น.418 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ครั้งสุดท้าย ของภาคอาสาฬหบูชา ได้มาสิ้นสุดลงในวันนี้ เป็นวันเสาร์ และ เผอิญมาพ้องกันกับวันทำบุญ ศารท ตา - ยาย จึงจำเป็นที่จะต้องรวมเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ในการบรรยาย ประจำวันนี้ ไม่ให้ขาดไป แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. สำหรับหัวข้อการบรรยาย ของการบรรยายภาคนี้มีอยู่ว่า "ปฏิปทา- ปริทรรศน์" ซึ่งแปลว่า การมองดูทั่ว ๆ ไปรอบด้าน อันเกี่ยวกับการปฏิบัติ
น.419 ธรรม ; เราก็ได้พูดกันมาหลายแบบ ๑๐ กว่าแบบ ให้เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติ แต่ละแบบ ๆ ไป. หวังว่า ท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ และเอาไปใช้ได้ตามสมควรแก่ความพอใจของตน ๆ. แบบสุดท้าย ที่จะพูดวันนี้ ก็ดูแทบจะไม่มีอะไร ที่จะเป็นจริงเป็นจัง แต่กลับจะ เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง ยิ่งกว่าแบบใดไปเสียอีก. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า การปฏิบัตินั้นมีอยู่ในหลาย ๆ รูป ; แม้ที่สุดแต่ว่า เราจะต้องเรียนให้รู้ก่อน. การพยายามเรียนนี้ก็รวมอยู่ในการปฏิบัติเหมือนกัน ซึ่งผู้นั้นจะต้องเรียน, ครั้น เรียนแล้วก็มาปฏิบัติตามที่เรียนมา อย่างสูงสุดก็เรียนแค่ปฏิบัติกรรมฐานภาวนา ; แม้อย่างนั้นก็มีหลายแบบ แต่ละแบบก็เป็นการปฏิบัติด้วยการตั้งใจปฏิบัติ ; นี้ก็มี อยู่อย่างหนึ่ง. การปฏิบัติ อีกอย่างหนึ่งนั้น แทบจะมองไม่เห็น คือมัน ซ่อนตัวอยู่ ในสิ่งที่เราเรียกกันว่า วัฒนธรรมประจำชาติ ประจำบ้านเรือน. ขอให้ ท่านสังเกตดูให้เกิดความเข้าใจในข้อนี้ว่า : การปฏิบัติอย่างหนึ่งนั้นก็เห็นชัด เห็น" ทนโท่แล้ว เราเรียกว่าการปฏิบัติ ซึ่งพยายามกันอยู่อย่างโน้นอย่างนี้ เป็นเกลียว ไปทีเดียว ; นี่ก็เป็นการปฏิบัติแบบหนึ่ง. ทีนี้ การปฏิบัติแบบหนึ่งนั้น มีซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมทั่วไปของ คนเรา , แล้วยังมี ซ่อนอยู่ในจิตใจในสันดาน ซึ่งมองเห็นได้ยาก ; แล้วลองเปรียบเทียบดูว่า ใน ๒ อย่างนี้ อย่างไหนมันช่วยพวกเราได้มาก. ถ้าจะพิจารณากันดูให้ดี ๆ โดยไม่ต้องลำเอียงแล้ว " การปฏิบัติธรรม ที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน นั่นแหละ ช่วยได้มาก ; เพราะว่า
น.420 ๔๐๑ ปรมัตถ์ปฏิปทา ที่มองไม่เห็นตัว ทำสืบ ๆ กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย ไม่รู้ว่ากี่ชั่วหรือกี่ ๑๐ ชั่วมาแล้ว จนเป็นนิสัย สันดาน เช่นว่าทำไมคนไทยจึงมีอัธยาศัยอย่างนี้ ซึ่งก็ต้องพูดได้ว่า ผิดจากคนแขก คนฝรั่ง ฯลฯ. ทำไมคนไทยจึงมีอัธยาศัย ที่แสดงออกมาอย่างนี้ , มีนิสัยใจคอ ข้างในอย่างนี้, มีกิริยาท่าทางอย่างนี้, เรียกว่ามีบุคลิกภาพของคนไทย หรือว่า มีเอกภาพที่ไม่เหมือนใคร เป็นของคนไทยโดยเฉพาะ ; นี้ได้มาแต่ไหน ? นี้ก็ ได้มาแต่การปฏิบัติที่มองไม่เห็นตัว ที่ซ่อนอยู่ลึกในวัฒนธรรมประจำชาติ ซึ่งคนทุกคนจะต้องทำอย่างนั้น โดยไม่มีใครต้องเตือน ไม่มีใครต้องบังคับ. ถ้ายังเป็นผู้เคร่งครัดต่อวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของพุทธ- บริษัท ก็ยังทำเต็มที่อยู่ ; แม้แต่จะนอน ก็ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน : บางคนก็จะทำโดยวิธีไหว้พระสวดมนต์ เป็นต้น. อิทธิพลของวัฒนธรรม ทำให้ คนไทยมีนิสัยแสดงออก เป็นความเมตตาปรานี และกรุณา ไม่โกรธ และให้อภัย มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ . คนโบราณเขาพูดกัน ที่เราได้ยินจนชินหูว่า "นกกินเป็นบุญ คนกิน เป็นทาน’ , ชาวไร่ชาวนาจะต้องพูดกันอย่างนี้ เพราะมันติดมาในนิสัยสันดาน หลายชั่วคนมาแล้วว่า ถ้าพืชผลที่เราปลูกนี้ มีคนขโมยเอาไป หรือว่า สัตว์ทั้งหลาย มากิน เขาก็ตัดบทออกไปว่า "นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน" ; แล้วเรา ไม่เรียกเขาว่าขโมย. เมื่อไม่เรียกเขาว่าขโมยแล้ว จะไปโกรธเขาได้อย่างไร. นี่ก็แปลว่าเป็นลักษณะของคนไทย พุทธบริษัท.
น.421 นี่คือ การปฏิบัติอย่างยิ่ง ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดในวัฒนธรรม ในการประพฤติ ที่เป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี, แล้วยัง ซ่อนอยู่ในจิตใจ ของคน เหล่านั้น มีประจำอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้น. ถ้ายังเป็นอยู่ในลักษณะ อย่างนี้ก็เรียกว่ายังเป็นพุทธบริษัทที่ดีเต็มที่ และ มีการปฏิบัติอยู่ ในนั้น โดยไม่ต้อง มองเห็น ก็ได้ . นี่แหละ อาตมาได้พูดเรื่องการปฏิบัติ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น มามากแล้ว ; วันนี้ก็จะพูดถึง " การปฏิบัติที่มองไม่เห็นตัว " ที่เขาได้ทำกันมา หลายสิบชั่วบรรพบุรุษ จนกลายเป็นเหมือนกับว่า ไม่ได้ปฏิบัติอะไร. แต่แท้จริง ได้ปฏิบัติอยู่ในสายเลือด, ปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งเคยชิน เป็นนิสัย แล้วถ่ายทอดนิสัยนี้มายังลูกหลาน เราจึงได้มีคน หรือมนุษย์เหมือน อย่างที่เรากำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้. ถ้าเราไม่มีการปฏิบัติที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดอย่างนี้ ก็ต้องเป็นคนชนิดอื่น เหมือนกับคนที่เป็นชาติอื่น ภาษาอื่น ซึ่งไม่เหมือนเรา ก็แล้วกัน. ทีนี้ เดี๋ยวนี้ เรามักจะละเลยขนบธรรมเนียม ประเพณีของ บรรพบุรุษ ; พอได้เล่าได้เรียนนั่นนี่ขึ้นมาแล้ว ก็ยกหูชูหาง ว่า นี่ใหม่กว่า สูงกว่า อะไรกว่า ไปตามความโง่, คล้ายๆ กับเป็นคนเนรคุณต่อวัฒนธรรม ประจำชาติ หรือว่าต่อระเบียบปฏิบัติ ที่บรรพบุรุษเขาได้สะสมใส่ไว้ให้ในสันดาน นั้น เราไม่ใคร่จะสนใจ ; ไปสนใจต่อของแปลก ๆ ใหม่ ๆ จนกระทั่งลืมตัว. ขอให้มามองดูกันใหม่ ด้วยความไม่ประมาท และมีความสลดสังเวชใน ข้อที่ว่า เราได้ปล่อยให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง จนเสื่อมไปเสียมากมายทีเดียว.
น.422 ๔๐๓ ปรมัตถุปฏิปทา ที่มองไม่เห็นตัว ขอให้ไปคิดกันใหม่ ไปตั้งต้นกันใหม่ก็ได้ หรือว่าไป รื้อฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ก็ได้ ว่า วัฒนธรรมอะไร ๆ ที่ดีงามของบรรพบุรุษนั้น ควรต้องทำให้กลับมา ; แล้ว เราก็จะต้องเป็นไทยแท้ เหมือนเดิมอีก คือ เป็นไทยที่เป็นพุทธบริษัท มี จิตใจ อย่างคน ไทย คือไม่เป็นทาสของกิเลส ไม่เป็นทาสของวัตถุ แล้วก็ไม่โง่เขลา เพราะว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ถ้าพูดต่อไป ก็จะมากเรื่อง จะยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็แทบจะไม่ไหว จึงจะยกตัวอย่างมา อย่างเล็ก ๆ ที่สุด ว่า เดี๋ยวนี้ ถ้าจะ กล่อมลูกให้นอน จะกล่อม ว่าอย่างไร ? เมื่อครั้ง คนโบราณ เขากล่อม เขาจะ กล่อมอย่างเรื่อง นิพพาน ในบท “มะพร้าวนาฬิ เกร์" เป็นต้น หรือบทศีลธรรมอื่น ๆ อีกมาก. ตกมาถึง สมัยนี้ พอจะกล่อมลูกให้นอน เขาจะ กล่อมด้วยบทไหนกัน ? ที่ได้ยิน ๆ อยู่ เขากล่อมด้วยบทไอ้ทุย, "หรือกล่อมด้วยบทที่เป็นเพลงไทยสากล โสกโดก น่าเกลียด น่าชัง , อย่างนี้แล้ว มันจะไม่เปลี่ยนนิสัยอย่างไร ในเมื่อ แม่หรือพี่สาวกล่อมน้องนั้น ได้เปลี่ยนนิสัย ให้ลูกเด็ก ๆ ได้ยินแต่อย่างนั้น มันก็เปลี่ยนนิสัยไป. นี่ดูเถิด, แม้แต่บทกล่อมลูกให้นอน "ก็เป็นสิ่งที่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำไว้ ดีแล้ว แล้วเราก็มาทำลายให้ค่อย ๆ หมดไป ๆ จนกระทั่งว่า มันจะขี้เกียจ ไม่ กล่อมลูกให้นอน, มีสันดานเลวลงไปจนถึงกับว่า ไม่กล่อมเอาเสียเลย. ถ้าจะคิดกันว่า กล่อมลูกให้นอน หรือกล่อมน้องให้นอนนี้ไม่ใช่ร้อง เพลง แต่ว่าเ ป็นเรื่องสอนศีลธรรม จริยธรรม ให้มันฝังลงไปทีละน้อย ๆ นั้น
น.423 จนกว่าจะหลับไป อย่างนี้จะมีผลอย่างไรบ้าง ? อาตมาคิดว่า ต้องดีกว่าไม่ทำ หรือดีกว่าจะร้องเพลงไทยสากลบ้า ๆ บอ ๆ ไปตามเนื้อเรื่องของเพลงนั้น. นี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องหลาย ๆ เรื่อง ที่เป็นเรื่อง ใหญ่มาก ตรงที่ว่า ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม เหล่านี้ได้สร้าง ดวงจิต สร้างดวงวิญญาณของเราชาวไทย ขึ้นมา ตั้งพันกว่าปีแล้ว ให้อยู่ ในร่องในรอยของพระธรรม หรือของพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเรามีความเป็น พุทธบริษัทอยู่ในเนื้อในตัว ; นั่นแหละคือข้อปฏิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นตัว และวัฒนธรรมนั้นเองเป็นผู้กระทำ จะว่าใครเป็นผู้กระทำโดยเฉพาะก็ไม่ได้, ต้อง ร่วมมือกันทุกฝ่าย ต้องฝั่งอยู่ในสายเลือด. สรุปความแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ระลึกนึกถึงข้อนี้ แล้วก็ พยายาม ที่จะ รักษา เอาไว้ ซึ่ง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี ทุกอย่างไป. อย่าง ที่ได้พูดมาแล้ว เมื่อตอนเช้าว่า เรื่องทำบุญตา - ยายนี้มิใช่อะไรอื่น มันเป็นเรื่อง กล่อมเกลานิสัยของเราให้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที. ถ้าคนแต่ละคน ในโลกนี้มีนิสัยสันดานกตัญญูกตเวทีแล้ว มันปลอดภัย ไปหมด : ตัวเองก็ไม่เป็นอันตราย, ผู้อื่นก็ไม่เป็นอันตราย ; เพราะ คนกตัญญูนั้น ทำชั่วไม่ลง เนื่องจากเห็นพระคุณ ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า แล้วไม่กล้า ทำให้ผืนพุทธประสงค์. อีกประการหนึ่ง เมื่อระลึกถึงคุณของบิดามารดา ครูบาอาจารย์แล้ว ก็จะไม่ทำให้ผิดประเพณีอะไรไป จะมีแต่การประพฤติดีอยู่เรื่อย. และพระพุทธ-
น.424 ศาสนาก็สอนเราอยู่ว่า ทุกคนมีบุญคุณแก่กันโดยธรรมชาติ ให้รักใคร่ ให้ถือว่า ทุกคน เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย อะไรอย่างนี้ ก็เลยสบาย ไม่มีความเบียดเบียน, ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้เราต้องเดือดร้อน. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจในการปฏิบัติธรรม ที่อยู่ในสายเลือด ที่มองไม่เห็นตัว กันให้มาก ๆ นี่เอามาพูดเป็นเรื่องสุดท้าย ของชุด ปฏิปทาปริทรรศน์ อย่างที่ท่านทั้งหลายมาทำบุญตา - ยาย บางคนก็จะคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่อง มาปฏิบัติธรรม ; แต่ถ้ามองให้ดีมันก็เป็นการปฏิบัติธรรมด้วยเหมือนกัน เพราะว่า มาหัดกตัญญูกตเวที. แต่ที่ปฏิบัติมากกว่านั้นก็คือต้องบังคับตัวเอง ให้ต้องมา ต้องเหนื่อย ต้องเปลือง ต้องเสียสละ แล้วจะไม่เรียกว่าปฏิบัติธรรมอย่างไรกัน ; เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อการเสียสละ และเพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว , เพื่อจะกีดกันกิเลสแล้ว ก็ เรียกว่าปฏิบัติธรรม ทั้งนั้น. ถ้า คนมีกิเลส แล้ว จะไม่บังคับตน ให้ทำอย่างที่กล่าวมา; ถ้าทำ อย่างนั้นก็ต้องย่ำยีกิเลส เพราะฉะนั้นจงทำไปตามระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีอยู่แล้ว, แล้วจะเป็นการย่ำยีกิเลสอยู่ในตัว. เช่นว่า ขยันมาวัด ก็จะขจัด ความเกียจคร้านได้, หรือว่ามาทำบุญให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็จะขจัดความไม่รู้บุญคุณ ของผู้อื่นได้ อย่างนี้เป็นต้น. การมาวัดอย่างนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมไปทุกกระเบียดนิ้ว. อย่ามอง ข้ามในข้อที่ว่า เพียงแต่ มาวัด ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องระเบียบของการมาวัด เท่านี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวเอง. ที่นี้กลัวแต่ว่า จะมาวัดในลักษณะที่ไม่ ใช่เป็นการมาวัด มาอย่างทัศนาจร ; อย่างนี้ไม่ใช่เป็นการมาวัด ; แต่ว่ามา อย่างพวกจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ มาเที่ยว มาทำความรำคาญให้คนอื่น อย่างนี้ไม่ใช่มาวัด
น.425 ถ้ามาวัด จะต้องมาให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของการมาวัด ที่ว่า "มาวัด" นี้มาลิป อย่างไร, มาทำไม. ถ้าลองนึกดู ถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่า พอเข้ามาที่ประตูวัดแล้ว ก็ต้องสำรวมระวัง : แม้เพียงจะสำรวมระวังว่า "เงียบ ๆ เถอะ พระท่านจะนอน" อย่างนี้ก็ยังดีกว่าที่จะไม่สำรวมระวังเสียเลย. แต่ประเพณีอันดีนั้น มีระเบียบอยู่ ; เพราะว่าวัด ยังเป็นที่ฝึกฝนจริตนิสัยของคน ; เพราะฉะนั้น จึงมีระเบียบ, เมื่อเข้า มาในวัดต้องมีระเบียบ : เมื่อจะนั่ง หรือยืน หรือเดินอยู่ในวัด จักต้องอยู่ในระเบียบ ; เพศ เพราะว่ามันไม่ใช่กลางทุ่งนา. ถ้าอยู่กลางทุ่งนา จะหัวหกก้นขวิดกันอย่างไรก็ได้. แต่ถ้าในวัดแล้ว ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบ ของวัด. เมื่ออาตมาเล็ก ๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง ที่ว่ามันน่าเลื่อมใส ; เช่นว่า พอจะเข้ามาในวัดก็เอาทรายที่คลองมากำมือหนึ่งบ้าง ขันหนึ่งบ้าง, หมายความว่า เอามาใส่วัด ทุกคนเลย. พอจะกลับบ้าน จะออกจากวัด ก็ยังสลัดดินที่เท้าให้ หลุดไปเสีย ด้วยคิดว่า อย่าเอาคืนที่วัดติดไปบ้าน, แล้วก็ยังคำเอาใบไม้แห้ง ๆ หรือขยะมูลฝอย อะไรต่าง ๆ ออกไปทิ้งนอกวัดด้วย. เดี๋ยวนี้ใครทำอย่างที่เล่ามาบ้าง ? "มีใครทำที่ไหนบ้าง? ขอให้ลองคิดดู. เมื่อสัก ๓๐ - ๔๐ ปีมาแล้ว เขายังทำกันอยู่ ; อาตมาก็ยังเห็นทำอย่างโบราณกันได้ ; แต่เดี๋ยวนี้มีใครทำอย่างนี้บ้าง. นี่ก็แปลว่า จิตใจของคนเดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนกัน เสียแล้ว กับจิตใจของคนยุคก่อน สมัยก่อน.
น.426 ๔๐๗ ปรมัตถ์ปฏิปทา ที่มองไม่เห็นตัว คนสมัยก่อนเขามีความคิดว่า "แม้แต่จะเอาทรายติดฝาเท้าออกไปสักเม็ด สองเม็ด ก็ยังเป็นการกระทำความผิด เป็นบาปกรรมเสียแล้ว แล้วจะมีจิตใจไหน มาโกงเงินวัด หรือมาบุกรุกทรัพย์สมบัติในวัด หรือมาทำอะไรต่าง ๆ อีกแล้ว .. และที่เขามีความคิด ถึงกับว่า" เอาทรายกำมือหนึ่งจากในคลองมาโรยในลานวัด ก็ยังเป็นการได้กุศล เพราะได้เพิ่มลานวัดให้สวยขึ้น ให้สูงขึ้น ; แสดงว่า แม้แต่ เรื่องเล็กเรื่องน้อย เขาก็ไม่เห็นเป็นเล็กน้อย แต่เห็นเป็นเรื่องใหญ่, เป็นเรื่องกุศล เขาก็อุตส่าห์ทำ. ลองคิดดูว่า จิตใจอย่างนี้จะหยาบ หรือละเอียด, จะเป็นจิตใจ กระด้าง หรือว่า จิตใจอ่อนโยน. ปู่ - ย่า - ตา - ยาย ของเรา มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทำจิตใจ ให้อ่อนโยน ; ความอ่อนโยนนั้นเป็นได้เพราะอะไร ? ขอให้คิดดูต่อไป. ความ อ่อนโยนมีได้ ก็เพราะว่า เขากำจัดความแข็งกระด้างของกิเลสออกไปเสียได้ ; กิเลสนั่นมีลักษณะแข็งกระด้าง. ทีนี้เราทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ความกระด้าง ของกิเลสหมดไป จิตใจมันก็อ่อนโยน ; เพราะฉะนั้น พุทธบริษัท จึงมีจิตใจ อ่อนโยน. นี่ความอ่อนโยนแฝงอยู่ในประเพณี อย่างนี้. ต่อมา เราคอยแต่จะลิดรอนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี ที่งาม เรา จึงมีจิตใจกระด้างโดยไม่รู้สึกตัว , พร้อมกันนั้น เราก็ไปหลงใหลในเรื่องที่ สนับสนุนแต่ในเรื่องอันเป็นกิเลสมากขึ้น. นี่รวมความว่า การปฏิบัติธรรมอยู่ใน สายเลือดนั้น ได้ร่อยหรอไป หมดไปไม่มีเหลือ แล้วจะไปโทษใคร ขอให้ลองคิดดู
น.427 เอาละ เป็นอันว่าวันนี้ เราก็ได้ทำพอให้ครบเรื่อง ทั้งที่ว่า มันมี อุปสรรค มีฝนตก ก็ขอให้ทำไปในลักษณะที่ว่า ทำบุญตา - ยาย ก็ได้ทำแล้ว, การแสดงธรรมประจำวันเสาร์ก็ได้ทำแล้ว ด้วยเรื่องปฏิปทาปริทรรศน์อีกแบบหนึ่ง ที่มองไม่เห็นตัว. แม้แต่จะพูดได้เพียงน้อย ๆ อย่างนี้ ก็อาจจะไปทำความเข้าใจ ให้แจ่มแจ้ง ให้เต็มรูปเต็มร่าง เหมือนกับเป็นแนวการปฏิบัติอย่างหนึ่งได้. ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้ ให้พระสงฆ์สวดคณะสาธยายตามเคยต่อไป. ๑ การบรรยายธรรมต้องยุติ เพราะฝนตกหนัก สถานที่บรรยายใช้ที่บริเวณ หินโค้ง เชิงเขาพุทธทอง ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ไม่มีเครื่องมุงบัง, ผู้จัดทำ
Buddhadasa