น.39 ท่านทั้งหลายทุกคนว่า ปีหนึ่งมีเพียงวันเดียวที่จัด เป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ทั้งปวง ทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา, และมีจอม พระอรหันต์ คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน, ท่านมีอยู่ในโลกนี้ เพื่อ ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง. เราควรจะระลึกนึกถึงด้วยความสักการะเคารพ และด้วยการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเป็นการบูชาตอบแทนคุณของท่าน. เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราจะต้องมีการเสียสละกิจการงานเป็นต้น, จะต้อง มีความอดกลั้นอดทนกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องบูชาคุณของพระ- อรหันต์นั้นให้สมกัน. เพียงแต่จะทำบุญทำทานตามปกติ นั้นยังไม่พอ เพราะว่า วันนี้เป็นวันพิเศษ จึงขอร้องให้กระทำทุกอย่างทุกทาง :- จะเป็นการ ให้ทาน ก็ดี, เป็นการ รักษาศีล ก็ดี, เป็น การฟังธรรมเทศนา ก็ดี, เป็น การเจริญภาวนา ในทางจิตใจ ให้มีความสะอาด สว่าง สงบ ก็ดี, ตลอดจน ถึง ความอดกลั้นอดทน อย่างอื่น ตลอดวันวันนี้ ล้ วนแต่จะต้องทำเป็นพิเศษ เพื่อ บูชาคุณของพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังที่กล่าวมา. เราจะใช้เวลาในวันนี้ ให้เป็นประโยชน์ที่สุดด้วย, ให้มีความเหมาะสมที่ จะเป็นที่ระลึก อุทิศบูชาแด่พระอรหันต์ทั้งหลายด้วย, ทุกคนจะต้องตั้งอกตั้งใจ คิดนึกว่าจะทำอย่างไร ให้สุดสติปัญญาของตนทุกคน. ก่อนอื่นทั้งหมด ควรจะได้ทราบความหมายของคำว่า พระอรหันต์ ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน แล้วจะได้นำไปคิดนึกดูว่า เราจะปฏิบัติกาย วาจา ใจ ของเราในวันนี้ ให้เป็นการคล้อยตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ให้มากที่สุดได้อย่างไร
น.40 การทำตามพระอรหันต์นั้น ไม่ใช่เป็นการอวดดี. ท่านผู้ใดอย่าได้คิดว่า เมื่อพูดว่า “เราจะทำตามพระอรหันต์" ดังนี้แล้ว จะเป็นการอวดดี ดังนี้ก็หาไม่. อุบาสกอุบาสิกาที่ดี ย่อมปัจจเวกขณ์องค์อุโบสถอยู่เป็นประจำทั้ง ๘ องค์ แต่ละองค์ ๆ ก็มีว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านทำอย่างนั้น ๆๆ และแม้เราในวันนี้ ก็จะทำตาม พระอรหันต์ทั้งหลายนั้น ด้วยองค์อันนี้ ๆ ครบทั้ง ๘ องค์ แห่งอุโบสถ. นี้ไม่ถือว่า เป็นการอวดดิบอวดดีอะไร ; เป็นการตั้งอกตั้งใจจะทำ เพื่อความดับทุกข์ เช่นเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านทำ. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็เพื่อต้องการจะเป็นอยู่ในวันหนึ่ง ๆ นั้น ให้ คล้ายกันกับที่พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเป็นอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราไม่ได้ประกาศว่าเราเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเราจะทำตามพระอรหันต์ให้สุดความ สามารถของเรา โดยเฉพาะในวันอุโบสถ. วันนี้ก็เป็นวันอุโบสถ ; แต่ว่าเป็น วันอุโบสถที่ยิ่งไปกว่าวันอุโบสถอื่น ๆ คือ เป็นวันมาฆบูชาด้วย. การเรียกว่า “มาฆบูชา" แปลว่าการบูชาที่ทำในเดือนมาฆะ เพียงเท่านี้ ไม่ค่อยมีความหมายอะไรนัก เพราะเป็นชื่อของเวลา เป็นการกำหนดด้วยเวลา. เราควรจะทราบถึงความหมายเสียใหม่ว่า การทำการบูชาในเดือนมาฆะ เพื่อระลึกถึง พระอรหันต์ เพื่อบูชาพระอรหันต์ เพื่อทำตามอย่างพระอรหันต์ ; ให้เรามีความ เป็นอยู่ที่คล้ายพระอรหันต์ให้มากที่สุด ทุกลมหายใจเข้าออกในวันนี้ ทำอย่างนี้จึง จะได้ชื่อว่า เป็นการทำมาฆบูชาที่แท้จริง หรือถูกต้องตามความหมาย ถ้าทำอย่างอื่น หรือทำอย่างละเมอเพ้อฝั่น, ทำไปตามธรรมเนียม ประเพณี, สรวลเสเฮฮาอย่างใดอย่างหนึ่งไปตามเรื่อง, นั่นเป็นการทำมาฆบูชาของ
น.41 ลา ๕ ลูกเด็ก ๆ : ไม่สมควรแก่อุบาสกอุบาสิกา ผู้ประกอบไปด้วยคุณธรรม : ผู้รู้ ความหมายของพระอรหันต์ดี ว่ามีอยู่อย่างไร, แล้วพยายามจะทำตนให้คล้อยตาม ให้มากที่สุดที่จะมากได้. ผู้ที่พิจารณาเห็นความหมายอันแท้จริง ของความเป็นพระอรหันต์โดย ถูกต้องเท่านั้น ที่จะทำมาฆบูชาให้เป็นมาฆบูชาอย่างถูกต้อง. ความหมายอันแท้จริง ของคำว่า พระอรหันต์ นั้น ก็คือ ความสะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ; หมายถึงบุคคลที่มีความสะอาด ถึงที่สุด มีความสว่างไสวถึงที่สุด และมีความสงบเย็นถึงที่สุด นี้เรียกว่าพระอรหันต์ ที่ว่า สะอาด หมายถึง บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีบาป ไม่มีความชั่ว ซึ่ง เป็นสิ่งเศร้าหมอง ไม่มีความลับ ที่จะต้องปกปิด. ที่ว่า มีความสว่างไสว นั้น หมายถึง ความรู้แจ้ง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง อย่าง ถูกต้องเต็มตามที่เป็นจริง จนประพฤติปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง, ไม่มีความทุกข์ อันใด เกิดขึ้นมาได้เลย, นี้เรียกว่าความสว่างไสว คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง. ที่เรียกว่า ความสงบ นั้น หมายถึง ความสงบเย็นปราศจากความทุกข์ ไม่มีความเร่าร้อน ไม่มีความกระวนกระวายระส่ำระสาย ไม่ถูกห่อหุ้มพัวพัน ตบตี ทิ่มแทง เผาลน แต่ประการใด จึงนับว่าเป็นความสงบเย็นอย่างแท้จริง ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ นี้ เรียกเป็นภาษาไทยสั้น ๆ เพื่อ จำง่าย ความ สะอาด ก็คือ สุทธิ หรือ สุทธิคุณ , ความสว่าง ก็คือ ปัญญาคุณ , ความสงบ ก็คือ สันติคุณ .
น.42 การที่มี ความสะอาด สว่าง สงบ นี้ หมายความว่า ได้ถึงที่สุดของ การประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา, ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ถึงที่สุด ได้ประสบความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ; นั้นแหละคือบุคคล ประเภทที่เรียกว่า พระอรหันต์ ถ้ายัง ไม่ถึงที่สุด ก็เป็นพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา เช่น พระอนาคามี สกิทาคามี และพระโสดาบัน เป็นต้น. ถ้ายัง มีความสะอาด สว่าง สงบ น้อย ไม่ควรจะเรียกว่าพระอริยเจ้า ก็เรียกได้แต่ว่า เป็นกัลยาณปุถุชนที่ดี . ถ้าไม่มี ความสะอาด สว่าง สงบ ก็เรียกว่า ปุถุชนคนหนาไปด้วยกิเลส. โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า ปุถุชน ก็คือ คนที่เต็ม อยู่ด้วยความ เศร้าหมอง ความมืดมัวและความเร่าร้อน คือ ไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ นั่นเอง ; ส่วนพระอรหันต์นั้นตรงกันข้าม เป็นผู้ที่หมดความเศร้าหมอง หมดความมืดมัว หมดความเร่าร้อน ; แต่มีความสะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็นถึงที่สุด เกิดขึ้นแทน. เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้, พอจะเทียบเคียงเอาได้ ด้วยใจของตนเอง ว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร ; เสียแต่ว่า เราจะเป็นปุถุชนกัน เกินไป จนไม่รู้จักความเป็นปุถุชนของตัวเอง. อยากจะเปรียบเทียบความข้อนี้ เหมือนกับปลาที่มันอยู่ในน้ำ มันไม่รู้ แม้แต่ความเป็นปลาของมันเอง คือไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์น้ำ. ปลาไม่มีความรู้ว่า ตัวเองเป็นสัตว์น้ำ เพราะเกิดในน้ำ อยู่ในน้ำ แล้วก็ตายในน้ำ แล้วก็ยังไม่เห็นน้ำ ; เพราะน้ำมันเข้าถึงตาเกินไป จนไม่เห็นน้ำ ไม่มีความรู้สึกที่จะเรียกว่า น้ำ เหมือน ที่พวกเราเรียกน้ำนั้นว่าน้ำ ; เพราะฉะนั้นปลาจึงไม่รู้จักตัวเองว่า เราเป็นสัตว์น้ำ ดังนี้เป็นต้น. แล้วปลาจะรู้จักเรื่องบก หรืออยากเป็นสัตว์บกได้อย่างไรกัน.
น.43 เช่นเดียวกับ คนที่เป็นปุถุชนเกินไป หลับหูหลับตามากเกินไป จนกระทั่ง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นปุถุชน ; คนพวกนี้เท่านั้น ที่จะไม่อาจเข้าใจเรื่องราวของพระ อรหันต์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ตรงกันข้ามจากปุถุชน. แต่ถ้ามีสติปัญญาอยู่บ้าง พอที่จะ รู้สึกนึกได้เองว่า ความเป็นปุถุชนของตนนั้นเป็นอย่างไรแล้ว ตนก็จะพอเทียบเคียง หรืออนุมานเอาได้ว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้นจะเป็นอย่างไร. ปุถุชนคนที่ไม่หนาเกินไป ควรจะได้มีความรู้แจ้งว่า ตามธรรมดาของ สัตว์ปุถุชนนั้น ก็คือผู้ที่จมอยู่ในกองทุกข์ ; เหมือนกับปลาที่ฉลาดบางตัว พอที่จะ รู้ได้ว่า เราเป็นสัตว์น้ำอยู่ในน้ำ ยังเสียเปรียบพวกสัตว์บก และยังเสียเปรียบ สัตว์ที่อยู่บนฟ้า. ถ้าอย่างไร เราจะค่อยกลายเป็นจากความเป็นสัตว์น้ำ ไปเป็นสัตว์ครึ่งน้ำ ครึ่งบกก็ยังดี, จะอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก, จะได้รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ กว้างขวางออกไป, จะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน มากกว่าที่จะอยู่ในน้ำแต่อย่างเดียว. สัตว์ที่ ครึ่งน้ำครึ่งบกมีความรู้สึกได้กว้างขวาง ยิ่งกว่าสัตว์ชนิดที่เป็นสัตว์น้ำไปเสียตะพึด ตะพือ. นี่แหละเป็นเครื่องเทียบเคียงให้เห็นว่า ถ้าเราจะรู้อะไร ในทางที่ตรง กันข้ามจากวิสัยของปุถุชนบ้างแล้ว เราอย่ามัวหลงเป็นปุถุชนให้มากเกินไป. อย่าหลับหูหลับตา เอาแต่จะเป็นปุถุชนเสียตะพึดตะพือ จะต้องพยายามทำความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่กว้างขวางออกไป จนกระทั่งถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเสียบ้าง ; เหมือน กับสัตว์ที่เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก ก็มีความรู้ในเรื่องบกได้ตามสมควร.
น.44 เมื่อได้เป็นสัตว์ชนิดครึ่งน้ำครึ่งบกดังนี้แล้ว ความคิดจะได้ก้าวต่อไป จนถึงกับว่าจะเป็นสัตว์บกยิ่งขึ้นทุกที; เพราะว่าสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกนั้น ไม่ค่อย จะได้ขึ้นไปบนบกจริง ๆ, จะต้องอธิษฐานจิตต่อไปอีกว่า เราจะเป็นสัตว์บกมากยิ่งขึ้น ทุกที จนกระทั่งเที่ยวไปบนบก ทั่วทุกหนทุกแห่ง รู้เรื่องบกดี มีอะไรแปลก ๆ ออกไปจากในน้ำ. ทีนี้ ความคิดเลยเดินสืบต่อไปว่า สัตว์ที่อยู่ในอากาศ ยังมีความเป็นอิสระ สะดวกสบาย สนุกสนาน คล่องแคล่วกว่าเรา ; เราก็ควรจะเป็นสัตว์ที่เที่ยวไปใน อากาศได้บ้าง จึงได้อธิษฐานจิต เพื่อความเป็นอย่างนั้น, และได้เป็นสัตว์ที่เที่ยว ไปในอากาศ ก็จะได้รับความรู้ หรือความรู้สึกต่าง ๆ นั้นมากยิ่งขึ้นไปอีกกว่าที่จะเป็น ปลา มุดอยู่แต่ในน้ำอย่างเดียว. นี้เป็นอุปมาที่แสดงให้เห็นว่า ทางที่จะก้าวออกไปสู่ความเจริญนั้นมีอยู่ ; แต่ว่าสัตว์นั้น ๆ จะต้องมีความคิดความนึก ความช่างสังเกต จนกระทั่งรู้สึกความที่ ตนตกอยู่ในภาวะที่ต่ำต้อย หรือในวงจำกัดอย่างไร. ดังเช่นปลา มีความจำกัดด้วยการจมอยู่แต่ในน้ำ รู้อะไร ๆ ก็รู้อย่างปลา ; ถ้าเป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกขึ้นมาก็จะได้รู้มากขึ้นไปอีก, เป็นสัตว์บกโดยสมบูรณ์ ก็รู้มากขึ้นไปอีก, เป็นสัตว์ที่เที่ยวไปในอากาศได้ก็รู้มากขึ้นไปอีก. คนเรา ที่เป็นปุถุชนอย่างหนาแน่น ก็เหมือนกับปลา นั่นเอง จมอยู่ในน้ำ คือกามคุณ หมายถึงความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนัง ซึ่งท่านเรียกว่า กามคุณ ; นี้เป็นเหมือนกับน้ำ เป็นผู้ที่ติดจมอยู่ที่เหยื่อของโลก
น.45 ทางวัตถุ หรือทางเนื้อหางหนัง เช่นนี้ ; ตาของตนก็ถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยเหยื่อเหล่านั้น ตาจะเห็นแต่เหยื่อเท่านั้น ; ไม่เห็นอะไรมากไปกว่านั้น จึงเรียกว่า ติดจมอยู่ใน โลกนี้ คือโลกของปุถุชน ที่เต็มไปด้วยเรื่องทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนัง บางท่านมีคำอุปมํ ที่ควรอุปมาที่ควรจดจำไว้อีกอย่างหนึ่งว่า คนเรา ที่จะก้าวไปถึงนิพพาน หรือความดับทุกข์ได้นั้น จะต้องแทงตลอดสิ่งห่อหุ้มเป็นขั้น ๆ เป็นลำดับ ๆ ไปทีเดียว : อันแรกที่สุดจะต้องแทงตลอดกายเนื้อ ให้ถึงกายทิพย์ ; เมื่อเข้าถึงกายทิพย์แล้ว จะต้องแทงตลอดกายทิพย์นั้น ให้เข้าถึงกายพรหม ; เมื่อเข้าถึงกายพรหมแล้ว จะต้องแทงตลอดกายพรหม ให้เข้าถึงกายธรรม คือธรรมะ จึงจะมีอาการที่เรียกว่า บรรลุมรรค ผล นิพพาน. ที่เรียกว่า กายเนื้อ ในที่นี้ เขาจะอธิบายกันอย่างไร ก็ตามใจเถิด ; แต่พุทธบริษัททั่วไป ควรจะเข้าใจว่า ได้แก่เหยื่อล่อ หรือ กามคุณของปุถุชนใน มนุษย์โลกนี้เอง . กามคุณของมนุษย์ในโลกนี้ เป็นเครื่องหุ้มห่อจิตใจสัตว์ ให้รู้จัก แต่เพียงเท่านี้, ให้มัวเมาอยู่แต่เพียงเท่านี้, ไม่มองเห็นอะไรมากไปกว่านั้น ; ปุถุชนชนิดนี้จึงเหมือนกับปลา ที่เป็นสัตว์น้ำล้วน ๆ รู้จักแต่เรื่องน้ำ. ถ้าเป็น ปุถุชนดีไปกว่านั้น ก็แทงตลอดกายเนื้อ ไปสู่กายทิพย์ได้ ; เพราะว่ากายทิพย์นั้น มันยังดีกว่ากายเนื้อ. ข้อนี้หมายถึงกามคุณอันเป็นทิพย์ หรือสวรรค์ ยังประณีตกว่ากามคุณอย่างมนุษย์ ; เพราะกามคุณอย่างมนุษย์นั้น หยาบหรือเลวทรามกว่ากันมาก. เมื่อแทงตลอดกายเนื้อก็หมายความว่า เห็นว่า กามคุณอย่างมนุษย์นี้เลวเกินไป จึงได้ปรารถนากามคุณ อย่างที่เป็นทิพย์หรือเป็น สวรรค์. นี้พอจะเรียกได้ว่า เป็นสัตว์ที่รู้จักปรารถนาขึ้นจากน้ำ, เป็นสัตว์ครึ่งน้ำ
น.46 ครึ่งบก ; เช่น อึ่งอ่าง คางคก หรือ เต่า เป็นต้น เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก ถ้าไปชิมอะไรบางอย่างที่บนบกได้บ้าง ก็ยังดี. ทีนี้ สูงไปกว่านั้น ก็จะเป็นสัตว์บกล้วนๆ หมายความว่า ผู้ที่ได้ ผ่าน กายทิพย์ ไปแล้ว พิจารณาเห็นความหลอกลวง ความเป็นมายาของกามคุณอันเป็น ทิพย์ จึงได้ปรารถนากายพรหม คือ ความเป็นสุข สงบรำงับอยู่ได้ ด้วยผลอันเกิด จากสมาธิ หรือฌาน หรือสมาบัติ ; หมายความว่า ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ทั้งที่เป็นอย่างมนุษย์หรืออย่างเป็นทิพย์ แต่เกี่ยวกับความสงบที่เกิดมาจากฌาน จากสมาธิ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน. ฌานหรือสมาธิประเภทแรกเรียกว่า รูปฌาน อาศัยสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์ สำหรับเจริญฌาน . ฌานประเภทที่ ๒ เรียกว่า อรูปฌาน อาศัยสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ สำหรับเจริญฌาน เพราะฉะนั้น ความสุขที่ได้มาจากการเจริญฌานทั้ง ๒ ประเภทนี้ ย่อมจะต้องต่างกันเป็นธรรมดา ที่เป็นรูปฌานก็หยาบกว่า, ที่เป็นอรูปฌานก็ประณีตกว่า; แต่แล้ว ก็เรียกว่าฌาน ให้ความสุขเกิดแต่ฌานได้ด้วยกันทั้งนั้น, และ ทั้งสองอย่างนี้ไม่เกี่ยว กับกามารมณ์ คือ ไม่เกี่ยวกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสแต่ประการใด จึงถือว่า เป็นของสูงไปกว่ากายทิพย์ เรียกว่า กายพรหม มีอยู่เป็นสองประเภท. พอจะเทียบได้ กับสัตว์ที่เป็นสัตว์บกแห้งแล้งสนิท หรือว่าเป็นสัตว์ที่บินไปได้ในอากาศ เช่น นก เป็นต้น ; เรียกว่า เป็นผู้เข้าถึงกายพรหม มีจิตใจสูง พอที่จะไม่ลุ่มหลงในกามารมณ์ ทั้งอย่างมนุษย์และอย่างเป็นทิพย์ แต่แล้วในที่สุด ก็ยังเห็นได้สืบไปว่า มันยังไม่ใช่ที่สุดของความทุกข์ ยังยึดถือตัวตน ว่าตัวตนของตน, เป็นเจ้าของความสุขชนิดนั้น, เป็นเจ้าของตัว
น.47 ของตัวเอง, เป็นเจ้าของทุกอย่างทุกสิ่งที่ตัวชอบ, แล้วก็จะต้องหนักอกหนักใจ เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของตนดังนี้; จึงเห็นว่า เพียงเท่านี้ยังไม่พอ คือ ยังไม่สามารถจะดับทุกข์ได้ถึงที่สุด จึงได้พยายามแทงตลอดกายพรหมนี้ ออกไปหา กายธรรม หรือธรรมะ ด้วยการพิจารณาเห็นว่า แม้ความสุขที่เกิดจากฌานจากสมาธิ เป็นต้นนั้น ก็ยังเป็นมายาหลอกลวงอันประณีตชั้นหนึ่งอยู่ จะต้องสละความยึดถือ ในความสุขทั้งหมดนี้ด้วยเหมือนกัน จึงต้องออกไปสู่ที่ว่าง ที่โล่ง ที่เป็นอิสระ อย่ามัวเมาหลงใหลติดพัน อยู่ในความสุขชนิดนี้เลย. นี้เรียกว่า ออกจากกายพรหมไปสู่กายธรรมะ เห็นว่า สักกายะคือตัวตน นั้นเป็นทุกข์หนัก , เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน จะเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานแล้ว จักต้อง เป็นของหนักแก่บุคคลผู้แบกผู้หาม คือ ยึดถือว่าเป็นของกู มันก็ต้องหนักอกหนักใจ, และจะต้องหนักยิ่งขึ้น ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป สมน้ำหน้าของบุคคล ผู้อยากแบกอยากถือ อยู่ทุกวันทุกคืนแล้ว. ส่วนผู้ที่มีปัญญา พิจารณาเห็นความจริงข้อนี้ ได้พยายามปล่อยวางสิ่ง ทั้งปวง มีจิตใจหลุดพ้นจากสิ่งที่เคยยึดถือนั้น. นี้เรียกว่า ลุถึงกายธรรม เริ่ม ปล่อยวางในขั้นต้น, และปล่อยวางไปตามลำดับ ๆ ๆ จนกระทั่งหมดจดสิ้นเชิง ผู้เริ่มปล่อยวางในขั้นต้น นั่นแหละ คือพระโสดาบัน . ผู้ปล่อยวางไปตามลำดับ ๆ นั่นแหละคือ พระ สกิทาคามี และ อนาคามี ผู้ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง นั่นแหละ คือ พระอรหันต์. ท่านทั้งหลายจง เปรียบเทียบดู ระหว่าง ความเป็นปุถุชน กับ ความเป็น พระอริยเจ้า :-
น.48 ผู้ที่หลงอยู่ในกายเนื้อ ก็เป็นปุถุชนอย่างเลว , เลวมาก. ผู้ที่หลงอยู่ ในกายทิพย์ ก็เป็นปุถุชนที่ค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย. ผู้ที่หลงอยู่ในกายพรหม ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากว่านั้นอีก; แต่ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่นั่นเอง เป็นคนหนาอยู่ด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน ยึดนั่นยึดนี่ โดยความเป็นตัวตนบ้าง โดยความเป็นของ ของตนบ้าง. นี้เรียกว่าปุถุชน จะอยู่ในมนุษย์ก็ตาม อยู่ในสวรรค์ก็ตาม อยู่ในพรหม โลกก็ตาม ก็ยังเป็นปุถุชน คนหนา คนหนัก, คนไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริง, แล้วเข้าไปแบกไปถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไว้ ด้วยความยึดถือของตน ; เพราะฉะนั้น จึงจัดว่าเป็นปุถุชนเสมอกันหมด, จะเป็นพวกกายเนื้อ หรือพวก กายทิพย์ หรือ กายพรหมก็ตาม. ส่วน พระอริยเจ้านั้น ไม่ยึดถือเช่นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เป็นผู้ที่เริ่มปล่อยวาง ปล่อยวางความยึดถือว่าตัวตน หรือของของตน ตามลำดับมา . พระโสดาบัน เป็นอันดับแรก ของพระอริยเจ้า เริ่มปล่อยวางสักกายทิฏฐิ คือ ปล่อยวางความยึดถือว่า กายนี้ของตน เป็นผู้ละวิจิกิจฉาได้ , ไม่ลังเลสงสัยว่า พวกกายเนื้อ กายทิพย์ กายพรหมนั้น เป็นของน่าเสน่หาอีกต่อไป, เป็นผู้แน่ใจว่า มันเป็นของเสียบแทง เป็นของหนัก เป็นของเผาลนให้เร่าร้อน อย่าไปสนใจกะมัน อีกเลย. ไม่ว่าชั้นมนุษย์ หรือชั้นเทวดา หรือชั้นพรหม เป็นผู้มีความไม่ลังเล เป็นผู้ที่แน่ใจว่า หนทางอันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ , ออกมาเสีย ห่างจาก กามารมณ์ หรือจากกายทั้ง ๓ นั้น ; นั่นแหละ เป็นทางถูกแน่.
น.49 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความหมายตรงที่ หลีกห่างออกมา เสียจากภพ จากชาติ จากวัฏฏสงสาร เหล่านั้น นี้เป็นของถูกแน่ มีความแน่ใจ ไม่ลังเลอย่างนี้ เรียกว่า ละ วิจิกิจฉาเสียได้. และละสีสัพพัตตปรามาส คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เคยประพฤติอย่างโง่เขลา งมงาย ไม่รู้ความหมายมาแต่เก่าแต่ก่อน ; คือตั้งแต่เมื่อตนยังเป็นปุถุชน งมงาย โง่เง่าโน้น เคยประพฤติยึดถือปฏิบัติมาอย่างแน่นแฟ้นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็มาละ เสียได้. ก่อนนี้เคยพึ่งผีพึ่งสาง ก็มาพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้, ก่อนนี้ ถือผีถือสางเป็นสรณะ ; เดี๋ยวนี้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็น สรณะ. ก่อนนี้ถือว่าผีสางจะช่วยบำบัดทุกข์ให้ได้ ; แต่เดี๋ยวนี้ถือว่า การปฏิบัติ ของตนเอง ตามมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ที่จะทำตนให้พ้นทุกข์ได้, คนอื่นไม่สามารถ จะช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ได้, ตนจะต้องทำของตนเอง พระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้ชี้ทาง ดังนี้เป็นต้น ; เป็นผู้เลิกเชื่ออย่างงมงาย เลิกปฏิบัติอย่างงมงาย เลิกความโง่เขลา งมงายทุกชนิดเสียได้ นี้เรียกว่า ละสีลัพพัตตปรามาสเสียได้. เมื่อละได้ ๓ อย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นพระโสดาบัน คือ เป็นพระอริยเจ้า ในอันดับแรก. พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า หลักใหญ่ ๆ ของความเป็นพระอริยเจ้านี้ อยู่ตรง ที่ไม่ยึดถืออย่างงมงาย ไม่มีความเข้าใจผิดอย่างงมงายอีกต่อไป . เมื่อยังเป็นปุถุชน เป็นเหมือนกับปลาอยู่ในน้ำ, หรือเป็นเหมือนกับเต่าที่อยู่ครึ่งน้ำครึ่งบก, หรือเป็น เหมือนอย่างกับช้าง ม้า โค กระบือ ที่เป็นสัตว์บก, หรือเป็นอย่างนกอย่างกา ที่เป็นสัตว์อากาศ, ก็ล้วนแต่จะเห็นแก่กามารมณ์ เห็นแก่ความสุข หรือเห็นแก่ สุขเวทนา ที่จะยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตน เป็นของตนด้วยกันทั้งนั้น
น.50 แต่ครั้นมาถึงขั้นที่เป็นพระอริยเจ้า ก็เลิกเป็นสัตว์อย่างนั้นกันเสียที. ถ้าจะเปรียบเทียบก็คือ เป็นมนุษย์ดีกว่าเป็นสัตว์; จะได้มีความรู้ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านั้น เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ เพราะเต็มไปด้วยความโง่เขลา งมงาย ไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เป็นผู้ที่มีจักษุ คือดวงตาขึ้นมาแล้ว ; ก่อนนี้ไม่มีจักษุ ไม่มีดวงตา คือไม่มีปัญญา ไม่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. บัดนี้มีจักษุ - มีดวงตา คือมีปัญญารู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร . โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่หยุดหย่อน, เป็นสิ่งที่ทำความทรมานแผดเผา ให้แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือว่านี่เป็นของฉัน และเป็นสิ่งที่ไร้สาระตัวตน ที่ยึดถือเอา เป็นแน่เป็นนอนได้ นี้เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ผู้ใดเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้แล้ว ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน คนนั้นก็รอดตัว ไปได้ คือ ไม่ถูกสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเบียดเบียน ให้เป็นทุกข์แต่ประการใด ; เรียกว่า เป็นผู้ที่ลืมตาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เกิดเป็นพิษเป็นสงขึ้นมาได้. ก่อนหน้าแต่นี้เป็นปุถุชนคนโง่คนหลง ไม่รู้จักสิ่ง ทั้งปวง เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวง ในลักษณะที่ถูกสิ่งทั้งปวงนั้น ตบหน้าเอา บ้าง ทิ่มแทงเอาบ้าง เผาลนเอาบ้าง ตามประสาของคนโง่. นี้ถ้าเราพิจารณาดูกัน ในแง่ของการเปรียบเทียบแล้ว เราจะเห็นได้ว่า มันตรงกันข้ามทีเดียว เป็นคนละอย่างละทาง. อธิบายว่า ถ้าเราจะปล่อยไปตาม เรื่องของปุถุชน ตามที่มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ ของสัตว์ที่มีกิเลสหนา มีไฝฝ้า
น.51 ในดวงตาหนา คือคนธรรมดาเรานี้แล้ว มันก็ต้อง หมกจมอยู่ในน้ำ หรือใน ความทุกข์; เช่นเดียวกับปลา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. มัน ไม่มีทางที่จะ ดีไปได้กว่านั้น เพราะมันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง. แต่ถ้าเราจะ ได้อาศัยบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เอาหลัก เกณฑ์เหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นการแก้ไขปลานั้น ให้พ้นจากความเป็นปลา, ให้รู้สึกคิดนึก พินิจพิจารณา เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ คือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ ในลักษณะที่มันจะไม่ตบหน้าเรา ; แต่จะเป็นผู้มีความชนะเหนือสิ่งเหล่านั้น, เอาชนะสิ่งเหล่านั้นได้, เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบ่าวเป็นทาสได้ ให้ได้รับความสะดวก สบายอย่างอื่นอีกต่อไป แต่ไม่ใช่เอามาเป็นนายของเราอย่างเดียว. เปรียบเทียบข้อนี้กับเรื่องของกามารมณ์ ปุถุชนคนหนาเข้าไปเกี่ยวข้อง กับกามารมณ์ ในลักษณะที่จะถูกแผดเผา เสียบแทง ตบตี จะต้องมีจิตใจชอกช้ำ ; เหมือนกับที่ตรัสไว้ว่า เป็นเหมือนกับเขียงรองสับเนื้อ คือกระดานที่มีไว้สำหรับ รองหั่นหรือสับเนื้อในครัว มันจะต้องชอกช้ำสักเท่าไร ไปพิจารณาดู. ถ้าเป็นปุถุชนคนเขลา เข้าไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ หรือสิ่งใด ๆ ก็ตาม ในโลกนี้ จิตใจของเขา จะต้องเป็นอย่างนั้น. แต่ถ้าไปในลักษณะของบุคคลผู้มี ความรู้ คือ พระอริยเจ้า ผลก็จะเกิดกลับเป็นตรงกันข้าม คือจะไม่เป็นอย่างนั้น จะไม่ถูกกระทำอย่างนั้น แต่จะเป็นไปตามความประสงค์ที่ควรจะเป็นไปอย่างไร ให้สำเร็จประโยชน์ได้ตามความต้องการ.
น.52 พูดสั้น ๆ ก็คือว่า ถ้ามีกิเลสหลับตาเข้าไป ก็ต้องไปเป็นบ่าวเป็นทาส ของมัน ; ถ้าไม่มีกิเลส ลืมตาเข้าไป ก็ไปเป็นนายเป็นเจ้าของมัน. การเป็นบ่าว เป็นทาส กับการเป็นนายเป็นเจ้า มันต่างกันตรงกันข้ามอยู่แล้ว พอที่จะเข้าใจกัน ได้ว่า อย่างไหนเป็นอย่างไร ควรจะเลือกกันได้อย่างไร. นี้เป็นตัวอย่าง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ท่านเรียกว่าสังขารทั้งปวง หรือจะเรียกว่าโลก ทั้งปวงก็ได้. สังขารทั้งหลายทั้งปวงหรือโลกทั้งปวง คืออะไร ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น บรรดาที่มีอยู่ในโลกนี้ มันมีลักษณะเฉพาะของมันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเด็ดขาด ไม่มี เปลี่ยนแปลง ได้แก่ลักษณะ ๓ ประการ ที่กล่าวแล้วข้างต้น คือ ลักษณะที่มัน เปลี่ยนแปลงเรื่อย , ลักษณะที่มันจะ ใส่ความทุกข์ให้แก่บุคคล ที่เข้าไปยึดถือด้วย ความโง่ ความเขลา ว่านี่ของกู, และมันมี ลักษณะที่เหลวคว้าง เป็นมายา ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีสาระแก่นสาร เรียกว่า ว่างจากตัวตน ดังนี้อยู่เป็นประจำ. เมื่อ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้อยู่ แล้ว คนโง่เข้าไปเกี่ยวข้องยึดถือ ว่าจะให้เป็นของเที่ยงเป็นของสุข และเป็นอัตตา ดังนี้ มันก็ไม่เป็นไปตามใจหวัง ; ในที่สุด มันก็จะต้องนั่งลงน้ำตาเช็ดหัวเข่า ในทุกกรณี ที่ต้องการจะให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามความต้องการของตน. นี่แหละเรียกว่า เป็นผู้ หลับตาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ได้รับผลคือความทุกข์. แต่ถ้าเป็น บุคคลที่ได้ยินได้ฟังคำของพระอริยเจ้า มีสติปัญญาพิจารณา เห็นความจริง ในสิ่งทั้งปวงแล้ว มีจิตใจไม่ยึดถือสิ่งใดเป็นจริงเป็นจัง ไม่อยากได้, ไม่อยากเป็น สิ่งใด ๆ หรือภาวะใด ๆ ด้วยความยึดถือจริง ๆ จัง ๆ; เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง และหลอกลวงเป็นมายา อยู่อย่างแจ่มชัด, ก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่ง
น.53 ทั้งหลายทั้งปวง ด้วยอาการสักว่าเป็นของสมมติ เป็นของชั่วคราว เป็นของเล่น ๆ หลอก ๆ เป็นของอาศัยชั่วคราว เพื่อให้เกิดความรู้ที่ถูกต้องต่อไปข้างหน้าเท่านั้น ; ไม่ใช่เพื่อลุ่มหลงในสิ่งนั้น ดังนี้. ผลที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปในทางที่จะให้เกิดความ สะอาด สว่าง สงบ ผิดจากแต่ก่อน ซึ่งเต็มอัดอยู่ด้วยความเศร้าหมอง มืดมัว และเร่าร้อน. เราได้อาศัยคำสอนของพระอริยเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน มาเป็น หลักในเบื้องต้น ให้พิจารณาเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ไปพลาง และ พิจารณาเรื่อยไปตามลำดับ ไฝฝ้าในดวงตาก็จะค่อยบางเข้าเอง จนกระทั่งหมด สิ้นไป. ข้อที่ ไฝฝ้าในดวงตาบางลง ๆ นั่นแหละ เรียกว่า ก ารละจากความ เป็นปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะหมดไฝฝ้าในดวงตา เพราะเป็นพระอรหันต์ รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่หลง ใหลสิ่งใดอีกต่อไป. เมื่อไม่หลงใหล ก็ไม่อยากในสิ่งใดอีกต่อไป, เมื่อไม่อยากในสิ่งใดอีกต่อไป ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งใด, จึงเป็นผู้อยู่นอกเหนืออำนาจของสิ่งทั้งปวง อยู่นอกเหนือความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ไม่มีทางที่ความทุกข์จะเกิดขึ้น แก่จิตใจของ บุคคล ที่มีความรู้แจ้งเห็นจริง ในลักษณะในดังที่กล่าวนี้. เมื่อเขาเป็น ผู้มีความ รู้แจ้งเห็นจริง อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แล้วความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร. ขอให้ลองพิจารณาดู ก็พอจะเข้าใจกันได้ ด้วยกันทุกคน.
น.54 ปัญหาหรือหน้าที่มีอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรเราจะรู้แจ้งเห็นจริง ต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เท่านั้น ? ข้อนี้ก็อาศัยหลักเกณฑ์ตาม ธรรมดา หรืออาศัยกฎธรรมดานั่นอีกเหมือนกัน เราจะต้องประกอบในทางที่ตรง กันข้าม คือไม่ปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ตามธรรมชาติธรรมดา แต่ถ้าใคร ยังสมัครที่จะปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ตามธรรมชาติธรรมดา ก็ทำได้ ไม่มี ใครว่า ; จะได้เป็นปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยกิเลสและความทุกข์ ต่อไปตามเดิม แต่ถ้าใครเบื่อ ก็มีทางที่จะทำได้อีกเหมือนกัน ในการที่จะหลีกออกมา แสวงหาวิธี การอันแยบคายของพระพุทธเจ้า เพื่อชำระไฝฝ้าในดวงตา ให้บางลงไป จนกระทั่ง หมดสิ้น. ข้อนี้ได้แก่ การพินิจพิจารณา ตามหลักที่ได้ตรัสไว้หรือวางไว้ คือ หลัก แห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ. เราจะต้องพิจารณาสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว ให้ถูกต้องและแยบคายที่สุด ; จะไปพิจารณาสิ่งอื่น นอกจากนี้นั้นไม่ได้ ไม่อาจ จะพิจารณาได้. เราจะต้องพิจารณา แต่สิ่งที่เราได้ผ่านมาแล้วจริงๆ แต่หนหลัง หรือกำลังผ่านอยู่ ; ต้องเอาเรื่องจริงมาพูดกัน, ต้องเอาเรื่องจริงมาพินิจพิจารณา กัน, จะเอาเรื่องในหนังสือ หรือได้ยินได้ฟังมาแต่อื่น มาเป็นตัวจริง แล้วเชื่อไป ตามนั้น ; นั้นทำไม่ได้ ไม่สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด. เราจะต้อง เอาเรื่องที่เราได้ ผ่านกันมาแล้วจริง ๆ ในชีวิตของเราเอง มาเป็นหลักสำหรับพินิจพิจารณา ให้เกิด ความรู้ความเข้าใจแจ่มแจ้ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า เรามีอายุมาถึงปานนี้แล้ว ได้ผ่านอะไรมาบ้าง ? ผ่านรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อะไรมาบ้าง ? เคยมีเงิน มีของ มีทอง มีอะไรมาแล้วทั้งนั้น, ได้เคยวิบัติพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจมาแล้วทั้งนั้น, เคย
น.55 รับภาระหนักหลายด้าน หลายมุมมาแล้วทั้งนั้น, และกำลังแบกภาระหนักอยู่ ตลอดเวลา. แม้กระทั่งบัดนี้ มีความสุขบ้างก็อย่างหลอก ๆ ตัวเอง ปลอบใจว่ามี ความสุข ; เพราะโดยที่แท้แล้ว มันหนักอึ้งอยู่ด้วยความรับผิดชอบ ที่ตนยังแบก อยู่ เพราะความยึดถือว่า นั่นมันของฉัน นี่ก็เป็นของฉัน ไม่มีที่สิ้นสุด. เราจะต้องพินิจพิจารณา ถึงตัวความทนทรมานอันนี้ ให้เห็นชัด และให้ เห็นชัดต่อไปว่า มันเกิดมาจากอะไร ? ซึ่งในที่สุด ก็จะเห็นชัดได้ด้วยตนเองว่า มันเกิดมาจากความอยาก : อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ อยากได้นั่น อยากได้นี่นี่เอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้: ถ้าเราไม่อยากอย่างนี้แล้ว ความทุกข์ ไม่อาจจะเกิดได้เลย. แต่ถ้าเราอยากมันก็ต้องเกิดความทุกข์, มันห่วงว่าจะไม่ได้สมอยาก มันก็เกิดความทุกข์, ได้มาสมอยากแล้ว มันก็ห่วงว่าจะวิบัติพลัดพรากไป, หรือจะ มีใครมาแย่งชิง มันก็เป็นทุกข์ นอนหลับไม่สนิทเท่ากัน. เมื่อยังไม่ได้ ก็เป็น ห่วงว่าจะไม่ได้ นอนไม่หลับ; ได้มาแล้ว ก็เป็นห่วงว่าจะวิบัติพลัดพรากไป ก็นอนไม่หลับ ; ครั้นวิบัติพลัดพรากไปจริง ๆ มันก็ยังนอนไม่หลับ. รวมความว่า ความอยากได้ อยากเอา อยากเป็น อยากให้คงอยู่ หรือ อยากอะไรต่างๆ ซึ่งรวมเรียกกันว่า ตัณหานี้นั้น เป็นที่งอกงามของความทุกข์ โดยประการทั้งปวง. ถ้าเมื่อใดมีตัณหา เมื่อนั้นก็ต้องมีความทุกข์ : กามตัณหา อยากได้ ในทางกาม ก็เป็นทุกข์ไปตามเรื่องราวของทางกาม. ภวตัณหา อยากเป็นนั่น
น.56 นี่ อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ได้มีความทุกข์ ไปตามประสาของภวตัณหา ; เช่น อยากเป็นพ่อของเขา อยากเป็นแม่ของเขา ก็ต้องได้รับความทุกข์อย่างเป็นพ่อ อย่างเป็นแม่, หรือว่าอยากเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ต้องได้รับความทุกข์ไปตาม ประสาคนที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือน หรืออยากเป็นนายเป็นบ่าว ก็ต้องได้รับความทุกข์ ไปตามประสาที่เป็นนายหรือเป็นบ่าว, จะเป็นอะไร ๆ ก็ต้องได้รับความทุกข์ไปตาม ประสาของความเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น, เป็นเศรษฐี ก็ต้องได้รับความทุกข์อย่าง เศรษฐี, เป็นขอทาน ก็ได้รับความทุกข์อย่างขอทาน, เป็นคนมีบุญ ก็ต้อง มีความทุกข์ไปตามประสาหรือแบบอย่างของคนมีบุญ. เป็นคนไม่มีบุญ ก็มี ความทุกข์ไปตามประสาของคนที่มีบาป, เป็นคนดีในโลกนี้ ก็ต้องมีความทุกข์ไป ตามประสาของคนดีในโลกนี้. ลองคิดดูที่ว่า คนดีชนิดไหน ที่จะไม่มีความทุกข์ไปตามประสาของ คนดี ? เพราะยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดถืออะไรต่าง ๆ นานา ว่าเป็นของฉัน ; มีบุคคลที่จะต้องเลี้ยงดูมาก รับผิดชอบมาก, มีภาระหน้าที่ที่จะ ต้องทำมาก ก็ต้องมีความทุกข์ ไปอย่างคนดี, คนชั่วก็มีความทุกข์ไปอย่างคนชั่ว, เป็นมนุษย์ ก็ทุกข์อย่างมนุษย์, เป็นเทวดา ก็ทุกข์อย่างเทวดา, เป็นพรหม ก็ ทุกข์อย่างพรหม. ภวตัณหาข้อไหนบ้าง ที่ไม่นำมาซึ่งความทุกข์ ? แม้ที่สุดแต่การได้เป็น นั่นได้เป็นนี่ สมตามที่ตนอยาก ทุกอย่างทุกประการ แล้วแต่จะเลือกเอา มันก็ยัง เป็นทุกข์ ; เพราะความยึดถือในการเป็นนั่นเป็นนี่ ที่ตัวได้เป็นแล้ว มันเป็นของ หนัก หนักอยู่บนจิตบนใจว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่, แล้วกลัวจะไม่ได้เป็น กลัวจะ ถูกถอด กลัวจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้เป็นต้น มัน อยากไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป มันจึงเป็นทุกข์.
น.57 แม้ตัณหาประเภท วิภวตัญหา คือ อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้ เป็นอย่างนี้ กระทั่งอยากจะตายเสีย อย่างนี้มันก็ยังเป็นทุกข์. อย่าเข้าใจว่า คน ที่อยากตาย แล้วได้ตายจริง ๆ นั้น จะเป็นความสุข ; มันก็เป็นความทุกข์ไป อย่างหนึ่ง. ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้นั้น ก็เป็นความ ทุกข์ เท่ากับความอยากเป็นอย่างนั้น ความอยากเป็นอย่างนี้. สิ่งที่เราไม่ชอบเราก็ ไม่อยากเป็น มันก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะกลัวจะต้องเป็น ; เช่น เป็นผู้ที่น้อยหน้า ต่ำตากว่าเขาอย่างนี้ เราไม่อยากเป็น. รวมความแล้ว ถ้าเป็นความอยาก ไม่ว่าชนิดไหนหมด จะต้องเป็นที่ ตั้งของความทุกข์โดยแน่นอน. ขอให้ทุกคน พิจารณาดูความจริงข้อนี้ จากสิ่งที่ได้ ผ่านมาแล้วด้วยตนเอง ว่าเคยเป็นอะไรมาบ้าง :- เคยเป็นเด็กมาแล้ว ก็ลองคิดดูว่า เป็นเด็กนั้น มันสนุกไหม ? ใน ที่สุด ก็คงจะสั่นหัว ; นี่เพราะเราเคยเป็นเด็กมาแล้วต่างหาก. ถ้าเรายังเป็น เด็กเล็ก ๆ อยู่ หรือไปถามเด็กเล็ก ๆ ดู มันก็คงจะตอบว่าสนุก; แต่ถ้าถามเรา ซึ่งโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว คงสั่นหัวว่าเป็นเด็กนั้นไม่สนุกแน่. ถ้าจะถามว่า เป็นคนหนุ่มเป็นคนสาว ตามเรื่องตามราวของคนหนุ่ม คนสาวสนุกไหม ? คนหนุ่มคนสาวคงจะตอบว่าสนุก; แต่ถ้าคนที่ได้ผ่าน ความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็คงจะสั่นหัวอีกอย่างเดียวกัน. ครั้นมาถึงพ่อบ้านแม่เรือน, มาถึงคนเฒ่าคนแก่ กระทั่งคนเข้าโลง, เรื่องมันก็อย่างเดียวกันอีก คือ ไม่มีอะไรที่น่าสนุก น่าเป็น. พิจารณาเห็นอย่างนี้จึง
น.58 จะเกิดความเข้าใจ หรือความรู้แจ้งอันถูกต้อง ว่า ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นนั่น เป็นนี้นั้น เป็นความทุกข์. หรือเป็นทางมาแห่งความทุกข์ มันจะได้หมดอยาก และไม่ทุกข์กันอีกต่อไป. ทั้งหมดนี้ สรุปความว่า บทเรียนของพระธรรมนั้น ต้องเรียนจากเรื่อง จริง ; จะเรียนจากหนังสือ ฟังเอาอย่างที่กำลังเทศน์อยู่นี้ ไม่พอ, จะต้องเรียน จากเรื่องจริง ในจิตในใจของตนเอง ในเรื่องที่ได้ผ่านมาแล้วด้วยตนเอง จึงจะมี ความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เช่นกำลังบอกอยู่ว่า ตัณหาเป็นความทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นี้ ยังฟังไม่ถูก จนกว่าจะได้ รู้จักตัวตัณหาจริง ๆ เสียก่อน และรู้ว่าตัณหานั้น ได้ทำให้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ; นั่นแหละจึงจะมองเห็นตามที่เป็นจริงว่า ตัณหาเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะได้แต่ความจำ หรือความเชื่ออย่างงมงายไป เท่านั้นเอง. จริงอยู่มันดีกว่าไม่รู้ หรือไม่ได้ยินได้ฟังเสียเลย แต่มันยังไม่พอ, ยังไม่พอที่จะดับความทุกข์ได้ ; จะต้องเห็นแจ้งประจักษ์ชัดในใจ ด้วยเรื่องราว จริง ๆ ของตน ตัณหาจึงจะค่อยจางไป ละลายสูญหายไป ในกรณีนั้น ๆ นี้แหละ เรียกว่า ความรู้แจ้งเห็นจริง หรือ ความดับทุกข์ได้จริง ต้องเป็นไปในใจจริงๆ, ต้องเป็นเรื่องจริง ๆ. ถ้าเราไม่มองเห็นความจริงข้อนี้ ด้วยใจเอง ด้วยใจจริง ก็เรียกว่า ยัง ไม่มองเห็น ยังจะต้องงมงายไปก่อน ; แต่ ถ้าเรามองเห็น พิจารณาเห็น ว่ามัน เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว ก็จะมองเห็นสืบต่อไป ถึงจิตใจของพระอริยเจ้าหรือพระ- อรหันต์ ว่าการที่พระอรหันต์มีจิตใจหมดจดสิ้นเชิง จากกิเลสตัณหานั้น จะเป็นสิ่ง
น.59 ที่น่าบูชาสักเพียงไร, จะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาสักเพียงไร, จะเป็นความดับทุกข์ หมดจดสิ้นเชิงสักเพียงไร ; แล้วการที่เรากล่าวประกาศตน ว่านับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นจะมีความหมายขึ้นมา, หรือการที่เราจะทำพิธีมาฆบูชา เป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ในวันนี้ เป็นต้นนี้ ก็จะมีความหมายแท้จริงขึ้นมา. โดยเหตุที่เราหยั่งทราบถึงจิตใจของพระอรหันต์ ว่ามีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดเพียงไร ดังที่ได้กล่าวแล้ว ; จึงเป็นหน้าที่ของคนทุกคน จะต้อง รีบพยายามพินิจพิจารณา จากความจริงของตน ภายในใจของตน. ให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ คือ ให้รู้จักกิเลส, ให้รู้จักเหตุของความทุกข์ คือ กิเลส, และ ให้รู้จักผล คือ ความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลสอย่างไร ; แล้วก็จะรู้ได้ เองว่า การที่ ความทุกข์จะดับไป นั้น มันจะ ต้องเพราะดับกิเลส ; จะได้มีความ พอใจในการที่จะดับกิเลส, จะได้มีความพากเพียรและกล้าหาญในการที่จะดับกิเลส, ไม่ขี้ขลาดเหมือนกับที่แล้ว ๆ มาแต่หนหลัง, ไม่หน้าไหว้หลังหลอกแก่ตัวเอง ซึ่ง ปากก็อยากจะพ้นทุกข์ แต่จิตใจนั้น ยังรักที่จะจมอยู่ในความทุกข์ เพราะความไม่รู้ ตามที่เป็นจริง. บัดนี้มา รู้ชัดตามที่เป็นจริง ไม่ต้องเชื่อตามคนอื่นอีกต่อไป ว่ากิเลส เป็นอย่างนี้ ๆ กิเลสนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอย่างนี้ ๆ เห็นชัดด้วยใจเอง จนถึงกับสามารถจะตัดกิเลส หรือบรรเทากิเลส เป็นอย่างน้อย เสียให้ได้ เพื่อให้ ความทุกข์ดับไป หรือเบาบางไปตามส่วน. นั่นแหละเรียกว่า เป็นผู้ที่กำลังทำ ตามอย่างพระอรหันต์อยู่อย่างถูกต้อง , เป็นผู้อ้างเอาพระอรหันต์เป็นตัวอย่าง แล้ว กระทำตามรอยของท่านอย่างถูกต้อง อย่างเหมาะสมกับที่เป็นพุทธบริษัท, หรือ
น.60 ทายกทายิกา ทำตนให้เป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราควรจะได้รับ ไม่ให้เสียที ที่เกิดมา. เมื่อเป็นดังนี้ ทุกคนควรจะถือว่า เ ป็นหน้าที่โดยตรงที่คนทุกคนจะ ต้องทำ กล่าวคือ การทำความดับทุกข์ หรือดับกิเลสตัณหานี่แหละ เป็นหน้าที่ที่ คนทุกคนจะต้องทำ. ถ้าถามว่า เกิดมาทำไม ? ควรจะตอบว่า เกิดมาดับกิเลสตัณหาหรือ ดับทุกข์ นี่แหละ มากกว่าที่จะเห็นว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากิน เพื่อความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยเพลิดเพลินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น. การ เกิดมาเพื่ออย่างนั้นนั้น มันน้อยเกินไป; เพราะว่าเป็นการเกิดมาเพื่อเป็นบ่าว ของกิเลส. กิเลสเป็นนาย บังคับให้เที่ยวแสวงหาเหยื่อ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่ยั่วยวน ; เป็นทาสของกิเลสแล้ว ก็ลงทุนแสวงหาไปเถิด, แต่ก็มีโวหารที่จะเรียกเสียใหม่ว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากิน เพื่อการอยู่ดีกินดี ; โกหกตัวเองอย่างนี้ดีกว่าที่จะบอก ตรง ๆ ว่า เกิดมาเพื่อเป็นทาสของกิเลส. การที่เกิดมาเป็นทาสของกิเลสนั้น ดู เหมือนจะไม่เป็นที่น่าอับอายขายหน้าของคนพวกนี้เลย ; แต่ว่าเป็นที่น่าอับอาย ขายหน้าสำหรับพระอริยเจ้าเป็นส่วนมาก. ถ้าเราจะไปด่าพระอริยเจ้าว่า เป็นทาสของกิเลส ท่านคงจะรู้สึกว่า น่า เจ็บปวดยิ่งกว่าการด่าพ่อด่าแม่ อย่างอื่นหมด ; เพราะว่า การเป็นบ่าวเป็นทาส ของกิเลสนั้น มันมีความหมายลึกซึ้ง เกินกว่าสิ่งใด ๆ หมด คือ เป็นการเสียหายจน
น.61 ไม่มีอะไรเหลือ, เป็นการพินาศฉิบหายไม่มีอะไรเหลือ สำหรับความเป็นมนุษย์. พระอริยเจ้าท่านจึงกลัว ท่านจึงพยายามทำให้หมดกิเลสเสียโดยเร็ว จนกว่าจะเป็น พระอรหันต์ ส่วนคนธรรมดาสามัญหรือบุถุชนนั้น กลับถือเสียว่า เราเกิดมาเพื่อ อย่างนี้ เราก็ต้องเป็นอย่างนี้, เราอยากเป็นอย่างนี้จนตลอดชีวิต ดังนี้ ; ก็แปลว่า เกิดมาอย่างปลา แล้วก็ต้องตายไปอย่างปลา, หลับหูหลับตาเกิดมา แล้วก็หลับหู หลับตาตายไป. พระอริยเจ้าท่านถือว่า เท่ากับไม่ได้เกิด หรือเสียชาติเกิด ; แต่ คนเหล่านี้ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย และไม่เห็นว่า เป็นการด่าที่ตรงไหน ; เพราะ ตนประสงค์เพียงเท่านี้ มีความอยากเพียงเท่านี้ มีความต้องการเพียงเท่านี้ จึงได้ ตอบว่า เกิดมาเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อหาสิ่งต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ซึ่งที่แท้ เป็นความต้องการของกิเลสตัณหา ไม่ใช่ความต้องการของสติปัญญา ถ้าเป็นความต้องการของสติปัญญา มันคงไม่ต้องการสิ่งที่มาเป็นนาย หรือมาทำให้เป็นบ่าวเป็นทาสของมัน ; มันคงต้องการอิสรภาพ ต้องการความไม่มี ทุกข์เลย ต้องการความเป็นนายเหนือกิเลส, ต้องการที่จะไม่ไปติดข้องอยู่ในเหยื่อ ใด ๆ ทั้งสิ้น. นี่แหละเรียกว่าความต้องการของสติปัญญา. ถ้าเป็นความต้องการของกิเลสตัณหาแล้ว ก็คือ หลับหูหลับตากินเหยื่อ ไม่มีที่สิ้นที่สร่าง, สมัครที่จะเป็นบ่าวเป็นทาสของเหยื่อ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง, ยอมนอนจมอยู่ในกองทุกข์ มั่วสุมอยู่ด้วย กิเลสนานาชนิดนั้น นี้คือวิสัยของบุถุชน ที่มีความรู้สึกเพียงเท่านี้ มีความคิดนึก เพียงเท่านี้ มีความสมัครใจอย่างนี้. เกิดมาเพียงเพื่อความเป็นอย่างนี้ จึงได้เห็น
น.62 ไปว่า หน้าที่ของคนเรานั้น คือ การแสวงหาเหยื่อมากินเข้าไปก็แล้วกัน ; ส่วน พระอริยเจ้าท่านถือว่า หน้าที่ของคนเรานั้น คือการดับกิเลสตัณหา ชนิดที่จะไม่ต้อง กินเหยื่ออีกต่อไป. ผู้ที่เป็นปุถุชนคนเขลา มีเนื้อมีตัวเป็นของกิเลสตัณหาหมดสิ้น ; ส่วน พระอริยเจ้านั้น มีเนื้อมีตัวเป็นของสติปัญญา มันจึงต่างกัน และเดินกันคนละ ทิศคนละทาง. หน้าที่ที่รู้สึก มันจึงต่างกัน ; คนหนึ่งมีหน้าที่ที่จะเป็นนาย เหนือตัณหา เหนือกิเลสตัณหา; แต่อีกคนหนึ่งมีหน้าที่ที่จะเป็นบ่าวเป็นทาส ของกิเลสตัณหา, แล้วมันจะมาพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไร. นี่แหละคือการที่ฟังเทศน์ ไม่เข้าใจ, พูดธรรมะไม่รู้เรื่อง พูดกันตั้งแต่ หนุ่มจนแก่ ก็ไม่เคยรู้เรื่อง. ในที่สุดก็เหมาเอาว่า เป็นเรื่องไร้สาระไป ดังนี้ ก็มี ; แต่ข้อที่ตัวเองหลับหูหลับตา เป็นกุ้งเป็นปลา จมอยู่แต่ในน้ำ มากเกิน ไปนั้น หาได้สำนึกไม่. ขอได้พยายามนึกคิดกันเสียใหม่ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัน มาฆบูชา คือ เป็นวันของพระอรหันต์ทั้งหลาย, เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าวันใดหมด ถ้าคิดดูให้ดี. อาตมาพูดอย่างนี้ไม่ใช่แกล้งพูด ; แต่คนอื่นเขาอาจจะเห็นเป็น อย่างอื่น : เช่นเห็นว่า วันวิสาขะบูชาต่างหากที่สำคัญ เพราะว่า วันนั้นเป็น วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า; เพราะฉะนั้น จึงเป็น วันสำคัญยิ่งกว่าวันมาฆบูชา. แต่อาตมาอยากจะแนะให้คิดว่า พระพุทธเจ้าก็เป็นเพียงพระอรหันต์ องค์หนึ่งเท่านั้น ส่วนวันมาฆบูชาเช่นวันนี้นั้น เป็นวันสำหรับพระอรหันต์
น.63 ทุก ๆ พระองค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย; แล้วคิดดูเถิดว่า วันมาฆบูชากับวัน วิสาขบูชานี้ วันไหนจะสำคัญกว่ากัน ? วันไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ? ในเมื่อ วันวิสาขบูชา มีความหมายถึงแต่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์เดียว เป็น จอมพระอรหันต์ก็จริง; แต่วันมาฆบูชานั้น หมายถึงพระอรหันต์ทุกองค์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นจอมพระอรหันต์ นั่งเป็นประธานอยู่ด้วย แล้ววันไหน จะสำคัญกว่าวันไหน ? นึกเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องเถียงกันให้เหนื่อย แต่ถ้าเห็นว่า วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญที่สุดจริง ๆ ดังนี้แล้ว ก็จงถือ เอาโอกาสในวันแห่งวันนี้นี่แหละ เป็นวันที่ตั้งต้นกันใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่เคย ตั้งต้น, เป็นวันที่สานให้ดีสืบต่อไป สำหรับคนที่ได้ตั้งต้นมาแล้ว และตั้งต้นมา อย่างดีแล้ว, รีบกระตือรือร้นให้ก้าวหน้าไปโดยเร็ว. รวมความว่า ในวันเช่นวันนี้ นั้น จะต้องเป็นวันที่ทุกคนทำเพื่อความสะอาด สว่าง สงบ อันเป็นความหมาย อันแท้จริงของความเป็นพระอรหันต์ หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน ที่นับถือพระพุทธศาสนา จะได้พินิจพิจารณา ถึงความจริงข้อนี้ แล้วพยายามใช้วันนี้ ให้สำเร็จประโยชน์ดังที่กล่าวมา โดยเห็น ว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา. ถ้าท่านมีปัญหาต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี ? อาตมาก็ ข อ ให้ ให้น้อมระลึกนึกถึง หัวข้อพระธรรมเทศนา ข้างต้น ที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปบทว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอติ พุทธานสาสน์ ซึ่งมีใจความว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ - การไม่ทำความชั่วทุกชนิด, กุสลสฺสูปสมฺปทา - การทำความดีให้ครบถ้วน, สจิตฺฺตปริโยทปนํ - การชำระจิตให้บริสุทธิ์สะอาด,
น.64 อตํ พุทฺธานสาสนํ - นั่นแหละคือคำสอนของพระพุทธเจ้า, นั่นแหละคือศาสนา ของพระพุทธเจ้า ดังนี้. ข้อนี้ไม่ยากที่จะได้ยินได้ฟัง ทุกคนได้ยินได้ฟังมาแล้วเป็นส่วนมาก บางคนเก่งถึงกับว่าเดาเอาเองก็ได้ ว่าความชั่วเป็นสิ่งที่ต้องไม่ทำเด็ดขาด ความดี ที่เป็นสิ่งที่ต้องทำแน่ จิตก็เป็นสิ่งที่ต้องชำระ. เขามีความเห็นในข้อนี้ มีความ เชื่อในข้อนี้; แต่แล้วก็ ยังมีปัญหา เหลืออยู่อีกนั่นเอง คือไม่มีใครทำอย่างนี้ : ไม่มีใครละความชั่ว ไม่มีใครทำความดี ไม่มีใครชำระจิตให้หมดจด จากเครื่อง เศร้าหมองใจ อย่างจริงๆ จัง ๆ เลย ; ทำเพียงหลอกกันเล่นเท่านั้น, ทำเพียงไม่ให้ เขาว่าได้เท่านั้น, แล้วจะไปได้รับผล ของหลักที่เป็นตัวพระพุทธศาสนานี้ ได้ อย่างไรกัน. ทำไมเราจึงไม่อาจจะละความชั่ว หรือทำความดี ? คำตอบก็ง่าย ๆ อย่างที่ตอบมาแล้วว่า มัน สมัครไปเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหาเสียแล้ว จะมา ละความชั่วหรือทำความดีอย่างไรกัน. คนที่หมดอิสรภาพเช่นนี้ จะเอาตัวตน ที่ไหนมาละความชั่วหรือทำความดี ; เพราะว่า เอาตัวเอาตนของตน ไปมอบให้ แก่กิเลสตัณหาสิ้นเชิง แล้วแต่ตัณหามันจะใช้ให้ทำอะไร. จะเอาอะไรที่ไหน เวลาที่ไหน โอกาสที่ไหน ตัวตนที่ไหน มาละความชั่วหรือทำความดี. เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดต้องการจะละความชั่ว หรือทำความดีแล้ว จงถ่ายตัวเองออกมาเสียจากความเป็นทาสกิเลสตัณหา ให้หลุดออกมาเสียก่อน, ให้มาเป็นอิสระ พอที่จะเกลียดความชั่วรักความดีกันเสียทีก่อน จะได้ตั้งหน้าตั้งตา ทำต่อไป.
น.65 ในวันเช่นวันนี้ อย่างน้อยก็ควรจะมีจิตใจ ชนิดที่น้อมไปตามร่องรอย ของพระอรหันต์ ว่ากิเลสตัณหานั้นเป็นศัตรู เป็นผู้ทำลายล้าง เป็นสิ่งเศร้าหมอง เดือดร้อน ; จะปลีกตัวออกมาเสียจากอำนาจของกิเลสตัณหา แม้สักโอกาสหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด ก็วันหนึ่งคืนหนึ่ง ของวันนี้คืนนี้, หลบหนีเจ้านายอันดุร้ายนั้น มาตั้งต้นคิดนึกกันใหม่ดู ว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลุดรอดตลอดกาล. ถ้าพิจารณาดูให้ดี ก็มีทางที่จะทำได้ ; เพราะว่าอานุภาพของพระ- รัตนตรัยนั้น ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ขอแต่ให้ใครรู้สึกคิดนึก ที่จะฝากเนื้อฝากตัว กับพระรัตนตรัยกันให้จริง ๆ จัง เท่านั้น. อย่าเล่นตลกแต่ปาก กับพระรัตนตรัยต่อไปอีกเลย : ร้องตะโกนอยู่ว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ อย่างนี้อยู่โหวก ๆ; แต่ใจสมัครเป็นทาสของกิเลสตัณหา. นี้เรียกว่า เล่นตลกกับตัวเองด้วย เล่นตลกกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วย ก็ได้เป็นทาสของกิเลสตัณหา สมน้ำหน้า. แต่ถ้าเป็นไปหนักเข้า ๆ จนเบื่อแล้ว ก็น่าจะคิดเสียใหม่ว่า เหมือนกับ ทาสอีกคนหนึ่ง, เป็นทาสของเจ้านายที่ดุร้ายคนหนึ่ง มานานเพียงพอแล้ว จน เบื่อแล้ว ก็สอดส่ายหาว่านายคนไหนบ้าง ที่จะมีอำนาจมาก พอที่จะป้องกันเราได้ ถ้าหากว่าเราจะหลบหนีมาจากนายคนที่ดุร้ายนั้นแล้ว มาอยู่กับนายคนใหม่นี้, แล้ว นายคนใหม่นี้จะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากนายคนเก่าได้. พอมอง เห็นว่า ผู้มีใจดี มีเมตตากรุณา มีอำนาจวาสนา คนใดคน หนึ่งที่มีอำนาจ พอที่จะเป็นนายคนใหม่ให้แก่ตนได้ คืนดีวันดี ก็หนีมาอยู่กับนาย คนใหม่นี้ หลุดจากอำนาจของนายคนเก่าที่โหดร้าย แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาทำตามคำ
น.66 แนะนำชักจูงของนายคนใหม่ ซึ่งเป็นนายที่ดี มีธรรมะ เป็นต้น จนกระทั่ง กลายเป็นคนมีอิสรภาพ หลุดพ้นจากความทนทรมานไปได้ ดังนี้. อุปมาข้อนี้เป็นฉันใด ผู้ที่ตกอยู่เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหาอยู่นั้น ควรจะได้นึกฉันนั้นเหมือนกัน ว่า พอกันทีเถิด สำหรับการเป็นบ่าวเป็นทาสของนาย คือกิเลสตัณหา สมัครมาเป็นบ่าวเป็นทาสของพระรัตนตรัยกันสักทีเถิด. ไหน ๆ ก็ได้กล่าวมาหลายสิบครั้งหลายร้อยครั้งแล้วว่า พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว ธมฺมสฺสาหสฺมิ ทาโส ว สงฺฆสฺสาหสฺมิ ทาโส ว พุทฺโธเม สามิกิสฺสโร ดังนี้เป็นต้น ทุกคราวที่มีการทำวัตรเย็น ; เพราะเป็นบทสวดทำวัตรเย็น ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นบ่าวของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็เช่นเดียวกัน. แต่แล้ว ก็ไม่เห็นว่า มาเป็นข่าวที่ซื่อสัตย์ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้สักที ; มัวแต่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่นาย คือ กิเลส ตัณหา หรือพญาตัณหานั้นอยู่ร่ำไป. เล่นตลกตัวเองนี้ ก็คือทำบาปชนิดหนึ่งอย่างร้ายกาจ เพราะว่าเป็นการ หลอกลวงพระรัตนตรัย ; แม้ว่าจะเป็นพระรัตนตรัยชนิดที่หลอกลวงของตัวเอง มันก็ยังเป็นการหลอกลวงพระรัตนตรัยที่แท้จริงด้วย เพราะอ้างเอานามของพระ- รัตนตรัยมาใช้ เป็นเครื่องปฏิญาณ. เพราะฉะนั้น อย่าแก้ตัวเสียให้ยากเลย ว่า ฉันปฏิญาณกับพระรัตนตรัยชนิดที่หลอก ๆ ชื่อว่า พระรัตนตรัยแล้ว ต้องไม่มี หลอก; เพราะเป็นเรื่องจริง เป็นชื่อของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง จากกิเลสตัณหา จากความทุกข์ทั้งมวล, เป็นชื่อของความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ซึ่งเป็นของ มีตัวจริง.
น.67 เมื่อได้อ้างเอาสิ่งนี้ เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ เป็นนาย หรือเป็นอะไรแล้ว ก็ต้องเป็นจริง ; ถ้าหลอก ก็จะต้องได้รับโทษหลายซ้อนหลายซับทีเดียว, ได้รับ โทษเพราะเป็นทาสของกิเลสตัณหาอยู่อย่างหนึ่งแล้ว ยังจะต้องมารับโทษเพราะการ หลอกลวงนี้อีกอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ทุกข์โทษมันก็จะมีแต่มากขึ้นเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ทุกคนไปนอนก่ายหน้าผากนึกกันดูเสียใหม่ ว่า จะสมัคร เป็นข่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหาต่อไปดี หรือว่าจะถอนตัวมาเป็นทาสของพระ- รัตนตรัย ให้เด็ดขาดกันเสียจริง ๆ ดี ? อย่าทำหลุบ ๆ ล่อ ๆ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เหมือน ที่แล้วมา ไม่รู้จักสิ้นจักสุด ; นั่นแหละพอที่จะทันกับเวลาที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ไม่กี่ปีก็จะต้องตายด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อแน่ใจอย่างนี้ ก็หาโอกาสวันดีคืนดีหนี ไปอยู่เสียกับนายคนใหม่ อย่างที่ได้กล่าวมา. และโอกาสวันดีคืนดีนั้น อาตมาเห็นว่า ไม่มีวันไหนที่เป็นโอกาสดี คืนดีวันดี เหมือนกับวันนี้แล้ว; เพราะว่า วันนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันของ พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ท่านได้ประดิษฐานหลัก แห่งพระพุทธศาสนา หรือความเป็นพระอรหันต์ของท่าน ลงไปในโลก ด้วยการ แสดง โอวาทปาฏิโมกข์ คือประธานแห่งคำสอนทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนา นี้ไว้เป็นหลัก มีหัวข้อดังที่อาตมาได้ยกขึ้นแสดงไว้ข้างต้นนั้นแล้ว ว่า ไม่ทำความ ชั่วทุกอย่าง ทำความดีให้บริบูรณ์ ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งเราจะได้พิจารณา กันต่อไป. ไม่ทำชั่วทุกอย่าง ก็คือ เว้นจากความชั่ว หรือสิ่งที่ตนรู้สึกด้วยตนเอง ว่าเป็นความชั่ว เพราะเห็นว่า เป็นข้าศึก เป็นคนละฝ่าย ล้วนแต่ทำตนให้ทน ทุกข์ทรมานอย่างเดียว, แล้ว ตั้งหน้าทำความดี เพราะถือว่า ความดีนี้เป็นบันได เป็นยานพาหนะ ที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง
น.68 ถ้าเราไม่มีเรือ เราจะข้ามน้ำได้อย่างไร ? ถ้าเราไม่มีบันได เราจะขึ้น ปราสาทได้อย่างไร ? อย่างน้อยที่สุด จะต้องเห็นว่า บันไดก็ดี ยานพาหนะก็ดี เหล่านี้ จะต้องมี; เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำ เราจะทำความดีชนิดต่าง ๆ ที่จะเป็นบันไดหรือเป็นยานพาหนะ คือ ทำให้จิตใจสูงขึ้น ๆ ๆ ทำให้มีโอกาสมาก ขึ้น ๆ ๆ ในการที่จะเอาชนะกิเลสตัณหานั่นเอง. นี้เรียกว่า ความดี เมื่อความดีมีมากพอแล้ว ความรบกวนต่างๆ ก็ไม่มี เราจึงอยู่เป็นผาสุก, ร่างกายเป็นผาสุกดีแล้ว จิตใจก็ผาสุก. จิตใจที่ผาสุกนี้เหมาะสมที่จะทำให้บริสุทธิ์ สะอาด, จิตใจที่ผาสุกนี้. มีความเหมาะสมที่จะเจริญกัมมัฏฐานภาวนา ให้เป็นไป อย่างถึงที่สุดเด็ดขาด คือ การทำใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง อันจัดเป็นข้อ ที่ ๓ นั่นเอง. ใจที่หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองนั้น หมายถึงใจที่ไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ. ไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน. ถ้ายังรักดีหวงดี นี้ก็ยังยึดถือ ในความดี มันก็ต้องหนักตาย เพราะการแบกการหามความดี ฉะนั้นจะต้อง ปล่อยวางทั้งความชั่วและความดี ไม่มีอะไรที่ยึดถือไว้ให้ หนัก, มีแต่ความสะอาด สว่าง สงบ ในใจเท่านั้น จึงจะเรียกว่า มีใจบริสุทธิ์ หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง. การยึดถืออะไรไว้โดยความเป็นของตนนั้น เป็น ความเศร้าหมอง; เพราะฉะนั้น ต้องปล่อยวางสิ่งทั้งปวง. อย่ายึดถืออะไร ๆ ไว้เป็นของของตนเลย จึงจะชื่อว่า ทำใจให้บริสุทธิ์ หมดจด.
น.69 การพ้นจากทุกข์นั้น อยู่ที่การไม่แบกหาม ไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ; ถ้ายึดถือสิ่งใดไว้ก็ต้องทุกข์ หรือต้องหนัก เพราะการยึดถือสิ่งนั้น ๆ. พระอริยเจ้า ท่านสลัดของหนักทิ้งลงเสียหมด แล้วไม่เอาอะไรขึ้นมาถือไว้ ให้เป็นของหนักอีก ต่อไป. อุปมานี่แหละ คือการทำใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองโดยประการ ทั้งปวง ; จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชนิดไหนก็ตาม ให้ดีวิเศษประณีต อย่างไรก็ตาม ไม่ยึดถือไว้, ไม่ได้ยึดถือไว้ โดยความเป็นของตนเลย. สูงขึ้นไปกว่านั้น จะเป็นความเป็นนั่นเป็นนี่ ชนิดไหนก็ตาม วิเศษ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ยึดถือว่าน่าเป็นเลย ; เพราะถือว่าความเป็นนั่นเป็นนี่นั้น ล้วนแต่เป็นการแบกของหนักด้วยเหมือนกัน. ไม่เอาอะไรเลย อย่างนี้ จึงจะ ได้หมด คือ ได้พระนิพพาน ; ไม่เอาอะไรเสียเลยอย่างนี้ จึงจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ได้ความดับทุกข์สิ้นเชิงมา. ความปรารถนาของคนเรา ควรจะไปสูงสุดอยู่ที่ความดับทุกข์สิ้นเชิง ; เมื่อเราไม่เอาอะไรในโลกนี้ ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว มันก็จะได้ของเหนือโลก ที่เป็น โลกอุดร หรือโลกุตตระ คือ มรรค ผล นิพพาน. เราจะต้องสละโลกนี้ทั้งหมด จึงจะได้โลกุตตระ คือ มรรค ผล และนิพพาน ; ถ้าเรายังจะยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในโลกนี้ไว้ ก็ไม่มีหวังที่จะได้สิ่งซึ่งตรงกันข้าม คือ โลกุตตระ หรือ มรรค ผล นิพพาน ; โลกิยะกับโลกุตตระย่อมตรงกันข้ามอย่างนี้เสมอ. ถ้าเราสละโลกิยะหมด ก็จะได้โลกุตตระทั้งหมดเหมือนกัน ; ถ้าเอาโลกิยะไว้ทั้งหมด ก็ไม่ได้โลกุตตระ หมดเหมือนกัน.
น.70 ผู้มองเห็นเช่นนี้ ย่อมกล้าหาญอย่างยิ่ง ย่อมกล้าเพียงพอที่จะสละสิ่ง ทั้งปวง ที่เคยรักใคร่ยึดถือหวงแหนมาแต่กาลก่อน ออกไปให้หมดจดสิ้นเชิง. ไม่เอาอะไรเลย แต่กลับได้ทุกสิ่งทุกอย่างมา คือ ได้มรรค ผล นิพพาน ที่เป็น ความดับทุกข์สิ้นเชิง เพราะหมดกิเลสตัณหา โดยประการทั้งปวงอย่างนี้. การที่ เห็นความจริงข้อนี้ได้ ชัดเจนอย่างนี้นั่นแหละ จะเป็นการชำระซักฟอกจิตใจ ให้ หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระ จิตของตนให้หมดจดผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมอง โดยประการทั้งปวงได้ดังนี้ เป็นข้อสุดท้าย สำหรับการทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย. ข้อแรก คือ ละความชั่วทั้งปวง, ข้อที่สอง คือ ทำความดีให้ครบถ้วน, ข้อที่สาม คือ ทำใจให้หมดจด จากเครื่องเศร้าหมองโดยสิ้นเชิง, มีอยู่เป็น ๓ ข้อ ดังนี้. ผู้ใดทำหรือประพฤติปฏิบัติ ผู้นั้นได้ชื่อว่า ทำตามอย่างพระอรหันต์ อย่างแท้จริง อย่างสูงสุด. โอกาสเช่นวันนี้ เป็นโอกาสอย่างยิ่งแล้ว สำหรับที่ทุกคนจะได้ทำตาม อย่างพระอรหันต์. ใน ๒ ข้อแรก ย่อมไม่เป็นปัญหา เพราะมาทำในใจถึง พระอรหันต์อย่างนี้อยู่แล้ว ก็ไม่อาจจะทำความชั่วที่ไหนได้ เป็นการทำความดีอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ; แต่ข้อที่จะทำจิตของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง โดยประการทั้งปวงนั่นแหละ ยังเหลืออยู่ ยังจะต้องพยายามหาทางทำต่อไป. และ โดยเฉพาะในวันนี้ จะทำให้ดีที่สุด คือ จะประคองจิตใจไว้ ในลักษณะที่พิเศษที่สุด คือ ในลักษณะที่จะไม่ให้เกิดความอยากได้นั่นอยากได้นี่ หรือ อยากเป็นนั้นเป็นนี้ ขึ้นมา เป็นอันขาด.
น.71 โอวาทปฏิโมกข ปฐมภาคกถา ๓๕ ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ตั้งจิตอธิษฐานในวันนี้ว่า ในวันนี้นั้น จะ ประคับประคองจิตใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกอยากได้นั่นได้นี่, หรืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ แม้แต่ประการใด. การที่มีความรู้สึกคิดนึก ไม่พอใจอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ก็เป็นวิภวตัณหา คือ อยากไม่ให้เป็นคนที่น้อยเนื้อต่ำตา หรือถูกเขาดูหมิ่นดูแคลน ; และการที่โกรธใครอยู่คนใดคนหนึ่งนั้น ก็เพราะอยากที่จะเป็นผู้ชนะ, หรืออยาก ที่จะให้ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายแพ้ กรุ่นอยู่ในใจดังนี้ ; แม้ความอยากเป็นอย่างนี้ ก็อย่า ได้มีเลยในวันนี้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้หมดความอยาก โดยประการทั้งปวงในวันนี้. ไม่อยากเป็นอะไรเลย ไม่อยากเอาอะไรเลย ไม่อยากได้อะไรเลยในวันนี้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของความอยากนั้น มันเป็นทุกข์; ต่อ เมื่อ ไม่อยาก อย่างนี้แล้ว จะได้พระนิพพานมาเอง. พระนิพพานนั้นไม่ต้องอยาก ถ้ายิ่งอยากยิ่งไม่ได้ ; ยิ่งอยากได้ยิ่งหนีห่างไป. พอยิ่งไม่อยากอะไรเท่านั้น นิพพาน ก็จะใกล้เข้ามา ; พอไม่อยากอะไรโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ก็จะเป็นนิพพานแท้จริงขึ้นมา เอง ถ้าเราทำให้เด็ดขาดอย่างนั้นไม่ได้ ก็จงให้ได้นิพพานชิมลอง แม้แต่วันหนึ่ง คืนหนึ่งก็ยังดี. จึงขอชักชวนให้ทุกคนอธิษฐานจิต ในการที่จะประคับประคองตัวเอง ในวันนี้ ให้มีกาย วาจา ใจที่บริสุทธิ์, ให้มีความคิดนึกที่บริสุทธิ์ ไม่มีความอยาก ในสิ่งใด ทั้งในทางที่จะเอาหรือจะเป็น ก็จะได้ชื่อว่า เป็นการทำตามพระอรหันต์ มีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ได้วันหนึ่งและคืนหนึ่งเป็นแน่, ส่วนวันข้าง หน้านั้น ไว้ค่อยพิจารณากันต่อไป อย่าได้เป็นห่วงเลย. สำหรับวันนี้เราจะทำให้เต็มที่ ในการจะระมัดระวังจิต ซึ่งยังเป็น เหมือนกับลูกอ่อนของเรา หรือจิตซึ่งยังเป็นเหมือนกับลิงที่เล่นตลกของเรา ; จะ ควบคุมมันให้อยู่ในอำนาจ ให้ปลอดภัย ให้อยู่ในวิสัยของระเบียบวินัยที่ดี, ให้อยู่
น.72 ในร่องในรอยของพระอริยเจ้า คือ พระอรหันต์เป็นประธาน, ก็จะได้ชื่อว่า เป็น การได้ที่ดีที่สุด วันหนึ่งแล้วขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องอยาก; แต่เป็นการได้สิ่งที่ วิเศษสุด ที่มนุษย์เราควรจะได้, และจะต้องได้อย่างน้อยวันหนึ่งคืนหนึ่งในวันนี้ ให้ได้หายใจอยู่ด้วยความบริสุทธิ์สะอาด ตลอดวันตลอดคืน เป็นการได้สิ่งใหม่ซึ่ง ยังไม่เคยได้มาแต่กาลก่อน หรือเพิ่มมากขึ้น จากที่เคยได้มาแต่กาลก่อน แล้วแต่ กรณีของบุคคลผู้ประพฤติกระทำในวันนี้. ในที่สุดก็ จะมีความสะอาด สว่าง สงบ พบสิ่งที่เรียกว่า พระอรหันต์ ทั้งหลายได้ ในจิตในใจของตนเอง, อยู่กับพระอรหันต์ได้ตลอดวันตลอดคืน เพราะการกระทำของตนเอง นับว่าเป็นวันที่ประเสริฐที่สุด พอที่จะอุทิศให้เป็น ที่ระลึกแก่พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานได้จริง ๆ ดังนี้ ; ด้วยการถือหลักว่า สพฺพปาปฺสฺส อกรณํ -ไม่กระทำบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูป- สมุปทา - ทำความดีให้เต็มพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ - ชำระจิตให้บริสุทธิ์ หมดจด. ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นพระพุทธศาสนา คือเป็นตัวพระพุทธศาสนา อัน จะเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย ตลอดกาลนาน ; และเป็นการกระทำตามพระพุทธ- ประสงค์ ของสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ซึ่งทรงหวังว่า สัตว์ทั้งหลายจะได้ถอน ตนออกจากความทุกข์ ด้วยการเดินไปตามทางที่ได้วางไว้ เป็นหลักมีองค์ ๘ ประการ ก็ดี, เป็นหลักสิกขา ๓ ประการก็ดี, หรือเป็นหลักโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ อย่างนี้ก็ดี ล้วนแต่เป็นร่องรอยอันเดียวกัน มีความน้อมเอียงไปสู่พระนิพพาน ; เหมือนกับที่ แม่น้ำทุกสาย มีความน้อมเอียงไปสู่ทะเลฉันใดก็ฉันนั้น. วิสัชนามาพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ในโอกาสอันแรกนี้ ก็สมควร แก่เวลา. ธรรมเทศนา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.
น.73 /๒๕๐๓ ณ ศาลาโรงธรรม กัณฑ์บ่าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ, วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ สุญญตาเวกขณกถา. [การเห็นสุญญตา คือ คุณธรรมของพระอรหันต์.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ ปณฺณรสีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต : สุญฺญโต โลก๋ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฐิ อูหฺจฺจ เอวฺ มฺฺจฺจตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสตี - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺยฺโพ- ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาธรรมเทศนา อันเป็นปุพพาปรลำดับ สืบเนื่องจาก ธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนาไปแล้ว. ๓๗
น.74 การที่บุคคลมีความประสงค์ จะชำระจิตของตน ให้หมดจดจากเครื่อง เศร้าหมองนั้น มีความมุ่งหมายในส่วนใหญ่ ก็คือ เพื่อจะหลุดพ้นไปจากสิ่งที่ยึดถือ, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลุดพ้นจากโลก. การทำความชั่ว และการทำความดี ก็ตาม ทั้ง ๒ อย่างนี้ ทำให้ติดอยู่ในโลก; ส่วนการทำจิตให้หมดจดจากเครื่อง เศร้าหมองนั้น เป็นการทำจิตให้หลุดพ้นออกไปจากโลก ; เป็นคนละเรื่องกัน. ข้อนี้ต้องการคำอธิบายอยู่มาก ; เพราะอาจจะเข้าใจผิด ถึงคำว่า ทำจิต ให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง การทำความชั่วนั้น ทำให้เศร้าหมอง ถูกแล้ว ; แต่การทำความดี ก็เป็นการทำให้เศร้าหมองอีกชนิดหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แต่เป็น ความเศร้าหมองที่ประณีตละเอียด จนคนธรรมดาไม่ถือว่า เป็นการเศร้าหมอง. ถ้าหากว่าการทำความดีหรือกุศล ไม่เป็นความเศร้าหมองชั้นละเอียดแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องตรัสข้อที่ ๓ ว่า "จงทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจาก เครื่องเศร้าหมอง" ไว้อีก; เพราะได้ตรัสว่า ให้ทำความดีให้สมบูรณ์ไว้เป็นข้อ ที่ ๒ แล้ว แต่เพราะเหตุที่ การทำความดีให้สมบูรณ์นั้น ยังเป็นเครื่องเศร้าหมอง ชั้นประณีต คู่กับกับการทำความชั่ว ซึ่งเป็นความเศร้าหมองชั้นหยาบ การทำความชั่วเป็นเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบ ๆ และเป็นการทนทุกข์ ทรมาน เจ็บปวด นี้เห็นได้ชัดไม่ต้องกล่าว; ส่วน การทำความดีหรือกุศลนั้น เป็นการทำให้เศร้าหมองชั้นประณีต และไม่ทนทรมาน แต่ก็เป็นการเศร้าหมอง เพราะเหตุที่ ทำให้ไม่หลุด พ้นออกไปจากสิ่งทั้งปวงได้, ยังพอใจยินดีอยู่ในสิ่ง ทั้งปวง, ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด เพราะอำนาจของความดีที่ได้กระทำไว้
Buddhadasa