Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๑๑ — ภัทเทกรัตตปฏิปทาปริทรรศน์

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.349 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ ในหัวข้อที่ว่า ปฏิปทาปริทรรศน์ ได้ล่วงมาถึงครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้แล้ว ยังจะต้องบรรยายต่อไปอีกสามครั้ง ก็จะหมดงวดการบรรยายชุดนี้ แล้วก็จะได้หยุดพักไปเป็นเวลา ๓ เดือน เพราะว่าเป็นฤดูฝน ต่อถึงฤดูแล้งหน้า จึงค่อยเริ่มบรรยายกันใน รอบใหม่. ๓๒๗

น.350 ในรอบสุดท้ายที่เรียกว่า ชุด ปฏิปทาปริทรรศน์ นี้ เป็นรอบ อาสาฬหบูชา คือ เนื่องในวันเข้าพรรษา เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ การ บรรยายได้ติดต่อกันมา ล้วนแต่กล่าวด้วยเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของการ ปฏิบัติ, วิธีการปฏิบัตินานาแบบ ทั้งที่เนื่องกับปริยัติ และไม่เนื่อง กับปริยัติ จนกระทั่งเกี่ยวกับปริยัติ สักว่าเป็นพระพุทธภาษิตสั้น ๆ เท่านั้น. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงอธิษฐานธรรมทั้ง ๔ คือ ปัญญาธิษฐาน สัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐาน และอุปสมาธิษฐาน. ในวันนี้จะได้กล่าวหมวดธรรมที่เนื่องกัน สำหรับจะให้เกิดความง่ายดาย แก่อธิษฐานธรรมทั้ง ๔ นั้นด้วย และแม้จะมองในรูปที่ว่า มันเป็นความสมบูรณ์ อยู่ในตัวมันเองด้วยก็ยังได้ คือ หมวดธรรมที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา. ธรรมะหญ้าปากคอก ที่ควรรู้จัก ธรรมะหมวดนี้ เป็นที่คุ้นเคยกับพุทธบริษัททั้งหลาย เพราะว่า สวดกัน อยู่ทุกวัน ที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตคาถา มีใจความว่า อดีตํ นานฺวาดเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ เป็นต้น; แต่แล้วมันก็มีลักษณะเหมือนกับหญ้าปากคอก ที่วัวกินไม่เป็น. ธรรมดา "หญ้าปากคอก" ย่อมถูกวัวกัดกินอยู่เสม อ จึงได้เรียกว่า "หญ้าปากคอก" ; เพราะว่าวัวนั้นพอจะออกจากประตูคอกก็งับนั้นงับนี้ ที่เป็น

น.351 หญ้าเป็นใบไม้ ที่ปากคอกก่อนเสมอไป จนเรียกว่า "หญ้าปากคอก" ; แต่แล้ว มันก็ยังจะมีหญ้าปากคอก ชนิดที่วัวกินไม่เป็น เช่นว่า มันจะอยู่สูงขึ้นไป บนหลัง ซุ้มประตูคอกก็ได้ แล้ววัวมันก็ไม่เคยจะเงยหน้าดู, หรือว่า หญ้าจะแอบอยู่ที่ หลักรั้วอันไหนก็ได้ ซึ่งวัวไม่สนใจ หรือว่ากินไม่ได้. การกล่าวอย่างนี้ ก็เพื่อจะเป็นเครื่องเตือน ให้รู้จักสังเกตกันบ้างว่า แม้ว่าจะเป็นหญ้าปากคอก แต่ก็ยังมีชนิดที่วัวกินไม่เป็น ก็อาจจะมีอยู่ เหมือนกับว่า ภัทเทกรัตตคาถานี้. ภัทเทกรัตตคาถานี้ ก็สวดกันอยู่ทุกวัน มีลักษณะเหมือนกันกับ หญ้าปากคอก ; แต่ทำไมเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เหมือนกับหมวดธรรม ทั้งหลายไม่ได้ ทั้งที่เป็นหมวดธรรมที่สมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเอง จึงขอให้ท่าน ทั้งหลายสนใจให้ดีเป็นพิเศษ ในธรรมหมวดนี้ ในฐานะที่ว่า เป็นเหมือนกับ หญ้าปากคอก. สำหรับหัวข้อของธรรมนี้ ก็มีว่า : อติตํ นานฺวาคฺเมยฺย - ไม่ตามคิดถึงซึ่งสิ่งที่ล่วง ไปแล้ว, นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ - ไม่หวังสิ่งที่ยังไม่มา, ปจฺจุปปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ - เห็นแจ้งประจักษ์ในธรรม อันเป็นปัจจุบันนั้น ๆ อยู่. ข้อความมี เพียง ๓ ข้อ เท่านี้เอง ว่า ไม่ตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว, ไม่หวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง, แต่ว่า เห็นแจ้งในธรรมที่เป็นปัจจุบัน อยู่ในที่

น.352 นั้นๆ: ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ "เห็นแจ้งในสิ่งที่เป็นปัจจุบันอยู่ในที่ นั้น ๆ" นั่นเอง. เห็นแจ้งในสิ่งที่เป็นปัจจุบันในที่นั้น จะชนะกิเลสได้ สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ ก็อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ว่า จะทำความเห็นแจ้งในสิ่งที่เป็นปัจจุบันในที่นั้น ๆ กันได้อย่างไร ? ถ้าว่าทำได้ ก็จะเป็นการเอาชนะกิเลส และความทุกข์ได้ โดยสิ้นเชิง เหมือนกัน ; ไม่ใช่ว่า การปฏิบัติในข้อนี้ จะเป็นการปฏิบัติครึ่งท่อน หรือเป็นการปฏิบัติ ที่เป็นเบื้องต้น เป็นบุพภาคของการปฏิบัติเหล่าอื่น ก็หามิได้. ที่แท้ก็เป็นการปฏิบัติที่เต็มรูป เหมือนกับการปฏิบัติเหล่าอื่น ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็ทำให้สิ้นกิเลส และอาสวะได้. การที่บุคคลมา เห็นแจ้งในธรรม อันเป็นปัจจุบันอยู่ในที่นั้น ๆ มีความหมายสำคัญที่สุดตรงที่ว่า ทำให้เกิดกิเลสไม่ไ ด้ และเพิ่มพูนอาสวะไม่ได้ ; เมื่อเป็นดังนี้อยู่เรื่อยไป ๆ กิเลส อาสวะก็ถึงความสิ้นไป ในที่สุด. สำหรับเรื่องในอดีตนั้น เมื่อไม่นึกถึงมันแล้ว ก็แล้วกันไป; สำหรับ เรื่องในอนาคตนั้น เมื่อไม่หวังอยู่ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ; เป็นอันว่าไม่ต้อง สนใจก็ได้. ให้สนใจกระทำแต่ในส่วนที่เป็นปัจจุบันในส่วนเดียว. ดังนั้น เราจะต้อง วินิจฉัยกัน ในส่วนนี้ให้มากที่สุด ; หรือว่า เมื่อสนใจ และปฏิบัติได้ในส่วนนี้ ก็เป็นอันว่า ปฏิบัติได้ทั้งสามส่วน. สำหรับส่วนที่เป็นอดีตนั้น ก็ตรัสว่า :- ยทตีตมฺปหีนนฺตํ - ส่วนใดที่เป็นอดีต ส่วนนั้นก็ละไปแล้ว.

น.353 ส่วนที่เป็นอนาคต ก็ตรัสว่า อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ -ส่วนที่เป็น อนาคตเล่า ก็ยังไม่มา. เมื่อ สิ่งนั้นละไปแล้ว หรือ เมื่อมัน ยังไม่มา นี้ก็ ยังไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ได้เกิดขึ้นอยู่เฉพาะหน้า, มิได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า. เมื่อมันไม่มีอยู่ ในที่เฉพาะหน้า เราก็ไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องกระทำอะไร หรือปฏิบัติอย่างไรเลย ก็ได้ จึงยังคงเหลืออยู่ แต่ส่วนที่เป็นปัจจุบัน. ในข้อนี้มีตรัสว่า :- ปจฺจุปฺปนฺนญจ โย ธมฺมฺํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ - บุคคลใดเห็นแจ้งในธรรม อันเป็นปัจจุบันอยู่ในที่นั้น ๆ, อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ - เป็นผู้ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอน ติ วิทฺธา มนุพฺรูหเย - รู้ความจริงข้อนี้แล้ว พึงพอกพูนไว้. นี้เป็นหลักปฏิบัติโดยตรง ว่า ให้รู้แจ้งประจักษ์ ทันควัน ในสิ่ง ที่เป็นปัจจุบัน ในลักษณะที่ไม่มีความง่อนแง่นคลอนแคลน, แล้วก็รักษาความรู้ อันนี้ และความไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน อันนี้ไว้ ให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ต่อจากนั้นก็มีพระพุทธภาษิต ซึ่งเป็นเครื่องกระตุ้น หรือ รบเร้าว่า :- อชฺเขว กิจฺจมาตปฺปํ - ความเพียรเผากิเลส เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลาย ต้องทำวันนี้, โก ชญฺญา มรณํ สุเว - ใครจะไปรู้ว่า ความตายจะมี แม้ในวันพรุ่งนี้

น.354 น หิ โน สงฺครนฺเตน - การจะทำสงครามต่อต้านกับมัจจุราช ซึ่งมี มหาเสเนน มจฺจุนา เสนามากนั้น เป็นไปไม่ได้. ข้อความนี้ เป็นข้อความสำหรับ กระตุ้น ใ ห้รีบกระทำสิ่งซึ่งเป็นหน้าที่ อันปัจจุบัน นั่นเอง ไม่ต้องผัดไว้ แม้แต่เพียงวันพรุ่งนี้ เพราะว่าอาจจะตายก็ได้. ถ้าว่า ทำได้อย่างนี้ ก็ทรงแสดงอานิสงส์ไว้ว่า:- เอวํวิหาริมาตาปี อโหรตฺตมตนฺทิตํ ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ. แปลว่า มุนิ คือ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย เป็นผู้สงบระงับแล้ว ย่อมจะ กล่าวบุคคล ผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน ว่าเขา เป็นผู้ แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐ หรือ น่าชม. อานิสงส์ของ "ภทฺเทกรตฺโต" อานิสงส์ข้อนี้ใช้ถ้อยคำที่บางคนฟังแล้ว จะเห็นว่า ไม่มีความหมายอะไร คือ คำว่า ภทฺเทกรตฺโต - มีชีวิตอยู่วันเดียวก็น่าชม. แต่คำว่านี้มีความหมาย มาก. ถ้า "วันเดียวก็น่าชม" ก็หมายความว่า กี่วัน หรือ หลายวัน ก็ต้องยิ่ง น่าชมมากขึ้นไปอีก. สำหรับคำว่า "น่าชม" "หรือว่า "เป็นผู้เจริญ" นั้น มีความหมายลึก และมีความหมาย ระบุชัด ลงไป ในข้อที่ว่า "ไม่มีความทุกข์เลย". ในบรรดา

น.355 สิ่งที่จะถือกันว่า น่าชม หรือประเสริฐ หรือเจริญ นี่ก็ไม่มีอะไรที่จะดีมากยิ่งไปกว่า "ความไม่มีทุกข์" ; แม้ว่าจะอยู่เพียงวันเดียว คืนเดียว เมื่อไม่มีความทุกข์ มัน ก็น่าชม. จะอยู่กันกี่เดือน กี่ปี หรือหลายสิบปี ก็ตาม ถ้าเต็มไปด้วยความทุกข์ ก็ไม่ประเสริฐอะไร คือว่าไม่น่าชมที่ตรงไหน. คำว่า "น่าชม" นี้ มีความหมายไกลไปถึง ความเป็นพระอรหันต์ เพราะว่า เมื่อบุคคลปฏิบัติในลักษณะที่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ในธรรมอันมาถึง เข้า เป็นปัจจุบันแล้ว ย่อมหมายถึง ความหมดสิ้นกิเลส และอาสวะ, มีความ เป็นพระอรหันต์ในที่สุด ; หมายความว่า เป็นพระอรหันต์เพียงวันเดียว ก็น่าชม. ดังนั้นเราจะได้พิจารณาการปฏิบัติในส่วนปรมัตถปฏิปทา ในพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ข้อนี้กันโดยพิสดาร. ผลของ “ไม่คำนึงถึงอดีต ไม่หวังอนาคต" ข้อที่ว่า "ไม่คำนึงถึงอดีต และ ไม่หวังอนาคต เห็นแจ้งในปัจจุบัน" นั้น บางคนอธิบายว่า ไม่คำนึงถึงชาติที่แล้ว ๆ มา คือ ความเกิดในชาติก่อน ๆ และ ไม่คำนึงถึงชาติข้างหน้า ที่จะมีมาหลังจากตายแล้ว คงคำนึงอยู่แต่ในชาตินี้ ในปัจจุบันนี้ แล้วก็กระทำความเห็นแจ้ง ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ อย่างนี้ก็มี ; แม้จะอธิบายเป็นชาติก่อนตาย, หรือหลังจากตายแล้วอย่างนี้ ก็ยังนับว่ามีประโยชน์ อยู่ตามสมควร จะได้เป็นเครื่องตัดบท หรือระงับความยุ่งยาก ที่จะมามัวถามกัน อยู่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด อย่างไม่รู้สิ้นสุดนี้กันเสียที, จะมามัวถามว่า เกิดนี้ เกิดมาจากอะไร, แล้วจะตายไปเกิดเป็นอะไรต่อไปอีก ; อย่างนี้ก็ควรจะเลิก

น.356 กันเสียที เลิกพูดเลิกถามกันเสียที เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ไม่ควรคิดถึง สิ่งที่ล่วงไปแล้ว และไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังไม่มา"; เหลืออยู่ก็แต่ว่า ในชาตินี้ จะต้องทำให้ดีที่สุด. สิ่งใดที่เป็นหน้าที่ปรากฏอยู่ในชาติปัจจุบันนี้ จะต้องทำให้ดีที่สุด และ ให้ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด แล้วก็ ไม่ให้ง่อนแง่นคลอนแคลน คือว่า อย่าให้ ยังเหลืออยู่เป็นปัญหา ที่ต้องระแวงต้องสงสัย และทำให้เสร็จสิ้นไป ในลักษณะ ที่จะนอนใจได้ แล้วก็ตาย อย่างที่เรียกว่า ดีที่สุด อย่างนี้ก็ได้. ผู้ปฏิบัติ โดยอาศัยหลักอย่างนี้ ก็ย่อมจะไม่มีปัญหาอะไร ก็พยายามทำความดี ความงาม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ไปตามที่กระทำกันอยู่แล้ว หรือที่สั่งสอนอบรม กันอยู่แล้ว. นี่เรียกว่า เป็นการปฏิบัติในรูปหนึ่ง โดยเอาคำว่าชาติ ๓ ชาติมา เป็นหลัก ซึ่งแต่ละชาตินั้นก็ยาวนานมาก คือเกิดมาจากท้องแม่ จนกว่าจะตาย เข้าโลงไป นี่เรียกว่า ชาติหนึ่ง ; แล้วก็เรียกชาติที่แล้วมาว่า อดีต, ชาติที่จะ มาโน่นว่า ชาติอนาคต, แล้วเดี๋ยวนี้ เรียกว่า ชาติปัจจุบัน อย่างนี้ก็ได้. แต่ว่า คำอธิบายอันแท้จริงของพระพุทธภาษิตนี้ หาใช่เป็นอย่างนั้นไม่ ; ได้ระบุไปถึงชาติ หรือ ความเกิดแห่งเบญจขันธ์ คราวหนึ่ง ๆ. พึงรู้จัก "ชาติ - ความเกิด" ให้ถูกต้อง เพื่อปฏิบัติได้ถูก ชาติ หรือความเกิดแห่งเบญจขันธ์ได้แก่ เมื่อตาเห็นรูป หรือว่าหูฟัง เสียง เป็นต้น ; แล้วเกิดการปรุงแต่งเป็น ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน

น.357 คราวหนึ่ง ๆ. นี่แหละเรียกว่าเป็นปัจจุบัน หมายถึงที่กำลังเกิดอยู่จริง, ระบุ ชัดลงไปว่า เมื่อตาเห็นรูปแล้ว ความคิดอะไรเกิดขึ้นในจิตใจเป็นลำดับไป ; ที่เรียกว่าปัจจุบัน จะต้องทำให้ดีที่สุด คือให้เข้าใจแจ้งชัดที่สุด จนถึงกับมี ผลว่า ไม่มีความหวั่นไหวในธรรมนั้น ๆ, แล้วก็รักษาความมั่นคงนี้เอาไว้ได้. นี้คือข้อปฏิบัติโดยตรง เกี่ยวกับพระพุทธภาษิตข้อนี้ และจะ เป็น ปรมัตถปฏิปทาอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าจะไปนึกถึงเรื่องชาติยาว ๆ ที่เคยพูดกันมาแล้ว แต่กาลก่อน. สิ่งที่เรียกว่า ปัจจุบันธรรม ก็หมายความว่า ที่กำลังมีเรื่องมีราวอยู่ใน จิตใจ ในเวลานี้ : จะเกิดมาทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้, หรือว่า จะเกิดมาจากทางใจล้วนๆ คือ เอามาคิด มานึกขึ้นเดี๋ยวนี้ก็ยังได้. แต่ว่าถ้าสิ่งใดกำลังอยู่ในทวาร มีจักขุทวาร โสตทวาร กระทั่งกายทวารเป็นต้น หรือว่าในมโนทวาร เป็นที่สุด ก็เรียกว่าล้วนเป็นเรื่อง ปัจจุบัน. ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนกว่าที่กล่าวแล้วนั้น ก็คือเ รื่องที่กำลังรู้สึกอยู่ ในใจ เป็นเรื่องที่จะ ต้องทำให้เห็นแจ้งชัด โดยบทว่า ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ - เขาย่อมเห็นแจ้งในธรรมนั้น ๆ. เมื่อตากระทบรูป เกิดจักขุวิญญาณขึ้น ก็จะ ต้องเห็นว่า นี้ตา นี้รูป นี้จักขุวิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตากับรูป. ความเห็นแจ้ง ในสิ่งที่เรียกว่าตากับ รูป เกิดจักขุวิญญาณนั้น ต้องแจ้ง อย่างที่เรียกว่ามีความรู้ ไม่ใช่สักว่าเห็นว่าตา ว่ารูป ซึ่งใคร ๆ ก็จะเห็น เพราะว่า

น.358 ตาก็ต้องเห็นรูปอยู่แล้ว; แม้ว่า สุนัข หรือแมว ก็มีตาที่เห็นรูป ; แต่การ เห็นรูปเพียงเท่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์. เราศึกษามามากแล้วจนบัดนี้ ควรจะ รู้จักสิ่ งที่เรียกว่า ตานั้น ให้ดีกว่านั้น, แล้วก็ รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า รูป ดีกว่านั้น, แล้วก็ รู้จักจักขุวิญญาณ คือความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นทางตานั้น อย่างดีที่สุดด้วย. ในเรื่องที่เกี่ยวกับหูและเสียง และวิญญาณทางหูก็ตาม, ในเรื่องที่ เกี่ยวกับ จมูกและกลิ่น และวิญญาณในทางจมูกก็ตาม, จะต้องรู้แจ้งในระดับ เดียวกัน ในลักษณะเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน. ความเห็นแจ้งจะมีได้ ต้องรู้แจ้งในเรื่องของอายตนะ ในที่นี้ จะยกเอาเรื่องของตา เป็นตัวอย่าง แต่เพียงอย่างเดียวก็พอ : เป็นผู้รู้จักตาว่าเป็นอย่างไร, เป็นผู้รู้จักรูปว่าเป็นอย่างไร, เป็นผู้รู้จักจักขุ- วิญญาณว่าเป็นอย่างไร. นี้ไม่ใช่กล่าวไปตามที่ท่องตามตัวหนังสือที่จดไว้ หรือ จำไว้; เราต้องเคยศึกษามาแต่ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าตานั้น ประกอบอยู่ด้วย คุณสมบัติแห่งการเห็น เช่นจะต้องมีประสาทของตา หรืออะไร ๆ ที่เกี่ยวกับตา, แล้วก็ยัง ต้องรู้จักความหมายที่ลึก ไปกว่านั้น : - ส่วนที่ ๑. ความหมายที่ลึกของนัยน์ตานี่ เขาเรียกว่า จักขุทวาร ; ทวาร คือ ตานี้เป็นปากประตูที่จะเปิดรับอะไร ให้ผ่านเข้าไปถึงใจ. นี่ก็เป็นเรื่อง ที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามันเป็นประตู เหมือนประตูบ้าน; ถ้าเราไม่ ระวังให้ดี ก็จะเป็นเหตุให้สิ่งที่เป็นอันตราย เข้าไปในบ้าน. เราจะต้องรู้จักตา ในฐานะที่เป็นทวารให้ถูกต้อง.

น.359 ทีนี้ สิ่งที่เรียกว่า ตา นี่ ยังมีชื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่า เป็นอายตนะ คือ เป็นเครื่องติดต่อ. เป็นฝ่ายหนึ่งสำหรับการติดต่อ คือตาเป็นฝ่ายหนึ่ง รูปเป็น อีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับพบกัน แล้วกระทบกัน แล้วจะมีเรื่องอะไรที่สำคัญอย่างยิ่ง เกิดขึ้น เพราะการกระทบกันนั้น. ตา ไม่ใช่เป็นเพียงลูกตา กับเส้นประสาทตาเฉย ๆ ตายังมีความหมาย ไปในทางที่ว่า จะทำให้เกิดเรื่อง เนื่องจากการกระทบกันนั่นเอง; ด้วยเหตุ ดังนี้แหละ สิ่งที่เรียกว่า ตา นี่ จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าอินทรีย์ หรือ จักขุอินทรีย์ อินทรีย์ คือตา ; อินทรีย์แปลว่า สิ่งซึ่งร้ายกาจ ซึ่งมีอำนาจ ซึ่งมีฤทธิ์มีเดช มีเรื่องมีราวมากทีเดียว เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด. ตาไม่ใช่เป็นแต่ลูกตาเฉย ๆ ; มันมีความเป็นอินทรีย์ ถ้าทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว จะเกิดเรื่องใหญ่ ถึงกับ ฉิบหาย ก็ได้. ขอให้ไปคิดดูว่า เรื่องที่เห็นด้วยตา นี่แหละ เคยทำให้คนฉิบหาย มามากแล้ว ; แม้เป็นเรื่องของเด็ก ๆ เรื่องความสวย ความงาม ความอะไร ต่าง ๆ นี่ ก็ทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมามากแล้ว, หรือว่า ทำให้เกิด ความเป็นความตายลงไปก็ได้ เพราะความไม่รู้เท่าการเห็นในทางตา ; นี่จะไม่ให้ เรียกว่าอินทรีย์ได้อย่างไร. เราควรจะ ต้องรู้จักตาอย่างแจ่มแจ้ง ว่า ตา เป็นทวาร คือ เป็นปาก ประตู ที่ต้องระวัง ; แล้วตายัง เป็นอายตนะ เครื่องติดต่อ หรือกระทบ ที่จะ ทำให้เกิดเรื่องดีก็ได้ ชั่วก็ได้ ; และยัง เป็นอินทรีย์ คือมีความสำคัญมาก ถ้า ทำพลาดนิดเดียว ก็ หมายถึงความฉิบหายในทุกแง่ทุกมุม. ถ้าฉิบหายในเรื่อง

น.360 โลกนี้ ก็เสียเงินเสียทอง เสียข้าวเสียของ ติดคุกติดตะรางก็ได้, หรือว่าจะ ฉิบหายในทางธรรม ให้เกิดกิเลส และความทุกข์ก็ได้ สูญเสียการบรรลุมรรคผล ก็ได้. นี่ตาเป็นอย่างนี้. ส่วนที่ ๒. คือ รูปที่จะมากระทบตา นี้ก็เรียกว่า เป็นอารมณ์. คำว่า "อารมณ์" แปลว่า ที่หน่วงเอา หรือ ที่เกี่ยวเกาะ ; ตามตัวหนังสือก็แปลว่าที่ หน่วงเอา คือ จิตจะไปหน่วงเอาสิ่งใด สิ่งนั้นก็เรียกว่าอารมณ์. รูปที่เราจะเห็น ด้วยตา หรือเสียงที่เราจะพังด้วยหู เป็นต้น เหล่านี้เรียกว่า อารมณ์ คือมันเป็น สิ่งที่จิตนี้จะตะครุบเอา แล้วก็หน่วงเอา อีกอย่างหนึ่ง รูป ก็เรียกว่า อายตนะด้วยเหมือนกัน คือ เป็นอายตนะ ภายนอก เป็นส่วนที่จะมีการกระทบข้างนอก จากข้างนอก; เมื่อมีการ กระทบแล้ว ก็จะเกิดเรื่องราวใหญ่โตไป ในทางดีก็ได้ ทางร้ายก็ได้ เช่นเดียว กันกับตานั้น. ส่วนที่ ๓. พึงรู้ชัดต่อไปว่า รูปกับตานี้ต้องอาศัยกัน ; ถ้าไม่ได้ อาศัยกัน มันก็ไม่มีเรื่อง ต่อเมื่ออาศัยกันจึงจะมีเรื่อง คือจะเกิดจักขุวิญญาณ อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า จกขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ - อาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย ย่อมเกิดจักขุวิญญาณ ดังนี้. จักขุวิญญาณ หรือสิ่งที่เรียกว่า จิตที่จะรู้แจ้งในทางตานั้น ยังไม่เกิด จนกว่าเมื่อใดจะมีการ อาศัยกันระหว่างสิ่งทั้งสองนี้คือ ตา กับรูป. ผู้ใดมีความเห็นแจ้งอย่างนี้ ในสิ่งทั้งสามนี้ ก็เรียกได้ตอนหนึ่ง แล้วว่า ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ -เขาย่อมเห็น

น.361 แจ้งชัดในธรรมนั้น ๆ ที่เป็นปัจจุบัน คือมีการกระทบกันอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในระหว่าง ตากับรูป. ส่วนที่ ๔. ในปัจจุบันนั้นก็เลื่อนไปตามลำดับ : การที่ประกอบพร้อม กันเข้าระหว่างตากับรูป และจักขุวิญญาณนี้เรียกว่า ผัสสะ ; เดี๋ยวนี้ผัสสะได้ เกิดขึ้นแล้ว เพราะการกระทบประจวบพร้อมกันระหว่างสิ่งทั้งสาม. นี้ก็ ต้องให้ รู้แจ้ง ว่ามันเป็นการ กระทบอย่างไร เป็นการ กระทบของสิ่งใดที่เป็นส่วน สำคัญ ? ก็คือการกระทบของสิ่งที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ นั่นเอง เป็นส่วนสำคัญ ที่มันได้กระทบกันเข้า กับสิ่งที่เรียกว่ารูป โดยอาศัยตา เป็นอายตนะ หรือว่าเป็น ทวาร. ผู้นั้นจะต้องมีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งที่เรียกว่าจักขุสัมผัส คือการ สัมผัสทางจักษุนี้ ว่าเป็นอย่างไร. มีความเห็นแจ้งแล้วต้องมีสติสัมปชัญญะด้วย เพื่อไม่เป็นอันตราย ความเห็นแจ้งนี้ จะไม่เพียงแต่เห็นแจ้ง เฉยๆแล้ว จะต้องเพิ่ม ความมีสติสัมปชัญญะ เข้ามาอีกแล้ว ว่าการสัมผัสนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปอีก จึงจะไม่เป็นอันตราย. ส่วนที่ ๕. สิ่งที่เรียกว่า สัมผัสนั่นก็จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่สัมผัส จะต้อง เกิดสิ่งที่เรียกว่าเวทนา. เหมือนกับว่า เราเอาค้อนตีปังลงไป มันจะไม่หยุดแค่นั้น ย่อมจะเกิดเสียงขึ้นมา, ข้อนี้ฉันใด ; เมื่อมีการสัมผัสแล้วก็จะต้องเกิดปฏิกิริยา ออกมา คือสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา"

น.362 เวทนา นี้ก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ใจ : ถ้า ถูกใจ ก็เรียกว่า สุข- เวทนา, ถ้า ไม่ถูกใจ ก็เรียกว่า ทุกขเวทนา, ถ้ายังไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งสองอย่าง ก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา. ส่วนที่ ๖. เวทนาเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมครอบงำจิตใจ มีอำนาจ มีกำลัง ที่จะครอบงำจิตใจ ดังนั้นมันจึงไม่หยุดอยู่เฉย ๆ เพียงเท่านั้น ; เมื่อเวทนาครอบงำ จิตใจแล้วก็ ปรุงแต่งจิตใจ นั้น ให้เกิดความรู้สึกต่อไปอีก ซึ่งเรียกว่าความคิด :- เวทนาที่เป็นความสุขก็เกิดความคิดไปทางหนึ่ง, เวทนาที่เป็นความทุกข์ ก็เกิดความคิดไปทางหนึ่ง, เวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ยังให้เกิดความคิดไปทางหนึ่ง เช่น ความสงสัย ความระแวง เป็นต้น ; อย่างนี้เรียกว่า สังขาร คือ ความคิด ได้เกิดขึ้นแล้วจากเวทนานั้น. ความคิดนี้อันแรกที่สุด ก็คือ ความคิดประเภทที่ เป็นความอยาก ที่เรียกว่า ตัณหา นั่นเอง : สุขเวทนาให้เกิดตัณหา ที่อยากได้อยากเอา อยาก เป็น, ทุกขเวทนา ก็ให้เกิดตัณหาประเภทที่ไม่อยากเอา ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น, อทุกขมสุขเวทนา ก็ให้เกิดความสงสัย อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ : มัน ให้เกิดความอยาก หรือตัณหา ในทางที่จะรู้ว่า มันจะเป็นอย่างไร จึง เป็นตัณหาได้หลาย ๆ อย่าง แล้วแต่ว่า ความสงสัยนั้นจะเป็นอย่างไร. นี่เป็นอันกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่า เวทนาแล้วย่อมให้เกิดตัณหาทั้งนั้น ; เมื่อตัณหาเกิดแล้วก็จะต้องมีผลอย่างอื่นต่อไปอีก เช่นให้เกิดการกระทำอย่างนี้ อย่างนั้น เป็นต้น.

น.363 ส่วนที่ ๗. เดี๋ยวนี้จะมองในด้านลึกของจิตใจต่อไป ว่า เมื่อเกิดตัณหา เป็นความอยากขึ้นมาในธรรมชาติแห่งจิตแล้ว ตัณหา - ความอยากนั้น ๆ จะทำ ให้เกิดความรู้สึก อีกอันหนึ่งขึ้นมาว่า " ตัวเราเป็นผู้อยาก " จะมีความรู้สึกขึ้น มาเองโดยอัตโนมัติว่า "ฉันอยาก ฉันต้องการ ฉันเป็นอย่างนั้น ฉันเป็นอย่างนี้" แล้วแต่ว่าตัณหาใดจะได้เกิดขึ้น ; แล้วปรุงแต่งอุปาทานข้อไหนขึ้นมา : ให้เป็น ตัวฉัน และ เป็นของฉัน ไปในทางที่น่ารัก น่าพอใจ, หรือไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ, หรือว่า ยังโง่หลง สงสัย ระแวงอยู่. อย่างนี้เรียกว่า อุปาทานเป็นตัวฉัน เกิดขึ้นมาแล้ว. ถ้าตัวกู - ของกู เกิดแล้ว จะเป็นความทุกข์ อุปาทานนี่แหละ คือสิ่งที่เราเรียกกันง่าย ๆ เดี๋ยวนี้ ว่า ตัวกู - ของกู : นี้เป็นปัจจุบันธรรมอย่างยิ่ง และไม่มีปัจจุบันธรรมอันใดที่จะมีปัญหามาก เหมือน ความรู้สึก ที่เป็นตัวฉัน และเป็นของฉัน ; เพราะว่าตัวกู - ของกูเกิดขึ้นแล้วก็จะ ทำอาการที่กวัดแกว่ง ด้วยความต้องการ : มีความเร่าร้อน มีความกระวนกระวาย จนกระทั่งว่า จะมีความเกิดขึ้นแห่งเรื่องหนึ่ง ๆ. มีตัณหา ในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, หรือว่า มีความต้องการแล้ว ไม่ได้ตามที่ต้องการ,หรือ ได้พบกันเข้ากับสิ่งที่ไม่ต้องการ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า เบ่นตัวความทุกข์. ตัวปัจจุบันธรรมแท้ ๆ นั้น ก็ มีผลเป็นความทุกข์ เป็นสิ่งสุดท้าย ; และสิ่งทั้งหมดนี้ เป็นไป ได้ ในเวลาอันสั้น อย่างว่าชั่วฟ้าแลบครั้งหนึ่ง เท่านั้น : มันก็จะ ตั้งต้น ตั้งแต่ว่า เป็น การกระทบทางอายตนะ เกิดผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จนเกิดเป็นความทุกข์ เสียแล้ว.

น.364 ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดู ว่า ตัวเราเองได้เคยผ่านสิ่งเหล่านี้มา อย่างไร; ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจได้ดีว่า เ พียงแต่เหลือบตาไปเห็นสัตว์ สังขาร บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เข้าเท่านั้น ก็เป็นทุกข์เสียแล้ว. เช่นว่า เราเหลือบตา ไปเห็นศัตรูคู่อาฆาตของตน แม้แต่ที่ไกลเท่านั้น ก็เป็นทุกข์เสียแล้ว ; มัน เร็ว ขนาดสายฟ้าแลบ อย่างนี้. นี้เรียกว่า เป็นปัจจุบันธรรมแท้ ที่ทำให้เกิดความ หวั่นไหว แล้วก็เกิดความเป็นทุกข์. สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นปัจจุบันธรรม ในพระคาถานี้ สิ่งนั้นย่อมหมายถึง อาการดังที่กล่าวนี้ คือ การเกิดขึ้นแห่งตัวกู และเป็น ความทุกข์ เต็มไปด้วยความหวั่นไหว คือ ความทุกข์นั่นเอง. ต้องเห็นแจ้งและมีสติสัมปชัญญะถึงขนาดไม่หวั่นไหว จึงจะแก้ปัญหาได้ บุคคลจะต้องเป็นผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมนั้น ๆ จนถึงขนาดที่ไม่มีความ หวั่นไหว อันนี้ก็จะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า สติ และ สัมปชัญญะ ; ได้อาศัย สติ สัมปชัญญะแล้ว ย่อมจะแก้ปัญหาต่าง ๆ มาได้ด้วยดี นับตั้งแต่ป้องกันไม่ให้ เกิดกระแสแห่งการปรุงแต่ง ชนิดที่จะเป็นความหวั่นไหว หรือเป็นความทุกข์ ขึ้นมา, หรือแม้ว่า จะได้เกิดความหวั่นไหวแล้ว ก็ยังอาจจะหยุดความหวั่นไหวนั้น ลงได้ เพราะอำนาจของสติสัมปชัญญะ. ทีนี้ เราก็มาพิจารณาดูว่า เรานี่ใ นวันหนึ่ง ๆ นี้อาจจะเกิดเรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น ขึ้นได้เพราะการเห็นด้วยตา มากนับไม่ไหว, แล้วเรายัง

น.365 มี หู จมูก ลิ้น กาย อีก ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเรื่องขึ้นมากไปกว่านั้นอีก, แล้วยัง แถมมีจิตใจ ที่อาจจะถือเอาความจำ หรือ สัญญาในอดีตของเรื่อง ที่เคยเกิด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่กาลก่อนนั้น มาคิดมานึกให้เป็นเรื่องขึ้นมาได้อีก มันจึงมี เรื่องมากมาย หลายร้อย หลายพันเท่า ที่จะเกิดขึ้น. แต่ละเรื่อง แต่ละอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องทั้งนั้น และจะเป็นปัจจุบัน- ธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ซึ่ง ถ้าเราแก้ไขป้องกันไม่ดีแล้ว ก็จะมีแต่ความทุกข์ โดย ส่วนเดียว ; ถ้ามีสติสัมปชัญญะป้องกัน และ แก้ไขได้ ก็จะเรียกว่าเป็นบุคคล ที่น่าสรรเสริญ น่าชมเชย หรือเป็นบุคคลที่ประเสริฐ ควรจะคิดดูกันในแง่นี้ก่อน ว่าจะมีบุคคลไหน ที่น่าชม ยิ่งไปกว่า บุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้ คือ สามารถที่จะเข้าใจ เห็นแจ้ง ในสิ่งต่าง ๆ ที่มาเกิด ขึ้นแก่ใจ จนควบคุมไว้ได้ ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความทุกข์ในทุกกรณีไป ; บุคคลไหนจะน่าชมยิ่งไปกว่าบุคคลนี้. นี่แหละ ขอให้ พิจารณาดูให้ดี ๆ แล้วก็ จะเข้าใจความหมายแห่ง พระพุทธภาษิตนี้ ที่ตรัสไว้เพียงสั้น ๆ อย่างนี้ แต่แล้วก็เป็นหลักปฏิบัติ ในขั้น ที่เป็นปรมัตถุปฏิปทา. ความประเสริฐของปรมัตถปฏิปทา ก็คือ มีสติสัมปชัญญะ ทำไมจึงจัดไว้ในขั้นที่เป็นปรมัตถปฏิปทา? ผู้ที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว จะตอบได้เองว่า ผู้ที่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ อย่างนี้นั้น ไม่มีทาง

น.366 ที่จะเกิดกิเลส แล้วก็ไม่มีทางที่จะสะสมอาสวะ ; แต่จะเป็นไปในทางที่ตรง กันข้าม คือจะตัดเหยื่อ ตัดทางมาแห่งเหยื่อของกิเลส และทางมาแห่งเหยื่อของ อาสวะ. หมายความว่า ตัดเหตุ ตัดปัจจัย ที่จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลส และ อาสวะอยู่ตลอดเวลา ; กิเลสและอาสวะนั้น ไม่มีทางจะเจริญงอกงาม วันหนึ่ง มันก็ต้องสิ้นไป. นี่แหละคือ ความประเสริฐที่สุด และเรียกได้ว่า เป็นปรมัตถ- ปฏิปทา ซึ่งเรื่องก็ไม่มีมากมายนัก นอกจากว่า มีสติสัมปชัญญะ, ระวังให้ดี เมื่อมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง เป็นต้น อย่าปล่อย ให้เป็นโอกาสอันจะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งกิเลส แล้วก็เพิ่มพูนอาสวะให้มากขึ้น. ความเป็นปรมัตถ์ คืออัตถะอันลึกซึ้ง อันสูงสุด และเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวง ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ไม่มากไปกว่านี้; สิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถ์ นั้น ไม่มีอะไร มากไปกว่าความสิ้นไปแห่งกิเลส, และไม่มีอะไรที่จะมีอรรถอันลึกซึ้ง เห็น ได้ยาก เข้าใจยาก ยิ่งไปกว่าสิ่งนี้. ดังนั้นจึงถือว่า ผู้ที่ปฏิบัติได้ดังนี้ เป็นผู้ที่ปฏิบัติ อยู่ในปรมัตถปฏิปทา โดย อาศัยพระพุทธภาษิตสั้น ๆ แต่เพียงสามหัวข้อว่า : ๑. อย่าคิดนึกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว. ๒. อย่าหวังสิ่งที่เป็นอนาคต. ๓. จงเห็นแจ้งสิ่งที่เป็นปัจจุบันในที่นั้น ๆ ; ในที่นั้น ๆ ก็คือ ในที่ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แล้วก็ อย่าได้มีความง่อนแง่นคลอนแคลน เกิดขึ้นเลย ; หมายความว่า ชนะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ควบคุมสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไว้ได้เป็นอย่างดี.

น.367 ทีนี้ เมื่อรู้ว่า มีความเป็นจริงอย่างนี้ ก็ รักษาเอาไว้ให้ได้ ให้เป็น ไปตลอดเวลาที่ยาวนาน อย่างนี้แหละเรียกว่าเป็นผู้พอกพูน หรือว่ารักษาความ เห็นแจ้งอันนั้นเอาไว้ได้สืบไป. ความเห็นแจ้งอย่างนี้มีอยู่ตลอดเวลาเท่าไร กิเลสและอาสวะก็ย่อมไม่ได้เหตุ ไม่ได้ปัจจัย ที่จะหล่อเลี้ยง อยู่ตลอดเวลา เท่านั้น จึงถึงความสิ้นสุดลงไปอย่างนี้. ถ้าประพฤติอยู่ ในภัทเทกรัตตปฏิปทา จะมีอธิษฐานธรรมมั่นคง ที่นี้จะได้กล่าว ดังที่ได้กล่าวเท้าความไว้ในข้างต้นว่า ถ้าบุคคลประพฤติ อยู่ในภัทเทกรัตตปฏิปทา อย่างนี้แล้ว สามารถจะกระทำอธิษฐานธรรมทั้ง ๔ ให้ มั่นคงได้โดยไม่ยากเลย. อธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. ที่เรียกว่า ปัญญา และเมื่อหมายถึง ป-ร-ม- อ-ริ-ย-ปัญญา คือเป็นปัญญาอันประเสริฐอย่างยิ่ง ก็จะหมายถึงญาณเป็นเครื่องรู้ ซึ่งความสั้นไปแห่งความทุกข์ทั้งปวง. บุคคลผู้อยู่ด้วยภัทเทกรัตตปฏิปทา เห็นอยู่อย่างแจ่มแจ้งในปัจจุบัน- ธรรมนั้นๆ นับตั้งแต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นไป ถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ วิญญาณทั้ง ๖, ผัสสะ เวทนา ตัณหา ทุก ๆ อย่างที่ จะเกิดขึ้น ป้องกันไว้ได้ ไม่ให้ไปตามกระแสแห่งการเกิดทุกข์ ; เขา รู้แจ้งอยู่ ใน ที่นั้น ๆ ในลักษณะอย่างนี้ ก็ เรียกว่า ป-ร-ม-อ-ริ-ย-ปัญญา เป็นญาณที่เห็น

น.368 แจ้งในความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง. บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้มาตามพร้อมแล้วด้วย ปัญญาธิษฐานอันสูงสุด คือ เป็นผู้ตั้งทับอยู่ ซึ่งปัญญาอันสูงสุด. อธิษฐานธรรมข้อที่ ๒. ที่เรียกว่า ปร-ม-อ ริ-ย-สัจจะ กับ สัจจะ อันประเสริฐ และอย่างยิ่งนั้น ระบุไปยัง การรู้ซึ่งพระนิพพาน อันเป็นอโมสธรรม คือ ไม่มุสาเป็นธรรมดา; ของจริงไม่มีมุสา ก็มีแต่นิพพาน เพราะว่า ไม่ เปลี่ยนแปลง สิ่งใดเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นเป็นมุสา. เมื่อบุคคลมา ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้ ใ ห้เป็นความ ดับแห่งทุกข์อยู่เสมอ, ไม่เปลี่ยนแปลง ตามลักษณะที่ให้เกิดความทุกข์, เป็น ความดับแห่งทุกข์อยู่เสมอ ; เห็นประจักษ์อยู่ในธรรมนั้น ๆ ก็ชื่อว่า เป็นผู้เห็นซึ่ง นิพพานอันเป็นอโมสธรรม. บุคคลนั้นได้ชื่อว่า มาตามพร้อมแล้วด้วยสัจจา- ธิษฐาน คือการตั้งทับอยู่ในสัจจะอันสูงสุด เพราะการปฏิบัติในภัทเทกรัตตปฏิปทา เห็นปานดังนี้. อธิษฐานธรรมข้อที่ ๓. เรียกว่า ป-ร-ม-อ- ริ-ย-จาคะ คือ จาคะ อันประเสริฐและสูงสุด ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค - เป็นผู้สลัดคืน ซึ่งอุปธิทั้งปวง ; ก็บุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในภัทเทกรัตตปฏิปทานั้น นั่นแหละชื่อว่า เป็นผู้สลัดคืนอยู่ซึ่งอุปธิทั้งปวง. อารมณ์ทั้งหลายไม่ว่าอารมณ์อะไร ชื่อว่าเป็นอุปธิ เพราะว่าเป็น ที่ตั้งแห่งการเข้าไปยึดถือ; ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งการเข้า ไปยึดถือ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็เป็นที่ตั้งแห่งการ เข้าไปยึดถือ, จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กาย-

น.369 วิญญาณ มโนวิญญาณก็เป็นอุปธิ คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, จักขุสัมผัสสชา- เวทนาเป็นต้น จนถึงเวทนาทั้ง ๖ อย่าง ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเข้าไป ยึดถือ, ตัณหา อุปาทาน ตลอดถึงความทุกข์ใด ๆ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ที่เรียกว่า เป็นอุปธิ. เดี๋ยวนี้บุคคลนี้ได้ สลัดคืนอุปธิทั้งปวงได้ หมายความว่า ตากับรูป เกิดขึ้น เกิดจักขุวิญญาณขึ้น ก็ไม่มีทางที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ; เพราะ ว่าบุคคลนั้นมีสติสัมปชัญญะเพียงพอ โดยลักษณะดังที่กล่าวแล้ว ไม่มีอะไรที่จะ เกิดขึ้นเป็นกิเลสและเป็นความทุกข์. นี่แหละคือบุคคลผู้สลัดคืนแล้วซึ่งอุปธิ ทั้งปวง. บุคคลนี้ชื่อว่ามาตามพร้อมแล้วด้วยจาคาธิษฐาน คือ การตั้งทับอยู่ใน จาคะอันสูงสุด. อธิษฐานธรรมข้อที่ ๔. ที่เรียกว่า อุ-ป-ส-ม เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว เรียกว่า ป-ร-ม-อ-ริ-ย-อุ-ป-ส-ม แปลว่า อุปสมะอันประเสริฐถึงที่สุด . นี้ทรง ระบุไว้ว่าได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ - ราคโทสโมหานํ อุปสโม คือความเข้าไป สงบระงับซึ่งราคะ โทสะ โมหะ. ก็เมื่อบุคคลประพฤติอยู่โดยหลักแห่งภัทเทก- รัตตปฏิปทานั้น ไม่มีทางที่ โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดขึ้น ; ดังนั้น จึงได้ ชื่อว่า เป็นผู้สงบแล้วจาก ราคะ โทสะ โมหะ , เป็นผู้มาตามพร้อมแล้วด้วย อุปสมาธิษฐาน อันประเสริฐ. ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า อธิษฐานธรรม ทั้ง ๔ ประการ นั้น อันเป็นสิ่งที่ จะมีได้โดยง่าย ไม่ยากเลย ในเมื่อบุคคลประกอบอยู่ด้วย ภัทเทกรัตตปฏิปทา ที่เรียกว่า แม้มีชีวิตอยู่วันเดียวก็น่าชม ; ซึ่งสรุปใจความ

น.370 ไว้แต่เพียงว่า อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว, อย่าไปหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มา, แต่ ให้รู้แจ้งเห็นแจ้งสิ่งที่เป็นปัจจุบันอยู่ในที่นั้น ๆ อย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน. คนโดยมาก ไม่ปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทจึงมีทุกข์ เดี๋ยวนี้เรามักจะ ไปสนใจเรื่องในอนาคต คือ ที่เป็นความหวัง หรือ ความอยากนั้นมากเกินไป เวลาที่เหลือจากนั้นก็เอาไป อาลัยอาวรณ์กับเรื่องใน อดีต เสียอีก. ส่วนเรื่องปัจจุบันแท้ ๆ ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งนี้ กลับไม่รู้สึกตัว เป็นเหมือนกับไม่รู้ไม่ชี้ อย่างนี้ เป็นการกระทำที่ผิดจากพระพุทธโอวาท ข้อนี้ เป็นอย่างยิ่ง. ที่เป็นไปกันโดยมาก ก็เป็นไปในทำนองที่ว่า พอมีอะไรเกิดขึ้น ทางตา ก็ตื่นเต้นหวั่นไหว เสียแล้ว, มีอะไรเกิดขึ้นทางหู ทางจมูก เป็นต้น เกิดขึ้น ก็ตื้นเต้นหวั่นไหวเสียแล้ว. ข้อนี้เป็นเพราะไม่สังเกต ; ถ้าสังเกตก็จะเห็น ว่าเรานั่นแหละ พอมีอะไรเกิดขึ้นทางตา" ก็ตื่นเต้นหวั่นไหวเสียแล้ว, พอมีอะไร เกิดขึ้นทางหู ก็ตื่นเต้นหวั่นไหวเสียแล้ว. หรือว่า พอจะเอาอะไรมาคิดมานึกขึ้นในใจ สักว่าคิดนึกขึ้นมา ก็ตื่น เต้นหวั่นไหวเสียแล้ว คือไปรู้สึกเอาเมื่อเกิดความรัก ความโกรธ หรือความเกลียด ความกลัวเสียแล้ว, เกิดความอาลัยอาวรณ์, เกิดความทุกข์ ความโศกกันเสีย แล้ว; อย่างนี้ไม่มีโอกาสสักนิดเดียวที่จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบันธรรม.

น.371 ถ้าผู้ใดยัง มองไม่เห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ผู้นั้นย่อมไม่สามารถที่จะ ประพฤติปฏิบัติข้อปฏิบัติ ที่เรียกว่าภัทเทครัตตปฏิปทานี้ได้. แต่อย่างไรก็ดี การที่บุคคลจะมีใจคอปกติ ไม่หวั่นไหว เมื่ออะไรมากระทบทางตา ทางหู เป็นต้น นั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเหมือนกัน ; แต่แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงเป็น อย่างอื่น มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ ที่จะ ต้องฝึกฝนตนเอง ให้เป็นผู้คงที่ อย่า เกิดความหวั่นไหว ฟุ้งซ่านเสียในเมื่อมีอะไรมากระทบอายตนะ. สมมติว่า เห็นสิ่งที่น่ารัก ก็ไปรักเสียแล้ว, เห็นสิ่งที่น่ากลัวก็ไปกลัว เสียแล้ว เห็นสิ่งที่น่าเกลียดก็ไปเกลียดเสียแล้ว ; มีแต่อย่างนี้ นี่มันเป็นความ ง่อนแง่นคลอนแคลน ล้มกระจัดกระจายไปเสียหมดแล้ว ตั้งแต่ทีแรกที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ฟังเสียง ก็เลยตั้งตัวไม่ติด ไม่มีการตั้งตัวสำหรับสติสัมปชัญญะเลย เราจึง มีความทุกข์ มีแต่ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความทุกข์. ฝึกให้ว่องไว ให้รู้จักภาวะปัจจุบันทันควัน นี่จึงขอให้ศึกษาให้เข้าใจ ฝึกหัดให้ว่องไว ในการที่จะรู้จัก แม้แต่ ปัจจุบันที่เป็นทุกข์ ก็ยังดี ; แม้ว่าจะไม่รู้จักปัจจุบันที่จะเอาชนะทุกข์ได้ ไม่มีทุกข์ ก็ ขอให้รู้จักปัจจุบัน ที่เป็นตัวความทุกข์ เถิด อย่าให้เป็นว่า เมื่อมีความทุกข์ ครอบงำแล้ว ก็ยังไม่รู้จักความทุกข์ มัวเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ กระทั่งไปฆ่า ตัวตาย มันก็ไม่รู้จักความทุกข์. อย่าได้เข้าใจว่า คนที่นั่งร้องไห้อยู่ หรือกระทั่งฆ่าตัวตายแล้วนั้น จะ เป็นคนที่รู้จักความทุกข์ ; เขาอาจจะรู้จักความทุกข์ก็ได้ แต่ก็ รู้อย่างคนโง่รู้.

น.372 คนโง่รู้ นี้จะเรียกว่ารู้ หรือไม่รู้ ก็ลองคิดดู; เพราะว่า รู้ด้วยอวิชชา คือรู้ผิด ๆ : ตามทางแห่งพระศาสนาไม่เรียกว่ารู้ เพราะว่าเป็นการรู้ผิด. ถ้ารู้ถูก ก็จะต้องรู้ขนาดที่ว่า จะไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มา กระทบ : อารมณ์ที่มาทำให้รัก ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะทันที ที่จะไม่รัก, อารมณ์ ที่จะมาทำให้กลัว ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะทันที ที่จะไม่รู้สึกกลัวแม้แต่นิดเดียว จะต้องมีใจคอปรกติอยู่. อารมณ์ที่ทำให้โกรธ ให้เกลียด ให้มัวเมาอย่างใด อย่างหนึ่งก็ตาม ไม่สามารถจะครอบงำใจได้, นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นผู้รู้ รู้สึก หรือรู้จัก สิ่งที่เข้ามากระทบนั้น. ถ้ามีความรู้สึกตัว ในขั้นนี้แล้ว ก็ย่อมมีความหวังได้ว่า สิ่งต่าง ๆ จะ เป็นไปด้วยดี คือ จะแก้ไขหรือป้องกัน ก็แล้วแต่กรณี ที่จะ ไม่ให้ความ ปรุงแต่งของจิตนี้ดำเนินไปจนถึงกับเป็นความทุกข์ได้. เดี๋ยวนี้เราเกิดกลัวเสียแล้ว รักเสียแล้ว โกรธเสียแล้ว เกลียดเสียแล้ว, เป็นความทุกข์เสียแล้ว ; เป็นความทุกข์แล้ว ก็ยังไม่สำนึกได้ ว่านี้เป็นความทุกข์ นี้เป็นความผิดพลาด นี้เป็นสิ่งที่จะต้องรู้จัก สำหรับการแก้ไขต่อไป. เมื่อไม่รู้อะไร ทำนองนี้เรื่อยไป ก็ย่อมไม่มีการแก้ไข ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ก็มีแต่ความโง่มากขึ้น ๆ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า อาสวะมันเจริญ. ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นเรียกว่ากิเลส, ความเกลียด ความกลัว ความรัก ความชัง อะไรก็ตาม เรียกว่ากิเลส. แต่ถ้า กิเลสนี้มัน

น.373 ซ้ำซากจนเป็นความเคยชิน เขาก็ เรียกว่าอาสวะ. เรามีกิเลสที่หนึ่ง ก็เป็นการ สะสมอาสวะไว้ที่หนึ่ง ; เดี๋ยวนี้มีกิเลสเสียเรื่อยไปโดยไม่รู้สึกตัว ก็มีการสะสม อาสวะเสียเรื่อยไป โดยไม่รู้สึกตัว. นี่แหละคือ ความ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมาทำความเข้าใจกันกับ พระพุทธภาษิตข้อนี้ ที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา - เป็นผู้ที่ทำให้เวลาแม้เพียง วันเดียวก็มีค่า เพราะว่า ตนเป็นผู้มีความเฉียบแหลมว่องไว ฉลาด ในการที่จะ เห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งปัจจุบันธรรมในกรณีนั้น ๆ มีทางตา ทางหู เป็นต้น ชื่อว่าเป็น ผู้ปฏิบัติดีแล้วในภัทเทกรัตตปฏิปทา. การปฏิบัติตามนัยแห่งภัทเทกรัตตปฏิปทา นี้เหมาะสำหรับโลกปัจจุบัน ทีนี้ ก็มองดูให้รอบ ๆ ออกไป ก็จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติชื่อนี้ จะส่ง เสริมให้เกิดการปฏิบัติอย่างอื่น ได้อีกมาก ถ้าเรามีหลักการปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ; แต่ถ้าเราไม่มีหลักแห่งการปฏิบัติเป็นอย่างอื่น มีหลักปฏิบัติอย่างนี้เพียงอย่าง เดียวก็เอาตัวรอดได้ เพราะว่าป้องกันการเกิดแห่งกิเลสได้ หรืออาจจะทำลาย กิเลสที่เกิดขึ้นให้สลายไปทันที ; ซึ่งก็เป็นการทำลายการสะสมอาสวะอยู่ในตัว มันเอง. ถ้าผู้ใดไม่ต้องการจะเรียนให้มาก ให้เวียนหัว ก็จงรู้จักใช้ "หญ้าปากคอก ที่วัวกินไม่เป็น" กอนี้กันเถิด ก็จะง่ายดี ; มันอาจจะอยู่ที่บนซุ้มประตูคอกก็ได้

น.374 เพียงแต่แหงนหน้าดูสักนิดหนึ่งก็จะพบ, ถ้าพยายามอีกสักนิดหนึ่งก็จะกินได้ เรื่อง มันก็ไม่มาก; ครั้นได้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่แม้เพียงวันเดียวก็น่าชม. อาตมามีความรู้สึกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา คือการปฏิบัติโดยนัยดังที่ กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับโลกในสมัยปัจจุบันนี้. โลกสมัยปัจจุบันนี้ต้องเรียกว่า เป็นโลกแห่งโรคเส้นประสาท เพราะ ใครๆ ก็รู้กันอยู่ว่าโรคประสาท โรคจิตนี้ กำลังล้นโรงพยาบาลไปทุกหนทุกแห่ง ทุกประเทศ ; แม้ประเทศที่เจริญที่สุด ที่ใคร ๆ ก็ถือว่าเจริญที่สุด ก็มีโรคประสาท หรือโรคจิตเจริญที่สุดด้วยเหมือนกัน เรียกว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งโรคเส้นประสาท. ไม่มีข้อปฏิบัติอันใด ที่จะช่วยโลกสมัยนี้ ได้ดีไปกว่าข้อปฏิบัติที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา นี้ เพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ให้ตัดความหลัง ออกไป, ให้ตัดอนาคตออกไป, แล้วก็มาตั้งใจกระทำอยู่แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้น เฉพาะหน้า และเฉพาะเรื่อง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีมากเรื่องจนเวียนหัว. ถ้ามัน เข้ามาทางตา ก็แก้ไขทางตา, เข้ามาทางหูก็แก้ไขทางหู ดังนี้เป็นต้น. ถ้าจะคิดดูกันสักนิด ทุกคนจะมองเห็นได้ว่า โรคเส้นประสาทนี้มา จากความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ ในสิ่งที่เป็นอดีต พร้อมกันนั้น ก็ หวังมาก เกินไปในสิ่งที่เป็นอนาคต; ส่วนปัญหาที่อยู่ตรงกลาง ที่เป็นปัจจุบันก็ไม่รู้จัก และไม่ได้แก้ไข. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้เป็นโรคประสาทกันแล้วจะเป็น อะไรกันอีก. เราจะต้องมา เข้าใจพระพุทธภาษิตนี้กันให้ดี ๆ เพื่อจะได้แก้ไขพวกเรา ในปัจจุบันนี้ ให้มีความปลอดภัยกันบ้าง.

น.375 ดูกันอย่างคร่าว ๆ ก่อน ก็จะเห็นว่า เดี๋ยวนี้ มัวแต่เรียน มัวแต่ศึกษา มัวแต่ก้าวหน้ากันแต่ในสิ่งที่สนับสนุนโรคประสาท. นี่พูดอย่างนี้ เข้าใจหรือ ไม่เข้าใจ ก็ลองฟังให้ดี ว่า การศึกษาเล่าเรียน สมัยนี้ในโรงเรียนก็ดี ใน มหาวิทยาลัยก็ดี ที่ไหน ๆ ก็ดี การค้นคว้าทั้งหลาย ก็ดี ล้วนแต่สนับสนุนโรค ประสาท เพราะว่าเขามีแต่การค้นคว้าให้ได้มา ซึ่งเหยื่อของกิเลสอย่างเดียว. คนเขาต้องการความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง แล้วก็ ค้นคว้าแต่ เพื่อกิจการนั้น ๆ อย่างเดียว ; เพียงเท่านั้นยังไม่พอ มีความก้าวหน้าเจริญในทางนี้ ออกไปเท่าไร ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น. มีความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งทำให้ นอนไม่หลับ โรคเส้นประสาทก็เจริญขึ้นเป็นสองเท่า. ถ้าพุทธบริษัทพลอย เป็นไปเสียอย่างนี้แล้ว ก็เสียชื่อพุทธบริษัทหมดสิ้นเลย. พุทธบริษัท ไม่ควรจะเป็นโรคประสาท ควรจะรู้ไว้ว่า พุทธบริษัทไม่ควรจะเป็นโรคเส้นประสาท ; นี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องแกล้งว่า หรือเอามาพูดเล่น เพราะว่า พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. พระพุทธเจ้าก็ ได้ตรัสข้อธรรมะที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา นี้ไว้ เพื่อจะตัดเสียซึ่งวิตกกังวลในอดีต, เพื่อจะกันเสียซึ่งความหวัง อย่าง วิมานในอากาศ ในอนาคต ; ให้แก้ไขเฉพาะปัญหาปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ; นี่จึงต้องถือว่า พุทธบริษัท ไม่ควรจะเป็นโรคเส้นประสาท. ยิ่งเป็นพระเป็นเณร แล้วเป็นโรคเส้นประสาทด้วยแล้ว ยิ่งน่าขายหน้า มากกว่าที่เป็นชาวบ้าน ; แต่ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ การเรียน การฟัง การสั่งสอน หรือ ความเจริญก้าวหน้าในโลกนี้ มีแต่สนับสนุนการเป็นโรคเส้นประสาท.

น.376 ทีนี้ ยังมีอีกทางหนึ่งกิน ว่า โรคเส้นประสาทนี้มันก็จะมีเชื้ออยู่แล้ว ในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส หรืออาสวะ นั่นเอง ; ถ้าปล่อยให้กิเลส หรืออาสวะ เป็นไปตามธรรมชาติของมันแล้ว จะต้องมีปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เป็นโรคเส้นประสาท โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เรา ควรจะแบ่งแยกโรคประสาทนี้ไว้เป็นสัก ๒ อย่าง คือว่า : โรค ประสาทที่ เนื่องกับร่างกาย เพราะร่างกายวิปริต นี้อย่างหนึ่ง ; โรคประสาท ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับร่างกาย เพราะว่า ร่างกายยังดีอยู่ทุกอย่าง แต่ก็ยังเป็นโรค เส้นประสาททางจิต หรือ ทางวิญญาณโดยส่วนเดียว. ถ้าเป็นโรคประสาท ที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย เพราะร่างกายวิปริต นี้ไม่ควรจะปรับโทษเขา ; เพราะว่าร่างกายมันวิปริต เยื่อสมอง หรืออะไรมัน วิปริต. นี่ไม่ควรจะตำหนิเขา ไม่นับรวมอยู่ในข้อนี้ และไม่ถือว่าเป็นปัญหาที่ เนื่องกันอยู่กับปัญหานี้. ที่พูดนี้ เรามุ่งหมาย โรคประสาทที่แท้จริง คือ เป็นเรื่องทางจิต ทาง วิญญาณ โดยตรง. โรคประสาทชนิดนี้ใครเป็นก็ไม่รู้สึกว่าเป็น ; ไปบอกเขาว่า เป็น เขาก็ยิ่งไม่เชื่อ, เขายิ่งว่าเขาไม่เป็น, ยิ่งเป็นจนกระทั่ง จิตวิปริตไปแล้ว ก็ยิ่ง ยืนยันว่าไม่เป็น ; นี่จึงเกิดความยากลำบากขึ้นมา เพราะว่า เป็นโรคประสาทที่มา จาก อวิชชา จนเกิดตัวกู - ของกู แต่ว่าละเอียดอ่อนจนไม่รู้ว่า เป็นกิเลส ก็มี. คนที่เข้าใจว่า ตัวดี ตัวมีธรรมะ นั่นแหละระวังให้ดีเถิด มันมีตัวกู ชนิดละเอียดอ่อน จนไม่รู้ว่า เป็นกิเลส แล้วก็เป็นโรคประสาท ชนิดที่ไม่มอง เห็นว่า เป็นโรคประสาท ทั้งที่มีการศึกษาดี.

น.377 คนที่เรียกตัวเองว่า มีการศึกษาดี นั่นแหละระวังให้ดีเถิด จะเป็นโรค เส้นประสาทที่รักษายากกว่าคนที่มีการศึกษาเลว, คนที่มีการศึกษาดี จะมี ตัวกู ที่ละเอียดอ่อน ชนิดที่ ไม่รู้จักว่าเป็นตัวกู - ของกู. อย่างนี้เราเรียกว่า เป็นแสงสว่างสีขาว เป็นอวิชชาสีขาว, มันดูยาก เห็นยาก เข้าใจยาก ; คือ มันทำให้เห็นว่า ไม่ใช่กิเลสอยู่เสมอไป คนจึงไม่ยอมละกิเลส ไม่ยอมเข้าใจว่ามี กิเลส ไม่เห็นว่า ธรรมะนี้มีความสำคัญ ในการที่จะใช้เป็นเครื่องละกิเลส. คนที่ไม่ยอมเข้าใจว่ามีกิเลสนั้น เขามีความหลับใหล เป็นอวิชชา ในทางจิตใจ มาตั้งแต่เกิด หมายความว่า ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ก็ได้ เขามีความหลับใหลทางวิญญาณมาแล้ว แล้วก็เจริญมากขึ้น มาอยู่ในรูปที่เราเรียก กันว่า โรคทางจิต หรือโรคทางวิญญาณ คือ เป็นโรคทางกิเลส นั่นเอง. เกี่ยวกับเรื่องนี้ขอให้ไประลึกนึกถึง ที่ได้เคยพูดกันมาแล้วซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า โรคนั้นมีทั้งทางกาย มีทั้ง ทางจิต มีทั้ง ทางวิญญาณ แบ่งกันให้ละเอียด ก็เป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้โรคเส้นประสาทนี้ มีได้ทั้งทางกาย มีได้ทั้งทางจิต มีได้ ทั้งทางวิญญาณ มันมีสมุฏฐานมาได้ทั้ง ๓ ทางอย่างนี้. ถ้าดูไม่ดีก็จะเห็นเพียง อย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้น แล้วก็จะแก้ปัญหาไม่ได้. ถ้าผู้ใดตั้งใจจะรักษาโรคเส้นประสาท ก็จงรับเอาโอสถขนานนี้ ที่เรียกว่า ภัทเทกรัตตปฏิปทา ไปเถิด จะแก้โรคประสาทได้ทุกอย่าง หรือทุกระดับ. ฟังดูแต่ชื่อก็ไพเราะเสียแล้ว :- ภัทเทกรัตต ะ แปลว่า วันเดียวก็น่าชม ; น่าชมเพราะว่า สดใส แจ่มใส ไม่เป็นโรคเส้นประสาทนั่นเอง. ที่ว่า ภัทเทกรัตโต - มีอายุอยู่วันเดียว หรือ คืนเดียว ก็น่าชม เพราะว่า ไม่เป็นโรคประสาท, เพราะว่า ไม่อาลัยอาวรณ์

น.378 ในสิ่งที่ล่วงไปแล้ว. ไม่หวังในสิ่งที่ยังไม่มาถึง, แต่ สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นปัญหา เฉพาะหน้า ก็จัดการให้สำเร็จเด็ดขาด ให้กระจายไป. อย่าให้ปัจจุบันกลายเป็นอดีต จึงเป็นคนที่ไม่มีอดีต อนาคตจะมา เท่าไร ๆ มันก็หายไปเหมือนกับคลื่น ที่มากระทบฝั่ง ไม่อาจจะตั้งตัวอยู่ได้ ไม่อาจจะ ตั้งตัวขึ้นได้. เขามีการกระทำที่ถูกต้องแต่ในปัจจุบันอยู่อย่างนี้ ก็ทำลายอดีตเสียได้ ทำลายอนาคตเสียได้ โดยอัตโนมัติ ; เขาจึงเป็นผู้ที่เรียกว่า ภัทเทกรัตโต - มีชีวิต อยู่แล้วเพียงวันเดียว ก็น่าชม. จงพยายามใช้ข้อปฏิบัติ "ภัทเทกรัตโต" ให้มาก ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ใช้ข้อปฏิบัติ ซึ่งเป็นหญ้าปากคอก ที่วัวกิน ไม่เป็น นี้ กันให้มากเถิด เพราะว่าทุกวันก็สวดมนต์บทนี้อยู่ทุกวัน ๆ :- ภทฺเทกรตฺตคาถา อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ, ยทตีตมฺปหินนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ , ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ, อสํหิรํ อสงฺกุปฺ ปํ ตํ วิทฺธา มนุพฺรูหเย. อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว, น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา, เอวํวิหาริมาตาปีํ อโหรตฺตมตนฺทิตํ , ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกฺขเต มุนิ.

น.379 นี่มัวว่ากันแต่ปาก อย่างนี้เป็นวัวที่มองไม่เห็นหญ้า หรือว่า กินหญ้าที่ อยู่ปากคอกไม่เป็น, ถ้าอย่างไรไปศึกษากันเสียใหม่ให้ทุกตัวอักษร ให้เข้าใจ พระพุทธภาษิตนี้ กันให้ดีเสียก่อน แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ ด้วย ข้อปฏิบัติเพียง ข้อเดียวว่า อะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้ว จะตีให้แตกกระจายไป:- ไม่ให้ เหลืออยู่สำหรับเป็นอดีต หรือว่าปัญหาอนาคตจะเข้ามาแทนที่สักเท่าไร ก็จะถูกตี ให้แตกกระจายไป จิตจึงจะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต. การปฏิบัติดังที่กล่าวมาอย่างนี้ มีความเหมาะสม ที่จะมีชีวิตอยู่ ในโลกสมัยนี้ ซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเหยื่อของโรคประสาท เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต กันจนล้นโรงพยาบาล, ที่เป็นกันอยู่ที่บ้านก็ยังมีอีกมาก. นี่ถึงเวลาแล้ว ที่จะสนใจในพระธรรมข้อนี้ ซึ่งสรุปความได้ว่า ไม่ หวั่นไหวเฉพาะหน้า ; อย่างไร ๆ ก็รักษาความปกติเอาไว้ให้ได้ก่อน แล้ว ละอายอย่างยิ่งเมื่อเกิดหวั่นไหว . เมื่อเผลอไปจนจิตหวั่นไหวแล้ว ก็จะละอาย อย่างยิ่ง, และก็จะละอายมากไปกว่านั้นอีก เมื่อตัวเป็นโรคเส้นประสาท เพราะว่า ได้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาเป็นโรคเส้นประสาท เป็นมนุษย์ แปลว่า ผู้มีใจสูง ; ถ้าใจสูงจริง ต้องไม่เป็นโรค เส้นประสาท. ถ้าเป็นโรคเส้นประสาท ก็เป็นได้แต่เพียงคน. นี่แหละคือ อานิสงส์อันสูงสุด ของภัทเทกรัตตปฏิปทา ซึ่งเป็น ปรมัตถปฏิปทา ในพระพุทธภาษิตสั้น ๆ เพียง ๒ - ๓ คำเท่านั้น.

น.380 ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำในใจให้ดี ให้เข้าใจในเรื่องนี้ ในข้อนี้ สำหรับไปพินิจพิจารณาให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้ว ใช้เป็นเครื่องคุ้มครอง สิ่งซึ่ง เป็นอุปัทวอันตราย อันเต็มไป ในโลกสมัยใหม่นี้ ให้เป็นที่ปลอดภัยกัน จงทุกคนเถิด. คำบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวด คณะสาธยายในลำดับต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต