเป็นพระ โสดาบันจะหมดสัสสตทิฏฐิว่าตัวกูแล้ว. นี่เป็นปัญหาอยู่ในตัวพระพุทธศาสนานั้นเอง. สัสสตทิฏฐิ เป็นสิ่งที่กำกวม นำไปสู่ความเลวทรามก็ได้ ไปสู่ สวรรค์ก็ได้ แต่ว่า ยังไปนิพพานไม่ได้. อยากจะพูดตรง ๆ ไม่กลัวโกรธว่า พุทธบริษัททั่วไปรวมทั้งทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ยังเข้าใจไม่ได้ ยังมีความเข้าใจที่ กำกวมในเรื่องสัสสตทิฏฐิ ยังเข้าใจไม่ชัด ; เพราะไม่เคยได้รับคำอธิบายที่จริง ๆ จัง ๆ หรือชัดเจน. เช่นว่า “กูจะทำบุญไปสวรรค์" อย่างนี้ก็ยกมือทุกคนเลย เพราะว่า ทุกคนอยากไปสวรรค์ และเชื่อว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง ; แล้วก็ไม่ต้องรู้ว่า นี้ยังเป็นเรื่องของสัสสตทิฏฐิ "กูทำบุญที่นี่ แล้วก็จะไปสวรรค์". สัสสตทิฏฐิ ไม่ห้ามสวรรค์ ก็เลยถือเป็นสัมมาทิฏฐิไป. มันกำกวมอยู่อย่างนี้ มันพันเผื่อ และกำกวมอยู่อย่างนี้. การปฏิบัติธรรม ต้องมีหลักว่า ถ้าเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้ว ยังไม่ถูก เราจะ ต้องมีหลักที่แน่นอน ขึ้นมาว่า ถ้าเป็นไปเพื่อมีความทุกข์แล้ว ก็ยังไม่ถูก ; ถ้าไม่มีความทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อทุกข์แล้วก็ถูก. ฉะนั้น ถ้าสวรรค์

น.52 ยังมีทุกข์แบบชาวสวรรค์แล้ว อย่าไปเอากับมันเลย อย่างนี้ก็จะเร็วเข้า ; แม้จะ เป็นพรหมในพรหมโลกก็ยังมีความทุกข์ตามแบบของพรหม อย่าไปเอากับมันเลย. ควรจะ เร่หาแต่เรื่องที่จะไม่มีความทุกข์ โดยส่วนเดียว คือจะ ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทานโดยส่วนเดียว ; จะเรียกว่าอะไรก็ยังไม่รู้ เรียกว่า มนุษย์ไปก่อนก็แล้วกัน. ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นของบีบกดจิตใจ เผาลนจิตใจนั้นเรื่อยไป จนไม่มีเหลือ ; อย่างนี้ก็จะง่ายขึ้น คือจะเหลือแต่ เรื่องเดียว ปัญหาเดียว ไม่มีปัญหาเรื่องสวรรค์ เรื่องวิมานอะไรเข้ามาแทรกแซง. เมื่อ มีปัญหาแต่ว่า จะดับทุกข์เท่านั้น ; ทุกข์ หรือ ดับทุกข์ มี ๒ อย่างเท่านั้น, ก็ย่อมมีปัญหาอย่างเดียวแต่ว่า จะดับทุกข์อย่างไรเท่านั้น, ไม่ไปหวังอะไรให้มันมากเรื่องมากราว มันก็เลยเห็นได้ง่ายเข้า แคบเข้า. ดูแต่ที่ กิเลสและตัณหา ว่ามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วก็จะบรรเทามันลง เรื่อย ๆ ไป, หรือเรียกอย่างภาษาที่ชาวโลกทั้งโลกเขาจะเข้าใจได้ ก็ต้องเรียกว่า "ความเห็นแก่ตัว" ; ความเห็นแก่ตัวทำให้โลภ, ความเห็นแก่ตัวทำให้โกรธ, ความเห็นแก่ตัวทำให้หลง, เรียกว่า ความเห็นแก่ตัวอย่างเดียวพอแล้ว. ความเห็นแก่ตัวเป็นเหตุของความทุกข์ จึงต้องบรรเทาความเห็น แก่ตัว จนกว่าจะหมดไป ; ถ้าอย่างนี้ เราไม่พูดกัน ว่าสัสสตทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิ ไม่ต้องพูดให้เสียเวลา ; พูดแต่ว่า ทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาบรรเทา ความเห็นแก่ตัว แล้วทำลายให้หมดไปในที่สุด. ถ้ายังมีวิจิกิจฉาในธรรม ก็เป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติ เดี๋ยวนี้มันกำกวม จะอย่างไรก็ไม่รู้ เอาอย่างไรกันแน่ก็ไม่รู้ ; บางที ก็ว่าสวรรค์ดี บางทีก็ว่าสวรรค์ไม่ดี. เช่น ถามว่า อยากไปสวรรค์ไหม ? ก็ยัง

น.53 อยากอยู่นั่นแหละ. แต่ถ้าว่า สวรรค์ก็มีความทุกข์ตามแบบเทวดาในเมืองสวรรค์ เอาไหม ? ก็ไม่อยากเอา ไม่อยากจะทุกข์. เป็นอันว่าหลักเกณฑ์ยังไม่แน่นอน ลงไปในจิตใจของคนเหล่านั้น ; เรียกว่าเขา ยังมีวิจิกิจฉาในพระธรรม หรือว่า ในหลักการของชีวิตที่ว่าจะเอาอย่างไร. วิจิกิจฉานี้ยังละไม่ได้แล้ว เป็น พระโสดาบันไม่ได้ ; เป็นสาวกอันดับแรกของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ ถ้าไม่ยอม ละวิจิกิจฉาอย่างนี้. เดี๋ยวนี้พุทธบริษัท ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทนั้น เขาว่าเอาเอง ตั้งเอา เอง เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นพุทธบริษัท ก็ตั้งตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท. พุทธ- บริษัทพวกนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่ชัด ก็เลยเป็นพุทธบริษัทที่เลือน ไปตามความเข้าใจที่ไม่ชัด. ม นี้ก็เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในการ ปฏิบัติ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม โดยตรงในตัวธรรมะนั้นเอง เพราะ ว่าไม่รู้ธรรมะอย่างชัดเจนถูกต้อง. ธรรมะจริง จะฝืนกระแสกิเลสเสมอ ทีนี้ ก็ดูหลักธรรมะ ดูตัวธรรมะ ดูตัวพรหมจรรย์นี้กันอีกมุมหนึ่งก็พบ ว่า ตัวธรรมะจริง ๆ นี้จะทวน หรือขัด หรือ ฝืน ต่อกระแสของกิเลสเสมอไป. คนทุกคนมีกิเลสเป็นเจ้าเรือน เต็มอยู่ในจิตในใจ, มีตัวเองเป็นกิเลส มีกิเลสเป็นตัวเอง ; แล้วธรรมะแท้ จะต้องฝืนหรือทวนกระแสของกิเลสเสมอ, แล้วจะเอาอย่างไร คนทั่วไปจะรักธรรมะได้อย่างไร.

น.54 สำหรับคนทั่วไป จึงหาคนที่ว่าจะชอบธรรมะโดยความสมัครใจนี้ยาก, จะให้คนที่มีกิเลสเป็นตัวเอง มาชอบธรรมะนี้ยาก มันยากที่จะหาได้. ต้องมีบุญ มีโชค มีอะไรมาจากทางอื่น, มีอะไรมาทำให้มองเห็นได้ว่า ธรรมะนี้ ดีกว่ากิเลส หรือดีกว่าตัวกู หรือมีใครมาบีบ มาบังคับให้ศึกษาให้ได้ ให้เข้าใจ ให้ได้ ; ถือดาบมาบังคับก็เอา ไม่เชื่อพันคอกันเลย ให้ยอมศึกษาธรรมะนี้ให้จนได้, ให้พบความจริงให้ได้ว่า ธรรมะนี้ดีกว่าตัวกู ; อย่างนี้จึงจะเรียกว่าพอจะมีโชคดี บ้าง ที่จะได้เปลี่ยนความคิดที่ผิด ๆ นั้นเสีย. เพราะว่าธรรมะย่อมทวนกระแสกิเลส ; ช่วยไม่ได้ ! ขึ้นชื่อว่าธรรมะ แล้วจะต้องทวนกระแสกิเลส ทำอย่างไรจึงจะให้ธรรมะเข้ากันได้กับคนที่มีกิเลส เป็นตัวตน. นี่คือตัวปัญหา ปัญหามีอยู่ที่ตรงนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา. ธรรมะชั้นหัวใจของพุทธศาสนายังไม่โฆษณากัน เวลาก็ล่วงเข้าไปทุกที ต้องรีบพูด. ที่นี้มองดูอีกทีหนึ่ง ตัวธรรมะ ที่แท้ หลักพุทธศาสนาที่แท้นั้น ยังไม่ถูกนำมาโฆษณาเลยก็ว่าได้. พอพูด อย่างนี้ หลายคนก็คิดว่า อาตมานี้อวดดี, เป็นคนอวดดี คล้าย ๆ กับตัวเอง เป็นคนโฆษณาธรรมะที่ยังไม่เคยโฆษณาก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้ เราดูกันตามที่เป็นจริง ในประเทศไทย ในประเทศอื่น ๆ หลาย ๆ ประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ; ธรรมะตัวแท้ที่เป็นชั้นหัวใจของพุทธ- ศาสนานั้น ก็แทบจะเรียกได้ว่า ยังไม่ถูกโฆษณาเลย ก็ได้ เรื่อง นิพพานแท้ ๆ

น.55 เรื่องอนัตตาแท้ ๆ เรื่อง อิทัปปัจจยตาแท้ ๆ นี้ไม่เอามาพูด ไม่เอามาถูกมาพูด มาอะไรกันให้เข้าใจ ; ห้ามกันเสียอีกด้วยอย่างบีดปาก ว่ายังไม่ใช่เวลา ไม่ใช่สมัย ไม่ใช่โอกาส มันยากเกินไปมันอะไรเกินไป. แล้วยังมีที่มากไปกว่านั้น, เขาพูดว่า ธรรมะชนิดนั้นเป็นข้าศึกแก่ ความเจริญของบ้านเมือง ของประเทศชาติ อย่าเอามาสอนพลเมือง มันจะขัด ต่อความเจริญของประเทศชาติ . เมื่อไปคิดกันเสียอย่างนี้แล้ว ธรรมะที่เป็นชั้น หัวใจของพุทธศาสนาก็ยิ่งอยู่ลับ ลับไปเลย, ถูกถมทับเงียบไปเลย, ไม่ถูก ขุดคุ้ยขึ้นมาพูดกัน. นี้ก็ เป็นปัญหา อันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นทุกที่ใน การปฏิบัติธรรม, รวมอยู่ในปัญหาของการปฏิบัติธรรม ; เพราะฉะนั้น อาตมา จึงเอามาพูดไม่ใช่ว่าพูดนอกเรื่อง หรือพูดให้รำคาญ. เดี๋ยวนี้ เรากำลังพูดกันถึงปัญหา หรือ อุปสรรคของการปฏิบัติธรรม มันคืออะไร ? ก็คือสิ่งเหล่านี้ ที่กำลังพูดนี่ ว่า ตัวเนื้อแท้ หัวใจของพุทธศาสนา ไม่เอามาโฆษณา, เรียกว่าแทบจะไม่เอามาโฆษณา พอว่าจะโฆษณากันบ้าง ก็คัดค้านกันหลายอย่าง อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ก็เหมือนกับเป็นเรื่องอุปสรรค เป็นอุปสรรคอันหนึ่งที่ทำให้การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาชะงัก. ที่ถูก ควรจะถือหลักว่า ใครชอบอย่างไหน ก็ควรจะได้อย่างนั้น : "ใครอยากได้ลา ก็จงได้ลาภ ใครอยากได้บุญก็จงได้บุญ ใครอยากได้นิพพานก็ จงได้นิพพาน" นี้เขาพูดกันไว้เป็นหลักมาแต่โบราณแล้ว มันควรจะเป็นอย่างนั้น เมื่อพระจะให้พรทายกทายิกาเขาก็ให้พรกันอย่างนั้น : การทำบุญในคราวนี้

น.56 ใครอยากจะได้ลาภก็จงได้ลาภ ใครอยากจะได้บุญก็จงได้บุญ ใครอยากจะได้ สวรรค์ก็จงได้สวรรค์ ใครอยากจะได้นิพพานก็จงได้นิพพาน" ; อย่าเอามาเป็น เครื่องขัดขวางกันเลย. ถ้าถือหลักอย่างนี้ หลักธรรมะที่เป็นชั้นหัวใจของพุทธ- ศาสนาก็จะถูกนำมาโฆษณา มากเท่า ๆ กับหลักธรรมชั้นต่ำ ๆ ตื้น ๆ. เมื่อรู้อุปสรรคแห่งการปฏิบัติธรรมแล้ว ต้องพยายามแก้ไข เดี๋ยวนี้ เราก็ได้พยายามกันอยู่แล้วในข้อนี้ อาตมาก็พยายามในข้อนี้ ฉะนั้น พอพูดถึงข้อนี้ หลายคนก็จะหาว่าอวดดี หรือยกตัว ; แต่ใครจะว่าอย่างนี้ ก็ไม่กลัว ยังคงยืนยันอยู่ว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดเรื่องที่เก็บเงียบไม่ค่อยเอามา พูดกันนั้น เสียบ้างแล้ว คือ เรื่องตัวธรรมะชั้นที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนานั่นเอง ; ให้มีการโฆษณาอย่างนี้เรื่อยไป และโฆษณาให้มากขึ้น. คนอื่นเขา โฆษณาเรื่องศีลธรรมต่ำ ๆ ทั่ว ๆ ไปดีอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้อง ไปทำให้ซ้ำกัน เสียเวลา : เราจะทำต่อไป ในส่วนที่ยังไม่ค่อยมีใครจะทำ. การมาฟังบรรยายวันเสาร์นี้ ก็นับเนื่องอยู่ในโครงการนี้ คือโครงการที่เขาจะไม่ ทำกันเพราะเราจะพูดเรื่องที่คนส่วนมากเขาไม่ต้องการ. อุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง คือ ทนเพียรทำระยะยาวไม่ได้ ทีนี้ ก็ดูกันอีกทีหนึ่งว่า หลักธรรมะสำหรับจะปฏิบัตินั้น มีความเป็น อย่างนั้น อย่างที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ คือมีความเป็น ชนิดที่ว่า ต้องการเวลาระยะยาวพอสมควร, ต้องการเวลาระยะยาวพอสมควร แล้วจึงจะ

น.57 ปฏิบัติธรรมะเห็นผลได้ ไม่เหมือนกับว่าเราเอาของไปให้เขา แล้วเขาก็ ขอบใจทันที, เราเอากล้วยไปให้เขา เขาก็ให้สับปะรดแก่เรา ทำได้ทันทีอย่างนี้ ก็เห็นได้ ; นั่นเป็นเรื่องให้ทาน เป็นเรื่องศีล เรื่องอะไร ซึ่งยังง่าย ๆ อยู่. เรื่องนิพพานที่จะฝืนอำนาจกิเลส จะฆ่ากิเลสนั้น จะให้เห็นผล ทันทีอย่างนั้นยาก เห็นได้ยาก เว้นไว้แต่จะเก่งจริง ๆ จึงจะเห็นได้ เพราะว่ามัน เป็นการทำยาก. ถ้าทำเป็น ทำได้ ก็เห็นผลทันทีเหมือนกัน ดับกิเลสได้ทันที จิตใจ ก็เยือกเย็น สะอาด สว่าง สงบทันที ; แต่แล้วมันเห็น ยากตรงที่ว่า เราทำ อย่างนั้นไม่ได้. เมื่อต้องการจะทำให้ได้ ก็ต้องใช้ความพยายาม ความพากเพียร อะไรอย่างนี้ เป็นระยะยาว ; คนก็ ทนไม่ค่อยได้ ทนที่จะปฏิบัติในระยะยาว ไม่ค่อยได้ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีใครจะสนใจ ไม่ค่อยมีใครยอมเสียเวลายาว ๆ นาน ๆ เพื่อเอาผลในทางธรรมะชั้นสูง ในทางจิตทางใจ. ข้อนี้ก็ควรจะนับรวมเข้าไว้ในสิ่งที่เป็นปัญหา หรือ เป็นอุปสรรคแก่การ ปฏิบัติธรรมะด้วย เหมือนกัน. นี่เป็นตัวอย่าง เท่าที่จะยกมาให้เห็นได้ เกี่ยวกับ ตัวพระพุทธศาสนาเอง ว่าเป็นสิ่งที่มีปัญหาอยู่ในตัวเองอย่างไร. สรุปว่า ปัญหาเกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา ต้องพยายามแก้ไขต่อไป สรุปอีกทีหนึ่งก็ว่า พุทธศาสนาต้องมีให้ทั้งแก่พวกสัสสตทิฏฐิและ สัมมาทิฏฐิ เป็นความยากลำบากแก่การที่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสอะไรให้ชัด

น.58 ลงไปได้ ; แม้สัสสตทิฏฐิเองก็เป็นของสองฝักสองฝ่าย กำกวม ที่ว่าดับทุกข์ ไม่ได้โดยตรง แต่ว่าให้ไปสวรรค์ได้ ให้ไปมัวเมาในความทุกข์อย่างที่หอมหวาน อย่างนั้นได้. พุทธบริษัทเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ไม่ชัด คลุมเครือ. หลักธรรมะแท้ ๆ ก็ทวนกระแสกิเลสของคนปุถุชน และธรรมะแท้ ก็ไม่ค่อยจะถูกโฆษณาเสียด้วย ; มันน่าน้อยใจในข้อนี้. นอกจากนี้แล้ว การ ปฏิบัติธรรมะนี้ต้องการระยะเวลายาวนาน ความอดทนที่ยาวนาน อะไรที่ ยาวนานนี้ นี่ก็เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรค เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป ซึ่งเรา จะได้พูดกันอย่างพิศดารในโอกาสข้างหน้า ; ให้แก้ไขให้จงได้โดยสุดความสามารถ ของเรา ; จะได้จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่เรื่องของ ผู้ปฏิบัติ. ปัญหาที่ ๓. ความก้าวหน้าแบบวัตถุนิยมกำลังท่วมโลก ทีนี้ มาถึงปัญหาที่สาม ได้บอกแล้วแต่ที่แรกว่า คือ ความก้าวหน้า หรืออิทธิพลของวัตถุนิยมในโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังท่วมโลก เหมือนแม่น้ำ บ่าหลากไปทั่วทั้งโลก ในฤดูฝนตกหนัก. เมื่อพูดถึงวัตถุนิยมก็คงจะฟังออกกันแล้ว เพราะว่า พูดกันมานาน นักหนาแล้ว ว่าวัตถุนิยมคืออะไร ? วัตถุนิยมโดยสรุปแล้ว คือ เรื่องทางเนื้อหนังร่างกาย ความเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทั้งหมดนี้เรียกว่า วัตถุนิยม ; อะไรก็ตามจะมีตัวเป็นวัตถุ หรือไม่เป็นวัตถุก็ตาม แต่ถ้าให้รสอร่อยทางวัตถุ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเรียกว่าวัตถุนิยมทั้งนั้น. ที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ

น.59 นั้นไม่เป็นอันตราย แล้วเราก็ไม่เรียกว่าวัตถุนิยมอะไรมากมายนัก ; เช่น ในป่านี้ก็มี ดอกไม้หอม ๆ สวย ๆ มาก แต่เราก็ไม่เรียกว่าวัตถุนิยม เพราะยังไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความหลงใหลอะไร มันจะพอดีด้วยซ้ำไป มันถ่วงกันบ้างระหว่างวัตถุกับจิตใจ. วัตถุนิยม ในที่นี้ หมายถึง ที่มนุษย์ได้ทำขึ้น ได้ปรุงขึ้น ได้ประดิษฐ์ ได้ค้นคว้าและทำขึ้น ; ล้วนแต่เป็นของที่ยังไม่เคยมีในโลก เอามาสนับสนุน ให้ความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น ให้มันมากเข้า ; ส่วนนี้เป็น อิทธิพลของวัตถุนิยม. ที่เป็นไปตามธรรมดาสามัญ คนก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ใช้บริโภคความสุขกามารมณ์ไปตามธรรมชาติธรรมดา อยู่ในระเบียบของ ศาสนา ของวัฒนธรรม อะไรเหล่านี้ แล้วยังไม่ถูกประณามว่าเป็นวัตถุนิยม ยังเป็นของธรรมดาสามัญ ; แม้ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุก็จริง แต่ยังเป็นไปตามธรรมชาติ อยู่ในอำนาจ ในระเบียบ ในศีลธรรม ยังไม่เรียกว่าวัตถุนิยม. ใครจะทำการทำงาน มีบุตรภรรยาสามีอะไร ไปตามความถูกต้องของ หลักธรรมะแล้ว ก็ยังไม่ถูกประณามว่า เป็นผู้บูชาวัตถุนิยม. แต่ถ้าไปทำให้เกิน ความจำเป็นของธรรมชาติ นี้มันจะเริ่มเป็นวัตถุนิยม จะให้อร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง โดยเฉพาะ ให้มากขึ้นไปกว่าที่จำเป็น หรือที่เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างนี้ก็เป็นวัตถุนิยม. ถ้าเป็นเรื่องของกามารมณ์ ก็เป็นเรื่องวัตถุนิยม ; ถ้าเป็นเรื่องของการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ก็ไม่ใช่วัตถุนิยม. พึงรู้จักธรรมชาติ เปรียบกับวัตถุนิยม เราก็ ต้องมีหลักเกณฑ์ ที่ว่า ทุกอย่างต้อง เป็นไปตามธรรมชาติ อยู่ใน ขอบเขต, มีเหตุผลที่จะต้องทำอย่างนั้น เพื่อมนุษย์รอดอยู่ได้ เป็นสุขสบายดี; อย่างนี้ก็ เรียกว่าเป็นศีลธรรม. ฟ้องแม้กิจกรรมระหว่างเพศ ก็เรียกว่าศีลธรรม

น.60 ว่าประพฤติธรรม มีธรรมอยู่ในกิจกรรมระหว่างเพศ. แต่ถ้าไปเกิด หลงรสอร่อย ในทางนั้นเกินกว่าธรรมชาติ เกินกว่าจำเป็น มีการแก้ไขบำรุงบำเรอ ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ อย่างโน้นขึ้นมา นี้ก็ กลายเป็นวัตถุนิยม. ในบ้านเรือนดูจะ เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่จำเป็นมากขึ้น มันก็เพื่อ กามารมณ์ เพื่อวัตถุนิยมทั้งนั้น ; เดี๋ยวนี้กำลังคิดขึ้นมาใหม่เรื่อยสำหรับจะ ไม่ได้พักผ่อน จะไม่ได้อยู่เป็นสุขหรอก จะต้องวิ่งว่อนกันเรื่อยไป. สิ่งที่เรียกว่า อาหาร มันก็ กลายเป็นเหยื่อ ขึ้นมา ; ในบ้านเรือนดูจะ ไม่มีอาหารในความหมายว่าอาหารแล้ว จะมีสิ่งที่เรียกว่าเหยื่อ หรือในความหมาย ของเหยื่อ. แม้แต่ของกินก็กลายเป็นเหยื่อไปแล้ว ไม่ใช่เป็นอาหารแล้ว จะต้อง ประดิษฐ์อย่างนั้นประดอยอย่างนี้ จะทำอย่างโน้น เพื่อให้เกิดรสอร่อยทางลิ้น ทางอะไรนี้มากไปกว่าธรรมชาติ. อย่างนี้มันก็เป็นปัญหาหนัก คือว่าธรรมดา ของสัตว์ก็ชอบอร่อย ยิ่งมนุษย์แล้วยิ่งโง่มากในเรื่องชอบอร่อยนี้. สังเกตดูสุนัขมันกินอาหาร มันไม่ใช่มุ่งหมายความเอร็ดอร่อยแล้วแทบ จะไม่รู้จักเอร็ดอร่อย ; อย่างสุนัขชื่อสมพาลตัวนี้ ขนมปังครีมแครกเกอร์ไม่ยอม กินเป็นอันขาด มันไปกินข้าวราดน้ำต้มปลา ; สัตว์เดรัจฉาน มัน ไม่รู้ความ หมายของสิ่งที่เรียกว่าอร่อยจากวัตถุนิยม เนยมันก็ไม่กิน แต่นมมันกิน. ฉะนั้นจึงกำกวมกัน ในระหว่างสิ่งที่เรียกว่า "เหยื่อ" หรือ "อาหาร" ถ้าทำเพื่อ อร่อยแล้ว ก็ต้องเรียกว่าเหยื่อ ถ้าทำเพื่อชีวิตอยู่ได้ ก็เรียกว่าอาหาร. อิทธิพลของวัตถุนิยมมีมาก เดี๋ยวนี้ ทั้งโลกกำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม มีคนเก่งในการล้วง กระเป๋าคนอื่น ประดิษฐ์ประดอยนั้นนี่ขึ้นมา เพื่อให้อร่อยทางตาทางหู ทางจมูก.

น.61 ดูเอาเองก็แล้วกัน : มีเรื่องสมัยใหม่ เช่นวิทยุโทรทัศน์ หรือว่าตู้เย็น หรือ ว่าอะไรก็ตามนี้ ไปพิจารณาดูเองก็แล้วกันว่ามัน พอดีหรือว่าเกิน. ถ้า ส่วนไหน มัน เกิน ส่วนนั้นก็เป็นวัตถุนิยม, เป็นอิทธิพลของวัตถุนิยมที่เราเป็นทาสของมัน เป็นบ่าว เป็นทาสของมัน ; ไม่ใช่เราเป็นนายมัน. สิ่งที่มันอยู่ในอำนาจของเรา เราจัดให้พอดีพอเหมาะแก่การที่มนุษย์จะ อยู่กันเป็นผาสุก ; อย่างนี้เรียกว่าเราเป็นนายมัน เราจัดมัน ;- ถ้าเลยนั้นมัน จัดเรา ถ้าเราจัดมัน ก็ถูก ถ้ามันจัดเรา ก็ผิด. บัดนี้เราเป็นทาสของมัน ไปหาเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางอะไรมาเรื่อย ; ก็พอดีจังหวะที่ว่า โลกนี้เขาผลิตวัตถุสำหรับให้คนเป็นทาส ออกมาเรื่อย ไม่หยุดไม่หย่อน นี้เรียกว่าปัญหามีตรงที่เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย ความยั่วยวนยิ่งขึ้นทุกที จนเราสู้มันไม่ได้ เพราะวัตถุนิยมมันมีอำนาจครองโลก. ทีนี้ ขอให้ดูที่ อิทธิพลของวัตถุ ชนิดนี้ มันไม่ใช่เพียงแต่ทำให้เรามัวเมา เป็นทาสมันอย่างเดียว. มันทำให้เราเกลียดศาสนา, ช่วยจำไว้ด้วย ว่ามันได้ทำ ให้เราเกลียดศาสนา เอือมระอาต่อศาสนา ต่อพระธรรม ; นี่มันร้ายยิ่งไป กว่าที่ทำให้เราเป็นทาสอย่างเดียว. คนทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ พวกฝรั่งจึงพูดอย่างที่เรียกว่าภาคภูมิใจว่า "ฉันไม่มีศาสนา" ฝรั่งตั้งหลายสิบคน แล้วมาที่นี่ ถ้าถาม แล้วก็พอใจที่จะตอบว่า ไม่มีศาสนา, ไม่มีศาสนา. โรคเกลียดศาสนา เบื่อศาสนา คงเต็มไปหมด ในบ้านเมืองของพวกฝรั่ง; ดูเหมือนสักหนึ่งคนในสิบคนที่จะบอกว่าเป็นคริสเตียน หนุ่ม ๆ สาว ๆ แล้วจะบอก ว่าไม่มีศาสนาทั้งนั้น. ฉะนั้น เป็นที่เชื่อได้ว่าวัตถุนิยมนี้มีอำนาจทำให้คนสลัด ศาสนา ; ปัญหาก็ยิ่งมีมากขึ้น ในการที่จะปฏิบัติตามศาสนา.

น.62 คนทั้งโลกเขากำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม พวกพุทธบริษัทชาวไทยก็ ไปตามกันพวกวัตถุนิยม ที่ไปบูชาว่าพวกนั้นเขาเจริญกว่า แล้วก็ไปตามกันเขา แล้วตามกันส่วนใหญ่ก็เพื่อวัตถุนิยม เพื่อผลวัตถุนิยมทั้งนั้น ; ไปตามกันพวกวัตถุ นิยมอย่างไม่ละอาย อย่างไม่รู้สึกตัว ไปตามกันฝรั่งอย่างไม่ละอายด้วย แล้วก็ อย่างไม่รู้สึกตัวด้วย เพื่อวัตถุนิยม. ฉะนั้น เราจึง ต้องเป็นทาสเขา เพื่อให้ ได้มาซึ่งวัตถุที่เราต้องการ ; นี่เราก็ไม่ละอาย เราก็ไม่กลัว เราก็ ไม่รู้สึกตัว, แล้วจะปฏิบัติธรรมะได้อย่างไร ? ขอให้มองดูสิ่งนี้ในฐานะที่เป็นปัญหาแก่การ ปฏิบัติธรรม. ทีนี้ ดูกันอีกแง่หนึ่ง ที่ว่าเป็นการดูอย่างกลาง ๆ ดูอย่างนักเลง เราก็ เห็นได้ทันทีว่าวัตถุนิยมนี้มันได้เปรียบ ได้เปรียบมโนนิยม, วัตถุนิยมได้เปรียบ วิญญาณนิยมอยู่โดยธรรมชาติ. เมื่อเอาธรรมชาติเป็นหลักความรู้สึกของ สามัญสัตว์แล้ว ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังนี้ได้เปรียบความสงบเยือกเย็น บริสุทธิ์สะอาดทางจิตใจ ; เพราะว่าสัตว์ธรรมดาสามัญจะตะครุบเอาความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง ก่อนที่จะได้มองเห็นความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นทางจิตใจ. นี้เรียกว่า เมื่อปล่อยไปตามธรรมชาติแล้ว ฝ่ายวัตถุนิยมมันได้ เปรียบสำหรับคน ; แต่สำหรับสัตว์ต้องยกเว้น สัตว์มันยังคงเส้นคงวา อย่างไร ก็อย่างนั้นมาตั้งแต่เดิม. สำหรับคนนี้เปลี่ยน ๆ ๆ จนให้โอกาส ให้วัตถุนิยมได้ เปรียบ ออกเสียงให้วัตถุนิยมหมด ; ไม่ออกเสียงให้พวกธรรมะ หรือว่ามโนนิยม วิญญาณนิยมอะไร. คนได้เปลี่ยนไปมากถึงอย่างนี้ ; แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานยังอยู่เท่าเดิม จะเรียกว่าด่า หรือเรียกว่าพิสูจน์ความจริง ก็ไปคิดเอาเอง. มันเป็นข้อที่ต้องคิด เพราะนั่นแหละเป็นปัญหาลำบากสำหรับมนุษย์เต็มทีแล้ว.

น.63 ทีนี้ จะคิดเสียใหม่ว่า เอ้า, ถ้าอย่างไรก็ปลงอนิจจังเสียว่า เดี๋ยวนี้เป็น จังหวะของวัตถุนิยม ยกให้มันเถิด ; มันเป็นโชคดีของวัตถุนิยม เป็นจังหวะของ วัตถุนิยม ยกให้มันเถิด มันเป็นโชคร้ายของมนุษย์แล้ว. แต่ว่า มนุษย์ก็ไม่รู้สึก ว่าเป็นโชคร้าย ไปเห็นว่าเป็นโชคดี ว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังเจริญนั่นนี่ มีอะไรทาง วิทยาศาสตร์ ทางอะไร จนเรียกว่าไปโลกพระจันทร์เหมือนกับไปเที่ยวเล่น ; แล้วต่อไปก็ยังจะมีอะไรมากกว่านี้อีก. นี่จึงเรียกว่ามันเป็นจังหวะของวัตถุนิยม ที่จะหาคะแนนนิยมจากมนุษย์ แล้วก็ ละทิ้งจิตใจหรือวิญญาณ หรือพระธรรมนี้ มากขึ้นตามส่วน. ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด ที่แสดงให้เห็นว่า ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นแก่การปฏิบัติธรรม เพราะสิ่งร้ายกาจตัวหนึ่ง คือ วัตถุนิยม. คนกำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม อิทธิพลของวัตถุนิยมแผ่ซ่านทั่วโลก เหมือนน้ำท่วมโลก ทำให้คนเกลียดศาสนาเกลียดธรรมะ พุทธบริษัทไปตามกันพวก วัตถุนิยมอย่างไม่ละอาย อย่างไม่รู้สึกตัว. วัตถุนิยมได้เปรียบมโนนิยมอยู่ตามธรรมชาติแล้ว สำหรับคนที่มีกิเลส อย่างนี้ เลยต้องยอมแพ้ว่าขณะนี้เป็นจังหวะของวัตถุนิยม ว่ากันไปจนกว่าจะหายบ้า หายบ้าเมื่อไรมันก็ดีเอง ; เดี๋ยวนี้มันเป็นจังหวะที่สู้ไม่ไหว. แต่ถ้า พุทธบริษัทคนใดจะมีความคิดเป็นอิสระ เราจะต่อสู้ เราจะ แยกตัว หรือปลีกตัวออกมา ทำให้ดีที่สุด ดังนี้แล้ว ส่วนพระธรรม หรือ ปฏิบัติธรรมนี้ ก็ยังมีทางจะทำได้ ซึ่งเอาไว้พูดกันวันหลังเพราะเรื่องมันมาก.

น.64 ปัญหาที่ ๔ สอนธรรมะกันแต่ทฤษฎี ไม่สอนให้แก้ปัญหา ทีนี้ ดูถึงปัญหาที่ ๔ ปัญหาสุดท้าย ที่จริงไม่ใช่ตัวปัญหาที่เด่น ๆ นัก แต่มันเป็นปัญหา ปัญหานี้ คือการสอนกันเหลือเพื่อแต่ ในทางทฤษฎี ; มองดู ไปในทางไหน ก็สอนกันเหลือเพื่อแต่ในทางทฤษฎี. อย่าว่าในทางวัดวาศาสนาเลย ในทางโลก ทางบ้านเมือง กิจการของรัฐบาล ของประเทศชาติ หรือของทั้งโลกนั้น ก็ว่ากันอย่างเหลือเพื่อแต่ในทางทฤษฎีทั้งนั้นแหละ. ส่วนที่ปฏิบัตินั้นทำได้ น้อยมาก เพราะว่าเรื่องพูดนี้มันพูดกันง่าย จะสัมนากันเท่าไรก็ได้มันก็เลยเหลือเพื่อ ในส่วนทฤษฎี. การปฏิบัตินั้นหาคนทำยาก แล้วทฤษฎีบางอย่างก็มีสำหรับพูดเท่านั้น ทำได้สำหรับพูดเท่านั้น เวลาทำจริงทำไม่ได้ ทฤษฎีอย่างนี้ก็มีอยู่มาก เรียกว่า เรากำลังเฟ้อในส่วนทฤษฎี, กำลังขาดแคลนในส่วนปฏิบัติ แต่แล้วมันก็ยังดีกว่า ไม่มีอะไรเสียเลย เพราะว่าทฤษฎีก็ยังทำให้คนฉลาดได้บ้าง. แต่ว่าเรื่องปฏิบัติ เท่านั้น ที่จะทำให้คนเรามีความสุขโดยแท้จริง . สอนกันเหลือเพื่อแต่ในทาง ทฤษฎี ในแง่ส่วนทฤษฎี แต่ส่วนปฏิบัตินั้นบางอย่างยังไม่รู้เรื่องเลย. ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เรากำลังมีอยู่เวลานี้ เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาท ; เราจะสอนปฏิจอสมุปบาทกันแต่เรื่องทฤษฎี คือสอนว่า อวิชชาให้เกิดสังขาร - สังขารให้เกิดวิญญาณ - วิญญาณให้เกิดนามรูป - นามรูปให้เกิดอายตนะ - อายตนะ ให้เกิดผัสสะเรื่อยไป จนถึงทุกข์เกิดอย่างนั้น. แล้วดับอวิชชา ดับสังขาร ดับวิญญาณ ดับนามรูป ดับอายตนะ ดับผัสสะ เวทนา จนทุกข์ดับลงอย่างนั้น ก็ได้เท่านั้น ก็รู้เท่านั้น นั่นแหละคือทฤษฎี ; ส่วนที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดับ มันได้ นี้ไม่ได้พูด.

น.65 แล้วปฏิจจสมุปบาทส่วนที่เป็นปฏิบัติมากกว่านี้ก็ยังมี คือปฏิจจสมุปบาท สูตรที่พระพุทธเจ้าท่านชอบพึมพำอยู่เองลำพังพระองค์เดียว. คือสูตรที่ขึ้นต้นว่า อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ ความประจวบแห่งธรรมสามประการชื่อว่า ผัสสะ เพราะอาศัยผัสสะจึงเกิดเวทนา เพราะอาศัยเวทนาจึงเกิดตัณหา, เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดอุปาทาน แล้วจึงเกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ . อันนี้ เป็นแนวปฏิบัติชัดกว่าอันที่เราท่องกัน หรือสอนกันอยู่ในโรงเรียน และก็มีอยู่ ในพระไตรปิฎกเท่ากัน ; แต่แล้วก็ไม่ค่อยเอาอันนี้มาพูด กลับไปเอาอัน "อวิชชา ปัจจยาสังขารา ฯลฯ" มาพูด ซึ่งเป็นทฤษฎีล้วน. เพราะว่า ในทางปฏิบัติ นั้น มันเป็นเรื่องที่ ปฏิจจสมุปบาทนี้จะเกิดขึ้น ในเมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูฟังเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รสทั้ง ๕ และทั้ง ๖ คือใจ ด้วย ; ถ้าไม่รู้จักว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างไร เราก็สกัดกั้นมันไม่ได้. ฉะนั้นเราก็ ต้องอธิบายกันจนเห็นชัด ว่าเมื่อตาเห็นรูปแล้ว จะเกิดอาการของปฏิจจสมุปบาท อย่างไร, แล้วเราก็จะสกัดกั้นได้อย่างไร, คือมีสติสัมปชัญญะอย่างไร. เราต้องศึกษากันให้ละเอียดในภาคปฏิบัติ : พอตาเห็นรูป เกิด จักษุวิญญาณนั้น เกิดมีพฤติการณ์อย่างไร ? แล้วมันทำให้เกิดผัสสะชนิดไหน ที่ทำให้เกิดเวทนา สำหรับเป็นเหยื่อของอวิชชา ให้อวิชชาตั้งต้นขึ้นมา เต็มตามรูป ของปฏิจจสมุปบาทในส่วนทฤษฎี ; อย่างนี้เป็นต้น. นี่ เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า เรา สอนกันเหลือเพื่อแต่ในแง่ของ ทฤษฎี แล้วเรายังสอนกันน้อย หรือไม่ได้สอนกันเลยก็ได้ ในบางกรณีที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติ ไปสอนกันเหลือเพื่อแต่ในส่วนทฤษฎี.

น.66 การสอนศีลธรรม ไม่แก้ปัญหา ที่ว่าทำไมปฏิบัติไม่ได้ เรื่องธรรมะก็เป็นอย่างนี้ เรื่องโลก ๆ ก็เป็นอย่างนี้ เรื่องแก้ไขปัญหา ทางศีลธรรมของสังคมในบ้านในเมือง ก็เป็นอย่างนี้ คือเป็นเรื่องพูดเป็นเรื่อง ทฤษฎี เป็นทฤษฎีมาก จนเป็นเรื่องปฏิบัติ ไม่ได้ เสียเป็นส่วนใหญ่ เ ราไม่ได้ สอนกันในแง่ที่ว่า เพราะเหตุใดจึงปฏิบัติไม่ได้. เช่นว่า การที่เราจะระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดกิเลสนี้ เรา ปฏิบัติไม่ได้ เราระวังไม่ได้, แล้ว เราก็ไม่สอนกันว่า "ทำไมเราจึงปฏิบัติ ไม่ได้?" เรื่องที่เห็นได้ง่ายที่สุด คือเราสอนกันว่า "จงทำดี อย่าทำชั่ว". จงทำดี แล้วก็ทำดีไม่ได้ ละความชั่วไม่ได้ ; ทำไมไม่บอกว่าทำอย่างไรจึงจะละความชั่วได้, ทำอย่างไรจึงจะทำความดีได้ภา เราเรียกร้องเอาแต่ว่า ให้ละความชั่ว ให้ทำความดี ; พอเขาทำไม่ได้ เราก็ไม่บอกเขาว่า ทำอย่างไรจึงจะทำได้. นี่ก็ ย้อนไปเข้ากับ คติหรือนิทาน เรื่องแม่ปู ลูกปู อะไรอย่างนั้นไปเสียหมด. ครูบาอาจารย์ หรือ แม้แต่บิดามารดา ต้องทำให้ลูกหลานหรือ ลูกศิษย์ดูว่า ต้องทำอย่างนี้ ๆ เขาจึงจะทำได้ จึงจะละความชั่วได้ จึงจะทำให้ ความดีมีขึ้นมาได้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่าสอนให้แก้ปัญหาที่ว่า ทำไมจึงปฏิบัติไม่ได้. เรารับศีลกันก็มากแล้ว เรียนเรื่องศีลกันก็มากแล้ว มากจนสอบไล่ ได้ชั้นเอกแล้วแล้วก็ ปฏิบัติ ศีล ไม่ได้ เพราะว่า ยังไม่ได้สอนในส่วนที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติได้. สอนกันแต่ว่าให้ปฏิบัติอย่างไรในขั้นต้น ๆ หรือ

น.67 ในส่วนทฤษฎีเท่านั้น ; พอปฏิบัติเข้าแล้วปฏิบัติไม่ได้ มันเกิดอุปสรรค ตอนนี้ ไม่ได้สอน. บางทีอาจารย์ก็ไม่รู้ด้วย ก็เลย ไม่ได้สอนในส่วนที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะ ปฏิบัติให้ลุล่วงไปได้. นี้คืออุปสรรคหรือปัญหาของการปฏิบัติธรรม ที่กำลัง มีอยู่ในเวลานี้. เราสอนกันแต่ทฤษฎี แล้วก็ไม่ได้สอนที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ใหม่ ๆ ที่ติดขัดอยู่ในการปฏิบัติด้วย. การปฏิบัติสมาธิภาวนา ก็สอนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของที่ควรสอน ทีนี้ มาดูกันอีกมุมหนึ่ง คือดูที่หลักการปฏิบัติ หรือ ตัวการปฏิบัติ ตัวการปฏิบัติเองนั้น ก็ มีหลายชั้น และหลายขยัก ; หลายชั้นใหญ่ และ หลายชั้นย่อย หรือหลายขยัก. แม้แต่ว่าเราจะทำสมาธิอย่างนี้ ยังมีหลายชั้น หลายแบบแล้วยังหลายชั้น แล้วชั้น ๆ หนึ่งมีหลายขยัก เช่นสมาธิอย่างอื่นก็มี, สมาธิอย่างอานาปานสติก็มี. อานาปานสติ ก็ยังมีว่า ชั้นต่างๆ : ชั้นกายานุปัสสนา ชั้นเวทนา- นุปัสสนา หรือว่าชั้นจิตตานุปัสสนา หรือว่าชั้นธัมมานุปัสสนา ; มีหลาย ๆ ชั้น อย่างนี้. ในชั้นหนึ่ง ๆ เช่น กายานุปัสสนา ก็ยังมีลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น ลมหายใจที่ปรุงแต่งกาย แล้วการควบคุมอำนาจ หรืออิทธิพลของลมหายใจในการ ปรุงแต่งกาย นี้มันหลายขยัก มันหลายซับหลายซ้อน. ถ้าไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้อย่างทั่วถึง ทุกขยัก หรือทุกชั้น แล้วมัน ก็ทำ ไปไม่ได้ จึงต้องมีการแก้ปัญหาในข้อนี้ได้โดยครูบาอาจารย์ หรือว่าโดยเพื่อน

น.68 หรือโดยอะไรก็สุดแท้ ให้มันลุล่วงไปได้ทุก ๆ ชั้น และทุก ๆ ขยักของเรื่อง แง่นั้นแง่นี้ อย่างนั้นอย่างนี้. เราไม่ค่อยได้พูดกันเลย ถึงเรื่องของการปฏิบัติโดยตรง ที่จะทำ ให้ก้าวลุล่วงไปได้. ที่ควรสอน ที่จำเป็นจะต้องสอนนั้น เราสอนกันไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ; กล้าพูดกล้ายืนยันว่า ที่สอนกันนั้นไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์, ที่ควร สอนนั้นสอนกันไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์, แล้วตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ไม่ใช่เรื่อง ที่ควรจะต้องสอนก็ได้. ทั้งโลกต้องการสันติภาพ แต่กลับส่งเสริมศีลธรรมเป็นส่วนน้อย เรื่องนี้น่าใจหาย คือว่า พูดเรื่องทฤษฎีเหลือเพื่อ เพื่อตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ พูดเรื่องปฏิบัติไม่ถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วจะช่วยอย่างไรได้ ; เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เหมือนกันดิก เหมือนเป็นอันเดียวกันเลย กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ มนุษย์ทั้งโลกเขามุ่งหมายจะทำโลกให้มีสันติภาพ ; นี่เราก็ยอมเชื่อ ยอมรับว่า เขาก็อยากอย่างนั้นจริงเหมือนกัน ทั้งโลกเขาต้องการสันติภาพ เพราะ เขาเกลียดความทุกข์ ความเดือดร้อน. แต่แล้ว สิ่งที่เขาช่วยกันทำ ขยันอย่าง ตัวเป็นเกลียว ช่วยกันคนละไม้ละมือ’ ทุกประเทศทุกชาตินั้น ไม่ได้ทำเพื่อ สันติภาพ ; ที่ทำเพื่อสันติภาพนั้นสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วไปทำเพื่อไม่ใช่ สันติภาพ หรือเพื่อทำลายสันติภาพเสียเลย นั้นมีตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์.

น.69 ขอให้ไปดู, พูดไปแล้วเดี๋ยวจะหาว่าลบหลู่ดูถูกเพื่อนมนุษย์กัน. ในประเทศไทยเราเองนี้ สิ่งที่ทำให้ศีลธรรมดีขึ้นนั้น ทำสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ ไม่ได้ ; เรื่องที่ไม่ส่งเสริมศีลธรรมให้ดีขึ้นนั้น ทำตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์, แล้ว แถมมีเรื่องทำลายศีลธรรมรวมอยู่ในนั้นด้วย รวมอยู่ใน ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้นด้วย. เดี๋ยวจะพังผิด แล้วจะด่าอาตมาทีหลัง ; จะพูดซ้ำอีกทีว่า เรื่องที่ ไม่ส่งเสริมศีลธรรม แล้วมีเรื่องทำลายศีลธรรมรวมอยู่ด้วยนั้น รวมหัวกันทำ ตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ; ส่วนที่ส่งเสริมศีลธรรมโดยตรงนี้ ทำไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์. ในการที่เรามีนั่นมีนี่ : มีความเจริญทางวัตถุ มีความเจริญพัฒนา หรือว่าเรื่องอะไรที่เขาเรียก entertainment , มีวิทยุ มีเพลง มีบ้าน มีเรือน มีสวนดอกไม้, มีอะไรที่มันมีมากขึ้น ๆ มาปรึกษาหารือกัน แม้แต่เรื่องกล้วยไม้ เรื่องเดียว ก็มีสมาคมที่ใหญ่โต ปรึกษาหารือดำเนินกิจการเป็นงานของโลกนี้ ; นี่ก็เรียกว่าเรื่องหนึ่ง ๆ เรื่องหนึ่ง ๆ เรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ส่งเสริมศีลธรรม แล้ว บางเรื่องทำลายศีลธรรม ที่ ไปทำเข้าเป็นเรื่องอบายมุข. เรื่องที่เป็นอบายมุขก็มีอยู่หลายอย่าง ที่รวมหัวกันทำในโลกนี้ : ๑ เปอร์เซ็นต์เพื่อส่งเสริมศีลธรรม, แล้ว ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ส่งเสริม ศีลธรรมเลย ; แล้ว บางเรื่องทำลายศีลธรรมด้วย. อย่างนี้แล้วบ้านเมืองจะดีขึ้น อย่างไร. อย่างว่าเรามีวิทยุใช้ในโลกนี้ แต่ถ้าเราใช้วิทยุเพื่อให้คนมึนเมาในทาง เพลง ในทางกามารมณ์ อย่างนี้มันทำลายศีลธรรม, หรือว่าเราใช้วิทยุในทาง ที่จะโฆษณาหาพรรคพวกเข่นฆ่ากันนี้ ก็เป็นเรื่อง ทำลายศีลธรรม ; ไม่มีวิทยุ

น.70 ใช้เสียยังจะดีกว่า. ยกตัวอย่างเรื่องวิทยุอย่างเดียว เพียงอย่างเดียวก็ได้ ว่าเวลา ที่ใช้วิทยุออกอากาศกันอยู่นั้น มันเป็นไปเพื่อส่งเสริมศีลธรรมตรงไหนบ้าง ? แล้วที่ไม่ส่งเสริมศีลธรรม และบางทีทำลายศีลธรรม นั้นตรงไหนบ้าง ? อาตมาอยากจะยืนยันว่าตรงตามที่คำนวณมานี้ คือ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ของรายการวิทยุนั้นไม่ส่งเสริมศีลธรรม สัก ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ส่งเสริมศีลธรรม ; ส่วน ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้นเฉย ๆ บ้าง หรือทำให้เสียเวลาเปล่าบ้าง หรือยั่วยุให้ หลงใหลในกามารมณ์บ้าง ยั่วยุให้เกิดโกรธ เกิดเกลียด เกิดอิจฉาริษยา แบ่งพรรค แบ่งพวกบ้าง อย่างนี้เรียกว่าไม่ส่งเสริมศีลธรรม. นี้เป็นตัวอย่างที่เห็นอยู่ได้ชัด เพื่อจะมาเปรียบเทียบดูว่า ในวงการ ปฏิบัติของเรา เราสอนกัน เราช่วยกัน ในทางที่จะให้ปฏิบัติสำเร็จนั้นสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ; นอกนั้นมันเป็นเรื่องพูดบ้าน้ำลาย ไว้อวดความรู้กันบ้าง เถียงกันบ้าง เป็นโอกาสหาเงินบ้าง. เอาธรรมะเป็นเครื่องหาเงิน, เอาศาสนา มาเป็นเครื่องมือหาเงิน, ไม่อย่างนั้นโบสถ์สวย ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร มันต้อง ใช้เงินมาก ก็ไปรวมอยู่ในพวกที่ว่า ไม่ส่งเสริมการปฏิบัติ. การปฏิบัติมีเพื่อเฉยเสียบ้าง, เพื่อเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติเสียบ้าง สัก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ที่เราพูดจากันอยู่ สอนกันอยู่ เป็นทฤษฎีเหลือเพื่ออย่างที่ว่า ไม่มีหลักปฏิบัติ แล้วก็ บางทีเป็นโทษร้าย รวมกันแล้ว ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ; สัก ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ชี้แจงการปฏิบัติ แล้วบางทีก็ชี้แจงผิด ๆ ถูก ๆ เรียกว่ายังอยู่ใน ภาวะที่น่าสงสาร. นี่ปัญหาข้อที่ ๔ มีตัวอย่างที่ยกมาให้ดูเพียงเท่านี้ก็พอ.

น.71 ตัวปัญหามีว่า สอนกันเหลือเพื่อแต่ในส่วนทฤษฎี ; แล้ว ส่วน ปฏิบัตินั้นไม่รู้อยู่ที่ไหน แทบจะหาไม่พบ. ยกตัวอย่างเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นต้น แม้เรื่องอริยสัจจ์สี่ก็เป็นเรื่องทฤษฎี ที่พูดกันอยู่นั้นเป็นเรื่องทฤษฎี. ถ้าพูดเรื่องปฏิบัติ จะต้องพูดในลักษณะที่ให้ปฏิบัติ ที่ฆ่าตัณหา ละตัณหา ควบคุม ตัณหาอะไรได้จริง ; บางทีจะไม่ออกชื่อว่าอริยสัจจ์ด้วยซ้ำไป. ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ อย่างนี้ก่อน แล้ววันต่อไปเราก็จะพูดกันได้ ง่ายขึ้น ที่จะพูดถึงตัวการปฏิบัติโดยตรงในเรื่องเดียวกันนั้น ซึ่งบางทีจะไม่ออกชื่อ ชื่อนั้นเลย. เช่นว่า บางทีจะไม่ต้องออกชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา เลย ; แต่ ตัวการกระทำปฏิบัติ นั้น เป็นการทำลายกิเลสตัณหาชนิดที่เรียกว่า เป็นปฏิจจสมุปบาทด้วย. นี่เป็นปัญหาที่ซับซ้อนด้วย และหลอกลวงอย่างยิ่งด้วย คือ หลอกลวง คนโง่ไม่ให้เข้าใจได้เป็นอย่างยิ่งด้วย แล้วหวังว่าทุกคนจะได้เอาไปพิจารณาดูให้ดี ว่า เวลาเหลืออยู่น้อยแล้วสำหรับชีวิต. เรื่องธรรมะที่ต้องปฏิบัติยังเหลืออยู่ มาก ; ฉะนั้นอย่าได้ประมาทเลย. รวมความแล้ว ทั้งหมดนี้ ในวันนี้ ในวันแรกแห่งการบรรยายชุด ปฏิปทาปริทรรศน์นี้ เราได้พูดกันถึงปัญหา หรืออุปสรรคอันเกี่ยวกับการ ปฏิบัติ. ระบุปัญหา ๔ ข้อ :- ข้อที่ ๑. คือการที่คนในสังคมโลกเวลานี้ อยู่ในสภาพที่เกลียด ศาสนา.

น.72 ข้อที่ ๒. ศาสนาเองก็มีความกำกวม ไม่ได้สอนกันให้ชัดเจนกระจ่าง ในแง่ของการปฏิบัติ สอนเหลือเพื่อแต่ในเรื่องทฤษฎี. ข้อที่ ๓. ความก้าวหน้าทางวัตถุนิยมก็ได้แทรกเข้ามาอย่างน่ากลัว ที่สุด ที่จะทำให้ศีลธรรมหมดไปจากโลก ; เขากำลังบูชาความก้าวหน้า ความ เจริญทางเทคโนโลยี ทางอะไรต่าง ๆ. อาตมากำลังบอกว่าจะทำโลกนี้ให้ฉิบหาย ; เว้นไว้แต่จะมีธรรมะเข้าไปเคียงคู่กับเทคโนโลยี ให้เหมือนกับเราไถนาด้วยควาย ๒ ตัว นั่นแหละโลกจึงจะปลอดภัย. ข้อที่ ๔. ปัญหาสุดท้ายก็ที่ เราพูดกันแต่ทฤษฎีเหลือเพื่อ ไม่สามารถ จะพูดในเรื่องปฏิบัติ จนผู้เชี่ยวชาญในฝ่ายปฏิบัตินั้นหาทำยายาก. มีผู้เชี่ยวชาญ ทางทฤษฎีเป็นฝูง ๆ ปัญหามันก็เลยเหลือที่จะแก้ไข. เรื่องที่พูดมานี้จะผิดถูกอย่างไร ก็ขอให้เอาไปพิจารณาดูก่อนเป็น เรื่องแรก. ถ้าเห็นว่าหลักการอันนี้จะถูกแน่ละก็ ช่วยกันขยันมาฟังในวันหลัง ๆ ด้วย ; ถ้าไม่เห็นด้วยแล้วก็เลิกกัน ไม่มาก็ได้ บางทีจะได้เลิกบรรยายกันเสียที. เอาละ เป็นอันว่าวันนี้ พูดถึงเรื่องที่เป็นปัญหา ที่อาตมารู้สึกว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของมนุษย์ คือไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ; เต็มไปด้วย อุปสรรค เต็มไปด้วยปัญหา มีแต่ที่จะลุ่มหลงไปในทางตรงกันข้ามกับความสงบสุข. ให้เอาไปคิดดูอย่างที่เรียกว่า เป็นปัญหาด่วน เหมือนไฟไหม้หลังคาบ้าน จะต้องดับกันอย่างไร. ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระสงฆ์สวด สาธยายสรรเสริญคุณของพระธรรม ช่วยกำลังใจสัตว์ทั้งหลาย ให้เคารพ พระธรรม, ให้ยึดพระธรรมเป็นหลักยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามความประสงค์ของ พระพุทธเจ้าต่อไปเทอญ.

น.73 แทคคอบิจการรุกรานักษธนิตาฟีร์ ชิคโมโครงเก้าก่อสิวน้ำโขงแกรนิต่มต์มา ผักเคลอนะคลิกประสพอหันกันไท ๗ ประกาศสัญญานี้ กลับภูมิดุดันกินเองสรัลพูด เป็นปฏิสงาแบบการค้า ข้อหมักให้ตายตอนรักษต่อ ถึงค่านกสะดมิมัสกัดผญ่มสังกัด เคลมแจ้ง พิษตับมักหกรรมของลีรัตน คีรีวัฒน์ ผกกดีเกิดหมอถามินเจ คนไม่ไม่ให้เข้าใจได้เป็นอย่างยิ่งด้วย แล้วหวังว่าทุกคนจะได้เอาไปพิจารณาดูให้ดี ยถึงเฝ้ากัน เดินกินตรกรจันทรักษ์กด Buyuousrenrun และกรังแห้ง ปฏิปทาปริทรรศน์นี้ เราได้ทุกกับสิงห์ริงกิต หรืออุปสรรคฉันเกี่ยวกับการ ของคันธะได้ออกเด็ดการเพิ่มขึ้นตั้งสังโตกับเพลงจะเพศนี้สิกสภาพพลชัยใน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต