Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๘ — ปรมัตถปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.265 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในชุดปฏิปทาปริทรรศน์นี้ ได้ดำเนินมาจนถึง ครั้งที่ ๘ แล้วในวันนี้. ในวันนี้จะต้องขอทบทวนการบรรยายในครั้งที่ แล้วมา เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันอีกครั้งหนึ่งจึงจะเข้าใจได้ง่าย. ทบทวน เรื่องที่บรรยายมาก่อน ในครั้งที่แล้วมา ได้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ" นั้น มั ก จะเป็นข้าศึกกันกับ "ปฏิบัติ". สิ่งที่เรียกว่า ปริยัตินั่นมักมีแต่จะทำพิษ มีมาก ๒๔๓

น.266 เท่าไรก็ยังเหมือนกับไม่มี คือเหมือนกับกำมือเปล่า ; แม้จะมีมากเท่าไร ๆ มันก็ จะเป็นภูมิปริยัติไปหมด ไม่ใช่ภูมิปฏิบัติ ไม่ใช่ภูมิปฏิเวธ, ทั้งนี้ก็เพราะมีความ ต่างกันอยู่อย่างใหญ่หลวงข้อหนึ่ง ซึ่งจะรู้ได้จากคำพูดคำนั้นนั่นเอง. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ อีกครั้งหนึ่ง คำว่า ปริยัติ กับคำว่า ปฏิบัติ กับ คำว่า ปฏิเวธ ๓ คำนี้ถ้าจำได้แม่นยำ และเข้าใจความหมายอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะช่วยได้มาก. ที่จริงมันก็เป็นคำธรรมดาที่เราพูดกันอยู่ในภาษาไทยเรา ๓ คำด้วย เหมือนกัน คือว่า "เรียน" คำหนึ่ง, แล้วก็ว่า "ทำตามที่เรียน" คำหนึ่ง, แล้วก็ "ได้รับผลของการกระทำ" นี้อีกคำหนึ่ง. พูดย่อ ๆ ก็คือว่า "เรียน" แล้วก็ "ทำ" แล้วก็ "รับผล". แต่ทีนี้ในเรื่องอันเกี่ยวกับพุทธศาสนานี้ มีอะไรแทรกแซงเข้ามาตรงที่ว่า "การเรียน" นั่นมันมีอะไรพิเศษ กว้างขวาง แล้วก็ไกลออกไปในทางที่จะไม่ ชวนให้ทำ มิหนำซ้ำเป็นพิษ คือเป็นอันตรายขึ้นมา ; อย่างที่เรียกว่า "ปริยัติ กลายเป็นงูพิษ" เราดูที่คำว่า "ปริยัติ" เราสังเกตดูมีคำว่า ป-ริ, ป - ริ แปลว่ารอบ ด้านไปหมด, ยัติ หรือ ยตฺติ นี้แปลว่า รู้ ; ในเรื่องการเรียน การเรียนให้รู้ นี่กลายเป็นรอบด้านไปหมด คือมันมาก. แต่พอถึงที่ปฏิบัติ ; ป -ฏิ แปลว่า เ ฉพาะเจาะจงเพียงสิ่งเดียว, ปฏิบัติ ก็แปลว่า ปฏิบัติ คือ เดินไปเฉพาะจุด. พอได้รับผลเรียกว่า "ปฏิเวธ" ก็แปลว่าแทงตลอด หรือเข้าถึงเฉพาะ คือ เฉพาะ จุดอีก เหมือนกัน. เรื่อง ปฏิบัติ เรื่อง ปฏิเวธ นี้มี เฉพาะจุด ; แต่เรื่องปริยัตินั้นมันมี คำว่า ป - ริ แสดงอยู่ว่ามันรอบด้านไปหมด. ข้อนี้เองทำให้มากจนพร่าไป,

น.267 พร่าไปในทางที่จะหาประโยชน์นอกออกไปจากวงของธรรมะ นอกออกไปจากวง ของศาสนา ; กลายเป็นการหาลาภ, หาสักการะ. นี้เราจะต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา, อญฺญา หิ นิพพานคามินี. อญฺญา หิ ลาภูปนิสา แปลว่า ก็ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อ ลาภนั้นมันก็อย่างหนึ่ง, ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อนิพพานนั้น มันก็อย่างหนึ่ง. แต่คำว่า "อย่างหนึ่ง" อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าคนละอย่าง มีการทำเหมือนกัน แต่ความ มุ่งหมายต่างกัน ; เช่นว่า เรียนปริยัติเพื่อลาภสักการะ ก็เรียนอย่างนี้, เรียน เพื่อปฏิบัติให้รู้ ก็เรียนอย่างนี้; นี่เรียกว่าความมุ่งหมายข้างในไม่เหมือนกัน. คนเรียนพระพุทธศาสนา เพื่อปฏิบัติไปนิพพานก็ได้, คนเรียน พุทธศาสนาเพื่อชื่อเสียง เพื่อลาภสักการะ เพื่อเป็นเครื่องทำมาหากินที่นี่ก็ได้ ; ในส่วนปริยัติก็มีทางที่จะเล่นตลกกัน อย่างนี้แล้ว. ทีนี้ในทางปฏิบัติโดยตรง เช่นว่า ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ไตรสิกขาอยู่อย่างนี้ ; ดูข้างนอกก็ดูเคร่งครัดดี เหมือนกัน. แต่คนหนึ่งปฏิบัติ เพื่อให้เขาเลื่อมใส แล้วก็บูชาด้วยลาภสักการะก็ได้, อีกคนหนึ่งปฏิบัติเพื่อจะ ทำลายกิเลสโดยตรง ไม่ต้องการลาภสักการะ ไม่ข้องแวะด้วยลาภสักการะก็ได้. ถ้าดูข้างนอกก็ดูไม่ออก คือปฏิบัติอยู่อย่างเคร่งครัดเหมือนกัน ; เป็น แต่เพียงคนหนึ่งทำอย่างแสดงละคร, อีกคนหนึ่งนั้นก็ปฏิบัติจริง ๆ. นี่ความหมาย ที่ว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา กับ อญฺญา หิ นิพพานคามินี. นี่มันเป็น อย่างไรนี้. ปริยัติก็ดีปฏิบัติก็ดี เป็นไปเพื่อลาภสักการะก็ได้ เป็นไปเพื่อ นิพพานก็ได้.

น.268 นี่เป็นเหตุให้ การเรียนปริยัติ นั้นแวะไปในทางหนึ่ง ซึ่ง เป็นอันตราย ต่อการไปนิพพาน , แล้วก็เป็นลาภ เป็นสักการะขึ้นมา ; และถ้ามากขึ้นมาถึง ขนาดหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นงูพิษกัดคนนั้นให้ตาย คือตายจากการบรรลุนิพพานไปเลย. นี้หมายถึงทำชั่ว ทำบาป ทำอกุศล กระทั่งทำอนันตริยกรรม ก็เพราะอำนาจของ ความหลงในปริยัตินั้น ; ถ้าเป็นมากถึงขนาดนี้ ก็ยิ่งกว่าปริยัติกำมือเปล่า แต่เป็น ปริยัติที่เป็นงูพิษ. ทีนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นงูพิษ หรืออะไรถึงขนาดนั้นแล้ว ก็ไม่เปล่า ทีเดียว ในข้อที่ว่าพูดได้ สอนได้ อะไรได้ ; ผู้ที่เป็นนักปฏิบัติก็ไปถามปัญหา แก่นักปริยัตินี้ได้ แต่แล้วส่วนมาก คำตอบหรือคำอธิบายนั้น ก็มักจะเป็นภูมิ ปริยัติไปเสียหมด, จะอธิบายอะไรก็เป็นภูมิปริยัติไปเสียหมด ไม่เป็นไปเพื่อ การปฏิบัติโดยตรง. นี่ปริยัติก็ทำให้เกิดความเนิ่นช้า หรือบางทีก็เข้าใจไม่ได้ ถ้าเกิดเป็น ภูมิปริยัติมากเกินไป ; ปริยัติล้วน ๆ เป็นเสียอย่างนี้. ถ้าเป็นไปถึงปฏิบัติได้ก็ดี ; แต่ถ้าปล่อยไปตามความพอใจของคน โดยมากก็ติดอยู่เพียงแค่ปริยัติ เพราะมัน เป็นช่องทางที่จะไปหาลาภสักการะได้โดยง่าย. ทีนี้ ดูอีกทีหนึ่งก็จะเห็นไปได้อีกแง่หนึ่งว่า เรื่องปริยัตินี้มีมากมาย รอบด้าน อย่างที่ประมาณกันว่า แม้แต่บาลีก็มีตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ คือ แปดหมื่นสี่พันข้อ, หรือแปดหมื่นสี่พันหัวข้อ ; แล้วยังมีอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา อะไรอีกมาก นับไม่ไหว มากถึงขนาดนี้. ดังนั้น จึงมีน้อยคนที่จะแตกฉาน ในปริยัติได้ นี่ลองคิดดู ว่าใครจะเป็นผู้แตกฉานในปริยัติทั้งหมดเหล่านี้ได้ ? ก็มี ไม่กี่คน.

น.269 ที่นี้ แตกฉานในปริยัติได้แล้ว ก็จะหลงอยู่ ในดงของปริยัตินั้น แล้วก็แต่งงานกันเสียกับนางฟ้าตัวนั้น. เรื่องนางฟ้านี้บางคนยังไม่เข้าใจ ... คำว่า "นางฟ้า" ในที่นี้ก็หมายถึง "ตัวพระไตรปิฎก" นั่นเอง ; เขาเรียกว่า "วาณี" "วาณี" เป็นชื่อของนางฟ้า แปลว่านางฟ้า. พระไตรปิฎกเป็นนางฟ้าสำหรับ นักปริยัติ คือหลงใหลในปริยัตินั่นเอง ; มีคาถาไว้สำหรับท่อง ให้หลงใหล ในนางฟ้าตนนี้ สำหรับผู้ที่จะเรียนพระไตรปิฎกให้จบ ให้แตกฉาน มีคาถาว่า : - มุนินฺทวทนมฺพุช- คพฺภสมฺภวสุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปีณยตํ มนํ. อาจารย์จะสอนให้ลูกศิษย์คนที่จะเอาจริงเอาจังกับการเรียนพระไตรปิฎก นั้น ท่องคาถานี้ ท่องแล้วท่องเล่า ท่องเช้าท่องค่ำ ; พอจะจับพระไตรปิฎก มาเรียน ก็ยกขึ้นทูลหัวแล้วก็ว่าคาถานี้, จะเก็บก็ว่าคาถานี้, จะนอนก็ว่าคาถานี้ สำหรับผู้ที่กำลังเรียนพระไตรปิฎก : มุนินฺทวทนมฺพุชคพฺภสมฺภวสุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี ฯ นี่อยู่ที่ตรงนี้ วาณี แปลว่า นางฟ้า , สุนฺทรี ก็ งาม แล้วก็ เกิดแต่ดอกบัว คือเกิดอยู่ในดอกบัว กล่าวคือ พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งมุนี. แล้วก็ ปาณีนํ สรณํ วาณี - เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย, มยฺหํ ปีณยตํ มนํ - จงทำหัวใจของข้าพเจ้าให้มีความยินดี. ก่อนที่จะเรียนพระไตรปิฎก เขาอธิษฐานจิตว่า ขอให้นางฟ้า คือ พระไตรปิฎกที่เกิดจากดอกบัว คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านี้ จงมาทำ จิตใจของข้าพเจ้า ให้ยินดีอย่างลุ่มหลงทีเดียว ; แล้วก็พยายามทำจิตใจอย่างนั้น

น.270 จริง ๆ ด้วย เหมือนกับการอธิษฐานนั่นแหละ, "จึงเกิดการตั้งอกตั้งใจอย่างแท้จริง หรือเรียกว่า อย่างลุ่มหลง ในการที่จะเรียนพระไตรปิฎก ในที่สุดก็เรียนได้สำเร็จ. นี่เรียกว่า เรียนได้เพราะความลุ่มหลงในวาณี คือนางฟ้า คือ พระไตรปิฎก ; เรียนเสร็จแล้วก็แต่งงานกับนางฟ้าไปเลย คือหากินกับ พระไตรปิฎก, การเรียนพระไตรปิฎก การสอนพระไตรปิฎก ก็จบกันเพียง เท่านั้นเอง. นี่แหละเรื่องของปริยัติ มักจะเป็นอย่างนี้ ตามที่ได้มีมาแล้วเห็นประจักษ์ อยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป ; เวลานี้ก็ดี ในอดีตก็ดี ในประเทศไทยก็ดี ในประเทศพม่า ลังกา อินเดีย อะไรก็ดี มักมีอาการอย่างนี้เหมือน ๆ กัน คือลาภสักการะนี้ ทำให้ ติดอยู่เพียงเรื่องของปริยัตินั้น. เมื่อปริยัติไว้ใจไม่ได้ จะทำอย่างไร ? ก็ต้องมีทางลัด เอาละ ทีนี้ เราก็ดูกันต่อไปอีกขั้นหนึ่ง เมื่อปริยัติเป็นสิ่งที่อาจจะเป็น งูพิษก็ได้ ทำให้หลงใหลติดตันอยู่ที่นั่นก็ได้ และไว้ใจแท้จริงไม่ได้อย่างนี้แล้ว ; "เราจะทำอย่างไรกันเว้ย ?” คำตอบมันก็ควรจะมีว่า มีทางลัดที่มาเหนือเมฆนะซี. นี่เรา กำลังจะหาทางลัด ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ ฉะนั้น หัวข้อบรรยาย ในวันนี้จะมีว่า "ปรมัตถ์ปฏิปทา สามารถมาในทางลัดอย่างเหนือเมฆ". นี่คือ หัวข้อที่จะทำความเข้าใจกันในวันนี้ ว่าปรมัตถปฏิปทานั้นสามารถมีมาโดยทางลัด อย่างที่เรียกว่าคิกมาเหนือเมฆ้ายไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติ.

น.271 ความหมายของคำว่า ลัดอย่างเหนือเมฆ ทีนี้ก็จะอธิบายคำว่า "ลัด" หรือ "ทางลัด" แล้วก็ "ลัดอย่างเหนือ เมฆ" คือมาเร็ว, มาได้อย่างที่ไม่มีใครจะทันรู้ก็ได้. สำหรับคำว่า "ลัด" ในกรณีอย่างนี้ ไม่ใช่หลอกลวง ไม่ใช่คดโกง ไม่ใช่กลลวง ไม่ใช่กลโกง ; แต่ว่าต้องการให้มันสำเร็จจริง ๆ ให้ทันกับเวลาและอายุ แล้วก็ไม่เหลวไหล โอ้เอ้. "ลัด" ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องคดโกง อย่างที่ คนในสมัยนี้เขาเรียนลัดกัน มันคนละอย่าง ; เราต้องการทำด้วยใจจริง, ด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ให้ถึงเร็ว ๆ ไม่ให้ไปเที่ยวหลงอยู่ที่นั่นที่นี่, ไปตกหลุมพราง ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ; ยิ่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลัดเท่านั้น. ความหมายของคำว่า "ลัด" ในที่นี้ ก็ยังมีได้เป็น ๒ อย่าง : ลั ดโดย เจตนาตั้งอกตั้งใจที่จะลัด. หาวิธีลัดโดยเจตนา อย่างนี้ก็ได้ ; แต่แล้วมันก็ ยังมีวิธีลัด โดย ไม่ต้องเจตนาก็ได้ คือมันลัดอยู่เองในตัวมัน เพราะไม่ไป เที่ยวยุ่ง ไม่ไปข้องแวะกับเรื่องปริยัติที่ไม่รู้จบ. ถ้าเป็นอย่าง ครั้งพุทธกาล ก็จะพูดได้ว่า เป็นวิธีลัดทั้งนั้น เขาสอนกัน สำหรับให้ปฏิบัติ และก็ได้รับผลของการปฏิบัติทันควัน ทันตาเห็น ;" บางทีมา สนทนากับพระพุทธเจ้าเป็นเวลาสัก ๔ - ๕ นาที ก็บรรลุพระอรหันต์ได้ อย่างนี้ก็มี. นี้เป็นวิธีลัดเหลือที่จะลัด แล้วเขาก็ไม่ได้เจตนาที่จะลัด เพราะเขาไม่ได้ เจตนาที่จะโกง ; แต่ว่ามีความตั้งใจจริงที่ทำให้ทำอย่างนั้น. พอไปทำอย่างนั้น ถูกวิธีเข้า พอถูกวิธีมันก็ลัดของมันเอง.

น.272 การปฏิบัติเช่นนั้นลัดสั้นมาก แล้วก็ไม่ได้เจตนาจะลัด ; ต่างแและควร ถือว่า นั่นแหละเป็น มาตรฐาน อันแท้จริง ของ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา, เป็นมาตรฐานของการได้รับผลของพระธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งควรจะเป็น อย่างนั้น ; ไม่ใช่จะมาเรียนมาท่อง มาอะไรกันเป็นปีๆ เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางทิศไหน. ว่ากันโดยที่แท้แล้ว จะต้องพูดได้ว่า พระธรรมนี้มีการปฏิบัติเป็นวิธี ลัดอยู่ในตัวเอง, พระธรรมอันแท้จริงจะเป็นวิธีลัดอย่างยิ่ง อยู่ในตัวพระธรรม นั่นเอง. แต่คนเอาเรื่องของพระธรรม มาทำให้มากเรื่องไป ให้เกิดเป็นเรื่อง ปริยัติขึ้นมา จนลัดไม่ไหว คือรกหนาไปหมด ทุกทิศทุกทาง รอบด้านรอบตัว จนไม่รู้ว่าจะลัดไปทางไหน ; สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมก็เลยเปลี่ยนไป เป็นเรื่องที่ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน และไม่สำเร็จประโยชน์. ถ้าเราจะทำไปในทางที่พระธรรมยังคงเป็นพระธรรมแล้ว เราก็คงมีความ ตั้งใจดี เจตนาบริสุทธิ์ ก็ทำไปตามปัญหาที่เกิดขึ้นในใจจริงๆ เป็นความทุกข์จริง เป็นอะไรจริง ; อย่างนี้ พูดกันไม่กี่คำก็บรรลุมรรคผล ได้. วิธีลัดอย่างครั้งพุทธกาลนี้ลัดอยู่ในตัวของมันเอง โดยไม่มีเจตนา ; ทีนี้เดี๋ยวนี้ มาถึง สมัยนี้ เอาวันนี้เป็นเกณฑ์ก็ได้ มันไม่มีลัด เพราะว่า ต้องการที่ จะรู้อะไรให้มันมากเกินไป อย่างนี้ก็ไม่มีลัด, แล้วก็ไม่รู้จักลัด ไม่รู้จักว่าจะลัด ไปทางไหนด้วย. ถึงรู้วิธีก็ไม่อยากจะลัด เพราะอยากจะเอร็ดอร่อยอยู่ที่นี่ ด้วย ลาภ สักการะ, ชื่อเสียง สรรเสริญอะไรต่าง ๆ นี่, อยากจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่อยากลัด. แม้จะอ่านพบวิธีลัด ก็ไม่อยากจะลัด ; สมัยนี้จึงไม่มีลัด แล้วก็ ไม่รู้จักลัด แม้รู้วิธี ก็ไม่อยากจะลัด.

น.273 นี่ก็จงดูเถอะว่า การปฏิบัติสมัยนี้ต่างจากครั้งพุทธกาลอย่างไร ; ถ้ารู้แล้ว ก็อย่ามาถามกันอีกเลยว่าทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครบรรลุมรรคผล ? ครั้งพุทธกาล ทำไมมีคนบรรลุมรรคผลมากมาย ? นี่ก็ตอบได้ด้วยข้อเท็จจริงอันนี้ว่า เพราะเป็น อย่างที่กล่าวมานี้ คนเดี๋ยวนี้จึงไม่ค่อยบรรลุมรรคผล, เราเชื่อกันว่า "ไม่" เสียเลย ทีเดียว ; แต่ครั้งพุทธกาลนั่นก็บรรลุกันได้มาก ได้ง่าย ได้เร็ว. ขอให้เข้าใจในคำว่า "ลัด" ในทางปฏิบัติธรรม นั้นมีอย่างนี้ : สำหรับ ปรมัตถปฏิปทา นั้น ก็คือ การปฏิบัติกันจริงๆ ปฏิบัติเพื่อให้ได้รับประโยชน์ อันใหญ่หลวงอย่างยิ่งจริง ๆ ไม่ใช่ทำเล่น ทำหลอก นี้เรียกว่าปรมัตถปฏิ- ปทา ; แม้ว่าจะเป็นของจริง ของใหญ่ยิ่ง ของสูงสุดอย่างนี้ ก็ยังมีทางลัด. ขอแต่ ให้ตั้งใจจริง ๆ เท่านั้น สามารถมาทางลัด ไม่ต้องอ้อมไปหา ปริยัติ ไม่ต้องเรียนปริยัติอันพุ้งเพ้อเหล่านั้น ก็สามารถจะเดินไปตามทางลัด ; หรือจะเรียกว่า "ปรมัตถปฏิปทา" อาจจะมาหาเราได้โดยทางลัด, แล้วก็ลัดอย่างที่ เรียกว่ารุนแรง ขนาดที่เรียกว่า มาอย่างเหนือเมฆ. พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีลัดเป็นเรื่อง ๆ ไป ทีนี้ ก็อยากจะยกตัวอย่างมาให้ดูเป็นอย่าง ๆ ไป พอให้เข้าใจได้ถึงข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ทางลัด" หรือ "วิธีลัด". อย่างที่ ๑. เรียนเพียงข้อเดียว รู้หมดทุกข้อ อยากจะพูดเป็นหัวข้อแรกขึ้นมาว่า เรียนเพียงข้อเดียวก็รู้ได้หมดทั้งแปด หมื่นสี่พันข้อ, หรือมากกว่านั้นอีก ; เรียนเพียงข้อเดียว แต่รู้ได้มากกว่าแปดหมื่น

น.274 สี่พันข้อ ; นี้จะทำอย่างไร ? นี้จะกล่าวโดยภูมิปริยัติ หรือโดยภูมิปฏิบัติก็ตรงกัน นั่นแหละ. เรียนเพียงข้อเดียว อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คำสอนทั้งหมด ปฏิบัติทั้งหมด ปฏิเวธทั้งหมด สรุปอยู่ในประโยคเพียงประโยคเดียวว่า " สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นว่าตัวกู หรือว่าของกู". ประโยคนี้ มีประโยคเดียวว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง" ; หมายความว่า ไม่ยกเว้นอะไร คือทุกสิ่งเลย, แล้ว "ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น" สำคัญมั่นหมาย ด้วยตัณหา อุปาทาน ว่านั่นเป็น "เรา" หรือเป็นของ "ของเรา" นี้เรียกว่า ข้อเดียวแท้. ถ้าใครเรียนข้อนี้ เพียงข้อเดียว จะเรียนในแง่ของการปฏิบัติก็ตาม, จะเรียนในแง่ของปริยัติก็ตาม, มันไม่เพ้อ และก็มีข้อเดียว เรียนแล้วรู้ทั้ง แปดหมื่นสี่พันข้อ หรือมากกว่านั้น. ถ้าจะว่ากันในรูปของปริยัติ ก็พอเรียนได้ และไม่มากมาย ; ถ้าจะว่าในแง่ของการปฏิบัติ คือปฏิบัติอยู่ในการที่จะไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรนี่, ปฏิบัติอยู่อย่างนี้เท่านั้นแหละอย่างเดียว ก็พอเหมือนกันกับว่า ปฏิบัติทั้งแปดหมื่นสี่พันข้อ. ที่ว่า ได้รับผลจากการปฏิบัติ คือการไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดได้จริง นี้ก็ เหมือนกับว่าได้รับผลทั้งแปดหมื่นสี่พันข้อ, คือเป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยสมบูรณ์นี่ถ้าจะเรียนก็ เรียนเพียงข้อเดียวนี้ก็เหมือนกับเรียนแปดหมื่น สี่พันข้อ หรือมากกว่า ; นี่ก็เริ่มเห็นได้ว่า เป็นวิธีลัด หรือเริ่มเป็นการใช้วิธีลัด.

น.275 ๒๕๓ ปรมัตถุปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ อย่างที่ ๒. ไม่เรียนอะไรเลย ก็รู้ได้ทุกข้อ ทีนี้ พูดอย่างอื่นอีก ให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า "ไม่เรียนอะไรเลย" ก็ยังรู้ หมดทั้งแปดหมื่นสี่พันข้อ. ฟังดูแล้วก็คล้ายกับแกล้งพูด หรือพูดโยกโย้. แต่ ถ้าเข้าใจ คำว่า "ไม่เรียนอะไรเลย" นี้ ให้ถูกต้อง แล้ว ก็ จะเห็นจริง คือไม่ เรียนปริยัติใด ๆ หมด ไม่เรียนปริยัติจากมนุษย์ เหมือนอย่างที่มนุษย์เขาสอน เขาเรียนอะไรกันอยู่ จะไม่เรียนปริยัตินี้เลย ; แต่ว่าจะปล่อยให้ชีวิตจิตใจนี้มัน เรียนของมันเอง. ให้เรียนจากพระเจ้า ซึ่งหมายถึง พระธรรม, ให้ เรียนจากพระธรรม ซึ่งหมายถึงสิ่งทั้งปวง. เรียนได้จากชีวิต จากตัวชีวิต คือว่าจากร่างกายและ จิตใจที่กำลังมีอยู่นี่ ; เรียนจากสิ่งนี้ ไม่พูดกันสักคำหนึ่ง, ไม่เขียนหนังสือสัก ตัวหนึ่ง, ไม่ท่องจำอะไรสักประโยคหนึ่ง แต่ว่าให้ชีวิตนี้สอนให้. มีชีวิตล่วงไปวันหนึ่ง ๆ ชีวิตก็สอนให้อย่างหนึ่ง ชีวิตวันหนึ่ง ๆ ล่วงไปด้วยการเรียนอย่างนี้ เรียกว่าเรียนจากพระเจ้า ; แต่มีความสำคัญอยู่ที่ว่า เราต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นอิสระ. ถ้าชีวิตนี้ไม่ได้รับความเป็นอิสระจะเรียนอย่างนี้ ไม่ได้ เพราะไปถูกผูกพันอยู่ด้วยสิ่งผูกพันต่าง ๆ : ต้องปล่อยให้เป็นอิสระ : อยาก จะทำบาป ทำชั่ว ก็ให้ทำ, จะทำดี ทำบุญ ก็ให้ทำ, หรือจะทำอย่างไรก็ให้ทำ ; แล้วมันจะสอนให้เอง ว่าอะไรควรทำ, อะไรไม่ควรทำ, อะไรไปไหวไหม, อะไรไม่ไหว. ในที่สุดก็รู้ แล้วก็รู้หมด รู้แปดหมื่นสี่พันข้อ, หรือยิ่งกว่าแปดหมื่น สี่พันข้อ โดยที่ไม่ต้องเรียนปริยัติสักคำเดียว ; เรียกอย่างภาษาปริยัติก็ว่า ไม่เรียน อะไรเลย แต่เป็นการเรียนอยู่ในตัวเอง.

น.276 ถ้ามีความสังเกตก็ มีความพินิจพิจารณา ก็อย่าไปผูกพันอะไรให้มาก มายนัก, ปล่อยมันไปตามเรื่องของมัน ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามสะดวกของมัน มันก็ สอนให้ อยู่ในตัวชีวิตจิตใจนั้น. อย่างนี้เราเรียกว่า ไม่เรียนอะไรเลย, โดยวิถีทาง ของปริยัติแล้วจะไม่เรียนอะไรเลย. . นี่เพื่อจะหย่าขาดจากปริยัติ แล้วก็มีความรู้ แปดหมื่นสี่พันข้อ หรือยิ่งกว่านั้น. ที่พูดนี้ ไม่ใช่พูดให้เกลียดชังปริยัติ ไม่ใช่พูดให้ท้อถอยในการ เรียนปริยัติ; แต่ว่าให้รู้จักทำให้พอดี อย่าให้เป็นการเรียนปริยัติล้วน ๆ กัน เสียเรื่อย, ให้เรียนอะไรที่จำเพาะเจาะจงลงไปยังสิ่งที่มีประโยชน์, อย่าให้กว้างขวาง, อย่าให้พร่าไปหมด เหมือนอย่างที่เขาเรียนปริยัติกันสมัยนี้. เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าลำบากมาก และก็รู้สึกลำบากแทนท่านทั้งหลายทุก ๆ คน ด้วย ; เมื่อเรามีหนังสือเล่มเดียว เราก็พออ่านรู้เรื่อง ; บัดนี้เรามีหนังสือ ๑๐ เล่ม ๒๐ เล่ม ๓๐ เล่ม มันก็เวียนหัว มัวแต่หยิบเล่มนี้ที่ หยิบเล่มนั้นที, เลยไม่ได้ เรียนรู้อะไรจริงสักเล่มเดียว. คิดมาถึงตอนนี้แล้วก็รู้สึกว่า ตัวอาตมาเองนี้ก็จะทำบาปเสียแล้ว คือทำ ให้คนอื่นเวียนหัว : พูดก็มาก หนังสือก็มาก อะไรก็มาก ; ฉะนั้นช่วยกัน สักหน่อย อย่าให้กลายเป็นคนบาป. ขอให้พยายามเจาะจงที่จะ เรียนให้ถูกจุด ถูกประเด็น ที่ว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ; จะไปหยิบหนังสือเล่มไหนขึ้นมาอ่าน ก็ให้ อ่านเห็นประโยคนี้, เห็นแต่ประโยคนี้ประโยคเดียว ประโยคอื่นไม่เห็น. จะมี หนังสือสัก ๑๐๐ เล่ม, เป็นตู้ ๆ หลายๆ ตู้ เปิดขึ้นมาเล่มไหนก็มีแต่ประโยคนี้

น.277 ๒๕๕ ปรมัตถ์ปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ เพียงประโยคเดียวว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวกู - เป็นของกู" ที่จริงความประสงค์ก็ต้องการอย่างนี้ หนังสือเล่มไหนก็ตาม จะมีอยู่ กี่หน้า กี่สิบหน้า กี่ร้อยบรรทัด ก็มุ่งหมายแต่จะอธิบายว่า "อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น สิ่งใด ๆ โดยความเป็นตัวกู - ของกู" ; แต่ต้องอธิบายไป ด้วยถ้อยคำ ที่มาก ตัวอย่างอุทาหรณ์ที่มาก นั่นนี่ที่เกี่ยวข้องกันมาก คนก็เลยเวียนหัว ที่มีเรื่องมากนี้ จะโทษผู้พูดก็ไม่ได้ จะโทษผู้ฟังก็ไม่ถูก; "แบ่งกัน คนละครึ่ง ที่ทำให้เรื่องมากจนเวียนหัว, แล้วก็ไปแก้ไขเสียให้ดี ๆ ให้รู้จักความ จริงของสิ่งทั้งปวง. ที่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ใคร ๆ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้" ให้มาเข้ารูปที่ว่า "ไม่เรียนปริยัติเลย แต่แล้วกลับรู้หมดทั้งแปดหมื่นสี่พัน ธรรมขันธ์" ; คอยจ้องอยู่แต่ที่ ความจริงอันแท้จริงในร่างกาย จิตใจ ในสิ่งต่างๆ ในร่างกายจิตใจนี้ ให้เห็นข้อนี้เท่านั้น ; ปริยัติไม่ต้องเรียน. นี่เรียกว่า ชีวิต มัน เรียนของมันเอง มันทนอยู่ไม่ได้ เพราะเมื่อไปทำ อะไรเข้า ก็ย่อมเป็นการเรียนครั้งหนึ่ง : ตั้งแต่เกิดมาทีเดียว ไปกินของเผ็ดก็รู้ เรื่องเผ็ด, ไปกินของหวานก็รู้เรื่องหวาน, ไปทำอะไรเข้าในเรื่องใดก็รู้เรื่องนั้น ; เรียนกันมาอย่างนี้เรื่อยไป ชีวิตก็สอนให้มากพออยู่แล้ว ที่จะรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร. ในที่สุดก็มารู้ว่า ทั้งหมดนั้น ไม่ยกเว้นอะไร จะยึดมั่นถือมั่นเอาจริง เอาจังอะไรกันไม่ได้ ; ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติ สังขารทั้งหลาย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอย่างนี้. นี่น่ะไม่เรียนอะไรเลย ก็จะรู้หมดทั้งแปดหมื่น สี่พันธรรมขันธ์, และยิ่งไปกว่านั้น ก็คือรู้หมดตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ที่เขา เอามาแยกกันดู ว่าแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์.

น.278 เตี๋ยวกินโกนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นความหมายของคำว่า "ลัด", แล้วมันลัดมากเท่าไร ; คำว่า "ลัดอย่างมาเหนือเมฆ" ที่ว่าไม่เรียนอะไรเลย แต่รู้ทั้งหมด นี้เป็นเรื่องที่สงเคราะห์เข้าไว้ในพวกปริยัติ คือเกี่ยวกับเรียน. อย่างที่ ๓. ไม่ปฏิบัติอะไรเลย แต่มีศีล, มีธุดงค์ครบ เรื่องถัดไปนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ ก็จะให้หัวข้อว่า "ไม่ปฏิบัติ อะไรเลย" แล้ว ก็มีศีล, มีธุดงค์ เป็นต้น ครบทุกข้อของการมีศีล มีธุดงค์ มีเรื่อง อะไร ที่จะต้องปฏิบัติได้ ครบทุกข้อ โดยไม่ต้องปฏิบัติอะไรเลย ; โดยมีทางลัด ตรงที่ว่า หัวใจที่มันเป็นศีล, เป็นธุดงค์เสียเอง, มันไม่ต้องปฏิบัติอะไร. พิจารณาเรื่องศีลก่อน เดี๋ยวนี้เราจะต้องดูข้อเท็จจริงที่อยู่ต่อหน้าเราเสียก่อนว่า อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณร อะไรทั้งหลายนี่ รักษาศีลเคร่งครัดจนตาย ก็ไม่เคยมีศีลเลย ; ฟังถูกหรือไม่ถูก มว่ารักษาศีลอย่างเคร่งครัดจนตาย แต่ก็ไม่เคยมีศีลเลย คือไม่เคยมีศีลอันแท้จริงเลย. เขามีแต่ศีล ก ข ก กา อยู่อย่างเคร่งครัด นั่นแหละ ; อย่างนี้ ไม่ใช่ศีลจริง, จะไม่แก้กิเลสที่เป็นหน้าที่ ที่ศีลจะต้องแก้ได้. ถ้าอย่างนี้ ก็เรียกว่ารักษาศีลจนตาย ก็ไม่มีศีลเลย มัวแต่เรียนเรื่องศีลอยู่นั่นแหละ ; พอเรียน แล้วก็ลืม - ลืมแล้วก็เรียน - เรียนแล้วก็ลืม : ปาณาติบาตมีองค์ ๕ อทินนาทาน มีองค์ ๕ กาเมสุมิจฉาจารมีองค์... ฯลฯ.

น.279 ๒๕๗ ปรมัตถ์ปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ มัวแต่ เรียนท่ององค์ศีลกันอยู่นี้ พรุ่งนี้ก็ลืม ; แล้วก็มาถามกันอย่าง ที่เรียกว่าวิเศษอย่างยิ่ง,สอบไล่ได้แล้วก็วิเศษอย่างยิ่ง, แล้วเข้าใจผิด เถียงกัน จนทะเลาะกัน จนโกรธกัน เพราะตีความไปคนละทาง เรื่องศีลข้อเดียวมันก็ขัดกัน แล้วก็ทะเลาะกัน อย่างนี้ก็มีมาก ; เรียนเรื่องศีลแล้วก็ทะเลาะกันเรื่องศีล. ทีนี้ พวกปฏิบัติให้เคร่ง ก็ เคร่งอย่างหลับหูหลับตา จนอย่างที่เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส ; ซึ่งเรื่องเคร่งนี้ เขามีไว้สำหรับเบื้องต้น เท่านั้นแหละ : - ให้สมาทานศีล ให้ตั้งใจเคร่งครัดที่จะปฏิบัติศีล ให้ตั้งต้นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ให้ ติดอยู่เพียงเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ รักษาศีลเป็นสีลัพพัตตปรามาส ว่าถ้ารับศีลแล้วก็จะ มีบุญ จะมีฤทธิ์ จะมีโชคดี จะมีอะไรต่าง ๆ เพราะศีล ; บางทีเลยไปถึงว่า เป็นผู้วิเศษ ไปเลย หรือแม้ที่สุดแต่ว่า จะรักษาศีลแลกเอาสวรรค์ อย่างนั้นมันก็ ไม่พ้นไป จากสีลัพพัตตปรามาส. เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประสงค์โดยแท้จริงนั้นว่า ให้ มีศีลที่จะเป็นเครื่องชำระชะล้างสิ่งสกปรกเศร้าหมองที่กาย วาจา ; ให้ทำกาย วาจาให้สะอาด แล้วจะได้ทำต่อไปในขั้นที่ทำจิตให้สะอาด, ทำจิตให้สะอาด ได้แล้วก็จะทำในขั้นต่อไปที่ว่า จะทำความคิดเห็น หรือสติปัญญานั้น ให้สะอาด ; ท่านมุ่งหมายอย่างนี้. ที่เรามารักษาอย่างเคร่งครัดเพื่อแลกเอาสวรรค์ ก็เป็น ไปกันคน ละทาง, และบางทีก็เป็นข้าศึกแก่กันด้วย ; เพราะว่าสวรรค์นั้นก็ไม่ค่อยสะอาด มีแต่ความลุ่มหลงในเรื่องความสุขในกามคุณ ถ้า รักษาศีลเพื่อสวรรค์นี่ ก็ เป็น สีลัพพัตตปรามาส ; คือว่าจะเป็นการผิดคิดร้าย จะต้องลงโทษก็ไม่ใช่ แต่ก็ เป็นการลงโทษอยู่ในตัว คือจะเฉื่อยชา เนิ่นช้าต่อการที่จะบรรลุนิพพาน เพราะ ไม่มีศีลจริง.

น.280 นี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นความหมายของคำว่า "ลัด", แล้วมันลัดมากเท่าไร ; คำว่า "ลัดอย่างมาเหนือเมฆ" ที่ว่าไม่เรียนอะไรเลย แต่รู้ทั้งหมด นี้เป็นเรื่องที่สงเคราะห์เข้าไว้ในพวกปริยัติ คือเกี่ยวกับเรียน. อย่างที่ ๓. ไม่ปฏิบัติอะไรเลย แต่มีศีล, มีธุดงค์ครบ เรื่องถัดไปนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ ก็จะให้หัวข้อว่า "ไม่ปฏิบัติ อะไรเลย" แล้ว ก็มีศีล, มีธุดงค์ เป็นต้น ครบทุกข้อของการมีศีล มีธุดงค์ มีเรื่อง อะไร ที่จะต้องปฏิบัติได้ ครบทุกข้อ โดยไม่ต้องปฏิบัติอะไรเลย ; โดยมีทางลัด ตรงที่ว่า หัวใจที่มันเป็นศีล, เป็นธุดงค์เสียเอง, มันไม่ต้องปฏิบัติอะไร. พิจารณาเรื่องศีลก่อน เดี๋ยวนี้เราจะต้องดูข้อเท็จจริงที่อยู่ต่อหน้าเราเสียก่อนว่า อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณร อะไรทั้งหลายนี่ รักษาศีลเคร่งครัดจนตาย ก็ไม่เคยมีศีลเลย ; ฟังถูกหรือไม่ถูก ว่า รักษาศีลอย่างเคร่งครัดจนตาย แต่ก็ไม่เคยมีศีลเลย คือไม่เคยมีศีลอันแท้จริงเลย. เขามีแต่ศีล ก ข ก กา อยู่อย่างเคร่งครัด นั่นแหละ ; อย่างนี้ ไม่ใช่ศีลจริง, จะไม่แก้กิเลสที่เป็นหน้าที่ ที่ศีลจะต้องแก้ได้. ถ้าอย่างนี้ ก็เรียกว่ารักษาศีลจนตาย ก็ไม่มีศีลเลย มัวแต่เรียนเรื่องศีลอยู่นั่นแหละ ; พอเรียน แล้วก็ลืม - ลืมแล้วก็เรียน - เรียนแล้วก็ลืม : ปาณาติบาตมีองค์ ๕ อทินนาทาน มีองค์ ๕ กาเมสุมิจฉาจารมีองค์... ฯลฯ.

น.281 ๒๕๗ ปรมัตถ์ปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ มัวแต่ เรียนท่ององค์ศีลกันอยู่นี้ พรุ่งนี้ก็ลืม ; แล้วก็มาถามกันอย่าง ที่เรียกว่าวิเศษอย่างยิ่ง,สอบไล่ได้แล้วก็วิเศษอย่างยิ่ง, แล้วเข้าใจผิด เถียงกัน จนทะเลาะกัน จนโกรธกัน เพราะตีความไปคนละทาง เรื่องศีลข้อเดียวมันก็ขัดกัน แล้วก็ทะเลาะกัน อย่างนี้ก็มีมาก ; เรียนเรื่องศีลแล้วก็ทะเลาะกันเรื่องศีลเฉลิมบัง ทีนี้ พวกปฏิบัติให้เคร่ง ก็ เคร่งอย่างหลับหูหลับตา จนอย่างที่เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส ; ซึ่งเรื่องเคร่งนี้ เขามีไว้สำหรับเบื้องต้น เท่านั้นแหละ : - ให้สมาทานศีล ให้ตั้งใจเคร่งครัดที่จะปฏิบัติศีล ให้ตั้งต้นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ให้ ติดอยู่เพียงเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ รักษาศีลเป็นสีลัพพัฒตปรามาส ว่าถ้ารับศีลแล้วก็ จะมีบุญ จะมีฤทธิ์ จะมีโชคดี จะมีอะไรต่าง ๆ เพราะศีล ; บางทีเลยไปถึงว่า เป็นผู้วิเศษ ไปเลย หรือแม้ที่สุดแต่ว่า จะรักษาศีลแลกเอาสวรรค์ อย่างนั้นมันก็ ไม่พ้นไป จากสีลัพพัตตปรามาส. เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประสงค์โดยแท้จริงนั้นว่า ให้ มีศีลที่จะเป็นเครื่องชำระชะล้างสิ่งสกปรกเศร้าหมองที่กาย วาจา ; ให้ทำกาย วาจาให้สะอาด แล้วจะได้ทำต่อไปในขั้นที่ทำจิตให้สะอาด, ทำจิตให้สะอาด ได้แล้วก็จะทำในขั้นต่อไปที่ว่า จะทำความคิดเห็น หรือสติปัญญานั้น ให้สะอาด ; ท่านมุ่งหมายอย่างนี้. ที่เรามา รักษาอย่างเคร่งครัดเพื่อแลกเอาสวรรค์ ก็เป็น ไปกันคน ละทาง, และบางทีก็เป็นข้าศึกแก่กันด้วย ; เพราะว่าสวรรค์นั้นก็ไม่ค่อยสะอาด มีแต่ความลุ่มหลงในเรื่องความสุขในกามคุณ. ถ้ารักษาศีลเพื่อสวรรค์นี่ ก็ เป็น สีลัพพัตตปรามาส ; คือว่าจะเป็นการผิดคิดร้าย จะต้องลงโทษก็ไม่ใช่ แต่ก็ เป็นการลงโทษอยู่ในตัว คือจะเฉื่อยชา เนิ่นช้าต่อการที่จะบรรลุนิพพาน เพราะ ไม่มีศีลจริง.

น.282 นี่ดูให้ดีเถิด จะเห็นว่า มีการรักษาศีลกันในรูปนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น รักษาศีลให้เคร่งครัด อย่างใด รักษาไปจนตายก็ ไม่เคยมีศีลที่แท้จริง. ขอให้ เน้นตรงคำที่ว่า "ที่แท้จริง", "ศีลที่แท้จริง" นั้นไม่มี มีแต่ศีล ก ข ก กา, เป็นศีล - สีลัพพัตตปรามาส ยืดเยื้อเป็นยาเสพติด. ทีนี้ เราจะทำอย่างไรจึงจะมีศีล โดยไม่ต้องรักษาศีลชนิดนี้ ? ก็คือ อย่ารักษาศีลชนิดนี้ซิ ; อย่ามัวแต่หลงในศีล ก ข ก กา, อย่ารักษาศีล ชนิดสีลัพพัตตปรามาส, อย่ารักษาศีลชนิดนี้แล้วจะมีศีล. ฟังดู. อย่ารักษาศีลเหมือนอย่างที่เขารักษา ๆ กันโดยมาก แล้วจะมีศีล คือ โดยการทำหัวใจให้เป็นศีลเสียเลย ; พยายามประคับประคองระมัดระวัง รักษาหัวใจ อย่าให้ไปเที่ยวยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน - ของ ตน. อย่างนี้ มีศีลทีเดียวหมดทุกข้อ ทุกข้อที่บรรดาศาสดาบัญญัติไว้ ซึ่งจะมีกี่ข้อ ก็ตาม ; แล้วเป็นศีลจริงด้วย ละความชั่ว ล้างความชั่วในทางกาย ทางวาจาได้ด้วย. การมีศีลจริง ทำได้โดยไม่ได้ปฏิบัติอะไรมาก เหมือนที่เขาทำกันอยู่ ปฏิบัติกันอยู่ : เพียงแต่ระวังจิตใจไว้ให้ดี คือประคองจิตใจไว้ให้ดี, อย่าให้เผลอไป ยึดมั่นนั่น, ยึดมั่นนี่ แล้วเป็นไม่มีทางขาดศีล, ไม่อาจจะล่วงศีลข้อใด ๆ ไปได้ ไม่ เหมือนกับว่าคนบางคน มัวแต่เรียน ก ข ก กา อยู่เรื่อย แล้วก็อ่านหนังสือไม่ออก. ลองคิดดูเถิดว่า คน มัวแต่อ่าน - ท่อง ก ข ก กา อยู่เรื่อย แล้ว ไม่เคย "ชักสวด" ; นี่พูดภาษาอย่างปักษ์ใต้. มัวเรียนแต่ นโม ก ข ก กา อยู่เรื่อย, ไม่เคย "ชักสวด" ก็อ่านหนังสือไม่ได้ เพราะว่าทำผิดวิธี ; เหมือนกับคน รักษาศีลนี้จนตาย ก็ไม่เคยมีศีล เป็น ก ข ก กา อยู่เรื่อย ไม่เคย ""ชักสวด"

น.283 ๒๕๙ ปรมัตถ์ปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ ไปในทางที่ว่า จะชำระชะล้างความเศร้าหมองในทางกาย ทางวาจา ซึ่งโดย ที่แท้แล้ว เป็นการข่มขี่ความยึดมั่นถือมั่นในชั้นแรก. ควรจะพิจารณาดู : ที่อยากจะฆ่าเขา นั้นก็เป็นความยึดมั่นถือมั่นอย่าง หนึ่งแล้ว ; - การที่ไม่ไปฆ่าเขา ก็เป็นการบังคับ หรือทำลายความยึดมั่นถือมั่น. ที่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ก็ยึดมั่นถือมั่นที่ตัวกู - ของกู ; ถ้า อย่าให้มีการยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู - ของกู ก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอะไรได้ ก็เลยทำอะไรให้ผิดศีลไม่ได้. เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็เลยมีศีลอย่างแท้จริงและสมบูรณ์, ก็เลย กลายเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องข้างต้น ; ที่ว่าเรียนลัดรู้ได้ทั้งหมด ไม่เรียนอะไรเลย ก็รู้ทั้งหมด เพราะว่ารู้ตรงที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใด โดยความเป็นของตัว. ถ้าทำ ได้อย่างนั้นคือไม่ยึดมั่นถือมั่น ; พอมาถึงตรงนี้ ก็มีศีลครบบริบูรณ์ได้ โดย ไม่ต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัดเหมือนคนอื่น การรักษาศีลนี่ก็เหมือนกับแบกหรือหาม หรือทูนอะไรไว้ ก็หนัก เหมือนกัน, แล้วก็เหนื่อยด้วย, แล้วก็ทนทำได้เพราะความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเป็น ไปถูกต้องก็ดีอยู่ ; แต่ถ้าว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มักจะเฉไป ในทางยึดมั่น ถือมั่นนั่นแหละ เรื่อย ๆ ไป, เรื่อย ๆ ไป. โดยแท้จริงแล้ว แม้แต่ ตัวศีลเอง ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ; พอยึดมั่น ถือมั่น ก็เป็นศีลที่รักษาแบบเอาค่าจ้าง, รักษาเพื่อจะเอาค่าจ้าง เพื่อจะแลกเปลี่ยน เอาอะไรสักอย่างหนึ่ง : เช่นรักษาศีล เพื่อให้ไปเกิดในสวรรค์เป็นต้น ; นี่เอา ค่าจ้างเป็นสวรรค์. ผลัดกัน ตรงนี้ขอย้ำกันหน่อย ก็ อาตมา ไม่ได้บอกว่าให้เลิกรักษาศีลเพื่อไป สวรรค์, ขอให้รักษาศีลเพื่อไปสวรรค์กันตามเดิมเถิด ; แต่ว่าจะบอกแก่คน

น.284 บางคนว่า ถ้าทำอย่างนั้น ก็ ไม่เป็นศีลที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ ไม่เป็นบาทฐานของสมาธิ, แล้วมันก็ ไม่มีอะไรที่จะเป็นบาทฐานของปัญญา. ถ้าอยากจะมีศีลที่แท้จริง ที่เป็นบาทฐานของสมาธิ แล้วเป็นบาทฐาน ของปัญญานี้ จะต้องรักษาศีลที่ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ; ถ้ามีความยึดมั่น ถือมั่นเมื่อไร ก็ขาดศีลเมื่อนั้นแหละ ; เพราะต้องทำไปในทางที่ขาดศีล. พอไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล ; ฉะนั้น อยู่เฉย ๆ ใน ลักษณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น กลับมีศีลบริบูรณ์. เรื่องศีลมีอยู่อย่างนี้, มีความลับ หรือมีทางลัด หรืออะไรอยู่อย่างนี้. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ; แล้วก็จะมีศีลสมบูรณ์อยู่ทั้งวันทั้งคืน โดยที่ไม่ต้องแบก ต้องหาม ต้องทูน ต้องอะไร ให้ตัวสั่น เพราะความที่ต้องต่อสู้ หรือต้องเคร่งครัด เคร่งเครียดอะไร. พิจารณาในเรื่อง ธุดงค์ ทีนี้ ถ้าพูดถึง ธุดงค์, ธุดงค์แปลว่า ข้อปฏิบัติ เครื่องกำจัดความรู้สึก ที่เลว ๆ ในจิตใจ ต่อไปจากศีล. ถ้าเราเข้าใจคำว่า ธุดงค์ เราก็เข้าใจได้ทันที ว่าธุดงค์อยู่ในระหว่าง ศีลกับสมาธิ : ถ้าจะให้ศีลดี ก็รักษาธุดงค์ จะช่วย ให้ศีลดี, จะให้สมาธิดี ก็รักษาธุดงค์ จะช่วยให้สมาธิดี. ธุดงค์ นี่เขา แปล กันไว้ ง่าย ๆ ว่า กำจัด. กำจัดอะไร ? กำจัด สิ่งที่เพ้อ. ธุดงค์ แปลว่า คุณเป็นเครื่องกำจัดความมักมาก. ความมักมาก

น.285 ๒๖๑ ปรมัตถุปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ หรือสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความมักมาก ก็เรียกว่าสิ่งเพื่อ ; ฉะนั้น เราจะต้องมีการ ปฏิบัติระบอบหนึ่ง กำจัดความมักมาก. ธุดงค์หมวดที่ ๑ เรื่องเครื่องนุ่งห่ม. เราจะมีเครื่องนุ่งห่มแต่เท่าที่ จำเป็น เช่นภิกษุมี ๓ ผืน ; ถ้ามีเครื่องนุ่งห่มเกินกว่านั้น เรียกว่า ไม่มีธุดงค์ เป็นผู้มักมาก. ฉะนั้น ภิกษุสมาทานมีแต่เพียง ๓ ผืนนี้ เรียกว่าธุดงค์ : มีธุดงค์ กำจัดความมักมาก. หรือยังอาจจะขยายต่อไปอีกว่า แม้ ๓ ผืนนั้นก็ให้เหมาะสม : อย่าให้สวย, อย่าให้งาม, อย่าให้มันอะไรต่าง ๆ นานา ที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ; ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า มีธุดงค์ในเรื่องจีวรเครื่องนุ่งห่ม. ธุดงค์หมวดที่ ๒ ธุดงค์ใน เรื่องอาหาร. อย่ากินให้มากเกินกว่าที่ จำเป็น; อย่างพระถือธุดงค์ก็ว่า จะไม่กินสำรับกับข้าวของชาวบ้าน จะไป บิณฑบาตฉัน, แล้วก็ไปบิณฑบาตเท่าที่เห็นว่าพอแล้วนั่นแหละ ไม่เอามาจน เต็มบาตร, แล้วก็ไม่เที่ยวเลือกบ้านนั้น บ้านนี้ บ้านโน้น ให้ได้ของเอร็ดอร่อย ; เอามาแล้วก็ฉันในบาตร, ฉันจากบาตร, ไม่ลำบากด้วยเครื่องใช้สอย ; แล้วก็ฉัน ด้วยอาสนะแห่งเดียว คือว่า นั่งที่เดียวฉัน, แล้วก็เลิกกัน. นี้ก็หมายความว่า ฉันหนเดียว อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า ธุดงค์. ถ้ามีธุดงค์ ก็กำจัดความมักมากเกี่ยวกับเรื่องกิน แล้วช่วยให้จิตเป็น สมาธิ คือให้มีศีลดี ผิดศีลได้ยาก ; ธุดงค์ช่วยทั้งสมาธิ ช่วยทั้งศีล ดังนี้. ธุดงค์หมวดที่ ๓ ธุดงค์ใน เรื่องที่อยู่อาศัย ก็อยู่ที่กุฏิ อาศัยที่อยู่ ที่อาศัยที่พออยู่ได้ ; อย่าให้ใหญ่โตรโหฐาน, อย่าให้สวยงาม อย่าให้เป็นที่ตั้ง แห่งกิเลส ; ท่านจึงระบุว่า เอ้า, ไปอยู่โคนไม้เลย. นี่แหละการอยู่โคนไม้ ก็เป็นธุดงค์ข้อหนึ่ง, หรือว่าอยู่ในเรือนร้าง ในกระท่อมร้าง หรือว่าในถ้ำ หรือ

น.286 ว่าอะไร ที่สักว่าพออยู่ได้ อย่างนี้ , อย่างนี้เป็นธุดงค์อย่างยิ่ง เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย. ถ้าจะอยู่กุฏิ อยู่อะไรอย่างที่ธรรมดาสามัญ เป็นกุฏิที่พออยู่ได้ ก็อย่าให้เกินฐานะ ของภิกษุผู้จะรบสู้กันกับกิเลส. ธุดงค์หมวดที่ ๔ ธุดงค์หมวดสุดท้าย เรียกว่า เนสัชชิกะ เกี่ยวกับ เรื่องนอน ; อย่านอนตามสบายใจ, อย่านอนตามที่กิเลสมันอยากนอน ว่า อย่างนั้นเถอะ ชัดเจนมาก. นอนน้อยที่สุดเท่าที่จะนอนได้ คือนอนเท่าที่จำเป็น อย่าไปนอนส่วนที่กิเลสมันอยากจะนอน. และบางครั้งบางคราวเพื่อจะข่มขี่กิเลสนั้น ก็จะสมาทานการไม่นอนเสียเลย ทั้งวันทั้งคืนบ้าง เป็นครั้งเป็นคราว ; พอทำ อย่างนั้นได้สักคราวหนึ่ง ก็จะลดนิสัยที่เห็นแก่นอนได้ส่วนหนึ่ง. ทีนี้เราทำบ่อย ๆ ก็ลดได้หลายส่วน ; อย่างนี้ก็เรียกว่าธุดงค์ จะกำจัดการนอนส่วนที่เหลือเพื่อ หรือเพ้อ ไม่มักมากในการนอน. รวมความแล้ว คำว่าธุดงค์นก็แปลว่า กำจัดส่วนที่เพ้อ หรือส่วนที่ เป็นความมักมาก. ธุดงค์นี้ก็แจกไปได้หลายอย่าง อย่างน้อยก็ ๑๓ อย่าง แล้ว แจกไปได้อีกหลายสิบอย่าง เราจะมีธุดงค์โดยถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่ได้ ปฏิบัติอะไรเลยได้อย่างไร นี่ขอให้ไปคิดดู. ใจความมันมีอยู่ที่ว่า มันเป็นการ กำจัดสิ่งที่เกิน "ส่วนเกินหรือส่วนมักมาก และเราก็มีเจตนาในข้อนี้ข้อเดียวเท่านี้ว่า เ ราจะกำจัดส่วนเกิน มันก็เป็นธุดงค์หมดทุกข้อ. นี่ปฏิบัติข้อเดียวเป็นธุดงค์ หมดทุกข้อ. ทีนี้ ไม่ปฏิบัติอะไรเลย นอกจากว่า จะทำความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยความเป็นตัวตน อย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้นอย่างนี้ ; ถ้ามีจิตใจอย่างนี้อยู่ มีเพียงจิตใจอย่างนี้อยู่ รักษาจิตใจอย่างนี้ไว้ได้อยู่ มันก็มี

น.287 ธุดงค์เอง ครบหมดทุกข้อ โดยไม่ต้องไปออกท่าทางอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ตามที่เขาจาระไนไว้. นี้เรียกว่า ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลยเกี่ยวกับธุดงค์ ; แต่กลับ มีธุดงค์ครบหมด, ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดีทุกข้อ. นี่ จะไม่เรียกว่าลัดอย่างไรกัน ; มันต้องลัด, แล้วก็ ลัดอย่างที่เรียกว่า "มาเหนือเมฆ" คือไม่ได้ทำอะไรเลยกลับได้หมด หรือว่า ทำนิดเดียวก็ได้หมด ไม่มีเหลือ."นี้ตัวอย่างในเรื่องทางศีล, ในเรื่องธุดงค์อย่างนี้. ที่นี้ ก็จะพูดตัวอย่างอีกที่มันสูงขึ้นไป ๆ เป็นทางสมาธิ เป็นทาง ปัญญา. เราจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำอย่างไรมันจึงจะเท่ากันกับ "ไม่มีเกิด, ไม่มีตาย". เราจะปฏิบัติอย่างรวบรัด หรือลัดอย่างไร มันจึงจะมีค่าเท่ากัน กับว่า "ไม่มีเกิดและไม่มีตาย" พิจารณาในเรื่องทางปัญญาเกี่ยวกับเกิด - ตาย ขอให้นึกดูว่า การปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น ก็เพื่อให้ พันเกิด เพื่อให้พ้นตาย, เรียกว่า "อมตธรรม". ให้พ้นเกิด พันตาย, ให้ไม่เกิด ไม่ตาย และไม่ให้เป็นทุกข์ นั่นจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะเท่ากันกับว่าไม่เกิดไม่ตาย ? แต่ว่าไม่ได้ปฏิบัติมากมาย แปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์เหมือนที่เขาว่ากัน. คำตอบนี้ก็เหมือนกันอีกกับตัวอย่างที่แล้ว ๆ มา ว่า ไม่มีตัวกู - ของกู นั่นแหละ, จิตที่ว่างจากตัวกู - ของกู นั่นแหละ มีค่าเท่ากับไม่เกิด และไม่ตายอยู่แล้ว.

น.288 พูดอย่างเอาเปรียบหน่อยก็ว่า เ วลาใดที่เราไม่ได้นึกถึงความเกิด ความตาย, ไม่ได้นึกถึงเลย ; เมื่อนั้นก็ไม่มีความเกิดความตาย, ไม่มี ปัญหาเรื่องความเกิด ความตาย."จิงต่อเราไปนึกถึงมันเข้า จึงจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเป็นความทุกข์ขึ้นมา. การที่ไปนึกถึงเรื่องเกิดเรื่องตายเข้า นั้นแหละ คือความยึดมั่น ถือมั่น ; ไปยึดมั่นถือมั่นในความเกิดหรือความตายเข้า ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็น ของกูบ้าง, ความเกิด ความตาย มันก็ขู่คำรามคุกคามเอา มันก็เลยเป็นทุกข์. ถ้ามีวิธีใดที่จะไม่ให้เกิดอาการยึดมั่นอย่างนี้ได้ นั่นแหละ ก็เท่ากับว่า เราไม่มีความเกิดไม่มีความตาย ; ฉะนั้น ก็หันหน้าไปทางที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใด โดยความเป็นตัวกู - ของกู. ข้อปฏิบัติก็จะมีเพียงเท่านั้น, หลัก มันมีเพียงเท่านั้น ความเท็จจริงมันมีเพียงเท่านั้น. ให้จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู - ของกู อยู่เรื่อยไป ; เหมือน กับนั่งอยู่ที่นี่ เวลานี้ ก็ไม่ได้ยึดมั่นเรื่องตัวกู- ของกู ; ฉะนั้น ไม่มีปัญหาเรื่อง เกิด เรื่องตาย. ต่อกลับไปแล้ว ลองไปนึกถึงมันซิ ไปมองในแง่ที่ยึดมั่นถือมั่นซิ ปัญหาจะมีขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้เรากำลังทำอะไรอย่างอื่นอยู่ ปัญหาตัวกู - ของกู แทรกแซง เข้ามาไม่ได้ เก้าก็เลยถือเอาอันนี้แหละเป็นตัวอย่างสำหรับศึกษา, สำหรับพินิจ พิจารณา ว่า เมื่อเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นแหละ อะไรมีก็เท่ากับไม่มี. พอ ไปยึดมั่นถือมั่น เข้าเท่านั้นแหละ มีอะไรก็เท่ากับมี ; ที่เห็น ง่ายที่สุดก็ เงินทอง, เข้าของ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี นี่แหละ พอไป

น.289 ๒๖๕ ปรมัตถุปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ ยึดมั่นถือมั่นเข้าเมื่อไรก็เท่ากับมีอยู่เมื่อนั้น. พอไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็เท่ากับ ไม่มี ; นอนหลับเสียไม่รู้เรื่อง มันก็เท่ากับไม่มี. เวลาใด ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เท่ากับไม่มี; อะไร ๆ จะมี ต่อเมื่อมีความ รู้สึกยึดมั่นถือมั่น เป็นเขา เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเรา อะไรในทำนองนี้. ฉะนั้น อยู่ด้วยจิตที่ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นในความเกิด ความตาย ก็เท่ากับไม่มี ความเกิด ความตายที่เป็นปัญหา ; ไม่มีปัญหา ก็เท่ากับไม่มี. สุนัขมันมีตัวกูน้อยกว่าคนเรา ฉะนั้น สุนัขมันมีความทุกข์น้อย. นี่เดี๋ยว จะหาว่า อะไร ๆ ก็อ้างตัวอย่างสุนัข ; นี่ก็เพราะไม่มีตัวอย่างอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะสุนัขมันอยู่ใกล้ๆ อยู่ข้าง ๆ กุฏินั่นเอง จึงมองเห็นแต่เรื่องของสุนัข ว่ามันมี ความยึดมั่นถือมั่นน้อยกว่าคน, แล้วมันก็มีความทุกข์น้อยกว่าคน. นี่เป็น กฎเกณฑ์ที่ตายตัว ; พอ ยึดมั่นถือมั่นน้อย ก็มีความทุกข์น้อย ไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นเลย ก็ไม่มีความทุกข์เลย. ที่เราเห็นว่าสุนัขมีความยึดมั่นถือมั่นได้ยาก ยึดมั่นถือมั่นไม่เป็น ยึดมั่น ถือมั่นน้อย มันเลยมีความทุกข์น้อยกว่าคนมากทีเดียว ; นี่อย่าลำเอียง ไป เปรียบเทียบดูให้ดี ๆ เถิด จะเห็นว่า สัตว์มีความทุกข์น้อยกว่าคนมาก. การที่คนแส่ไปยึดมั่นถือมั่นมากกว่าสุนัข แล้วก็ได้รับความทุกข์มาก กว่าสุนัข นี้ไม่ต้องโทษใคร ; มีความตายตัวอยู่ที่ว่า ยึดมั่นถือมั่นก็ต้อง เป็นทุกข์, ไม่ยึดก็ไม่ทุกข์, ยึดมากก็ทุกข์มาก. ยืดน้อยก็ทุกข์น้อย. เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวกู : มีตัวกูเกิด มีตัวกูตาย มีตัวกูต้องไป อย่างนั้น อย่างนี้ ; ถ้ายึดอย่างนี้ก็ไม่มีวันสิ้นสุด กระทั่งตายแล้ว กระทั่งเรื่อง

น.290 หลังจากตายแล้ว ก็เอามาเป็นทุกข์ได้, ยังไม่ทันตายสักที มันก็เอามาเป็นทุกข์ได้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่ามีความยึดมั่นถือมั่นเกินไปเสียแล้ว. มีชีวิตที่อยู่ตรงนี้ก็ยังจัดการไม่เสร็จ ทำไมจะไปห่วงเรื่องต่อตายแล้ว ; แล้วความจริงก็มีอยู่ว่า ถ้าจัดการที่นี่ เดี๋ยวนี้ที่ตรงนี้ได้ดี ต่อตายแล้วก็ต้องดีแน่ อย่าไปเป็นห่วงมันเลย. เราต้องจัดการกับความยึดมั่นถือมั่น ก็จัดการกันที่นี่ เดี๋ยวนี้ละ ; อย่าให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นได้ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น ; ทำลายความยึดมั่นถือมั่นเสีย ก็เท่ากับทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นเพียงกิริยาอาการของความยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น อยู่ด้วยจิตที่ว่างจาก ความรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกูนี่แหละจะไม่มีเกิด ไม่มีตายอยู่ตลอดเวลา นั้น ; นี่เราทำได้เหมือนอย่างว่า "ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ที่เป็นปัญหา". ปัญหาว่าทำอย่างไร จะไม่ไป ไม่อยู่ที่ไหน ทีนี้ ปัญหาที่คล้ายกันก็มีได้ว่า ทำอย่างไร จึงจะเท่ากันกับว่า "ไม่ ได้อยู่ที่ไหน, ไม่ได้ไปไหน, ไม่ได้มาไหน และไม่ได้อยู่ที่ไหน" ? นี้เป็น เรื่องเดียวกัน เรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่ว่าคำพูดหรือคำถามนี่ เราถามให้เล็งไปยัง อีกมุมหนึ่ง : "อยู่ด้วยจิตที่ไม่มีตัวกู อยู่ด้วยจิตที่ไม่เป็นตัวกู อยู่ด้วยจิตที่มี แต่สติปัญญา ; รู้ว่าควรทำอย่างไรในนาทีนี้ ในวินาทีนี้ ที่ควรจะกระทำตามเรื่อง และก็โดยสติปัญญา. อย่าโดยตัวกู อย่าเพื่อตัวกู. ค.อย่างนี้แหละจะไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู ในจิตนั้น ไม่มีความรู้สึกว่า "ตัวกู" อย่างเดียวเท่านั้นแหละพอ ;

น.291 แล้วก็จะไม่รู้สึกว่าอยู่ที่ไหน หรือไปไหน หรือมาไหน, ไม่ได้ไปกรุงเทพ ฯ ไม่ได้มา จากกรุงเทพ ฯ, แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ; เพราะว่าเมื่อจิตว่างจากตัวกูแล้ว ก็สบายดี. นี้ เป็นคุณลักษณะอันหนึ่งของนิพพาน, หรือจะเรียกว่าเป็นไวพจน์ อันหนึ่งของคุณลักษณะมากมายหลายประการของสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. นิพพาน มีลักษณะอย่างไร ๆ ก็ตาม ; นี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของนิพพานที่ว่า ไม่มีความ รู้สึกว่าอยู่ที่ไหน หรือไปที่ไหน หรือมาจากที่ไหน มันไม่มีไปหมด ; ไปก็ไม่ไป มาก็ไม่มา อยู่ก็ไม่อยู่ ; ก็หมายความว่ามันไม่มีตัวกูที่จะทำอะไรอย่างนั้น. การทำอย่าง ที่ไม่มีตัวกู นี้ จะมีค่าเท่ากับว่า ไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้ ไปที่ไหน ไม่ได้มาที่ไหน เราสังเกตดูตัวอย่างง่าย ๆ ว่าเวลาที่เรานอนหลับ หมาย ความว่า นอนหลับจริงๆ ไม่ใช่ฝั่น มันก็ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้มาไหน ไม่ได้อยู่ ที่ไหน. ทีนี้ เวลาที่จิตสงบจริง มันก็เหมือนเวลาที่หลับจริงอย่างนี้. จิตที่สงบจริง ๆ จะไม่รู้สึกว่าจะอยู่ที่นี่ หรือว่า จะไปไหน จะมาไหน ; ถ้ายังรู้สึกว่าตัวกูจะไปไหน จะมาจากไหน จะอยู่ที่นี่แล้ว ยังไม่สงบ ; เพราะว่า จะอยู่ที่ไหน จะไปที่ไหน นั่นมันตัวกูไป ; ถ้าเรา ยังรู้สึกว่าเราจะไป กรุงเทพ ฯ หรือว่าเรายังอยู่ที่นี่ นี้ ยังเป็นตัวกู ทั้งนั้น. กีดกันตัวกูออกไปเสีย เหลือแต่สติปัญญาว่าร่างกายนี้จะทำอย่างไรบ้าง ก็ทำไป, จะเข้าไปอยู่ในครัวกินข้าวก็ได้, จะออกมานอนก็ได้ จะอะไรก็ได้, อย่าให้เป็นความรู้สึกชนิดที่ว่าเป็นตัวกู. ถ้าทำได้อย่างนี้ จะมีผลเท่ากับว่า ไม่มีการไปไหน มาไหน หรืออยู่ที่ไหน; รับ ก็เลยว่าง เลยสบายดี.

น.292 ปัญหาว่า ทำอย่างไร จะไม่มีได้มีเสีย คุ้มสังคม หัวข้อต่อไปก็อยากจะพูดว่า ทำอย่างไร มันจึงจะเท่ากันกับการที่ว่า ไม่มีได้, ไม่มีเสีย, ไม่มีแพ้, ไม่มีชนะ, ไม่มี ได้ที่ให้ดีใจ, ไม่มีเสีย ที่ให้เสียใจ, ไม่มีแพ้ที่ให้เสียใจ, ไม่มีชนะที่ทำให้ดีใจ จะไม่มี, จะทำอย่างไร จึงจะมีค่าเท่ากับความเป็นอย่างนั้น. ไม่มี ได้ ไม่มีเสีย จิตใจจะรู้สึกว่างจากการได้ การเสีย แล้วก็สบาย. แม้ว่าเงินจะหายไปสักแสนบาท ก็จะไม่รู้สึกว่าเงินหายไป คือไม่มีเสีย, หรือว่า จะได้เงินมาสักล้านบาท แต่ไม่รู้สึกว่าได้มา ก็เท่ากับไม่ได้มา. ถ้าไม่รู้สึกว่าได้มา หรือเสียไป ก็ไม่ยุ่ง ไม่กระวนกระวาย ไม่มีความทุกข์ ; พอเป็นความรู้สึกว่า กูได้ หรือกูเสีย เท่านั้นแหละ ก็มีความทุกข์. บางคนเสียไปสักหมื่นบาทกินข้าวไม่ค่อยลง บางคนเสียสักล้านบาทจึง จะกินข้าวไม่ค่อยลง แต่ชาวบ้านนอกคอกนา เสียสัก ๕๐ บาทก็กินข้าวไม่ค่อยลง ; เพราะรู้สึกว่า กูเสียไป. ในทางตรงกันข้าม พอรู้สึกว่ากูได้มา ก็กระพือ ก็ฟุ้งซ่าน ก็ตื่นเต้น เรียกว่าใ จมันฟู ถ้าได้มา, แต่ถ้าเสียไปใจมันแฟบ. ความแฟบ ๆ ฟู ๆ นี้ไม่ไหวทั้งสองอย่าง มันกระหืดกระหอบไปทั้ง สองอย่าง. ถ้าจะให้ดี อย่าให้แฟบ ๆ ฟู ๆ, อย่าขึ้นอย่าลง ; คืออย่าให้รู้สึกว่า ได้มา หรือว่าเสียไป แล้วจะสบายดี. อีกอย่างหนึ่ง อย่ารู้สึกว่าแพ้ หรือชนะ : เป็นความแพ้ หรือว่า อะไรแพ้ก็ตามใจ, เป็นความชนะ หรืออะไรชนะก็ตามใจ ; อย่าให้รู้สึกอย่างนั้น

น.293 จึงจะสบาย. ถ้ารู้สึกว่าชนะก็รู้สึกกระหืดกระหอบไปตามแบบของคนชนะ, ถ้าแพ้ ก็นอนก่ายหน้าผากไปตามแบบของคนแพ้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ชนะย่อมประสบการจองเวร จากผู้ที่ เราทำให้เขาแพ้ ; ถ้าเราเป็นผู้ชนะ เราจะต้องคอยต่อต้านกับการจองเวรของ ผู้ที่แพ้ แล้วเขาจะมาแก้ตัว. ถ้าเราแพ้เอง เราก็นอนก่ายหน้าผาก ; มันไม่ไหว ไม่ไหวทั้งแพ้และทั้งชนะ. ทำอย่างไรจึงจะมีจิตใจที่เหมือนกับไม่มีแพ้ และไม่มีชนะ ? คำตอบ เหมือนกันทุกข้อว่า เอาตัวถูนั่นแหละออกไปเสีย จิตคงว่างจากตัวกู ที่จะ เป็นผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้ได้ ผู้เสีย มันก็มีเท่านั้นเอง ; การแพ้การชนะมันก็ เกิดขึ้นไม่ได้ในจิตใจชนิดนั้น. นี่เป็นวิธีเรียนลัด ไม่ให้สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มาครอบงำ ทำให้มีความทุกข์. การปฏิบัติในพระศาสนา ตั้งยืดยาวมากมายหลายพันหลายหมื่นข้อ ก็ เพื่อสิ่งเดียวนี้แหละ เพื่อเป็นนิพพานซึ่งอยู่เหนือการแพ้การชนะอะไร. เดี๋ยวนี้ เรามา ใช้วิธีลัด มาเจาะจงอยู่ตรงที่ ระวังรักษาจิตอย่างเดียว ไม่ให้เกิด เต็มขึ้นมาด้วยตัวกู - ของกู: ให้จิตพร่อง ให้ว่างจากตัวกู - ของกูอยู่เสมอ. จิตชนิดที่ว่างจากตัวกู - ของกูนี้จะ ไม่รู้สึกว่าแฟบหรือฟูได้ เพราะไม่ มีตัวกู คือรบกับใครไม่ได้ ; มันว่างเสียแล้ว จะไปรบกับใครได้ มันไม่มีการรบ สำหรับจิตชนิดนี้. ฉะนั้น จึงไม่มีได้ ไม่มีเสีย ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ; การที่รบ ก็รบกันเพื่อแพ้ชนะ หรือได้หรือเสีย ; นี่เป็นเรื่องของกิเลส เป็นส่วนของกิเลส ไม่ใช่ส่วนของจิตแท้ ๆ.

น.294 จิตแท้ ๆ ที่ไม่มีกิเลส ไม่รบ, ไม่แพ้, ไม่ชนะ ; แต่ส่วนที่เป็น กิเลสเกิดขึ้นเมื่อไร มันก็มีการรบ มีแพ้ มีชนะ มีได้ มีเสีย, ส่วนนี้มันเป็น ของกิเลส ไม่ใช่ส่วนของจิตล้วน ๆ. เพราะฉะนั้นจงอยู่ด้วยจิตล้วน ๆ อย่ามีกิเลส. ถ้าว่า จิตไม่มีกิเลสแล้ว จิตก็มีสติปัญญาของจิตเอง ; เพราะว่านั่น เป็นเรื่องของจิต : จิตแปลว่า รู้, วิญญาณแปลว่า รู้, มโนแปลว่า รู้, จิตรู้ ของมันเองได้. อย่ามีกิเลส แล้วจิตจะรู้ของมันเองว่า ควรทำสิ่งใด, แล้วก็ย่อม ไม่ไปหาเรื่อง. จิตแท้ๆ จิตล้วนๆ จิตบริสุทธิ์นี้ จะไม่ไปหาเรื่อง ; คือถ้าจิต ต้องไปทำอะไรเข้า ก็ไม่ได้ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น, หรือมีอะไรภายนอกมาทำ แก่มัน มันก็ไม่รับเอามายึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น ใครจะมาตีเรา ใครจะมาด่าเรานี้ จิตชนิดนี้ก็จะไม่รับเอาว่าเราถูกตี หรือเราถูกด่า จิตยังคงเฉยอยู่ ; นี่คือความที่ มันไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ไม่มี ได้ ไม่มีเสียของจิตล้วน ๆ จิตบริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. ขอให้จำไว้ว่า ถ้ายังมีการรบกัน ต่อสู้กัน อะไรกันแล้วละก็ ต้องเป็น เรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของจิตที่ว่างจากกิเลส , อย่าพูดถึงเป็นพระอรหันต์ ให้มันเสียเวลาเลย คนธรรมดานี้ ก็มีจิตที่ว่างจากกิเลสได้ ด้วยการระวังรักษา ประคับประคอง หรือด้วยการบังคับ อะไรก็ได้. ที่ ว่างจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ตายตัวไปนั้น เป็นจิตของพระอรหันต์ ; แต่ถ้าของ คนธรรมดา หรือของคนธรรมดาชั้นดี ก็มีว่างได้ ตามกรณีสมควร แก่สถานะของบุคคลนั้น ๆ. เขาเคยผ่านมาแล้วเขาก็เข็ดหลาบเหมือนกัน ไม่อยาก จะมีจิตชนิดนั้น ; อยากจะมีจิตแต่ชนิดที่ไม่มีความทุกข์ ไม่อยากจะไปรับเอา

น.295 ความแพ้ หรือความชนะเข้ามา, กิริยา ไม่อยากจะรับเอาการได้ หรือการเสียเข้ามา, ไม่ยอมรับอะไรทุกอย่างที่มันเป็นคู่ ๆ อย่างนี้เข้ามา ; กิน ให้อยู่ในลักษณะที่เป็นกลาง หรือว่างอยู่ตลอดไป.จะทำอย่างนี้เท่านั้น จึงจะมีค่า เท่ากับว่าไม่มีได้ ไม่มีเสีย ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ทั้ง ๆ ที่ เราไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า เราก็ทำอย่างพระอริยเจ้าได้ โดยวิธีลัด อย่างนี้ ; แล้วไม่ใช่ลัดอยู่แต่ที่นี่ เราจะลัดไปข้างหน้าได้เรื่อย. ถ้า พยายามลัดอย่างนี้บ่อยๆ ไม่เท่าไร ก็จะเป็นพระอริยเจ้า, เป็นพระอรหันต์ไป ในที่สุด เพราะว่าเป็นวิธีลัด. ปัญหาว่า กาลเวลาจะเหมือนกับไม่ล่วงไปหรือหยุดอยู่ ตัวอย่างอันสุดท้ายนี่ ก็อยากจะพูดว่า ทำอย่างไร จึงจะเหมือนกันกับว่า เวลา กาลเวลานี่ มิได้ล่วงไป และก็มิได้หยุดอยู่ ? ปัญหาของคนเรา เนื่องอยู่กับเวลามากเหมือนกัน เช่นมา ไม่ทันเวลา เราก็ร้อนใจ เป็นทุกข์ เพราะเวลามันล่วงไป ; ครั้นเวลามันหยุด เราก็จะ ไม่ได้อะไรตามที่เราควร จะได้. ถ้าเวลามันหยุดก็เท่ากับว่าไม่ได้ทำอะไร, หรือถ้า เวลามันหยุด เราปลูกต้นไม้ลงไปแล้ว ก็ไม่งอกงามต่อไป. นี่ ถ้าเวลามันหยุด ก็มีความทุกข์แบบหนึ่ง, ถ้าเวลามันวิ่ง นี่เราก็มี ความทุกข์อีกแบบหนึ่ง, แบบที่ดีที่สุดก็แบบที่ เรา เป็นคน ที่ ไม่มีเวลาดีกว่า ; เราจะไม่ต้องประสบกับการที่ไม่ทันเวลา หรือเกินเวลา หรือไม่อะไรที่เกี่ยวกับเวลา. เวลาก็ไม่ได้ล่วงไป เวลาก็ไม่ได้หยุดอยู่ แต่มันเท่ากันกับความไม่มีเวลา.

น.296 เรื่องเกี่ยวกับเวลานี้ มีปัญหาคาบเกี่ยวกันมาก หลายสิ่งหลายอย่าง ; แต่ที่สำคัญที่สุดนั้น เกี่ยวกับกิเลสตัณหาของมนุษย์ เรา. กิเลสตัณหาที่ทำให้ เราเกิดเป็นทุกข์ขึ้นนี่ ก็เพราะได้ปัจจัยอันหนึ่งเป็นส่วนประกอบ คือปัจจัยเรื่อง เวลา : ได้ทันเวลาก็ดีใจ ได้ไม่ทันเวลาก็เสียใจ ไม่ได้ในเวลาก็เสียใจ; สิ่งต่าง ๆ มีค่า เพราะความเป็นไปถูกต้องตามเวลา. ถ้าเราได้เงินช้าไป ไม่ทันเวลาก็ไม่มีประโยชน์อะไร ได้ก่อนเวลาก็ไม่มี ประโยชน์อะไร เราจะไปแต่งงานต่อเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี อย่างนี้ก็จะไม่มีประโยชน์ อะไร ; ฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส แห่งความยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็เกี่ยวกับเวลา ; เขาเรียกว่าความสัมพันธ์กัน ระหว่างเวลากับสิ่งทั้งปวง. สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกนี้ จะให้มีค่า มีราคา ก็ต้องเป็นไป อย่างถูกต้องตามเวลา พอผิดเวลาก็ไม่มีค่า ; แล้วเวลาก็เกี่ยวกับมิติอันอื่น ความกว้าง ความยาว ความสูง ความอะไรต่าง ๆ ประจวบพร้อมกันกับเวลาที่พอดี จึงจะเกิดความสวยงามขึ้นมา. ทีนี้ ความสวยงามก็หายไปได้ ถ้าปราศจากความเกี่ยวข้องที่ถูกต้อง ของสิ่งที่เรียกว่าเวลา หรือขนาด หรือทุกอย่างที่จะต้องเกี่ยวข้องกัน, และมีความ พอเหมาะที่จะให้ยึดมั่นถือมั่น แล้วที่สำคัญที่สุดในสิ่งเหล่านี้ ก็น่าจะถือว่า เวลา มีความสำคัญอยู่มากที่สุด มากหรือมากที่สุด. เราไม่สังเกตกันในเรื่องเวลา เพราะว่า เรารู้สึกแต่สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับเราตามเวลา หรือทันเวลา หรือไม่ช้าเกินไปนัก คืออยู่ในวิสัยที่เราจะไปเกี่ยว ข้องกับมันได้. ถ้ามาในเวลาที่ช้า จนเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นไม่ได้ ก็หมดความ หมาย : ฉะนั้น "เวลา" ทำให้คนนี้มีความทุกข์. คิดดูเถิดว่า มีชาติ - ความเกิด

น.297 มีชรา - ความแก่, มีมรณะ - ความตาย เหล่านี้เป็นเรื่องของเวลาทั้งนั้น ; ไม่มี เวลาเสียอย่างเดียว ความเกิด ความแก่ ความตาย ก็ไม่มีความหมาย. โดยเฉพาะตัณหา ความอยาก ความทะเยอทะยานด้วยกิเลสนี่ จำกัด อยู่กับเวลา ; พอพ้นเวลาแล้วก็ไม่อยาก, ก่อนเวลาก็ไม่รู้จะอยากอย่างไร, ต้องอยู่ในวิสัยของเวลา ที่จะทำให้สิ่งนี้มีรส มีชาติ มีเสน่ห์อะไรแก่กิเลส ตัณหา. ถ้าใครกำจัดเวลาเสียได้ คนนั้นก็กำจัดกิเลสตัณหาเสียได้ นี้เป็น สิ่งที่แน่นอนที่สุด ; เดี๋ยวนี้ เราพ่ายแพ้แก่เวลา, เป็นทาสแก่เวลา, เราก็เป็นทาส แก่กิเลสตัณหา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. เวลาที่มาถูกต้องกับวัตถุ, รูปธรรม, นามธรรม ทำให้เกิดเป็นที่ตั้ง แห่งความรัก แห่งความยึดถืออะไรเหล่านี้, แกตลอดจนกิเลสประเภทที่จะเอา หรือจะได้ คือความโลภ หรือความกำหนัด เป็นต้น; พอผิดเวลาไม่ได้ตามใจ หรือผิดในลักษณะนี้ ก็เกิดกิเลสประเภทที่โกรธ เกลียด อะไรขึ้นมา ; แล้วใน ที่สุด "เวลา" นี่ทำให้เกิดปัญหาอันใหญ่หลวง เป็น "ความเกด" ขึ้นมา. ความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป อันไม่รู้ สิ้นสุดนี้ มีความหมายขึ้นมาได้ เพราะเวลาที่เราไปยึดมั่นถือมั่น แล้วจำกัด ลงไปว่านั่นเกิด นั่นตั้งอยู่ นั่นดับไป. ถ้ามีอะไรมาทำให้เรารู้ว่ามันแล้วแต่ เวลา เราก็จะไม่เห็นความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ; อย่างนี้ ก็เท่ากับ ไม่มีเวลา ที่จะมาแยก มาพัน ให้เกิดความหมายที่น่ารัก หรือน่าเกลียด หรือน่ากลัว หรือ น่าอะไรต่าง ๆ.

น.298 สรุปความในที่นี้เสียที ว่า "เวลา" เป็นพญามาร เป็นข้าศึกตัว ร้ายกาจที่สุด ที่ทำให้เราขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆ. ทำอย่างไรเราจึงจะมีจิตใจ เป็นอิสระ ? เหมือนกับว่าไม่มีเวลา คือเวลามิได้วิ่งไป หรือเวลามิได้หยุดอยู่ ; เอาถึงขนาดที่ว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "เวลา". นี่คือความหลุดพ้นตามแบบของ พระพุทธศาสนา คือไม่มีอะไรเหลืออยู่ สำหรับให้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แล้วจะ ไปเกิดความยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น. เราจะพูดกันในแง่อื่นที่มิใช่เวลาก็ได้ แต่พูดตรงไปยัง เวลา นี่ก็ เห็น ได้ง่าย แล้วก็เป็นสิ่งที่เราเกี่ยวข้องอยู่มากที่สุด ; ถึงเวลาจะต้องกิน ถึงเวลา จะต้องนอน, ไม่ได้กินไม่ได้นอนก็เป็นทุกข์แล้ว หรือกลัวล่วงหน้าแล้ว แล้วก็ เอามาคิดได้ ทั้งที่ยังไม่มาถึง ว่าจะตายบ้าง อะไรบ้าง. การที่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคตนี้ เป็นเรื่องมีความทุกข์ ; เรารู้สึก ยึดมั่น เป็นตัวเราเข้าก่อน แล้วก็ต่อสู้หรือแข่งขันกันกับเวลา ทำให้เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต. เราก็ต้องได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นก็ไม่พอใจ ; พอไม่มี ตัวเราเสีย ก็ไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต. อดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่าที่แท้เกิดขึ้นเพราะกิเลสของคน, ความ ต้องการของคน เป็นคน ๆ ไป เป็นคนหนึ่ง ๆ ไป ; ตัวเวลาเอง ก็จะไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต มีแต่เป็นสายอยู่ตามเรื่องของเวลา. ทีนี้ บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง เอาตัวเขาเป็นหลัก, เอาความต้องการ ของเขาเป็นหลัก, ก็เลยมีอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง. ดูเถอะ พวก เด็ก ๆ เข้า ปรารภ ปรารมภ์ ถึงอนาคตกันทั้งนั้น แหละ ; นี่คือที่จะเป็นทุกข์ ไว้ล่วงหน้า.

น.299 ๒๗๕ ปรมัตถ์ปฏิปทาสามารถมาทางลัดเหนือเมฆ อย่ามีเวลาก็ทำได้ เวลามีแต่ว่าไม่รู้ไม่ชี้เกี่ยวกับเวลา, เราไม่รู้ไม่ชี้ เราจะไม่ยอมเป็นทุกข์เพราะเวลา. เราจะทำให้ดีที่สุด : แขน ขา มือ เท้า นี่เรา จะทำให้ดีที่สุด, ให้ถูกต้องตามที่สติปัญญามันมี แล้วก็ให้เต็มที่ และสุดความ สามารถด้วย ; แต่เรื่องเวลา ไม่รู้ไม่ชี้ เพราะจะมาทำให้เราเป็นทุกข์เปล่า ๆ ; อย่างนี้จะไม่มีทุกข์ แล้วก็ไม่ขี้คร้าน เกียจคร้าน เพราะเข้าใจเรื่องเวลาถูกต้อง. เมื่อเรา ต้องการสิ่งนี้ เรา ก็ต้องทำสิ่งนี้ ต้องให้มันถูกต้อง ด้วย สติปัญญา โดยไม่ต้องมีความทุกข์ ; ถ้าทำได้อย่างนี้ เด็กคนนั้นก็คล้าย ๆ เป็น พระอรหันต์ ไม่มีความทุกข์กับใครเป็น ; แต่ก็ทำอะไรได้มาก และมีความเจริญ. ขอให้รู้จักปัจจัยอันสำคัญอีกอันหนึ่งที่เกี่ยวกับความสุข ความทุกข์ ก็คือ "เวลา". ทำอย่างไรจึงจะเหมือนกับว่า เวลามิได้ล่วงไปสำหรับเรา เวลามิได้หยุดอยู่สำหรับเรา ? ก็คืออย่ามีตัวเราเสียซิ. คำตอบทุกข้อ แก่ปัญหาทุกข้อ ”แก่ตัวอย่างทุกอันนี่ อยู่ที่คำตอบ คำเดียวกันทั้งนั้น ; คำตอบว่า อย่ามีตัวเราเสียซี่, อย่าโง่ไปมีตัวเรา, อย่าไปสร้าง ความคิดว่ามีตัวเรา, อย่าไปสร้างความสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวเรา. ให้จิตมีแต่ ความรู้ว่า จะต้องทำอะไรก็ทำไป นั่นถูกแล้ว พอแล้ว เพื่อว่าจะไม่ต้องเป็นทุกข์ ; เกิดมาสำหรับไม่เป็นทุกข์ เกิดมาสำหรับไม่มีกิเลส ก็ต้องทำอย่างนี้ ทำอย่างอื่นไม่ได้. นี่เห็นได้ไหม ว่า เป็นทางลัด ? ลัดไปหาความดับทุกข์ โดยไม่ เล่าเรียนอะไรเหมือนที่เขาเรียน ๆ กัน แล้วก็ลัดอย่างเหนือเมฆเสียด้วย คือชั่ว กระพริบตาเดียวก็ไปถึงนิพพานกันได้. . หรือว่า มันจะมาอย่างแปลกประหลาดที่สุด ราวกับว่าโผล่มาจากเมฆ มาเหนือเมฆ ที่ใคร ๆ ไม่คาดไม่ฝันกัน.

น.300 นี้จึงเรียกว่า เป็นเรื่องลัด แล้วก็สามารถที่จะเข้ามาในทางลัด โดย ไม่ต้องอาศัยปริยัติ ; เรามีปรมัตถปฏิปทาได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยปริยัติที่เพื่อ ที่ฟุ่มเฟือยเหมือนที่หลงใหลกันอยู่ ตามหัวข้อที่พูดว่า "ปรมัตถปฏิปทา สามารถ มาในทางลัดอย่างเหนือเมฆ". คนแก่ ๆ ทั้งหลายอย่าได้กลัวว่า ไม่ได้บวชเป็นพระเป็นเณร ไม่ได้ เรียนปริยัติ ไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก อย่าไปกลัว อย่าไปเสียใจ มันจะโง่ครั้งที่สอง ที่สาม ขึ้นไปอีก; เพราะว่า การ ดับทุกข์โดยตรงนั้น ไม่ได้ดับด้วยปริยัติ แต่ดับได้ด้วยวิธีปฏิบัติ แม้ที่เป็นการลัดอย่างยิ่ง เหนือเมฆอย่างยิ่ง. ชีวิตนี้สอนอยู่ทุกวันว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น ; อย่าไปหวังอยู่ว่า นั่นน่ะจะเป็นนิพพาน. . ถ้าไปหวังจะเอาอะไร ยังไม่ได้นิพพาน, หวังจะเอา นิพพานเองยิ่งไม่ได้ ; ยิ่งถอยให้ห่างออกไปเสียอีก. ฉะนั้น การที่มองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวกู - ของกู นี้แหละ เรียกว่า ปรมัตถปฏิปทา ที่สามารถมาโดยทางลัด ราวกับมาเหนือเมฆ. นี้เป็นการบรรยายเฉพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น ของปัญหาทั้งหมด ว่า การ ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้ มีแง่มีมุม มีความเร้นลับอย่างไรบ้าง เราก็ได้ดูกันมาหลายแง่ หลายมุมแล้ว : ดูปริยัติ ดูปฏิบัติ ดูปฏิเวธ ดูความ ที่มันเกี่ยวข้องกัน, ดูปัญหา ดูอุปสรรค ของการก้าวหน้าไปในทางธรรม. เดี๋ยวนี้ก็กำลังดูถึงข้อที่ว่า การปฏิบัตินั้นควรจะเป็นทางลัด ซึ่ง สามารถจะมีได้แก่คนทุกคน แม้ที่ไม่เป็นนักปริยัติ ; ฉะนั้น เรื่องปริยัตินี้ ก็ถือว่ามันเป็นของเล่น ๆ เป็นผักชีโรยหน้า, เป็นพริกไทยโรยหน้า ไม่ใช่ตัวจริง ;

น.301 ตัวจริงมันอยู่ที่ปฏิบัติโดยที่ไม่ต้องมีตัวกู ของกู. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรับรองว่า นี่น่ะคือทั้งหมดของคำสั่งสอนของตถาคต, นี่น่ะคือ การปฏิบัติทั้งหมดใน ศาสนาของตถาคต, นี่น่ะคือ ผลที่จะได้รับทั้งหมดในศาสนาของตถาคต, ได้แก่ " ความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ โดยความเป็นของตัว". ถ้าเรียนก็เรียนเพียง ข้อนี้, ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพียงข้อนี้, ได้รับผลมันก็มีเท่านี้, แล้วก็หมดไม่มีอะไรเหลือ จึงถือว่า เป็นเรื่องที่ลัดที่สุดแล้ว. การบรรยายนี้ ก็สมควรแก่เวลา ขอโอกาสให้พระสงฆ์สวด คณะสาธยาย สรรเสริญคุณของพระธรรมต่อไปอีก ตามที่เราปฏิบัติกันอยู่ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต