Buddhadasa.org

ปฏิปทาปริทรรศน์ ตอนที่ ๑๓ — กล่าวนำคำบรรยาย (ตามที่บันทึกไว้)

ปฏิปทาปริทรรศน์ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๕

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.413 ให้มา การพูดวันนี้ พูดมากไม่ได้ จะไอ จึงจะต้องขอพูดเพียงกล่าวนำ เรื่องที่บันทึกไว้ตั้งแต่คราวก่อน (การบรรยายครั้ง ๑๒). ครั้งนั้น บางคนยังไม่ได้ฟัง เอามาเปิดให้ฟังกันอีก. เรื่องนั้น มีความสำคัญ เนื้อเรื่องเป็นการปฏิบัติชั้นสูงสุด ; แต่ว่าไม่ต้องอาศัย พระไตรปิฎก ไม่ต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน ; นี่แหละ มันสำคัญ ตรงนี้. คนมักจะคิดว่า จะต้องปฏิบัติดีปฏิบัติสูง และจะต้องเรียนมาก ต้องศึกษาพระไตรปิฎกให้ทั่วถึง ; นี้ ไม่จริง คนไปว่าเอาเอง เดาเอาเอง. · องค์บรรยายป่วย คงบรรยายได้เพียงเล็กน้อยเท่าที่บันทึกไว้ ๓๕๓

น.414 ที่จริง บางทีมันกลายเป็นว่า ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้, แล้ว ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้" ยิ่งเรียนมากยิ่งยากนาน เพราะไปบ้าตัวหนังสือ บ้าคำพูดบ้าง บ้าอรรถะบ้าง บ้าพยัญชนะบ้าง บ้าอะไรกันไม่ใคร่จะสิ้นสุด ไม่ใคร่จะเหลียวแลว่า ตาม ธรรมชาติแท้จริงนั้น มันไม่ต้องการอย่างนั้น. บางคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พูดกับพระพุทธเจ้าสองสามคำ ไม่กี่นาที สองสามนาที ก็เป็นพระอรหันต์ นี่ก็มีมากเหมือนกัน. ส่วนพวกที่พูดไม่เป็น แม้แต่ขันธ์ห้าก็ไม่รู้ว่าคืออะไร, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ; แต่เขาฟังถูก ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะยึดถือว่า เป็นเรา - เป็นของเราไม่ได้ เราฟังถูก ข้อนี้ข้อเดียว : อะไร ๆ ก็ตามใจ จะมีกี่อย่าง กี่มากน้อย กี่ร้อยพันอย่าง ล้วนแต่ จะยึดถือว่าเป็นเรา - เป็นของเราไม่ได้, ฟังถูกข้อเดียว เป็นพอหมด. ที่นี้ ยังมีดีกว่านั้นอีก ว่า แม้ไม่ต้องเคยฟังมาจากใคร ; จากที่เคยไป ยึดถือเข้านั่นแหละ, ไปยึดถือเอาสิ่งใดเข้า สิ่งนั้นมันจะตบหน้าเอา . ลองไป ยึดถือเข้า ลองดูซิ มันจะต้องมีความทุกข์ เพราะความที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเราเข้าไปยึดถือเงินทองข้าวของ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี, ตามใจเถอะ เมื่อไหร่ ข้อไหน อย่างไร, พอยึดถือเข้ามันก็ต้องมีความทุกข์ ; นานเข้า ๆ ก็จับได้เอง โดยไม่ต้องมีใครสอน, เป็นปัจเจกโพธิขึ้นมาเอง. ขอให้เราลองนึกถึงข้อนี้ ; ไม่มีใครต้องสอนอะไร เมื่อถูกตบหน้า บ่อย ๆ ความทุกข์มันสอนเอง ว่า “ความทุกข์มันเกิดขึ้นเพราะอะไร สังเกตให้ดีๆ จะรู้ว่า ความทุกข์มันเกิดได้อย่างไร รู้แล้ว อย่าไปทำมันเข้า, อย่างนี้ ธรรมชาติสอน.

น.415 ๓๙๕ พูดแล้วจะว่าหยาบคาย : มีแมว หรือ สุนัข มันรู้จักหาที่นอนที่สบาย หาไม่กี่ปีมันก็พบที่นอนสบาย. นี่ก็เรียกว่ามันทำได้โดยเป็นสัญชาตญาณ. คนเรา ก็เหมือนกัน ; ถ้าตั้งใจไว้อย่างไหนผิด มันก็ ไม่สบาย , แล้วตั้งใจใหม่ หาใหม่, ตั้งใจใหม่ หาใหม่ ให้ถูกเเล้ว มันก็สบาย. จงรู้จักทำจิตใจให้เหมือนสัตว์ หาที่นอน จนพบที่นอนที่ถูก แล้วก็ นอนสบาย ; เหมือนสุนัข หาไม่กี่ปี ไม่เกิน ๕ ปี มันจะพบที่นอนที่สบาย. เพราะฉะนั้น เรา อย่ากลัวกันนัก ในเรื่องที่ ไม่ได้เล่าได้เรียนพระคัมภีร์ พิจารณาดู จะเห็นได้ว่า เราอาจจะได้ เรียนธรรมะจากที่ได้เห็น ของจริง จากความทุกข์โดยตรง . ความทุกข์นั้นมันสอนให้ฉลาด, ส่วน ความสุขมันล่อให้เพลิดเพลิน ให้หลงใหล ให้อวดดี ยกหูชูหาง. ความทุกข์มันสอนความจริง สอนให้ฉลาด สอนให้จริงๆ ด้วย แต่ก็ ยังไม่ค่อยจะมีใครเข้าใจ ; เรื่องความทุกข์สอนนี้ยิ่งไม่ใคร่จะเข้าใจ มัวหลงแต่ ความสุข ความทุกข์ก็เลยไม่สอน. คนก็เลยโง่ดักดานตลอดชาติ. เวลาที่เป็นสุขอยู่นั้น ความทุกข์ไม่ได้สอน, ครั้นเวลาเป็นทุกข์ ก็ไม่เรียน ไม่สนใจจะเรียนจากความทุกข์ , มันก็เลยไม่มีการเรียน จึง เรียกว่า มันโง่ดักดานตลอดชีวิตเลย . ทีนี้ เราจะ ต้องแก้ลำ : พอมีความสุขขึ้นมา ก็ดูให้ดีๆ อย่าเพ่อถือว่า เรามีความสุข, พิจารณาดูให้ดี ๆ ให้เห็นว่า ความสุขนั้น มันจะหลอกลวงเราที่ ตรงไหน ; พอมีความสุข ต้องดูให้ดี ๆ ในเรื่องความสุข.

น.416 พอมีความทุกข์ ยิ่งต้องดูให้ดียิ่งขึ้นไปอีก : ต้องไม่ร้องไห้ ไม่เสียใจ ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย. ศึกษาความทุกข์เข้าจริง ๆ จะรู้ดีว่า ก็พอเรา ไปทำ ผิดเข้า ก็เพราะว่า เรามันโง่เอง , ไปทำเข้าอย่างนั้นแล้ว มันก็ต้องมีความทุกข์ นอนไม่หลับ ; นั้น ไม่เท่าไร ก็จะพบต้นเหตุที่นอนไม่หลับ, ไม่เท่าไรก็จะพบ ต้นเหตุที่ทำให้เป็นโรคเส้นประสาท หรือโรคอะไรต่าง ๆ. นี้เรียกว่า เป็นการเรียนจากความทุกข์ เราจึงต้องนับถือว่าความทุกข์นี้ ทำให้เป็นครู เรา ต้องขอบใจความทุกข์ ที่ทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ; ถ้าความทุกข์ไม่มี พระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด. เรากล้าพูด กล้ายืนยันว่า ความทุกข์ในโลกนี้แหละสร้างพระพุทธเจ้า ขึ้นมา; เพราะฉะนั้น เราจึงต้องขอบใจความทุกข์, เอาใจใส่ต่อความทุกข์, เคารพมันบ้าง. พอมีความทุกข์ชนิดไหนเกิดขึ้น ก็อย่าให้เป็นความทุกข์ ชนิดที่ มาทำให้เราเป็นบ้า ให้มืดมัว ให้ร้องห่มร้องไห้; แล้วพยายามที่จะ ศึกษาให้ รู้จักความทุกข์ เดี๋ยวก็จะพบเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์, เดี๋ยวก็จะพบวิธีให้ ดำรงตนอย่างที่จะไม่ให้พบความทุกข์ ไม่ให้มีความทุกข์. การ เรียนจากความทุกข์อย่างนี้แหละดี จะเป็นการปฏิบัติขั้นสูงสุด ขึ้นมาได้ อย่างน่าประหลาด เรียกว่ามาเหนือเมฆ โดยไม่นึกไม่ฝัน มาอย่าง ไม่ต้องเรียนอะไร มาอย่างไม่ต้องทำอะไร ขอให้สังเกตให้ดี ๆ. คนเรา มัก หวังแต่ที่จะมีนั่นมีนี้ รู้นั่น รู้นี่ . ได้นั้นได้นี่มากเกินไป จนปิดอุดเรื่องที่จะรู้เสียหมด เรื่องที่จะรู้กันได้ง่าย ๆ ก็บีดเสียหมด ไม่สนใจ ;

น.417 ๓๙๗ แล้วก็มัวแต่จะ ถามคนอื่นเสียเรื่อย . ถ้าไม่มีใครให้ถาม ก็เที่ยวคว้าหาหนังสือ มาอ่านเสียเรื่อย, ไม่พยายามที่จะเรียนเอาจากความทุกข์ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ กับตัวเรา. ถ้าพยายาม ศึกษาสิ่งที่มันเกิดขึ้นมา แล้วกระทบกระทั่งจิตใจตัวเรา เดี๋ยวก็ จะรู้ขึ้นมา. นี่ควรจะนึกไปอีกทางหนึ่ง คือนึกถึงคนที่ไม่รู้หนังสือ : คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่อยู่ตามทุ่งนา รู้จักแต่เรื่องทำนา แต่ก็ยังรู้จักหลาบ รู้จักจำ ไม่คิดไม่นึก ชนิดที่จะทำจิตใจให้เป็นทุกข์ แล้วเขาก็ไม่เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน. เรื่องที่จะพูดให้ฟังในวันนี้ ก็มีรายละเอียดอยู่ในเทปที่พูดไว้ เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปรมัตถ์ที่ไม่ใช่ปริยัติ, ปรมัตถ์ที่มาเหนือเมฆ ซึ่งพวกท่านทั้งหลาย ไม่เคยสนใจ ไม่ใคร่สนใจ ผ่านอยู่ทุกวัน ผ่านไปผ่านมาทุกวัน เห็นเป็นเรื่องใช้ ไม่ได้. แต่ที่จริง มันเป็นเรื่องใช้ได้. วันนี้พูดได้เท่านี้ ขอให้สังเกตว่าพูดอย่างสำเนียงพื้นเมือง ไม่ใคร่ไอ ถ้าพูดอย่างบางกอก ไอบ่อยทุกที. เวลาล่วงไปมากแล้ว ขอให้เปิดเทปครั้งที่ ๑๒ ฟังต่อไป. ( องค์บรรยายจบเพียงเท่านี้ เพราะไม่สบาย)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต