Buddhadasa.org

มาฆบูชาเทศนา ครั้งที่ ๔ — วตสีลพันธนกถา (สีลและวัตร ที่กลายเป็นเครื่องผูกพัน)

มาฆบูชาเทศนา —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.143 วตสีลพันธนกถา ๑๐๗ นิทานนั้นเล่าว่า : มีตายาย ๒ คนสามีภรรยา ฝ่ายตานั้น เป็นคนเชื่อ ฟังขนบธรรมเนียมประเพณี เชื่อฟังคำสอนของพระอริยเจ้า. ฝ่ายข้างยายนั้น ตรงกันข้าม เชื่อแต่ตัวเอง จึงมีความดื้อดึง จนกระทั่งเขาจะพูดผิดหรือพูดถูก ไม่เอาใจใส่ทั้งนั้น, ขอแต่ให้ได้ยึดถือ ความคิดความเห็นหรือคำพูดของตัวก็แล้ว กัน คือว่าให้ได้รั้น ถือรั้นของตัวเองก็แล้วกัน ผิดถูกไม่ต้องประมาณ ไม่ต้องเอา เป็นประมาณ. เมื่อเป็นดังนี้หนักเข้า ๆ ข้างตาก็ทนไม่ไหว ; เมื่อทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา ก็คิดว่า จะต้องบริจาคยายคนนี้เสียแล้ว คือเอาไปใส่เหว ให้เหวจัดการดีกว่า. ตาก็ดำเนินเรื่องตามความคิดของแก คือแกล้งห้ามยายว่า วันนี้อย่าไปที่ใกล้เหว. ยายก็เถียงตามเคยว่า จะไป. ตาว่า อย่าไปให้มันใกล้ริมปากเหวนัก. ยายก็ ยิ่งว่า จะเข้าไปให้ใกล้. ตาว่า อย่าแบกก้อนหินหนักๆ ไปด้วย ยายก็ ยิ่งเอาก้อน หินหนักๆ มาแบก จนโซเซ ; ร้องห้ามตะโกนว่า อย่าเข้าไปใกล้ปากเหว ก็ยิ่งใกล้ เข้าไปทุกที จนกระทั่งยายตกลงไปในเหวเอง โดยที่ตาไม่ต้องทำอะไร นอกจากพูด ยั่ว ให้ยายดื้อมากขึ้นเท่านั้น. พอยายตกลงไปในเหว เรื่องก็มีต่อไปว่า ผีที่อยู่ในเหวนั้นก็ขึ้นมา ผีตัวนี้ถูกสาปมานานแล้วว่า ถ้าไม่มีคนหัวดื้อตกลงมาอยู่แทน ก็ไม่มีโอกาสจะขึ้น จากเหวได้. บัดนี้มียายหัวดื้อตกลงไปแทน ผีก็ขึ้นมาจากเหวได้. พอผีขึ้นมา จากเหว ก็พบกับตาที่ปากเหว ; ไต่ถามได้ความว่าเป็นผี ตาก็ขอร้องว่า ถ้าเป็น ผีก็อยู่แต่ผี อย่าไปยุ่งกะคน, ผีควรจะขอบใจตาบ้าง ในการที่ได้ทำให้ขึ้นมาจาก เหวได้ คือบริจาคยายให้คนหนึ่ง. อ้างเอาบุญคุณอย่างนี้ ขอสัญญากะผี ว่าผี อย่าไปยุ่งกะคน. ผีก็รับปากว่า จะไม่ไปยุ่งกะคน ; แล้วก็จากกันไป ตากลับ มาอยู่ที่บ้านตามเคย.

น.144 หลายวันต่อมา ตาได้ยินเสียงเอ็ดตะโรพิลึกกึกก้อง ที่บ้านบ้านหนึ่ง จึงรีบไปดูว่ามันเกิดอะไรกัน, เพราะเสียงอย่างนี้ ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อนเลย เพิ่ง จะได้ยินกันคราวนี้. ตาก็ยิ่งสงสัยมาก ในการที่ได้ยินเสียงที่แปลกประหลาดเหลือ ประมาณ. เสียงนั้นเป็นเสียงคนที่ผีเข้า จึงเป็นของแปลกประหลาด ; เพราะว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคนผีเข้า เพราะผียังไม่ขึ้นมาจากเหว ไม่มีอยู่ในโลกนี้เลย. พอตาเดินไปถึงบ้านคนที่ผีเข้า ; ผีตัวนั้นเองมันมาเข้า. พอผีเห็น ตาเดินมาแต่ไกลก็ตกใจ เพราะได้สัญญากะตาไว้แล้วว่า จะไม่มายุ่งกับมนุษย์. ผีคิดสั้นคิดไม่ทันก็ออกวิ่งหนี คือออกจากคนที่ผีเข้า วิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา. ข้างตาก็เห็นได้ว่า ผีตัวนี้เองที่ได้สัญญากันไว้ มาโกหกกันได้ ; เป็นธรรมเนียม ของผี ที่จะต้องหลอกเสียเรื่อยไป ก็เลยเอาไม้ไล่ตีผี ผีวิ่งหนีไปเรื่อย ๆ ; ตา ก็เอาไม้ไล่ตีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผีล้มลงตาย. ศีรษะของมันแตกกระจาย น้ำมัน ในศีรษะผีนั้นกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ไปติดอยู่ที่ไหน ก็ทำให้ของสิ่งนั้นกลายเป็น ของเสพติด. เขาเล่าต่อไปว่า น้ำมันของผีนั้นลงไปในยาผืน ก็ทำให้คนติดผืน, ลงไปในเหล้า ลงไปในน้ำกระแช่น้ำเมา ก็ทำให้คนเมา แล้วก็ติดเหล้า ติดน้ำเมา, ลงไปที่บ่อนไพ่ ก็ทำให้คนติดไพ่, แม้ที่สุดแต่ลงไปในน้ำชา กาแฟ บุหรี่ ก็ทำ ให้คนติดน้ำชา กาแฟ บุหรี่, ลงไปในเชี่ยนหมาก ก็ทำให้คนติดหมาก, ลงไป ในอะไร ๆ ก็ล้วนแต่ทำให้คนเสพติดสิ่งนั้น ๆ ไปทั้งนั้น จนต้องเป็นทาสของผีกัน ทุกคน.

น.145 อย่างคนที่เงี่ยนหมาก คิดดูเถิดว่า มันเหมือนกับผีสิงหรือหาไม่ ? คน ที่กำลังเงี่ยนหมาก เงี่ยนบุหรี่เต็มที่นั้น มันก็คือลักษณะของคนที่ผีสิงนั่นเอง. เขาจึงอ้างว่า เพราะน้ำมันของผี กระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ลงไปในสิ่งที่ทำให้คน ติด สืบต่อมาจนบัดนี้. น้ำมันผีที่ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนโต ๆ มาก ๆ ก็ติดแรง เช่นยาฝิ่น เป็นต้น, ที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ค่อยยังชั่ว เช่น บุหรี่ หรือหมากพลู เป็นต้น ; แต่มันเหมือน กันตรงที่ว่า ถ้าลงติดแล้วก็ไม่รู้สร่าง และเมื่อไม่ได้กินตามที่ต้องการ เกิดเงี่ยน ขึ้นมา ก็แสดงอาการของผีออกมาให้เห็นชัด ๆ ; ยืดยาวมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ น้ำมันของผีก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ติดอยู่ในของเสพติด ให้ลูก ให้หลาน ให้เหลน ของตายายนั้น ได้เป็นทุกข์ลำบากยากเข็ญกัน ด้วยของเสพติด ดังที่เราเห็นกันอยู่ แล้วว่า ไม่มีทางที่จะสร่างจะสิ้นไปได้เลย. เรื่องก็จบ. ข้อที่เขาสอนไว้ในนิทานเรื่องนี้ ที่เราทุกคนควรจะนึกจะคิด ก็คือว่า ความดื้อดันถือรั้นนั้น มันมีมูลมาจากอวิชชา ; เพราะความดื้อดึงถือรั้น อันมีมูล มาจากอวิชชานี่เอง จึงได้ทำให้สิ่งที่ไม่เคยมีในโลกเกิดขึ้นในโลก เช่น ยาเสพติด เป็นต้น. แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ทำให้ผีเกิดมีขึ้นในโลก; เพราะว่าก่อนหน้านี้ ผีไม่มีอยู่ในโลกเลย. ทุกคนลองคำนวณดูเถิดว่า ถ้าผีไม่มีอยู่ในโลกนี้ โลกของเรานี้จะ สะดวกสบาย จะน่าอยู่กว่านี้มากมายสักเท่าไร ; พอเกิดมีผีขึ้นมาอยู่ร่วมในโลกนี้ ด้วย มันก็ยุ่งยากไปหมด. เพราะว่าขึ้นชื่อว่าผีแล้ว มันก็ต้องหลอก คือต้องโกหก หรือต้องหลอกลวง ต้องหลอกหลอน ; เราก็พลอยลำบาก เพราะถูกผีโกหก

น.146 หลอกลวง หลอกหลอน กันต่าง ๆ นานา. ถ้าอย่าต้องมีผี ขึ้นมาทำอย่างนี้ เรา ก็จะสบายกันกว่านี้มาก ; เพราะฉะนั้น น่าจะเกลียดกลัว สิ่งที่ทำให้เกิดผีขึ้นมา ในโลกนี้ กันได้มากทีเดียว. ข้อนี้ก็คือ อวิชชา ซึ่งเป็นเหตุให้คนโง่ แล้วก็คือ คืออย่างยายคนนั้น ดื้อจนถึงกับตาบริจาคให้ลงไปในเหว ด้วยคำพูดเพียงสองสามคำ. ความดื้อหรือ ความอะไรของยายคนนี้ ทำให้ผีขึ้นมาจากเหวลึก มารบกวนคนในโลก, แล้วยัง ทำให้เกิดโทษยุ่งยากลำบาก คือเกิดของเสพติดหลายร้อยหลายพันอย่างขึ้นมาในโลก, ทำให้คนยากจนข้นแค้น ทำให้คนฉิบหาย. น้ำมันผีก้อนใหญ่ ๆ ถ้าถามกันว่าตกที่ไหน ? คนทุกวันนี้ก็คงจะถือกัน ว่า ตกอยู่ในสลากกินแบ่ง หรือเลขท้าย ๓ ตัว ; เพราะเห็นกันได้ชัด ๆ ว่า ใคร ๆ ก็มึนเมา เสพติดสิ่งเหล่านี้กันเป็นการใหญ่ ออกหน้าออกตากว่าสิ่งทั้งหลาย จนทำ ให้อยู่กันไม่สุข ต้องเที่ยวซื้อ ต้องเที่ยวขอ ต้องเที่ยวรบกวน คนนั้นคนนี้ให้ช่วย บอก. นี่แหละพิจารณาดูเถิดว่า ความยุ่งยากลำบากที่ไม่เคยมีนั้น มันเกิดมี ขึ้นมา และมากมายเหลือเกิน ผลสุดท้ายมันก็ มีมูลมาจากความดื้อดึง ไม่เชื่อฟัง คำสอนของพระอริยเจ้า. ความดื้อดึงนี้ ก็มีมูลมาจากความโง่ ความหลง หรือ อวิชชา ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว น่าขยะแขยงที่สุด ก็คืออวิชชา หรือความโง่ ซึ่งเป็นเหตุให้คนดื้อดึง, ดื้อเข้าไปหาความฉิบหายทำลายตัวเอง นี่จะเป็นของที่ให้โทษ มากหรือน้อยเพียงไร ก็จงได้พิจารณาดูเถิด.

น.147 ความโง่ความหลงนี้ มีมูลมาจากการที่ขาดการศึกษา ขาดการได้ยินได้ฟัง คำสอนของพระอริยเจ้า , เป็นเหตุให้บุคคลนั้น สมัครใจเข้าไปหาความทุกข์ ด้วยความพอใจของตัวเอง. เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ขอร้องว่าช่วยเอามาสวมหัว ให้ฉันที. เจ้าของกงจักรก็บอกว่า นี่มันกงจักรนะ ไม่ใช่ดอกบัว. คนนั้นก็ยัง เห็นว่าเป็นดอกบัว ขอร้องเอามาสวมหัวของตนจนได้ แล้วก็สลัดทิ้งไม่ได้ จึงต้อง ถูกกงจักรพัดหัว มีความทุกข์อยู่ตลอดกาล. ข้อนี้รู้ได้ด้วยนิทานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้เล่ากันไว้ เพื่อเป็นเครื่องกำหนดจดจำอีกเหมือนกัน. .... .... .... .... .... นิทาน เรื่องนี้มีอยู่ว่า : เมื่อครั้งแรกทีเดียว ที่เขาสร้างโลกขึ้นมานั้น เขาไม่ได้สร้างสำหรับให้มนุษย์มีความทุกข์. เขาสร้างมนุษย์มาเป็นสัตว์สำหรับมี ความสุข, คือว่า พระเป็นเจ้าได้พิจารณาเห็นว่า สร้างโลกขึ้นมาเปล่า ๆ ไม่มี มนุษย์นั้น โลกนี้ไม่งดงาม โลกนี้ไม่น่าชื่นใจ จึงคิดที่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมา สำหรับ ทำให้โลกนี้งดงาม ให้มีค่า ให้มีราคาสูง ; จึงได้คิดสร้างมนุษย์นี้ ให้เป็นสัตว์ที่ดี ที่สุด ฉลาดที่สุด งดงามที่สุด อะไร ๆ ก็ที่สุด ; แต่ว่ากำหนดอายุไว้เพียง ๓๐ ปี. อายุ ๓๐ ปีนี้ ใคร ๆ ก็พอจะเห็นได้ ว่าถ้าคนเราเกิดมาแล้ว มีอายุ ๓๐ ปี เหมือนกับที่กำลังหนุ่มสาวเต็มที่, หรือเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ทั้งผู้หญิง หรือผู้ชาย คือดูได้ที่คนอายุ ๓๐ ปีเต็ม ๆ นั้น ก็จะเห็นได้ว่า มันสวยสดงดงาม ไม่มีอะไรที่น่าอิดหนาระอาใจ น่าขยะแขยง ; เพราะฉะนั้นจะต้องเห็นว่า พระ- เป็นเจ้านั้นสร้างมาถูกแล้ว คิดมาถูกแล้ว ที่ให้มนุษย์มีอายุเพียง ๓๐ ปี กำลังสวย สดงดงาม แล้วก็ตาย.

น.148 ทีนี้มนุษย์ถามว่า สร้างมาทำไม ? บอกว่า สร้างมาสำหรับทำโลกนี้ให้ น่าอยู่ น่าดู. ให้มีอายุกี่ปี ? ๓๐ ปี. มนุษย์นึกในใจว่า ๓๐ ปีนี้น้อยนัก ; ถ้าอย่างไรก็ค่อยขอเพิ่มเติม. ครั้นพระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์เสร็จแล้ว ก็สร้างสัตว์ เพื่อให้รับใช้มนุษย์ เพราะกลัวว่า มนุษย์จะเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป จะลำบาก ยุ่งยากต่าง ๆ นานา จึงได้สร้างสัตว์พาหนะ เช่นวัว เช่นควาย ขึ้นมาสำหรับให้ มนุษย์ใช้สอย. พอสร้างวัวสร้างควายเป็นต้น ขึ้นมาแล้ว วัวควายก็ถามพระเจ้าว่า นี่สร้างมาทำไม ? พระเจ้าบอกว่า สร้างมาสำหรับให้มนุษย์ใช้สอย. ถามว่า ให้มี อายุกี่ปี ? พระเจ้าบอกว่า ๓๐ ปี. วัวควายก็ตกตะลึง ว่าสร้างมาเป็นบ่าวเป็นทาส เขาแท้ ๆ แล้วยังให้อยู่ตั้ง ๓๐ ปี ; อย่างนี้มันมากเกินไปไม่ยุติธรรม. พระเจ้า ควรจะลดเวลา สำหรับทนทุกข์ทรมานของเขานั้น ให้น้อยลงอีก. พระเป็นเจ้า ก็เห็นใจ ว่าถูกของวัวของควายแล้ว จึงตกลงกันใหม่ว่า พวกวัวพวกควายนี้มีอายุ อยู่ประมาณ ๑๐ ปีเถิด คือลดเสียตั้ง ๒๐ ปี. มนุษย์ได้ฟังอยู่ดังนั้น ก็ยอบคลานเข้ามาหาพระเป็นเจ้า ว่าที่ลดให้วัว ๒๐ ปีนั้น เอามาเพิ่มให้มนุษย์เถิด. พระเป็นเจ้าได้ฟังดังนั้น ก็ชังน้ำหน้ามนุษย์ ที่รู้จักโลภขึ้นมาเสียแล้ว รู้จักอยากใหญ่ ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร เสือกเข้ามาขอ เอาอายุของวัวไปเพิ่มให้แก่ตัว โดยไม่รู้ความหมายดังนี้. พระเป็นเจ้าโกรธขึ้นมา ก็เลยประชดให้ว่า เอา ๒๐ ปีของวัวนี้ให้แก มนุษย์ก็เลยได้เพิ่มอีก ๒๐ ปี. พระเป็นเจ้าเห็นว่า สร้างวัวควายสำหรับรับใช้มนุษย์นั้นไม่พอ ต้อง สร้างสิ่งที่จะช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของมนุษย์ขึ้นมาด้วย จึงได้สร้างสุนัขเป็นต้น

น.149 ขึ้นมาให้ช่วยเฝ้าบ้าน ช่วยระวังขโมย คือเป็นสัตว์ที่ไม่ต้องนอน เพราะจะต้อง ทำหน้าที่แขกยาม. พอสร้างสุนัขขึ้นมาแล้ว สุนัขก็ถามพระเจ้าว่า สร้างมาทำไม ? พระเจ้าก็บอกว่า ให้ช่วยเฝ้าบ้านของพวกมนุษย์. ถามว่า มีอายุกี่ปี ? พระเจ้า ว่า ๓๐ ปี. สุนัขก็ตกตะลึงว่าตั้ง ๓๐ ปี อดหลับอดนอน มันมากเกินไปไม่ ยุติธรรม, ให้ลด. พระเจ้าก็เห็นใจ ; เลยตกลงว่า จะลดให้สุนัขอีก ๒๐ ปี, ให้สัตว์ประเภทสุนัขนี้ มีอายุประมาณสัก ๑๐ ปี ก็แล้วกัน. มนุษย์ที่ไม่รู้จักละอาย ไม่รู้จักประสีประสา ก็ยอบคลานเข้าไปหา พระเป็นเจ้าอีกว่า ที่ลดให้แก่สุนัข ๒๐ ปีนั้น ช่วยเอามาเพิ่มให้แก่มนุษย์ด้วย. พระเป็นเจ้าก็ยิ่งโมโห ยิ่งเกลียดน้ำหน้า และพร้อมกันนั้น ก็ยิ่งประชดมนุษย์ คือเพิ่มให้อีก ๒๐ ปี ที่ลดให้แก่สุนัข เอามาเพิ่มให้แก่คน. คนก็เลยได้มาอีก ๒๐ ปี, รวมเป็น ๗๐ ปีเข้าไปแล้ว. ต่อมาพระเป็นเจ้าเห็นว่า มนุษย์นี้ควรจะได้มีสิ่งสนุกสนานบ้าง จึงได้ สร้างสัตว์ประเภทลิงขึ้นมาให้มนุษย์ได้หัวเราะ. ลิงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ ก็ฉงน เหมือนกันว่า สร้างขึ้นมาทำไม ? ถามพระเป็นเจ้า ก็บอกว่า สร้างมาให้ทำหน้าที่ ทำให้มนุษย์สบายใจ ให้ได้หัวเราะร่าเริง. ลิงก็ถามว่า อยู่กี่ปี ? พระเจ้าบอกว่า ๓๐ ปี. ลิงก็ต่อรองว่า ทำงานหนักมาก ตลอดเวลานานเช่นนั้น ต้องลด ให้ พอเหมาะพอสมกันหน่อย. พระเป็นเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปี, ให้สัตว์ประเภทลิง มีอายุประมาณ ๑๐ ปี. มนุษย์ได้ยินดังนั้น ก็แข็งใจเข้าไปพินอบพิเทาพระเป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ว่าแม้ที่ลดให้แก่ลิง ๒๐ ปีนั้น ก็ได้กรุณาเอามาเพิ่มให้แก่มนุษย์เถิด. พระเป็นเจ้า

น.150 ยิ่งโมโหหนักขึ้นไปกว่าก่อน ยิ่งเกลียดน้ำหน้ามนุษย์ มากยิ่งขึ้นไปกว่าก่อน ก็ยิ่ง ประชดมนุษย์ให้มากกว่าก่อน โดยเพิ่มอายุที่ลดมาจากลิงนั้น ให้แก่มนุษย์อีก ๒๐ ปี. มนุษย์เลยได้เป็น ๙๐ ปี ทั้ง ๆ ที่พวกวัวควายก็ได้กันเพียง ๑๐ ปี โดยประมาณ, สุนัขก็ได้กันเพียง ๑๐ ปี โดยประมาณ, ลิงเป็นต้น ก็ได้กัน ๑๐ ปีโดยประมาณ, ส่วนมนุษย์ได้ถึง ๙๐ ปี. ขอให้คิดดูให้ดีว่า เป็นของตัวเองเพียง ๓๐ ปี ไปเอาอย่างของวัวมา ๒๐ ปี เอาอย่างของสุนัขมา ๒๐ ปี เอาอย่างของลิงมา ๒๐ ปี. ในที่สุด พระเป็นเจ้าก็ปล่อยให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามที่ตกลงกัน. มนุษย์ก็เป็น มนุษย์ที่น่าดู งดงาม แจ่มใส ร่าเริงอยู่ได้ เพียง ๓๐ ปีเท่านั้น คือตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งถึงอายุปีที่ ๓๐ ; เพราะว่านั่นเป็นระหว่างอายุที่เป็นของตัวแท้ ๆ เป็น สัตว์ที่สวยสดงดงามน่าดูอยู่. แต่พอหลังจาก ๓๐ ปีไปแล้ว ก็ต้องเป็นมนุษย์วัว เพราะได้ไปเอาของวัวมา ๒๐ ปี. เพราะฉะนั้นในระหว่าง ๒๐ ปีนี้ คือตั้งแต่ ๓๐ -๕๐ นี้ ก็ต้อง เป็น มนุษย์วัว คือ ต้องลากแอกลากไถของความเป็นพ่อบ้านแม่เรือน. ลองคิดดู พ่อบ้านแม่เรือนคนไหน ที่ไม่ต้องลากแอกลากไถของความเป็นพ่อบ้านแม่เรือน คนที่เคยเป็นพ่อคนแม่คนมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่ามันสนุก หรือมันเป็นทุกข์กันสักเพียง ไหน ในการที่ต้องเป็นพ่อบ้านแม่เรือน : ต้องรับภาระหนัก เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน, ต้องรับภาระหนัก ในการที่จะแสวงหาวัตถุปัจจัยต่าง ๆ นานา มาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ต้องป้องกันตัวเอง, ต้องป้องกันลูก ต้องป้องกันหลาน ต้องรักษาทรัพย์สมบัติ มีภาระเพิ่มมากขึ้นอย่างหนักถึงที่สุด เหมือนกับวัวที่ลากแอกหนัก ๆ นั้นเหมือนกัน เป็นมนุษย์วัวไปได้ ๒๐ ปี อายุก็เข้ามาถึง ๕๐ ปี.

น.151 ทีนี้ ก็ต้อง เป็นมนุษย์สุนัข กันบ้างแล้ว เพราะว่าได้เอาของสุนัขมา ๒๐ ปี ; นี้คือ อาการที่คนนอนหลับยาก. เมื่ออายุล่วงมาถึงขีดนี้ มีวิตกกังวล มากคิดมาก มีลูกมีหลานมีเหลน เต็มบ้านเต็มเมือง อะไร ๆ ก็เป็นห่วงไปเสียหมด จนนอนไม่หลับ ; จะนอนหลับได้อย่างไร เพราะลูกคนนี้ ก็ไปอยู่เรียนที่เมืองโน้น, ลูกคนโน้นก็ไปมีเหย้ามีเรือนอยู่ที่เมืองโน้น ยุ่งกันไปหมด. มีลูกมีหลานก็มาก เงินทองก็ไม่ค่อยพอใช้, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ระส่ำระสาย กลัวโจรกลัวขโมย มัน หนักอกหนักใจอยู่บนคนแก่ ๆ เหล่านี้ เด็ก ๆ นอนหลับสบาย คนแก่นอนหลับไม่ได้ ; เพราะว่าตอนนี้ เป็นระยะที่ไปเอาอายุของสุนัขมา มันจึงนอนไม่หลับเหมือนสุนัข. เป็นห่วง ทรัพย์สมบัติ, เป็นห่วงว่าประตูบ้านบีดแล้วหรือยัง ? แม้แต่ประตูคอกวัว คอกควายใต้ถุน คอกไก่คอกเบ็ด ก็ยังเป็นห่วงไปตามประสาคนแก่ที่อายุขนาดนี้. เมื่อเป็นมนุษย์สุนัขนอนไม่หลับมา ๒๐ ปี ถึงปีที่ ๗๐ แล้ว ก็เริ่มเข้า เป็นมนุษย์วานร คือมีอะไรป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ให้เด็กเขาหัวเราะเล่น, มีกิริยาท่าทางผิด แปลกไปกว่าแต่ก่อน ทำอะไรก็งก ๆ เงิน ๆ น่าขบขันไปทั้งนั้น, กินแล้วก็บอกว่า ไม่ได้กิน ไปกินสิ่งที่ไม่ควรกินเข้าก็มี, ล้วนแต่เป็นที่ตั้งของการหัวเราะ ของ คนที่ได้พบได้เห็น เป็นอาการของลิง ซึ่งมีหน้าที่ที่ทำให้คนได้หัวเราะ จนกระทั่ง ถึงปีที่ ๙๐ แล้วก็เข้าโลงไป. พิจารณาดูกันใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้งหนึ่ง ว่าอายุเพียง ๓๐ ปีนั้น เป็น มนุษย์เต็มตามความหมายของความเป็นมนุษย์ คือสดใส. แต่พอหลังจากนั้น ก็ไม่ได้เป็นมนุษย์เสียแล้ว; ต้องเติมวัว เติมสุนัข เติมลิง เข้าไปข้างท้าย,

น.152 เป็นมนุษย์วัวบ้าง เป็นมนุษย์สุนัขบ้าง เป็นมนุษย์วานรบ้าง ; ไม่ใช่เป็นมนุษย์ สมบูรณ์ตามความหมายของคำว่ามนุษย์โดยตรง ก็ต้องทนทุกข์ทรมานไปตามข้อ ตกลงนั้น ๆ. หลีกเลี่ยงอีกไม่ได้ เพราะไม่มีใครทำให้ มันทำเอง มันเข้าไปขอ เอามาจากพระเป็นเจ้าเอง ทั้ง ๆ ที่พระเป็นเจ้าไม่ได้กำหนดไว้สำหรับมนุษย์ ; แต่ มนุษย์เสือกเข้าไปหา เข้าไปขอเอามาเอง ได้รับเอาห่วงนี้เข้ามาคล้องคอของ ตัวเอง ในลักษณะที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้น ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ความทุกข์ ความยาก ความลำบากทั้งหลายนี้ ไม่ได้มีใครทำให้ มันเป็นความโง่ ความหลงของตัวเอง ที่สมัครใจเข้าไปรับเอามา ใส่ตัวเอง จนกระทั่งเกิดเป็นข้อผูกพันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานไป จนตาย. ทุกคนจะต้องมองให้เห็นว่า อำนาจของอวิชชา ความโง่ ความหลงนี้ มีอยู่อย่างไร. ถ้าอย่ามีสิ่งนี้อย่างเดียวเท่านั้น คนเราก็จะไม่ต้องมีความทุกข์ยาก ลำบากกันมากเหมือนเท่านี้ เหมือนที่กำลังเป็นอยู่นี้, จะรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่น่าเสน่หาเลย. แต่ก็เข้าไปรับ เอามาเป็นของตัว ไปดึงไปดูดเอามาเป็นของตัว จนกระทั่งได้ต้องทนทุกข์ ทรมาน เพราะเหตุนั้น. ถ้าใครนึกคิดได้ หรือมองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว คนนั้นก็จะเกลียดกลัว อวิชชา หรือความโง่ความหลง อย่างมากเช่นเดียวกันอีก ; เช่นเดียวกับที่ได้

น.153 ล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าความทุกข์ยากลำบากไม่เคยมีในโลก ก็เกิดมีขึ้นในโลก เพราะอวิชชาของยายแก่. มนุษย์ที่เขาสร้างมาสำหรับให้มีความสุขนั้น ก็เลือกไป เอาหน้าที่ของวัว ของสุนัข หรือของวานร มาเป็นหน้าที่ของตัว. ถ้าใครเก่ง ก็ลองเอาไปคืนให้พระเป็นเจ้า อย่าให้ต้องเป็นมนุษย์วัว เป็นมนุษย์สุนัข หรือเป็นมนุษย์วานรกันอีกเลย ; คนนั้นแหละ จะไม่ต้องทน ทุกข์ตามข้อผูกพัน. เราจะเลิกล้างสัญญากับพระเป็นเจ้าได้อย่างไร ? ในเมื่อมี ความโง่ความหลงหรืออวิชชาเต็มที่อยู่ดังนี้. เราจะต้องหันไปหาพระพุทธเจ้า ไปขอร้อง เอาวิชชา หรือ ปัญญา หรือ แสงสว่าง หรือจักษุ มาเพื่อให้รู้เห็นตามที่เป็นจริง ; แล้วเปลื้องความที่ ต้องเป็นมนุษย์วัว หรือเป็นมนุษย์สุนัข เป็นมนุษย์ลิง เป็นต้นนั้น ออกไปเสีย ให้พ้นจากตัว; แม้อายุจะเลย ๓๐ ขึ้นมาถึง ๕๐ ก็จงอย่าได้หลงใหลในภาระอัน หนักนั้น. จงรู้จักปล่อยรู้จักวาง แม้อายุจะมากขึ้นมาในระหว่าง ๕๐ ถึง ๗๐ ก็อย่า ได้วิตกกังวลสิ่งต่าง ๆ ถึงกับนอนไม่หลับอีกเลย. แม้อายุจะมากขึ้นไปจนถึง ๗๐ และ ๙๐ ก็อย่าได้ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ให้เด็กหัวเราะเลย คือจะต้องประพฤติปฏิบัติ ในทาง ที่ให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไปเสียตั้งแต่แรก. ตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลบำเพ็ญภาวนา เช่นอานาปานสติกรรมฐาน เป็นต้น เขาจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แม้อายุมากแก่เฒ่า ก็ไม่หลงไม่ใหล จนกระทั่งตาย ก็ไม่มีการหลงใหล ; เมื่อเป็นดังนี้ ก็ไม่ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ให้เด็กหัวเราะ,

น.154 ยู่ถึง ๑๐๐ ปี ก็ไม่หลงไม่ไหล ไม่ต้องตกเป็นมนุษย์วานรให้เด็กหัวเราะ. นี่ก็ เพราะอำนาจบารมีของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ซึ่งได้วางระเบียบปฏิบัติไว้ สำหรับ ให้มนุษย์ปฏิบัติแล้ว จะต้องไม่ต้องหลงต้องใหล ไม่ต้องเลอะต้องเลือน ไม่ต้อง ป้า ๆ เป๋อ ๆ จึงเป็นการเอาตัวรอดได้ เท่ากับฉีกสัญญา ระหว่างมนุษย์กับ พระเป็นเจ้าได้. ในขณะที่ เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็อย่างเดียวกัน ถ้ามีความรู้ธรรมะใน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เพียงพอแล้ว ก็ไม่หลงใหลในภาระหนัก ไม่ต้อง ทุกข์หนัก. รู้จักปล่อยรู้จักวาง แต่ก็รู้จักทำไปตามสติกำลัง โดยไม่ต้องมีความ ยึดถือ ไม่ต้องหนักอกหนักใจ ก็ทำงานได้. จะทำไร่ทำนาก็ได้ ค้าขายก็ได้ หรือทำอะไรก็ได้ไปทั้งนั้น ; แต่ก็ไม่มีความหนักอกหนักใจ; เพราะเหตุว่า มีสติปัญญาสว่างไสวแจ่มแจ้งอยู่ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องยึดถือ ทำไปตามสะดวกสบาย ก็พอแล้ว. เมื่อได้ทรัพย์สมบัติมามาก ก็ไม่จำเป็นจะต้องห่วงหรือวิตกกังวล จน นอนไม่หลับ ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามเหมาะสมด้วยอำนาจของสติปัญญา ก็ยัง นอนหลับสนิทได้. นี้ด้วยอำนาจบารมีของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ที่ทำให้คนเราพ้น จากข้อผูกพัน ที่ผูกพันกันอยู่ ว่าจะต้องเป็นมนุษย์จริง ๆ ๓๐ ปี, แล้วเป็น มนุษย์วัว ๒๐ ปี แล้วเป็นมนุษย์สุนัข ๒๐ ปี และเป็นมนุษย์วานร ๒๐ ปี. นี้เป็นการบอกล่วงหน้า ให้ท่านทั้งหลายทุกคนทราบอยู่ดีแล้ว ว่าจะ ต้องเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ? มันแล้วแต่ใจของท่าน. เป็นการเตือนไว้ล่วงหน้า สำหรับคนที่มีอายุยังไม่ถึง ๕๐ ปี และบอกคนที่อายุถึง ๕๐ ปีแล้ว ว่าจะต้องจัดการ

น.155 กันอย่างไร จึงจะถอนข้อผูกพันนั้นให้แก่ตนได้. ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีไว้ สำหรับประโยชน์ข้อนี้เอง, มีไว้สำหรับช่วยมนุษย์ที่โง่เขลา จนหลงตกไปเป็นทาส ของความทุกข์หรือของกิเลสตัณหา. จะต้องคิดต่อไป ให้เห็นความจริง ข้อหนึ่งว่า ทีแรกเกิดมานั้นเป็นอิสระ ไม่ใช่ต้องเป็นทาสของอะไร ; แต่ในที่สุด มนุษย์ก็สมัครเป็นทาสเอง คือสมัคร ไปรับเอาของวัวมาบ้าง ของสุนัขบ้าง ของวานรบ้าง มันจึงต้องตกเป็นทาส. มีคำล้ออยู่ว่า "ตัวเกิดมาเป็นอิสระแท้ๆ แต่กลับแส่ลงไปหาความเป็นทาส". มันช่างน่าขันจริง ๆ นะคนเรา ที่เกิดมาเป็นอิสระแล้ว สมัครใจลงไปเป็นทาส ดังนี้. พิจารณาดูให้ดี ก็ยิ่งเห็นว่า ความจริงข้อนี้มันกำลังครอบงำคนอยู่ ทุกคน : เกิดมาเป็นเด็กเล็ก ๆ นั้น เป็นอิสระร่าเริงสดใส พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เป็นทาสของสิ่งนั้นสิ่งนี้, โดยเฉพาะก็เรื่องอาหารการกิน การแต่งเนื้อแต่งตัว พอตกเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็เป็นทาสของกามารมณ์โดยสิ้นเชิง. ที่ไม่เคยเป็นทาส ก็มาตกเป็นทาส ต้องระส่ำระสายกระวนกระวายเดือดร้อน เพราะการเป็นทาส. พอเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ตกเป็นทาสของทรัพย์สมบัติโดยสิ้นเชิง, ต้องเดือดเนื้อ ร้อนใจ เพราะเรื่องทรัพย์สมบัติ. ยิ่งอยู่ไป ๆ ก็ตกเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนรู้จัก รวบเอามาสะสมเพิ่มเติมให้มันมากขึ้น ท่วมหัวท่วมตา เป็นภูเขาเลากาไปทีเดียว ; ซึ่งจะเห็นได้จากคนแก่ ๆ ที่อะไร ๆ ก็เก็บเอามาเป็น ทุกข์เป็นร้อนไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยอมปลง ไม่ยอมวาง ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่นเลย จะเอาไว้คนเดียวให้หมด นี่เป็นการชี้ให้เห็นอยู่ชัด ๆ แล้วว่า ยิ่งอายุมากเข้า ก็ยิ่งสมัครเป็นทาส มากเข้า. เมื่อเกิดมานอนอยู่ในเบาะวันแรก ๆ ยังไม่ได้เป็นทาสของสิ่งใด นอกจาก

น.156 หารการกินบ้าง ; แต่พอโตขึ้นรู้จักคิดจักนึก รู้จักแสวงหาความสนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างนี้แล้ว ก็เป็นทาสของอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมากขึ้น ๆ เป็นทาสเพื่อตนคนเดียวไม่พอ ก็คิดมาก ไปถึงกับต้องเป็นทาสแทนลูก แทนหลาน แทนเหลน ไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรียกว่า เป็นทาสเพื่อตนคนเดียวไม่พอ ก็ช่วยเป็นทาสแทนคนอื่น ด้วย เหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้. อย่างว่าจะมาวัดก็ต้องช่วยเลี้ยงควายให้ลูก เลี้ยงเป็ดให้หลาน, จะมาฟังเทศน์ก็ไม่ได้ เพราะว่าติดธุระของลูก ของหลาน ดังนี้ จะไม่เรียกว่า เป็นทาสเพื่อลูกของหลาน ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไรกัน. ความเป็นทาสนี้ขยายตัวมากออกไปทุกที ๆ ตามที่อายุมันมากขึ้น. การที่เขาหัวเราะเยาะว่า "เกิดมาเป็นอิสระ แล้วก็สมัครไปเป็นทาส" ดังนี้ มันช่างน่าขันจริงนะคนเรา. จงได้นำไปพินิจพิจารณาดูให้ดีเถิด บางทีจะ ช่วยแก้ตัวของตัว ให้หลุดออกมาจากความเป็นทาสได้บ้าง, หรือจะได้เป็นทาส น้อยเข้าสักหน่อย พอจะทนได้ ไม่มากเกินไป. ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มีไว้สำหรับเปลื้องคนจากความเป็นทาส. คนเราเป็นทาสของกิเลสตัณหายิ่งโตขึ้นก็ยิ่งสมัครเป็นทาสมากขึ้น จนถอนไม่ออก เว้นไว้แต่จะได้พบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่ง จึงจะถอนตนออก ; แต่เมื่อมีความดื้อดึง ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมฟัง แล้วจะพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้อย่างไรกันเล่า; ขอให้คิดดูเถิด. หรือว่าพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็พบกันแต่ปาก พบกันอย่างนกแก้วนกขุนทอง ไม่เข้าถึงความหมาย อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ๆ ว่า ไม่รู้จักพระอรหันต์ ก็เกลียดกลัวความเป็น พระอรหันต์ด้วยซ้ำไป.

น.157 นี้คือความโง่ ความหลง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการดื้อดึง ; มีตัณหาใน สิ่งใดฝั่งแน่นประจำอยู่ในใจ ก็ถอนออกไม่ได้, มีการปฏิบัติโง่เขลางมงายอย่างใด เคยปฏิบัติยึดถือมาแต่กาลก่อน ก็ถอนไม่ได้ ; เหมือนกับยายคนนั้น อดดื้อไม่ได้ เป็นผู้ติดอยู่ในสิ่งที่ยั่วยวน จึงได้ไปรับเอาอายุของวัว ของสุนัข ของลิง มาเพิ่ม ให้แก่ตัว เพราะอำนาจของตัณหา ที่ขยายออกไปไม่มีขอบเขต "ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้. คนที่ตกอยู่ในลักษณะที่หลงอย่างมากมายเช่นนี้ จะประพฤติปฏิบัติ สิ่งใด ให้เป็นไปเพื่อถอนตนออกจากความทุกข์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ; ประพฤติ ก็จะต้องประพฤติเพื่อให้มีตัณหามากขึ้น เพื่อให้ตกเป็นทาสมากขึ้นเท่านั้นเอง ; ข้อ วัตรปฏิบัติของเขาจึงเศร้าหมอง คือเป็นไปแต่ในทางที่จะเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น โดยไม่รู้สึกตัว ; จิตใจของบุคคลประเภทนี้จึงหลุดพ้นออกไปจากความทุกข์ไม่ได้. เห็นได้ที่ยิ่งสมัครเป็นทาส ไม่มีที่สิ้นสุดมากขึ้นนั่นเอง ไม่ถึงฝั่ง ไม่ถึงตลิ่ง ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ; ซึ่งหมายความว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ มันเหมือนกับการเดินทาง จะด้วยทางบกหรือทางน้ำก็ตาม ซึ่งจะต้องเดินไปให้ถึง ที่สุดจุดหมายปลายทาง คือว่า หลุดพ้นจากความทุกข์. แต่ คนไม่รู้จักเดิน ก็ยิ่ง • เดินเข้าไปหาความทุกข์ , เรียกว่าไม่ถึงฝั่งไม่ถึงตลิ่ง ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ทุกคนควรจะคิดจะนึกในข้อนี้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มีทางที่จะคิดได้ ด้วยกันทั้งนั้น. เด็ก ๆ ก็ควรจะรู้ไว้ที่ก่อนว่า เกิดมานี้ เกิดมาทำไมกัน ? ถ้าเข้าใจ ถูกต้อง ก็พอจะมองเห็นได้ว่า เกิดมาเพื่อเฉลียวฉลาด รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตาม ที่เป็นจริง ยิ่งขึ้นทุกที ; แล้วถอนตนออกจากความทุกข์ให้ได้ในที่สุด กระทั่ง

น.158 ยุมาก กระทั่งเข้าโลง ก็ให้มีความสดใสแจ่มใสอย่างมนุษย์ มีสติปัญญาสมบูรณ์, ไม่ใช่งมงาย หลับตาตายเข้าโลงไป. ความข้อนี้ มีข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า คนเราจะรู้อะไรไม่ได้ เว้นไว้แต่จะ ได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ มาเสียก่อน ; เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดมาในโลกนี้ ได้ผ่านโลกนี้ มากขึ้น ๆ เราก็มีสติปัญญามากขึ้น. คนแก่ ๆ จึงควรจะรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดี รู้จักถอนตนออกมาจากความทุกข์ รู้จักดับทุกข์ให้แก่ตนได้ จึงจะเหมาะสมกับการ ที่เป็นคนแก่ จะไปเกณฑ์ให้เด็ก ๆ มันดับความทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันยังไม่รู้จักอะไร. คนแก่ ๆ ได้ผ่านโลก ผ่านชีวิต ผ่านสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมามากแล้ว ควร จะรู้ดี รู้เท่าสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แล้วก็ไม่ตกไปเป็นทาส ของสิ่งเหล่านั้น จึงสดใส แจ่มใส ร่าเริง เบิกบาน เหมือนกับดอกไม้ที่แย้มบาน เพราะสติปัญญาได้เบิกบานขึ้นมาถึงขนาดเต็มที่แล้ว. เด็ก ๆ นั้น สติปัญญายังหลับอยู่ ยังไม่บาน ยังไม่แจ่มแจ้ง ; เพราะ · ฉะนั้นจะต้องทำผิด ๆ ถูก ๆ ไปตามประสาของเด็ก ๆ ไม่ควรจะถือเอาเป็นโทษ. แต่ถ้าคนแก่ทำอย่างนั้น ก็ควรจะต้องถือเอาเป็นโทษทีเดียว เพราะว่าไม่สมกับที่แก่ ไม่สมกับที่อยู่ในโลกนี้มานาน ซึ่งควรจะรู้จักโลกนี้ดี ว่าอะไรเป็นอย่างไร. เมื่อ ไม่รู้ก็ทำไปผิด ๆ จนยุ่งยากกันไปหมด กลายเป็นคนแก่ที่เหี่ยวแห้ง, ยิ่งแก่ยิ่งเหี่ยว แห้ง ไม่ใช่ยิ่งสดใสเบิกบาน. นั่นแหละคือคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ จากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรมทั้งทางกายและทางใจ จนกระทั่งเข้าโลงไป.

น.159 แต่ถ้าเป็นคนโชคดี ได้รับบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาจริง ๆ แล้ว เป็นอันหวังได้ทีเดียวว่า ยิ่งแก่ยิ่งเฒ่า จะยิ่งสดใส จะยิ่งเบิกบาน จะยิ่งสดชื่นเต็มที่ ด้วยอำนาจสติปัญญา ที่รุ่งเรืองเต็มที่ ; แล้วก็เข้าโลงไปด้วย ความสดใสร่าเริง คือไม่หลับตาตาย ไม่ทำกาลกิริยาด้วยความหลง, ทำกาลกิริยา ด้วยสติสัมปชัญญะ. รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ก็ยิ้มตาย คือไม่ตาย เพราะมี จิตใจที่อยู่เหนือความตาย ; เข้าใจความหมายของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จนไม่อาจจะทำจิตใจให้เป็นทุกข์ได้ เพราะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. นี่แหละคือบุคคลที่อยู่เหนือความตาย ดังที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น เมื่อตอนกลางวัน. คนนี้เป็นคนสดใสยิ่งขึ้นทุกที และสดใสถึงที่สุด จนกระทั่งเข้าโลง ; แต่ส่วนคนอื่นที่ตรงกันข้ามนั้น มันเริ่มเหี่ยวมา ตั้งแต่อายุผ่านหนุ่มสาวมาแล้ว ก็เริ่มเหี่ยว, แล้วก็เริ่มเหี่ยว. แล้วก็ตายไปอย่างเหี่ยวแห้ง มีลักษณะตรงกันข้าม โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ เพราะมันดำเนินมาต่างกัน. คนหนึ่งเป็นทาสของกิเลสมากขึ้น, คนหนึ่งเปลื้องตนออกมาเป็นอิสระ ได้มากขึ้น ; คนหนึ่งได้รับแสงสว่างของพระพุทธเจ้า, แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้รับ เลย จึงไม่มีอะไรมาหล่อเลี้ยงให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส มากขึ้นเท่าที่อายุมันมากขึ้น ; แต่กลับเหี่ยวแห้งไป ตามที่อายุมันมากขึ้น เพราะต้องเป็นมนุษย์วัว มนุษย์สุนัข และมนุษย์วานร ดังที่ได้กล่าวแล้ว.

น.160 เราแยกบุคคลได้เป็น ๒ ประเภท คือ พวกที่อวิชชาครอบงำไม่รู้สร่าง และ พวกที่ถอนตนออกมาจากอวิชชาได้. คนที่อวิชชาครอบงำไม่รู้สร่าง ก็ต้อง ตกเป็นทาสของอวิชชา ; จะต้องเป็นมนุษย์วัว มนุษย์สุนัข มนุษย์วานร ไปตาม ข้อผูกพัน. แต่ผู้ที่เอาชนะอวิชชาได้นั้น ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น กลับเป็นมนุษย์ ที่ดีที่งาม ยิ่งขึ้นไปกว่าทีแรกเสียอีก เพราะว่าเขาเอาชนะพระเป็นเจ้าได้ โดยมาพึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ . เอาอำนาจบารมี คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ไปลบเลิกข้อตกลงกับพระเป็นเจ้าเสียได้. เราชนะพระเป็นเจ้าได้ ด้วยอำนาจบารมีของพระพุทธเจ้า เราไม่ตกอยู่ ใต้อำนาจของพระเป็นเจ้า คืออวิชชาหรือตัณหาอีกต่อไป ; พระเจ้าก็สร้างเรา ไม่ได้. ที่เราเคยหลงให้พระเจ้าสร้างนั่นสร้างนี่ มาแต่กาลก่อน ; บัดนี้เราก็เพิก ถอนเสียจนหมดสิ้น ไม่ตกอยู่ใต้การควบคุมของพระเป็นเจ้าอีกต่อไป จึงไม่ต้อง ตกอยู่ใต้อำนาจของพระเป็นเจ้า เพื่อทนทุกข์ทรมานไปจนตาย เหมือนกับคนที่ ไม่ได้พบแสงสว่างของพระรัตนตรัย . . . . . . . . . . . . . . . . นี่เท่าที่แสดงมานี้ เป็นตัวอย่างเครื่องกำหนดกันง่ายๆ ว่า คนเราต้อง ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์นั้น เพราะอวิชชา, เพราะความโง่ความหลงซึ่งเป็นเหตุ ให้ดื้อดึง ; เหมือนกับยายแก่ทำโลกนี้ให้เต็มไปด้วยความทุกข์. โลกที่ไม่เคยมี ความทุกข์ ก็กลับมีความทุกข์ โลกที่ไม่เคยมีความยุ่งยากมาแต่กาลก่อน ก็กลาย เป็นมีความยุ่งยาก มากกว่าแต่กาลก่อน. เกิดมาไม่ใช่สำหรับเป็นทาส ก็มา กลายเป็นเกิดมาสำหรับเป็นทาส, และเป็นทาสมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที เพราะเหตุ อวิชชา ความหลงหรือความดื้อดึงนั้น ๆ.

น.161 หวังว่าท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ที่ยังรักเกียรติยศของการเป็นพุทธ- บริษัทอยู่ ช่วยนำไปพินิจพิจารณาดูให้ดี เพื่อจะถอนตนออกมาเสียได้ จากอำนาจ ของอวิชชา หรือกิเลส หรือความทุกข์, ยังจะมีทางเอาตัวรอดได้, ยังมีโอกาส ข้างหน้าเพียงพอ; เพราะว่าถ้าเราทำให้ถูกวิธีแล้ว การหลุดพ้นนั้นจะมีขึ้นได้โดย ง่ายดาย ไม่ต้องใช้เวลามากมายอะไรนัก แต่ถ้าทำผิดวิธีแล้ว ตลอดชาติก็ไม่สามารถ จะเปลื้องตนออกมาจากความทุกข์ได้ ได้มีคำกล่าวไว้ ดังที่ได้ยกเป็นนิเขปบท ข้างต้นว่า :- ตฺหาธิปนฺนา วตสีลพทฺธา - สัตว์ทั้งหลายถูกตัณหาครอบงำเอาแล้ว ยึดมั่นด้วยศีลวัตรแล้ว ลูขํ ตํป วสฺสสตํ จรนฺตา - ประพฤติอยู่ซึ่งวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ก็เศร้า หมอง แม้จะประพฤติปฏิบัติอยู่ ตั้งร้อยปีพันปี ก็ตาม จิตฺตญฺจ เนสํ น สมฺมา วิมุตฺตํ - จิตของคนเหล่านั้น ก็หาสามารถจะ หลุดพ้นไปจากความทุกข์ได้ไม่ หีนตฺตรูปา น ปารงฺคมา เต - คนที่มีความต่ำทรามเป็นลักษณะเช่นนี้ ไม่อาจจะถึงฝั่ง แห่งพระนิพพานไปได้ เลย. พระพุทธภาษิตนี้ มีใจความสำคัญสั้น ๆ ว่า คนขี้เหร่มัวติดอยู่ในศีล- วัตร ที่เคยยึดถืออย่างงมงายนั้น จะถึงฝั่งแห่งพระนิพพานไปไม่ได้. ทำไมจึงเรียก คนขี้เหร่ ? เพราะเหตุว่า ตกเป็นทาสกันเสียงอมแงมอย่างนี้แล้ว จะไม่ให้เรียกว่า คนขี้เหร่อย่างไร. ทำไมจึงเรียกว่า ติดมั่นในศีลวัตร ? ก็เพราะเหตุว่า ปฏิบัติสิ่ง

น.162 ต่าง ๆ อย่างงมงาย, ไม่มีปัญญารู้แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็น อะไร. ได้ยินได้ฟังอะไรสักหน่อย ก็ยึดถือโดยความเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ ไปหมด. ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ก็ในทางขลังในทางศักดิ์สิทธิ์อย่างงมงาย หาใช่มีเหตุผล ชนิดที่จะเจาะแทงทำลายกิเลสให้สูญสิ้นไปไม่; มีแต่จะพอกพูนกิเลส คือความโง่ ความหลงให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น จึงเรียกว่าเป็นคนขี้เหร่, แล้วติดมั่นในศีลวัตร ที่เคยปฏิบัติมาอย่างงมงายสืบต่อกันมา ไม่มีที่สิ้นสุด. แล้วจะถึงฝั่งโน้น คือ พระนิพพานอันไม่มีทุกข์ ได้อย่างไรเล่า. ปัญหาข้อนี้มีความสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการจะทำตามรอยของ พระอรหันต์. ถ้าเรายังสมัครใจที่จะทำตามรอยของพระอรหันต์อยู่ ก็พึงสนใจใน ปัญหาข้อนี้ คือข้อที่เป็นคนขี้เหร่ ติดมั่นในศีลและพรต ถอนตัวออกมาไม่ได้, สมัครเป็นทาสของอวิชชา มากขึ้นตามตัวที่มีอายุมากขึ้น. ทุกคนจะต้องระลึกนึกดูให้ดีว่า การที่ถอนตนออกมาไม่ได้นั้น มันเพราะ ความสมัครใจของเราเอง . คนอื่นจะมาทำคนอื่นให้ติดเป็นทาสนั้นไม่ได้ ; ตัวเอง สมัครเป็นทาสเอง แล้วใครจะช่วยได้. ลองพิจารณาดูถึงข้อนี้ให้มาก ก็จะป้องกัน การตกลงไปเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่มากก็น้อย. ตัวอย่าง ในการเป็นทาสของกามารมณ์ นี้ใครเป็นคนใช้คนสอย ถ้าไม่ ใช่ตัวสมัครใจ สมัครด้วยใจของตัวเอง; เพราะอำนาจอวิชชา ความโง่ความหลง แล้วใครจะมาช่วยตัวได้ ถ้าตัวไม่ช่วยตัวของตัว. ในกรณีอย่างอื่น ก็เป็นอย่างเดียว

น.163 กันทั้งนั้น คนเหล่านั้นจะต้องพยายามคิดนึก ระลึกให้มากอยู่เสมอ ว่า ตนจะต้อง ช่วยตนของตน จะให้คนอื่นมาช่วยตนนั้น ย่อมไม่มีหวัง คนจำนวนมากหวังว่าจะให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาช่วย ใน ลักษณะที่เหมือนกับว่าเพื่อนฝูงช่วยกันทำการทำงาน ช่วยให้เงินให้ของ เหล่านี้ มันเป็นไปไม่ได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับกิเลสหรือความทุกข์ ; เพราะว่า กิเลสหรือ ความทุกข์นั้น เป็นของเฉพาะตน จะต้องดับด้วยตน. เช่นเดียวกับที่ได้สร้าง ขึ้นมาด้วยตน จะหวังการช่วยเหลืออย่างอื่น เช่น การรดน้ำมนต์เป็นต้นนั้น เป็น สิ่งที่หวังไม่ได้. ความบริสุทธิ์ไม่มีได้เพราะการรดน้ำมนต์ เหมือนกับที่คนโดยมากเข้าใจ รดแล้วรดอีก มันก็ยังดีขึ้นไม่ได้. ความบริสุทธิ์จะมีได้ เพราะตนทำให้บริสุทธิ์ ถูกต้องตามเหตุผล. รู้ว่าความไม่บริสุทธิ์เกิดมาจากอะไร ; แล้วก็พยายามถอนตน ออกมาเสียจากสิ่งเหล่านั้น. คนโง่ ๆ ก็พากันหลงโทษนั่นโทษนี่ โทษผีโทษเทวดา จนต้องตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสของผีของเทวดาอีกต่อหนึ่ง. เป็นคนแท้ ๆ ยังสมัครเป็นทาสของผี, ต้องไปงอนง้อผี ให้ผีช่วย นี้จะ เห็นได้ว่ามันน่าอับอายขายหน้าสักเท่าไร. เป็นมนุษย์มีจิตใจสูง ก็ยังต้องก้มศีรษะ ลงไปขอความช่วยเหลือจากผี ; ที่มันเป็นผี มันไม่มีอะไรดี มีแต่ความหลอกลวง. คนที่ไม่รู้จักละอายอย่างนั้น ก็ยังถือผียังนับถือผี ยังอ้อนวอนผี, ยังบนบานให้ถูกเลข ๓ ตัว เพราะอำนาจของผี; แล้วจะเดินตามร่องรอยของ พระอรหันต์ได้อย่างไรกัน ; ขอให้ลองคิดดู. เรื่องง่าย ๆ สั้น ๆ ก็มาเป็นอย่างนี้เสีย

น.164 เรื่องใหญ่ ๆ ยาว ๆ คือ การเดินไปถึงพระนิพพานนั้น มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้น. อีกทางหนึ่ง คนที่เขลา เหล่านั้น ไปโทษนั้นโทษนี้ กระทั่งไปโทษเนื้อตัว โทษดิน โทษน้ำ โทษลม โทษไฟ แต่ไม่ได้โทษกิเลสของตัว ไม่ได้โทษความโง่ความหลงของตัว. ไปโทษว่าเกิดมาไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าพืชพันธุ์ไม่ดีบ้าง, ไปโทษว่าต้องทำลายตา หู จมูก ลิ้น กาย เสียก่อน จึงจะไม่มีความทุกข์ ดังนี้บ้าง, นี้เป็นความเข้าใจผิด .... .... .... .... พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อีกข้อหนึ่งว่า พวกแกจง ตัดป่าซิ อย่าไปตัดต้นไม้เลย. อันตรายมันเกิดมาจากป่า มันไม่ได้เกิดมาจากต้นไม้. ข้อนี้ใครฟังถูกบ้าง ขอให้ลองคิดดูต่อไป. พระพุทธเจ้าท่านห้ามว่า อย่าไปตัดต้นไม้ ให้ตัดป่าซิ คนที่จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จะตัดป่าได้อย่างไร โดยไม่ต้องตัดต้นไม้ ? ข้อนี้อธิบายว่า ป่านั้นหมายถึงอันตราย หรือความรกรุงรัง เราสะสาง ความรกรุงให้หมดไป โดยไม่ต้องตัดต้นไม้. แต่กลับเอาต้นไม้ยืนต้นไว้ เป็นร่ม เป็นเงา ได้รับความสะดวกสบายเยือกเย็นด้วยซ้ำไป; เพราะเราไม่ตัดต้นไม้ แต่เราตัดความรกรุงรัง ซึ่งเป็นที่อยู่ที่อาศัยของสัตว์ร้ายต่าง ๆ นานา ที่จะมาเบียดเบียน เรานั้นเสียให้หมดสิ้น ไม่มีที่บังที่อาศัยสำหรับสัตว์ร้ายอีกต่อไป. มีแต่ต้นไม้ที่โล่งโถง ที่เยือกเย็นสบาย ให้ความสุขแก่บุคคลนั้น. นี่แหละคือความหมายของคำที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ตัดป่าซิ อย่าตัดต้นไม้เลย เพราะอันตรายไม่ได้เกิดมาจากต้นไม้ แต่มันเกิดมาจากป่า"

น.165 คำว่า "ป่า" ในที่นี้ หมายถึง กิเลส คำว่า "ต้นไม้” ในที่นี้ หมายถึง นามรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกิเลส. เราจะมาทรมานกายให้ลำบาก ยุ่งยากไปทำไม ? อันตรายไม่ได้อยู่ที่นามหรือรูปแต่อยู่ที่กิเลส . เราจะต้องจัดการกับกิเลส ชำระ นามและรูปนี้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง, ไม่ต้องทำลายเบญจขันธ์; แต่ว่าชำระสิ่งที่มา รบกวนเบญจขันธ์ ซึ่งได้แก่กิเลสนั่นเอง. พยายามทำลายกิเลส โดยไม่ต้องพยายามทำลายนามและรูป หรือ เบญจขันธ์. นี้ท่านเรียกว่า ตัดป่าโดยไม่ต้องตัดต้นไม้. คนเขลา ๆ พากันตัด ต้นไม้เสียโครมคราม จนวินาศไปหมดสิ้น ในที่สุดก็ไม่มีที่ตั้งที่อาศัย กลับยุ่งยาก ลำบากไปกว่าเก่า. ไม่เอาใจใส่บำรุงต้นไม้ให้อยู่ดี ให้มีประโยชน์ จึงไม่ได้รับประโยชน์ กลายเป็นโทษ คือได้รับอันตรายเพิ่มขึ้นมา โดยไม่รู้สึกตัว. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ตัดกิเลส ให้ทำลายกิเลส ให้ทรมานกิเลส แต่ไม่ต้องทรมานตัว, คือไม่ต้องทรมานร่างกายหรือจิตใจ. ผู้ที่มีปัญญา ควรจะรู้จักแยกกิเลส ออกไปจากร่างกายและจิตใจ ให้มันเป็นคนละส่วนกัน; แล้วก็ จัดการทำลายกิเลสนั้น, หรือบั่นทอนกิเลสนั้น ๆ ไม่ให้อาหารแก่กิเลสนั้น ๆ. ให้กิเลสนั้นผอมลง ๆ จนกว่าจะตายไปในที่สุด คือเหือดแห้งไปในที่สุด. นี้เรียกว่า เป็นความฉลาด ไม่เข้าใจผิด. คนที่เข้าใจผิด กลับไปบำรุงป่า หมายถึงไปบำรุงกิเลส ด้วยการหลงใช้ร่างกายหรือจิตใจนี้ ให้เป็นเหยื่อของกามารมณ์; พอกพูนปริมาณของกามารมณ์ ก็เท่ากับการพอกพูนป่าให้มันมากขึ้น; เลยกลายเป็นบำรุงป่า แทนที่จะตัดป่า

น.166 ป่ามันก็รกขึ้นหนาขึ้น, อันตรายอันเกิดจากป่า มันก็มีมากขึ้น. นี้เป็นการทำ ตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ว่า :- เฉตวา วนญฺจ วนถฺจ นิพ . พนา โหถ ภิกฺขโว ซึ่งมีใจความว่า เมื่อพวก แกตัดป่า และหมู่ป่าที่หนาแน่นนั้นออกแล้ว ก็จะเป็นคนไม่มีป่า คือไม่มีความทุกข์ ไม่มีอันตราย อันเกิดมาจากบ่านั่นเอง. คำว่า "ไม่มีป่า"ในที่นี้ ก็หมายความว่า ไม่มีกิเลส เป็นคนที่ไม่มี กิเลส, ไม่มีบ่ารกชัฏอยู่ในจิตในใจ คือไม่มีกิเลส. เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่มีความ ทุกข์ ; เพราะว่าความทุกข์จะเกิดมาได้จากกิเลสเท่านั้น. ถ้าเราไม่มีป่าเสียแล้ว สัตว์ร้ายก็อาศัยไม่ได้ ; ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้, จึงเป็นคน ไม่มีป่า คือไม่มีกิเลส อยู่เป็นสุขสบาย สมกับที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ; เรียกตนเองว่า เป็นอุบาสกอุบาสิกา หรือเป็นพุทธบริษัท เป็นพุทธมามกะ ได้ เต็มตามความหมาย ผู้ที่ไม่มองเห็นความจริงอันนี้ ก็มัวแต่หลงผิดสำคัญผิด ทำไปในทางที่ ให้เกิดกิเลสมากขึ้นเท่านั้น, หนักเข้าก็สมัครเป็นสัตว์ของกิเลส ยินดีที่จะนอนจม อยู่ในกองกิเลส จนกระทั่งเข้าโลงไป. นี้มันช่วยไม่ได้ เพราะเหตุที่ว่า เป็นผู้ ไม่รู้จักป่า, เป็นผู้ไม่รู้จักกิเลส จึงได้สมัครเป็นทาสของกิเลส ทั้ง ๆ ที่เกิดมานั้น เป็นอิสระด้วยกันทุกคน. เขาเป็นผู้มีความเห็นผิด มีความเข้าใจผิด ตกอยู่ใต้ อำนาจของกิเลส จนได้รับภัยอันใหญ่หลวง คือความทุกข์.

น.167 ๑๓๑ วตสี่ลพันธนกถา พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า นกติดบ่วงนั้น น้อยตัวที่จะหลุดไปได้ บ่วง คือกิเลสนี้ ครอบงำบุคคล อยู่เป็นประจำ และ น้อยคนที่จะหลุดไปจากบ่วงนี้ได้ ; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีใครหลุดไปจากบ่วงเสียเลย. เมื่อทำให้ถูกวิธีแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะหลุดจากบ่วงได้ ; แต่อย่าได้หลงใหลไปว่า เป็นนกแล้วจะต้อง ติดบ่วง; ครั้นติดบ่วงแล้ว ก็ไม่ต้องคิดที่จะไถ่ถอนให้หลุดออกมาเสียจากบ่วง ยินดีที่จะตายในบ่วง ดังนี้. นั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาด. เรื่องที่ล่วงมาแล้ว ก็เป็นอันล่วงไปแล้ว ; แต่เรื่องที่กำลังเป็นอยู่นี้ จะต้องจัดการให้ถูกต้อง ให้ดี, คือจะต้องเปลื้องตนออกจากบ่วง ถ้ากำลังติด บ่วงอยู่. และจะต้องระวังไม่ให้หลงเข้าไปในบ่วง ในเมื่อเรายังไม่ติดบ่วง จึงจะ ได้ชื่อว่า เป็นผู้ปลอดอันตรายจากบ่วง คือกิเลสหรือความทุกข์นั้น ๆ. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า :- อิจฉา นรํ ปริกฺสติ - ความอยากความใคร่นั่นแหละ เป็นผู้ชักนำคนไปหา บ่วง. อิจฉา โลกสฺมิ ทุชชหา - ความอยากหรือความใคร่นั้น เป็นสิ่งที่ละได้แสนยาก มันมีประจำอยู่ในตนแล้ว มันก็ต้องลากไปหาบ่วง. อิจฉาพทธา ปุถู สตฺตา - บุถุชนคนเขลาทั้งหลายเหล่านั้น ติดแน่นอยู่ในความ อยาก มันจึงติดบ่วง ปาเสน สกุณี ยถา - เหมือนกับนกที่ติดบ่วง หลุดไปไม่ได้. นกที่ติดบ่วงแล้ว จะต้องตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้าของบ่วง คือนายพราน ฉันใด ; สัตว์ทั้งหลายที่ติดบ่วงของกิเลสแล้ว จะต้องตกอยู่ใต้อำนาจของพญามาร

น.168 ซึ่งจะนำไปสู่ความพินาศโดยประการทั้งปวง : เสื่อมเสียทุกอย่างทุกทาง ไม่มีทาง ที่จะเป็นอิสระ, ไม่มีทางที่จะเอาตัวรอดได้. เหมือนกับสัตว์ที่ติดบ่วงของนายพราน แล้ว ก็จะต้องถูกฆ่าถูกแกง ถูกนำไปให้เป็นอาหาร สูญสิ้นไป ไม่มีอะไรเหลือ ฉันนั้น ดังนี้. การที่สัตว์มีความอยากหรือมีความใคร่ เป็นเครื่องชักนำไปหาบ่วงนั้น เป็นความจริง ที่จะต้องระลึกนึกถึงอยู่เสมอ ว่าพระอรหันต์นั้นท่านเป็นอย่างไร. พระอรหันต์ไม่อยู่ในบ่วง เป็นผู้หลุดจากบ่วงโดยสมบูรณ์แล้ว. เพราะว่าเป็น เหมือนกับนกที่แสนรู้ มีสติปัญญาสามารถรู้เห็นตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นบ่วง, ว่าอะไรเป็นแร้ว, ว่าอะไรเป็นเหยื่อล่อคนไปหาบ่วง, ว่าอะไรเป็นที่ปลอดภัย ไม่มีบ่วง ไม่มีเหยื่อ ดังนี้. มีความรอบรู้ มีสติปัญญา เป็นนกแสนที่จะรู้ ก็ไม่ต้อง หลงติดอยู่ในบ่วง. ถอนตนออกมาจากบ่วงเสียได้ ก็เป็นพระอรหันต์ อยู่เหนือความทุกข์, เป็นผู้ที่เราทุกคนยึดถือเอาเป็นตัวอย่าง เอาเป็นสรณะ ; เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ในวันนี้ นี้ ก็เพื่อบูชาคุณของพระอรหันต์นั่นเอง ; แล้วเราจะทำตนของตนให้ ตรงกันข้าม จากปฏิปทาของพระอรหันต์กันอย่างไรเล่า ! ควรจะได้พยายามตั้งหน้าตั้งตา หรือตั้งต้นกันใหม่ ให้เดินตามร่อง ตามรอยของพระอรหันต์ ยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมา. คือให้ เอาชนะความทุกข์ให้ได้, จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทันตาเห็น.

น.169 ความที่ต้องตกอยู่ในความทุกข์นั้น เพราะมีความสำคัญผิด ในสิ่งที่ตน ปรารถนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คนเราติดมั่น ยึดมั่นในความดี หรือ ความสุขสนุกสนาน ตามที่ตนจะเห็นว่าดีอย่างไร. ครั้นมาถูกชักชวนให้ละความดี ให้อยู่เหนือความดี ให้สูงไปกว่าความดี ก็กลัวว่าจะหมดสนุก เลยไม่เล่นด้วยไม่เอา ด้วย. ในที่สุดก็ต้องติดอยู่ในบ่วง ตามที่ตนเห็นว่า อะไรเป็นความสุขสนุกสนาน ไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา, ได้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ชนิดละเอียดประณีต สุขุม ซ่อนเร้น, ไม่ให้เห็นว่าเป็นบ่วง ไม่ให้เห็นว่าเป็นความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า ปุญฺญปาปปหินสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ - ภัยหรืออันตรายจะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ตื่นอยู่ คือละเสียได้ทั้งบุญและบาปนั้น ไม่ได้. นี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกคนที่ละเสียได้ทั้งบุญและบาปนั้น ว่าเป็นคนตื่น อยู่ ; ถ้ายังละไม่ได้ ก็หมายความว่า ยังหลับอยู่ ยังหลงใหล ทำผิดในเรื่องบุญ และเรื่องบาป อยู่เป็นอันมากทีเดียว ; มีค่าเท่ากับคนหลับ หลับอยู่ในกองบุญกองบาป ก็ได้เวียนว่ายล่องลอยไปในวัฏฏสงสาร ตามอำนาจของบุญและบาป. นี้เรียกว่า หลับด้วยอำนาจของอวิชชา. ครั้นมารู้ว่า สิ่งที่ยั่วให้เกลียด ก็เป็นอันตราย, สิ่งที่ยั่วให้รักก็เป็นอันตราย ; ทำจิตใจให้อยู่ เหนือสิ่งที่ยั่วให้เกลียด และยั่วให้รักเสียทั้ง ๒ อย่าง ก็จะพ้นจากอันตราย. แต่เดี๋ยวนี้คนเราไม่สมัครกันอย่างนั้น สิ่งไรที่น่ารักก็เร่เข้าหา, ก็เร่ เข้าหา ด้วยอำนาจของกิเลส จนตกอยู่ในบ่วงของสิ่งนั้น ก็คือหลับตาเข้าไปหาบ่วง

น.170 จะเรียกว่า เป็นคนตื่นได้อย่างไรกันเล่า มันเลยกลับตรงกันข้ามกับที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่าสำหรับ คนที่ตื่นอยู่ เพราะละเสียได้ทั้งบุญและบาปนั้น จะไม่มีภัยอันตรายเลย. เราควรจะพิจารณาให้ละเอียดลออ จนถึงกับเห็นว่า การเว้นจากความชั่ว หรือการทำความดีให้สมบูรณ์นั้น ยังไม่เป็นการบริสุทธิ์สะอาดที่เพียงพอ. ต้อง ทำจิตให้หมดจดจากความยึดถือ ทั้งความดีและความชั่ว ดังที่ได้กล่าวแล้วตั้งแต่ ตอนกลางวันนั้นเสียก่อน จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอยู่ คือไม่หลับตา. ถ้ายังหลับตา ก็หมายความว่า ยังมีอยากในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่, หรือว่า ถ้า ยังมีอยากในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ก็หมายความว่ายังหลับตา ; จึงเอาความอยากนี่แหละ เป็นเครื่องวัด เป็นกฎเกณฑ์สำหรับวัด ว่าถ้ายังมีความอยากอยู่แล้ว ก็ยังถือว่าเป็น คนหลับตา เพราะว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่มีอะไรที่น่าอยาก คนทุกคน จงสำรวจจิตใจของตนด้วยตนเองก็แล้วกัน ว่ากำลังอยาก อะไรอยู่บ้างหรือหาไม่ ? ถ้ายังมีอยากในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ก็ต้องจัดตัวเองเป็นคนที่ ยังหลับตาอยู่. แล้วไม่ต้องสงสัย คนที่หลับตานั้น จะปลอดภัยปลอดจากอันตราย ไปไม่ได้ มันจะต้องทนประสบกับอันตราย โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เมื่อรู้ว่า ความอยาก นั่นแหละ คือ เครื่องหมายของการหลับตาอยู่ ดังนี้ แล้ว ก็จะต้องหาทางกำจัดความอยากให้หมดไป ให้สิ้นไป จะได้เป็นคนลืมตากัน เสียที. ข้อนี้ก็ต้องอาศัยการพินิจพิจารณา ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้เป็นหลัก คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีกนั่นเอง.

น.171 ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่พ้นเรื่องนี้ จนถึงกับบางคนอาจจะรำคาญแล้วก็ได้ ว่า มัวกล่าวแต่เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ; นี้มันช่วยไม่ได้ เพราะเรื่องมันมีเพียงเท่านี้, มันสำคัญอยู่ที่ตรงนี้; เพราะไม่รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ จึงได้ตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา, หรือจึงได้หลับหูหลับตา สมัครเข้าไปเป็นทาสของกิเลสตัณหา แล้วถอนออกไม่ได้ จนกระทั่งเข้าโลงไป ; เกิดมาสำหรับทุกข์อย่างเดียว ไม่ใช่เกิดมาสำหรับดับทุกข์ ถ้าเมื่อใดมารู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว เมื่อ นั้นแหละจะเป็นการแสดงว่า ได้มีการตื่นขึ้นมาแล้ว ลืมตาแล้ว จะไม่ตกเป็นทาส ของสิ่งทั้งหลายได้อีกต่อไป ดังนี้. เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น มีเครื่องกำหนดสังเกต ตรงที่ทำให้เกิด ความเบื่อหน่าย ถอยหลังต่อสิ่งที่เคยหลงรักหลงยึดถือ ; ถ้าไม่มีอาการอย่างนี้ ไม่ เรียกว่า เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. การเอามาท่องกันให้จ้อไปนั้น แม้จะท่อง เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยังไม่ชื่อว่า เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะจิตยัง ไม่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ยังไม่ถอยหลังต่อสิ่งที่เคยยึดถือและหลงใหล อย่าได้ประมาทว่า ตนรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว, อย่าได้ประมาท ว่ามันรู้ได้ง่ายๆ เพียงแต่พูดเอาก็ได้ ดังนี้, คนแก่ ๆ มักจะอวดดี ว่ารู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ลืมตัว ; แต่แล้วในที่สุดก็ปรากฏว่า ไม่ได้รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรเลย ; รู้แต่ปากว่า เหมือนนกแก้วนกขุนทอง จึงไม่มีอะไรที่ได้เปรียบเด็ก ๆ คือ ต้องมีความทุกข์เท่าเด็ก หรือมากไปกว่าเด็กด้วยซ้ำไป.

น.172 ถ้าจะรู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กันจริง ๆ แล้ว ต้องเอาหลักเกณฑ์กัน ตรงที่ว่า ทำให้ถอยหลัง เบื่อหน่าย คลายกำหนัดต่ออันตราย. ก่อนหน้านี้เร่เข้า ไปหาอันตราย ด้วยความสมัครใจ ยินดีพอใจในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์, ถ้า เมื่อใดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว เมื่อนั้นจะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ และ ได้พบทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจด คือพระนิพพาน อันเป็นบทสวดที่เราสวดกัน อยู่เป็นประจำ ที่เรียกว่า ธัมมนิยามสูตร ว่า :- เมื่อใดเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง เห็นธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นจะเบื่อหน่ายจากสิ่งที่เป็นทุกข์. ก่อนหน้านี้เราไม่เคย เบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์, ยิ่งรักยิ่งหลงใหลในสิ่งที่เป็นทุกข์; ต่อเมื่อเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเท่านั้น จึงจะได้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่เป็นทุกข์, ไม่ ยินดีในสิ่งที่เป็นทุกข์อีกต่อไป. นี่แหละคือ หนทางแห่งพระนิพพาน อันเป็น ความหมดจด. เราจะต้องพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นแจ้งจริง ๆ จนเกิด ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น, จะต้องอาศัยสิ่งที่ได้ ผ่านมาแล้วด้วยตนเองจริง ๆ ว่าอะไรเป็นอย่างไร จนรู้ความน่าเบื่อหน่าย น่าอิดหนา ระอาใจ ของสิ่งนั้น ๆ จึงจะได้ชื่อว่า เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อย่างสมมติว่า ได้ผ่านความมีเงินมีทอง มีทรัพย์สมบัติมาแล้ว จนเกิด ความเห็นแจ้งว่า เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทั้งนั้น แล้วเบื่อหน่าย ในการที่ต้องเป็น อย่างนั้น ; นี่แหละจึงจะเรียกว่า เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในทรัพย์สมบัติ ในเงินทอง แก้วแหวน. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

น.173 จะต้องตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา คือลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติเงินทองแก้วแหวนนั้น ต่อไปอีก. เมื่อเป็นผู้ที่ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาเสียแล้ว จะเป็นอิสระของตัวได้ อย่างไร ? จะมาเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างไร ? ย่อมไม่มี หนทาง ; เมื่อตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาแล้ว มันก็ต้องเป็นทุกข์. ต่อเมื่อ สมัครมาเป็นทาสของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ จึงจะคลายจากความทุกข์ ; ค่อย ๆ ถอนตนออกจากความทุกข์ ไม่ต้องเป็นทาสของสิ่งใดทั้งหมดนั่นแหละ จึงจะ นิพพาน. พระอรหันต์ได้ปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เรื่อยมาตามลำดับ จนหมดสิ้น จึงเป็นพระอรหันต์. ก่อนหน้านี้ก็มีความยึดถือ อย่างเราท่านทั้งหลายทุกคน ; แต่ว่าไม่เป็นผู้หลับตาอยู่ที่นั่น เป็นผู้ลืมตาแล้ว ก้าวเดินออกมาเสียจากที่นั่น ; มาสู่ความเป็นอิสระ จึงสามารถเอาชนะสิ่งต่าง ๆ ที่ ครอบงำย่ำยี พัวพันหุ้มห่อเหล่านั้น มาเป็นอิสระคือเป็นพระอรหันต์ ได้ในที่สุด ; ไม่มีอะไรที่จะยึดถือ สำหรับอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเอาอีกต่อไป. นี่แหละเรียกว่า เป็นผู้ที่ถึงที่สุดของการดับตัณหา มีจิตใจอยู่เหนือการ ปรุงแต่งของกิเลส, ไม่มีตัณหาและทิฏฐิฉาบทาจิตใจของท่าน, เป็นผู้ตื่นอยู่อย่าง เต็มที่ ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้หลับได้อีกต่อไป, จึงได้เรียกว่า เป็นพระอรหันต์.

น.174 พระอรหันต์นั้น ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งแล้ว ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ที่ไม่มีประมาณ คือว่า เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะกล่าวท่านว่าเป็นอะไรไม่ได้. อย่างจะกล่าวว่า พระอรหันต์นี้เป็นคนหรือไม่ใช่คน ดังนี้ก็กล่าวไม่ได้; เพราะว่าถ้าเป็นคน ก็เป็นเหมือนอย่างท่านทั้งหลาย ที่กำลังมีความทุกข์อยู่. ถ้าไม่ใช่คน ก็อาจจะเป็นผีสาง เทวดา อมนุษย์ไปก็ได้; เพราะว่าพระอรหันต์นั้นไม่มีกิเลสตัณหา จึงไม่เหมือนกับอะไรหมด. ผีสางหรืออมนุษย์นั้น ก็ยังมีกิเลสตัณหา ทั้งที่มันไม่ใช่คน; พระอรหันต์จึงไม่อาจจะถูกกล่าวว่า เป็นคนหรือไม่ใช่คน; อย่างจะกล่าวได้ ก็กล่าวว่าเป็นพระอรหันต์ คือ ผู้ไม่มีกิเลสตัณหา. เมื่อไม่มีกิเลสตัณหาแล้ว ก็ไม่มีความอยากในสิ่งไร จิตใจของท่านจึงเป็นจิตใจพิเศษ คือจิตใจที่ใคร ๆ จะเอาชนะไม่ได้; เป็นจิตใจที่ใคร ๆ วัดไม่ได้ ว่าสูงหรือต่ำเท่าไร มันสูงจนพ้นสูง จะว่าสูงก็ไม่ได้จะว่าต่ำก็ไม่ได้. จะว่าท่านเป็นคนดี หรือเป็นคนชั่ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะท่านอยู่ เหนือความเป็นคนดี หรืออยู่เหนือความเป็นคนชั่ว. ถ้าท่านเป็นคนดี ก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนดี; แต่พระอรหันต์ไม่มีความทุกข์เลย เพราะฉะนั้น จึงเป็นคนดีหรือเป็นคนชั่วไปไม่ได้. จะเรียกว่า พระอรหันต์อยู่ที่นั่น หรืออยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่ไหน ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน; เพราะไม่มีจิตใจเกาะเกี่ยวอยู่ในสิ่งใด. จะว่าพระอรหันต์อยู่ที่วัดหรืออยู่ในป่า อย่างนี้ก็ไม่ถูก ; พระอรหันต์ไม่มีจิตใจเกาะเกี่ยวอยู่ในวัดหรืออยู่ในป่า คือมีจิตใจชนิดที่ไม่อยู่ที่ไหนหมด. นั่น จึงแปลกคนทั้งปวง จะเรียกว่าท่านอยู่ป่า ก็ไม่ได้, จะเรียกว่าอยู่วัด อยู่บ้าน ก็ไม่ได้, เพราะไม่มีจิตใจที่จะอยู่ที่ไหน.

น.175 จะเรียกพระอรหันต์ว่า เป็นคนมีสุขหรือเป็นคนมีทุกข์ ก็ไม่ได้; เพราะว่าท่านไม่ต้องการความสุข, ไม่ต้องการความทุกข์, แต่อยู่เหนือความสุขความทุกข์. เพราะว่าความสุขความทุกข์นี้ มันเป็นของหลอก ๆ, มันเป็นของที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่ปรุงแต่ง. พระอรหันต์มีจิตใจอยู่เหนือการปรุงแต่ง จึงไม่มาหลงสุขหรือหลงทุกข์ เหมือนกับพวกเรา; ท่านจึงไม่ใช่คนมีสุข หรือ คนมีทุกข์; แต่ท่านเป็นพระอรหันต์ คืออยู่เหนือความสุขหรือเหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง เราเสียอีก ตั้งหน้าตั้งตาคิดนึกว่า เราจะมีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ จะอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต, จะสร้างบ้านสร้างเรือนให้สบาย แล้วอยู่อาศัยไปจนตลอดชีวิต ที่นั่นที่นี่ ดังนี้เป็นต้น. นั้นคือความเป็นคนพาล คือความเป็นคนหลง โดยหลงไปว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเที่ยงแท้แน่นอน เอาอย่างไรได้อย่างนั้น. ส่วน พระอรหันต์ นั้น ไม่มีความยึดถืออย่างนั้น; ไม่มีความหวังในสิ่งใดหมด , ไม่หวังว่าจะเป็นอย่างไร, ไม่หวังว่าจะอยู่อย่างไร, หรือนานเท่าใด; เป็นผู้ไม่มีความสนใจในสิ่งใด ๆ ไม่รู้สึกทึ่งหรือไม่รู้สึกฉงนในสิ่งใด ๆ หมด เพราะไม่ต้องการอะไร. คนธรรมดามัวแต่จะสงสัย เอาใจใส่สิ่งนั้นสิ่งนี้ ว่าอะไรมันดีกว่าอะไร; ที่มีอยู่แล้วนี้มันไม่ค่อยจะดี จะหาใหม่ให้ดีกว่านี้ จึงคอยทึ่งคอยสงสัย ว่ามีอะไร ที่ไหนอีกที่ดีกว่านี้ ดังนี้เป็นต้น. วันคืนมันจึงล่วงไปด้วยความอยาก ด้วยความสงสัย ด้วยความหวัง ด้วยความวิตกกังวลต่าง ๆ นานา หาความสงบสุขไม่ได้; นั่นคือคนธรรมดา

น.176 ส่วน พระอรหันต์ ไม่มีความเป็นอย่างนั้น มีแต่จิตใจที่บริสุทธิ์ มีแต่ เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีการฉาบทาของกิเลสตัณหาหรือทิฏฐิ เป็นต้น จึงเป็น เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์, เป็นเบญจขันธ์ที่บุคคลธรรมดาเข้าใจได้ยาก ว่าบริสุทธิ์ อย่างไร ; เว้นเสียแต่จะได้ปฏิบัติไป ปฏิบัติไป จนกระทั่งตนเป็นเบญจขันธ์ที่ บริสุทธิ์อย่างนั้นบ้าง เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์นั้น หมายถึงนามรูปล้วนๆ ไม่มีกิเลสตัณหา อุปาทาน ไม่มีความยึดถือว่าอะไรเป็นอะไร อยู่ในเบญจขันธ์นั้นเลย ; เบญจขันธ์ นั้นจึงไม่เป็นของหนักแก่จิตใจ ที่มีความรู้สึกในเบญจขันธ์นั้น. นั่นแหละเรียกว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่มีประมาณ จะเอาอะไรไปวัด พระอรหันต์ไม่ได้ ว่าท่านเป็นอะไร, อย่างไร, มากน้อยเพียงใด, อยู่ที่ไหน, ดังนี้. สิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกเพิกถอนแล้วหมดจดสิ้นเชิง ในกรณีที่เกี่ยวกับพระ- อรหันต์ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่มีคำเรียกคำกล่าว ที่จะไปกล่าวเรียกพระอรหันต์ ว่า ท่านเป็นอะไร, ไม่มีทางที่จะกล่าวว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์, ไม่มีทางที่จะ กล่าวว่าเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา, ไม่มีทางที่จะกล่าวว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว, ไม่มีทางที่จะกล่าวว่าเป็นคนสุขหรือคนทุกข์, ได้แต่กล่าวว่าเป็นพระอรหันต์. เป็นพระอรหันต์ อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งมีความหมายว่า อยู่เหนือดี เหนือชั่ว, เหนือสุขเหนือทุกข์, เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เหนือไปหมด จนจัดไว้เป็น พวกที่อยู่เหนือโลก อันเราเรียกว่า โลกอุดร หรือโลกุตตระ, มีจิตใจอยู่เหนือ วิสัยโลก โดยประการทั้งปวง, โลกนี้ครอบงำย่ำยีไม่ได้.

น.177 และ โลกนี้มีปัญหาก็แต่คนที่ยังติดอยู่ในโลก มีจิตใจต่ำ จนจมอยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก, ยึดมั่นติดพันในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก, จึงต้องมีความทุกข์ทรมาน ไปตามวิสัยโลก. ส่วนพระอรหันต์นั้นอยู่เหนือโลก อยู่เหนือวิสัยที่โลกจะครอบงำ ย่ำยีได้ ; เหมือนกับว่าอยู่ในที่สูงสุด จนน้ำท่วมไม่ถึง แล้วก็ไม่ต้องเปียกเปื้อน ด้วยน้ำอีกต่อไป ดังนี้. ความดีก็เปียกเปื้อนท่านไม่ได้, ความชั่วก็เปียกเปื้อน ท่านไม่ได้, จึงอยู่เหนือความดีและความชั่ว จึงอยู่เหนือความสุขและความทุกข์ อีกต่อหนึ่ง. พระพุทธเจ้า หรือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมพระอรหันต์นั้น เป็นผู้ ที่ได้ทรงค้นหาหรือเสาะหา อุบายสำหรับที่จะถอนตน หรือถอนสัตว์ทั้งหลาย ให้ ขึ้นอยู่เหนือน้ำ คือความดีความชั่ว หรือความสุขความทุกข์. พระองค์ได้ทรง พบความจริงในข้อที่ว่า ถ้ามีกิเลสตัณหา ยึดถือตัวตนเป็นตนของตน หรือยึดถือ โลกนี้ โดยความเป็นตัวตนหรือมีตัวตน อย่างนั้นอย่างนี้อยู่แล้ว ; จิตใจนี้ก็จะ ต้องมีความทุกข์ เพราะอำนาจความยึดถือ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอยากนั้นอยากนี่. เพราะฉะนั้น ทางที่จะรอดพ้นจากความทุกข์ จึงมีอยู่ตรงที่มองเห็นโลกนี้ ตามที่เป็นจริง คือให้เห็นว่าว่างจากตัวตนที่น่าเสน่หา โดยประการทั้งปวง จึงได้ พบวิธีที่จะทำให้ไม่เกิดกิเลสตัณหา. เมื่อไม่มีกิเลสตัณหา ก็ไม่มีความทุกข์ ; เรียกว่าได้พบวิธีที่อยู่เหนือความทุกข์ เป็นวิธีที่จะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง อันเราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นเครื่องดับแห่งทุกข์โดยไม่มีเหลือ.

น.178 ดังที่นำมาสวดสรรเสริญกันอยู่เป็นประจำนั้น ; เป็นการแสดงถึงคุณ ของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่เหนือพวกเรา ว่า เพราะอาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เราจึงได้พลอยรู้ความจริง เรื่องทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ และปฏิปทาสำหรับให้ได้ความดับทุกข์นั้น ไปตามพระพุทธเจ้าด้วย. เราจึงพลอยพ้นจากความทุกข์ โดยสารตามพระพุทธเจ้า ไปด้วยได้. นี้เป็นพระกรุณาคุณ ที่เราสำนึกระลึกนึกถึงอยู่แล้ว พากันทำการบูชา เหมือนที่ได้กล่าวสรรเสริญไปเมื่อตะกี้นี้. สรรเสริญคุณของพระอรหันต์ทั้งหลาย ๑๒๕๐ องค์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข; แล้วก็ทำการเวียนประทักษิณ แสดง ออกมาทางกายอีกต่อหนึ่ง ให้ครบถ้วนทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ว่าเรา ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นจอมแห่งพระอรหันต์นั้น เป็นที่กำหนด เป็น สรณะ คือที่พึ่ง ที่ระลึกถึง สำหรับจะเอาเป็นตัวอย่าง แล้วพากันดำเนินตาม. เราเวียนเทียน, เราเวียนไปข้างขวา นั้นหมายความว่า เราจะเดิน ตามพระอรหันต์เหล่านั้น. ถ้าเราเวียนไปข้างซ้าย ก็สมมติว่า เราจะเวียนไปหา ภูตผีปีศาจหรือกิเลส, จะสมัครไปเป็นบ่าวเป็นทาสของภูตผีปีศาจ คือกิเลส แต่ถ้าเราเวียนไปข้างขวา หมายความว่า เราจะเดินตามพระอรหันต์ เวียนไปสู่ พระนิพพาน คือความดับทุกข์สิ้นเชิง ตามปฏิปทาที่พระบรมศาสดาได้ทรงวางไว้ ให้ เป็นเครื่องถอนตนของสัตว์ทั้งหลาย. ดังที่วิสัชนามา เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ความทุกข์นั้นมันมีมูลมา แต่ความดื้อดึง ไม่ได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของพระอริยเจ้า, ไม่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง

น.179 ตามที่เป็นจริง ก็ประพฤติปฏิบัติผิด ๆ ในสิ่งทั้งปวง ทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น. ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติผิด ๆ ของมนุษย์เรานี่เอง, เป็นผู้ที่หลงผิดแล้ว ก็เร่เข้าไปหาความทุกข์, รับเอาความทุกข์มาเป็นของตน โดยสมัครใจ; เหมือนกับโลกนี้ที่ไม่เคยมีความทุกข์ เพราะผียังไม่ขึ้นมา ก็มามี ความทุกข์เพราะผีขึ้นมา จากอวิชชาของคนนั่นเอง. เป็นอันว่า คนนั่นแหละได้สร้างความทุกข์ขึ้นใส่ตน หรือใส่โลกนี้ ; แล้วมันก็ เป็นหน้าที่ของคน อีกนั่นแหละ ที่จะต้องช่วยกันดับความทุกข์ ขจัดผี ปีศาจให้หมดไปจากโลก โลกนี้จะได้น่าอยู่ คือเป็นโลกที่มีความสุข มีความสบาย กันได้ ด้วยกันทุกคน. จึงหวังว่า ผู้ที่มองเห็นความจริงข้อนี้ จะได้ช่วยกันเดิน ตามร่องรอยของพระอรหันต์ ให้สมกับการที่เราพยายามทำมาฆบูชา อ้างเอาคุณ พระอรหันต์เป็นเบื้องหน้า. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต