Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๑๐ — ปรมัตถปฏิปทาที่อาศัยพุทธภาษิตสั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ กัน

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.331 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในชุดปฏิปทาปริทรรศน์ ได้ล่วงมาถึงครั้งที่ ๑๐ ในวันนี้. กับการบรรยายนี้มุ่งหมายจะบรรยายหลักปฏิบัติในทุกแง่ทุกมุม ดังที่ท่านทั้งหลายจะได้สังเกตเห็นอยู่แล้ว.

น.332 ทบทวน เรื่องการละอนุสัย ที่แล้วมาได้ปรารภกันมาถึงเรื่อง ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ และได้ปรารภถึงสิ่งที่เรียกว่า ปริยัติ ในฐานะที่เป็นอุปสรรคของการปฏิบัติก็มี กระทั่งถึงเป็นอันตรายแก่ผู้ ที่ร่ำรวยด้วยปริยัตินั้น ก็มี ; แล้วได้บรรยายถึง การปฏิบัติในชั้นสูงสุด ที่เรียกว่า ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่ต้องอาศัยปริยัติเลยนั้น ก็มี, กระทั่ง ปรมัตถปฏิปทาชนิดที่เรียกว่า มาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่ ชาวไร่ชาวนา ศึกษาเอาจากความทุกข์ ความยาก ความลำบาก ความได้ความเสีย อะไรในชีวิตประจำวันของตน; แล้วก็ได้ พบความเบื่อหน่ายความไม่ยึดมั่น ถือมั่นในชั้นสูงสุดได้โดยไม่รู้ปริยัติ เลย ดังนี้ก็มี ในครั้งหลัง ๆ ต่อมานี้ ได้พูดกันถึง ปรมัตถปฏิปทาที่อาศัยพระพุทธ- ภาษิตสั้น ๆ นานาแบบ. อย่างเช่นในครั้งที่แล้วมานี้ ก็ได้พูดกันถึงเรื่องการ กระทำซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม ด้วยการละราคานุสัย, ด้วยการ บรรเทาปฏิฆานุสัย, ด้วยการถอนรากอวิชชานุสัย, ทำอวิชชาให้สิ้นไป ทำวิชชา ให้เกิดขึ้น ; ดังนี้เป็นตัวอย่าง ที่แสดงว่า อาศัยพระพุทธภาษิตสั้น ๆ เพียง ไม่กี่คำ เราก็ สามารถปฏิบัติในชั้นปรมัตถปฏิปทาได้ เพื่อว่า คนทั้งหลาย ผู้มีสติปัญญาน้อย หรือว่าไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถ ที่จะเป็นผู้แตกฉานใน ปริยัตินั้น ก็ยังสามารถที่จะเอาตัวรอดได้ ด้วยเหตุนี้. ในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึง ปรมัตถปฏิปทาชนิดนั้น คือ ปรมัตถปฏิปทาที่ อาศัยพระพุทธภาษิตสั้น ๆ แล้วก็อยู่ในรูปแบบที่ต่าง ๆ กัน. ในครั้งนี้จะได้ กล่าวโดยชื่อว่า จตุราธิษฐานปฏิปทา คือ การปฏิบัติในปรมัตถปฏิปทาโดย อาศัย อธิษฐานธรรม ๔ ประการ.

น.333 ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำ "อธิษฐานธรรม" เสียก่อน สิ่งที่จะต้องเข้าใจเป็นคำแรกที่สุดก็คือคำว่า อธิฏฺฐานานิ , อธิษฐาน ธรรม - ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งการอธิษฐาน. คำว่า อธิษฐาน ท่านทั้งหลาย เคยได้ยินได้ฟังกันมาจนชินหู ; แต่อาจจะเข้าใจความหมายผิดก็ได้ คำว่า อธิษฐาน นี้ โดยตัวหนังสือแปลว่า ตั้งทับ ; อธิ แปลว่า ทับ, ฐาน แปลว่า ตั้ง หรือที่ตั้ง ; อธิษฐาน แปลว่า ตั้งทับ. ถ้าเป็น เรื่องทางจิตใจ คำ อธิฏฐาน ก็หมายถึงว่า มีจิตใจที่ปักแน่น ลงไปในสิ่งนั้น ก็เรียกว่าอธิษฐานสิ่งนั้น. แต่ว่าคำอธิษฐานธรรมนี้หมายถึง มีธรรมเป็นที่บักแน่นลงไปในจิตใจ ไม่ใช่อธิษฐานว่าเอาเอง เหมือนอย่างที่เขา อธิษฐานขอนั่นขอนี่จากผี จากเทวดา จากพระเจ้า ; อย่างนั้นไม่ใช่เป็นการ อธิษฐานธรรม คือไม่ได้มีธรรมอะไร ที่เป็นเครื่องปักใจลงไป ; แต่ว่าไปฝาก ไว้กับคนอื่น ไปตั้งอธิษฐานว่าขออย่างนั้นขออย่างนี้. เรื่องอธิษฐานอย่างที่ขอนั้นขอนี่ นี้ก็คล้ายกันตรงที่ว่า ถ้าเขามีความ เชื่อถือในสิ่งใด ใจก็ปักลงไปในสิ่งนั้น. เชื่อผี ก็หวังพึ่งผี, เชื่อเทวดา ก็หวังพึ่งเทวดา, เชื่อพระเจ้าก็หวังพึ่งพระเจ้า ; มีใจปักลงไปที่ผี ที่เทวดา ที่พระเจ้า. อย่างนี้ก็พอจะเรียกว่า อธิษฐานได้เหมือนกัน ; แต่มัน เป็นการ อธิษฐานภายนอก เป็นการอธิษฐานที่ไปพึ่งสิ่งอื่น ที่มีอยู่นอกจากตน. ทำไม ไม่อธิษฐานลงไปในธรรมะที่มีอยู่ในตน ? นี่ก็ เพราะว่าไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า อธิษฐานนั้นอย่างถูกต้อง.

น.334 โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า อธิษฐานธรรม นั้น เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะว่าเป็นการ ตั้งใจที่จะให้มีธรรมะอันใดอันหนึ่งอยู่อย่างแน่นแฟ้น อยู่กับ จิตใจของตนนั้นเอง. พระพุทธองค์ได้ตรัสข้อปฏิบัติ ๔ ประการ นี้ไว้ เรียกว่า อธิษฐานธรรม ๔ ดังพระบาลีว่า : จตุราธิฏฺฐาโน อยํ ภิกฺขุ ปุริโส - ดูก่อนภิกษุ. บุรุษนี้มีอธิษฐาน ธรรม ๔, อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ - เราอาศัยสิ่งใดจึงได้ กล่าวข้อความนั้น ? เราอาศัยข้อความนี้คือ ปญฺญาธิฏฺฐาโน - มีการอธิษฐาน ในปัญญา หรือด้วยปัญญา, สจฺจาธิฏฺฐาโน - มีการอธิษฐานด้วยสัจจะ, จาคาธิฏฺฐาโน - มีการอธิษฐานด้วยจาคะ, อุปสมาธิฏฺฐาโน - มีการอธิษฐาน ด้วยอุปสมะ. ปัญญาธิษฐาน ๑, สัจจาธิษฐาน ๑, จาคาธิษฐาน ๑, อุปสมา- ธิษฐาน ๑ , รวมเป็น ๔ อธิษฐานด้วยกัน. เราไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้ ; อย่างมาก ก็ได้ยินแต่คำว่า สัจจาธิษฐาน แล้วก็ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป : อธิษฐานสัจจะ ว่า ขอให้ได้อย่างนั้น ขอให้ได้อย่างนี้ ; ซึ่งก็เป็นการเอาเปรียบอยู่เสมอ คืออธิษฐาน เอาเฉยๆ ไม่มีการลงทุนอะไรมากมาย. ในที่นี้ ต้องการให้มีการลงทุนเต็มที่ คือมีการ ปฏิบัติเต็มที่. ข้อ ๑. ปัญญาธิษฐาน - อธิษฐานเอาด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาจึงจะ สำเร็จตามที่อธิษฐาน อธิษฐานในปัญญา ในคุณค่าของปัญญา ต้องการให้ มีปัญญา ; ให้ปัญญามา เพื่อจะแก้ปัญหาต่าง ๆ มาเป็นที่พึ่งของตัวได้ ; อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า ปัญญาธิษฐาน.

น.335 ๓๑๓ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่อาศัยพุทธภาษิตสั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ กัน ข้อ ๒. เรียกว่า สัจจาธิษฐาน - อธิษฐานลงไปในสัจจะ, มีสัจจะ, ด้วยสัจจะ ; อาศัยอำนาจของสัจจะ ก็เรียกว่า สัจจาธิษฐานได้. ข้อ ๓. จาคาธิษฐาน - อธิษฐานด้วยจาคะ คือการเสียสละ ; การ เสียสละในที่นี้ก็เคยพูดกันมามากแล้วว่า ไม่ใช่ค้ากำไรเกินควรในทางวัตถุ แต่ว่า เป็นการสละสิ่งที่ควรสละออกไป, สิ่งใดไม่ควรมีอยู่ในตัว ก็ควรจะสละออกไปเสีย อย่างนั้นเรียกว่า จาคะ. ถ้าทำบุญบาทหนึ่ง จะเอาวิมานหลังหนึ่ง อย่างนี้ไม่เรียกว่าจาคะในที่นี้ ; จาคะหมายถึง สละสิ่งที่ควรสละออกไป ก็คือสิ่งที่เรียกว่ากิเลส เครื่องเศร้าหมอง สละออกไปได้เท่าไร ก็มีความสะอาดบริสุทธิ์เกิดขึ้นแทนเท่านั้น ; อย่างนี้เป็น จาคะแท้. ข้อ ๔. อุปสมาธิษฐาน - อธิษฐานด้วยอุปสมะ ; อุ - ป - ส - ม นี้แปลว่า ความสงบ. เรามุ่งหมายแต่ความสงบ อธิษฐานเพื่อความสงบ, ตั้งใจทำความสงบ. ใจความย่อ ๆ ของอธิษฐานทั้ง ๔ มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า "อธิษฐาน" หรือ อธิษฐานธรรมนี้ มีได้ทั้งอย่าง โลกิยะ และ โลกุตตระ ; โลกิยะในที่นี้หมายความว่า คนที่ปฏิบัติการงานใน ทางโลก ก็อาจจะอาศัยธรรม ๔ ประการนี้ได้ สำหรับเป็นเครื่องทำความเจริญ ให้แก่ตน, และอีกทางหนึ่ง แม้แต่บุคคลผู้ประสงค์แต่ความหมดกิเลส บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็อาศัยอธิษฐานธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ได้ เช่นเดียวกัน.

น.336 จะศึกษาอธิษฐานธรรมในแนวของปรมัตถปฏิปทา ในวันนี้เราจะได้พูดกันถึง ปรมัตถปฏิปทา ไม่ใช่ต้องการจะพูดเรื่อง โลกิยปฏิปทา ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะพูดเสีย"พอให้เป็นที่เข้าใจได้ว่า มันต่าง กันอย่างไร แล้วก็จะได้ตัดขาดออกไป อย่าให้ปนเปกัน ให้ยุ่ง. ข้อ ๑. ปัญญาธิษฐาน นี้ชาวนาชาวไร่ ก็หวังพึ่งปัญญาได้ : พยายาม พอกพูนปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาทในเรื่องของปัญญา ดังพระพุทธภาษิตว่า ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย - เป็นคนไม่ควรประมาทซึ่งปัญญา. คำว่า ประมาทต่อ ปัญญา นั่นก็คือ เป็นคนสะเพร่า ; คนสะเพร่าก็คือคนโง่ ; ดังนั้นความ ก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า คนสะเพร่านั้นคือคนโง่ หรือว่าคนโง่ก็ต้องสะเพร่า. เราจะเห็นคนสะเพร่าอยู่เสมอ ทั้งในวัด ทั้งในบ้าน คนสะเพร่านี้ จึง ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ; จะเป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวบ้าน ธรรมดาเท่าไร ก็ต้องอาศัยความไม่ประมาทต่อปัญญา, อย่าดูถูกปัญญา, พยายาม สนใจที่จะมีสติสัมปชัญญะ รอบรู้สิ่งที่ควรจะรอบรู้ แล้วก็ให้มีความรู้สึกอันนั้น อยู่ตลอดเวลา ; อย่างนี้แหละเรียกว่าไม่ประมาทซึ่งปัญญา. ข้อ ๒. สัจจาธิษฐาน ชาวไร่ชาวนาก็จะมีสัจจาธิษฐานได้ คือ อธิษฐานด้วยสัจจะ ให้สมตามพระพุทธภาษิตที่ว่า สจฺจมนุรกฺเขยฺย ซึ่งแปลว่า เป็นคนควรตามรักษาซึ่งสัจจะ. สัจจะในที่นี้หมายถึงความจริง , เราจะต้อง จริงต่อเพื่อนฝูง, จริงต่อว่าจา, จริงต่อเวลา, จริงต่อหน้าที่การงาน, จริงต่อ อุดมคติที่มีอยู่อย่างไรนั้น, ในที่สุดก็จะจริงต่อตัวเอง คือว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ก็ช่วย

น.337 ทำให้มีความเป็นมนุษย์กันสักหน่อย, ถ้าเป็นมนุษย์ได้มากถึงที่สุดก็ยิ่งดี ; นี้เรียกว่า มีความจริง. บุคคลเป็น ผู้ตามรักษาซึ่งความสัจ อย่างนี้แล้ว ก็ย่อมมีความเจริญ ; เช่นเป็นชาวนาก็เป็นชาวนาให้จริง, เป็นชาวไร่ก็เป็นชาวไร่ให้จริง, เป็นคนค้าขาย ก็เป็นคนค้าขายให้จริง ; ให้จริงในอุดมคติของตน มีพื้นฐานแห่งความจริงอยู่ที่ ความเป็นมนุษย์อันถูกต้องๆ นี้ก็เรียกว่าเป็นเรื่องกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป แม้ในวิสัย แห่งโลกิยะ. ข้อที่ ๓. จาคาธิษฐาน ชาวไร่ชาวนา ก็ต้อง อธิษฐานในการบริจาค ; สิ่งใดควรบริจาค สิ่งนั้นต้องบริจาคออกไป แม้ที่สุดแต่จะบริจาคไปในการ ช่วยเหลือผู้อื่น ก็ควรบริจาค. ในการบริจาค อย่าพึงหวังว่าจะได้รับอะไร ตอบแทนมาเป็นผลทางวัตถุ ; มุ่งหมายเอาความรัก ความสามัคคี ความ เมตตาปรานีโดยแท้จริง อย่างนั้นเป็นเบื้องหน้า. ถ้าจะมีอะไรตอบสนองมาเป็นวัตถุ ก็คงรับได้ไม่เสียหายอะไร แต่ อย่า มีจิตใจชนิดที่เป็นการลงทุนค้ากำไรเกินควร ; เพราะเมื่อติดนิสัยแล้ว จะ เอาเปรียบผู้อื่น, จะมีแผนการที่จะตกเบ็ดผู้อื่น หลอกลวงผู้อื่น ; อย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไร ก็จะย้อนเป็นร้าย กลับมาหาตัวเองโดยแน่นอน ; สู้ตั้งจิตเป็น ปณิธานแน่วแน่ไว้ว่า สิ่งใดควรสละ แล้วก็จะสละออกไปดีกว่า. ให้ใครได้มี ความสุขก็พอแล้ว. เมื่อเราเห็นคนอื่นมีความสุข ตัวเองก็จะมีความสุขด้วย ; ยิ่งไปกว่า นั้นอีก ก็คือ ให้คนอื่นกิน จะสบาย หรืออิ่มนานกว่าที่ตนจะกินเอง. ถ้ากินเอง

น.338 เดี๋ยวเดียวก็หมด ถ่ายอุจจาระแล้วก็เลิกกัน ; แต่ถ้าให้ผู้อื่นกิน จะไปอิ่มอยู่ใน จิตใจทั้งของเขา และของเราได้อีกนาน นี่แหละคืออานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่า จาคะ เป็นเครื่องสมัครสมาน หมู่มนุษย์ให้อยู่กับด้วยความเป็นผาสุก. สิ่งที่จะต้องสละอย่างยิ่งนั้นคือ ความเห็นแก่ตัว ; สละความเห็น แก่ตัวแล้วจะเป็นการสละทุกอย่างที่ควรสละเป็นแน่ ให้สมกับพระพุทธภาษิต ที่ว่า จาคมนุพฺรูเหยฺย แปลว่า เป็นคนควรจะพอกพูนซึ่งจาคะ ข้อที่ ๔. อุปสมาธิษฐาน คือ การอธิษฐานในความสงบ นั้น แม้เป็น ชาวบ้านร้านตลาด ชาวไร่ชาวนา ก็จะอธิษฐานหาความสงบ คือ การเป็นอยู่ ด้วยความสงบ เห็นในระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. ในครอบครัวของเราก็สงบ ในบ้านในเมืองของเราก็สงบ หวังให้ทั้งโลกมีความสงบ และพยายามทำให้เป็น ไปอย่างนั้นด้วย ก็เรียกว่า อุปสมาธิษฐาน เป็นอธิษฐานข้อที่ ๔ ให้สมตาม พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า สนฺตึเมว โส สิกฺเขยฺย - เป็นคน ควรจะศึกษาซึ่ง สันติ นั่นเทียว. "เป็นคน ควรจะศึกษาซึ่งสันติ" เมื่อพูดดังนี้ บางคนจะคิดว่า เป็นแต่ เพียงศึกษาให้รู้ไว้เท่านั้น ; แต่ว่าเราได้เคยพูดกันมาแล้วมากมายเหลือเกินว่า คำว่า "ศึกษา" ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงการประพฤติกระทำ ; เช่น ไตรสิกขา ได้แก่ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการศึกษาล้วน ๆ แต่หมายถึง การประพฤติปฏิบัติลงไปจริง ๆ. ดังนั้น คำว่า "พึงศึกษาสันติ

น.339 นั่นเทียว" นั้นก็หมายความว่า ศึกษาให้รู้ว่า สันติคืออะไร, แล้วก็ปฏิบัติลงไป จนได้รับผลเป็นสันติ โดยแท้จริง อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ศึกษาในสันติ. นี่แหละคือ อธิษฐานธรรม ในความหมายที่เป็นพื้นฐานทั่วไปแก่คน ทั้งปวง มีอยู่ ๔ ประการอย่างนี้ ด้วย ประเภทหนึ่ง, อธิษฐานธรรม เป็นปรมัตถปฏิปทา ได้โดยอย่างไร เดี๋ยวนี้เราก็พูดกันแล้ว ว่า เราจะพูดกันถึงปรมัตถุปฏิปทา ; อธิษฐาน- ธรรมทั้ง ๔ นี้ จะเป็นปรมัตถปฏิปทาได้ในลักษณะอย่างไร. พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัส ไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วน ดังพระบาลีสืบต่อไปนี้ว่า :- ปรมา อริยา ปญฺญา - ปัญญาอันประเสริฐอย่างยิ่ง ยทิทํ สพฺพทุกฺขกฺขเย ญาณํ - กล่าวคือญาณเป็นเครื่องรู้ในธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง ; ปญฺญาธิฏฺฐาเนน สมนฺนาคโต - ภิกษุเป็นผู้มาตามพร้อมแล้ว ด้วยสัจจา- ธิษฐานอันยิ่ง เห็นปานดังนี้. ข้อที่ ๑. หมายถึง สัจจาธิษฐาน เป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยสัจจา- ธิษฐาน คือตั้งทับอยู่บนสัจจะอันยิ่ง ; สัจจะอันยิ่งนั้น ทรงระบุว่า ปรมา อริยา ปญฺญา ; คือปัญญาอันเป็นอริยะ และเป็น ป-ร-ม จะสมาสเข้าเป็น ศัพท์เดียวกัน ก็เรียกว่า ปรมอริยปัญญา.

น.340 ป-ร-ม-อ-ริ-ย-ปัญญา ความหมายก็เห็นได้ง่าย ๆ เป็นที่คุ้นเคยกันอยู่ มากแล้ว ไปขยายความกันเอาเองก็ได้ ว่า พระองค์ทรงหมายถึงปัญญา ที่เป็นอริยะ คือไปเสียจากข้าศึก ได้แก่กิเลส ; แล้วเป็น ป-ร-ม หรือเป็น บรม ในที่นี้ก็ แปลว่า ในขั้นสูงสุด. ปัญญาที่ไปเสียจากกิเลส ในขั้นสูงสุดนั้น ได้แก่ สพฺพทุกฺขกฺขเย ญาณํ คือ ญาณเป็นเครื่องรู้ในความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง. ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ทั้งปวง เป็นชื่อของการปฏิบัติทุกอย่างทุกประการที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ; แม้ ที่สุดแต่หมวดธรรม ที่ได้กล่าวมา ในการบรรยายครั้งที่แล้วมานี้ ก็ชื่อว่า สพฺพทุกฺขกฺขเย ญาณํ ได้เหมือนกัน แต่ในที่นั้นเราไปเรียกเสียว่า ทุกฺขสฺ- สนฺตกกฺโร - บุคคลผู้กระทำซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์ ; เป็นผู้มีจิตใจตั้งทับอยู่บน สัจจะ ที่เป็นความรู้ว่า อะไรเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ อยู่ตลอดเวลา. ในส่วนการศึกษา ก็มีการ ศึกษาที่พอเพียง ที่จะรู้ว่าอะไรเป็นที่ สิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง, แล้วก็ปฏิบัติอยู่จนสุดความสามารถของตน ๆ. ในทาง การประพฤติกระทำทางกาย วาจา ก็กระทำอยู่อย่างนั้น. เป็น ในทางจิตก็กระทำอยู่ อย่างนั้น ; และมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจแจ่มแจ้งอยู่ ในทางจิต. ที่เรียกว่า ความรู้ ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งนั้น หมายถึงว่า ถ้ารู้จริง แล้วจะทนอยู่ไม่ได้ แต่จะกระทำไปในลักษณะอย่างนั้นเอง ; ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ก็ไม่ใช่รู้จริง. บางคนก็รู้มาก และพูดมาก แต่แล้วไม่มีอำนาจ หรือน้ำหนักอะไร เพียงพอ ที่จะให้ตัวกระทำไปในลักษณะอย่างนั้น ; อย่างนี้ยังไม่เรียกว่า

น.341 ๓๑๙ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่อาศัยพุทธภาษิตสั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ กัน รู้จริง และไม่เรียกว่า สัจจาธิษฐาน ; ต้องรู้จริงถึงขนาดที่รู้แล้วมันทนอยู่ไม่ได้ ต้องเป็นไปโดยอัตโนมัติ ในการที่ทำความสั้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง. นี้เป็นสัจจาธิษฐาน เป็นอธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. เป็นธรรมที่บุคคล ควรจะตั้งทับลงไป. ข้อที่ ๒. สำหรับข้อนี้ ในชั้นปรมัตถปฏิปทา พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า : ปรมํ อริยสจฺจํ ยทิทํ อโมสธมฺมํ นิพฺพานํ. - สัจจะอันประเสริฐอย่างยิ่ง กล่าวคือ นิพพาน อันมีความไม่มุสา เป็นธรรมดา ปรเมน สจฺจาธิฏฺฐาโน สมนฺนาคโต - ภิกษุนั้นมาตามพร้อมแล้ว ด้วยสัจจาธิษฐานอันอย่างยิ่ง เห็น ป่านนี้. ข้อ ๒ นี้หมายถึงอริยสัจจ์ ส่วนข้อแรกหมายถึงอริยปัญญา ; ข้อ ๒ นี้ หมายถึงอริยสัจจ์ที่ประเสริฐ คือไปจากข้าศึก ; ป-ร-ม คือ อย่างยิ่ง นี้ได้แก่ พระนิพพาน. พระนิพพานนี้ มีคุณบทว่า อโมสธมฺมํ, อโมสธมฺมํ แปลว่า มีธรรมอันไม่มุสาเป็นธรรมดา. คำพูดนี้ คงจะยังแปลกอยู่สำหรับท่านทั้งหลาย อาจจะไม่เคยได้ยินก็ได้ ว่า อโมสธมฺมํ - มีความไม่มุสาเป็นธรรมดา ในโลกนี้ หรือในสากล จักรวาลนี้ ในอะไร ๆ ทั้งหมดนี้ จะมี อะไรบ้าง ที่มีการไม่มุสาเป็นธรรมดา ? คำตอบ ตอบได้ง่าย ๆ ว่า สิ่งใดมีความไม่เที่ยง สิ่งนั้นมีความมุสาเป็นธรรมดา ; สิ่งใดมีความเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นมีความไม่มุสาเป็นธรรมดา.

น.342 สิ่งที่ไม่มุสาเป็นธรรมดา มีแต่นิพพาน เท่านั้น ; ดังนั้นพระพุทธองค์ จึงตรัสว่า ยทิทํ อโมสธมฺมํ นิพฺพานํ - สิ่งนั้นคือ นิพพาน อันไม่มี ความมุสาเป็นธรรมดา. เมื่อพูดถึงสิ่งที่ไม่มีความมุสาเป็นธรรมดา จะต้องมี ความรู้ มีความเข้าใจให้กว้างออกไป. ความหมายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมาก คือ คำว่า "มีปัจจัย ปรุงแต่ง และ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง". สิ่งใดมีปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งนั้นจะ มุสาเป็นธรรมดา ; เพราะว่ามันต้องเป็นไป ตามอำนาจของเหตุของปัจจัย, จะคงที่อยู่ไม่ได้ จะจริงอยู่ไม่ได้ จึงต้องเป็นมุสา. ส่วน สิ่งใดไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เป็นเครื่องปรุงแต่ง สิ่งนั้นไม่ต้อง เป็นไปตามอำนาจของอะไร มันจึงเป็นอยู่ได้ตามอำนาจของมันเอง มันจึง ไม่ต้อง มุสา. ดังนั้น สังขตธรรมทั้งหลายยังเป็นสิ่งที่มุสาอยู่ ; อสังขตธรรม เท่านั้น ที่จะ มีความไม่มุสาเป็นธรรมดา. และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับคำว่า "นิพพาน" และมีชื่อเรียกว่า สัจจะ คือ ความจริง ; ถ้าเป็นความจริงแท้ ต้องไม่มุสา. เมื่อกล่าวถึง สัจจะอันประเสริฐ และสูงสุด พระพุทธองค์ทรงระบุ พระนิพพาน นี้คือแสดงให้เห็นว่า นิพพานนั้นเป็น บรมสัจจะ ; บุคคล มีจิต ตั้งอธิษฐานถึงทับลงไปในสัจจะนี้ ชื่อว่ามีปริมสัจจาธิษฐาน เป็นข้อปฏิบัติ สำหรับจะให้ถึงซึ่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ไม่มุสา. นี้นับเป็นประการที่ ๒. ข้อที่ ๓. จาคาธิษฐาน การตั้งทับลงไปในจาคะ ที่เป็นชั้น ปรมัตถปฏิปทานั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ปรโม อริโย จาโค -จาคะอัน

น.343 ประเสริฐ อันเป็น ป-ร-ม, ยทิทํ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค - กล่าวคือการสละ เสียได้ซึ่งอุปธิทั้งปวง ; ปรเมน จาคาธิฏฺฐาเนน สมนฺนาคโต - ภิกษุ มาตามพร้อมแล้ว ด้วยจาคาธิษฐาน อย่างยิ่งเห็นปานดังนี้. อธิบายว่า ในบรรดาการสละนั้น การสละที่ประเสริฐและสูงสุด นั้นคือ การสละซึ่งอุปธิ. สิ่งใดเรียกว่า "อุปธิ" นี้ก็เคยบรรยายกันมามากแล้ว ; โดยสรุปใจความแล้ว ก็กล่าวได้ว่า สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ สิ่งนั้นเรียก ว่า อุปธิ, จะเป็นสิ่งใดก็ได้ : รูปธรรมก็ได้ นามธรรมก็ได้ ; เป็นวิสัย หรือ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือแล้ว ก็เรียกว่า อุปธิ ; เช่นว่า ร่างกายนี้ก็เป็นอุปธิ เป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า ของกู. กิเลส ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือโดยไม่รู้สึกตัวว่า เป็นตัวกู, แม้ บุญ แม้ บาป ก็เป็นที่ตั้งแห่งอุปธิ เรียกว่า ปุญฺโญปธิ ก็มี. บุญ นี้เป็นอุปธิ ในฐานะที่ว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ; บุญที่เป็นอุปธิ ก็เป็นไปเพื่อผลใน วัฏฏสงสาร. สรุปความว่า แม้แต่พระนิพพาน คนโง่ ๆ ก็ไปยึดถือว่า "นิพพาน ของกู" ทำให้ นิพพานกลายเป็นอุปธิ ไปอย่างนี้ ไม่น่าพอใจเลย. สรุปในที่สุดว่า สิ่งใดถูกยึดถือได้ อาจจะยึดถือได้ แล้ว สิ่งนั้นเป็นอุปธิ ในเมื่อมีการยึดถือ , ถ้าไม่มีการยึดถือ ก็ไม่เป็นอุปธิ ; เช่นร่างกายล้วน ๆ ของเรานี้ ถ้าไม่ยึดถือ ว่า ของเรา ก็ ไม่เป็นอุปธิ จะเป็นสภาวธรรมตามธรรมดา ; แต่ถ้าไปยึดถือเข้า ก็ กลายเป็นอุปธิ แ ล้วก็เป็นความทุกข์ แก่บุคคลนั้น.

น.344 หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรือกสวน ไร่นา ทรัพย์สมบัติ ถ้าไม่ยึดถือเข้า มันก็ไม่เป็น อะไร คงเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น ; แต่พอไปยึดถือว่า เป็นของเราเข้า ก็เป็น อุปธิ. ที่นี้ สำหรับคำว่า อุปธิ ก็แปลว่า เข้าไปทรงไว้, เข้าไปแบกไว้ ; อุป แปลว่า เข้าไป, ธิ แปลว่า ทรงไว้, แบกไว้ หามไว้ ทูนไว้ . อุปธิ แปลว่า เข้าไปทรงไว้ ; ดังนั้นมันก็เป็นของหนัก. ใคร ๆ ลองแบกอะไร ทรงอะไรดูก็แล้วกัน ล้วนแต่หนักทั้งนั้นเกิน จะ แบกกระสอบดิน มันก็หนัก, จะแบกกระสอบเงินทอง มันก็หนัก, จะแบก กระสอบที่ใส่เพชรพลอยมันก็หนัก. ถ้าแบกแล้ว มันหนักเสมอกัน ; ต้อถ้า ไม่แบกแล้วมันก็ไม่หนักเสมอกัน. ดังนั้นจะต้องนึกไปในทางที่ว่า ไม่ต้องแบก ; เราจะมีก็ได้ เราจะใช้ จะกิน จะจัดการอย่างไร ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องแบกดีกว่า. เราก็เห็น ๆ กันอยู่ชัดว่า เราไม่ได้แบกเอาวัวควาย ไร่นา ไว้บนบ่า หรือ บนศีรษะ ; แต่ว่า เรายังแบกไว้บนจิตใจ. เดี๋ยวนี้ไม่ได้แบกไว้บนหัว แต่ว่าได้แบกไว้บนจิตใจ, บางเวลาเราเอามาบรรทุกไว้บนจิตใจ. ดังนั้น บางเวลาทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ก็ เป็นอุปธิ มาทับอยู่บนจิตใจ ที่จะยิ่งน่ากลัว กว่าบนหัว. ความจริงข้อนี้มีอยู่ว่า ถ้า ไม่ยึดถือ ก็ ไม่เป็นความทุกข์ พระพุทธองค์จึง ทรงสรุปความว่า สงฺขิตเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - เมื่อกล่าวโดยย่อแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นเป็นตัวทุกข์. อะไรก็ตาม นี้ก็เรียกว่า

น.345 ๓๒๓ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่อาศัยพุทธภาษิตสั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เบญจขันธ์ มันอยู่ข้างนอก ไม่เป็นไร ; แต่พอเข้ามาเกี่ยวข้องกับคน เข้ามา อยู่ในจิตใจของคน มันก็เป็นเบญจขันธ์ได้. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ ภายนอกก็ตาม ภายในก็ตาม ถ้ามาเกี่ยวข้องกับจิตใจของคนแล้ว ก็เป็น สิ่งที่ถูกยึดถือ ก็ต้องมีความทุกข์. ทีนี้ขอให้ดูที่ว่า ร่างกายของเราแท้ ๆ ถ้าไม่ยึดถือ มันก็ไม่เป็นทุกข์ หรือ ไม่หนัก ; พอไปยึดถือเข้า มันก็ทุกข์ หรือเป็นความทุกข์ หรือเป็น ของหนักขึ้นมา ; ความทุกข์ทั้งหลายจึงสรุปรวมอยู่ที่ความยึดถือ. ในข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค - การสละ เสียได้ซึ่งอุปธิทั้งปวง นี้เป็นอริยจาคะอันสูงสุด ; หมายความว่า พระอริยเจ้า ท่านมีจาคะกันอย่างนี้, หรือว่า มีจาคะกันอย่างนี้ จึงจะถูกต้องตามแบบของ พระอริยเจ้า คือ บุคคลผู้พ้นแล้วจากข้าศึก. จาคะสูงสุด จึงอยู่ที่การสละ เสียซึ่ง อุปธิทั้งปวง ทำให้ดับทุกข์ได้ ทำให้บรรลุนิพพาน. บุคคลควรจะมีอธิษฐานจิตลงไปที่ อุปสมะ กล่าวคือ พระนิพพาน ; ใน บางที ก็เรียกพระนิพพานนั้นว่า อุปสมะ แปลว่า ความเข้าไปสงบ. ถ้าเรียกว่า นิพพาน ก็ แปลว่า ความดับเย็น ; ความดับ หรือ ความ สงบ ก็เป็นอย่างเดียวกัน ถ้าดับมันก็สงบ, ถ้าสงบมันก็ดับ. ฉะนั้น ชื่อจึงใช้ แทนกันได้มากมายหลายชื่อ ความหมายเหมือนกันหมด ตรงที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความร้อน.

น.346 ข้อที่ ๔. อุปสมาธิษฐาน ในชั้นที่เป็นปรมัตถปฏิปทานั้น พระพุทธ- องค์ตรัสว่า ปรโม อริโย อุปสโม - อุปสมะ อันประเสริฐอย่างยิ่งนั้น, ยทิทํ ราคโทสโมหานํ อุปสโม - ได้แก่ อุปสมะแห่งราคะ แห่งโทสะ แห่งโมหะ, ปรเมน อุปสมาธิฏฐาเนน สมนนาคโต - ภิกษุเป็นผู้มาตามพร้อมแล้วด้วย อุปสมาธิษฐาน ด้วยอาการอย่างนี้. อธิษฐาน คือ การถึงทับ ซึ่ง อุ - ป- ส - ม คือ การเข้าไปสงบอัน ประเสริฐสูงสุด, แล้วถึง อุ - ป - ส - ม คือความสงบแห่งราคะ โทสะ โมหะ. สิ่งที่เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ มีอธิบายกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ไม่อาจจะอธิบายโดยละเอียดได้อีก ในที่นี้ ในเวลานี้ สรุปความเอาแต่ว่า ราคะ โทสะ โมหะ นี้ มีความหมายเป็น ความ ลุกโพลง ๆ เหมือนกับไฟ ; แผงแต่ว่ามีอาการต่างๆ กัน ลุกกันไปคนละอย่าง หรือว่าร้อนกันไปคนละอย่าง : บางอย่างก็เห็นง่าย บางอย่างก็ไม่เห็น, หรือว่า มันจะเป็นสีสันวรรณะที่ต่าง ๆ กัน. เป็นไฟสีเหลือง, เป็นไฟสีขาว, เป็นไฟ สีเขียว, เป็นอะไรก็สุดแท้ เรียกว่ามันมีความลุกโพลงอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. สังเกตได้ง่าย นิดเดียวว่า พอ ราคะเกิด ขึ้นแล้ว จะอยู่นิ่งไม่ได้, โทสะเกิด แล้ว จะอยู่นิ่งไม่ได้, โมหะเกิด แล้ว ก็ จะอยู่นิ่งไม่ได้; ความ ที่อยู่นึ่งไม่ได้นั้น เรียกว่า ไม่สงบ . ต่อเมื่อตรงกันข้ามอย่างนั้น จึงจะเรียกว่า ความสงบ หรือความเข้าไปสงบ คือความหยุด. ความหยุดแห่งราคะ โทสะ โมหะ นี้ เรียกว่า เป็น อุ - ป - ส - ม อันเป็นอริยะ, อันเป็น ป- ร .- ม. จะรวมเรียกเป็นคำเดียวก็ได้ว่า "ปรมอริ-

น.347 ๓๒๕ ปรมัตถ์ปฏิปทาที่อาศัยพุทธภาษิตสั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ กัน โยปสม ก็เป็นภาษาบาลี ไม่คุ้นหู; ป-ร-ม-อ- ริ - โย - ป - ส - ม - ความเข้าไปสงบระงับอันประเสริฐและสูงสุด คือการเข้าไปสงบระงับเสียได้ ซึ่ง ราคะ โทสะ โมหะ ดังนี้. ผู้มาตามพร้อมแล้วด้วยอุปสมาธิษฐานอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ถึงทับซึ่งพระนิพพาน. นี่ร่วมเป็นอธิษฐานธรรม ๔ ประการ ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ สิ้นเชิง เท่าที่กล่าวมานี้ ก็ชี้ให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่า อธิษฐานธรรม ทั้ง ๔ ประการนี้ จะใช้อย่างเรื่องของชาวบ้าน ในโลกนี้ ก็ได้ จะใช้อย่างเรื่อง ของพระอริยเจ้า เพื่อจะออกไปเสียนอกโลก นอกความทุกข์ทั้งปวง ก็ได้. ในสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายอธิษฐานธรรมที่เป็นปรมัตถ- ปฏิปทา ดังนั้นจึงทรงแสดงไว้โดยบทว่า ป - ร - ม บ้าง, โดยบทว่า อ - ริ - ย บ้าง; แล้วก็แสดงลักษณะสูงสุด คือถ้าเป็นปัญญา ก็เป็นปัญญาเห็นธรรม เป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง ; ถ้าเป็นสัจจะ ก็หมายถึงสัจจะชนิดที่ไม่มีการมุสา เป็นธรรมดา เช่นนิพพานเป็นต้น ; ถ้าเป็นจาคะ ก็หมายถึง สละเสียซึ่งอุปธิ ทั้งปวง ; ถ้าเป็นอุปสมะ ก็ต้องอุปสมะแห่งกิเลสทั้งปวง. ขอให้ผู้ปฏิบัติโดยนัยนี้ มีความเข้าใจ สรุปได้เป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า จงเป็นผู้มีอธิษฐาน คือมี การตั้งทับลงไปบนธรรมะ ๔ ประการ : คือ ปัญญา ที่ประเสริฐสูงสุด, คือ สัจจะที่ประเสริฐสูงสุด, คือ จาคะที่ประเสริฐสูงสุด, คือ อุปสมะอันประเสริฐสูงสุด เช่นเดียวกัน.

น.348 มีชื่อธรรมะเพียง ๔ อย่างเท่านั้น ว่า ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ ที่เป็นไปทางโลกก็ได้ ในทางโลกุตตระก็ได้ แล้วแต่ว่าบุคคลนั้น จะสามารถนำ มาใช้ปฏิบัติอย่างไร คนเรานั้น มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มีหน้าที่ต่าง ๆ กัน แต่ ธรรมะ นี้แปลก ประหลาดที่ว่า เอาไปใช้ได้ในทุก ๆ หน้าที่ ; คนที่อยู่ในโลกนี้จะต้อง ทำมาหากิน ก็ต้องใช้ธรรมะนี้ ในความหมายตามระดับนั้น ; เรือแต่ถ้ามีความทุกข์ ทางใจเกิดขึ้น ก็ต้องมีธรรมะนี้ ในระดับสูงไปกว่านั้น. เรามีปัญหาอย่างไร หรือมีปัญหาชั้นไหน ก็ พึงใช้อธิษฐานธรรมนี้ ให้ถูกต้องตรงตามปัญหา นั้น ๆ เถิด ก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้. นี่แหละคือ ปรมัตถปฏิปทา ในพระพุทธศาสนานานาแบบ เอามา แสดงให้เป็นเครื่องศึกษาและปฏิบัติ สำหรับพุทธบริษัท ในวันนี้มี ๔ ประการ คือ ปัญญา สัจจะ จาคะ และอุปสมะ ในฐานะที่เป็นอธิษฐานธรรม พอสมควร แก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน. ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคณะสาธยาย ตามที่เคยกระทำมา สืบต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต