Buddhadasa.org

มาฆบูชาเทศนา ครั้งที่ ๓ — อันธตมมุยหกถา (ความมืดสูงสุด คือความมืดของผู้ไม่เห็นธรรม)

มาฆบูชาเทศนา —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.111 อันธตมมุยหกถา ๗๕ พระพุทธภาษิตข้อนี้แสดงว่า ที่ที่มืดที่สุดนั้น ก็คือที่ที่โมหะครอบงำ. ปัญหาเนื่องกันถึงข้อที่ว่า บุคคลไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความ ดับสนิทของความทุกข์ และวิธีที่จะให้ได้ความดับสนิทของความทุกข์นั้น เพราะ โมหะอย่างเดียว. บรรดาความมืดทั้งหลาย ไม่มีความมืดอันใด จะยิ่งไปกว่า โมหะ ; เพราะว่าผู้ที่ถูกโมหะครอบงำแล้ว แม้จะมีแสงอาทิตย์ส่องให้สักพันดวง ก็ไม่สามารถที่จะมีแสงสว่างเห็นอะไรได้ เมื่อใดในที่ใดมีโมหะ ที่นั้นก็เรียกว่า มีความมืดชนิดที่ทำให้เป็นคน ตาบอด ; แต่ถ้าคนตาบอดไม่มีโมหะ ที่นั้นกลับมีแสงสว่าง คือกลายเป็นคน ตาดีไป. แม้ว่าจะเป็นคนตาบอดโดยกำเนิด แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้าจนเข้าใจ ก็ย่อมกลายเป็นคนมีแสงสว่างหรือมีตาดีไปได้ ดังนี้. เพราะ ฉะนั้น ความมืดหรือความสว่างนี้ ย่อมอยู่ที่มีโมหะ หรือไม่มีโมหะ. ถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะมีความกล้าหาญ พากเพียร ในการที่จะกำจัดโมหะ. ผู้ที่หลงด้วยโมหะย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็น ธรรมะ ; นี้เป็นการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าไม่ได้เห็นอรรถ ไม่รู้อรรถ ไม่รู้ ธรรมะ คือไม่รู้ทั้งอรรถทั้งธรรมแล้ว ก็แปลว่า ไม่รู้โดยประการทั้งปวง. สิ่งที่จะช่วยมนุษย์เรา ให้เอาตัวรอดได้ ก็คือความรู้อรรถรู้ธรรม เห็น อรรถเห็นธรรม ; ถ้าปราศจากการเห็นอรรถเห็นธรรมะเสียแล้ว ก็คือความมืด ชนิดที่ทำให้เหมือนกับตาบอด หรือความมืด ชนิดที่เป็นราตรีอันมืดสนิท มอง ไม่เห็นสิ่งใด.

น.112 เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายทุกคน ควรจะถือเป็นหลักว่า ที่ที่มืดที่สุดนั้น ก็คือที่ที่ถูกโมหะครอบงำ, เวลาที่มืดที่สุดนั้น ก็คือเวลาที่โมหะครอบงำ. เมื่อใด โมหะคือความหลง ครอบงำคนเราแล้ว เมื่อนั้นแหละชื่อว่ามีความมืดอันแท้จริง. เวลากลางคืนเป็นต้นนั้น ยังไม่ใช่ความมืดที่แท้จริง ; เพราะว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสรู้ในท่ามกลางความมืดแห่งราตรี. เราอาจจะนั่งคิด นึกศึกษา ค้นหาความจริงต่าง ๆ ได้ ในที่สงัดเวลากลางคืน ; ความมืดของ กลางคืนจึงไม่เป็นอุปสรรค ของการรู้อรรถและรู้ธรรมะ ความมืดที่แท้จริงจึงมิใช่ เวลากลางคืน แต่ได้แก่โมหะ ที่ครอบงำบุคคลใด ที่ไหน เมื่อไรแล้ว ย่อมทำ ที่นั้นให้เป็นกลางคืนขึ้นมาทันที. ผู้เห็นความจริงข้อนี้ จะเกิดความสะดุ้งกลัวต่อโมหะ คือความหลงหรือ ความไม่รู้ ; เมื่อมีความสะดุ้งกลัวในข้อนี้แล้ว ก็จะบรรเทาความดื้อดึงลงเสียได้ ไม่ประชดความจริง ไม่ประชดธรรมะ ไม่ประชดตัวเอง เพราะความไม่ดื้อ, เป็น ผู้ที่พอจะว่าได้ กล่าวได้ หรือสอนได้ พอเหมาะพอสมที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไป. ผู้ใดมีโมหะอันเบาบาง ผู้นั้นย่อมแน่นอนที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ในโอกาสข้างหน้า. ความที่มีโมหะเบาบาง เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมาย ของบุคคล ที่จะก้าวหน้า ไปในทางแห่งการตรัสรู้ ; แต่ถ้ามีโมหะหนาแน่น ก็ย่อมไม่เห็น อรรถเห็นธรรมะ ดังที่กล่าวแล้ว. ไม่เห็นอรรถเห็นธรรมะนั้น ก็คือเห็นผิดไปจากความจริง ทั้งโดยย่อและ โดยพิสดาร ทั้งโดยหัวข้อและโดยความหมาย ทั้งโดยตัวหนังสือ และโดยคำอธิบาย,

น.113 แปลว่าไม่รู้ทั้งอย่างย่อและอย่างพิสดาร ไม่รู้ทั้งใจความสำคัญ และไม่รู้ทั้งความหมาย หรืออรรถาธิบายอันกว้างขวาง ; ไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรมแล้ว ก็เห็นสิ่งทั้งปวง กลับตรงกันข้ามจากความเป็นจริง. ความเป็นจริงมีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถือกันเป็นหลัก ว่า บ รรดาสิ่งทั้งหลาย ที่มีการเกิดการดับได้นั้น มีแต่ความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น หามีความสุขไม่, แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เกิด ๆ ดับ ๆ. ในบรรดาสิ่งที่ มาเกี่ยวข้องกับคนเรานั้น ไม่มีอะไรนอกไปกว่าสิ่งที่มีการเกิด ๆ ดับ ๆ อยู่เสมอ ; แต่คนที่ไม่รู้หรือเป็นคนเขลาคนหลง ก็ยังมัวแสวงหาความสุข ในสิ่งที่มีการเกิด ๆ ดับ ๆ อยู่นั่นเอง. มีพระบาลีในสังยุตตนิกายว่า ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ - ทุกข์อย่างเดียว เท่านั้นที่เกิดขึ้น. ทุกขํ ติฏฺฐิติ เวติ จ - ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่และดับไป หรือ เปลี่ยนไป. นาฺญฺญตร ทุกฺขา สมฺโภติ - นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไร เกิดขึ้นไม่. นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ - นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไร ดับไปไม่. หลักข้อนี้เป็นเครื่องยืนยันตรง ๆ ว่า ให้คนทั้งหลาย ได้พินิจพิจารณาดู ให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่า ในบรรดาสิ่งที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มีแต่ความทุกข์อย่างเดียว ไม่มีความสุข. เขาจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีอะไรที่ไม่มีการเกิดการดับ ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ; และในบรรดา สิ่งที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่นั้น มันเป็นความทุกข์อยู่ในตัวความเกิดและความดับนั้นเอง แล้ว ; เพราะฉะนั้นจึง ไม่มีความสุขอันใดที่จะเกิดหรือดับ มีแต่ความทุกข์ แต่

น.114 ที่เราไปสมมติเอาว่าเป็นสุขนั้น ก็เพราะเอาโมหะหรือความหลงเข้ามาช่วย คือหลง สำคัญผิดเป็นความสุขไปเอง. สมมติว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ นี้เป็นตัวอย่างที่ใคร ๆ ก็ เรียกกันว่า เป็นความสุข เพราะให้เกิดสุขเวทนาในขณะนั้น ; แต่โดยหลักธรรมะ ที่แสดงอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้น ย่อมเป็นเพียงสังขารชนิดหนึ่ง คือมีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ต้องเกิด ๆ ดับ ๆ. ความที่ต้องดับนั้น ต้องทำให้เกิดทุกข์ แก่บุคคลผู้ยึดถือ ว่าเป็นของตน และอยากให้อยู่คงทนถาวร, หรือว่า อาการที่ มันเกิดๆ ดับ ๆ นั้น มันย่อมทรมานจิตใจคนที่ยึดถือว่าเป็นของตน, หรือว่า อาการที่เกิด ๆ ดับ ๆ นั้น ย่อมแสดงความว่างจากสาระ ที่จะไปจับฉวยเอาเป็นจริง เป็นจังได้ เพราะมีแต่การเกิด ๆ ดับ ๆ. สิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนา กำลังหลงใหลมัวเมากันว่า เป็นความสุขสนุก สนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินนั้น ที่แท้ก็คือการเกิดการดับ ที่ถี่ยิบของสังขาร ; หมายความว่า เวทนานั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากผัสสะ ซึ่งเป็นการกระทบ มีการ เกิด- ดับ, เกิด- ดับ, เกิด-ดับ, อยู่ทุกขณะที่ความคิดหรือความรู้สึกนั้น เปลี่ยนแปลงไป. ความรู้สึกเป็นสุขหรือสนุกสนานนั้น มันต้องเป็นเรื่องเป็นราว, ไม่ใช่ ว่ามันจะนิ่งแน่ ตายตัวลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดอยู่. ความสนุกสนานที่เดินไป เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นอย่างนี้นั้น คืออาการของการเกิด - ดับแห่งสังขาร คือ ที่ปรุงเป็นความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาได้. มองดูในลักษณะเช่นนี้ ก็จะเห็นได้ว่า เป็นมายาชนิดหนึ่ง, เหมือนกับพยับแดด ซึ่งหลอกให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างอย่างใด

น.115 อย่างหนึ่ง แต่เข้าไปใกล้ก็ไม่มีอะไร ; ความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนา รู้สึกอยู่ในใจ ก็เป็นอย่างนั้น. ถ้าโมหะครอบงำ ก็จะเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน ; แต่พอสติปัญญา หรือความจริงเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีตัวไม่มีตน กลายเป็นของที่เป็นเพียงมายา ไม่มี ที่ตั้ง ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร จึงให้เกิดความทุกข์แก่บุคคล ที่เข้าไปยึดถือว่า สุขเวทนานี้ของเรา. สิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนานั้น เป็นที่สรุปของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งครอบงำ ใจสัตว์ ; แต่ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่ค่อยสนใจ ในสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนา ในฐานะ ที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ ไปถือเสียว่าเป็นส่วนที่ควรจะยึดถือ อย่างใดอย่างหนึ่ง และมิได้เป็นปัญหาที่สำคัญ. โดยที่แท้นั้น สุขเวทนาที่เป็นของหลอก ๆ หรือเป็น มายานั่นแหละ เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ; เพราะเราจะเห็นได้ว่าความ ขวนขวายทุกสิ่งทุกอย่างของสัตว์นั้น มีความประสงค์มุ่งหมาย ตรงที่สุขเวทนาอย่าง เดียวเท่านั้น. การที่อุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ คล้าย ๆ กับว่า ไม่ได้คำนึงถึงสุขเวทนาอันจะมีมาข้างหน้า ; แต่โดยที่แท้แล้ว การศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนอบรมตน ให้มีสติปัญญา ความรู้ความสามารถนั้น มันก็ ไปจบลงแค่ความ ปรารถนาในสุขเวทนา ทางเนื้อทางหนัง, หรือจะกล่าวว่า ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ได้; รวมความแล้วก็คือ ทางเนื้อทางหนัง เพราะว่า ต้องอาศัยวัตถุเป็นปัจจัยสำคัญ ลองพิจารณาดู ว่าความขวนขวายของคนหรือของสัตว์เดียรัจฉานก็ตาม ; ความขวนขวายไหนบ้างที่ไม่มุ่งไปยังสุขเวทนา ? แม้แต่การทำบุญให้ทาน ก็มุ่งหมาย

น.116 ได้สุขเวทนากันเป็นส่วนใหญ่, มุ่งหมายจะให้ได้สวรรค์ ได้เกิดในสวรรค์ ; แล้วความหมายของสวรรค์นั้น ก็ไม่มีอะไรนอกจากสุขเวทนา คือความสนุกสนาน เพลิดเพลินทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนัง ดังที่กล่าวแล้ว, ไม่ต้องกล่าวถึงการ ขวนขวายที่ต่ำลงไปกว่าการทำบุญ. เมื่อการทำบุญเองก็มุ่งหมายสุขเวทนาดังนี้เสียแล้ว การทำบาปหรือการ ทำอย่างอื่น ก็ต้องต่ำลงไปกว่านั้นมาก. คนพาล คนเขลา หรือ บุถุชน ประกอบ กรรมอันเป็นบาป เป็นอกุศล เป็นความชั่ว ก็เพราะเหตุอย่างเดียว คือเหตุที่ตก เป็นทาสของสุขเวทนานั้นเอง คือใคร่จะได้ความสุขสนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง แล้วก็ประกอบกรรมอันไม่ควรกระทำ ; เพราะว่าแสวงหาจากกรรม อันสุจริตไม่ได้ ก็ต้องแสวงหาด้วยกรรมที่เป็นทุจริต : มีการลักการขโมย หรือ การล่วงละเมิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปในทางทุจริต ทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ทุกอย่าง กระทั่ง ถึงฆ่าบิดามารดาของตัวเองก็ได้ ในเมื่อสุขเวทนาเป็นนายเหนือจิตเหนือใจมากขึ้น ผู้ที่ตกเป็นทาสของกามคุณ ย่อมมืดมัวจนถึงกับฆ่าบิดามารดาของตนได้ หรืออกตัญญูต่อบิดามารดาของตนได้ ; นี้นับว่าเป็นไปถึงที่สุด อาจจะทำทุกอย่าง ซึ่งเป็นอนันตริยกรรมเท่า ๆ กัน เพราะอำนาจของการตกเป็นทาสของสุขเวทนา นั้น เอง. แต่คนส่วนมากก็ไม่ได้สนใจ ถึงโทษอันร้ายกาจของสุขเวทนา; มอง ข้ามไปเสีย เลยกลายเป็นเห็นว่า สุขเวทนานี้น่าบูชา น่ายึดถือ น่าแสวงหา น่า ประมวลเอามาไว้ให้มาก ๆ. เมื่อหลงใหลไปในทำนองดังที่กล่าวนี้แล้ว ก็จะต้อง เป็นคนที่ถูกโมหะครอบงำอย่างยิ่ง เป็นผู้มืดอย่างยิ่ง ประกอบกรรมที่เป็นไปเพื่อ การเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่นอย่างยิ่ง พร้อมกันไปในตัว.

น.117 เป็นอันว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าโลกไหน มีการเบียดเบียนกันแล้ว ก็ต้องเนื่องมาจากสุขเวทนาทั้งนั้น ; เหมือนอย่างที่ว่า เขากำลังจะรบราฆ่าฟันกัน อยู่ในโลกนี้ ในสมัยนี้ นี่ก็เพราะมีสุขเวทนาเป็นมูลเหตุ คือคนทุกคนต้องการ สุขเวทนา, ต้องการจะได้วัตถุปัจจัย ที่มาปรุงแต่งส่งเสริมให้เกิดสุขเวทนา และ ให้มีอยู่ตลอดไป ; ครั้นมีไม่พอ หาไม่ได้จากที่อื่น ก็ต้องคิดลักล้วงของคนอื่นมา. นี้คือแผนการที่จะทำสงคราม ; จะเป็นสงครามร้อน .. คือสงคราม รบราฆ่าฟันกันตรง ๆ หรือว่าจะเป็นสงครามเย็น สงครามเงียบ ที่ใช้อุบายเอา เปรียบเอารัดกัน โดยไม่ต้องรบกัน ดังนี้ก็ตาม. สงครามทุกชนิด ล้วนแต่มีมูล มาจากการที่คนทุกคนเหล่านั้น ต้องการสุขเวทนา คือความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทางเนื้อทางหนัง หรือทางวัตถุ. การที่คนนับจำนวนเป็นร้อย ๆ ล้านคน พร้อมเพรียงกันสมัครตาย เพื่อจะไปรบคนอื่นให้ชนะให้จนได้ นี้ก็เพราะ อำนาจของสุขเวทนา อย่างเดียวเท่านั้น. ทุกคนหวังสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง พร้อมใจกันปล้นสดมภ์เอาของบุคคลอื่นมา ; ถ้าต้องรบราฆ่าฟันกันก็ยอมตาย ; และเพื่อเหตุอันนี้ เพื่อให้ได้สิ่งนี้ ก็พากัน ขวนขวายประดิษฐ์เครื่องมือ ที่จะล้างผลาญกัน, เพื่อล้างผลาญฝ่ายอื่นให้ราบ เตียนไป แล้วตนก็จะได้กอบโกยเอาวัตถุปัจจัย ที่เป็นเครื่องเกื้อกูลแก่สุขเวทนานั้น มาเป็นของตน. การที่เขาพูดกันว่า ทำสงครามเพื่อความยุติธรรมบ้าง เพื่อมนุษยธรรม บ้าง ดังนี้ เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องมดเท็จ เป็นเรื่องหลอกลวงคนอื่นให้ร่วมมือ ; โดยที่แท้แล้ว คนเหล่านั้น ตกเป็นทาสของสุขเวทนา กันอย่างเร้นลับ : ต้องการ

น.118 รวบรวมกำลัง สำหรับต่อต้านหรือล้างผลาญบุคคลอื่น เพื่อกอบโกยเอาประโยชน์ ของเขามาเป็นของตน, แสวงหาพรรคพวก โดยอ้างเอามนุษยธรรม หรือความ ยุติธรรมมาเป็นฉากบังหน้า ดังนี้ก็มี. หรือแม้ที่สุดแต่พวกที่ถูกเขารุกรานเอา ต้องต่อสู้ป้องกันตัว ความ ต่อสู้ป้องกันตัวนี้ ก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะต่อสู้ ป้องกันตัว ให้ยังคงมีชีวิตอยู่ สำหรับเสวยสุขเวทนา ทางเนื้อทางหนัง ต่อไปเท่านั้น. ถ้าปราศจากสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังเหล่านี้แล้ว ชีวิตของคนเหล่านั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะบุถุชนเหล่านั้น ประกอบไปด้วยโมหะ หลงใหลอยู่ ในสุขเวทนาอย่างเต็มที่. ที่ไม่อยากตายนี้ ก็เพราะเป็นห่วงสุขเวทนาทางเนื้อทาง หนัง จึงไม่อยากตาย แต่ความรู้สึกนั้นเร้นลับเกินไป จนเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่า ทำไม จึงไม่อยากตาย .. ขอให้คนทุกคนที่ไม่อยากตายในที่นี้ หรือที่ไหนก็ตาม, พิจารณาดู ให้ดีว่า การที่ไม่อยากตายนั้นเพราะประสงค์อะไร ? ถ้าพิจารณาไป พิจารณาไป ก็จะพบว่า เพราะประสงค์จะอยู่ . แล้ว อยู่เพื่อทำอะไร ? อ ยู่เพื่อได้บริโภคสิ่งซึ่ง เป็นที่พอใจ หรือถูกแก่จิตใจ. อันนั้นก็คือสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับบุถุชนคนธรรมดา ยกเว้นพระอริยเจ้า. จึงเป็นอันว่า ปัญหาของบุถุชน คนธรรมดาสามัญ ตลอดถึงสัตว์ เดรัจฉานนั้น ไปรวมจุดอยู่ที่สุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง นั่นเอง. สำหรับสัตว์ เดรัจฉานนั้น ยิ่งเห็นได้ง่ายชัด ว่าปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะสุขเวทนา ทางปาก ทางท้อง และทางกายสัมผัส เป็นส่วนใหญ่; ถ้านอกจากนี้แล้ว ก็แทบจะไม่มี ปัญหาอะไร. แต่ถึงเป็นแม้ของมนุษย์ก็เหมือนกัน ของคนนั้นก็เหมือนกัน

น.119 เป็นแต่ประณีตกว่ากัน รู้จักพูดจาโยกโย้หลบเลี่ยง ให้เห็นเป็นอย่างอื่นไป; แต่ มูลเหตุอันแท้จริงก็คือ สุขเวทนาทางเนื้อหนังดังที่กล่าวแล้ว. สติปัญญาของมนุษย์เจริญงอกงามไป แต่ในทางที่จะบริโภคสุขเวทนานั้น ให้ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป ปัญหาจึงไม่รู้จักสิ้นสุด ; ถ้าเป็นเพียงความต้องการตาม ธรรมชาติแล้ว ก็คงต้องการน้อยมาก คือน้อยเท่าที่สัตว์เดรัจฉานทั่วไปต้องการ. แต่คนมีสติปัญญากว้างขวาง รู้จักคิดนึกให้มากออกไป ปัญหาเรื่องสุขเวทนาจึง ไม่มีที่สิ้นสุด : ได้อย่างนี้แล้ว ก็ยังจะเอาอย่างโน้น, ได้อย่างโน้นแล้ว ก็จะ เอาอย่างอื่นต่อไปอีก. เพราะสติปัญญาที่งอกงามออกไปไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง; การตกเป็น ทาสของสุขเวทนาของคนเรา จึงกว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เหมือนกับของสัตว์ เดรัจฉาน. ข้อความที่กล่าวว่า "ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน" ก็ได้แก่อาการที่กล่าวนี้เอง. รู้จักคิดนึกให้มันมากเรื่องออกไป มันก็ต้องมีความทุกข์มากออกไป ; เพราะรู้จัก ขยายความต้องการในสุขเวทนานั้นไม่มีขอบเขต. เป็นอันว่า การเคลื่อนไหวทุกอย่างของสัตว์ จะเป็นคนก็ตาม เป็น สัตว์เดรัจฉานก็ตาม ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายอยู่ที่สุขเวทนา ด้วยกันทั้งนั้น ถ้ายังเห็นสุขเวทนา เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ควรบูชาอยู่ดังนี้แล้ว ย่อม ไม่สามารถจะกำจัดปัดเป่าความทุกข์ ให้หมดไปได้ ; เพราะว่านั่นเป็นความหลง อย่างสูงสุด, เป็นความเข้าใจผิดอย่างสูงสุด, คือเป็นโมหะ หรือเป็นความมืด อย่างสูงสุด จนถึงกับบูชาสุขเวทนา ซึ่งเป็นต้นตอแห่งความทุกข์ยากทั้งหลาย ทั้งปวง.

น.120 หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า นั่นแหละ คือสิ่งที่เป็นอันตรายร้ายกาจ ที่สุด ในการที่จะเสกสรรค์ความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์เรา, แต่แล้วมนุษย์หรือ คนเรา ก็ยังหลงบูชาสิ่งเหล่านั้น, คอยแต่จะเอาอกเอาใจ เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ให้เต็มที่อยู่เสมอ, เลยต้องเป็นยิ่งกว่าทาสของสุขเวทนา ; แปลว่ายอมแพ้ยิ่งกว่า ที่พวกทาสจะยอมแพ้ จนไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี. ใช้คำว่า "เป็นทาสของสุขเวทนา" ดังนี้ ก็ยังไม่ค่อยสมกัน ยังน้อยไป; แต่เราไม่มีคำพูดอื่นจะมาใช้ จะพูดได้ ก็แต่เพียงว่า เป็นทาสยิ่งไปกว่าทาส ของสุขเวทนา. ลักษณะอาการเช่นนี้แหละ คือลักษณะปกติธรรมดาของบุถุชน ที่ยังมี ไฝฝ้าในดวงตาหนาแน่นอยู่ . ถ้าได้พิจารณาเห็นความจริงข้อนี้กันเสียบ้าง ความ เป็นบุถุชนนั้น ก็จะได้รับการปรับปรุงแก้ไข ไปในทางที่จะให้สูงขึ้น หรือไฝฝ้าใน ดวงตาก็จะค่อยบางลงไป หรือบางออกไปเอง ก็มองเห็นความจริงที่สำคัญที่สุด คือ สุขเวทนา อันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหาทุกชนิด. เมื่อตัณหาทุกชนิดเป็นสมุทัยที่ให้ เกิดทุกข์ เป็นเครื่องให้เกิดทุกข์อยู่แล้ว ; สุขเวทนา ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัณหา ก็นับว่า เป็นต้นตอของความทุกข์ได้โดยตรงทีเดียว. ผู้มีปัญญาควรจะพิจารณา ให้ทะลุลงไปถึงตัวสุขเวทนา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กิเลสตัณหานี้ ให้เห็นอย่างชัดเจนเสียก่อน จึงจะ สามารถจัดการกับตัณหา ให้ ปลอดภัยได้ ; มัวสนใจแต่ตรงที่ตัณหา ก็ไม่รู้ว่าจะดับมันได้อย่างไร ; ถ้าไป สนใจถึงที่ตั้งของตัณหา ก็ มีหวังที่จะดับตัณหาได้โดยไม่ยากนัก. เพราะฉะนั้นในพระบาลี จึง มีพระพุทธภาษิตมากมายหลายสูตร ทีเดียว ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงถึงสุขเวทนา ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ ให้เห็นชัดเจน

น.121 แล้ว. บุคคลผู้ฟังสามารถบรรลุ มรรค ผล นิพพานได้ เพราะความเข้าใจอันนี้ ก็มีอยู่เป็นอันมาก, และเป็นเรื่องที่คนทั่วไป พอจะมองเห็นได้ด้วยกันทุกคน เพราะทุกคนก็กำลังเป็นทาสของสุขเวทนาอยู่. บางคนเป็นมากจนถึงกับไม่รู้สึกตัว เอาเสียทีเดียว, บางคนไม่สู้มาก ก็รู้สึกบ้างเป็นบางครั้งบางคราว. แต่ก็ควรจะ มีบุคคลอีกสักประเภทหนึ่ง ที่มามองเห็นชัดอยู่ ตามที่เป็นจริงว่า สุขเวทนานี้คือ อะไรกันแน่ ? เป็นพระเจ้าที่ควรบูชา เหมือนที่เขากำลังบูชากันอยู่หรือไม่ ? ผู้ที่มีปัญญาพิจารณาเห็นสุขเวทนา ในฐานะเป็นพระเจ้าก็ได้; แต่ เป็นพระเจ้าชนิดที่สร้างความทุกข์ให้แก่คนเรา, เป็นพระเจ้าที่น่าหวาดเสียว น่าสะดุ้งกลัว, เพราะสร้างความทุกข์ให้แก่คนเรา. เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตน จะต้องมีความรู้ในเรื่อง ของสุขเวทนา ทางเนื้อทางหนังนี้ ให้มากพอสมควร ; เพราะว่าปัญหาของเรา มาติดต้นอยู่ที่นี่เอง จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะเป็นเด็กผู้ใหญ่ ก็ล้วนแต่มีปัญหา ข้อนี้ด้วยกันทั้งนั้น; เพราะว่าความพอใจในสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังนั้น เป็น กิเลสประจำสันดาน ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิตทีเดียว, มัน สลับซับซ้อน จนถึงกับ กล่าวได้ว่า ธรรมชาตินี้ฉลาดเหลือเกิน ได้สร้างเหยื่อมาสำหรับ ล่อคน ให้สมัครใจ ตกเข้าไปเป็นทาสของความทุกข์ หรือกิเลส อย่างไม่มีสร่าง. เหยื่ออันนี้ก็ไม่ใช่ อะไรอื่น คือสุขเวทนาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. ถ้าในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สุขเวทนาทางเนื้อทางหนังแล้ว พญามาร ทั้งหลายก็จะตายไปหมดแล้ว; โลกนี้ก็จะไม่มีความทุกข์เหลืออยู่ให้เป็นปัญหา สำหรับพวกเราอีกต่อไป. แต่บัดนี้ โดยเหตุที่ สุขเวทนาเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลก

น.122 ธรรมชาติได้ใช้เป็นเหยื่อ สำหรับล่อลวงสัตว์ ให้ตกเป็นทาสของความทุกข์ คือ สมัครเป็นทุกข์ สมัครที่จะทนทุกข์ มองเห็นความทุกข์เป็นของน่าทนหรือควรทน เพื่อจะได้สุขเวทนานี้เอง. คนที่ตกเป็นทาสของกามคุณ ย่อมยอมทนทุกข์หน้าชื่นตาบาน ยอมทน ทุกข์ทุกอย่างทุกชนิด แม้แต่ชีวิตก็อาจจะสละได้ นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่สุขเวทนา ทางเนื้อทางหนัง นิดเดียวเท่านั้น ; ไม่มีสาระอะไรก็กลับเห็นเป็นสิ่งที่มีสาระ อันใหญ่หลวง ถึงกับกล้าเสียสละชีวิตแลกเอามาซึ่งสุขเวทนานั้น. ดังที่เราจะได้ เห็นกันอยู่บ่อยๆ ว่า สัตว์ได้เสียชีวิตไป เพราะเห็นแก่สุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง ยิ่งในสัตว์เดรัจฉานก็ยิ่งเห็นได้มาก เห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ในหมู่มนุษย์นี้ก็ไม่ใช่น้อย. ถ้าพิจารณาดูให้แยบคายสุขุมแล้ว จะเห็นได้ว่า ความตายของคนทุก คนส่วนมาก ในคดีฆาตกรรมนั้น มีมูลมาจากสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง ที่จุดใด จุดหนึ่ง อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ด้วยกันทั้งนั้น ; หรือแม้แต่ ความตายทั่ว ๆ ไป ก็มักจะมีมูลเหตุอันแท้จริง มาจากการแสวงหาสุขเวทนา เช่นว่าต้องไปตายในทะเล ต้องไปตายที่นั่นที่นี่ นอกไปจากบ้านจากเรือน ก็มีมูลมาจากการแสวงหาสุขเวทนา เอามาเป็นของตัว. การที่ต้องเจ็บป่วยทนทรมานอยู่กันเป็นส่วนมาก นี้ก็ลองพิจารณาดู เถิดว่า ความตรากตรำอันเป็นต้นเหตุแห่งการเจ็บป่วยนั้น มันมีมูลมาจากอะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อสุขเวทนา อุตส่าห์ทนทำการทำงาน ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ อันเป็น วัตถุปัจจัยสำหรับสุขเวทนา.

น.123 อะไร ๆ ก็ไปรวมอยู่ที่ สุขเวทนา ซึ่งมีอำนาจอันเด็ดขาด บังคับให้สัตว์ ทั้งหลาย ต้องวิ่งว่อนไปแสวงหา ; ไม่ได้ก็เป็นทุกข์, ได้แล้วก็เป็นทุกข์, เกิด แย่งชิงกันที่ไหน ก็ถึงกับฆ่ากันตาย ; จึงเป็นอันว่า ความระส่ำระสายเดือดร้อน ทุกชนิดของสัตว์โลกนั้น มีมูลมาจากสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังอย่างเดียว. แต่ข้อ ที่จะอาศัยตา อาศัยหู อาศัยจมูก อาศัยลิ้น หรืออาศัยกายสัมผัส เป็นเครื่องล่อ เป็นเครื่องติดต่อนั้น ไม่สำคัญ ; สำคัญอยู่ตรงที่สุขเวทนาที่จะได้มาจากสิ่งนั้น ๆ เท่านั้นเอง. พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสระบุลงไปที่สุขเวทนานั้น ว่าเป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์ ; แต่ปวงสัตว์ไปหลงใหล เห็นเป็นที่ตั้งของความสุข อย่างที่เรียกว่า สุขเวทนา. คำที่ใช้เรียกนี้ มันก็หลอกลวงให้หลงอยู่อย่างเต็มที่แล้ว คือเรียกว่า "สุขเวทนา" ; แต่ตัวสุขเวทนาอันแท้จริงนั้น คือตัวให้เกิดความทุกข์ หรือเป็น ความทุกข์อยู่ในตัว. ทุกขเวทนานั้น มันไม่ล่อใครให้เข้าไปหลงผิดได้ มันจึงเป็นทุกข์อยู่ อย่างเปิดเผย, ทุกข์ซึ่งหน้า ; แต่แล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครเข้าไปยุ่งด้วย. ส่วน สุขเวทนานี้ให้เกิดความทุกข์อย่างเร้นลับ ปิดซ่อนความทุกข์ไว้มิดชิดทีเดียว ; เอาความที่ยั่วยวนน่าหลงใหลนั้นออกมาล่อ สัตว์ทั้งหลายจึงตกเป็นทาสของสุขเวทนา ต้องทนทุกข์ ไป อย่างสมัครใจ จมอยู่ในกองทุกข์ คือสุขเวทนานั้นเอง ; ชาติ หนึ่งยังไม่พอ ก็ต้องการชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป ไม่รู้จักกี่ร้อยกี่พันชาติ นี้เรียกว่า ต้องทนเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร อันยืดยาวแสนที่จะยาวนั้น เพื่อสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังอย่างเดียวเท่านั้น ; เห็นได้ว่า ไม่ใช่เป็นความทุกข์

น.124 ฉพาะหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ; แต่เป็นความทุกข์ตลอดกาล ตลอดชาติ หรือตลอด หลาย ๆ สิบชาติ หลายร้อยชาติ คือตลอดวัฏฏสงสารอันยาวยืดของคนคนหนึ่ง เขาได้รับความทุกข์เพราะตกเป็นทาสของสุขเวทนา. นี้แหละคือ สิ่งที่เรียกว่า โมหะ ซึ่ง เมื่อครอบงำบุคคลใดเข้าที่ไหน เมื่อไรแล้ว ที่นั่นแหละคือความมืดอันสูงสุด ปิดบังไม่ให้เห็นอรรถเห็นธรรม จึงไม่ถอนตัวมาจากสุขเวทนานั้นได้ ; แม้จะต้องตายไปสักกี่ครั้ง ก็ยังไม่มีความ รู้สึกว่า ตัวสุขเวทนานั้น คือศัตรูอันร้ายกาจ ดังนี้. ตกเป็นทาสของสุขเวทนา แล้ว ก็จะต้องถูกกระทำ ไปตามที่พญามารจะทำอย่างไร. มีบาลีพระพุทธภาษิตข้อหนึ่งว่า มจจุนาฺภาพโต โลโก - สัตว์โลกนี้ ถูกมัจจุราชจับตัวไว้. ชราย ปริวาริโต - ชรามาช่วยรุมล้อมไว้อย่าให้หนีไปได้, ตณฺหาสฺเลน โอติณฺโณ - ตัณหาซึ่งเป็นเหมือนกับหลาวเหล็กก็มาช่วยทิ่มแทงให้ , อิจฉา ธูปายิโต สทา - ส่วนความอยากประเภทอิจฉานั้นก็มาช่วยสุมเผาให้สุก อีกต่อหนึ่ง. ใจความสั้น ๆ ก็คือว่า สัตว์โลกนี้ถูกมัจจุราชจับตัวไว้, ถูกชราแวดล้อม กักขังไว้ไม่ให้หลุดไปได้, ตัณหาก็เข้าช่วยทิ่มแทง, อิจฉาก็ช่วยเข้าเอาไฟเผาลน ; แล้วคิดดูเถิดว่า สัตว์โลกนี้จะตกอยู่ในภาวะเช่นไร ? คือถูกจับขังตัวมัดไว้ ถูกล้อมไว้ ถูกแทง ถูกเผา อยู่ตลอดเวลา. ทำไมจึงมาตกหนักถึงปานนี้ด้วยเล่า ? นี่ก็เพราะเหตุ อำนาจของสุขเวทนา ทางเนื้อหนังอย่างเดียว ที่ทำให้หลงด้วยความมืด จนตกมาอยู่ในสภาพที่ถูกจับตัว

น.125 ถูกแวดล้อม ถูกทิ่มแทง และถูกเผาลน ด้วยสิ่งทั้ง ๔ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น. และความเป็นอย่างนี้ เป็นไปได้โดยไม่รู้จักเข็ดจักหลาบ คือเป็นไปอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เวียนไปเวียนมาอยู่ที่ตรงนี้เอง ไม่ออกไปได้. ตัณหาเป็นเครื่องทำให้เกิดขึ้นมา จิตของเขาก็แล่นไปตามอำนาจของตัณหา เข้าถึงสังสารวัฏฏ์ ไม่หลุดพ้นไปจาก ความทุกข์ ที่มีอยู่ในสังสารวัฏฏ์. อะไรเป็นจุดกลางที่ทำให้เวียนอยู่รอบ ๆ ? อันนั้นก็คือ สุขเวทนาทาง เนื้อหนัง นั่นเอง มีอยู่ที่ตรงไหน สัตว์ก็ไปเวียนตอมว่อนอยู่รอบ ๆ ที่นั่น; จึง เห็นได้ว่า สิ่งที่ดึงดูดจิตใจของสัตว์ ให้วิ่งเข้ามาหาวัฏฏสงสารนั้น คือ สุขเวทนา นั่นเอง. ยิ่งพิจารณาไปเท่าไร ก็จะยิ่งเห็นว่า เป็นสิ่งที่ร้ายกาจ หรือ เป็นศัตรูที่ ร้ายกาจ ไม่มีอะไรจะร้ายกาจเท่าสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนา ; แต่มันก็เป็นสิ่งที่ถูกบูชา ยกย่องสรรเสริญกัน เท่า ๆ กับความร้ายกาจของมัน. นี่แหละคือความหลงของสัตว์ คือ หลงบูชาสิ่งที่เป็นความทุกข์อันร้ายกาจ อย่างยิ่ง ; ยิ่งให้ความทุกข์ร้ายกาจเท่าไร ก็ยิ่งหลงบูชากันมากเท่านั้น จึงตกอยู่ใน สภาพที่เรียกว่า แทบจะไม่มีหวัง ในการที่จะถอนตนออกมา เสียจากอำนาจของ สุขเวทนา, หรืออำนาจของกิเลสตัณหา, หรืออำนาจของสังสารวัฏฏ์. ถ้าผู้ใดมีสติปัญญามากพอ ที่จะสอดส่องให้เห็นความจริง หรือภาวะ อันแท้จริงของสุขเวทนาแล้ว ผู้นั้นแหละจะเรียกว่า เป็นผู้ที่ลืมตา หรือ เป็นผู้เริ่มถึง กระแสของพระนิพพาน, คืออย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อ พระนิพพาน เพราะเห็นลู่ทางชัดเจนว่า อะไรเป็นอะไร.

น.126 ห็นสุขเวทนาในฐานะที่เป็นตัวการอันใหญ่หลวงของความทุกข์ จนถึงกับ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสุขเวทนานั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้เที่ยงแท้ ต่อการที่จะหลีก ถอยออกไปเสียจากอันตรายอันร้ายแรงนี้ มีหวังที่จะเข้าถึงพระนิพพานในโอกาส ข้างหน้าได้. ถ้าผิดไปจากนี้ ก็ยังเป็นบุถุชนคนธรรมดาสามัญ กำลังหลับหู หลับตา ; เหมือนปลาที่อยู่ในน้ำดังที่ได้กล่าวแล้ว จะต้องเกิดในน้ำ อยู่ในน้ำ และตายในน้ำต่อไป ไม่มีทางที่จะขึ้นมาได้ . . . . . . . . . . . . ข้อที่ต้องศึกษาให้ละเอียด ให้สุขุมแยบคาย ก็คือการศึกษาถึงความ ลึกซึ้ง ถึงความเร้นลับ ถึงอันตรายอันซ่อนเร้นของสุขเวทนานี้เอง. ไม่มีการ ศึกษาอันใด ที่จะลึกลับซับซ้อน หรือว่ายกย่องขึ้นว่าเป็นการศึกษาที่สูงสุด เท่ากับ การศึกษาให้รู้จักความจริง ในเรื่องสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง เพราะมันเป็นต้นเหตุ ของความทุกข์ในโลก ทุกชนิดหรือทั้งมวล. เมื่อผู้ใดศึกษารู้เรื่องนี้ ก็เรียกว่า ได้ศึกษารู้เรื่องที่สำคัญที่สุด ที่โลกมนุษย์ควรจะศึกษา ; แต่แล้วทำไมเราจึงไม่ ศึกษากันในลักษณะอย่างนี้ กลับศึกษากันไปแต่ในทางที่จะให้ตกเป็นทาสของ สุขเวทนายิ่งขึ้น. เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาชนิดที่ให้บูชาสุขเวทนา ให้ทำทุกอย่างอุทิศแก่ สุขเวทนา, ให้ได้มาซึ่งสุขเวทนาด้วยกันทั้งนั้น. ไม่เคยมีใครสอนให้เด็ก ๆ รู้สำนึก ไปเสียตั้งแต่ทีแรกว่า สิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนานั้นแหละ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ให้มาก, อย่าได้หลงพลัดตกไปสู่อำนาจของมันเลย.

น.127 ตรงกันข้าม พวกครูบาอาจารย์จะยุให้เด็ก ๆ ฉลาด แสวงหาสุขเวทนา มาใส่ตน และยุให้มุ่งหมายสุขเวทนายิ่ง ๆ ขึ้นไป. คนที่เกิดมาเหล่านี้ หรือเกิดมา ในชั้นหลังนี้ จึงตกหนักยิ่งขึ้นทุกที ; คล้ายกับว่าจะเป็นทาสของสุขเวทนาทาง เนื้อทางหนังนั้น มาเสียตั้งแต่ในท้องมารดาทีเดียว เพราะว่าได้รับการอบรมกันแต่ ในทำนองนั้น. แม้บิดามารดาก็ยังมีความหวังอย่างนั้น แล้วจะไม่ให้ลูกในท้องนั้น ตกเป็นทาสของสุขเวทนา มาตั้งแต่ก่อนคลอดอย่างไรได้. น่าจะเป็นภาระที่ผู้ที่เป็นบิดามารดาศึกษาเรื่องนี้กันเสียบ้าง จะได้รู้จัก อบรมลูกหลาน หรือไม่ถึงกับสร้างนิสัย แห่งความเป็นทาสของสุขเวทนาให้แก่ลูก แก่หลานมาเสียตั้งแต่ในท้อง. ถ้าทำได้ดังนี้ปัญหาที่จะเข้าใจเรื่องพระอรหันต์ก็จะ ได้ง่ายขึ้น, การทำความดับทุกข์ก็จะได้ง่ายขึ้น ; " เพราะรู้ความจริงมาตั้งแต่ใน ท้อง คือว่า บิดามารดาเป็นผู้รู้ความจริงเสียแล้ว ความจริงอันนั้นก็คงจะซึมซาบ มาถึงลูกได้เป็นแน่นอน. เพราะว่าเป็นสิ่งที่คลอดมาจากบิดามารดา, ปรุงแต่งขึ้นมาจากบิดา มารดา ; อย่างน้อยที่สุด บิดามารดานั่นแหละจะแวดล้อมให้จิตใจของลูกผันแปร ไปอย่างไร. ถ้าว่าบิดามารดามีจิตใจอยู่เหนือกิเลสตัณหา เหนือสุขเวทนา คือ ควบคุมกิเลสตัณหาได้ ลูกที่เกิดมาก็มีส่วนที่จะเป็นอย่างนั้น โดยไม่ต้องสงสัยเลย. แต่ถ้า บิดามารดาเป็นทาสของสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง อย่างหลับหูลืมตาไม่สร่าง ดังนี้อยู่แล้ว ก็เท่ากับ ฝั่งพืชพันธุ์แห่งความเป็นอย่างนั้น ให้ลูกมาด้วยเสร็จ. บิดามารดาลองพินิจพิจารณาดูว่า การที่เราทำความชั่ว หรือทำความ ไม่ดีที่ไม่ควรกระทำต่าง ๆ นั้น มันมีมูลมาจากอะไร ? ถ้าว่าจะเห็นแก่ลูก รักลูก

น.128 รักหลานก็ได้ ; แต่แล้วความที่จะให้ลูกให้หลานได้อะไรนั้น มันได้อะไรกันแน่ ? มันก็ได้สุขเวทนาอีกนั่นเอง. ถ้าบิดามารดาไม่ได้ต้องการสุขเวทนาโดยตรง ก็เป็นเรื่องที่ต้องการให้ ลูกหลานได้สุขเวทนา จึงเป็นอันว่า อะไร ๆ ก็ไม่พ้นไปจากสุขเวทนา พัวพันกันอยู่ แต่ที่สุขเวทนา ทำให้ ตกเป็นทาสของสุขเวทนาตลอดกาล ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลงมาถึงชั้นบิดามารดา ชั้นลูก ชั้นหลาน ชั้นเหลน ต่อไปเป็นสาย ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วโลกนี้จะสงบได้อย่างไร. แม้จะปฏิญาณตัวว่าเป็นพุทธบริษัท แต่ถ้าตกเป็นทาสของสุขเวทนา เห็นปานดังนี้เสียแล้ว ความเป็นพุทธบริษัทนั้น ก็จะต้องร่อยหรอไปจนหมดสิ้น แทบไม่มีอะไรเหลือ; เป็นพุทธบริษัทแต่ปาก เป็นพุทธบริษัทแต่เปลือก หรือ เป็นพุทธบริษัทแต่ตามบัญชี ทะเบียน กันตามเคย หาได้เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง แต่อย่างไรไม่. ถ้าเรายังรักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยังรักพระพุทธศาสนา ยังรักความเป็นพุทธบริษัทของเรา อยากให้ความเป็นอย่างนี้ มั่นคง ยืนยาว ถาวร แล้ว ควรจะได้ช่วยกันหันหน้า เข้าไปต่อต้าน ทำลายความหลงในสุขเวทนา, หรือทำลายพิษอำนาจของสุขเวทนาให้หมดไป, จึงจะทำให้ความเป็นพุทธบริษัทนั้น เป็นไปได้ง่ายขึ้น และมีมากขึ้น หรือมีสมบูรณ์ทั่วไป. โลกเรานี้ก็จะเป็นโลกของ พุทธบริษัทขึ้นมาได้ การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่เป็นหมัน

น.129 แต่เดี๋ยวนี้ลักษณะอาการ เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม คนนับถือ พระพุทธเจ้า ด้วยความหวังว่าจะได้สุขเวทนาเสียด้วยซ้ำไป. คนทั่วไป คนเขลา ๆ ทั่วไป หรือว่าคนชาวบ้านตามธรรมดาทั่วไป ที่เข้ามานับถือพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ก็ด้วยหวังอยู่ว่าจะได้สุขเวทนาในเมืองสวรรค์ ซึ่งเป็นสุขเวทนาที่ประณีตไปกว่าสุขเวทนาในเมืองมนุษย์ นี่น่าประหลาดอย่างยิ่ง หรือน่าขบขันอย่างยิ่ง ที่เขาอ้างเอาบุคคล ที่สอนให้ทำลายความยึดถือในสุขเวทนานั้น มาเป็นที่พึ่งของตน เพื่อให้ได้ สุขเวทนาไปเสียอีก, เอาพระพุทธเจ้ามาเป็นที่พึ่ง เพื่อจะให้ได้สุขเวทนา ซึ่งเป็น ที่ตั้งของกิเลสตัณหา ดังนี้: มันไขว้กันโดยสิ้นเชิง. เป็นความเขลาของสัตว์ เหล่านั้นนั่นเอง ที่ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผิดความหมาย แต่ก็ได้ ยึดถือกันมาอย่างนี้ และยึดถือกันอยู่ทั่วๆ ไป. ยังไม่มองเห็นทางที่ว่า จะสลัดละความเข้าใจผิดอันนี้กันไปได้อย่างไร ? คือข้อที่ว่า นับถือศาสนานี้ ก็เพื่อให้ได้สุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง. พวกที่ถือ พระเจ้าก็อยากให้พระเจ้าช่วยให้ได้สิ่งนี้, พวกที่นับถือพระพุทธเจ้า ก็อ้อนวอน บวงสรวงในทำนองเดียวกัน, หรือว่าหวังอยู่ว่า ถ้าประพฤติตามคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว ตนก็จะได้สุขเวทนาในสวรรค์นั้น มาได้โดยง่ายดาย เรื่องมันกลับตรงกันข้าม กับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ว่าสุขเวทนาซึ่ง เป็นที่ตั้งของตัณหานี้ เป็นตัวการของความทุกข์ ; แล้วจะมาเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้า แจกจ่ายสิ่งเหล่านี้แก่คนทุกคน มันเป็นการขบถต่อพระพุทธเจ้า เป็นการทำลาย

น.130 พระพุทธเจ้าเสียเอง แล้วจะได้รับผลสมตามความมุ่งหมาย ที่เป็นไปในทางธรรม หรือถูกทำนองคลองธรรม ได้อย่างไรกันเล่า ! ผู้ที่อ้างเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้อำนวยสุขเวทนา ทั้งที่เป็นอย่างมนุษย์ หรืออย่างเทวดา ก็สุดแท้ ควรจะได้คิดกันเสียใหม่, ควรจะได้พินิจพิจารณากัน เสียใหม่. มองให้เห็นชัดตามที่เป็นจริง ว่า พระพุทธเจ้าไม่อาจจะเป็นสื่อ สำหรับ ให้ได้สุขเวทนา ; ไม่อาจจะรับจ้างพวกสาวก ทายกทายิกา เป็นผู้แสวงหาสุขเวทนา มาประทานให้ ; เพราะว่า พระองค์ทรงประณามสุขเวทนานั้น ว่าเป็นมายา ไม่มี สาระ ไม่มีตัวตนอันแท้จริง, ปรุงแต่งขึ้นมา เพื่อเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา, ทำให้กิเลสตัณหาเจริญงอกงาม จนมีความทุกข์เกิดขึ้น เป็นปัญหายุ่งยากทั่ว ๆ ไป. การนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของพุทธบริษัท ควรจะเป็น ไปอย่างถูกต้องตามความหมาย คือมุ่งหมายที่จะเอาชนะสุขเวทนาให้ได้. อย่าได้ ตกเป็นทาสของกามคุณ หรือกามารมณ์ เป็นต้น อีกต่อไปเลย. ถ้าผิดไปจากนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา เป็นการเอาเรื่องนอกพุทธศาสนา เข้ามาตู่ให้ เป็นพุทธศาสนา ทำลายของจริงให้ลับไป ให้สูญหายไป ยกของเท็จ ของปลอม ขึ้นมาแสดงแทนที่ นั่นแหละคืองานของ พุทธบริษัทที่หลงใหลในสุขเวทนา แล้วจะมาอ้างตัวเองว่า มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของพระอรหันต์ พอใจในความเป็นพระอรหันต์, ยกย่องสรรเสริญบูชา พระอรหันต์ ก็น่าหัวเราะเต็มที.

น.131 มันเป็นการเล่นตลก ให้ลูกเด็ก ๆ ดูมากกว่า, หรือว่าเป็นการเล่นตลก แบบภูตผีปีศาจเท่านั้นเอง ไม่ควรจะมีแก่พุทธบริษัท ผู้ที่เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องและแท้จริง. เพราะ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องทำอย่างเดียวกันกับ พระศาสนา, เดินในทางเดียวกัน ในร่องรอยเดียวกันกับพระศาสดา คือมีจิตใจ ที่เกลียดชัง สิ่งอันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ กล่าวคือกิเลสตัณหา. ถอนตัวออกมา เสียให้ห่าง ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสตัณหา หรือสิ่งอันเป็นที่ตั้งของกิเลสตัณหา จึงจะ ได้ชื่อว่า เป็นสาวก ที่เดินในร่องรอยเดียวกันกับพระศาสดา. ทุกคนกำลังเป็น อย่างนี้หรือเป็นอย่างไหน ? ขอให้ลองคิดดู. ถ้ามัวแต่จะแสวงหาสุขเวทนา โดยเอาพระศาสดาเป็นสื่อ หรือเอาการ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ แล้วก็ นับว่าใช้ของผิด คือเอาสิ่งหนึ่งไปใช้ ในฐานะที่ไม่ใช่เป็นความมุ่งหมายของสิ่งนั้น เรียกว่าใช้ของผิดโดยสิ้นเชิง. เป็น ผู้ที่หลงใหล ไม่รู้ความจริง จนถึงกับกลับสิ่งหนึ่งให้เป็นสิ่งหนึ่ง : กลับหน้ามือ เป็นหลังมือ กลับดำเป็นขาว ดังนี้เป็นต้น. ไม่สามารถที่จะได้รับประโยชน์จากพุทธวจนะ หรือจากการปฏิบัติตาม พระพุทธวจนะ, เป็นการทำไปอย่างที่ไขว้กัน คือเป็นทาสของภูตผีปีศาจ ของ กิเลสตัณหา, แต่มาอ้างว่า เป็นผู้นับถือพระรัตนตรัย. การกระทำก็เป็นไป เพื่อให้เป็นทาสของสุขเวทนามากยิ่งขึ้น ; แต่ก็มาอ้างว่า เป็นการทำตามหลักของ พระพุทธศาสนา.

น.132 ช่นว่า สอนให้ทำบุญ ให้เกิดกุศล สำหรับจะไปเกิดในเมืองสวรรค์ แล้วก็เพื่อสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังอย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้มัน จะเข้ากันได้อย่างไร กับหลักของพระพุทธศาสนา ที่แสดงไว้ชัดแจ้งแล้วว่า : ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราจะต้องฆ่ามันเสียให้ตาย ด้วยการอย่าให้อาหารแก่มัน คือ อย่าให้มีสุขเวทนามา เป็นที่ตั้งของตัณหา นั่นเอง. เมื่อได้พิจารณาเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริง ดังนี้ หูตาก็จะสว่าง ขึ้น ไม่เป็นคนหลับอีกต่อไป. เป็นผู้ที่สามารถทำให้มีความสว่างได้ ในที่ทุกหน ทุกแห่ง, เป็นผู้ที่สามารถดับความทุกข์ของตัวได้ ในที่ทุกหนทุกแห่ง จะปฏิบัติ หรือกระทำอย่างไรลงไป ก็ล้วนแต่ถูกทาง คือ เป็นไปเพื่อเอาชนะสุขเวทนา นั่นเอง ไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแปลก ๆ ใหม่ ๆ มากมาย เพื่อให้คนเป็นทาสของสุขเวทนามาก ยิ่งขึ้น. เราได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า คืนหนึ่งวันหนึ่งในวันนี้ นี้ เราจะพยายาม กระทำให้อยู่ในร่องรอยของพระอรหันต์, เราจะพยายามทำตามแบบอย่างของ พระอรหันต์, เราจะทำตนให้คล้ายกับพระอรหันต์ ให้มากที่สุดที่เราทำจะได้ แม้ว่าจะไม่ยั่งยืนตลอดไป แต่เราก็ต้องให้ได้ในวันนี้ คืนนี้ ดังนี้. ฉะนั้นเพื่อจะเป็นการรวบรัด ให้เราทำได้ดังนี้ ทันแก่เวลา เราก็จะ ต้องระดมความคิดนึก หรือการศึกษาของเรา ตรงไปยังจุดสำคัญที่สุด กล่าวคือ สุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง. จงรีบพินิจพิจารณาในลักษณะของกรรมฐานภาวนา หรือวิปัสสนา เสียแต่บัดนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ที่นี่ ให้เห็นชัดแจ้งชัดเจนลงไปตาม ที่เป็นจริง ว่า สุขเวทนาที่ปรารถนากันนักนั่นแหละ คือตัวศัตรูอันร้ายกาจ. จงได้

น.133 พิจารณาให้เห็นความจริงข้อนี้กันทุกคนเถิด ก็จะเกิดความถอยหลัง คือความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด จากสุขเวทนานั้น ขึ้นมาได้ทันอกทันใจ ทันในเวลานี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา นั้น ต้องแปลว่า ความเห็นแจ้ง , ตามตัวหนังสือ แปลว่าความเห็นแจ้ง. ธรรมดาเราไม่เห็นแจ้ง เพราะเราขี้เกียจคิด ขี้เกียจนึก ขี้เกียจพินิจพิจารณาให้ติดต่อกันไป. ฟังสักว่าลม ๆ แล้ง ๆ ก็พอใจเสียแล้ว หรือว่า คิดพอเข้าใจครั้งหนึ่งแล้ว ก็ปล่อยให้เงียบไป ไม่ได้เอาความคิดหรือความรู้สึกที่ ถูกต้องนั้น มาฝั่งไว้ประจำอยู่ในใจ ให้มันเจริญงอกงามก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปทุกที. การทำวิปัสสนาที่แท้จริง นั้น โดยที่แท้แล้ว ก็คือ การปักความเห็นจริง หรือความรู้ที่เกิดขึ้น ให้ลงรากมั่นคงตลอดกาลนาน. ความรู้อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไร ก็ได้, เห็นแจ้งชัดเจนถึงที่สุดก็ได้, แต่แล้วยังไม่มั่นคง คือหายไปเสียอีก. การทำวิปัสสนา ก็คือ การจับตัวมันมา เอามาพินิจพิจารณาให้เห็นแจ่ม แจ้ง ชัดเจน มั่นคง อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก และตลอดเวลานาน. ถ้ามันถูก บังคับ ถูกควบคุมอยู่ดังนั้น มันก็ค่อย ๆ เจริญไปได้ คือเป็นไปในทางที่จะให้กิเลส ตัณหาเบาบาง เกิดความพ้นจากความทุกข์ขึ้นมาได้. ถ้าทำได้ดังกล่าวนี้ ก็ได้ชื่อว่า เป็นการลัดที่สั้นที่สุด เป็นการกระทำที่ ถูกต้องที่สุด ทันอกทันใจของบุคคลที่หวังว่า จะได้มองเห็น หรือหยั่งทราบ ซึมซาบ ถึงคุณธรรมของพระอรหันต์ ว่ามีอยู่อย่างไร, ว่าท่านบริสุทธิ์สะอาดอย่างไร,

น.134 ท่านสว่างไสวแจ่มแจ้งอย่างไร, และท่านสงบเย็นอย่างไร, อาศัยการทำวิปัสสนา ในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้รู้จักได้โดยไม่ยากเลย. ถ้าไปทำวิปัสสนาในลักษณะที่หวังนั้นหวังนี้ หวังอะไรนอกลู่นอกทาง ไปอีก มันก็ ไม่เป็นวิปัสสนา ; แต่จะกลับเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ผลักไสบุคคล ผู้ทำนั้น ให้ตกลงไปในเหว แห่งกิเลสตัณหา จมอยู่ในสุขเวทนา อย่างไม่รู้สร่าง เสียอีก. บางทีก็ทำวิปัสสนา, บางทีก็เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา ; แต่ผลที่หวัง กันอยู่นั้น ก็คือ สุขเวทนา ซึ่งเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา ; อย่างนี้แล้วก็ยิ่งกลับ ตรงกันข้าม ยิ่งไปกันคนละทิศละทาง เราไม่ได้ทำวิปัสสนาเพื่อให้ได้สุขเวทนา แม้ในโลกสวรรค์เบื้องหน้า, ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา เพื่อให้ได้ชื่อเสียงมา แล้วเป็นทางมาแห่งลาภผล ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาทางเนื้อทางหนัง เราจะเป็นนักวิปัสสนา หรืออาจารย์สอนวิปัสสนา กันในความหมาย ของการที่ ทำให้เห็นชัดเจน ประจักษ์แจ้งลงไปว่า ตัวสุขเวทนา ที่คนทั้งหลาย ปรารถนานั่นแหละ คือตัวศัตรูอันร้ายกาจ. เราจะต้องช่วยกันจัดทำให้มันหมดอำนาจ ให้มันหมดสมรรถภาพ ใน การที่จะทำคนให้เป็นทุกข์อีกต่อไป, คือ ทุกคนช่วยกันพร่ำสอนซึ่งกันและกัน ปรึกษาหารือกัน คิดนึกกัน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในการที่จะขจัดเสียซึ่งความ หลงใหลในสุขเวทนา ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า กามคุณบ้าง กามารมณ์บ้าง เป็น ส่วนใหญ่.

น.135 ความหมายข้อนี้กว้างขวาง คือครอบงำไปถึงสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือ ในฐานะเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าปรารถนานั่นเอง. ความน่ารัก ความน่าปรารถนานั้น เป็นเหมือนกับบ่วงที่ผูกจิตใจของสัตว์ ให้ติดอยู่กับสิ่งนั้น ๆ. ถ้าพิจารณาเห็นชัดตามที่เป็นจริง ก็จะเห็นเป็นสิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่าปรารถนา เพราะ มันเป็นของหลอก เป็นของหลอกลวง เป็นมายา มีการเกิด - ดับ ไม่มีที่สิ้นสุด. สิ่งที่มีการเกิด- ดับ ก็มีแต่ความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ยิ่งพิจารณาไป ก็ยิ่งเห็นว่า การหลงใหลในสุขเวทนา นั้น มันเป็นความ สำคัญผิดอย่างร้ายกาจ ทีเดียว. ที่ท่านอุปมาไว้ว่า เปรียบเหมือนกับบุคคลคนหนึ่ง เอาสุ่มไปสุ่มในนาในน้ำ เพื่อจะหาปลา ; ครั้นสุ่มได้สัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง ติดอยู่ใน สุ่มแล้ว ล้วงขึ้นมา มันเป็นงู. แต่คนนั้นไม่รู้ว่า งู เพราะมีโมหะเข้าใจว่าเป็น ปลาอยู่นั่นเอง ก็เอางูพิษอันร้ายกาจนั้น มายึดถือหรือกอดรัดไว้ ในฐานะที่ว่ามัน เป็นปลา. การที่เอาสิ่งที่เป็นศัตรูอันร้ายกาจ มายึดถือไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่พึง ปรารถนาดังนี้ ลองพิจารณาดูเถิดว่า มันเป็นสิ่งที่น่าอันตรายอย่างร้ายแรงเพียงไร แต่แล้วเราก็ทำกันอยู่ทุกคน คือ ยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนา ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ ประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์จะต้องบูชา ; แล้ว มันก็กัดเอา ๆ คือทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ. อุปมาเหมือนกับเขียงที่รองสับเนื้อดังที่กล่าวแล้ว. แต่เขียงนั้นมันก็ ไม่รู้จักเข็ดจักหลาบ คล้าย ๆ กับว่า มันไม่มีความรู้สึกในการเจ็บปวดเสียเลย.

น.136 กระดานที่ใช้เป็นเขียงรองสับนั้น มันเป็นไม้กระดาน ไม่มีชีวิตวิญญาณ ; แต่ จิตใจของคนเราเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ไม้กระดาน. ควรจะรู้สึกเจ็บปวด ควรจะรู้สึก เข็ดหลาบ หรือรู้สึกในความจริงของการทิ่มแทง แผดเผา ร้อยรัด นี้กันเสียบ้าง ; จะได้ถอยห่างมาเสียจากการลุ่มหลง, ทำตนให้ออกไปได้ ห่างไกลจากความทุกข์, ทำให้สุขเวทนาไม่มีความหมายอีกต่อไป. นั่นแหละจึงจะได้ชื่อว่า เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง ตามทำนองของ พุทธบริษัท และก็ทำได้ทัน ในเวลาอันเหลืออยู่ไม่มากนี้ ; เพราะเดินทางลัด ตรงไปยังตัวการ กล่าวคือสุขเวทนา ซึ่งเป็นที่ลุ่มหลงอยู่ตลอดชีวิตของบุคคล ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย. การที่ได้รวบรัดตัดตอน ชี้ให้เห็นสุขเวทนา ว่าเป็นที่ตั้งของกิเลสตัณหา เป็นทางมาแห่งความทุกข์ทั้งมวลนี้ ก็เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องลัด ๆ สั้น ๆ เป็น เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมากที่สุด ในพระคัมภีร์ทั้งมวล เราก็ควรจะได้ยินได้ฟัง กันเสียที ; แล้วเป็นทางที่ให้เกิดความถอยหลัง คือเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้ โดยง่ายด้วย; เป็นการทำที่ดีที่สุดแล้ว ในการที่จะบูชาพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน โอกาสแห่งมาฆบูชานี้ อย่างน้อยสักขณะจิตหนึ่งก็ยังดี. ถ้าเราเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อสุขเวทนา ก็ยังจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณธรรม ตรงตามความหมาย ของคำว่าพระอรหันต์, หรือว่ามีจิตใจ ชนิดเดียวกันกับจิตใจของพระอรหันต์ แม้แต่ชั่วแวบหนึ่งก็ยังดี ยังดีกว่าที่จะลุ่ม หลงตลอดกาล.

น.137 แต่ถ้าเราอุตส่าห์ทำวิปัสสนาให้ถูกต้องแท้จริง ตามความหมายของ คำว่าวิปัสสนาแล้ว ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หรือความปล่อยวางนั้น จะอยู่ นานเกินกว่าแวบเดียว หรือจะอยู่เป็นวัน ๆ เดือน ๆ ปี ๆ ก็ได้; ตลอดเวลานั้น เป็นการทำให้กิเลสอดอาหาร ไม่ได้อาหารมาบำรุง มันก็จะเหือดแห้งสูญสิ้นไปใน ที่สุดได้เหมือนกัน, จึงควรถือเอาโอกาสอันนี้ กระทำสิ่งซึ่งเป็นไป เพื่อประโยชน์ อันยิ่งใหญ่โดยส่วนเดียว ไม่มีทางผิดพลาด. ถ้าไม่ได้ทางนี้ก็เอาทางโน้น, ถ้า ไม่ได้อย่างถาวร ก็เอาอย่างชั่วครั้งชั่วคราว ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ได้เสียเลย. และโดยเฉพาะในวันมาฆบูชา หรือวิสาขบูชานั้น จำเป็นที่จะต้องขจัด ปัดเป่า ความรู้สึกคิดนึกเรื่องอื่น ๆ ออกไปเสียให้หมดสิ้น มาคิดนึก พิจารณากัน ถึงแต่โทษของสุขเวทนา, เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดขึ้นมาแล้ว ; เมื่อนั้น จะได้ชื่อว่า มีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มาดำรงอยู่ในจิตใจของเรา ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี. ถ้าเรารักษาไว้ได้ต่อไป พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะยังคงอยู่ ในจิตใจของเราตลอดกาลอันถาวร : ถ้าเราทำผิดไป ก็ได้อยู่แวบหนึ่งชั่วขณะหนึ่ง ที่ทำถูก นับว่าไม่เสียหายอะไรเลย ในการที่จะพินิจพิจารณา๖รงดิ่งไปยังสุขเวทนา อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์หรือกิเลสตัณหา โดยนัยดังที่วิสัชนามานั้น, ก็จะทำ ให้ตนเป็นผู้ได้นามว่า ไม่มืด ไม่บอด แต่เป็นอยู่ด้วยแสงสว่าง ซึ่งตนกำลังจะ สร้างให้รุ่งโรจน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะถึงที่สุด ในกาลอันเป็นอนาคต

น.138 รวมความว่า ในวันนี้เราก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว ในการที่จะเข้าถึงคุณธรรม ของพระอรหันต์ กล่าวคือความดับทุกข์สิ้นเชิง. เราได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่จะเสียสละได้ เราพยายามที่จะได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ควรจะได้ยินได้ฟัง. เราได้ พยายามที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ร่องรอยของพระอรหันต์ ด้วยความหวาดกลัวต่อ ความทุกข์. เอาความหวาดกลัวต่อความทุกข์นั่นแหละ มาเป็นต้นทุน หรือเป็น เดิมพัน สำหรับจะระดมทุ่มเทกำลังทั้งหมดทั้งสิ้นลงไป ในการต่อสู้กับสุขเวทนา ไม่ให้มันมาหลอกลวงเราได้อีกต่อไป; ให้รู้แจ้งเห็นจริงว่ามันเป็นอย่างไร แล้ว เพิกถอนความยึดถือในสุขเวทนานั้นเสียให้เด็ดขาด ให้กลายเป็นสุขเวทนาที่ทำอะไร เราไม่ได้. เพราะจิตใจไม่ยึดถือ จะได้ชื่อว่า เป็นการทำที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ทำแล้ว, จะได้ชื่อว่าเป็นการได้ผลที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราควรจะได้แล้ว, มัน ดียิ่งไปกว่าการได้เงิน ได้ทอง ได้ชื่อเสียง ได้อำนาจวาสนา ; เพราะว่าการได้สิ่ง นั้น ๆ มานั้น มันทำให้เป็นทาสของสุขเวทนายิ่งขึ้น แล้วเราก็จะต้องมีความทุกข์ มากขึ้นเท่านั้นเอง. แต่ถ้าเรา ได้สติปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริง ในข้อนี้มา มันทำให้เราไม่ มัวเมาในทรัพย์สมบัติ ในชื่อเสียง ในยศศักดิ์ บริวาร อำนาจ วาสนา มัน ทำให้ เราไม่ต้องตกไปเป็นทาสของสุขเวทนา ; เพราะเหตุนั้นเราจึงถือว่า เป็นการได้ที่ดี เป็นการได้ที่ประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้, และอย่างน้อยเราก็ได้แวบหนึ่ง แล้ว ในขณะนี้ ในโอกาสนี้ ดีกว่าจะไม่ได้เสียเลย เพราะจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นอุปนิสัย ส่งเสริมให้ได้มากยิ่งขึ้นในโอกาสข้างหน้า.

น.139 เมื่อเราได้ชิมลองของที่ดี หรือของที่ประเสริฐ ที่สามารถจะกำจัดทุกข์ ภัยได้แล้ว เราก็คงจะยินดี ในการที่จะเสาะแสวงหา จนได้มาซึ่งสิ่งซึ่งเราเคยชิมลอง นั้น ในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่ ; เพราะว่าทุกคนก็หวังที่จะกำจัดความทุกข์ ดับทุกข์ของตัวอยู่ หากแต่โมหะเข้ามากั้นกางไว้. เราได้พยายามที่จะทำลายโมหะ หรือเครื่องกั้นกางอันนี้เสีย ทำให้เกิด แสงสว่างขึ้นมา จนเห็นได้ชัดเจนตามที่เป็นจริงว่า ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น, ความทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่, ความทุกข์เท่านั้นที่ดับไป, นอกจากความทุกข์แล้ว ไม่มีอะไร. เพราะฉะนั้นเราจะไปสนใจยึดถือกับสิ่งเหล่านี้ทำไม. ควรจะทำจิตทำใจอยู่เหนือความยึดถือสิ่งทั้งหมดทั้งสิ้น ; เราก็จะไม่ถูก มัจจุราชจับตัว จะไม่ถูกชรารุมล้อม จะไม่ถูกตัณหาที่มแทง จะไม่ถูกอิจฉาเผาลน ก็จะกลายเป็นเบญจขันธ์ ที่มีกิเลสเบาบาง, หรือเป็นเบญจขันธ์ ที่มีความบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป, เป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ; เพราะมีแสงสว่างแห่งพระธรรมคำสอนของพระ บรมศาสดา มาเป็นเครื่องส่องสว่างอยู่เสมอ ดำเนินไปถูกทางตั้งแต่ต้นจนปลาย. ในที่สุด ก็ จะได้พบสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่พระพุทธเจ้าทรง ประทานไว้ สำหรับเป็นมรดกตกทอดแก่สัตว์ทั้งหลาย ที่มีสติปัญญาพอสมควร ตั้งอยู่ในฐานะเป็นเนยยะบุคคล คือคนสามัญธรรมดาที่พอจะรู้อะไรได้, และก็ ได้รู้จริง ๆ ได้เป็นพุทธบริษัท, หรือได้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ อยู่ในฐานะที่มั่นคงปลอดภัย.

น.140 ตัวเองก็ติเตียนตัวเองไม่ได้ คนอื่นก็มาติเตียนเราไม่ได้, เป็นผู้ที่มี ความดี ความงาม ความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ สมตามความมุ่งหมายทุกประการแล้ว ; ชื่อว่าได้ทำพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ ให้มาสิงสถิตย์อยู่ในจิตใจแล้ว เป็นการได้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควร จะได้แล้ว. เพราะอำนาจเมตตาบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประทาน หลักธรรมคำสอนไว้, และอาศัยอุปนิสัย สติปัญญา บารมีของเราเอง สามารถ จะรองรับสิ่งเหล่านั้นเอามาได้ เอามาประพฤติปฏิบัติให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ไป ตามทางของธรรมะ ดับกิเลสตัณหาได้ ตามสมควรแก่การปฏิบัติของตน. นี่แหละชื่อว่า ไม่เสียที ที่ได้เกี่ยวข้องกันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, หรือนำตนเข้ามาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ก็ได้รับประโยชน์สมตาม ความประสงค์ ทั้งของเราเอง และทั้งของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ ทุก ๆ องค์ที่มีอยู่ต่อสรรพสัตว์ ; นับว่าเป็นการได้ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ โดยแน่นอน ไม่ต้องมีข้อกังขาสงสัยอะไรในเรื่องนี้อีกต่อไป. นี่แหละเป็นทางเจริญแห่งศรัทธา เป็นทางเจริญแห่งความเพียร เป็น ทางเจริญแห่งปัญญา เป็นทางเจริญแห่งความตั้งใจมั่น คือสมาธิ ซึ่งเป็นปัจจัยอัน สำคัญ ในอันที่จะทำให้เราก้าวหน้า ไปจนถึงที่สุดของความทุกข์ ; นับว่า เป็น ความหวังในทางที่ควรหวัง เป็นการเดินไปในทางที่ควรเดิน, และก็จะได้ลุถึงสิ่งที่ ควรจะได้ ด้วยอำนาจความที่เราทั้งหลายทุกคน ยังมีความเชื่อ ความเลื่อมใส มั่นคง ในพระรัตนตรัยอย่างไม่คืนคลาย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้. -----------------

น.141 /๒๕๐๑ ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ, วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ วตสีลพันธนกถา. [สีลและวัตร ที่กลายเป็นเครื่องผูกพัน.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ตณฺหาธิปฺนา วตสีลพทฺธา ลูขํ ตปํ วสฺสสตํ จรนฺตา จิตฺตญฺจ เนสํ น สมฺมา วิมุตฺตํ หีนตฺตรูปา น ปารงฺคมา เต - ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ธรรมเทศนาเป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนาไปแล้ว ซึ่งมีใจความว่า สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่ประสบความทุกข์อยู่ เพราะอำนาจของกิเลส ตัณหา เป็นต้น ก็หาได้เอาใจใส่ในการที่จะเอาชนะ ความทุกข์หรือกิเลสตัณหานั้น ๑๐๕

น.142 ไม่, มีมูลมาจากความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุให้ยึดถือสิ่งต่าง ๆ ในทางที่ผิด มีความ หลงงมงาย เข้าใจผิดไปทุกอย่างทุกทาง จึงไกลต่อการที่จะรู้ หรือถอนตนออกมา จากกองทุกข์ได้. ความข้อนี้ มีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สัตว์เหล่านั้น เมื่อไม่ได้ยินได้ฟัง ธรรมของพระอริยเจ้า ก็ไม่รู้ ; แต่เมื่อได้ยินได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า ก็ไม่เชื่อ ; แล้วจะช่วยกันได้อย่างไร ขอให้ลองคิดดู : คือไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ก็ไม่ได้ยินไม่ได้ ฟัง, เมื่อได้ยินได้ฟังก็ไม่เชื่อ, ได้ยินได้ฟังก็ไม่ยอมคิด. ในที่สุด ก็พลาดจาก การที่จะรู้หรือจะเข้าใจ ไม่มีทางที่จะปฏิบัติ ให้ถอนตนออกจากทุกข์ได้. ความติดอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ตลอดถึงติดอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ ที่ตนเห็นว่า เป็นของดีวิเศษ มาอย่างงมงายนั้น ก็ถอนไม่ได้, เป็นความดื้อดึง ต่อการที่จะ ถอนตัวออกจากความทุกข์. พิจารณาแล้วก็ยิ่งน่าสมเพชเวทนา ; เพราะเหตุว่า คำสั่งสอนนั้น ๆ สอนเพื่อให้ตัวรอด แต่แล้วก็ยังดื้อดึง ยึดถือเอาความดื้อดึงนี้เป็น สรณะ ไม่ยอมแพ้ ขอแต่ให้ได้ดื้อก็แล้วกัน. มีผู้ที่เล่านิทานสำหรับจะได้กำหนดได้ง่าย ๆ ไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งอยากจะให้ ทุกคนกำหนด ข้อสำคัญสำหรับกำหนดในที่นี้ ก็มีอยู่ว่า ความดื้อดึงของคนเรานั้น นำตัวไปสู่ความล่มจมได้อย่างไร. ความดื้อดึงนี้เป็นเหมือนกับยาเสพติด ยิ่งกว่าฝิ่น เป็นต้น เสียอีก; คนที่เคยชอบดื้อ หรือกำลังซื้ออยู่นั้น ย่อมรู้จักดี.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต