น.74 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นครั้งที่ ๒ ของภาค อาสาฬหบูชา จะได้กล่าวโดยหัวข้อที่เรียกว่า "ปฏิปทาปริทรรศน์" สืบต่อไป ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว. เรื่องนี้ยังอยากจะขอทบทวนอีกสักหน่อยว่า การบรรยายในชุดนี้มุ่งหมาย อย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงเรื่องการปฏิบัติ คือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา แต่ อยากจะ ให้มองกันมากที่สุดในส่วนที่เป็นปัญหา " หรือเป็นอุปสรรคที่ทำให้ ปฏิบัติธรรมไม่ได้ตามที่ต้องการ. ๔๗
น.75 การปฏิบัติก็มีความสำคัญอยู่ที่อุปสรรค หรือปัญหา ที่ทำให้ปฏิบัติ ไม่ได้ ; และปัญหานี้ก็มีมากมาย. เพราะฉะนั้น จึงขอโอกาสพูดกันถึงสิ่งที่ เรียกว่า "ปัญหาและอุปสรรค " นี้ให้เพียงพอเสียก่อน ; แล้วจึงค่อยกล่าวถึงตัว การปฏิบัติโดยตรง. บางคนอาจจะคิดว่าเสียเวลา ในการที่จะมาพูดกันด้วยเรื่อง อุปสรรคและปัญหา และเรื่องก็มักจะเป็นเรื่องที่เคยพูดกันมาแล้ว เป็นข้อเท็จจริง ที่เคยพูดถึงบ่อย ๆ แต่ว่าที่แล้ว ๆ มาเราไม่ค่อยได้มองกันในแง่ที่เป็นปัญหา ; เดี๋ยวนี้เราจะมองกันเฉพาะในแง่ที่มันเป็นปัญหา ที่ทำความขัดข้องให้แก่การปฏิบัติ ทบทวนปัญหาของการปฏิบัติ การบรรยายในครั้งที่แล้วมาทั้งหมด ก็ได้กล่าวถึงตัวปัญหาในชื่อว่า ปฏิบัตติปัญหา คือปัญหาของการปฏิบัติ ; จะได้กล่าวในลักษณะที่เป็นวงกว้าง ๆ กันเสียชั้นหนึ่งก่อน, แล้วจะพูดเรื่องปัญหาใหญ่ ๆ เกี่ยวกับการที่มนุษย์เราจะ ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้. ปัญหาใหญ่ที่ ๑. ก็คือ การที่คนในโลกนี้มีความแตกต่างกันมากมาย เหลือเกิน จนเราไม่สามารถจะวางระบบของการปฏิบัติ ให้ครบถ้วนแก่คนทุก จำพวกได้โดยตรง ; ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีหลักสำหรับพวกนั้น ที่จะเป็นหลักแจ่มแจ้ง ชัดเจน. และคน ๆ หนึ่งก็ต้องมีภาระหน้าที่หลายอย่างหลายประการ แทบจะ สะสางไม่ค่อยจะไหวอยู่แล้ว ; ปัญหาข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องมองและช่วยกันแก้ไข เอาเองเฉพาะคน คือการเลือกเพ้นธรรมโดยแยบคาย ให้เหมาะแก่สถานะของตน. หลักปฏิบัติก็มีอยู่ว่า จะต้องระลึกนึกถึงธรรมะทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วก็มาเลือกเห็น ส่วนที่เหมาะกับตนหรือกับปัญหาของต น จึงจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้.
น.76 ปัญหาใหญ่ที่ ๒ .ก็คือการที่พระพุทธเจ้าท่านต้องตรัสกับบุคคล ในโลกนี้ ซึ่งมีต่างกันอยู่อย่างตรงกันข้ามเป็นสองพวก : คือ พวกหนึ่งจะต้องมี ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวว่าตนไปก่อน ; ไม่อาจจะละได้ ไม่เคยคิดที่จะละ แล้วมีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนติดมาในจิตใจ. ดังนั้น พระพุทธเจ้าก็ต้องตรัส ธรรมะประเภทหนึ่งซึ่งพูดอย่างกับว่ามีตัวมีตน ให้คนรักตัวรักตน " ให้ละ ความชั่ว ให้ทำความดี ยังแถมว่าจะได้รับผลความดีแม้กระทั่งในชาติหน้า ตามที่ เขาเชื่อกันว่า มีชาติหน้าอย่างไร แล้วก็ไปจบกันเพียงเท่านี้สำหรับคนพวกนี้. คนอีกจำพวกหนึ่ง ตรงกันข้าม คือพวกที่แม้แต่ตามลำพังตนเองก็เริ่ม จะมองเห็น : ว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวตนนี้ มันเป็นมายา มันมิได้มีอยู่จริง คนพวกนี้พร้อมที่จะละตัวตน หรือว่ากำลังพยายามที่จะละตัวตนอยู่ . คำสอน สำหรับพวกนี้จึงมาอีกรูปหนึ่ง คือมาในลักษณะที่จะให้มองในแง่ที่ไม่มีตัวตน ให้ละตัวตนยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนไม่มีตัวตน ; แม้ว่าอยู่ที่นี่ เวลานี้ เดี๋ยวนี้ ก็มิได้มี ตัวตนอย่างนี้. คำสอนจึงมีอยู่เป็นสองชนิด ในลักษณะที่ต้องเรียกว่าตรงกันข้าม คือ อย่างหนึ่ง มีหลักที่จะมีตัวตน ; อีกอย่างหนึ่ง มีหลักที่จะไม่มีตัวตน . ถ้าคนศึกษาไม่ดีก็ปนกันยุ่ง อย่างนี้ เรียกว่าเป็นความลำบาก หรือ เป็น ปัญหาอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน ที่ควรจะต้องศึกษาให้เข้าใจ แต่แล้วมันก็เป็น การยากลำบากที่จะให้เด็ก ๆ หรือคนโตแล้ว แต่มีจิตใจเหมือนเด็ก ๆ มาเลือก เอาเองได้ และเขาก็ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง. ส่วนมากก็จะเลือกเอาข้าง มีตัวตน มีตัวฉันเสมอ ; แล้วก็รู้สึกว่าคำสอนนี้ขัดขวางกัน หรือตีกันยุ่งไปหมด. ถ้าทำความเข้าใจอันนี้ไม่ได้ จะไม่มีความแน่วแน่หรือมั่นคงในการที่จะปฏิบัติธรรม.
น.77 ก็ทำไปด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย ที่โลเล หรือลังเล. นี่เราควรจะแก้ปัญหาข้อนี้ให้ได้ เป็นเรื่องที่ ๒. ปัญหาใหญ่ที่ ๓ . ก็คือว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุนิยมสมัยปัจจุบันนี้ มันท่วมหลากมาเหมือนกับน้ำท่วมใหญ่ . ขอให้หลับตาเห็นภาพน้ำท่วมใหญ่ เราไม่ค่อยมีโอกาส ไม่ค่อยมีกำลังที่จะต้านทานน้ำที่มันท่วมใหญ่ ; ท่วมมาอย่าง ภูเขากลิ้งมาอย่างนี้ ก็ยิ่งไม่มีโอกาส หรือความสามารถ ที่จะต้านทานการท่วมทับ นั้นได้. จิตใจของคนในโลกก็อยู่ในสภาพอย่างนั้น มีความท่วมหลากใหญ่หลวง ของวัตถุนิยมระบาดไปทั่วโลก เหมือนกับคนจะจมน้ำตาย หายใจไม่ออกอยู่แล้ว ; ก็เลยเข้าใจธรรมะไม่ได้ ตั้งตัวไม่ติด อย่างนี้เป็นต้น : แล้วผลนะคะ นี่ก็ต้องต่างคนต่างแก้ปัญหาข้อนี้ของตน คือ อย่าให้ความเจริญ หรือ ความยั่วยวนหลงใหลทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนังนั้นมาครอบงำตนจนเป็นทาส หรือเป็นสมุน ลูกน้องอะไรของสิ่งเหล่านั้น . ควรจะชำระสะสางสิ่งที่มันกำลัง เพื่อ กำลังครอบงำเราอยู่, ควรจะขจัดออกไปเสียจากตัวตน จากบ้านเรือน ของตน หรือว่าจากทุกอย่างที่มันจะขจัดออกไปได้ เพื่อมีจิตใจที่เป็นอิสระตั้งตนได้. ปัญหาใหญ่ที่ ๔ เป็นปัญหาสุดท้ายที่ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ได้แก่ การที่ สอนกันเหลือเพื่อเกินไปแต่ในทางทฤษฎี : โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนธรรมะ สอนกันเหลือเพื่อมากเกินไปแต่ในฝ่ายทฤษฎี. ในฝ่ายที่เป็นตัวการปฏิบัติอย่างไร โดยตรงนั้น สอนน้อยเกินไป ; แล้วยังมีผิด ๆ ถูก ๆ และก็ไม่ได้ตั้งใจสอนกัน จริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าสอนยากบ้าง เพราะว่าไม่มีผลเป็นวัตถุ เป็นลาภ เป็นสักการะ แก่คนผู้สอนบ้างละ เขาตั้งหน้าตั้งตาสอนกันแต่เรื่องวิชา หรือเรื่องทฤษฎีจนเพื่อ ในส่วนที่เพื่อนั้นก็มีส่วนที่ผิด ๆ มากแต่ นี่แหละคือข้อที่จะกล่าวกันโดยละเอียด
น.78 เป็นพิเศษในวันนี้ ซึ่งจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า " ปัญหาอันเนื่องมาแต่ ปริยัติ". ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปริยัติ นี้ก็มีมาก ท่านทั้งหลายจงฟังดูให้ดีว่า "ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปริยัติ" . คำว่า "ปริยัติ" นั้นคือการศึกษาเล่าเรียน ; ไม่ใช่เฉพาะว่าต้องเรียน "บาลี" จึงจะ เรียกว่า "ปริยัติ" อย่างที่เห็นกันในโรงเรียนปริยัติธรรม. คำว่า "ปริยัติ" ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงการศึกษาทุกชนิด ซึ่งเป็นแต่เพียงการศึกษา ยังไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ คือสิ่งที่ต้องรู้นั้นเอง ; จะสอนภาษาก็ได้ สอนธรรมะก็ได้ หรือสอนอะไรอื่นก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้คนได้รับ ประโยชน์ในการมีชีวิตอยู่ แล้วก็เรียกว่าปริยัติได้ทั้งนั้น. ปริยัติก็มีเป็นแขนง ๆ ไป แล้วแต่ว่าจะเป็นปริยัติของเรื่องอะไร, เช่นเดียวกับที่เราศึกษาทฤษฎี หรือเทคนิคของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มากเรื่องในสมัยนี้ ในทางธรรม หรือทางศาสนา ก็เรียกว่าปริยัติด้วยเหมือนกัน ปัญหาอันเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ นี้. เวลานี้ กำลังมีมาก แล้วก็ไม่รู้จักมันว่าเป็นปัญหา หรือไม่รู้จักมันว่าเป็นเครื่องสะกัดกั้นการปฏิบัติ เราจะต้องมาดูกันวันนี้เป็นพิเศษ ถึงปัญหานานาชนิด นานาแบบ นานาระดับที่ เนื่องมาแต่สิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ และจะขอร้องให้ทนฟังต่อไปอีก. อย่าได้คิดว่า มันเป็นเรื่องที่พูดแล้วพูดเล่า อะ! แต่เราไม่เคยพูดกันถึงในลักษณะที่เป็นปัญหา ; ในวันนี้ เราจะพูดกันในลักษณะที่มันเป็นปัญหา :-
น.79 ข้อที่ ๑. ยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน ปัญหาเกี่ยวกับปริยัติอันแรก ก็อยากจะระบุลงไปในข้อเท็จจริงว่า " ยิ่ง รู้มากยิ่งยากนาน" ; คำนี้เป็นคำที่ปู่ ย่า ตา ยาย ได้พูดไว้ และพูดกันอยู่เรื่อยว่า "ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน". แต่เมื่อสังเกตดูแล้ว มันขัดกับความต้องการของคน สมัยนี้; คนสมัยนี้ต้องการจะรู้มาก รู้จนไม่รู้ว่าจะเพื่อกันอย่างไร. การจัดการศึกษาในโลกนี้จะไม่มีขอบเขตจำกัด ต่างคนต่างก็เร่ง ในแขนงของตัวให้มาก แล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจำกัด ; แต่คนโบราณพูดว่า ‘ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน" หมายความว่า ความรู้ที่มาก นั่นแหละ กลับเป็น อุปสรรคแก่การที่จะได้ผลของความรู้ หรือการปฏิบัติ. ที่ว่า "รู้มากยากนาน" นี้ มีความหมายอยู่ ๒ ชนิด จงฟังให้ดี. รู้มากยากนาน ชนิดที่ถูกต้อง หรือมีประโยชน์นั้นก็มี, รู้มาก ยากนาน ชนิดที่เหลวแหลกหาสาระอะไรไม่ได้เลยนี้ก็มี. อย่างที่ ๑ . คนที่รู้มากนั้น ก่อนที่จะทำอะไรลงไปก็คิดมาก และก็ ไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ ไม่ยอมปฏิบัติลงไปง่าย ๆ ;ถ้าลงปฏิบัติแล้วเป็นได้ผลสำเร็จ และมีผลสำเร็จใหญ่หลวงกว่าคนที่รู้น้อย. ตัวอย่างในเรื่องราวที่เราทราบกันดีอยู่ แก็เช่น เรื่องของพระสารีบุตร เฉลียวฉลาดยิ่งกว่าใครทั้งหมด มาบวชในพระพุทธศาสนานี้ กลับเป็นพระอรหันต์ ทีหลังลูกน้องบริวารของตัวเอง ; เพราะว่าลูกน้องบริวารนั้น ไม่สู้จะฉลาดหรือ ฟังง่าย เชื่อง่าย ปฏิบัติง่าย ก็ได้บรรลุผลทันที. พระสารีบุตรต้องรอไปตั้งหลาย สัปดาห์จึงบรรลุผลอย่างเดียวกัน คือ การเป็นพระอรหันต์. ข้อเท็จจริงอันนี้ ก็จะต้องเรียกว่า รู้มากยากนานได้เหมือนกัน.
น.80 ถ้าอย่าไปรู้มากนัก ก็ไม่คิดมาก ไม่สงสัยมาก ไม่มีบริกรรมอะไรมาก ; เดี๋ยวนี้เพราะรู้มาก จึงมีบริกรรมมากทำให้ช้า. แต่ว่าดี ถ้ารู้มากยากนานในรูปนี้ ก็ดี ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นได้ว่า ความรู้มากนั้น ก็เป็นอุปสรรค เหมือนกัน!" อย่างที่ ๒ . รู้มากยากนาน ก็มีอยู่มากในสมัยโบราณ และก็ยิ่งมีมาก ในสมัยนี้ รู้มากยากนาน จนกระทั่งว่า ไม่ได้ทำอะไรเลย ปฏิบัติงานอะไร ไม่ได้เลย มีแต่รู้มากเป็นบ้าหอบฟาง. เหมือนกับคนโบราณพูดอยู่เหมือนกันว่า " บ้าหอบฟาง". มันรู้มากเป็นบ้าหอบฟาง มีแต่ฟางท่วมหัวท่วมหู ไม่มี ข้าวเปลือกสักเม็ดเดียว อยู่ในฟางนั้น. นี้ก็ต้องเป็นสิ่งที่ควรระวัง เพราะ กำลังจะเป็นอยู่ในเวลานี้. เราอาจจะมีความรู้ท่วมหัวท่วมหู แต่สำหรับจะเป็นฟาง ไปทำ เชื้อเพลิง แต่ไม่มีข้าวสารที่กินได้ ; เหมือนกับความรู้ในโลกสมัยปัจจุบันนี้ มีแต่สำหรับจะทำโลกให้ยุ่งยากลำบากมากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็น มิได้เป็นไปเพื่อ สันติภาพเลย. อย่าอวดดีว่ารู้มาก แล้วจะเป็นไปเพื่อสันติภาพไปทั้งหมด. โดยที่แท้แล้ว เรื่องสำหรับสันติภาพนั้น ไม่ต้องการความรู้ลึกลับอะไรมากมายนัก ; ต้องการการปฏิบัติที่ทำไปอย่างตรงไปตรงมาโดยแท้จริง. เช่นว่า ควรปฏิบัติไปตามศาสนาของตน ๆ อยู่เท่านั้น โลกนี้ก็มี สันติภาพทันที. แต่เดี๋ยวนี้ มีความรู้มากมาย สำหรับจะเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือ ศาสนา หรือว่าไปเสียเวลาอยู่แต่กับเรื่องที่เป็นประโยชน์ ที่ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ.
น.81 ทุกคนก็มองเห็นอยู่แล้วว่า เ พราะคนขี้ขลาดและเต็มไปด้วย ความกลัว จึงไปจัดเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจ การทหาร การอะไรอย่างนั้น ก่อน ; แล้วก็ การศึกษา ที่แสนจะมากมาย ก็กลายเป็นบริวาร ของ เรื่องการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ การอะไรไปหมด ; มันเป็นความรู้ที่ มากมายมหาศาลคำนวณไม่ไหว แต่ว่าไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ. อย่างนี้ ถ้ามองดูกันให้ดีแล้ว ก็เป็นความรู้ชนิดที่ บ้าหอบฟาง ด้วยเหมือนกัน คือมันทำให้คนในโลก เสียเวลา ไปยุ่ง อยู่แต่กับเรื่องที่ไม่มี หรือไม่ใช่ หรือ ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ นั่นเอง. โลกเรากำลังร่ำรวยด้วยความรู้ชนิดที่ทำให้ รู้มากยากนาน , มีความรู้เป็นบ้าหอบฟาง ; ยิ่งเรียนมาก ยิ่งคิดได้รอบคอบในการที่จะหลีก ออกไปจากสันติภาพ :- ยิ่งเรียนมากยิ่งคิดเก่ง คือยิ่งคิดซอกแซก แต่ว่าความคิดนั้นก็ซอกแซก ไปแต่นอกทาง, ไปแต่ในทางที่มันนอกทางของสันติภาพ ; เหมือนที่ในโลก มีความรู้อยู่ในเวลานี้ จะซอกแซกไปในทางที่ทำให้ไม่มีสันติภาพขึ้นในโลกโดย ไม่รู้สึกตัว. ยิ่งบ้าหอบฟางก็ยิ่งเถียงเก่ง ทำให้เสียเวลาการประชุม การสัมนา การอะไรต่าง ๆ มีอยู่ตลอดหรือทุกๆ วินาทีในโลกนี้ ไม่มีที่นี่ก็มีที่นั่น. ในโลก ปัจจุบันนี้เรียกว่าพูดกันมาก ก็เถียงกันมาก; เรื่องที่เถียงนั้นก็เป็นเรื่องบ้า หอบฟาง. ในส่วนใหญ่ข้อตกลงนั้นก็ปฏิบัติไม่ได้, หรือแม้ที่ปฏิบัติได้ ก็ไม่มี ใครปฏิบัติ. โดยเฉพาะเรื่องทางศาสนายิ่งเป็นอย่างนี้ ตกลงกันในที่ประชุมแล้วว่า
น.82 จะปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ; พอเสร็จแล้วก็ไม่มีใครปฏิบัติ. แต่ไม่มีชาติไหนปฏิบัติ ตามข้อตกลงที่ประชุมกันระหว่างชาติ อย่างนี้เป็นต้น. ยิ่งบ้าหอบฟาง ก็ยิ่งเถียงกันเก่ง อย่างนี้ แล้วก็ ยิ่งยกหูชูหาง คือไม่ยอมกัน ; นี่หมายความว่า มีการยกหูชูหางจนดูหมิ่นดูถูกผู้อื่น หรือว่าจะ อวดเก่งไม่มีที่สิ้นสุด. นี่เรียกว่ามนุษย์เรานี่ วิ่ง มีความก้าวหน้าทางวิชาความรู้เหมือนกับ วิ่ง; ไม่ใช่เหมือนกับเดิน หรือว่ามีความรู้ที่เจริญก้าวหน้าเหมือนกับบินไป อย่างนั้นแหละ. แต่แล้วก็ไม่ได้บินไปเพื่อสันติภาพ หรือเพื่อสันติสุขในส่วนตัว บุคคล ก็เลยกลายเป็นว่าวิ่ง ; นี่ก็ วิ่งเข้าไปหาความตายเร็วเข้า หรือความ พินาศของโลกนี้เร็วเข้า. มนุษย์ มีอะไรผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ก็คือสัตว์เดรัจฉาน มันอยู่เท่าเดิม ; เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นมันรู้อะไรอยู่เท่าเดิม ; ไปดูเอาเถอะ มันรู้อะไรอยู่เท่าเดิมแล้วมันก็ทำอะไรอยู่เท่าเดิม. ส่วนคนเรานี่รู้มากขึ้น ก้าวหน้า ในทางความรู้มากเหมือนอย่างวิ่ง ทิ้งสัตว์เดรัจฉานไกลเหลือที่จะไกล เหลือที่ จะกล่าว ; แต่ว่าเป็นการ วิ่งไปเป็นลูกสมุนของพญามาร . คน ดีหน่อย ที่ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็วิ่งไปเป็นลูกสมุนของ พญามาร แล้วคิดดูเถิด ว่าอันไหนมันจะมีความทุกข์มากกว่ากัน ? ถ้าเป็น สัตว์เดรัจฉาน มันก็มีความทุกข์น้อย ตามแบบของสัตว์เดรัจฉาน เพราะยึดถือตัว ถือตนไม่เป็น. คนเรามีมันสมองฉลาดสูง ยึดถือตัวเป็น แล้วก็ยังทำให้ก้าวหน้า ต่อไปอีก ; แต่ไปเป็นสมุนของกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง.
น.83 ยิ่งเจริญยิ่งก้าวหน้าเป็นวิ่งหรือบินไป ก็บินไปเป็นสมุนของกิเลสซึ่งเรียกว่าพญามาร ซาตาน เราก็วิ่งไปเป็นสมุนของพญามาร ; ดังนั้นจึงเกลียดพระเจ้า เกลียด ศาสนา. คนในโลก ทั้งหมด แทบทั้งหมดก็ว่าได้ เกลียดธรรมะ เกลียด ศาสนา เกลียดพระเจ้า ; เพียงแต่ว่าไม่กล้าพูด ยังละอายอยู่บ้าง ไม่กล้าพูด แต่คนที่กล้าพูดก็มีมากยิ่งขึ้นทุกที. ฝรั่งหนุ่ม ๆ ที่มาที่นี่ได้ถามแล้ว เขายินดีที่จะ ยืนยันว่าไม่มีศาสนาไม่มีพระเจ้า. ทีนี้ หนุ่มของไทยเราก็เหมือนกัน มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน ; แต่ยัง ไม่กล้าพูด เพราะละอาย ก็เลย โกหกให้ทีหนึ่งว่าชอบธรรมะ หรือชอบศาสนา ; นี่พูดปลอบใจ ไม่กล้าพูดตรง ๆ. ถ้าว่าชอบใจธรรมะชอบใจศาสนากันจริง ๆ ก็จะต้องทำอะไรผิดไปจากที่กำลังกระทำอยู่ ; หากสนใจในเรื่องของศาสนาสำหรับ จะปฏิบัติกันจริงๆ ไม่เท่าไร ก็ได้ปฏิบัติ และก็ปฏิบัติได้ และก็ได้ผลของการ ปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครสนใจอย่างที่เห็นได้ ; ไม่ใช่จะยกตัวว่าเราที่นี่ สอนดี สอนเก่ง. เรายอมว่ามันเหมือนกันกับที่อื่น ๆ นั่นแหละ แต่แล้วก็มีคนมาฟังกี่คน, และที่อื่น ๆ ก็เหมือนกัน มีคนมาฟังกี่คน ? จะให้คนมามากต้องเอาของ หลอกลวงมาหลอกมายั่ว เช่นจะต้องเอาหนังมาฉายให้คนมาดู แล้วมาฟังเทศน์ อย่างนี้มันไม่มีผล เพราะว่าจิตใจของเขาไม่ต้องการจะฟัง. ถ้าเป็นอย่าง สมัยโบราณ ก็มีจิตใจอย่างอื่น ไม่ต้องหลอก ไม่ต้องยั่ว ให้มาทำบุญ หรือให้มาฟังเทศน์เหมือนคนสมัยนี้. ถ้าจะให้คนสมัยนี้บริจาค หรือทำบุญต้องเอาเหล้าให้กิน ให้กินเหล้ากันให้เมามาย แล้วก็เรี่ยไร, หรือว่า
น.84 อย่างน้อยต้องให้เขาได้ชื่อเสียง ต้องผ่านคนใหญ่คนโต คนที่มีเกียรติ มีหน้ามีตา เขาจึงจะทำบุญ. นี่แสดงว่า จิตใจผิดไปแล้วจากหลักของธรรมะ คือไม่ชอบธรรมะ หรือว่าเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้า ต้องการแต่ความสุขทาง เนื้อทางหนัง , ดังนั้นเขาจึงไปคิดเสียใหม่ว่า จะทำบุญอะไรสักที ก็ขอให้ได้ ประโยชน์ตอบแทนกลับมาเป็นความสุขทางเนื้อทางหนัง ขึ้นสวรรค์วิมาน เป็นต้น ; หรือมิฉะนั้นก็ไม่เอาอะไรเลย เพราะต้องการแต่ความสุขทางเนื้อทางหนัง อย่างเดียว. และ ในที่สุดมันก็กลายเป็นเท่ากับว่าไม่รู้อะไร หรือไม่ได้วิ่งไป ทางไหน ที่เป็นประโยชน์แก่ความสุขส่วนบุคคล, หรือสันติภาพของส่วนรวม ก็ตาม. เราจึงมองเห็นชัดอยู่ว่า มนุษย์มีปัญหามาก มีความทุกข์มากยิ่งขึ้นทุกที ในเมื่อสัตว์เดรัจฉานมันยังมีเท่าเดิม ; แล้วใครจะมีบุญกว่าใคร? ลองไปคิดดู ; คนที่มีความทุกข์ จึงยากลำบาก แต่ก็ไม่รู้สึกว่า มีความทุกข์ จึงยากลำบากอย่างนี้แหละ จะมีบุญหรือมีบาปก็ไปคิดดูก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ คล้าย ๆ กับว่า มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ไม่มีอะไรจะทำ นอกจากทำให้โลกนี้ยุ่งมากขึ้น ; นี่ยิ่งทำ ก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้น ยิ่งผิดทางมากขึ้น ยิ่งเป็นสมุนของพญามารมากขึ้น. ฉะนั้นการศึกษาที่เรียกว่า ปริยัติ จึงเกิดเป็น อุปสรรค หรือปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ ในลักษณะที่เรียกว่า "ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน" และก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ยิ่งยากนานมากขึ้นทุกที ไม่มีวันที่มนุษย์ชนิดนี้ จะได้พบ กับความสุขที่แท้จริง. นี่คือปัญหาข้อแรกว่า "รู้มากยากนาน" มาจากปริยัติที่มันเฟ้อ.
น.85 การให้นิ สิตากินิก ข้อที่ ๒. ปริยัติที่เป็นงูพิษ ทีนี้ ข้อต่อไปก็อยากจะเรียกโดยหัวข้อว่า " ปริยัติที่เป็นงูพิษ " คำพูดนี้ ยืมของพระพุทธเจ้ามา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ถึงเรื่อง อลคัททูปมสูตร คือ ปริยัติที่กล่าวถึงงูพิษ . บางคนอาจจะฟังไม่ถูก ก็เลยเอามาพูดให้ฟัง ว่า ปริยัติ นี่กลายเป็นงูพิษได้ ; ไม่ใช่เพียงแต่รู้มากยากนานแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นงู ที่จะกัดตาย. ปริยัติคือการเล่าเรียนนี้ เมื่อเรียนก็รู้มาก มีเกียรติมาก มีปริญญา ยาวเป็นหาง มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้; แล้วจะ กลายเป็นงูพิษได้อย่างไร ? ซึ่งในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นงูพิษ นั่นเห็นได้ง่าย. เพราะการที่ บวช, ปฏิบัติก็เพื่อจะบรรลุผลเป็นอริยบุคคล เป็นการ บรรลุมรรคผล แล้วก็ล้มละลายเสียเพราะสิ่งที่เรียกว่าปริยัตินั่นเอง ; พอมี ความรู้ หรือมีเกียรติยศชื่อเสียงในทางปริยัติ ก็ทำให้มองเห็นลู่ทางแห่งลาภ สักการะ ; เมื่อก่อนนี้มองไม่เห็น. พอเรียนมีวิชาความรู้ มีเกียรติมีอะไรมากขึ้น ก็มองเห็นลู่ทางทันที เลยว่า จะหาลาภ หาสักการะได้ง่ายดายที่สุดด้วยวิชาความรู้นี้ จิตก็เลยเห. คำที่ ว่าอยากจะ ปฏิบัติไปนิพพานนั้นเปลี่ยนไป เป็นมามุ่งหมายลาภสักการะ , หรืออย่างน้อยก็ว่าเอาลาภสักการะกันทีก่อน นิพพานไว้ทีหลัง ไว้ต่อเฒ่าต่อแก่อะไรก็ตาม. อย่างนี้ก็เรียกว่า ถูกกัดตายด้วยปริยัติ นั่นเอง คือจิตเปลี่ยนเป็นตรง กันข้าม ;จะไปดีไปเด่นจะไปมีลาภสักการะ มีบุตรภรรยาอะไรไปเลย. ปริยัติ ชนิดนี้ท่านเปรียบด้วยงูพิษ และก็มีอยู่หลาย ๆ อย่างที่เปรียบด้วยงูพิษ.
น.86 ที่นี้ สำหรับคนธรรมดาสามัญนี่ก็เหมือนกันอีกแหละ่งไม นี่ไม่พูดถึง พุทธกาลแล้ว พูดถึงสมัยนี้ ; คนที่มีความรู้มาก เฉลียวฉลาดในทางวิชาความรู้นี่ ก็ยิ่งเห็นลู่ทางที่จะเอาเปรียบคนอื่น . เมื่อมีความรู้น้อยไม่ค่อยเห็นลู่เห็นทาง ที่จะเอาเปรียบคนอื่น ไม่ค่อยเห็นลู่เห็นทางที่จะทำนาบนหลังคนอื่น. แต่พอเจริญ ร่ำรวยด้วยปริยัติ ด้วยความรู้ด้วยวิชา ก็เห็นลู่เห็นทางที่ว่าจะเอาเปรียบคนอื่นได้ ; โดยที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอะไรมากมาย ก็ได้ผลกำไรแยะ แล้วก็ยังสามารถทำนา บนหลังคนอื่นด้วย. นี้ก็หมายความว่า " ฉลาดพอที่จะใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ " ; คำนี้เป็น คำที่เมื่อสมัยโบราณเขาใช้เป็นคำด่ากัน ไม่มีใครนิยม ; แต่สมัยนี้กลายเป็นของดี ใคร ๆ ก็นิยมว่าเก่ง ที่ทำนาบนหลังคนอื่นได้ มันกลายเป็นของดีไปเสียอย่างนี้ . ที่เป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่า ความรู้ ความอะไร นี่ ทำให้หมดความเป็น มนุษย์ ไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษยธรรม เหมือนกับตายแล้ว ; " ตายไป จากความเป็นมนุษย์ที่ดี ก็เหมือนกับตายแล้ว" ก็เรียกว่าความรู้นี้เป็นงูพิษ สามารถกัดให้ตายเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ยกย่องคนมีวิชา เพราะกำลังบ้าวิชา เห่อวิชา พูดถึง กันแต่วิชา ให้มีวิชามาก ๆ ก็แล้วกัน ; นี่เรียกว่าโลกกำลังยกย่องนักปราชญ์. คน ที่มีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด หรือว่ามีความนับถือพระเจ้า นับถือศาสนานี้ ไม่มีใคร ยกย่องสรรเสริญเหมือนสมัยก่อนแล้ว; โลกสมัยนี้ยกย่องนักปราชญ์ ที่มีความรู้ มาก ๆ ก็แล้วกัน. นี่เรื่องของปริยัติหรือความรู้นี้ เป็นเรื่องที่ติดหงอนให้แก่กันและ กันได้ เช่นให้ประกาศนียบัตร ให้ปริญญาอะไรอย่างนี้ มัน เหมือนกับใส่หงอน ให้แก่กันและกันได้ ว่าคนนี้มีอะไร มีความรู้มากอะไร. ส่วนทางปฏิบัติทำไม่ได้
น.87 ที่จะใส่หงอนให้แก่กันและกันอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ; แต่ทางปริยัตินั้นทำได้ ก็เลยทำให้คนหลงในเรื่องปริยัติ ติดตั้งอยู่ที่ปริยัติ ปริยัติเลยมีลักษณะเหมือนกับ งูพิษ ทำให้อุดมคติที่ตั้งไว้ดีนั้น ตายไป ; แล้วก็ทำให้คนที่พอจะดีได้บ้างนี้ เปลี่ยนเป็นคนไม่ดี. นี่ระวังในเรื่อง วิชาความรู้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นของปลอดภัยเสมอไป ; ถ้าถือเอาผิด ก็กลายเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไปทำเล่นกับกิเลสมันไม่ได้. อย่าว่า แต่ความรู้อย่างโลก ๆ แม้แต่ความรู้ทางธรรม ทางธรรมะนี้ ก็ยังทำเล่น ๆ กันไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนกับหญ้าคา หรือ หญ้าที่มีคมมาก. ที่ใบมีคมมาก ก็ทำเล่น ๆ กับมันไม่ได้ ; ไปจับเล่น ๆ ไปดึงเล่น ๆ นี้มัน จะบาดมือ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง . วิชาความรู้ความฉลาดทั้งหลายเป็น อย่างนี้ทั้งนั้น ถ้าไปทำเล่นกับมัน มันจะพลิกกลับ ให้กลายเป็นผู้ที่ทำนาบนหลัง คนอื่นบ้าง, อะไรบ้าง มันก็ตายกันเท่านั้นเอง. ปริยัติ คือการเล่าเรียน กลายเป็นงูพิษอย่างนี้ได้ ; ดังนั้น จึงเป็น ปัญหา หรือเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติได้ ทำให้การที่จะตั้งใจปฏิบัติธรรมใน พระพุทธศาสนานี้ ล้มละลายเพราะปริยัติชนิดนี้ ซึ่งก็มีอยู่โดยมาก ตั้งแต่สมัย โบราณมาจนถึงสมัยนี้. ยิ่งสมัยนี้ก็ยิ่งเห็นง่าย พวกพระเณรทั้งหลาย เรียนปริยัติชนิดที่เป็น งูพิษ ตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์เพื่อประโยชน์แก่ตัว หรือถูกกว่านั้น, หรือยิ่งกว่านั้น ก็เพื่อประโยชน์แก่กิเลสของตัว. นี่คือปัญหาข้อที่ ๒.ที่เรียกว่า ปัญหาของการปฏิบัติ อุปสรรคของ การปฏิบัติ ได้แก่ปริยัติที่เป็นงูพิษ.
น.88 ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปริยัติ ข้อที่ ๓. มีธรรมะ เป็นปรัชญาไปเสียหมด ปัญหาที่ ๓. คนที่ศึกษาพุทธศาสนากันสมัยนี้ โดยมากเห็นหลัก ธรรมะเป็นปรัชญาไปเสียหมด หรือว่า เห็นพุทธศาสนาเป็นปรัชญาไปเสีย อย่างเดียว เรียกว่ามีธรรมะเป็นปรัชญา เขาไม่มีธรรมะเป็นอย่างอื่น มีธรรมะ เป็นปรัชญาไปเสีย ; นี้เป็นอุปสรรค นี้เป็นปัญหา. อยากจะบอกกล่าวให้ทราบกันอีกครั้งหนึ่งว่า ศาสนา ทุกศาสนา นั้นเป็น ศาสนาโดยเนื้อแท้ โดยความมุ่งหมายดั้งเดิมนั้น ต้องการให้เป็นศาสนา คือ ระบบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดกิเลสและความทุกข์โดยตรง; นี่เป็นตัวศาสนาอย่างนี้ด้วยกันทุกศาสนา. แต่ว่าทุก ๆ ศาสนานั่นเองยังมีส่วนหนึ่ง หรือว่าเหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง ซึ่งเป็นปรัชญาก็ได้, เป็นจิตวิทยาก็ได้, เป็นอะไรก็ได้อีกมากมาย กระทั่งเป็น วรรณคดี, เป็นอักษรศาสตร์ เป็นอะไรก็ได้, นั้นไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา เป็น เพียงเหลี่ยมคูข้างนอกสำหรับประดับประดาศาสนา. ทีนี้ คนก็เห็นแต่ส่วนนี้ ไม่เห็นส่วนเนื้อแท้ หรือเนื้อใน หรือตัว จริงว่าศาสนาต้องเป็นศาสนา . ส่วนเปลือกของศาสนานั้นเป็นปรัชญา เป็น จิตวิทยา เป็นอะไรยา ก็สุดแท้อีกมากมาย ; ฉะนั้น ธรรมะที่แท้จริง หรือหลัก ธรรมนั้นไม่ใช่ปรัชญา ; แต่ว่าในหลักธรรมนั้นก็มีเหลี่ยม มีแง่ที่เป็นปรัชญา. เราจะศึกษาพระพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญา ก็ทำได้ ทำได้ดี ทำได้มาก แต่ระวัง อย่างนี้จะไม่เป็นตัวศาสนา จะเป็นปรัชญาเรื่อยไป ; ใน ที่สุดก็เฟ้อ เฟื้อจนกลายเป็นปริยัติที่กลายเป็นงูพิษบ้าง เป็นอะไรบ้างต่อไปอีก.
น.89 เกี่ยวกับคำว่า ปรัชญา นี้ ให้ถือเอาตามความหมายที่เขาบัญญัติ ให้มัน คู่กันกับคำว่า philosophy ; แต่ถ้าถือความหมายของคำว่า ปรัชญา ในภาษา สันสกฤตเดิมแล้ว เป็นคนละเรื่อง . ถ้ารวมเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เท่าที่จำกัดอยู่ในขอบเขตของเรื่องที่จะ ต้องรู้ ต้องทำ ต้องปฏิบัติ แล้วก็รู้จริง และแตกฉานจริงสำหรับจะปฏิบัติ ; อย่างนี้ตรงกับคำว่า "ปรัชญา" ในภาษาสันสกฤต หรือที่ภาษาบาลีว่า "ปัญญา". แต่เดี๋ยวนี้ ถูกปล้น ถูกโกง ถูกอะไรก็ตามใจ เอาคำว่าปรัชญานี้ไปให้เป็นคำแปล ของคำว่า philosophy. คนก็เลยหลงเอาพุทธศาสนา เป็น philosophy. ก็เลยผิดเรื่องผิดราว ผิดฝาผิดตัว ผิดเนื้อผิดหนัง ผิดไปหมด แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัวด้วย . พวกฝรั่งยิ่งไปไกลใหญ่ ระวังเพราะพวกฝรั่งเป็นพวกที่ปรัชญาขึ้นสมอง นิยมนับถือปรัชญา วิธีคิด วิธีศึกษาก็อย่างปรัชญา ; พอมาแตะด้านพระพุทธ- ศาสนา ก็ ทำตามวิธีปรัชญา ก็เลยไม่ได้ตัวพุทธศาสนาไป ได้แต่ปรัชญา ของพุทธศาสนาที่เฟ้อ หรือเห่อ สำหรับเป็นนักปราชญ์ไป ไม่ได้สำหรับเป็นนัก ปฏิบัติ เพื่อจะกำจัดกิเลส ; เมื่อมีธรรมะเป็นปรัชญา ก็เป็นเสียอย่างนี้. มีธรรมะเป็นศาสนา ต้องปฏิบัติจนมองเห็นผลด้วยตัวเอง เราต้องมีธรรมะเป็นศาสนาคือเป็นข้อปฏิบัติที่มองเห็นอยู่กับตัวเอง เชื่อตัวเองได้ ; ปฏิบัติไปพลาง เห็นผลที่เป็นพยานรับรองไปพลาง ในการที่ จะละ โลภะ โทสะ โมหะ. ไม่ต้องมีอะไรมาช่วยรับรอง และอาศัยความจริง : สัจจะ - ความจริง ขันติ - อดทน ทมะ - บังคับตัวเอง ซึ่งเป็นการปฏิบัติ สุด ความสามารถทั้งเนื้อทั้งตัว เพื่อจะละกิเลสนั้น.
น.90 ระบบที่เรียกว่าระบบศาสนา จะเป็นศาสนาไหนก็ตาม ต้องมีความ หมายเป็นข้อปฏิบัติอย่างนี้. ส่วนระบบปรัชญานั้น เป็นเรื่องคิด เรื่องพูด เรื่องบ้าน้ำลาย แล้วก็ไม่มีจุดจบ ; เพราะถามได้เรื่อยว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ?. แล้วไม่เคยปฏิบัติ ก็เป็นปรัชญา สมบูรณ์. รออยู่จนตายก็ไม่ได้ปฏิบัติ ; เพราะว่าเมื่อตั้งปัญหากันแบบนี้แล้ว มันจบไม่ได้. ชนิดแรกจะรวมคงค้าง อย่าตั้งปัญหาแบบนี้ คืออย่าถือหลักธรรมะเป็นปรัชญา แต่ ถือเป็น หลักปฏิบัติ มองดูเท่าที่ความโลภที่มันเกิดอยู่ในจิตใจจริงๆ. อย่าไปดู ความโลภในตัวหนังสือ, อย่าไปดูความโลภที่ตัวคนอื่น ต้องดูที่ความโลภที่เรา กำลังมีอยู่ในใจจริงๆ ว่ามันร้อนกี่มากน้อย มันสกปรกกี่มากน้อย มันทำความ ทุกข์ทรมานกี่มากน้อย. อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาดู ๆ ดูแล้วจะค่อยเกิดความเกลียดขึ้นมา : เกลียด กิเลส เกลียดความโลภ ; จิตก็เปลี่ยนไป ๆ ในทางที่จะไม่โลภ อย่างนี้ไม่ต้องมีปรัชญา. แต่จะมีสิ่งหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า ยถาภูตสมฺมปฺปญฺญา ชื่อยาวหน่อย. ยถาภูตสมฺมปฺปญฺญา ; สมฺมปฺปญฺญา แปลว่า ปัญญาที่ถูกต้องแท้จริง หรือเกิดเอง, ยถาภูต - ตามที่เป็นจริง เช่นเราดูความโลภที่เกิดอยู่ในจิตใจของเรา ก็รู้จริงว่าความโลภนั้นเป็นอย่างไรจริง ; แต่ความโลภที่อ่านพบในหนังสือนั้นมัน ไม่รู้สึกได้จริง แล้วก็ผิวเผินไปตามตัวหนังสือ. ที่นี้ แม้ความโลภที่เกิดอยู่ในใจจริง เราก็ยัง ต้องตั้งอกตั้งใจดู จริงๆ จึงจะเห็นความโลภ เพราะว่าพอโลกเกิดขึ้นแวบเดียว เราก็ฟุ้งซ่านไปตามความ โลก แล้วความคิดจะไปอย่างอื่น ก็เลยไม่รู้จักความโลภทั้งที่มีอยู่จริงในใจของเรา.
น.91 ถ้ามีความโลภเกิดขึ้นในใจแล้ว ต้องสลัดเรื่องอื่นทั้งไว้ที่ก่อน ; มา ดู ตัวความโลภให้รู้จัก ความโลภว่ามันร้อนอย่างไร, มันสกปรกอย่างไร, มันเป็น ทุกข์ทรมานอย่างไร. ถ้าความแจ่มแจ้งเกิดขึ้นแล้วเรียกว่า ยถาภูตสมฺมปฺปญฺญา ไม่ต้องเชื่อตามหนังสือ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น แม้ว่าที่เป็นครูบาอาจารย์ ก็อย่า เพ่อเชื่อ ; จะเชื่อก็แต่ความรู้สึกของตัวเอง ที่รู้จัก รู้สึกต่อสิ่งนี้อยู่อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนตรงตามความจริง. นี่คือวิธีการของศาสนา ไม่ต้องการ speculation อะไรต่าง ๆ อย่าง พวกปรัชญา ; ถ้ายังต้องอาศัยการคำนวณอะไรต่าง ๆ อยู่ ไม่มีลักษณะของ ศาสนา ยังไม่เป็นศาสนา. พุทธศาสนาต้องเห็นแจ้งด้วยตนเอง สิ่งที่เรียกว่าพระธรรม หรือพระพุทธศาสนานี้ ต้องเป็น สนฺทิ ฏฺฐิโก , ต้องเป็น ปจฺจตฺติ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เสมอไป; ไม่ต้องเชื่อหนังสือ ไม่ต้อง เชื่อคนอื่นพูด เพราะว่ามันประจักษ์อยู่กับใจ ว่าความโลภเป็นอย่างไร, ความ โกรธเป็นอย่างไร, ความหลงเป็นอย่างไร, ความทุกข์ที่มีอยู่ในใจเป็นอย่างไร, ความทุกข์เกิดมาจากกิเลสในลักษณะอย่างไร, เห็นชัดอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องเชื่อตามใคร. นี้คือวิธีของศาสนา ในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ; ถ้าออกมาข้างนอกก็ เป็นเรื่องของศีลธรรม ก็ไม่ต้องมีปัญหาทางปรัชญาอะไรมาก ; เพราะมองเห็น กันอยู่ว่า เมื่อทำลงไปอย่างนี้แล้ว มันเดือดร้อนกันไปหมดก็อย่าทำเลย.
น.92 เรื่องฆ่า เรื่องลัก เรื่องประพฤติผิดประเวณี เรื่องโกหก เรื่องดื่ม น้ำเมาอะไรต่างๆ นี่ก็ มองเห็นอยู่แล้ว ; ไม่ต้องมีปัญหาว่าควรละหรือไม่ ควรละ จะผิดจะถูกจะเท็จจะจริงอย่างไรก็รู้อยู่แล้ว. เสียแต่ว่า คนบังคับตัวเอง ไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันชั่ว มันเลว ก็ยังบังคับให้ถอยห่างออกไปไม่ได้ เพราะว่า ความชั่ว ความเลวนั้นมีรสอร่อย ที่เรียกว่ารสอร่อยทางเนื้อหนัง ก็เลยจูงจมูกคน ให้มาทำความชั่วได้ เท่านั้นเอง. ปัญหาทางศีลธรรมก็ไม่ต้องเกี่ยวกับปรัชญาให้ยุ่งยาก ให้ลำบาก ; ตั้งหน้าตั้งตาบังคับตัวเองกันให้ถึงที่สุด ให้ละเสีย เพราะว่า เห็นอยู่แล้ว. นี่เรา สร้างปรัชญาทางศีลธรรมขึ้นให้ยุ่งยากให้ลำบาก ให้เป็นข้อแก้ตัว ; อย่างนั้นนั่น สำหรับเป็นนักปราชญ์ ไม่ใช่สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์. ถ้ามีธรรมเป็นปรัชญา จะไม่นำไปสู่การปฏิบัติ การที่มีธรรมะ มีหลักธรรมเป็นปรัชญาเสียเรื่อยนี้ เป็นอุปสรรคในการ ปฏิบัติธรรม คือไม่นำมาสู่การปฏิบัติ ; คนที่บ้าปรัชญาของศาสนานั้น จะไม่ ปฏิบัติศาสนาเลย จะไม่นำมาสู่การปฏิบัติเลย. เอาละ, ที่นี้สมมติว่า ถ้าเผอิญคนพวกนั้นเกิดมาปฏิบัติเข้า เขาก็จะมัวแต่ คิดค้นในแง่ของปรัชญา ; เลยเป็นการปฏิบัติไปไม่ได้ : ไม่มีความสนใจที่จะ รู้จักความโลภ ความโกรธ ความหลงอะไร ตามที่เป็นจริง เพราะเป็นปรัชญา เสียเรื่อย ; แล้วก็เตลิดเปิดเปิงไปในเรื่องที่ไม่จำเป็น.
น.93 เช่นเรื่อง ตายแล้วเกิด ตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วเอาอะไรไปได้ด้วย ไปสนใจแต่ในเรื่องอย่างนั้นแล้ว ก็เรียกว่า เรื่องปรัชญา ; ถ้าถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่ปรัชญาแล้ว เป็นปรัชญาบ้า เป็นปรัชญาของคนบ้าไปแล้ว. เรื่องปรัชญา ไม่ต้องการที่จะรู้เรื่องตายแล้วเกิด, หรือเกิดด้วยอะไรอย่างไร ; ต้องการแต่ จะรู้ว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติ อย่างนี้มากกว่า. นี้เรามีแต่ปรัชญา, เป็นปรัชญา เพ้อเจ้อเสียแทบทั้งหมด, ไม่เป็นศาสนา ก็เลยไม่มีการปฏิบัติศาสนา. ทุกศาสนาเป็นโรคบ้าปรัชญา, เห็นพระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญา เดี๋ยวนี้ ทุกศาสนากำลังเป็นโรคบ้าปรัชญา : พุทธบริษัทรุ่นหนุ่ม นี้ก็เป็นโรคบ้าพุทธปรัชญา, พวกคริสเตียนก็เป็นโรคบ้าปรัชญาของคริสเตียน, แทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ลงมือทำทันที นี้ไม่มี ; ทุกศาสนากำลัง ถูกกระทำให้เป็นปรัชญา. ที่เคราะห์ร้ายของพวกเราก็คือว่า คนเหล่านั้นเห็นพระพุทธเจ้าเป็นนัก ปรัชญา ; พวกฝรั่งก็ว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญา. อย่าไปเชื่อตามคนเหล่านั้น เขาว่าเอาเอง ในสายตาที่มองเห็นส่วนเดียว ด้านเดียว ; ไม่ถูกตัวพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าไม่ใช่นักปรัชญา ; ถ้าจะเกณฑ์ให้เป็นนักอะไรบ้าง ก็ ต้องเป็นนักศาสนา. ถ้าฟังไม่ถูก ก็ต้องให้บอกว่า เป็นนักศีลธรรมชั้นสูง ; เป็นนักศีลธรรม คือจะต้องปฏิบัติเริ่มจากละความชั่ว. อย่าไปใช้คำว่านักจริยธรรม เข้า เดี๋ยวจะเป็นนักปรัชญาไปเสียอีก ; เป็น ethicist - เป็นนักปรัชญาของศีลธรรมก็ยุ่งอีก ; ให้เป็นศีลธรรมตรง ๆ อยู่
น.94 อย่างนี้ แต่เป็นชั้นสูงสุด, และเป็นศีลธรรมที่ละความโลภ ละความโกรธ ละความหลง มีผลคือดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. พระพุทธเจ้าเป็นนักปฏิบัติศีลธรรม หรือปฏิบัติธรรมที่เป็นตัวศาสนา ได้ถึงที่สุด ; อย่าไปเห็นพระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญา. ถ้าไปตามกันพวกฝรั่งแล้ว ไม่เท่าไร ฝรั่งก็จะมาสอนพุทธปรัชญาให้คนไทย ; ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา เปล่า ๆ. พระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นนักปรัชญา เหมือนที่เขากำลังว่า และว่ากัน มากขึ้น ; เมื่อเขาเห็นพระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญาแล้ว เขาก็เห็นระบบพุทธศาสนา ทั้งหมดเป็นระบบปรัชญาไปหมด. มันก็เข้าเรื่องที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ คือหลับหู หลับตาอย่างที่ไม่รู้สึกตัว ถ้าไปเห็นระบบพุทธศาสนาเป็นระบบปรัชญา. พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา มีหลักฐานค้นคว้าได้ เรื่องนี้ มีความลึกลับซับซ้อนเห็นยาก ต้องขวนขวายหน่อย ต้อง สนใจหน่อย ; ที่กล่าวไว้เป็นหลักฐานก็มี โดยเฉพาะอย่างเรื่องกาลามสูตร ไปหาอ่านดูเองอีกที. ในกาลามสูตรหลาย ๆ ข้อนั้น มีข้อที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ว่า อย่าเชื่อถือหรือรับเอาง่าย ๆ ได้แก่ : มา อนุสฺสเวน - อย่าได้ถือโดยตาม ๆ กันมา, มา ปรมฺปราย - อย่าได้เชื่อถือโดยเข้าใจว่าเป็นของเก่าสืบ ๆ กันมา, มา อิติกิราย - อย่าได้ถือโดยตื่นข่าว, มา ปีฏกสมฺปทาเนน - อย่าได้ถือโดย อ้างตำรา, มา ตกฺกเหตุ - อย่าเชื่อ อย่ารับเอาเพราะเหตุว่าถูกต้องตามตรรก
น.95 หรือตรรกะ นี่คือเรื่องตรรกวิทยา, มา นยเหตุ - อย่าได้ถือโดยคาดคะเน หรือ อย่าเชื่อหรือรับเอาเพราะเหตุว่า มันถูกต้องตามนัย ; สองข้อหลัง นี่แหละคือ ปรัชญา . มา อาการวิตกฺเกน - อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ. และที่ชัดก็คือว่า มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเชื่อหรือรับเอา เพราะเหตุว่า มันทนได้ต่อการเพ่งด้วยความเห็นของเรา. เช่นเมื่อเรามีความคิด ถนัดอย่างใด, เราไปเพ่งข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งเข้า แล้วมันทนได้ต่อการเพ่งของ เรา เราเลยถือเอาว่านี่ถูกแล้ว ; นี่แหละคือวิธีการทางปรัชญา ซึ่งพระพุทธเจ้า ท่านห้าม อยู่ในกาลามสูตร อย่างน้อยก็มีอยู่ถึง ๓ ข้อใน ๑๐ ข้อ ซึ่งห้ามไม่ให้ เชื่อในลักษณะหรือวิธีการ หรือเหตุผลทางปรัชญา. กาลามสูตรอีก ๒ ข้อคือ ม า ภพพรูปตาย - อย่าถือโดยเชื่อว่า ผู้พูด ควรเชื่อได้, มา สมโณ โน ครูติ - อย่าได้ถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา. พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญาอย่างนี้ พุทธศาสนาเป็นระบบศีลธรรม หรือว่าถ้าจะให้พูดอีกทีก็ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ คือเป็นสิ่งที่เปิดเผยตั้งแต่ต้นจนปลาย มีอย่างนี้ เพราะเหตุอย่างนี้; ทำอย่างนี้จะเกิดปฏิกิริยาอย่างนี้เป็นต้น .. ต้อง เป็นเรื่องที่เห็นชัดอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นพุทธศาสนา ; ฉะนั้น ตัวพุทธศาสนา ไม่ใช่ระบบปรัชญา. เดี๋ยวนี้ อุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้น เพราะมนุษย์เฮไปในทางที่ จะให้พุทธศาสนาเป็นปรัชญา กฎให้พระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญา, ไปเรียนเมือง นอกเมืองนามา กลับมาแล้วจะมีความเห็นอย่างนี้ เพื่อ เพราะว่าพวกฝรั่งกำลังหลง
น.96 ขอให้ขจัดปัญหา หรืออุปสรรคอันนี้ออกไปเสีย อย่าให้วิธีการของ ปรัชญา มาทำความเนิ่นช้าให้แก่การปฏิบัติ ในหลักของศีลธรรมที่เป็นตัวศาสนา นี่คือปัญหาที่ ๓. ข้อที่ ๔. เห็นศาสนา เป็นพิธีรีตอง ปัญหาที่ ๔. นี้ ก็คือ กำลังเข้าใจผิด จัดให้พุทธศาสนาเป็นพิธี รีตอง, แล้วจัดให้เรื่องของศาสนากลายเป็นพิธีรีตองไป. คำว่า "พิธี" พอจะฟัง ได้ ; แต่ถ้า "รีตอง" แล้วไม่ไหว. ถ้าเป็นพิธี เราพอจะให้ความหมายได้ว่า มันเป็นวิธีการ หรือเป็นเทคนิคอันหนึ่งที่ต้องทำให้ถูกวิธี ; จะให้พระพุทธ- ศาสนานี้เป็นวิธีอย่างนี้ก็ได้ คือเป็นเทคนิค. แต่ถ้าพระพุทธศาสนาเป็นพิธีรีตอง แล้วก็บ้าเลย ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ; เพราะต้องทำด้วยสติปัญญา ด้วยความ ถูกต้อง ด้วยเหตุผล ด้วยอะไรต่าง ๆ. เดี๋ยวนี้ คนกำลังทำพุทธศาสนาให้กลายเป็นพิธีรีตอง : มีความ ทุกข์ก็ไปรดน้ำมนต์เสีย, เอาพระมาแขวนคอไว้ ก็ว่าป้องกันความทุกข์ได้สิ้นเชิง อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นเรื่องทำพระพุทธศาสนาที่เป็นตัวธรรมนั้น ให้กลายเป็น พิธีรีตอง. เอาไสยศาสตร์มาเป็นตัวพุทธศาสนา ก็แก้ปัญหาหลอกเด็กได้ชั่วพัก คือสบายใจได้ชั่วพักชั่วครู่ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลเสียเลย , ในการที่ทำพิธีรีตองนั้น มันมีผลเหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็ต้องตรัสว่ามีผล ดังตรัสในคาถาเรื่อง เขมาเขม- สรณทีปิกคาถา : -
น.97 คนเขา ไหว้ต้นไม้ ไหว้ภูเขา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสว่าไม่มี ประโยชน์อะไรเลย แต่ตรัสว่า ไ ม่ใช่ที่พึ่งที่ถูกต้อง, ไม่ใช่ที่พึ่งที่สูงสุด. ไม่ใช่ที่พึ่งที่จะกำจัดความทุกข์ได้สิ้นเชิง. คล้าย ๆ กับตรัสว่า มันช่วยให้ สบายใจได้บ้างสำหรับเด็ก ๆ แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญาแล้ว จะช่วยอะไรไม่ได้ มัน ต้องทำอีกทีหนึ่งให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ เขาเอาไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนา, แล้วก็ยังพยายามหาแง่ หาเล่ห์ หาเหลี่ยม ที่จะทำไสยศาสตร์ให้เป็นพุทธศาสนา เหมือนที่กำลังทำกันอยู่ เดี๋ยวนี้; หลอกลวงในแง่ที่จะให้ไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนา หรือทำพุทธ- ศาสนาให้ไปเป็นไสยศาสตร์ เพื่อประโยชน์แก่เขาผู้กระทำซึ่งหวังผลเป็นวัตถุเท่านั้น. ในที่สุด การปฏิบัติธรรม ก็จะกลายเป็นนั่งอ้อนวอน นั่งบวงสรวง นั่งขอร้องไป ; อย่างนี้ ยังใช้ไม่ได้. การปฏิบัติต้องปฏิบัติลงไปจริง ๆ จะมา นั่งอ้อนวอน ขอนั้นขอนี่อยู่ด้วยคำพูด นี้มันเป็นไปไม่ได้, อย่างดีก็เป็นเพียงทำ ให้นึกได้ พอนึกได้แล้วก็ต้องปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้มีการทำอย่างนี้มากขึ้น ฉะนั้นจึงชี้ให้เห็นว่า นี่ ก็คือปัญหา นี้ก็คืออุปสรรคของการปฏิบัติธรรม. ถ้าคนไปเชื่ออย่างนั้นกันเสียหมดทั้งบ้าน ทั้งเมืองแล้ว จะไม่มีใครปฏิบัติธรรม, หรือถ้าจะผืนปฏิบัติก็ปฏิบัติผิด ๆ ; จึง ต้องเอาออกไป อย่าให้มาเป็นอุปสรรค อย่าให้เป็นปัญหา ให้มีการปฏิบัติธรรม ที่ถูกต้อง. ถ้าว่าเราจะมี พระเครื่องแขวนคอ ก็เพื่อจะ เตือนสติให้มีธรรมะอยู่กับ เนื้อกับตัว กับจิตกับใจ เหมือนกับพระแขวนอยู่ที่คอนี้ ; อย่าเป็นคนเลว อย่าเป็นคนทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับที่ว่าพระแขวนอยู่ที่คอ. ถ้าอย่างนี้ก็ได้ เพราะ
น.98 มีประโยชน์และช่วย; แต่จะเหมาหมด ให้พระเครื่องแก้อะไรต่างๆ ได้ลำพัง พระเครื่องเองหมด อย่างนี้ไม่ถูกแน่. พระเครื่อง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็น เพียงเครื่อง, เป็นเครื่องมือ ; เราต้องใช้เครื่องมืออันนี้ให้ถูก ผลจึงจะเกิดขึ้น. เมื่อเห็นศาสนาเป็นพิธีรีตองไปเสียอย่างนี้ ทำศาสนาให้เป็นพิธีรีตอง ไปเสีย มันก็ผิดหมด เป็นอุปสรรคขึ้นมาด้วย. นี้เป็นตัวอย่างที่เอามาพูด ให้เห็น ให้สังเกตกันอย่างนี้ก่อน เพื่อว่าจะสามารถสังเกตสิ่งที่ลึก ที่เห็นยากยิ่ง ขึ้นไปกว่านี้ ดังที่จะให้มีไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. นี้ก็มีคนต้องการกันมาก มีข้อแก้ตัวต่าง ๆ นานา. เอาละ เรายอมให้เขาว่า : ว่า เอาเทวดามาถือธงนำหน้ากองทัพของ พระพุทธเจ้า ก็เอาเหมือนกัน ยอมให้สักที ; แต่ว่าพระพุทธเจ้าจะต้องยังคงเป็น พระพุทธเจ้า, หลักธรรมะยังจะต้องเป็นหลักธรรมะ. ธรรมะจะต้องเป็นธรรมะ แม้ว่าจะเอาเทวดามาถือธงนำหน้ากองทัพ ; กองทัพนี้ ยังเป็นพุทธบริษัท เป็น อะไรที่ถูกต้องอยู่อย่างเดิม. ถ้าจะยกศาลพระภูมิ หน้าสมาคมเผยแผ่พุทธศาสนาบ้าง ก็จงถือเอาเพียง สักว่า เอาเทวดามาถือธงนำหน้ากองทัพของพระพุทธเจ้า ; และก็อย่าทำอะไร ให้มากกว่านั้น อย่าทำอะไรให้ผิดไปจากนั้น. ประเทศไทยเราเป็น เมืองพุทธ ควรมีสัญญลักษณ์ที่เป็นพุทธ ไว้ แหละดี ; ถ้ามีสัญญลักษณ์เป็นพราหมณ์ เป็นอะไรอื่นไป มันจะถูกหัวเราะเยาะ. ต้องระวังที่ว่า อย่าให้ไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนา และอย่าทำพุทธศาสนา ให้กลายเป็นไสยศาสตร์ เป็นต้น นี้เป็นตัวอย่างของปัญหาที่เรียกว่าค่อนข้างจะ เบ็ดเตล็ด หรือรอบนอก.
น.99 ข้อที่ ๕. การตีความหมายผิด เกี่ยวกับคำ ทีนี้ก็มาถึงปัญหารอบใน ที่ใกล้ชิดเข้ามากับปริยัติ ก็อยากจะระบุว่า การตีความหมายผิดเกี่ยวกับคำ, การตีความหมายผิดเกี่ยวกับถ้อยคำที่ใช้อยู่ เมื่อ เป็นปัญหา จะเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ซึ่งทำความลำบากให้มากมาย. อันนี้ก็ แทบว่าเป็นปัญหาที่ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะว่าเราจัดเอาเองไม่ได้ เราต้องทำ ตามที่เขาจัดไว้ สอนกันมา อย่างนี้ ; แต่อยากจะแนะให้เห็นว่า ความยากลำบาก นั้นอยู่ที่ไหนบ้าง. บางที ความผิดเกี่ยวกับถ้อยคำที่ใช้พูดนี้ เป็นที่มา แห่งความยุ่งยาก ลำบาก อยู่หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ชั้น : ๑. ชั้นแรก ก็คือว่า คำนั้นมันพ้องกัน แม้ในระหว่างศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาไชนะ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาอะไรหลาย ๆ ศาสนาใน อินเดียนี่ได้ใช้คำ ๆ เดียวกัน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นคำว่า "นิพพาน" ก็มีใช้กัน ทุก ๆ ศาสนา หรือทุกลัทธิในอินเดีย แต่ความหมายที่มุ่งหมายนั้นไม่เหมือนกัน "นิพพาน" ในพุทธศาสนา ก็เป็นอย่างหนึ่ง ; "นิพพาน" ในศาสนาอื่น ก็เป็น อีกอย่างหนึ่ง ; แต่ไปใช้คำ ๆ เดียวกันในระหว่างศาสนา. ในอินเดียยุคหนึ่ง ยุคก่อนบรมโบราณนั้น เคยเอากามารมณ์เป็น นิพพาน, ความถึงพร้อมด้วยกามารมณ์เป็นนิพพาน. ต่อมา เห็นว่าไม่ใช่ ก็ เอาความสงบจิตที่เกี่ยวกับฌาน กับสมาบัติ นี่เป็นนิพพาน ; ตอนนี้เลื่อนชั้น ได้หลายชั้น เพราะว่าฌานหรือสมาบัตินี้ เลื่อนได้ละเอียดยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ๆ เคยถูก เอามาเป็นนิพพานกันมาทุกชั้น นับตั้งแต่จตุตถฌานเป็นต้นมา.
น.100 อย่างที่เราอ่านพบว่า พระพุทธเจ้าของเราไป ศึกษากับอุทกดาบส ผู้รามบุตรเป็นคนสุดท้ายนั้น ก็ ได้แนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นนิพพานมา ; แล้วพระองค์ก็ไม่เห็นด้วย จึงไปค้นหาของพระองค์เอง พบความสิ้นกิเลสอาสวะ เป็นนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คำบัญญัติคำหนึ่ง ๆ นั้นคล้ายกัน ร่วมกันหลายๆ ศาสนา แต่ความหมายไม่เหมือนกัน จึงทำความยุ่งยากลำบาก ให้แก่ผู้ศึกษาเล่าเรียน ; แล้วบางทีมันก็ก้าวก่ายกัน บางทีก็มาเนื่องอยู่ใน วัฒนธรรม มาทำให้คนได้รับวัฒนธรรมประจำอยู่ในใจ ซึ่งถือเอาความหมายผิด เกี่ยวกับคำนั้น ๆ เป็นต้น. นี่เรียกว่าคำบัญญัติระหว่างศาสนา ก็ยังเหมือนกัน โดย ที่คำเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน. ๒. คำบัญญัติคำเดียวกัน ในศาสนาเดียวกั น ก็ยังมี ความหมาย เป็นหลายอย่าง : อย่างที่เคยพูดกันเป็นวรรคเป็นเวรเรื่องภาษาคน - ภาษาธรรม ถ้าภาษาคนความหมายไปอย่างหนึ่ง, ภาษาธรรม ความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง ; เช่น นรก สวรรค์ เป็นต้น. ถ้า นรกสวรรค์ในภาษาคนธรรมดา นรกอยู่ใต้ดิน, สวรรค์อยู่ บนฟ้า. คิดดูซิ, เดี๋ยวนี้สวรรค์จะหาที่ตั้งตรงไหนได้บ้าง ? เขาว่าอยู่ข้างบนก็ แล้วกัน ; นี่ถ้าพูดตามภาษาคนมันเป็นอย่างนี้. ถ้าพูด ภาษาธรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ท่านว่ าสวรรค์ก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, นรกก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับที่คนเฒ่า คนแก่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราพูดว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” นี้พูด เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสนั่นแหละ.
น.101 ระวังให้ดี ! พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สวรรค์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : คือถ้าทำผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นนรกขึ้นมาที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ถ้าทำถูกเนื่องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นสวรรค์ขึ้นที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; มันอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คืออยู่ แค่จมูก ไม่ได้อยู่ใต้ดิน ไม่ได้อยู่บนฟ้า ไม่ใช่อยู่ต่อตายแล้ว เป็นต้น. นี้เรียกว่า คำเดียวกัน นั่นแหละ, คำบัญญัติคำเดียวกันนั่นแหละ ; ในศาสนาเดียวกันนั่นแหละ ก็ยังมีคำอธิบาย หรือ มุ่งหมายต่างกัน อย่างนี้ ทำความ ยุ่งยากลำบากให้แก่ผู้ที่จะเข้าใจ รับเอาไป หรือไปปฏิบัติ ก็เลยต้องแบ่งแยกกัน. ถ้าจะไป ปฏิบัติอย่างมีนรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้าก็ได้ ; ก็อาศัย ความเชื่อ - เชื่อ - เชื่อ ไปก็แล้วกัน. ถ้าจะถือเอาหลักที่ว่า นรกสวรรค์อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ ต้องมีปัญญาที่เฉียบแหลม ที่จะมองเห็น ที่จะหา ให้พบและที่จะจัดการไปให้ได้ นี่เป็นอย่างนี้. ตัวอย่างที่ใช้ผิด ๆ กันเช่นสติ กับจิต ทีนี้ จะยกตัวอย่างมาให้เห็นว่า ความยากลำบาก มันยังอยู่ที่ว่า ถ้อยคำ แต่ละคำ ๆ ที่ใช้อยู่ ในวงปริยัตินั้น มีความหมายต่างกัน แม้ว่าคำพูดคำเดียวกัน. จะยกตัวอย่างที่อยู่ใกล้ ๆ ที่สุด ที่เราพูดผิด ๆ กันอยู่ทุกวัน เช่นคำว่า สติ กับคำว่า จิต. เมื่อเราทำสมาธิ เจริญสมาธิ เราก็ใช้จิตกำหนดลมหายใจ กำหนดอารมณ์ : คนนี้พูดว่า ใช้จิตกำหนดเข้าไปที่ลมหายใจ, อีกคนหนึ่งว่าบ้า ต้องใช้สติกำหนดเข้าที่ลมหายใจ; นี่ก็นั่งเถียงกันอยู่ได้.
น.102 คนหนึ่งพูดว่าสติเป็นเครื่องกำหนด, อีกคนหนึ่งพูดว่าจิตเป็นเครื่อง กำหนด ; นี้เกี่ยวกับคำทำให้มีปัญหา หรือมีอุปสรรคสะดุดขึ้นมาอย่างนี้. พวกหนึ่งว่าจิตมี ๘๙ ดวง อีกพวกหนึ่งว่าจิตมีดวงเดียว แต่เปลี่ยนได้ ๘๙ อย่าง ; แล้วก็เถียงกันได้. จิตเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา ; ผิดทั้งสองพวก แม้แต่คำว่า "จิต" พวกหนึ่งว่า เป็นอัตตา, อีกพวกหนึ่งว่า เป็น อนัตตา ; นี่ระวังให้ดีจะ ผิดทั้งสองพวก. ถ้าพูดด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ผิดทั้ง ๒ พวก : อัตตาก็ผิด อนัตตาก็ผิด ; เพราะไปถือเอาความหมายว่า อนัตตานั้นคือไม่มีอะไรเลย นี่มันผิดหมดเลย. ที่ว่าอัตตานั้นก็ผิด เพราะว่าเป็นตัวตน. มันโง่เอาความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตน “พูดว่าอัตตาก็ผิด ; ถ้าจะให้ถูกก็พูดได้ แต่ต้องอธิบายอย่างอื่น. พูดว่าอนัตตาก็ถูก ถ้าเข้าใจ. แต่จะว่าผิดก็ผิดได้ ; จะเป็นว่าไม่มีอะไรเสียเลย เป็นอุจเฉททิฏฐิ สาปสูญ ไม่มีอะไรเลยนั้นมันผิด. ถ้าพูดให้ถูกต้อง พูดอย่างพระพุทธเจ้าตรัส คือว่า เป็นอิทัปปัจจยตา อย่างนี้ไม่มีทางผิด ; เพราะว่ามีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะว่า ความดับลงแห่งปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงดับลง อย่างนี้ไม่มีทางผิด. ส่วนที่จะไปเรียก ว่าอัตตา หรือไปเรียกว่าอนัตตานี้ เป็นเรื่องสมมติ เป็นเรื่องบัญญัติ แล้วแต่ ใครจะใช้สมมติบัญญัติอย่างไหน. นี่ระวังให้ดี คำพูดนี่มันเล่นตลกอย่างนี้.
น.103 พระเจ้ากับพระธรรมเป็นสิ่งเดียวกันนี้ก็เถียงกัน ทีนี้ เอาเรื่องที่อาตมาถูกด่าอยู่เป็นประจำสักข้อหนึ่งก็ได้ ที่พูดว่า พระเจ้า กับพระธรรมนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน นี้ไม่มีใครยอมเชื่อ หรือยอมรับฟังมีน้อยมาก ; เพราะว่าเขาให้ความหมายของคำว่า "พระเจ้า" กับคำว่า "พระธรรม" นี้ไม่ เหมือนกัน. เมื่อพูดว่า พระเจ้า ก็จะให้ เป็นบุคคลเสียเรื่อย จึงไม่รู้จักพระเจ้าชนิด ที่ไม่ใช่บุคคล ; อย่าไปพูดเป็นคนหรือไม่ใช่คน. พระเจ้าต้องพูดว่า สิ่ง หรือ อะไรก็ตามเถอะ; อะไรก็ไม่รู้ละ ที่มีอำนาจ สร้าง บันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วเป็นไป - แล้วดับลง, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับลง. เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับลง ; นี้ด้วยอำนาจของอะไร ? นี่คือ อำนาจของพระเจ้า หรืออย่างพุทธบริษัทก็ว่า อำนาจของพระธรรม. กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ที่เรียกว่าธรรมนี้ ได้บันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น : วิวัฒนาการตั้งแต่โลกนี้ยังเป็นดวงไฟ มาจนกระทั่งพวกลิง พวกเรา มานั่งกันอยู่ที่นี่ นี่ มีวิวัฒนาการมาด้วยอำนาจของอะไร ? อันนั้นคือพระเจ้า ; ถ้าเรียกอย่างพุทธศาสนา อันนั้นคือ พระธรรม คือกฎของธรรมชาติ. มองเห็นได้ชัด ตรง กันเลย ทั้งคัมภีร์คริสเตียนและคัมภีร์พุทธศาสนา ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้ มีอยู่ก่อนสิ่งใด ประโยคอย่างนี้มีอยู่ในพระคัมภีร์ของเรา ประโยคว่า At the beginning the Word was. ของคัมภีร์คริสเตียนนี้ ; The Word นี้คือธรรม คือธรรมที่เป็นกฎธรรมชาติ น้ำเสียง หรือ คำพูด ของ กฎธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด.
น.104 จากเหตุผลดังกล่าว ศาสนาคริสเตียนไม่ใช่เป็นศาสนางมงาย อย่างที่ คนโง่ ๆ เข้าใจเอาเองทีหลัง ; มีสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" หรือ "ธรรม" ในความหมายเดียวกับพระพุทธศาสนา. ถ้าพุทธบริษัทจะมีพระเจ้า ก็เอา พระธรรม สิ่งที่เรียกว่าธรรม คือกฎของอิทัปปัจจยตานั้นแหละเป็นพระเจ้า. พวกคริสเตียน เขาก็เอาสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ลักษณะอย่างนั้นเป็นพระเจ้า ; คริสเตียนตอนหลังโง่ลง ทำให้พระเจ้านี้กลายเป็นบุคคลไป ไม่ตรงตามคัมภีร์ ของเดิม. พุทธบริษัทเรามีกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งได้พูดไว้อย่างละเอียดลออทุกแง่ ทุกมุมแล้ว ในการบรรยาย ๑๓ ครั้ง ชุดที่ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา ; กฎอิทัปปัจจ- ยตานั้นแหละคือพระเจ้า สร้าง อะไรก็ได้ ควบคุม อะไรก็ได้ ทำลาย อะไรก็ได้ มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง, เป็นความรู้ของทุกสิ่ง หรือว่าเป็นทุกสิ่ง ที่มีอยู่ใน ยิ่งกว่าสากลจักรวาล ; นั่นคือพระเจ้า. ภาษาไทยใช้คำว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตา - ความที่ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น หรือเป็นไป หรือดับลง อย่างนี้ ; ก็เลย พูดล้อ ๆ ว่า เมื่อพวกฝรั่งมีกอด (god) คือพระเจ้า เราก็มี กฎคือพระเจ้า. พยางค์ ว่า "กอด" มันยาวไปหน่อย ลดลงให้มันสั้นเหลือว่า "กฎ" ; กฎอิทัปปัจจยตานี้ คือพระเจ้าในพุทธศาสนา. ถ้าเราเข้าใจกัน อย่างนี้ เราจะ ไม่เถียงกัน จะไม่มีการเถียงกัน ซึ่ง เป็นอุปสรรคของการปฏิบัติธรรม. เราจะยอมรับสิ่ง ๆ เดียวกันว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งมี อำนาจเด็ดขาดเราอุทธรณ์ไม่ได้ ฎีกาไม่ได้ ; เราได้แต่ต้องปฏิบัติให้ตรงตามกฎนั้น กิเลสจึงจะสิ้นไป ความทุกข์จึงจะสิ้นไป นิพพานจึงจะปรากฏ ออกมา อย่างนี้ เป็นต้น.
น.105 พระธรรมกับพระเจ้า นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจเฉียบขาดเหนือสิ่ง ใดหมด ; ทุกคนต้องทำให้ถูกต้องตามกฎนั้น ถึงแม้จะไม่รู้สิ่งเหล่านี้ หรือไม่ ประสีประสาต่อสิ่งเหล่านี้เสียเลยก็ตาม. ถ้าขาดความรู้อันนี้ ก็เกิดเป็นอุปสรรคของ การปฏิบัติธรรม อย่างน้อยก็มีความลังเลว้าเหว่ ไม่แน่ใจ. นี่เรียกว่าการตีความผิดเกี่ยวกับคำที่ใช้พูด นี้ก็เป็นอุปสรรคของการ ปฏิบัติธรรม. ข้อที่ ๖. การตีความผิด เกี่ยวกับหลัก ทีนี้ ดูต่อไปอีกว่า การตีความผิด เกี่ยวกับหลัก นี้ก็เป็นอุปสรรค หรือปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม. เมื่อตะกี้ ตีความผิดเกี่ยวกับคำที่พูดแต่ละคำ คำหนึ่ง ๆ ; เดี๋ยวนี้ ตีความผิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับระบบ หรือ system ที่วางไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เกี่ยวกับคำโดยตรง. ที่เกี่ยวกับหลักนี้มีมาก จะขอโอกาสพูดกันหลาย ๆ คราว ; ในที่นี้ จะพูดแต่หัวข้อ ว่า ตีความผิด ตีใจความผิด ถือเอาความผิดเกี่ยวกับหลัก. หลักชั้นสัสสตะ กับ อนัตตา หลักเรื่องสัสสตทิฏฐิ กับเรื่องอนัตตา ถ้าตีความผิดแล้วมันจะผิดหมด. คนเรา ตามปกติ เกิดมาจากท้องแม่ เติบโตมาถึงวันนี้ จะมีความรู้สึกว่ามีตัวตน นี้เขาเรียกว่า มีสัสสตทิฏฐิโดยสัญชาตญาณ ; มันหลีกไม่พ้นที่จะต้องมีทิฏฐิ ว่าตัว ว่าตน ว่าของตน นี้โดยสัญชาตญาณ จึงมีระบบปฏิบัติที่เหมาะกับสัตว์ ที่มีทิฏฐิอย่างนี้.
น.106 ทีนี้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ระบบอนัตตาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ควรถือว่าเป็นอัตตา เพราะว่า สิ่งใดที่เรากำลังรู้สึกอยู่ในใจเวลานี้ ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรานั้น "สิ่งนั้นไม่ควรถือว่าเป็นตัวเราหรือเป็น ของเรา" ; บัญญัติระบบอนัตตาเข้ามา และไม่ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่ ก็มีไปตามความรู้สึกคิดนึก. แต่ไปดูให้ดีเถอะ ไม่มีส่วนไหนที่ควรถือว่ามันเป็น อัตตาหรือเป็นอนัตตา. ถ้าตีความ ระบบ หรือหลักอย่างนี้ผิดแล้ว จะผิดหมดต่อการปฏิบัติ จะไม่ยอมปฏิบัติ หรือว่าปฏิบัติก็ไขว้กันเต็มที่ จะเป็นเหมือนกับว่าหัวมงกุฎ ท้ายมังกร ไม่มีทางที่จะได้ผลได้; อย่าได้ตีความผิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้. หลักเรื่องสัสสตะ กับ ขณิกะ อีกคู่หนึ่ง ก็มีคำว่า สัสสตะ กับ ขณิกะ. "สัสสตะ" นี้ เป็นตัว เป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ; "ขณิกะ" นั้นบอกว่าไม่ใช่ เป็นแต่อะไร อันหนึ่ง ; เป็นธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปแว็บ ๆ จนนับไม่ทัน, เปลี่ยนขนาดที่เรียกว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ อันอื่นก็ไม่ใช่ คือมันเนื่องกันไปเหมือนอย่าง เราเอง : ตัวเราเองในหนึ่งวินาทีนี้ หรือว่าจะแบ่งวินาทีออกเป็นร้อยส่วนก็ตามใจ ในขณะจิตหนึ่งนั้นน่ะ มันเป็นตัวเราคนเดียวกันหรือไม่ ? พวกหนึ่งก็ยืนยันว่า เป็นตัวเราคนเดียวกันจนตาย จนกระทั่งเข้าโลงเป็นตัวเราคนเดียวกัน ; อีก พวกหนึ่งว่าไม่ใช่คนเดียวกัน ชั่วขณะจิตหนึ่งเราก็ไม่ใช่คนเดียวกันแล้ว เพราะ ว่ามันมีขณะจิตอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว หรือว่าจะพูดว่าในหนึ่งวินาทีก็ได้.
น.107 พูดให้เห็นง่ายหน่อยว่า เราในวินาทีนี้ กับวินาทีต่อไป เป็นคนเดียวกัน หรือเปล่า ? คนหนึ่งอาจจะยืนยันว่าคนเดียวกัน อีกคนหนึ่งว่าไม่ใช่ ; แต่โดย ที่แท้นั้นจะเรียกว่าใช่ก็ไม่ค่อยถูกนัก, จะว่าอื่นก็ไม่ถูกนัก. มันกำลังเป็นสายไป ของความเปลี่ยนแปลง ของเหตุปัจจัย นั่นแหละคือถูก. ถ้าผู้ใดไป มองบุคคล เป็นสัสสตะ คือ เป็นคนตายตัว นี้ก็ผิด ; ถ้า ใครไปมอง บุคคลว่าไม่มีอะไร เสียเลย นี้ก็ผิด. แม้จะมองว่าเป็นขณะ ๆ หนึ่ง แต่เป็นคนละอันต่อกัน นี้ก็ไม่ถูก ; มันเป็นเพียงสายอันหนึ่งต่อเนื่องกันไป อันหนึ่งเกิด อันหนึ่งดับ แต่มันเนื่องกันไปเป็นสาย เหมือนกับลูกโซ่อย่างนี้. ถ้าเข้าใจความหมายอย่างนี้ผิด ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมะใน พระพุทธศาสนาในขั้นสูงได้ ; ขั้นต่ำ ๆ อาจจะไม่มีปัญหา เช่นทำดีไปสวรรค์ นี่ก็ทำไปก็แล้วกัน ก็ได้พอใจว่าไปสวรรค์; แต่ที่จะปลดเปลื้องความคิดเห็นว่า ตัวตนของตนออกได้นั้น จะทำไม่ได้. ถ้ามีความคิดเห็นผิดอยู่ แม้แต่อย่างใด อย่างหนึ่ง การปฏิบัติธรรมนั้นจะตายด้านหรือติดต้น ไม่ได้รับผลของการปฏิบัติ นี้เรียกว่า ตีความหมายผิดเกี่ยวกับระบบหรือหลักต่าง ๆ. บางคนฟังไม่ถูก ว่า ทุกเรื่องมีมูลมาจากผัสสะ ทีนี้ อยากจะยกตัวอย่างโดยใจความเท่านั้นแหละ เวลามีไม่พอ เวลาที่ เหลือนี้จะยกตัวอย่างต่อไป เช่นคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า ทุกอย่างนี้เนื่องอยู่ กับผัสสะ ; บางคนฟังถูก บางคนฝั่งไม่ถูก แต่ส่วนมากฟังไม่ถูก. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกอย่างนี้มันเนื่องอยู่กับผัสสะ จะโดย เหตุก็ดี โดยผลก็ดี อะไร ๆ เนื่องอยู่กับผัสสะทั้งนั้น. ผัสสะนี้คือการกระทบ
น.108 ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น กับสิ่งที่มากระทบ เป็นรูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ เป็นต้น ; มีผัสสะ มีผลแห่งผัสสะ แล้วนี่เป็นบ่อเกิดของทุกเรื่อง, หรือว่าเป็นผลของทุกเรื่องอีกทีหนึ่งก็ได้. คนเรา จะเกิดกิเลส ขึ้นมา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง จะต้องมี มูลมาจากสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ. เมื่อไปได้ผัสสะชนิดหนึ่งเข้า ก็เกิดความรัก ความยินดี ความโลภอะไรขึ้นมา, ได้ผัสสะอย่างหนึ่งเข้า ก็เกิดโทสะ โกธะขึ้นมา, ได้ผัสสะอย่างหนึ่งเข้า ก็เป็นโมหะ อวิชชาขึ้นมา ; แปลว่า ความเห็น ความ คิดเห็น ความเข้าใจ หรือกิเลสทั้งหลายมาจากผัสสะ. แม้แต่ ทฤษฎีหนึ่ง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักปรัชญา ได้ตั้งขึ้น บัญญัติ ขึ้น ก็มาจากผัสสะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเขาไปสัมผัสอะไรเข้า และ จิตใจของเขาไปสัมผัสข้อเท็จจริงอันนั้นเข้า มันก็ออกมาเป็นรูปของสิ่งที่เขาเรียก ว่ากฎ. เมื่อเขาพิสูจน์แล้วเห็นว่า ไม่มีทางจะแย้งได้ ก็เลยถือว่าเป็นกฎที่ถูกต้อง ; ที่จริงอาจจะเป็นความผิด หรือเป็นความโง่ชั่วขณะก็ได้. ในที่นี้ ให้รู้ไว้เถิดว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า "กฎ" ก็มาจากผัสสะ, สติ ปัญญาก็มาจากผัสสะ, ความโง่ก็มาจากผัสสะ ; อะไร ๆ ก็มาจากผัสสะ แล้ว ทำไมไม่สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะนี้ ไปสนใจอื่นไกลไปเสียเล่า. ถ้าจะรู้อะไรจริง ต้องสนใจที่ผัสสะ ; โลกทั้งโลกใหญ่ ๆ นี้สำเร็จ อยู่ที่คำ ๆ เดียว คือ ผัสสะ. ถ้าโลกนี้ไม่มาสัมผัสกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา มันก็ไม่มีโลก ไม่มีอะไร ไม่มีความหมายอะไร : ที่เป็นโลกขึ้นมาได้ เพราะว่าเราสัมผัสได้และรู้สึกอย่างไร.
น.109 โลกข้างในก็เหมือนกันนั่นแหละ จิตใจรู้สึกอย่างไรจากที่เป็นผลของ การสัมผัสข้างนอก นี่โลกข้างในก็เป็นอย่างนั้น ๆ. ฉะนั้นโลกจะใหญ่โตมโหฬาร และจะมีกี่โลก โลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร อะไรก็สุดแท้. มันขึ้นอยู่กับ คำ ๆ เดียว คือผัสสะ ; คือความรู้สึกของสัตว์ที่มีความรู้สึก แล้วก็รู้สึกต่อ สิ่งนั้น ๆ. ถ้าใครมองได้อย่างนี้ ก็เรียกว่าเข้าใจถูกต่อสิ่งเหล่านี้ แล้วคนนี้จะ ปฏิบัติธรรมะได้เร็วที่สุด ในการที่ละกิเลส สิ้นกิเลส หรือดับทุกข์ได้ เพราะ เขารู้จักต้นเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดนั้นเกิดนี่ เกิดกิเลสและเกิดทุกข์. ทีนี้พูด ในแง่ของผล กันบ้าง ที่เราจะพอใจเอร็ดอร่อยนี้ ก็ต้องมี ผัสสะ, ถ้าเราไม่มีอวัยวะที่จะรับผัสสะได้ ก็ไม่มีอะไรสวย ไม่มีอะไรหอม ไม่มี อะไรหวาน ไม่มีอะไรอร่อย ไม่มีอะไรได้. นี่เรื่องจะเป็นพิษ หรือเป็นปัญหา อะไรกันขึ้นมาก็เพราะมี ผัสสะตัวเดียว. ที่หลงใหลใน รูป เสียง กลิ่น รส กัน จนฆ่ากันตายเป็นประจำวัน ; วันหนึ่ง ๆ ในโลกนี้ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นคน ที่ฆ่ากันตายทุกวันในโลกนี้ ก็ มีมูลมา จากสิ่ง ๆ เดียว คือ ผัสสะ, อาชญากร อาชญากรรม ตามธรรมดานี้ก็มีมูลมา จากผัสสะ อาชญากรรมในมหาสงคราม ที่ทิ้งระเบิดใส่กันนี้ ก็มีมูลมาจากผัสสะ แต่ว่ามันหลายซับหลายซ้อน. ผัสสะนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นกามารมณ์เสมอไป ; เป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง ก็ได้. เกียรติยศ ชื่อเสียง หน้าตานี้ พอไปสัมผัสเข้าก็เป็นผัสสะ เหมือนกัน และมีอำนาจร้ายกาจกว่ากามารมณ์ไปเสียอีกในบางคราว แต่ก็ไม่พ้น จากที่จะเป็นผัสสะ.
น.110 เดี๋ยวนี้ โลกกำลังวุ่นวายเพราะผัสสะ เพราะสิ่ง ๆ เดียวคือผัสสะ ให้เข้าใจอย่างนี้เสียก่อน. แล้วต่อไปก็พูดได้ว่า แทนที่จะใช้คำว่า ผัสสะนี้ ก็ใช้ คำว่า "เวทนา", ใช้คำว่า ตัณหา, ใช้คำว่าอะไรก็ได้ มันเหมือนกัน : เพราะผัสสะให้เกิดเวทนา - เวทนาให้เกิดตัณหา - ตัณหาให้เกิดอุปาทาน. เมื่อเราเข้าใจดีแล้วว่า ทุกเรื่องเกิดมาจากผัสสะ อย่างไร แล้วต่อไป จะใช้คำว่า "อุปาทาน” แทนก็ได้ ; เพราะผัสสะไม่ได้หยุดอยู่แค่ผัสสะ มันไป เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทานยึดมั่น แล้วเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ทำอะไรที่เป็นกิเลสและความทุกข์. ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างยิ่ง นั้น ตรัสถึงผัสสะ เราลองค้น ๆ ๆ มาทำสถิติดู จะพบว่า ท่านอยากจะตรัสถึงผัสสะมากกว่าสิ่งอื่น ; รองลงไปก็ คือเวทนา เวทนานี้เป็นตัวการ ตัวร้ายกาจเช่นเดียวกับผัสสะ ซึ่งเ ป็นตัวการ เป็นตัวร้ายกาจที่ทำให้มีความทุกข์. คำว่า ผัสสะ ในที่นี้ หมายถึงผัสสะที่ แท้จริง ; ผัสสะที่ยังไม่จริงหรือผัสสะที่ตากระทบรูป อย่างนี้ยังไม่ใช่ผัสสะจริง ; มันเป็นผัสสะสักว่าโขกลงไปเท่านั้นเอง. พอมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นจากผัสสะนี้แล้ว เช่นว่าเห็นรูปน่ารักหรือไม่น่ารักอย่างนี้ เป็นต้นแล้ว ; จิตจะสัมผัสหรือทำผัสสะ ต่อความน่ารัก หรือความไม่น่ารักอันนั้นอีกทีหนึ่ง. ผัสสะทีหลังนี้เป็นผัสสะจริง แต่ไม่ได้มีกิริยาอาการสับโขกอะไรเหมือนอย่างของแข็งกับของแข็งโขกกัน. ผัสสะชั้นหลังเป็นเรื่องของจิตใจล้วน คือจิตกระทำผัสสะต่อความ รู้สึกที่เป็นปฏิกิริยา ที่มาจากของแข็งมันโขกกัน คือตากับรูป หูกับเสียง จมูก กับกลิ่น อย่างนี้มันเหมือนของแข็งโขกกัน. ปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น จิตไปสัมผัส ลงบนนั้นอีกทีหนึ่ง , นี้เป็นผัสสะจริง. ที่ว่าทุกอย่างมาจากผัสสะก็คือ ผัสสะอันหลัง ที่ทำให้เกิดกิเลสเป็นลำดับไป.
น.111 อาตมาอยากจะพูดให้ฟังง่าย ๆ ว่า เพราะท่านทั้งหลาย ไม่รู้จักสิ่งที่เรียก ว่า "ผัสสะ" ทำให้การปฏิบัติธรรมมีปัญหา มีอุปสรรค เป็นไปไม่ได้อยู่มาก ทีเดียว. ถ้าใครเข้าใจแท้จริงถึงเรื่องผัสสะนี้แล้ว การปฏิบัติธรรมจะง่ายดาย หรือเป็นไปได้ถึงที่สุด. จะพูดว่าผัสสะก็ได้ จะพูดว่าเวทนาก็ได้ พูดว่าตัณหาก็ได้ พูดว่าอุปาทานก็ได้ แล้วเราก็ไม่ต้องเถียงกัน. ถ้าเราไม่รู้จริง เราก็เถียงกัน : คนหนึ่งว่าผัสสะ, คนหนึ่งว่าเวทนา แล้วก็ชกปากกันเลย. พระพุทธเจ้าท่านก็ ได้ตรัสไว้ว่า มันสิ่งเดียวกัน แล้วมาเถียงกันโดยตัวหนังสือ หรือโดยหลักการ อย่างนี้ เพราะตีความผิดกัน. ทุกเรื่องมีทั้งชนิดโดยตรงและโดยอ้อม เรื่องต่อไป ที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ก็คือว่า เรื่องทุกเรื่องที่เป็นหลักธรรม นั้นมีอยู่ ๒ ชนิด คือ โดยตรง และ โดยอ้อม . เมื่อพูดโดยตรงก็ไปอย่างหนึ่ง, พูดโดยอ้อมก็ไปอย่างหนึ่ง. ทีนี้เราไม่ระวังให้ดีว่า เราพูดกันอย่างโดยตรง หรือ พูดกันอย่างโดยอ้อม ; สิ่งทุกสิ่งจะต้องมีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คือโดยสมมติ หรือว่าโดยแท้จริง ; ที่มีอยู่ชัดในพระบาลี ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่านี้อย่างโดย ปริยาย, นี้อย่างโดยนิปริยาย. อย่างเช่นเรื่องนิพพาน ถ้าหมดกิเลสจริงก็เป็นนิพพานจริง ที่เป็น โดยนิปริยาย - ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อแม้ ; นี่เป็นนิพพานจริงเพราะหมด กิเลส. แต่ทีนี้ ถ้าหากว่ากิเลสยังไม่เกิดขึ้นรบกวน จิตใจเวลานั้นไม่มีทุกข์ มีความสบาย เพราะไม่มีกิเลสรบกวน ; อย่างนี้ เป็นนิพพานโดยปริยาย คือโดยอ้อม.
น.112 หรือเช่นว่าเรานั่งอยู่ที่โคนไม้นี้ กิเลสกำลังไม่รบกวน ก็เหมือน กับว่ากำลังชิมรสของพระนิพพาน แต่ เป็นพระนิพพานโดยอ้อม คือโดยปริยาย, ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดว่า แม้แต่ปฐมฌาน กำลังเสวยสุขที่เกิดแต่ปฐมฌาน ก็เป็นตทังคนิพพาน คือนิพพานโดยปริยาย. ที่นี้ สูงขึ้นไปถึงทุติยฌาน ตติยฌาน กระทั่งถึงแนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ก็เป็นนิพพานโดยปริยาย ที่ดียิ่งขึ้นทุกที ๆ เป็นนิพพานโดยปริยาย. เพราะเราไม่เข้าใจว่า ทุกอย่างมีอย่างโดยปริยาย และโดย นิปริยาย ก็ไปเถียงกันว่าผิดบ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง แล้วทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุนี้. เรื่องอะไรก็ตามมันจะมีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ; แม้แต่ความผิด ก็มีผิดโดยตรง และโดยอ้อม, ความถูกก็มีถูกโดยตรงและโดยอ้อม. ก็เหมือนอย่างคนเดี๋ยวนี้ เขามีอะไรเป็นของเล่น ของจริง เป็นของเปิดเผย เป็นของเร้นลับอย่างนี้ มันมี ความจำเป็นที่ในโลกนี้จะต้องมีอย่างนี้. นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ว่า ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นไปไม่ได้. เรื่องการได้ผล มีต่างกันเป็น ๓ ระยะ แล้วทีนี้ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เกี่ยวกับการได้ผล ทำอะไร ทำการทำงานหรือปฏิบัติธรรมก็ตาม ย่อมได้ผล. เรื่องการได้ผลนี้ ต้องแบ่ง ระยะให้ว่า ได้ผลทันทีทันควัน นี้อย่างหนึ่ง, จาก ได้ผลในเวลาต่อมา อีกทีหนึ่ง, แล้วก็ ได้ผลเด็ดขาด ไม่เกี่ยวกับกาลเวลา คือเป็นครั้งสุดท้ายนี้อีกทีหนึ่ง ; แต่ทีนี้ ก็ มาแปลความหมายเป็นว่า ได้ผลชาตินี้ ได้ผลต่อตายแล้ว แล้วก็ได้ผล เป็นนิพพาน อย่างนี้ไปเสีย.
น.113 เรื่องนี้ก็คล้าย ๆ กับโดยตรงและโดยอ้อม แต่ว่ามันเกี่ยวกับกาลเวลา จึงอยากจะแนะให้ตั้งข้อสังเกตว่า มัน เกี่ยวกับเวลา. ถ้าทันควัน แล้วก็ต้อง เรียกว่าทิฏฐธรรม ; ถ้า รออีกหน่อยก็เรียกว่า สัมปรายิกะ, ถ้า ถึงที่สุดก็เรียกว่า สมุจเฉทะ หรือ อกุปปะ. คนหนึ่งถือว่า ทิฏฐธัมมะ สัมปรายิกะ สมุจเฉทะ คือ ที่ตรงนี้ ; อีกคนหนึ่ง ถือว่าทิฏฐธัมมะ คือ ชาตินี้, สัมปรายิกะคือต่อเข้าโลงแล้ว ชาติหน้า, นิพพานต่อ อีกหลาย ๆ ชาติ หลาย ๆ สิบชาติ. เกี่ยวกับเวลานี้ ถ้าถือหลัก หรือ ถือความหมายของคำเกี่ยวกับ เวลาผิดกันเสียแล้ว เราก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. ที่นี้ธรรมะก็ต้องเป็น สันทิฏฐิโก เป็น อกาลิโก ต้องเดี๋ยวนี้ ที่นี่ และทันควัน ด้วยความรู้สึกในจิตใจทั้งนั้น. แม้ว่า จะเรียกว่า สันทิฏฐิโก, หรือว่า สัมปรายิโก หรือว่าอะไรก็ตามใจ อันนี้ ถ้าเข้าใจผิด จะทำความยุ่งยากลำบากมากเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกรรม เรื่องการรับ ผลกรรม หรือ การปฏิบัติเพื่อความสิ้นสุดแห่งกรรม นี้ก็ทำไม่ได้. ถ้าเข้าใจผิดแล้ว จะปฏิบัติเพื่อความสิ้นสุดแห่งกรรมไม่ได้ ; เข้าใจ ไปเสียว่าต้องรอต่อตายแล้ว จนตายไปเปล่า จนเงียบหายกันไป ไม่มีใครติดตาม ไปรู้ได้. แต่ ถ้าเข้าใจถูกแล้ว จะทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แม้การสิ้นกรรม อยู่เหนือกรรม ; ที่มีความจำเป็นอย่างนี้. นี้เราจะต้องเข้าใจให้ถูกตรงตามความเป็นจริงทั้งหมด เกี่ยวกับสิ่งที่ยกมา เป็นตัวอย่างนี้ แล้วปัญหาหรืออุปสรรคเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมจะไม่มี จะหมดไป มากมายหรือไม่มีเลย.
น.114 ข้อที่ ๗. คนส่วนมาก ยังไม่รู้ว่าจะเอาอะไรจากศาสนา เวลาเหลือนิดเดียวแล้ว ก็อยากจะพูดอีกข้อหนึ่ง ที่เป็นปัญหามาก เหมือนกัน และเป็นปัญหาอย่างที่เรียกว่าเฉพาะหน้า เผชิญหน้าจริงๆ. คือการ ที่ว่าคนเหล่านี้ กำลังไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาอะไรจากศาสนา หรือจากธรรมะ. พูดตรง ๆ ก็ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหน รู้หรือ เปล่าว่า ตัวเองต้องการจะเอาอะไรจากธรรมะ ? ต้องการจะได้อะไรจากธรรมะ ? หรือธรรมะจะให้อะไรแก่เรา นี่รู้หรือเปล่า ? หรือว่ากำลังลังเล นั่นก็จะเอา นี่ก็จะเอา แล้วก็ขอเปลี่ยนเรื่อย เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรจากธรรมะ. นี่มีปัญหาใหญ่หลวงเกิดขึ้น ทำให้ปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้นทุก ๆ อย่างนั้นพลอยเกิดขึ้นมาด้วย เพราะ ไม่รู้ อย่างเดียวเท่านั้นว่า จะเอาอะไรจาก ธรรมะ ? และปัญหาอีกหลายสิบอย่าง หลายร้อยอย่างที่กล่าวมาแล้ว นั่นจะพลอย เกิดขึ้น. ถ้าเรารู้เสียว่า เราต้องการอะไรจากธรรมะ หรือว่าธรรมะจะให้อะไร แก่เราโดยถูกต้อง ปัญหาจะสิ้นไปเกือบหมด หรือหมดเลย. อย่าว่าแต่คนไทยโง่ ๆ พวกฝรั่งที่ฉลาด ก็ ไม่รู้ว่าต้องการอะไรจาก ธรรมะ หรือจะได้อะไรจากธรรมะ หรือจะได้อะไรจากพุทธศาสนา. ฝรั่งที่ฉลาด และสนใจศึกษาพุทธศาสนา เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โดยแท้จริง ก็ทำอย่างละเมอ ๆ หรือเผื่อเลือก เผื่อไว้เท่านั้นเอง. ที่เคยสังเกตเห็นฝรั่งที่มาที่นี่ ที่มาสนใจพุทธศาสนา มาขอศึกษา การปฏิบัติธรรมนี่มีอยู่หลายแบบ : ฝรั่งพวกหนึ่งเห่อตามเพื่อน ตื่นข่าวเล่าลือ เรื่องความดีของพุทธศาสนา ฝรั่งเหล่านี้จิตใจไม่สู้สมประกอบทั้งนั้น ทุกคนที่มา
น.115 เป็นฝรั่งที่จิตไม่สู้จะสมประกอบ มาขอศึกษาพุทธศาสนา เห่อตามเพื่อนตามข่าว เล่าลือว่าพุทธศาสนาดี. ที่นี้ ดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ก็ฝรั่งพวกที่มองเห็นเอง หรือเชื่อก็ได้ว่า พุทธศาสนานี้เป็นศาสตร์ เป็น science อันหนึ่ง และต้องดีแน่นอน ; และถ้า รู้ไว้อีกศาสตร์หนึ่ง มันก็ไม่เสียหลายอะไร ก็มาขอศึกษาพุทธศาสนา. นี่ฝรั่ง บางพวกก็ อยากจะได้ไปเป็นวิชาความรู้รอบตัว ; คนที่มีวิชาความรู้รอบตัว หลาย ๆ อย่างนี้มันได้เปรียบ. ฝรั่งพวกนี้ก็มาศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิชาความรู้ รอบตัวเท่านั้นแหละ เขาจะเหยียบหรือไม่เหยียบก็ตามใจเถอะ แต่ความมุ่งหมายนั้น มุ่งหมายจะศึกษาในฐานะเป็นวิชาความรู้รอบตัวให้มาก ๆ เข้าไว้ แล้วตัวจะเก่ง. ฝรั่งบางพวก ต้องการแต่จะ เอาผลของธรรมะ ของพุทธศาสนานี้ ไป ช่วยในกิจการงาน หน้าที่การงาน การทำมาหากินอะไรของเขาให้มันดีขึ้น เช่น มาขอเรียนสมาธิ แลกก็โดยหวังว่าจะให้จิตที่เป็นสมาธินี้สำหรับไปทำการงานที่บ้าน ที่ออฟฟิศที่หน้าที่นั้นให้ดีขึ้น ; ไม่ได้ต้องการที่จะเอาความสุข ไม่ได้ต้องการแม้แต่ ความสุขหรือจะตัดกิเลสไปนิพพาน. เขาต้องการจะใช้ประโยชน์ว่า ถ้าเรามีสมาธิดี เราจะได้ทำการงานในหน้าที่ดีขึ้น, จะก้าวหน้า, จะได้เงินเดือนมากเร็วขึ้นไปอีก. ทีนี้ มีบางพวกก็ว่า จะได้ใช้อำนาจจิตสมาธินี้ไปรักษาโรค เป็นต้น ; นี้กำลังตื่นเหมือนกับตื่นพลอย ว่าสมาธิของพวกโยคีใช้รักษาโรค มีประโยชน์มาก นี่ก็ตื่น. บางพวกก็ว่ามาทำสมาธิ ทำจิตเป็นสมาธิตามแบบพุทธศาสนาแล้ว จะ ได้เห็นหน้าเมีย หน้าแม่ ที่ได้ตายไปแล้ว. นี่ฟังดูซิ มีคนมาถามอย่างนี้ตรง ๆ เลยก็มี อยากจะเห็นหน้าคนที่ตายไปแล้ว จะขอศึกษาสมาธิภาวนา.
น.116 บางพวกก็อยากจะมีฤทธิ์มีเดช มีอะไรที่มันผิดธรรมชาติ เหนือธรรมชาติ บางทีก็อยากจะศึกษาพุทธศาสนา ในแง่ของจิตวิทยาที่ไม่มีใครเหมือน อย่างนี้ก็มี ; ยิ่งชอบอย่างนี้ ก็ยิ่งศึกษาอภิธรรมได้ดี. ทีนี้ก็มีพวกที่น่าต้อนรับ น่ายินดี ก็คือฝรั่งที่เขาอยากจะเข้าใจพุทธศาสนา จริงๆ ในฐานะเป็นบุคคลที่ อยากจะพ้นจากความทุกข์ ; แต่ที่จะเตือนให้เขา หวังถึงมรรค ผล นิพพาน นั้นคงจะยาก เพราะเขาไม่รู้ความหมายของคำเหล่านี้ เขารู้แต่เพียงว่า เราควรจะมีความสุขมากกว่านี้; ความสุขทางวัตถุนี้เป็นของน่า ขยะแขยงแล้ว ต้องการความสุขที่สะอาดทางจิตใจบ้าง จึงมาขอศึกษาพุทธศาสนา. บางคน ก็อาจจะถึงกับว่า อยากจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ได้ เพราะเขาก็ได้ศึกษาพอสมควร รู้ว่า มรรค ผล นิพพานคืออะไร. แต่แม้อย่างนั้น ก็มีเป็นพวก ๆ พวกหนึ่งอยากจะศึกษาให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ด้วยศรัทธา ค่อนข้างจะงมงายก็มี ; แม้เป็นฝรั่งนั่นแหละ พวกหนึ่งอยากจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง. นี่อย่างน้อยมันก็มีตั้งสิบอย่างนี้ ล้วนแต่ไม่เหมือนกัน; และ แทบทั้ง หมดนั้นไม่รู้ว่าควรจะได้อะไรจากพุทธศาสนา โดยเฉพาะการปฏิบัติทางจิตใจ แล้วก็มีมากเสียด้วย. การปฏิบัติทางจิตนั้น อย่างน้อยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า การ เจริญทางจิตใจ ทำจิตให้เจริญตามวิถีทางของสมาธินั้น มีผลหรือเกิดผล อย่างน้อยก็ ๔ ประเภทด้วยกัน : -
น.117 ประเภทที่หนึ่ง ทำจิตใจให้มีความสงบสุข เยือกเย็นเป็นสุขได้ที่นี่ ทันที เดี๋ยวนี้ ทันอกทันใจ. ถ้าอย่างนี้ก็ต้องเจริญอานาปานสติ ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่สี่ เป็นต้น เท่านี้ก็พอ. ประเภทที่สอง เพื่อจะได้มีสมรรถภาพพิเศษ เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางอะไร มีหูทิพย์ มีตาทิพย์ มีอะไรที่เป็นทิพย์ ๆ ; อย่างนี้ ก็ต้องเจริญอานาปานสติให้ถึงขั้นจตุตถฌาน แล้วก็เปลี่ยนไปศึกษาทิวาสัญญา อาโลกสัญญา เป็นต้น. ประการที่สาม ก็คือ จะเป็นผู้ที่มี สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ มีสติหรืออารมณ์พื้นฐานของจิตใจนี่ดีที่สุด : จำเก่ง คิดเก่ง ตัดสินใจเก่ง มีผลดี อย่างยิ่งในการที่จะมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้ ค่าที่ถ้ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์. ประการที่สี่ ก็คือว่า จะสิ้นกิเลสอาสวะ จะถึงความดับทุกข์นิรันดร. การปฏิบัติทางจิตใจมีอยู่ ๔ อย่าง อย่างนี้ ทีนี้ คนโดยมากก็ไม่รู้ว่า จะเอาอะไร จะได้อะไร ; และดูเหมือนว่า ที่เขาต้องการนั้นไม่มีรวมอยู่ใน สี่อย่างนี้เลย. บางทีก็มาปฏิบัติศาสนาเพื่อจะให้โชคดี ถูกล็อตเตอรี่ อย่างนี้ก็มี ; คิดดูซี แม้แต่จะมาศึกษาสมาธิเพื่อไปรักษาโรค นี่ก็ไม่รวมอยู่ใน ๔ อย่างนี้ ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส. ขอให้ทำความเข้าใจถูกต้อง ในข้อที่ว่าเราเอาอะไรจากพุทธศาสนา หรือว่าพุทธศาสนาจะมีอะไรให้เรา. "เรา" นี่แหละคือกิเลส หรือว่า "เรา" คือสติปัญญา ; พูดว่า "เรา" - "เรา" นี่ระวังให้ดี. ถ้าเราเป็นตัวกิเลส มันก็ ต้องการเหยื่อของกิเลส ; ถ้าเรามีสติปัญญาถูกต้อง มันก็ต้องการธรรมะ ที่ถูกต้อง.
น.118 ถ้าพูดว่า "เรา", เราต้องการอะไร ; นี่ระวังให้ดี, มันเราไหน กันแน่ คือเราของความโง่, หรือว่าเราของสติปัญญาที่ถูกต้องแล้ว. ถ้าเรา ยังไม่มองเห็นกระจ่างแจ่มแจ้งว่า เราต้องการอะไรจากพุทธศาสนาแล้ว มันก็เต็ม ไปด้วยเมฆ หมอก มืดมัวสลัวไปหมดในการปฏิบัติธรรม. นี่ต้องแก้ไขข้อนี้ ให้แจ่มกระจ่าง เหมือนว่าเราต้องการจะเอาอะไร แน่ๆ แล้วเราก็ลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้สิ่งนั้น แล้วก็จะต้องได้เป็นแน่นอน ต้อง ได้ทันใจก่อนจะเข้าโลงด้วย. นี่ขอให้พยายามแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค หรือเป็น ปัญหาของการปฏิบัติธรรม. ทั้งหมดนี้เป็นการพูดอีกครั้งหนึ่ง ถึง สิ่งที่เป็นอุปสรรค เป็นปัญหา ขัดขวางแห่งการปฏิบัติธรรม ; และบางเรื่องก็เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว แต่ว่า ไม่ได้พูดในฐานะที่เป็นปัญหาของการปฏิบัติธรรม. วันนี้เอามาพูดในลักษณะที่ว่า เป็นตัวปัญหา หรืออุปสรรค กั้นกลางขัดขวางวิถีทางแห่งการปฏิบัติธรรม ; เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นการพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้รำคาญ ; เป็นการพูดที่ชี้ให้เห็นชัด ยิ่งขึ้น เห็นชัดยิ่งขึ้นว่านี้คืออุปสรรค, ว่านี้คือสิ่งขัดขวางการปฏิบัติธรรม. ขอให้สนใจคำพูดเรื่องที่พูดในวันนี้ ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ว่าแสดง ให้ทราบถึง สิ่งที่เป็นอุปสรรคของการปฏิบัติธรรม ในฐานะที่เป็นสิ่งที่จะต้องรู้ สิ่งหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ตามหัวข้อใหญ่ของเราที่ว่า "ปฏิปทา- ปริทรรศน์" ที่ว่าด้วยแนวสังเกตทั้งหมด ทั้งหลายทั้งปวง ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้. ฉะนั้น ขอให้อดทนตั้งต้นสนใจศึกษา สิ่งที่เรียกว่า อุปสรรคหรือปัญหากันอีกครั้งหนึ่ง ต่อไปก็จะก้าวหน้าได้เร็ว ในการปฏิบัติ. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ให้พระสงฆ์สวดธรรม- บรรยายต่อท้ายอีกต่อไป.
Buddhadasa