Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๔ — ปัญหาเนื่องมาจากปฏิเวธ

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.144 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๔ นี้ จักได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปฏิเวธ". ในที่นี้ อยากจะให้ท่านทั้งหลาย ทบทวนความจำ เกี่ยวกับคำ ทั้ง ๓ ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อนอีกครั้งหนึ่ง; คำทั้ง ๓ คือ คำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ; ทั้ง ๓ คำนี้หมายถึงส่วนหนึ่ง ๆ ของพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพุทธศาสนา. ๑๑๙

น.145 พุทธศาสนาที่เป็นส่วนการศึกษาเล่าเรียน เรียกว่า ปริยัติ, พุทธศาสนา ส่วนที่เป็นการปฏิบัตินี้ เรียกว่า ปฏิบัติ, พุทธศาสนา ส่วนที่ เป็นผล อันแท้จริงของการปฏิบัตินี้เรียกว่า ปฏิเวธ; จึงเกิดมีคำทั้ง ๓ นี้ ขึ้นมาว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ; เป็นการศึกษาเล่าเรียน, เป็นการ ปฏิบัติ, เป็นการได้รับผลของการปฏิบัติ, มีอยู่เป็น ๓ คำ หรือเป็น ๓ แผนกกันอยู่ดังนี้. ทบทวนที่พูดมาแล้วเกี่ยวกับปริยัติปฏิบัติปัญหา ในครั้งที่แล้วมา เราได้กล่าวถึงปัญหา หรืออุปสรรคที่มีอยู่ในส่วน ทั้ง ๓ นี้ตามลำดับมา ได้ถึง ๒ ชนิดแล้ว คือปัญหาอันเกี่ยวกับปริยัติ, และปัญหา อันเกี่ยวกับปฏิบัติ ; ส่วนในวันนี้ จะได้กล่าวถึง ปัญหาที่เป็นส่วนปฏิเวธ หรือ เนื่องกันกับปฏิเวธ. ปัญหาที่ ๑. การปริยัติมีปัญหาได้ง่ายมาก คือผู้ศึกษายังไม่รู้อะไรบ้าง ยังรู้ผิด ๆ ถูก ๆ บ้าง รู้ตรงกันข้ามเสียบ้าง หรือปริยัตินั้นเพื่อเกิน ไม่ตรงจุดหมาย บ้าง นี้เรียกว่าเป็นปัญหานานาชนิดเกี่ยวกับปริยัติ. ปัญหาที่ ๒. คือ การปฏิบัติ หมายความว่า แม้จะเรียนปริยัติมา แล้ว ก็ยังเลือกเพื่อการปฏิบัติไม่ค่อยจะถูกต้อง. แล้วเล็งถึงสิ่งภายนอกตัว มากกว่าที่จะเล็งถึงสิ่งภายในตัว ด้วยคิดว่าจะปฏิบัติที่นั่นที่นี่ อย่างนั้นอย่างนี้ นี้มันไม่ถูกตามที่เรื่องของการปฏิบัติจะพึงมี. เมื่อถือตามพระพุทธภาษิตแล้ว การปฏิบัติจะต้องมีแกนกลาง หรือ ใจความสำคัญอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้น ; มัวไปคิดถึงเรื่องทำทานบ้าง

น.146 รักษาศีลบ้าง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออะไรอื่น ๆ บ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด ; ไม่มาสนใจตรงที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอย่างไร.แวก นี้เรียกว่าเกิดเป็นปัญหา ทางปฏิบัติขึ้นมา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า ทุก ๆ เรื่องมันมีแกนกลางอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีความสำคัญอยู่ที่นั้น. แม้ว่า จะให้ทาน ทานที่ประเสริฐ สุดนั้นก็คือ การให้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ออกไปเสีย ; อย่าให้มารบกวน อย่าให้มาก่อกิเลส. นี่คือทานในขั้นปรมัตถ์ ขั้นสูงสุด. หรือว่า จะรักษาศีล ถ้าควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ ก็เป็นการ รักษาศีลที่ดีที่สุด ถึงที่สุด และแท้จริง ; ไม่ใช่ไปมัวนั่งนับปาณา ฯ อทินนา ฯ ข้าวของบุคคลอะไรกันให้มันยุ่งยาก ไม่รู้จักสิ้นสุด. ถ้าควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ ก็ไม่มีทางที่จะไปฆ่า ไปขโมย ไปผิดประเพณีอะไรเป็นต้นได้. ถึงแม้ว่าจะ ปฏิบัติในทางสมาธิ ทางปัญญา ก็มีความ สำคัญอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้นอีก, สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ได้ ก็เป็นสมาธิ, ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ฉลาดอยู่เสมอ ไม่โง่ ไม่หลง ไม่เกิดความคิด ปรุงแต่งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นปัญญาอย่างยิ่ง. นี้คือ แกนกลางของการปฏิบัติมันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; แต่แล้วคนก็ไม่ค่อยสนใจ จึงเกิดเป็นปัญหา เป็นอุปสรรค ชนิดที่มองไม่เห็นตัว. สิ่งที่มองไม่เห็นตัว ใครจะไปแก้ไขได้ แต่นี้มันก็กำลังเป็นปัญหา หรือเป็น อุปสรรคที่มองไม่เห็นตัว จึงไม่ได้รับการแก้ไข ; จึงเอามากล่าวให้ฟังในฐานะ ที่เป็นปัญหาของการปฏิบัติ นี่ก็เสร็จไปแล้ว.

น.147 ที่นี้ วันนี้ยังเหลืออยู่แต่ปัญหาในทางปฏิเวธ ถ้ากล่าวกันโดยแท้จริงแล้ว ทางปฏิเวธคือการบังเกิดผลนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา ; เพราะว่าถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็ควรจะมีผลขึ้นมาโดยไม่ต้องมีปัญหา. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีปัญหาบางอย่าง เหลืออยู่ ที่ควรจะจัดให้เป็นของเนื่องอยู่กับปฏิเวธ หรือฝ่ายปฏิเวธ ซึ่งจะได้กล่าว ต่อไป ทั้ง ๆ ที่ว่าปัญหาประเภทนี้ มันไม่น่าจะเป็นปัญหา. ต้องสนใจปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธให้ดีเพราะเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าจะเข้าใจปัญหาทางปฏิเวธให้ดี ก็ต้องสนใจเรื่องทั้ง ๓ นั้นให้ดี ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคือเรื่อง ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ; เราจะ ต้องสนใจ สิ่ง ทั้ง ๓ นี้ ในลักษณะที่เนื่องกัน : - ปริยัติ นั้นทำ ให้มีความรู้ อย่างธรรมดาสามัญ แล้วก็มีความเข้าใจ ด้วยการใคร่ครวญ คำนึง คำนวณตามเหตุผล แต่ไม่ใช่ความเห็นแจ้ง ; เป็นการ ใช้เหตุผล แล้วจึงมีศรัทธา มีความเชื่อ ความแน่ใจ ว่าสิ่งนี้ถูกต้อง มีประโยชน์ และควรจะปฏิบัติ. นี่ ปริยัติ มีผลให้ได้เพียงเท่านี้ ว่า : มีความรู้, มีความเข้าใจ, มีความแน่ใจ มีศรัทธาในการจะปฏิบัติ ถ้าแก้ไขได้ก็ไม่มีปัญหา. ทีนี้ พอมาถึง การปฏิบัติ ต้องทำให้ได้ตามที่ตั้งใจจะปฏิบัติ มีปัญหา อะไรเกิดขึ้นที่เป็นเหตุให้ทำไม่ได้จะต้องแก้ไขให้หมดไป และพร้อมกันนั้น ก็จะมี ความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มเติมไปในตัว ไปในขณะเดียวกันกับการปฏิบัตินั้นเอง.

น.148 นี่ถ้าว่ามีผลเป็น ปฏิเวธ ก็จะมีผลเป็นความเห็นแจ้งในสิ่งนั้น ๆ แล้วก็รู้สึกต่อสิ่งนั้น ๆ เหมือนกับว่ารู้รสของสิ่งที่เรากินหรือเราชิม แล้วก็มีความ รู้สึกชนิดที่เรียกว่าดื่มด่ำลงไปในรสอันนั้น. ลักษณะอย่างนี้เป็นปฏิเวธทำด้วยใจ ล้วน เป็นความเห็นแจ้งจริง ตามที่ปรากฏแก่ใจจริง, แล้วก็ รู้สึกรส คือ ได้รับ รสของความสะอาด - สว่าง - สงบ เป็นต้น แล้วจิตมันก็ยิ่งดื่มต่ำลงไปอย่าง ลึกซึ้งในรสอันนั้น. ในระยะนี้ที่ เรียกว่าเป็นระยะของปฏิเวธ มีความหมายที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำด้วยใจอย่างเดียว แล้วก็เป็นใจในส่วนที่เป็นความรู้สึก สำหรับคำ ๒ คำนี้ อยากจะขอร้องให้ถือเป็นหลักว่า คำว่า "จิตมีไว้ สำหรับคิด", คำว่า "ใจมีไว้สำหรับรู้สึก". มันจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ; แต่ถ้า ทำหน้าที่คิด เรา เรียกว่าจิต, ถ้ามันทำ หน้าที่รู้สึก เช่นรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์เป็นต้น ไม่ใช่การคิด อย่างนี้เรา เรียกว่าใจ. เรื่องของ ปฏิเวธ นี้ เป็นเรื่องของใจล้วน ไม่เกี่ยวกับเรื่องของจิต หรือ ความคิด ; แต่เราก็ยังต้องพูดว่า เป็นเรื่องของจิตอยู่นั่นเอง เพราะว่าคำในภาษา ไทยนี้มีความกำกวม ปนเป และสับสน. เราจึงต้องมาบัญญัติกันเองเฉพาะ ปัญหาสำคัญทางปฏิเวธ ต้องเรียนจากความรู้สึกภายใน ในที่นี้ ในกรณีของเราว่า เรื่องของปฏิเวธนี้ แม้จะเป็นเรื่องทางจิต แต่ก็เป็นเรื่องของใจ คือจะต้องรู้สึกโดยแท้จริง โดยประจักษ์ชัดอยู่ในใจ ไม่เกี่ยวกับความคิด, ไม่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล ไม่เกี่ยวกับอะไรหมด ;

น.149 เพราะว่ามันเป็นขั้นปลาย, เป็นขั้นสุดท้ายของ การได้ผล และ เสวยผล รู้สึก ในผล ดื่มด่ำอยู่ ในผลที่ได้ อันนี้เรียกว่า ปฏิเวธ. สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในขณะของปฏิเวธนี้ จะมีปัญหาอย่างไร ปัญหา โดยตรงหรือปัญหาโดยอ้อมก็ตาม เราจะได้พิจารณากันตามสมควร แล้วก็จะได้ เข้าใจ ในการที่จะแก้ไขปัญหา ให้หมดสิ้นไปทั้ง ๓ ชนิด คือ ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ. ปัญหาที่ ๑. คนไม่รู้ว่า ธรรมะ ต้องถือเอาด้วยใจ ปัญหาที่จะเนื่องกันอยู่ในวงการปฏิเวธนั้น ก็คือปัญหาที่กำลังกล่าวอยู่ นี่แหละว่าผู้ปฏิบัติโดยมากไม่รู้จักคำว่า "รู้สึกด้วยใจ" ด้วยซ้ำไป ; ไม่รู้ว่าทุกอย่าง ต้องเรียนจากความรู้สึกข้างใน ที่กำลังรู้สึกอยู่ในใจในเวลานั้นจริง ๆ. เช่นเวลานี้ เรากำลังรู้สึกสบายเพราะนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ แล้วก็ รู้สึกสบาย ; เราก็ต้องเรียน ศึกษาตัวความสบายให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร, แล้วก็เสวยผลของความสบายนั้นอยู่. นี้ เรียกว่า เป็นตัวปฏิเวธ ตัวที่แท้จริง ไม่ใช่ในตัวหนังสือ หรือไม่ใช่พูดด้วยปาก. คำว่า ปฏิเวธะ แปลว่า แทงตลอด, แทงตลอด นี้ หมายความว่า ใจมันแทงไปในความรู้สึกที่กำลังรู้สึก. ฉะนั้น คำว่า "ปฏิเวธ" จึงหมายถึง สิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่ในใจ และเป็นผลของการปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักคำว่า "รู้สึก ด้วยใจ" รู้สึกอยู่ในใจ ; และไม่เคยคิดนึกว่าต้องรู้สึกด้วยใจ กันเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยไม่รู้จักตัวปฏิเวธ. ผู้ที่ไม่รู้จักตัวปฏิเวธ ก็นับว่ามีปัญหา หรือมีอุปสรรค ในการที่จะเกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิเวธ" ได้โดยสมบูรณ์.

น.150 นี้เป็นปัญหาข้อแรก สำหรับคำว่า ปฏิเวธ คือคนไม่รู้ว่าธรรมะนี้ ต้องถือเอาด้วยใจ จับฉวยเอาด้วยใจ รู้สึกเอาด้วยใจ. ปัญหาที่ ๒. การทำปฏิเวธ ให้ขึ้นถึงขั้นอกุปปธรรม ทีนี้ ปัญหาต่อไปในเรื่องของปฏิเวธ มีอยู่ตรงที่ว่า เป็นปฏิเวธที่ ตายตัว ลงไป คือแน่นอน หรือว่า เป็นปฏิเวธที่ย้อนกลับหลัง มาเป็นความไม่สงบ รำงับอีกได้. ในกรณีนี้มีคำอยู่ ๒ คำ คือคำว่า กลับกำเริบ ได้ เรียกว่า "กุปปธรรม" และคำว่า กลับกำเริบไม่ได้ หรือไม่กลับกำเริบอีกต่อไป นี้เรียกว่า "อกุปป- ธรรม" เป็นกุปปธรรมกับเป็นอุปปธรรม. ปฏิเวธที่เป็นกุปปธรรม นั้นเป็นโดยปริยาย คือโดยอ้อม ไม่แน่นอน ไม่ตายตัว ; ดังนั้นจึงกลับได้. เหมือนว่าเรารู้สึกสลดสังเวชในชีวิต ในอะไร ลงไปอย่างแท้จริง จนเบื่อหน่าย เบื่อโลก มีจิตใจไม่เกิดกิเลสในโลกได้คราวหนึ่ง ; แต่แล้วต่อมา มันกลับเลือนหายไปหมด เพราะเหตุอะไรก็ตาม. อย่างนี้เรียกว่า มันกลับกำเริบ ยังไม่ใช่ของจริง ; แต่ก็เป็นปฏิเวธชั่วขณะหนึ่งเหมือนกัน. ถ้า ทำให้แน่นอนตายตัวโดยที่จะไม่กลับหลังอย่างนั้นอีก ก็เรียกว่าเป็น "อกุปปธรรม". ทีนี้ เราจะ ดูกันให้ละเอียด ว่า แม้แต่ในเรื่อง รักษาศีล ก็กลับกำเริบ ได้ ; คือเคยรักษาศีลได้ดี แล้วกลับไม่ดีก็ได้ เพราะว่าศีลนั้นยังไม่เป็นสมุจเฉท คือยังไม่ตายตัวลงไป. การ เจริญสมาธิ ก็เหมือนกัน เป็นสมาธิ มีผลเป็นสมาธิ ถึงขนาดขั้นฌานก็ได้ แต่แล้ว ก็กลับเสียไป . แม้แต่ ที่เป็นปัญญา เห็นอนิจจัง

น.151 ทุกขัง อนัตตา เหตุปัจจัยไม่เพียงพอ เห็นแล้วก็ กลับไม่เห็นได้ : อย่างนี้เรียกว่า มีการกลับไปกลับมา. แต่ ถ้าเห็นชนิดที่ไม่กลับ ก็เป็นการตัดกิเลสโดยแท้จริง เห็นแล้วตัดกิเลสได้เท่าไร ก็ตัดได้จริงเท่านั้น ไม่ย้อนกลับมา. ขอให้ศึกษาคำว่า "กลับกำเริบ" กับ "ไม่กลับกำเริบ" หรือคำว่า "โดยปริยาย" คือ โดยอ้อม กับ "นิปริยาย" คือ โดยไม่อ้อม คือ โดยตรง ว่าปฏิเวธ นั้นมีอยู่ ๒ ชนิดอย่างนี้ ถ้าเป็นอย่าง กุปปธรรม หรือโดยปริยาย หรือโดยอ้อม อย่างนี้แล้ว ก็ กลับกำเริบ จนน่าประหลาดใจว่า ทำไมมันจึงเปลี่ยนไปมากอย่างนี้ ; ถ้าว่ามันเป็นเด็ดขาดลงไป มันก็รู้ รู้อยู่แก่ใจ ว่ามันเด็ดขาดลงไป มันไม่กลับ กำเริบ. ปัญหาที่ ๓. เกี่ยวกับการทำเวทนาที่ยังไม่เย็นให้เย็น ทีนี้ ปัญหาต่อไป ก็จะเป็น ปัญหาเลื่อนขึ้นไปถึงขั้นของพระอริยเจ้า จะพูดถึงเรื่องพระอรหันต์ก่อน ; สำหรับพระอรหันต์นั้น มีคำที่เข้าใจยากเป็น ภาษาบาลีอยู่ ๒ คำ คือคำว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ กับ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. อันหนึ่ง แปลว่า นิพพานธาตุ ที่ดับเย็น, มีเชื้อเหลือ, อันหนึ่งว่านิพพานธาตุ ที่ดับเย็นจนไม่มีเชื้อเหลือ. คำอธิบายนี้ก็ยังฟังยาก สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง แล้วเคยได้ยินได้ฟัง มาเป็นอย่างอื่นด้วย เช่นว่า พระอรหันต์มีชีวิตอยู่, พระอรหันต์ตายแล้ว, อย่างนี้ เป็นต้น ; เรื่องมันก็เลยไปกันใหญ่ เข้าใจไม่ได้. ในที่นี้ อยากจะอธิบายโดยตรงตามภาษาบาลีว่า พระอรหันต์ที่มีเชื้อ เหลือ นั้น หมายความว่า พระอรหันต์ที่ยังไม่เย็นสนิท : พระอรหันต์ที่หมด

น.152 กิเลสแล้ว แต่ว่าเวทนายังไม่เย็นสนิท ; กับ พระอรหันต์อีกพวกหนึ่ง ซึ่ง หมด กิเลสแล้ว และ เวทนาก็เป็นของเย็นสนิทด้วย. นี้ขอให้เข้าใจว่าปฏิเวธคือการบรรลุมรรคผลนี่ ดำเนินขึ้นไปจนถึงขั้น พระอรหันต์แล้ว ; แต่ก็ยังมีปัญหาว่า พวกหนึ่งเย็นสนิท, อีกพวกหนึ่งไม่ เย็นสนิท. พวกที่มีเวทนาที่ยังไม่เย็นสนิท นั่นหมายความว่าเหมือน ๆ กับพระ- อรหันต์ใหม่, เพิ่งจะมาเป็นพระอรหันต์ใหม่ ๆ ; ความเคยชินในการจะรู้สึก ต่อเวทนานั้น ยังค่อนข้างจะเหมือนเดิม คือยังรู้สึกกระสับกระส่ายต่อทุกขเวทนา. ถ้าเป็นพระอรหันต์ประเภทหลัง คือมีเวทนาอันเย็นสนิท แม้จะมี ทุกขเวทนาอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่มีความกระสับกระส่าย หรือสะดุ้งสะเทือน หรือ สะดุด เป็นต้น. ทั้งสองพวกนี้หมดกิเลสสิ้นเชิง ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มีสังโยชน์ อันสิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์โดยสมบูรณ์นี่แหละ ; แ ต่พวกหนึ่งเย็นสนิท พวกหนึ่งยังไม่เย็นสนิท. ที่เคยเปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนกับหม้อ เผาสุก ดีแล้วเหมือนกัน ; ใบหนึ่งเขี่ยออกมาจากเตานานแล้วเย็นสนิท, อีกใบหนึ่ง เพิ่งเขี่ยออกมาจากเตา ยังอุ่นอยู่ ยังร้อนอยู่. อย่างนี้ก็เรียกว่า มีปัญหาที่ชวนให้สงสัย หรือมีปัญหาที่จะต้องกระทำ ต่อไป ก็อาจจะเป็นได้ ; แม้ว่าสิ้นกิเลสแล้ว ก็ยังจะต้องกระทำต่อไปในส่วนที่ จะให้เย็นสนิท แล้วอาจจะได้ก็ได้, ไม่ได้ก็ได้.

น.153 นี้ เรียกว่าเป็น ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับฝ่ายปฏิเวธ คือการบรรลุ มรรคผลแล้วด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น การบรรลุมรรคผลในขั้นต้น ๆ ของ พระเสขะ ก็ยังคงมีชนิดที่เย็นสนิท, หรือยังไม่เย็นสนิทในส่วนกิเลสนั้น ๆ ได้ ; ซึ่งยังจะต้องทำต่อไปให้เย็นสนิทในกิเลสส่วนที่ละได้แล้ว เท่าไรก็ตามใจ. ความเป็น พระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ ก็มีปฏิเวธแต่ในเพียงขั้นนั้น ๆ ยังเหลือปฏิเวธในขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับที่จะต้องทำต่อไป ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือการละ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ จะต้องละยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกว่าจะ หมดจดสิ้นเชิง. เมื่อถึงขั้น หมดจดสิ้นเชิง จึงจะเรียกว่า เป็นขั้นอกุปปธรรม ; ถ้ายัง ไม่ถึงความหมดจดสิ้นเชิงนั้น ยังไม่เรียกว่าเป็น อุปปธรรมอันแท้จริง ที่กำหนด ไว้ในฐานะเป็นจุดหมายปลายทาง. นี้เป็นปัญหาข้อหนึ่ง โดยมีหัวข้อว่า เป็น อกุปปธรรมหรือยัง สำหรับปฏิเวธนั้น ๆ. ปัญหาที่ ๔. เกี่ยวกับ การทำให้มาก และชำนาญ ที่นี้ ปัญหาข้อต่อไป คือ การทำให้มาก การทำให้ชำนาญ ; การทำ ให้มาก การทำให้ชำนาญนี่ มีปัญหามาตั้งแต่ปริยัติ เช่นว่า ผู้เรียนปริยัติก็ต้องทำ ให้มาก ทำให้ชำนาญ ในเรื่องท่องสวดมนต์, จำได้แล้ว ลองปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่กี่วันก็ลืม ; นี่ต้องทำให้มาก ต้องทำให้ชำนาญแม้ในส่วนของปริยัติ. ทีนี้ มาถึงส่วนของ การปฏิบัติ ทำได้แล้ว ไม่รักษาให้ดี เดี๋ยวมัน ก็ กลับเป็นทำไม่ได้.

น.154 เช่นพอสักว่าทำสมาธิได้เท่านั้นแล้วก็นอนใจ แล้วก็ปล่อยไปตามเรื่อง สมาธิก็หายหมด. พอสักว่าทำได้เท่านั้น ต้องรักษา ต้องถนอมอย่างยิ่ง คือประคับประคอง กระทำให้เรื่อย ๆ ไป ไม่มีหยุด อย่างยิ่ง จนกว่าจะตายตัว ; คือมันจะกลับหลังได้ จะหายไปได้. ฉะนั้นจึงต้องมีการเคารพ ทะนุถนอม เอาใจใส่อย่างยิ่ง เป็นพิเศษสำหรับธรรมะที่เพิ่งจะได้. เขามีคำใช้ไพเราะว่า ตรุณะวิปัสสนา คือดรุณวิปัสสนา, ตรุณ- วิปัสสนา หรือดรุณวิปัสสนา, วิปัสสนาที่ยังเป็นลูกอ่อน เพิ่งจะพิจารณาเห็น อะไรลงไปอย่างถูกต้องในครั้งแรก ; แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรกนั้น เหมือนกับ ยังเป็นลูกอ่อนสอนเดิน เหมือนกับเด็กเพิ่งเดินได้ เพิ่งยืนได้ เพิ่งก้าวขาได้เป็น ครั้งแรก มันยังจะล้มอีก จะต้องรักษาให้ดี อย่าให้มันล้ม และให้มันเดินได้ เลยไป. วิปัสสนา ก็มีลักษณะอย่างนี้ที่จะต้องกระทำให้มาก กระทำให้ชำนาญ. ในการปฏิบัติ และแม้เมื่อมีผลของการปฏิบัติ เป็นปฏิเวธ ขึ้นมาแล้ว ก็ยังต้องทำให้มาก ทำให้ชำนาญ ในการที่จะเสวยผลนั้นด้วยเหมือนกัน. ฟังแล้ว มันก็น่าหวัว หรือว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ว่า "หามาได้แล้ว มีแต่จะกินเข้าไป อย่างนี้ก็ยังต้องรู้จักกินให้เป็น กินให้ดี กินให้ถูก การกินนั้นจึงจะเป็นผลดี ". นี่แม้ว่า การบรรลุมรรคผล แล้ว ก็ยังจะ ต้องรู้จักรักษา, รู้จักกระทำ ให้มาก, กระทำให้ชำนาญ ให้คล่องแคล่ว, ให้อยู่ตัว. เดี๋ยวนี้ ความประมาทมันมักจะมี ไปเสียแทบทุกชั้น : เมื่อแสวงหา ก็ประมาท, เมื่อได้มาก็ประมาท, เมื่อกินเข้าไปก็ยังประมาท. นี่ก็คือเรียกว่า เมื่อยังอยู่ในรูปปริยัติก็ประมาท, อยู่ในรูปของปฏิบัติก็ประมาท, อยู่ในรูปของ ปฏิเวธก็ยังประมาท.

น.155 ลองกินข้าวอย่างประมาท ก็จะดูมุมมาม, น่าเกลียด, จะหกเรี่ยราด ; หรือมันอาจจะผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ นี่แม้แต่ว่าการกินก็ยังต้องเป็น ผู้กินที่ดี แสวงหามาดี แล้วก็ได้มาดี แล้วก็กินให้ดี ๆ ; อุปมานี้ฉันใด ปริยัติ ก็ต้องดี ปฏิบัติ ก็ต้องดี ปฏิเวธ ก็ ต้องดี ฉันนั้น ด้วยเหมือนกัน. ขอให้เป็นผู้ ทำให้มาก ให้ชำนาญ แม้กระทั่งในส่วนที่เรียกว่า เป็น ปฏิเวธ : แล้วปฏิเวธนั้นมีหลายชั้น ต้องทำให้ดีในชั้นต้น ๆ แล้วก็จะง่าย สำหรับที่จะเลื่อนชั้นขึ้นไปตามลำดับ. เพราะคำว่า ปฏิเวธนี้ อย่างน้อยก็มี ๔ ชั้น หรือ ๕ ชั้นทั้งพระนิพพาน ; คือชั้นโสดาบัน, ชั้นสกิทาคามี, ชั้น อนาคามี, ชั้นอรหันต์ และชั้นนิพพาน, อย่างน้อยก็เป็น ๕ ชั้นที่เป็นชั้นใหญ่ ๆ นี้เรียกว่า เป็นปฏิเวธ. ในเมื่อมีการบรรลุ ก็ต้องมีการทำให้มาก ทำให้ชำนาญ ในการที่จะ รักษา หรือ ในการที่จะคล่องแคล่วในการที่จะเคยชินเป็นนิสัย. อย่างนี้ ไม่น่าจะเรียกว่าปัญหา แต่ก็ขอเรียกว่าปัญหาด้วยเหมือนกัน เพราะ เป็นสิ่งที่จะต้องสะสาง ; คำว่าปัญหา หมายความว่าเป็นสิ่งที่จะต้องสะสาง. ปัญหาที่ ๕ ปฏิเวธบางชนิดยั่วยวนมาก ทีนี้ ปัญหาต่อไป ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นปัญหาปลีกย่อยด้วยกันทั้งนั้นแหละ ; นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับปฏิเวธบางชนิดที่เป็นข้าศึกแก่ปฏิเวธบางชนิด. ข้อนี้หมาย ความว่าปฏิเวธนี้มีหลายอย่าง คือการได้รับผลในทางจิตใจโดยตรง นั้นมีหลาย อย่าง; ทีนี้ บางอย่างเป็นอุปสรรคแก่อีกบางอย่าง คือ บางอย่างยั่วยวนมาก

น.156 ทำให้ไปหลงใหลอยู่แต่ในส่วนนั้น ไม่พยายามทำความก้าวหน้าในส่วนที่ยังจะ ต้องทำต่อไป. ข้อนี้ โดยหลักใหญ่ ๆ เราก็ พูดได้ โดยหลักของสมาธิภาวนา ๔ ประเภท หมายความว่าการเจริญทางจิตทางใจ ที่เรียกว่าการเจริญสมาธิภาวนานี้ มันมี ประเภทใหญ่ ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง ก็มีอยู่ ๔ ประเภท : - ประเภทที่ ๑. ทำลงไป ได้ผลเป็นความสุขในทันใด นั้นเลย คือว่าใน ทิฏฐธรรม ในทันตาเห็นทันความต้องการในปัจจุบันนี้ได้รับความสุข นี้อย่างหนึ่ง. ประเภทที่ ๒. ทำแล้วมัน มีผลพิเศษไปในทางปาฏิหาริย์ คือทำ ให้มีความสามารถทางตา ทางหู ทางจมูก ทางอะไรก็ตาม นี้เหมือนกับว่าเป็นของ ทิพย์ เช่นหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น นี้ก็เป็นปฏิเวธอันหนึ่ง. ประเภทที่ ๓. คือทำไปแล้วจะ เป็นบุคคลที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ที่สุด. ประเภทที่ ๔. ทำลงไปแล้วจ ะสิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ. ทีนี้ ท่านทั้งหลายลองพิจารณาเปรียบเทียบดูเองก็แล้วกันว่า อย่างที่ ๑ ทำแล้วได้ความสุขทันทีที่นี่ เดี๋ยวนี้ พอใจสบายบอกไม่ถูก. แล้วอย่างที่ ๒ ทำแล้ว มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เหมือนกับมีปาฏิหาริย์. แล้วอีก ๒ อย่างที่เหลือ ทำแล้วมีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์ กับทำแล้วสิ้นกิเลสนี้. ใน ๔ อย่างนี้อย่างไหนน่าสนุกกว่า ? ความสุขทันใจ, ทันความ ต้องการนั่นแหละสนุกกว่า มันชวนกว่า, หรือสำหรับบางคนทำให้เกิด ปาฏิหาริย์

น.157 เป็นตาทิพย์ หูทิพย์อะไรขึ้นมานี้ยิ่ง สนุกกว่า. ส่วนที่จะทำให้หมดกิเลสตัณหานั้น มันเลยเป็นของไม่ชวน ไม่ชวนให้ทำ ไม่ชวนสนุก ชวนให้เบื่อ; อย่างนี้เรียกว่า ปฏิเวธเป็นอุปสรรคต่อปฏิเวธ กันเอง, เรียกว่าปฏิเวธชนิดที่ยั่วยวนมาก นั่นเป็น ข้าศึก เป็นอุปสรรคแก่การที่จะก้าวหน้าไปหาปฏิเวธขั้นสูงสุด. คำเปรียบหรือว่าคำอุปมา เขาเปรียบไว้ว่า "ถ้าได้เกิดในพรหมโลก กว่าจะหลุดออกมาได้, ต้องติดอยู่เป็นกัปป์ ๆ กัลป์ ๆ จึงจะหลุดออกมาได้" ; จนถึงกับมีคำกล่าวว่า “เราไม่อยากจะไปเกิดในพรหมโลก เพราะมันนาน กว่าจะ หลุดออกมาได้สำหรับมาทำความสิ้นกิเลส" นี่คำกล่าวอย่างนี้ก็มี. คำกล่าวที่ว่า "พรหมโลกมีอายุยืนเป็นกัปป์ ๆ ก็หมายถึงว่า ได้รับ ความสุขที่เกิดจากสมาธิ หรือฌาน หรือสมาบัติ นี้ยั่วยวนมาก เลยไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคิดนึกอะไรอีกต่อไป ; มัวติดแน่นอยู่ในความสุขเพียงเท่านั้น. แม้ว่าสุขชั้นพรหมไม่หมดกิเลส แต่ว่ามีความสุขเหมือนกับหมดกิเลส ก็ไม่มีความทุกข์เหมือนกัน ก็เลยเสวยความสุขชนิดที่ยังมีกิเลสเท่านั้น ของบุคคล ที่ยังมีกิเลสนั่นนานเป็นกัปป์ ๆ กัลป์ ๆ. นี้เป็นคำอธิบายได้อย่างธรรมดา ๆ ว่า ถ้าฝึกสมาธิ ฝึกสมาบัติ ฝึกฌาน ได้ความสุขเสียแล้ว ยากที่คนเราจะหันไปปฏิบัติอย่างอื่น แม้ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ ไม่ต้องว่าตายไปเกิดในพรหมโลก ; คนในชาตินี้ ในเมืองมนุษย์นี้ เมื่อทำฌาน ทำสมาธิ ได้รับความสุขกันแล้ว ก็มักจะพอใจอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ขวนขวายที่จะทำให้สูงต่อไป จนถึงเรื่องวิปัสสนาหรือเรื่องหมดกิเลส. ทีนี้ แม้ว่าอยากจะทำต่อไป อยากจะขวนขวาย อยากจะละกิเลสต่อไป พอทำเข้าเท่านั้น จิตก็หนีมาหาความสุขชนิดนี้เสียนี้ เหมือนกับเด็ก ๆ นี่หนีไป

น.158 เที่ยวเสีย ไม่เรียนในชั้นเรียนต่อไป. จิตก็เหมือนกัน ลงได้รับความสุขเกี่ยวกับ สมาธิ ชนิดที่สูงสุดเข้าแล้ว ยากที่จะก้าวหน้าต่อไป ให้ถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส เพราะว่าที่นี่มีความสุขสนุกสนานมากกว่า นี้หมายถึงผลของฌาน, ของสมาธิในชั้น นี้เป็นอุปสรรค เป็นปัญหาต่อการที่จะไปปฏิบัติฌาน สมาธิ หรือปัญญา จนหมด กิเลส. นี้ถ้าว่าพูดถึงเรื่องสมาธิที่ทำให้เกิดอำนาจทิพย์ เป็นปาฏิหาริย์แล้ว "ยิ่ง ยั่วยวนมากขึ้นไปอีก สำหรับคนที่ไม่จริง ; จะเรียกว่าไม่จริงก็ได้ เล่นไม่ซื่อ เป็นคนไม่จริง ปฏิบัติธรรมเพื่อได้อำนาจเป็นทิพย์ เป็นปาฏิหาริย์ อย่างนี้ เรียกว่าคนไม่จริง คนเล่นไม่ซื่อ ไ ม่ซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า ; แต่ว่าผลที่ได้มา เป็นอำนาจทิพย์อำนาจอะไรนี้ ก็เรียกว่าปฏิเวธ. เป็นปฏิเวธอย่างหนึ่งด้วย. เขาก็ไปหลงมันเสีย เพราะว่าปฏิเวธนี้ยั่วยวนมาก. ขอให้มองดูเอาเองก็แล้วกัน ก็เข้าใจได้ว่า ปฏิเวธ ๒ อย่างข้างต้นนั้น ดึงดูดใจมาก คือมีความสุขอย่างยิ่ง ทันอกทันใจ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็มีอำนาจ เป็นทิพย์นี้อย่างหนึ่ง. สองอย่างนี้ดึงดูดใจมากกว่า ที่จะไปปฏิบัติในขั้นที่ให้มี สติสัมปชัญญะ แล้วละกิเลสได้. นี้เรากล่าวได้ว่าปฏิเวธสองอย่างแรกนี้ยั่วยวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อปฏิเวธที่ดี ที่แท้ ที่จะพึงได้ พึงถึงข้างหน้า. สรุปความตามธรรมดาก็ว่า เปรียบเหมือนมีของอร่อย สวยงามอะไร อันหนึ่ง มาดักขวางอยู่ครึ่งทาง ; พอเราไปถึงตรงนั้นเข้า ก็ติดตั้งอยู่ที่นั้น, ไม่สามารถจะฟันฝ่าให้ ทะลุ ตลอดไป จนถึงจุดหมายปลายทาง อย่างนี้ก็ต้อง เรียกว่า เป็น ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปฏิเวธ. นี่ขอให้ฟังดูซิ ที่เมื่อเราดู เผิน ๆ แล้ว คล้าย ๆ กับว่า สิ่งที่เรียกว่า ปริเวธนี้จะไม่มีปัญหา, จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นปัญหา หรือจะไม่มีแง่ใด

น.159 มุมใด ที่อาจจะเป็นปัญหาขึ้นมา แต่แล้วมันก็เป็นได้อย่างนี้. ฉะนั้น จึงเอามา พูดให้ฟังในฐานะที่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. นี่ขอบอกกล่าวไว้เสียเลยว่า อยาก จะพูดเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหา ๆ นี้ให้หมดเสียสักคราวหนึ่งก่อน, ที่เรียกว่าเป็นปัญหาของปฏิปทา เป็นปัญหาของ การปฏิบัติให้หมดเสียคราวหนึ่งก่อน แล้วจึงจะพูดถึงตัวการปฏิบัติทีหลัง ; นี่มัน ก็จวนจะหมดแล้ว เพราะเรามาถึงปัญหาของสิ่งที่เรียกว่าปฏิเวธ, แล้วก็มีปัญหา ปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง. ปัญหาที่ ๖ เกี่ยวกับคำว่า อกาลิโก อยากจะแนะต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ปฏิเวธนั้นก็ต้องเป็นอกาลิโก ที่ถูกต้อง คือว่า ธรรมะทุกอย่างเป็นอกาลิโก . ส่วนมากก็เห็นง่าย แต่ส่วน ที่เกี่ยวกับปฏิเวธนี่ จะต้องเห็นให้ถูกต้องที่สุด ให้ชัดเจนที่สุด ปฏิเวธคือการได้ผล. ปฏิเวธนี้ เป็นอกาลิโกอย่างไร ? คำว่า "อกาลิโก" มีความหมาย ว่าอย่างไร ? เช่นว่าปฏิบัติลงไปเดี๋ยวนี้อย่างถูกต้องแล้ว จะได้รับผลต่อชาติหน้า ต่อตายแล้ว อย่างนี้จะถือว่าเป็น อกาลิโกหรือไม่ ? อาตมาเข้าใจว่าอย่างนั้น ไม่ตรงกับคำว่า "อกาลิโก". คำว่า อกาลิโก แปลว่า ไม่เกี่ยวกับเวลา, ไม่เนื่องด้วยเวลา, ไม่ถูก จำกัดไว้ด้วยเวลา จึงจะเรียกว่าอกาลิโก ; อะ แปลว่า ไม่, กาละ แปลว่า เวลา, อิกะ แปลว่า เนื่องอยู่ด้วย. อกาลิโก แปลว่า ไม่เนื่องอยู่ด้วยเวลา ไม่เนื่องอยู่กับเวลา ไม่อยู่ในอำนาจของเวลา ไม่ต้องเป็นไปตามกฎของเวลา จึงจะ เรียกว่า อกาลิโก.

น.160 สิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธนั้นเป็นผลชนิดเป็นความรู้แจ้งแทงตลอด. อันนี้ ถ้าเป็น อกาลิโก ก็ ต้องทันควัน, ทันควันในการที่ปฏิบัติถูกต้องนั่นแหละ ปฏิเวธนั้นจะมีขึ้น ; ไม่ต้องรอแม้แต่อึดใจเดียว อย่าว่าจะต้องรอถึงต่อตายแล้วเลย. สิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธโดยแท้จริง จะมีผลทันควันต่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง. ทีนี้ เราได้พูดมาแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธ นี้มีหลายอย่าง ; มีการ รู้สึกด้วยใจในผลของสิ่งที่กระทำแล้ว เรียกว่าปฏิเวธทั้งนั้น. ถ้าว่าพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ถูกต้องจริงว่า "อกาลิโก" เราต้องเข้าใจคำตรัสของพระองค์ว่า ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ทันควัน ไม่ต้องรอวันหน้า พรุ่งนี้ หรือว่าต่อเดือนหน้า ปีหน้า ต่อตายแล้ว เป็นต้น ; ซึ่งอย่างนั้นไม่ใช่อกาลิโก. ถ้าเป็น "อกาลิโก" ก็เป็นของเรื่องอื่นเถิด อย่ามาเป็นในเรื่องของ ปฏิเวธเลย ; ถ้า เป็นเรื่องของปฏิเวธต้อง เป็นอย่าง ทันควัน ; หลังจากขณะ จิตหนึ่งไปสู่ขณะจิตหนึ่ง เป็นผลเกิดขึ้นมานี้ เรียกว่า ทันควัน ซึ่งเร็วกว่าอึดใจ เร็วกว่ากระพริบตาเสียด้วยซ้ำไป. ผลฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธที่แท้จริงจะต้อง เป็นอกาลิโกในความหมายอย่างนี้ ไม่ใช่ในความหมายอย่างอื่น. ถ้าจะให้เป็นในความหมายอย่างอื่นแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกว่า ปฏิเวธ ; เพราะ คำว่า ปฏิเวธ นั้น แปลว่า รู้แจ้งแทงทะลุตลอดลงไป ; แล้วทำไมจะต้องให้ รอผลต่อเมื่อนั้นเมื่อนี่ ดูไม่เข้ารูปเข้ารอย และไม่สมเหตุสมผล. เดี๋ยวนี้ ปัญหา ทางปฏิเวธอยู่ที่ความเข้าใจผิดกันอย่างนี้ มันจะเป็นเรื่องให้ผลอย่างอื่น เรื่องทำบุญ ทำทาน เรื่องว่าเอาเอง เรื่องอะไรไปกระมัง. ยกตัวอย่างให้ฟังอีกทีหนึ่งว่า ทำทาน ให้ทานนี่ ถ้าเขาคิดว่าจะ ได้ต่อชาติหน้า ได้วิมานสวรรค์ต่อตายแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องของคนนั้น เป็นเรื่อง

น.161 แบบความคิดชนิดนั้น ของบุคคลประเภทนั้น ; เขาจะเรียกว่า อกาลิโก ก็ตามใจเขา แต่ไม่ตรงตามตัวหนังสือ. ถ้าเป็นอกาลิโกที่ตรงตามตัวหนังสือ พอเราให้ทานลงไป เราต้อง หมดมัจฉริยะทันควัน ที่นั่น เท่านั้น, เท่าที่เราให้ทานลงไป ; เหมือนกับ ธรรมภาษิตที่เกี่ยวกับการให้ท่านที่มีอยู่บทหนึ่งว่า ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ - ทานกับการรบนั้นเท่ากัน ; ปราชญ์กล่าวว่าเท่ากัน คือว่าคนเรารบชนะกิเลส เท่าไหร่ เราก็ให้ทานเท่านั้น. เราตัดสินใจเราจะให้ทาน ๑ บาท เราชนะกิเลส ๑ บาท เราก็ให้ทาน ๑ บาท เราไม่สามารถจะให้พันบาท ; เพราะเรารบชนะเท่าไรเราก็ให้ทานเท่านั้น, แล้วก็เวลานั้น ที่นั่น เดี๋ยวนั้น ที่ ความตระหนี่ ๑ บาทได้หมดไป ไม่ต้องรอ ต่อตายแล้ว. ถ้าว่าให้ทานจริง ๆ เป็น ทานจริงๆ ไม่ใช่ลงทุนค้ากำไรเกินควร ให้ทานทันที ก็ให้ผลทันที นี่เป็นอกาลิโก อย่างนี้ ; ให้ทานทันทีก็หมดกิเลส เท่านั้นแหละทันที. ฉะนั้น แม้แต่เรื่องทานก็ต้องเป็นอกาลิโก ทำนองนี้. แม้ เรื่องศีล ก็ พอมีศีล มันก็มีการ ทำลายกิเลสตามหน้าที่ของศีลทันที, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ; ที่เขาว่ารักษาศีลแล้วจะไปสวรรค์นั่นก็ตามใจเขา มันอีก เรื่องหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดเรื่องอกาลิโก ทาน, ศีล, ภาวนา, อะไรทั้งหมด เป็นอกาลิโก ก็ต้องได้ผลที่นั่น เดี๋ยวนั้น และทันควันด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับเรื่องของ ปฏิเวธ เดี๋ยวนี้ ยังเข้าใจผิดกันอยู่ มีไปหวัง เอาชาติ ต่อ ๆ ไป อะไรอย่างนี้ นี่ไม่ถูกแล้ว เพราะมันจะทำให้เป็นอุปสรรคใหม่ ๆ เกิดขึ้น

น.162 คือว่าทำความเฉื่อยชา นอนใจ เนิ่นช้า ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นเรา ควรจะมี ปฏิเวธชนิดที่เป็นอกาลิโก กันอย่างให้ถูกต้อง. ปัญหาที่ ๗. เกี่ยวกับคำว่า ทิฏฐธัมมกับสัมปรายิกะ ปัญหาต่อไป เนื่องกันไปอีกคำหนึ่งก็คือคำว่า ทิฏฐธรรม และ สัมปรายิกะ. ทิฏฐธัมม ทิฏฐธัมมิกะ หรือทิฏฐธรรม แปลว่า ในธรรม อันตนเห็นแล้ว, สัมปรายิกะ แปลว่า ในภพต่อๆไป เนื่องไปข้างหน้า คือ ต่อภายหน้า. คำสองคำนี้ โดยมากก็เข้าใจว่า ทิฏฐธรรมคือในชาตินี้ จากเวลานี้ จนกว่าจะเข้าโลง นั่นแหละเรียกว่าทิฏฐธรรม ; หลังจากเข้าโลงไปแล้วก็เป็น สัมปรายิก คือภพหน้า ชาติหน้า ถือกันอย่างนั้น. ที่ถือกันอย่างนั้นมันก็ถูกเหมือนกันแหละ ตามตัวหนังสือก็ยังถูก แต่ มัน ไม่ใช่เรื่องของปฏิเวธ; ถ้าเรื่องของปฏิเวธต้องที่นี่ หรือติด ๆ กันทันที. ทิฏฐธรรม คือทันควันในขณะจิตนั้น, สัมปรายิกะก็ในขณะจิตต่อไปอีกขณะหนึ่ง หรือ ๒ - ๓ ขณะ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าสัมปรายิกะอย่างปฏิเวธ ; ไม่ต้องรอตั้งเดือน ตั้งปีอะไร. การบรรลุผลทันทีทันควัน นี่เป็นทิฏฐธรรม : ถ้าต้องรอไปหลาย ขณะจิต หรือจะเรียกว่าเนื่องไป ๑ วัน ๒ วันก็ตามใจ ยังจะเรียกว่าสัมปรายิกะ, เป็นสัมปรายิกะก็ได้. ขอแต่ว่าอย่าให้มันเป็นชาติหน้าก็แล้วกัน มันไกลนัก. ในวงการของปฏิเวธแล้วก็ขอให้มีความหมายใหม่ สำหรับคำว่า ทิฏฐธรรมิกและ สัมปรายิกในลักษณะอย่างนี้ จึงจะไม่เกิดเป็นปัญหา จึงจะไม่เกิดเป็นอุปสรรคขึ้นมา

น.163 ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธ. ในส่วนของปริยัติ ปฏิบัตินั้น ยังจะยืด ๆ ออกไปได้มาก ยืดหยุ่นไปได้มาก ; แต่ในขอบเขตของคำว่าปฏิเวธแล้ว ไม่ควร จะมัวยืดหยุ่นอยู่เช่นนั้นเลย เพราะเป็นเรื่องทางใจซึ่งไวกว่าสิ่งใดทั้งนั้น. ตัวอย่างดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ เป็นตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ เนื่องมาแต่ หรือเนื่องอยู่กับ สิ่งที่เรียกว่าปฏิเวธ ซึ่งเรายังเข้าใจกันไม่ค่อยจะ ถูกต้อง ซึ่งเรายังไม่ได้จัดการชำระสะสางให้หมดไป. ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า ปฏิเวธนั้น จึงยากที่จะปรากฏ หรือยากที่จะบรรลุ หรือว่ายากที่จะก้าวหน้า ต่อไป จนกระทั่งเป็นอุปปธรรม. นี่พูดไว้เผื่อคราวเดียวหมด เพื่อไม่ต้อง พูดอีก. ปัญหาที่ ๘. เกี่ยวกับคำว่า พระเจ้า ทีนี้ เรื่องสุดท้ายก็อยากจะพูดในลักษณะที่ลืมยาก ก็เช่นคำว่า "การ บรรลุถึงพระเจ้า" ; "คำว่า "พระเจ้า" นี้ เป็นคำที่ใช้ในศาสนาอื่น แต่ถ้า พิจารณาดูให้ดีอย่างไม่เข้าใครออกใคร ไม่ลำเอียงกันแล้วก็ สิ่งที่เรียกว่า การเข้าถึง พระเจ้านั้น ก็ต้องเป็นปฏิเวธชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน. การถึงพระเจ้าด้วยร่างกายนั้นเป็นไปไม่ได้, จะถึงพระเจ้าด้วย การไปเกิดในบ้านในเมืองในโลกของพระเจ้านั้นก็เป็นเรื่องสำหรับเด็ก ๆ, ไปอยู่ สวรรค์แห่งเดียวกับพระเจ้า อย่างนี้เป็นเรื่องของเด็ก ๆ. ถ้าพูดว่า ถึง "พระเจ้า" ละก็ต้องเป็นเรื่องที่จิตใจ ถึงซึ่งสภาวะอันหนึ่งซึ่งบัญญัติว่าเป็นคุณค่า, เป็นคุณ- สมบัติของพระเจ้า.

น.164 ถ้าพูดอย่างพระพุทธศาสนา พระธรรม หรือ ธรรมะนี้เป็นพระเจ้า, ฉะนั้น จิตที่ถึงธรรมะนั้น คือความสะอาด, สว่าง สงบโดยตรง ; นี่แหละ คือการถึงพระเจ้า. ฉะนั้น การถึงพระเจ้านั้น มันกลายเป็นปฏิเวธอันหนึ่ง ทันที, เป็นปฏิเวธอย่างแท้จริงด้วย, แล้วก็เป็นปฏิเวธชนิดหนึ่งทันที คือถึงด้วยใจ ที่นั่น เดี๋ยวนั้น ทันควัน. การที่มีการปฏิบัติถูกต้อง ที่จะพูดว่าถึงพระเจ้าอย่างคริสเตียน หรือว่า อย่างฮินดู อย่างพราหมณ์ อย่างอิสลาม อย่างอะไรก็ตาม เขามีคำพูดว่า "ถึง พระเจ้า" และมีความหมายหลาย ๆ ชั้น. แต่อาตมาเห็นว่า ชั้นที่ดีที่สุด ถูก ต้องที่สุด จริงตาม ความมุ่งหมายของศาสนานั้น ๆ ย่อมเหมือนกัน คือ สิ่งที่เรียก ว่าปฏิเวธนั้นเอง. เมื่อมี จิตใจกำลังเห็นแจ้งต่อสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า แล้ว ก็รู้สึกรสชาติ ดื่มด่ำในรสชาติของการถึงพระเจ้า ; นั่งอยู่คนเดียวในที่สงัด ในป่า หรือตรงไหน ก็ได้ นับ เป็นการถึงพระเจ้าที่แท้จริง, และเป็นปฏิเวธที่แท้จริง, และก็ถึงที่นั่น และเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว เหมือนกับที่เขาพูดกันโดยมากว่า ตายแล้ว จึงจะไปอยู่กับพระเจ้า. ทีนี้ ถ้าอยากจะให้คำ ๆ นี้ใช้ได้และมีความหมาย คือคำว่า ตายแล้วไป หาพระเจ้า ไปอยู่กับพระเจ้า ถึงพระเจ้า นี้ก็ได้เหมือนกัน คือ ให้ตายจาก คนบรมโง่เสีย กลายเป็นคนฉลาดทันควัน แล้วก็ได้ถึงพระเจ้าที่นั่นและเดี๋ยวนั้น. ให้ตายจากคนมีกิเลสเสีย แล้วก็เป็นคนไม่มีกิเลส แล้วก็ถึงพระเจ้าที่นั่น และเดี๋ยวนั้น.

น.165 ถ้าพูดอย่างภาษาเราพูดกัน ก็พูดว่า ตายจากตัวกูเสีย ; ให้ตัวกู บ้า ๆ บอ ๆ นั้นมันตายเสียให้หมด ตัวกูตายแล้ว แล้วก็ถึงพระเจ้าทันที ทันควัน ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น นั่นแหละคือการถึงพระเจ้าอันแท้จริง ใช้ได้ในศาสนาไหนก็ได้ ที่จะเรียกว่าพระเจ้าโดยตรง หรือพระเจ้าโดยอ้อม นี้คือปฏิเวธที่เกี่ยวกับการถึง พระเจ้าเข้าถึงองค์พระเจ้า อยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า. นี้ถ้าหากว่า ข้อเท็จจริงอันนี้ยังไม่ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ผู้ใด การ บรรลุถึงธรรมหรือปฏิเวธ ต่อธรรมนั้นยังเป็นไปไม่ได้ ยังคงเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาอยู่. ขอให้ทุกคนเอาเรื่องเหล่านี้ไปพินิจพิจารณาดูให้ดี ก็จะเข้าใจปัญหา ต่างๆ ที่มีอยู่ในวงการของปฏิเวธ หรือที่มีขวางหน้าอยู่ ไม่ให้คนลุถึงขั้นปฏิเวธ ; ทั้งหมดนี้เรียกว่า เป็นปัญหาอันเนื่องมาแต่ปฏิเวธ. เป็นอันว่า เราได้บรรยายกันครบหมดแล้ว ถึงเรื่องปัญหาอันเนื่องมา แต่ปริยัติ, และปัญหาอันเนื่องมาแต่ปฏิบัติ, และปัญหาอันเนื่องมาแต่ปฏิเวธ ครบบริบูรณ์แล้วในวันนี้. วันที่เหลือข้างหน้า ก็จะได้พูดถึงตัวการปฏิบัติโดย ตรงสมตามหัวข้อที่เราวางไว้. สำหรับภาคอาสาฬหบูชานี้ ว่าจะมีการบรรยาย ชุดใหญ่เรียกว่า ชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ; คือว่าจะมี ปริทรรศน์ในการปฏิบัติ คือ การมองดูอย่างทั่วถึง เกี่ยวกับการประพฤติ กระทำทางพระพุทธศาสนา. ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคุณสาธยายตามเคยต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต