น.428 ภาคผนวก พระบาลีเรื่องปฏิจจสมุปบาทต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ควรศึกษา ประกอบข้อความแห่งเรื่องปฏิปทาปริทรรศน์อย่างยิ่ง ; ดังนั้น จึงนำมาใส่ไว้ ในฐานะเป็นเรื่องผนวกแห่งเรื่องนั้น. - ผู้จัดพิมพ์
น.429 ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดว่าด้วยหลักปฏิบัติในรูปแบบของปฏิจจสมุปบาท ตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้กล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า :- (๑) "เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; ๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. ล. ๑๖/๘๙/๑๖๖, และ สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓ ; กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้น ซึ่งมีภิกษุ รูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้วย. ๔๑๑
น.430 เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู่ ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห้งตา ทุกตัวอักษร) ต่างกันแต่ชื่อในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่ง มโน จึงเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). (๒) เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมเเห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๓) เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ ....
น.431 .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ . (๔) เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (สิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา : .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๕) เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิดกาย วิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๖) เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
น.432 เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. .... .... .... .... (๑) เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา. นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.433 (ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่ชื่อ. ในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่ง มโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). (๒) เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๓) เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มานวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... ..... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ..... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๔) เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (สั้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.434 (๕) เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... .... ฯลฯ .... ความดับลงเเห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๖) เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ : เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นและ ชรามรณะ (โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". สมัยนั้น ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระ- เนตรเห็นภิกษุผู้ยื่นแอบฟังนั้นแล้ว ได้ทรงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า "ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้วมิใช่หรือ?
น.435 " ได้ยิน พระเจ้าข้า " "ดูก่อนภิกษุ ! เธอจง รับเอา ธรรมปริยายนี้ไป. กับแก ดูก่อนภิกษุ ! เธอจง เล่าเรียน ธรรมปริยายนี้ .... ดูก่อนภิกษุ ! เธอจง ทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อน ภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์, เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ’, ดังนี้ แล. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องเที่ยวแสวงหาครู" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ . ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการ แสวงหาครู เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ .. . อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา. .. ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้ :- ) ๑. สัตถาปริเยสน (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. ส.๑๖/๑๖๐/๓๐๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
น.436 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, " ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการแสวง หาครู เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, . ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องทำการศึกษา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, .. ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการ ศึกษา เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ .... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ .... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัว อักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สิกขา (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.437 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ทำการศึกษา เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, .. ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, .... ในความดับไม่ เหลือแห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญโยคะ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, .. ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญ โยคะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา .... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. โยค (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.438 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึง บำเพ็ญโยคะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้ ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบฉันทะ" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 1. บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ ฉันทะ (ความพอใจ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า .. ชาติ ..... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา .. เวทนา ... ผัสสะ ... สพายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัว อักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. ฉันท (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๘/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เซตวัน. ..
น.439 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, .. ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ..... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบฉันทะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, .. ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอุสโลฬหี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ . ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, .. ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, . ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญ อุสโสฬหี (อุสสาหะ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ) .. ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้ (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ...... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ...นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อุสโสฬหี (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. ส. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.440 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญอุสโสฬหี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอัปปฏิวาณี" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง : กด เขาพึง บำเพ็ญ อัปปฏิวาณี (ความไม่ถอยหลัง) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, .. . ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่ง ชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน .... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ . นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อัปปฏิวาณี (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.441 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, .. ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง บำเพ็ญอัปปฏิวาณี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, .... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบความเพียรแผดเผากิเลส๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่ง ชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขา พึงประกอบ ความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ. .... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ .... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. อาศัปป (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๘/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.442 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ ความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย ..... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, . ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบวิริยะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ . ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, .. ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ,ผิดเขาพึง ประกอบ วิริยะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,. .... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ในความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. วิริย (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่ เชตวัน.
น.443 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, . ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบ วิริยะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, .. ในความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบการกระทำอันติดต่อ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ . ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง , เขาพึง ประกอบ การกระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ..... ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้. ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สาตัจจ (เปยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน, ส. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.444 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, .. ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง ประกอบการ กระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย. ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร. ... ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, กิมในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสติ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ. ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, .ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, . ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสติ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ในความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้ (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน .. ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ : - ) ๑. สติ (เปยยาล) วรรค อภิสมรสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เซตวัน.
น.445 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสติ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ . ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, .... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, . ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรม สัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ .. . นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๑. สัมปชัญญ (เป่ยยาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.446 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง ; เขาพึง อบรมสัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, .... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, . ในความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่ เป็นจริง, ดังนี้. ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญความไม่ประมาท ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ , ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ... ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง ? เขาพึง บำเพ็ญ ความไม่ประมาท เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ... ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, .. ใน ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, “ ... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. (ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สหายตนะ นามรูป ... วิญญาณ ... ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไป ข้างล่างนี้ :- ) ๒. อัปปมาท (เปยฮาล) วรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.447 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อ ไม่รู้ ไม่เห็น ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย. ... ซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง : เขาพึง บำเพ็ญความไม่ ประมาท เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ... ในความ ดับไม่เหลือแห่งสังขาร,... ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้. ทรงมุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องของการปฏิบัติ (มิใช่เป็นเพียงทฤษฎี) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา แก่ พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้ ครั้นภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะมือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. สูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.ส. ๑๖/๕/๑๙; ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.448 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ฯลฯ ...ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สัมมาปฏิปทา, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : มิจฉาปฏิปทา คือบุคคลเผลอหรือปล่อยสติ เมื่อ ตากระทบรูปเป็นต้น จนกระทั่งความเผลอสติ (ซึ่งในที่นี้เรียกว่า อวิชชา) นั้น ได้ทำให้ เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น อย่างครบถ้วนตามที่กล่าวไว้ในพระบาลีนี้ และได้รับผลเป็นความทุกข์ ในที่สุด. ส่วนสัมมาปฏิปทา มีนัยะตรงกันข้าม คือมีสติสมบูรณ์ในเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้น อวิชชาก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาอยู่แทน ; ดังนั้น อาการต่าง ๆ ก็ไม่ เกิดขึ้นในลักษณะที่จะมีความทุกข์ ในที่สุด. สรุปความได้อย่างสั้น ๆ ว่าความมีสตินั่นแหละ เป็นตัวปฏิปทาที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน เช่นการเห็นรูปด้วยตาเป็นต้นดังที่กล่าวแล้ว. การหลีกเร้นทำให้ง่ายแก่การรู้ปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียร ในการ หลีกเร้นเถิด . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง. ๑. สูตรที่ ๖ นกุลปีตวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐/๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.449 ก็ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ! ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่ เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งรูป .. แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา .. แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม เพลิดเพลิน ย่อม พร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมด อยู่. พิภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่ง อะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง รูป, เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้น คือ อุปาทาน. " เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็น ปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง เวทนา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ๑ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. ในกรณีแห่งรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งเวทนา, สัญญา, สังขาร, ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ไว้, ก็พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น. อนึ่ง แม้ในฝ่ายแห่งการดับไปของ เวทนา สัญญา เป็นต้น ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ไว้ ก็พึงทราบโดยนัยะนี้.
น.450 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ ซึ่งสัญญา ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ .. ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อม เมาหมกอยู่ซึ่ง วิญญาณ , กุ้งหล เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่ง วิญญาณ, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้น คือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็น ปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่ง สัญญา. .. แห่งสังขารทั้งหลาย . ... แห่งวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับแห่งรูป .. แห่งเวทนา .. แห่งสัญญา ... แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ?
น.451 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อม ไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำ สรรเสริญ ย่อม ไม่เมาหมก อยู่. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! " ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง รูป . เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ" ไม่เมา' หมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ใด ในรูป, นันทินั้น ย่อมดับไป เพราะ ความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่สรรเสริญ ย่อม ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง เวทนา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สัญญา ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
น.452 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่ง วิญญาณ . เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่ เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิใด ในวิญญาณ, นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะ ความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความดับแห่งรูป. . แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา .แห่งสังขารทั้งหลาย ... แห่งวิญญาณ, ดังนี้ แล. การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก็คือการเดินตามอริยัฏฐังคิกมรรค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทาง ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่าที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้น จึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลาย แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วย สระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับ นั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า "ขอท้าวพระกรุณา จงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทาง ๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
น.453 ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. .. ข้าพระเจ้าได้เดินตามทาง นั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. "" ขอพระองค์จง ตบแต่งสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้าง" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงตบแต่งสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้น ได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่งและ รุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคืออริยอัฏ- สังคิกมรรคนี้นั่นเที่ยว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้และ รอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่ง หนทางนั้น , เมื่อดำเนินตามไปอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา ; ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้ว ซึ่งชรามรณะ , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ ;
น.454 ๑ ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชาติ , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งภพ , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ. ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งภพ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งอุปาทาน, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง อุปาทาน ; .. ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งตัณหา , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ... ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งเวทนา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; . ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งผัสสะ , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสหายตนะ , . ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสพายตนะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งสหายตนะ ; ๑. ที่ละ ... ไว้ตรงนี้ และต่อ ๆ ไป มีข้อความเต็มว่า "เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้ว ซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา".
น.455 ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งนามรูป , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งวิญญาณ , ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง วิญญาณ ; เราได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เรา ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรานั้น ครั้นรู้ ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น ได้บอกแล้ว แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็น พรหมจรรย์ตั้งมั่นและรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศได้ด้วยดีแล้ว . หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตามข้อความข้างบนนี้ แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เมื่อดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ย่อมเป็นการรู้ปฏิจจสมุป- บาทไปตามลำดับ พร้อมกันไปในตัว ; ดังนั้น จึงถือเป็นหลักได้ว่า การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท อยู่อย่างขะมักเขม้นนี้ คือการที่กำลังดำเนินอยู่ ในอริยอัฏฐังคิกมรรค นั่นเอง. ขออย่าได้ ข้ามไปเห็นเป็นคนละเรื่องเหมือนดังที่เป็นกันอยู่โดยมาก ในที่ทั่ว ๆ ไป.
น.456 ปฏิบัติเพื่อการดับปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว " ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ เเห่งอุปทาน อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว." ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งตัณหา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖ / ๒๒ / ๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน
น.457 ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งเวทนา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งนามรูป อยู่ไซร้. ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว"
น.458 แรกจงพิน ดูก่อนภิกษุ! ถ้าภิกษุเป็น ผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เ พื่อความ ดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว", ดังนี้ แล. องค์ประกอบที่เป็นบุพพภาค ของการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท (มาคัณฑิยปริพพาชก ได้กราบทูลว่า "ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อท่านพระโคคมอย่างนี้แล้ว, ท่าน พระโคดมจะสามารถเพื่อแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า โดยประการที่ข้าพเจ้า จะลุกขึ้นจากอาสนะนี้ ใน ลักษณะแห่งผู้หายตาบอดได้ไหม พระเจ้าข้า ?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า :- ) ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านควร คบสัตบุรุษ . ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านคบสัตบุรุษ, เมื่อนั้นท่านจักได้ ฟังธรรม ของสัตบุรุษ. ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านได้พึ่งธรรมของสัตบุรุษ, เมื่อนั้น ท่านจัก ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว, เมื่อนั้น ท่าน จักรู้เอง เห็นเอง โดยแท้ ว่า " นี้คือโรค, นี้คือหัวดี, นี้คือลูกศร ; ๑. มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๔๕/๒๙๑, ตรัสแก่มากัญเทียปริพพาชก ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกรุ
น.459 โรค หัวฝี ลูกศร ทั้งหลาย ในกรณีนี้, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ (ใน ลักษณะเดียวกันกับข้อที่ว่า :- ) เพราะความดับแห่งอุปาทานของเรานั้น จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น. ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า โรค, หัวผี, ลูกศร, ในที่นี้ คือทุกข์อันเกิดจากตัณหา ตัณหาใด ๆ ล้วนแต่ต้องมาจากเวทนา ซึ่งออกมาจากการสัมผัส อารมณ์ด้วยอวิชชา ด้วยกันทั้งนั้น ; และตัณหานั้น ย่อมส่งต่อไปให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. การที่จะรู้จักหัวผี ลูกศร เป็นต้น แล้วกำจัดเสียให้ได้นั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรมของสัตบุรุษ ; ดังนั้น การที่ทุกคนคบสัตบุรุษ พึงธรรมเข้าใจแล้วปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ว่าในรูปลักษณะใด ย่อมเป็นการกระทำชนิด ที่เป็นบุรพภาคแห่งการทำลายกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เพื่อการดับทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าผิดไปจากนี้ ย่อมไม่มีความหมายอะไร และมิใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา. ผัสสะ คือนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพชิกธรรม (เรื่องนี้ใส่เข้ามาในฐานะที่เป็นหลักธรรมที่ช่วยการปฏิบัติ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งธรรมปริยายชื่อนิพเพชิกปริยาย แก่พวก เธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ๑. สูตรที่ ๙ มหาวรรค ฉกุก. อ. ๒๒/๔๕๗/๓๓๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
น.460 ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมปริยายชื่อนิพเพธิกปริยาย นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) กามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิด พร้อม) แห่งกามทั้งหลาย, เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่งกามทั้งหลาย, วิบาก (ผล สุกวิเศษ) แห่งกามทั้งหลาย, นิโรธ (ความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, นิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, (นี้, แต่ละอย่างๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง. (๒) เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย, "วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย, นิโรธแห่งเวทนา, นิโรธ- คามินีปฏิปทาแห่งเวทนา, (นี้, แต่ละอย่างๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๓) สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย, วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย, นิโรธแห่งสัญญา, นิโรธคามินี- ปฏิปทาแห่งสัญญา, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง. (๔) อาสวะทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , ม นิทานสัมภวะแห่งอาสวะ ทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งอาสวะทั้งหลาย, วิบากแห่งอาสวะทั้งหลาย, นิโรธแห่งอาสวะ, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งอาสวะ, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง (๕) กรรม อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานสัมภวะแห่งกรรม, เวมัตตตาแห่ง กรรม, วิบากแห่งกรรม, นิโรธแห่งกรรม, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม, (นี้, แต่ละ อย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง
น.461 (๖) ทุกข์ อันบุคคลพึงรู้แจ้ง , นิทานส้มภาวะแห่งทุกข์, เวมัตตตาแห่ง ทุกข์, วิบากแห่งทุกข์, นิโรธแห่งทุกข์, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งทุกข์, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง. (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถามคุณทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ คือรูปทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ .. . เสียงทั้งหลาย อันจะพึงได้ยินด้วยโสตะ ... กลิ่นทั้งหลาย อันจะ พึงรู้สึกด้วยจมูก . รสทั้งหลาย อันจะพึงรู้สึกด้วยลิ้น .ก. สัมผัสผิวหนัง อันจะพึงสัมผัส ด้วยกาย อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา (อิฏฐา) น่าใคร่ (กนฺตา) น่าพอใจ (มนาป่า) มีลักษณะ อันน่ารัก (บียรูปา) เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยแห่งความใคร่ (กามูปสฺฑิตา) เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด (รชนิยา) มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ หาใช่กามไม่ : ใน อริยวินัย เรียกอารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ว่า "กามคุณ" (หาเรียกว่ากามไม่) แต่ว่า : - ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก (สงฺกปฺปราด) นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลาย ในโลก นั้น หาใช่ถามไม่ ; ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตร ก็มีอยู่ในโลก ตามประสาของมันเท่านั้น ; ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งฉันทะ ในอารมณ์ อันวิจิตรเหล่านั้น ดังนี้.
น.462 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !! ก็นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกาม ทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกาม ทั้งหลาย คือ ผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ) แห่งกามทั้งหลาย เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย คือความใคร่ (กาม) ในรูปารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ ความใคร่ในสัททารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ ความใคร่ในคันธารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ ความใคร่ในรสารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ ความใคร่ในโผฏฐัพพารมณ์ ก็ อย่างหนึ่ง ๆ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? กะดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลมีความใคร่ในอารมณ์ใดอยู่” ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากกามใน อารมณ์นั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง มีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งถามทั้งหลาย . แห่งสัญญา, นิโรธดามินี- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิโรธแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกาม มี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกาม, ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
น.463 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งถามทั้งหลาย อย่างนี้ , ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งกามอย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่ง กามอย่างนี้ ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะ แทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งกาม (กามนิโรธ). (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา ทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งเวทนา ทั้งหลาย คือ ผัสสะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สุขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส (เหยื่อ) ก็มีอยู่, สุขเวทนา อันปราศจาก อามิส ก็มีอยู่ ทุกขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามีส ก็มีอยู่, "ทุกขเวทนา อันปราศจาก อามิส ก็มีอยู่ ; อทุกขมสุขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส ก็มีอยู่. อทุกขมสุขเวทนา อันปราศจากอามิสก็มีอยู่ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเสวยเวทนาใดอยู่ ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากเวทนานั้นให้เกิดขึ้น
น.464 เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง : ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งเวทนา ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งเวทนา มี เพราะความดับแห่งผัสสะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา , ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนาทั้งหลาย อย่างนี้ , ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งเวทนาอย่างนี้, ซึ่งนิโรธ- คามินีปฏิปทาแห่งเวทนาอย่างนี้ ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์ อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งเวทนา (เวทนานิโรธ). (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็น อย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา ทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ คือรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย คือ ผัสสะ .
น.465 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลายเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญาในอารมณ์คือรูปทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือเสียง ทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือกลิ่นทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาใน อารมณ์คือรสทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือโผฏฐัพพะทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือธัมมารมณ์ทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรา กล่าวว่า เวมัตตตาแห่งสัญญา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย .. เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งสัญญาทั้งหลาย ว่าเป็นสิ่งที่มีผลออกมาเป็นโวหารพูดอย่าง หนึ่ง ๆ (โวหารเวปฺกา) เพราะว่าบุคคลกระทำซึ่งสัญญาในสิ่งนั้น ๆ ว่าอย่างไร เขาย่อม กล่าวออกมาอย่างนั้น ๆ เช่นว่า เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ ๆ” เป็นต้น ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งสัญญา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งสัญญา มี เพราะความดับแห่งผัสสะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา , ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ๑. พึงเข้าใจว่า คำว่า "สัญญา" ในกรณีอย่างนี้ มิได้หมายถึงความจำล้วน ๆ แต่หมายถึงความรู้สึก จนมี ความสำคัญว่ามันเป็นอะไร หรืออย่างไรเป็นต้น,
น.466 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้ , ซึ่งเวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งสัญญา อย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา อย่างนี้ ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแห่งกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับ แห่งสัญญา (สัญญานิโรธ). (๔) ... ฯลฯ ... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงอาสวะ จักเว้นเสียไม่นำมา ใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง) ... ฯลฯ ... (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็กรรมอันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็น กรรม เพราะว่าบุคคล มีเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกรรม ทั้งหลาย คือ ผัสสะ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นสัตว์นรก มีอยู่. กรรมอันทำ สัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นเปรตวิสัย มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษย์โลก มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวย เวทนาในเทวโลก มีอยู่ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรม ทั้งหลาย.
น.467 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งวิบากแห่งกรรมว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือว่า วิบากในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก) ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรม ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรม ทั้งหลายมี เพราะความดับแห่งผัสสะ.๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม , ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งกรรม อย่างนี้ , ซึ่งเวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธ แห่งกรรม อย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม อย่างนี้ ; ในกาลนั้น อริยสาวก นั้น ย่อม รู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งกรรม (กัมมนิโรธ). ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญที่สุด ในตอนนี้ ที่ตรัสว่า แดนเกิดแห่งกรรมคือผัสสะ แดนดับแห่ง กรรม ก็คือผัสสะ ซึ่งแสดงว่า กรรมเกิดและดับ ในอัตตภาพนี้ อยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ; ดังนั้น วิบาก แห่งกรรม จึงมีได้ในอัตตภาพนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นชนิดทิฏฐธรรมหรืออุปปัชชะ หรืออปร- ปริยายะ ซึ่งมักจะเข้าใจกันไปว่า สองชนิดหลังนั้น จะมีต่อตายเข้าโลงไปแล้วเท่านั้น, ความถูกต้องใน เรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร ขอจงพิจารณาดูเถิด.
น.468 (๖) ... ฯลฯ .... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงทุกข์ จักเว้นเสีย ไม่นำมา ใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง) .... ฯลฯ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือธรรมปริยายอันชื่อว่า นิพเพชิกปริยาย นั้น. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าผัสสะ นั้น มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือข้อที่ผัสสะเป็นที่เกิดและที่ดับ แห่งกาม แห่งเวทนา แห่งสัญญา และแห่งกรรม. พวกเรายังมีความรู้เรื่องผัสสะกันน้อย เกินไป จึงไม่สามารถจะปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะกาม, ในการควบคุม เวทนา, ในการละเสียซึ่งสัญญา และในการทำความสิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. ผัสสะเป็น ตัวการสำคัญในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อมีการกล่าวถึงผัสสะ ในที่ใด ก็พึงทราบเถิดว่า ย่อมมีกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ครบถ้วนในที่นั้น ไม่ว่า จะเรียกชื่อว่ากาม หรือเวทนา หรือสัญญา หรือกรรม อันเป็นนิพเพธิกธรรม ดังที่กล่าว แล้วในพระบาลีนี้ ดังนั้น ควรจะถือว่า ผัสสะทั้งหลาย เป็นนิทานสัมภวะส่วนมากของ นิพเพชิกธรรม ที่บุคคลพึงรู้แจ้งแทงตลอด เพื่อความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ในที่สุด. ปฏิจจสมุปบาทแห่งการกำจัดอุปสรรค ขณะเจริญสติปัฏฐาน ดูก่อนอานนท์ ! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น, ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น ; คือภิกษุหรือ ภิกษุณีใดก็ตาม มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ อยู่ : ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุหรือ ภิกษุณีนั้นพึงหวังได้ว่า จักรู้พร้อมซึ่งคุณวิเศษอันโอฬาร อื่นจากคุณวิเศษที่มีแล้ว ในก่อน . 3 ภิกษุหรือภิกษุณีมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔ อย่างไหนเล่า ! ๑. อัมพปาลิวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๗/๑๑๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
น.469 ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่, ความเร่าร้อน (ปริฬาห) ในกาย อันมีกายเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นก็ดี หรือว่าความหดหู่แห่งจิตเกิดขึ้นก็ดี หรือว่าจิตฟุ้งไปใน ภายนอกก็ดี ; ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุนั้น พึง ตั้งจิตในนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส . เมื่อตั้งจิตในนิมิตเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส, ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีปราโมทย์แล้ว ปิติ ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีใจปิติแล้ว กาย ย่อมรำงับ ; ผู้มีกายรำงับแล้ว ย่อมรู้สึกเป็นสุข : เมื่อรู้สึกเป็นสุข จิตย่อมตั้งมั่น. ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า " เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา. เอาละ, บัดนี้เราจะนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้น". ภิกษุ นั้นย่อมนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้นด้วย ไม่กระทำซึ่งวิตกด้วย ไม่กระทำซึ่งวิจารด้วย. เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า "เราเป็นผู้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นผู้มีสติ มีสุขในภายใน" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา - จิต - และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ทรงแสดงไว้โดยนัยเดียวกัน) ดูก่อนอานนท์ ! ภาวนา ย่อมมีเพราะการตั้งจิตไว้ อย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้การแก้ไขอุปสรรค กิน แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นธรรมอันเอกอันสูงสุด ก็ยังต้องใช้วิธีการที่เรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาท ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีนี้ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เลื่อมใสนั้น สามารถกำจัดนิวรณ์หรืออุปสรรคของสมาธิได้, ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นวิธีการ กำจัดนิวรณ์โดยวิธีที่ละเอียด ลึกซึ้งเกินกว่าที่ทราบ หรือสอน ๆ กันอยู่.
น.470 ปฏิจจสมุปบาท เพื่อสามัญญผลในปัจจุบัน ( ๗ ประการ : อรหัตต์ ๒, อนาคามี ๕ ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การได้เห็น... การได้ฟัง ... การได้เข้าไปหา... การ ได้นั่งใกล้...การระลึกถึง... การบวชตาม... "(แต่ละอย่าง ๆ) ในภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา - วิมุตติ - วิมุตติญาณทัสสนะ - นั้น เรากล่าว (แต่ละอย่าง ๆ) ว่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เมื่อผู้ใดฟังธรรมของภิกษุเช่นนั้น แล้ว เป็นผู้หลีกออกทั้งทางกายและทางจิตอยู่ ย่อมตามระลึกตริตรึกซึ่งธรรมนั้น ... สติสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีสติสัมโพชฌงค์เจริญบริบูรณ์อยู่เช่นนั้นแล้ว ย่อมเลือกเฟ้น ย่อมพิจารณา ถึงการใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ... ธัมมวิจัย- สัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุณีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เจริญบริบูรณ์อยู่เช่นนั้น (ก็เป็นอันว่า) เธอเป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วไม่ย่อหย่อน .... วิริยสัมโพชฌงค์ ของเธอ นั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิรามิสบีติ (บีติอิงธรรมไม่อิงอามิส) ย่อมเกิดแก่ภิกษุ ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วเช่นนั้น ... ปีติสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญ บริบูรณ์ ; ๑. สีลสูตร ปีพพศวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๗๘ - ๑๐๒/๓๗๓ -๓๘๒.
น.471 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจบีติ ย่อมสงบรำงับ ... ปัสลัทธิสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จิตของภิกษุผู้มีกายสงบและเป็นสุข, ย่อมตั้งมันเป็น สมาธิ ... สมาธิสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ (ผู้มีสมาธิสัมโพชฌงค์) ย่อมเป็นผู้เพ่งซึ่งจิต อันตั้งมั่นดีแล้วอย่างนั้น ... (เป็นอันว่า) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึง ซึ่งความเจริญบริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุนั้นเจริญ ทำให้ มากแล้วอย่างนี้, ผลเป็นอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่เธอหวังได้. " ๗ ประการ อย่างไรเล่า ? ๗ ประการ คือ :- (๑) ย่อมบรรลุอรหัตตผลโดยพลัน ในทิฏฐธรรม (ทันควัน) นั่นเทียว, ( ๒) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมบรรลุอรหัตตผล ในมรณกาล ( เวลาที่กำลังจะตาย), (๓) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมเป็นอันตราปรินิพพานี (อนาคามี ) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕, (๔) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมเป็นอุปหันจปรินิพพานี ( อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕, (๕) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมเป็นอสังขารปรินิพพานี (อนาคามี ) เพราะสิ้นโอรัมภาคียสัญโญชน์ ๕, (๖) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมเป็นสสังขารปรินิพพานี ( อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคยสัญโญชน์ ๕, ( ๗) ถ้าไม่เช่นนั้น ... ก็ย่อมเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี(อนาคามี ) เพราะสิ้นโอรัมภาคียสัญโญชน์ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุนั้นเจริญ ทำให้ มากแล้วอย่างนี้, ผลเป็นอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่เธอหวังได้ อย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ขอให้ผู้ศึกษาสังเกตว่า ในกรณีที่เกี่ยวกับอานิ- สงส์ทั้ง ๗ ประการนี้ ไม่มีพระบาลีคำใดที่แสดงว่าเป็นเรื่องภายหลังจากการตายแล้ว (กายสุส เภทา ปรํ มรณา) ดังที่เราพูดหรือสอนกันอยู่ทั่วไป ๆ โดยไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ; ดังนั้น ในที่นี้จึงให้ชื่อว่า “สามัญญผลในปัจจุบัน".
น.472 ปฏิจจสมุปบาท เป็นสิ่งที่ต้องเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา แม้ที่ยังเป็นเสนะเป็นอย่างน้อย ครั้งหนึ่ง พระมุสิละ พระปวิฏฐะ พระนารทะ และพระอานนท์ อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้ เมืองโกสัมพี. ครั้งนั้น พระปวิฏฐะได้กล่วากะพระมุสิละว่า : - "ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้พังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้ กับทิฏฐิของตนเสีย ; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า “เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ' ดังนี้ ได้หรือ ?" “ ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการ เห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้น ได้ว่า ‘ เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ' ดังนี้". (พระปวิฏฐะได้ถามเป็นลำดับไปถึงข้อที่เกี่ยวกับชาติ เกี่ยวกับภพ เกี่ยวกับอุปาทาน เกี่ยวกับตัณหา เกี่ยวกับเวทนา เกี่ยวกับผัสสะ เกี่ยวกับสหายตนะ เกี่ยวกับนามรูป เกี่ยวกับวิญญาณ ด้วยคำถาม อย่างเดียวกัน พระมุสิละก็ได้ตอบยืนยันด้วยคำตอบอย่างเดียวกัน จนถึงข้อสุดท้าย : -) ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้พังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการพึ่งตาม ๆ กันมาเสีย, ๑. สูตรที่ ๘ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๔๐/๒๖๘,
น.473 เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้ กับทิฏฐิของตนเสีย ; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย' ดังนี้ ได้หรือ ?" " ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ทั้งจากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการ เห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้น ได้ว่า ‘ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ' ดังนี้". (พระปวิฏฐะได้ถามพระมุสิละต่อไปถึงอาการปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร เป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งข้อสุดท้าย :- ) ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากัน ได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘เพราะ มีความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร' ดังนี้ ได้หรือ " ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการ เห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็น ซึ่งธรรมข้อนั้น ได้ว่า ‘ เพราะมีความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร' ดังนี้ " .
น.474 " ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, ก เว้นการเห็นว่ามันเข้ากัน ได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘การดับ แห่งภพ คือนิพพาน ดังนี้ ได้หรือ ?" “ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ(ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มี พระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟัง ตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย, กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็น ซึ่งธรรม ข้อนั้นได้ว่า ‘ การดับแห่งภพ คือนิพพาน ' ดังนี้" “ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ?" เมื่อถูกถามอย่างนี้ พระมุสิละได้นึ่งเสีย. (ลำดับนั้น พระนารทะได้เสนอตัวเข้ามาให้พระปวิฏฐะถามปัญหาอย่างเดียวกันนั้นบ้าง เมื่อ พระปวิฏฐะถาม พระนารทะก็ตอบอย่างเดียวกันกับที่พระมุสิละได้ตอบแล้ว ทั้งในส่วน สมุทยวาร และ นิโรธวาร จนกระทั่งถึงคำถามและคำตอบคู่สุดท้าย :- ) "ดูก่อนท่านนารทะ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้พังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, ละเว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากัน ได้กับทิฏฐิของตนเสีย," ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านนารทะว่า การดับ แห่งภพ คือนิพพาน" ดังนี้ ได้หรือ? "
น.475 "ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการ เห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย ; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็น ซึ่งธรรมข้อนั้น ได้ว่า ‘ การดับแห่งภพ คือนิพพาน ' ดังนี้". ‘ ดูก่อนท่านนารทะ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ?" ‘ดูก่อนท่าน ! ธรรมที่ว่า ‘ความดับแห่งภพ คือนิพพาน’ นั้น เป็นธรรม ที่กระผมเห็นแล้วด้วยดี ด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา จริงๆ แต่กระผมก็หาเป็น พระอรหันตขีณาสพไม่. ดูก่อนท่าน ! เปรียบเหมือนบ่อน้ำ มีอยู่ริมหนทางอันกันดาร ที่บ่อนั้น เชือกก็ไม่มี ครูสำหรับตักน้ำก็ไม่มี. ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผด เผาแล้ว ถูกความร้อนครอบงำแล้ว อ่อนเพลียอยู่ หิวระหายอยู่ มาถึงบ่อนั้นแล้ว ; บุรุษนั้นมองลงไปในบ่อนั้น เขามีความรู้สึกว่า น้ำในบ่อนั้นมีอยู่ แต่เขาไม่อาจจะ ทำให้น้ำนั้นถูกต้องกายเขาได้, ฉันใด , ดูก่อนท่าน ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น !"ธรรมที่ว่า ‘ความดับแห่งภพ คือนิพพาน’ นั้น เป็นธรรมที่กระผมเห็นแล้วด้วยดี ด้วยยถาภูต- สัมมัปปัญญาจริง ๆ แต่กระผมก็หาเป็นพระอรหันตขีณาสพไม่". ครั้นพระนารทะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ได้หันไปกล่าวกะพระปวิฏฐะว่า "ดูก่อนท่าน ปวิฏฐะ ! ท่านเป็นผู้ขี้มักถามอย่างนี้ ได้กล่าวอะไรแก่ท่านนารทะบ้าง ?" พระปริฏฐะได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านอานนท์ ! ผมซึ่งเป็นผู้ขี้มักถามอย่างนี้ ไม่ได้กล่าวเรื่องอะไร ๆ กะพระนารทะเลย นอกจากเรื่องที่ งดงาม และเรื่องที่ เป็น กุศล ". ดังนี้ แล. ๑. ยถาภูตสัมมัปปัญญา คือ ปัญญาที่เห็นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง โดยไม่ต้องอาศัยเหตุ ๕ ประการ ดังที่ ได้กล่าวแล้วข้างต้น เช่น ความเชื่อตามคำของผู้อื่น หรือความชอบใจคำที่ผู้อื่นกล่าว ดังนี้เป็นต้น.
น.476 ๔๕๘ ปฏิจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมายเหตุผู้รวบรวม : การที่นำเอาเรื่องของพระสาวกมากล่าวไว้ในที่นี้ (ซึ่งล้วนแต่เป็นพุทธภาสิต) ก็เพื่อจะให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจความหมายของคำว่า "ยถาภูตสัม- มัปปัญญา” โดยชัดเจน จากถ้อยคำที่พระสาวกเหล่านั้นโต้ตอบกัน ; เนื่องจากว่า ไม่มี ที่ใดจะแสดงให้เห็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า "ยถาภูตลัมมัปปัญญา" ได้ดีกว่าข้อความใน เรื่องนี้. แม้การทำความเพียรในที่สงัด ก็ยังต้องปรารภขันธ์ห้า ตามวิธีการของปฏิจจสมุปบาท พระอานนท์ ได้กราบทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอ พระผู้มีพระภาค จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะเป็นผู้หลีกออกผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีคนส่งไปแล้ว (ในธรรมปฏิบัติ) อยู่เถิด พระเจ้าข้า!". พระผู้มีฯ พระภาค ได้ตรัสว่า :- ดูก่อนอานนท์ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ” ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ! ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า "นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา; นั่นเป็นตัวตนของเรา"; ดังนี้! ( " ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ). ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม รูปทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเรา ; นั่นไม่ใช่เรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของ เรา ; เธอพึงเห็นซึ่งข้อนั้น ด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา (ความรู้ทั่วถึงถูกต้องตามเป็นจริง) อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้. ๑. สูตรที่ ๑๐ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๘/๓๖๔, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน, ๐๐๐
น.477 (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัสถาม, ทูลตอบ, และตรัส อย่าง เดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น). ดูก่อนอานนท์ ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น : เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า "หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อทำความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก", ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า "การเห็นชอบ APPLE ตามที่เป็นจริง" นั้นมิได้มีความสำคัญเพียงในเรื่องราวอันเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นปฏิจจ- สมุปบาท แม้ในการทำความเพียรใด ๆ ก็ตาม ย่อมปรารภยถาภูตสัมมัปปัญญา คือการ เห็นชอบตามที่เป็นจริงด้วยกันทั้งนั้น ดังที่ได้ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องนี้. ผู้ศึกษาพึ่งเห็นความสำคัญของการเห็นชอบตามที่เป็นจริง เกี่ยวกับอุปาทานขันธ์ห้าดังนี้ เถิด. แม้สุขทุกข์ในภายใน ก็เกิดขึ้นเพราะปรารภขันธ์ห้า® ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร สุขและทุกข์ ในภายใน จึงเกิดขึ้น ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของ พวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่ ๑. สูตรที่ ๑ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๒๐/๓๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน พง
น.478 พระองค์ผู้เจริญ ! ! เป็นการชอบแล้วหน่อ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ : - ตัวแม็กคุณ คู่ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั้นแล มีอยู่. เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป, สุขและทุกข์ ในภายใน จึงเกิดขึ้น . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ’ ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว สุขและทุกข์ ในภายใน จะเกิดขึ้น ได้ไหม ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ). (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส, ตรัสถามและภิกษุทั้งหลายทูล ตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์ เท่านั้น.) rwaunerelrenew JiAnin ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. อียดก็ เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า "หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้. " อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก", ดังนี้ แล.
น.479 บัติ ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท ละได้ด้วยการเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น" ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรม อย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่แล ... ฯลฯ ... "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง นั้นคืออะไรเล่าหนอ ... ฯลฯ ... " ดูก่อนภิกษุ ! อวิชชา นั่นแล เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น. ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อวิชชา จึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนภิกษุ ! หลักธรรมอันภิกษุในกรณีนี้ได้สดับแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (ว่าเป็นตัวเรา - ของ เรา)" ดังนี้ . "ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุได้สดับหลักธรรมข้อนั้นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้นย่อม รู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ; ๑. สูตรที่ ๗ คิลานวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๖๒/๙๖.
น.480 ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว, ย่อม รอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ; ครั้นรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว, “ ภิกษุนั้นย่อม เห็นซึ่งนิมิตทั้งหลายของสิ่ง ทั้งปวงโดยประการอื่น ” : ย่อมเห็นซึ่ง จักษุโดยประการอื่น ; ย่อมเห็นซึ่ง รูป ทั้งหลายโดยประการอื่น ; ย่อมเห็นซึ่งจักขุวิญญาณโดยประการอื่น ; ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส โดยประการอื่น ; ย่อมเห็นซึ่งเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น. (ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน นั้น ๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับ ในกรณีแห่งการเห็นจักษุและธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยจักษุ) ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อวิชชาซึ่งเป็น ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท จะละไปได้เพราะการเห็นแจ้งในข้อที่ว่า ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง อันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมีอยู่เป็นภาษาบาลีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ซึ่งควรถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. ๑. เมื่อบุคคลรู้แจ้งสิ่งทั้งปวง โดยถูกต้องแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงโดยประการอื่น จากที่เขาเคยเห็นเมื่อยัง ไม่รู้แจ้ง เช่นเมื่อก่อนเห็นว่าสังขารเป็นของเที่ยง บัดนี้ย่อมเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น นี้เรียกว่าเห็นโดยประการอื่น. คำว่า นิมิต หมายถึงลักษณะหนึ่ง ๆ ของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องสังเกต หรือรู้สึก หรือยึดถือ หรือสำคัญมั่นหมาย.
น.481 ต้นเงื่อน แห่งปฏิจจสมุปบาท ละได้ด้วยการเห็นอนิจจัง (ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ทูลถามอย่างเดียวกันกับคำถามในเรื่องที่แล้วมา ต่อนี้ไปเป็นคำตอบ :- ) ดูก่อนภิกษุ! เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง , อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น ; เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูปทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ; เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ...; เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งจักขุสัมผัส ... ฯลฯ ...; เมื่อภิกษุ รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งเวทนา อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์- มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง , อวิชชา จึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. (ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ทุกหมวด มีข้อความอย่างเดียวกัน). ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. ๑. สูตรที่ ๖ คิลานวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๖๑/๙๕.
น.482 อาการแห่งอนิจจัง โดยละเอียด (เรื่องนี้ มีความประสงค์เพื่อขยายความของเรื่องที่แล้วมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณย่อมมีขึ้น เพราะอาศัยธรรม ๒ อย่าง. สองอย่างอะไรเล่า ! สองอย่างคือ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง จักษุ ด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย จักขุวิญญาณ จึงเกิดขึ้น. จักษุ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น ; รูป ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการ อื่น : ธรรมทั้งสอง (จักษุ + รูป) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น ; จักษุวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดย ประการอื่น. เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ เป็นไปโดยประการอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัย ปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุวิญญาณจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อม ความประชุมพร้อม ความมา พร้อมกัน แห่งธรรมทั้งหลาย (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) ๓ อย่างเหล่านี้ อันใดแล ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่า จักขุสัมผัส . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ จักขุสัมผัส ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น ๑. สูตรที่ ๑๐ ฉันนวรรค สฬา. สํ.๑๘/๘๕/๑๒๔ -๗.
น.483 เหตุอันใดก็ตาม อลพิง ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุสัมผัส, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ เป็นไปโดยประการอื่น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จักขุสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัย ปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ที่ผัสสะกระทบแล้วย่อม รู้สึก (เวเทติ), ผัสสะ กระทบ แล้วย่อมคิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อม จำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) แม้ธรรม ทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา”) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธ ด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. (ในกรณีแห่งโสตวิญญาณก็ดี, ฆ่านวิญญาณก็ดี, ชิวหาวิญญาณก็ดี, กายวิญญาณก็ดี, ก็มี นัยอย่างเดียวกัน). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย ซึ่ง ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย มโนวิญญาณ จึงเกิดขึ้น. มโน เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น ; ธัมมารมณ์ ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดย ประการอื่น : ธรรมทั้งสอง (มโน + ธัมมารมณ์) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น ; มโนวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดย ประการอื่น. ๑. เวทนา คือความรู้สึก เป็นผลของ เวเทติ, เจตนา คือความคิด เป็นผลของ เจเตติ, สัญญา คือความจำได้ หมายรู้ เป็นผลของ สญฺชานาติ.
น.484 วันนัดกับ เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนวิญญาณ แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ เป็นไปโดยประการอื่น ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กิม มโนวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัย ปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ มโนวิญญาณจักเป็นของเพียงมาแต่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อม ความประชุมพร้อม ความมา พร้อมกัน แห่งธรรมทั้งหลาย (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) ๓ อย่างเหล่านี้ อันใดและ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่า มโนสัมผัส. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ มโนสัมผัส ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัส, แม้เหตุ อันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดย ประการอื่น” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มโนสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยง ดังนี้ มโนสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ที่ผัสสะกระทบแล้วย่อม รู้สึก (เวเทติ), ผัสสะ กระทบแล้วย่อม คิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อม จำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ), แม้ธรรม ทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธ ด้วย ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. เคล็ดลับในการกีดกันทางเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพึงพิจารณาใคร่ครวญ โดยประการที่เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญอยู่แล้ว วิญญาณ (จิต) ของเธอนั้น อันไม่ ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอกด้วย, ๑. อุทเทสวิภังคสูตร อุปริ. ม. ๑๕/ ๔๑๑,๔๑๕/ ๖๓๙, ๖๔๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. รู้งกลม
น.485 อันไม่ตั้งสอบอยู่ในภายในด้วย, ก็จะไม่พึงสะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณ ไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก ไม่ตั้งสอบ อยู่ในภายในอยู่ เป็นจิตไม่สะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล้ว ; การก่อตั้งขึ้นแห่งกองทุกข์ กล่าวคือชาติ ชรา มรณะ ย่อมไม่มีอีกต่อไป .. ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าสู่ที่ประทับเสีย. "ภิกษุเหล่านั้นไม่เข้าใจใน เนื้อความแห่งพระพุทธวจนะนี้โดยพิสดาร จึงพากันไปหาพระมหากัจจานะ ได้รับคำอธิบายจากพระมหา- กิจจานะโดยพิสดารดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนท่านผู้ มีอายุทั้งหลาย ! ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุเทสไว้ แต่โดยย่อ แก่เราทั้งหลายว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพึงพิจารณาใคร่ครวญ โดยประการที่เมื่อพิจารณาใคร่ครวญอยู่แล้ว วิญญาณ (จิต) ของเธอนั้น อันไม่ ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอกด้วย, อันไม่ตั้งสอบอยู่ในภายในด้วย, ก็จะไม่พึง สะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อวิญญาณ ไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก, ไม่ตั้งสยบอยู่ในภายในอยู่, เป็นจิตไม่สะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ; การก่อตั้งขึ้นแห่งกองทุกข์ กล่าวคือชาติ ชรา มรณะ ย่อมไม่มีอีกต่อไป ." ดังนี้แล้ว มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร เสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! สำหรับ อุเทศซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแต่โดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร นี้ ข้าพเจ้ารู้เนื้อความแห่งอุเทสนั้น โดยพิสดาร ดังต่อไปนี้ :- ๑. เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทในที่นี้ ก็คือคำกล่าวในประโยคที่ว่า "พึงใคร่ครวญโดย ประการที่เมื่อใคร่ครวญอยู่ จิตไม่อาจฟุ้งซ่านไปภายนอก, และไม่สยบอยู่ในภายใน, และไม่สะดุ้งเพราะ ความยึดมั่นใด ๆ", โดยวิธีปฏิบัติตามคำอธิบายโดยพิสดารของพระมหากัจจานะ นั่นเอง ; และเพราะเป็น คำอธิบายที่พระองค์ทรงรับรอง ว่าแม้พระองค์จะทรงอธิบายเอง ก็จะทรงอธิบายอย่างเดียวกัน ; จึงนำ เถรภาษิตนี้มาต่อท้ายถ้อยคำจากพระโอษฐ์ เพื่อความแจ่มแจ้งและสะดวกแก่ผู้ศึกษา.
น.486 เกิดเติมนิจิดูก่อนท่านผู้มี อายุทั้งหลาย ! ก็คำที่กล่าวว่า " วิญญาณอันพุ้งไป ซ่าน ไปในภายนอก " ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ วิญญาณ (จิต) ของภิกษุผู้ เห็นรูปด้วยตา แล้ว เป็น วิญญาณที่ แล่นไปตามนิมิตแห่งรูป, กาเป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะ (รสอร่อย) ของนิมิตแห่งรูป, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป , ประกอบพร้อมแล้วด้วย ความผูกพันในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป : นี้แหละคือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า "วิญญาณอันพุ่งไป ซ่านไปในภายนอก" ดังนี้. (ในกรณีแห่งการได้ยินเสียงด้วยหู, การ รู้สึกกลืนด้วยจมูก, การลิ้มรสด้วยลิ้น, การสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย, และการรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความเหมือนกับข้อความที่กล่าวในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตา ข้างบนนี้ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของ อายตนะนั้น ๆ เท่านั้น.) ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำที่กล่าวว่า "วิญญาณอันพุ่งไป ซ่านไปในภายนอก" ดังนี้นั้น ; มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล . ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! มันก็คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า " วิญญาณอันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไป ในภายนอก " ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างไรเล่า ? ลิ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! วิญญาณ (จิต) ของภิกษุผู้ เห็นรูป ด้วยตา แล้ว ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามนิมิตแห่งรูป, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลง ในอัสสาทะ (รสอร่อย) ของนิมิตแห่งรูป, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป, ไม่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาหะของนิมิตแห่งรูป นี้แหละคือ ข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อว่า "วิญญาณอันไม่พุ่งไป ไม่ซ่านไป ในภายนอก" ดังนี้. (ในกรณีแห่งการได้ยินเสียงด้วยหู, การรู้สึกกลืนด้วยจมูก, การลิ้มรสด้วยลิ้น, การสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย, และการรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความเหมือนกับข้อความที่กล่าว ในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตา ข้างบนนี้ ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของอายตนะนั้น ๆ เท่านั้น). ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า "วิญญาณอันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไป ในภายนอก ดังนี้นั้น ; มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้แล.
น.487 ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำที่กล่าวว่า " จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน " ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณี ที่กล่าวนี้ ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. วิญญาณ (จิต) ของ ภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, เป็นวิญญาณที่หยั่ง ลงในอัสสาทะของบีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก , : นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า "จิต ตั้งสยบ อยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ๑ ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความที่ วิตกและวิจารสงบระงับลง จ.มโน จึงบรรลุ ฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจใน ภายใน, ทำให้สมาธิอันเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, ไม่มีวิตกวิจาร, มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่สอง วิญญาณ ของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตาม ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ , เป็นวิญญาณ ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอีสสาทะ ของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า "จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความจาง คลายไปแห่งปีติ, ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ, และย่อมเสวย ความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า " เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นปรกติสุข" ดังนี้ ; จึงบรรลุ ณานที่ ๓ แล้วและอยู่.
น.488 วิญญาณของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอุเบกขา, เป็นวิญญาณที่หยั่ง ลงใน อัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่ อุเบกขา : นี้แหละคือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า "จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะละสุขและ ทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, จึงบรรลุ ฌาน ที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข, มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. วิญญาณ ของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอทุกขมสุข, เป็น วิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของอทุกขมสุข, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของอทุกขมสุข, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของอทุกขมสุข; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า "จิตตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำที่กล่าวว่า "จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า " จิต อันไม่ตั้งสอบอยู่ในภายใน " ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อน ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรม ทั้งหลาย, จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วและ อยู่ . วิญญาณ (จิต) ของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิด แต่วิเวก, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ไม่ ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก , ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบ
น.489 พร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาหะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก : นี้แหละ คือ ข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า "จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความที่วิตก และวิจารสงบระงับลง, จึงบรรลุ ฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน, ทำให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, ไม่มีวิตกวิจาร, มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิ แล้วและอยู่ . วิญญาณ ของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่ แล่นไปตามปีติและ สุขอันเกิดแต่สมาธิ, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิ, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ , ไม่เป็นวิญญาณ ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ; นี้แหละ คือ ข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า "จิต อันไม่ตั้งสยบ อยู่ในภายใน" ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ, เพราะความจาง คลายไปแห่งปีติ, ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ, และย่อมเสวย ความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า "เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นปรกติสุข" ดังนี้ ; จึงบรรลุ ฌานที่ ๓ แล้วและอยู่. วิญญาณของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอุเบกขา, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่ง ลงในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่ อุเบกขา , ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในสุขอันเกิดแต่ อุเบกขา ; นี้แหละ คือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า "จิต อัน ไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้.
น.490 ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย 1 ข้ออื่นยังมีอีก ! ภิกษุ, เพราะละสุขและ ทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน ; จึงบรรลุ ฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข, มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วและอยู่. วิญญาณ ของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอทุกขมสุข, ไม่ เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของอทุกขมสุข, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของ อทุกชมสุข , ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอทุกมสุข ; นี้แหละ คือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า "จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ ในภายใน’ ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า "จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน" ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็ ความสะดุ้ง ย่อมมี เพราะเหตุมีความ ยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระ- อริยเจ้า จะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำ ในธรรมของสัปบุรุษ : - (๑) เขา ย่อมตามเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตน ว่ามีรูปบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งรูปในตนบ้าง ; ย่อมตามเห็นซึ่งตนในรูปบ้าง , ครั้น รูปนั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขาย่อม เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความแปรปรวนของรูป เพราะความแปรปรวน ของรูปได้มีโดยประการอื่น ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความ แปรปรวนของรูป ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม
น.491 (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความ หวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวง และสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น. (๒) เขา ย่อมตามเห็นซึ่งเวทนา โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมตามเห็น ซึ่งตนว่ามีเวทนาบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งเวทนาในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนใน เวทนาบ้าง ; ครั้นเวทนานั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขา ย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา เพราะความแปรปรวนของเวทนาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความ เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวงและสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น. (๓) เขา ย่อมตามเห็นซึ่งสัญญา โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่ง ตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในสัญญา บ้าง ; ครั้นสัญญานั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณ ของเขา ย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา เพราะ ความแปรปรวนของสัญญาได้มีโดยประการอื่น. . ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยน แปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความ เกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อม เป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวงและสะดุ้งอยู่ เพราะ ความยึดมั่น.
น.492 เกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง) ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่. เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความ คับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น. (๓) ท่านย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งสัญญา โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมไม่ ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมไม่ตาม เห็นซึ่งตนในสัญญาบ้าง ; ครั้นสัญญานั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการ อื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตาม ความแปรปรวนของสัญญา เพราะความแปรปรวนของสัญญาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา เพราะ ความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง) ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่. เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น. (๔) ท่านย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสังขารบ้าง, มควา ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลายในตนบ้าง , ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในสังขารทั้งหลายบ้าง ; ครั้นสังขารทั้งหลายเหล่านั้น แปร ปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่ เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสังขาร เพราะความแปรปรวน ของสังขารได้มีโดยประการอื่น .. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตาม ความแปรปรวนของสังขาร เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง) ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่. เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็น
น.493 ผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้นจึงไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น. (๔) ท่านย่อม ไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณ โดยความเป็นตน บ้าง, ย่อมไม่ ตามเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณในตนบ้าง, ย่อมไม่ ตามเห็นซึ่งตนในวิญญาณบ้าง ; ครั้นวิญญาณนั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดย ประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่านย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความแปรปรวนของวิญญาณ เพราะความแปรปรวนของวิญญาณได้มีโดย ประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของ วิญญาณ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง) ย่อมไม่ครอบงำ จิตของท่านตั้งอยู่. เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความ หวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะ ความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล คือความไม่สะดุ้ง ย่อมมี เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. หมายเหตุผู้รวบรวม : เนื่องจากข้อความตอนนี้ยืดยาวมาก เกรงจะ พื้นเผื่อ จึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แม้ถ้อยคำเหล่านี้ จะเป็นคำอธิบายของพระมหากัจจานะ แต่ได้รับการรับรองจากพระพุทธองค์ว่า ตรงตามที่ จะทรงอธิบายเอง ; ดังนั้น เพื่อ ความสะดวกจึงนำมาใส่ไว้ต่อท้ายพระพุทธภาษิตข้างต้นนั้น. เคล็ดของการปฏิบัติในที่นี้อยู่ที่ การใคร่ครวญชนิดที่จิตจะไม่แล่นไปข้างนอก และไม่สยบอยู่ในภายใน ตามวิธีที่ได้อธิบายไว้ในสูตรนี้แล้ว. ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นการก่อขึ้นแห่งทุกข์ ก็ก่อขึ้น ไม่ได้, ดังที่ตรัสไว้นั้น.
น.494 การพิจารณาปัจจัยในภายใน คือการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย เมื่อพิจารณา ย่อม พิจารณาซึ่งปัจจัย ในภายใน บ้างหรือไม่ ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว, ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายใน พระเจ้าข้า !!! พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุ! ก็เธอเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัย ในภายใน อย่างไรเล่า ?" ภิกษุนั้นได้กราบทูลเล่าเรื่องการพิจารณาปัจจัยในภายในของตนแล้ว โดย ประการใด ๆ ก็ล้วนไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลอย่างนั้นแล้ว, ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถึงเวลาที่จะแสดงเรื่อง นี้แล้ว. ข้าแต่พระสุคต ! ถึงเวลาที่จะทรงแสดงเรื่องนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสการพิจารณาซึ่งปัจจัยใน ภายในข้อใด ภิกษุทั้งหลายฟังการพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในข้อนั้น จากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น พวกเธอทั้งหลายจงฟัง , จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้". ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลสนองรับ พระพุทธดำรัสนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่ง ปัจจัยในภายในอย่างนี้ว่า "ทุกข์มีอย่างมิใช่น้อย นานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าว คือชรามรณะ ใดและ ทุกข์นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด? เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี (เพราะ อะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี) ดังนี้.และกอกภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า "ทุกข์มี ๑. สูตรที่ ๖ มหาวรรค อภิสมยสังยุคต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๐/๒๕๔ - ๒๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ กัมมาสท์มมนิคม แคว้นกุรุ.
น.495 อย่างมิใช่น้อย นานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือชรามรณะ ใดและ ทุกข์นี้ มีอุปธิเป็นเหตุให้เกิด มีอุปธิเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอุปธิเป็นเครื่องกำเนิด มีอุปธิเป็น แดนเกิด เพราะอุปธิมี ชรามรณะจึงมี เพราะอุปธิไม่มี" ชรามรณะจึงไม่มี" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งชรามรณะด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรา- มรณะด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ด้วย ; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบ โดยประการทั้งปวง กล่าวคือ เพื่อ ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยในภายในว่า " ก็อุปธินี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด? เพราะอะไรมี อุปธิจึงมี เพราะอะไร ไม่มี อุปธิจึงไม่มี" ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า " อุปธิ มีตัณหา เป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็น แดนเกิด เมื่อตัณหามี อุปธิจึงมี เมื่อตัณหาไม่มี อุปธิจึงไม่มี" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อม รู้ประจักษ์ซึ่งอุปธิด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปธิด้วย ; ย่อมรู้ ประจักษ์ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย ; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่าง สมควรแก่ธรรมด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็น ผู้ปฏิบัติเพื่อความ สิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง กล่าวคือเพื่อความดับไม่เหลือแห่งอุปธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยในภายในว่า " ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ณ ที่ไหน ? เมื่อ
น.496 จะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ?" ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ อย่างนี้ว่า "สิ่งใด มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี (บี้ยรูปสาตรูป) ในโลก, ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในสิ่งนั้น. ก็สิ่งใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลกอนุมัติ (หมวดที่หนึ่ง) ตา . .. รูปทั้งหลาย ... จักขุวิญญาณ. .. จักขุสัมผัส ... จักขุสัม- ผัสสชาเวทนาวน. รูปสัญญา .. รูปสัญเจตนา .. รูปตัณหา ... รูปวิตก ... รูปวิจาร ... (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อม เกิดขึ้นในตาเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในตาเป็นต้นนั้น ๆ. (หมวดที่สอง) หู ... เสียงทั้งหลาย ... โสตวิญญาณ ... โสตสัมผัส ... โสตสัม- ผัสสชาเวทนา ... สัททสัญญา ... สัททสัญเจตนา ... สัททตัณหา ... สัททวิตก ... สัททวิจาร ... (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในหูเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในหูเป็นต้นนั้น ๆ. (หมวดที่สาม) จมูก ... กลิ่นทั้งหลาย ... ฆานวิญญาณ ... ฆานสัมผัส ... ฆาน- สัมผัสสชาเวทนา .... คันธสัญญา ... คันธสัญเจตนา ... คันธตัณหา ... คันธวิตก ... คันธวิจาร ... (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในจมูกเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ใน จมูกเป็นต้นนั้น ๆ. (หมวดที่สี่) ลิ้น ... รสทั้งหลาย .. ชิวหาวิญญาณ ... ชิวหาสัมผัส ... ชิวหา- สัมผัสสชาเวทนา: เดรสสัญญา : จำ รสสัญเจตนาขิง . รสตัณหาวันธรสวิตกาศโอ รสวิจารใกล้
น.497 (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อม เกิดขึ้นในลิ้นเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในลิ้นเป็นต้นนั้น ๆ. (หมวดที่ห้า) กาย ... โผฏฐัพพะทั้งหลาย ... กายวิญญาณ ... กายสัมผัส ... กายสัมผัสสชาเวทนา ... โผฏฐัพพสัญญา ... โผฏฐัพพสัญเจตนา. .. โผฏฐัพพตัณหา ... โผฏฐัพพวิตก. .. โผฏฐัพพวิจาร (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้นเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในกายเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อม เข้าไปตั้งอยู่ในกายเป็นต้นนั้น ๆ. (หมวดที่หก) ใจ ... ธัมมารมณ์ทั้งหลาย จะ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส ... มโนสัมผัสสชาเวทนา :... ธัมมสัญญา . . . ธัมมสัญเจตนา ... ธัมมตัณหา ... ธัมมวิตก.วัล ธัมมวิจาร ... (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก."มิน ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในใจเป็นต้นนั้นๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ . ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในใจ เป็นต้นนั้น ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นแล้ว ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความ เป็น ของเที่ยง , ได้เห็นแล้ว โดยความ เป็นสุข , ได้เห็นแล้ว โดยความ เป็นตัวตน , ได้เห็นแล้ว โดยความ เป็นของไม่เสียบแทง , ได้เห็นแล้ว โดยความ เป็นของเกษม ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำตัณหาให้เจริญแล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำอุปธิให้เจริญ แล้ว : สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำทุกข์ให้เจริญแล้ว ; ลสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด : ทำทุกข์ให้เจริญแล้ว,
น.498 สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่หลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรามรณะ โสกะ- ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่หลุดพ้นแล้วจากทุกข์ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต สมณะหรือพราหมณ์ ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักเห็นสิ่งซึ่งมีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความ เป็น ของเที่ยง , จักเห็นโดยความ เป็นสุข , จักเห็นโดยความ เป็นตัวตน , จักเห็นโดยความ เป็นของไม่เสียบแทง , จักเห็นโดยความ เป็นของเกษม : สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักทำตัณหาให้เจริญ : สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ๆ จัดทำตัณหาให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักทำอุปธิให้เจริญ : สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำอุปธิให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จัดทำทุกข์ ให้เจริญ : สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำทุกข์ให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักไม่ หลุดพ้นจากชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าว ว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักไม่หลุดพ้นจากทุกข์ " ดังนี้. แกงก็ล้วนมา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ สมณะหรือพราหมณ์ ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เห็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความ เป็น ของเที่ยง , เห็นอยู่ โดยความ เป็นสุข , เห็นอยู่ โดยความ เป็นตัวตน , เห็นอยู่ โดย ความ เป็นของไม่เสียบแทง , เห็นอยู่ โดยความ เป็นของเกษม ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ชื่อว่า ทำตัณหาให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้ เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำอุปธิให้เจริญอยู่ : สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำทุกข์ ให้ เจริญอยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญอยู่ สมณะหรือพราหมณ์
น.499 เหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน ภาชนะสำริดใส่เครื่องดื่มที่ถึงพร้อมด้วย สี กลิ่น และรส แต่เจือด้วยยาพิษ ... ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ถูกแดดแผดเผา ร้อนอบอ้าว เพราะแดด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิวกระหายน้ำ เดินมา. คนทั้งหลายได้พูดแก่เขาว่า "แน่ะบุรุษผู้เจริญ! ภาชนะสำริดใส่น้ำดื่มนี้ ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรส แต่เจือด้วย ยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด. อันน้ำนั้น เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว จักแผ่ซาบซ่านไป ด้วยสีบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง และครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้ว ท่านจะถึงซึ่งความตาย หรือ ได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ" ดังนี้. บุรุษนั้น ไม่พินิจพิจารณา ได้ดื่ม น้ำนั้นเข้าไปโดยทันที ไม่ทิ้งเลย บุรุษนั้นจะพึงถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุโดยแท้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ; กล่าวคือ ในกาลยืดยาว นาน ฝ่ายอดีต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะ เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็น ตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญแล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญ แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญแล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญแล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่หลุดพ้นแล้วจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรา กล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่หลุดพ้นแล้วจากทุกข์" ดังนี้.
น.500 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง ในกาลยืดยาวนาน ฝ่ายอนาคต สมณะหรือพรหมณ์ ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักเห็นสิ่งซึ่งมีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก โดยความเป็น ของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็นตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำตัณหาให้เจริญ ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำตัณหาให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำ อุปธิให้เจริญ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำอุปธิให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ชื่อว่าจัดทำทุกข์ให้เจริญ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำทุกข์ให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักไม่ หลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง ในกาลอัน เป็นปัจจุบัน บัดนี้ สมณะหรือพราหมณ์ ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เห็นอยู่ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็น ของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็นตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม ; ผสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญอยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำอุปธิให้เจริญอยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญอยู่ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมไม่หลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ หลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้. (ต่อไปนี้ เป็นปฏิบักชนัย ฝ่ายตรงข้าม)
น.501 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดย ความเป็นของ ไม่เที่ยง , เป็นทุกข์ , เป็นสภาพ มิใช่ตัวตน , เป็นของ เสียบแทง , เป็น ภัย น่ากลัว แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละตัณหาได้แล้ว ; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด ละตัณหาได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละอุปธิ ได้แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละอุปธิได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละ- ทุกข์ ได้แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละทุกข์ได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า หลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกบะ โทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น หลุดพ้นแล้วจากทุกข์ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักเห็นซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดย ความเป็นของ ไม่เที่ยง , เป็นทุกข์ , เป็นสภาพ มิใช่ตัวตน , เป็นของ เสียบแทง , เป็น ภัย น่ากลัว แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักละตัณหาเสียได้ ; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด จักละตัณหาเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักละอุปธิ เสียได้ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดจักละอุปธิเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักละทุกข์เสียได้ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด, จักละทุกข์เสียได้, สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า จักหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า " สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักหลุดพ้นจากทุกข์ ได้ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ เห็นอยู่ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความ
น.502 เป็นของ ไม่เที่ยง , เป็นทุกข์ , เป็นสภาพ มิใช่ตัวตน , เป็นของ เสียบแหง , เป็นภัย น่า กลัว แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละตัณหาได้ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดละตัณหาได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละอุปธิได้ ; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด ละอุปธิได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละทุกข์ ได้ ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใด ละทุกข์ ได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมหลุดพ้น จาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ " ดังนี้. และพลโตรกฉัตรชัยแล้วสัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน ภาชนะสำริดใส่เครื่องดื่ม ที่ถึงพร้อมด้วย สี กลิ่น และด้วยรส แต่เจือด้วยยาพิษ. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ถูกแดดแผดเผา ร้อน อบอ้าวเพราะแดด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิวกระหายน้ำ เดินมา. คนทั้งหลายได้พูด แก่เขาว่า "แนะบุรุษผู้เจริญ! ภาชนะใส่น้ำสุรานี้ ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และด้วยรส แต่เจือด้วยยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด. ก็น้ำสุรานั้น เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว จักแผ่ซาบซ่านไปด้วยสีบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง และครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้ว ท่านจะถึง ซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้น บุรุษนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า "สุรานี้เราดื่มแล้ว เราอาจจะบรรเทาด้วยน้ำเย็นบ้าง ด้วยหัวนมส้มบ้าง ด้วยน้ำข้าวสัตตุเค็มบ้าง หรือ ด้วยน้ำโลณโสจิรกะบ้าง แต่เราจะไม่ดื่มสุรานั้นเลย เพราะไม่เป็นประโยชน์ มีแต่เป็นไป เพื่อทุกข์โทษแก่เราตลอดกาลนาน" บุรุษนั้นพิจารณาดูภาชนะใส่สุรานั้นแล้ว ไม่พึงดื่ม พึงทิ้งเสีย, บุรุษนั้นก็จะไม่พึงถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้น เป็นเหตุ, อุปมานี้ฉันใด : ได้ไหมโรคอิทธิสิทธิผลย่อมสิวให้กับมันดูดักแห้งน้องกาย"
น.503 ก๊อกร่งวัฒน์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !" อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ; กล่าวคือ สมณะหรือ พราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ใน กาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะ เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นสภาพมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ละตัณหาได้แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละตัณหาได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละอุปธิได้แล้ว, สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละทุกข์ได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น หลุดพ้นแล้ว จากทุกข์" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ใน กาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักเห็นซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่พอใจในโลก โดยความ เป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นของมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละตัณหาเสียได้ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละตัณหาเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละอุปธิเสียได้ ; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใด จักละอุปธิเสียได้, "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละทุกข์ เสียได้ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละทุกข์เสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรา กล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักหลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้วัดหนังซอมปันาคโมโ .กรไมร์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ เห็นอยู่ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่พอใจในโลก โดยความ
น.504 เป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นของมิใช่ตัวตน. เป็นของเสียบแห้ง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละตัณหาได้ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละตัณหาได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดละอุปธิได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดละทุกข์ได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหลุดพ้น จากชาติชรามรณะ- โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้ และ ธรรมปฏิบัติในรูปของปฏิจจสมุปบาท แห่งการละองค์สามตามลำดับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลก แล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ; และธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองในโลก. ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการ คืออะไรเล่า ? ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการคือ ชาติ ด้วย ชรา ด้วย มรณะ ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้ ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้น ในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรือง ในโลก ๑. สูตรที่ ๖ ยากังขวรรค ทสก. อ. ๒๔/๑๕๔/๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย !
น.505 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุใดแล้วที่ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ มีอยู่ในโลก, ๑ เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงต้องรุ่งเรืองอยู่ในโลก. ผู้พิพัฒน์ผัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ากายของตน) ๑ วิจิกิจฉา (ความลังเลในธรรมที่ไม่ควรลังเล) ๑ สีลัพพัตต์- ปรามาส (การลูบคลำศีลและวัตรอย่างปราศจากเหตุผล) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑โมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ (ความทำในใจไม่แยบคาย) ๑ กุมมัคคเสวนา (การพัวพันอยู่ในทิฏฐิอันชั่ว) ๑ เจตโส ลีนัตตา (ความมีจิตหดหู่) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ มุฏฐิสัจจะ (ความ มีสติอันลืมหลง) ๑ อสัมปชัญญะ (ความปราศจากสัมปชัญญะ) ๑ เจตโส วิกเขปะ (ความส่ายแห่งจิต) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคค .- เสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑. ยูเครนโซติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสน- กัมยตา (ความไม่อยากเห็นพระอริยเจ้า) ๑ อริยธัมมัง อโสตฺกัมยตา ฺ (ความไม่ยาก
น.506 ฟังธรรมของพระอริยเจ้า) ๑ อุปารัมภจิตตตา (ความมีจิตเที่ยวเกาะเกี่ยว) ๑ ก็ไม่อาจ เพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ ๑) อสัมปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ (ความ ฟุ้งซ่าน ) ๑ อสังวระ ( ความไม่สำรวม) ๑ ทุสสีล์ฮะ ( ความทุศีล) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อ ละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสนกมัยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตฺกัมัยตา ๑ อุปารัมภ์ จิตตตา ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อลัทธิยะ (ความ ไม่มีสัทธา) ๑ อวทัญญฺตา (ความไม่เป็นวทัญญู) ๑ โกลัชชะ (ความเกียจคร้าน). ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธิจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสิล์ยะ ๑. " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ (ความ ไม่เอื้อเฟื้อในบุคคลและธรรมอันควรเอื้อเฟื้อ) ๑ โหวจัสสตา (ความเป็นคนว่ายาก) ๑ ปาปมิติตตา (ความมีมิตรชั่ว) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อสัทธิยะ ๑ อวทัญญฺตา ๑ โกสัชชะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อหิริกะ (ความ ไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย) ๑๖ อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวในสิ่งที่ควรกลัว) ๑ ปมาทะ (ความประมาท) ๑. ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ ( โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตตา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บุคคลนี้ เป็นผู้มีอหิริกะ มือโนตตัปปะ มีปมาทะเเล้ว
น.507 สตริง เขาเมื่อเป็นผู้มี ปมาหะอยู่ แล้ว ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตตา ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มีป่า ปมิตตตา · ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอสัทธิยะ ๖ อวทัญญฺตา ๑ โกสัชชะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี โคลัชชะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอุทธิจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล์ยะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี ทุสสีล์ยะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอริยานัง อทัสสนกมัยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัมย์ตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี อุปารัมภจิตตตา "ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งมุฏฐสัจจะ ๑ อสัมป- ชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี เจตโส วิกเขปะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอโยนิโส มนสิการ์ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา จ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี เจตโส ลีนัตตา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งสักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตต์ปรามาส ๑ ;ผลผลิตเก๊กโก ว เลห์นักลุกริด จันน้อยชิด • กายารักบอลัตถ์ เขาเมื่อเป็นผู้มี วิจิกิจฉา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ; ๑ รายให้กม เขาเมื่อไม่ละซึ่ง ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑.
น.508 (ปฏิบักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ‘บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ชาติ ๑ ชรา ๑. มรณะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑. สีลัพพัตตปรามาส ๑ .ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มน- สิการ ๑ กุมมัลคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส จะออกห้องไคลนิลืมโพลนิกาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วร บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม วา คือ มุฏฐีสัจจะ ๑ อสัมปชัญญะ ๑.เจตโส วกเขปะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิ- การ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑. : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสนกมัยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกมัยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่ง ธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ ๑ อสัมปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล์ยะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสนกมัยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตฺกัมยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑.
น.509 ฉันห้อยจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม แสนคือ อสัทธิยะ ๑ ลวทัญญฺตา ๑ โกสัชชะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ ๑ กอสังวระ ๑ ทุสสีล์ยะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ป่าปมิตตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อสัทธิยะ ๑ อวทัญญฺตา ๑ โกสัชชะ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละได้ซึ่งธรรมสาม คือ อหิริกะ ๑ อโนต ตัปปะ ๑ ปมาหะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตตา ๑ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนี้ เป็นผู้มีหิริ มีโอตตัปปะ มีอัปปมาทะ (ความไม่ประมาท) แล้ว . เขาเมื่อเป็นผู้มี อัปปมาหะ อยู่แล้ว ก็อาจเพื่อละซึ่งอนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตตา ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี กัลยาณมิตตะ (มิตรที่ดีงาม) ก็อาจเพื่อละซึ่งอสัทธิยะ ๑ อวทัญญฺตา ๑ โกสัชชะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มี อารัทธวิริยะ (ความเพียรอันปรารภแล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่ง อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล์ยะ ๑ ;
น.510 ๑. ธงอินคอ เขาเมื่อเป็นผู้มี ศีล ก็อาจเพื่อละซึ่งอริยานัง อทัสสนกมัยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตฺกัมัยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑ , เขาเมื่อเป็นผู้มี อุปารัมภจิตตะ (จิตไม่เที่ยวไปเกาะเกี่ยวแล้ว) ก็อาจเพื่อละ ซึ่งมุฏฐสัจจะ ๑ อสัมปชัญญะ ๑ เขตโส วิกเขปะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้มือ วิกษิตตจตตะ (จิตไม่ส่ายแล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่งอโยนิโส- มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑ ; ค. การกู้ลูก เขาเมื่อเป็นผู้มี คลื่นจิตตะ (จิตไม่หดหู่แล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่งสักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ ; simplelife เขาเมื่อเป็นผู้ไม่มี วิจิกิจฉา แล้ว ก็อาจเพื่อละซึ่งราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ; เขาเมื่อเป็นผู้ละได้แล้วซึ่ง ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่ง ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑, ดังนี้ แล. ๓ ๐นมัธนาย หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า "ปฏิจจ- สมุปบาท" มีความหมายกว้าง คือ มิได้หมายถึงหลักธรรมที่กล่าวว่า อวิชฺชาปฺจยา สงฺขารา เป็นต้น เพียงอย่างเดียว. แต่หมายถึงหลักธรรมใด ๆ ก็ได้ ที่เนื่องกันเป็นสาย ในฐานะเป็นปัจจัยแก่กันและกันสืบต่อ ๆ กันไป ตามหลักที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ดังเช่น ข้อความในเรื่องนี้ ซึ่งมีลักษณะอาการของปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นชัดอยู่ หากแต่ว่า แสดงไปในลักษณะของการปฏิบัติ ; ดังนั้น จึงนำมาแสดงให้เห็น เพื่อประโยชน์ทั้งแก่การ ศึกษาและการปฏิบัติ และเพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ปฏิจจสมุปบาท" หรือ "อิทัปปัจจยตา" ยิ่งขึ้นไป. หลักธรรมปฏิบัติที่อยู่ในรูปของปฏิจจสมุปบาท เช่นนี้ ยังมี อีกมาก ล้วนแต่ควรแก่การสนใจ.
น.511 วิธีปฏิบัติต่ออาหารสี่ ในลักษณะที่เป็นปฏิจจสมุปบาท ก. ว่าด้วยลักษณะอาหารสี่ โดยอุปมา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความดำรง อยู่ของภูตสัตว์ ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กาฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้และ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์ แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ กพฬีการาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ! ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนภรรยาสามีสองคน ถือเอาสะเบียงสำหรับเดินทางเล็กน้อย เดิน ไปสู่หนทางอันกันดาร. สองภรรยาสามีนั้น มีบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูอยู่คนหนึ่ง. เมื่อขณะเขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางอันกันดารอยู่นั้น สะเบียงสำหรับเดินทางที่เขามีอยู่ เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป หนทางอันกันดารนั้น ยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองนั้น ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันการนั้นไปได้, ครั้งนั้นแล สองภรรยาสามีนั้น ได้มาคิดกันว่า "สะเบียงสำหรับเดินทางของเราทั้งสองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ได้หมดสิ้นลงแล้ว หนทาง อันกันดารนี้ยังเหลืออยู่ ทั้งเราก็ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนี้ไปได้ อย่ากระนั้นเลย เราทั้งสองคนพึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนี้เสีย แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และ ๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๘/๒๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
น.512 เนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนี้แหละ เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นี้กันเถิด เพราะ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ “พวกเราทั้งสามคนจะต้องพากันพินาศหมดแน่" ดังนี้. ครั้งนั้นแล ภรรยาสามีทั้งสองนั้น จึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนั้น แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นเที่ยว เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น. สองภรรยาสามีนั้น บริโภคเนื้อบุตรไปพลางพร้อมกับค่อนอกไปพลาง รำพันว่า "บุตรน้อย คนเดียวของเราไปไหนเสีย บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? สอง ภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้าง เพื่อความมัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตบแต่ง (ร่างกาย) บ้าง หรือ หนอ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า "ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !" แล้วตรัส ต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้น สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อ (อาศัย) เดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น ใช่ไหม ? "ใช่ พระเจ้าข้า !" ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ข้อนี้มีอุปมาฉันใด, เราย่อมกล่าวว่า กพฬิการาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร) ฉันนั้น. - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกพฬีการาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ราคะ (ความกำหนัด) ที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย ; เมื่อราคะที่มีเบญจถามคุณเป็น แดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว, สังโยชน์ชนิดที่อริยสาวก ประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ ได้อีก ย่อมไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ผัสสาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม : ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิงฝาอยู่ ไซร้ มันก็จะพึ่งถูกพวกตัวสัตว์ที่อาศัยฝาเจาะกิน ; ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิงต้นไม้อยู่ไซร้
น.513 มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไซกิน ; สด ถ้าหากแม่โคนมนั้นจะพึงลงไปแช่น้ำอยู่ ไซร้ มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดกัดกิน since ถ้าหากแม่โคนมนั้นจะพึงยืน อาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้งไซร้ แจมันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดจิกกิน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม่โคนมที่ปราศจากหนังหุ้มนั้น จะพึงไปอาศัยอยู่สถานที่ใด ๆ ก็ตาม มันก็จะพึงถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป, ข้อนี้มีอุปมา ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า ผัสสาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามี อุปมาเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม) ฉันนั้น. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ผัสสาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เวทนาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวก นั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย ; เมื่อเวทนาทั้งสาม เป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวก นั้น ดังนี้. สมคิด" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกเกินกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิง ที่ปราศจากเปลวและปราศจากควันมีอยู่. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ผู้ต้องการเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ มาสู่ที่นั้น. ) และมีบุรุษที่มีกำลังกล้าแข็งอีกสองคน จับบุรุษนั้น ที่แขนแต่ละข้าง แล้วฉุดคร่าพาไปยังหลุมถ่านเพลิงนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ! ครั้งนั้นและ บุรุษนั้น มีความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจ ที่จะให้ห่างไกลหลุมถ่าน- เพลิงนั้น ... ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่าบุรุษนั้น ย่อมรู้ว่า" "ถ้าเราจักตกลงไปยังหลุมถ่านเพลิงนี้ไซร้ เราก็จะพึงถึงความตาย หรือได้ รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ" ดังนี้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า มโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกพึงเห็นก็ (ว่ามีอุปมาเหมือนหลุมถ่าน-ช็ เพลิง) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกกำหนด
น.514 รู้ได้แล้ว, ตัณหาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ ได้แล้วด้วย ; เมื่อ ตัณหาทั้งสามเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "กิจไร ๆ ที่ควร กระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ไปก็ วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้ว แสดงแก่พระราชา ว่าของ "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ! โจรผู้นี้เป็นผู้กระทำผิดต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็น สมควรเถิด พระพุทธเจ้าข้า !’ พระราชามีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไป แจงประหารชีวิตบุรุษนี้เสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้" เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม มในเวลาเช้า. . " ต่อมา ในเวลาเที่ยงวันาง พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า บิน"ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ! นักโทษคนนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ข้างใน พวกเขาพากันกราบทูลว่า "ข้าแต่ พระองค์ผู้สมมติเทพ ! นักโทษนั้นยังมีชีวิตอยู่ตามเดิม พระพุทธเจ้าข้า !". !! พระราชา ทรงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ! ท่านทั้งหลายจงไป จงประหารนักโทษนั้นเสีย ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน" ดังนี้. พวกเจ้าหน้าที่ เหล่านั้นจึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเที่ยงวัน. ต่อมา ในเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! นักโทษนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ?" เขาพากันกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ] นักโทษนั้น ยังมีชีวิตอยู่ตามเดิม พระพุทธเจ้าข้า !" " พระราชาทรงมีพระกระแสรับสั่งอีกว่า "ดูก่อน ท่านทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไป จงประหารนักโทษนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลา เย็น" ดังนี้. เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร 9 ก บุรุษนักโทษนั้น
น.515 ถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่ม ตลอดทั้งวัน เขาจะพึงเสวยแต่ทุกข- โทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ เท่านั้นมิใช่หรือ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษนักโทษนั้น ถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารด้วยหอกแม้ (เล่มเดียว) นั่น ก็พึงเสวยทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้น เป็นเหตุ (มากอยู่แล้ว) ก็จะกล่าวไปไยถึงการที่บุรุษนักโทษนั้นถูกประหารด้วยหอก สามร้อยเล่มเล่า, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า วิญญาณาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนนักโทษถูกประหารนั้น) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, นามรูป ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย ; เมื่อนามรูปเป็นสิ่งที่อริยสาวก กำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า "สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น ", ดังนี้ แล. ข. ว่าด้วยอาการเกิดดับแห่งอาหารสี่๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่าเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพพีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรง อยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า มีราคะ (ความกำหนัด) มีนันทิ (ความเพลิน) มีตัณหา (ความอยาก) ในภพฬีการาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ ๑. สูตรที่ ๔ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๒/๒๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.516 งอกงามอยู่ได้ ในกพฬิการาหารนั้นในส่งวิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้นแผ่น) ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้นเคล การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า "เ ป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า มีราละ (ความกำหนัด) มีนันทิ (ความเพลิน) มีตัณฑา (ความอยาก). ในผัสสาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความ เจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ..... การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น .. . ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า " เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า มีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในมโนสัญเจตนา- หาร ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้น ว่า " เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้ .
น.517 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า มีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในวิญญาณาหาร ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลง แห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญ แห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิด ในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, กีชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะ ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า "เ ป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน, เมื่อมีน้ำย้อม คือครั้ง ขมิ้น คราม หรือสีแดงอ่อน ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือรูปบุรุษ ลงที่แผ่น กระดาษ หรือฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน, อุปมานี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา. .. ในกพฬิการาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในกพฬิการาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ใน ที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า "เป็นที่มี โศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในผัสสาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ใน ที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด , ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ใน
น.518 ที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า "เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้. กล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา "ในมโนสัญเจตนาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในมโนสัญ- เจตนาหารนั้น, วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่ง นามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น, การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขาร ทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดใน ภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะ ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก ที่นั้นว่า "เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในวิญญาณาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่ง ลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่ง สังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การ บังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า "เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น" ดังนี้. นิสิให้แก่นั้นต่อเกม (ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อความฝ่ายปฏิบักขนัย คือ ตรงกันข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า ไม่มีราคะ (ความกำหนัด) ไม่มีนันทิ (ความ เพลิน) ไม่มีตัณหา (ความอยาก) ในภพที่การาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬิการาหารนั้น .. อตุก วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอก งามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป
น.519 ไม่มีในที่ใด, "ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขาร ทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ถือ การบังเกิด ในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะ ต่อไป ไม่มีในที่ใด,ชิดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่ นั้นว่าเป็น " ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น " ดังนี้. แกรมผึ้งขายผ้าห่มเชิญนกตา .สัมพันธ์ นิ่มแต่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า ไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในผัสสา- หาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อม ไม่มี ในที่นั้น/ ตลิก การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ชาติชรามรณะ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น " ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความลับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในมโนสัญ- เจตนาหาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ใน มโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่ง ลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญ แห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีใน ที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความ คับแค้น " ดังนี้.
น.520 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า ไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในวิญญาณา- หาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณาหาร นั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น ... การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น " ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือศาลาเรือนยอดที่ตั้งอยู่ ทางทิศเหนือ หรือใต้ก็ตาม เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก. . ครั้นพระอาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่างแล้ว จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือน นั้นเล่า ? " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ จักปรากฏที่ฝาเรือน ข้างในทิศตะวันตก พระเจ้าข้า !" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างแห่ง พระอาทิตย์นั้นจักปรากฏอยู่ ณ ที่ไหน ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า!". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จัก ปรากฏที่ไหน ?
น.521 ” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏในน้ำ พระเจ้าข้า !" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น จักปรากฏ ที่ไหนอีก ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 1 แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ ปรากฏแล้ว พระเจ้าข้า !" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล : ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มี ตัณหา ในกาฬีการาหาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ ไม่ได้ ในกพฬิการาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด, การ หยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น ...!! การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญ แห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การ บังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีในที่ใด, ชาติ ชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ม ชาติชรามรณะต่อไปไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในผัสสาหาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น! ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี
น.522 ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้น ว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในมโนสัญ- เจตนาหาร แล้วไซร้ความวิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในมโน- สัญเจตนาหารนั้น, ใน วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลง แห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญ แห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในวิญญาณาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อม ไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น ..... ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ไม่มีในที่ใด, โผ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น", ดังนี้ แล. เพื่อพิษ!
น.523 ปัญจุปาทานขันธ์ไม่อาจจะเกิด เมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ... ส่วนบุคคล เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง รูป ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่เป็น จริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง เวทนา อันเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว ; เขาย่อมไม่กำหนัดในจักษุ, ไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย, ไม่กำหนัด ในจักขุวิญญาณ, ไม่กำหนัดในจักขุสัมผัส, และไม่กำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุ- สัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม. เมื่อบุคคล นั้นไม่กำหนัดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่ลุ่มหลงแล้ว ตามเห็นอาทีนวะ (โทษของสิ่ง เหล่านั้น) อยู่เนื่อง ๆ. ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อเกิดต่อไป; และตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความ เพลิน เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นอันเขาย่อมละเสียได้ ; ความกระวน กระวาย (ทรถ) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้, ความกระวนกระวาย แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้ ; ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้, ความ แผดเผา แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้ ; ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย อันเขา ย่อมละเสียได้, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้. บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่ง ความสุขอันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความสุขอันเป็นไปทางจิต ด้วย ... เมื่อบุคคล เป็นเช่นนั้นแล้ว ทิฏฐิของเขา ย่อมเป็น สัมมาทิฏฐิ ; ความดำริของเขา ย่อมเป็นสัมมา- สังกัปปะ ! ! ความพยายามของเขา ย่อมเป็น สัมมาวายามะ ; สติของเขา ย่อมเป็น ๑. สหายตนวิภังคสูตร อปริ. ม. ๑๙/๕๒๓/๘๒๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.524 สัมมาสติ ; สมาธิของเขา ย่อมเป็น สัมมาสมาธิ : ส่วนกายกรรม วจีกรรม และ อาชีวะ ของเขา เป็นธรรม บริสุทธิ์มาแล้วแต่เดิม นั้นเที่ยวด้วยอาการอย่างนี้แล อัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ ของเขานั้น ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ; เมื่อเขาทำอัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ ให้เจริญด้วยอาการอย่างนี้อยู่. สติปัฏฐาน ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ; สัมมัปปธาน ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; อิทธิบาท ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ ย่อม ถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ; อินทรีย์ ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็ม รอบแห่งความเจริญ ; พละ ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ; โพชฌงค์ ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๗. ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ธรรมทั้งสอง คือ สมถะ และ วิปัสสนา ของเขานั้น ย่อมเป็นธรรมเคียงคู่กันไป .. บุคคลนั้น ย่อม กำหนด รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ; ย่อม ละ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง ;ความ ย่อม ทำให้ เจริญ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ; ย่อม ทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนด รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย กล่าวคือ อุปาทาน- ขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนด รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วย ปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า อวิชชา ด้วย ภวตัณหา ด้วย : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง,
น.525 จริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้ เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง : คำตอบ พึงมีว่า สมละ ด้วย วิปัสสนา ด้วย : ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า วิชชา ด้วย วิมุตติ ด้วย : ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง. (ในกรณีเกี่ยวกับ โสต ฆาน ชิวหา กาย มโน และสหคตธรรมแห่งอายตนะมีโสต เป็นต้น ก็มีเนื้อความเหมือนกับที่กล่าวแล้วในกรณีแห่ง จักษุและสหคติธรรมของจักษุ ดังที่กล่าวข้างบนนี้ทุกประการ พึงขยายความเอาเองให้เต็มตามนั้น.) การพิจารณาสภาวธรรม ตามวิธีปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ ผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ (สททฏฐานกุสโล) ผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ (ติวิธูปปริกฺขี) เราเรียกว่า ภิกษุผู้ เกพลี๒อยู่ จบกิจแห่งพรหมจรรย์ ในธรรมวินัยนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. สูตรที่ ๕ อุปายวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. เกพลี ในลักษณะอย่างนี้ หมายถึงพระอรหันต์ ผู้ถึงซึ่งนิพพาน ซึ่งเป็นความสิ้นเชิงแห่งสิ่งทั้งปวงในแง่ ต้อง! ของความดับสิ้นแห่งความทุกข์ .กล่าวคือการถึงอมตภาวะ อันไม่มีการแบ่งแยก - ผู้แปล 000.
น.526 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งรูปริญญา ซึ่งเหตุให้เกิด ขึ้นแห่งรูป ; .. ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป ; ( ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งรูป ; ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งรูป; ซึ่งอาทีนวะ (โทษอัน ต่ำทราม) แห่งรูป ; กันซึ่งนิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น) จากรูป (รวม ๗ ประการ). (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ได้ตรัสด้วยข้อความอย่างเดียวกันทุกตัว อักษร กับข้อความที่กล่าวในกรณีแห่งรูป ผิดกันแต่ชื่อแห่งขันธ์ ที่ละขันธ์ ๆ เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ รูปเป็นอย่างไรเล่า ? มหาภูตรูปทั้งหลาย ๔ อย่าง ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ๔ อย่าง ด้วย : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า รูป ; การเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมี เพราะ การเกิดขึ้นแห่งอาหาร ; ความดับไม่เหลือแห่ง รูป ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งอาหาร ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอัน ประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป , ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยรูป เกิดขึ้น : นี้ เป็น อัสสาทะ แห่งรูป ; รูปใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา : นี้ เป็น อาทีนวะ แห่งรูป ; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจ ความพอใจ กล่าวคือ การละเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป, อันใด ; นี้ เป็น นิสสรณะ เครื่องออกจากรูป (รวมเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ๗ อย่าง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งรูป ว่า อย่างนี้คือรูป ; ... อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป .. อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งรูป ;. อย่างนี้ คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป; ... อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งรูป ; . อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งรูป , .. อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากรูป ; ดังนี้แล้ว
น.527 เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย (นิพฺพิทา) เพื่อความสำรอก (วิราค) เพื่อความดับไม่เหลือ (นิโรธ) แห่งรูป ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ ปฏิบัติดีแล้ว ; บุคคลเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว, บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งรูป ว่า อย่างนี้คือรูป; ... อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป; ... อย่างนี้คือความดับ ไม่เหลือแห่งรูป ; ... อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป ; . อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งรูป ; ... อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งรูป ; ... อย่างนี้คือนิสสรณะ เครื่องออกจากรูป ; ดังนี้แล้ว เป็นผู้ พ้นวิเศษแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความสำรอก เพราะความดับไม่เหลือ เพราะความไม่ยึดมั่น ซึ่งรูป ; สมณพราหมณ์ เหล่านั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยดี (สุวิมุตฺตา) : บุคคลเหล่าใดเป็นผู้พ้นวิเศษ แล้วด้วยดี บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็น เกพลี ผู้จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ : บุคคลเหล่าใด จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ วัฏฏะย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนา (เวทนากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ เวทนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรา เรียกว่า เวทนา ; การเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะ การเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ความดับ ไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; มรรคอันประกอบด้วย องค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่
น.528 สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การ เลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; สุข โสมนัส ใด ๆ อาศัยเวทนาเกิดขึ้น : นี้เป็น อัสสาทะ แห่งเวทนา; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... (ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสเหมือนกับที่ตรัสแล้วในกรณีแห่งรูปทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อว่าเวทนา แทนคำว่ารูป ดังนี้เรื่อยไป จนกระทั่งถึง) . .. วัฏฏะ ย่อมไม่มีเพื่อการบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สัญญาเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งสัญญา (สญฺญากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ สัญญาในรูป สัญญาในเสียง สัญญา ในกลิ่น สัญญาในรส สัญญาในโผฏฐัพพะ สัญญาในธัมมารมณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เราเรียกว่าสัญญา ; การเกิดขึ้นแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะ การเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; มรรคอัน ประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง สัญญา ; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำ การงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยสัญญาเกิดขึ้น : นี้เป็น อัสสาทะ แห่งสัญญา ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... วัฏฏะ ย่อมไม่มีเพื่อการบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย ! หมู่แห่งเจตนา (เจตนากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ ความคิดนึกในรูป ความคิดนึกในเสียง ความคิดนึกในกลิ่น ความคิดนึกในรส ความคิดนึกในโผฏฐัพพะ ความคิดนึกในธัมมารมณ์ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เราเรียกว่า สังขาร ทั้งหลาย ; การเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะ การเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่ง สังขารย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ : " มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร , ได้แก่สิ่งเหล่านี้
น.529 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิต ชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัย สังขารทั้งหลายเกิดขึ้น : นี้ เป็น อัสสาทะ แห่งสังขารทั้งหลาย ; ฯลฯ ...ฯลฯ ... วัฏฏะ ย่อมไม่มี เพื่อการบัญญัติ แก่บุคคลเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณ (วิญญาณกายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ วิญญาณทางตา วิญญาณ ทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย วิญญาณทางใจ ; ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ห้าม นี้ เราเรียกว่า วิญญาณ ; การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะ การเกิดขึ้นแห่งนามรูป : ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เ ป็นปฏิปทาให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ , ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึก ชอบ ความตั้งใจมันชอบ ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น : นี้เป็น อัสสาทะ แห่ง วิญญาณ ; วิญญาณใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา : นี้เป็น อาทีนวะ แห่งวิญญาณ ; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ กล่าวคือ การละ เสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ ในวิญญาณ, อันใด ; นี้เป็น นิสสรณะ เครื่องออกจากวิญญาณ (รวมเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ๗ อย่าง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะ หรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งวิญญาณ ว่าอย่างนี้คือวิญญาณ ; อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ; ... อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ : .... อย่างนี้ คืออัสสาทะแห่งวิญญาณ ; อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งวิญญาณ; ... อย่างนี้คือนิสสรณะ เครื่องออกจากวิญญาณ ; ดังนี้แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย (นิพฺพิทา) ...
น.530 เพื่อความสำรอก (วิราค) เพื่อความดับไม่เหลือ (นิโรธ)แห่งวิญญาณ ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ ปฏิบัติดีแล้ว ; บุคคลเหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว ; บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า หยั่งลงใน ธรรมวินัยนี้ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งวิญญาณ ว่า อย่างนี้คือวิญญาณ : ล อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่ง วิญญาณ ; ... อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; .. อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ) ... อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งวิญญาณ ; อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งวิญญาณ ; .. อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากวิญญาณ ; ดังนี้แล้ว เป็นผู้ พ้นวิเศษแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความสำรอก เพราะความดับไม่ เหลือ เพราะความไม่ยึดมั่น ซึ่งวิญญาณ ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ พ้นวิเศษ แล้วด้วยดี (สุวิมุตฺตา) ; บุคคลเหล่าใด เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยดี บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า เป็น เกพลี ผู้จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ ; บุคคลเหล่าใดจบกิจอันบุคคลพึงกระทำ วัฏฏะ ย่อมไม่มี เพื่อจะบัญญัติ แก่บุคคลเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยความเป็น ธาตุ , ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความเป็น อายตนะ , ย่อมพิจารณา ใคร่ครวญธรรมโดยความเป็น ปฏิจจสมุปบาท . .. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๒ ประการ เป็นผู้พิจารณา ใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่า ภิกษุผู้เกพลี อยู่จบกิจแห่งพรหมจรรย์ ในธรรมวินัยนี้, ดังนี้ แล.
น.531 อนุสัยไม่อาจจะเกิด เมื่อรู้เท่าทันเวทนา ในปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักษุวิญญาณ : การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำ สรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่, อนุสัยคือราคะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ระทมใจ ย่อมไม่ คร่ำครวญ ย่อมไม่ต๊อกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่, อนุสัยคือปฏิมะ ย่อมไม่ ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่ง เหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่อง ออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย, อนุสัยคืออวิชชา ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความ เคยชินให้) แก่บุคคลนั้น. ๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม. ๑๕/๕๑๘/๘๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวันได้หลับากถึงกลกิตติ
น.532 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !! ! บุคคลนั้นหนอ ละราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนา เสียได้แล้ว ; บรรเทาปฏิมานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว ; ถอนอวิชชานุลัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว ; เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำวิชชาให้เกิด ขึ้นได้แล้ว เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็น ฐานะที่จัดมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ .. . จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิด มานวิญญาณ : การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! (๔) เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ : การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ .. . จัดทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๔) เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ , การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ +
น.533 กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; พ.ฯลฯ ... ฯลฯ ... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น:ดับ ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง, บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำ สรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่. . อนุสัยลือราคะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ระทมใจ ย่อมไม่ คร่ำครวญ ย่อมไม่ต๊อกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่, อนุสัยคือปฏิมะ ย่อมไม่ ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น ; เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ ไม่ ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่ง เหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่อง ออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย, อนุสัยคืออวิชชา ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความ เคยชินให้) แก่บุคคลนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ละราคานุสัย อันเกิดจากสุขเวทนา เสียได้แล้ว ; บรรเทาปฏิมานุสัย อันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว ; ถอนอวิชชา-
น.534 นุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว ; เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำวิชชา ให้เกิดขึ้นได้แล้ว เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ; ข้อนี้ เป็นฐานะที่จักมีได้, ดังนี้. ปฏิจจสมุปบาทสลายตัว เมื่อรู้แจ้งธรรมห้า อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอทั้งหลาย เพื่อความรอบรู้ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเป็นไปเพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง ตา ด้วย, ซึ่ง รูป ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักษุวิญญาณ : การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริย- สาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในตา ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน รูปทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุสัมผัส ๑. ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความ ๑. สูตรที่ ๔. อวิชชาวรรค สหายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๓๕/๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.535 คลายกำหนด ย่อมหลุดพ้น อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน๑ เป็นสิ่งที่เรา รอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น (วิโมกฺข)" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง หู ด้วย, ซึ่ง เสียง ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียง ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมกลายกำหนัด ; เพราะความ คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น . . อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้ แล้วเพื่อความหลุดพ้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง จมูก ด้วย, ซึ่ง กลิ่น ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่น ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความ คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น" ดังนี้. ๑. ตา รูป จักขุวิญญาณ ผัสสะ เวทนา รวม ๕ อย่างนี้ คือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทาน เมื่อรู้จักสิ่งเหล่านี้ จนถึงกับเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จากสิ่งเหล่านี้ และหลุดพ้นแล้ว เรียกว่ารอบรู้ในเรื่องอันเกี่ยวกับอุปาทาน ทั้งปวง ซึ่งตามปกติหมายถึง กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน.
น.536 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง ลิ้น ด้วย, ซึ่ง รส ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ;) การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะคลาย ความกำหนัด ย่อมหลุดพ้น . . อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้ แล้ว เพื่อความหลุดพ้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง กาย ด้วย, ซึ่ง โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! “อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ๑, ย่อม เบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ๑, ๒ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกายวิญญาณ ๑, ๒ ย่อมเบื่อ หน่ายแม้ในกายสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลาย กำหนัด ! เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. ๒ อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่ง ใจ ด้วย, ซึ่ง ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เม เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธัมมารมณ์ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ๑, ย่อม
น.537 เบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส ๑) ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม คลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า "อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้และ เป็นไปเพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง คือสูตรถัดไป (สูตรที่ ๙ อวิชชาวรรค สหายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๔๐/๖๔,) มีข้อความอย่างเดียวกับสูตรที่ กล่าวแล้วนี้ ทุกตัวอักษร ผิดกันแต่คำพูดเพียงสองคำ คือแทนที่จะตรัสว่า "เพื่อความ รอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง" และ "เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว" เหมือนสูตรที่แล้วมา แต่ได้ตรัส ว่า "เพื่อการครอบงำซึ่งอุปาทานทั้งปวง" และ "เป็นสิ่งที่เราครอบงำแล้ว" เท่านั้นเอง. ใจความแห่งสูตรทั้งสองนี้ แสดงว่า เมื่อใดมีความรู้สึกอยู่ว่า ธรรมทั้งห้า มีเวทนาเป็นที่สุด นี้ เป็นเพียงอิทัปปัจจยตา ของปฏิจจสมุปปันนธรรม กล่าวคือ อาศัยกันเกิดขึ้น ดังที่กล่าว ไว้ชัดในสูตรนั้น ๆ แล้ว เมื่อนั้น ปฏิจจสมุปบาทย่อมสลายตัว ในขณะแห่งเวทนานั้น หรือไม่ อาจจะเกิดขึ้นได้เลย มาตั้งแต่แรก ดังนี้. ญาณวัตถุ ๔ ๔ ในปฏิจจสมุปบาท เพื่อความเป็นโสดาบัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่ง ญาณวัตถุ๒ ๔๔ อย่าง แก่พวกเธอ ทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น, จงกระทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เรา จักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ๑. สูตรที่ ๓ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๖๗/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ญาณวัตถุ แปลว่า สิ่งซึ่งเป็นที่กำหนดพิจารณาของญาณ ญาณกำหนดพิจารณาสิ่งใด สิ่งนั้น เรียกว่าญาณ- วัตถุ เฉพาะในกรณีนี้ หมายถึงอาการ ๔ อย่าง ๆ ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ ซึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการ : ดังนั้น จึงเรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔.
น.538 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ญาณวัตถุ ๔๔ อย่างคือ :- (หมวด ๑) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน ชรามรณะ ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; (หมวด ๒) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน ชาติ: ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งชาติ , ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; (หมวด ๓) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน ภพ ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้ เกิดขึ้นแห่งภพ ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งภพ ; ๔. ญาณ คือ ความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; (หมวด ๔) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน อุปาทาน ; ๒ ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน , ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน : ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; (หมวด.๕) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน ตัณหา ; ๒ ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ;
น.539 (หมวด ๖) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน เวทนา ; ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา (หมวด ๗) . ญาณ คือความรู้ ใน ผัสสะ ; ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้ เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ; ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; (หมวด ๖) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน สฬายตนะ ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งสหายตนะ , ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ; (หมวด ๙) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน นามรูป ; ๒ ญาณคือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป ; ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่ง นามรูป ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; (หมวด ๑๐) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน วิญญาณ : ๒ ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ : ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; (หมวด ๑๑) ๑. ญาณ คือความรู้ ใน สังขาร ทั้งหลาย ; ๒ ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ;
น.540 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความ คร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไปแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย :ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้เรียกว่าชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การ ตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์ คือชีวิต จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้เรียกว่า มรณะ. ชรา นี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ชรามรณะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ , ความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ , มรรคอันประกอบด้วย องค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่ สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การ เลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งชรามรณะ ว่าเป็น อย่างนี้ ๆ มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ มารู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ๆ , มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด ; ในกาลนั้น ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในธรรม (ธมฺมญาณ). ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวก นั้นเห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว หยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวก นั้น ย่อม นำความรู้นั้นไปสู่นัยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า "สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งชรามรณะ,
น.541 ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ ; แ สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่ เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้ .. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาล ยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งชรามรณะ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่ง ชรามรณะ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ก็ตาม ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นทุกท่าน ก็จักรู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้" - ดังนี้. ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนุวยญาณ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอันวยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว", ดังนี้บ้าง ; "ว่า “ได้เห็นอยู่ซึ่งพระสัทธรรมนี้", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ถึงซึ่งกระแส แห่งธรรมแล้ว", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส", ดังนี้บ้าง ; ว่า " ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " ! ดังนี้บ้าง, ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การ ก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย เหล่านั้น ๆ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 1 นี้ เรียกว่า ชาติ ใหม่ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะ
น.542 ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ เหลือ ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือ แห่งภพ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั้นเอง กเป็นปฏิปทาให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจา ชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ ที่รู้จัก ประพันธ์ิตย์เดิน เรือก่อนก็คดีพักคณะออกด้วยพเทมจิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ มารู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด ; ในกาลนั้น ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในธรรม (ธมฺมญาณ). ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว หยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวกนั้น ย่อม นำความรู้นั้นไป สู่นัยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า "สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น แห่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแลว ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้ รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้. .. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งชาติ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ,จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ก็ตาม ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นทุกท่านก็จักรู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้" ดังนี้. ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนุวยญาณ).
น.543 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอันวยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ", ดังนี้บ้าง ; ไกล กว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ได้เห็นพระสัทธรรมนี้", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ถึงซึ่งกระแส แห่งธรรมแล้ว", ดังนี้บ้าง ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส" , ดังนี้บ้าง ; ว่า " 'ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " , ดังนี้บ้าง, ดังนี้, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ภพ. เป็นอย่างไรเล่า? ...ฯลฯ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า? .. ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า? ฯลฯ .. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ เวทนาเป็นอย่างไรเล่า ?แต่.ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ผัสสะเป็นอย่างไรเล่า ? ... ฯลฯ .. .. เจ้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สหายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวลา7 ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า? ... ฯลฯ ... (ข้อความที่ละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... ดังข้างบนนี้ มีข้อความเต็มดังในข้ออันว่าด้วย ชรามรณะ และชาติ ข้างต้นทุกประการ ต่างกันแต่ชื่อหัวข้อธรรม). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย สามอย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย .. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร
น.544 ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาวก มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็น ปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ" ความ ดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ : การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ : เก็บมีผัด : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งสังขารทั้งหลาย ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. มารู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด ; ในกาลนี้ ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในธรรม (ธมฺมญาณ). ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวกนั้น เห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว หยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวก นั้น ย่อม นำความรู้นั้นไปสู่นยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า "สมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในการยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่ เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้ .. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาล ยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งสังขารทั้งหลาย, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น แห่งสังขาร, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ก็ตาม ; ศึก สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ทุกท่าน ก็จักรู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้" ดังนี้. ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนฺวยญาณ).
น.545 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอันวยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้น ว่า ‘ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ", ดังนี้บ้าง ; ว่า "‘ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ" , ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ได้เห็นพระสัทธรรมนี้", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ" , ดังนี้บ้าง ; คือคา ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ" , ดังนี้บ้าง ; กว่า ไปก็ผู้ถึงซึ่ง กระแสแห่งธรรมแล้ว", ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส", ดังนี้ บ้าง; ว่า " ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล. ญาณวัตถุ ๗๗ ในปฏิจจสมุปบาท เพื่อความเป็นโสดาบัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่พวกเธอ ทั้งหลาย. .. พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจัก กล่าวบัดนี้, ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ญาณ- วัตถุ ๗๗ อย่างนั้น คือ : - (หมวด ๑) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า ๑. สูตรที่ ๔ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑/๑๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.546 แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ๖ ๔ ญาณ คือ ความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี ; ๒๕ ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อม ไม่มี , แก้มก๊อกญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ” ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; ถึงวัดตัดเลยกะปญฺ" 06 10 : อกับแม่ผั (หมวด ๒) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี ; ญาณ คือความรู้ว่า แม้ใน กาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ , .ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี , ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ใน กาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; ไม่๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; (หมวด ๓) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ใน กาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; ญาณ คือความรู้ ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี ; ๕. ญาณ คือความรู้ ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; ๖. ญาณ ๑. ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ คือ ญาณเป็นไปตามหลักของปฏิจจสมุปบาท เป็นกรณีๆ ไป เช่นในกรณีแห่ง ชาติดังที่กล่าวนี้เป็นต้น.
น.547 คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี ; อ. ญาณ ” คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; (หมวด ๔) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี : ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; ดร. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี ; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อม ไม่มี; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; (หมวด ๕) / ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี ; ๒ ๓ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี ; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา : ผลิชิงชัยรัตน์ (หมวด ๖) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี , . ญาณ คือความรู้ว่า แม้
น.548 ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ๙. ญาณ คือความคิ รู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี : ๔. ญาณ คือ ความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา : pure นินกับการืนกิน บวกเครียด มากเทคนิคตี ผัดต้นบินกัน๊ะ ผลิดอกในดิน (หมวด ๗) .ค. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; ๒ . ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสหายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี; ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีสายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อสหายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี ; 2. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีสายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อสหายตนะ ไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี;ไม่ ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความ สิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; Npasta ” fullhdR di มาราค = : การมวินัยดิ ยัดต้นมังกรมการบินกลาง ผลิดอกหมวดดอน (หมวด ๘) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สหายตนะ ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สหายตนะย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อนามรูปไม่มี สหายตนะ ย่อมไม่มี; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมี นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่าย อนาคต เมื่อนามรูปไม่มี สหายตนะย่อมไม่มี; ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติ- ญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา :
น.549 คุณยาย(หมวด ๓) จ. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี นามรูป : ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี ; พิม ต.อ. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปรัก ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี ; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี ; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; (หมวด ๑๐) • ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความ รู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อสังขาร ทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ สัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา ; (หมวดที่ ๑๑) •. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี ; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ทั้งหลาย ; . ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่ออวิชชาไม่มี สังขาร ทั้งหลายย่อมไม่มี ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะ
น.550 มือวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนาน ฝ่ายอนาคต เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี;ก็ญาณ คือความรู้ว่า แม้แ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง, ดังนี้ แล. การรู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่เกี่ยวกับการบรรลุอภิญญาเลยก็ได้ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่เวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ มีประชาชนเคารพ นับถือ บูชา สมบูรณ์ด้วยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะ- คิลานเภสัช. ส่วนพวกบริพพาชกผู้เป็นอัญญเดียรถีย์อื่น ไม่มีประชาชนเคารพนับถือบูชา. ปริพพาชก ผู้หนึ่งชื่อสุสิมะ ได้รับคำแนะนำจากศิษย์ให้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเรียนธรรมมาสอนประชาชน โดยหวังจะให้พวกตนมีประชาชนเคารพนับถือและสมบูรณ์ด้วยลาภสักการะบ้าง. สุสิมปริพพาชกนั้น จึงเข้า ไปขอบวชกะพระอานนท์ พระอานนท์ได้พาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงรับสั่งให้บวชให้แล้ว. สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมาก พากันพยากรณ์อรหัตผลในสำนักพระพุทธเจ้า. พระสุสิมะได้ยินข่าว จึงเข้าไปถามพวกภิกษุ เหล่านั้นถึงเรื่องการพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์, เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับแล้ว จึงได้ถามภิกษุเหล่านั้นต่อไป ถึงการบรรลุอภิญญาต่าง ๆ คือ อิทธิวิธี, ทิพพโสต, เจโตปริยญาณ, ปุพเพนิวาสานุสสติ, ทิพพจักขุ และ อารปปวิโมกข์ ; เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ไม่ต้องบรรลุอภิญญาเหล่านี้ด้วย ก็บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ได้ ด้วยปัญญาวิมุตติ ; พระสุสิมะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลเล่าเรื่องที่ตนสนทนากับภิกษุ ทั้งหลายให้ทรงสดับ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า :- "ดูก่อนสุสิมะ ! ธัมมัฏฐิติญาณ เป็นสิ่งที่เกิดก่อน, ญาณในนิพพาน เป็นสิ่งที่เกิดภายหลัง". ๑. สูตรที่ ๑๐ มหาวรรค อภิสมัยสังยุกต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๐/๒๙๐ - ๓๐๔.๙ "เพื่อนอนิเมหล่องเคม(
น.551 พระสุสิมะกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ยังไม่รู้อย่างทั่วถึงซึ่งเนื้อความ แห่งภาษิต ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสซึ่งเนื้อความนั้น โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงรู้อย่างทั่วถึง ซึ่งเนื้อความแห่ง ภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้เถิด พระเจ้าข้า!" ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่ก็ตาม ธัมมัฏฐิติญาณก็ยังเป็นสิ่งที่ เกิดก่อน และญาณในนิพพานเป็นสิ่งที่เกิดภายหลัง อยู่นั่นเอง."ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะ สำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ! "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ’ ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง, สิ่งนั้น เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ? ‘เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแลหรือที่จะ ตามเห็นสิ่งนั้นว่า "นั่น เป็นของเรา, นั่น เป็นเรา, นั่น เป็นตัวตนของเรา" “ข้อนั้น ไม่สมควรเห็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !’ (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ ก็มีการถามและตอบอย่างเดียวกัน). ผลิติติผลิต: ดูก่อนสุสิมะ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้ รูปชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีอยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม ; รูปทั้งหมดนั้น อันเธอ พึงเห็น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ดังนี้.
น.552 (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ ก็ได้ตรัสทำนองเดียวกันกับกรณีแห่ง รูปนี้ ต่างกันเพียงชื่อเท่านั้น.) ดูก่อนสุสิมะ ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า "หลุดพ้น- แล้ว" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. ดูก่อนสุสิมะ ! เธอเห็นว่า "เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้ ใช่ไหม ?. "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสุสิมะ ! เธอเห็นว่า "เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ" ดังนี้ใช่ไหม ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" (ในกรณีแห่งอาการต่อ ๆ ไป ก็ได้ตรัสถามเช่นเดียวกันนี้ จนตลอดปฏิจจสมุปบาท, ทั้งฝ่าย สมุทยวารและนิโรธวาร ; ล้วนแต่ได้รับคำตอบว่า "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" จนตลอดทั้งยี่สิบสอง). ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม บรรลุอิทธิวิธีมี ประการต่าง ๆ เหล่านี้บ้างหรือ คือผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้ เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิ
น.553 ตู้บัลลังก์, ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม ได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ W ด้วยทิพพโลตธาตุอันบริสุทธิ์ เกินกว่าโสตของมนุษย์บ้างหรือ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ’ ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม กำหนดรู้ใจของ สัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจว่า "จิตของเขามีราคะ หรือว่าไม่มีราคะ ; .. ฯลฯ ... จิตพ้นวิเศษ หรือไม่พ้นวิเศษ", ดังนี้ บ้างหรือคน โยงธัญหมามินิสองผู้กำกับ "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม ระลึกถึงขันธ์ที่เคย อยู่ในภพก่อน มีอย่างต่าง ๆ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... ฯลฯ ... คือ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ในภพก่อนมีอย่างต่าง ๆ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ บ้างหรือ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !’ ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เห็นหมู่สัตว์ที่กำลัง จุติอยู่ ... ฯลฯ ... ซึ่งกำลังเป็นไปตามกรรม ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์อันบริสุทธิ์ เกินกว่า จักษุของมนุษย์ บ้างหรือ ?
น.554 "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!" ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอย่อม ถูกต้องด้วย นามกาย ซึ่งอารูปปวิโมกษ์ อันสงบ อันก้าวล่วงซึ่งรูปทั้งหลายเสียได้ บ้างหรือ : "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสุสิมะ ! คราวนี้, คำพูดอย่างโน้นของเธอกับการที่ (เธอกล่าวบัดนี้ว่า) ไม่ต้องมีการบรรลุถึงอภิญญาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้, ในกรณีนี้ " นี้เราจะว่าอย่างไรกัน. ออยล์ ลึกมาลำดับนั้นเอง ท่านสุสิมะหมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วได้กล่าวถ้อยคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า: "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! โทษได้ท่วมทับข้าพระองค์ แล้ว ตามที่เป็นคนพาลอย่างไร ตามที่เป็นคนหลงอย่างไร ตามที่มีความคิดเป็นอกุศล อย่างไร คือข้อที่ข้าพระองค์บวชแล้วเพื่อขโมยธรรมในธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสดีแล้ว อย่างนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ของข้าพระองค์ เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด พระเจ้าข้า !" เอาละ สุสิมะ ! โทษได้ท่วมทับเธอ ผู้เป็นคนพาลอย่างไร ผู้เป็นคนหลง อย่างไร ผู้มีความคิดเป็นอกุศลอย่างไร คือข้อที่ เธอบวชแล้วเพื่อขโมยธรรม ในธรรมวินัย ที่ตถาคตกล่าวดีแล้วอย่างนี้. ดูก่อนสุสิมะ ! เปรียบเหมือนราชบุรุษจับโจรผู้ประพฤติผิด มาแสดงแก่พระราชาแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่เทวะ! โจรนี้ประพฤติผิดแด่พระองค์ ขอ พระองค์จึงทรงลงอาชญาแก่โจรนี้ ตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด" ดังนี้. พระราชา ทรงรับสั่งกะราชบุรุษเหล่านั้นดังนี้ว่า "ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ! ท่านทั้งหลายจงไป จงมัดบุรุษนี้ ให้มีแขนในเบื้องหลัง ให้มีการผูกมัดที่แน่นหนาด้วยเชือกอันเหนียว แล้วโกนศีรษะเสีย
น.555 พาเที่ยวตระเวนตามถนนต่างๆ ตามทางแยกต่าง ๆ ด้วยกลองปณวะเสียงแข็ง พาออกทาง ประตูด้านทักษิณ แล้วจงตัดศีรษะเสียทางด้านทักษิณของนคร! ! ราชบุรุษมัดโจรนั้น กระทำตามที่พระราชาได้รับสั่งแล้วอย่างไร. ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นว่า อย่างไร ? บุรุษนั้นต้องเสวยทุกขโทมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ไหมหนอ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ดูก่อนสุสิมะ ! บุรุษนั้นต้องเสวยทุกขโทมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเพียงใด, แต่การบวชของเธอเพื่อ ขโมยธรรม ในธรรมวินัยที่ตถาคตกล่าวดีแล้วอย่างนี้ : นี้ยังมี วิบากเป็นทุกข์ยิ่งกว่า มีวิบากเผ็ดร้อนยิ่งกว่า ; แล้วยังแถมเป็นไปเพื่อวินิบาต (ความฉิบหาย) อีกด้วย . ดูก่อนสุสิมะ ! แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม, เราจึงรับโทษนั้นของเธอ. ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป ; ข้อนี้เป็นความเจริญในอริยวินัยของผู้นั้น, ดังนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนเรา (ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถึงการที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในโลก ; ได้ทรงแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย; คหบดี หรือคหบดีบุตรเป็นต้น ได้ฟังธรรมแล้ว ; เกิดสัทธา พิจารณาเห็นว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นโอกาสว่าง จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ในเพศฆราวาสนั้น ยากเกินไป ; จึงละฆราวาสวิสัย ออกบวช แล้วกระทำเต็มที่ในศีลอันเป็นสิกขาสาชีพของภิกษุ ; เป็นผู้สันโดษ มีความประพฤติเบาพร้อม ๑. มหาตัณหาสังขยาสูตร มู.ม. ๑๒/๔๙๕/๔๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. มีแก่
น.556 เหมือนนกมีภาระแต่ปีกสำหรับบินไป ; สำรวมอินทรีย์ทั้งหก ในลักษณะที่อภิชญาและโทมนัสไม่เกิดขึ้น ครอบงำจิต ; มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ในทุกอิริยาบถ; เสพเสนาสนะอันสงัด บำเพ็ญความเพียรในอธิจิต ; กำจัดนิวรณ์ทั้งห้าเสียได้แล้ว บรรลุรูปฌานในอันดับที่สี่ อยู่เป็นปรกติ ; แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ; ถึงความดับซึ่งกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทอันเป็นรอบสุดท้าย ในชีวิตแห่งตนได้ตามข้อความ ที่กล่าวไว้ ในตอนต่อไปข้างล่างนี้ :- ) (๑) ภิกษุนั้น เห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูป อันมี ลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ; ย่อมไม่ขัดเคืองในรูป อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่ง ความเกลียดชัง ; เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตหา ประมาณมิได้ ด้วย; ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็น ที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย. ภิกษุนั้น เป็นผู้ ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้าย อย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ย่อมไม่ เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ ; นันทิ (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อม ดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะ มีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.557 (๒) ภิกษุนั้น ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในเสียง อันมี ลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ; . ฯลฯ . นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อม ดับไป ... ฯลฯ .... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๓) ภิกษุนั้น รู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น อันมี ลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ; ... ฯลฯ ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป • .. ฯลฯ .... . ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ .. (๔) ภิกษุนั้น ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรส อันมีลักษณะ เป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ... ฯลฯ .... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ (๕) ภิกษุนั้น ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ย่อมไม่กำหนัด ยินดีในสัมผัสทางผิวหนัง อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ... ฯลฯ ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. (๖) ภิกษุนั้น รู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน ธัมมารมณ์ อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ; ย่อมไม่ขัดเคืองในธัมมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง ; เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้ง ๑. การละเปยยาล ... ฯลฯ ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อที่ (๒) นี้ ซ้ำกันเป็นส่วนมากกับใน ข้อที่ (๑) จะพิมพ์เต็มตามข้อที่ (๑) ก็เป็นการเสียเวลาอ่านและรกตา กำหนดหัวข้อยาก จึงได้ละไว้ด้วยเปยยาล สำหรับคำที่ซ้ำกัน คงไว้แต่ข้อความที่ไม่ซ้ำกัน และข้อความเชื่อมสัมพันธ์กัน พอให้เป็นเครื่องสังเกตได้ เท่านั้น ; ข้อถัดไปก็ทำอย่างนี้ จนกระทั่งข้อสุดท้าย จึงจะพิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อที่ (๑) อีกครั้งหนึ่ง.
น.558 ไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ ด้วย ; ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย. ภิกษุนั้น เป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้แล้ว เสวย เวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ ; เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ กไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ ; นันทิ (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย้อมดับไป. "เพราะความลับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ, เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะ- ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตในข้อที่ว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์จบ โดยแท้จริงนั้น คือผู้ที่หยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เสียได้เป็นครั้งสุดท้าย หรือรอบ สุดท้าย ; ต่อจากนั้น จะรับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนิดใดอีกก็ตาม ย่อม ไม่มีทางที่จะเกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เช่นนั้นอีกได้. ขอให้พิจารณาดูลักษณะอาการ และเหตุผลต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ในข้อความเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ว่า "ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ นี้นั้น มิได้หมายความว่าผู้นั้นจะต้องตาย (อย่างเข้าโลง)ไปเสียก่อน จึงจะดับทุกข์ได้, การดับของนันทิ ในเวทนาทั้งหลายนั้น ดับกัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยอำนาจเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ, ซึ่งดับอวิชชาที่นี่ เดี๋ยวนี้-ด้วยเหมือนกัน, ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนมีได้ด้วยอาการอย่างนี้, ทั้ง ๆ ที่ในตอนต้น ๆ แห่งชีวิต ของเขานั้น เต็มไปด้วยปฏิจจสมุปบาท นับสาย หรือนับรอบไม่ถ้วน. ศึกษากันให้ชัดเจน ในข้อเท็จจริงอันนี้ ก็จะได้รับประโยชน์จากความรู้เรื่องนี้ โดยสมบูรณ์ และไม่เหลือวิลัย. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร 92 หลังตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ 2 โทร. 212337 นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2519
น.559 โปรดแก้คำผิด ในปฏิปทาปริทรรศน์ (การนับบรรทัด ให้นับลงมาตั้งแต่บรรทัดบนสุด คือบรรทัดของเลขหน้า, ถ้ามี (จล) ให้นับขึ้นมาจากล่าง, เพื่อประหยัดเวลา). หน้า บรรทัด คำที่ผิด แก้เป็น ๖ ๙ (จล) อนดี อันดี ๗ ๒ ในมีเอง ในเมือง ๑๙ ๓ (จล) ตอง ต้อง ๒๐ ๒ ถึง ไม่ถึง ๒๗ ๕ หรือมีใคร (ตัวแรก) (ขีดออกเสีย) ๓๗ ๓ (จล) เวทนา ดับเวทนา ๓๘ ๘, ๙ อวิชชา, ปัจจยาสังขาร่า อวิชชา -, ปัจจยา สังขารา ๕๓ ๙ เม็ด เมล็ด ๕๗ ๙ (จล) คนที่ คนนี่ ๗๖ ๔ (จล) ของเรา ของเขา ๙๐ ๑๑ ที่ถ้ามี ที่มี ๑๐๔ ๒ (จล) ความพาก- ความพาก ๑๐๘ ๑๑ ในสัญญา การที่สัญญา ๑๑๑ ๗ อธิวจนสัมผัส ... รูปจ ปฏิฆสัมผัส ... รูเป จ อุปฺปฺชติ ๑๑๑ ๘ คือว่า อาศัยตากับรูป คือว่า (ขีดอาศัย ตากับรูปออก) ๑๑๑ ๑๑ ชื่อว่าผัสสะ ชื่อว่าผัสสะที่ สมบูรณ์ ๑๑๑ ๗ (จล) เกิดความ เกิดเห็นความ ๑๑๔. ๔ หลังที่สุด จึงจะ ที่มโนหรือจิต
Buddhadasa