น.119 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ ก็จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปฏิปทาปริทรรศน์ ต่อไปตามเดิม ; แต่ว่า ในวันนี้จะได้กล่าวเฉพาะ ปัญหาอันเนื่องมาแต่การปฏิบัติ. ปัญหาทั้งหลายได้กล่าวอย่างรวม ๆ กันมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้กล่าวถึง ปัญหาที่เนื่องมาแต่ปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียน. ส่วนวันนี้จะได้กล่าวถึง ปัญหา อันเนื่องมาแต่การปฏิบัติ คือการกระทำตามที่ได้เล่าเรียน ; จะขอทำความเข้าใจ ๙๓
น.120 เป็นพิเศษในข้อนี้ว่า บางคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าทางปริยัติไม่มีปัญหาแล้ว, ทาง ปฏิบัติจะมีได้อย่างไร. ข้อนี้ขอตอบว่า ถ้าพิจารณากันโดยละเอียด จะมองเห็นว่า แม้ว่าจะมี ความรู้ทางปริยัติ ความเข้าใจทางปริยัติ มันก็ ยังมีปัญหาส่วนที่เกี่ยวกับปฏิบัติ เหลืออยู่อีกแผนกหนึ่ง และยังจะเป็นปัญหารวม ๆ กันหลาย ๆ เรื่องด้วยซ้ำไป. ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีด้วย. ทบทวนความเข้าใจในเรื่องที่พูดมาแล้ว ขอทบทวนว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องซ้ำซาก, เสียเวลา เปล่า ๆ ที่จะมาพูดกันในเรื่องนี้ นั้นยังเป็นความเข้าใจผิด ; แม้ว่าจะพูดถึงเรื่องที่ เคยพูดมาแล้ว และเตือนกันในแง่ที่เป็นปัญหาอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ก็ยังไม่เสียเวลา. ใน ข้อแรก ก็ได้บอกว่า ถ้าค วามถูกต้องในทางปริยัติไม่มี ทาง ปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้. ความถูกต้องในทางปริยัตินั้น มีความหมายอยู่ หลายทาง ; ถ้ามีความรู้ทางปริยัติเฟ้อ ก็จะปฏิบัติไม่ถูกต้อง ; ถ้ายังมีเหลือ ส่วนที่เข้าใจผิด ก็ยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง. ปริยัติ ต้องมีความถูกต้อง และมีความพอดีพอเหมาะ สำหรับ บุคคลผู้ปฏิบัติเป็นคน ๆ ไป ; เพราะเหตุว่าความรู้ทาง ปริยัตินั้นมากมาย จนท่านต้องเปรียบด้วยมหาสมุทร ; หรือที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า เปรียบ ได้กับใบไม้ทั้งป่า. ส่วนไหนจะเหมาะแก่ผู้ใด นั่นมีความจำเป็นที่เขาจะต้องได้
น.121 รับหรือเข้าใจเฉพาะส่วนนั้น ; หน้าที่ของปริยัติก็มีแต่เพียงจะแสดง ให้ครบถ้วน ไปในทุกแง่ทุกมุมและแก่ทุก ๆ คน. ทีนี้ คนเรามีจิตใจไม่เหมือนกัน บางทีก็ต่างกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ จึงจำเป็นที่จะต้องถือเอาปริยัติเป็นส่วนเฉพาะตน ให้มีความถูกต้องและพอดี สำหรับตน. ปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ จึงอยู่ที่การไม่รู้จักใช้ปริยัติให้ พอดีและให้ถูกต้องจริงๆ นั่นเอง. ขอให้รู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ" มาให้ถูกต้องและพอดีแล้ว และมีการปฏิบัติที่พอดีด้วย ; และยังจะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์อันลึกซึ้งของการปฏิบัติ ซึ่งบางทีก็เรียกว่า เคล็ด หรือจะ เรียกว่าอะไรทำนองที่มันเป็นของซ่อนเร้น. ถ้าสิ่งที่เรียกว่า เคล็ด หรือวิธีลัด ไม่มี กันเสียเลย การปฏิบัติก็จะ งุ่มง่าม หรือจะกินเวลามากไป ; ส่วนนี้แหละขอให้แยกดูให้ดี ๆ ว่า ยังเหลือ เป็นปัญหาอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ปริยัติโดยตรง, และควรจะถือว่าเป็นปัญหา อันเกี่ยวกับปฏิบัติ. สรุปใจความว่า จะต้องรู้จักใช้ปริยัติให้พอดี ให้ถูกต้อง ให้ตรง กับอุปนิสัย สันดาน หรือการปฏิบัติของตนนั่นเอง. ปัญหาอันเนื่องมาทางฝ่ายปฏิบัติ ที่เป็นอุปสรรคอยู่ ทีนี้จะได้กล่าวถึงปัญหาที่เนื่องมาทางฝ่ายปฏิบัตินี้โดยเฉพาะ เป็นข้อ ๆ ไป และขอย้ำความเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลา ได้สังเกตมาเป็นเวลา นานแล้ว ได้เห็นอุปสรรคอยู่ที่สิ่งเหล่านี้อยู่มากมายหลายเรื่อง จึงเอามาพูด.
น.122 ข้อที่ ๑. ผู้ปฏิบัติ ชอบของยาก, ชอบการเคร่ง ข้อแรก คือ ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจผิด ชอบของยาก ชอบความ เคร่ง และชอบสิ่งที่ลึกลับ. นักปฏิบัติชนิดนี้ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วก็ไม่ใช่นัก ปฏิบัติ ; มักเป็นคนมีจิตไม่สมประกอบ. ถ้าจะพูดตรงๆ ก็ว่า จิตมีบ้า ๆ บอ ๆ อยู่บางอย่าง จึงไปชอบของยาก ชอบแต่ของที่ลึกลับ เข้าใจไม่ได้ และก็ชอบ อวดเคร่ง. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ยังมีคนชนิดนี้อยู่มากมายในหมู่นักปฏิบัติที่เรียก ตัวเองว่าเป็นนักปฏิบัติ ทั้งคฤหัสถ์ ทั้งบรรพชิต ชอบของยาก นั้นเพราะเกิด มีอุปาทานยึดมั่นว่า ของยากละก็จะต้องดี, ยิ่งยากแล้วก็จะยิ่งดี, ฉะนั้น จึงอยากให้ยากเกินพอดีเกินความจำเป็น ; นี้ก็เพราะอยากจะอวดว่าตนทำสิ่งที่ทำ ได้โดยยาก. เราจึงเห็นผู้ปฏิบัติชอบเสาะหา หรือสอบถามว่าทำอย่างไรจึงจะยาก ถึงที่สุด ขอให้บอกที ; แล้วเขาก็จะได้ปฏิบัติ เพื่อว่าจะได้ชื่อว่าเป็นคนปฏิบัติ สิ่งที่ปฏิบัติยากเท่านั้น ต้องการผลเพียงเท่านั้น หรือว่าผลเพียงเท่านั้นก็เป็นที่พอใจ ของคนชนิดนี้เสียแล้ว. บางคนก็มีอุปาทาน ยึดมั่น ว่า ยิ่งลึกลับ ยิ่งคนอื่นเข้าใจไม่ได้แล้ว ก็ยิ่งดี คือปฏิบัติในหลักเกณฑ์ หรือในวิธีที่แม้แต่ตัวเองก็เข้าใจไม่ได้ ว่ามันมี เหตุและผลอย่างไรกัน ; เพียงแต่ว่าให้ได้ปฏิบัติสิ่งที่เข้าใจไม่ได้และลึกลับ. บางพวกก็ชอบเคร่ง ; คำว่า "เคร่ง" นี้ มีความหมายเป็นสองอย่าง : คือยึดถือว่าต้องเคร่งจริง ๆ และ อยากจะอวดเคร่ง ; อย่างหลังนี้มีมากทั้งใน
น.123 หมู่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา. เพราะเรื่องเคร่งนั้นเป็นเรื่องที่มีสำหรับ อวดคนอื่นได้. ที่จริงนั้นไม่ใช่เคร่งจริง แต่เป็น เคร่งเพื่อจะอวดเคร่ง เพราะว่าลับ หลังคน นั้นไม่เคร่ง เฉพาะต่อหน้าคน จึงจะทำอะไรอย่างเคร่ง. แม้ที่สุดแต่ ถือศีล ถือวินัย ก็เคร่งกันแต่ต่อหน้าคน ยิ่งเป็นการปฏิบัติทางจิตทางใจที่สูงขึ้นไป ก็ยิ่งเคร่งอวดคนได้ยาก ; ฉะนั้นจึงมา อวดเคร่งกันแต่ข้อปฏิบัติ ที่แสดงได้ ด้วยเนื้อด้วยตัว ด้วยกาย ด้วยวาจา เป็นต้น. แม้จะปฏิบัติกรรมฐานภาวนา อะไร ก็ชอบปฏิบัติชนิดที่แสดงลักษณะท่าทางให้คนเห็นว่าเคร่งได้เท่านั้น ; ส่วนที่ ไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ค่อยสนใจ. เกี่ยวกับความจริงข้อนี้ก็มีอยู่ว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องนั้น จะต้องไม่ตึง และจะต้องไม่หย่อน จะต้องอยู่ที่พอดี หรือที่เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา. การตั้งใจทำให้ดี ในความพอดีนั้น จะเคร่งไปไม่ได้ จะตึงไปไม่ได้ จะต้อง ทำให้พอดีอยู่เสมอ ; จึงควรจะเข้าใจความหมายของคำว่า "เคร่ง" นี้ กันให้ ถูกต้อง. ถ้าตั้งอกตั้งใจดี ระมัดระวังดี มีสติสัมปชัญญะดี ไม่ให้มีข้อบกพร่อง อย่างนี้ จะเรียกว่าเคร่งก็ได้, จะไม่เรียกว่าเคร่งก็ได้ ; เพราะว่า เขาทำ แต่พอดี. พวกเคร่งนั้นมักจะทำตึงเครียด ชนิดที่บางทีจะยอมให้ว่าให้มัน ตายไปเลยก็เอา ขอแต่ให้คนเขายกย่อง. นี้คือปัญหา ที่เกี่ยวกับอยู่กับการปฏิบัติโดยตรง คือว่า ถ้านัก ปฏิบัติคนใดมีลักษณะอาการอย่างนี้แล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการ ปฏิบัติ ; เพราะเหตุผลที่แท้จริงก็มีอยู่ในข้อที่ว่า เขาเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย.
น.124 แม้ว่าจะเป็นนักปฏิบัติ ก็เป็นนักปฏิบัติคุ้มดีคุ้มร้าย ไม่รู้จักตัวเอง มีแต่ยกหู ชูหาง ; แล้วก็มีแต่คอยเพ่งจ้องจะตำหนิติเตียนผู้อื่น, เป็นนักปฏิบัติที่มีหน้าที่ ติเตียนผู้อื่นเท่านั้น. ถ้าเขา เป็นคนชอบของลึก ของเคร่ง หรือความยากที่เข้าใจไม่ได้ ข้อนี้ก็ เนื่องอยู่กับการที่เขามีอุปาทาน ที่ยึดมั่นตามความคิดความเห็นของเขา ; คนที่บ้า ๆ บอ ๆ คุ้มดีคุ้มร้ายก็จะเป็นมาก. แม้คนที่ไม่บ้าไม่บอ เป็นคนดี ปกติ แต่ถ้าจับใจความของเรื่องผิดแล้ว ก็ทำให้เกิดความมุ่งหมายผิด ; แล้วก็เข้าใจผิด อย่างที่ว่ามาแล้วนี้ได้เหมือนกัน. บางคน หลงสมถะว่า ขลังกว่าปัญญา จะยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเรื่อง สมถะ กับเรื่องของ ปัญญา เรื่องของสมถะ ทำสมาธิได้ฌาน ชนิดนั้นชนิดนี้ นี่เป็นของยั่วใจให้ทำมากกว่าเรื่องของปัญญา ที่จะพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นความจริง แล้วมีความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด. ตามที่เป็นอยู่จริงนั้น คนส่วนมากจะรอดตัวได้ ก็เพราะการพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. คนบางคน ไม่สามารถจะทำสมาธิหรือสมถะ ให้เกิดฌาน ที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ ได้ ; เพราะว่าเป็นของที่ ทำยาก ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ; แต่โดยเหตุที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน และ เป็นของทำยากนั่นเองมันจึงดูขลัง. ฉะนั้น คนจึงชอบฝึกสมาธิให้ได้ฌาน ให้ได้สมาบัติ มากกว่าที่จะมาลงมือตั้งต้นด้วยการพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
น.125 การที่จะพยายามปฏิบัติในทางสมถะให้ได้ฌาน ให้ได้สมาธินั้น ไม่ใช่รอดตัวได้ เพราะการกระทำเพียงเท่านั้น ; ในที่สุดก็ต้องไปพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง. เพราะว่า กิเลสหมดไปได้ด้วยอำนาจของปัญญา คือเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แต่แล้วการปฏิบัติในส่วนสมถะนั้นดูน่าขลังกว่า, มีเกียรติกว่า หรือยั่วให้คนนับถือกันมากกว่า. คนจึงหลงสมถะมากกว่าที่จะไป หลงใหลในการปฏิบัติในฝ่ายปัญญา เพราะว่ามันดูเนือยๆ ดูไม่โลดโผน ดูไม่ เก่งกล้าสามารถอะไร. ข้อนี้ขอบอกกล่าวให้เข้าใจกันเสียอย่างนี้ว่า ความหลุดพ้น หรือความ บริสุทธิ์แห่งจิตนั้นมีได้เพราะปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนั้น ; ไม่ใช่มีได้เพราะอำนาจของสมาธิ. สมาธินั้นมีไว้สำหรับเพื่อให้ปัญญามีคมกล้า สามารถรู้เร็ว ๆ ; แต่ ถ้าไม่สามารถทำให้เกิดสมาธิชนิดนั้น ก็ยังจะมีสมาธิตามธรรมดา ที่เราจะเกิดได้เอง ตามธรรมดา, ตามธรรมชาติ ; ขอแต่ให้เพ่งพิจารณาก็แล้วกัน. เรื่องนี้มีประจักษ์พยานหลักฐานอยู่ที่ว่า มีพระสาวก ผู้บรรลุมรรคผล ได้โดยวิธีของปัญญา หรือที่จะเรียกว่าปัญญาวิมุตติ หรือแม้แต่สุกขวิปัสสก นี้มากกว่าพวกที่จะมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติควบกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังสับสน ที่เรียกว่า เจโตวิมุตตินั้นก็คือมีปัญญาเหมือนกัน มีปัญญามาก ; แต่ว่ากำลัง จิต กำลังสมาธิยังมากกว่า ; เขาจึงเรียกบุคคลผู้นี้ว่าเป็นเจโตวิมุตติ. ถ้าพูดว่า เจโตวิมุตติ แล้วก็ขอให้เข้าใจเถิดว่า มีทั้งปัญญาวิมุตติรวม อยู่ด้วย ; ที่ถูกควรจะเรียกว่าเจโตวิมุตติ - ปัญญาวิมุตติแฝดกัน แต่เขาไม่เรียก เขาเรียกว่าเจโตวิมุตติเฉย ๆ.
น.126 ปัญญาวิมุตติ นั้น หมายความว่า มีปัญญาอย่างเพียงพอที่จะตัด กิเลส ; แต่สมาธินั้นมีน้อย คือมีเท่าที่จะเป็นปัจจัยแก่ปัญญานั้นเท่านั้น มันจึง ไม่ถูกยกขึ้นมาเรียกว่า หลุดพ้นด้วยอำนาจของสมาธิ หรืออำนาจของเจโตสมาธิ. ทีนี้บางคนปฏิบัติชนิดปัญญา โดยไม่ได้เอาใจใส่กับชนิดสมถะด้วยซ้ำไป ปฏิบัติแต่ทางปัญญา ตามวิถีทางของการพิจารณาทางปัญญา ; ครั้นบรรลุมรรค ผล สิ้นกิเลสแล้ว กลับสามารถเท่ากับพวกเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เพราะว่า อุปนิสัยสันดานของเขามีมากพอที่จะปฏิบัติในทางเจโตวิมุตติ แต่ว่าเขาไม่สนใจ ไม่ ลงมือตั้งต้นด้วยการปฏิบัติในแบบนั้น. เขาไปตั้งต้นลงมือปฏิบัติในทางพิจารณาด้วยปัญญา ; ครั้นหมด กิเลสแล้ว ความหมดกิเลสนั้นกลับมีผลเป็นทั้งสองอย่าง คือ สามารถเต็มที่ทั้ง ฝ่ายเจโตวิมุตติด้วยปัญญาวิมุตติด้วย ; มันสับสนกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น ทางที่ดี สำหรับบุคคลทั่วไป ก็ควรจะมุ่งหมายที่จะปฏิบัติตามวิถีทางของปัญญา ที่ใช้ ในการพิจารณา; แล้วก็ตั้งอกตั้งใจพิจารณาให้แรงเข้า จิตก็จะเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติ สูงตามขึ้นมาเอง โดยที่ไม่ต้องไปสนใจเกี่ยวกับเรื่องจิต. สมาธิตามธรรมชาติชนิดนี้เป็นสมาธิชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ในปัญญา ; จะมี ปัญญาโดยไม่มีสมาธินั้นไม่ได้ หรือ ถ้ามีสมาธิแล้วไม่มีปัญญาเสียเลยนั้นก็ ไม่ได้. ถ้ามีการเพ่งพินิจแล้วก็ต้องมีปัญญา ถ้ามีปัญญามันก็ต้องมีการเพ่งพินิจ ที่สมสัดสมส่วนกัน ดังนั้น การลงมือเพ่งพินิจพิจารณาด้วยปัญญานี้ มันก็เรียก หาสมาธิตามธรรมชาติมาได้เอง เพียงพอที่จะพิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และหมดกิเลสได้.
น.127 ในบันทึก หรือในประวัติ หรือประวัติศาสตร์ของ พระสาวกทั้งหลายใน ครั้งพุทธกาล ก็มีบุคคลประเภทพิจารณาด้วยปัญญานี้ มากกว่าบุคคลประเภท ที่ปฏิบัติด้วยอำนาจของสมาธิ ; แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นได้ว่าเป็นอย่างเดียวกัน. ทีนี้ปัญหามีอยู่ที่ว่า ปฏิบัติแบบปัญญานั้นไม่หรูหรา ; พูดภาษา เด็ก ๆ ก็ว่า มันไม่ดัง มันไม่เด่น คนจึงไปชอบทำแบบสมาธิ เพ่งกันในแบบให้ เกิดฌาน เกิดสมาบัติ แล้วก็มีอะไรแสดงให้คนอื่นรู้ได้ และเขานิยมกันว่าทำ ได้ยากด้วย. นี้เรียกว่า ล้วนแต่เป็นความเข้าใจผิด ไปชอบของยาก ขอบของ ลึกลับ ชอบของที่เคร่ง ขอบของที่นำมาซึ่งเกียรติยศ สรรเสริญ โดยด่วน และโดยเร็ว ; เรียกว่านักปฏิบัติที่เล่นไม่ซื่อ เป็นนักปฏิบัติที่ไม่มีความ จงรักภักดีต่อการปฏิบัติ. นี้เรียกว่า เป็นปัญหาอันเนื่องมาแต่การปฏิบัติเป็น ข้อแรก. ข้อที่ ๒. หลงเอาทฤษฎีมาเป็นปฏิบัติ ข้อที่สอง นี้ อยากจะระบุลงไปว่า เอาทฤษฎีมาเป็นปฏิบัติ ความเข้าใจ ผิด หรือความหลงในข้อนี้ หลงไปในทางที่จะเอาหลักวิชานั้นเป็นตัวการปฏิบัติ เรียกว่า เอาทฤษฎีเป็นปฏิบัติ. สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ที่พูดกันอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งแม้ใน หมู่พระ หมู่เณร แม้ในหมู่อาจารย์วิปัสสนา ก็ยังมีการหลงเอาทฤษฎีเป็นปฏิบัติ แล้วก็ พูดเพ้ออยู่โดยไม่รู้สึกตัว.
น.128 ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ก็ ใช้คำพูดว่า ปฏิบัติอริยสัจจ์ ๔ ; อย่างนี้เรียกว่าได้แต่พูด ฟังไม่ออกว่าปฏิบัติอริยสัจจ์ ๔ นั้น จะปฏิบัติได้อย่างไร. เพราะว่า อริยสัจจ์ ๔ นั้นเป็นเรื่องทางทฤษฎี หรือทางหลักวิชา แสดงความ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางให้ถึงความดับทุกข์ ; จะปฏิบัติ อริยสัจจ์ ๔ นั้น มันเป็นไปไม่ได้. การปฏิบัติตามหลักอริยสัจจ์ ๔ จะได้แต่เพียงว่าปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘, ส่วนที่ต้องปฏิบัตินั้นมันคืออริยมรรคมีองค์แปด ไม่ใช่อริยสัจจ์ ๔. อริยสัจจ์ ๔ นั้นเป็นหลัก เป็นหลักวิชา เป็นหลักทฤษฎี แล้วก็ มาคุยโม้ว่าจะปฏิบัติอริยสัจจ์ ๔ ; มีความเข้าใจผิดกันอย่างนี้มากมายทั่วไป แม้ใน หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น. ควรจะเลิกพูดว่าปฏิบัติอริยสัจจ์ ๔ หรือ อะไรทำนองนั้นเสีย ; ควรจะพูดว่า ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงจะถูกตัวการ ปฏิบัติ. ยกตัวอย่างที่คล้ายกันอีกเรื่องหนึ่งก็เช่นว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท บางคนพูดว่า ปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้ก็ฟังไม่รู้เรื่อง. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องทฤษฎี หรือ เป็นหลักวิชา หรือ กฎเกณฑ์ที่บอกให้รู้การติว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิดอายตนะ อายตนะให้เกิดผัสสะ ให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์เป็นลำดับ. การรู้หลักวิชาอย่างนี้ไม่ใช่ตัวการปฏิบัติ หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ไม่ใช่ แนวของการปฏิบัติ ; แต่เป็นแนวของทฤษฎี ที่จะบอกให้รู้ว่าความจริงเกี่ยวกับ
น.129 จิตใจ ในภายในจิตใจว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. แต่พอ ถึงคราวที่จะปฏิบัติจริง ๆ นั้น ต้องปฏิบัติ อยู่ที่การมีสติ ให้ระวังการกระทำทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่น, มีสติที่ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจนั่นแหละ คือการปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท ; ไม่ต้อง พูดถึงอวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม รูป อายตนะ ผัสสะ ก็ได้ ไม่รู้เลยก็ได้. ในครั้งพุทธกาล ก็ไม่รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทด้วยซ้ำไป สำหรับพระสาวก ส่วนมาก รู้แต่วิธีที่จะมีสติให้สมบูรณ์ เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะ ไปทำอะไรกันเข้ากับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ท่านสนใจกันแต่ อย่างนั้น, ท่านทำกันแต่อย่างนั้น, ทำได้แล้วความทุกข์ก็ดับไป. นั่นเป็นตัว ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกปฏิบัติแล้ว โดยบุคคลที่ไม่รู้จักชื่อของปฏิจจสมุปบาทเลย. เดี๋ยวนี้พวกเรามัวแต่สวด มัวแต่ท่องกันแต่ในเรื่องทฤษฎีของปฏิจจ- สมุปบาท ; แล้วก็หาได้ปฏิบัติ ชนิดที่เป็นการสกัดกั้นกระแส หรือทำลายกระแส แห่งปฏิจจสมุปบาทไม่ ; แล้วก็ยังคุยโวว่าปฏิบัติในขั้นปฏิจจสมุปบาท. นี่ เอาแต่ในทฤษฎีเป็นปฏิบัติ อยู่อย่างนี้; ก็ ยังคงเป็นทฤษฎี สำหรับอวด สำหรับพูด สำหรับเชิดชูตัวเองอยู่นั่นเอง. การปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท นั้นต้องอยู่ที่มีสติควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่จะไปจัดการกันเข้ากับ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ เป็นต้น ; อย่าได้เข้าใจผิด. ความ เข้าใจผิดในข้อนี้จะเรียกในที่นี้ว่า ปัญหาอันเนื่องมาแต่การปฏิบัติ. ข้อที่ ๓. การปฏิบัติเกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘ ปัญหาต่อไปนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า แม้ การปฏิบัติเกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘ นั่นก็มี ใจความสำคัญอยู่ที่เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ช่วยฟังให้ดีว่า
น.130 เราจะปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อะไร ก็ตามใจ เป็นรายละเอียดแยกกันเป็นข้อ ๆ ไป. แต่แล้ว หัวใจของมันก็อยู่ที่ ความมีสติอันเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่นั่นเอง. ถ้าไม่มีการทำผิดเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทั้ง ๖ นี้แล้ว องค์ แห่งมรรคทั้ง ๘ ก็ไม่มีทางจะผิดหรือจะเสียไปได้ ; อย่างว่าสัมมาทิฏฐิ ก็อยู่ใน จำพวกทิฏฐิ. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดว่า ทิฏฐินี้ย่อมมาจากผัสสะ , ผัสละ นี้ก็คือสิ่งที่เต็มอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ อารมณ์ภายนอกแล้ว ได้เวทนาอันใดมาแล้ว เสวยเวทนาอย่างไรแล้ว มีสัญญาแล้ว ก็ปรุงเป็นทิฏฐอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา สำหรับบุคคลนั้นจะยึดถือ ว่าเป็นทิฏฐิของตน อย่างนั้นอย่างนี้. ทิฏฐิชนิดไหนก็ตาม จะเป็น สัมมาทิฏฐิ หรือเป็น มิจฉาทิฏฐิ ก็ตาม ต่างตั้งตัวขึ้นมาจากผัสสะทีแรก ๆ คือมีการสัมผัส ; แล้วเกิดความรู้สึกในใจ อย่างไร ซ้ำ ๆ ซาก ๆ กันเข้า แล้วก็ก่อรูปเป็นทิฏฐิของบุคคลนั้น. แต่ว่าอยู่ลึก มาก และยังมีสัมผัสที่ควบคุมได้ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจให้ถูกต้องเป็นอย่างดี ; คนเราจึงจะมีสัมมาทิฏฐิได้. ทีนี้ องค์มรรคอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ถ้าสามารถควบคุม กาย วาจา ใจ หรือ สามารถควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้ ก็เป็นไปได้ถูกทาง ; แม้ที่สุดแต่สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ ก็ไม่อาจจะชอบอยู่ได้ ถ้าควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่ได้. เพราะเราควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้แก่ จึงมี
น.131 สัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ. นี่ขอให้ดูให้ดีว่า ถ้าเราควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ ก็จะมีองค์มรรคทั้ง ๘ ขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติในตัวเอง ด้วยการปฏิบัติเพียง อย่างเดียว ; ฉะนั้น ก็ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ให้ได้, นี้คือ หัวใจของการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘. ถ้าว่าไม่เข้าไปถึงหัวใจ ก็จะมีภาระมากขึ้น คือต้องแยกออกเป็น ๘ เรื่อง ๘ ข้อ ๘ อย่าง; และก็จะต้องปฏิบัติระมัดระวังทีละอย่าง ๆ จนกว่า จะครบ ๘ อย่าง. ขอให้คิดดูเถอะว่า อย่างไหนจะง่ายดายกว่ากัน หรืออย่าง ไหนจะลึกซึ้งกว่ากัน. นี่ควรจะเข้าใจกันขึ้นได้บ้างแล้วตามลำดับว่า เรื่องการปฏิบัตินั้น มี ความลึกซึ้งอยู่ที่เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ให้สนใจแต่เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็จะสามารถปฏิบัติทุกอย่างที่จะต้องปฏิบัติได้ง่าย และ พร้อมกันไปในคราวเดียวกัน ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะมีการปฏิบัติมากมายหลาย อย่าง หลายสิบอย่างจนเวียนหัว. ถ้ามองจนเห็นชัดว่า การปฏิบัติทั้งหมด จะไปสรุปอยู่ตรงที่ มีสติ จัดการกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเวลาที่มีอารมณ์มากระทบเท่านั้น ก็จะ เป็นการปฏิบัติทุกอย่าง. แต่เพราะเหตุที่ไม่เข้าใจ ว่าข้อปฏิบัติหลาย ๆ ข้อ หรือว่ากลุ่มหนึ่ง ๆ ที่มีหลาย ๆ ข้อนั้นล้วนแต่มีรากฐานอยู่ที่มีสติเกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไปทั้งนั้น ; จึงขอให้นึกถึงข้อนี้ไว้เสมอ แล้วการปฏิบัติจะ เป็นไปโดยสะดวก ถูกต้อง แล้วก็พอดี. จะสรุปความเรื่องนี้ไว้อย่างนี้ก็ได้ว่า ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; แต่เพราะว่าเขาไม่รู้ ว่าทุกเรื่องขึ้นอยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
น.132 ดังนั้นปัญหาที่เนื่องมาจากการปฏิบัติจึงเกิดขึ้น, หรือ ทำให้ปฏิบัติยาก, หรือ ปฏิบัติไม่สำเร็จ, ควรจะทราบไว้ ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้เองใน นิพเพธิกสูตร อังคุตตรนิกาย มีแสดงไว้ชัดว่า เรื่องสำคัญทุกเรื่องนั้น มันขึ้น อยู่กับผัสสะอย่างเดียว. ข้อที่ ๔. ทุกเรื่องขึ้นอยู่ที่ผัสสะ ผัสสะอย่างเดียว นั้นก็ต้องรู้ว่าเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๖ ทางก็เป็น ๖ ผัสสะแล้ว ; แต่เราเรียกว่าผัสสะอย่างเดียวก็ได้ เหมือนกัน เพราะแม้จะมาทางตาก็เรียกว่าผัสสะ มาทางหูก็เรียกว่าผัสสะ มาทาง จมูกก็คงเรียกว่าผัสสะ ฯลฯ ความสำคัญอยู่ตรงที่เป็นการสัมผัส. เรื่องกามก็อยู่ที่ผัสสะ ในพระสูตรนั้นท่านตรัสไว้ชัด เรื่องเกี่ยวกับกามทั้งหลายทั้งปวงระหว่าง เพศหญิงเพศชาย ; ว่า เรื่องกาม นี้ ก็มี ความสำคัญอยู่ที่ผัสสะ. ถ้าไม่มีผัสสะ อย่างเดียว สิ่งที่เรียกว่ากามก็มีไม่ได้ ; ถ้าเราไม่ระวังผัสสะ เราก็ไม่มี อำนาจเหนือกาม ไม่สามารถจะควบคุมสิ่งที่เรียกว่าถามได้. การปฏิบัติที่จะ เพิกถอนเสียซึ่งกามก็ดี จะต้องอาศัยจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ เพราะเหตุว่า กามนั้นเกิดมาจากผัสสะ ; นี่หัวข้อย่อ ๆ มีอย่างนี้.
น.133 เรื่องกรรมก็อยู่ที่ผัสสะ ทีนี้ เรื่องกรรม เรื่องกรรมชนิดไหนก็ตามก็มี ใจความสำคัญอยู่ที่ผัสสะ ; นับตั้งแต่ว่าผัสสะนี่มันเป็นเหตุให้เกิดเวทนา ให้เกิดตัณหา แล้วเป็นเหตุให้ทำกรรม. กรรม มีรกราก มีต้นตอที่แรกอยู่ที่ผัสสะ ซึ่งเป็นเหตุให้คนเราทำ กรรม ; ฉะนั้นถ้าเรา จะเอาชนะกรรม เราก็ ต้องเอาชนะผัสสะ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจให้ได้. จะควบคุมกรรมบาป กรรมชั่ว หรือว่าละกรรมบาป กรรมชั่ว ก็ ต้องควบคุมผัสสะ ที่เป็นทางมาแห่งกรรมชนิดนั้น. จะสร้างกรรมดีก็ต้องระวังผัสสะ ที่เป็นข้าศึกของกรรมดี แล้วก็ ประกอบผัสสะที่จะเป็นที่ตั้งแห่งกรรมดี. ถ้าว่าต้องการสูงสุดขึ้นไปถึง ความสิ้น กรรมก็ยิ่งจะต้องรู้จักเรื่องของผัสสะ ; อย่าให้เป็นทาสของผัสสะได้อีกต่อไป. ตัดต้นเหตุคืออำนาจของผัสสะนั้นเสีย ; เพราะเรื่องกรรมอันมากมาย ยืดยาวพิสดารอย่างไร ที่มัวท่องกันแต่ทฤษฎีนั้น มารวมกันอยู่ที่คำ คำเดียวว่า “ผัสสะ" เป็นต้นเหตุ ; จะอยู่เหนือกรรมได้ ก็ต้องอยู่เหนืออำนาจของ สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ. เวทนา สัญญา ทิฏฐิ ตัณหา ก็อยู่ที่ผัสสะ ที่นี้ ดูกันใกล้ ๆ เข้ามาก็คือ สิ่งที่เรียกว่าเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดกิเลสนี่, เวทนาทั้งหมดนี้ ก็มาจาก ผัสสะ ; ถ้าควบคุมผัสสะไม่ได้ ก็ควบคุมเวทนาไม่ได้.
น.134 ทีนี้ ต่อไปก็มาถึง สัญญา-ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือแม้ที่สุดแต่สัญญาที่จำได้ว่าอะไรเป็นอะไร นั้นก็ มาจากผัสสะ. มีสัญญา - จำได้ ว่านี่อะไร นั่นอะไร. สัญญาธรรมดา ๆ อย่างนี้มันก็เพราะเคยมีผัสสะในสิ่งนั้น คือตาเคยเห็นสิ่งนั้น ; แล้วเดี๋ยวนี้ตาก็เห็นสิ่งนั้นด้วยผัสสะอีก จึงจำได้ว่านี่เป็น อะไร นี่เป็นอะไร. นี่คือ สัญญาตามธรรมดา แท้ ๆ อย่างนี้ ก็ยังอาศัยผัสสะ. ที่นี้ สัญญาที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือ อัตตสัญญา หรือว่า สุขสัญญา อิตถีสัญญา ปุริสสัญญา - ความสำคัญมั่นหมายว่าหญิง ว่าชาย ว่าดี ว่าชั่ว ว่าตัว ว่าตน สัญญาอย่างนี้ก็ยัง มาจากผัสสะ อยู่นั่นเอง ; ไม่ว่าสัญญาชนิดไหน จะต้องมาจากผัสสะทั้งนั้น. ในสัญญาจะถูกต้อง ไม่วิปลาส ก็ต้องมีมาจากการควบคุมผัสสะไว้ อย่างถูกต้อง. สัญญานี้ก็คล้ายกับทิฏฐิ, สัญญานั้นเอง เมื่อมันเป็นไปถึงที่สุด ตายตัว ก็เป็นทิฏฐอย่างหนึ่งของบุคคลนั้น, ฉะนั้น ทิฏฐิทั้งหลายก็มีมูลมาจาก ผัสสะ ดังที่ได้อธิบายแล้วเมื่อตะกี้นี้. ทีนี้ ดูครั้งสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัณหา ; จะเป็น กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาชนิดไหนก็ตาม รถรากของมันอยู่ที่ผัสสะ. จะต้อง ป้องกันแก้ไขกันที่ผัสสะ แล้วจึงจะแก้ไขเวทนา หรือควบคุมเวทนา และควบคุม ตัณหาได้. ทุกข์ สุข นิพพาน ก็อยู่ที่ ผัสสะ เรื่องทุกข์เรื่องสุข ก็ดี มันก็มีรกราก ต้นตออยู่ที่สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เป็นเหตุให้เกิดความสุข ถ้าไม่มีผัสสะ สิ่งที่เรียกว่า ทุกข์และสุขมันก็ไม่มี.
น.135 เรื่องนิพพาน ที่อยู่เหนือทุกข์เหนือสุขนี้ ก็จะต้องเป็นการชนะ ผัสสะ ควบคุมผัสสะเอาไว้ได้โดยเด็ดขาดและสิ้นเชิง. ถ้ามองเห็นความสำคัญ ของสิ่งที่เรียกว่าผัสสะอย่างนี้แล้วก็เรียกว่า เข้าใจ เห็นแจ้งในความลับลึกซึ้งของ ธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับกิเลสและความทุกข์. ดังนั้นเราจึงอาจจะปฏิบัติเพื่อจะ ดับทุกข์เสียได้. เดี๋ยวนี้ ผู้ปฏิบัติ เหล่านั้น ไม่รู้ว่าทุกเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับผัสสะ สิ่งเดียว ; ความโง่ทำให้ชะเง้อมองไปยังเรื่องอื่นหลายเรื่อง หลายสิบเรื่อง ไม่มองลงไปดูสิ่ง ที่เรียกว่าผัสสะ. การปฏิบัติจึงติดขัด. อย่างที่กล่าวมานี้จะเรียกว่าปัญหาอันเนื่องมาแต่การปฏิบัติด้วยเหมือนกัน คือ ปฏิบัติผิด, ปฏิบัติไม่ได้; เพราะไม่รู้ว่าทุกเรื่องมันขึ้นอยู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ. นี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง. ข้อที่ ๕. คน ไม่รู้ว่า ผัสสะมีสองชั้น ทีนี้ ปัญหาต่อไปก็อยากจะชี้ว่า เพราะเขาไม่รู้ว่า ผัสสะนั้นมันมีอยู่ สองชั้น ; แม้ว่าเป็นนักปฏิบัติ แม้ว่าเป็นอาจารย์วิปัสสนา ก็ยังไม่รู้ว่าผัสสะ นั้นมันมีอยู่สองชั้น คือ ผัสสะที่เป็นปฏิฆะสัมผัส คือการกระทบเฉย ๆ, และ ผัสสะที่เป็นอธิวจนะสัมผัส คือจิตเข้าไปยึดถือเอาผลที่เกิดมาจากปฏิฆะสัมผัส ทีแรก ซึ่งจะให้เกิดเวทนาและตัณหากันในตอนนี้. ผัสสะชั้นแรกนั้น เพียงแต่ว่ากระทบ พอว่ากระทบแล้วมีอะไรออกมา จิตไปจับเอาอันนั้นเข้าไว้อีกทีหนึ่ง จึงเป็นผัสสะที่สมบูรณ์ คือทำให้เกิด
น.136 เรื่องราวจนมีเวทนา ตัณหา เป็นต้น. ไม่ค่อยสนใจกันว่าสิ่งที่เรียกว่าผัสสะมีอยู่ สองชั้น ปัญหาจึงเกิดขึ้น ; หรืออาจจะเป็นเพราะว่าความรู้ทางปริยัติในเรื่อง ผัสสะมีสองชั้นนี้ไม่ค่อยจะแจ่มแจ้ง, ไม่ค่อยจะสอนกัน, ไม่ค่อยจะถูกต้อง หรือ ว่ายังลึกลับอยู่ก็ได้. เรา ควรจะถือเอาตามที่มีข้อความกล่าวไว้ ในพระบาลี ที่มีกล่าวไว้ อย่างนี้ ; และแม้ว่าจะไม่ถือเอาหลักตามที่มีอยู่ในพระบาลี เราก็จะเห็นได้ด้วย เหตุผลของตนเองว่าจะต้องเป็นอย่างนี้. ดังนั้น ควรจะทำความเข้าใจกันให้พ่อ สมควรในสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ การปฏิบัติจึงจะเป็นไปได้โดยสะดวก ; แต่ในที่นี้ ก็จะได้อธิบายในข้อนี้อีกครั้งหนึ่ง. ที่ว่า ผัสสะ หรือ สัมผัสมีอยู่เป็นสองชั้น นั้น หมายความว่า ผัสสะ ที่แรกยังไม่เกี่ยวกับอวิชชา ต่อถึงผัสสะชั้นที่สองจึงจะเกี่ยวกันกับอวิชชา. ผัสสะทีแรกที่ ไม่เกี่ยวกับอวิชชานั้น เรียกว่า ปฏิฆะสัมผัส ; ปฏิฆะ แปลว่า กระทบ, ปฏิฆะ- สัมผัส แปลว่า สัมผัสสักว่าการกระทบ : ตา กระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายผิวหนังนี่กระทบ สิ่งที่มากระทบกับผิวหนัง ใจกระทบกับอารมณ์ที่มากระทบใจ นี้สักว่ากระทบ ; เหมือนกับเอาของโขกสับกันอย่างนั้น เป็นอาการของการกระทบ ; ตอนนี้ยัง ไม่เกิดอวิชชา. ทีนี้ พอกระทบเข้าแล้ว มีผลอะไรออกมา, เป็นความรู้สึกอย่างไร ; ใจล้วน ๆ จะทำหน้าที่สัมผัสกับสิ่งนั้น จึงจะเป็นสัมผัสอันแท้จริงขึ้นมา. และ อวิชชาก็จะได้โอกาสเกิดขึ้นที่ตอนนี้ ; สัมผัสอันหลังนี้ เรียกว่า อธิวจนะสัมผัส
น.137 ไม่เล็งถึงการกระทบ แต่เล็งถึงอะไรอันหนึ่งที่เกิดมาจากการกระทบ และใจ รู้สึกต่อสิ่งนั้น และรู้สึกด้วยอำนาจของอวิชชา. สัมผัสอันหลังนี้ เรียกว่า อธิวจนะสัมผัส เพราะว่าไม่ใช่ตัวการกระทบ ทีแรกโดยตรง และเพราะว่ามือวิชชาเกิดขึ้นตรงนี้ จึงเรียกว่า อวิชชาสัมผัสด้วย. จะยก ตัวอย่าง สักข้อหนึ่ง คือทางตา ตาเห็นรูป ใดรูปหนึ่งเข้าแล้ว อย่างนี้เรียกว่า อธิวจนะสัมผัส ; เช่นในบทว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ จกฺขุวิญฺญาณํ คือว่า อาศัยตากับรูป, อาศัยตากับรูป เกิดจักขุวิญญาณ ตากระทบ รูปเกิดจักขุวิญญาณ. นี้คือระยะของ ปฏิฆะสัมผัส ซึ่ง สักว่าตากับรูปกระทบกัน พอสักว่า เกิดจักขุวิญญาณ ไม่เรียกชื่อว่าผัสสะในกรณีอย่างนี้ ; แต่ที่แท้ก็เป็น การที่ตา กระทบกับรูปจึงได้เกิดจักษุวิญญาณ, เพราะประจวบแห่งธรรม ๓ ประการนี้ เรียกว่าผัสสะ. นี่จึงจะเป็นผัสสะชนิดที่แท้จริง. เมื่อ ตา เรา เห็นรูป เช่น เห็นรูปที่สวยงาม คือตาเห็นรูปสวยงามนั้นเป็น ผัสสะชั้นนอก, เป็นผัสสะทีแรก ที่ตากระทบกับรูป มีผลเกิดความสวยงาม. ทีนี้ จิตจะตะครุบ เอาความสวยงาม ด้วยอำนาจของอวิชชา ตอนนี้เป็น อธิวจนะสัมผัส และเป็นการสัมผัสด้วยอวิชชา ; นี้คือตัวสัมผัสแท้. เมื่อมี อธิวจนะสัมผัส ด้วยอำนาจของอวิชชาอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมจะเกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เป็นลำดับไป. นี่ตัวอย่างในทางตา ให้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะหรือสัมผัสนั้น มีอยู่ สองชั้น อย่างนี้.
น.138 ควรรู้เรื่องผัสสะให้ถูกต้องว่าชนิดไหนเป็นตัวการ ข้อความที่เราพูดกัน มักจะพูดสั้นๆ ลุ่น ๆ ว่า อายตนะกระทบกัน เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา ทำให้เข้าใจไม่ตรงตามที่เป็นจริง. เรา ควร จะรู้เรื่องผัสสะนี้ให้ถูกต้อง ว่าผัสสะชนิดไหนเป็นที่ตั้งแห่งเรื่องทุกเรื่อง ; จะเป็นเรื่องกาม หรือเป็นเรื่องกรรม หรือเป็นเรื่องเวทนา สัญญา ทิฏฐิ ตัณหา อะไรก็ตาม ผัสสะชนิดนี้ทั้งนั้น, ผัสสะชนิดนี้ที่เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษา หรือ การปฏิบัติอย่างอื่นต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด. เรา ต้องรู้จัก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเราเองให้ดี ๆ แล้วรู้จักรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่จะมากระทบกันเป็นคู่ ๆ นี้ให้ดี ๆ ด้วย. การกระทบที่แรกเป็นเพียงสักว่าการกระทบ เหมือนกับว่าของสอง อย่างมาชนกัน เรียกว่าสัมผัส สักว่าการกระทบ ยังไม่ทันจะเกิดกิเลสตัณหาอะไร ? แต่พอมีผลอย่างไรอันใดเกิดขึ้นจากการกระทบนั้น จิตจะกระทบกับสิ่งนั้น คือจับ ฉวยเอาสิ่งนั้น. การจับฉวย อย่างนั้นหมายถึงความ ปราศจากสติ ; เพราะปราศจาก สติจึงปราศจากความรู้ ; เพราะปราศจากความรู้จึงเป็นอวิชชา. เพราะฉะนั้น จึงรัก รูปที่น่ารัก, จึงเกลียด รูปที่น่าเกลียด, จึงหลงใหล ในรูปอันเป็น ที่ตั้งแห่งความหลงใหล อย่างนี้มันเป็นเรื่องของอวิชชาทั้งนั้น จึงได้เรียกว่า อวิชชาสัมผัส, สัมผัสด้วยอำนาจของอวิชชา. ที่นี้ สัมผัสนี้ก็ให้เกิดเวทนา ; เวทนานี้เลยได้ชื่อว่า อวิชชาสัมผัสส- ชาเวทนา ; มันยืดยาวออกไปเป็น อวิชชาสัมผัสสชาเวทนา คือ เวทนาที่เกิด
น.139 มาจากอวิชชาสัมผัส. เขาเรียกกันเต็ม ๆ ต้องเรียกอย่างนี้ ; เพราะว่า เวทนา ที่เกิดมาจากสัมผัสที่ไม่เนื่องกับอวิชชาก็มี ; นั้นมันยกเลิกกัน. เวทนาไม่เนื่องกับอวิชชามี เหมือนนั่งอยู่ตรงนี้ เหลือบตาไปเห็น ต้นไม้ ก็ เพียงเห็น ต้นไม้รูปร่างอย่างนี้ แล้วก็เลิกกัน ; ไม่ได้รักหรือไม่ได้เกลียด หรือไม่ได้หลงใหลอะไร เพราะว่าเป็นเพียงเวทนาที่เกิดมาจากปฏิฆะสัมผัส ยังไม่มี อวิชชา. ทีนี้ เรา จะต้องระวังอวิชชา ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสัมผัส, หรือสัมผัส ที่กำลังเกี่ยวข้องกันอยู่กับอวิชชา ว่านี่แหละคือตัวอันตราย. อวิชชาชนิดที่ ไปช่วยในการสัมผัส หรือว่า การสัมผัสที่อวิชชาเข้ามามีส่วนด้วยแล้ว นี่คือ อันตราย. เมื่อมีเวทนากับอวิชชาแล้ว ก็ทำให้จิตเกิดการปรุงแต่ง จนกระทั่ง เป็นอุปาทาน เป็นตัวกู - เป็นของกู, ถ้าสวย หรือหอม หรือถูกอกถูกใจ ก็เกิดเป็นตัวกู - ของกูชนิดหนึ่ง ; ถ้าไม่สวยไม่หอม ไม่ถูกอกไม่ถูกใจ ก็เกิด เป็นตัวกู - ของกูอีกชนิดหนึ่ง ; ถ้ายังเป็นที่ตั้งแห่งความลังเล สงสัย ไม่รู้แน่ ก็เป็นตัวกู - ของกูอีกชนิดหนึ่ง ; เป็นตัวกูได้หลาย ๆ ชนิดอย่างนี้ ล้วนแต่เกิด มาจากเวทนาที่เกิดมาจากอวิชชาสัมผัสทั้งนั้น. เพราะ ไม่รู้ว่าผัสสะมีสองชั้น ก็เลยนึกไม่ถูก ; บางทีก็ยังโง่ เข้าใจ ผิดไปถึงขนาดว่าจะต้องหลับตาแล้วโว้ย, ถ้าลืมตาอยู่ก็เห็นนั่นเห็นนี่ นี่จะต้อง หลับตาเสียแล้ว ; ผู้ปฏิบัตินี่จะต้องหลับตาแล้ว อย่างนี้ใครจะทำได้. คิดดู เถอะว่าใครจะปฏิบัติได้ ว่าให้หลับตาเสีย ให้อุดหูเสีย ให้ปิดปากเสีย ซึ่งทำไม่ได้.
น.140 ถ้าเรารู้ว่าผัสสะมีสองชั้น จะเห็นว่า ชั้นที่สักว่า เห็น สักว่าได้ยิน สักว่าได้ดม สักว่าได้ลิ้ม นี้มันก็ชั้นหนึ่ง ซึ่ง ยังไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ; พอถึงชั้นหลังที่สุด จึงจะเข้าไปรับเอาสิ่งที่มันเกิดขึ้นจากการกระทบทางอายตนะ. นั่นแหละเริ่มเป็นอันตราย ; ถ้าเผลอนิดเดียวก็เป็นอันตราย : เกิดกามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง วิภวตัณหาบ้าง แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์เป็นแน่นอน. นี่อยากจะแนะ ให้สังเกต ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ - ผัสสะนี่ ใน คัมภีร์ในสูตรทั้งหลาย ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์แล้ว เป็นอวิชชาสัมผัสทั้งนั้น ; แต่ท่านจะเขียนไว้ กล่าวไว้ ตรัสไว้เพียง สั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า "ผัสสะ" , นาน ๆ ในบางสูตรจึงจะพบคำเต็ม ๆ ว่า อวิชชาสัมผัส. ถ้าพูดตามธรรมดาจะเรียกว่า ผัสสะ - ผัสสะเฉย ๆ ; เช่นในปฏิจจ- สมุปบาทว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา - เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ, วิญฺญาณ- ปจฺจยา นามรูปํ - เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป, นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ - เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดอายตนะ ๖, สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส - เพราะสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ. ใช้คำว่า "ผัสสะ" เฉย ๆ คล้ายกับว่าเกลี้ยง ๆ ไม่มีอะไร ; แต่ให้รู้ เถอะว่า ในนั้นมือวิชชาอยู่แล้ว ; เพราะอวิชชาเริ่มต้นมาตั้งแต่ให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป. คำว่า ผัสสะ ในปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสไว้อย่างนี้ คำว่า ผัสสะ คำนี้ก็ หมายถึงอวิชชาสัมผัส. ที่นี้ ผัสสะที่สักว่ากระทบ เฉย ๆ นั้น ถ้าต้องการจะสังเกตว่ามีอยู่ที่ไหน บ้าง ก็จะ ต้องไปสังเกตในบทของปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสไว้อีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ ขึ้นต้นด้วยอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ; แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :-
น.141 จกฺขุญฺจ โข ภิกฺขเว ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะอาศัยผัสสะตัวนี้ทำพิษ " เพราะอาศัยตาและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ. ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส - ความประจวบแห่งสิ่งทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า ผัสสะ. ผสฺส- ปจฺจยา เวทนา ฯลฯ - ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา, แล้วก็เรื่อยไปถึงตัณหา. ข้อที่ว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะ ปฏิจจะกันระหว่างตากับรูป แล้วเกิดจักขุวิญญาณ ; ปฏิจจะ นี้แปลว่า อาศัย, อาศัยนี้แปลว่าเข้ากระทบกัน, เข้าชนกัน, เข้าเกี่ยวเนื่องกัน ; ตากับรูป เข้าเกี่ยวเนื่องกัน, เข้าชนกันจึงเกิดจักขุวิญญาณ. ฉะนั้น ผัสสะล้วน ๆ หรือ ปฏิฆะสัมผัสนั้นได้แก่ คำว่า " เปจฺจ " นั่นเอง. ครั้นเกิดจักขุวิญญาณแล้ว ท่าน ตรัสว่า ประจวบกันแห่งธรรม ๓ ประการ คือ ตา ด้วย, รูป ด้วย, จักขุวิญญาณ ด้วย นี้ เรียกว่า ผัสสะ. นี้หมายถึงว่า มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะความเผลอสติ แล้ว จึงได้เกิดผัสสะ ชนิดที่มีอวิชชาผสมแล้ว ; จึงได้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน และเป็นทุกข์ เราจะ ต้องศึกษา เรื่องนี้ จากของจริง, อย่าศึกษาเพียงแต่ว่าตัวหนังสือ ในพระคัมภีร์. เพราะว่าเรามีตา มีหู มีจมูก ลิ้น กาย ใจ, เพราะว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ได้มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเราอยู่ ตลอดเวลา ; เราจึงศึกษาเรื่องเหล่านี้จากสิ่งเหล่านี้โดยตรง. มีคน เคย อย่าเพียงแต่ศึกษาจากหนังสือหนังหา ตำรับตำราเลย แล้วเราก็ จะรู้จัก ผัสสะได้ดีว่ามีสองชนิด ดังกล่าวมานี้ ; และชนิดหลังนั้นเป็นผัสสะของใจ ที่ประกอบด้วยอวิชชา แล้วก็เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน และเป็นทุกข์.
น.142 การปฏิบัติจะต้องระวังไม่ให้เกิดอวิชชาขึ้นในขณะแห่งผัสสะ นั้น คือยอดหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด. ถ้าอวิชชาไม่เกิดที่นี้แล้ว ไม่มีทางที่จะ เกิดความทุกข์อย่างไหนเลย. คือนี้ก็เป็นปัญหาแห่งการปฏิบัติ คือไม่รู้ว่าผัสสะนั้น มีอยู่เป็น ๒ ชั้น. ข้อที่ ๖. ปัญหามี เนื่องแต่ร่างกายไม่ดี ทีนี้ ปัญหาต่อไปเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ก็จะเรียกว่า เป็นเรื่องปลีกย่อย เช่นว่า ร่างกายไม่ดี ร่างกาย ไม่ปกติ มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือ ไม่สมประกอบ ทาง ร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นชนิดชั่วคราว ชั่วขณะก็ได้ จะเป็นชนิดระยะยาว ก็ได้ หรือเป็นชนิดตลอดกาลก็ได้ ; ความที่ร่างกายไม่ดีนี้ ก็เป็นปัญหา หรือ เป็นอุปสรรคเกี่ยวกับการปฏิบัติ เหมือนกัน. ที่เป็นปัญหา เพราะว่า เมื่อร่างกายไม่ดี จิตก็พลอยไม่ดี ; เมื่อจิต ไม่ดีก็มีความอดทนน้อย มีความขี้ขลาด ใจลอย ; หรือบางทีก็บ้าบิ่น หรือไวต่อ ความรู้สึกมากเกินไป เรื่องเล็กนิดเดียวนี่มันรู้สึกมากเกินไป ; บางทีไม่มีเรื่องก็เก็บ ไปคิดให้เป็นเรื่องจนเกิดกิเลสจนได้. นี้เรียกว่าใจไม่ดีเพราะร่างกายไม่ดีใจก็เลยไม่ดี. อุปสรรคนี้เกิดมาจากการที่ร่างกายไม่ดีก่อน จะต้องรู้ว่า เป็นปัญหา ที่เนื่องอยู่กับการปฏิบัติด้วยเหมือนกัน. ข้อที่ ๗. ปัญหา เนื่องด้วยสิ่งแวดล้อม ทีนี้ ปัญหาสุดท้ายเรียกว่า สิ่งแวดล้อมไม่ดี, สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ เรานี้ ไม่ดี. เช่นว่าเป็น วิสภาค คือตรงกันข้าม หรือเป็นปฏิปักษ์ หรือว่าเป็นอุปสรรค รบกวนมากเกินไป.
น.143 อีกทางหนึ่งที่ว่าดีเกินไป ก็เป็นอุปสรรคได้เหมือนกัน ; ร้ายเกินไป หรือเพียงแต่ ร้าย ก็เป็นอุปสรรค ; แต่ถ้า ดีเกินไป ก็กลับเป็นอุปสรรคอีก ทางหนึ่ง คือมันยั่วให้ไปในทางที่จะเหลวไหล. ฉะนั้น สิ่งแวดล้อมก็ควรจะ เหมาะสม ไม่เป็นปฏิปักษ์ในทางร้าย, ไม่เป็นปฏิปักษ์ในทางดีเกินไป คนเรา จึงจะสามารถปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวกดาย. นี่เวลาก็ยังไม่ทันจะหมด แต่ว่าฝนมันบังคับให้เวลาหมด. จึงขอสรุป ความว่า ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาของการปฏิบัติ มีเป็นข้อ ๆ : นับตั้งแต่ว่าเข้าใจผิด ในหลักการของการปฏิบัติ. เอาแต่ทฤษฎีเป็นการปฏิบัติ, ไม่รู้ว่าอุปสรรค ทั้งหลายนั้นรวมอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือว่า ความสำเร็จ ก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผัสสะซึ่งมีอยู่ ๒ ชนิด : ผัสสะที่มีอวิชชา และ ผัสสะที่ไม่มีอวิชชา ; และว่าเราจะต้องมีร่างกายที่เหมาะสมพอสมควร, แล้วก็มี จิตใจดี, มีสิ่งแวดล้อมดี, การปฏิบัติก็หมดปัญหา. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระสงฆ์ สวดสาธยาย สรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับไปตามเคย.
Buddhadasa