Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๑๒ — ปรมัตถปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิตสั้น ๆ

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.381 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายในชุดปฏิปทาปริทรรศน์ เป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ จะได้กล่าวถึงการปฏิบัติในขั้น ปรมัตถปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิต สั้น ๆ นานาแบบ. ในครั้งที่แล้วมาได้กล่าวโดยอาศัยพระพุทธภาษิตสั้น ๆ โดยตรง ซึ่งนับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในวันนี้จะลองกล่าวถึงสาวกภาษิตดูบ้าง ๓๕๙

น.382 ข้อนี้แม้ว่า กิจที่จะต้องกระทำให้ยิ่งขึ้นไป ไม่มีแก่พระอรหันต์นั้นแล้ว การกระทำสืบต่อกิจที่กระทำแล้วก็มิได้มี นั้นก็จริงอยู่ แต่ว่า ธรรมนี้ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และเป็นไป เพื่อสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์. เค้าเรื่องมีเพียงเท่านี้ เรียกว่าเป็นธรรมภาษิตสั้น ๆ ว่า ผู้ที่ยังไม่เป็น โสดาบัน ก็ให้ พิจารณาในเบญจขันธ์ อันประกอบไปด้วยอุปาทาน ๕ ประการ เพื่อความเป็นพระโสดาบัน. พระโสดาบัน ก็ยังคงพิจารณาเบญจขันธ์ที่ประกอบ ด้วยอุปาทาน ๕ ประการ เพื่อความเป็นพระสกิทาคามี. พระสกิทาคามี ก็เพื่อ ความเป็นพระอนาคามี ; พระอนาคามีก็เพื่อความเป็นพระอรหันต์ ; เป็น พระอรหันต์แล้ว ก็ยังคงทำในใจโดยแยบคาย ซึ่งธรรมะ ๕ ประการนี้อยู่นั่นเอง. เรื่องนี้ท่านยืนยันว่า นตฺถิ โข อาวุโส อรหโต อุตฺตริกรกรณียํ, กตสฺสวา ปฏิสฺสโย, - ดูก่อนท่านผู้มีอายุ, กิจที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ก็ดี ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์, กิจที่จะทำสืบต่อจากกิจที่กระทำแล้ว ก็ดี ย่อมไม่มี แก่พระอรหันต์ :- อบีจิเม ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา - ก็แต่ว่า ธรรมเหล่านี้ เมื่อบุคคล - ทำให้เจริญ กระทำให้มากแล้ว, ทิฏฺฐ ธมฺมสุขวิหาราย เจว สํวตฺตติ สติสมุปชญฺญาย จ - นั่นจะเป็นไปเพื่อความสุขในทิฏฐธรรม หรือว่า จะเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ. นี้หมายความว่า จะเป็นพระอรหันต์ " หรือไม่เป็นพระอรหันต์ก็ตาม เมื่อ ประพฤติกระทำอยู่ ในธรรมะ ๕ ประการนี้แล้ว จะได้รับความสุขอันเป็น พิฏฐธรรม คือทันทีทันใดนั้น แล้วก็ยัง เป็นสติสัมปชัญญะอย่างยิ่งด้วย .

น.383 ๓๖๓ ปรมัตถ์ปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิตสั้น ๆ สำหรับ "ความสุขในทิฏฐธรรม" นั้น ก็พอจะกล่าวได้ว่า แม้เป็น พระอรหันต์แล้ว ทำในใจให้ถึงธรรมนี้อยู่ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความสุขใน ทิฏฐธรรมนี้ได้; แต่ว่าที่เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะนั้นแล้ว ต้องการคำอธิบาย เพราะว่าเป็นที่รู้ หรือ เป็นที่ยอมรับกันว่า พระอรหันต์ย่อมหมดกิเลสแล้ว ไม่มี สิ่งใดที่จะมาทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะได้อีกต่อไป. ดังนั้น ข้อปฏิบัตินี้ ก็เป็นไป เพื่อจะดำรงไว้ซึ่งสติสัมปชัญญะ แม้แก่บุคคลทั่วไปทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และยัง มิได้เป็นพระอรหันต์ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ธรรมนี้มีคุณอันใหญ่หลวง นั่นเอง. ทำในใจโดยแยบคาย เกี่ยวกับ เบญจขันธ์ อันประกอบด้วยอุปาทาน นี่ทำอย่างไร ต่อไปนี้จะได้กล่าวโดยละเอียด ในข้อที่ว่า เบญจขันธ์อันประกอบด้วย อุปาทาน ๕ ประการ อันบุคคลกระทำในใจโดยแยบคายนั้น ทำอย่างไร ? การกระทำในใจโดยแยบคาย ในเบญจขันธ์ อันประกอบไปด้วย อุปาทาน ๕ ประการ ก็คือว่า : -ทำในใจโดยแยบคายจนมองเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง นี้ อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นโรค คือ สิ่งเสียบแทง นี้อย่างหนึ่ง, -มองเห็นโดยความเป็นหัวผี นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นลูกศร นี้อย่างหนึ่ง,

น.384 มองเห็นโดยความเป็นสิ่งกระทบกระทั่ง นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นอาพาธ คือ ความไข้ นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นปรปักษ์ นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นของแตกทำลาย เป็นธรรมดา นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นของว่าง นี้อย่างหนึ่ง, - มองเห็นโดยความเป็นอนัตตา นี้อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๑๑ อย่างด้วยกัน, ควรจะ จำ ๑๑ คำนี้ ไว้ให้แม่นยำ เพราะว่าจะมีประโยชน์มาก โดยที่ท่านพระสารีบุตรแนะให้บุคคลทำในใจ พิจารณา เห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของ ๑๑ อย่าง อย่างนี้. เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน คืออะไร ทีนี้ จะได้พูดกันถึงคำว่า "เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน" นั้น คืออะไร ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน เพราะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟังก็เข้าใจ ไม่ได้ ; สำหรับผู้ที่เคยฟังบ้างแล้วก็ยังคลุมเคลือ เราจำเป็นที่จะ ต้องพูดกันให้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่สุด สำหรับสิ่งที่เรียกว่า เบญจขันธ์อันประกอบ อยู่ด้วยอุปาทาน. ที่เคยพูดเคยสอนกันมาแล้วแต่กาลก่อนอย่างไรนั้น ขอให้ยกไว้ อย่าเอามาเกี่ยวข้องกันกับคำอธิบายในที่นี้ เพราะบางทีก็จะเป็นไปในลักษณะอื่น หรือ เข้ารูปกันไม่ได้.

น.385 สำหรับ เบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน นี่ ผู้ที่ไม่เคยสังเกต และไม่เคยศึกษาพิจารณามาอย่างดี ก็ไม่รู้จัก และก็ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้น เมื่อไร ที่ไหน. ในกรณีนี้ จะต้องมีความรู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ ประการนี้ มีการ เกิดอยู่เรื่อย แล้วก็ ดับอยู่เรื่อย บางทีเกิดขึ้นมา ไม่ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน แล้วดับไปเสียแล้วก็มี. ที่เป็นเรื่อง เป็นราว เป็นปัญหานั้น หมายความว่า เกิดขึ้นมาแล้ว ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน ว่าตัวเรา ว่าของเรา ; นี่คือตัวปัญหา หมายความว่า เป็นตัวความทุกข์ที่จะ ต้องกำจัด. ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าของบุคคลใด ที่ไหน จะต้องเกิดมาจาก อุปาทาน สิ่งนี้เท่านั้น เหมือนกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็นตัวทุกข์ ที่เราสวดมนต์กันทุกวันนั้น ; แต่แล้ว ก็ไม่รู้ ว่าเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นคืออะไร. ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมี ความหมายละเอียดลึกซึ้ง และไม่ค่อยเป็นที่สนใจของคนทั้งปวง. ถ้าผู้ใดจำคำ ๕ คำว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไว้ได้ ก็เข้าใจง่ายหน่อย ; ถ้ายังจำไม่ได้ ยังไม่เข้าใจ เรื่องเบญจขันธ์ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานสิ่งนี้แล้ว ก็จะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจ. ดังจะว่าให้ฟัง พอเป็นเครื่อง สังเกต : เบญจขันธ์นั้น จะเกิดขึ้นก็เพราะอาศัย ตากระทบรูป อาศัย หูกระทบ เสียง อาศัย จมูกกระทบกลิ่น อาศัย ลิ้นกระทบรส อาศัย ผิวกายกระทบ กันเข้า

น.386 กับ สิ่งที่มาสัมผัสที่ผิวหนัง และ อาศัยใจกระทบกันเข้ากับความรู้สึกในใจ เป็น ๖ คู่ด้วยกัน. ใน ๖ คู่นี้ คู่ใดก็ได้ ย่อมให้ เกิดสิ่งที่เรียกว่าเบญจขันธ์ได้ ทั้งนั้น. ถ้ายังไม่ประกอบด้วยอุปาทาน ยังไม่ทุกข์ ในกรณีสามัญที่สุด จะยกตัวอย่างทางตา เพราะว่า เราลืมตาอยู่เสมอ ; เราไม่ใช่ตาบอดละก็ย่อมมีตาลืมอยู่เสมอ ; เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายก็กำลังลืมตาอยู่. เมื่อตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้สึกว่า เป็นรูปอะไร, แล้วก็มีความรู้สึกว่า น่าดู หรือไม่น่าดู หรือความคิดก็เกิดขึ้น เกี่ยวกับรูปนั้น บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนี้ แล้วก็ดับไป. หรือเหมือนอย่างท่านนั่งอยู่ที่นี่ เห็นรูปภาพที่เขียนไว้ที่เสา หรือที่ ฝาผนัง ตาเห็นรูป รู้ว่าเป็นรูปอะไร เข้าใจเท่าที่ตัวมีความรู้อยู่ในขณะนั้น พอจะรู้ ได้ว่ารูปนั้นเป็นรูปอะไร ก็เกิดความรู้สึกสบายตาบ้าง รู้สึกไม่สบายตาบ้าง เกิด ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ถึงกับดีใจหรือเสียใจ แล้วก็เลิกกัน ; อย่างนี้ เรียกว่า เบญจขันธ์ ได้เกิดขึ้นแล้ว ครบถ้วนทั้ง ๕ ขันธ์ แต่ยังไม่ถูกยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน. ดวงตา นี้ก็ดี รูป ที่เห็นนี้ก็ดี เรียกว่ารูปขันธ์; เรามีดวงตาที่ สามารถทำการเห็นได้ แล้วก็มีเนื้อหนัง ร่างกาย อันเป็นที่ตั้งของดวงตา ทำให้ ดวงตาทำงานได้ ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกัน เรียกว่ารูปขันธ์.

น.387 ทีนี้ เมื่อ ตากระทบรูปข้างนอก ก็ เกิด สิ่งที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ ; นั่นคือ ความรู้สึกขึ้นมาทางตา นี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์. ความรู้ที่มีอยู่แต่เดิม ๆ พอจะรู้ว่า นี้เป็นรูปอะไร รูปลิง หรือรูปคน หรือรูปนก หรือรูปต้นไม้ ความรู้สึกอย่างนี้ เรียกว่าสัญญาขันธ์ คือความรู้สึก อะไรตามความจำได้หมายรู้. ที่นี้ ยังมีความรู้สึกที่เกิดจากการเห็นรูป นี้ แล้วรู้สึกสบายตา หรือไม่ สบายตา อย่างนี้ เรียกว่า เวทนาขันธ์. เนื่องจากได้เห็นรูปภาพนี้ มีความคิดเกิดขึ้นเล็กน้อย เช่นว่า เขียนสวย หรือเขียนไม่สวย หรือว่ารู้อยู่แล้วว่า เอามาจากไหน ; ความคิดอย่างนี้ ไม่ถึง กับเป็นอุปาทาน ก็ เรียกว่า สังขารขันธ์ ล้วน ๆ. นี้นับดูให้ดี รูปขันธ์ก็มีแล้ว วิญญาณขันธ์ก็มีแล้ว สัญญาขันธ์ก็มีแล้ว เวทนาขันธ์ก็มีแล้ว สังขารขันธ์ก็มีแล้ว; นี่ ครบถ้วนทั้ง ๕ ขันธ์ แต่ยังไม่ ถูกยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน เลยยังไม่เป็นความทุกข์ ยังไม่เกี่ยวกับกรณีที่ กล่าวถึงในพระสูตรนี้ ที่เป็นการปฏิบัติ : เพราะว่าในพระสูตรนี้กล่าวไว้ชัด ว่าต้องเป็นปัญจุปาทานขันธ์ คือเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน คือความ ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเป็นอย่างนี้จะต้องยกตัวอย่างด้วยสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสจึงจะ เข้าใจได้ง่าย.

น.388 ถ้าประกอบด้วยอุปาทานแล้วเป็นทุกข์ การยกตัวอย่างด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส เหมือนกับรูปภาพที่ ฝาผนัง นี้มันเป็นไปไม่ได้ ; จะต้องยกตัวอย่างด้วยสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสโดยตรง ของท่านทั้งหลาย จึงจะเข้าใจได้ง่าย เช่นว่า : - ตาเหลือบไปเห็นบุคคลที่ตนเกลียดน้ำหน้า ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาต แล้วก็ จำได้ด้วยสัญญา ว่านี่เป็นศัตรูคู่อาฆาต แล้วก็กระวนกระวายใจ เป็นทุกขเวทนา อยู่ในใจ ก็ เกิดความคิด ที่จะฆ่ามันเสีย หรือจะต่อต้านมันอย่างไร, จะด่าจะตีมัน, จะทำอย่างใดไปตามความเกลียดนั้น ๆ. อย่างนี้เรียกว่า เบญจพันธ์ที่ประกอบไปด้วยอุปาทานได้เกิดขึ้นแล้ว คือเรามีตาตามเดิม ตา ของเราได้ทำหน้าที่ เห็นรูป บุคคลที่เราเกลียด เกิดจักขุ- วิญญาณเป็นวิญญาณขันธ์ ขึ้นมา ; วิญญาณขันธ์คือความรู้สึกทางตานั้น ถูกยึดถือ เป็นตัวกู, กูเห็น. ลูกตาของกู ก็ถูกยึดถือว่า เป็นลูกตาของกู หรือเป็นส่วนที่ เนื่องด้วยตัวกู จักขุวิญญาณ ผู้เห็น ก็เป็นตัวกูผู้เห็น, สัญญา ที่จำได้ ว่านี้เป็น ศัตรูของกู สัญญานั้นก็ ถูกยึดถือ, เวทนา ที่กำลังกระวนกระวายใจอย่างยิ่งนั้น ก็เป็นเวทนา ที่ถูกยึดถือ เป็นเวทนาที่เป็นทุกข์ ที่ถูกยึดถือ เป็นเวทนาของกู. ที่นี้ความคิดที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับเวทนานั้น ก็เป็นความคิดเนื่องด้วยกิเลสทั้งนั้น ; เพราะจิตได้สัมผัสเอาความรู้สึกอันนั้น ด้วยความโง่ ด้วยอวิชชา ด้วยความไม่มี สติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นความคิดนั้นซึ่งเป็น สังขารขันธ์ ก็เป็นอันว่า ถูกยึดถือ.

น.389 นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ ประการนี้ ถูกยึดถือด้วยอุปาทาน เป็นเรื่องตัวกู - ของกู. นี้คือตัวปัญหา ที่เป็นความทุกข์ คนทุกคนในโลกนี้ ทั้งเทวดา ทั้งมนุษย์ มีความทุกข์อยู่ เพราะเบญจขันธ์ ที่มีความยึดถือ อย่างนี้ทั้งนั้น. ที่เราพูดกันมานี้ พูดกันแต่ทางตาก่อน ตาไปเห็นศัตรูคู่อาฆาต ก็เกิด ความรู้สึกอย่างนี้ และเป็นทุกข์. ถ้าตาไปเห็นคนที่รักที่พอใจ ก็จะมีความยึดถือ ไปอีกแบบหนึ่ง ตามความรักความพอใจ. ถ้า เห็นคนรัก เดินมา ตาเห็น ก็ เกิดจักขุวิญญาณ รู้ว่า เป็นคนรัก ของเรา, จำได้ด้วยสัญญา ว่าเป็นคนนั้น, แล้ว เกิดเวทนา ขึ้น เป็นความสบายใจ เหลือประมาณ. แล้วก็ เกิดความคิด ไปตามเรื่องของกิเลส ตัณหา อวิชชา ; สังขารความคิดนี้ ก็เป็นความคิดของตัวกู ที่ถูกยึดถือ. อย่างนี้ก็เรียกว่า เกิดกิเลสประเภทความรักขึ้นมา ก็มีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง ตามแบบของ ราคะ หรือโลภะ. นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว จะต้องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในเบญจพันธ์ ด้วยกันทั้งนั้น. ทีนี้ ในตัวอย่างที่แสดงถึงรูปภาพที่ฝาผนัง อาจจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น แก่คนบางคนก็ได้ ; จะไม่เกิดเป็นส่วนมากแก่คนทั่วไปก็จริง แต่อาจจะเกิด แก่คนบางคนก็ได้ แล้วแต่ว่า คนนั้นจะมีเรื่องอะไรเป็นส่วนตัว. แม้แต่เห็น ภาพที่ฝาผนัง ที่เขาเขียนไว้สั่งสอนนี้ ก็เอาไปยึดมั่นถือมั่น จนเกิดตัวกู อย่างนั้น อย่างนี้ก็ได้ ; แต่ว่าเป็นไปได้โดยยาก. ฉะนั้นเราจึงพูดได้ว่า ตาได้เห็น สิ่งซึ่ง

น.390 เป็นที่ตั้งแห่งความรักและความชัง แล้วก็ ทำให้เกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วย อุปาทานได้โดยง่าย. หู ก็เหมือนกัน เมื่อได้ยินได้ฟังเสียง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรัก หรือ ความชัง หูก็จะสามารถสร้างเบญจขันธ์ ที่ประกอบขึ้นด้วยอุปาทานขึ้นมาได้. จมูก ก็เหมือนกันอีก ถ้าได้กลิ่นชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความชัง เข้ามาแล้ว ก็ทำให้เกิดเบญจขันธ์ ที่มีความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ ; แต่ถ้าได้กลิ่น ตามธรรมดาสามัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เกิด การที่จะเกิดอุปาทานยึดมั่นเบญจขันธ์นี้ ทางตาเกิดได้ง่ายกว่า เก่งกว่า แรงกว่า ที่จะเกิดทางจมูกก็ได้; มันไม่เท่ากันเสมอไป. ทีนี้ ทางลิ้น ทางลิ้นเมื่อได้รส เป็นที่ตั้งแห่งความรัก และความชัง ก็จะเกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ได้อย่างเดียวกันอีก. ถ้า มองผิว ๆ เผิน ๆ มองพิจารณากันอย่างลวก ๆ ก็จะไม่ค่อย มองเห็น; จะต้องมองกันให้ดีๆ จะต้องพิจารณากันให้ดี ๆ ทั้งในทางหู ในทางจมูก ในทางลิ้น เพราะว่าทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นได้. ตัวอย่างเบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน ทางลิ้น ทางลิ้นนั้น เหมือนอย่างว่า รับประทานอาหารที่ไม่ถูกปาก จนเกิด ความหงุดหงิดรำคาญขึ้น นั่นแหละดูให้ดีเถิดว่า มันครบขันธ์ทั้ง ๕ และยึดมั่น

น.391 ๓๗ิด ปรมัตถปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิตสั้น ๆ ถือมั่นด้วยอุปาทานด้วยแล้ว. บางทีของอย่างเดียวกัน ขนมชื่อเดียวกัน บางคน เขาทำเลว พอกัดเข้าไปมันผิดหวังก็คายทิ้ง ; ขนมอย่างเดียวกัน ชื่อเดียวกัน นั่นแหละบางคนเขาทำดี กัดเข้าไปแล้วรู้สึกอร่อย เพลิดเพลิน ถึงออกปาก สรรเสริญ - อภินนฺทติ อภิวทติ ขึ้นมาทีเดียว เกิดนันทิ เกิดตัณหาอุปาทานได้. ลิ้นเมื่อกำลังเคี้ยวอาหารที่อร่อยนี้ ลิ้นเป็นรูปขันธ์ รวมกันอยู่กับ ร่างกาย ที่มันทำให้ลิ้นนี้ทำงานได้; ฝ่าย รส ก็เป็นรูปภายนอก เข้ามาเนื่อง กับรูปขันธ์ ภายใน ก็ เกิดชิวหาวิญญาณ ขึ้นมา คือเกิดวิญญาณทางลิ้นขึ้นมา นั่นแหละคือ วิญญาณขันธ์ . เมื่อเกิด วิญญาณขันธ์ แล้ว ก็มีสัญญาว่า ขนมนี้ ชื่อนี้ มีรสอย่างนี้ แล้วก็รู้สึกว่ามันอร่อย, แล้วก็เกิดเวทนาขันธ์ , เกิดความคิ ดตามสมควรแก่ ความโง่ ที่ได้หลงใหลในความอร่อยนั้น นี้ก็ เรียกว่าสังขารขันธ์ . ขอให้สังเกตดูให้ดี พอรู้สึกอร่อยและถูกใจ เท่านั้นแหละ ก็จะมีนันทิ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยา นนฺทิตฺปาทานํ - สิ่งใดเป็นนันทิ สิ่งนั้นเป็นอุปาทาน เพราะว่ามันอร่อยที่ลิ้น นั่นแหละเป็นนันทิ. นันทิราคะในสิ่งนั้น เรียกว่าอุปาทาน ; รสอร่อย ที่อร่อยนั้น ก็เลยถูกยึดถือไปหมด : ลิ้นของกู เพราะกูอร่อย ก็เลยเป็นลิ้นของกู: ลิ้นก็ ถูกยึดถือ นี่คือ รูปขันธ์ที่ถูกยึดถือ. ทีนี้ เกิดชิวหาวิญญาณขึ้นมา ก็คือ ตัวกูอร่อย วิญญาณนั้นก็ถูกยึดถือ เป็นตัวกู เป็นวิญญาณขันธ์ที่ถูกยึดถือ.

น.392 ทีนี้ สัญญาขันธ์ว่า ขนมเจ้านั้นอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ ขนมนี้เรารู้จักดี สัญญานี้ก็ถูกยึดถือ เป็นความรู้สึกสมปฤดีของกู. นี่เวทนาขันธ์อร่อยนั้น ก็ถูกยึดถือ. สังขารขันธ์ ความคิดเกี่ยวกับ เรื่องนี้ ก็ถูกยึดถือ. นี่เป็นอันว่า แม้แต่จะกินขนมอร่อย ถูกอกถูกใจของ กิเลส ก็ต้องเกิดเบญจขันธ์ขึ้นมาครบถ้วน แล้วก็ถูกยึดถือ. นี่ก็คือ ตัวอย่างของเบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน อีก ชนิดหนึ่ง ที่เกิดทางลิ้น. ที่ยกเอาเรื่องที่เกิดทางลิ้นมาพูดเป็นตัวอย่างก็เพราะว่า ท่านทั้งหลายไม่ค่อยจะสังเกต ว่า เป็นเรื่องที่เกิดอยู่ทุกวัน ในครัวหรือว่าในห้อง อาหาร หรือที่ไหนก็ได้. ตัวอย่าง เบญจขันธ์ ประกอบด้วยอุปาทาน ทางกาย ทีนี้ ดูกันต่อไปถึงทางกาย เมื่อ กายกระทบสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งแสดง ลักษณะนิ่มนวล หรือกระด้าง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง อะไรก็ตาม, รวมความแล้ว มันอยู่ที่ว่า ชวนสัมผัส หรือ ไม่ชวนสัมผัส. อะไรที่นิ่มนวล ชวนสัมผัส ก็เกิด ความรู้สึกประเภทราคะ หรือ โลภะ ; ถ้าอะไรแข็งกระด้าง ต่อต้านความรู้สึก ก็เกิดกิเลสประเภทโทสะ หรือ โกธะ. ดังนั้น โผฏฐัพพะที่มากระทบทาง ผิวหนังนี้ก็มีเป็น ๒ ชนิด อย่างเดียวกันอีก คือ น่ารัก และน่าชัง. ผิวกาย นี้ ไป กระทบ กันเข้ากับ ของที่มาถูกผิวกาย นี้ก็ เรียกว่า รูปขันธ์ เกิดวิญญาณทางผิวหนัง ขึ้นมา เรียกว่า กายวิญญาณ แล้วถูกยึดถือ เป็นตัวกู ขึ้นมา.

น.393 ลองไปนอนบนที่นอนนิ่ม ๆ ดู หรือนอนบนอะไรที่มันมีความนิ่มไป ยิ่งกว่านั้นดู มันจะมีความรู้สึกชนิดนี้ รู้ สึกว่า นี้เป็นความนิ่ม ด้วยสัญญา, รู้สึกว่า เป็นความสบายที่สุด ด้วยเวทนา, แล้วจะ เกิดความคิดยึดถือ ที่ว่า อยากจะมี อย่างนี้อีก อยากจะมีกันอย่างนี้ไปนาน ๆ อยากจะสงวนสิ่งเหล่านี้ไว้ ; นี่ก็ เป็นสังขารขันธ์ ถูกยึดถือว่า เป็นความคิดของกู อย่างนั้น ๆ ไม่รู้สิ้นสุด ก็เกิด เบญจขันธ์ขึ้นมาครบทั้ง ๕ ที่ทางผิวกาย. ตัวอย่าง เบญจขันธ์ ประกอบด้วยอุปาทาน ทางใจ ทีนี้อันที่ ๖ อันสุดท้ายนี้แปลกเขาหน่อย คือ เป็นเรื่องทางใจ อยู่ข้างใน ไม่ต้องออกมาที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ได้ แต่ก็ต้องอาศัยสัญญาในอดีตบ้าง หรือว่า หลังจากการกระทบทางกาย ทางวัตถุแล้วบ้าง เมื่อใจรู้สึกต่อสิ่งใด ก็เกิดการ กระทบในสิ่งนั้น. เช่นว่า เรา คิดถึงคนที่เรารัก หรือเราคิดถึงคนที่เราเกลียด โดยที่เขา ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเรา แต่ว่าเรานึกถึง นี้เราก็ต้องอาศัยสัญญาในอดีตว่า คนที่เรา เกลียดนั้นเป็นอย่างไร, คนที่เรารักนั้นเป็นอย่างไร. อะไรเป็นเรื่องสัญญาในอดีต แต่ อาจสร้างเป็นอารมณ์ ขึ้นมาได้สำหรับจิตใจ จึง เรียกว่าธัมมารมณ์. พออารมณ์มากระทบกันเข้ากับใจ ที่นึกถึงคนที่เกลียดชัง ก็จะมี อาการอย่างเดียวกันกับข้างต้น : เกิดมโนวิญญาณ รู้ต่อธัมมารมณ์นั้น แล้ว เกิดสัญญา เกิดเวทนา เกิดสังขาร ไปตามลำดับทั้ง ๕ ประการ แล้วก็ยึดถือว่า กูกำลังเกลียดอยู่ อย่างหาความสุขไม่ได้.

น.394 หรือ ถ้าคิดถึงคนรัก ที่รักด้วยกิเลสตัณหามาก ๆ ก็เกิดอาการทำนอง ตรงกันข้าม. เกิดเป็นรูป โดยสัญญาในอดีต เป็นรูปสัญญาขึ้นมา สำหรับเป็น ธัมมารมณ์ สำหรับจิตเกิดมโนวิญญาณ แล้วก็เกิดสัญญา จากความรู้สึกอันนี้ได้, เกิดเวทนาจากความรู้สึกอันนี้, เกิดสังขาร คิดนึกจากความรู้สึกอันนี้ ก็ครบ เบญจขันธ์ ๕ ประการ แล้วก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างเดียวกัน. เบญจขันธ์ แม้ประกอบด้วยอุปาทาน เมื่อสิ้นเหตุปัจจัยแล้วก็ดับ การที่พูดมาเสียยืดยาว เป็นวรรคเป็นเวรนี้ ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ก็ดี หรือว่า ที่มิได้ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ก็ดี เกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้นก็ได้ ทางกายก็ได้ ทางใจล้วนๆ ก็ได้; และจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ดังนี้ ; แล้วมันก็ ดับไปที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้, เมื่อสิ้นเหตุ สิ้นปัจจัย ของการ กระทบนี้แล้ว มันก็ดับไป. บางทีไม่กี่นาที เรื่องมันก็ดับไป บางทีพักใหญ่ ๆ ก็ ดับไป แล้วเดี๋ยว เรื่องอื่นก็เข้ามาแทนสำหรับที่จะเกิดทางอื่นต่อไปอีก. เช่นเกิดเรื่องทางตา อยู่หยก ๆ แต่ถ้าเผอิญเรื่องทางหู มากระทบโครมครามเข้ามา มันก็ขัดขวางเรื่อง ทางตาให้ดับไป เรื่องทางหูก็เข้ามาอยู่แทน ; เดี๋ยวเรื่องทางจิตเกิดขึ้นมาแทรกแซง เรื่องทางหูก็ดับไป เรื่องทางใจก็เข้ามาอยู่แทน.

น.395 ทั้ง ๖ ทวารนี้ เกิดเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานได้ ทั้งนั้น แล้วมันแทรกแซงกันได้อย่างนี้ แม้ไม่มีอะไรมาแทรกแซง มันก็ดับไปตามวาระ ของมัน ก็เรียกว่า อัสดงคต ดับไป ตามวาระของมัน เพื่อให้โอกาสแก่เรื่องอื่น เข้ามาเกิดอีก. นี่คือ วันหนึ่ง ๆ เราสามารถที่จะเกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วย อุปาทานนี้ ได้มากมายหลายสิบครั้ง : ทางทวารตาก็ได้ หูก็ได้ จมูกก็ได้ ลิ้น ก็ได้ กายก็ได้ ใจล้วน ๆ ก็ได้. ขอให้เข้าใจสิ่งนี้ไว้เสียก่อน เพราะว่าพระสารีบุตร ท่านยกมาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญของเรื่อง ที่เป็นตัวเรื่องนั่นเอง. แม้พระพุทธภาษิต ที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้มากมาย หลายร้อย หลายพันครั้ง ก็ตรัสเรื่องนี้ คือ เรื่องปัญจุปาทานขันธ์ นี้เหมือนกัน. ฉะนั้น การที่พระสารีบุตรยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว ก็เป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ท่าน แสดงธรรมอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า. พระสารีบุตรท่านยกเอาเรื่องเดียวกันกับ เรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัส นั่นแหละมาสอน จึงเรียกว่า เป็นผู้ที่แสดงธรรมได้อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า, เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงปัญจุปาทานขันธ์ ในฐานะที่เป็นตัวความ ทุกข์, หรือจะเป็นเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, หรือทางให้ดับทุกข์นั้น ก็แสดงเหมือน กันอีก. แต่เดี๋ยวนี้ท่านต้องการจะ แสดงอย่างรวบรัดสั้น ๆ ที่ว่าให้เอามาทำ ไว้ในใจ แล้วจะทำให้มีการบรรลุ มรรค ผล.

น.396 ที่พระสารีบุตรแสดงรวบรัด "ให้ทำไว้ในใจ ฯ" เพื่อมีสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง ท่านแสดงข้อแรกว่า เมื่อบุคคลทำในใจให้แยบคายถึงปัญจุปาทาน- ขันธ์ โดยอาการ ๑๑ อย่างนั้นแล้ว ย่อมเป็นฐานะที่จะมี ได้ว่า ภิกษุผู้ประกอบ ไปด้วยศีลนั้น จะเป็นพระโสดาบัน, นี่เป็นเรื่องแรก. และเมื่อเป็นพระ- โสดาบันแล้ว ก็ยังคงทำในใจถึงเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั่นแหละ ต่อไปอีก จนกระทั่งเป็น พระสกิทาคามี ; แล้วก็ทำอย่างเดียวกันอีก จนกระทั่ง เป็น พระอนาคามี กระทั่งเป็น พระอรหันต์ นี่ เป็นหลักตายตัว ทั่วไปว่า เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้นนั้น ใช้ได้ตลอดไป แม้ว่าเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี แล้วก็ยังพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นต่อไปอีก จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ข้อนี้หมายความว่า การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในครั้งแรก ๆ นั้น ยังไม่สมบูรณ์ จึงเป็นแต่เพียงพระโสดาบันบ้าง เป็นพระสกิทาคามีบ้าง พระ อนาคามีบ้าง. ถ้าจะไม่เรียกว่าเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเรียกว่าเห็นอริย- สัจจ์ก็ได้ เหมือนกัน; บาท เมื่อเห็นอริยสัจจ์ยังไม่สมบูรณ์ ก็เป็นแค่พระโสดาบัน บ้าง พระสกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง ; ต่อเมื่อสมบูรณ์จึงเป็นพระอรหันต์. ฉะนั้น จึงมีการแสดงให้เห็นว่ามีการ ทำซ้ำ ๆ ลงไปในสิ่งนั้นแหละ แต่ ให้ยิ่งขึ้น ไป ๆ ให้เป็น ภาวิตา พหุลีกตา ยิ่งขึ้นไป, ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ก็จะบรรลุผลที่สูง ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ.

น.397 ในสูตรนี้ พระสารีบุตรท่านกล่าวไว้ ระบุไปยังภิกษุผู้มีศีล จะเป็น พระโสดาบันนี้ขั้นหนึ่ง ; แล้วพระโสดาบัน จักเป็นพระสกิทาคามี นี่ขั้นหนึ่ง, พระสกิทาคามี จะเป็นพระอนาคามี อีกขั้นหนึ่ง, พระอนาคามีจะเป็นพระอรหันต์ ขั้นหนึ่ง, เป็นพระอรหันต์แล้วยังคงทำต่อไปเพื่อความอยู่เป็นผาสุก หรือเพื่อความ มีสติสัมปชัญญะโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องไปพะวงมันอีกแล้ว ก็ยังได้. หลักนี้ ถือ เป็นหลักทั่วไป ได้ว่า ใครก็ตาม ถ้าทำการพิจารณาอยู่ อย่างนี้ จักเป็นสติสัมปชัญญะอย่างยิ่งอยู่ใน ตัว จึงเป็นอันว่า ไม่ต้องสงสัย หรือว่าจะแยกแยะอะไรกันอีก สำหรับข้อปฏิบัติข้อนี้ ; หมายความว่า ทุกคนต้อง กระทำ ทั้งที่เป็นพระเสขะ และเป็นอเสขะ คือเป็นพระอรหันต์แล้ว อย่างน้อย ก็ทำเพื่อว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี หรือเป็นการรักษาการปฏิบัติ หรือแม้ที่สุดแต่จะทำ เพราะเหตุว่า ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ยังดูมันเล่น ๆ ; ผม ใช้คำว่า "ดูมันเล่น ๆ" นี้มี ความหมายมาก. โรคภัยไข้เจ็บที่เราผ่านพ้นมาแล้ว เรายัง "ดูมันเล่น ๆ" ได้ ; ความ ดับทุกข์ นี้ก็เหมือนกันที่เราเคยผ่านพ้นมาแล้ว เราก็ยังย้อนกลับไป "ดูมันเล่น ๆ" ได้. หรือแม้หนทางที่เราเดินมาแล้ว ไม่ต้องเดินอีกต่อไปแล้ว เราก็เหลือบตา ไป "ดูมันเล่น ๆ” ได้ ไม่เห็นเสียหายอะไร มีแต่จะเป็นความรู้สึก ที่ทำให้ได้ รับความพอใจ หรือเป็นสุขสนุกไปด้วยอำนาจการเห็น การพิจารณา หรือปัญญานั้น. ด้วยเหตุดังกล่าวมา ท่านจึงกล่าวไว้ตลอดเลย ไม่ว่าบุคคลชั้นไหน ระดับไหน อาจจะ พิจารณาเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ในลักษณะ ที่เป็นอย่างนี้.

น.398 ปัญหาเกี่ยวกับพระอรหันต์ ก็มีอยู่ที่ว่า พระอรหันต์จะไม่มีเบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน อีกต่อไป ก็ต้องดู เรื่องที่เคยผ่านมาแล้ว ที่เกิดกับ คนอื่นก็ได้ หรือเมื่อก่อนแต่ที่จะเป็นพระอรหันต์นี้ ก็เคยเกิดมาแล้ว เอามาดูเล่น อีกที ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร. นี่ขอให้เข้าใจกันไว้ เป็นหลักใหญ่ ๆ กลาง ๆ ว่า เบญจขันธ์ ที่ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทาน นั้น ไม่อาจจะเกิดแก่พระอรหันต์ แต่ว่าอาจ จะเกิดแก่บุคคล ที่ต่ำกว่าพระอรหันต์ ลงไป เช่น พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน กระทั่งถึงปุถุชน ; เกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ได้ตามลำดับแห่งตน ๆ เพราะว่ายังไม่หมดกิเลส คือ ยังไม่ตัดสิ่งที่เรียกว่าอุปาทานนั้นได้. ปุถุชน มีอุปาทานมาก มีหนามาก จึงเรียกว่า ปุถุชนคนหนา ; พระโสดาบันนั้นเริ่มมีน้อยลง ๆ, พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็มีน้อยลง ๆ ; แต่ว่า เมื่อตัวตน คือ อัตตวาทุปาทาน ความยึดถือว่าตัวตนยังไม่ถูกตัดขาดอยู่เพียงไร ก็ยังมีเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานได้เพียงนั้น. เราจะเห็นได้ว่า สำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นอเสขะ ไม่ต้อง ปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว ท่านก็ทำอย่างเล่น ๆ หรือไว้ดูเล่น ๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ถูก ต้องโดยอัตโนมัติ และมีความสุขความพอใจในฐานะที่ว่า เป็นผู้ชนะแล้ว โดย เด็ดขาด, มองดูชัยชนะที่ชนะแล้ว. แต่ ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังเป็นเสขะ คือยังต้องปฏิบัติอยู่ ก็ มองดูเบญจขันธ์ ในฐานะที่เป็นอันตราย, เป็น สิ่งที่จะทำอันตราย หรือเป็นทุกข์ ; ยิ่ง เป็นปุถุชน ด้วยแล้ว ก็ ยิ่งต้องระวังมาก เหมือนกับว่า งูพิษ หรือยาพิษทีเดียว ที่จะทำอันตรายแก่บุคคลนั้น.

น.399 พึงรู้ หลักพิจารณาเบญจขันธ์ ของพระสารีบุตร พระสารีบุตร ได้วางหลักไว้เป็นหัวข้อ ๑๑ ข้อ สำหรับที่จะให้มอง ดูเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน และสำหรับผู้ที่ยังมีเบญจขันธ์ ที่ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทาน ว่า เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานทางตา ทางหู เป็นต้น ทางใดก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ควรมองดูมันในลักษณะอย่างไร ? ท่านได้กล่าว ไว้ว่า ให้มองดูมัน อยู่ในลักษณะ ๑๑ ประการ. ประการที่ ๑. ใช้คำว่า อนิจฺจโต -มองดูโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง; ไม่เที่ยงก็คือ เปลี่ยนแปลง หรือว่า ไหลเรื่อยเปื่อยกันมา นับตั้งแต่ ตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ เกิดสัญญา เกิดเวทนา เกิดสังขาร นี้มีความเปลี่ยน ไหลเรื่อย ส่งกันไปเรื่อย ; นี่ลักษณะนี้เป็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง. เมื่อตะกี้ก็ ไม่มี ครั้นเดี๋ยวนี้ก็มีแล้ว คือ ตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ ขึ้นมาแล้ว เมื่อตะกี้ก็ไม่มีจักขุวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น ; แล้วก็มีสัญญา มีเวทนา มีสังขาร ครบ ๕ ขันธ์พอดี. ที่นี้ ดูว่า มันไม่เที่ยง ไม่เคย มี ก็มี, มีแล้วก็ไม่อยู่คงที่ คือ เปลี่ยน เรื่อยไป จนกว่าจะดับลง ; ดับแล้วก็เกิดอีก. นี่ดูเบญจขันธ์ ที่มีอุปาทาน ที่เป็นตัวกู -ของกู ดิ้นเร่าๆ อยู่นี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เรียกว่า อนิจฺจโต แปลว่า โดยความเป็นของไม่เที่ยง นี่ข้อที่ ๑. ประการที่ ๒. เรียกว่า ทุกฺขโต -ดูโดยความเป็นทุกข์ เรื่องเป็น ทุกข์นี่ ถ้าเป็นเรื่องของสัตว์ที่มีจิต มีความรู้สึกแล้ว สิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่ในใจแล้ว

น.400 คำว่าทุกข์นี้ก็หมายถึงความเจ็บปวด ความทนทุกข์ทรมาน. และเป็นที่แน่นอน แล้วว่า เมื่อเกิดการปรุงแต่ง เป็นเบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน อยู่ในจิตใจ ของใครแล้ว ก็ต้องมีความทุกข์แน่ ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด ไม่อย่างโดยตรง ก็โดยอ้อม เป็นมีความทุกข์แน่ ; เมื่อมีความเจ็บปวดก็รู้สึก เข้าใจ และเห็นว่า มันเป็นทุกข์. ให้ดูเบญจขันธ์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่ โดยความเป็นของทุกข์ หรือ เจ็บปวด หรือทรมาน ; แต่ถ้าจะ มองให้กว้างกว่านั้น ก็เรียกว่า ดูมันใน ฐานะเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าเกลียดน่าชัง. ทุ นี้แปลว่า น่าเกลียด, ขัง นี้ แปลว่า ดู หรือ เห็น ; ทุกขัง จะแปลว่า ดูแล้วน่าเกลียด ก็ได้. น่าเกลียด ก็ตรงที่มันไม่น่าดู ตรงที่เป็นทุกข์ ก็เรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ดูในหนังสือ แล้วก็ ไม่ใช่ดูด้วยคิดคาดคะเน ; แต่ว่าดูด้วยความรู้สึก ที่กำลังรู้สึก มีความรู้สึกอยู่ แล้วรู้ต่อความรู้สึกนั้นอยู่ว่า นี้เป็นทุกข์. เช่นว่า ในกรณีที่ตามองเหลือบไปเห็น คนที่เราเกลียด เป็นศัตรู แล้วก็กระวนกระวายใจอยู่ เพราะการเห็นคนที่เราเกลียด หรือเป็นศัตรู นี่ก็เป็น ทุกข์อยู่แล้ว ก็ ดูที่ความทุกข์นี้ เรียกว่าดูเบญจพันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานนี้ โดยความเป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกฺขโต. ประการที่ ๓. เรียกว่า โรคโต - โดยความเป็นโรค. คำว่า โร-ค นี้ ตัวหนังสือแปลว่า แทง ; รุ - ข แปลว่า แทง สำเร็จรูปมาเป็น โร - ค. โร - คะ แปลว่า สิ่งที่เสียบแทง ; โรคทางกาย ก็เสียบแทงกาย โรคทางใจ ก็เสียบแทงใจ. ขึ้นชื่อว่าโรคแล้ว จะต้องเป็นของเสียบแทง.

น.401 ทีนี้ ก็ดู เบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ในฐานะที่เป็นโรค คือว่า เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้วก็เสียบแทง อาการก็มีคล้าย ๆ กับความทุกข์ ; แต่แยก ออกมาให้เห็นว่า เป็นโรค : เราเป็นโรค เราก็ต้องเจ็บปวดเพราะโรคนั้น, หรือจะถือว่า มันเป็นโรค โดยความหมายที่ว่า รบกวนความผาสุก ความไม่ ปรกติสุข ก็ได้. เมื่อเรา อยู่ปรกติ คือไม่เกิดเบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทานนั้น เราก็ เหมือนกับคนที่สบาย พอเบญจขันธ์เกิดปรุงแต่งเป็น มีอุปาทาน เราก็กลาย เป็นคนไข้ เป็นคนเจ็บ เป็นคนมีโรคไป ; ฉะนั้นจึงขอให้ดูเบญจขันธ์โดยความ เป็นโรคอย่างนี้. ประการที่ ๔. เรียกว่า คณฺฑโต - โดยความเป็นหัวฝี คัณฑะ นี้แปลว่า หัวฝี ที่กำลังมีหนองกลัดอยู่ข้างใน. คนที่เคยเป็นฝีย่อมรู้ดี ว่าเมื่อ ฝีกำลังมีหัวกลัดหนองอยู่ข้างในนั้น มีอาการเป็นอย่างไรบ้าง; ความทุกข์ทรมาน ตอนนั้นมันผิดธรรมดามาก. ความทุกข์ที่เกิดมาจากผีกลัดหนองนั้น เมื่อเคยรู้รสของมันแล้ว ก็เอา มาเปรียบเทียบว่า เมื่อไรเบญจขันธ์ปรุงแต่งกันขึ้นมา เป็น เบญจพันธ์ที่ประกอบ ด้วยอุปาทาน แล้ว จะมีอาการเหมือนกับว่า ฝึกลัดหนองขึ้นมาทันที ก็หมาย ความว่า เจ็บปวดเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่าธรรมดา แล้วก็ปวดอย่างบอกไม่ถูก ถึง กับนอนไม่หลับ ถึงกับร้องไห้อะไรก็ได้ ; อย่างนี้เรียกว่า คัณฑโต มีอาการ ให้ น่ากลัวยิ่งกว่า โรคโต ขึ้นไปอีก. ประการที่ ๕. เรียกว่า สลุลโต - โดยความเป็นลูกศร. สมัยโบราณ เขาไม่มีปืน ไม่มีลูกปืน เมื่อพูดถึงอาวุธยิงไกล ก็มีแต่ศร. ศรนี้เขาทาน้ำยา

น.402 อะไรชนิดหนึ่งด้วยที่หัวลูกศร; พอเสียบเข้าไปในเนื้อก็จะมีอาการปวดเหลือ ประมาณ. ฉะนั้นคนที่เคยถูกศรชนิดนั้นมาแล้ว ก็มีอาการเหมือนกับจะขาดใจตาย. จงไปพิจารณาเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนี่ ว่ามี อาการ เหมือนกับว่า ถูกศรที่ทาด้วยน้ำยาพิษ เสียบเข้าไปในเนื้อหนัง ; นี้มันยิ่งไป กว่าเจ็บที่หัวฝี อาจจะถึงกับสลบไปก็ได้. นี่ เรียกว่า สลฺลโต. ประการที่ ๖. เรียกว่า อมโต - อฆ นี่หมายถึงความทุกข์ ที่มา จากการกระทบกระทั่ง เหมือนอย่างว่าเอาค้อนทุบ หรือเอาของหนักทุบ บุบให้ มันแหลกไป. ความเจ็บปวด เมื่อถูกทุบด้วยท่อนซุง หรือด้วยค้อนใหญ่ ก็สุดแท้ จะมีอาการอย่างไร ; ให้พิจารณาเห็นว่า เมื่อเบญจขันธ์ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานลูกปรุงแต่งขึ้นมาในใจแล้ว ก็จะมีอาการเหมือนกับถูกทุบ. ประการที่ ๗. เรียกว่า อาพาธโต ; อา - พา - ธ นี้แปลว่า ความผิดปรกติ. โร - ค นั้นหมายถึงตัวโรค เต็มความหมาย ; อา - พา - ธ นี้หมายถึงความผิดปรกติ ที่เรียกว่า เป็นโรค ก็มี ไม่เรียกว่า โรค ก็มี. ถ้าไม่เป็น อยู่ตามปรกติ เสียความเป็นปรกติแล้ว ก็เรียกว่า อาพาธ. ให้พิจารณาเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน โดยความเป็นของ อาพาธ เสื่อมคุณสมบัติ เสื่อมสมรรถภาพ ไม่ทำอะไรได้ตามที่เคยทำได้. ที่เคยเดินได้ ยืนได้ พูดได้ วิ่งได้ ก็เกิดทำไม่ได้; อย่างนี้เรียกว่าเป็นอาพาธ. เบญจขันธ์ที่เคยรุ่งเรืองอยู่ด้วยสติปัญญา เดี๋ยวนี้มีอุปาทานเข้ายึดถือ กลายเป็นอาพาธ เป็นทุพพลภาพ ไม่มีความเป็นประภัสสร ไม่มีอะไรต่าง ๆ ที่เคยมีตามปรกติ.

น.403 ประการที่ ๘. เรียกว่า ปรโต ; ป - ร แปลว่า อื่น คือ ฝ่ายอื่น ฝ่ายตรงกันข้าม คือฝ่ายข้าศึก ฝ่ายศัตรู ฝ่ายปรปักษ์. เมื่อเบญจขันธ์ปรกติอยู่ ก็เรียกว่า ไม่เป็นข้าศึก ไม่เป็นปรปักษ์. พอเบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน ก็กลายเป็นปรปักษ์ กลายเป็นศัตรู ของบุคคลนั้นทันที. ศัตรูจะพึงกระทำแก่ศัตรูอย่างไร เดี๋ยวนี้เบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทาน ก็กระทำแก่บุคคลนั้น อย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เบญจขันธ์นี้ เป็น ป - ร - โต คือเป็นฝ่ายอื่นกับเราเสียแล้ว ไม่เป็นมิตร ไม่เป็นสหาย ไม่เป็น ที่รักที่พอใจอะไรเสียแล้ว เรียกว่าเป็นผู้อื่น, เป็นผู้อื่นกับเราเสียแล้ว. ประการที่ ๙. ปโลกโต ตามตัวหนังสือนั้นแปลว่า แตกสลาย. โล-ก ก็แปลว่า แตก เสียแล้ว, ป-โล-ก ก็แปลว่า แตกมากขึ้นไปอีก. เ บญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็นของแตกสลาย หรือ แตกง่าย ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน ไม่ถาวร แตกง่าย ; แต่ระหว่างที่มันยังไม่แตกนี่ มันก็ทำเอาพอ จนเราไม่รู้ว่าจะบ่นจะพ่นกันได้อย่างไร. ในที่สุด มันก็เป็นของ ที่ต้องแตก คือต้องสลายไป ต้องดับไปตามวาระ ; ถึงคราวแตก ก็แตกง่าย เหมือนกับว่าสิ่ง ๆ หนึ่งมันตั้งต้นขึ้นมา โตเต็มที่แล้ว ก็แตกสลายไปโดยง่ายอย่าง นั้นแหละ. มีความแตกง่ายอย่างนั้น เรียกว่า ป - โล - ก - โต - มีความแตก ทำลายเป็นธรรมดา. ประการที่ ๑๐. - เรียกว่า สุญฺญโต - โดยความเป็นของว่าง ดู เบญจขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน โดยความเป็นของว่าง.

น.404 ประการที่ ๑๑. เรียกว่า อนตฺตโต - โดยความเป็นของมิใช่ตัวตน. สองอย่างนี้เหมือน ๆ กัน อธิบายพร้อม ๆ กันไปได้ เพราะคำว่า สุญญโต - ว่าง ก็คือ ว่างจากสาระที่เป็นตัว เป็นตน ไม่มีสาระที่ควรจะยึดถือเลย เรียกว่า ว่าง. มันมีรูป มีเวทนา มีสังขาร มีวิญญาณ มีอะไรก็มีไปเถอะ แต่ว่าไม่มีส่วนไหนเลย ที่ควรยึดถือโดยความเป็นสาระ ; ดังนั้น จึงเรียกว่า "ว่างจากสาระ" ไม่มีสาระอยู่ในเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานนั้น มีแต่ความทุกข์. นี่เรียกว่า สุญญโต ดูมันโดยความเป็นของ ว่าง, แล้วก็ ระบุว่า ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน อีกนั่นแหละ. ประการสุดท้ายนี้ชัดลงไปว่า อนตฺตโต-ดูโดยความเป็นของมิใช่ตน เป็นธรรมชาติ หรือเป็นอะไรล้วน ๆ เป็นสังขารล้วน ๆ เป็นสภาวธรรมล้วน ๆ เป็นล้วน ๆ ไปอย่างนั้น ; ไม่มีอันไหนที่ควรจะเรียกว่าตัวตนได้. พอไม่เป็นตัว เป็นตนได้ มันก็เป็นของตนไม่ได้ ; เป็นอันว่า ยกเลิกกันไปทั้งสองอย่าง. นี่ขอให้พิจารณาสังเกตดูให้ดีว่า ข้อสุดท้ายนี้ ระบุไว้เป็น อนัตตโต ติดกันอยู่กับสุญญโต ก็ควรจะถือว่า ลักษณะของ สุญญโต กับ อนัตตโตนี้สำคัญ เพราะว่ามาอยู่ในอันดับสุดท้าย. ทบทวนดูใหม่ เริ่มขึ้นมาจาก อนิจจโต -ไม่เที่ยง, ทุกขโต- เป็น ทุกข์, โรคโต- เป็นโรค, คัณฑโต - เป็นหัวฝีกลัดหนอง, สัลลโต - เป็น ลูกศรอาบยาพิษ, อมโต - เป็นค้อนทุบหัว, อาพาธโต - เป็นความผิดปรกติ ของความผาสุก, ปรโต - เป็นข้าศึก, ปโลกโต - เป็นของแตกสลาย, แล้วก็ มาถึง สุญญโต, อนัตตโต - ว่างจากตัวกู - ของกู.

น.405 พึงกระทำในใจโดยแยบคายเกี่ยวกับเบญจขันธ์ ประกอบด้วยอุปาทาน ท่านใช้คำว่า โยนิโส มนสิกาตพฺพา แปลว่า บุ คคลพึงกระทำในใจ โดยแยบคาย ซึ่งเบญจขันธ์อันประกอบด้วยอุปาทาน โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นค้อนทุบ เป็นอาพาธ เป็นข้าศึก เป็นของสลาย เป็นของว่างเปล่า เป็นของไม่ใช่ตน. เมื่อพิจารณาอยู่โดยแยบคาย อย่างนี้ ภิกษุผู้มีศีล จะเป็นพระ- โสดาบัน, ที่เป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว ก็ จะเป็นพระสกิทาคามี, ที่เป็นพระ สกิทาคามีอยู่แล้ว ก็ จะเป็นพระอนาคามี, ที่เป็นพระอนาคามีอยู่แล้ว จะเป็น พระอรหันต์. ที่เป็นพระอรหันต์อยู่แล้วจะสบาย, เพราะว่าปฏิบัติอย่างเดียว กันหมดในการพิจารณาดูอยู่โดยแยบคาย ซึ่งเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ตามที่ได้เกิดขึ้น เมื่อไรที่ไหน. เดี๋ยวนี้ปัญหาลำบากยุ่งยากมันอยู่ตรงที่ว่า พุทธบริษัทส่วนมาก ไม่รู้จัก เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ด้วยซ้ำไป; เรามักจะสอนกันแต่ว่า ขันธ์ ๕, ขันธ์ ๕, แล้วก็ขันธ์ ๕ อยู่อย่างนี้ ; แล้วขันธ์ ๕ ตั้งแต่เกิดมา ก็มีขันธ์ ๕ จนกว่าจะตายไปอย่างนี้ ไม่รู้จักแบ่งแยกว่า มันเป็นขันธ์ ๕ อยู่สองพวก. พวกที่ยังไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอนัตตา ไม่เป็นลูกศร ไม่เป็นหัวฝีอะไรกับใคร. เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ตาเราก็ลืมอยู่ เราก็เห็นรูปภาพ แล้วก็มีสัญญา มีเวทนา มีความรู้สึกคิดนึก แต่มิได้เป็นลูกศร ไม่เป็นหัวผีที่ทำอันตรายเรา.

น.406 เฉพาะแต่ ในกรณีที่เกิดความยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวกู - ของกู ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้คม ได้อะไรต่างๆ เพราะว่าโง่ไปด้วยอวิชชา อวิชชา มีโอกาสเพราะว่าไม่มีสติสัมปชัญญะ ; เมื่อนั้นแหละจึงจะเกิดปัญจุปาทานขันธ์ และเราก็ไม่ค่อยสนใจ ; ยิ่งมีอุปาทานขันธ์ยิ่งสบาย. เป็นพระเป็นเณร ก็ยกหู - ชูหาง ในเมื่อมีเบญจขันธ์อันประกอบ ด้วยอุปาทานเกิดขึ้น. พูดดี ๆ ฟังเป็นร้าย พูดเป็นธรรมทั่วไป กลับเป็นว่า ด่ากระทบตน; เป็นพระเป็นเณรแท้ ๆ ยังมีอย่างนี้. ทีนี้ชาวบ้านจะเป็น อย่างไร ขอให้คิดดู ; เพราะ ชาวบ้านย่อมมีเรื่องมาก มีทางที่จะกระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางกาย มากก เพราะฉะนั้น ก็เหลือวิสัยที่ชาวบ้าน จะป้องกันได้. คำสอนของพระสารีบุตร ไม่ได้จำกัดว่าชาวบ้านหรือบรรพชิต เมื่อเป็นพระเป็นเณรออกมาอยู่ในที่สงบสงัดแล้ว ตั้งใจจะระมัดระวังอยู่ ก็ยังไม่รู้จักหน้าตาของเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เกิดขึ้นมาเป็นตัวกู- ของกู ยกหูชูหาง ; อย่างนี้ก็ไม่ได้เปรียบอะไร ในการที่มาเป็นพระเป็นเณรแล้ว ควรจะดีกว่าได้เปรียบกว่าชาวบ้าน. ฉะนั้นขอให้ถือว่า พระสารีบุตรท่านไม่ได้ จำแนกเป็นชาวบ้าน หรือเป็นบรรพชิต. พระสารีบุตรท่านว่า เป็นผู้ใดก็ได้ ขอให้มีความรู้สึกทันควัน ทัน ท่วงที ในขณะที่เบญจขันธ์อันประกอบด้วยอุปาทานได้เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ

น.407 ๓๘๗ ปรมัตถ์ปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิตสั้น ๆ ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ได้. พอเกิดขึ้นให้ รู้สึกโดยอาการ ๑๑ อย่างนี้ : โดยเป็นของไม่เที่ยง โดยเป็นทุกข์ โดยเป็นโรค โดยเป็นหัวฝี โดยเป็นลูกศร เป็นค้อนทุบหัว ฯลฯ นี่จำไว้ให้ดีๆ น่ากลัวมาก แล้วก็ยังเป็นอาพาธ คือ ทุพพลภาพผิดจากความเป็นปรกติ, แล้วก็เป็นข้าศึก เป็นเครื่องแตกทำลาย เป็นของว่าง เป็นของไม่ใช่ตน. ต้องรู้จักกิเลสและอาสวะ เพราะเกิดอยู่เสมอ อาตมาเห็นว่า คำแนะนำนี้ดีมาก เพราะว่ามัน สั้น ไม่มีอะไรต้อง ศึกษามาก แล้ว ก็ทำอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำวัน ; เพราะว่า เราอาจจะเกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทานนี้เมื่อไรก็ได้ อยู่เป็นประจำวัน ; ตามข้อเท็จจริงมันก็ได้เกิดอยู่ทุกวัน และวันละหลาย ๆ หน. เดี๋ยวนี้ ยิ่งเกิด ก็ยิ่งเก่งสำหรับจะเกิด . อย่าว่าแต่ชาวบ้าน แม้แต่ เป็นพระเป็นเณรนี้ เมื่อกิเลสเกิดก็มิได้รู้สึกตัว มันก็ยิ่งเก่งแต่ที่จะเกิด ที่เขา เรียกว่า อาสวะ . การที่กิเลสเกิดนั้น เขาเรียกว่ากิเลส ; พอเกิดแล้ว ไม่รู้สึกตัว ยิ่งชอบยิ่งพอใจ ยิ่งทำให้เกิดเก่งขึ้นมาอีก นี้เขาเรียกว่า อาสวะ แปลว่า ความ เคยชินที่จะเกิดอีก. ให้รู้จักแยกกิเลสออกไปเสียจากอาสวะ จะได้เข้าใจ เราอาจจะตัด กิเลส หรือ ข่มกิเลสไว้ ได้; แต่เราไม่สามารถจะข่มอาสวะได้ เพราะมัน เป็นความเคยชิน .. ต้องทำกันอย่างดีที่สุด เรียกว่าถ่ายถอน ถอนรากถอนโคน กันที่เดียว.

น.408 เราสามารถห้ามไม่ให้เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง ก็ได้ ; แต่เชื้อความ เคยชินที่จะโลภ จะโกรธ จะหลง นั้นยังอยู่ เผลอเมื่อไรมันก็ออกมาอีก ; ฉะนั้น จึงต้องทำลายกิเลสด้วย ทำลายอาสวะด้วย .. กิเลสนั้น เราพอจะป้องกันได้ : แต่อาสวะนั้นต้องถอนรากถอนโคน . ทีนี้ จะถอนรากถอนโคนอย่างไรกัน ก็ไม่รู้จัก ; แล้ว บางที พอ กิเลสเกิดขึ้นกลับสบาย , พอได้ด่าเขา กลับสบาย ได้โกรธเขากลับสบาย, ได้ว่าเขาได้ทำอะไรเขา กลับพอใจ กลับสนุก กลับสบาย. ชาวบ้านทุกคน เอาเรื่องนี้ ไปสังเกตดูให้ดี ว่า พอได้ด่าลูก ด่าหลาน แล้วรู้สึกสบาย ก็เลยไม่คิดถึงข้อที่ว่ามันจะเป็นกิเลสเป็นอาสวะ ; แล้วก็เคยชิน แต่ที่จะด่ามากขึ้น. การด่าลูกด่าหลานนั้นด่าง่าย เพราะว่าเขาไม่ต่อสู้ ไปค่าชาวบ้านเขาเข้า เขาก็จะตบปากเอา อย่างนี้ ; นี่จึงว่า ต้องระวังในการไปด่าลูกด่าหลาน นั่นแหละ เป็น เครื่องพอกพูนอาสวะ ซึ่งจะร้ายยิ่งไปกว่ากิเลส เสียอีก. หรือว่า ด่าคนใช้ อย่างนี้ เขาไม่สู้ ก็ยิ่งจะสร้างสมอาสวะ. ความอยากด่า , ความเป็นสุขในการด่า, ความเอร็ดอร่อย ในการด่า นี้เป็นอาสวะ แล้วต่อไปก็จะลำบาก พระสารีบุตรท่านสอนให้เห็นความน่ากลัว ของอุปาทานขันธ์ ท่านสอน ให้มองเห็นทุกที เมื่อเกิดเบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทาน แล้วดูให้เห็นเป็นของที่น่ากลัว เหมือนกับลูกศรอาบยาพิษ, หรือว่า

น.409 เหมือนกับหัวผี เหมือนกับสิ่งร้าย ๆ นี่ มัน จะได้ถอยหลัง . จะได้กลับถอยหลัง คือ จะไม่ไปหลงรัก หลงพอใจ ในเรื่องที่เป็นอุปาทานนั้น. เดี๋ยวนี้อาตมาอยากจะยืนยันอย่างยิ่งว่า ปัญหายังเหลืออยู่ตรงที่ว่า พอเกิดปัญจุปาทานขันธ์แล้ว มันรู้สึกสนุก อร่อย พอใจ รู้สึกเป็นสุข, มันไม่ได้ รู้สึกว่า เป็นลูกศร หรือเป็นหัวฝี นั่นมันเป็นเสียอย่างนั้น. ขอให้ ไปสังเกตดู เถิด พอเกิดตัวกู - ของกูเมื่อไร ก็สนุกสนานด้วยกิเลสนั้น ๆ มิได้รู้สึกว่า ถูกแทง ด้วยลูกศร หรือว่าฝีกลัดหนอง กำลังร้องไห้อยู่. ทีนี้ พระสารีบุตรท่านบอกว่า ดูกันเสียใหม่ ที่กำลังสนุกสนาน เอร็ด อร่อยพอใจกันอยู่นั่นแหละ มันเป็นลูกศร มันเป็นหัวฝี เป็นต้น . ขอให้ มีความรู้ที่ถูกต้อง กลับตรงกันข้าม ; ที่ว่าด่าเขาแล้วสบายใจนั้น ต้องดูเสียใหม่ ว่านั่นน่ะ เป็นลูกศร เป็นยาพิษ เป็นหัวฝี ซึ่งเสียบแทงคนด่า นั่นเอง แต่ว่ายาก ที่จะเห็น. ฉะนั้นความยากก็อยู่ที่ตรงนี้. คำอธิบายทั้งหลายนั้นไม่ยาก คำพูด หลักธรรมนั้นไม่ยากที่จะเอามาพูด แต่ยากที่จะปฏิบัติให้ตรงตามนั้น. หลักปฏิบัติอยู่ตรงที่ ต้องมีสติสัมปชัญญะ ทีนี้ เมื่อพูดถึงหลักปฏิบัติตามแนวนี้ ที่ว่า " ทำในใจโดยแยบคาย " นี้ก็มีอยู่นิดเดียวว่า พอเกิดปัญจุปาทานักขันธ์ ต้องให้รู้จัก ต้องรู้สึก ก็แปลว่า ให้มีสติสัมปชัญญะ อย่าให้มันเกิด ; ให้เป็นแต่เพียงเบญจขันธ์ล้วน ๆ ก็ยัง ไม่เป็นอันตราย ; แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้เกิด โดยไม่มีสติสัมปชัญญะ.

น.410 แม้ว่าเราจะดูรูปภาพที่ฝาผนังนี้ ด้วยตา นี่ก็จะเกิดเบญจขันธ์ได้ แต่ถ้า เราเผลอไป สติสัมปชัญญะไม่พอ ความคิดน้อมไปเสียทางอื่น แวะวกไปทางอื่น ไปก่อให้เกิดอุปาทานขึ้นมาได้ . ในกรณีธรรมดาสามัญ ไม่ใช่มานั่งดูรูปภาพนี้ อยู่ตลอดเวลา อาจจะดูข้าวดูของ ดูเงินดูทอง ดูผู้ดูคน อะไรอยู่ที่บ้าน นั่นโอกาส ที่จะแวะวกไปเป็นเบญจขันธ์ ที่ประกอบด้วยอุปาทานจึงมีมากกว่า. ดังนั้นจึงเป็นอันว่า แม้เบญจขันธ์ล้วน ๆ เบญจขันธ์ที่ ไม่ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทานนั้นจะมีอยู่ ได้ ด้วยสติสัมปชัญญะ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ ก่อนที่จะเกิดความรู้สึกคิดนึก เป็นสัญญา เป็นเวทนา เป็นสังขาร เป็นอะไรก็ตาม ที่เรียกว่า เบญจขันธ์ นั่นแหละ ให้เกิดขึ้นอยู่ในความควบคุมของสติสัมปชัญญะ แล้วก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ไม่ใช่กิเลส คือ ไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. แต่จะเกิดเป็นความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง.กฎก แล้วเรา ก็ทำการงาน กินอาหาร หลับนอน อะไรอยู่ ด้วยความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง. นี้เรียกว่า เราอยู่ด้วยเบญจขันธ์ล้วน ๆ ที่ไม่มีอุปาทาน หรือว่าไม่มี อุปาทานแล้ว แต่มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาอยู่. เรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้จะหลีกไม่พ้น จะต้อง เกิดเสมอไป ในเมื่อตายังลืมอยู่ เมื่อหูยังได้ยินอยู่ เมื่อจมูกยังได้กลืนอยู่ จะห้าม ไม่ได้ มันต้องเกิดเบญจขันธ์, เ ราต้องมีสติสัมปชัญญะ ให้มันเกิดไปใน ทางของกุศล เรียกว่า กุศลกรรมบถ ก็จะเป็นเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย สติสัมปชัญญะ หรือ ปัญญา ไม่เกิดเบญจขันธ์ที่เป็นอุปาทาน หรือ ประกอบ

น.411 ๓๕๑ ปรมัตถ์ปฏิปทา อาศัยหลักธรรมภาษิตสั้น ๆ อยู่ด้วยอุปาทาน ; หลักก็มีอยู่เท่านี้. ฉะนั้น การปฏิบัติที่จะปฏิบัติให้แยบคายนี้ ท่านใช้วิธีของสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องป้องกัน มากกว่าที่จะไปต่อสู้กับมัน . การที่จะไปต่อสู้กับมันนั้น มีทางล้มเหลวมาก คือว่า สู้มันไม่ไหวบ้าง หรือว่า เราไม่รู้ว่า จะเกิดเมื่อไรบ้าง มันก็เลยกัดเอา "ทำเอาข้างเดียว. เรา ต้องมีสติสัมปชัญญะ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิด หรือว่า ถ้าเกิด ก็ให้รู้ว่า ให้เกิดแต่ ในทางของกุศล ให้เป็นเบญจขันธ์ที่ ไม่มีอุปาทาน แล้วก็มีสติปัญญา แล้วก็ ทำไป กินไป ใช้ไป อะไรไป จนกว่าร่างกายจะแตกดับ. นี่ สรุป ความว่า เกิดเบญจขันธ์ ที่ไม่มีอุปาทาน นั้น ไม่เป็นไร ไม่มี ปัญหา ; แต่การ เกิดเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ที่เกิดกันอยู่บ่อย ๆ นี้ มัน เป็นตัวทุกข์ และ เป็นปัญหา . ต้องดูกันเสียใหม่ อย่างที่พระสารีบุตรท่านสอนไว้ว่า ให้ดูโดยแยบลาย อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ โดย ๑๑ ประการ นั้นแล้ว ภิกษุผู้มีศีล ก็จะเป็นพระ- โสดาบัน, พระโสดาบันยังคงดูอยู่อย่างนั้น ก็จะเป็นพระสกิทาคามี, แล้วก็กระทั่ง เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังดูอยู่ ก็แปลว่า ต้องมีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา . นี้เรียกว่า สิ่งที่ควรทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถ้าเรียกเป็นบาลี ก็เรียกว่า โยนิโส มนสิการตัพพธรรม แปลว่า ธรรมที่ควรกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑๑ ประการ. โยนิโส มนสิการตัพพธรรม จำเป็นแก่มนุษย์ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่จะ เกิดอุปาทานขันธ์อยู่บ่อย ๆ.

น.412 นี้คือ การบรรยายเรื่อง ปรมัตถปฏิปทา โดยหลักภาษิตสั้น ๆ ของ พระสารีบุตร สำหรับผู้ที่ไม่ต้องศึกษามาก ไม่ต้องเรียนมาก เป็นคนไม่รู้ หนังสือก็ได้ . อาตมาได้เลือกเอาปฏิปทาประเภทนี้ มาแสดงให้ชุดหนึ่ง ๒ - ๓ เรื่อง มาแล้ว แล้วก็กะว่าจะแสดงอีก ๒ ครั้ง ก็จะจบงวดนี้ จะหยุดปิดเทอม. วันนี้ พูดไม่ได้มาก เพราะว่าจะไออยู่เรื่อย ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลายสวดคณะสาธยาย ต่อท้ายพระธรรมเทศนาตามที่เคยต่อไป ตามลำดับเถิด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต