น.195 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๖ ของภาคอาสาฬหบูชานี้ จักได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปฏิปทาปริทรรศน์ ต่อไปตามเดิม. และต้องขอ ทบทวนข้อความที่ได้กล่าวไปแล้วในครั้งก่อน ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ระลึก ได้ และให้เรื่องเป็นไปติดต่อกัน. ๑๗๓
น.196 ทบทวนความรู้เดิม ในครั้งที่ ๑ ได้พูดถึง ปฏิปัติติปัญหา คือ ปัญหาที่ทำให้เราปฏิบัติ ธรรมะกันไม่ค่อยจะได้ในโลกนี้ ; เพราะว่าในโลกนี้มันมีอะไรที่เป็นข้าศึกแห่ง การปฏิบัติมากขึ้นทุกที. ในครั้งที่ ๒ ได้พูดถึง ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปริยัติ คือ การปริยัติ ที่ไม่ถูกต้องไม่เพียงพอ เฟ้อบ้าง เป็นงูพิษเสียบ้าง ; การปฏิบัติก็ไม่เป็นไปตามที่ ควรจะเป็น. ในครั้งที่ ๓ ได้พูดถึง ปัญหาที่มีอยู่ในตัวการปฏิบัติ นั้นเอง ; เพราะว่าการปฏิบัติไม่พอเหมาะพอดี, ไม่รู้ว่าหัวใจของเรื่องการปฏิบัติทุกเรื่อง อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มองข้ามเรื่องนี้ไปเสีย ในครั้งที่ ๔ พูดถึงเรื่อง ปัญหาที่ตกค้างอยู่ในปฏิเวธ คือ แม้ใน ขั้นที่การปฏิบัติให้ผลแล้ว ก็ยังมีปัญหาเหลืออยู่ เพราะผลบางอย่างเป็นเครื่องยั่วยวน ให้เป็นไปในทางแห่งความยึดมั่นถือมั่น ; เช่น ไปหลงในความเป็นสุขสบายเสีย อย่างนี้ก็มี. บางทีผลที่ได้ก็กลับกำเริบ คือว่า ได้แล้วกลับไม่ได้ ; เพราะว่า รักษาไว้ไม่ดีอย่างนี้ก็มี เข้าใจคำว่า "ทิฏฐธรรม" หรือ "สัมปรายิกะ" ผิดจาก ความหมายแห่งความเป็นจริง, ทำให้ผลของการปฏิบัตินั้นไม่ตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ก็มี. นี้เรียกว่าล้วนแต่เป็นปัญหาที่มาจากสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้น แม้ใน ตัวผลของการปฏิบัติก็ยังเป็นปัญหาอยู่. ในครั้งที่ ๕ ได้ประมวลภาพของการปฏิบัติในทุกแบบที่เคยมี มาแล้ว หรือกำลังมีอยู่ ทำนองจะบอกให้รู้ว่าในโลกนี้มีวิธีการที่จะปฏิบัติแตกต่าง
น.197 กันอยู่อย่างไรเป็นพวก ๆ ไป ; ไม่ควรจะถือว่าพวกไหนผิด เพราะว่ามีการปฏิบัติ ที่เหมาะสมแก่บุคคลผู้ปฏิบัติเสมอไป, คนโง่มาก ก็มีการปฏิบัติแบบที่เหมาะ สำหรับคนโง่มาก, คนโง่น้อย ก็ต้องมีการปฏิบัติที่เหมาะสำหรับคนโง่น้อย, คนฉลาดมาก ก็มีการปฏิบัติชนิดที่เหมาะสมกับความฉลาดของเขา ; ไม่อย่างนั้น เขาจะไม่สนใจและไม่นึกสนุก, คนฉลาดน้อยก็ลดลงมาอีก. ทีนี้ คนที่อยู่ ตรงกลางทั่ว ๆ ไปนี้ก็มีมาก ใช้แบบที่เป็นแบบฉบับที่ยึดถือกันมานาน ใช้ได้สำหรับ ทุกคน. ขอให้ทบทวนว่า มีแบบการปฏิบัติมากแบบ อย่างที่ได้เอามากล่าวให้ฟัง ในครั้งที่แล้วมา ; ถ้าจะสรุปเป็นหมู่ก็จะมีสัก ๙ หรือ ๑๐ หมู่ ๑๐ พวก คือ :- แบบที่ว่าจะต้องมี สัทธา วิริยะ ปัญญา ชนิดที่แยกกันเป็นอย่าง ๆ. หรือว่าจะ รวมกันทั้ง ๓ อย่าง. แล้วยังมีแบบที่ให้เกิดผลอย่าง เฉื่อยชา หรือว่าให้เกิดผลอย่าง ฉับพลัน ทันที นี้ไม่เหมือนกัน ; แล้วแต่แบบของการปฏิบัตินั้น ๆ. และยังมีแบบที่ว่า พูดได้มากมาย ไม่รู้จักจบจักสิ้น กลับตรงกันข้าม กับแบบที่ว่า " พูดคำเดียวก็พอ " เช่นว่า "ทำลายความยึดมั่นถือมั่น" ; คำเดียวนี้ ก็พอ ไม่ต้องพูดอะไรให้มากมายให้มันเวียนหัว. แล้วก็ยังมีการปฏิบัติพวกที่เรียกว่า ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องเคร่งเครียด ต้องทำกันอย่างสุดเหวี่ยง ไปทั้งหมด ; และอีกอย่างหนึ่งก็ตรงกันข้าม คือมี ความรู้สึกเหมือนกับว่า มิได้ทำอะไรเลย.
น.198 ทีนี้ แบบหนึ่งที่วิเศษ หรือพิเศษ ก็ว่า "หุบปากตะพืด" มองเห็น ธรรมไปในทางที่ว่า เอามาบรรยายไม่ได้ด้วยคำพูด นี้ก็ตรงกันข้ามกับพวกที่มัน ปากโป้งอยู่ตลอดเวลา อย่างนั้น อย่างนี้ พูดมาก. นี้แหละจะมีอย่างน้อยก็สัก ๙ พวก หรือ ๑๐ พวก อย่างนี้ ; ถ้าจัด เป็นคู่ ๆ ก็จะได้สัก ๕ คู่ ในฐานะที่มันตรงกันข้าม. ทั้งหมดนี้ให้ถือว่ามีไว้ เผื่อเลือก สำหรับคนที่โง่มาก คนที่โง่น้อย คนฉลาดมาก คนฉลาดน้อย คนเอาจริง ไม่เอาจริง หรือว่าคนระดับปานกลางทั่ว ๆ ไป. นี้เป็นสิ่งที่จะต้องมองดูให้เห็น อย่างแจ่มแจ้ง เหมือนกับว่า เราขึ้นไปบนท้องฟ้า ในที่สูง มองลงมาข้างล่าง เราก็จะเห็นอะไรได้หลาย ๆ อย่าง คราวเดียวกัน ; แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของ การปฏิบัตินี้ยังมีอีกมากสำหรับจะพูดต่อไป. การที่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระพุทธ- ภาษิต ตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นระบอบ ๆ นั้น จะไว้พูดกันทีหลังสุด. ในวันนี้ ก็จะแนะให้เห็นการปฏิบัติในแบบหนึ่ง ในรูปหนึ่ง ซึ่งไม่ เกี่ยวกับปริยัติ; ฉะนั้น จึงให้หัวข้อการบรรยายในวันนี้ว่า "ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลย" รู้จักคำที่ต้องเข้าใจเสียก่อน ท่านจะต้องทำความเข้าใจคำเหล่านี้ก่อน "ปรมัตถะ" แปลว่าอย่างไร ? สำหรับคำนี้แปลว่า "มีอรรถอย่างยิ่ง" คืออย่างสูงสุด หรืออย่างลึกซึ้ง. พวก ชาวบ้านก็พูดเป็น คือพูดว่าปรมัตถ์ ; บางทีก็มาคู่กันกับคำสามคำ คือพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์. เมื่อพูดถึงว่า "ปรมัตถ์" ก็หมายถึงธรรมะสูงสุดลึกซึ้ง
น.199 ที่สุด มีค่ามากที่สุด แต่แล้วความหมายก็ยังเปลี่ยนไป ๆ จนเหลือเพียงเป็นเรื่องที่ ลึกลับที่สุด อย่างนี้ก็ได้. เมื่อกล่าวโดยกลาง ๆ ทั่ว ๆ ไป คำว่า "ปรมัตถ์" ก็แปลว่า มีอรรถ หรือประโยชน์อย่างสูงสุด; ปรมัตถปฏิปทา ก็คือการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ อันสูงสุด. การปฏิบัติเพื่อประโยชน์อันสูงสุด ก็ต้องมีเป็นแบบ ๆ ไป, และคน ทั่วไปก็จะคิดว่าจะต้องมีการเรียนที่มากพอ มีการปฏิบัติที่สุดเหวี่ยง แล้วเราก็จะได้ ประโยชน์อันสูงสุดนั้น : ถ้าเป็นอย่างนั้น ปรมัตถปฏิบัตินั้น จะต้องเนื่องด้วย ปริยัติมากทีเดียว. เดี๋ยวนี้จะบอกให้ทราบว่า ยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ ปรมัตถปฏิบัติที่ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันกับปริยัติเลย. สำหรับคำว่า "ปริยัติ" รู้กันอยู่ดีแล้วว่า หมายถึงการเรียนพระพุทธ- วจนะ ในแง่ของอักษรศาสตร์หรือวรรณคดี อย่างแตกฉาน ; นี้เรียกว่าปริยัติ เรียนพระไตรปิฎก และคำอธิบายพระไตรปิฎกในแง่ของศัพทศาสตร์ หรืออะไร ต่าง ๆ อย่างแตกฉาน ; อย่างนี้เรียกว่า "ปริยัติ" , "แม้ไม่แตกฉานก็ยังคง เรียกว่า "ปริยัติ" เพราะมันต้องเรียนมาก. เคล็ดหรืออุบายที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ ที่นี้ จะมีระบอบการปฏิบัติในชั้นสูงสุด เพื่อประโยชน์สูงสุด โดยไม่ เกี่ยวกับปริยัติเลยนั้น จะเป็นอย่างไร ?
น.200 นี้ก็ต้องเป็น ปรมัตถ์ของชาวไร่ชาวนา ของคุณตาคุณยาย ที่ถึงกับไม่รู้ หนังสือ. ควรจะคิดว่า คุณตาคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ จะมีความรู้ปรมัตถ์ได้อย่างไร ? หรือจะปฏิบัติปรมัตถ์ได้อย่างไร ?. ขอยืนยันในที่นี้ว่า ก็มีอยู่แบบหนึ่ง สำหรับชาวไร่ชาวนา คุณตา คุณยาย ที่แม้แต่ไม่รู้หนังสือ ก็มีเรื่องปรมัตถ์ และการปฏิบัติในชั้นปรมัตถ์ ; ดังนั้น มันก็ต้องไม่ใช่ธรรมดา, เมื่อไม่ใช่ธรรมดา ก็ต้องเป็นเคล็ด หรือ เป็นกลอุบาย ซึ่งจะต้องใช้วิธีไม่เหมือนกัน. เมื่อไม่เกี่ยวกับปริยัติก็ต้องมีอื่นมาแทน ก็ต้องเป็นเรื่องเคล็ด เรื่อง อุบาย เรื่องปริศนา ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติก็แล้วกัน. ก็สำเร็จประโยชน์ ได้สำหรับข้อที่ว่า คนเหล่านั้นจะไม่ต้องมีความทุกข์เลย มันปรมัตถ์อยู่ที่ตรงนี้ ต่างหาก ถ้าว่าโดยที่ถูกที่จริง การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เรียกว่าอุบายทั้งนั้น ; อย่างง่าย อย่างยาก อย่างไหนก็ต้องเรียกว่า อุบาย ทั้งนั้น. อุบายเป็นวิธีที่จะ เข้าถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในลักษณะที่ไม่ยากลำบากเกินไป แล้วก็สำเร็จตามความ ประสงค์ ; ดังนั้น คำว่า "อุบาย" ในภาษาธรรมะแท้ ๆ ก็จะต้องตรงกับคำว่า เทคนิค เป็นต้น แห่งสมัยนี้. เรามีเทคนิคก็เพื่อให้ทำได้ง่าย ทำได้สำเร็จ แล้วก็ทำได้โดยที่เป็นที่น่า พอใจไม่หมดเปลือง ไม่ลงทุนมาก อะไรทำนองนี้ ; จะเรียกว่า อุบาย ก็ได้ เรียก เคล็ด ก็ได้. คุณตาคุณยายทั้งหลายที่ไม่รู้หนังสือ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่เรียกว่าเคล็ด หรืออุบายเโดยเฉพาะ ; เมื่อนี่คือปรมัตถปฏิปทา ของคุณตาคุณยาย หรือคน
น.201 ทำนองนี้ โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติเลย เหมาะสำหรับคนที่ไม่อาจจะเรียนปริยัติ โดยเฉพาะ นี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้มาดูให้ดีต่อไป ก็จะมองเห็นว่า แม้ เคล็ดสำหรับคุณยายคุณตาที่ ไม่รู้หนังสือนี้ ก็ยังใช้ได้กับนักปราชญ์ที่ฉลาดที่สุด ; เพราะว่านักปราชญ์ อาจจะรู้มาก จนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่พอมาใช้เคล็ด อุบายของคุณตาคุณยายที่โง่ ๆ ง่าย ๆ กลับสำเร็จประโยชน์. นักปราชญ์ที่มีความ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั่นแหละ อาจจะใช้อุบายหรือเคล็ดง่าย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ เลยนี้ได้เหมือนกัน. นี่แหละ อย่าว่าที่จะใช้สำหรับมนุษย์เลย ต่อให้พวกเทวดา ถ้ามี เป็นฝูง ๆ อยู่ที่ไหนก็ตามใจ เทวดาก็ยังอาจจะใช้เคล็ดของคุณยายคุณตานี่แหละ ปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นได้เหมือนกัน, พวกเทวดาก็หมายความว่าพวกที่เอาแต่ สนุกสนาน ไม่มีความรับ ผิดชอบ ไม่มีความบากบั่นอดทนอะไร ; แล้วเทวดาก็จะเอากำลังเอาความ อดทนที่ไหน มาศึกษาเล่าเรียนปริยัติ ซึ่งลำบากมาก ก็เลยต้องใช้อุบายที่เป็น เคล็ด หรือเป็นของง่าย ๆ โดยไม่ต้องเรียนปริยัติอีกนั่นเอง. ขออย่าให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเคล็ด หรืออุบายที่มีไว้สำหรับปรมัตถปฏิปทา โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเลย. อุบายนั้นจะมีอะไรบ้าง ก็จะได้พูดกันไปทีละอย่าง ๆ พอเป็นตัวอย่าง. ขอให้มองเห็นชัดว่า สิ่งที่เรียกว่าเคล็ดหรืออุบายทำนองนี้นั้นมัน คืออะไร ? และว่าจะปฏิบัติกันได้อย่างไร ?
น.202 เท่าที่สำรวจดูจากทุก ๆ แบบ จากทุก ๆ ฝ่าย ในหมู่พุทธบริษัทเรา หมายความว่า ทั้งเถรวาททั้งมหายาน หรือทั้งที่ไม่ใช่เถรวาทไม่ใช่มหายานก็ตาม ก็เห็นว่ามีอยู่มากเหมือนกัน ที่เขาใช้วิธีเคล็ดหรืออุบาย โดยไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติ เอามาประมวลดู แล้วก็ลองเลือกเอา คัดเลือกเอามาเล่าสู่กันฟัง ให้เป็นตัวอย่าง สำหรับเคล็ดหรืออุบายที่มีความแตกต่างกัน จนถึงขนาดที่จะแยก ให้ต่างกันออกไปเป็นพวก ๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ : - พวกที่หนึ่ง อยากจะเรียกชื่อในที่นี้ว่า "พวกปริศนา" คือพวกที่ใช้ ปริศนาสำหรับคำนึงคำนวณอยู่เสมอแต่ในหัวข้อปริศนานั้นเพียงข้อเดียว. พวกที่สอง อยากจะเรียกว่าพวกที่ใช้ "มนตรา", หรือบางพวกก็ เรียกว่า "ธารณี"; "มนตรา" หรือ "ธารณี" แล้วแต่จะเรียก. นี้คือใช้ คำสำหรับตวาดอยู่เสมอ เขาพูดว่าตวาดผี ตวาดยักษ์ ตวาดมาร อะไรก็ตามใจ ; ที่แท้มันก็คือ ตวาดความโง่ของตัวเอง หรือตวาดกิเลสนั่นแหละมากกว่า. พวกที่สาม คือ พวกใช้สติระลึกอยู่ในสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว อย่าง แจ่มแจ้งชัดเจน หรือเจนจัด อย่าให้สตินั้นมืดมัวไปได้ จะได้อธิบายกันทีละอย่าง พอให้เป็นทางแห่งความเข้าใจ : - พวกที่ ๑ ปริศนามีทั้งยากและง่าย พวกที่หนึ่ง ที่เรียกว่าใช้ปริศนานั้น ดูเหมือนปู่ย่าตายายของเราจะได้ ใช้กันมาก ; เพราะเห็นได้ว่ามันมีปริศนาอะไรเหลืออยู่มากจนกระทั่งบัดนี้.
น.203 ถ้าใครคิดออกแล้วก็ ต้องใช้คำว่า "กินไม่สิ้นเลย" คือมันจะมีผลไปไม่รู้จักหมด จักสิ้น จนกระทั่งไปถึงนิพพาน, ปริศนานั่นก็มียากมีง่ายไปตามเรื่อง หรือว่า ตามระดับของผู้ที่จะคิด, แต่รวมความแล้วมันก็คือปริศนา. ถ้าอย่างเดี๋ยวนี้ อาตมาก็ผูกขึ้นให้คิดกันมานานแล้วเหมือนกัน เมื่อ ยี่สิบปีก่อน ก็เริ่มลองใช้วิธีให้คิดปริศนา ก็รู้สึกว่าคนแก่ ๆ ที่ไม่รู้หนังสือนั้น ก็ได้รับประโยชน์อยู่. ปริศนา คือคำที่เข้าใจไม่ได้ทันที และมีอยู่มาก พวกชาวไร่ ชาวนา ฉลาดขึ้นมาได้ ก็เพราะ สิ่งที่เรียกว่า "ปริศนา" ; และโดยเฉพาะคนที่ไม่รู้ หนังสือ เขาฉลาดขึ้นมาได้ก็ด้วยการทายปริศนาซึ่งกันและกัน. ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ มา ก็มีวิธีการทายปริศนา ; พอเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว ปริศนามันก็ลึก หรือว่าเลื่อนชั้นขึ้นไปลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป จนถึงกับต้องให้ชื่อใหม่ว่า "ปริศนาธรรม". ถ้าเป็น "ปริศนาโลก" ก็ทำให้ฉลาดอย่างโลก, "ปริศนา ธรรม ก็ทำให้ฉลาดอย่างธรรม, ถ้าเป็นธรรมอันลึก ก็ทำให้ถึงนิพพานได้, ปริศนาว่า "ตายเสียก่อนตาย" เดี๋ยวนี้ ที่นี่เรามี คำเป็นปริศนาว่า "ตายเสียก่อนตาย". คนแรก ฟังก็งง ไม่รู้ว่าอะไรไปทางไหน ก็ค่อย ๆ คิดไป ; ถ้าทำได้จริง มันต้องมีการ ตายอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ก่อนแต่จะตายชนิดเข้าโลง. ตายชนิดเข้าโลง ตายอย่างไรก็เห็น ๆ กันอยู่ นั้นคือ ตายในความหมายหนึ่ง.
น.204 ตายเสียก่อนตายเข้าโลง นั้นคือตายอย่างไร ? ก็คงจะคิดต่อไปถึงว่า ต้องทำอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายเหมือนกับคนตายแล้ว ; แต่ว่าร่างกายไม่ ต้องตาย และยังจะไม่มีความทุกข์อะไรด้วย. และเมื่อตัวเราไม่มีแล้ว ส่วนที่ เหลืออยู่มันก็ต้องทำประโยชน์ผู้อื่นเท่านั้นเอง ; นี่แหละ "ตายเสียก่อนตาย" ตายก่อนตาย เกิดมีความหมายขึ้นมาเป็นอย่างนี้ ; นึกไปพลาง นึกอยู่ เรื่อย ๆ ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นทุกที ในความหมายของคำว่า "ตายเสียก่อนตาย" ; ยิ่งนึกออก ก็ยิ่งรู้ธรรมะมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งทำอย่างนั้นได้ ก็เลยได้บรรลุ "อมตธรรม" คือ ธรรมที่ทำบุคคลนั้นไม่ให้ตาย. ถ้า คิดอยู่ เขาเรียกว่า "ปริศนา" ถ้า พ่นเป็นเสียงออกมา เขาเรียกว่า “มนต์" หรือ "มนตรา" "ธารณี". ในที่นี้เราเอาแต่คิด คิดอยู่เพื่อให้หา คำตอบออกมาจากข้างใน ก็คือฝั่งปริศนานี้ลงไปในดวงวิญญาณ ให้คอยคำตอบ อยู่เสมอ. โอกาสดี วันใดวันหนึ่ง ก็รู้แจ้งขึ้นมานิดหนึ่ง ๆ ; พอตื่นนอน ขึ้นมาก็รู้ขึ้นมาเอง มากหรือกว้าง หรือไกลออกไปกว่าเมื่อวาน อย่างนี้เป็นต้น. การอยู่ด้วยปริศนาข้อนี้ข้อเดียวไม่ต้องพะวง ; คือ คนหนึ่งก็มีปริศนา ข้อเดียวก็พอ ถ้าหลายข้อมันก็จะสับสน. นึกถึงอยู่ แต่ว่า "ตายเสียก่อนตาย" ให้ได้ตามที่เพื่อนเขาแนะให้, หรือว่าอาจารย์แนะให้, หรือว่ารับเอามาจาก ใครก็ตามใจ; แล้วก็ทำให้ถูกตรงตามคำพูดนั้นว่า “เราเป็นผู้ตายเสร็จแล้ว ก่อนแต่ที่ร่างกายมันจะตายเข้าโลงไป" เรื่องมันจะเหลือแคบเข้าทุกที ; เพราะ ว่าคนที่จะตายเข้าโลงนั้นเอาไปทิ้งเสียแล้ว - เหลือแต่ตายอีกชนิดหนึ่งของสิ่งที่ไม่ ต้องตายเข้าโลง. นึกถึงปริศนาอยู่ก็เลยค้นว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเหมือนคนตาย แล้ว ? ในเมื่อเรายังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รู้สึกอะไรได้อยู่ ก็เลยเปรียบ
น.205 ๑๘๓ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ เทียบไปในแง่ที่ว่า คนที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับสัมผัสอะไรมา, แล้วก็ เอามาคิดนึกเป็นเรื่องกิเลสตัณหา เป็นตัวกู - ของกูนี้ ; นี้คือมันเกิดอยู่ทุกครั้ง ที่ตา หู จมูก ลิ้น เป็นต้น ได้รับสัมผัสอะไร มันจึงได้โง่ไป. ฉะนั้นถ้าอย่าให้ ตา หู จมูก ฯลฯ นี้มันโง่ไป ก็จะไม่เกิดเป็นกิเลสตัณหา เป็นตัวกู - ของกู สำหรับจะมีความทุกข์ ; นี้ก็พอจะเรียกได้ว่า เป็นการตายก่อนตาย ; พอได้ เค้าเงื่อนอย่างนี้แล้ว ก็พยายามรักษาไว้ให้ชัดเจนมากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น. การอยู่ด้วยปริศนาเพียงว่า "ตายเสียก่อนตาย" ก็ดี นี้คือไม่ต้อง เรียนปริยัติ ไม่ต้องลำบากในเรื่องการพูดจาไต่ถาม หรือว่าอะไรให้มันมากมาย ; เพราะว่า ปริศนานี้เขามีกติกาตายตัวอยู่อย่างหนึ่งว่า ห้ามมิให้ถามใคร พอไป ถามใครเข้าเขาบอกเสียแล้ว ก็หมดความเป็นปริศนา. ฉะนั้น ถ้าจะเอาวิธี ปริศนาเป็นที่พึ่ง ก็อย่าถามใคร, .... พยายามอย่าถามใคร แต่อาจจะฟังได้. เรื่องตายก่อนตายนี้ ไม่ทราบว่าใครได้ตั้งเป็นปริศนาขึ้น อาตมาก็บอก ไม่ได้ เพราะว่าได้ยินมาเมื่อไหร่ ก็ชักจะลืม ๆ เสียแล้ว ; แต่ปริศนานั้นมีอยู่ว่า "ความงามนั้นอยู่ที่ซากผี ความดีอยู่ที่ละ พระนั้นอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ ตายเสียก่อนตาย" มีอยู่เป็น ๔ ข้อ ลองคิดดูทั้ง ๔ ข้อ ก็จะยิ่งง่ายขึ้น ว่า "งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละออกไป อย่าเอาเข้ามา แล้วก็พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย" นี่ต้องเป็นเรื่อง ของปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งพูด แล้วลูกหลานจึงพูดกันมาสืบ ๆ กันมา, ขอสารภาพที่นี่เดี๋ยวนี้ว่า อาตมาเองก็ได้รับเกียรติ รับสมญาว่าเป็น นักปริยัติ แต่แล้วก็โง่ ไม่ได้รับประโยชน์ที่น่าพอใจ จากปริยัติเหล่านั้น ; แต่
น.206 ได้รับประโยชน์จากปริศนาที่ว่า "ตายเสียก่อนตาย" นี้แหละมากกว่า ฉะนั้น ข้อที่ว่า ปริศนาของยายแก่ มีประโยชน์กับนักปริยัติที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัว ไม่รอด นั้น ก็ได้แก่ข้อนี้เอง. ขอให้จำไว้อย่างนี้ว่า "ตายเสียก่อนตาย" สองสามพยางค์เท่านั้น จะเป็น ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เนื่องกันกับปริยัติ แต่ประการใด เพราะต้องเอาความรู้ ในใจล้วน ๆ มาเป็นคำตอบ. ปริศนาว่า "ปากอย่างใจอย่าง" ปริศนานั้น มันก็มีอยู่มากอย่าง มากข้อ : อย่างที่พูดกันขึ้นมาใหม่ ประโยคหนึ่งว่า "ต้องปากอย่างใจอย่างซี" ; ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำตน เป็นคน "ปากอย่างใจอย่างซี" คำว่า "ปากอย่างใจอย่างซี" นั้นคือ ปริศนา. ถ้าเป็นคน "ปากอย่างใจอย่าง" ก็หมายความว่า จะได้นิพพาน เหมือน ๆ กับว่า "ตายก่อนตาย" ก็จะได้นิพพาน. ทีนี้ เราพูดว่า "ปากอย่างใจอย่าง" นั้นแหละจะได้นิพพาน ; ถ้าปาก พูดว่า "ตัวกู - ของกู" ใจก็อย่าเป็น "ตัวกู - ของกู". ปากกับใจไม่ตรงกันเลย ปากเป็นเรื่องสมมติเป็นเรื่องโลก โลกิยโวหาร ใช้ปากพูดไป ; แต่ใจมัน ไม่เป็นไปอย่างนั้น มันไม่เอาด้วย ใจมันรู้ความจริงแจ่มแจ้งอยู่เสมอไป เลยเก็บไว้ในใจ. ปากก็พูดไป เช่น ปากพูดว่าฉันมีเงินยี่สิบล้าน นี้ก็ว่าไป แต่ใ จ มันก็ว่าไม่มีสักสตางค์แดงเดียว นี้เรียกว่า ปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่ง
น.207 ปากนี้จำเป็นจะต้องพูดตามภาษาชาวโลก ซึ่งมีแต่ความยึดถือ ภาษา อื่นไม่มีให้พูด ; เพราะฉะนั้น เราต้องพูดภาษาของบุคคลที่ยึดถือนี้ มันหลีก ไม่ได้. แต่ส่วนใจนั้นใครจะทำอะไรเราได้ ; เมื่อรู้เห็นแจ่มแจ้งอย่างไร มันก็ เอาของมันอย่างนั้น ฉะนั้น จึงมีทางที่จิตใจมันจะรู้สึกนึกคิดอย่างถูกต้อง เป็น อิสระว่า "ตัวฉันก็ยังไม่มี มองดูซี่ ! มันไม่มีตัวฉัน แล้วฉันจะมีเงินได้อย่างไร ตั้งยี่สิบล้าน ในเมื่อตัวฉันเองก็มิได้มี" ใจรู้สึกเสียอย่างนี้ จึงเกิดอาการที่เรียกว่า "ปากอย่างใจอย่าง" ขึ้นมา. ถ้าถือปริศนาข้อนี้เป็นที่พึ่ง ก็ต้องพยายามหัดให้มาก ฝึกฝนให้มาก ที่จะให้มันเป็นคนละอย่างอยู่เรื่อยไป ให้ปากอย่างใจอย่างอยู่เรื่อยไป บางที เราจะต้องด่าว่าสั่งสอนคนนั้นคนนี้ แต่ใจก็อย่าเป็นอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำที่เราอาจจะไม่เชื่อ, และไม่อยากจะเชื่อว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัส คือคำที่รุนแรงมาก ตรัสแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติอย่างดื้อดึงดังนี้. นี้ก็ต้องเชื่อว่า พระพุทธเจ้าต้องเป็นบุคคลปากอย่างใจอย่างเหมือนกัน ; เพราะคำนั้นมันรุนแรงมาก หรือเป็นคำด่าเป็นโวหารของการค่าที่รุนแรงมาก, นี่ก็เลยพึ่งอุบายที่ว่า ปากอย่างใจอย่างนี้แหละ จะทำให้ประโยชน์ต่าง ๆ เป็น ไปได้ โดยไม่มีความทุกข์. ถ้าปากอย่างไร ใจอย่างนั้นแล้ว มันก็มีความทุกข์เสร็จแล้ว; เพราะว่า ปากเลว ใจมันก็เลว ปากโกรธ ใจมันก็โกรธ นี่ก็เรียกว่า มันเลวเสียก่อนที่ปาก จะพูด. นี่แหละคนที่ปากกับใจตรงกัน จะต้องเป็นอย่างนี้ คือพูดออกมาจากใจ ; ส่วนคนที่ว่าปากอย่าง ใจอย่าง นี้ ไม่ได้พูดจากใจ แต่พูดจากสติปัญญา จากญาณหัสสนะ จากความรู้แจ้ง ว่าเราจะต้องพูดอย่างไร โดยไม่ต้องตรง
น.208 กับความรู้สึกในใจ : เพราะว่าเรื่องที่จะพูดนี้ พูดกับคนในโลกที่ยึดมั่นถือมั่น จึงต้องพูดตามภาษาอย่างนั้น ภาษาของชาวโลกนี้ ใช้พูดกันทั้งคนธรรมดาสามัญ และพระ- อริยเจ้า และพระพุทธเจ้า แต่ส่วนในใจนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน ; เรามีหลักปฏิบัติในทำนองที่เป็นปริศนา ที่ต้องคิดอยู่เสมอว่า "ปากอย่างใจอย่าง". นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ที่เอามาแสดงให้ดู. ปริศนาว่า "จุดเย็นสูงสุด อยู่กลางเตาหลอม" ปริศนาใหม่ ๆ สมัยอวกาศ ปิงปอง อะไรนี้ ก็เช่นปัญหาว่า "จุดเย็น สูงสุดนั้น อยู่ที่กลางเตาหลอม". เตาหลอมเหล็กที่ร้อนเหลือประมาณนั้นแหละ, ที่ศูนย์กลางของมันนั้นแหละเป็นจุดที่เย็นที่สุด. นี้เป็นปริศนา ; ถ้ามองไม่เห็น ก็ไม่มีทางจะเข้าใจ. ถ้าทำความเข้าใจได้ ก็จะรู้ธรรมะทั้งหมดทั้งสิ้นได้เหมือนกัน. ถ้าเราจะเอาไปจับกันเข้า กับหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาพื้นฐาน ที่มีมาแต่เดิม เรามีหลักว่า "เย็นที่สุดนั้น ก็คือความดับของความร้อนที่สุด"; หมายความว่า ร้อนเท่าไร ถ้าดับลงไปได้ มันก็เย็นเท่านั้น คือเย็นเท่ากับที่ความ ร้อนเท่านั้นมันดับไปได้. ดังนั้น ถ้าความร้อนที่สุดดับไป ความเย็นก็ต้องเย็น ที่สุด ; ขอให้ไปหาความเย็นที่สุด ตรงที่ความดับของความร้อนที่ร้อนที่สุด. อย่างในวัฏฏสงสารร้อนที่สุดดับลงไป แล้วก็จะเย็นที่สุด คือเป็น นิพพาน ; ต้องหานิพพานคือเย็นที่สุด ตรงที่ความดับของความร้อนที่สุด
น.209 ในวัฏฏสงสาร. ที่สวนโมกข์ ฯ นี่ก็มีสระนาฬิเกร์ เป็นภาพนิมิตสำหรับเตือน สติว่า "วัฏฏสงสารนั้นร้อนที่สุด ดับลงไปได้ก็เป็นนิพพานอยู่ที่กลางวัฏฏสงสาร ที่ใจกลางแห่งวัฏฏสงสาร. ที่นี้ พูดให้ เป็นปริศนาน่าตกใจ ก็ว่า "เย็นที่สุดนั้นอยู่ที่ตรงใจกลาง ของเตาหลอมเหล็ก" โดยเราถือเอามาตรฐานว่า ความร้อนสูงสุดที่มนุษย์ เกี่ยวข้องนี้ คงจะไม่มีอะไรร้อนไปกว่าตรงจุดกลางเตาหลอมเหล็กขนาดใหญ่ ; ก็เลยตั้งปริศนาให้ตัวเองว่า เย็นที่สุดอยู่ที่กลางเตาหลอมเหล็ก. การที่จะปฏิบัติได้กันทุกระดับ มีใจความสรุปได้ว่า พอมีเรื่องร้อน เรื่องเสีย วิบัติ ขาดทุน ฉิบหาย อะไรขึ้นมา ก็นึกถึงปริศนาข้อนี้ ว่า "เย็นที่สุดนั้น มันอยู่กลางเตาหลอมเหล็กนะโว้ย" ! พอนึกดังนี้เราก็ไม่ได้ร้อนเท่าไร. ตัวอย่างเช่นว่าค้าขายขาดทุนไปสัก ๒ - ๓ ล้าน ; ที่ตรงนั้นแหละ หาให้ดีจะพบเย็น ๒ - ๓ ล้าน หรือว่าลูกตายเมียตาย อะไรตาย นี้มันร้อน ; แต่ถ้าหาให้ดีก็จะเย็นเท่ากันนั้นแหละ. ให้ดับอันนั้นเสีย มันก็จะกลายเป็น ตรงกันข้าม ; ดังนั้น ถ้าร้อนไปเท่าไร ก็จะหาพบเย็นได้เท่านั้น และได้มา อย่างฟรี. เดี๋ยวนี้ คนแต่ละคนต่างก็มีเรื่องร้อนอยู่เป็นประจำวัน : เดี๋ยวเสียนั่น เดี๋ยวเสียนี่ เดี๋ยวเสียโน้น เดี๋ยววิบัติอย่างนั้น เดี๋ยววิบัติอย่างนี้ ; ล้วนแต่มี เรื่องร้อน สำหรับคนโง่จะต้องร้อน. แต่สำหรับคนไม่โง่ ก็ทำให้เย็นได้ ; แม้ร้อนเท่าไรก็จะทำให้เย็นได้เท่านั้น. เรื่องนี้เคยให้คำเปรียบเทียบไว้อีกอย่างหนึ่งว่า "ดูให้ดีมีแต่ ได้ ไม่มี เสีย". ที่ได้เสียไป เสียเงิน เสียของ เสียลูก เสียเมีย เสียอะไรต่าง ๆ นั้น
น.210 ถ้าดูให้ดีจะมีการได้ มีการได้อะไรที่มีค่ามากกว่าของที่เสียไป. เช่นว่าเสีย เงินไปล้านหนึ่ง ดูให้ดีเถิด จะได้อะไรเป็น ความรู้ซึ่งมีค่ามากกว่าเงินที่เสียไป ล้านหนึ่ง. เดี๋ยวนี้คนมักโง่ ดูไม่เป็น มันก็เสียล้านหนึ่งเปล่า ๆ, แล้วก็ได้ ความร้อนอย่างอื่นมาอีก มันเลยไม่ได้อะไร. ถ้าหากว่า ถือหลักที่เชื่อแน่ว่า "จุดเย็นที่สุด อยู่ที่กลางความร้อน ที่สุด", หรือ "ท่ามกลางความร้อนนั้น มันมีจุดเย็น" พยายามหาให้พบ ก็สามารถที่จะทำให้ร้อนกลายเป็นเย็นได้หมดโดยไม่มีเสียอะไร. ถ้าเสียอะไรไป จะกลายเป็นได้ไปหมด, หรือได้มากไปกว่าหมด; แม้แต่เสียเกียรติ เสียชื่อเสียง เสียอะไรเหล่านี้ที่เรียกว่าเสียหายกันมาก ถ้าทำให้ดีมันกลายเป็นได้ ได้อะไร ชนิดหนึ่งซึ่งมีค่ามาก คือ ความฉลาดในเรื่องของชีวิตของธรรมะ ; นี่แหละ เรียกว่ามันมีค่ามาก. แต่อย่าเข้าใจไปในทำนองที่เกเร เดี๋ยวจะเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้น ก็แกล้งทำให้มันเสียชื่อเสียงเสียซี่, แกล้งทำให้มันเสียเงินซี่ ; อย่างนี้มันก็เป็น อันธพาลพูด. เราไม่ได้แนะอย่างนั้น ; สิ่งเหล่านั้นมันก็เป็นไปตามธรรมดา เป็นอยู่ ตามธรรมดา ; เช่นว่า คนค้าขายจะต้องขาดทุนบ้างเป็นต้น, คนเกิดมาแล้ว จะต้องมีบุตร ภรรยา สามี เดี๋ยวก็จะต้องมีคนนั้นตาย คนนี้ตาย อย่างนี้ต้องมี อยู่แล้ว ไม่ต้องไปฆ่ามันให้ตาย ; แต่ว่าที่มีอยู่แล้ว แล้วก็จะต้องตายไป จะ เสียไป นี้ดูให้ดี อย่าให้กลายเป็นเรื่องเสีย. นี้แหละจะอนุโลมได้ในหลักเดียว กันนี้ว่า ตรงไหนมีร้อน ตรงนั้นมีเย็น ร้อนเท่าไร จะเย็นเท่านั้น ร้อน ที่สุด ก็จะมีเย็นที่สุด.
น.211 ปริศนาว่า "เสียงของมือที่ตบข้างเดียว" เรื่องทำนองนี้ ก็มีที่เป็นปริศนาใหม่ ๆ นี้เอง คือในโรงหนังของเรา มีภาพเขียนภาพหนึ่ง ให้ชื่อว่า "เสียงของมือที่ตบข้างเดียว". ใครพูดทีแรก ก็ไม่ทราบ แต่พูดต่อ ๆ กันมา ; แล้วก็มีคนพยายามเขียนรูปภาพเพื่อจะใช้กับ คำพูดนี้กันหลาย ๆ คน. เราก็มีภาพหนึ่ง เอาของเชอรแมน (Shermann) มา ได้ให้ชื่อว่า "เสียงของการตบมือข้างเดียว" ภาพนั้นแสดงให้เห็นว่า มือที่ตบข้างเดียวนั้น มีเสียงดัง ไม่มีเสียง ใดเท่า. คนที่แรกฟังก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็จะหาว่า บ้าอีกแล้ว ; มือข้างเดียว จะตบอย่างไร มันก็ตบลม ตบฟ้า มันก็ไม่ดัง ; เขาไปมองอย่างนั้นเป็นเรื่อง วัตถุไป. ทีนี้ เรามองเป็นเรื่องทางจิตใจ "ตบมือข้างเดียว" นั้น หมายความว่า เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ แล้วจิตไม่รับเอามาสำหรับปรุงเป็นตัวกู - ของกู ; การกระทบนั้นก็เลยกลายเป็นหมันไป ตาเห็นรูปก็เป็นหมันไป, หูฟังเสียง ก็เป็นหมันไป, จมูกได้กลิ่นก็เป็นหมันไป ฯลฯ, เพราะมันไม่รับเอามาทำ ปฏิกิริยา. มีพระพุทธภาษิตใช้อธิบายความข้อนี้ว่า "เห็นก็จงสักว่าเห็น ได้ยิน ก็สักว่าได้ฟัง ได้ดมก็สักว่าได้กลิ่น ฯลฯ" คือไม่ปรุงต่อไปอีก ที่จะไปเกิด เป็นตัณหา เกิดเป็นอุปาทาน, พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ว่าไม่ "ถ้าเห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่า ได้ยิน ฯลฯ แล้วเมื่อนั้นจะไม่มี ตัวเธอ เกิดขึ้น". "ไม่มีตัวเธอเกิดขึ้น"
น.212 ก็ไม่มีปัญหา คือไม่มีอยู่ที่ไหน หรือไปไหน มาไหน, แม้จะตายไปก็ไม่มีทั้งนั้น ; เพราะว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู - ของกูเกิดขึ้น. นี่เรียกว่าเหมือนกับตบมือข้าง เดียว ; "ตบไปเถอะ ก็มีแต่ผล คือ ความสงบเย็นเป็นนิพพาน เป็นธรรมะสูงสุด คือเป็นนิพพาน. ดังนั้น เราเรียกว่า "เสียงที่ดังที่สุด ต้องไปไกลทั่วจักรวาล คือเสียงแห่งนิพพาน”. ตบมือข้างเดียว มีเสียงก้องไปทั่วจักรวาล. ตบมือสองข้าง ดัง เปาะแปะอยู่ที่ตรงนี้ ไม่กี่วา. ถ้าความคิดของใครชอบอย่างนี้ ก็ยึดถือเอา ปริศนาข้อนี้ ว่าเสียงของการตบมือข้างเดียวนี้แหละ ดังก้องไปทั่วจักรวาล ; แล้ว ยังจะยิ่งกว่านั้น คือมันจะซึมซาบเข้าไปในแผ่นดิน หรือว่าในทุกหนทุกแห่ง ไม่มี ยกเว้นอะไร คือความไม่ยึดถือให้เกิดเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ข้างเดียวนั้น มันจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ แต่ไม่มีปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้น เป็นตัณหา อุปาทาน เป็นต้น. ปริศนานี้เรียกว่า "ตบมือข้างเดียวเสียงดังไม่มีที่สิ้นสุด" เสียงดัง มีประมาณไม่มีที่สิ้นสุด. ปริศนาในพระไตรปิฎกที่มีคล้ายของเซ็น "ผ้าเช็ดฝุ่น ก็เช็ดฝุ่น" ปริศนาอย่างของพวกเซ็นก็มีมาก ถ้าคิดได้ก็ได้รับความรู้ หรือเห็น ธรรมไปตามลำดับ ; แล้วปัญหาที่คล้ายของพวกเซ็นนี้ในพระไตรปิฎกก็ยังจะพอมี.
น.213 ๑๙๑ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ เช่นเรื่องพระจูฬบั่นถกที่พระพุทธเจ้าท่านให้เศษผ้าชิ้นหนึ่ง ให้ไป บริกรรมในเมื่อขยำเศษผ้านั้นว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นซี ! ผ้าเช็ดฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นซี !" มีเท่านั้น. ภิกษุองค์นี้ทำไปเรื่อย ๆ จนในเวลาหนึ่งก็เป็นพระอรหันต์วาบวูบ ขึ้นมา ; เพราะขยำเศษผ้าแล้วก็ว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น" ก็เช็ดฝุ่นซี !" มันมีความหมายหลายอย่างเหลือเกินจากคำพูดว่า "ผ้าเช็ดฝุ่นก็เช็ดฝุ่น" ความหมายหลายแขนง , เช่นอย่างเลวที่สุดก็ต้องว่า มันทำหน้าที่ของมัน. เดี๋ยวนี้คนเรานี้ ไม่ค่อยจะทำหน้าที่ของคน. ความหมายที่สูงขึ้นไปก็คือ มันเปลี่ยนแปลงจาก ผ้าขาวเป็นผ้า เศร้าหมองด้วยขี้ไคล. ถ้าเห็นสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็เห็นว่า มันไม่มีอะไรที่นอกไปจากธรรมดา จะมีฝุ่นหรือจะไม่มีฝุ่น จะเปื้อนฝุ่นหรือจะไม่เปื้อนฝุ่น จะเช็ดหรือจะไม่เช็ด มันก็ เป็นเรื่อง ธรรมดา. ภิกษุองค์นั้นท่านก็เลยเป็นพระอรหันต์ เพราะปริศนาที่ว่า "รโชหรณํ รชํ หรติ" ซึ่งแปลว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น มันก็เช็ดฝุ่น" มีเท่านี้เอง. ปัญหาหรือปริศนา มีอีกมากมายหลายร้อยหลายพันก็ได้ จะยกตัวอย่าง มาให้ฟังสัก ๓ -๔ อย่าง : - ฝึกพิจารณา อย่าง ชาวไร่ชาวนา ก็เป็นอุบาย ตัวอย่างพวกที่ ๑. ถ้าเราไม่รู้หนังสือ ไม่มีอะไร เป็นชาวไร่ชาวนา ที่โง่เขลา ก็ปฏิบัติเพื่อปรมัตถปฏิปทาได้, เรียกว่าเป็นนักปราชญ์ชาวนาก็ได้.
น.214 เคยเห็นคำพูดในหนังสือต่างประเทศบ่อย ๆ ว่า farmer philosopher หรือ philosopher farmer ก็มี นักปรัชญาชาวนา หรือ ชาวนานักปรัชญา เขาไม่ต้องเรียนจบ พระไตรปิฎก หรือจบคัมภีร์ตำราอะไรเป็นหอบ ๆ ; เขาอยู่แต่กับหัวคันนา แต่ เขาก็เป็น ปรัชญาเมธี รู้สิ่งที่ทำให้จิตใจมีความสุขยิ่ง หรือดีไปเสียกว่านัก ปรัชญาเมธี ที่อยู่กับหนังสือเป็นหอบ ๆ หาบ ๆ หรือว่าเต็มไปทั้งหลังตึก เต็มไป แต่หนังสือ. นักปรัชญาบ้าหนังสือชนิดนั้น "ก็ไม่มีความสุขมากเท่านักปรัชญา ชาวนา ที่มีความคิดนึกรู้สึกเกิดขึ้นมาจากท้องนา. เขาเห็นดิน เห็นทราย เห็นกบ เห็นเขียด หรือเห็นอะไรก็ตาม ที่ทำให้เขาสามารถจะไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ ก็เรียกว่า ประเสริฐ หรือวิเศษไปเสียทั้งนั้น. ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติในเคล็ด หรืออุบาย ที่จะบำเพ็ญการปฏิบัติในชั้นปรมัตถ์ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับการศึกษา ปริยัติเลย เรียกว่า "ปริศนา" นี่เป็นตัวอย่างพวกที่หนึ่ง. พวกที่ ๒ ใช้วิธี มนตรา หรือ ธารณี ตัวอย่างพวกที่ ๒. จะเรียกว่า "มนตรา" หรือจะยืมคำว่า "ธารณี" คำทางฝ่ายนิกายอื่นมาใช้ก็ได้ ; เพราะความหมายมันเหมือนกัน คือคำที่ใช้ สำหรับ ตวาดกิเลส. เราจะต้องมีคำพูดที่เหมาะที่สุด หรือว่าตรงกับอุปนิสัยใจคอของตัวที่สุด ขึ้นมา สักคำหนึ่งก่อน ; ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงดี. ใช้อันนี้เป็น มนตร์สำหรับตวาด กิเลส ให้แตกกระจัดกระจายไป.
น.215 ยกตัวอย่าง. เหมือนกับคำว่า "ตายเสียก่อนตาย" ซึ่งเป็นปริศนา นั้นแหละ ; ใช้อย่างปริศนา มันก็ไปอย่างหนึ่ง, ถ้าจะ ใช้อย่าง "ธารณี" หรือ "มนตรา" มันก็ใช้ไปอีกอย่างหนึ่ง. พอมีเค้าเงื่อนว่ากิเลสมันจะตั้งขึ้นในใจ ก็ตวาดมันไปด้วยคำว่า "ตาย ก่อนตาย" ! "กูตายก่อนตายแล้วนะโว้ย" ! แค่นี้มันก็กลับหายไป ไปสู่สภาพเดิม, เราควรจะใช้คำที่รุนแรงกว่านั้น เพราะเป็นคำตวาดหรือคำด่า ; เราคิดคำเอาเอง ก็ได้ เช่นว่า "ไอ้บ้า ไอ้บ้ามาอีกแล้วโว้ย!".นี้แหละเป็น "มนตรา" เป็น “ธารณี" สำหรับตวาดกิเลสให้กลับไป ถ้าทำอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ก็จะมีสติดีขึ้น - ดีขึ้น. ที่ปรึกษาหรือเช่นพูดว่า "ออกไป! ออกไป!" เท่านี้ก็พอ ; "ถ้าเรารู้ ความหมายของคำว่า "ออกไป ออกไป" นี่ดี. " "แต่คนที่อยู่ข้าง ๆ เขาไม่รู้ว่า เราว่าอะไร เดี๋ยวเขาจะว่าบ้าก็ได้, หรือว่าค่ำคืนดึกดื่น นั่งตวาดอยู่ว่า "ออกไป ออกไป" คนอื่นเขาก็ว่าไอ้นี่มันละเมอ. แต่ก็ "ออกไป ออกไป" นี้เรามี ความหมายว่าเรามีสติรู้ว่า ไอ้กิเลสนี่มาอีกแล้ว. นี่แหละ "ออกไป ออกไป!" บางทีเราจะมีคำที่ง่ายที่สุด เช่นว่า "กูก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์ นี่โว้ย!" คิดดูซิจะมีผลอย่างไร ? เดี๋ยวนี้คนไม่เอาใจใส่ที่ว่า จะรู้จักสิ่งเหล่านั้น อย่างไร ? จึงจะมานั่งร้องไห้อยู่ ; ปัญหานิดหนึ่งก็มาร้องไห้ได้ ไม่ควรจะเป็น- ปัญหามันก็เป็นปัญหาขึ้นมา นี้ควรจะตวาดออกไปด้วยคำหยาบคายว่า กูไม่ได้ เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์นี่โว้ย” ; ทุกข์ก็หายไปเหมือนกัน, นี่แหละ "มนตร์" "มนตรา" ก็มีอย่างนี้แหละ ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ หรือบางทีก็ว่า "ไม่มีตัวกูแล้วนะโว้ย!" คนอื่นฟังไม่ถูก แต่เรา ฟังถูก "ไม่มีตัวกูแล้วนะโว้ย" ; นี้สิ่งกลุ้มรุมจิตใจต่าง ๆ ก็สลายหายไปในทันที.
น.216 จะว่า "อนิจจังโว้ย อนัตตาโว้ย สุญญตาโว้ย” ก็ได้ ; ไม่ต้องให้ใครได้ยินก็ได้ เขาจะได้ไม่หาว่า บ้า หรือละเมอ นี่แล้วแต่ใครจะเข้าใจอันไหนดีที่สุด ก็จะนำมาใช้เป็นมนตร์ได้ สำหรับ ตวาดกิเลส ; แต่เขาอาจจะเรียกกันว่า ตวาดผี ตวาดยักษ์ ตวาดมาร อะไร ก็แล้วแต่เขาจะเรียก. ถ้าสำหรับเด็ก ๆ ก็ต้องคิดว่า ตวาดผี ตวาดมาร ตวาดยักษ์ ; แต่ถ้าสำหรับคนรู้อะไรแล้ว นี้ก็คือ ตวาดกิเลส ที่มันจะก่อหวอดของปฏิจจ- สมุปบาท หรืออะไรอย่างนี้ขึ้นมา ก็ตวาดให้กลับหลังถอยไป. นี่ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไปกว่าที่ว่า "กูไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความ ทุกข์ นี่โว้ย!" นี่ยายแก่ตาแก่ที่เป็นชาวนา ก็อาจจะตวาดเป็น. นี้เรียกว่าใช้ "ธารณี" หรือ "มนตรา" เป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่าง. อย่างนี้ก็พอ จะเข้าใจได้ นี้อย่างที่สอง. พวกที่ ๓ มีสติว่า "ไม่มีอะไร น่าเอา - น่าเป็น" ตัวอย่างที่ ๓. อยากจะเรียกชื่อว่า "มีสติในสิ่งที่เจนจัดอยู่เสมอ" นี้ก็เคยอธิบายแนะนำกันมานาน นมนานแล้ว ว่าให้ใช้หลักว่า "ไม่มีอะไรที่ น่าเอาน่าเป็น". ให้คนที่มีอายุมาก ๆ พิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆที่เป็นมาแล้วว่า "ไม่มีอะไรโว้ย ที่มันน่าเอาหรือน่าเป็น" แยกออกไป ๒ พวก เป็นพวกที่น่า เอา อย่างหนึ่ง พวกที่น่า เป็น อย่างหนึ่ง. ในโลกนี้ ในสากลจักรวาล หรือทุกจักรวาล หรือทุกสถานที่ ทุก ๆ เวลา ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ; นี้ก็ทำได้แม้โดยชาวนา - ชาวไร่
น.217 ที่เป็นผู้มีอายุมาก แก่แล้ว เห็นอะไรมามากแล้ว แล้วก็ไม่คิดอะไรมาก คือว่า ไม่มีความคิดที่จะไปโลกพระจันทร์ หรือไปอะไรที่ไหนกะเขา ; แต่ว่ารู้จักสิ่ง ต่าง ๆ ที่กำลังแวดล้อมตัวอยู่นี่เป็นอย่างดี ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น โดยแท้จริงเลย. กลุ่มที่หนึ่ง "ไม่มีอะไรน่าเอา" ด้วยอุปาทาน ฯ คำว่า "เอา" นั้น หมายความว่า เอาด้วยกามตัณหา : จะเอานั่น จะเอานี่ คือจะเอาวัตถุสิ่งของอันใดอันหนึ่งมา ; นี่เรียกว่า "เอา". ถ้าเขา ได้ผ่านโลกมานานพอสมควรว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร, อะไรเคยเล่นงาน เอาจนแย่เสียเลยเท่าไร ; แล้วเขาก็จะรู้สึกได้ว่ามันไม่น่าเอา. ช้าง ม้า วัว ควาย ไร่ นา ข้าว ของ เงินทอง เพชรพลอย ภรรยา สามี ลูก หลาน หรืออะไรก็ตามใจ โดยที่แท้แล้วมันก็ไม่น่าเอา. แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องเสียว่า คำว่า “เอา" ในที่นี้ คือ เอาด้วย อุปาทาน ด้วยกิเลสตัณหา ด้วยอวิชชา หรือด้วยความโง่ ; ไปเอาเข้าด้วย จิตใจอย่างนั้น มันกัดเอาทุกที. พอไปเอาอะไรเข้าที่ไหน เมื่อไร มันกัดเอาทุกที ; เงิน ทอง ข้าว ของ ช้าง ม้า วัว ควาย ไร่ นา เพชร พลอย หรือจินดา บุตร ภรรยา สามี นี้อะไรก็ตามใจ; พอโง่ไป "เอา" เข้าเท่านั้นแหละ มันกัดเอาทันที. ทีนี้ ไม่ต้องมีความสำคัญมั่นหมายด้วยอุปาทาน ก็อยู่กันไปได้ ; วัว ควาย ไร่ นา ฯลฯ มันก็ไม่กัดเอา ใช้สอยไปได้ ทำนาไปได้ บุตร ภรรยา สามี ก็ทำหน้าที่อะไรกันไปได้ . พอเกิดโง่ ไปเอาเท่านั้นแหละ "เอา" เมื่อไร มันกัดเอาเมื่อนั้น ; หมายความว่า เกิดความยึดมั่นถือมั่นเข้าเมื่อไร มันก็มี
น.218 ความทุกข์เมื่อนั้น . เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็อยู่ด้วยกัน ใช้สอยด้วยกันได้ โดยที่ไม่ต้องมีความทุกข์. นี่แหละอย่าไป "เอา" เข้า ถ้าคนเห็นโลกมาก เห็นอะไรมาก ก็จะคิดไปเองในทำนองที่ว่า "ไม่" น่าเอา" มากกว่านั้น เขา คือว่า "อย่าไปเอากับมันเลยตั้งแต่แรก ก็ยังดีกว่า". นี้มันเป็นชั้นที่ไกลออกไป; ในชั้นที่กำลังเกี่ยวข้องกันอยู่นี้ ก็อย่าเอาด้วยอุปาทาน ด้วยอะไร หนักเข้าก็รู้ว่า ถ้าอย่ามาเกี่ยวข้องกันเสียเลยตั้งแต่ทีแรก ก็ยังจะดีกว่า เสียอีกมาย ดังนั้น นักปรัชญาชาวนาที่เรียนจากท้องนานี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า "ไม่น่าเอา". สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่น่าเอา ดังนั้นเราจึงไม่ "เอา" เ ราไม่มีจิตใจ ที่จะเอาเป็นของเรา : วัว ควาย ไร่ นา ข้าวเปลือก ข้าวสาร อะไรทุกอย่างที่ มันอยู่กับเรานี้ เราจะไม่มีจิตใจที่จะไปยึดครองมัน หรือเอามาเป็นของเรา อย่างนี้. นี้ก็เกิดเป็นชาวนาที่ตรัสรู้ขึ้นมาในทุ่งนานั่นเองว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาด้วยความ ยึดมั่นถือมั่น. ถึงแม้สิ่งที่เราพูดกันอยู่ ว่า กิน ว่า กาม ว่า เกียรติ สามอย่างนี้ ก็ไม่น่าเอา ; ไปคิดดูเถอะ ไปเอาเมื่อไร มันกัดเอาเมื่อนั้น. เรื่องกิน, เรื่องกาม - กามารมณ์นี้แหละ, เรื่องเกียรติ, นี่แหละไป "เอา" เมื่อไหร่ มันกัดเอาเมื่อนั้น ; มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา, จิตใจอย่าไป "เอา" มันเข้า มันก็ไม่กัดเอา ; แต่ว่า ไป เกี่ยวข้อง มันก็ได้ ในเมื่อจำต้องเกี่ยวข้อง. เราต้องเกี่ยวข้อง เพราะว่าเรื่องกินเราต้องกิน ไม่กินก็ตาย ร่างกาย มันก็ตาย ; เพราะฉะนั้นเราต้องกิน แต่ ใจอย่าไปยึดมั่นถือมั่นชนิดที่เรียกว่า “เอา" ด้วยจิตใจ ; คือก็ทำไป ก็กินไป ด้วยจิตใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น,
น.219 เรื่องกามารมณ์นี้มีมากมายหลายระดับ ก็เกี่ยวข้องกันตามที่ควรจะเกี่ยว ข้อง ; แต่ อย่าไปหลงยึดมั่นถือมั่น มันจะกัดเอา ; "เราจะนั่งร้องไห้ หรือ จะไปฆ่าตัวตายในที่สุด. เรื่องเกียรตินี้ก็อย่างเดียวกันแหละ พอไปเอามันเข้ามันก็กัดเอาทันที ; เกียรติบางอย่างนั้นหลีกไม่พ้น เพราะว่าคนอื่นตั้งให้ ถ้าเราทำอะไรที่เป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่น เขาก็สมมติให้เป็นคนมีเกียรติ มีความดี มีคุณธรรม อะไร ขึ้นมาทันที เราจึงหลีกไม่ได้ ; แต่ว่าเราอย่าไป "เอา" กะมัน คืออย่าไปหลง มันเข้า. แม้เกียรติจะมาหา หรือจะมีเกลื่อนไปหมดก็ตาม อย่าไป "เอา" มันเข้า ; ถ้าไปเอาด้วยอวิชชาอุปาทาน มันก็จะกัดเอา. ข้อนี้ ถ้านานเข้า นานเข้า อายุมากเข้า ก็มองเห็นได้ชัดว่า แม้แต่ สิ่งที่เรียกว่ากิน ว่ากาม ว่าเกียรติ นี้ก็ไม่น่าเอา, ตามธรรมดานั้นมันไม่น่าเอา, แล้วก็อย่าไปเอา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยโดยไม่ต้องการ "เอา" คำว่า "การเอา" ในที่นี้หมายถึงเอาด้วยอุปาทาน คือความรู้สึกของจิตใจที่ยึดมั่นหมายมั่น หรือความ สำคัญมั่นหมาย. ยังมีคำที่ไพเราะกว่านี้ เช่นคำว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพาน- สมบัติ พูดกันมาก โดยเฉพาะคนแก่ ๆ รุ่นเก่าก่อน ; ทำบุญอะไรหน่อยก็ ปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ปรารถนากันอยู่แต่อย่างนั้น แล้วบางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันคืออะไร. แต่ว่าโดยที่แท้แล้วมันก็ไม่น่า "เอา" ; แต่ทำไมพุทธบริษัทคุณย่าคุณยายพื้นฐานทั่วไป ยังปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์- สมบัติ นิพพานสมบัติ ? เพราะมันเป็นธรรมเนียม คนก่อน ๆ เขาสอนให้เด็ก ๆ รู้จักปรารถนาสิ่งนั้น ว่าดีกว่าไปปรารถนาอย่างอื่น.
น.220 มนุษย์สมบัติ ก็คือว่าได้อะไรอย่างมนุษย์ควรจะได้, สวรรค์สมบัติ ก็คืออย่างที่เรียกกันว่า "สวรรค์" เป็นอย่างนั้น ก็แต่ก็ดีกว่ามนุษย์ตรงที่ว่าไม่ต้อง เสียเหงื่อ. ถ้าเป็นมนุษย์สมบัติ ก็ต้องเอาเหงื่อไคลไปแลกเอามา จึงจะได้ความ เอร็ดอร่อยทางอายตนะนั้น ๆ ; แต่ถ้าเป็นสวรรค์สมบัตินั้น ไม่ต้องออกเหงื่อ ออกอะไร ก็ได้ความเอร็ดอร่อยทางอายตนะนั้น ๆ อย่างมาก และประณีต และ วิเศษ. นี่เรียกว่าสวรรค์สมบัติ. ส่วน นิพพานสมบัติ นั้น คนว่าเอาเอง นิพพานเป็นสมบัติให้ใครไม่ได้ ; แล้วก็นิพพานนี้ ถ้าเป็นนิพพานแท้จริงแล้ว ก็จะไม่ตกเป็นวัตถุหรือเป็นอารมณ์ สำหรับใครจะไปเอาได้ เพราะว่าเป็น ความดับสลายแห่ง "ตัวกู". ถ้าถึงนิพพาน ต้องไม่มีตัวกูเสียก่อน จึงจะถึงนิพพานได้ ; ถ้าจิต ไม่มีตัวกูแล้วอะไรจะไปเอาอะไรได้, "ถ้าจิตยังมีตัวกู ก็ยังไม่ถึงนิพพาน, ถ้าจิต หมดตัวกู จึงจะถึงนิพพาน ; เพราะฉะนั้น จิตที่ ไม่มีตัวกู จึงไม่เอาอะไร. ดังนั้นการที่จะเอานิพพานสมบัตินั้นเป็นเรื่องฝันละเมอ ๆ เพ้อ ๆ ไปตาม คำพูดที่ติด ปากเกี่ยวโยงกันว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ, เท่านั้นเอง. การพูดไว้อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน สำหรับคนทั่วไปเขาจะได้ปรารถนา แต่ถ้าคนที่ถึงเข้าแล้ว ก็จะสั่นหัวทั้งนั้น ว่าไม่น่าเอาทั้งนั้น ; และโดยเฉพาะ นิพพานสมบัตินั้น ถ้าคิดจะเอาอยู่แล้ว เป็นไม่ได้แน่ ก็เลยมองเห็นชัดว่า "มันไม่น่าเอา", ไป "เอา" เข้า มันกัดเอาทันที. มนุษย์สมบัติ ก็ กัดอย่างมนุษย์สมบัติ, สวรรค์สมบัติ ก็ กัดอย่าง สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติชนิดนั้นคนว่าเอาเอง ; แล้วมันก็ กัดให้อย่างที่
น.221 คนเขลาไปว่าเอาเอง สมมติเอาเอง. กัล นิพพานที่แท้จริง ไม่มีอะไรเหลือ สำหรับจะให้ยึดถือ เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ถ้าหากว่าผู้ใดได้บรรลุคุณธรรมสูงไปกว่านั้นแล้ว มองย้อนกลับลงมา ข้างล่างจะเห็นว่า เรื่องมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัตินี้เป็น เรื่องของ คนโง่ที่ยังอยากจะได้ยังอยากจะเอาอยู่. ผู้ที่มองเห็นแล้ว พิจารณาเห็นอยู่ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่เป็นเพียงของ ปรุงแต่งกันอยู่ แล้วจิตใจไปเอามาปรุงแต่ง สำหรับเป็นความคิดนึก ปรารถนา โดยต้องการจะยึดมั่นถือมั่น ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่ไม่น่าเอา ; เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด ล้วนเป็น ของหลอก หรือเป็น มายา อยู่ในตัวมันเอง ด้วย เหตุที่ว่า จิตใจไปคิดนึก หรือปรุงแต่งขึ้นมา. ควรรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "มายา" สำหรับคำว่า "มายา" มายานี้ ก็อธิบายยาก สำหรับคนชาวบ้าน ทั่วไป; ถ้ารู้สึกอยู่แก่ใจ เขาก็จะไม่รู้สึกว่ามายา เช่นได้ความเอร็ดอร่อยทาง อายตนะ กำลังอร่อยอยู่ในใจ เขาจะไม่ถือว่ามายา เพราะรู้สึกอยู่ในใจ. แต่ผู้รู้ ธรรมทั้งหลายจะเห็นว่า นั่นคือมายา ; ความรู้สึกอร่อย หรือความอร่อย ตัว ความอร่อย นี้เป็นมายา. มายาเป็นความปรุงแต่งตามกฎเกณฑ์ของสังขาร ของธรรม ที่มีปัจจัย ปรุงแต่ง เป็นฝ่ายจิตใจจะเกิดความรู้สึกอย่างนี้เสมอ โดยไม่ได้มีตัวจริง ; ฉะนั้น จึงถือว่า ความสุขก็เป็นมายา ความทุกข์ก็เป็นมายา ไม่ทุกข์ไม่สุขก็เป็นมายา เวทนาเป็นมายา.
น.222 เวทนาปรุงตัณหาขึ้นมา ตัณหาก็เป็นมายา, ตัณหาจะปรุงอุปาทาน ขึ้นมาอีก อุปาทานนั้นก็ยิ่งเป็นมายา ; ทั้งหมดมาจากอวิชชา อวิชชาก็ เป็นมายา. ดังนั้น สิ่งที่ถือกันว่ามีอยู่จริง เช่นร่างกายนี้ ก็เป็นมายา, จิตใจ ที่มีอยู่จริง ก็เป็นมายา, พฤติทั้งหมดของจิตใจก็เป็นมายา. ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็จะสั่นหัว คือไม่อยากจะเอาสิ่งที่เรียกว่าเป็นมายา ; เพราะว่าเอาไม่ได้ แล้วก็ไม่เอาเอง ก็เลยไม่มีอะไรที่น่าเอาสำหรับผู้ที่เห็นความจริง ของสิ่งทั้งปวง. แต่ถ้าพูดกันอย่างนี้ มันก็เลยเถิด เป็นเรื่องของปริยัติ ; ต้อง มีความรู้เรื่องปริยัติ จึงจะรู้จักถึงขนาดนี้. คิดไม่เอาอะไรอย่างง่าย ๆ ก็ใช้ได้ ทีนี้ เอาเรื่องของชาวนา กลับไปเป็นชาวนากันใหม่ ก็รู้ว่าเท่าที่หลง มาตั้งแต่เด็กจนแก่แล้วนี่ ไม่เห็นอะไรที่มันจริงจังเลย สู้จิตอยู่เฉย ๆ ไม่เอาอะไร ไม่ติดในอะไร หรือไม่รู้สึกอะไรไปเสียเลยจะดีกว่า; รู้สึกสุข มันก็เหนื่อยไป ตามแบบของคนที่รู้สึกว่าเป็นสุข, รู้สึกทุกข์ มันก็ยิ่งกระวนกระวาย.แต่ถ้า ไม่ต้องรู้สึกว่าสุขว่าทุกข์ จะเป็น การพักผ่อนคือสบาย ; ดังนั้นเราไม่อยาก เอาอะไร ทุกข์ก็ไม่อยากเอา สุขก็ไม่อยากเอา คือไม่อยากเอาอะไรก็แล้วกัน. นี้เรียกว่าอยู่ว่าง ๆ นี่เรียกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา แยกไว้พวกหนึ่ง เรียก ว่า "ไม่น่าเอา" เพราะว่า "เอา" นี่ "เอา" ด้วยกามตัณหา.
น.223 กลุ่มที่สองไม่มีอะไรที่น่าเป็นด้วยภวตัณหา กลุ่มที่สอง เป็นพวกที่ "ไม่น่าเป็น" คือ เป็นด้วยภวตัณหา การ เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน้น; ไม่มีอะไรที่น่าเป็น. บรรดาสิ่งที่เป็นเหยื่อของ ภวตัณหา ไม่มีอะไรอันไหนที่น่าเป็น. ความหมายของคำว่า "เอา" เป็นอย่างไร ความหมายของคำว่า "เป็น" ก็เป็นอย่างนั้น ; หมายความว่า ถ้าเอาต้องเอาด้วยตัณหาอุปาทาน จึงจะ เรียกว่า "เอา" ถ้าจิตไม่ได้เอาด้วยตัณหาอุปาทาน ก็ยังเป็น"ปากอย่างใจอย่าง" คือใจไม่ได้เอา ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้เอา แต่ข้างนอกเขาก็สมมติว่า "เอา". เช่นต้องไปรับบิณฑบาต แม้เป็นพระอรหันต์ก็ต้องไปบิณฑบาต ; ไปรับเอาบิณฑบาตมาแล้วฉัน. ใคร ๆ ที่ยังไม่รู้ธรรมะ ก็เห็นว่า "เอา" มีการเอา มีการรับ ; แต่ในจิตใจของท่านไม่มีความรู้สึกว่า "เอา" หรือว่า "รับ". นี่จึงไม่ เรียกว่า "เอา" โดยเนื้อแท้ แต่ปากต้องเรียกว่า "เอา". คำว่า "เป็น" ก็เหมือนกันแหละ ; ถ้าเป็นกันจริง ๆ มันต้อง "เป็น" กันด้วยอุปาทาน ว่า "ฉันเป็นนั่น ฉันเป็นนี่". แต่ถ้าจิตไม่ยอมรับ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่ได้เป็นอะไร ; มันเป็นเรื่องสมมติ. เขาจะว่าเราเป็นอะไรก็ตามใจเขาซี ; แต่เรา ในใจของเรา ไม่ได้ เป็นอะไรก็แล้วกัน เพราะเหตุว่าเรามองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่มันน่าเป็น. ความไม่มีอะไรที่น่าเป็นนี้ มีเรื่องสนุกมากที่จะพิจารณา มีมากมาย หลายร้อยหลายพันอย่างก็ได้. ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน อะไรบ้างที่มันน่าเป็น ?
น.224 แล้วก็อย่าลืมว่า คำว่า "เป็น" นี้ คือเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวฉัน, แล้ว ก็รู้สึกว่าฉันเป็น นี่ไม่ใช่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ. เช่นเราเกิดมาเป็นคนนี่ เป็น คนนี่ตามลำพังก็เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ; เรื่องนี้ไม่เกี่ยว ต่อเมื่อมีความคิดนึก รู้สึกว่า ฉันนี่เป็น ฉันเป็นคน ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันเป็นผู้หญิง ฉันเป็นผู้ชาย ฉัน เป็นนั่น - เป็นนี่ ด้วยความหมายที่ยึดมั่นถือมั่น แล้วจึงจะเรียกว่า "เป็น". ถ้าไปมั่นหมายว่าเป็นอะไร มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ; เพราะมี ความโง่ มันจึงทำให้มั่นหมายว่า ฉันเป็นอะไร. แม้เรื่องฉันเป็นผัว" ฉันเป็น เมียนี่แหละ ทีแรกมันก็ไม่ได้เป็น จิตใจก็ไม่ได้เป็น ; แต่พอมีอะไรไปทำให้ เกิดความมั่นหมายว่า "เป็น" ขึ้นมาเท่านั้น ก็เกิดเป็นขึ้นมา คือเป็นผัวเป็นเมีย เป็นอะไรขึ้นมา, ก่อนนี้ได้เป็นเมื่อไร ? หรือว่าเวลาที่ไม่ได้สำคัญมั่นหมายเช่นนั้น ก็ไม่ได้มีความเป็นผัวเป็นเมีย ในความหมายอะไร แต่เขาก็ยังเป็นผัวเป็นเมียเป็นอะไรกันตามกฎหมาย ; เพราะ ฉะนั้นคำว่า เป็น ในที่นี้ มีความเป็น เมื่อสำคัญมั่นหมาย เท่านั้น เช่นเดียวกับ คำว่า "เอา". นี่ก็ลองไปคิดดูว่า เป็นอะไรบ้างที่มันน่าเป็น ; ถ้าไม่ยึดถือเข้าใน ความหมายว่า "เป็น" เข้าแล้ว มันก็มีอะไรบ้างที่มันน่าเป็น ? เด็ก ๆ ย่อมไม่เข้าใจ ; แต่ถ้าคนมีอายุขึ้นมาถึงกลางคนแล้ว ก็จะเริ่มเข้าใจ, พออายุมากถึงปลายคน คืออายุเป็นคนที่เห็นโลกมาตั้ง ๗๐ ปี, ๘๐ ปี อย่างนี้จะเห็นได้มากที่สุดว่า ล้วน แต่ไม่น่าเป็น. ไปคิดดูเอาเอง; อะไรที่เด็ก ๆ เขาคิดว่า น่าเอา น่าเป็น คนแก่ ๆ จะสั่นหัว.
น.225 ฝึกหัดคิดดูบ้างว่ามีอะไรน่าเป็น ทีนี้ มีเรื่องที่จะให้คิดกันมาก ได้สนุกกันมาก ก็ลองคิดดู. การคิดนี้จะต้องมีวิธีเทียบคู่เสมอ ขอให้จำไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นจะลำบาก เข้าใจยาก หรือลำบาก ; ควรจะยกมาทั้งคู่ ทีละคู่ที่ตรงกันข้าม สุดเหวี่ยงเลยยิ่งดี. จะยกมาเป็นคู่ ๆ แล้วพิจารณาดูว่า อะไรที่น่าเป็น เช่นว่าเป็นสัตว์ กับเป็นคน. -เป็นสัตว์เดรัจฉาน กับ เป็นมนุษย์ นี่คู่หนึ่งแล้ว คู่แรก อันไหน มันน่าเป็น. คนแก่ ๆ จะสั่นหัว ; แต่เด็ก ๆ ยังไม่แน่ อาจจะอยากเป็นแมว เป็นนก เป็นอะไรก็ได้. แต่คนแก่จะสั่นหัว เป็นคนก็ไม่ไหว เป็นสัตว์ก็ไม่ไหว นึกแล้วก็อ่อนใจ; ไม่ต้องอธิบายก็พอจะเข้าใจ. - ถ้าอย่างนั้น ลดลงไปอีกว่า เป็นก้อนหิน ก้อนนี้แหละ และกับ เป็นคน นี่แหละ สองอย่างนี้อันไหนน่าเป็น ? มันก็สั่นหัวอีก. - ถ้าอย่างนั้น เป็นต้นไม้บ้าง กับ เป็นคน ก็สั่นหัวอีก. - ทีนี้ เป็นขี้ฝุ่น กับ เป็นคน อันไหนมันน่าเป็น ? - เป็นเทวดา กับ เป็นมนุษย์ อันไหนมันน่าเป็น ? ถ้ายังน่าเป็นอยู่แล้ว คนนั้นโง่ทั้งนั้นแหละ ; พูดอย่างนี้เลยดีกว่า. ถ้ามองเห็นตามสมควรในเรื่องของ "ปฏิจจสมุปบาท" หรือว่าในเรื่องของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัณหา อุปาทาน ; นี่ก็จะสันหัวทั้งนั้น : ไม่อยากเป็นขี้ฝุ่น แล้วก็ไม่อยากเป็นมนุษย์ ไม่อยากเป็นเทวดา. - ส่วนปลีกย่อยรายละเอียดนั้น ยิ่งแย่ไปกว่านั้น : เป็น คนจน กับเป็น คนมั่งมี อันไหนน่าเป็น ? ถ้าคนไม่รู้จักความมั่งมีนั่นแหละ อาจจะอยากเป็น
น.226 คนมั่งมี เพราะคนโดยมากเป็นคนจน ; แต่ถ้าคนเขารู้จักทั้งสองอย่าง เขาจะ สั่นหัว. คนมั่งมีก็บ้าไปตามประสาของคนมั่งมี, มีความทุกข์ความร้อน ดิ้นรนไปตามประสาคนมั่งมี. ดังนั้น ถ้าเราลองไปเข้าสิงวิญญาณคนมั่งมีดูบ้าง จะรู้ว่าไม่ไหว. - เป็น เศรษฐี กับเป็น ขอทาน ถ้ารู้จักภาวะนั้นจริง ก็ไม่อยากเป็น ทั้งเศรษฐีทั้งขอทาน. - เป็น เจ้าชีวิต กับเป็น ราษฎร ลองคิดดูเถอะ ให้เป็นเจ้าชีวิตและ เป็นราษฎร อันไหนน่าเป็น ? - ให้เป็น ช้างตัวโตๆ กับเป็น มดคันตัวเล็ก ๆ อันไหนมันน่าเป็น ? - เป็น ราชสีห์ กับเป็น แมว นี่ก็คล้ายกันมาก ก็จะสั่นหัว เป็นราชสีห์ ก็ไม่สนุก, เป็นแมวก็ไม่สนุก. - ที่นี้ เกี่ยวกับสมมติว่าเป็น ผู้แพ้ กับเป็น ผู้ชนะ อันไหนมันน่าเป็น ? เป็นคนแพ้ก็มานอนระทมทุกข์, เป็นคนชนะก็เป็นคนถูกระแวงอยู่ด้วยการจองเวร ; แล้วยังมีอะไรมาก : ใครที่ชนะผู้อื่นแล้ว ชนะความ หรือชนะวิวาท อะไรกัน ก็ตาม คนที่ชนะนั้นนอนไม่หลับ เท่ากับคนแพ้. - หรือว่าเป็น คนเอาเปรียบผู้อื่นได้ กับเป็น คนที่ถูกผู้อื่นเอาเปรียบ สองคนนี้ คนไหนมันน่าเป็น ? แต่ถ้าว่าตามจริงแล้ว ก็เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่นกัน อยู่ทุกคนใช่ไหม ? เผลอไม่ได้ เผลอแล้วก็เอาเปรียบคนอื่นอยู่ทุกคน ; แต่มา คิดดูให้ดีเถอะว่า เป็นคนเอาเปรียบเขา กับเป็นคนที่เขาเอาเปรียบนั้น อันไหน น่าชื่นใจ ? ก็ไม่มีอะไรน่าชื่นใจ.
น.227 - เป็นคน ถูกนินทา หรือ ถูกสรรเสริญ : คนก็ชอบสรรเสริญ อยาก ให้เขาสรรเสริญ เขาไม่สรรเสริญ ก็อยากให้เขาสรรเสริญ. ถ้าคนที่รู้จักดีทั้งสอง อย่างแล้ว จะไม่อยาก, ไม่อยากจะถูกสรรเสริญ ไม่อยากจะถูกนินทา เพราะ เป็นเรื่องบ้าเท่า ๆ กัน. นี่คือไม่น่าเป็น. - สมมติประเภทในครอบครัวว่า เป็น พ่อ กับเป็น ลูก หรือว่าเป็น แม่ กับเป็น ลูก. เดี๋ยวนี้คนแก่ ๆ เคยเป็นแม่ เคยเป็นพ่อกันมาแล้ว ก็ลองเหลือบตา ไปดูทีว่า เป็นพ่อนี่มันน่าสนุกไหม ? เป็นแม่นี่มันน่าสนุกไหม ? ถ้าเด็กเล็ก ๆ เป็นลูก ยังไม่ค่อยรู้จัก เด็กอาจจะตอบผิดก็ได้ ; แต่ถ้า โตขึ้นมาสักหน่อย ก็จะรู้ว่ามันไม่ไหวเหมือนกัน. คู่นี้ก็ไม่ไหว คือเป็นพ่อแม่กับเป็นลูกนี่แหละ อันไหนน่าเป็น ? ถ้า เกิดความยึดมั่นแล้ว จะมีความทุกข์อย่างลูก มีความทุกข์อย่างแม่. แม่มีความ ยึดมั่น จะมีความทุกข์อย่างแม่, ลูกมีความยึดมั่น จะมีความทุกข์อย่างลูก. ลูกมักยึดว่า จะเอานั่นจะเอานี่, พ่อแม่ต้องให้อย่างนั้นอย่างนี้. อย่างเด็กเดี๋ยวนี้แล้ว พอเกิดมาก็คิดว่าต้องมีโทรทัศน์ มีตู้เย็น มีวิทยุ มีอะไรให้ พร้อมเสร็จ นี้ก็เลยทึกทักเอาว่า คนเราเกิดมาต้องได้อย่างนี้, พ่อแม่ต้องให้ ต้องหาให้ ต้องรับผิดชอบในการที่จะหาให้. ลูกสมัยนี้ โง่มากถึงขนาดนี้ ; พ่อแม่ก็โง่มากที่ทำให้ลูกเกิด ความคิดความเข้าใจไปอย่างนั้น. ลูกก็เลยเป็นลูกชนิดที่เหมือนกับบ้า ๆ บอๆ อย่างนั้นแหละ : ไม่รู้คุณของพ่อแม่ หรือไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ; ปัญหา มันยุ่งไปหมด. ดังนั้น เป็นลูกก็ไม่สนุก เป็นพ่อ - แม่ก็ไม่สนุก.
น.228 หรือว่าเป็น ตัว เป็น เมีย เป็นสามี - ภรรยา ก็ไปคิดเอาเอง ว่าอันไหน มันน่าเป็น ? อาตมาพูดเดี๋ยวจะลำบาก. - เป็น ลูกศิษย์ กับเป็น อาจารย์ อันไหนมันน่าเป็น ? ก็สั่นหัว ; เดี๋ยวนี้สั่นหัว คือตัวอาตมาเอง : ลูกศิษย์ก็ไม่อยากเป็น, อาจารย์ก็ไม่อยากเป็น ; มันเป็นเรื่องรบกวน เป็นเรื่องวุ่นวาย สู้ไม่เป็นอะไรไม่ได้. นี่หมายถึงว่า เป็น ด้วยความลืมตัว ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ; เป็นลูกศิษย์ก็ไม่สนุก เป็นอาจารย์ก็ไม่สนุก. - เป็น ผู้บังคับ กับเป็น ผู้ถูกเขาบังคับ นี่ก็ปัญหามีมากเดี๋ยวนี้ ; เป็น ผู้บังคับเขา ก็ร้อนแบบผู้บังคับเขา, เป็นผู้ถูกเขาบังคับ ก็ไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการ. ได้นายที่ไม่ดี นั้นก็มีความทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ; ก็เลยไม่ไหวทั้งคู่. - เป็น สัตว์นรก กับ สัตว์เทวดา นี้มันไกลกันมาก. เรื่องนี้ไม่ ใช่ยืนยันว่ามีอยู่จริง แต่พูดว่าถ้ามีอยู่จริงตามที่เขาว่ากันนั้นแหละ ; เป็นสัตว์ นรกกับเป็นเทวดา อันไหนมันน่าเป็น ? ไปดูให้ดี. - ให้ไกลกว่านั้นอีกก็ว่าเป็น เปรต แล้วก็เป็น พรหมในพรหมโลก นี่ต่างกันมาก ; อันไหนมันน่าเป็น ? ถ้าไม่รู้จักอาจจะหลงไปว่า อันนั้นน่าเป็น อันนี้น่าเป็น. การเป็นพรหมในพรหมโลก นี้มีความหมายว่า มี "ตัวกู - ของกู" จัด ยิ่งกว่าสัตว์ประเภทไหนหมด ; ผู้ที่ถอนตัวกู - ของกูยากที่สุด ก็คือพวกพรหม. ตามหลักธรรมะมีอยู่อย่างนั้น แล้วก็มองเห็นได้ เพราะพรหมไม่มีความทุกข์อย่าง อื่นอีกแล้ว มีแต่จิตที่บริสุทธิ์ ; แต่ยังมี "ตัวกู - ของกู” ที่ละไม่ได้อยู่ตรงนี้.
น.229 พวกพรหมยังมีตัวกู - ของกูอย่างเดียว อย่างอื่นไม่มีอะไรมารบกวน, เขาไม่ข้องแวะกามารมณ์ ไม่ข้องแวะอะไรทั้งหลายที่คนอื่นเขาข้องแวะ. สิ่งเหล่า นั้นไม่รบกวน ทำให้สบาย ; แต่ "ตัวกู - ของกู" ยังอยู่. ฉะนั้น พวกพรหมนี้ เป็นพวกที่กลัวตายมากกว่าพวกไหนหมด ; เพราะเขาสบายมาก เขาจึงกลัว ตายมาก. - หรือว่าเรื่องเบ็ดเตล็ด เช่นว่าจะเป็น คนกะเทย ดี หรือว่าเป็น คน ปกติ ดี ? นี่ก็คงจะตอบกันได้. ทีนี้เราอยากจะเปรียบเทียบว่าเป็น กะเทยไม่ถึงคน นี่ กับเป็น พ รหม ในพรหมโลก อย่างไหนดี ? ถ้าว่ากะเทยไม่มีความรู้สึกทางหญิง - ทางชาย ก็จะ คล้าย ๆ กับพรหมในบางความหมาย แต่กะเทยเป็นคนโง่ หรือว่าคนไม่มีความรู้สึก. พรหมก็เป็นกะเทยเหมือนกัน ; เพราะพรหมนี้มีความรู้สึกอยู่เหนือ กามารมณ์. ดังนั้น พ วกพรหมจึงไม่มีเพศหญิงไม่มีเพศชาย, เป็น กะเทย สูงสุดในทางจิตใจ ทางวิญญาณ. นี่ กะเทยชาวบ้าน กับ กะเทยพรหม นี่ อันไหนน่าเป็น ? คิดดู มันก็จะสั่นหัวอีกตามเคย. - หรือว่าเป็นอุภโตพยัญชนกะ หรือว่าเป็น คนสองเพศ กับเป็น คนเพศเดียว เอามาเปรียบกันให้หมด. - ยุ่งอยู่ในกาม กับไม่ยุ่งอยู่ในกาม : กามาวจร - ยุ่งอยู่ในกาม กับ รูปาวจร และอรูปาวจร - ไม่ยุ่งอยู่กับกามเลย แต่ยังมีตัวกู - ของกู อันไหน น่าเป็น ? - หรือว่าข้อปฏิบัติที่ปฏิบัติกันอยู่ในทางศาสนา ทาง กามสุขัลลิกานุ- โยค กับ อัตตกิลมถานุโยค ; นี่จะเข้าใจได้ง่ายว่าอันไหนที่น่าเป็น ?
น.230 ในเมื่อสองอย่างนี้มันตรงกันข้าม : อันหนึ่งหมกมุ่นในกามที่สุด, อันหนึ่งเกลียดขยะแขยงกามที่สุด จนจะทำลายอวัยวะเครื่องบริโภคกามให้สูญเสีย ไปเลย. นี่คือพวกอัตตกิลมถานุโยคกับกามสุขัลลิกานุโยค สองพวกนี้ พวกไหน มันน่าเป็น ? จะเลือกเอาข้างไหนสำหรับจะเป็น ? มันก็จะสั่นหัวอีก. สิ่งทั้งสองนี้ บางทีพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า "อาคาฬหปฏิปทา" กับ "นิชณามปฏิปทา" . พวกหมกมุ่นในกามเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา คือ พวก เปียกชุ่ม ; พวกเกลียดกาม ทำลายร่างกาย ทำลายตัวเองนั้น เรียกว่า นิช- ฌามปฏิปทา แปลว่า พวกเผาไหม้. เอาความหมายคือ เปียกชุ่ม กับ เผาไหม้ สองอย่างนี้ อันไหนน่าเป็น ? ชาวบ้านที่หมกมุ่นในกามนี้ เขาเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา "เปียกชุ่ม", เป็น ฤๅษีชีไพร เกลียดกาม ทำลายอวัยวะแห่งการบริโภคกาม บำเพ็ญตบะนี้ เขาเรียกว่า นิชฌามปฏิปทา "เผาไหม้". การปฏิบัติที่เป็นระเบียบเผาไหม้กับระบบเปียกชุ่มนี้ อันไหนน่าเป็น ? - ทีนี้ เอา ความรู้สึก ที่ว่า เย็น ร้อน, สวย ไม่สวย, เป็นหอม เป็น เหม็น, เป็นไพเราะ ไม่ไพเราะ, อันไหนน่าเป็น ? ไปเทียบเอาเองเถอะ มีคู่ให้ เทียบมากมาย นี่ยกมาให้พอเป็นตัวอย่าง. - เป็น ฆราวาส ก็ไม่ไหว เป็น นักบวช ก็ไม่ไหว ; ถ้าใจยึดมั่น ถือมั่น ก็ บ้าทั้งสองฝ่าย ; เป็นนักบวชก็ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่นในความเป็น นักบวช. - จะเป็น พระฤๅษี, หรือจะเป็น ลิงที่ฤๅษีเลี้ยง, นี่ก็ไม่ไหว.
น.231 - จะเป็น มนุษย์ หรือว่าเป็น ครึ่งมนุษย์ ที่เขาเรียกว่า กินนร นี่ก็ไม่ไหว. - มาร พรหม ยม ยักษ์ ก็ไม่ไหว กระทั่งว่าเป็น เผด็จการ ก็ไม่ไหว, ไม่เผด็จการ ก็ไม่ไหว, เสรีประชาธิปไตย ก็ไม่ไหว, คอมมิวนิสม์ ก็ ไม่ไหว. อย่าพูดให้ละเอียดเลย เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องการเมืองยุ่งยากกันไป. พิจารณาดูเถอะ อะไร ๆ ที่ตรงกันข้ามแท้ ๆ แต่มันก็ไม่ไหวทั้งสอง อย่าง : เป็น นายทุน ก็ไม่ไหว, เป็น กรรมกร ก็ไม่ไหว ; เป็น วัตถุนิยม ก็ไม่ไหว, เป็น วิญญาณนิยมสุดโต่ง ก็ไม่ไหว ; เป็น มึง ก็ไม่ไหว เป็น กู ก็ไม่ไหว. เพราะอธิบายได้ชัดว่า เป็น มึงนั้นก็ยึดมั่นถือมั่นตัวเขาเต็มที่ เป็น กูก็ยึดมั่น ถือมั่นตัวเราเต็มที่ ; ไม่ไหวทั้งนั้น. - หรือว่าจะเป็น กระผม กับเป็น ใต้เท้า เป็น เกล้ากระหม่อม กับเป็น ฝ่าพระบาท นี้ก็ไม่ไหวเท่ากันแหละ ; เท่ากับเป็นมึงเป็นกูนั้นแหละ. เดี๋ยวนี้มีมากมายจนเอามาพูดกันไม่หวาดไหว : เป็นหญิงก็ไม่ไหว เป็นชายก็ไม่ไหว, เป็น ตัวผู้ ก็ไม่ไหว เป็น ตัวเมีย ก็ไม่ไหว. - จะเป็น ผู้เวียนว่าย ก็ไม่ไหว, เป็น ผู้หยุดอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่ไหว. ผู้มา ก็ไม่ไหว, ผู้ไป ก็ไม่ไหว, ผู้หยุดอ ยู่ ก็ยังไม่ไหว. เป็น ผู้อยู่ ก็ไม่ไหว ผู้ตาย ก็ไม่ไหว ; ทุกคู่บอกว่า "ไม่น่าเป็น." พึงรู้ว่าเมื่อไม่อยากเอาอยากเป็น จะทำอย่างไร ที่ว่าไม่อยากเป็น จะทำอย่างไร ? ก็ อย่ายึดมั่นถือมั่น ; พอไม่ยึดมั่น ถือมั่นก็ ไม่เป็นอะไรหมด ไม่เป็นชนิดไหนหมด ทั้งที่อยู่ในโลกนี้ ทำอยู่อย่างนี้.
น.232 การเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามีในที่สุด ก็ทำอยู่อย่างนี้ ยังประกอบการงานอยู่อย่างนี้ ; แต่จิตใจมิได้ยึดมั่น เพราะฉะนั้น จึง ไม่ได้เป็นอะไร มิได้เป็นอะไรยิ่งขึ้น ๆ. พอถึงระดับที่เป็นพระอรหันต์ ก็ ไม่เป็นอะไรเลย, ไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่เป็นคน, หรือว่า เป็นพระอรหันต์ ก็มิได้เป็น. นี่เอามาพูดพอให้เป็นแนวสำหรับคิดนึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอ า นี้ อย่างหนึ่ง, ไม่มีอะไรที่น่าเป็น นี้อีกอย่างหนึ่ง. แล้วก็อย่าลืมคำว่า "เอา" คำว่า "เป็น" สองคำนี้หมายถึง กิริยาอาการของอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น งอกออกมาจากตัณหา, ตัณหา งอกออกมาจากอวิชชา ที่มาทำหน้าที่อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ดังนั้นอย่าเผลอให้อวิชชามันมาเป็นเจ้าเป็นนายอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดเป็นตัณหา อุปาทาน. เมื่อเราไม่มีความมี หรือไม่มีความเป็น ไม่มีความเอา ไม่มีความเป็น ไม่มีกามตัณหา ไม่มีช่องทางที่เกิดกามตัณหา หรือเกิดภวตัณหา. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว วิภวตัณหาก็ ไม่มีช่องทาง เพราะว่าเรามิ ได้เอา และมิได้เป็น ; ดังนั้น ตัณหาที่อยากจะไม่เป็น ไม่เอาอะไร ซึ่งเรียกว่าวิภวตัณหา มันจึงไม่มีที่ตั้ง. หรือว่าถ้ามันอยากจะตาย ก็เอามาไว้ในคู่เหล่านี้ที่ว่า คนตาย ก็ไม่ น่าเป็น, คนเป็น ก็ไม่น่าเป็น ; ก็เลยเป็นว่า ไม่มีที่เหลืออยู่แล้วที่ตรงไหน สำหรับที่จะเอาหรือที่จะเป็น. เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎก ; เพราะว่าในพระไตรปิฎก เขาไม่ได้เขียนไว้อย่างนี้, จะหาไม่พบคำพูดในพระไตรปิฎกที่เขียนอย่างนี้ ที่ว่า
น.233 อะไรที่น่าเป็น แล้วเทียบคู่ให้ดูอย่างนี้ มันไม่มี; แต่ว่า ชาวไร่ชาวนาจะ เป็นนักคิดนักนึก ก็จะนึกได้เอง. ตัวมีความทุกข์ เพราะยึดมั่นในความเป็น อะไร ก็ดูให้ดี ; แล้วก็จะรู้สึกขึ้นมาว่าอันนี้มันไม่น่าเป็น อันนี้มันไม่น่าเอา. ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชาวนานี่จะมีความทุกข์ เพราะสิ่งที่ ชาวนามี คือตรัสว่า คนมีวัว ก็จะต้องทุกข์เพราะวัว, คนมีนา ก็จะต้อง ทุกข์เพราะนา , คนมีข้าวเปลือก ก็จะต้องทุกข์เพราะข้าวเปลือก, เหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัส หมายถึงความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้นแหละ. ชาวนาคนนั้น ยึดมั่นถือมั่น เรื่องวัว เรื่องนา เรื่องข้าวเปลือก, ชาวนานั้นมีความยึดมั่นถือมั่นในการเป็นชาวนา และในสิ่งที่ชาวนามี ; แล้วจึง มีความทุกข์. ถ้าว่าชาวนาคนหนึ่งเขาเกิดนึกได้เองว่า น้ำตาไหลเพราะเหตุไร ? เขาจะมองเห็นว่าอันนั้นมันไม่ไหว เราอย่าไปคิดอย่างนั้น เราคิดอย่างอื่นก็ได้. ถ้าพูดเป็นคำรวม ก็เรียกว่า "อุปธิ" ; "สิ่งใดเป็นอุปธิ สิ่งนั้น เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์", สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ก็เรียกสิ่งนั้นว่า อุปธิ.ทุกอย่างเป็นอุปธิได้ทั้งหมด ไม่ว่าอะไรสักอย่างเดียว เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือได้ทั้งนั้น, ทุกอย่างเป็นอุปธิได้ ; เราอย่าไปยึดถือเข้า จะได้ไม่ เป็นทุกข์. ความทุกข์นี้ มาจากความยึดถือ ที่มีอยู่ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ คืออุปธิ. ร่างกายนี้ก็เป็นอุปธิ คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ; พอเรายึดถือ ร่างกายก็มีความทุกข์. ความรู้สึกคิดนึกในใจ ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ ; พอไปยึดถือเข้าก็เป็นทุกข์.
น.234 อะไรที่มันอยู่ข้างนอก แล้วถูก ยึดถือเอามาเป็นความรู้สึกข้างใน ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือและเป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้น ข้างนอกก็เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ, ข้างในก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้หมด ; เว้น พระนิพพานอย่างเดียว ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. ธรรมบริสุทธิ์ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เรียกว่า อสังขตะ ; นี่ไม่อาจ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. แต่ว่าคนอาจจะไปยึดถือ คนดื้อไปยึดถือ เช่นยึดถือ พระนิพพานก็ได้ ; เขาว่าเอาเองว่า "นิพพานของเรา". ถ้าอย่างนี้ไม่เป็น นิพพาน. ถ้ายังมีความรู้สึกว่านิพพานของเรา อย่างนี้ไม่มีถึงนิพพาน. ต่อเมื่อจิต ไม่ยึดถืออะไร นี่จึง จะเป็นนิพพาน ; เพราะฉะนั้นในนิพพาน จึงไม่มีความยึดถือ แม้ในสิ่งที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, จึงไม่มีความยึดถือสิ้นเชิง. ถ้ารู้ถึงขนาดนี้ ก็เรียกว่า หมดสิ่งที่ควรจะรู้ ; รู้ว่าไม่มีอะไรที่ควร ยึดถือ. ถ้าพูดเป็นภาษาบาลีก็ว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย " - "ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดถือว่าตัวเราว่าของเรา". ทีนี้ ชาวนาไม่ได้เรียนคำกล่าวประโยคนี้ เพราะมีแต่ในพระไตร- ปีฎก ก็ดูเอาเองซิ ว่าอะไรล่ะที่ไปยึดถือเข้าแล้วจะไม่เป็นทุกข์ ? ที่ไปรักเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ ? ที่ไปเกลียดเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ ? มันไม่มี ! ยึดถือด้วยรักก็มีทุกข์อย่างหนึ่ง, ยึดถือด้วยเกลียดก็มีทุกข์อีกอย่างหนึ่ง ; ดังนั้นไม่มีอะไรที่ไปยึดถือเข้าแล้ว จะไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้น คนที่เป็น ชาวนา ก็มีโอกาสที่จะบำเพ็ญ "ปรมัตถปฏิปทา" โดยไม่ต้องเกี่ยวกับ พระไตรปิฎก.
น.235 อย่าเสียใจ อย่าอ่อนใจ ว่าเป็นชาวนา เป็นผู้หญิงหรือเป็นยายแก่ ไม่รู้หนังสือ ; ไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก แล้วจะไม่รู้เรื่องนิพพาน. ขอให้เรียนนิพพานเอาจากทุ่งนา อะไรมีอยู่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แล้วเป็นทุกข์ ก็เรียนจากสิ่งนั้น, แล้วก็เรียนจากสิ่งที่มากกว่านั้น คือความ เป็นพ่อ - เป็นแม่ - เป็นลูกนี่มันน่าเป็นไหม ? เป็นผัว เป็นเมีย น่าเป็นไหม ? เป็นเมียน้อย เป็นเมียหลวง น่าเป็นไหม ? เป็นอะไร เป็นอย่างไหน ก็เรียนเอาเอง ก็แล้วกัน จนเห็นว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเป็น แล้วไม่มีอะไรที่น่าเอา ก็หมายความว่า ไม่มีอะไรที่น่าไปยึดถือ เพื่อจะเอาเพื่อจะเป็น. นี่ก็รู้ ธรรมะหมดทั้งพระไตร- ปิฎก โดยไม่เคยไปแตะต้องพระไตรปิฎก. ปฏิบัติอย่างนี้ อาตมาเรียกว่า "ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ" , ไม่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกส่วนไหนหมด; ไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎกอย่างที่เขาเรียนกัน. แต่ก็สามารถที่จะปฏิบัติในขั้น "ปรมัตถปฏิปทา" ได้ ; จึงเอามาพูดให้ฟังในวันนี้ ให้เสร็จเรื่องเปะ ๆ ปะ ๆ นอกแบบนอกแผนนี้เสียทีก่อน, แล้วครั้งต่อ ๆ ไป ก็จะ พูดแต่เรื่องที่มันมีแบบแผนชัดเจน ; แต่ก็ไม่พ้นจากปริยัติหรือจากพระไตรปิฎก. นี้แปลว่า เรื่องนอกพระไตรปิฎก นี้เราพูดกันเรื่อย ๆ มา เป็นครั้ง ที่ ๖ ถึงวันนี้แล้ว เป็น เรื่องที่ถ้าไม่เอามาพูดก็จะไม่เคยได้ยินก็ได้ ; เพราะว่า ไม่มีเขียนไว้ที่ไหน, เป็นเรื่องที่ไม่มีการเขียนไว้ในคัมภีร์ไหน ; ดังนั้น ต้องเป็น เรื่องที่ต้องสังเกตเอาเอง จากสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมอยู่ จึงเอามาพูดเสียก่อนให้หมด ปัญหา, หมดเรื่องที่นอกพระคัมภีร์. ข้อนี้จะชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิบัติได้ มีการบรรลุมรรคผลได้ โดยที่ไม่ ต้องเกี่ยวกับปริยัติ.
น.236 พอเสร็จแผนกนี้แล้ว ก็จะพูดกันให้ละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องอันเกี่ยวกับ ปริยัติ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มาก มีอะไรมาก มีเทคนิคมาก น่าสนใจมาก ต่อไปใน โอกาสหลัง. วัดนี้พูดเรื่อง "ปรมัตถปฏิปทา" อันสูงสุด แต่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลย; คล้าย ๆ กับนิกายเซ็น อย่างพวกของเว่ยหล่างเขาพูดว่า เซ็นไม่เนื่องกับหนังสือ ไม่เนื่องกับพระไตรปิฎก. ส่วนคนที่เขาอยากจะเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก ก็ทำ ไปพวกหนึ่ง ; แต่พวกที่ไม่สามารถจะเกี่ยวข้อง ก็ยังมีแนวที่จะเอาตัวรอดได้. อย่างนี้จะเรียกว่าเซ็นก็ได้ ไม่เรียกก็ได้. ที่พูดนี้ก็ไม่ใช่เซ็น และไม่เรียกว่าเซ็น ไม่ได้มาจากคัมภีร์ของเซ็น ; แต่ ว่ามาจาก คัมภีร์คือตัวคนเรา นี่แหละเป็นคัมภีร์ที่ดีกว่าอะไร ๆ หมด. คนที่ยังมีชีวิตอยู่ยังเป็น ๆ อยู่ ยังมีกิเลสตัณหา มีความสุข มีความ ทุกข์ นี่แหละคือพระคัมภีร์ที่ดีที่สุด ; พอเปิดอ่านเข้าแล้ว ก็จะพบอย่างนี้ แล้วจะสรุปได้ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น". พออะไรจะเข้ามาเอา - มาเป็น ก็ตวาดมันว่า "ไอ้บ้า ! มาอีกแล้ว" ; มันก็หายไป หดหัวหายไป; เรื่องก็มี เท่านี้เอง. จงมีสติให้ทันท่วงที ที่จะตวาดให้มันกลับไป. อาตมาอยากจะเสนอว่า นี่แหละเหมาะแล้วสำหรับคนแก่ คนเฒ่า คนไม่ รู้หนังสือ ชาวไร่ ชาวนา; เป็น ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลย. โอกาสการบรรยายในวันนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอ โอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลาย สวดคณะสาธยายข้อความที่ส่งเสริมการปฏิบัติ โดยแท้จริง ต่อไป.
Buddhadasa