น.302 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในครั้งที่ ๙ แห่งภาคอาสาฬหบูชานี้ จะได้บรรยายต่อจากการบรรยายในครั้งที่แล้ว ๆ มา. การบรรยายใน ครั้งที่แล้ว ๆ มาทุกครั้ง รวมกันแล้ว แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า "ปริยัติ" นี้ มีความ จำเป็นแก่บุคคลบางคน, และ ไม่มีความจำเป็น อะไรเลย แก่บุคคลบางคน ; เป็นอันตรายก็ได้ เป็นประโยชน์ก็ได้. ๒๗๙
น.303 ข้อนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติในขั้นปรมัตถปฏิปทานั้น ไม่อาจจะกล่าวได้ว่า จำเป็นที่จะต้องมีปริยัติเป็นพื้นฐาน. ขอให้ท่าน ทั้งหลายเกิดความแน่ใจ ว่า แม้ว่าจะเป็นคนแก่ คนเฒ่า ไม่รู้หนังสือ ก็สามารถ ที่จะปฏิบัติในขั้นปรมัตถปฏิปทาได้ อยู่นั่นเอง. ทบทวนในกรณีที่ปริยัติไม่จำเป็นแก่บางคน ในคราวก่อนได้ประมวลลักษณะของ การปฏิบัติทุกชนิด เท่าที่จะมีอยู่ ในวงพระพุทธศาสนา ตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว, แสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่าง กันมาก และมันต่างกันถึงกับว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่รักษาสภาพ ปรกติไว้เท่านั้น ก็ยังเอาตัวรอดได้. ปรมัตถปฏิปทา ไม่เกี่ยวกับปริยัติ และส่วนผู้ที่แตกฉานในปริยัตินั้น ก็ไม่สนใจในปรมัตถุปฏิปทา; ดูจะเป็นการเล่นซ่อนหากันอยู่เสียเรื่อยไป ดังนี้. ในครั้งที่แล้วมาจึงชี้ให้เห็นชัดลงไปว่า การปฏิบัติในขั้นปรมัตถปฏิปทานั้น สามารถมาได้ในทางลัด อย่างกับว่ามาเหนือเมฆทีเดียว. ผู้ใดมีอุปนิสัยใจคอ อย่างไร ถ้าได้เลือกเอาอุบาย หรือเคล็ดลับในการปฏิบัติให้ถูกให้ตรงแล้ว ก็จะ ประสบผลสำเร็จแห่งปรมัตถุปฏิปทานั้นได้เท่ากันกับผู้ที่รู้ปริยัติ หรือว่าได้รู้เรื่อง ต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกันอีกมากมาย. ความประสงค์ในที่นี้ มุ่งหมายเอาความหลุดพ้นจากกิเลส จากอาสวะ เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง เท่านั้นเอง ; ได้แสดงลักษณะของปรมัตถปฏิปทาa
น.304 ชนิดที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับปริยัติ มาโดยครบถ้วนแล้ว. ต่อไปนี้ ก็จะแสดงถึง ปรมัตถปฏิปทา ที่สักว่าอาศัยพระพุทธภาษิตสั้น ๆ สักแบบหนึ่ง. คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกเรียกว่า ปริยัติ แต่ที่ถูก ปริยัติ คือการ ปฏิบัติในรูปของคำพูด คำสอนของพระพุทธเจ้า ในเวลานี้ ถูกเรียกว่า ปริยัติ ; แต่ที่แท้นั้น หาใช่ ปริยัติ ไม่ เพราะว่า พระองค์ มิได้ทรงมุ่งหมายให้สาวกมีปริยัติ หรือ แตกฉานในปริยัติอย่างสมัยนี้ ; แต่คำสอนของพระองค์ ก็ถูกเรียกว่า ปริยัติ. ปริยัติที่เป็นเพชรพลอยนั้นคือ การปฏิบัติที่มาอยู่ในคำพูดเพียงสอง สามคำ. ท่านลองฟังดูให้ดีอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า ปริยัติชนิดที่เป็นเพชร พลอย นั่น นั้นก็คือ การปฏิบัติ แต่ว่ามาอยู่ในรูปของคำพูดเพียงสองสามคำ เท่าที่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสในคราวหนึ่ง ๆ อย่างที่จะนำมาแสดงในวันนี้. จงดูให้ดีว่า การปฏิบัติ นั้นก็ ถูกนำเอามาพูดมาสอนก่อน แล้ว จึงปฏิบัติกัน ; คำพูดเพียงเท่านี้ เท่านั้นแหละที่จะเรียกว่า เป็นเพชรพลอย. ถ้าอยู่ในคำพูดจะเรียกว่า ปริยัติที่เป็นเพชรพลอยก็ได้, หรือจะเรียกว่า เป็น เมล็ดพืชที่กำลังงอก แตกหน่อออกมาก็ได้. ขอให้ทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งชัดเจน ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ และปฏิบัติโดยถูกต้อง เพื่อว่าจะไม่หลงเอานั่นเอานี่มา ให้มันมากเกินความ
น.305 จำเป็น ; ครั้นเมื่อเอาไม่ได้ก็น้อยใจ เสียใจ หรือกลัวว่าเราจะเป็นผู้ที่ไม่ได้อะไร จากพระพุทธศาสนา. คำบรรยายที่แล้ว ๆ มา ก็ได้แสดงให้เห็นซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า จะถือเอาผล แห่งพระศาสนาก็ยังได้ โดยที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรมาก ก็ยังได้ ; เพราะว่า ชีวิตทุกชีวิตนั้นย่อมเป็นการสั่งสอน, การเล่าเรียน, หรือ เป็นปริยัติ อยู่ ในตัวของมันเอง, เว้นเสียแต่ว่า คนจะเขลามากเกินไป คนจึงมองไม่เห็นอะไร ที่มันแสดงอยู่ในตัวของมันเอง ในชีวิตประจำวันของตัวเอง. สิ่งนี้ต่างหากที่จะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่คนเราจะมองเห็นธรรมะในขั้นปรมัตถ์ และมีการ ปฏิบัติในขั้นปรมัตถ์จนดับทุกข์ได้. เมื่อได้มีความเข้าใจถูกต้อง ไม่หลงในเรื่องของปริยัติ แล้วก็ไม่กลัวใน ข้อที่ว่า จะไม่มีปริยัติอย่างที่เขาสอน ๆ กัน ; เราอาจจะถือเอาจาก พระพุทธภาษต สั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ ซึ่งเป็นเหมือนเพชรพลอยแห่งปริยัตินั้น มาเป็นหลักปฏิบัติ ก็ยังได้. การกระทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรม ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อ ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ในพระบาลี ฉฉักกสูตร เรื่องการกระทำซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์ในทิฏฐธรรมนี้ คือในชาติ ปัจจุบันทันตาเห็นนี้. แต่อยากจะขอให้ทุกคนย้อนระลึกนึกถึง ข้อเท็จจริงอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ว่า บรรดาคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จะสอนว่าอย่างไรก็ตาม จะเป็นกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นข้อก็ตาม ; นั่นก็เป็นคำสอนเพียงข้อเดียว คือจะทรง
น.306 แสดงความที่ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ จะไปยึดมั่นถือมั่น ว่า เป็นตัว เป็นตน หรือเป็นของของตนนั้นไม่ได้. อย่ามีความสำคัญมั่นหมายไปในทำนองยึดมั่นถือมั่นนั้น แล้วก็มีสติปัญญา ที่จะทำอะไร ๆ ที่เป็นหน้าที่ของตน ที่มาถึงเข้าเฉพาะหน้า ให้ล่วงไปด้วยดี. เมื่อ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวตน ของตนดังนี้ ก็ จะไม่มีความ ทุกข์เลย ; การงานก็ทำได้ ต้องการอะไรในสิ่งที่ควรจะได้ ก็ได้, จะใช้ ประโยชน์อะไรก็ได้; เป็นอันว่า ไม่มีความทุกข์เลย. หัวใจของพุทธศาสนาทุกสูตร แสดงอนัตตลักขณะต่อจากธรรมจักร สูตรทั้งหลายล้วนแต่จะแสดงใจความสำคัญข้อนี้ทั้งนั้น สูตร หรือคำ อธิบายของสูตรส่วนหนึ่ง ๆ ที่จะจบลงด้วยคำว่า เนตํ มม - นั่นมิใช่ของเรา, เนโสหมสฺมิ - นั่นมิใช่ตัวเรา, น เมโส อตฺตา - นั่นมิใช่ตัวตนของเรา ; อย่างนี้มีมากที่สุดภาพื่อง ในพระไตรปิฎกจะพราวไปด้วยประโยคสามประโยคนี้ ว่า เนตํ มม, เนโสหมสฺมิ, น เมโส อตฺตา. พระพุทธองค์จะทรงแสดงธรรมะนี้ ชี้ไปที่สิ่งนั้น สิ่งนี้ หรือทุกสิ่งที่ เกี่ยวข้องกันกับมนุษย์ แม้จะชี้ไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะมีคำตรัสว่า เนตํ มม - นั่นมิใช่ของเรา, เนโสหมสฺมิ - นั่นมิใช่ตัวเรา, น เมโส อตฺตา - นั่นมิใช่ตัวตนของเรา ซ้ำแล้วซ้ำอีก.
น.307 ถ้าจะทรงระบุเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ ประการนี้ ก็จะสรุปลงอย่างนี้ว่า นั้นมิใช่ของเรา นั่นมิใช่ตัวเรา นั้นมิใช่ตัวตนของ เรา ; จะชี้ไปที่อะไรก็ตาม ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ยึดถือ ก็จะต้องทรง แสดงด้วยประโยคสามประโยคนี้ทั้งนั้น ; แสดงด้วยคำพูดตรง ๆ ว่า เนตํ มม ฯ เป็นต้นนี้ ก็มีมากเหลือเกิน. แม้ที่แสดงด้วยคำพูดอย่างอื่น แต่มีความหมาย อย่างนี้ ก็มีมากยิ่งขึ้นไปอีก ; เพราะว่า ถ้าเป็นความยึดถือแล้ว ก็ล้วนแต่จะมี ความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น. เรื่องที่จะยึดถือในอะไรก็ตาม หรือว่าจะตรัสไว้ในคำพูดอย่างอื่น แต่ แสดงความยึดถือแล้ว ย่อมแสดงใจความของคำทั้งสามนี้ทั้งนั้น. ดังนั้นขอให้ท่าน ทั้งหลายถือว่านี่แหละคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ว่า เนตํ มม - นั่นไม่ใช่ ของเรา, เนโสหมสฺมิ - นั่นมิใช่เป็นเรา, น เมโส อตฺตา - นั่นมิใช่ตัวตนของเรา. ถ้าเราจะโกรธขึ้นมา เราจะพูดว่า เนตํ มม - นั่นไม่ใช่ของกู, เนโสหมสฺมิ - นั่นมิใช่ตัวกู, น เมโส อตฺตา - นั่นมิใช่ตัวตนของกู ; อย่างนี้ ก็ได้. บางทีจะทราบจะจำมากกว่าที่จะพูดกับมันดี ๆ ; แต่ฟังดูแล้วมันน่าเกลียด ที่ว่านั่นมิใช่ของกู, นั่นมิใช่ตัวกู, นั่นมิใช่ตัวตนของกู ; อย่างนี้ฟังไม่เพราะหู แต่แล้วก็จงรู้เถิดว่า นี่แหละคือหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระองค์จะทรง แสดงอะไรๆ ก็จะมาสรุปใจความอยู่ที่ตรงนี้ ทั้งนั้น. จึงพิจารณาดูว่า ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ในครั้งแรกนั้น ก็ทรงแสดงด้วยถ้อยคำ สองสามคำนี้ : -
น.308 ทรงแสดงถึงเบญจขันธ์ เรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็ทรง แสดงว่า "แต่ละอย่าง ๆ ล้วนแต่ เนตํ มม, เนโสหมสฺมิ, น เมโส อตฺตา ; เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้เถิด " ; ทำให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ เหล่านั้นบรรลุความเป็นพระอรหันต์. ท่านทั้งหลาย จงลองคิดดูว่า คำพูดสามประโยคสั้น ๆ นั้น มีความ หมายอย่างไร, มีน้ำหนักอย่างไร, ควรจะยกขึ้นมาเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้หรือไม่ ? บางคนที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านถูกถาม หรือถูก ขอร้องให้สรุปใจความทั้งหมดในพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น ; อย่างนี้ก็เป็นอย่างเดียวกัน ; ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็คือ อย่ายึดมั่นถือมั่นว่า เนตํ มม -ว่านั่นเป็นของกู, เอโสหมสฺมิ - นั่นตัวกู, เอโส เม อตฺตา - นั่นตัวตนกู. ถ้ายึดมั่น ก็จะกลายเป็นว่า นั่นของกู, นั่นตัวกู, นั้นตัวตนของกู ; ถ้า ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นเพียงแต่กลับกันว่า นั่นมิใช่ของกู, นั่นมิใช่ตัวกู, นั่นมิใช่ตัวตนของกู ดังนี้. เมื่อ กล่าวสรุปคำ ทั้งหมดนี้ ก็เรียกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นเฉย ๆ ; สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. แต่ถ้าถามว่า ยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็น อย่างไร ? ก็บอกว่า ยึดมั่นว่าตัวกู ว่าของกู ว่าตัวตนของกู. ถ้าไม่ยึดมั่น
น.309 ถือมั่น ก็ว่านั่นมิใช่ของกู. นั่นมิใช่ตัวกู นั่นมิใช่ตัวตนของกู .. นี่จึงขอร้องให้ ท่านทั้งหลายจำประโยคเหล่านี้ ใช่ต่อท้ายไว้อีกหมู่หนึ่ง : สามประโยคด้วยกันว่า เนตํ มม -นั่นมิใช่ของกู, เนโสหมสฺมิ - นั่นมิใช่ตัวกู, ม เมโส อตฺตา - นั่นมิใช่ตัวตนของกู. ขออย่าถือเอาถ้อยคำที่ฟังดูหยาบคาย, ถือเอาแต่ความหมายของมันที่ รุนแรง ๆ เพราะว่า คนโง่ ๆ นั้นยึดถือแรง. เมื่อยึดถือแรง ก็ย่อมยึดถือ อย่างที่ว่านี้ทั้งนั้น. จำไว้ให้ดีว่า คน เขายึดถือกันอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ; ยิ่งมี อวิชชามาก ก็ยิ่งมีตัวกูใหญ่หลวง มีของกูใหญ่หลวง ; แต่ตัวเองไม่รู้สึก ดูคล้าย ๆ กับว่าไม่มี. เดี๋ยวนี้กำลังชี้ให้เห็นชัด ให้รู้จักสังเกต ว่าความรู้สึก ที่ยึดมั่นนั้น เป็นอย่างไร, ไม่ยึดมั่นนั้นเป็นอย่างไร ; แล้วก็เอาสามประโยคนี้ต่อท้าย ประโยค ที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วบ่อยๆ ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, เอตํ มม ว่านั่นของกู, เอโสหมสฺมิ ว่านั่นตัวกู, เอโส เม อตฺตา ว่านั่นตัวตนของกู ดังนี้. ต้องจับหัวใจของพุทธศาสนาให้ได้ สิ่งที่ยึดถือนั้น มีทั้งภายในทั้งภายนอก แสดงว่า ถ้าภายใน ก็ยึดถือ ว่าเป็นตัวกู, ถ้าภายนอก ก็ยึดถือว่าเป็นของกู, มีแต่เพียงสองอย่างนี้ เท่านั้นเอง.
น.310 ๒๘๗ ปรมัตถ์ปฏิปทา สักว่าพุทธภาษิตสั้น ๆ นานาแบบ จะขอบอกซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พระไตรปิฎกทั้งหมด ทั้งสิ้น จะแพรว- พราวไปด้วยคำว่า เนตํ มม, เนโสหมสฺมิ, น เมโส อตฺตา แสดงว่า ไม่ควร ยึดถือว่า นั่นของเรา, ว่านั่นเป็นเรา, ว่านั่นเป็นตัวตนของเรา. บางที พูดไว้ตรงอย่างนี้, บางทีพูดไว้ด้วยคำพูดอย่างอื่น แต่มีความหมายอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น เราจะพูดเสียใหม่ว่า พระพุทธเจ้าท่านพูดอะไรไม่เป็นดอก ท่านพูด เป็นแต่ว่า นั่นมิใช่ของกู, นั่นมิใช่ตัวกู, นั่นมิใช่ตัวตนของกู, อย่างนี้ก็พอแล้ว. เราไม่ต้องเสียใจว่า ไม่ได้เรียนปริยัติอะไรให้มันมากมายไปกว่านี้ ; รู้แต่ว่า นี่แหละคือความยึดมั่นถือมั่น หรือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น มันตรง กันข้ามอยู่อย่างนี้. ยังมีสูตรอื่น ที่มีใจความสั้นทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม ทีนี้ จะได้แสดงถึงพระสูตรที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า จะยกมาแสดงให้เห็นว่า ยังมีสูตรอะไรบ้าง ; แม้ว่าจะมิได้ออกชื่อสามประโยคนี้. แต่ก็ยังเป็นใจความ ของสามประโยคนี้อยู่นั่นเอง ; และสูตรนั้นก็มีใจความอันสอนให้ประพฤติปฏิบัติ ถึงขนาดที่จะทำความสั้นสุดแห่งความทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม สำหรับคำว่า "ทิฏฐธรรม" นี้ขอ ให้ถือเอาใจความสั้น ๆ ว่า "ทันตา เห็น" หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ มัน ทันควันของการปฏิบัติ. คำว่า "ทันควัน" ในภาษาไทยนี่คงจะหมายถึง การยิงกันด้วยปืน แล้วก็ได้ผลแห่งการยิง "ทันควัน" คือควันที่ยิงปืนยังไม่ทันจะจางไป ผลนั้นก็ได้แล้ว ; คงจะหมายถึงอย่างนี้ จึงจะ
น.311 เรียกว่า "ทันควัน". นี้แสดงว่า ได้ผลทันที ไม่ต้องรอ ; อย่างที่เรียกว่า "ต้องรอ". อย่างนี้ยังดีกว่าที่ว่า "ในชาตินี้" ; "ถ้าในชาตินี้" มันก็ยัง ต้องรอ จนกระทั่งหลายวัน หลายเดือน หลายปีก็ได้. คำว่า "ทิฏฐธรรม" ในบาลีสังเกตดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า มีความ หมายว่า "ทันควัน" เช่นว่า กิเลสเกิดขึ้น มันก็เป็นทุกข์ทันควัน, กิเลส หายไป ก็เป็นสุขทันควัน ; มัน "ทันควัน" กันเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอ อีกหลาย ชั่วโมง หลายวัน หลายเดือน หลายปี แม้ว่าในชาตินี้. คนเขาขยายความกันกว้างเกินไป ทำให้น้ำหนัก หรือค่าของคำว่า ทิฏฐธรรมคำนี้หย่อนลงไป; ฉะนั้นขอให้ถือเอาความหมายเสียใหม่ ตามที่มีอยู่ ในบาลีจริง ๆ ว่า ถ้าพูดว่า ทิฏฐธรรม, หรือในทิฏฐธรรมนี้แล้ว ก็ให้แปลว่า "ทันควัน" คือ ทันความรู้สึกนึกคิด ที่กำลังนึกคิดอยู่นั่นเอง. การกระทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม จะหมายความว่า ทำให้ทุกข์ดับไปได้ ปรากฏผลในทันทีที่มีการกระทำ ; นี่ท่านทั้งหลายคงจะ สนใจบ้างว่า มันอะไรกัน ที่จะทำให้ดับทุกข์ได้ทันควัน ? มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ มากทีเดียว ; หากเป็นดังนี้ ก็ขอให้ฟังให้ดี ทำความเข้าใจให้ดีในสูตรนี้. ถ้าปฏิบัติถูกต่อเวทนา จะทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้ทันควัน สูตรนี้มีเรื่องยืดยาว แต่ใจความก็มีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับภิกษุ เรื่องปฏิบัติเกี่ยวกับเวทนา ที่เกิดขึ้นมา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อทุกขมสุขบ้าง ;
น.312 ถ้าปฏิบัติถูก ต่อสิ่งที่เรียกว่าเวทนาเหล่านี้ ก็จะทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้ทันควัน : โดยบทว่า ทิฏฐิธมฺเม หรือ ทิฏฺฐ ธมฺเม -ในธรรมอันตนเห็นแล้ว, หรือ ในธรรมอันตนรู้สึกแล้ว. แต่ ถ้าเขาปฏิบัติไม่ถูกต้องต่อเวทนาทั้งสาม นี้แล้ว เขาก็ ไม่สามารถ จะทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้เลย ; นั่นแหละมันตลอดชีวิต จนตายเข้าโลงไป ก็ทำที่สุดแห่งความทุกข์ไม่ได้. ในทิฏฐธรรม ในความหมายที่มันทำความดับ ทุกข์ไม่ได้นี่แหละ ควรจะยืดยาว ตั้งแต่เดี๋ยวนี้จนถึงเวลาที่จะเข้าโลง. ถ้ามัน เป็นเรื่องของการทำได้ คือ ทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้แล้ว คำว่า "ทิฏฐธรรม" มัน ต้องทันควันแห่งการกระทำ ซึ่งเท่ากับควันของปืนที่ยิงออกไป ไม่ทันจะจาง ไปจนหมดสิ้น. พระบาลีนี้มีอยู่ดังนี้ว่า... จกฺขุญฺจ โข ภิกฺขเว ปฏิจฺจ รูเป จ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยซึ่งตาด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, อุปปชชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้น. . นี่จงศึกษาให้ดีว่า ถ้าไม่อาศัย ตา ด้วย รูปด้วยแล้ว จักขุวิญญาณเกิดขึ้นไม่ได้. คนอาจจะเรียนกัน หรือสอนกันอยู่ในโรงเรียนนักธรรมว่า มีจักขุ- วิญญาณแล้ว จึงเห็นรูป ; คงจะคิดว่า มีจักขุวิญญาณแล้วจึงเห็นรูป ; แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น , ถ้า ไม่มีรูป กับตา จักขุวิญญาณเกิดขึ้นไม่ได้.
น.313 การที่จะให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น สำหรับเห็นรูปนั้น เป็นคำพูดที่ทำให้ เข้าใจผิดได้ : เห็น จะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ต่อเมื่อมี ตา กับ รูป มาถึงกันเข้า กระทบ กัน เข้า จักขุวิญญาณจึงจะเกิดขึ้น. ท่านใช้คำว่า อุปฺปชฺชติ ซึ่งแปลว่า เกิดขึ้น ; ไม่ได้แปลว่า ปรากฏขึ้น, หรือไม่ได้แปลว่า ออกมา. อุปฺปชฺชติ แปลว่า เกิดขึ้น, มันเพิ่งเกิดขึ้น. ฉะนั้นจิตใจที่มีอยู่ข้างในนั้น ยังไม่เรียกว่าจักขุวิญญาณ เพราะมัน ไม่ได้ทำหน้าที่ทางจักษุ ; ว่า แต่ด้วย รูป กับ ตา หรือ ตา กับ รูป อาศัยกัน จึงจะทำให้เกิดจักขุวิญญาณขึ้นมา. นี่แหละตามธรรมดาเราก็มีตา ข้างใน, ข้างนอก ก็มีรูป ; ตากับรูป อาศัยกัน เมื่อไร จักษุวิญญาณก็จะเกิดขึ้น ; ก็ได้เป็นสามเรื่องด้วยกัน คือ ตา เรื่องหนึ่ง, รูปเรื่องหนึ่ง, จักขุวิญญาณอีกเรื่องหนึ่ง. ที่นี้ สามเรื่องนี้ท่านตรัสว่า ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส - การประจวบกัน แห่งสิ่งทั้งสามนี้ เรียกว่า ผัสสะ , ต้องมีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณแล้ว จึงจะเรียกว่า ผัสสะ. ที่เราเข้าใจ หรือสอนกันไปแต่เพียงว่า ตาสัมผัสรูปเรียกว่า ผัสสะ ; แต่ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ระหว่างสิ่งทั้งสามรวมกัน คือ ตากับรูป กับ จักขุวิญญาณ รวมกันจึงจะเรียกว่า ผัสสะ. ถ้าเพียงแต่ตากระทบรูป ก็ยังไม่เรียกว่าผัสสะ ต้องมีจักขุวิญญาณด้วย ; ทั้งสามอย่างนี้ทำงานร่วมกัน ใช้คำว่า สงฺคติ. สงฺคติ แปลว่า มาพร้อมกัน หรือ ถึงพร้อมกัน , ถึงพร้อมกันแห่งสิ่งทั้งสามนี้ เรียกว่า ผสฺโส คือ ผัสสะ. เราจึงรู้จักผัสสะในลักษณะอย่างนี้ : ถ้าทางตา ก็คือตากับรูป แล้วก็จักขุวิญญาณ เข้ามาร่วมกันเรียกว่าผัสสะ, ถ้าทางหู ก็หูและเสียง แล้วก็โสตวิญญาณเข้ามาร่วมกัน
น.314 เรียกว่า ผัสสะ นี่จึงมีผัสสะที่เกี่ยวกับตา ที่เกี่ยวกับหู, ที่เกี่ยวกับจมูก ลิ้น กาย ใจ, ได้ทั้ง ๖ อย่าง. ทีนี้ ผัสสะเกิดขึ้น เพราะความประจวบกันแห่งสิ่งทั้งสามนี้ เรื่องก็ ดำเนินต่อไปว่า ผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ - เพราะมีผัสสะนั้นเป็นปัจจัย เวทนาย่อมเกิดขึ้น, เวทนาย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย พูดอย่างนี้ก็ได้ ; หรือว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น พูดอย่างนี้ก็ได้. นี้มีความสำคัญอยู่ที่ ต้องสังเกตว่า "เวทนาย่อมเกิดขึ้น" ; ความว่า เวทนาไม่ได้เกิดอยู่ก่อน แต่ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีผลสะ, คือ การประจวบกัน ระหว่างสิ่งทั้งสาม. การที่ท่านตรัสอย่างนี้ ก็เพื่อให้มองให้เห็นว่า เวทนานั้นเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ มันเพิ่งเกิดขึ้น เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย ก่อนหน้านั้นก็ไม่มี. ถ้าก่อน หน้านั้นมันมี ก็ไม่ต้องใช้คำว่า "เกิดขึ้น" เมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย. นี่ควรจะมองเห็นต่อไปว่า ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย สิ่งที่เรียกว่า เวทนา ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ; ฉะนั้น เมื่อเวทนาเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ จะเอามาเป็นตัวเรา เอามาเป็นของเราไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็น ปัจจัย, แล้ว ผัสสะก็เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ สักว่า ตา กับ รูป อาศัยกัน เกิด จักขุวิญญาณขึ้นมา ทำงานพร้อมกัน เรียกว่าผัสสะ ; มันเป็นของชั่วคราวยิ่งกว่า ชั่วคราว, เป็นของขณะจิต, หรือว่าเป็นแบบสายฟ้าแลบกันไปทั้งนั้น ไม่มีอะไร ยั่งยืนถาวรได้ ; แต่โดยเหตุที่มันเกิดมาถี่ ๆ ติดกันไป เราจึงไม่ค่อยได้รู้สึก แล้วก็ ได้หลงใหลในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะบ้าง เวทนาบ้าง.
น.315 นี่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า สิ่งที่เพิ่งเกิด ในลักษณะแบบสายฟ้าแลบ อย่างนี้ มัน จะเป็นตัวเป็นตน ให้แก่ผู้ใดได้อย่างไร ; กับการไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง เหล่านั้น มันก็น่าสงสาร. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น :- สุขํ วา-เป็นสุขบ้าง, ทุกขํ วา-เป็นทุกข์บ้าง, อทุกฺขมสุขํ วา - ไม่กล่าวได้ว่าทุกข์ว่าสุขบ้าง ; ร่วมเป็นสามชนิด. เวทนาที่เกี่ยวอยู่กับ คนเรา มีอยู่เป็นสามชนิด : - ถ้าถูกใจก็เรียกว่าเป็นสุข, ไม่ถูกใจก็เรียกว่าเป็น ทุกข์, ถ้าไม่แน่ว่าอะไร ก็เรียกว่า อทุกขมสุข. ทรงสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับเวทนา เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของสุขเวทนา ในพระสูตรนี้ได้ตรัสถึง สิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้ เป็นตัวการสำคัญ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อยู่ที่การปฏิบัติ เกี่ยวกับเวทนานี้เอง ; ดังนั้นพระองค์จึงตรัสต่อไปว่า โส สุขาย เวทนาย ผุฏฺโฐ สมาโน - บุคคลนั้นเป็นผู้ถูกต้องแล้วด้วยเวทนาอันเป็นสุขอยู่, นาภินนฺทติ - ย่อมไม่เพลิดเพลินเฉพาะ, นาภิวทติ - ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญเฉพาะ, นาชฺโฌสาย ติฏฺฐติ - ไม่ตั้งอยู่ด้วยความมัวเมา, ตสฺส ราคานุสโย นานุเสติ - ราคานุสัยย่อมไม่นอนตามซึ่งบุคคลนั้น. นี้ได้ตรัสฝ่ายที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น คือสอน ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น จึงได้ ตรัสอย่างนี้. ก่อนหน้านี้ก็ตรัสอย่างยึดมั่นถือมั่นว่า "บุคคลนั้นเป็นผู้ถูกต้องอยู่
น.316 ด้วยเวทนาอันเป็นสุข ; แต่แล้ว เพราะเขาโง่ เขาจึงเพลิดเพลินเฉพาะซึ่งสุข เวทนานั้น, พร่ำสรรเสริญเฉพาะ ซึ่งเวทนานั้น, มัวเมา ในสุขเวทนานั้น ตั้งอยู่ ; เมื่อเป็นดังนี้ราคานุสัยย่อมนอนตาม" . มันเกิดเป็นคู่กันขึ้นมาว่า ถ้าบุคคลนั้นเพลิดเพลิน, พร่ำสรรเสริญ, เมาหมก, ในเวทนานั้นแล้ว ราคานุสัย ย่อมนอนตาม ในใจของเขา. การ แต่ถ้าบุคคลนั้นถูกสุขเวทนาถูกต้องแล้ว เขา ไม่ เพลิดเพลิน, ไม่พร่ำสรรเสริญ, ไม่เมาหมก แล้ว ; ราคานุสัยก็ ไม่นอนตาม ซึ่งบุคคลนั้น. มีคำอยู่สามคำที่ควรจะสนใจ :- อภินนฺทฺติ - ย่อมเพลิดเพลิน, อภิวทติ - ย่อมพร่ำพูดเฉพาะ, อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ - ย่อมตั้งอยู่ด้วยความ มัวเมา. เพลิดเพลินเฉพาะ คือเพลิดเพลินอย่างยิ่ง, พร่ำสรรเสริญอย่างยิ่ง ก็คือ ออกปากพร่ำอยู่ด้วยความรู้สึกอันนั้นว่า มันดี มันอร่อย มันสวย เป็นต้น ; จิตก็ตั้งอยู่ด้วยความมัวเม่า. สามคำนี้เป็นคำที่จะพบมากที่สุด คือแพรวพราว เกลื่อนไปหมดในพระบาลี ในพระไตรปิฎก. ถ้าเป็นเรื่องผิด ที่จะเป็นทุกข์ ก็จะมีว่า "เขาเพลิดเพลินเฉพาะ, เขาพร่ำสรรเสริญเฉพาะ, เขาตั้งอยู่ด้วยความ มัวเมา เมาหมก". "เพลินเฉพาะ" นี่ทำด้วยกาย หรือด้วยจิต. "พร่ำสรรเสริญเฉพาะ" นี่ทำด้วยวาจา แต่ก็ออกมาจากจิต ; เมื่อเราถูกใจอะไร ก็จะมีเสียงออกมา อย่างนั้น อย่างนี้ ทางปาก ; แม้จะมีการสูดปาก นี้ก็รวมอยู่ในคำว่า ย่อมพร่ำ สรรเสริญเฉพาะ. บางคนก็จะออกมาเป็นคำพูดว่า วิเศษจริงโว้ย! อะไรทำนองนี้. ความรู้สึกในความสุขนั้น จะบังคับให้ปากพูดออกมาอย่างนี้โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้.
น.317 อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ " นั่นคือ ใจมันฝั่งลงไปด้วยความมัวเมา ในสิ่ง เหล่านั้น นี่แหละสำหรับสิ่งที่เป็นความสุขทางเวทนา คือความเป็นสุข ในทาง อายตนะ ไม่ใช่ความสุขอย่างนิพพาน. ความสุขอย่างอายตนะ ที่คนทั้งหลายทั่วไปรู้จัก และเกี่ยวข้องอยู่ นั่น จะมีผลให้คนโง่เพลิดเพลินเฉพาะ, พร่ำสรรเสริญเฉพาะ. ตั้งอยู่ด้วย ความมัวเมา. เมื่อเป็นดังนี้ ราคานุสัยย่อมนอนตาม อยู่ในใจ ตามนอนอยู่ ในใจ ; นอนตามหรือตามนอน ก็แล้วแต่จะพูด ; ตัวหนังสือมันทำให้พูดได้ ทั้งสองอย่าง. แต่ว่า เดี๋ยวนี้มันจะเกิดมีสิ่งที่เรียกว่า ราคานุสัยขึ้นในจิตใจ. ราคะ แปลว่า ความยินดี หรือความกำหนัด คือมีความยินดีเต็มขนาด จนเรียกว่า กำหนัด. อนุสัย แปลว่า นอนตามหรือตามนอน, เป็นชื่อของ กิเลส หรือเป็นกิริยาอาการของกิเลส. ราคะจะเกิดขึ้น แล้วก็นอนอยู่ในนิสัย ของเขาครั้งหนึ่ง เพราะว่า เขาหลงใหล เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ มัวเมาใน สุขเวทนา. นี่ สรุปความ เสียทีหนึ่งก่อนว่า เมื่อใดคนเรา ได้รับสุขเวทนาทาง อายตนะแล้ว เขาเป็นคนโง่ เขา ย่อมเพลิดเพลิน, ย่อมพร่ำสรรเสริญ, ย่อม เมาหมก ในสุขเวทนานั้น ; แล้ว ราคานุสัย ก็จะนอนตาม ในสันดานของเขา ครั้งหนึ่ง. นี่เป็นเรื่องของสุขเวทนา. เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของทุกขเวทนา :- โส ทุกฺขาย เวทนาย ผุฏฺโฐ สมาโน - บุคคลนั้นเป็นผู้ถูกต้องแล้ว ด้วยเวทนาอันเป็นทุกข์ ; คนโง่
น.318 นั้นก็ โสจติ - ย่อมเศร้าโศก, กิลมติ - ย่อมลำบากกาย ลำบากใจ, ปริเทวติ - ย่อมพร่ำรำพัน, อุรตฺตาฬี กนฺทติ - คร่ำครวญตีอก, สมฺโมหํ อาปชฺชติ - ย่อมถึงทั่วซึ่งความหลงโดยประการทั้งปวง, ตสฺส ปฏิมานุสโย อนุเสติ - เมื่อเป็นดังนั้น อนุสัย ชื่อว่า ปฏิฆะ ย่อมนอนตาม หรือตามนอน ในใจ ของบุคคลนั้น. นี้เป็นเรื่องที่ ๒. พูดด้วยเรื่อง ทุกขเวทนา ; พอเกิดขึ้นแล้ว คนโง่ คนไม่รู้ ก็จะเศร้าโศก ก็จะลำบาก ก็จะร่ำไรรำพัน ก็จะตีอกร่ำไห้ แล้วก็ จะถึงซึ่งความโง่โดยสมบูรณ์ คือ สมฺโมหํ อาปชฺชติ . อนุสัย ในเรื่องนี้ เรียกชื่อว่า ปฏิฆานุสัย - อนุลัยคือ ปฏิฆะ ; ส่วน ในเรื่องของสุขเวทนานั้นใจ เรียกว่า ราคานุสัย. สังเกตดูให้ดี ชื่อมันต่างกัน ; ถ้าเราหลงใหลในสุขเวทนาเราได้ราคานุสัย ; ถ้าเราหลงใหลในทุกขเวทนา แล้ว เราก็ได้ปฏิมานุสัย. แต่มันก็เป็นอนุสัยด้วยกัน ; มันเป็นความเคยชิน ที่จะทำให้มีราคะ หรือมีปฏิฆะ ง่ายขึ้นทุกที มากขึ้นทุกที รุนแรงมากขึ้นทุกที ในกาลข้างหน้า ; นี่เขาเรียกว่า อนุสัย. ทีนี้ ถ้าว่า คนนั้นเป็นคน ปฏิบัติอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ ก็ จะตรงกันข้าม ; เมื่อเขาได้รับทุกขเวทนา เขาก็ไม่เศร้าโศก, เขาก็ไม่ ลำบาก, เขาก็ไม่ร่ำไรรำพัน, เขาก็ไม่ต๊อกร่ำไห้, เขาก็ไม่ถึงซึ่งความโง่โดย ประการทั้งปวง ; เมื่อนั้น ปฏิฆานุสัย ก็ไม่ตามนอนในใจของเขา. มันต่าง ตรงกันข้ามอย่างนี้. นี่จะพูดไปให้หมดเสียทั้งสามเรื่องก่อน.
น.319 เรื่องที่ ๓. ถัดไปก็คือ อทุกขมสุขเวทนา คือ เวทหาที่ไม่พูดว่า เป็นทุกข์ หรือเป็นสุข ; เพราะว่ามันเจือกันบ้าง, จึงผล หรือว่า มันไม่ปรากฏ แน่ชัดในส่วนไหนบ้าง ; จึงเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา ; แต่ไม่ได้หมายความว่า มันเฉย หรือว่ามันเงียบ หรือมันไม่มีความหมายอะไร. มันมีความหมายเหมือนกัน คือมันครึ่งสุขครึ่งทุกข์ จนไม่รู้ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ; ทำให้เราสงสัยว่า จะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์, แล้วเราก็ยังข้องใจว่า มันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อยู่นั่นเอง. ข้อนี้เข้าใจยาก ถ้าเข้าใจผิด ก็จะเป็นอันว่าไม่รู้เรื่องนี้ ; รู้จักแต่สุข รู้จักแต่ทุกข์นั้น มันยังชัดเจนมาก มันไม่ค่อยหลอกให้เข้าใจผิด. แต่เรื่อง อุกขมสุข คือไม่ทุกข์ ไม่สุขนี้ เป็นเรื่องที่หลอกอย่างยืดเยื้อ ; ทำให้สนใจ อยู่เสมอว่า มันจะเป็นทุกข์ หรือว่าจะเป็นสุข, แล้วก็จะสนใจว่า อาจจะ เป็นสุขมากกว่าที่จะเป็นทุกข์, เวลาที่เราไม่ได้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็มีอยู่มาก. อย่างเช่นว่า เราจะมีเงิน มีของรักของพอใจอะไรก็ตาม ในบางเวลา มัน ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ ; แต่มันทำให้เรามีวิตกกังวล. คนนอนไม่หลับหรือเป็นโรคเส้นประสาทกันเป็นส่วนมาก ก็เพราะเวทนาชนิดที่ เป็นความวิตกกังวล ไม่รู้ว่าอย่างไรกันแน่ จึงเรียกว่า "อทุกขมสุข" ไว้ทีก่อน. ที่นี้ เมื่อใดบุคคลถูกต้องด้วยเวทนา อันเป็นอทุกขมสุข คือไม่พูดชัด ได้ว่า ทุกข์หรือสุขนี้ กลัดกลุ้มรัดรึงอยู่ในจิตใจของเขา ตสฺสา เวทนาย สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ
น.320 ๒๙๗ ปรมัตถ์ปฏิปทา สักว่าพุทธภาษิตสั้น ๆ นานาแบบ - เขาก็ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งต้นเหตุ อันเป็นแดนเกิดของ อทุกขมสุขเวทนานั้น, เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริง ถึงความดับไปได้อย่างไรแห่ง อทุกขมสุขเวทนา นั้น, เขาไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งรสอร่อย หรือเสน่ห์ ของ อทุกขมสุขเวทนา นั้น, เขาไม่รู้จักโทษ หรือความเลวทราม ของอทุขมสุขเวทนานั้น, เขาไม่รู้จัก อุบายที่จะพรากใจออกมาเสียจากอทุกขมสุขเวทนานั้น. เมื่อเป็นดังที่กล่าวมานั้น อวิชชานุสัยย่อมนอนตาม. - อนุสัยที่ ๓ นี้ เรียกว่า อวิชชานุสัย - อนุสัย คือ อวิชชา, อวิชชา คือ ความโง่ , ความไม่รู้ สิ่งที่ควรจะรู้. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ถ้าเป็นฝ่ายผิด ฝ่าย คนโง่ พอได้รับ อทุกขมสุขเวทนาที่เข้าใจไม่ได้ ที่มันสลัว ที่มันพร่าไปหมด ก็ไม่เกิดยินดี หรือยินร้าย ; แต่ว่ามันเกิดความโง่ คือยิ่งไม่รู้หนักขึ้น ว่าทำไม ? เวทนาชนิดนี้ มาจากอะไร ? จะดับไปอย่างไร ?และมันหลอกลวงเราอย่างไร ? ความเลว ของมันเป็นอย่างไร ? วิธีไหนที่จะดับเสียได้ ? อย่างนี้ไม่รู้ทั้งหมด ; อย่างนี้ ก็ได้รับอวิชชานุสัยเข้ามาในสันดาน. ถ้าเป็น คนฉลาด พอมือทุกขมสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาย่อมรู้ตามที่ เป็นจริง ว่า เวทนาชนิดนี้เกิดมาจากอะไร ? มันจะดับไปได้อย่างไร ? อะไรเป็น เสน่ห์ที่มาหลอกลวงเรา ? อะไรเป็นความเลวของมัน ? อะไรเป็นวิธีที่จะเอาชนะ มันได้ ? เมื่อเขารู้อย่างนี้ อวิชชานุสัย ก็ไม่นอนตาม คือว่า ไม่เกิดอวิชชานุสัย ขึ้นในจิตใจของเขานั้น. นี้เป็นเรื่องที่ ๓.
น.321 สรุปคำสอนเกี่ยวกับเวทนา ขอให้ทบทวนกันอีกทีหนึ่งว่า เวทนาที่คนเราได้รับอยู่ในเวลานี้ มีอยู่ ๓ ชนิด : - สุขเวทนา - เวทนาที่ถูกใจ นี้อย่างหนึ่ง, ทุกขเวทนา เวทนาที่ ไม่ถูกใจ นี้อย่างหนึ่ง, อทุกขมสุขเวทนา - เวทนาที่บอกไม่ถูก แต่ว่ามันดึง ความสนใจ ดึงความวิตกกังวลอยู่นั่นเอง ; เป็น ๓ เวทนาด้วยกัน. ที่นี้ ผลที่จะเกิดขึ้นจากเวทนา ทั้งสามนี้ไม่เหมือนกัน มันต่างกันคน ละทิศละทาง : - สุขเวทนา ทำให้คนโง่เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมก แล้วก็ ได้ราคานุสัยมา. ทุกขเวทนา ทำให้คนเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไรรำพัน ตีอกร่ำไห้ ; ถึงความโง่โดยสมบูรณ์ แล้วก็ได้ปฏิฆานุสัยมา. อทุกขมสุขเวทนา คนก็ไม่รู้ความจริง ความเท็จจริง หรือความลึกลับ ของเวทนานี้ ก็กลายเป็นคนโง่ถึงที่สุด ก็ได้อวิชชานุสัยมา. ถ้าพูดให้สั้นก็ว่า สุขเวทนา ให้ความเพลิดเพลิน แล้วก็ ได้ราคานุสัย คือความเคยชินแต่ที่จะได้รับ. ส่วน ทุกขเวทนา ให้ความลำบากร้อนใจ แล้ว ให้ปฏิมานุสัย คือความเคยชินในการที่จะโกรธเก่ง. ถ้าได้ อทุกขมสุขเวทนามา ก็ ได้ความโง่ ; ไม่ใช่ความยินดี หรือยินร้าย แต่มันให้ความมืดมนหนักขึ้น ; นี่เรียกว่า อวิชชานุสัย คือจะทำให้โง่เก่งขึ้นทุกที.
น.322 นี้รวมเป็นสามเวทนา และสามอนุสัย กันอย่างนี้ ; ช่วยจำกันไว้ให้ดี ๆ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไม่กี่คำ อาตมาพูดตั้งชั่วโมง จนรู้สึกเหนื่อย. ลอง คิดดูเถิดว่า ถ้าขยายไปในรูปของปริยัติจะเป็นอย่างนี้ ; . ถ้าพระพุทธเจ้าท่านตรัส ก็มีไม่กี่คำ เพียงสองสามคำเท่านั้น. นี่เรื่องมันก็ยังไม่จบ จะต้องพูดต่อไปอีก. เรื่องเกี่ยวกับการละ, บรรเทา, ถอน อนุสัย ทีนี้ก็จะไปถึง เรื่องที่จะต้องละ บุคคลผู้ได้เสวยเวทนา แล้วก็มีวิชชา มีปัญญา และไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่หลงในเวทนานั้น ท่านตรัสจำแนกไว้ อย่างนี้ว่า : - โส วต ภิกฺขเว สุขาย เวทนาย ราคานุสยํ ปหาย - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย, บุคคลนั้นหนอ ละแล้วซึ่งราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนา ; ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา บุคคลนั้นหนอ บรรเทาแล้ว ซึ่งปฏิฆานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนา ; อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชชา- นุสยํ สมูหนิตฺวา บุคคลนั้นหนอ ถอนรากขึ้นแล้ว ซึ่งอวิชชานุสัย อันเกิดแต่อทุกขมสุขเวทนา. นี่ก็เป็นเรื่องเดิมที่ว่า สุขเวทนาให้เกิดราคานุสัย แต่ที่จะ จัดการกับ ราคานุสัย นี่ท่านใช้คำว่า ให้ละ ; ทุกขเวทนา ให้เกิดปฏิมานุสัย แต่ปฏิฆา- นุสัยนี้ ท่านใช้คำว่า ให้บรรเทา ; ส่วน อทุกขมสุขเวทนาให้เกิดอวิชยานุสัย นี่ท่านใช้คำว่า ให้ถอนราก เหมือนอย่างเราถอนต้นไม้อย่างนั้นแหละ.
น.323 ถ้าเป็นราคานุสัย เป็นเรื่องของ ความรัก ใช้คำว่า ละ ; ถ้าเป็นเรื่อง ของ ความโกรธ ความเกลียด ใช้คำว่า บรรเทา, มันแปลกอยู่ๆก็ผล แต่ถ้า เป็นเรื่องของ ความโง่ ให้ใช้คำว่า ถอน. การละ, การบรรเทา, การถอน, สามคำนี้ความหมายไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงแยกกันไปทำงานตามหน้าที่ : - การละ ไปใช้กับ ราคานุสัย, การบรรเทา ไปใช้กับ ปฏิมานุสัย, การถอน ไปใช้กับ อวิชชานุสัย. เราเคยทำกันอย่างนี้หรือเปล่า ? เราเคยทำกันถูกต้องตามนี้หรือเปล่า ? ถ้าไม่ถูกก็ไม่ต้องโทษใคร ; ทำไม่ถูกก็ไม่มีผลดีอะไร. อย่างน้อยควร จะต้อง ทำให้ถูกวิธี : - ใช้กิริยาอาการที่เป็น "การละ" นั่นกับกิเลส ประเภทราคะ ; ใช้กิริยาอาการที่เป็น "การบรรเทา" นั่นกับกิเลสประเภทโทสะ ; ใช้กิริยา อาการแห่ง "การถอน" นั่นกับกิเลสประเภทโมหะ. พูดให้จำง่ายก็ว่า พวก โลภะ ราคะนี้ "ให้ละ" ; พวก โทสะ โกธะ นี้ "ให้บรรเทา" พวก โมหะ พวกอวิชชา นี้ "ให้ถอนราก" นี้เป็นหลักที่จะต้องเข้าใจไว้ แล้ว ทำให้ถูกต้อง อย่าให้ไขว้กัน ; ถ้ามันไขว้กัน ก็จะเหมือนกับว่า เอาเป็ดไปขันแทนไก่ ก็ย่อมไม่ได้ผล, หรือว่า เอาขวานไปใช้แทนจอบ ก็คงจะไม่ได้ผล ; เรื่องทำนองนี้ชาวนาคงจะรู้ดี. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ชัดเจนแล้วว่า อะไรจะต้องทำอย่างไร. สำหรับบุคคลที่จะรู้ หรือที่จะปฏิบัติให้ก้าวหน้า ควรจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า โลภะ โทสะ โมหะ นี้ไว้ให้ดี ๆ ว่าจะเอาอะไรไปจัดการกับมัน :- โลภะ หรือ
น.324 ราคะ กิเลสฝ่ายโลภะนี้ จ ะเจริญงอกงามอยู่ได้เพราะสุขเวทนา ; โทสะ โกธะ นี้ จะเจริญงอกงามอยู่ ได้ เพราะทุกขเวทนา ; ส่วน โมหะ หรืออวิชชานี้ จะเจริญงอกงามอยู่ได้ เพราะอทุกขมสุขเวทนา ; สามเวทนา ก็ให้กิเลส สามอย่าง. กิเลส แต่ละอย่าง ๆ นั้น ถ้าเป็นการ ทำให้มาก ให้ชิน ก็ เรียกว่า อนุสัย ; เมื่อเกิดที่นั่นเดี๋ยวนั้นเรียกว่า กิเลส ; พร้อมกันกับกิเลสนั้น ก็ทำ ความเคยชิน ที่เป็นอนุสัยให้ด้วย เช่นเราโลภเข้าทีหนึ่ง มันเป็นกิเลส เป็นความ โลกส่วนหนึ่งแล้ว ; แล้วมันสร้างความเคยชินที่จะโลกมากขึ้น ๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนนี้เราเรียกว่า อนุสัย. เราโลภมากขึ้น ๆ ทุกคราวที่เราโลภ นิสัยแห่งความ โลกนั้นก็จะมากขึ้น เพราะมันหล่อเลี้ยงไว้ด้วยสุขเวทนา เมื่อเราได้อะไรอย่างอก อย่างใจ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสชี้แจงไว้อย่างที่กล่าวมานี้. สรุปความว่า สุขเวทนา ให้เกิดราคานุสัย จะต้องพยายามละเสีย, ทุกขเวทนา ให้เกิดปฏิมานุสัย ให้พยายามบรรเทาเสีย, อทุกขมสุขเวทนา ให้เกิดอวิชชานุสัย ให้พยายามถอนรากเสีย. การทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ทันควัน ไม่ต้องรอเวลายาวออกไป ทีนี้ ทรงแสดงผลต่อไปว่า อวิชฺชาย ปหาย - ครั้นละอวิชชาแล้ว, วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา - ทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว, ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกฺกโร
น.325 ภวิสฺสติ - บุคคลนั้นจะเป็นผู้กระทำ ซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม นี้เทียว. "จะกระทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้ ในทิฏฐธรรม" นี่อาตมาขอยืนยัน ว่า "ทันควัน" ; อย่าให้มันยืดยาวไปจนถึงเวลาเข้าโลงเลย. ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ย่อมจะทำที่สุดแห่งความทุกข์ได้ทันควัน ในขณะที่ทำได้ ปฏิบัติได้. ความสำคัญนั้นก็อยู่ที่ว่า อวิชฺชาย ปหาย -ละอวิชชาเสีย, วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา - ทำวิชชาให้เกิดขึ้น. คู่นี้เป็นเรื่องที่ได้ตรัสไว้ในที่อื่น มีใจความว่า เป็นเรื่องเดียวกัน :- ถ้าละอวิชชาได้ วิชชาก็ต้องเกิด ; ถ้าวิชชาเกิดได้ อวิชชาก็ต้องละไป เพราะมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ; ไม่ต้องรอว่า เพราะอันหนึ่ง เข้ามา, เพราะอันหนึ่งหายไป ; อันหนึ่งหายไปเพราะอันหนึ่งเข้ามา อะไร อย่างนี้. ที่นี้ก็มีอยู่ว่า อะไรเป็นเรื่องที่เราจะเข้าใจง่าย แล้วจะได้ทำก่อน ? ถ้า เรารักที่จะสร้างความรู้ สร้างวิชชาก็ทำในแบบที่เจริญวิชชา ; แต่ถ้าเรารักที่จะละ อวิชชา เราก็ทำไปในแบบที่ละอวิชชา. พอทำเสร็จลงไป จะอย่างไหนก็ตาม อีกอย่างหนึ่งก็จะต้องเกิดขึ้น. ในตัวอย่างที่กล่าวนี้ ก็คือว่า เมื่อ สุขเวทนาเกิด ขึ้นแล้ว ก็จะรัก จะพอใจ จะหลงใหล ; เราก็ ต้องรู้สึกตัวด้วยสติสัมปชัญญะ ป้องกันไม่ให้ อวิชชาเกิด. เมื่ออวิชชาจะเกิดขึ้นมา หรือว่าจะเริ่มเกิด ก็จะขจัดออกไปได้ เพราะความรู้สึกตัว.
น.326 นี้ก็เรียกว่า สิ่งที่เรียกว่า สติ หรือ ความรู้สึกตัว นั่น สำคัญที่สุดใน ทุกกรณี ; จะเป็นกรณีของสุขเวทนาก็ตาม, เป็นกรณีของทุกขเวทนาก็ตาม, เป็นกรณีของอทุกขมสุขเวทนาก็ตาม ; การที่จะสะกัดกั้นผลร้ายของมันออกไป ต้องอาศัยสติทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องที่จะ ต้องสนใจในการฝึกฝนสติ ให้คล่องแคล่วว่องไว ให้เพียงพอ. ที่ทรงแสดงวิธีที่จะทำที่สุดแห่งความทุกข์ ว่าให้ละราคะ, ให้บรรเทา ปฏิฆะ, ให้ถอนรากอวิชชา, เราก็มารู้จักในสิ่งทั้งสามนี้ ตามที่เกิดมีอยู่จริงในชีวิต ของเราในวันหนึ่ง ๆ ; เพราะว่าในวันหนึ่ง ๆ เราย่อมประสบเวทนาทั้งสามนี้ :- สุขเวทนา ทำให้เราพอใจ ยินดี ลิงโลดไป, ทุกขเวทนา ทำให้เราอึดอัดขัดใจ เหมือนกับตกนรกอยู่, อทุกขมสุขเวทนา ทำให้เราสงสัย ฉงน วิตก กังวล. ใครบ้างที่ไม่เคยเกิดเวทนาทั้งสามชนิดนี้ ; บางทีมันจะเกิดอยู่ทุกวันด้วย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือว่าอาจจะเกิดน้อย ๆ ก็ได้ แม้มันจะไม่มากมาย. แต่ว่า แม้จะเกิดน้อยอย่างไร ; ถ้าเราสังเกตดูให้ดี ๆ เราจะมองเห็นว่ามันเกิด แล้วเราก็ จะสังเกตเห็นว่า มันเป็นประเภทสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ได้เป็นแน่นอน. เดี๋ยวนี้เราไม่สนใจในเรื่องนี้ เราไปสนใจในเรื่องอื่นกันมากเกินไป เพราะว่าเราไปเป็นทาสของเวทนานั่นแหละเสีย แล้วเราจะไปรู้จักมันได้อย่างไร เพราะเราไปหลงมันเสียแล้ว เราไปเป็นบ่าวเป็นทาสมันเสียแล้ว เราก็ไม่อาจจะ เป็นนายมันได้. ยิ่งกว่านั้น เหตุปัจจัยแห่งเวทนาเหล่านี้ก็มีมาก เช่น เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องข้าวเรื่องของ เรื่องบุตรภรรยาสามี เรื่องวัวควายไร่นา สารพัด อย่าง นี่ล้วนเป็นปัจจัยแห่งเวทนาเหล่านั้น.
น.327 เราไปสนใจกันเสียแต่ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งหมด ไม่มาสนใจในส่วน ที่เวทนาจะเกิดขึ้น แล้วทำให้อนุสัยทั้งหลายเกิดขึ้น แล้วเป็นทุกข์ ; แต่เราก็ อยากจะดับทุกข์ แล้วก็ทำไม่ได้ เพราะเราไม่สนใจตัวเรื่องอันแท้จริงของสิ่งที่ เรียกว่าความทุกข์ หรือความดับทุกข์. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าท่านได้มาตรัสแนะถึงเรื่องที่เป็นความดับทุกข์โดยตรง คือเรื่อง ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกฺกโร - บุคคลผู้กระทำซึ่งที่สุดแห่งความ ทุกข์ในทิฏฐธรรม คือทันควันแห่งการกระทำ ; จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสนใจ พระพุทธภาษิตนี้ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บรรทัด. พระพุทธภาษิตนี้ แจกออกไปครบทั้ง ๖ อายตนะ คือว่า ทางตา เห็นรูปนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้อย่างไร ; แล้วทางหู กับเสียง ก็เกิดเรื่อง ชนิดนี้อย่างเดียวกัน, ทางจมูก กับกลิ่น ก็เกิดเรื่องชนิดนี้อย่างเดียวกัน, ทางลิ้น กับรส ก็เกิดอย่างเดียวกัน, ทางผิวหนัง กับสิ่งที่มากระทบผิวหนัง ก็เกิดอย่าง เดียวกัน, แล้วทางใจ กับธัมมารมณ์ ที่เข้าไปรบกวนใจ ก็เกิดอย่างเดียวกัน ; นี้เป็น ๖ ทาง หรือ ๖ เรื่อง. ทุกเรื่องให้เกิดเวทนาได้ทั้งสามอย่าง ให้เกิดอนุสัยได้ทั้งสามอย่าง ; แต่แล้วเมื่อมันเหมือน ๆ กัน ก็ง่ายตรงที่ว่า ถ้าจะทำก็ทำในหลักเกณฑ์อันเดียวกัน. ทำกับตาอย่างไร ก็ทำกับ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างนั้น. เป็นผู้รู้เท่าทันเวทนา แล้ว ; จะเป็นสุขเวทนาที่เกิดมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ปฏิบัติเหมือนกัน, จะเป็นทุกขเวทนาที่เกิดมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ทำอย่างเดียวกัน,
น.328 แม้อทุกขมสุขเวทนา เกิดมาจากทวารทั้ง ๖ นี้ ก็ทำอย่างเดียวกัน. เรื่องมันจึง เหลือน้อยเรื่อง คือเป็นเพียงสามเวทนา และสามอนุสัย. เราจะ ต้องมีความสนใจ ตรงที่ว่า ทำอย่างไรจะละราคานุสัย, ทำ อย่างไรจะบรรเทาปฏิมานุสัย, ทำอย่างไรจะถอนรากอวิชชานุสัย ; ก็ทำ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า. สรุปความว่า เมื่อมีสุขเวทนามาถูกต้อง ก็อย่า นาภินนฺทติ คือ อย่า ไปเพลินมันด้วยความโง่, นาภิวทติ - อย่าไปพร่ำสรรเสริญสูดปากด้วยความ โง่, น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ - อย่าให้จิตมาเมาหมกตั้งอยู่ในสิ่งนั้น ; อย่างนี้ ย่อมจะถอน จะทำลาย จะละ ซึ่งราคานุสัยได้. เมื่อมีทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็อย่าไปเศร้าโศก อย่าไปลำบากด้วย ความโกรธเป็นต้น, อย่าไปร่ำไรรำพัน อย่าไปตีอกร่ำไห้, อย่าไปโง่กับมัน, ก็จะบรรเทาปฏิฆานุสัย หรือว่ากิเลสกลุ่ม โทสะ โกธะ ทั้งหมดได้ทั้งกลุ่ม. ถ้าเกิด เวทนาที่รบกวนใจ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เหมือนกับแมลงวัน ตอม อย่างนี้ก็มีความรู้ความเข้าใจตามที่ได้ศึกษามาแล้ว ; แล้วสังเกตเดี๋ยวนั้นว่า นี้มาจากอะไร ? นี้จะดับไปได้อย่างไร ? มันมาหลอกล่อเราอย่างไร ? ความเลว ของมันอย่างไร ? มีอุบายจะออกไปได้อย่างไร ? ทำอย่างนี้แล้วจะถอนรากอวิชชา- นฺสัยเสียได้. โดยนัยนี้เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้แล้วครบถ้วนว่า จะละ ราคานุสัยอย่างไร, จะบรรเทาปฏิฆานุสัยอย่างไร, จะถอดถอนรากเหง้าของอวิชชา- นุสัยอย่างไร.
น.329 นี่เป็น พระพุทธภาษิตไม่กี่บรรทัด ได้ตรัสไว้อย่างนี้ เอามาแสดง เป็นเรื่องที่ ๑ ในชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ในพระพุทธภาษิตนานาแบบ คือ บอกให้ ทราบว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปรมัตถปฏิปทานี้ไว้สั้นๆ ไม่กี่บรรทัด แล้วก็มีมากแบบ. วันนี้เอามาแสดง ๑ แบบให้เข้าชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ที่จะได้ พูดกันเรื่อย ๆ ไป. ขอให้สังเกตเป็นพิเศษ เหมือนที่ได้เตือนแล้วข้างต้นว่า ที่เราไปเพลิด เพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมก ตั้งอยู่ นั่นเพราะมันโง่, ไปโง่ว่า เอตํ มม - นั่นของกู, เอโสหมสฺมิ - นั่นตัวกู, เอโส เม อตฺตา - นั่นตัวตนของกู. คน มัก ไปเอาจิตที่รู้จักเวทนา นั้น ว่าเป็นตัวกู , เอาเวทนานั้น เป็น ของกู, เอาเวทนานั้นเป็นตัวตนของกูบ้าง, เอาจิตเป็นตัวตนของกูบ้าง ที่เกี่ยว กับเวทนานั้น. ในสูตรนี้ ตอนต้น ๆ พระพุทธองค์ก็ตรัสคำเหล่านี้แก่สิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; แต่พอมาถึง ตอนจะตรัสถึงวิธีถ่ายถอน ละมันเสีย ก็ตรัสอย่างนี้. คนไม่เห็นคำว่า ตัวกู - ของกู ก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ตรัสเพื่อให้รู้จักเพิกถอน ตัวกู - ของกู. นี่แหละคือข้อที่ว่า อย่าได้เข้าใจผิดว่า แม้คำพูด หรือ ตัวหนังสือ จะไม่ได้พูดถึง เอตํ มม หรือว่า เนตํ มม ก็ตาม ; แต่ก็ได้พูดอยู่อย่างยิ่ง โดยเนื้อความ ด้วยตัวอักษรอย่างอื่น ด้วยคำพูดอย่างอื่น : ในสุขเวทนา อย่าไปเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญเมาหมก ; ในทุกขเวทนา อย่าไปเศร้าโศกลำบาก
น.330 รำไร ตีอกรำพัน หรือไปโง่หลงกับมัน ; ในอทุกขมสุขเวทนา ให้รู้ว่ามันมา อย่างไร, มันไปอย่างไร, ขจัดมันเสียได้อย่างไร. นี่แหละ จะเกิดความรู้แจ้งประจักษ์ ที่ว่า นั่นมิใช่ของกู, นั่นมิใช่ ตัวกู, นั่นมิใช่ตัวตนของกู. นี่ยิ่งกว่ารู้ คือ กันมันออกไปได้ ได้ทำลาย ได้ละ ได้ถอนราก เสียแล้ว ; นี่ไม่ใช่เพียงแต่รู้เฉย ๆ แต่ได้ละแล้ว บรรเทาแล้ว ถอนรากแล้ว. แม้แต่คำว่า "ละ" อย่างนี้ มันก็มีคำว่า ละตัวกู - ของกู, บรรเทา ก็บรรเทาตัวกู - ของกู, ถอน ก็ถอนตัวกู - ของกู ; ไม่มีอะไรมาก ไปกว่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงพูดให้จำง่ายว่า พระพุทธเจ้าท่านพูด อะไรไม่เป็น มีแต่จะพูดว่า นั่นมิใช่ของกู, นั่นมิใช่ตัวกู, นั่นมิใช่ตัวตนของกู ; ท่านพูดเป็น แต่อย่างนี้. หรือ สรุปว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น" ก็คืออย่ายึดมั่นถือมั่นอย่างนี้. ท่านพูดเป็นแต่อย่างนี้, ท่านพูดได้ตั้ง แปดหมื่นสี่พันข้อ แต่ใจความก็คือมีเพียงเท่านี้. นี่แหละคือ ปรมัตถปฏิปทาในพระพุทธภาษิตสั้น ๆ นานาแบบ ; เอา มาพูดให้พัง ๑ แบบ เรียกว่าวิธีการกระทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรม. ปฏิปทา- ปริทรรศน์ในวันนี้ พูดเรื่องปรมัตถปฏิปทา ในพุทธภาษิตสั้น ๆ นานาแบบ, เอา มาแบบหนึ่ง เรียกว่า วิธีการกระทำซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์ในทิฏฐธรรม ; เป็น การบรรยายที่สมควรแก่เวลา. ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคณะสาธยาย เพื่อส่งเสริมสติปัญญา เพิ่มพูนศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ‘ที่เคยกระทำกันอยู่ต่อไป ณ กาลบัดนี้
Buddhadasa