Buddhadasa.org

มาฆบูชาเทศนา ครั้งที่ ๕ — เอตพุทธสาสนกถา (ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะความไม่ยึดมั่น)

มาฆบูชาเทศนา —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.180 เอตพุทธศาสนกถา. [ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะความไม่ยึดมั่น.] นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ มาฆปุณฺณมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต : สพฺพปาปฺส อกรณ์ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสน น . - ติ. ธมฺโม สฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. วันนี้เป็นวันมาฆปุณณมี ดิถีเพ็ญเดือนสาม อันกำหนดไว้ในหมู่พวก พุทธบริษัทว่า เป็นวันมาฆบูชา, เป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย ได้ประชุมกันเพื่อประกาศความเป็นพระอรหันต์ในโลกนี้ ว่ามีอยู่อย่างปึกแผ่นมั่นคง. ๑๔๔

น.181 มีหลักเกณฑ์ซึ่งยึดถือประจำหมู่ เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่ง สรุปอย่างสั้นที่สุดก็ได้แก่หัวข้อ ที่ยกขึ้นเป็นนิเขปบทข้างต้นว่า สพฺพปาปฺส อกรณี กุสลสสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอติ พุทธานสาสน์ ดังนี้. หัวข้อเหล่านี้มีอยู่ ๓ ข้อด้วยกัน ถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า เป็น ลำดับตั้งแต่ต่ำไปหาสูงทีเดียว. ข้อแรก ก็คือ การเว้นจากบาปทั้งปวง. ข้อสอง ก็คือ ทำกุศลให้เต็มเปี่ยม. ข้อสาม ก็คือ ทำจิตให้หมดจดบริสุทธิ์ . ข้อแรก เป็นข้อต้น สำหรับบุคคลที่อยู่ในระดับต่ำ ข้อสอง หมายถึง บุคคล ที่อยู่ในระดับกลาง. ส่วน ข้อสุดท้าย ก็เป็น ระดับสูงสุด. ถ้าบุคคลใดอยู่ในระดับ ที่สูงขึ้นไป ข้อธรรมะข้างต้นนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร ย่อมจะมีอยู่ โดยครบถ้วน ในตัวเอง ; เช่นว่าถ้าเป็นคน ทำกุศลให้ถึงพร้อมแล้ว ก็เป็นการ เว้นจากบาป ทั้งปวง อยู่ในตัว, หรือว่าถ้าเป็นผู้ทำจิตให้หมดจดบริสุทธิ์ได้ แล้ว ก็เป็นการไม่มี บาป และเป็นการบำเพ็ญกุศลถึงที่สุดแล้ว จนกระทั่งอยู่เหนือกุศลขึ้นไป คือ ไม่ยึดถือในสิ่งทั้งปวงจนกระทั่งอยู่เหนือบาปและเหนือกุศล นี้เรียกว่า มีใจบริสุทธิ์ คนที่ ไม่มีการศึกษาเพียงพอ ย่อมเข้าใจไปว่า การทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น ก็คือการทำจิตให้บริสุทธิ์อยู่ในตัว; แต่แท้ที่จริงนั้น การทำกุศลให้ถึงพร้อมนี้ เป็นเพียงการทำความดีให้ถึงที่สุด. ส่วนที่มีจิตบริสุทธิ์นั้น คือ มีจิตไม่ยึดถือ มี จิตที่อยู่เหนืออานุภาพของความดี. ความดีไม่มีอานุภาพที่จะตกแต่งบุคคลนั้น ให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร แม้ที่เป็นอย่างดี. ความแตกต่างมีอยู่ดังนี้ นับว่า เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้น เป็นอย่างยิ่ง.

น.182 ทีนี้ จะได้พิจารณาดู ถึงข้อที่ว่า วันนี้เป็นวันที่ระลึกแก่พระอรหันต์นั้น ; ใน ๓ ข้อนั้น ข้อไหนเล่าเป็นความหมายอันแท้จริง ของความเป็นพระอรหันต์ ? การเว้นจากบาปโดยประการทั้งปวงนั้น เป็นลักษณะของพระอรหันต์อย่างไร ? ข้อนี้ต้องทำความเข้าใจว่า คนธรรมดานั้นผิดกันกับพระอรหันต์ ตรงที่ ว่า คนธรรมดาที่มีกิเลสตัณหานั้น ย่อมใคร่ในการทำบาป อยู่เป็นปกติ, หรือมีจิตใจ น้อมเอียงไป ในการที่จะทำบาปอยู่เป็นปกติ, จึงต้องคอยระมัดระวังตัว อย่าให้ ไปทำบาปหรือทำความชั่วเข้าได้. ส่วน พระอรหันต์ นั้น ผิดกันตรงที่ว่า ไม่มีกิเลส ตัณหาที่จะเป็นเหตุให้ทำบาป ; เพราะฉะนั้นแม้ไม่ต้องระวัง ก็ไม่อาจจะทำบาป ได้ เพราะไม่มีกิเลสตัณหาที่เป็นเหตุให้ทำบาปนั่นเอง. ความผิดกันมีอยู่ที่ตรงนี้ คือว่าคนที่มีกิเลสตัณหานั้น ใคร่ที่จะทำบาป อยู่เรื่อย จึงต้องสำรวมระวังให้เป็นอย่างดี ให้สุดความสามารถของตน ; ส่วนพระ อรหันต์นั้นเป็นผู้อยู่เหนือการทำบาป ; เพราะไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ทำบาป จึงไม่ ต้องมีการระมัดระวัง ก็เว้นจากการทำบาปอยู่โดยเด็ดขาด ; จึงเรียกว่าเป็นผู้พ้น แล้วจากบาป ; ผิดกับคนธรรมดาซึ่งไม่พ้นอำนาจของบาป บาปมีอานุภาพที่จะ ครอบงำคนธรรมดาอยู่เสมอไป. ท่านจึงได้ เตือนไว้เป็นข้อแรก ให้ระมัดระวังใน การที่จะไม่ทำบาป หรือ ทำความชั่วทุกสิ่งทุกอย่าง ; ความต่างกันมีอยู่ที่ตรงนี้. สำหรับข้อนี้ก็กล่าวได้ว่า พระอรหันต์เป็นผู้อยู่เหนือบาปโดยสิ้นเชิง ; ส่วนคนธรรมดาต้องระมัดระวัง เพื่อจะไม่ทำบาป จนกว่าจะมีจิตใจอยู่เหนือบาป เหมือนพระอรหันต์

น.183 ส่วน ข้อที่ ๒ ที่ว่า ทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม นี้ คนธรรมดาสามัญ ทั่ว ๆไปยังต้องการ ความดีมาเป็นเครื่องค้ำจุนตัวเอง ให้พ้นจากความยุ่งยากลำบาก ให้พ้นจากความทุกข์ร้อน ให้เป็นอยู่โดยปกติสุข จึงต้องการความดี ; ต้องการ ความมีเกียรติยศมีชื่อเสียงหรือความดีอย่างอื่น ๆ ที่สูงขึ้นไป เพราะยังอยู่ในวิสัยที่ จะเอาความดีนั้นเป็นที่พึ่งแก่ตน. ส่วนพระอรหันต์นั้นมีปกติอยู่เหนือความดีขึ้น ไปอีก คือ ไม่ต้องการเพียงผลของความดี เพราะว่าไม่มีจิตใจยินดีอยู่ ในการ เป็นอย่างดี ๆ เหมือนที่สัตว์ทั้งหลายเป็นกัน ; แต่ต้องการจะหลุดพ้นจากความ ทุกข์โดยสิ้นเชิง. มองเห็นได้ในข้อที่ว่า ความดีนี้ก็ยังทำให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างดี ได้มีความทุกข์อย่างดี แต่ยังไม่พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะต้องเป็นไปตามอานุภาพ ของความดีที่ปรุงแต่งให้เกิดดี. ความมัวเมา หลงใหลอยู่ในความดีได้แก่ แก่ดี เจ็บดี ตายดี ได้ร้องไห้ดี อย่างนี้ ไม่เป็นที่ปรารถนา ของบุคคลผู้มองเห็นความจริงว่า การเป็นเช่นนั้น ยังไม่ใช่พ้นจากความทุกข์เลย ; จึงต้องการที่จะอยู่เหนืออานุภาพของความชั่วและ ความดี โดยสิ้นเชิง, จึงได้เกิดมีธรรมะในระดับที่ ๓ คือว่าทำจิตให้หมดจด จาก เครื่องห่อหุ้ม โดย ประการทั้งปวง คือทั้งที่ดีและทั้งที่ชั่ว คนธรรมดาสามัญอาจจะเข้าใจไปว่า การที่จะอยู่เหนือความดี หรือทำ จิตให้หมดจดจากความยึดถือ โดยประการทั้งปวงนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา เป็นเรื่องของพระอรหันต์พวกเดียว ดังนี้ไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา พิจารณา อยู่บ้างแล้ว จะเห็นได้ว่า แม้คนเราธรรมดา ๆ นี่เอง ยังยุ่งยากลำบากเพราะความดี, หรือเพราะยึดถือในความดีอยู่บ่อย ๆ; เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษา ในเรื่อง การทำจิตให้หลุดพ้นไว้บ้าง ตามสมควร ; จะยึดถือในความดี ก็ไม่มีใครว่า ไม่มีใครตำหนิ.

น.184 นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้ตำหนิติเตียนบุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาทำดี หรือ ยึดถือความดี ; แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ว่า การทำเพียงเท่านั้นยังไม่ดับทุกข์สิ้นเชิง ยังมีความทุกข์อย่างคนดี, คนชั่วมีความทุกข์อย่างคนชั่ว, คนดีมีความทุกข์อย่างคนดี แต่ถ้าจะดับทุกข์สิ้นเชิง ต้องอยู่เหนืออานุภาพของความชั่วและความดีโดยสิ้นเชิง ; เพราะเหตุฉะนี้ จึงได้มีคำสอนในระดับสูงสุด คือว่าทำจิตให้หมดจดจากเครื่องเศร้า หมอง โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีจิตใจเป็นพุทธบริษัท มีกุศล คือมีความฉลาด ในการที่จะพิจารณาสิ่งทั้งปวง เพื่อไม่ให้ตนเป็นทุกข์ เป็นร้อนโดยประการทั้งปวง แล้ว ก็ต้องศึกษาเรื่องทำจิตให้บริสุทธิ์นี้ไว้ โดยสมควรแก่กรณี โดยไม่ต้องสงสัย คนที่ไม่รู้จักความดี ย่อมบ้าหลงใหลในความดี จนเกิดเป็นทุกข์ร้อนขึ้น มาก็ได้ เหมือนกับคนที่เมาบุญเพราะไม่รู้จักบุญ ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะบุญ ; แต่ถ้ารู้จักบุญ รู้จักความดีให้ถูกต้อง ในขนาดที่ไม่เมาบุญ ไม่เมาความดี ก็สามารถ ที่จะใช้บุญหรือใช้ความดีนั้น ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้มากที่สุด สามารถจะดับ ทุกข์ทั้งปวงได้จริง ความข้อนี้ท่านประสงค์ตรงที่ว่า บุญหรือความดีนี้ เป็นยานพาหนะ เป็นบันได หรือว่า เป็นเครื่องมือ ส่งเสริมบุคคลให้พ้นไปจากความทุกข์ โดยสิ้นเชิง อีกต่อหนึ่ง ; เพราะว่าเราจะ ต้องอาศัยการผ่านมาโดยลำดับ คือ ผ่านความชั่ว ซึ่งเป็นความทุกข์ทรมาน มาแล้ว, แล้วก็ ผ่านความดี ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ หลงใหล ของคนโดยมากมาแล้ว จึงจะรู้จักสิ่งซึ่งสูงไปกว่าความชั่วหรือความดี คือ การที่มีจิตใจหมดจดจากความยึดถือ ไม่มีความยึดถืออะไรว่าเป็นเรา หรือเป็นของ

น.185 ของเรานั่นเอง ..!! เพราะฉะนั้น คุณธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์นั้น จึงมี แสดงอยู่ชัดแจ้งในข้อที่ ๓ คือ ข้อที่ทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง โดยประการทั้งปวง ถ้าบุคคลสนใจในเรื่องนี้ ก็ต้องมีความสนใจในเรื่องความเศร้าหมอง ของจิตใจ นั่นแหละให้มาก. พิจารณาดูให้เห็นว่า ความเศร้าหมองของจิตใจนั้น คืออะไร ? อะไรมาเป็นเครื่องทำจิตใจนี้ให้เศร้าหมอง หรือถ้าให้ ละเอียดยิ่งขึ้นไป กว่านั้น ก็สามารถที่จะแยกจิตนี้ออกจากเครื่องเศร้าหมอง โดยเด็ดขาด คือว่า จิตนั้นมันก็เป็นอย่างหนึ่ง, กิเลสเครื่องเศร้าหมองนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง, หรือ ถ้าว่าจิตแท้ ๆ ไม่มีอะไรเจือปนนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไร ที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นี้ คือสิ่งที่มาเกิดใหม่ มาเกิด แก่จิต มา ครอบงำจิต ให้รู้สึกคิดนึกไปต่าง ๆ. จิตใจล้วน ๆ นั้น มันเป็นธาตุอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ; แต่นี้เป็นมโนธาตุหรือเป็นธาตุจิต จิตที่เป็นเพียงธาตุล้วน ๆ นี้ มันคิดนึกอะไรไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เป็น ทุกข์อยู่ในตัวมัน แต่เมื่อใดจิตได้สิ่งแวดล้อมข้างนอก เกิดมีการคิดนึกได้ มันก็ มีการคิดนึก มีการรู้สึก แล้วมีการยึดมั่นถือมั่น. เช่นว่า ถ้าจิตนี้ไม่มีอะไรมาแวดล้อม มันก็ไม่มีความคิดนึก ว่านั้น ของเรา ว่านี่เป็นเรา, หรือนี่เป็นตัวเรา นั่นเป็นตัวเขา ; เรื่องที่จะเกิดขึ้น ระหว่างเรากับเขาก็ไม่มี .. แต่เดี๋ยวนี้มีอะไรมากมายมาแวดล้อมจิตนี้ ตั้งแต่เกิด จนตาย ให้มีความรู้สึกคิดนึก ไปในทางเป็นเราเป็นเขา, เป็นของเราของเขา ก็เกิดความรู้สึกต่าง ๆ สืบต่อไป จนเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง, หรือ

น.186 เป็นความรู้สึกที่ว่า เราถูกเขากระทำ หรือเรากระทำแก่เขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของการ เบียดเบียน หรือเป็นที่ตั้งของความรู้สึกขัดแค้นอยู่ในใจ ตามลำพังตน. ความรู้สึกที่มาเกิดขึ้นแก่จิตนี้ ถ้าจะเรียกให้ฟังง่ายๆ สำหรับจำกันไว้ ง่าย ๆ ก็อยากจะเรียกว่า ความคิดปรุง. ความคิดกับการปรุง รวมกันเป็นความ คิดปรุง : เมื่อตาได้กระทบรูปที่สวยงาม ความคิดปรุงก็เกิดขึ้น ว่ามันเป็นอะไร, มันมีความหมายอย่างไร, สวยสดงดงามอย่างไร, ความคิดเดินไปเรื่อย จนถึง กับอยากได้ หรืออยากไม่ให้ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่เหตุการณ์. ความคิด ที่ปรุงขึ้นมาใหม่ เป็นความคิดแล้วปรุงกันขึ้นเช่นนี้ เรียกว่าความคิดปรุง ; ถ้า ไม่มีสิ่งนี้ ก็ไม่มีเรื่องอะไร เมื่อมีสิ่งนี้ เรื่องก็มีมาก. เช่น จิตแท้ ๆ ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นหญิงหรือเป็นชาย ; แต่เมื่อได้รับความรู้ หรือการศึกษาผ่านมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งมีความรู้เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ความคิดว่า เป็นผู้หญิงผู้ชายก็มีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็มีมาก ขึ้น, และล้วนแต่นำไปสู่ความยุ่งยากหรือความทุกข์. ในที่สุดก็ได้เวียนว่ายอยู่ ในความทุกข์ เพราะมีความคิดปรุงนี้เกิดขึ้น ; ถ้าไม่มีความคิดปรุงข้อนี้เกิดขึ้น ความรู้สึกที่ว่า เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่มี. . และยังยิ่งไปกว่านั้นอีก ไม่มีความคิด ปรุงแล้ว ความรู้สึกว่า เราเป็นคนก็ยังไม่มี ทำไมจะไปมีถึงว่าเป็นผู้หญิงหรือเป็น ผู้ชาย. ความรู้สึกคิดนึกว่า เราเป็นเรา หรือ เราเป็นคนนี้ ก็มีมาแต่ความ คิดปรุง ซึ่งปรุงอยู่ในสันดาน ปรุงมาแต่กำเนิด ; แต่ก็พึงเข้าใจเถิดว่า มันไม่ใช่ ตัวจิตแท้ ๆ. ตัวจิตแท้ ๆ นั้นไม่มีความรู้สึกคิดนึกอันใดได้ นอกจากสิ่งแวดล้อม มาก่อมันขึ้น มาแวดล้อมมันขึ้น มาปรุงมันขึ้น จึงเกิดเป็นความคิดปรุง :-

น.187 คิดปรุงขึ้นมาว่า เราเป็นเรา, แล้วคิดปรุงขึ้นมาว่า มีอะไรเป็นของ เรา, และปรุงไปได้ต่างๆ นานา : ต้องการนั้น ต้องการนี่ สารพัดอย่าง ; แล้วก็ปรุงไปได้ในทางที่จะขยายออกไป จนสับสนวนเวียน จนเป็นวงกลม จากสุข มาหาทุกข์, จากทุกข์ไปหาสุข, จากโง่ไปหาฉลาด, จากฉลาดมาหาโง่, จากสกปรก มาหาสะอาด, จากสะอาดไปหาสกปรก, จากความผิดไปหาความถูก, จากความถูก มาหาความผิด อยู่เรื่อยไปจนตลอดชีวิต จึงทำให้สัตว์นั้น ๆ คลุกเคล้ากัน อยู่กับ ความทุกข์ คือความขึ้น ๆ ลง ๆ. ในขณะที่ทำชั่วก็ทุกข์อย่างชั่ว ในขณะที่ทำดี ก็ทุกข์อย่างคนดี ; มีความทุกข์เสมอไปตลอดกาลดังนี้. ท่านจึงได้กล่าวว่า นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไรได้เกิดขึ้นไม่, นอก จากทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรตั้งอยู่ไม่, นอกจากทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรดับไปไม่ ; แล้วก็วนมาว่า นอกจากทุกข์แล้ว ก็หามีอะไรเกิดขึ้นไม่. เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้สั้นๆ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ หรือตั้งอยู่ในใจ หรือดับไปในใจในจิตนั้น ก็ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ ; หากแต่ว่า มันเป็น ความทุกข์อย่างเปิดเผย คือเป็นทุกข์ตรง ๆ บ้าง, และเป็นทุกข์อย่างลึกลับซับซ้อน จนคนหลงไปว่า เป็นความสุข ดังนี้บ้าง เท่านั้นเอง ทุกข์เปิดเผยกับทุกข์เร้นลับ มันจะต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็น ความทุกข์ทั้งนั้น. ความทุกข์ที่แสดงออกมาตรง ๆ ว่าเป็นทุกข์ นี้ไม่น่ากลัว ใครเห็นเข้าก็รู้จักแล้วหลีกหนีได้เอง ; ส่วนความทุกข์ที่เร้นลับ คือซ่อนเร้นอยู่ ใต้ชื่อของคำว่าความสุขนั้น ไม่มีใครเข้าใจ ; มีแต่คนที่จะหลงใหลไปยึดถือ จน ได้ร้องไห้ หรือได้กินยาตาย เพราะสิ่งที่ตนเรียกว่าความสุขนั้นกันมาแล้วอย่าง มากมาย ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ดังนี้.

น.188 ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีลักษณะอย่างนี้ เรา จะต้องศึกษาอะไรกันบ้าง ? จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง ? จึงจะไม่เป็นเช่นนั้น คือจะ ไม่เกิดมาเพื่อความทุกข์เปิดเผย หรือทุกข์เร้นลับ ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ด้วยความทุกข์ ๒ อย่างนี้ แล้วก็เน่าเข้าโลงไป. ถ้าใครต้องการแต่เพียงเท่านั้น คือว่าให้ได้เกิดมาขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกข์ไป อย่างเปิดเผย, เรียกว่าความทุกข์, แล้วก็ทุกข์ไปอย่างเร้นลับ เรียกว่าความสุข ; ขึ้น ๆ ลง ๆ ดังนี้ แล้วก็เน่าเข้าโลงไป. ใครต้องการเพียงเท่านี้ก็ได้ ; ถ้าต้องการ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องศึกษาอะไร ไม่ต้องนับถือพระพุทธเจ้าให้ป่วยการ, ไม่ต้อง มาปฏิญาณตนว่า เป็นพุทธบริษัท หรือมาสรรเสริญคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา เป็นต้น. ถ้าผู้ใดต้องการที่จะเอาชนะความทุกข์ ผู้นั้นแหละควรที่จะสนใจ ใน เรื่องของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้า ผู้ใดต้องการจะเกิดมาเพียงรู้จักทำมาหากิน หรือรู้จักแสวงหาความสนุกสนานแล้ว ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เลย ก็ทำได้ ; ใคร ๆ ก็ทำเป็น. สัตว์เดรัจฉานซึ่งต่ำกว่ามนุษย์มาก ก็ยังทำเป็น. (เทปต้นฉบับมีเพียงเท่านี้) --------------------

น.189 /๒๕๐๒ บนเขาพุทธทอง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน, วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ สัพพธัมมอนาภินิเวสนกถา. [ความหมดจดแห่งจิต เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น.] นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ สพฺพปาปฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมุปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายา - ติ. ธมฺโม สุกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ อาตมาจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อจากธรรมเทศนาที่วิสัชนาแล้ว เนื่องในวันมาฆปุณณมี. ธรรมเทศนานี้ มีหัวข้อ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้หมดจด จากเครื่องเศร้าหมอง. ๑๕๓

น.190 ข้อที่ว่า ไม่ทำบาปทั้งปวงนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันอยู่แล้ว ว่า เว้นจากกรรมอันไม่ควรกระทำทุกชนิด โดยเฉพาะก็คือ อกุศลกรรมบถ. ส่วนข้อที่ว่า ทำความดีทั้งปวงนั้น หมายถึงการกระทำที่เป็นกุศล นำ บุคคลให้ไปสู่สุคติทุกชนิด โดยเฉพาะก็คือ กุศลกรรมบถ ๑๐. ส่วนข้อสุดท้ายที่ว่า ทำจิตให้หมดจด หรือให้ขาวรอบนั้น เป็นอย่างไร เล่า ? ถ้านำมาเปรียบเทียบกันกับกุศลและอกุศลกรรมบถ. ในอกุศลกรรมบถนั้น ย่อมกล่าวถึงมิจฉาทิฏฐิ และในกุศลกรรมบถนั้น ก็กล่าวถึงสัมมาทิฏฐิ เมื่อกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิแล้ว ทำไมจะต้องกล่าวในโอวาทปาฏิโมกข์ข้อ ๓๐ ว่าทำใจให้หมดจด ด้วยอีกเล่า ? เพราะว่าผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมจะรู้จักทำใจให้หมดจด เอง ดังนี้มิใช่หรือ ? ข้อนี้นักศึกษาทั้งหลาย ควรจะเข้าใจไว้ ว่าสัมมาทิฏฐิในกุศลกรรมบถ นั้น ยังต่ำเกินไป, ยังไม่ถึงกับปล่อยวางความยึดถือโดยประการทั้งปวง. ท่านได้ จำแนกนัยแห่งมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิแห่งอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถไว้ ในขั้นต่ำ ๆ. มิจฉาทิฏฐิในอกุศลกรรมบถนั้น ท่านจำแนกไว้ ในลักษณะที่ เป็นผู้มี ความเห็นผิด ว่าบุญไม่มี บาปไม่มี ดีไม่มี ชั่วไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี บิดามารดา ครูบาอาจารย์ไม่มี สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะกำเนิดไม่มี ดังนี้เป็นต้น จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต