น.166 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๕ นี้ จะได้กล่าวโดย เค้าเรื่องที่เรียกว่า ปฏิปทาปริทรรศน์ต่อไปอีกตามเคย. แต่ในวันนี้ จะได้กล่าวในส่วนที่ชี้ให้เห็นภาพ หรือลักษณะของภาพ แห่งการ ปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้นที่เคยมีมาแล้ว. ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่า เราขึ้นไปอยู่บนที่สูง แล้วก็ดู ไปตามที่ต่าง ๆ ทั่วไปทั้งหมดทั้งสิ้น เพื่อให้เห็นว่า เขากำลังปฏิบัติกัน ๑๔๑
น.167 ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่เคยมีมาแล้วแต่ในอดีต มาแสดงให้เห็น, ให้ท่านเห็นด้วยปัญญา อย่างแจ่มแจ้ง เหมือนกับว่าเราเห็นภาพได้ด้วยตา. แต่ว่าอยาก จะทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "ปฏิปทา" คำนี้ให้ละเอียดออกไปอีก ; ที่แล้วมา เราก็เพียง แต่ว่าออกชื่อถึงคำ ๆ นี้, ที่นี้จะได้วินิจฉัยในความหมายของคำ ๆ นี้. คำว่า "ปฏิปทา" ก็เป็นคำที่คุ้นหูของพวกพุทธบริษัทอยู่มากแล้ว มีปฏิปทาอย่างนั้น อย่างนี้ ปฏิปทาชื่อนั้น ชื่อนี้ ; และที่เรามักจะพูดกันมากก็ว่า นี่ไม่ใช่ปฏิปทาในพระพุทธศาสนา หรือว่านี่ไม่ใช่ปฏิปทาของพระอริยเจ้า. คำว่า "ปฏิปทา" มีความหมายกว้าง ในเมื่อหมายถึงการปฏิบัติ ใช้คำว่าปฏิปทา ย่อมมีความหมายกว้างกว่าที่จะใช้คำว่า ปฏิบัติ. แต่โดยที่แท้แล้ว ก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน มาจากรากศัพท์รากเดียวกัน แต่โดยเหตุที่ประกอบรูปศัพท์ ต่างกันได้อย่างนี้ ความหมายก็เลยต่างกันไปบ้าง. ขอให้เข้าใจ คำว่า "ปฏิปทา" นี้ก็แปลว่า ระบอบใหญ่ หรือระบอบ กว้าง ๆ ของการปฏิบัติ : ส่วนคำว่า "ปฏิบัติ" นั้น ก็ หมายถึงตัวการปฏิบัติ กิริยาอาการที่เป็นการปฏิบัติ ที่เฉพาะเจาะจงลงไป แบบใดแบบหนึ่งเสียมากกว่า. แต่แล้วก็น่าแปลกอยู่ตามเคย ในข้อที่ว่า คำใน “ธรรมะ" นี้ ยืมมาจากคำ ชาวบ้านทั้งนั้น เช่นเดียวกับคำหลายคำ ที่ได้เคยนำมาแสดงให้เห็นแล้ว เช่น คำว่า มรรค, มคฺโค ก็แปลว่า ถนนหนทางสำหรับเดิน ; เดี๋ยวนี้ก็มา เป็นชื่อ ของการปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนา. คำว่า "นิพพาน" แปลว่า เย็น เช่นอาหารในครัวมันเย็นจึงจะกินได้ ; คำว่าเย็นนั้นก็คือ นิพพาน, อะไรเย็นแล้วก็เรียกว่า นิพพาน เอาคำนี้มาใช้ เป็นชื่อของพระนิพพาน คือเย็นเพราะไม่มีกิเลส อย่างนี้ เป็นต้น.
น.168 สำหรับในวันนี้ก็จงเข้าใจเถิดว่า คำว่า ปฏิปทา นี้แปลว่า การเดินไป ตามหนทาง ก็ได้ หรือจะแปลว่า ระบอบทั้งหมดแห่งการเดิน ก็ได้ ; หมายความ ว่าจะหมายถึง กิริยาอาการ ก็ได้, จะหมายถึง ระบอบสำหรับปฏิบัติ ก็ได้ ; แต่ว่า ให้เป็นการเดินก็แล้วกัน. ปฏิปทา แปลว่า เดินไปตามลำดับ - ตามลำดับ - ตามลำดับ ; เหมือน กับที่เราเดินไปทีละก้าว - ทีละก้าว - ทีละก้าว อย่างนั้นก็เรียกว่า ปฏิปทาได้ แต่เป็นปฏิปทาของเท้าที่เดินไป. เดี๋ยวนี้ เป็นปฏิปทาของจิตที่จะเดินไป แล้วก็ มีชื่อเรียกเฉพาะเป็นภาษาธรรมะในพระพุทธศาสนา. คำว่า ปฏิปทา ก็แปลว่า เดินไปตามลำดับ, คำว่า ปฏิบัติ ก็แปลว่า เดินไปตามลำดับ. ถ้าหมายถึง บุคคลผู้เดิน เขาเรียกว่า ปฏิปันโน หมายถึงตัวบุคคลผู้เดิน เช่นว่า สุปฏิปันโน - เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ; นี่ตัวหนังสือก็แปลว่า ผู้ที่เดินไป ตามลำดับ ดีแล้ว. อุชุปฏิปันโน - ผู้ที่เดินไปตามลำดับ อย่างตรงแล้ว ; สามีจิปฏิปันโน - เดินไปตามลำดับ อย่างถูกต้องสมควรแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. คำว่า ปฏิปันโน จึงหมายถึง บุคคลผู้ที่เดิน ; เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึง ระบอบของการเดิน คือ ตัวปฏิปทา. จึงถ้าเราเข้าใจคำว่า ปฏิปทา หรือคำว่า ปฏิบัติ หรือคำว่า ปฏิปันโน นี้ถูกต้องแล้ว เรื่องมันก็จะง่ายขึ้นอย่างนี้. ปฏิปทาที่ ๑. พึงรู้จักระบบการปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา ๓ ประเภท ที่นี้ ก็จะพูดถึงตัวปฏิปทา คือว่า ระบบของการเดิน ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ระบบของการปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา ว่าระบบการปฏิบัติกลุ่มแรกที่เรา
น.169 จะมองกัน หรือจะแยกจัดเป็นกลุ่มแรกขึ้นมา นี่ก็อยากจะชี้ไปยังกลุ่มที่มีอยู่ ๓ ชนิด : - พวกที่ ๑. เรียกว่า สัทธาธิกะ มาจากคำว่า สัทธาอธิกะ แปลว่า ยิ่ง หนัก หรือไปทาง ในทางศรัทธา. พวกที่ ๒. เรียกว่า วิริยาธิกะ : วิริยา + อธิกะ วิริยาธิกะ แปลว่า ยิ่งหรือหนักไปทางความพากเพียร. พวกที่ ๓. เรียกว่า ปัญญาธิกะ : ปัญญา + อธิกะ ก็เป็น ปัญญาธิกะ แปลว่า ยิ่งหรือหนักไปในทางปัญญา. ระบบปฏิปทามีอยู่ ๓ อย่างคือ ความเชื่อ ความเพียร และปัญญา ; แต่ถ้าว่า โดยหลัก แล้วก็ มีอยู่เ ป็น สองพวก เป็นสองประเภท คือว่า พวกหนึ่งนั้น ปฏิบัติหนักไปแต่ในอย่างใดอย่างหนึ่งจน เอาตัวรอดได้. เช่นว่า ศรัทธา ก็ศรัทธา จนเอาตัวรอดได้, หรือ วิริยะ ก็วิริยะพากเพียรจนเอาตัวรอดได้. ปัญญา ก็ปัญญาจนเอาตัวรอดได้. อีกพวกหนึ่งต้องทำไปได้โดยต้องใช้ความเพียร. นี้ เพราะว่าคนไม่เหมือนกัน ; บางคนโง่, บางคนโง่มากด้วยซ้ำไป คือไม่มีปัญญา แล้วจะไปอาศัยปัญญาได้อย่างไร. บางคนมีกำลังแรง กำลังกาย กำลังจิตแรง ; นี่เรียกว่า เขามีความสะดวกในการที่จะใช้ความเพียร, บีบบังคับ กาย วาจา ใจ ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ด้วยอำนาจของการบังคับจิต อย่างนี้ ก็พวกหนึ่ง. พวกที่มีความเพียรอย่างนี้ ไม่ค่อยจะมีปัญญา หรือไม่มีปัญญา ; แล้วจะทำอย่างมีความเชื่อจนเอาตัวรอดก็ทำไม่ค่อยเป็น, เขาก็ใช้แต่ความพากเพียร ในการที่จะบังคับกาย วาจา ใจ ก็เอาตัวรอดได้.
น.170 สำหรับพวกที่ ๓. ที่เรียกว่า ปัญญาธิกะ นั้น พวกนี้ต้อง อาศัยปัญญา เป็นใหญ่ ; เพราะว่าธรรมชาติสร้างมาอย่างนั้น ก็เลยมีระเบียบปฏิบัติไปในทาง ที่ว่า จะเอาปัญญาเป็นที่พึ่ง พินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งเรื่อย ๆ ไป ทั่ว ๆ ไป ก็เอาตัวรอดได้ ก็เลยเกิดเป็น ๓ พวกขึ้นมาอย่างนี้ แบบหนึ่งก่อน. มีคำกล่าวในคัมภีร์บางคัมภีร์ว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้าแท้ ๆ ก็ยังมีทางที่ จะจัดว่า บางองค์มีหนักไปในทางศรัทธา บางองค์ทางวิริยะ บางองค์ทางปัญญา. แต่ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว มีอีกพวกหนึ่งต่างหากที่ประพฤติอย่างกลมกลืน กันทั้ง ๓ อย่าง และหลักปฏิบัติโดยทั่วไปก็ได้สอนให้ปฏิบัติเพื่อกลมกลืนกันทั้ง ๓ อย่าง คือทั้งศรัทธา ทั้งวิริยะ และทั้งปัญญา ; เหมือนที่พวกเรากำลังปฏิบัติ กันอยู่นี้ หรือได้รับคำแนะนำสั่งสอนให้ปฏิบัตินี้ สอนให้ปฏิบัติในทางที่ให้มัน กลมกลืนกันไปทั้ง ๓ อย่าง. นี่ก็เกิดแยกออกมาอีกประเภทหนึ่ง. เราจะต้องมี ศรัทธา พอสมควรแก่ปัญญา แล้วมีความพากเพียรพอ สมควรแก่ศรัทธา และปัญญานั้น เราจึงจะเอาตัวรอดได้ ; โดยทั่วไปจะต้อง เป็นอย่างนี้ นี่หมายความว่า ระดับธรรมดา. แต่ถ้าคนเกิดมา ไม่มีสติปัญญา ที่จะเรียกตรง ๆ ว่า เป็นคนโง่ เป็นคน ทึบ เป็นคนอะไรก็แล้วแต่จะเรียก คือว่าไม่มีปัญญา ; แต่ยังมีความหวังดี มีความ ตั้งใจดี ก็ อาศัยศรัทธา ความเชื่อ. ใน บางศาสนา เขายกเ อาศรัทธาเป็นที่ตั้ง เป็นหลัก ไม่ต้องพูดถึง ปัญญา ไม่ต้องพูดถึงความเพียร ; ขอให้เชื่ออย่างสุดชีวิตจิตใจ แล้วมันก็ไม่
น.171 ทำบาป ทำชั่วเหมือนกัน. หลักศาสนามีไว้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็เชื่อหมด แล้วก็ ทำตาม อย่างที่เรียกว่างมงายก็ได้ แต่ว่าทำด้วยศรัทธาในบทบัญญัติที่วางไว้แล้ว อย่างถูกต้อง มันก็ไม่มีทางจะผิดได้ นี้ก็เรียกว่าศาสนานั้น เป็นศาสนาที่ถือเอา ศรัทธาเป็นที่พึ่ง. แต่ว่าใน พระพุทธศาสนา เรา ถ้ากล่าว โดยทั่วๆ ไป แล้ว ก็จะต้อง เรียกว่า มีศรัทธา มีความเพียร มีปัญญา กลมกลืนกัน ; แต่ถ้าแยกเอา แต่เพียงอย่างเดียว พุทธศาสนานี้ก็จะเป็นพวกที่เอาปัญญาเป็นที่พึ่ง. แต่ทีนี้ เมื่อดู ในหลักปฏิบัติ เช่น พละ ๔ อินทรีย์ ๕ เป็นต้น ก็มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีครบอยู่ทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นหลักปฏิบัติอยู่ใน พุทธศาสนา ก็เลยถือว่า ต้องปฏิบัติ ๓ อย่างนั้นให้กลมกลืนกัน. แต่เดี๋ยวนี้ มันก็มีปัญหาอยู่ดีว่า คนบางคนไม่อาจมีปัญญาได้ ก็ต้อง อาศัยความเชื่อ : เชื่อพระพุทธ เชื่อพระธรรม เชื่อพระสงฆ์ เชื่อกรรม เชื่อ ผลแห่งกรรม เป็นต้น. แล้วก็ไม่กระดุกกระดิก ให้ผิดออกไปจากกฎเกณฑ์ที่ ได้วางไว้แล้วอย่างไร ; อย่างนี้ก็เอาตัวรอดได้ด้วยศรัทธา. นี่ก็แปลว่า พุทธศาสนา ก็มีโอกาสที่จะ ช่วยคนได้ทุกพวก คือทั้งโง่ ทั้งฉลาด และทั้งปานกลาง ทั้งอ่อนแอและทั้งเข้มแข็ง ทำไมมันจะต้องแยกกัน ในบางกรณี ? ก็เพราะว่าคนที่เกิดมาไม่เหมือนกัน ; ธรรมชาติสร้างมาไม่เหมือนกัน. คนเกิดมาจากท้องมารดาเดียวกันก็ยังไม่เหมือนกัน ; บางคนมันก็ ฉลาด, บางคนมันก็โง่ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะไม่มีคำว่า "แหกคอก หรือ แหวกแนว" ไปได้. พ่อแม่ดีแท้ ๆ ลูกยังแหกคอก หรือแหวกแนวไปได้ ;
น.172 นี่ก็เพราะว่า เกิดมาไม่เหมือนกัน. เกิดมาเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ก็มีบางคน ทำอะไรผิดออกไปได้; นี่ก็เพราะว่า อุปนิสัยไม่เหมือนกัน. เมื่อยุติลงไปได้ว่า คนเกิดมามีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน แล้วหลักปฏิบัติ ก็จะเหมือนกันไปไม่ได้ ; ถ้าเขา ไม่มีปัญญา ก็ต้องให้ระบบศรัทธา, หรือว่า ความเพียร แก่เขา. เขาก็ยังเอาตัวรอดได้ ไม่มีความทุกข์ไปจนตายได้ เหมือนกัน โดยคุ้มไว้ได้ด้วยอำนาจของศรัทธา. ตัวอย่าง เช่นบอกว่า อย่าร้องไห้นะ ; ถ้าเขาเชื่อ เขาก็ไม่ร้องไห้ เหมือนกัน, บอกว่าอย่ากลัวนะ ; ถ้าเขาเชื่อ เขาก็ไม่กลัวเหมือนกัน. นี่เรียกว่าด้วยอำนาจของศรัทธา. แล้วบางทีมันเกี่ยวกับยุคสมัย เพราะว่า โลกนี้มันอยู่หลายหมื่นปี หลายแสนปี บางยุคบางสมัยคนไม่อาจจะมีปัญญา ; มนุษย์ ในยุคสมัยนั้น เหมาะแต่จะมีความเชื่อ เขาก็ต้องใช้ระบบความเชื่อ. ที่มีคำกล่าว ในพระคัมภีร์เก่า ๆ นั้นว่า พระพุทธเจ้าบางองค์เป็นประเภทสัทธาธิกะ ก็คงจะเป็น รูปนี้. ถ้าเป็นบางยุค บางสมัย คนมีความฉลาดมาก ระบบปฏิบัติก็ต้อง หุ้นไปในทางที่จะใช้ปัญญาเป็นหลัก. ที่นี้ นอกจากเวลาแล้ว ยังมีภูมิประเทศ, สถานที่, สิ่งแวดล้อม อื่น ๆ อีกมาก ที่ทำให้คนเราผิดแปลกแตกต่างกัน ; ฉะนั้นจะต้องมีอะไรที่ เหมาะสมกับบุคคลนั้นๆ แม้ในเรื่อง ในคัมภีร์พุทธศาสนา เราก็นิยม แบ่งคนเป็น ๔ พวก. พวกที่หนึ่งเรียกว่า อุคฆติตัญญู นี่เหมือนกับฉลาดมาแต่ในท้อง พูดอะไร คำเดียวรู้เรื่องหมด พูด ๒ - ๓ คำ ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว นี้ก็พวกหนึ่ง.
น.173 อีกพวกหนึ่งเรียกว่า วิปจิตัญญู พวกนี้ ต้องอธิบายกันหลายคำ นี้รอง ลงมา. ทีนี้พวกที่สามเรียกว่า เนยยะ นี้คือพวกที่พอจะนำไปได้เท่านั้น จ ะ ต้องปล้ำปลุกล้ม ลุกคลุกคลานกันไปตามเรื่อง แต่ในที่สุดก็ไปได้เหมือนกัน. ทีนี้พวกที่สี่ พวกสุดท้าย เรียกว่า ปทปรมะ นี้พวกที่จะ ไม่มีปัญญา เลย แล้วจะต้องอาศัยความเชื่อ; ถ้าไม่อาศัยความเชื่ออีกก็เลิกกัน ช่วยอะไร ไม่ได้เลย. คนที่มีปัญญา เขาก็ยังแบ่งไว้เป็น ๓ พวก ; พวกสุดท้ายไม่มีปัญญา ก็ต้องอาศัยความเชื่อถ้าไม่ยอมเชื่อก็เลิกกัน. ฉะนั้น ข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงสามารถจะแจกแจงออกไปได้โดยหลักอันนี้ว่า มีศรัทธา เป็นเบื้องหน้า ก็มี, มีวิริยะ เป็นเบื้องหน้า ก็มี, มีปัญญา เป็นเบื้องหน้า ก็มี. แล้วตัวเราเองควรจะ อยู่ในพวกไหน ? ก็ไปดูเอาเอง หรือว่าควรจะอยู่ในพวกที่เจือกันทั้งหมดก็ยังได้. เราจะต้องไปปรับปรุงตัวเองเหมาะสมเอาเอง ; แต่ ถ้าว่านิสัย สันดาน มีมาอย่างไรแล้ว ก็จงระวังให้มากหน่อย เพราะว่า ยากที่จะผืนไปได้. คนที่ คิดมากมักมีนิสัยคิดซอกแซกอย่างนี้ จนเลยเถิด จนไม่มีประโยชน์ จนเป็น อุปสรรคกันเสียก็มี. คนชนิดนี้ อย่าไปนิยมปัญญานักเลย หันมานิยมความเชื่อ เสียบ้าง ก็จะได้หย่อนความคิดซอกแซก จู้จี้พิถีพิถันนั้นเสียบ้าง เพื่อว่ามันจะได้ กลมกลืนกัน. นี่ พวกหรือหมวดก็ตาม หมวดที่หนึ่ง ที่เอามาให้ดู หรือว่าชวนให้ ไปดูนี้ ก็คือว่า พวกที่ยิ่งด้วยศรัทธา พวกที่ยิ่งด้วยวิริยะ พวกที่ยิ่งด้วยปัญญา ;
น.174 ฉะนั้น การปฏิบัติจึงมีเป็น ๓ ระบบ ; อย่างน้อยการที่ จะช่วยบุคคลนั้น ๆ ให้รอดตัวไปได้ ก็มีเป็น ๓ ระบบเป็นอย่างน้อย. ปฏิปทาที่ ๒ ระบบเฉื่อยชา กับฉับพลัน ที่นี้ดูต่อไปยังทางอื่น ทิศอื่นอีก ก็จะมองพบว่า "ปฏิปทาบางระบบ ทำให้เกิดการ รู้แจ้งอย่างฉับพลัน ; คู่กันกับบางระบบ ทำให้เกิดการ รู้แจ้ง อย่างเฉื่อยชา คือค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย. ขอให้เข้าใจว่าที่ว่า "รู้ฉับพลัน" นี้หมายความว่า เมื่อไม่รู้ก็ไม่รู้ ; ถ้ารู้ก็แช้คเดียว เหมือนกับเราเปิดสวิทช์ไฟ นี่พวกนี้มันมีอยู่พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่งนั้นตรงกันข้าม ทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่เหมือนกับเปิด สวิทช์ไฟ ; บางทีก็เหมือนกับตีหินเหล็กไฟให้ติดที่ปุย แล้วเป่าให้ติดฝอย แล้ว ทำให้ติดไม้ฟืน มันเฉื่อยชาอย่างนี้. ปฏิบัติแบบเฉื่อยชา ต้องทำไปตามชั้น ระบอบปฏิบัติประเภทหนึ่งรู้ขึ้นมาอย่างเฉื่อยชา, ระบบอีกระบบหนึ่ง รู้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน. แต่คำว่า "ฉับพลัน" มิได้หมายความว่า พอปฏิบัติ ก็รู้ทันที ; ปฏิบัติไปเถอะ เมื่อมันไม่รู้ ก็ไม่รู้อยู่นั่นแหละ. แต่ถ้ารู้มันรู้ อย่างฉับพลัน. ฉะนั้น คนก็ต้องปฏิบัติเรื่อย ๆ ไปตามลำดับ จนกว่าจะเกิด ผลในชนิดใดชนิดหนึ่งในสองชนิดนี้ คืออย่างฉับพลัน หรือว่าอย่างเฉื่อยชา.
น.175 การปฏิบัตินั้นก็ต้อง ปฏิบัติไปตามขั้น หรือปฏิบัติไปตามระเบียบที่ วางไว้, แต่พอถึงคราวรับผลนี้ อย่างหนึ่งรับผลอย่างสายฟ้าแลบ คือแปล็บ ออกมาก็หมดเลย อย่างนั้นเฉื่อย ๆ เอื่อย ๆ. ที่นี้ สำหรับ ระบบที่ค่อย ๆ ปฏิบัติไป นี่ก็ มีเรื่องมาก : จะต้อง ปฏิบัติทาน ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ; นี่ตามแบบเถรวาท หรือ ว่าตามแบบเก่า ตามแบบคัมภีร์ ตำราอะไรก็ตาม มีการเรียน ยิ่งมาก, การ ปฏิบัติก็ยิ่งมาก คือหลายชั้น เรียนไปทีละชั้น ปฏิบัติไปทีละชั้น รู้ไปทีละชั้น ; อย่างนี้แหละกว่าจะครบทุกชั้น. แบบฉับพลันจะรู้อย่างสายฟ้าแลบ ส่วน อีกพวกหนึ่ง เขาไม่เอาอย่างนั้น เขาเอาเคล้ากันหมดเลย ; คือ ว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นการทำ ทีเดียวหมดทั้งทาน ศีล สมาธิ ปัญญา พยายามดำเนินให้ถูกทาง แล้วก็แลบออกมาเป็นการตรัสรู้ ไม่ไปมัวแยกเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา อะไรให้มันมากเรื่อง. ผู้ที่เคยอ่านหนังสือเรื่อง เซ็นบางนิกาย มาแล้ว ก็จะเห็นว่า เซ็นบาง นิกายเป็นอย่างนั้น และเขาก็เรียกว่า "พวกฉับพลัน". แต่ว่า แม้ฝ่ายพวกเรา เถรวาท นี้มันก็ยัง มีลักษณะของการรู้อย่างฉับพลันให้เห็นได้เหมือนกัน. ระบบสายฟ้าแลบแบบปลงตกก็มี ยกตัวอย่างเช่นว่า เรากลุ้มใจอะไรบางอย่างอยู่หลายวัน หลายคืน หลายเดือน ล้วนแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ; พอถึงวันหนึ่ง นาทีหนึ่ง เกิดปลงตก
น.176 ขึ้นมาเท่านั้นแหละ : "ปลงตก" นี่ มีความหมายมาก ; ถ้าปลงตกจริง แล้วก็สลัดปัญหาทั้งหมดออกไปได้เลย. กลุ้มอยู่ตั้งเดือน ตั้งบี พอปลงตก แวบเดียวเท่านั้นก็หมดปัญหาไป. เดี๋ยวนี้คนปลงกันไม่ค่อยตก และคนส่วนมากไม่ยอมปลง. ต้อง นึกถึงข้อที่ว่า จะสลัดปัญหา หรือความยุ่งยากต่าง ๆ นี้ออกไปได้โดยวิธีใด : เรื่องความรัก เรื่องความโกรธ เรื่องความเกลียด เรื่องความกลัว เรื่องอะไร ต่าง ๆ นี้ มันล้วนแต่มีปัญหาเรื้อรัง. ถ้าเกิด ปลงตก เช่นว่า "สละชีวิต" อย่างนี้ ก็ทำให้ปัญหาเหล่านั้น หมดไปได้ ; ถ้าสละชีวิตแล้ว ก็ไม่กลัวเท่านั้นเอง แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร เหลืออยู่. หรือแม้แต่เด็ก ๆ บางทีก็ยังใช้วิธีปลงตก ตัดสินลงไปว่าอย่างนั้น แล้วก็ไม่กลัวตาย แล้วก็ออกไปรบราฆ่าฟันกันได้ ; นี่เพราะว่าต้องปลงตก. คำว่า "ปลงตก" นี้ ใช้ได้ในการปฏิบัติธรรม เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ ถ้ามีวิธีทำให้ปลงตกได้แล้ว ก็มีผลเท่ากับคนที่เป็น นักปราชญ์ในทางดับทุกข์. แบบประจวบเหมาะก็เป็นระบบสายฟ้าแลบ ทีนี้ อาการที่เป็นอยู่ให้เหมาะเจาะ โดยที่ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไรมาก แต่ว่ามีการเป็นอยู่ที่เหมาะเจาะ มีความแวดล้อมที่เหมาะเจาะ, มีบุคคล, มีอะไร แวดล้อมที่เหมาะเจาะ ความรู้หรือแสงสว่างนั้นมันอาจจะพลุ่งขึ้นมาก็ได้.
น.177 แบบรู้พลุ่งออกมาก็เป็นระบบสายฟ้าแลบ ถ้าเป็นอย่างนิกายเซ็น เขาก็ต้องมีวิธีบ่มให้สติปัญญาดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มันนอนหลับอยู่นั่นถูกปลุกให้ลุกขึ้นมา. เขาใช้วิธีอย่างนี้ นี้ก็เรียกว่า มันพลุ่ง ออกมา. ทีนี้ เราเป็น อย่างเถรวาท นี่ ก็เป็นอยู่ให้ถูกต้องไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องความที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่แหละ วันหนึ่งมันก็จะพลุ่งออกมา เป็นแสงสว่าง. ที่นี้ ยังมี ตัวอย่างในคัมภีร์อรรถกถา เป็นต้นว่า คนขี้เมากำลังเมาอยู่ บนคอช้าง ได้พังพระพุทธเจ้าตรัสถ้อยคำที่ตรงกับเรื่องกับราวพอดี เลยหายขี้เมา เป็นพระอรหันต์ในชั่วแวบเดียวบนคอช้างนั่น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าฉับพลันได้ เหมือนกัน. ในอรรถกถา เช่น อรรถกถาธรรมบท มีข้อความชนิดนี้ ไปหา อ่านดู. นี่เราประมวลเอามาเข้าเป็นคู่กันแล้ว ก็ได้หลักขึ้นมา ๒ อย่างว่า พวกหนึ่งรู้อย่างฉับพลันเหมือนกับระเบิดออกมา, อีกพวกหนึ่งรู้อย่างเฉื่อย อย่าง เนือย ๆ ไปเรื่อย ๆ กว่าจะถึงขีดสูงสุด นี้ก็พวกหนึ่ง. ถึงแม้ระบบปฏิบัติกรรมฐานก็ยังอาจจะเป็นได้อย่างนั้น บางระบบมุ่งไป ทีละขั้น ตามลำดับ ๆ หลาย ๆ ขั้น บางระบบต้องการจะเคล้ากันหมดคราวเดียว ขอให้เกิดความรู้แจ้งออกมาเท่านั้น ก็มีผลเหมือนกัน. นี่เป็นระบบเฉื่อยชา กับ ระบบฉับพลัน นี้ก็คู่หนึ่ง.
น.178 ปฏิปทาที่ ๓ ขยายให้มาก กับ คำเดียวก็พอ ทีนี้ มองดูไปยังทิศอื่น ทางอื่นอีก นี้ก็มีหลักว่าระบบหนึ่ง ชอบกระจาย หรือ ขยาย เรื่องออกไปให้มาก, ยิ่งมากยิ่งดี. อีกระบบหนึ่งมันตรงกันข้าม ชอบ ที่จะหดให้เหลือเพียงคำเดียว. อันหนึ่งจะกระจายออกไปให้มากเรื่องมากคำ ไม่มีประมาณ, อีกพวกหนึ่ง ต้องการจะหดให้เหลือคำเดียว. จะพูดง่ายๆ ก็เช่นว่า พวกหนึ่งนิยมว่าจะเรียนรู้ทั้งแปดหมื่นสี่พัน ธรรมขันธ์ จะปฏิบัติทั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ หรืออะไรทำนองนั้น, ทีนี้ อีกพวกหนึ่งมันไม่เอาแล้ว เราจะเอาธรรมขันธ์เดียว. นี่คิดดูเถอะว่าต่างกันแล้ว ระบบหนึ่งต้องการจะรู้ทั้งแปดหมื่นสี่พันข้อ, หรือว่าปฏิบัติให้มันเกี่ยวเนื่องกันไปทั้งหมดแปดหมื่นสี่พันข้อ. นี้มันเป็นเรื่อง ของปริยัติ เรียนเพื่อเป็นนักปราชญ์ เรียนเพื่อเป็นผู้เป็นคลังของปริยัติก็ทำได้ พวกนั้นก็ทำได้ แต่มักจะตายเสียก่อน. อีกระบบหนึ่งมันจะหดให้เหลือคำเดียว อย่างนี้ก็เหมาะสำหรับ คุณยายที่ไม่รู้หนังสือ. เหลือธรรมขันธ์เดียว เช่นว่า ไ ม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น ; คำพูดนี้ประโยคเดียว ความหมายเป็นธรรมขันธ์เดียว. ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น ; รู้เท่านี้ ปฏิบัติเท่านี้, คอยเฝ้า อยู่แต่ว่า ไม่ให้จิตมันไปรักอะไร ไปอยากอะไร ไปเป็นอะไร ไปเอาอะไรเข้า. บางครั้ง หรือแม้ที่สุด จะใช้คำว่า ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ คำเดียว, ประโยคเดียว, ธรรมขันธ์เดียว ไม่ต้องรู้อะไรมากกว่านั้น. ถ้าเข้าใจจริง ปฏิบัติจริง ก็ได้รับผลถึงที่สุดได้.
น.179 หรือ จะพูดว่า ตายเสียก่อนตาย เข้าใจว่า ถอนตัวกู - ของกู ที่เป็นความยึดมั่นด้วยอุปาทานเสียได้ เท่านั้นแหละ คำเดียว ข้อเดียวเท่านั้น. ไม่นึกถึงศีล สมาธิ ปัญญา, ไม่นึกถึงปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แปดหมื่นสี่พัน ธรรมขันธ์อะไร ; จะปฏิบัติแต่เพียงว่า เราจะตายให้ได้เสียก่อนตาย ; อย่ามี ความรู้สึกว่าตัวกูเสียได้ตั้งแต่ก่อนตาย อย่างนี้มันก็บรรลุผลถึงที่สุดได้. นี้เรียก ว่าพวกที่หดให้เหลือคำเดียว, แล้วก็ปฏิบัติธรรมขันธ์เดียว. ตรงนี้อยากจะพูดไว้เสียก่อนว่า นี้ไม่ใช่พูดเพื่อให้ท่านทั้งหลายขี้เกียจ ; ที่ว่าเป็น "คำเดียวก็เอาตัวรอดได้" นี่ไม่ใช่พูดเพื่อให้ผู้ฟังขี้เกียจ แต่พูดให้รู้ว่า มีวิธีอย่างนั้น, และความเพียรก็ยังต้องใช้มากเหมือนกันแหละ. การที่จะทำให้ ตายเสียได้ก่อนแต่ตาย. หรือ ให้ดับตัวกูไม่มีเหลือ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้, หรือว่า ให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรในทั้งหมด ในสากลจักรวาล นี้ที่น่าเอา - น่าเป็น, ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น ; ไปเอา - ไปเป็นเข้า แล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น นี่ก็ต้องปฏิบัติมากเหมือนกัน แม้ว่าเรื่องมันเป็นเพียง เรื่องเดียว หรือคำเดียว. ยก ตัวอย่าง พระอรหันต์องค์หนึ่ง ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาว่า ชื่อ พระจุลปันถกะ เป็นคนที่เรียนอะไรสักตัวหนึ่งก็จำไม่ได้ จนเขาประณามไม่คบ. พระพุทธเจ้าท่านทรงคิดช่วย พระจุลปันถกะนี้ ท่านให้เศษผ้าสำหรับเช็ดมือไป ให้ไปลูบคลำอยู่เสมอ แล้วก็ให้ทำในใจว่า รโชหรณํ รชํ หรติ, รโช หรณํ รชํ หรติ คำเดียวเท่านั้นแหละ ประโยคเดียวเท่านั้นแหละ ที่แปลว่า ผ้าเช็ดฝุ่น มันก็เช็ดฝุ่นซิ ; รโชหรณํ แปลว่า ผ้าเช็ดฝุ่น, รชํหรติ - ย่อมเช็ดฝุ่น ; ผ้าเช็ดฝุ่นก็ย่อมเช็ดฝุ่นชิ.
น.180 พระจุลปันถกะก็เอาผ้าไปขยำอยู่ แล้วปากก็ว่า "ผ้าเช็ดฝุ่นก็เช็ดฝุ่นซิ" อย่างนี้ ; พอถึงโอกาสเหมาะ วินาทีหนึ่ง ท่านก็เกิดเป็นพระอรหันต์ได้. เป็น พระอรหันต์แล้วอะไร ๆ มันก็กลับมาหมด คือ สติ ปัญญา อะไรก็รอบรู้ขึ้นมาได้ เพราะความที่กิเลสหมดไป. นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลกที่น่าเอามาพิจารณาดู. นี่ท่านองค์นี้ไม่ได้ปฏิบัติอะไร นอกจากขยำชิ้นเศษผ้าอันหนึ่งแล้วก็ว่า ผ้าเช็ดฝุ่นก็เช็ดฝุ่นซิ เท่านี้ก็เป็นพระอรหันต์ได้. ที่เอามาเล่าให้ฟังนี้ มิใช่เพื่อเอามาสอนให้ขี้เกียจไม่ศึกษา ไม่ค้นคว้า ไม่นึกถึงอะไร ; เราจะต้องนึกถึงเหตุ ถึงผล ถึงอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้นั้น แล้วเอามาทำการเปรียบเทียบให้มองเห็นว่า ปฏิปทาประเภทหนึ่งนั้นมันกระจาย เรื่องให้มากออกไป จนเป็นแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์. ที่นี้ อีกประเภทหนึ่ง ไม่สนใจ ไม่รู้ไม่ชี้ เอาแต่ธรรมขันธ์เดียว ก็ปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จได้ ; แล้วก็จะเร็วกว่าที่จะไปเอาตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ นี่เรียกว่าปฏิปทาชนิดที่ เรียกว่า "พูดกันมากเรื่อง" กับปฏิปทาชนิดที่ "พูดกันคำเดียว". ขอให้ไปคิดดูว่า เราเอง ควรจะเหมาะกับปฏิปทาไหน ? หรือว่าจะ เอาในระดับกลาง คือว่า ไม่ใช่มากเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียว. ถ้ามีปัญหา อย่างนี้ก็อยากจะแนะนำว่า หลาย ๆ เรื่องนั่นแหละอาจจะสรุปรวมให้เหลือได้ เพียงเรื่องเดียว. เรื่อง ทาน เรื่อง ศีล เรื่อง สมาธิ ปัญญา อะไรก็ตาม นี่ก็จะไปสรุป ได้ตรงที่ว่า เมื่อ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" หรือ "ไม่เห็นแก่ตัว" แล้ว ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมาเอง. ถือหลักปฏิบัติข้อเดียวว่า ไม่เห็นแก่ตัว แล้วจะ
น.181 โลภได้อย่างไร, เมื่อไม่เห็นแก่ตัวแล้วจะมีความโลภได้อย่างไร ; แล้ว เมื่อไม่มีความโลภแล้ว ก็ไม่มีความโกรธ. การที่เราโกรธนั่น เพราะเราต้องการอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน แล้วไม่ได้ตามต้องการ แล้วจึงโกรธ ; เมื่อไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็โกรธไม่ได้ ไม่รู้จะไปเกิดความโกรธขึ้นได้อย่างไร. ความไม่เห็นแก่ตัวนี่ เป็นความฉลาดอย่างยิ่งอยู่แล้ว, หรือว่า อย่างน้อยก็เป็นผลของความฉลาดอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ที่เราปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุมรรค ผล ในที่สุดก็คือ ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่มีตัว. ถ้าสมมติว่าเดี๋ยวนี้ ไม่เห็นแก่ตัวอยู่ ได้จริง ๆ นี่ก็ เท่ากับมีปัญญา อยู่แล้ว หมดโมหะอยู่แล้วนั้น ; ไม่เห็นแก่ตัวนี่ ตั้งต้นให้ดี, แล้วขยาย ขึ้นไปให้ดี ขยายขึ้นไป ๆ จนถึงระดับสูงสุด. อย่างนี้จะเรียกว่าวิธีอะไร ? เป็นวิธีฉลาดหรือเอาเปรียบก็ได้ คือว่า รวบรวมหลาย ๆ เรื่องเข้ามา ให้กลมกลืนเป็นเรื่องเดียว ; มีกี่เรื่องที่เราจะต้องทำ ต้องรู้แล้วเอามาเคล้ากันให้หมด ให้เหลือเป็นเรื่องเดียว. มีการปฏิบัติโดยหลัก เช่นว่า ไม่เห็นแก่ตัว หรือว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรืออะไรทำนองนี้ สักวันหนึ่งก็จะแวบออกมา, แวบออกมาเหมือนกับเปิด สวิทช์ คือจะหมดไปทั้งความโลภ ทั้งความโกรธ ทั้งความหลง ; อย่างนี้ไม่ใช่ เรียกว่าขี้เกียจ แต่ว่าเป็นความฉลาดที่จะเอาตัวรอดได้ทันแก่เวลา. นี้ก็เรียกได้ว่าประเภทหนึ่งโดยแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย : ฝ่ายที่ต้องพูดมาก ต้องปฏิบัติมาก ต้องมีเรื่องมาก, และ อีกฝ่ายหนึ่งมีคำเดียว ข้อเดียว เรื่องเดียว ปฏิบัติเพียงอย่างเดียว เราจะเหมาะอย่างไรก็เอาอย่างนั้น.
น.182 ปฏิปทาที่ ๔ ไม่ต้องทำอะไรเลย กับ ทำสุดเหวี่ยงเสมอ ทีนี้ เหลือบดูไปอีกทิศทางอื่นอีก ก็เกิดเป็นความหมาย หรือเป็น หลักเกณฑ์ขึ้นมาว่า พวกหนึ่งถือว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย การปฏิบัติที่ถูกต้อง นั้นไม่ต้องทำอะไรเลย ; เช่นว่า ทั้งวัน ๆ ฉันไม่ทำอะไรเลย. อีกพวกหนึ่งว่า ต้องทำให้สุดเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ต่างกันอยู่อย่างนี้. พวกหนึ่ง จะยึดความหมายไปทางว่า ไ ม่ทำอะไรเลย, อีกพวกหนึ่งว่า ต้องทำอย่างสุดเหวี่ยง สุดชีวิต จิตใจ อยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ; นี่เพียง แต่ออกชื่อก็เหนื่อยแทนแล้ว. นี่ลองไปเปรียบเทียบกันดูว่า มันต่างกันอย่างนี้ จึงเกิดแบ่งแยกกัน. สำหรับพวกที่ว่า ไม่ทำอะไรเลย นั้น มีหลักเกณฑ์หรือรากฐานมาใน ทางที่ว่า : ทุกอย่างดีอยู่แล้ว บริสุทธิ์อยู่แล้ว ถูกต้องอยู่แล้ว เราอย่าไปทำ ให้ผิดซิ. ทุกอย่างบริสุทธิ์อยู่แล้ว ถูกต้องอยู่แล้ว "หยุดอยู่แล้ว เย็นอยู่แล้ว อะไรอยู่แล้ว ; อย่าไปทำให้เกิดลุกขึ้นมาซิ. นี่เขาถือหลักอย่างนี้. ทีนี้ อีกพวกหนึ่งถือหลักตรงกันข้าม ว่า โอ๊ย ! พวกแรกมันโง่ มี อวิชชา มีกิเลสตัณหา มีไฟอยู่ในข้างใน มันร้อน มันอะไรอยู่ตลอดเวลา ; มันต้อง ทำ ๆ ต้องรีบดับไฟ ต้องรีบ - รีบ - รีบ อย่างนี้ก็เป็นตรงกันข้าม. พิจารณาดู พวกที่ไม่ทำอะไร พวกแรก เขาถือว่า ไม่ต้องทำอะไร เ ขาเชื่ออย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จิตนี้เป็นประภัสสร คือ ใสกระจ่างอยู่เป็นปกติ เพิ่งเศร้าหมองเมื่อกิเลสมัน
น.183 เกิดขึ้น". นี่เขายึดเอาความหมายเดิมที่ว่า รักษาสภาพเดิมไว้ให้จิตมันประภัสสร อย่างนั้นเรื่อย ; อย่าไปทำให้ผิด อย่าไปทำ ที่เรียกคำหยาบ ๆ ว่า ไปเลือก ไปแส่ นั่นน่ะ ไปทำให้มันเกิดผิดสภาพเดิมขึ้นมา" คงอยู่เฉยๆ ให้คงสภาพเดิมไว้ มันก็ชินไปเอง ในที่สุดมันก็เปลี่ยนนิสัย หรือว่า หมดทางเกิดของกิเลสไปเอง. นี่พูดอีกทีหนึ่งก็พูดได้ว่า มีนิพพานอยู่เป็นพื้นฐานในจิต คือว่าจิต ตามปกตินั้นไม่ร้อน, ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกู. เมื่อไม่เกิดตัวกู- ของกู ก็ไม่ร้อนและมีลักษณะเป็นนิพพานอยู่แล้ว ; เพียงแต่ว่าไม่เป็นนิพพานเด็ดขาด เป็นนิพพานที่อาจจะกลายเป็นไฟลุกขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ คือยังไม่ใช่นิพพานเด็ดขาด. อย่าไปกวนมัน จิตนี้จะมีสภาพเป็นนิพพานอยู่เองแล้ว ; พวกนี้เขาถือหลักอย่างนี้. เขาไม่ใช่ถือว่า อวิชชาเกิดอยู่แล้วในสันดานตลอดเวลา เหมือนที่ อาจารย์วิปัสสนาบางพวกสอน. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "อวิชชาก็เพิ่งเกิดเมื่อ มีการกระทบทางตา หู จมูก ฯลฯ แล้วเผลอ ให้โอกาส อวิชชาจึงเกิด ;" ไม่ใช่ อวิชชามีอยู่ในสันดาน นอนรออยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้. ที่เรียกว่าอนุภัย หรือสั่งโยชน์นั้น หมายถึงความเคยชิน ที่อวิชชา จะเกิดเสียเรื่อย ; ไม่ใช่ว่าเกิดอยู่แล้ว แต่ว่ามันพร้อมที่จะเกิดเสียเหลือเกิน. นี่ ความเคยชินอย่างนี้ ก็ยอมรับว่า มีจริง. ถ้าจะตรวจดูถึง สภาพแท้ของจิต แล้ว มัน ไม่ได้มีอะไรอยู่ในนั้น เป็นจิตตามธรรมชาติ ธรรมดา เป็นวิญญาณธาตุตามธรรมดา ที่ไม่มีกิเลส ตัณหา เข้าไปปนอยู่เลย ; แต่พอมาได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ช่องได้ทางอะไรเข้า เปิดโอกาสให้ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าอวิชชา เข้าผสมจิตนั้นได้.
น.184 ทีนี้ พวกที่เขาถือว่า "จิตเป็นประภัสสรอยู่ตามธรรมชาติ" เป็น นิพพานอยู่ตามธรรมชาติ เขา ไม่ต้องทำอะไร นอกจากระวังให้ดี หรือว่าอยู่ เฉย ๆ ให้เป็น, อยู่นิ่ง ๆ ให้เป็น ; นี้ ก็เป็นเพียงคำพูด เพื่อจะพูดว่า ไม่ต้อง ทำอะไรมากมาย. พิจารณาดูพวกที่ต้องทำสุดเหวี่ยง ทีนี้ พวกที่ถือว่า อวิชชามีเรื้อรัง นอนอยู่ในสันดาน ไม่รู้จักกี่ภพ กี่ชาติมาแล้วนั้น ; ที่เขาว่าปฏิสนธิวิญญาณพาเอาอวิชชามาด้วยนั้น มีปัญหามาก ที่จะต้องลอก ต้องขูดเอาอวิชชานี้ออก. นี่พวกนี้ เขาอธิบายคำว่า สังโยชน์ หรืออนุสัยว่าเป็นกิเลสชั้นละเอียด นอนประจำอยู่ในสันดาน ; มีเขาพูดอย่างนี้ เราจะรับเอาฝ่ายไหนก็ตามใจ. อาจารย์วิปัสสนาก็มี สอนอย่างนี้ทั่ว ๆ ไป ว่าในจิตใจของคน หรือใน ส่วนลึกคือสันดานของคนนั้น มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา ; แม้แต่นอนหลับก็มี อวิชชา. นี่เขาสอนอย่างนี้ อาตมาก็เคยเข้าใจอย่างนั้น เพราะได้รับคำสั่งสอน ตอนแรก ๆ อย่างนั้น ; ต่อเมื่อไปค้นคว้าศึกษาส่วนที่เป็นพระบาลีมากเข้า จึงรู้ อย่างนี้ ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้อย่างนี้. ถ้าถือว่าอวิชชาหรือกิเลสมีอยู่ตลอดเวลา งานก็มีมาก คือจะต้องทำ อย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้, ต้องแก้กิเลสตัวนั้น ต้องแก้กิเลสตัวนี้ ต้อง ๆ ๆ ; เรื่องมันมาก ก็เลยเรียกว่า พวกที่ ต้องทำให้ขยันขันแข็งสุดเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา ส่วนพวกหนึ่งเขาว่า อย่าทำอะไร อยู่นิ่ง ๆ.
น.185 แต่ถึงอย่างไรก็ดี คำพูดทั้งสองความหมายนี้ เรียกว่าเล่นกลได้ คือ มีความหมายซับซ้อนกำกวมได้ ; สามารถที่จะอธิบายให้ ถูกไปทั้งสองทางก็ได้ หรือให้ ผิดไปหมดเลยทั้งสองทางก็ได้. การปฏิบัติต้องมีอุบายให้เหมาะ แต่เดี๋ยวนี้มีความสำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างต้องใช้อุบาย ไม่มี อะไรที่จะไม่ต้องใช้อุบาย ; การปฏิบัติเพื่อละกิเลสนี้ก็เรียกว่าอุบาย, พระพุทธเจ้า ท่านก็เรียกอย่างนั้น เพราะว่าเป็นอุบายทั้งนั้น. ที่นี้ เมื่อเป็นอุบายแล้ว จะใช้อย่างไหนเล่า ? ถ้าใช้อย่างหนึ่งก็มี งานมากที่สุด, ถ้าใช้อีกอย่างหนึ่งก็มีงานน้อย หรือไม่มี. ถ้าเราจะถือหลักว่า จิตเรา เป็นนิพพานอยู่แล้ว ระวังรักษาให้ดีก็พอ แล้ว อยู่เฉยๆ ก็ได้ ; แต่ถ้าถือ ว่าจิตนี้ไม่มีนิพพานเลย ไม่มีความสุขเลย มีแต่กิเลส ตัณหา อวิชชาเป็นเจ้าเรือนอย่างนี้ ก็ต้องจัดการแล้ว อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ แล้ว ต้องลุกขึ้นทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนสุดเหวี่ยงอยู่เสมอ. นี่จะ เลือกเอาอุบายอันไหน ในสองอุบายนี้ ? ปฏิปทาเกิดเป็นสองรูปภาพขึ้นมาแล้วอย่างนี้ จะเลือกเอารูปไหนขอให้ ใคร่ครวญดูเอง. แต่ขอเตือนอีกทีว่า นี่ไม่ใช่พูดเพื่อให้ขี้เกียจกันนาโว้ย ! แต่พูดให้ขยัน, ให้ขยันในการที่จะทำความอยู่นิ่ง ๆ ให้ได้ ไม่ใช่ให้ขี้เกียจ ไม่ทำอะไรเลย.
น.186 เราอาจจะรับเอาอุบายที่ว่าเป็นนิพพานอยู่แล้ว เป็นประภัสสรอยู่ แล้ว ว่างอยู่เองแล้ว คอยระวังอย่าให้เกิดอะไรแทรกแซงเข้ามาเป็นวุ่น เป็นอะไรนี่ ; นี้มีงานน้อยหน่อย คงจะสบายกว่า แล้วได้เปรียบ หรือว่าได้กำไรกว่าถ้ารับเอา อุบายฝ่ายนี้. แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะว่าอยากจะแสดงฝีมือก็ตามใจ. หมวดนี้ มีหัวข้อว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย นี้อย่างหนึ่ง, และก็อีกหัวข้อ หนึ่งก็ว่า ต้องทำสุดเหวี่ยงอยู่ ตลอดเวลา. นี่ปฏิปทาที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้. ก็มีอยู่อย่างนี้. แล้วเผอิญเป็นไปว่า ในประเทศไทยเรา พวกเถรวาทนี้ชอบใช้อย่างหลังนี้ ชอบใช้อย่างที่ทำสุดเหวี่ยง อยู่ตลอดเวลา ; แล้วสอนกันว่า อวิชชาติดมาแต่ปฏิสนธิวิญญาณ อยู่ในจิตใจ ตลอดเวลา, กิเลสอยู่ในใจตลอดเวลา, ไฟติดอยู่ในใจตลอดเวลา. แต่ พุทธศาสนาพวกอื่นอย่างพวกมหายาน เขาไม่ถืออย่างนี้ เขากลับ ไปถือตรงตามหลักที่ว่า : จิตนี้ประภัสสร เพิ่งเศร้าหมองเมื่อกิเลสจรมา ; หรือว่า เมื่อไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง หรือว่า ไม่มีอะไรมาเป็นโอกาสแล้ว อวิชชา ไม่เกิด กิเลสตัณหาไม่เกิด. นี่ เขาถือหลักอย่างนี้ ; แม้ พวกเซ็นก็ถือหลัก อย่างนี้. นี่ ถ้าขึ้นพูดไปก็เกิดปัญหาอย่างที่เรียกว่า ชาตินิยม เราเป็นไทย ต้องถืออย่างไทย, อย่าไปถืออย่างญี่ปุ่น อย่างจีนไม่ได้; นี่อย่างนี้ก็ตามใจซิ. แต่ว่า โดย หลักทั่วไปในพระพุทธศาสนา แล้ว ก็จะถือว่า จิตนี้เป็น ประภัสสรอยู่ก่อน กิเลสยังมิได้เกิด อวิชชายังมิได้เกิด จนกว่าจะมีโอกาส ที่จะเกิด ; ฉะนั้น เราอยู่ให้เป็นซิ อยู่ให้ดีซิ อย่าสัปคนซุกซน กิเลสก็เกิด
น.187 ไม่ได้ในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; ตั้งตัวไว้ให้ดี. ตั้งไว้ให้ดี ในที่นี้ แทบว่าจะไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ระวังหน่อย เมื่อระวังเป็น ระวังจนเคยชิน ก็เป็นนิสัยแล้ว ก็ แทบไม่ต้องระวัง เหมือนเมื่อเราเดินเป็น แล้วมันก็ไม่หกล้ม อย่างนี้. ปฏิปทามีอยู่ ๒ รูปภาพอย่างนี้ อีกพวกหนึ่งว่า "ไม่ทำอะไรเลย" กับ "ทำสุดเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา". สรุป ทบทวน เพื่อเปรียบเทียบดูอีก นี่ทบทวนกันดูอีกทีว่า ข้างต้นได้กล่าวมาแล้ว ภาพที่ ๑ ว่าเอา ศรัทธา เป็นที่พึ่ง เอา ความเพียร เป็นที่พึ่ง เอา ปัญญาเป็นที่พึ่ง ก็กลุ่มหนึ่งแล้ว, หรือว่าเอาทั้งหมดเจือกันเป็นที่พึ่ง นี้เรียกว่า สัทธาธิกะ วิริยาธิกะ ปัญญาธิกะ. แบ่งอย่างนี้ เพราะคนมันโง่บ้าง ฉลาดบ้าง ฉลาดน้อยบ้าง มากบ้าง โง่มากบ้าง, หรือว่าถึงขนาดที่ว่าบ้าบอไปเลยก็มี. แต่ว่าคนบ้าคนบอนั้นจะไม่ใช่ว่าจะหมดที่พึ่ง เสียทีเดียว ; ถ้าบ้าเชื่อ คนบ้าคนบอบ้าเชื่อ ก็เอาเป็นที่พึ่งได้ คือเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรม เชื่อพระสงฆ์ อย่างบ้าบอไปเลย แล้วก็ไม่ทำอะไรผิดแม้แต่ นิดเดียว ; นี่บางทีจะเคร่งกว่าคนที่ไม่บ้าเสียอีก ถ้าบ้าเชื่อ เขาจึงมีไว้ให้เผื่อ เลือกสำหรับคนทุกชนิด สัทธาธิกะ วิริยาธิกะ ปัญญาธิกะ จะช่วยคนได้ทุกชนิด ยิ่งกว่ามหายานเสียอีก เขาจะช่วยคนได้ทุกชนิดแม้แต่คนบ้าคนบอ. ภาพที่ ๒ เรามาดูกันในทางที่ว่า "ฉับพลัน" หรือว่า "เฉื่อยชา" ในคัมภีร์ เช่นคัมภีร์อภิธรรม ก็มีพูดถึงว่า ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา, ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ; สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา , สุขาปฏิปทา
น.188 ทนฺธาภิญฺญา - ปฏิบัติเป็นทุกข์ รู้ฉับพลันก็มี รู้เฉื่อยชาก็มี ; ปฏิบัติเป็นสุข รู้ฉับพลันก็มี รู้เฉื่อยชาก็มี. เวลาพระสวดศพ จะได้ยินคำสวดคำนี้ ; ทุกขาปฏิปทา ชิปปาภิญญา, ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ฯลฯ แล้วว่าอิทธิบาท ต่อท้ายว่า สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา , สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา. บางพวกนั้นปฏิบัติไม่ค่อยเจ็บปวดทนทรมานอะไร รู้ช้าก็มี รู้ฉับพลัน เป็น ขิ ปปา ก็มี, บางคนปฏิบัติก็แสนจะยากลำบากเหมือนกับว่าเลือดตากระเด็น รู้ช้าก็มี รู้ฉับพลันก็มี. หลักรู้ฉับพลันหรือรู้เฉื่อยชา นี้ ก็มีอยู่ในคัมภีร์ของ เถรวาท. ทีนี้เราก็รู้ว่า เรานี้จะต้องทำอย่างไร เหมาะสมอย่างไร ; แต่ว่ามัน ยากนักที่คนเราจะรู้จักตัวเอง. ตัวเอง เป็นสิ่งที่รู้จักยากกว่าสิ่งทั้งหลาย ในโลก ; แต่คนโง่ก็พูดว่ารู้จัก ที่แท้เขาไม่ได้รู้จัก จึงทำผิดทั้งที่ถือดื้อว่าทำถูก. เขาทำผิดอยู่แท้ๆ ยังพูดว่าทำถูก, เขาทำเลวอยู่แท้ ๆ ยังพูดว่าทำดี, นี่เพราะว่า เขาไม่รู้จักตัวเอง. การที่จะรู้ว่าเราจะเหมาะสมกับปฏิบัติปฏิปทาระบอบไหนนี้ ก็ยาก เหมือนกัน ; แต่ว่าก็มิใช่จะสุดวิสัย. ถ้าพยายามสังเกตดูให้ดีๆ ก็จะค่อยรู้จัก ตัวเองขึ้นทีละเล็กละน้อย ตะล่อมไปหาเรื่องที่ดีที่สุด ที่ง่าย ที่สะดวกได้. แต่ถ้าว่า จะสังเกตดูตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว วิธีปฏิบัติก็อยู่ในพวกที่ฉับพลันนี้แหละ มากกว่า ให้ปฏิบัติไปด้วยจิตใจที่ปกติ โอกาสหนึ่งความรู้จะลุกโพลง ออกมา.
น.189 ภาพที่ ๓ ก็มีว่า "คำเดียวพอ" และว่า "มากมายจนนับไม่ไหว". นี่ พวกหนึ่งนิยมอ้างว่า ต้องปฏิบัติถึงแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ ชาตินี้ทำไม่ได้ ขอให้ตายไปชาติหน้าแล้วจะได้แตกฉาน ; ไปเกิดในศาสนาพระศรีอาริย์ รู้หมด ทั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ อย่างนี้ก็มี ; ขอให้คิดดูเถิดว่า นี่ฉลาดมาก หรือ ว่าโง่มาก. พวกหนึ่งถือหลักว่าธรรมขันธ์เดียวก็เอาตัวรอดได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ยังไม่ ทันเข้าโลง แต่พวกที่ถือกันคำเดียว ข้อเดียว ปรารถนาอย่างนี้ ไม่อยากจะให้ เนิบนาบเนิ่นช้า รอเวลาเป็นชาติ ๆ แล้วได้ต่อศาสนาพระศรีอาริย์ ; อย่างนี้ไกล เกินไป. อยากจะพูดว่า "ดับไม่เหลือ" คำเดียวนี้ก็พอ, "ตายก่อนตาย" คำเดียวนี้ก็พอ, หรือ "ไม่เอาอะไร" "ไม่มีอะไรจะน่าเอา - น่าเป็น" ; คำเดียวนี้ก็พอ. นี่ขอบอกว่า วันนี้พูดกันแต่หัวข้อ รายละเอียดจะพูดกันวันอื่น เช่นว่า ปฏิบัติอย่างไรจะเรียกว่าปฏิบัติ ? "เพียงแต่ว่าไม่เอา - ไม่เป็น ไม่อยากเอา - ไม่ อยากเป็น นี่จะปฏิบัติอย่างไร ? เราพูดกันอย่างละเอียดวันอื่น วันนี้ไม่มีเวลา พูดให้ฟัง แต่ว่าหัวข้อก็มีอยู่อย่างนี้. ภาพที่ ๔ ไม่ทำอะไรเลย นี่พวกหนึ่ง ; แล้วอีกพวกตรงกันข้ามก็ว่า ทำสุดเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ เอาซิ, ใครชอบอันไหนก็เอา. ปฏิปทาที่ ๕ เป็นแบบพิเศษหุบปากเงียบ ภาพที่ ๕ นี้มาเหนือเมฆ จะเรียกว่าแบบพิเศษ มีข้างเดียว คือว่า หุบปากเงียบ ; ช่วยจำไว้ด้วยว่า แบบพิเศษคือหุบปากเงียบ นี่จะยิ่งกว่าไม่ ทำอะไรเลยเสียอีก.
น.190 แบบพิเศษนี้ มีหลักที่พอจะประมวลได้ว่า ธรรมะจริงพูดไม่ได้ด้วย ปาก ; สำนวนนี้เป็นอย่างเดียวกับคำสอนของเหลาจื๊อที่เรียกว่า "เต๋าเต้จิง" คำสอนของเหลาจื๊อประโยคแรกประโยคที่หนึ่งว่า "เต๋า" ; ที่เอามาบรรยาย ได้ด้วยปากนี้ ไม่ใช่เต๋า. นี่ไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นเต๋าของเหลาจื๊อ ; ว่าเต๋า ที่มาพูดบรรยายกันได้ด้วยปาก ด้วยตัวหนังสือนี้ไม่ใช่เต๋าหรอก. ฝ่ายข้างวิมลเกียรติ ซึ่งไม่เคยรู้จักกับเหลาจื๊อ ก็พูดว่า ธรรมะจริง นี่พูดไม่ได้ดอก แล้วเขาก็เลยหุบปากเรื่อย. พระสารีบุตร พระอะไรก็ตาม ไปถามว่าอะไรเป็นอย่างไร เขาก็หุบปากเรื่อย, ให้แสดงข้อปฏิบัติปฏิปทาเพื่อ ไปนิพพานเขาก็หุบปาก ยืนหุบปากใส่หน้าให้ดู. พวกหุบปาก นี่ยิ่งไปกว่าไม่ทำอะไรเสียอีก ; คือถือว่าธรรมะนั้น นิ่ง, นึ่งทั้งปาก, นึ่งทั้งใจ, นึ่งทั้งกาย, อย่างนี้จึงจะถูก. การปฏิบัติ หรือ ประตูพระนิพพาน ที่เรียกว่าอย่างนั้นนะ แสดงไม่ได้ด้วยคำพูด แต่แสดงได้ด้วย ปากที่หุบ. ตัวพระนิพพานจริงก็ยิ่งกว่านั้นซิ ; เพียงแต่ประตูพระนิพพานก็ยัง แสดงด้วยต้องหุบปาก ปากหุบอยู่แล้ว ; ตัวพระนิพพานแท้ ๆ นี่มันก็ต้อง หุบปากยิ่งกว่านั้น. เขาจึงถือว่าการเรียนปริยัตินี้ก็บ้า ๆ บอ ๆ พูดมาก นี้ก็ยิ่ง บ้ามาก ; เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึงธรรมะที่แท้จริงต้องหุบปาก ถ้าขืนพูดไปก็ ไม่ใช่ธรรมะจริง, เป็นเพียงเปลือก เพียงกระพี้ เพียงฝอย เพียงอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็มี. ทีนี้เราก็เกิดความสงสัยว่า : ทำไมพระพุทธเจ้าท่านพูดมาก ท่านตรัส มาก อะไรมาก ? นี่เป็นคนละเรื่องแล้ว คนละปัญหาแล้ว. เรื่องหุบปาก
น.191 เป็นความเห็นของท่านผู้นี้ ของคน ๆ นี้ หรือเจ้าอุบายอันนี้ เขาวางอุบายขึ้นมา สำหรับเขา หรือว่าพวกที่เอาอย่างเขา. ต้องหุบปาก นี่คือแบบพิเศษ ; และเราก็สังเกตเห็นกันอยู่ว่า เดี๋ยวนี้ ที่เราไม่ค่อยรู้อะไร ก็เพราะว่าอ้าปากมากเกินไป. ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งอุบาสก อุบาสิกา นี่อ้าปากกันมากเกินไป ; หุบปากเสียสักครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่หุบปากทั้งหมด แล้วก็จะจริงอย่างที่เขาเขียนว่าเป็นแบบของวิมลเกียรติ. แบบของวิมลเกียรติ ผู้เป็นอุบาสก มีกล่าวว่าพระโพธิสัตว์มัญชุสี เป็นผู้ไปถามว่าทำอย่างไร ; ว่าอย่างไร ๆ เขาก็ หุบปากใส่หน้า โพธิสัตว์มัญชุสี, ถึงพระองค์อื่น พระสารีบุตรอะไรก็ไม่กล้ารอหน้ากับอุบาสกนี้ ; เพราะว่าถ้าถาม แล้วก็ หุบปากใส่หน้า นี้ก็เรียกว่า ระบบพิเศษ. หุบปากไม่เหมือนพระพุทธเจ้า. แต่ที่แท้ก็ต้องการจะแสดงพระพุทธเจ้าที่แท้จริงให้ดู ว่าธรรมะจริง อะไรจริง พระพุทธองค์จริง แสดงไม่ได้ด้วยคำพูด แสดงไม่ได้ด้วยรูปภาพ. หุบปากมีความหมายในทางไม่บรรยาย, หรือว่ามีความหมายไป ในทางว่างไปเลย ว่างไปเลย ขืนพูดก็ผิดเท่านั้นแหละ. ในอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เขาแสดงรูปพระพุทธเจ้าด้วย ที่ว่าง ด้วยความว่าง ด้วยไม่ทำรูปอะไรเลย ว่านั่นเป็นพระพุทธเจ้าจริง ; เดี๋ยวนี้ เราทำรูปพระพุทธเจ้ากันอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น แล้วก็ว่ากันไปต่าง ๆ นานา. นี้เรียกว่ารูปภาพของ ปฏิปทาแบบพิเศษ ก็คือ เงียบ นึ่งและเงียบ หรือจะ เรียกว่าหุบปาก ก็ตามใจ. พวกหนึ่งนั้นเปิดปากโวไปเรื่อย, อีกพวกหนึ่งก็หุ บปาก คล้าย ๆ กับว่า ไม่ต้องมีปริยัติ, ไม่ต้องมีปฏิบัติ ไม่ต้องมีปฏิเวธ อะไรกันแล้ว ให้มัน ยุ่งยากลำบาก ไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็นอะไร จนพูดว่าอะไรไม่ได้ก็ต้องหุบปาก.
น.192 แม้ นิพพานจริงก็ต้องหุบปาก จึงจะแสดงลักษณะของนิพพานได้ คือนิพพานนั้น ไม่, - ไม่, - ไม่, - ไม่อย่างนั้น - ไม่อย่างนี้ - ไม่อย่างโน้นไปเสีย ทั้งหมด ก็ต้องแสดงด้วยหุบปาก. เดี๋ยวนี้เรามีอะไรกันมาก : มีปริยัติแปดหมื่น สี่พันพระธรรมขันธ์ แล้วก็ปฏิบัติไปซิ ; แบบนี้เราพูดกันตั้งปีก็ไม่จบ เพียงแต่ อ่านตัวหนังสือก็เป็นปี ๆ ยังไม่รู้จักหมดจักสิ้น, ส่วนแบบพิเศษแบบสุดท้ายนี้คือว่า หุบปาก. ทั้งหมดที่แสดงมานี่มันสี่คู่ กับหนึ่งรูป เป็นเก้ารูป ถ้าจะเอารูปสุดท้าย ว่า หุบปาก กับ เปิดปาก ก็เป็นสิบ คือห้าคู่ก็เป็นสิบ. อย่างน้อยก็สิบรูปภาพ สิบรูปแบบแล้ว. ในรูปหนึ่ง ๆ ก็มีมากหลายสิบ ; เอาเป็นว่ากล่าวมามีสิบแบบ สิบรูปภาพก็แล้วกัน. ปฏิปทาทุกแบบใช้ ได้มีประโยชน์ตามเหมาะสมแต่ละบุคคล ทีนี้ อาจารย์วิปัสสนาโง่ ๆ ; ขออภัยใช้คำหยาบ อาจารย์วิปัสสนาโง่ ๆ จะพูดว่า "แบบของฉันเท่านั้นแหละถูกหรือดี แบบของคนอื่นผิดทั้งนั้น ไม่มี ประโยชน์". อาจารย์วิปัสสนาโง่ ๆ จะ มัวพูดแต่อย่างนี้. อาตมาไม่กล้าเป็นอาจารย์วิปัสสนา เพราะกลัวจะโง่ จึงพูดอย่างนี้ : แบบ ปฏิบัติมีอยู่อย่างนี้ มีมากตั้ง ๑๐ แบบ ร้อยแบบพันแบบอย่างนี้ ; ใช้ได้ ทุกแบบ ไม่มีแบบไหนผิด หรือไม่มีประโยชน์. เพราะว่าแม้แต่แบบที่ผิด ก็ยังทำให้รู้ว่าผิด แล้วก็กลายเป็นรู้ว่าผิด หายผิด หายโง่ได้ ไม่มีแบบไหนที่ผิด. ที่พูดว่า "สำนักวิปัสสนานั้นสอนผิด ๆ" คนพูดนั้นโง่เอง. ถ้าเรา มารู้ว่า ข้อปฏิบัติหรือปฏิปทานี้มัก มีได้อย่างตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ อย่างที่ว่ามาแล้ว
น.193 ย่อมไม่มีแบบไหนผิด ; ฉะนั้น อย่าไปพูดว่าแบบไหนผิด, พูดแต่ว่า แบบไหน มันเหมาะแก่เรา. ขอให้มีแบบที่มันเหมาะแก่เราก็แล้วกัน : คนโง่ก็มีแบบโง่ คน ฉลาดก็มีแบบฉลาด, คนมีความเพียรก็มีแบบความเพียร, คนมีแต่ความเชื่อ ก็ใช้แบบความเชื่อ ; แล้ว รู้ได้ด้วยตนเองว่า มันถูกแล้ว ตรงที่ว่า มันมี ความทุกข์น้อยลง. อย่างอื่นไม่แน่อย่าเอาเป็นประมาณ. อย่าให้อาจารย์ออกประกาศนียบัตรให้ว่า "ได้แล้ว ถูกแล้ว" เลย ; ออกประกาศนียบัตรให้ตัวเองว่า ถ้ามีความทุกข์น้อยลง อันนี้ถูกแล้ว ; ข้อปฏิบัตินี้ถูกแล้ว เดินต่อไปอีกเถอะ. ถ้าหุบปากถูกแล้ว ก็หุบให้มากเข้า จนติดกันเลย ; อย่างนี้ไม่ต้องมีใครมาสอนละ ความรู้จะสอนให้เองเรื่อยไป ๆ ในความถูก ที่พิสูจน์ได้อยู่ในตัวมันเองเท่านั้น. วันนี้พูดไร้สาระไม่มีประโยชน์อะไรนัก ; ว่าที่จริง พูดคล้าย ๆ กับว่า ชวนกันขึ้นไปบนฟ้า แล้วเที่ยวมองดูสำนักวิปัสสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก หลายร้อย แบบหลายพันแบบ. สรุปแล้วมีเป็นพวก ๆ อย่างนี้ ; เรายัง ไม่รู้ว่าจะเอาพวกไหนดี ก็ได้ ; ฉะนั้น ไปจัดการ สะสางเรื่องของตัวเองดูใหม่ว่าจะมีหลักอย่างไร ? จะดำเนินอย่างไร ? จะไปเข้ากฎเกณฑ์อันไหน ? แล้วพิสูจน์ความถูกต้อง โดยที่ว่า เมื่อถือกฎเกณฑ์อันนี้แล้ว มีความทุกข์น้อยลง ก็ให้ขอเอาเป็นแบบของตัว. ต้องเลือกดู เราโง่ก็แบบนี้ เราฉลาดก็แบบนั้น, "เราโง่มากก็แบบโน้น เราฉลาดมากก็แบบโน้นต่อไปอีก ; คงจะเหมาะเข้าสักแบบหนึ่ง. แล้วความรู้ ก็ จะระเบิดโพลงออกมาได้ เป็นความดับทุกข์เพราะอำนาจความเชื่อก็ได้, อำนาจ ความเพียรก็ได้, อำนาจปัญญาก็ได้, หรือเจือกันก็ได้.
น.194 แต่ถ้า หุบปากไว้ เป็นรากฐานแล้ว ก็นับว่าดี, เป็นแบบรากฐาน พื้นฐาน ทั่วๆ ไป. อย่าพูดมาก แล้วก็อย่าทะเยอทะยานมาก, อย่าชอบอวด, อย่าปฏิบัติเพื่ออวดให้เขาเห็นว่า เราปฏิบัติ ถ้าสามารถที่จะซ่อนเสียได้ อย่าให้ ใครเห็นว่าเราปฏิบัตินั้นแหละ ยิ่งดี จะช่วยฆ่ากิเลส. ถ้าปฏิบัติอะไร สักนิดหนึ่ง ก็เ ที่ยวแสดงให้เขาเห็นว่าเราปฏิบัติ นี่จะช่วยส่งเสริมกิเลส ; เคยเห็นเป็นกันเสียอย่างนี้โดยมาก. บวชหลาย พรรษาแล้วก็ยังเป็นอย่างนี้ ก็จะไปโทษใครได้ ; เพราะตัวเองเข้าข้างฝ่ายกิเลส ปฏิบัติอะไรสักนิดหนึ่งก็ยกหู ชูหาง, ไม่เพียงเท่านั้น ยังเที่ยวข่มขี่ผู้อื่นอีกก็มี. นี้ฝ่ายที่เป็นอุปสรรค ฝ่ายที่เป็นศัตรูของปฏิบัติ. ถ้าว่าไม่ทำอย่างนี้ ก็เป็นฝ่ายสนับสนุน ให้เกิดการปฏิบัติ แล้วก็เป็น ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ. ปฏิปทาปริทรรศน์ คือการมองดูคราวเดียวรอบ ๆ ทั่ว ๆ ไปในการปฏิบัติ ของพุทธบริษัทเรา มีอยู่อย่างนี้, ขอให้จำไว้เพียงเป็นเค้า ๆ เถิด รายละเอียด กว่านี้ ค่อยพูดกันในวันหลัง. วันนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว มีธุระบางอย่างที่จะต้องทำด้วย ขอยุติ การบรรยาย เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคณะสาธยาย เป็นเครื่อง เตือนสติพุทธบริษัททั้งหลายตามที่เคยกระทำ สืบต่อไป.
Buddhadasa