น.75 สุญญตาเวกขณกถา ๓๙ คือได้ไปเกิดดี เกิดในสุคติภพ เป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ดี, เป็นเทวดาเป็นพรหม ก็เป็นเทวดาเป็นพรหมที่ดี. แต่ถึงจะไปเกิดดีอย่างไร ก็ยังมีความเศร้าหมอง เพราะยังเป็นปุถุชน, ยังมีความยึดถือตัวตน ยึดถือว่าของตน. .. พูดอย่างหยาบ ๆ ภาษาบ้านเรา ๆ ก็ว่า ยังมีความรู้สึกว่าตัวกู. ยังมีความรู้สึกว่าของกู อยู่ในใจ : ความดีของกู ความสุขของกู, อะไร ๆ ก็ของกู, ตัวกูก็ดี ตัวกูก็มีสุข, ดังนี้. มีทิฏฐิ มีตัณหา มีกิเลสอันละเอียด ที่เป็นเหตุให้ยึดถือตัวตน หรือของตนนี้อยู่ ยังละไม่ได้ จึงต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างเดียวกัน. เพราะฉะนั้น แม้จะได้ทำความดีถึงอย่างนี้ และได้เกิดดีอย่างนี้ ท่าน ก็ยังจัดว่า เป็นความเศร้าหมอง เป็นความเศร้าหมองชั้นละเอียดอยู่นั่นเอง จึงได้ ตรัสสำทับเป็นข้อที่ ๓ ว่า "จงทำจิตให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง" หมายถึง ทำจิตให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองโดยสิ้นเชิง ; สิ้นเชิง ก็คือเศร้าหมอง อย่าง หยาบ ๆ ก็ไม่มี เศร้าหมอง อย่างละเอียดประณีตที่สุด ก็ไม่มี ; นั่นแหละจึงจะ เรียกว่า หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองสิ้นเชิง. ผู้ที่มีความรู้ความสนใจ ในธรรมะชั้นสูง เช่นนี้ จะต้องระมัดระวังใน การที่จะคิด ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง จนถึงกับรู้ว่า แม้ความชั่วก็เศร้าหมอง, แม้ ความดีก็เศร้าหมอง. ความชั่วเศร้าหมองอย่างหยาบ ๆ และเจ็บปวด. ความดี เศร้าหมองอย่างประณีต เร้นลับ สุขุม และไม่เจ็บปวด ; แต่เป็นความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย ในผลของความดีนั้น ๆ; แต่ก็ยังจัดเป็นความเศร้าหมอง อยู่นั่นเอง. ถ้ายังมีความเศร้าหมอง ด้วยอำนาจความดีหรือความชั่ว ดังนี้อยู่ ยัง ชื่อว่า ยังจมอยู่ในกองทุกข์, ยังไม่พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ยังต้องเวียนว่าย
น.76 ในวัฏฏสงสาร, ยังกลัวว่าตัวเองจะต้องตาย จะวิบัติพลัดพรากไป, กลัวจะหมด บุญหมดกุศล, อย่างนี้ก็เป็นทุกข์เพียงพอแล้ว ; จึงถือว่า ไม่พ้นจากทุกข์ โดย ประการทั้งปวง. จะต้องมีการปฏิบัติในข้อที่ ๓ ที่ว่า ทำจิตให้หมดจดจากเครื่อง เศร้าหมองโดยสิ้นเชิง เสียอีกชั้นหนึ่งก่อน จึงจะเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์ ทั้งปวง. เพราะเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสหลักปฏิบัติข้อที่ ๓ ว่า สจิตฺต- ปริโยทปนํ - การทำจิตให้หมดจด จากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง. ท่านใช้คำว่า "ขาวรอบ" ปริโยทฺปนํ - ชำระจิตให้หมดจดขาวรอบ ดังนี้ คือไม่มี ความเศร้าหมองชนิดใดทั้งสิ้น. คนทั่วไปย่อมยึดถือในความดี ; ครั้นจะต้องสละความดีเสียอีกที่หนึ่ง ก็เสียดาย, จะไปเอาความไม่เศร้าหมองอะไรเลยข้างหน้านั้น ก็หวั่น ๆ อยู่ว่า มัน จะไม่สนุกสนานอะไร จึงมาติดต้นอยู่ที่นี่. ไม่มีใครต้องการ ที่จะทำจิตให้หมดจดจาก เครื่องเศร้าหมอง ; เอาแต่เพียงว่า ละความชั่วหมดแล้ว มารวย ร่ำรวยอยู่ด้วย ความดี ดังนี้ก็พอใจ จะได้เสวยผลของความดี เป็นความสุขสนุกสนาน ชนิดที่ เป็นของทิพย์ ของสวรรค์ หรือในชั้นพรหมโลกเป็นต้น. พอใจอยู่อย่างนี้ เพราะอำนาจของสักกายทิฏฐิ มีความยึดถือว่ากายนี้ ของตน ; ครั้นได้ยินได้ฟังคำที่หลุดพ้น ปล่อยวางสิ้นเชิง ก็สะดุ้งกลัว เหมือน กับคนขี้ขลาดกลัวความตาย ฉันใดก็ฉันนั้น. นี่แหละคือความผิดแผกแตกต่าง ระหว่างคนโง่กับคนฉลาด, ความผิดแผกแตกต่างระหว่างพระอริยเจ้ากับบุถุชน.
น.77 บุถุชนย่อมกลัวการที่จะหลุดพ้นไปจากโลก ; เพราะเข้าใจว่า เมื่ออยู่ เหนือโลก หรือหลุดพ้นจากโลกแล้ว ก็ไม่มีความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยอะไร เลย สู้อยู่ในโลกอย่างที่เรียกกันว่า อย่างดีนี้ไม่ได้. พอพูดถึงธรรมะที่เป็นที่ดับ แห่งตัวตน ก็พากันสะดุ้งกลัว ถอยหลัง ไม่กล้าสนใจ อย่าว่าถึงกับจะประพฤติปฏิบัติเลย ; เพียงแต่สนใจ ก็ไม่กล้าสนใจ เพราะกลัวว่าจะพลัดพรากจากกามคุณ ที่ตนกำลังเสวยอยู่ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์, กลัวจะไม่ได้ความสุข อย่างฌาน อย่างสมาบัติ ชนิดที่เป็น ของพรหม ดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นบุถุชนในมนุษย์โลกนี้ก็ดี บุถุชนใน เทวโลกก็ดี บุถุชนในพรหมโลกก็ดี ล้วนแต่ พากันสะดุ้งกลัวธรรมะ ที่เป็นไปเพื่อ การละเสียซึ่งสักกายะ คือละเสียซึ่งตัวตน ดับตัวตนเสียให้สิ้นเชิง ทีนี้ พุทธบริษัทเรา จะเอากันอย่างไรเล่า ? ขอให้ลองคิดดู พุทธบริษัท ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ก็ไม่อาจจะเข้าใจคำว่า เสียสละ หลุดพ้น ปล่อยวาง, ไม่ ยินดีที่จะสละความยึดถือว่าตัวตน ; เพราะกลัวว่าจะหมดสนุก. เมื่อจิตใจยังเป็น อย่างนี้ ก็เห็นได้ว่า ยังถูกหุ้มห่อพัวพันอยู่ ด้วยอวิชชา ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ไม่ประสงค์จะทำใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง จึงไม่สามารถ จะเข้าใจคำว่า พระอรหันต์ได้. ถึงแม้ผู้ใดจะพยายามอธิบาย ความหมายของคำว่าพระอรหันต์ หรือจะ ให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ ; เพราะเห็นไปเสียว่า ถ้าเป็น อย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีรสไม่มีชาติ, ไม่สนุกสนาน ไม่น่าปรารถนาแต่ประการใด ; กลับจะเห็นเป็นการแห้งแล้งจืดชืด หรือจะสูญหายไป ไม่มีอะไรเหลือเป็นตัวเป็นตน
น.78 ที่จะเสวยความสุขสนุกสนาน เป็นต้น, ก็เลย ไม่ต้องเข้าใจคำว่า พระอรหันต์ กันตรงนี้เอง; แล้วจะมายินดีปรีดาในพระอรหันต์ ถึงกับทำมาฆบูชาเป็นที่ระลึก แก่พระอรหันต์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้. เพราะฉะนั้น จึงทำได้แต่เพียงหลอก ๆ สรวลเสเฮฮา ได้เวียนเทียนตามธรรมดา ได้ฟังเทศน์ตามธรรมดา อะไร ๆ ก็ตาม ธรรมเนียม แล้วก็เลิกกัน. การที่จะทำในใจ ให้แจ่มแจ้งถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ ย่อมเป็น ความสุดสามารถ สำหรับบุคคลพวกนี้ เพราะมีจิตใจต่ำ จนถึงกับไม่อยากจะพ้น ไปจากสิ่งที่ตนรัก สิ่งที่ตนปรารถนา หรือสิ่งที่ตนกำลังหลงใหลอยู่. ยังอยาก ให้มีอะไร ๆ ที่เป็นตัวเป็นตน และให้มีอะไร ๆ ที่เป็นของของตน อย่างถูกอกถูกใจ อยู่ร่ำไป เลยฟังไม่เข้าใจถึงเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระอรหันต์ ด้วยเหตุนี้. ที่นี้ สำหรับบุคคลที่ยังมีความประสงค์ จะเข้าใจในข้อต่อไป คือข้อที่ ๓ ข้อที่ว่า ทำจิตให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ อย่างแรงกล้าอยู่นั้น ก็ขอได้ พิจารณาต่อไปดังที่กล่าวแล้ว ว่าความชั่วทำให้เศร้าหมองอย่างหยาบ ๆ และเจ็บปวด ความดีทำให้เศร้าหมองอย่างละเอียดประณีต และสนุกสนาน ; แต่ทั้ง ๒ อย่าง เป็นความเศร้าหมอง ยังไม่พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังจะต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏ- สงสาร จะต้องมีจิตใจอยู่เหนือความดีและความชั่ว เห็นความว่างเปล่า ไร้สาระ ไม่น่ายึดถือ ทั้งความดีและความชั่ว ถ้าเข้าใจผิดในข้อนี้. ก็จะกลายเป็นคนไม่ทำดี ; ไม่ทำดีก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่ากลับไปทำชั่วอีกก็แล้วกัน. แต่คนเข้าใจผิดเหล่านั้น พอได้ยินว่า ความดี ก็ยังทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร ก็ฉวยโอกาสทำความชั่วยิ่งไปกว่าเดิม ; นี้ไม่เข้าเรื่องกัน.
น.79 เพราะได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ความชั่วนั้นทำให้เศร้าหมอง ทำให้ ทนทุกข์ทรมานเจ็บปวด ต้องเลิกละกันเด็ดขาด, มาทำความดีให้ถึงที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะทำได้, ได้รับผลของความดีแล้ว ก็ไม่ติดใจ ไม่มัวหมก ไม่หลงใหลพัวพัน ในความสุขสนุกสนานเหล่านั้น. ถอนจิตใจขึ้นมาเสีย ให้อยู่เหนือความยึดถือเช่นนั้น ถึงจะเป็นจิตใจที่สงบเย็น มีความสะอาด มีความสว่างไสวแจ่มแจ้ง และมีความ สงบเย็น. ถ้ายังหลงใหลอยู่ในรสชาติของความดี เป็นความสุขสนุกสนานเพลิด เพลินตามที่ต้องการแล้ว ; คิดดูเถิดว่า ใจจะสะอาด สว่าง สงบ ได้อย่างไรกัน. เพราะความที่มัวเมาอยู่ในสมบัติ ในสวรรค์ หรือในพรหมโลกนั้นก็ตาม จะสะอาด ไปไม่ได้ ; เพราะยินดีในสุขเวทนา เจือกามคุณบ้าง ไม่เจือบ้าง แล้วจะสว่างไสว อย่างไรกัน, เพราะหลงรักหลงติดพันสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ อย่างไม่ลืมหูลืมตาดังนี้. เมื่อติดพันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ดังนี้แล้ว จะสงบเย็นอย่างไรกัน. มันจะ ต้องเป็นห่วง มันจะต้องวิตกกังวล จะต้องระส่ำระสาย ไปตามความเปลี่ยนแปลง ของสิ่งนั้น ๆ; เพราะแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญ มันก็ยังเปลี่ยนแปลง รู้จักหมด รู้จักสิ้น รู้จักเปลี่ยนแปลงด้วยเหมือนกัน. ถ้าไปยึดถือในสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังนี้ มันก็ต้องไม่สงบ. เพราะเหตุฉะนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนข้อสุดท้าย ว่าทำใจ ให้อยู่เหนือความยึดถือ เหนือความติดพันหลงใหล ในสิ่งทั้งปวงเสีย นี้ท่าน เรียกว่า ขึ้นเหนือความดีไปอีกชั้นหนึ่ง ; จัดลำดับกันก็ย่อมจะได้เป็น ๓ ชั้น : คือชั้นแรก ไม่ทำชั่วเด็ดขาด. ชั้นที่ ๒ ทำดีให้สมบูรณ์. ชั้นที่ ๓ มีจิตใจอยู่
น.80 เหนือความดีและความชั่ว โดยประการทั้งปวง จึงจะเป็นจิตใจซึ่งมีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด. ไม่ต้องตาย ยังมีชีวิตอยู่ ก็สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด, เป็นจิตใจที่ไม่มีความทุกข์แต่ประการใดเลย. ไม่กลัวตาย และก็ ไม่ยินดีในการอยู่ , ไ ม่อยากได้อะไร ไม่ปรารถนา อะไร, ไม่อยากเป็นอะไร, ไม่มีอะไรที่จะมาทำจิตใจชนิดนี้ ให้หลงรัก หลงเกลียด หลงชัง หลงกลัว หรือแม้แต่สงสัยได้อีกต่อไป, จึงได้เป็นจิตใจที่ปราศจากความรัก ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธ ปราศจากความกลัว ปราศจากความ หลงใหล สงสัย วิตกกังวลนานาสาระพัดอย่าง ซึ่งเป็นกิเลสชั้นละเอียด, จึงจัด เป็นจิตใจที่สะอาด และสว่าง สงบ ถึงที่สุดได้จริง ๆ อันเรียกว่า จิตใจของพระ- อรหันต์. นั่น เป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า มันมีข้อปฏิบัติอยู่อีกระดับหนึ่ง ซึ่งคนธรรมดาไม่ค่อยจะเข้าใจ คือ ข้อปฏิบัติขั้นสุดท้าย ที่มีจิตใจอยู่เหนือความดี และความชั่ว ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ; อันนั้นเอง เป็นลักษณะเฉพาะของจิตใจของ ผู้หลุดพ้น ซึ่งเราเรียกกันว่า พระอรหันต์ ; ซึ่งเราประชุมกันทำมาฆบูชา เพื่อ เป็นที่ระลึกแก่บุคคลประเภทนี้ ในวันนี้ ว่าบุคคลประเภทนี้มีอยู่ และมีได้ ; ตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบุคคลประเสริฐสุดกว่าบุคคลประเภท ใด ทั้งหมดทั้งสิ้น. เราจึงเอามากระทำไว้ในใจ ระลึกนึกถึงอยู่ในใจ แล้ว ประกอบการบูชาเป็นพิเศษ สุดความสามารถของเรา ในวันอันกำหนดไว้เฉพาะ เพื่อท่านเหล่านั้น ได้แก่วันนี้ ซึ่งเรียกว่า วันเพ็ญเดือนมาฆะ.
น.81 ข้อที่พระอรหันต์มีจิตใจอยู่เหนือความชั่วและความดีนี้ ท่านแสดงไว้ด้วย หลักเกณฑ์ หรือ กฎเกณฑ์แห่งการปฏิบัติต่าง ๆ กัน หลายเรื่องหลายอย่าง ; ดัง ที่ได้ยกมาสำหรับเป็นกระทู้อธิบายในที่นี้สักข้อหนึ่ง คือ บทที่ท่านได้แสดงไว้โดย พระบาลีว่า สุญญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ เป็นต้นนั่นเอง เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัส แก่บุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเข้าไปทูลถาม ว่า ทำอย่างไรหนอ จึงจะอยู่เหนือความตาย ? เราจะเห็นสิ่งทั้งปวง หรือโลกทั้งปวงอยู่อย่างไรหนอ มัจจุราชจึงจะไม่มองเห็นเรา ? ดังนี้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสตอบว่า ท่านจงมีสติอยู่ทุกเมื่อ จงมองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างเปล่า จงถอนความคิดเห็นว่า ตัวตนเสียให้ได้ ; ถ้าทำได้ ดังนี้ ก็จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือความตาย เมื่อท่านเห็นโลกอยู่ ว่าว่างเปล่าดังนี้ มัจจุราช ก็จะไม่เห็นท่าน ; เป็นใจความสั้น ๆ ดังนี้. คำอธิบายในเรื่องนี้ มีอยู่ว่า คนเราอยู่เหนือความตายไม่ได้ ถูกความ ตายครอบงำ หรือถูกความกลัวต่อความตายครอบงำ ทำให้เป็นทุกข์อยู่เสมอ ก็ เพราะเหตุที่เห็นสิ่งที่ทั้งหลายเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของของตน. ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ความกลัวของเราทุก ๆ คนนั้น มันสรุปรวมอยู่ ที่กลัวอะไร ถ้าไม่ใช่กลัวตาย ? จะต้องระลึกนึกว่า การที่กลัวอด กลัวอยาก กลัว จะไม่มีอะไรกิน นี้มันก็เนื่องมาจากความกลัวตาย, จะต้องตายเป็นส่วนใหญ่. กลัวโรคภัยไข้เจ็บ เพียงแต่ได้ยินชื่อของโรคบางอย่าง ก็สะดุ้งกลัวเสียแล้ว ; แต่ ที่แท้นั้นมันคือกลัวตาย ไม่ใช่กลัวโรค
น.82 การที่กลัวผี กลัวเสือ กลัวงู เหล่านี้ ก็ล้วนแต่ ไปรวมจุดอยู่ที่ความ ตาย. การที่กลัวจะเสื่อมเสียเงินเสียของ เสื่อมเสียชื่อเสียงอำนาจวาสนา เหล่านี้ มันก็ไปรวมจุดอยู่ตรงที่กลัวว่า จะต้องตายอย่างเอ็ดอนาถ, ไม่มีอะไรเป็นเครื่อง ต้านทานป้องกัน, เพราะสูญเสียอำนาจเงิน อำนาจยศศักดิ์วาสนาไปหมดแล้ว จะต้องตายอย่างสุนัข. อะไร ๆ ก็ไปรวมอยู่ที่ความกลัวว่า ตนจะต้องแหลก จะ ต้องตายไปในลักษณะที่ไม่ชอบ หรือจะต้องตายนั่นเอง. ถ้ายังพิจารณาข้อนี้ไม่เห็น ก็แปลว่า ยังไม่รู้จักอำนาจของความตาย ต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่า ความกลัวที่กลัวกันนั้น ก็คือ ความกลัวว่าตนจะต้อง สูญหายไป ไม่มีเหลืออยู่นั่นเอง. อะไร ๆ เป็นเครื่องต้านทานให้ตนยังมีอยู่ ตนก็ พอใจในสิ่งนั้น ; เพราะฉะนั้น ความกลัวทั้งหมด ไปรวมอยู่ที่ความกลัวว่า ตน จะไม่มี, ตนจะสูญหายไปหมดสิ้น. ความรู้สึกกลัวเช่นนี้ มันมีมูลมาจากความยึดมั่นสำคัญผิด ว่าตัวตน มีอยู่ หรือเป็นตัวเป็นตนของตน. นี้ในภายในก็ยึดถือว่า ตัวตนมีอยู่ ; ส่วน ภายนอก ก็ยึดถือว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่น่าปรารถนาเอามาเป็นของตน. ในโลกนี้ มีเงิน มีทอง มีของ มีสิ่งต่าง ๆ สาระพัดอย่าง ชนิดที่น่าเอามาเป็นของตน, และจะเอามาเป็นของของตนได้ เช่นเดียวกับที่มีตัวมีตนเป็นของตนอยู่แล้ว. เอาตัวเอาตนของตนเป็นประธานตั้งขึ้นไว้ แล้วก็จะกวาดล้อมเอาสิ่ง ต่าง ๆ ที่ตนรักตนพอใจมาเป็นของตน ; มีความยึดถือเป็น ๒ อย่างอยู่ว่า ตัวตน อย่างหนึ่ง, ของของตนอีกอย่างหนึ่ง, อย่างเหนียวแน่น อย่างที่ถอนอย่างไร ก็ออกไปไม่ได้ ฝั่งแน่นยิ่งกว่าอะไร ๆ หมด ; ท่านจึงเรียกมันว่า อุปาทาน เป็น
น.83 การผูกมัดที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าความผูกมัดของสิ่งใด ๆ คือ ผูกมัดจิตใจให้ยึดถืออยู่ใน สิ่งที่เรียกว่า ตัวตนหรือของของตน, ดังนี้. พอมีอะไรมาเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ตนจะต้องตายไป แหลกไป สูญหายไป หรือของของตนจะต้องสูญหายไป จะต้องวิบัติพลัดพรากจากกัน มันก็ เกิดความกลัวขึ้นมา เพราะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น. ถ้าเป็นไปมาก ก็กลัวล่วงหน้า หรือกลัวอยู่ตลอดกาล ทั้งหลับและตื่น ; เป็นผู้สะดุ้งอยู่เสมอ ว่าสิ่งเหล่านี้จะ พลัดพรากจากกันไปบ้าง, หรือว่าตัวตนของตนนั่นแหละ จะแตกทำลายลงบ้าง, จึงหาทางที่จะต่อต้านป้องกันทุกอย่างทุกทาง อยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับและตื่น. ความคิดฝั่น คือว่าความคิดเมื่อตื่นก็ดี ความคิดเมื่อหลับก็ดี, ที่เป็นไปเอง คือ ฝันไปก็ดี, ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการต่อต้าน เพื่อให้คงมีตัวตนหรือของของตนอยู่ ดังนี้ทั้งนั้น. ขอให้ลองคิดดู ว่าความฝันของบุคคลใดบ้าง ที่ไม่เป็นเรื่องตัวตนหรือ ของตน, หรือเป็นการต่อต้านความมีอยู่แห่งตัวตน, หรือเป็นการหลงใหลยินดี ในตัวตนที่มีอยู่, หรือโศกเศร้าเพราะตัวตนที่ต้องวิบัติพลัดพรากจากกันไป. นี่คือ ความฝั่งแน่นของอุปาทานในจิตของบุคคลที่เป็นบุถุชน ฝั่งแน่น อยู่ด้วยอัตตานุทิฏฐิ คือความตามเห็นว่าตัวตน จึงได้มีความกลัว ว่าจะต้องตาย หรือจะต้องวิบัติพลัดพราก เป็นต้น ; เรียกว่าอยู่ใต้ความตายตลอดเวลา คือ ความกลัวตายครอบงำย่ำยีจิตใจอยู่ตลอดเวลา. มัจจุราชมีอำนาจเหนืออยู่ตลอดเวลา บังคับให้ทำสิ่งต่าง ๆ ในทำนอง ที่เชื่อว่า จะไม่ต้องตาย หรือจะบรรเทาความกลัวตาย ; เป็นผู้ที่มีปัญหาไม่มีที่
น.84 สิ้นสุด ในเรื่องกลัวตาย หรือจะต้องวิบัติพลัดพราก จากสิ่งที่ตนรักตนพอใจ คือ ตัวเองจะตายเองก็ตาม. บุคคลอันเป็นที่รักจะตายก็ตาม, มีปัญหาไปทั้งนั้น ; ก็เลย มี ความทุกข์อันละเอียดชนิดหนึ่ง ครอบงำย่ำยีบุคคลชนิดนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้ง หลับและทั้งตื่น. ใครอวดดีได้บ้าง ถึงกับกล่าวได้ว่า ไม่มีปัญหาข้อนี้ ? ถ้ายังเป็น บุถุชนคนธรรมดา อยู่ ก็จะต้องมีอุปาทานข้อนี้รึงรัดอยู่ในใจ ทั้งหลับและตื่น โดยไม่ต้องสงสัย, เรียกว่าผู้ที่ยังไม่อยู่เหนือความตาย มีความตาย เบียดเบียนจิตใจอยู่ มีปัญหาเรื่องความตายเบียดเบียนจิตใจอยู่ มีความกลัวตาย ทำให้เป็นปัญหาวุ่นวายไปหมด ตามที่ตนยึดถืออะไรไว้อย่างไร. ถ้ายึดถือตัวของตัว ก็กลัวว่าตัวจะตาย, ถ้ายึดถือว่าภรรยาของตัว ก็ กลัวว่าภรรยาจะตาย, ถ้าถือว่าลูกหลานของตัว ก็กลัวว่าลูกหลานของตัวจะตาย, แม้ที่สุด แต่ยึดถือเป็ดไก่สักตัวหนึ่ง ว่าเป็นของตัว มันก็กลัวเป็ดไก่หรือไก่ตัวนั้น จะต้องตาย ; เรียกว่า มีปัญหาเรื่องความตาย อยู่เหนือจิตใจของบุคคลผู้นั้น ย่ำยี จิตใจหรือบดถูจิตใจของบุคคลผู้นั้น ให้ชอกช้ำอยู่เป็นปกติ. ทีนี้ คนเรายึดถือแต่ตัวเองอย่างเดียว หรือสิ่งเดียวเมื่อไร. ขอให้ลอง คิดดู ; คนคนหนึ่งย่อมยึดถือมากมายหลายอย่าง : ยึดถือตัวเอง ยึดถือบุตร ภรรยา เพื่อนฝูง มิตรสหาย ข้าทาส สัตว์เลี้ยง และยังยึดถือสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อีกมากมายหลายอย่าง. ทางหนึ่งก็กลัวว่า สิ่งเหล่านั้นจะตาย, อีกทางหนึ่งก็กลัวว่า ตนจะพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้น ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นไม่ตาย แต่ ตนจะต้องตายเอง เพราะว่ามันจะต้องตายกันฝ่ายหนึ่ง เป็นที่รู้กันอยู่. หรือว่า ยังไม่ทันจะตาย ก็ยังมีอันตรายแทรกแซงเข้ามา เพื่อจะทำให้ตายก่อนเวลา, มันยิ่ง
น.85 กลัวมากขึ้นไปอีก ดังนี้. นี้เรียกว่า เป็นผู้ที่ไม่อยู่เหนือความตาย เป็นบุถุชน คนธรรมดา ที่ถูกความตายเบียดเบียนจิตใจอยู่ ไม่มีที่สิ้นสุด. ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านมีอยู่นั้น มันมารวมจุดอยู่ที่ ตรงนี้ จะเป็นปัญหาเรื่องไม่มีกินไม่มีใช้ ไม่มีอำนาจวาสนา, ปัญหาเรื่องทำมา หากิน ปัญหาเรื่องรักษาชื่อเสียง ปัญหาเรื่องทำบุญสุนทร์ทาน, หรือปัญหาอะไร ๆ ทั้งสิ้น มันมารวมอยู่ที่ปัญหาเรื่องที่ไม่อยู่เหนือความตายนี่เอง. ยังอยากอยู่, ยังอยากอยู่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ยังอยากเป็นอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการที่พึ่งที่จะ ต่อต้านกับภัย คือความตาย ของตัวเองบ้าง ของบุตรภรรยาบ้าง ของคนอื่น ๆ บ้าง แล้วแต่ตนจะยึดถือสิ่งใดอยู่ ; คนเราจึงเป็นทุกข์กันรอบด้าน จำแนกไม่ไหว ว่ามี กี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง แต่รวมความแล้ว ก็เพราะกลัวต่อความตาย ของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง, คือถ้าไม่ใช่ของตนเอง ก็ของบุคคลที่ตนรัก ที่ตนยึดถือ ว่าเป็น บุคคลของตน. นี้เรียกว่า ไม่อยู่เหนือความตาย ตามปกติของบุถุชนคนสามัญ ; เป็น ผู้ที่ต้องมีความทุกข์ประจำอยู่ในใจเสมอ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องวิ่งไปวิ่งมา ต้อง ร้องห่มร้องไห้, แต่ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้; เพราะตนยังโง่เกินไป กว่าที่จะรู้ได้ว่า ความทุกข์เหล่านี้มีมูลมาจากอะไร. ความตายครอบงำย่ำยีอยู่, หรือเรียกว่า มัจจุราชทำเล่น ให้เป็นทุกข์ เล่น ตนก็ยังไม่มีความรู้สึก ไม่มีความหวาดเสียวสะดุ้งกลัว ต่อความทุกข์ หรือ ต่อมูลเหตุของความทุกข์ ; เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นความทุกข์ หรือเป็นมูลเหตุของ ความทุกข์, ทั้งที่เป็นความทุกข์แท้ ๆ ก็กลับหลงรักหลงพอใจ, ทั้งที่เป็น มูลเหตุ
น.86 ของความทุกข์แท้ๆ ก็ยังมีความหลงรักหลงพอใจ เพราะมันไปยึดถือแต่ในทำนอง เป็นตัวตน เป็นของของตน และว่าจะได้สมใจอยากของตนไปเสียทั้งนั้น เห็นโลกนี้ทั้งโลกเต็มไปด้วยอะไร ๆ ที่อาจจะเป็นของตน ที่อาจจะอำนวย ความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยให้แก่ตน ; ยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในลักษณะ อย่างนี้แล้ว โลกนี้ก็ไม่เป็นของว่าง ; แต่จะเป็นของแน่นแฟ้น เต็มไปด้วยที่ตั้ง แห่งความยึดถือ แล้วก็ยึดถือ เอามาบรรทุกไว้เหนือจิตใจของตน ทั้งโลกทีเดียว แล้วมันจะไม่หนัก คือไม่ทุกข์ ทั้งกลางวันและกลางคืนได้อย่างไร. ตื่นอยู่ก็ทุกข์ หลับแล้วก็ฝั่นเป็นทุกข์ ไม่มีเวลาที่จิตใจจะเป็นอิสระไป จากความทุกข์, คือไม่มีเวลาที่จิตใจจะสะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสวแจ่มแจ้ง และสงบ เย็นเหมือนจิตใจของพระอรหันต์ทั้งหลายเลย. มันเหมือนกับสัตว์สกปรก ที่อยู่ในบ่อในหลุมสกปรก เกิดที่นั่น อยู่ที่นั่น ตายที่นั่น ไม่มีโอกาสที่จะรู้ถึงเรื่องของความสะอาด นอกไปจากหลุมจากบ่อของ มัน, ไม่รู้จักแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ไม่รู้จักความสงบเย็น ของการที่ไม่ถูก ความสกปรกนั้นเบียดเบียน. ความเป็นอย่างนี้ คือลักษณะทั่วไปของบุถุชนทุกคน ที่จมอยู่ภายใต้กิเลสตัณหา มีผลเป็นความทุกข์, มีความกลัวตายเป็นเครื่องย่ำยี จิตใจ บังคับให้ดิ้นรน กระวนกระวาย ระส่ำระสาย วิ่งไปวิ่งมา หานั่นหานี่ ไม่มีสร่าง จนกระทั่งตายไป เพราะการแสวงหา นั้นก็มีอยู่มาก ต้องการจะแสวงหาสิ่งที่มา ต่อต้านกับความตาย จนตัวตายไปเอง ดังนี้ มันมีลักษณะที่น่าหัวเราะ หรือไม่น่า สงสารเพียงไร.
น.87 ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนพิจารณาดู ให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็น จริงแก่ทุกคนอย่างนี้หรือไม่ ? ถ้าพิจารณาเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ไ ม่ต้องสงสัย ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย หรือความปล่อยวาง สิ่งต่าง ๆ ที่ตนเคยหลงยึดถือนั้น เป็นแน่. กิเลส ตณหา หรืออุปาทานก็จะค่อย ๆ จางออก ๆ จนกว่าจะหลุดออก จากกัน คือไม่ยึดถือว่าตัวตน หรือของของตนอีกต่อไป ดังนี้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสตอบคำถามของบุคคลที่มาถาม โดยหลักใหญ่ ๆ ว่า ท่านจงมีสติมองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ, ถอนความเข้าใจว่า ตัวตนเสียให้ได้ แล้วก็จะอยู่เหนือความตาย. ขอให้พิจารณาหลักสำคัญที่มีอยู่ว่า ต้องมีสติทุกเมื่อ นี้อย่างหนึ่ง, มีสติ ในการมองให้เห็นโลก โดยความเป็นของว่าง จนกระทั่งถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าตัวตนนั้นเสียให้ได้ นี้อีกอย่างหนึ่ง, เป็น ๒ อย่างด้วยกัน ที่ว่า มีสติทุกเมื่อ นั้น แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า การแต่เพียงคิดนึก เล่น ๆ ประเดี๋ยว ๆ นั้นใช้ไม่ได้ คือไม่เป็นสติทุกเมื่อ. เราจะต้องคิดพินิจพิจารณา ให้เห็นแจ้งแทงตลอด แล้วความเห็นแจ้งแทงตลอดนั้น ประจำใจอยู่ทุกเมื่อ จึงจะ เรียกว่า มีสติทุกเมื่อ. เห็นแจ้งแทงตลอดอย่างไร ? เห็นแจ้งแทงตลอดว่า โลกทั้งหมดนั้นเป็น ของว่าง ว่างจากอะไร ? ว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตน หรือของของตน. มีความเข้าใจผิดในข้อนี้กันอยู่เป็นส่วนมาก คือเข้าใจคำว่า "สุญฺญฺโต" นี้ผิด ; เข้าใจไปว่า สูญไม่มีอะไรเลย. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสอย่างนั้น
น.88 ไม่ได้ตรัสว่า โลกนี้สูญ ไม่มีอะไรเลย ตามความมุ่งหมาย หรือตามความหมาย ของคนที่เข้าใจผิด แต่ได้ตรัสว่า โลกนี้ว่าง ว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือของของตน ; ไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรเลย. แต่มันจะมีอะไรก็ตาม, มีเท่าไรก็ตาม, มากมายเท่าไรก็ตาม, ทุกสิ่งนั้น ไม่ควรยึดถือว่าตัวตน หรือ ของของตนเลย ; แปลว่าว่างจากสิ่งที่ควรยึดถือว่าตัวตน หรือของตน. อย่าได้ไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าตัวตน หรือของของตนเข้าเป็นอันขาด มันจะผิดความจริง ; เมื่อผิดความจริงแล้ว ผลจะเกิดขึ้นคือทำให้เกิดความทุกข์ เพราะว่ามันเป็นไปตามความต้องการของตนไม่ได้. เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของตน แล้วไปยึดถือเอาว่า เป็น ตัวตน เป็นของตน ดังนี้ ; มันก็เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของของตนให้ไม่ได้ คือมันจะต้องเป็นไปตามเรื่องของมัน. ครั้นมันเป็นไปตามเรื่องของมัน ; คนโง่ ที่เข้าไปยึดถือนั้นต้องนั่งเช็ดน้ำตา เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา นั่นแหละคือผลของการที่เข้าไปยึดถือโลกนี้ ว่า เป็นตัวตนหรือเป็นของของตน แต่ ถ้ามองเห็นชัดแจ้ง ว่า โลกนี้หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ไม่มี อะไรที่เป็นตัวตน ยึดถือเอาให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้; มันต้องเป็นไปตาม เรื่องของมันเอง ดังนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผิดหวัง เพราะตนไม่ได้หวังอะไร เลย, เป็นผู้ไม่มีความหวัง ว่าอะไร ๆ จะต้องเป็นอย่างนี้, จงอย่าเป็นอย่างนั้น จงมาเป็นอย่างนี้ ตามความต้องการของตน ดังนี้.
น.89 คนที่มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างจากตัวตนนี้ จึงเป็นคนที่ไม่เคย ผิดหวังเลย. อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นไปตามความรู้สึกที่ถูกต้องทั้งนั้น ; มองเห็น ความจริงไว้ล่วงหน้า แล้วสิ่งทั้งหลายก็เป็นไปตามนั้น แล้วจะผิดหวังอย่างไร. ในที่สุดก็ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเป็นทุกข์, เป็นคนที่มีจิตใจปกติสงบอยู่ได้. นี่แหละเรียกว่า อยู่เหนือความตาย คือว่าสิ่งทั้งหลายที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ตนนั้น มันจะแตกทำลายวิบัติฉิบหายไปอย่างไร เท่าไร ที่ไหน เมื่อไร ก็ไม่มา ทำจิตใจของบุคคลนี้ ให้มีความเดือดร้อนได้ แม้แต่หน่อยเดียว; เพราะเขา ไม่ได้ ยึดถือสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นตัวตนหรือเป็นของของตน มาแต่กาลก่อน จึงเป็นคนที่ อยู่เหนือความตายของทุกสิ่งทุกอย่าง จะเป็นความตายของมดแมลง หรือเป็นความ ตายของบุตรภรรยาที่เป็นที่รักใคร่หวงแหน ก็มีความหมายเท่ากัน. ปัญหาเรื่อง ความตายของใครก็ตาม ไม่ครอบงำจิตใจของบุคคล ที่มองเห็นโลกโดยความเป็น ของว่างจากตัวตน ดังนี้เลย. พระพุทธองค์ทรงกำชับ ให้พิจารณาให้เห็นโลก โดยความเป็นของว่าง จากตัวตน ดังนี้เสียก่อน แล้วให้มีสติอยู่ด้วยความเห็นดังนี้ ; เห็นแจ้งเช่นนี้ ทุกเมื่อไป ก็จะถอนความเข้าใจว่าตัวตนเสียได้ สิ้นเชิงเด็ดขาด ในที่สุด ; และเรา เรียกบุคคลชนิดนี้ว่า พระอรหันต์ หรือผู้ที่อยู่เหนือความตายนั่นเอง. มฤตยูหรือ มัจจุราชหรือความตายนั้น ซึ่งเคยเป็นนายเหนือสิ่งใด ๆ ทุกๆ สิ่งนั้น ไม่อาจจะเป็น นายเหนือบุคคลเช่นนี้. มัจจุราช, ฟังดูก็น่าสยดสยอง คือ เป็นพระราชา ชนิดที่ครอบงำคน ทุกคน ; แต่แล้วทำไมมาครอบงำพระอรหันต์ไม่ได้ ? มันครอบงำได้แต่บุถุชน
น.90 หรือคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ; มันครอบงำย่ำยีจิตใจของคนทุกคนเล่นได้ตาม สบาย แต่ไม่อาจจะครอบงำย่ำยีจิตใจของพระอรหันต์ได้ เพราะจิตใจของ พระอรหันต์อยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง จากจิตใจของบุถุชน. จิตใจของพระอรหันต์ปราศจากความยึดถือว่าตัวตน, เห็นโลกโดยความ เป็นของว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง. เมื่อจิตใจอยู่ในลักษณะที่ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง ออกไปหมดดังนี้แล้ว ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่มัจจุราชจะครอบงำย่ำยีเล่นได้ ตามสบายอีก ต่อไป ; จึงเรียกว่า เป็นผู้อยู่เหนือความตาย, และความตายเที่ยวค้นหาท่าน ไม่พบ. ในเมื่อกล่าวอย่างอุปมา ก็คือว่า ความตายเที่ยวตามหาคนทุก ๆ คนจน พบตัว นำไปทำเล่นได้ตามสบายใจ ; แต่ความตายจะตามหาตัวพระอรหันต์ไม่พบ และเอาไปทำเล่นตามชอบใจไม่ได้. ความตายหมดอำนาจ หมดความสามารถ หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะทำอะไรแก่พระอรหันต์ได้ นี้คือ เรื่องที่เกี่ยวกับพระอรหันต์ ที่เราจะต้องเข้าใจ ที่เราจะต้องนำมา พินิจพิจารณากันเป็นพิเศษ ในวันที่เราทำอะไร ๆ เป็นที่ระลึกและบูชาแก่พระอรหันต์ เช่นวันนี้. พระพุทธเจ้าเป็นจอมพระอรหันต์ และท่านก็ได้ตรัสไว้ดังนี้. มี ปัญหาอยู่ก็แต่ว่า พวกสาวกทั้งหลาย คือพวกเรานั้น จะถือเอาประโยชน์อันนี้ได้ หรือหาไม่ ?. ถ้าถือเอาไม่ได้ มันก็เท่า ๆ กันกับที่เขากล่าวกันอยู่ทั่วๆไป หลายอย่าง หลายประการว่า เป็นลิงที่ได้แก้ว, เป็นหัวล้านที่ได้หวี, เป็นนิ้วด้วนที่ได้แหวน,
น.91 หรืออะไรทำนองนั้น คือ เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ บวชเรียนในพระพุทธ- ศาสนา ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย ; ได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนอันแท้จริง ซึ่งเป็น หลักของพระพุทธศาสนา ก็เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย. เอามาพูดท่องเล่น เฉย ๆ เหมือนกับลิงที่ได้แก้ว มันไม่รู้จะเอาไปทำอย่างไร. หรือว่า ไก่ตัวหนึ่งได้เพชรพลอยสักเม็ดหนึ่ง มันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร สู้ข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่ได้. คนบุถุชนทั่วไป ได้แก้ว คือ พระรัตนตรัย มาใน ลักษณะอย่างนี้เหมือนกัน แต่ก็ยังอวดดี ยังพูดพล่าม ยังดูหมิ่นคนอื่นอยู่ : หา สำนึกไม่ว่า ตนก็ตกอยู่ในลักษณะที่เหมือนกับลิงได้แก้ว หรือไก่ได้พลอย, แล้ว ยังจะเผยอมาทำการบูชาพระอรหันต์ ด้วยการทำมาฆบูชาอีกดังนี้; แล้วก็ยัง ไม่รู้สึกตัว ว่าน่าหัวอยู่นั้นเอง. แต่ถ้าสมมติกันอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าพระอรหันต์ท่านมีตัวตนมีชีวิต มา มองเห็นการกระทำของพวกเราในขณะนี้อยู่ ; ท่านคงจะยิ้มกันเป็นการใหญ่ ว่า เด็กโง่ ๆ เหล่านี้มันทำอะไรกัน, มันบูชาพระอรหันต์ ราวกับบูชาเจว็ดตุ๊กตาตาม ศาลเจ้า, ทำพิธีอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความโง่ เท่า ๆ กันกับที่เจว็ดเทวดาตุ๊กตา เหล่านั้น เป็นเพียงดินเหนียวที่บั้นขึ้นมา เราจะอยู่กันในลักษณะอย่างนี้ ได้อย่างไร, หรือว่าจะทนทำกันไป ใน ลักษณะอย่างนี้ได้อย่างไร ; ถ้ายังจะเรียกว่า เป็นพุทธบริษัท หรือเป็นชาวพุทธ หรืออะไรก็ตาม ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น ให้ถูกต้อง. เราได้ทำให้เวลาเสียมามากมาย หลายปีเต็มทีแล้ว ในการที่ไม่สนใจ ว่าทำมาฆบูชาเพื่ออะไร, ทำวิสาขบูชาเพื่ออะไร, นอกจากจะเป็นโอกาสสนุกสนาน :
น.92 วียนเทียนกันสัก ๒ - ๓ รอบ หรือฟังอะไรแปลก ๆ สนุกสนานเท่านั้น ; แต่ใน จิตใจนั้น ไม่ได้ส่งไปยังความหมายอันแท้จริงของพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าเลย, ไม่ได้พยายามทำตามอย่างพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ให้ดีเป็นพิเศษ; แม้ในวัน มาฆบูชา หรือวันวิสาขบูชา. เป็นคนที่ถูกมัจจุราชเบียดเบียนครอบงำย่ำยี อยู่เหนือเศียรเหนือเกล้า ไม่มีอะไรที่น่าชื่นใจ, แล้วจะปฏิญญาว่ามีอะไร ๆ สมควรแก่การที่จะเข้าใกล้พระ- อรหันต์ หรือทำการบูชาเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ ในวันสำคัญเช่นนี้. มันเท่า กับจับเอาคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร ให้มาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อสิ่งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไรนั้นอีก; มันน่าสงสารทั้งคนทำ มันน่าสงสารทั้งคนที่จัดให้คนอื่นทำ มันน่าสงสารด้วยกันทั้งคู่ น่าจะนอนเสียดีกว่าทำให้เหนื่อย. เพราะฉะนั้นแหละ อาตมาจึงได้พยายามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ชี้แจงให้ ทราบว่า พระอรหันต์ หรือคำว่าพระอรหันต์ มีความหมายอย่างไร. เราจะได้ ทำไว้ในจิตในใจ ถึงคุณธรรมข้อนั้น ให้ชัดเจนอยู่ในใจ เป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ ทั้งหลาย ในวันสำคัญเช่นวันนี้ได้จริงๆ โดยเฉพาะที่กำลังกล่าวอยู่นี้ ก็ได้กล่าว ถึงธรรมะข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมะโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นเครื่อง กระทำบุคคลให้หลุดพ้น จากความทุกข์หรือจากมัจจุราช, โดยที่แท้ก็คือ เป็น พระอรหันต์นั่นเอง มีสติเห็นโลกทั้งหมดโดยความเป็นของว่าง จากตัวตนอยู่ทุกเมื่อ ท่านใช้คำว่า "โลก", ต้องพิจารณาให้ดีว่า ท่านใช้คำว่า "โลก". คำว่า โลก ในที่นี้เป็นคำรวม ที่ท่านใช้หมายถึง สิ่งทุกสิ่งที่คนเรารู้จักกัน รวมทั้งตัว เราเองด้วย รวมทั้งบุตรภรรยา ข้าทาส บริวาร เงินทอง ข้าวของทุกสิ่งทุกอย่าง
น.93 บรรดามีในโลกนี้ เข้าเป็นของอย่างเดียวกัน แล้วก็เรียกว่าโลก. โดยใจความก็คือ ให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ตนยึดถือ รักใคร่หวงแหนปรารถนา ทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นแหละ ว่า เป็นของว่างจากความน่ายึดถือ ; ไปยึดถือ ก็ด้วยอำนาจความ หลงใหลอย่างเดียวเท่านั้นเอง. ใช้คำว่า ทั้งปวง ก็เพราะว่า ไม่ยกเว้นสิ่งใด ๆ หมด ; ถ้าเป็นเรื่องของ โลกหรือวิสัยโลกแล้ว เป็นของว่างจากตัวตนทั้งนั้น จะจำแนกเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ อย่างนี้ก็ตาม, ทุกอย่างเป็นของว่าง จากความเป็นตัว เป็นตน. หรือจะจำแนกเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังนี้ก็ตาม ทั้งหมดก็เป็นของว่างจากตัวตน, จะจำแนกเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ หรืออะไรก็ตาม ทั้ง ๖ อย่างนั้นมันก็เป็นของว่างจากตัวตน. รวมความว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลก หรือที่รวมกัน เป็นโลก ประกอบกันเป็นโลกนี้ เป็นของว่างจากตัวตน ด้วยกันทั้งนั้น. สัตว์ จึงไม่มีโอกาสจะแยกเอานั่นเอานี่ ว่ามาเป็นของของตน เป็นบุตร ภรรยา สามี ของตน เป็นทรัพย์สมบัติของตน เป็นอะไร ๆ ของตน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะเป็นให้ ตามความยึดถือที่แท้จริงนั้นไม่ได้ ; จะเป็นได้ก็เพียงแต่หลอก ๆ ตามที่เขาสมมติกัน ตามความสมมติของชาวโลก ว่านั่นเป็นของคนนั้น นี่เป็นของคนนี้, หรือตามที่ กฎหมายคุ้มครอง หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่แล้วก็ไม่ทำอะไรให้เป็นของใครได้. สิ่งทุกสิ่งหรือคนทุกคน ต้องเป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ จะต้อง เปลี่ยนแปลงไป จะต้องทนทุกข์ทรมาน จะต้องแตกทำลายในที่สุด ไปตามอำนาจ ของธรรมชาติ, ไม่เป็นของใคร ตามความประสงค์ของใครได้เลย.
น.94 นี้เรียกว่า ถ้ากล่าวโดยสมมติ ก็อย่างหนึ่ง, ถ้ากล่าวโดยความจริง ก็ อย่างหนึ่ง, จะเป็นอะไรให้แก่กันได้ ก็เพียงแต่สมมติชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ; เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะมีอะไรเป็นของตนบ้าง แม้แต่จะมีบุตร ภรรยา สามี เป็นของตน ก็จงเข้าใจไว้เถิดว่า มันเป็นได้แต่สมมติเท่านั้น. โดยธรรมชาติอันเด็ดขาดนั้น ใครจะเป็นอะไรของใครไม่ได้ ; ทุกสิ่ง และทุกคนจะต้องเป็นไปตามกรรม หรือการกระทำของตน ไม่มีใครต้านทาน ความจริงข้อนี้ได้. และเมื่อยังมีกิเลสตัณหาเป็นคนธรรมดาอยู่ จงยินดีรับเสียโดย ชื่นตาว่า ทุกคนนั้นเป็นสมบัติของมัจจุราช. มัจจุราชคือความตาย นั่นแหละ จะเป็นเจ้าของคนทุกคน หรือสิ่งทุกสิ่ง ; อย่างนี้จะถูกกว่า. อย่าไปคิดว่า บุตรของฉัน ภรรยาของฉัน สามีของฉัน ด้วย ความยึดถือจริงๆ จัง ๆ เลย. ถ้าคิดก็คิดอย่างสมมติ เป็นกันอย่างสมมติ; เพราะว่า ความจริงนั้น มันเป็นของมัจจุราช. นี้สำหรับคนธรรมดาสามัญหรือบุถุชน. ทีนี้ ถ้าจะไม่อยากจะเป็นของมัจจุราช ก็จงรีบทำตนให้เป็นพระอรหันต์ เสียเถิด จะได้อยู่นอกเหนืออำนาจของมัจจุราช. จงชักชวนชี้แจงสั่งสอนบุตร ภรรยา สามีของตน ให้รู้จักทำตนให้อยู่นอกเหนืออำนาจของมัจจุราชเสียเถิด ; นั่นแหละจึงจะพอกล่าวได้ว่า เป็นที่พึ่งที่ต้านทาน ให้แก่กันและกันได้จริง. ถ้ายัง เป็นบุถุชนอยู่อย่างนี้ ขืนกล่าวอย่างนั้น มันก็น่าสมเพชเวทนา เพราะเป็นความ ไม่รู้ เป็นความโง่เขลา เป็นความหลงใหล เป็นคำกล่าวที่ผูกมัดตัวเอง ให้ต้อง เสียน้ำตา ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น.
น.95 พระอรหันต์เป็นบุคคลที่เอาชนะมัจจุราชได้ นี้เป็นแง่หนึ่ง หรือเป็น ลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งแสดงความประเสริฐสูงสุดของพระอรหันต์ ทำให้เรารู้สึกว่า เป็นบุคคลสูงสุด น่าเคารพ น่าบูชา ; น่าจะเสียสละเวลามาช่วยกันทำมาฆบูชา เป็นที่ระลึกแก่ท่านอย่างจริง ๆ. แม้จะต้องอดหลับอดนอน สักวันหนึ่งคืนหนึ่ง หรือ ๒ วัน ๒ คืน ๓ วัน ๓ คืน ก็ยังคุ้มกัน, จะได้มีศรัทธา มีความเพียร มีความบากบั่นเกิดขึ้น ในการ ที่จะทำตนตามแบบอย่าง ตามร่องรอยของพระอรหันต์ เพื่อความเป็นพระอรหันต์ บ้าง. ในที่สุดก็จะอยู่เหนือความตาย ได้อย่างเดียวกันกับพระอรหันต์ ที่ได้เป็น ไปแล้ว ที่เอาชนะความตายได้เด็ดขาดแล้ว เป็นตัวอย่างอยู่ เป็นที่ตั้งแห่งความ ระลึกนึกถึงของพวกเรา ที่กำลังจะทำมาฆบูชาให้ถูกต้อง ให้ตรงตามความหมาย อันแท้จริง. .... .... .... .... ข้อต่อไปที่จะต้องพิจารณา ก็มีอยู่ว่า ทุกคนจะเป็นพระอรหันต์กันได้ อย่างไรหรือไม่ ? ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บุถุชนคนธรรมดาสามัญนั้น กลัวความเป็น พระอรหันต์ ; เพราะได้ยินได้ฟังว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ. คนที่บ้าหลังใน กามคุณ ก็ต้องกลัวความเป็นพระอรหันต์เป็นธรรมดา โดยไม่ต้องสงสัยเลย ; แล้ว พิจารณาดูเถิดว่า คนชนิดนี้จะมีโอกาสเป็นพระอรหันต์ หรือสนใจในพระอรหันต์ ได้อย่างไร เว้นไว้แต่จะได้พินิจพิจารณามาตามลำดับ จนมีสติปัญญา เห็นแจ้งใน ความว่างเปล่าของกามคุณเสียก่อน จึงจะสามารถยินดีพอใจในความเป็นพระอรหันต์
น.96 ขาจะต้องพินิจพิจารณาให้เห็นชัดว่า สิ่งที่เรียกว่า กามคุณนั้น ว่างเปล่า จากสาระที่ควรบูชา หรือหลงใหลยึดถือ, มิหนำซ้ำไปหลงใหลยึดถือเข้า มันก็จะ มีอาการเหมือนถูกตบหน้ากลับมา. อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า ยิ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับกามคุณเท่าไร จิตใจของ บุคคลนั้น จะมีลักษณะเหมือนเขียงรองสับเนื้อมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะความรัก ความหลงใหลก็มี เพราะความผิดหวังก็มี เพราะความอิจฉาริษยาหึงหวงก็มี, เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของตน แต่เป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ ดังนี้ก็มี. อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นไปตามเรื่องของมัน จิตใจของบุคคล ผู้เข้าไป หลงรักหลงยึดถือมากเท่าไร ก็จะต้องชอกช้ำมากเท่านั้น จึงมีลักษณะเหมือนกับ เขียงรองสับเนื้อ รองหั่นเนื้อ ที่เขาสับกันแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นเดือน ๆ ปี ๆ มีความ ซอกช้ำมากถึงเท่านั้น ; นี้แหละเรียกว่า ได้เห็นความว่างเปล่าของกามคุณ. เห็นความว่างเปล่า คือ ความที่ไม่มีสาระอันใด ที่จะควรเข้าไปยึดถือ หลงใหลในกามคุณนั้น ๆ ถอนตัวตนในกามคุณนั้น ๆ เสียได้ ว่ากามคุณนั้น ๆ ไม่ ใช่ตัวตน คือจะเอาตามที่ปรารถนาไม่ได้ จึงจะเกิดความสนใจว่า ถ้าอย่างนั้นทำ อย่างไรดี จิตใจนี้จึงจะไม่ตกอยู่ ในลักษณะที่เหมือนกับเขียงรองสับเนื้อ เพราะว่าถ้าเราปล่อยไปตามบุญตามกรรม กิเลสตัณหานั้น มันทำให้ทน อยู่ไม่ได้ จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกามคุณ. เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกามคุณ มันก็ต้องมีอาการเหมือนกับถูกตบหน้ากลับมา หรือเกิดอาการที่เหมือนกับเขียง
น.97 รองสับเนื้อนั้นขึ้น โดยไม่ต้องสงสัย. เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในลักษณะ อย่างนั้น ว่าเป็นเหมือนกับเขียงรองสับเนื้อบ้าง , ว่าเป็นเหมือนกับหลุมถ่านเพลิง บ้าง, ใครลองเข้าไปใกล้หลุมถ่านเพลิงดู ก็จะรู้ว่ามันร้อน ; ถ้าพลัดตกลงไปแล้ว ขึ้นมาได้ยากที่สุด และมีหวังจะต้องตาย. นี่ เมื่อพิจารณาดูในข้อนี้ ก็เห็นว่าเป็นการช่วยไม่ได้ ในการที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับกามคุณแล้ว จะไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ; แต่แล้วก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง อยู่ดี ทั้งนี้เพราะอำนาจของอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอำนาจของกิเลสตัณหา หรืออวิชชา อุปาทาน, โดยเฉพาะ คือความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ เพราะอำนาจของความ ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร. ทีนี้ จะทำอย่างไรต่อไป จะเลือกเอาทางไหนดี ? ถ้าว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง กับกามคุณ มันก็จะต้องได้รับทุกข์ทรมานอย่างนั้น, ถ้าไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ทน อยู่ไม่ได้ เพราะกิเลสตัณหามันบังคับ. ปัญหามาเหลืออยู่ตรงที่ว่า เราจะต้อง ต่อสู้กิเลสตัณหาที่มันบังคับเรา ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกามคุณนั้นมากกว่า. เราจะต่อสู้กิเลสตัณหาได้อย่างไร ? เราจะต้องสอนมัน หรือเราจะต้อง อบรมมัน หรือว่าเราจะต้องทรมานมัน. ข้อนี้แล้วแต่จะพินิจพิจารณากันในแง่ ไหน ; แต่ถ้าตามหลักที่มีอยู่ทั่วไปในพระคัมภีร์ มีการแนะนำให้พินิจพิจารณา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทำนองคล้าย ๆ กับว่า อบรมสั่งสอนกิเลสตัณหานั่น ให้ มันลืมตาเสียบ้าง. เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว ตัวกิเลสตัณหานั่นแหละ มันคือตัวเรา เอง. ใคร ๆ อย่าอวดดีให้มากไปกว่านี้
น.98 ตัวกิเลสตัณหานั่นแหละ คือตัวท่านเอง หรือตัวเราเอง ; เพราะคำว่า ตัวเราเอง หรือ ความรู้สึกว่าตัวเรานี้ มันเกิดมาจากกิเลสตัณหา. ถ้าไม่มีกิเลส ตัณหา เช่น อวิชชา เป็นต้นแล้ว ความรู้สึกยึดถือว่าตัวเรานี้ จะไม่มีขึ้นมาได้เลย ทำนองเดียวกับพระอรหันต์ที่หมดอวิชชาแล้ว ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรา ตัวฉัน. การที่บุถุชนทุกคน ยังมีความรู้สึกว่าตัวเรา ตัวฉัน ตัวกู อยู่นี่; นั่น เป็นผลเกิดมาจากกิเลสตัณหา มันทำให้รู้สึกอย่างนั้น มันทำให้ยึดถืออย่างนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นการกล่าวที่ถูกต้องแล้ว ว่าตัวตนหรือตัวกู หรือตัวเรานั้น ไม่ใช่อะไร นั่นแหละคือตัวกิเลสตัณหา. กิเลสตัณหานั่นแหละคือตัวเรา ในที่นี้ ; เพราะฉะนั้น เราจะต้องอบรมสั่งสอนมันเสีย. เอาใครมาอบรมสั่งสอน ? ก็ต้องเอาหลักของพระพุทธเจ้า หรือกล่าว อย่างสมมติอีกทีหนึ่งก็ว่า เอาพระพุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอน. สติปัญญาเกิดขึ้นมา ได้บ้างเท่าไร นี่แหละจะเป็นผู้อบรมสั่งสอน ให้ตัวตนของกิเลสตัณหาหมดสิ้นไป, ให้เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์, มีความรู้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าไม่มีอะไรเป็นตัว เป็นตนของใคร. ถ้าเป็นจิตที่บริสุทธิ์ ก็เป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความคิด ไม่มี ความนึก ไม่มีความยึดถือว่าตัวตนที่ไหน, ไม่มีตัวตนอย่างนี้ เรียกว่ามีความรู้ ถูกต้อง. เราจะต้อง อ บรมตัวตนที่โง่เขลา ให้มีความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมา จึงจะค่อย ๆ ถอยห่างจากอันตรายต่าง ๆ มีกามคุณเป็นต้นได้ ; ถ้าไม่มีความรู้ที่ถูกต้องดังนี้ แล้วมันก็ต้องวิ่งไปหาอันตราย อย่างที่จะช่วยไม่ได้อยู่นั่นเอง.
น.99 ทุกคนจำเป็นที่จะต้องถอนตน ในขั้นแรกด้วยสติปัญญา เท่าที่มีอยู่บ้างนี้ ให้หันมาสนใจในพระธรรม คำสอน หรือในพระพุทธศาสนา หรือในพระรัตนตรัย อุตส่าห์พินิจพิจารณาให้เห็นความทุกข์ทรมาน ที่กำลังได้รับอยู่ เพราะการเข้าไป ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า เป็นของของตน ; ให้เห็นแจ้งอยู่เสมอ ว่าทุกคราวที่เข้าไป เกี่ยวข้อง ไปยึดถือ สิ่งที่น่ารักน่าปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ย่อมตกอยู่ใน อาการที่เหมือนกับเขียงรองสับเนื้อขึ้นมาทันที และมากเท่ากัน ; และตกอยู่ใน อาการเหมือนกับอยู่ในหลุมถ่านเพลิง หรือปากหลุมถ่านเพลิง ก็แล้วแต่กรณี, บางทีก็ถึงกับตายอยู่ในหลุมถ่านเพลิง ที่อย่างดีที่สุด ก็มีลักษณะเหมือนกับอยู่ต่อหน้างูเห่า ที่แผ่พังพานขู่ พ่อ ๆ อยู่ ซึ่งหมายถึงความตาย ; อย่างดีก็เป็นได้เพียงเท่านี้ คือ เหมือนกับอยู่ ต่อหน้าความตาย, อย่างกลางก็ลงไป อยู่ในหลุมถ่านเพลิง, และโดยทั่วไปหรือ อย่างใหญ่ ก็อยู่ในลักษณะ เหมือนกับเขียงที่รองสับเนื้อ ที่ถูกสับอยู่แล้วซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนตายแล้วตายอีก ตายแล้วตายอีก ไม่มีเวลาสร่าง. เมื่อมีการพินิจพิจารณาเห็นชัดในลักษณะเช่นนี้ ก็จะ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ขึ้นมาในตัวมันเอง คือถอยหลังออกมาจากสิ่ง หรือสัตว์ หรือบุคคล ที่เคยรักใคร่ยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน. นี่แหละคือการถอนตน ออกมาให้เป็นอิสระ คือไม่ถูกครอบงำย่ำยีอยู่ด้วยกิเลสตัณหา ไม่ถูกครอบงำย่ำยีอยู่ ด้วยความทุกข์ ไม่ถูกครอบงำย่ำยีอยู่ด้วยมัจจุราช , แต่ว่าหลุดพ้นจากอำนาจของ มัจจุราช มัจจุราชไม่เป็นเจ้าของ หรือไม่สามารถจะเบียดเบียนย่ำยีเล่นตามชอบใจ ได้อีกต่อไป.
น.100 ราได้พบปัญหาอันใหม่ หรืออันหลังสุดว่า เราจะต้องทำอย่างไร จึงจะ เอาชนะกิเลสตัณหาได้ ? ไม่ให้มันบังคับเรา ให้วิ่งเข้าไปหาอันตรายอีกต่อไป ดังนี้. อุบายวิธีที่จะทำให้กิเลสตัณหาหมดอำนาจนั้นก็คือ การพิจารณาดังที่ได้ กล่าวมา ว่า กิเลสตัณหาเข้าไปหาสิ่งใด เข้าไปผูกพันหลงใหลอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้น ล้วนแต่เป็นความทุกข์ ; แต่ถ้าทำไปตามอำนาจสติปัญญา มันตรงกันข้ามคือมัน ไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้น เลิกทำตามอำนาจของกิเลสตัณหา กันเสียทีเถิด มาทำตามอำนาจของสติปัญญากันเสียบ้าง. จะมีอะไร จะยึดครองอะไร จะรักใคร่หวงแหนสิ่งใด ก็อย่าได้มี, อย่าได้ยึดครอง อย่าได้รักใคร่หวงแหน ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา ; แต่จงทำไป ด้วยอำนาจของสติปัญญา มันก็จะพอเหมาะพอดีบ้าง คือไม่ทนทุกข์ทรมาน ; แต่ เป็นไปในลักษณะที่จะเป็นไปได้พอสะดวกสบาย พอให้ลืมหูลืมตา พอให้เห็นตามที่ เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร แล้วก็อยู่กันเป็นผาสุกได้ ทั้งตัวเอง และผู้อื่น คือทุกคน นี้เป็นผลเกิดมาจาก การเป็นอยู่ด้วยอำนาจของสติปัญญา ไม่อยู่ด้วย อำนาจของกิเลสตัณหา ; มีพระอรหันต์เป็นตัวอย่าง แสดงอยู่ชัดแจ้งว่า ผู้ที่หมด กิเลสตัณหานั้น อยู่เหนือความตาย อยู่เหนือความทุกข์ อยู่เหนือโลก อยู่เหนือ ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงมีจิตใจที่เป็นความสงบสุข, มีความสะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็น, เป็นอิสระเหนือสิ่งใด ๆ อยู่ได้ ดังนี้. อาจจะมีปัญหาต่อไปว่า คนเราจะทำอย่างนี้ได้ทุกคนหรือไม่ ? ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสไว้; อาตมาหรือใคร ๆ ก็ไม่อาจจะยืนยันได้ว่า เราจะ
น.101 ทำอย่างนี้ได้ทุกคน แต่ท่านได้ตรัสไว้น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ าใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ข้อนี้ก็เป็นอันหวังได้โดยแน่นอน. การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะทำได้ทุกคนหรือไม่นั้น พิจารณาดูก็เห็นว่า ไม่น่าจะเหลือวิสัย สำหรับคนธรรมดาสามัญ ; เว้นไว้แต่บุคคลนั้นจะเป็นคน พิกลพิการ ที่เรียกกันว่า เป็นคนอาภัพ, เกิดมามีจิตใจไม่สมประกอบ บ้า ๆ บอ ๆ หรืออะไรทำนองนั้นเท่านั้นแหละ ที่เรียกว่า ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ. พวกนี้จะ หมดโอกาส ไม่สามารถที่จะรู้ธรรมะได้ นี้ก็จะเป็นไปได้; แต่ถ้าคนธรรมดา สามัญแล้ว น่าจะมีโอกาสสามารถรู้เข้าใจธรรมะ แล้วปฏิบัติได้ด้วยกันทุกคน. มีพระบาลี ปรากฏอยู่ใน คัมภีร์ขุททกนิกาย ข้อหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ ข้อ ความนั้นมีว่า ขตฺติยา พรฺาหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา สพฺเพว โสรตา ทนฺตา สพฺเพว ปรินิพฺพุตา แปลเป็นใจความว่า ค นเหล่าใด จะเป็นวรรณกษัตริย์ก็ดี, จะเป็นวรรณพราหมณ์ ก็ดี, จะเป็นวรรณไวศยะ คือคนธรรมดาสามัญก็ดี, แม้จะเป็นวรรณศูทร คือคน ต่ำช้า, หรือจะเป็นคนจัณฑาล, หรือจะเป็นปุกกุสะ คือคนไพร่สกุลที่สุดก็ดี, คนทั้งปวงเหล่านั้น เมื่อได้ฟังด้วยดีแล้ว เมื่อได้ปฏิบัติตน ทรมานตนดีแล้ว ทุกคน ก็ปรินิพพานได้. ท่านทั้งหลายฟังดูเองเถิดว่า ข้อความนี้จะยืนยันความมั่นใจให้แก่เราได้ เพียงใด. ข้อความนี้มีกล่าวไว้ว่า "จะเป็นคนชนิดไหนก็ตาม นับตั้งแต่กษัตริย์ ลงมาจนถึงคนกวาดขยะมูลฝอยกลางถนน ซึ่งเรียกว่าปุกกุสะ, คนเหล่านี้ถ้าได้ มีการได้ยินได้ฟังที่ดี เป็น โสรตา และเป็น ทนฺตา คือ ฝึกตนดี แล้ว อย่างถูกต้อง แล้ว ทุกคนปรินิพพานได้ คือ ทุกคนหมดกิเลสได้ ทุกคนเป็นพระอรหันต์ได้ ; ท่านว่าไว้อย่างนี้.
น.102 ใ ค รคนไหนที่ตีราคาตนของตน เลวกว่าคนไพร่สถุล คนจัณฑาล, หรือ คนที่ทำได้แต่เพียงกวาดถนนขยะมูลฝอย, ก็ลองแสดงออกมาให้เพื่อนกันเห็น. อาตมาเชื่อว่าไม่มีใครตีค่าของตนต่ำถึงเท่านั้น อย่างน้อยก็ตีค่าของตนในลักษณะ ของคนธรรมดา ซึ่งเรียกว่า วรรณะไวศยะ คือเป็นคนธรรมดาสามัญ ทำไร่ทำนา ค้าขาย มีอาชีพไปตามปกติ; แม้จะไม่เป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ แต่ก็เป็น คนธรรมดาสามัญ นี้มันมีโอกาสยิ่งกว่าพวกศุทร หรือคนจัณฑาล หรือปุกกุสะ มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังให้เป็นอย่างดี ถ้ามีความซื่อตรงต่อตัวเอง ก็จะมีโอกาส ฝึกฝนตนเป็นอย่างดี. ถ้าอย่ามอบตนให้แก่กิเลสเสียเกินไป โอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง หรือฝึกตน ให้ดีนั้น ก็พอจะมีอยู่ ; แต่ถ้ายอมตัวเป็นบ่าวเป็นทาส ของกิเลสตัณหาหรือ กามคุณ ไปเสียโดยสิ้นเชิง มันก็ต้องหมดโอกาส; เพราะว่า ถ้าไปทำอย่างนั้น เสียแล้ว มันจะมีโอกาสมาได้ยินได้ฟังดีที่ไหนเล่า, มันจะมีโอกาสมาฝึกตนให้ดี ที่ไหนเล่า; เพราะว่าการยอมตนเป็นบ่าวเป็นทาสของกามคุณนั้น มันไม่เป็นการ ได้ยินได้ฟังที่ดี หรือการฝึกตนที่ดีอยู่ในตัวแล้ว. เพราะฉะนั้น ตามหลักที่ท่านกล่าวไว้นี้ สำคัญอยู่ตรงที่การได้ยินได้ฟังดี แล้ว การปฏิบัติดี, มีการปฏิบัติดีตามที่ได้ยินได้ฟังดี. ถ้าเป็นอย่างนี้ จะเป็น พระอรหันต์ได้ทุกคน เรามักจะละเลย การได้ยินได้ฟังเรื่องของพระอรหันต์ ; เพราะกลัวการเป็นพระอรหันต์ เพราะเป็นห่วงกิเลส เป็นห่วงกามคุณ เป็นต้น จึงไม่ค่อยสนใจที่จะยินจะฟัง เรื่องราวของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นไปเพื่อการข่มขี่กิเลส แล้วเราก็เลยไม่รู้จักวิธีที่จะข่มขี่กิเลส หรือควบคุมกิเลส. ในที่สุดกิเลสมันก็ข่มขี่ เรา หรือควบคุมเรา ก็ต้องเป็นคนทนทุกข์ทรมาน เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสไป จนตาย ดังนี้, ไม่ได้พบกันกับอิสรภาพ คือความที่ไม่ต้องถูกข่มขี่ด้วยกิเลสนั้นเลย.
น.103 แต่ถ้าถือตามหลักนี้แล้ว เราพอที่จะเชื่อว่า ทุกคนไม่ได้เกิดมา เพื่อ เป็นทาสของกิเลสไปจนตาย, หรือว่าธรรมชาติสร้างเรามา สำหรับเป็นทาสของ กิเลส ; เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พระพุทธเจ้าก็ต้องไม่เกิด และพระอรหันต์ ทั้งหลายจำนวนมากมาย ก็ไม่ต้องเกิด, และคำกล่าวข้อนี้ก็ไม่ต้องกล่าว อย่างเดียวกัน พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น พระอรหันต์ทั้งหลายได้มีปรากฏขึ้น คำกล่าว เช่นนี้ก็ได้มีอยู่ ; เพราะว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้ ด้วยลักษณะแห่งคำกล่าวนี้เอง จึงเป็นความหวังอันหนึ่ง ในระยะแรกที่สุดของ บุถุชนทุกคน ว่า ถ้ามีการได้ยินได้ฟังดี จนเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริงดี แล้วก็ มีการ ปฏิบัติตามสมควร แก่กันและกันแล้ว ; โอกาสแห่งการที่จะเอาชนะกิเลสหรือความ ตายได้นั้น ต้องมีอยู่แน่, จะได้เกิดความกล้าหาญ ความพอใจขึ้นมาบ้าง ในการ ที่จะต่อสู้เอาชนะกิเลส ทั้ง ๆ ที่ว่า กิเลสนั้นมันใหญ่โต. กิเลสอาจจะใหญ่โตเท่าภูเขา ในเมื่อเอามาเปรียบกับเรา ที่กำลังเป็นบ่าว เป็นทาสของกิเลสอยู่. บุถุชนคนใดเป็นทาสของกามคุณ หรือเป็นทาสของกิเลส อยู่แล้ว กิเลสมันก็จะปรากฏตัว เท่ากับภูเขาหิมาลัยทีเดียว มันทำให้คนนั้นหมด กำลังใจ ที่จะต่อต้านหรือทำลายกิเลส. แต่ถ้า ผู้ใดได้อาศัยบารมีของพระพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติให้ดี ไปตามที่ได้ยินได้ฟังมาอย่างดีแล้ว กิเลสมันก็จะเล็กลง เราก็ จะใหญ่ขึ้น พอที่จะทำลายกิเลสนั้นได้เป็นแน่. แต่แม้ว่าในขณะนี้ กิเลสยังได้เปรียบเรา อยู่เหนือเรา เราก็ยังไม่ควร จะท้อแท้ หรือปล่อยตัวยอมแพ้เสียตั้งแต่ต้น หรือตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่ต้นมือ
น.104 ควรจะได้อ้างเอาบารมีของพระธรรม ซึ่งเป็นคู่ปรับกันกับกิเลสนั้น มาเป็นที่พึ่งพาอาศัย, พยายามไปตามความรู้ความสามารถ ของบุคคลที่เกิดมา เป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา. อย่าให้ได้เสียทีที่เกิดมา คือให้ถือเอา ประโยชน์จากพระอรหันต์ทั้งหลาย หรือประโยชน์ที่พระอรหันต์ทั้งหลายได้มีไว้ ให้เรา ได้มอบเป็นมรดกตกทอดมาถึงเรานี้ ให้ได้ด้วยกันทุกคน คือ กล้าคิด กล้านึก ที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหานั่นเอง; เพราะท่านได้รับรองไว้แล้วว่า ถ้า ได้ยินได้ฟังดี มีการปฏิบัติดีตามที่ได้ยินได้ฟังดีแล้ว ทุกคนก็เป็นพระอรหันต์ได้. นี้เป็นกำลังใจอันหนึ่ง สำหรับคนทุกคน ที่ยังรักตน ยังสงวนตน ยังตีราคาของตนไม่ต่ำกว่ามนุษย์ ; แต่ถ้าไปตีราคาของตนต่ำกว่ามนุษย์ คือเท่ากับ สัตว์ทั่วๆ ไปเสียแล้ว ก็หมดปัญญา หมดวิสัย หมดโอกาส ที่จะปฏิบัติกิจใน พระพุทธศาสนา เพื่อจะเอาชนะกิเลสนั้นให้ได้ ; ไม่สมกับที่เราจะมานั่งทำมาฆบูชา ทำในใจถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ในฐานะเป็นบุคคลที่หมดกิเลส เป็นบุคคลที่เรา เคารพนับถือสรรเสริญบูชา และหวังว่าจะเอาอย่าง หรือเอาเป็นที่พึ่ง. ผู้ที่จะทำมาฆบูชาทุกคน ควรจะได้ระลึกนึกถึง ข้อที่ตนก็มีหวังที่จะหมด กิเลส หรือเป็นพระอรหันต์ได้ในโอกาสข้างหน้า; ถ้าไม่ใช่ชาตินี้ ก็ขอให้เป็น ชาติหน้า, ถ้าไม่ใช่ชาติหน้า ก็ขอให้เป็นชาติต่อๆ ไป. อย่าได้ยอมแพ้ถึงกับว่า เป็นของเหลือวิสัย แล้วก็ไม่เคยนึกเคยหวังกันเลย. ข้อนี้มีกำลังใจอยู่ส่วนหนึ่ง คือธรรมชาติอีกนั่นเอง ธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ ที่ทำให้คนเรารู้เห็นอะไรได้เองมากขึ้นเรื่อยๆ. ดังตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านก็ ไม่ได้มีความรู้สติปัญญามาจากไหน นอกจากความรู้ที่ธรรมชาติมอบให้ ตามที่ท่าน
น.105 ได้ผ่านไป แต่เพราะมีปัญญากล้าแข็ง จึงรู้ได้เร็ว; ส่วนคนธรรมดาสามัญ ก็อาจ จะรู้ได้ แม้ว่าจะช้าหรือช้ามากสักหน่อย. ขอแต่ให้สนใจ ในเมื่อตนได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่นได้เข้า ไปเกี่ยวข้องกับกามคุณ จนผ่านไปแล้วเป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไป ก็ควรจะได้ความรู้ ความเข้าใจถูกต้อง ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร, มีเหตุมาอย่างไร, มีผลข้างหน้าอย่างไร, นำไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไร. ถ้าทำในทางที่ตรงกันข้าม จะได้รับผลอย่างไร, และเรามีทางที่จะทำได้อย่างไร, ดังนี้เป็นต้น. ความรู้ชนิดนี้แหละถูกต้อง ความรู้ชนิดนี้แหละมั่นคง พอที่จะต่อสู้ กับกิเลสตัณหาได้ และได้มาจากธรรมชาติ ; เพราะการที่ได้ผ่านไป ๆ เหมือนกับที่ เรายิ่งมีอายุอยู่ในโลกนี้นานวันเข้า เราก็ยิ่งรู้อะไรมากขึ้น ไม่เหมือนกับเมื่อเป็นเด็ก เล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดมา. เพราะฉะนั้น ขอให้อยู่ด้วยสติปัญญา ตลอดเวลาไปก็แล้ว กัน จะยิ่งมีความรู้เพิ่มมากขึ้น ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี และทุกชาติ ในที่สุดก็จะ ต้องดีขึ้น ๆ จนถึงที่สุด คือเป็นพระอรหันต์ ลักษณะของการที่จะดีขึ้นนี้ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะว่า ธาตุแห่งสติปัญญาหรือวิชาความรู้นั้น มันมีอยู่ในทุกสิ่ง มันปรารถนาไปในทางดี ไม่ได้ปรารถนาไปในทางเลว ; แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน มันก็ยังรู้จักปรารถนาไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ปรารถนาไปในทางที่เลวลงหรือต่ำลง รู้จักปรารถนาไปในทางสูง โดยอำนาจของธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแหละ แม้ว่าในครั้งแรก ๆ โลกเรานี้ไม่เคยมีพระอรหันต์ มาแต่กาลก่อน มีแต่คนบ่าหรือมีแต่ลิงมาก่อนก็ตามใจ ก็ค่อย ๆ มีคนป่า แล้วค่อย ๆ
น.106 มีคนบ้าน แล้วก็ค่อย ๆ มีคนที่ฉลาด จนเกิดพระพุทธเจ้าและเกิดพระอรหันต์ นี่ไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างมีความปรารถนาในทางที่จะดีขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอง ยังเป็นไปตามกฎธรรมชาติธรรมดาอยู่อย่างนั้น แล้ว ก็ย่อมจะมีหวังในโอกาสข้างหน้า, จะช้าหรือเร็วเพียงใดก็ตาม ย่อมหวังที่ จะดีขึ้น ๆ ได้ และถึงที่สุด คือเป็นพระอรหันต์ได้กับเขาคนหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่า จะต้องใช้เวลานานสักเท่าไรก็ตาม. นี้เป็นความหวัง และนี้ก็เป็นความจริง รับรองได้ด้วยหลักธรรมะของ พระพุทธเจ้า หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่ าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง ไป. ตัณหาส่วนหนึ่งต้องการจะดีขึ้น ก็ให้ทำไปตามความต้องการ ในทางที่จะ ให้มันดีขึ้น ๆ อย่าให้เลวลง ; ครั้นเมื่อถึงที่สุดของความดีแล้ว มันก็จะรู้จักปลด ปล่อย ไม่ยึดถือในความดีนั้นเอง. เพราะว่าได้ชินกันมากแล้ว ได้ซึมซาบกัน มากแล้ว เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาได้ตามลำพัง ก็จะปล่อยวาง หลุดพ้นออก ไปได้ โดยอำนาจของธรรมชาติ หรือสติปัญญาที่ปรุงมาจากธรรมชาตินั้นเป็น แน่แท้. เพราะฉะนั้น เรา อ้างเอาคุณของพระอรหันต์ เป็นที่ตั้ง เป็นจุดมุ่งหมาย ปลายทาง แล้วส่งเสริมธรรมชาติแห่งวิชชา แห่งความรู้ หรือความปรารถนาดี ที่มีอยู่ในชีวิตทั่วๆไปนี้ ให้ดำเนินไปในทางที่ถูก หรือให้ดำเนินไปในทางของมัน เอง ; อย่าไปทำลายมันเสีย ก็ยังมีหวังอยู่เป็นส่วนมาก.
น.107 เพราะว่า ธรรมชาติทั้งหลายนั้น ต้องการจะสูงขึ้น หรือดีขึ้น ; แต่ คนพาลไปสร้างทำนบขวางเสียเอง คือเลี้ยววกไปสู่ความต่ำหรือความชั่ว. แต่แล้ว ในที่สุดก็ขอให้คิดดูว่า มันคงไม่ทนอยู่ได้เท่าไร ; มันก็คงจะรู้จักเข็ดรู้จักหลาบ หมุนมาในความดี แล้วก็ก้าวหน้าไปในทางของความดีต่อไป. มันคงทำผิดซ้ำ ๆ ได้ไม่เกินกว่า ๑๐ ครั้ง ๒๐ ครั้ง มันคงจะเบื่อ ; เมื่อมันถึงที่สุดเข้า มันก็ต้อง หมุนมาในทางของความดี. แต่ว่าพวกเราอย่าต้องเสียเวลามากถึงเพียงนั้นเลย ทำผิดซ้ำ ๆ เพียง ครั้งเดียว ๒ ครั้ง ก็พอแล้ว. ควรจะรีบปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้ดำเนินไปในทาง ของความถูก ก็จะถึงที่สุดของความดี ก่อนคนพาล ที่จะต้องทำผิดซ้ำ ๆ กันเป็น ๑๐ ครั้ง ๒๐ ครั้ง หรือ ๑๐๐ ครั้ง แล้วจึงจะกลับตัว. เราจะกลับตัวกันเสียแต่ใน การทำผิดเพียงครั้งเดียว หรือ ๒ ครั้ง. ความผิดนั่นแหละเป็นครูเท่า ๆ กับความถูก ; บางทีความผิดจะเป็นครู ได้ดีกว่าความถูก เพราะมันตบหน้าเอาแรง ๆ ไม่ตามใจ ไม่ล่อให้หลงใหล. ทำผิด ลงไปเท่าไร จะต้องใช้ด้วยความทนทุกข์ทรมานมากเท่านั้น. เพราะฉะนั้นมันก็มี คุณ ในการที่ทำให้รู้ความจริง แล้วก็หมุนไปหาความดีได้โดยง่าย ทำให้กลัว ความทุกข์ได้โดยเร็ว ทำให้เกลียดวัฏฏสงสารได้โดยเร็ว ความดีที่เอร็ดอร่อย สนุกสนานเพลิดเพลินในเทวโลก พรหมโลก นั่นเสียอีก ยังจะทำให้มัวเมาอยู่ในวัฏฏสงสารเนิ่นนานไป. เราจึงถือเอาความผิด เพียงครั้งเดียว, ถูกตบหน้าเพียงครั้งเดียว แล้วก็กลับตัวกันเสีย, ดึ่งตรงไปสู่ ความพ้นทุกข์ คือความที่มีจิตใจอยู่เหนือโลก เห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า
น.108 ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหล น่าเสน่หา พัวพันเมาหมกอยู่ ก็จะก้าวหน้าไปได้เร็วกว่า คนที่มัวแต่เก็บเกี่ยวผลของความดี ติดมันอยู่ในความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย นั้นเสียอีก. เพราะฉะนั้น อย่าได้เสียใจ อย่าได้หมดกำลังใจ ในการที่ทำผิดอะไรลง ไปแล้ว, จะต้องรีบกลับตัวเสียใหม่โดยเร็ว แล้วก็เดินไปข้างหน้าโดยเร็ว แสวงหา การได้ยินได้ฟังดี ไว้ให้มากๆ ประพฤติปฏิบัติข่มขี่กิเลสให้เป็นอย่างดี ให้สมกับที่ ได้ยินได้ฟังมา ก็จะดับกิเลสตัณหา เป็นพระอรหันต์กันได้ด้วยกันทุกคน ดังที่ท่าน ได้กล่าวรับรองไว้ ดังที่อาตมาได้นำมาแสดงไว้ดังกล่าวมา เป็นคำที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ นำมาอธิบายให้ท่านทั้งหลายฝั่ง ว่า :- เราทุกคนมีหนทาง ที่จะทำตามรอยพระอรหันต์ได้เพียงไร และมี โอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์กันได้อย่างไร ; ไม่ว่าจะอยู่ในวรรณกษัตริย์ หรือ วรรณพราหมณ์ หรือคนชั้นธรรมดา หรือเป็นคนไพร่ คนจัณฑาล คนปุกกุสะ คือชั้นต่ำที่สุดของมนุษย์ เมื่อได้ยินได้ฟังดีแล้ว ปฏิบัติธรรมะโดยสมควรแก่การ ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็ปรินิพพานได้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะนั่นเป็นอำนาจของพระธรรม เป็นบารมีของพระธรรม เป็นหน้าที่ของพระธรรม ที่จะต้องช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้น จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่เหนือทุกข์โดยประการทั้งปวง. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า เราจะเอาหรือไม่เท่านั้นเอง. หนทางก็มีอยู่ เรา จะเดินหรือไม่ ? สระน้ำที่เป็นอมฤตก็มีอยู่ แต่เราจะกินหรือไม่ ? นั่นมันแล้วแต่
น.109 ความโง่หรือความฉลาดของสัตว์นั้น ๆ. เราจงเป็นสัตว์ที่มีบุญมีกุศล รู้จักเลือก หนทางเดิน รู้จักแสวงหาสิ่งที่ควรแสวง แล้วประพฤติปฏิบัติ ให้ก้าวหน้าไปในหน ทางนั้น ๆ . แม้ในการที่เรามุ่งหมายจะทำมาฆบูชาในวันนี้ อย่างน้อยที่สุดแล้ว ก็ ขอให้เป็นการพอกพูนความกล้าหาญ ความพากเพียร และความเชื่อของเรา ให้มี มาก ให้มีสมบูรณ์ ในการที่จะเดินตามรอยของพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งมีพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข, ให้ได้ชื่อว่า เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่เสียทีที่ได้เป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา. วิสัชนาธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.110 /๒๕๐๑ ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ, วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ อันธตมมุยหกถา. [ ความมืดสูงสุด คือความมืดของผู้ไม่เห็นธรรม.] นโม ตฺสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ ปณฺณรสีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต : มุยฺโห อตฺถํ น ชานาติ มุยฺโห ธมฺเม น ปฺสฺสติ อนุธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ธรรมเทศนาเป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อจากธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนา มาแล้ว. นิเขปบทข้อนี้ มีใจความสำคัญว่า ความหลงเป็นเหตุให้บุคคลไม่รู้อรรถ, ความหลงเป็นเหตุให้บุคคลไม่เห็นธรรม. โมหะคือความหลง ครอบงำบุคคลใด แล้ว ที่นั่นแหละมีความมืด เหมือนกับตาบอด. ๗๔
Buddhadasa