น.237 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ประจำวันเสาร์ เป็นครั้ง ที่ ๗ ในวันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปรมัตถปฏิปทา กับผู้แตกฉาน ในปริยัติ ; หมายความว่าเราจะพิจารณากันถึงการปฏิบัติในชั้นปรมัตถ์ คือชั้นสูงสุด ว่ามันเกี่ยวข้องกันกับผู้แตกฉานในทางปริยัติอย่างไร ? เราได้พูดถึงเรื่อง ปริยัติว่า เป็นปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการปฏิบัติ และตัวการปฏิบัติก็ยังมีปัญหาอยู่ในตัวเอง ; แม้ในเรื่องของการบรรลุผลของ ๒๑๕
น.238 การปฏิบัติ ก็ยังมีปัญหาตกค้างอยู่ ไม่น้อยเหมือนกัน, แล้วก็ได้ประมวลแบบของ การปฏิบัตินานาชนิด มาดูพร้อม ๆ กันตามที่ได้มีอยู่อย่างไรในโลก. ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้กล่าวถึงปรมัตถุปฏิปทาที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ ; ส่วน วันนี้จะได้กล่าวถึงการที่ เกี่ยวข้องกับผู้แตกฉานในปริยัติ. ถ้าฟังไม่ดีก็จะสับสน ผู้ที่ไม่เคยฟังอย่างติดต่อกันมาก่อน ก็คงจะเข้าใจได้ลำบากบ้าง ; นี้มันเป็นเรื่อง ที่ช่วยไม่ได้ เพราะว่า จะต้องบรรยายติดต่อกันไปตามลำดับ. ยิ่งกว่านั้น โดยแท้จริงแล้ว การบรรยายในวันนี้เกือบจะไม่มีประโยชน์ อะไรเลย; เพราะว่า จะชี้ กันแต่ ในแง่ที่ว่า การปฏิบัติ ในขั้นลึกซึ้งจริงจัง เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน นั้น มีความ เกี่ยวข้องอย่างไรกัน กับผู้แตกฉาน ในทางปริยัติ; ซึ่งในที่สุด จะแสดงไปในทำนองที่ว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือไม่ จำเป็น, หรือถึงกับเป็นอุปสรรคต่อกันเสียเลยก็มี. แต่ขอให้ถือว่า การบรรยายนี้ เป็นการ ทำความรู้รอบตัวให้ครบถ้วน และบริบูรณ์ เท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องที่จะแสดงถึงวิธีปฏิบัติโดยตรง ; เพียงแต่จะ แสดงถึงความยุ่งยากลำบาก ที่สัมพันธ์กันอยู่ ในระหว่างการปฏิบัติจริง ๆ กับการ แตกฉานในทางปริยัติ. ทบทวน การปฏิบัติ โดยไม่เกี่ยวกับปริยัติ ขอให้ทบทวนดูถึงการบรรยายในครั้งที่แล้วมานี้เองว่า การปฏิบัติธรรม ที่เป็นความหลุดพ้นโดยตรง โดยแท้จริงนั้น มีได้โดยไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติเลย และไม่เกี่ยวกับแม้แต่การรู้หนังสือเลย ; หมายความว่าคนไม่รู้หนังสือเลย ไม่เคย
น.239 ๒๑๗ ปรมัตถ์ปฏิปทา กับผู้แตกฉานในปริยัติ ศึกษาปริยัติเลย ก็สามารถที่จะปฏิบัติธรรมะในขั้นหลุดพ้นได้ โดยวิธีต่าง ๆ กัน. ดังที่ได้ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างหลาย ๆ อย่าง : - แม้แต่ว่าจะนั่งคิดปริศนาว่า "ตายเสียก่อนตาย" อย่างนี้มันก็ยังทำ ให้หลุดพ้นได้ ; ถ้าเข้าใจว่า "ตาย" นั้นคืออะไร. หรือแม้แต่จะมีสติ คอยใช้บทมนต์อะไรสักบทหนึ่ง สำหรับตวาดกิเลส ให้กระจายไป; ถ้าทำจริง ๆ อยู่เสมอมันก็ยังเอาตัวรอดได้. หรือแม้ที่สุดแต่ที่จะเรียนจากภายในตัวชีวิตเอง ตั้งแต่ต้นมาจนแก่เฒ่า จนรู้ว่าไม่มีอะไรที่น่าจะไป "เอา" ไป "เป็น" กับมัน ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น ; "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น". ถ้าเห็นจริงในข้อนี้แล้ว จิตก็จะหลุดพ้นได้. นี่คือตัวอย่างของการปฏิบัติในขั้นสูงสุด แต่ไม่ต้องเกี่ยวเนื่องกับปริยัติ ; จนถึงกับว่าชาวนาก็เป็นนักปรัชญาได้ในทุ่งนา; ถ้าว่า เขาเป็นผู้ช่างสังเกตใน สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่เขาในท้องนา. หรือว่าชาวดงอย่างมิลาเรปะ ก็ยังเป็นอาจารย์ผู้สูงสุดได้. บางคน อาจจะยังไม่ทราบว่า เรื่องของมิลาเรปะนั้นเป็นอย่างไร ? มิลาเรปะก็เป็นคน ที่นั่งสงบอยู่กลางดง ฟังเสียงธรรมชาติจากกลางดง นั่งเอามือป้องหู ราวกับว่าจะ ฟังเสียงอะไรให้ถนัด ; ได้ยินอะไรก็ร้อยกรองเป็นถ้อยคำสำหรับจดจำไว้ตั้งมากมาย จนเกิดหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งเรียกว่า "โศลกแสนบท ของมิลาเรปะ" อย่างนี้ เป็นต้น.
น.240 ชาวนาเป็นนักปรัชญาได้กลางทุ่งนา และชาวนาก็เป็นผู้รู้ธรรมะใน ขั้นลึกของจิตใจได้จากกลางทุ่งนา ; นี่ล้วนแต่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการปริยัติ ชนิด ที่กำลังมีอยู่ในโลกเวลานี้. สรุปความแล้ว ผู้รู้ธรรมะก็ต้องการแต่ความจริง คือเป็นคนจริง ต่อตัวเอง, หรือว่าจริงต่อความดับทุกข์ของตนเองเป็นส่วนสำคัญ ; หมาย ความว่ามีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะได้รับสิ่งที่ดีจริง ๆ ที่มนุษย์ควรจะได้รับกันจริง ๆ. ถ้ามีความจริงในลักษณะอย่างนี้อย่างพอเพียงแล้ว สิ่งต่าง ๆ จะเป็นไป ได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีการเล่าเรียน หรือการแตกฉานในทางปริยัติเหมือน อย่างทุกวันนี้; แต่ถ้ามองดูให้ลึกซึ้งแล้ว มันกลายเป็นปริยัติที่ยิ่งกว่าปริยัติ ชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ในตัวเอง หากแต่ว่าไม่พูดออกมาเป็นคำพูด หรือไม่เขียนขึ้น เป็นตัวอักษรเท่านั้น. ขอให้ทุกคนคิดดูเถิดว่า ถ้าเรา เข้าใจอะไรจริงๆ เราก็อาจจะพูด บรรยายเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ จนตลอดชีวิตก็บรรยายไม่หมด. ถ้าว่าชาวนาได้รับ ความเจนจัดในชีวิตของตัวจากการทำนา ความสุข ความทุกข์ ความได้ ความเสีย ความแพ้ ความชนะ ความยุ่งยากลำบากใจเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของ วัวควาย ช้างม้า เหล่านี้ มันเป็นปัจจัยอันสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนเรารู้จักสิ่งที่ เรียกว่า "ธรรม". หรือว่า ถ้าจะพูดกลับกันอีกทีหนึ่งก็ว่า ความเจนจัดในชีวิตนั้นสอนอยู่ ตลอดเวลา ถ้าใครได้ยิน มันก็ได้ยิน ; แต่ถ้าใครไม่ได้ยิน ก็เหมือนกับว่า ไม่ได้สอนอะไรเลย. นี้หมายความว่า ตัวชีวิต นั้นเอง สอนเรื่องของชีวิตอยู่
น.241 ตลอดเวลา ; แต่ว่าคนไม่ได้ยิน พากันหูหนวก ตาบอดไปเสียหมด จึงไม่ ได้ยิน เพราะว่ากิเลสมันห่อหุ้มจิตใจเสียมากมายหลายสิบชั้น ใจจึงไม่สามารถจะ สัมผัสกับความจริงรอบ ๆ ตัวนั้นได้ อย่างนี้ก็มี. หรือ ถ้าเปรียบอีกอย่างหนึ่ง อย่างที่ท่านเปรียบกันว่า : เพราะขี้ ผง เข้าไปในลูกตามากเกินไป ตาก็ไม่เห็นอะไร. ทุกคนก็เคยถูกขี้ผงเข้าตา มาแล้ว แล้วทำให้ตาลืมไม่ได้ แล้วเจ็บปวด มองไม่เห็นอะไร ; ถ้าขี้ฝุ่นเข้าไป อยู่ในตา และถ้าขี้ฝุ่นมันมาก ตาก็ไม่เห็นอะไรเอาเสียเลยทีเดียว. ผู้ที่เป็นปุถุชนก็แปลว่า มีขี้ฝุ่นเต็มตา ; ผู้ที่ดีกว่านั้น กระทั่ง ดีมาก ก็คือว่า มีขี้ฝุ่นในดวงตาแต่เล็กน้อย อย่างที่เรียกว่า อปรชกฺขชาติกา เป็น บุคคลประเภทที่ เมื่อ พระพุทธเจ้า ทรงท้อพระทัยในการแสดงธรรม แต่แล้วก็ ทรงเห็นแก่บุคคลประเภท อปรชกฺขชาติกา นี้เอง. คนบางคนมีขี้ฝุ่นใน ดวงตาแต่เล็กน้อย พอจะมองเห็นอะไรได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงกลับพระทัยว่า เราจะแสดงธรรม. คนเรา หรือสัตว์ทั้งปวง อยู่กันในลักษณะอย่างที่ว่า อะไร ๆ ก็พร้อม ที่จะแสดงความจริงอยู่รอบด้าน เหมือนกับเราชอบพูดกันในที่นี้ว่า ก้อนหินก็ พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ เม็ดกรวดเม็ดทรายก็พูดได้ มดแมลงก็พูดได้ ; แต่เรา ทำไมไม่ได้ยิน? ที่ไม่ได้ยิน ไม่เห็น ก็เพราะว่า หูตาของเรามันไม่ได้พร้อม หรือ เหมาะสมที่จะได้ยิน ; เพราะว่า มี อะไรมาแปดเปื้อน ห่อหุ้ม ปิดบังอยู่ ตลอดเวลา. นี้เป็นปกติธรรมดาของสัตว์ทั่ว ๆ ไป แล้วก็มีเป็นส่วนน้อยที่มัน เบาบาง. ที่พูดนี้ก็หมายความว่า เรื่อง ปริยัติ นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรอื่น ก็คือ เรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่เราควรจะรู้ ควรจะเห็น ควรจะเข้าใจ อันมากมายนั่นเอง.
น.242 ทีนี้ คนไม่มีจิตใจเหมาะสมที่จะเห็น ที่จะรู้ หรือที่จะเข้าใจ, แม้จะ พูดกันอย่างไรก็คงไม่เข้าใจ ; พระไตรปิฎกก็อยู่ในลักษณะที่ต้องเป็นหมันเพราะ เหตุนี้. หรือพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า พระธรรมคำสอน แปดหมื่นสี่พันหัวข้อ, หรือ แปดหมื่นสี่พันประเด็น นี้ก็เป็นหมันอยู่ เพราะเหตุนี้. พูดแล้วก็เหมือนกับว่า ค้านกันเอง ; ปริยัติที่เป็นตัวหนังสือ หรือ เป็นตัวคำพูดนั้น กำลังไม่เป็นประโยชน์อะไร แก่บุคคลที่มีจิตใจไม่เหมาะสมที่จะ ได้ยินปริยัติ ชนิดที่ธรรมชาติจะบอกให้ หรือจะสอนให้. ถ้าว่าคน ๆ หนึ่ง โง่มาก จนไม่สามารถจะสังเกตเห็น ความเปลี่ยนแปลงของเปลือกไม้ ใบไม้ ยอดไม้อะไรสักนิดเดียว, นี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะได้ยินได้ฟังคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรปิฎก. แต่ถ้าเขาเป็นคนช่างสังเกต เห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาในลักษณะต่าง ๆ กัน ตามที่แสดงไว้ตามธรรมชาตินั้นว่า เปลี่ยนแปลงบ้าง ทรุดโทรมบ้าง เกิดขึ้น อยู่บ้าง ตั้งอยู่บ้าง ดับไปบ้าง; หรือลึกซึ้งถึงกับว่ามันไม่เป็นไปตามอำนาจ หรือความต้องการของบุคคลใด ; หรือว่าบางทีมันก็หลอกให้กลัว บางทีมัน ก็หลอกให้โกรธ บางทีมันก็หลอกให้รัก. นี่ถ้าเขา มีจิตใจ มีสมรรถภาพ ถึง ขนาดนี้ เขา ก็เรียนปริยัติได้จากธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีคำพูด โดยไม่ต้อง มีเสียงพูด. เดี๋ยวนี้ปริยัติถูกเขียนขึ้น เป็นตัวหนังสือ เฉพาะที่เป็นบาลีก็ตั้งแปดหมื่น สี่พันธรรมขันธ์, แล้วก็ยังมีอรรถกถาอธิบายบาลีนั้นนับไม่ถ้วน แล้วก็แยกออกไป ๆ จนนับไม่ไหว ; คนก็ยังไม่ได้รับประโยชน์อะไร. นี่ต้องการจะชี้ให้เห็น ในส่วนนี้เป็นข้อใหญ่ จึงได้มีการบรรยายเรื่องนี้ในวันนี้. แต่แล้วก็เชื่อว่า คงจะ
น.243 ไม่มีประโยชน์อะไรแก่บุคคลผู้ใด ที่ต้องการจะปฏิบัติจริง ๆ ; เพียงแต่จะบอก ให้ทราบเป็นความรู้รอบตัว หรือว่าอย่างดีที่สุดก็จะช่วยให้เกิดความไม่ประมาท ได้บ้างเท่านั้นเอง. ขอให้ตั้งใจฟังในความหวังอย่างนี้ก็พอ ซึ่งจะได้กล่าวเป็น ลำดับ ๆ ไปว่า สิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ -ปริยัติ" นั้นคืออะไร. ปรมัตถปฏิปทานั้น คือการปฏิบัติเพื่อประโยชน์อันสูงสุด เพื่อการ บรรลุมรรค ผล นิพพาน, มีทั้งความลึกซึ้ง มีทั้งความยากลำบาก หรืออะไร อยู่มากทีเดียว. แต่มันก็อาจจะง่ายดาย ถึงกับว่ายายแก่ไม่รู้หนังสือ ก็สามารถ ได้รับผลชนิดเดียวกันได้ อย่างที่กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งสุดท้ายที่แล้วมานั้น . ปรมัตถปฏิปทาชนิดนี้ มีได้แม้แก่คนไม่รู้หนังสือ ; แต่แล้วจะมีได้หรือไม่ได้ แก่ผู้ที่แตกฉานในปริยัติเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ก็ขอให้กำหนด เปรียบเทียบกันดู ดังต่อไปนี้ : - ครั้งพุทธกาล ไม่มีปริยัติ อย่างปัจจุบัน ในตอนแรกที่สุด อยากจะพูดถึงครั้งพุทธกาล คือสมัยที่พระพุทธองค์ ยังทรงมีชีวิตอยู่ ; ข้อนี้เมื่อได้ตรวจสอบดูอย่างทั่วถึงแล้ว มองเห็นว่า ในยุค พุทธกาลนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปริยัติ เหมือนอย่างยุคพวกเราทุกวันนี้. ในยุคพวกเราทุกวันนี้มีการศึกษาเล่าเรียนบาลี เรียนนักธรรม เรียน แปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์หมดเลยก็มี แล้วก็มีแพร่หลายด้วย ; ปริยัติ ในลักษณะ อย่างนี้ ไม่มีในครั้งพุทธกาล เพราะยังไม่มีเรื่องอะไรมากมายที่บันทึกไว้. จะมี บ้างก็แต่ เรื่องที่พระพุทธองค์ตรัส คำสั่งสอน โดยเฉพาะ เจาะจงแก่คนบางคน
น.244 แล้วก็เฉพาะคน เฉพาะเรื่อง บางเรื่อง ก็เพื่อประโยชน์แก่บุคคลนั้น หรือกลุ่มนั้น แล้วก็เอาไปปฏิบัติ คือไปนั่งค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้มันลึกซึ้ง ; อย่างที่เรียกว่าทำวิปัสสนา ประกอบกับความรู้ ที่เขามีอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ตามที่ ได้เคยผ่านมาในชีวิตนั้น ๆ. คนครั้งพุทธกาลเขาเข้าใจข้อธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ได้ ในเวลาอันสมควร แล้วก็ได้บรรลุ มรรค ผล ไปตามสมควรแก่อัธยาศัยแห่งตน ๆ ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ ถ้าจะมีก็มีเพียงคำพูดไม่กี่คำ ที่พระพุทธเจ้าตรัส แก่บุคคล เฉพาะคน. ลักษณะอย่างนี้ไม่อาจจะเรียกว่า ปริยัติ ได้เหมือนอย่าง ในสมัยนี้ ; คำพูดนั้นเป็นเพียงคำสอน ที่เราพูดกัน บอกกล่าวกันเฉพาะคน แต่บางคนพูด ๒ -๓ คำก็บรรลุได้. คำพูดชนิดนี้ไม่ควรจะเรียกว่า ปริยัติ; แต่ผู้ที่ลุ่มหลงปริยัติ หรือ เข้าข้างฝ่ายปริยัติ เขาก็จะยืนยันว่า แม้คำพูดสองสามคำนั้น ก็คือปริยัติ. แต่ถ้า เรามาดูตามตัวหนังสือ มันไม่ใช่; เพราะคำว่า ปริยัติ นั้น แปลว่ารอบรู้ คือ ต้องพูดกันจนรอบรู้ไปหมด จึงจะเรียกว่า ปริ ซึ่งแปลว่า รอบ, ยัติ, ยตฺติ ซึ่ง แปลว่า รู้, ปริยัติมันรู้รอบคอบทั่วถึงไปหมด ; เหมือนอย่างที่เรียนกันจบ พระไตรปิฎก จบพระอรรถกถา จบฎีกา แล้วยังรู้อะไรอีกมากมายอย่างในสมัยนี้ นั่นแหละจึงจะเรียกว่าปริยัติ. ถ้าพูดว่า หอปริยัติ ก็คือ หอพระไตรปิฎก พร้อมทั้งบาลี อรรถกถา และฎีกา แสนจะมากมาย ; ฉะนั้น คำพูดที่พระพุทธเจ้าจะตรัสแก่คนสักคนหนึ่ง เพื่อไปปฏิบัติเร็ว ๆ นี้มันไม่ควรจะได้ชื่อว่าปริยัติเลย. ด้วยเหตุดังนี้แหละ อาตมาจึงถือว่า ในครั้งพุทธกาลนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ ; จะมีก็แต่คำพูด เฉพาะเรื่อง เฉพาะคน แล้วก็ไม่กี่คำ.
น.245 สิ่งที่เรียกว่าพ ระไตรปิฎกมีไม่ได้ในครั้งพุทธกาล เพราะว่าท่านยัง ไม่ได้ตรัสอะไรมากมาย ; กว่าจะตรัสหมดก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์ชีพของพระพุทธ- องค์ แม้กระนั้นก็ยังไม่ทันจะได้ทำเป็นพระไตรปิฎก. แล้วตัวพระไตรปิฎกจริง ๆ นั้นเมื่อเอามาพิจารณาดูก็เห็นว่า บางปิฎกนั้นเพิ่งร้อยกรองขึ้นทีหลัง คือหลังจาก พระพุทธเจ้านิพพานแล้วเป็นร้อย ๆ ปี. เรื่องที่พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสจริงนั้น มีแต่เฉพาะเรื่องที่ ตรงไป ตรงมา และก็เฉพาะคน เฉพาะที่จะไปประพฤติปฏิบัติ, ไม่มีการแจกตัวหนังสือ แจกอักษร หรือแจกข้อความอย่างวิจิตรพิศดาร ในแง่ของจิตวิทยาบ้าง ในแง่ ของตรรกวิทยาบ้าง กระทั่งในวิธีของทางปรัชญาอย่างสมัยในปัจจุบันนี้บ้าง. พระไตรปิฎกที่ครบถ้วน อย่างนี้ เพิ่งเกิดมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้วเป็นร้อย ๆ ปีทีเดียว; แม้การแตกฉานในพระไตรปิฎกนั้นก็เพิ่ง มีในยุคหลังต่อมาอีก. แล้วก็มีบางคน เขียนหลอกไว้ เลยว่า มีมาแล้วตั้งแต่ครั้ง พุทธกาล โน้น ; อย่างเรื่องในอรรถกถาธรรมบทนี่ ไปเปิดดูเรื่องแรกทีเดียว ก็จะพบข้อความที่ไม่มีเหตุผล ดังที่กล่าวมาแล้ว. มีข้อความเขียนไว้ ว่า คน ๆ หนึ่งออกบวช บวชเสร็จแล้วก็ไปทูล ถามพระพุทธเจ้าว่า คนที่บวชแล้วนี้จะต้องทำอะไร แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า จะเรียนพระไตรปิฎกทั้งสามปิฎก หรือปิฎกใดปิฎกหนึ่งก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง ; หรือ ว่าจะพิจารณาขันธ์ ธาตุ อายตนะ ในภายในของตน เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ก็ได้ นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง แล้วแต่จะเลือกเอา. แล้วก็มีเรื่องเขียนไว้อีก ว่า คนผู้บวชคนนั้นเขาทูลพระพุทธเจ้า ว่า แก่แล้ว เรียนพระไตรปิฎกไม่ไหว ขอสมัครปฏิบัติ การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ภายใน ร่างกายตนเถิด ; นี่ข้อความเขียนไว้อย่างนี้.
น.246 นี้เป็นเครื่อง ชี้ให้เห็นว่า มีคนได้เขียนไว้ว่า พระไตรปิฎกมีแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ; และยังแถมเขียนลึกลงไปถึงว่า พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าการศึกษาพระไตรปิฎก นั่นก็เป็นหน้าที่ ; นี้มันเป็น เรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล. ครั้งนั้นไม่มีพระไตรปิฎก หรือไม่มีการแตกฉานในพระไตรปิฎก ซึ่งอยู่ในรูปของพระไตรปิฎกในครั้งพุทธกาล ; นี่จึงยืนยันว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติเหมือนอย่างสมัยนี้ ในครั้งพุทธกาล ; พระไตรปิฎกเพิ่งมีทีหลัง. พระ- ไตรปิฎกก็ดี, การแตกฉานในพระไตรปิฎกก็ดี, เพิ่งมีในยุคหลัง ๆ สืบมาเป็น ร้อย ๆ ปี. ครั้งพุทธกาลสนใจกัน แต่เรื่องนิพพาน ทีนี้ ถ้าดูกันอีกในแง่หนึ่ง จะเห็นว่าใน ครั้งพุทธกาล นั้น มีแต่คน หายใจเป็นนิพพาน; ไม่ได้หายใจเป็นพระไตรปิฎก, ไม่ได้หายใจเป็นปริยัติ- ธรรม, หรือว่าเกียรติอันเนื่องด้วยปริยัติธรรมเหมือนคนสมัยนี้. แม้ว่าการศึกษา เล่าเรียนอย่างอื่นจะมีมากในครั้งพุทธกาล ; แต่คนที่มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้หายใจเป็นเรื่องการศึกษาชนิดนั้น. ทุกคนหายใจเป็นนิพพาน หมายความว่าหวังชะเง้ออยู่แต่สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน ; เขาต้องการจะรู้, จะถึง, สิ่งซึ่งเรียกว่า นิพพาน เหมือนอย่าง ว่าคนคอแห้งต้องการจะกินน้ำ และไม่มีใครหวังชะเง้อไปหาพระไตรปิฎก หรือ เรื่องของปริยัติเลย.
น.247 นี่เราอย่าไปเข้าใจผิด หรือไปโยนบาปใส่คนครั้งพุทธกาลให้มากไปนัก เพราะว่าโดยที่แท้เขาหายใจเป็นนิพพานกันทั้งนั้น ; ดังนั้น เขาจึงบรรลุธรรมะ คือบรรลุมรรคผลได้โดยง่าย ชั่วการพูดจาไม่กี่คำ อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะคน อยากน้ำ ก็ย่อมต้องการแต่จะกินน้ำ ไม่ต้องการจะกินอย่างอื่น. นี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสังเกตดูให้เข้าใจไว้ แล้วก็จะตอบปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองว่า ทำไมครั้งพุทธกาล จึงมีคนบรรลุมรรค ผล นิพพาน กันมาก และง่ายดาย ก็เพราะว่าเขาหายใจเป็นนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง. พึงรู้ว่าความหมายของ "นิพพาน” เปลี่ยนได้ตามกาละ ตรงนี้อยากจะบอกให้ทราบว่า คำว่า "นิพพาน" - นิพพานนั้น มีความ หมายเป็นพิเศษ คือว่าเลื่อนชั้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ตามความก้าวหน้าในทาง วิชาฝ่ายจิตใจของมนุษย์. คนก่อนพุทธกาลนมนานก็ต้องการนิพพาน ต้องการ สิ่งที่มีชื่อว่านิพพาน, คนต่อมาก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน. คน ครั้งพุทธกาล ครั้งพระพุทธเจ้านี้ต้องการนิพพาน เพราะว่าคำว่า นิพพาน นั้น แปลว่าเย็นอกเย็นใจ ; เอาความหมายของความเย็น ที่เกิดมา จากการดับความร้อน ของสิ่งที่มีความร้อนเสียได้, และมีความเย็น ;แล้วก็ เอาชื่อ ๆ นี้มาใช้เรียกความสุขทางใจ. เมื่อก่อนนี้ คำว่า นิพพาน - นิพพานนี้ ก็ เป็นชื่อเรียกความเย็น ของวัตถุ ตามบ้านเรือน ที่เป็นของอะไรร้อน ไปจับเข้า มือพอง ; อย่างนี้เขา
น.248 ก็จะพูดว่า "รอให้มันนิพพานเสียก่อน จึงไปจับซิ". หรือว่าของบางอย่างมันร้อน กินเข้าไปปากคอจะพอง ก็ต้อง "รอให้มันนิพพานเสียก่อน จึงจะกินเข้าไปซิ". คนโต ๆ ก็จะบอกลูกเด็กเล็ก ๆ ว่าอย่างนี้ หรือว่าลูกเด็กเล็ก ๆ ก็รู้ ก็พูดเป็น ว่ามันนิพพานแล้ว กินได้แล้ว ฉันจะกินละแม่ อย่างนี้เป็นต้น. นั่นแหละ คำว่า "นิพพาน" มีความหมายเป็นความเย็น ของสิ่งที่มีความร้อน พูดอยู่ ตามบ้านเรือน. ต่อมาคนเขารู้เรื่องทางจิตใจ เขาก็อยากจะมี ความเย็นในทางจิตทางใจ เขาไม่มีคำอื่นจะเรียก และไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำอื่นเรียก ; เพราะคำว่าเย็น - เย็น นั่นแหละเอาไปใช้ได้ ; แต่มีความหมายว่าให้มันเป็นความเย็นทางจิตใจ ไม่ใช่ ความเย็นของวัตถุ เช่น ถ่านไฟหรือข้าวต้ม เป็นต้น; เมื่อเขาพบความเย็นใจ ชนิดที่มากไปกว่าธรรมดา เขาก็เรียกนั้นว่า เป็นความเย็นใจ. คนพวกแรกที่สุด ตามที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์นั้น ได้ถือ เอาความ สมบูรณ์ในเรื่องทางกามารมณ์ว่าเป็นนิพพาน ; เพราะว่าความกระหายในทาง กามารมณ์เป็นความร้อน ถ้าได้อย่างใจมันก็เย็น หรือหยุดไปพักหนึ่ง. นี้ก็ด้วย มีความคิดว่า ถ้าสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยให้ระงับความรู้สึกทางกามารมณ์ ให้ลดเย็นลง ได้แล้ว นี้ก็จะเรียกได้ว่าเป็นนิพพาน ; เขาจึงหวังได้รับการบำรุงบำเรอให้ถึงที่สุด ในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทางอายตนะนี้ ว่าเป็นนิพพานกันมายุคหนึ่ง แล้วกระหายกันทุกคน. ต่อมา เกิด มีคนพิสูจน์ ให้เห็น ว่าอย่างนี้มันยังไม่เย็น ; มัน จะ ต้องทำที่จิตใจให้เย็น คืออย่าไปกระหายที่กามารมณ์ จึงได้ เกิดวิธีทำสมาธิ ที่จะระงับเสียซึ่งความรู้สึกทางกามารมณ์ ที่เรียกว่า กาเมทิ อกุสเลหิ วิวิจฺจ
น.249 - สงัดเสียจากกามารมณ์ และจากอกุศลธรรม แล้วก็ได้ปฐมฌาน ; ก็เลยเอา ฌานนี้เป็นนิพพานกันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจตุตถฌานซึ่งสงบมาก ถึงขนาด ที่ว่าไม่ต้องหายใจ, ก็มีนิพพานในจตุตถฌานกันมาเรื่อย ๆ ทุกคนก็หายใจเป็น นิพพานอย่างนี้. แต่ว่าสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน นั้น เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นมาตามลำดับ ๆ อย่างนี้ จนกระทั่งในครั้งพุทธกาลนั้น มีผู้ค้นพบสูงไปถึง เนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ ; อย่างที่เราได้อ่านพบในพระพุทธประวัติว่า พระพุทธเจ้าออกบวชแล้วไป ศึกษานิพพานกับอุทกดาบสรามบุตร นี้ก็สอนได้เพียง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่านี้เป็นนิพพาน. เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้น สงบรำงับมากจนถึงขนาดที่เรียกว่า ตายแล้วก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ; เพราะไม่มีความรู้สึกเหมือนอย่างคนเป็น ๆ แต่ว่า จะตายแล้วก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ตาย; อาจารย์สอนให้ว่า นี้เป็นนิพพาน. พระสิทธัตถะได้ศึกษา และพยายามกระทำจนได้อย่างที่อาจารย์สอน ; แต่แล้วก็พบว่ายังไม่ใช่นิพพานแน่. ด้วยสติปัญญาของพระพุทธเจ้า ท่านทรง ทราบได้ว่า นี้ยังไม่ใช่ความดับเย็นอันเด็ดขาดและสูงสุด ; ท่านจึงละทิ้ง อาจารย์นั้น และก็ไปค้นหาของท่านเอง จนพบนิพพานชนิดของท่านเอง คือความ หมดสิ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวง จึงจะเรียกว่านิพพาน. นี่ ขอให้พิจารณาตามเรื่องราวเหล่านี้ ให้พบเสียก่อนว่า คนในครั้ง พุทธกาลนั้น เขาหายใจเป็นนิพพาน ; เมื่อนิพพานยังต่ำ ๆ อยู่ เขายังรู้ขนาดนั้น เขาก็ยังหายใจเป็นนิพพานชนิดนั้น, รู้นิพพานสูงขึ้นมา ก็หายใจเป็นนิพพาน สูงขึ้นมา.
น.250 ในครั้งพุทธกาลก็หายใจเป็นนิพพาน อยากจะได้นิพพาน ทั้งที่ยัง ไม่รู้ว่าอะไรจะเป็นนิพพานจริงๆ; ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น และตรัสรู้นิพพาน จริง ๆ แล้วก็สอนให้ คนก็เข้าใจ ; นิพพานมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง ว่าของที่ ร้อนกว่าไฟ หรือร้อนไปเสียกว่ากามารมณ์นั้น คือกิเลสที่เป็นทุก ๆ ประเภท ของกิเลส. สรุปแล้วก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ; สรุปให้สั้น อีกทีก็เหลือแต่ ความยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าความยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้โลภก็ได้ ให้โกรธก็ได้ ให้หลงก็ได้. ฉะนั้น ถ้าทำลายอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นได้ ก็หมายความว่าทำลายกิเลสได้หมดจดสิ้นเชิง จึงมีวิธีที่จะทำลายอุปาทาน ดับอุปาทานในทุกประการได้ แล้วก็เป็นนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่าน ทรงสอนเรื่องนิพพาน ในขณะที่ทุก ๆ คนกำลัง หายใจเป็นนิพพาน, และเมื่อคนได้รับความรู้เรื่องนิพพานของพระพุทธเจ้ากันแล้ว คนก็ยิ่งหายใจเป็นนิพพานกันมากยิ่งขึ้น ด้วยการบอกต่อ ๆ กันไปว่า เดี๋ยวนี้เป็น นิพพานจริงแล้ว; พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในโลกแล้ว เป็นการสอน นิพพานที่แท้จริงแล้ว คนก็หายใจเป็นนิพพานกันมากขึ้น ดังนั้น การสอน เรื่องนิพพานของพระพุทธเจ้าจึงได้ผล คือมีผู้ได้บรรลุนิพพานนั้น โดยไม่ต้อง มีสิ่งที่เรียกว่าปริยัติ เหมือนอย่างทุกวันนี้. นี่แหละขอให้เข้าใจเถอะว่า ในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างนี้ ไม่มีปริยัติ เหมือนอย่างที่เรากำลังมีเดี๋ยวนี้ แต่คนก็บรรลุนิพพาน.
น.251 ยุคต่อมา ปริยัติมีมากขึ้น ทีนี้ ในยุคต่อมาอีก ต่อมาอีกเป็นร้อย ๆ ปีตามลำดับมานี้ ปริยัติยิ่ง หนาขึ้น ๆ ๆ คือปริยัตินี่ ยิ่งตกมากขึ้น กว้างขวางมากขึ้น ; พระไตรปิฎกก็ ถูกทำให้สมบูรณ์เป็นพระไตรปิฎก ในประมาณ พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ พระไตรปิฎก ก็อยู่ในรูปพระไตรปิฎกอย่างที่เราเห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้. ต่อมา อีกก็ เกิดคัมภีร์อรรถกถา ขยายความในพระไตรปิฎกขึ้นมามากมาย ท่วมหัวท่วมหู. ต่อมาก็ เกิดคัมภีร์ฎีกา อธิบายอรรถกถานั้นอีก, แล้ว เกิด คัมภีร์อนุฎีกา อธิบายคัมภีร์ฎีกานั้นอีก, ทางวินัยก็เกิดโยชนา หรือคำอธิบาย โยชนาต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย. คำพูดที่มีอยู่ไม่กี่คำนั้น เกิดเป็นพระไตรปิฎกแปดหมื่นสี่พันพระ- ธรรมขันธ์ ขึ้นก่อน, แล้วก็เกิดคำอธิบายพระไตรปิฎกเป็นอรรถกถา เป็นฎีกา เป็นอนุฎีกา เป็นโยชนา ไม่รู้กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านประโยค ก็ได้ นี่เรียกว่า ปริยัติมันหนาขึ้นดกขึ้น. ทีนี้ ก็เกิดปริยัติประเภทที่เรียกว่า ปกรณ์พิเศษ หรือวิเศษ คือเรื่องที่ แต่งขึ้นทีหลังเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกพระไตรปิฎก ; เช่น คัมภีร์มิลินทปัญหา เขาก็เก็บเรื่องต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกมาร้อยกรองเข้าเป็นรูปถาม- ตอบ เรียกว่า มิลินทปัญหา นี้ก็เป็นปกรณ์วิเศษ, กระทั่งมีคัมภีร์วิสุทธิมรรค เกิดขึ้นเป็น คัมภีร์ใหญ่ ; นี้ก็เป็นคัมภีร์ประเภทปกรณ์วิเศษ. คัมภีร์ประเภทปกรณ์วิเศษนี้ ก็เกิดขึ้นมามากมาย ; นี้ก็เรียกว่า ปริยัติมันก็ดกขึ้นหนาขึ้น.
น.252 นวังคสัตถุศาสตร์เป็นคำเก่าก่อนพุทธกาล นำมาใช้เป็นปริยัติด้วย มีคำอยู่คำหนึ่ง ซึ่งถ้าทราบไว้บ้างก็จะดี คือคำว่า นวังคสัตถุศาสตร์ คำนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธภาษิตเคยกล่าวถึงคำ ๆ นี้ว่า นวังคสัตถุศาสตร์ มีอยู่ ๙ อย่างคือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลลธรรมะ. สำหรับ สุตตะ คือเรื่องที่พูดไว้เป็นสูตร ๆ เป็นเรื่อง ๆ สมบูรณ์ เรียกพระคัมภีร์ประเภทนี้ว่า พระสูตร หรือ สุตตะ. ถ้าแต่งไว้ในลักษณะเป็นคำขับร้อง ก็เรียกว่า เคยยะ. ถ้าแต่งไว้ในลักษณะเป็นคำร้อยแก้วธรรมดา ๆ ก็เรียกว่า เวยยากรณะ. ถ้าแต่งไว้ในลักษณะ เป็นกาพย์กลอนโคลงฉันท์ ก็เรียกว่า คาถา, ถ้าเป็นคำที่ตรัสไว้เป็นคำพลั้งปาก ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ก็เรียกว่า อุทาน : พุทธอุทานอย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเป็นคำที่ต้องอ้างว่า พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้ ต้องขึ้นต้น อย่างนี้ คล้าย ๆ กับว่ามันไม่ค่อยจะมีหลักฐานมากนัก คำพูดประเภทนี้ก็เรียกว่า อิติวุตตกะ, ถ้าเป็นคัมภีร์ที่สอน โดยยกเอาเรื่องราวของชาติก่อน ๆ มาเป็นเครื่อง ประกอบเพื่อจะได้พูดอะไรให้กว้างขวาง คัมภีร์อย่างนี้เรียกว่า คัมภีร์ชาดก. ถ้าข้อความใดเป็นไปในลักษณะที่ว่า น่าอัศจรรย์มาก ผิดธรรมดามาก ข้อความเหล่านี้ก็จะเรียกว่า อัพภูตธรรมะ.
น.253 ถ้าข้อความใดกล่าวไว้ไปในรูปที่ว่า เป็นคำถามที่หนึ่ง แล้วเป็นคำตอบ ทีหนึ่ง เป็นคำถามทีหนึ่ง แล้วเป็นคำตอบทีหนึ่ง อย่างนี้ก็เรียกว่า เวทัลละ. รวมกันเป็น ๙ อย่าง นี้ก็เป็นลักษณะของปริยัติ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรมะ เวทัลละ ; นี้เป็น ลักษณะของปริยัติแท้ , ปริยัติอย่างยิ่ง, หรือปริยัติที่จัดรูปโครงให้เป็นอย่างดี ยิ่งขึ้นไปอีก. คำชนิดนี้มีอยู่ในรูปพระพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าตรัสถึง แต่มิได้ ยืนยันว่ามีการจำแนกอย่างนี้ในขณะนั้น คือในขณะที่พระพุทธองค์ทรงมี พระชนม์ชีพอยู่ ; เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวอ้าง ในฐานะเป็นคำเก่า ก่อนหน้านี้มีใช้อยู่ทั่ว ๆ ไป. หมายความว่าในระบบศาสนาหนึ่ง ๆ หรือศาสดาหนึ่ง ๆ มีคำสอนมากมาย แล้วคำสอนเหล่านั้น อาจจะจัดเป็นแผนก ๆ ๆ ๆ หรือเป็น ลักษณะ ๆๆ ได้ ๙ ลักษณะอย่างนี้ต่างหาก. ทีนี้ เมื่อพระพุทธองค์จะตรัสถึงสิ่งเหล่านี้ ก็ ตรัสถึงในลักษณะที่เอา มาอ้างว่า นี้มัน เป็นปริยัติ เต็มตัว ; แล้วถ้าว่า ใครจะไปเกี่ยวข้องกับปริยัติ ก็อย่าให้มันกลายเป็นงูพิษขึ้น. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสติเตียนปริยัติ โดยกำเนิด ของปริยัติ ; แต่ว่า ตรัสติเตียนปริยัติที่เรียนแล้วไม่มีการปฏิบัติ. มีคำตรัสเรียกว่าเป็น ปริยัติของคนกำมือเปล่า ; หมายความว่า เป็น โมฆบุรุษที่ประหลาดที่สุด คือโมฆบุรุษที่รู้พระไตรปิฎก แต่แล้วไม่มีประโยชน์ อะไร ; สู้ผู้ที่ไม่รู้พระไตรปิฎก แต่ว่ามีจิตใจที่บรรลุธรรมไม่ได้. ท่านตรัส
น.254 เรียกว่าโมฆบุรุษ หรือบางทีก็เรียกว่า พวกกำมือเปล่า; ที่เรียกอย่างนี้คือเรียก ผู้ที่จบพระไตรปิฎก อย่างที่เป็นกันอยู่ปัจจุบันนี้. ถ้าเป็นครั้งกระโน้น ก็หมายความว่า เขารู้หมดในเรื่องคำกล่าว คำสอน อะไรต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า และหมายความว่าใช้ได้ตลอดมาถึงยุคหลัง ๆ. ถ้าใครรู้พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อะไรหมดสิ้น กระทั่งแตกฉานที่สุด ; แต่แล้ว จิตใจไม่มีความสูงในทางที่จะละกิเลสได้ บ้างเลย ; ท่านเรียกคนทั้งหมด นี้ว่า "โมฆบุรุษ" คือคนที่เป็นโมฆะ, หรือบางทีก็เรียกว่า "คนกำมือเปล่า" ในมือนั้นไม่มีอะไรที่เป็นสาระ. ยุคปัจจุบัน รุ่งเรืองด้วยปริยัติ มาถึงสมัยนี้ เราก็มีคนชนิดดังกล่าวมานั้นกันมากขึ้น เรียนจบพระ- ปริยัติ แต่แล้วก็ ยังเป็นคนกำมือเปล่า ; คือ ไม่มีเนื้อในที่เป็นเรื่องของธรรมะแท้ ที่เป็นการละกิเลสได้. เรามีคนที่เรียกว่ารู้มากยากนานนี้มากขึ้น คือรู้มากจน ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร. บางทีเราก็มีคำพูดว่าพระไตรปิฎกเดินได้, หรือตู้ พระไตรปิฎกที่เดินได้ ; หมายความว่าคนบางคนรู้จบพระไตรปิฎก จึงเป็นตู้ พระไตรปิฎกเดินได้ แต่ก็เป็นตู้พระไตรปิฎกเท่านั้น ไม่มีการรู้ธรรมะใด ๆ ที่จะ บรรเทาหรือลดกิเลสได้. นี่ ยุคปัจจุบัน เรียกว่า รุ่งเรืองด้วยปริยัติ, เรียกว่าปริยัติรุ่งเรืองถึงขีด สูงสุด มีการรุ่งเรืองกว้างขวางออกไปในต่างชาติ ต่างภาษา, แล้วก็ต่อสู้แข่งขันกัน
น.255 ในการที่จะก้าวหน้าในทางปริยัติ ระหว่างประเทศนั้น ระหว่างประเทศนี้; จนถึง กับว่าปริยัตินี้มันขึ้นหน้า ปริยัตินี้มันครอบคลุมไปหมด. ปริยัติจึงปิดบังปฏิบัติ ให้สูญหายไป ปริยัติจึงปิดบังปฏิเวธ ให้ไม่มีทางที่จะปรากฏออกมาได้ ; เพราะว่า ปริยัติตกหนาเกินไป จึงปิดบังการปฏิบัติ ไม่ชวนให้เกิดการปฏิบัติ ; เมื่อ ไม่มี การปฏิบัติ แล้ว ปฏิเวธก็ไม่มี. เกี่ยวกับคำ ๓ คำนี้ ก็อยากจะให้สังเกตดูอีกนิดหนึ่งว่า คำว่า ปริยัติ แปลว่า รู้รอบไปหมด, แต่คำว่า ปฏิบัติ มันแปลว่า ไปเฉพาะ, เดินไปเฉพาะ หรือไปเฉพาะ ไม่ใช่ว่าทั้งหมด. ทีนี้ พอคำว่า ปฏิเวธ ก็แปลว่า แทงลงไป เฉพาะ ไม่ใช่ว่าทั้งหมด ; แต่ส่วนปริยัตินั่นใช้คำว่า รู้ทั้งหมด รู้พันเรื่อง รู้ร้อยเรื่อง รู้หมื่นเรื่อง แสนเรื่อง ก็เรียกว่า ปริยัติได้. แต่พอถึงที่ปฏิบัติ กลายรูป เป็นปฏิบัติ "เข้าไป" หรือ "ถึงเฉพาะ" เท่านั้น เฉพาะอย่างเดียว เรื่องเดียวเท่านั้น, พอถึงปฏิเวธก็ว่า รู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะเรื่องนั้น คือเรื่องที่ตนรู้เท่านั้น คำว่า "ปริ" ไม่มาเกี่ยวข้องอีกต่อไป. นี่ เมื่อดูจากถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า คำว่า ปริยัติ นั้น มากจน นับไม่ไหว จะเรียกว่าเฟ้อก็ได้ เพราะมันมีคำบอกอยู่ข้างหน้าแล้วว่า ปริ -ปริ - รอบไปหมด ; แต่พอมาถึงปฏิบัตินี้ ปฏิเวธนี้เหลือแต่ ปฏิ -ปฏิ คือมันเจาะจง ลงไปเพียงสิ่งเดียว. อาการตามธรรมชาติจึงมีอยู่ในตัวเองว่า ปริยัตินี้สามารถ ที่จะขึ้นหน้า หรือว่าปิดบังปฏิบัติเมื่อไรก็ได้ ; แต่เมื่อไม่มีปฏิบัติแล้ว ปฏิเวธ ก็ไม่มี. นี่แหละถึงแม้ว่าเราจะมีตู้พระไตรปิฎกที่เดินได้ ก็ไม่น่าชื่นใจอะไร ; ระวังให้ดี ๆ ว่า แม้เราจะฉลาดเฉลียว จนได้รับสมัญญาว่าเป็น "ตู้พระไตรปิฎก
น.256 เดินได้" นี้ก็อย่างพ่อดีใจ เพราะว่าปริยัติมีแต่จะ งอกงามขึ้นขีดบังการปฏิบัติ. พวกตู้พระไตรปิฎกเดินได้นี้ ก็คือรู้ปริยัติไปหมด ไม่ว่าจะถามถึงข้อไหน ประโยค ไหน บรรทัดไหน รู้หมด ; แต่แล้วมันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเลย. พอไปถามถึง เรื่อง มรรค ผล นิพพาน แก่ "ตู้พระไตรปิฎกที่เดินได้" นี้ ก็อธิบายอย่างอื่น. เดี๋ยวนี้ก็เห็นชัดอยู่ว่า หนังสือบางเล่ม ต้องระบุชัดลงไปว่า "นิพพาน โดยภูมิปริยัติ" คือว่าเรื่องนั้น เรื่องนี้โดยภูมิปริยัติ ; คือพูดกันเสียให้แน่ เสียก่อนว่า นี้จะพูดแต่ในลักษณะหรือแนวของปริยัติ แล้วเขาก็อธิบายเรื่องนิพพาน เป็นต้นนี้ เป็นวรรคเป็นเวรมากมายละเอียดลออลึกซึ้ง แต่ในภูมิปริยัติทั้งนั้น. การอธิบายโดยบุคคลที่ไม่เคยบรรลุนิพพานจริง ๆ ก็อธิบายได้มาก แล้วก็น่าฟังด้วย และก็แยบคายด้วย แล้วก็อ้างพระไตรปิฎกได้เป็นกุ้งเป็นแคว ; นี่เรียกว่านิพพาน โดยภูมิปริยัติ. ส่วน นิพพานจริงนั้น เป็นนิพพานของนิพพาน คือของจิตใจที่รู้สึก. ทีนี้คนที่บรรลุนิพพานจริงๆ ถ้าไปถามเขาว่า นิพพานเป็นอย่างไร ? เขาก็ หุบปากใส่หน้าให้ ว่า นิพพานเป็นอย่างนี้ ; เพราะเขารู้รสของพระนิพพานถึงที่สุด แต่แล้วเขาพูดเป็นตัวหนังสือไม่ได้. เพราะว่านิพพานจริงหรือธรรมะจริง นั้นพูด เป็นตัวหนังสือไม่ได้ ; ถ้าสมมติว่าพูดออกมาได้ บรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือ ก็ไม่เหมือนกับนิพพานโดยภูมิปริยัติ ที่ "ตู้พระไตรปิฎกเดินได้" นั้นพูด. นี่ขอให้เข้าใจไว้ว่า นิพพานที่บรรยายโดยนักปริยัตินั้นก็มีมากมาย แล้วก็น่าฟัง แต่ นิพพานที่บรรยายโดยบุคคล ผูลุถึงนิพพานจริง ๆ นั้น กลับ บรรยายไม่ได้ เพราะไม่มีคำพูดที่จะใช้ ; เพราะว่า คำพูดนี้มีพูดกันแต่คนที่ไม่ นิพพาน. ฉะนั้นคนที่นิพพานจริง ๆ จึงต้องพูดด้วยการหุบปาก และ นิพพานที่ บรรยายด้วยการหุบปากนั้นเป็นนิพพานจริง.
น.257 ยุคปัจจุบัน ยิ่ง มีปริยัติที่หนาขึ้น ดกขึ้น หนาขึ้น ดกขึ้น จนมี พระไตรปิฎก หรือว่าตู้พระไตรปิฎกที่เดินได้ ; ถ้าจะ อธิบายอะไร ก็ต้องอธิบาย หยอดท้ายไว้ว่าภูมิปริยัติ, มรรคผลในภูมิปริยัติ, นิพพานในภูมิปริยัติ, หรือ อะไรก็ต้องพูดว่าภูมิปริยัติ, ซึ่งอธิบายไปตามพระไตรปิฎก. นี่เรียกว่าปริยัติ รุ่งเรืองขึ้นมาในลักษณะอย่างที่เรียกว่าท่วมท้น ; มีการศึกษา มีการแข่งขันกัน ในการศึกษาระหว่างนิกายก็มี ระหว่างประเทศก็มี. โรงเรียนปริยัติธรรมก็เจริญ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาก็เจริญ ; แต่แล้วจะเป็นไปในรูปตู้พระไตรปิฎกเดินได้ กันไปทั้งนั้น. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ. เปรียบเทียบระหว่าง ปริยัติกับการตามรอยพระอรหันต์ เอาละ ทีนี้ก็จะลองพูดถึงการเปรียบเทียบว่า ถ้าจะพูดถึงการตามรอย พระอรหันต์กัน นี่จะต่างกันอย่างไร ในระหว่างปริยัติ หรือว่าตู้พระไตรปิฎกเดินได้ กับการตามรอยพระอรหันต์ของบุคคลที่ไม่รู้ปริยัติเลย. บุคคลที่ไม่รู้ปริยัติเลย ระบุลงไปว่า คุณยายแก่มากแล้ว ไม่รู้หนังสือด้วย ไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรมากมายนัก เพียงแต่รู้จักปฏิบัติว่า ระวังในการ ที่จะไม่ไปหลงเอาอะไรเข้า ไปเป็นอะไรเข้า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น เราจะอยู่อย่างเหมือนคนตายแล้ว การตามรอยพระอรหันต์ของคนคนนี้เป็น อย่างนี้ ; พูด ๒ - ๓ คำ ก็จบ. ทีนี้ การตามรอยพระอรหันต์ของนักปริยัติ โดยภูมิปริยัติแล้ว จะมี เรื่องพูดไม่หวาดไม่ไหว ; ถ้าจะแบ่งเป็นชั้น ๆ แล้ว ก็จะนับด้วยสิบ ๆ ชั้น หรือร้อย ๆ ชั้น.
น.258 เช่นว่าถ้าจะพูดกัน ตามภูมิปริยัติ การตามรอยพระอรหันต์ก็จะต้องขึ้น ต้นด้วยว่าได้ข่าวดีแล้วก็ออกไปบวช พอออกไปบวช จะประพฤติพรหมจรรย์ ก็ต้องมีศีล. ศีลนี่อย่างน้อยก็เป็น ๔ ศีล คือ ปาฏิโมกข์สังวร อินทรีย์สังวร อาชีวปริสุทธิ จตุปัจจยปัจจเวกขณะ. ปาฏิโมกข์สังวร สำหรับภิกษุก็ต้อง ๒๒๗ ข้อเข้าไปแล้ว, สำหรับ ภิกษุณีก็ ๓๑๑ ข้อเข้าไปแล้ว แล้วยังมีนอกปาฏิโมกข์เข้าไปอีก นับด้วยร้อย ด้วยพัน ; เพียงแต่ปาฏิโมกข์สังวรกับสิ่งที่ประกอบกันอยู่นี่ ก็นับได้ร้อยได้พ้นแล้ว. อินทรีย์สังวร ก็ต้องมานึกแจกออกไปเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สังวรอย่างไร สังวรส่วนไหน สังวรอะไร ; อินทรีย์สังวรก็หลายสิบเรื่อง เข้าไปแล้ว. อาชีวปริสุทธิ ก็ต้องเรียนเรื่องอาชีพอย่างไร สุทธิอย่างไร หลายๆ ข้อ หลาย ๆ สิบข้อ. จตุปัจจัยปัจจเวกขณะ ก็ต้องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช เป็นอย่างไร. นี่จะต้องพิจารณาอย่างไร พิจารณาปฏิกูล พิจารณาเป็นธาตุ พิจารณาเป็นอนัตตา ; นี่มันก็หลายประเด็น หลายสิบประเด็น หลายร้อยประเด็น. นี่เพียงแต่ศีลมีอยู่ ๔ พวก แต่ละพวกก็นับเป็นร้อย ๆ ประเด็น ; นี่ปริยัติ แล้วก็ได้แค่ศีล ก็เวียนหัวจนไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร. มีศีลแล้วก็ต้อง มีธุดงค์ ธุดงค์ก็มี ๑๓ ข้อ แต่ละข้อก็แจกลูกออกไป ได้มาก แต่อย่างน้อยก็มี ๑๓ หัวข้อ.
น.259 แล้วทีนี้ก็ ต้องปฏิบัติอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค อะไรอีกมากมายจนกว่าจะมาถึงสมาธิ. สมาธิ ก็มีปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แล้วก็ต้อง แจกออกไปอีกมากในอย่างหนึ่ง ๆ. ทีนี้ก็ เจริญวิปัสสนา จะเกิดญาณนานาชนิด นับด้วยร้อยด้วยพันก็ได้ ; อย่างวิปัสสนาญาณ ๙ นี้ รวบรัดเต็มที แล้วก็ยังตั้ง ๙. แล้วในอย่างหนึ่งนั้นก็ ยังแจกลูกได้อีกมากมาย, แล้วยังจะต้องเป็นบรรลุผล เป็นพวกมี อิทธิปาฏิหาริย์ หรือว่าไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ หรือว่า มีมรรคผล อย่างนั้น มี สังโยชน์ อย่างนี้กัน แปลว่า เต็มไปด้วยหัวข้อนับด้วยพันด้วยหมื่นด้วยแสนก็ได้ ; นี่การตามรอยพระอรหันต์ โดยภูมิของปริยัติ มีอยู่อย่างนี้. แต่ การตามรอยพระอรหันต์ของคุณยาย นั้น มีประโยคเดียวว่า "กูไม่ เอากับมึง" เท่านี้ ประโยคเดียวนี้ ; พออะไรมันแว่วมาจะเป็นกิเลสในจิตใจ แล้วก็ มีคำพูดประโยคเดียวว่า "กูไม่เอากับมึง" ก็รักษาสภาพเดิมของจิต ไว้ได้ และมีอยู่อย่างนี้เรื่อยไปก็บรรลุธรรมะ แล้วจะได้มากกว่าที่โดยภูมิ ปริยัติเสียอีก. เพราะเหตุไร ? เพราะว่าเรื่องของปริยัตินั้น มันมีเสน่ห์ที่หลอกล่อ ให้เขวออกข้างทางเสมอไป. คิดดูเถอะเดี๋ยวนี้ถ้า ใครจะปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนานี้ เขาบอกว่าต้อง เรียนพระอภิธรรมให้แตกฉานเสียก่อน. อาตมาไม่เชื่อ เพราะว่า ถ้าเรียน พระอภิธรรมแตกฉานก่อน มันก็ต้องเท่าไรล่ะ สี่หมื่นสองพันพระธรรมขันธ์ เข้าไปแล้วจะแตกฉานเมื่อไร ได้อย่างไร. แล้วกลับยังพูดว่าต้องเรียนพระอภิธรรม เสียก่อนจึงจะมาทำวิปัสสนาได้ มันก็น่าหวัว.
น.260 พึงรู้จัก เรือนจำ ของนักปริยัติ ตามรอยพระอรหันต์แบบนี้ แล้ววิปัสสนานี่ เขาให้ประกาศนียบัตรด้วย : บรรลุมรรคผลชั้นไหน แล้วก็เคลื่อนไปตามถนนหนทาง ตามบ้านตามช่อง, กระทั่งเป็นวิปัสสนาฝูง สมัครทำกันเป็นฝูง ๆ ไปไหนก็ไปเป็นฝูง ยกกองไปเป็นฝูง เป็นกองทัพธรรม ยกธงชัยของพระอรหันต์ ของพวกวิปัสสนา. นี่มันเปลี่ยนรูป เป็นอย่างนี้ เห็นไหม? ด้วยอำนาจของปริยัติ ที่พูดผิดเพียงคำเดียวว่า "จะปฏิบัติ วิปัสสนาต้องเรียนพระอภิธรรมก่อน". อภิธรรมเป็นปริยัติเฟ้อ แล้ว บังคับให้ไปเรียนพระอภิธรรมก่อน แล้วจึงมาทำวิปัสสนา ก็เลยเป็นวิปัสสนาเฟ้อ, มีเรื่องที่บานปลายออกไปทุกที ๆ ; เสน่ห์ของปริยัติมันเป็นอย่างนี้. ฉะนั้น จะเรียกด้วยชื่อใหม่ว่า เสน่ห์ของปริยัติ เป็นคุกตะราง เป็นเรือนจำของนักปฏิบัติ, ปริยัติเป็นคุกตะราง มันกักตัวนัก ปฏิบัติให้ติดตายอยู่ที่นั่น ; เพราะว่าพอเป็นปริยัติแล้ว ก็จะต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ ใคร ๆ ก็นิยมนับถือคนรู้มาก. นักปริยัติ เป็นเปรียญ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค เป็นเจ้าคุณ เป็น เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วก็เต็มไปด้วยลาภสักการะ เต็มสลอนไปด้วยแม่ยาย พ่อตาในอนาคต. พูดอย่างนี้คงจะฟังง่ายดี ; แล้วก็จะหลุดไปได้อย่างไร มันก็ เป็นคุกตะราง ของปริยัติ ที่ขังนักปฏิบัติไว้. ประเพณีก็มีพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นอย่างมากแก่ผู้ที่แตกฉานในปริยัติ มีเกียรติยศ ; จะไปต่างประเทศอย่าง มีหน้ามีตา. นี่ปริยัติเป็นคุกตะรางอย่างนี้ ที่จะกันคนมิให้ออกไปสู่ปฏิบัติ.
น.261 ๒๓๙ ปรมัตถ์ปฏิปทา กับผู้แตกฉานในปริยัติ ความเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนา เพื่อเหตุบางประการ ทำให้ขาดปฏิบัติ เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงพระพุทธศาสนาเรา ก็ กระทบ กระเทือนอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติ ปรมัตถปฏิปทา การปฏิบัติถูกกระทบกระเทือน เพราะปริยัติในลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้; ที่จริงควรจะมีประโยชน์ที่สุด โดย นิตินัยหรือโดยทฤษฎี ปริยัติควรจะมีประโยชน์ที่สุดแก่การปฏิบัติ. แต่โดยทาง ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่จริงมันกลับตรงกันข้าม ; พอรุ่งเรืองด้วยปริยัติ ก็ไปติดคุก ของปริยัติหมด ไม่มีใครออกมาอยู่ป่า. ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดเป็นหน้ามือกับ หลังมือ ในเมื่อไปเทียบกันกับครั้งพุทธกาล เดี๋ยวนี้ศาสนาซึ่งเรียกว่า พุทธศาสนา นี้ เ ป็นพุทธศาสนาอีกแบบ หนึ่ง ถ้าพระพุทธเจ้าท่านมาเห็นแล้ว ท่านคงจำไม่ได้ ; ท่านคงจำไม่ได้ว่า นี่คือพุทธศาสนา เพราะว่า พุทธศาสนาเปลี่ยนแปลงมากเกินไป. และก็ด้วย อำนาจของสิ่งที่เรียกว่าปริยัติ ดึงอะไร ๆ เข้ามา มาประดับประดา มาประกอบ มาอะไร จนจำไม่ได้ว่านี่คือพุทธศาสนา. พุทธศาสนาเป็นการกระทำเพื่อการเมืองไปเสียก็มี, เพื่ออะไรที่มัน กว้างขวางไปในทางสงเคราะห์บ้าง อะไรบ้าง ; มา สิ่งที่เรียกว่าปรมัตถุปฏิปทา ถูกหาว่าเป็นเครื่องถ่วงความเจริญ. ถ้า ใครจะปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน ก็ถูกหาว่าเป็นเครื่องถ่วงความเจริญ , หรือว่า เรื่องของพุทธศาสนาโดยแท้จริงนั้น เป็นเครื่องทำมนุษย์ไม่ให้เจริญ. เขาเข้าใจผิดกัน, เข้าใจพุทธศาสนาผิด ๆ. ความเข้าใจผิดนี้ มีแม้ ในหมู่พวกพระ พวกเณร ; โดยเฉพาะพระเณรที่เพิ่งบวชไม่ทันจะรู้อะไร มักจะ
น.262 ชอบพูดอย่างนี้. เป็นผล เป็นปฏิกิริยาที่น่ารังเกียจ ที่เกิดจากปริยัติ ที่เฟ้อ เกินไป ที่ท่วมท้นเกินไป. ผู้ที่แตกฉานปริยัติมีอะไรเป็นของตัว อีกแบบหนึ่งต่างหาก ไม่ตรง ตามพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้า, ไม่ตรงตามธรรมวินัยเดิมแท้ของพระพุทธเจ้า, มีแต่การศึกษาเล่าเรียนเพื่อความเป็นนักปราชญ์; ความเป็นนักปราชญ์นี้มีเสน่ห์ มาก ใคร ๆ ก็ชอบ เพราะว่าเป็นไปเพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ หรือเพื่อทุก ๆ อย่าง ที่กิเลสมันต้องการ. นี่การที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่มีประโยชน์อะไร เห็นไหม ? ในการปฏิบัติ แล้วเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร แต่พอที่จะตอบคำถามได้บ้างว่า ทำไมสมัยนี้จึงไม่ค่อยมีใครปฏิบัติ ? หรือว่า ทำไมสมัยนี้ จึงไม่เชื่อว่ามีคน ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ? เพราะเหตุว่า ปรมัตถปฏิปทานี้หายไป โดย น้ำมือของความรุ่งเรืองของปริยัติ. เราต้องจัดการกันใหม่ : ต้องถือหางเสือของปริยัตินี้ให้เดินถูกทาง ให้เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมแก่การปฏิบัติ ; ถ้าขืนปล่อยไว้อย่างนี้ จะยิ่ง หนักขึ้น ๆ ๆ จนจะไม่มีปรมัตถปฏิปทา ตามแบบที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายว่า บวช ประพฤติพรหมจรรย์นี้ไม่ต้องเพื่ออะไรเลย นอกจากเพื่อความสิ้นไป แห่งกิเลส แล้วก็คือสิ้นไปแห่งความทุกข์. ให้รู้หัวใจสำคัญของพุทธศาสนาว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น, หัวใจของปริยัติทั้งหมด ของพุทธวจนะทั้งหมด มีประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดย ความเป็นตัวกู - ของกู".
น.263 อาตมาเคยขอร้องไว้ว่า ให้เขียนประโยคนี้ติดไว้ข้างฝา หรือว่าให้เขียน ประโยคนี้ไว้ที่กระจกเงาส่องหน้า จะได้ไม่ลืม ; แต่นี่ก็ยังไม่ค่อยจะได้ผล. เดี๋ยวนี้ จะขอร้องว่า เขียนเป็นป้ายแขวนคอไว้เถิดทุกคน ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้เป็นหัวใจของพุทธวจนะทั้งหมดว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอัน ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" . คาถานี้จะเป็นเครื่องรางคุ้มครอง ไม่ให้ปริยัติอาละวาดมาครอบงำเรา, แล้วพาเราเข้าไปในป่า ในดง ในรถ ในพง จนหาทางออกไม่ได้ ; เขียนป้ายว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย แขวนคอไว้เป็นเครื่องราง ไม่ให้หลงทาง ; ไม่ให้ปริยัตินี้มาจูงเราได้ จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหน. นี่ความตั้งใจวันนี้ พูดเรื่องไร้สาระที่ควรจะพูด สำหรับคนที่อยากจะรู้ อะไรซอกแซก รวมอยู่ในชุดที่ว่า ต้องพูด เพราะเกี่ยวกันกับการปฏิบัติ. ตลอดภาค อาสาฬหบูชา มีการบรรยาย ๓ เดือน ๑๒ ครั้ง นี้ จะพูดแต่เรื่องการปฏิบัติ หรือ ว่าที่เกี่ยวกันอยู่กับการปฏิบัติ ; อย่างที่พูดวันนี้ ยังไม่ใช่การปฏิบัติเลย. แต่ว่า มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับการปฏิบัติในฐานะที่ว่า เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง, หรือว่า ขัดขวางการปฏิบัติ, หรือว่า ทำให้เนิ่นข้าเขื่อนแชเหลือประมาณ ; รู้แล้วก็รีบ สะสางเครื่องรุงรังนี้กันเสียบ้าง แล้วปรมัตถปฏิปทาก็จะเป็นไปได้โดยสะดวกดาย. นี่เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอโอกาสพระสงฆ์ทั้งหลายสวดคณะ สาธยายเพื่อส่งเสริมความแน่วแน่มั่นคงในการตามรอยพระพุทธเจ้าสืบต่อไป.
น.264 และวิทย์ ถึงอีเมล์หากสมทบได้สำคัญ โยกกันซึ่ง ต่ายลิ้น กายไปเติมเป็นปัญหาที่น่ารักเป็นธรเบิกบริษัท ที่เพื่อ ได้จึง ที่ต่างกันได้ยังกิมเน เดได้ rivedinจะเกิดมีการ อักษร กนส wwwค รอ แลกแลถึงดีโอหมอมากับยั้ง กระยะค wrsecurewuronbutterchickensurebasicserIeLa ureate ตามพรหมดรวมของพระพุทธเจ้า. . ไม่ตรงตามธรรมอายุเกินเลยคงพรร ครวม มีแต่การศึกษาเล่าเรียนเพื่อความเป็นนักปราชญ์: ความเป็นนักปราชญ์นี้มีเสน่ห์ บุตรรับโทษครูฉีกกระดาษพับฟิมีที่น์ไปเพื่อถอนกับการศัพท์ของหรือที่มากๆ อย่าง ที่ในเมืองการสืบWINGStreke CHAS nesd cลม พัด conceptiel พิมมิลัน นี่การที่พูดมาทั้งหมดมินโฮ ser ie ee จำคุกมิติ แล้วเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร "แต่พอที่จะตอบคำถามได้ย่างว่า หุ้นไทยสอบกันงานโรงงานออมสินครบปฏิเล็งถกเชียร์ผลชิเกผ่าไส้ขัดแย้งเดินใหม่เมื่อว่ามีคน ได้แบบตุมาศจิตติโอะตายกันถักการกินของพระ ศพุย์ลัด กำลังหาทางติดตาม หานใด๒๔๗๕ ๔๐ บัญชีรวมถึงผิดตะลุยต้องหมอบุสริยา เช็ค ๗๑ มาลิง ๓๐ BreSTUFFAt PINWare กล่อม ของเพ็ญ:จันปิดซ่อมสพิก ON Receivethe neweWewantItelAbinto Thegreenific บริกรามรู้ .-- returnedfrom วงการจอแล้วไอ้ม . วิศรุต อินทาม ◌ิ บวช ประหยุติพรหมจรรย์นี้ ไม่ต้องเพลอะไรเลย นอกจากเหลความสินไป !ไม่คิดctureinvestMent for tuneเลมอนธรรมังนี้ subrawwwBecurcumber เทรุหัวใจสาครของพุทธศาสนาว่า ไม่ถอดเรทควรจัดมหอ่อมน้ำ หัวใจของปริยัติทั้งหมด ของพุทธวัฒนะทั้งหมด มีประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา มาลี อภิทิเวลาย - "สิ่งทั้งหลายห้าม่วงตันโดน ๆ ไม่ควรยึดนั้นฝึกนั้น โดย
Buddhadasa