น.191 ๑๕๕ สัพพธัมมอนาภินิเวสนกถา ส่วนในกุศลกรรมบถซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จำแนกไว้ในนัยตรงกันข้าม คือว่า ดีมี ชั่วมี บุญมี บาปมี นรกมี สวรรค์มี บิดามารดาครูบาอาจารย์มี สัตว์ที่ เป็นโอปปาติกะกำเนิดมี แล้วก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ; ไม่ได้จำแนกไปถึงความเห็น แจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเลย. เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า สัมมาทิฏฐิในส่วนกุศลกรรมบถนั้น เป็น ขั้นต่ำ คือ เป็นชั้นโลกิยะ, เป็นชั้นที่ทำบุคคลให้ทำความดีในโลกวิสัยเท่านั้นเอง จึงได้จำแนกไว้ ว่าบุญมี บาปมี ดีมี ชั่วมี นรกมี สวรรค์มี เป็นต้น ; หาได้ปฏิเสธ สิ่งเหล่านี้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่เลย. กลับจะชี้ชวนไปในทางให้ละ ชั่ว และให้ทำดี ยึดมั่นในความดีเท่านั้น จึงไม่ออกไปจากวัฏฏสงสาร ไม่หลุดพ้น ไปจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เราจึงจัดสัมมาทิฏฐิในลักษณะเช่นนี้ไว้ ว่าเป็น โลกิยสัมมาทิฏฐิ ส่วน การทำจิตให้หมดจด ทำจิตให้ขาวรอบนั้น ต้องอาศัยโลกุตตรสัมมา- ทิฏฐิ คือ สัมมาทิฏฐิที่มองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา, หรือสรุปความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ย่อมมีอยู่สูงกว่าโลกิยสัมมาทิฏฐิ โดยนัยดังที่กล่าวมา ผู้ศึกษาพึงกำหนดให้แม่นยำดังนี้แล้ว ก็จะไม่พันเผื่อ จะไม่ปนเปกัน จะไม่ระแวง จะไม่สงสัย ว่าทำไมจึงต่างกันอยู่ดังนี้. สำหรับสัมมาทิฏฐิอย่างโลก ๆ คือว่า บุญมี บาปมี ดีมี ชั่วมี นั้น ก็ เพื่อให้เว้นบาปเว้นชั่ว เอาแต่ที่ดีและที่เป็นบุญ. ที่ว่า บิดามารดาครูบาอาจารย์มี นั้น หมายความว่า ให้รู้จักเคารพนับถือบิดามารดาครูบาอาจารย์ ว่าเป็นผู้ที่มีบุญคุณ
น.192 บ้าง, ว่าเป็นผู้ที่ควรเชื่อฟังบ้าง. ผิดกับเด็กสมัยนี้ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นว่า บิดามารดาไม่มีบุญคุณ บุตรเกิดมาจากการสนุกสนานของบิดามารดา; เพราะ ฉะนั้นไม่ต้องถือว่า บิดามารดามีบุญคุณ หรือถือว่าครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้าง เพราะ ได้รับเงินเดือน ได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่คนที่มีบุญคุณ จึงไม่ถือว่าบิดา มารดามี หรือครูบาอาจารย์มี ; ถือเสียว่าเหมือนกับไม่มี. นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ทำให้ไม่เคารพบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ หรือคนแก่คนเฒ่า. ส่วนที่ว่า สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี นั้น หมายถึงพวกที่เกิดขึ้นได้โดยกระ- ทันหัน มักจะอธิบายกันไปเสียว่า ได้แก่พวกเทวดา หรือสัตว์นรก เป็นต้น ซึ่งเกิด โดยกระทันหัน. ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ดูจะไม่ถูก ; เพราะว่าได้กล่าวไว้แล้วในเรื่อง นรกสวรรค์ ว่านรกสวรรค์มี เมื่อนรกสวรรค์มีแล้ว ก็เป็นอันยอมรับว่า สัตว์ที่ เป็นโอปปาติกะนั้นมี เพราะเหตุฉะนี้แหละ คำว่า โอปปาติกะ นี้ ไม่ควรจะหมายถึงแต่เพียง เทวดาหรือสัตว์นรก ; ควรจะหมายถึง การเกิดของความคิด ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็นชาติของความคิด ความคิดเกิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ก็ถือว่าเกิดใหม่ชาติหนึ่ง, ความ คิดนั้นดับไป ก็ถือว่าตายไปชาติหนึ่ง ครั้นความคิดอันใหม่เกิดขึ้นมาอีก ถือว่าเกิด ขึ้นมาอีกชาติหนึ่ง. เพราะฉะนั้น คนเราจึงเกิด - ตาย เกิด - ตาย อยู่วันหนึ่งหลายๆ ชาติ ; มัน เกิดได้โดยกระทันหัน ดังนี้. ถ้าคิดเลว ก็เกิดเป็นสัตว์นรกขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเอง, ถ้า คิดดีก็เกิดเป็นเทวดาขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเอง, ถ้ามีจิตเบื่อหน่ายจากกามคุณก็เป็นพรหม ขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเอง. เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ เราเป็นสัตว์นรกก็ได้ เป็นมนุษย์ ก็ได้เป็นเทวดาก็ได้ เป็นมาร เป็นพรหม เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ความคิด.
น.193 นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดทีเดียวว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องระวัง ; ถ้าเรา ไม่ระวังแล้วเราก็จะเกิดเป็นสัตว์นรก หรือ เป็นสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นมา ในที่นั่งตรงนี้ ก็ได้, คือว่า จิตใจน้อมเอียงไปในทางต่ำ ควบคุมความคิดปรุงของตัวไว้ไม่อยู่แล้ว มันก็คิดปรุงไปในทางต่ำเช่นเดียวกับสัตว์ มันก็กลายเป็นสัตว์ไปทันที. เมื่อความ คิดชนิดนี้เกิดขึ้นมา ก็แปลว่า คนนั้นได้เกิดเป็นสัตว์ขึ้นมาแล้ว และเมื่อความคิด นั้นดับไป ก็ตายจากสัตว์ ถ้าเกิดใหม่เป็นมนุษย์ก็ดีไป แต่ก็เป็นการเกิดโดย กระทันหันอีกนั่นเอง. นี้คือข้อที่ว่าโอปปาติกะกำเนิดมี. เราควรจะระมัดระวังกันให้มาก อย่าให้โอปปาติกะกำเนิดนี้ ตกไปใน ทางต่ำ โดยอาศัยการควบคุมความคิดปรุงของเราให้ได้ ; เมื่อกระทำได้ดังนั้น ก็ จะสามารถควบคุมการเกิดโดยโอปปาติกะนั้น ให้เป็นไปแต่ในทางสุคติอย่างเดียว ไม่เป็นทุคติเลย. เราก็มีชีวิตวันหนึ่ง ๆ สะอาด สว่าง สงบ พอสมควร แก่การที่ เป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องสงสัย. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เพียงเท่านี้ยังไม่พ้นจากทุกข์ เพราะยังมีความ ยึดถือตัวเราบ้าง ยึดถือว่าของเราบ้าง ; ถ้ารุนแรงขึ้น ก็เป็นตัวกูหรือเป็นของกู ขึ้นมาทันที. ตัวเราหรือของเรา ตัวกู หรือ ของกู นี้ไม่อาจจะละได้ ด้วยเหตุ สักว่า การทำดีหรือกุศล ; เพราะว่าทำดีหรือการกุศลนั้น ก็เป็นเหตุให้ยึดว่า ของเรา ยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยซ้ำ ; เพราะเมื่อสิ่งใดเป็นไปเพื่อความพออกพอใจ นำ ความสุขสบายมาให้ คนหรือสัตว์ก็ยึดสิ่งเหล่านั้น หนักยิ่งขึ้นไปอีก. เพราะฉะนั้น ความดีหรือกุศล ใ นลักษณะเช่นนี้ กลับจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดมั่นถือมั่นยิ่งไปเสียกว่าความชั่ว.
น.194 เพราะเหตุฉะนี้เอง เราจึงต้องมีสัมมาทิฏฐิที่สูงขึ้นไปกว่า ที่เรียกว่า โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ อันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นได้ว่า ไม่มีอะไรเลยที่ควรยึดมั่น ถือมั่น ทั้งในส่วนชั่วและส่วนดี. ส่วนชั่วนั้น มันทำความเจ็บปวดให้ต่อหน้า ; คนจึงไม่กล้ายึดถือ เกลียด ระอา เอือม ไปตามกัน ; แต่ความดีนั้น ย่อมให้ ความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ถาวร คนจึงยึดมั่นถือมั่น ว่านี้เป็นความสุขของเรา, มีความปรารถนาเป็นการใหญ่ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือกามคุณ หรือที่เรียกว่า กามสุขในกามภพ อันเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ของสัตว์ผู้ตั้งอยู่ใน ภูมิกามาวจร. แม้ความดีที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เช่น ความสงบสุข อันเกิดแต่ฌานสมาบัติ แม้นี้ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของสัตว์ เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ไปอีก; เพราะว่าเป็นความสุขที่ประณีตขึ้นไป. สัตว์ที่เกิดในพรหมโลก จึงมีอายุ ยืนยาว นานไกล กว่าสัตว์ที่เกิดในกามโลก ก็เพราะเหตุว่า ความสุขในพรหมโลก นั้น ประณีต ละเอียด สุขุม ไม่ส่อแสดงอาการที่น่าเบื่อหน่ายเร็ว เหมือนกับ ความสุขที่มีอยู่ในกามโลก. เป็นอันว่า ความสุขที่เป็นอย่างโลก ๆ นี้ ยิ่งประณีตขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่ง ผูกจิตใจของสัตว์ให้ยึดมั่นถือมั่น ยิ่งขึ้นไปเพียงนั้น ; เพราะฉะนั้นความสุขที่เกิด แต่รูปฌาน หรืออรูปฌาน จึงจัดไว้ในฐานะเป็นกุศลชั้นสูง เป็นมหากุศลทีเดียว แต่ก็ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น อย่างชั้นสูงอีกเหมือนกัน. เป็นอันว่า ความ รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง หรือ นิพพานนั้น มีไม่ได้ เพราะเหตุสักว่าตั้งอยู่ใน ความสุข ที่เป็นชั้นพรหมโลก, หรือความสุขที่เป็นชั้นฌาน เป็นชั้นสมาบัติ จะเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌานก็ตาม.
น.195 ด้วยเหตุฉะนี้แหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสโอวาทปาฏิโมกข์ ข้อสุดท้ายที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ -จงชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ดังนี้ ไว้เป็น หลักสำคัญอีกอันหนึ่ง ซึ่งเมื่อบุคคลปฏิบัติมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ก็คือการบรรลุ คุณธรรมในขั้นพระอริยเจ้า มีพระอรหันต์เป็นที่สุดนั่นเอง ; เรียกว่า เป็นโลกุตตร- ภูมิ. ส่วนการไม่ทำบาป และการทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น เป็นเพียงเรื่องของ โลกิยภูมิ ; ดังนี้ จะเห็นได้ชัดทีเดียวว่า เป็นการแบ่งแยกที่เหมาะสม เป็นการ แบ่งแยกที่ไม่ปนเปกันอีกต่อไป. ความดีความชั่วมีอยู่ในโลก ; ถ้าออกไปนอกโลกก็ไม่มีความดีความชั่ว มีแต่สิ่งซึ่งอยู่เหนือความดีความชั่ว ซึ่งเราเรียกว่าโลกุตตรธรรม. ถ้ายังหลงใหล ติดใจอยู่ในความดี หรือความชั่วก็ตาม ยังไม่ก้าวพ้นไปจากโลกนี้ได้, ยังข้องอยู่ ในโลกนี้ ยังเกี่ยวเกาะอยู่ในโลกนี้ มันก็ต้องมีความทุกข์เป็นธรรมดา; เพราะว่า โลกนี้ก็คือความทุกข์. แต่ถ้าออกไปเสียได้จากโลก เหนือโลก พ้นโลก เป็นโลกุตตระแล้ว ความทุกข์ก็ตามไปไม่ถึง. ท่านจึงจัดไว้ในฐานะที่ว่าอยู่เหนือโลก อยู่เหนือ ความทุกข์ อยู่เหนือความว่ายเวียนโดยประการทั้งปวง และ จะสำเร็จประโยชน์ข้อนี้ ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติในขั้นสุดท้าย คือ การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ดังที่กล่าวมา. วิธีที่จะปฏิบัติเพื่อทำจิตให้ขาวรอบนี้ ต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ คือสัมมาทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรเป็นของน่ายึดมั่นถือมั่น นั่นเอง. ในที่
น.196 บางแห่งแสดงไว้ในฐานะแยกกันเป็น ๓ อย่าง คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ก็มี, หรือ สรุปไว้แต่เพียงอย่างเดียวว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ ก็มี, หรือใช้คำอื่น เช่นคำว่า สุญญตา เป็นต้น แทนก็มี. แต่ว่า มีพระบาลี ที่รัดกุมที่สุด อยู่ข้อหนึ่ง คือข้อที่ได้ยกขึ้นเป็นนิเขปบทต่อท้าย ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง. พระพุทธภาษิตนี้เป็นพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสแก่บุคคลหมู่หนึ่ง ผู้มา ทูลถาม ว่าถ้าจะสรุปความของพระพุทธวจนะทั้งหมดทั้งสิ้น ให้เหลือเพียงประโยค เดียวดังนี้จะได้หรือไม่ ? พระองค์ตรัสว่าได้ และก็ได้ตรัสความข้อนี้ออกมา ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. และยัง ทรงยืนยันหรือเป็นทำนองท้าทายอีกว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังคำนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่า ฟัง ทั้งหมด และผู้ใดได้รู้ธรรมะข้อนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่า รู้ทั้งหมด, หรือผู้ใดได้ เข้าใจธรรมะข้อนี้แล้ว ได้ชื่อว่า เข้าใจทั้งหมด, ผู้ใดได้ ปฏิบัติในธรรมะข้อนี้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรมะทั้งหมด, และผู้ใด ได้รับผลของการปฏิบัติธรรมะข้อนี้แล้ว ได้ชื่อว่าผู้นั้น ได้รับผลของการปฏิบัติธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีเหลือ. เปนอันว่า จะพิจารณากันในแง่รู้ หรือแง่ปฏิบัติ หรือแง่ผลของการ ปฏิบัติก็ตาม ธรรมะเพียงข้อเดียวนี้ ย่อมครอบคลุมไปหมด ไม่มีอะไรเหลือตกค้าง อยู่เลย ; นับว่าเป็น คำสรุปความของพระพุทธศาสนา อย่างเยี่ยมยอด อย่างสูงสุด คือ สามารถทำบุคคลผู้รู้และผู้ปฏิบัติตามนี้ ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ประโยคนี้ประโยคเดียว เป็นทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา หรือปฏิบัติข้อนี้ข้อเดียว เป็นการปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธ-
น.197 ศาสนา ? ถ้าใครมีปัญหาดังนี้แล้ว ขอแนะให้พิจารณาอย่างสั้น ๆ ตรงไปตรงมา ว่ามัน เป็นการแสดงหมดจดสิ้นเชิง ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เมื่อบุคคลมารู้ เห็นความจริง ข้อนี้แล้ว มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเป็นหมดอยู่ในนั้น คือว่าบุคคลผู้นั้น มีจิตใจเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. นี่ก็คือบุคคลนั้นได้ถึงสรณคมน์ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริงๆ ไม่ถึงแต่ปาก, มีจิตใจเป็นอย่างเดียว เป็นอันเดียว กันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, จึงเรียกว่า เขามีสรณคมน์ คือการถึง สิ่งซึ่งเป็นสรณะ สำเร็จลุล่วง บริสุทธิ์ บริบูรณ์ไปแล้วเป็นอย่างดี นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาดู ก็จะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ใดมีความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของของเราแล้ว บุคคลนั้นได้ ชื่อว่า บำเพ็ญโลกุตตรทาน, คือ ทานอันเป็นโลกุตตระ อย่างสูงสุด หมดจดสิ้น เชิง ; เพราะว่าได้สละออกไปหมด ทั้งตัวตนและของตน ไม่มีการบำเพ็ญทาน อย่างไหนจะสูงยิ่งไปกว่านี้. ทายกทายิกาทั้งหลาย ทำบุญให้ทานในลักษณะที่เป็นการลงทุนค้า. ทำบุญลงไปเท่าไร ก็ปรารถนาจะเอามากกว่าที่ทำบุญเสมอไป : เอาสวรรค์เอาวิมาน ซึ่งมีราคามากกว่าของที่ตนลงทุนไป ; อย่างนี้จะเรียกว่า เป็นการให้อย่างไรได้ เพราะที่แท้ก็เป็นการลงทุนค้า เอากำไรตั้งร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ; แล้วกิเลสจะไม่หนาไปกว่าเก่าได้อย่างไร. บัณฑิตจึงไม่จัดการกระทำเช่นนี้ ว่าเป็น การให้ทานที่บริสุทธิ์แท้จริง.
น.198 แต่เอาเถิด แม้ว่าจะเป็นผู้ให้ทาน ด้วยหวังว่าประโยชน์นี้จะเกิดขึ้น ตอบแทนแก่บุคคลอื่น มันก็ยังมีหวังอะไรอยู่ ; แม้ว่าพระเวสสันดรจะให้ทานบุตร ภรรยา เป็นยอดทานสูงสุดตามที่คิดนึกกัน ; แต่นั่นก็เพื่อแลกเอาพระโพธิญาณ ยังหวังอะไรอยู่ ยังไม่ได้ให้ตัวเรา ยังไม่ได้ให้ของของเรา เพราะฉะนั้น พระเวสสันดรจึงเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นไม่ได้ ต้องไปอยู่ในกามโลก เป็น เทวดาอยู่ในชั้นดุสิต จนกว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า. นี้ก็เป็นเครื่องชี้แสดงให้เห็นชัดอยู่ในตัวแล้ว ว่าการให้ทานของพระ- เวสสันดรนั้น ยังหาใช่ทานที่สูงสุดจริง ๆ ไม่ ; ต่อเมื่อใดบุคคลมา ให้ทาน ชนิด ที่ปล่อยวางตัวเราและของเรา เสียจนหมดสิ้น นั่นแหละจึงจะชื่อว่าให้หมด, ให้ หมดกระทั่งเนื้อตัวของตัว ตัวตนของตน ไม่มีเหลือดังนี้แล้ว จะมีอะไรที่เรียกว่า เขายังไม่ได้ให้อีกเล่า. เขาได้ให้ไปหมดแล้วจริงๆ จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าตัวเราหรือของเรานั่นแหละ คือผู้ที่บำเพ็ญทานที่แท้จริง, และบำเพ็ญทานถึง ที่สุดด้วย และเป็นการบำเพ็ญทาน ที่นำไปเพื่อการหยุดเวียนว่ายตายเกิด เป็นไป เพื่อวิวัฏฏะ ดับสนิทไม่มีเชื้อเหลือ ผู้ใดมองเห็นประโยชน์ข้อนี้แล้ว ก็น่าจะพยายามบำเพ็ญทาน ด้วยการ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้กันบ้าง จะเป็นการได้ผลมากมาย ชนิดที่ไม่ต้องลงทุนเป็นความ เหนื่อยยากลำบาก เหมือนการบำเพ็ญทานที่จะให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร. คิดดูให้ดีเถิด เรื่องของโลกิยะนั้น มันตรงกันข้ามกับเรื่องของโลกุตตระ. เรื่องของโลกิยะนั้น ถ้ายิ่งดีมาก ก็ยิ่งต้องเสียเงินมาก ต้องยิ่งเหนื่อยมาก ต้องยิ่ง
น.199 ลำบากมาก มันจึงจะได้มา. ส่วนเรื่องของโลกุตตระนั้น ถ้ายิ่งสูงยิ่งประเสริฐ เพียงไร ก็ยิ่งไม่ต้องใช้เงินใช้ทองเลย จนเกือบจะกล่าวได้ว่า พระนิพพานนี้เป็นของ ให้เปล่าแท้ๆ ลงทุนบ้างก็เพียงการทำในทางจิตทางใจ ไม่ต้องเสียสตางค์ ไม่ต้อง เหนื่อยยากลำบาก เหมือนกับการบำเพ็ญอย่างอื่น ; เรื่องของฝ่ายโลกุตตระย่อม เป็นดังนี้ทั้งนั้น. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนี้เป็นเพราะเหตุว่า มันมีหลักตรงกัน ข้าม เรื่องของโลกิยะ นั้น เป็นเรื่องกอบโกยเอามา, กอบโกยเอามา ใส่ให้มัน มากขึ้น ๆ ส่วนเรื่องของโลกุตตระ นั้น ขว้างทิ้งออกไป, ขว้างทิ้งออกไป จนไม่มีอะไรเหลือ. มันต่างกันตรงกันข้าม ดังนี้ หลักหรือเกณฑ์ต่าง ๆ มันจึงผิด กัน, การแสวงหาสิ่งอันเป็นโลกิยวิสัย จึงต้องเปลืองมาก เหนื่อยมาก ; ส่วน การแสวงหาสิ่งอันเป็นโลกุตตรวิสัย จึงไม่เหนื่อย และไม่เปลือง จนกระทั่งว่า พระนิพพานเป็นของให้เปล่า ดังนี้. การให้ทานที่แท้จริง ที่เป็นเรื่องของโลกุตตระ จึงเป็นไปในทางทำสัตว์ ให้หยุดการเวียนว่ายตายเกิด ; การให้ทานที่เป็นไปอย่างโลกิยะ ย่อมทำสัตว์ให้ เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้สิ้นไม่รู้สุด : ให้เกิดดี, แล้วให้หลงใหลในการเกิดดี ไม่มี ท่าทางว่าจะสิ้นสุดลงได้. และสัตว์ทั้งหลายโดยมากก็กำลังปรารถนากันอยู่ ดังนี้. นี่จึงเป็นการชี้ให้เห็นได้ชัดทีเดียวว่า ทานที่แท้จริงนั้นย่อมมีมูลมาจากความไม่ยึดถือ อะไร ว่าเป็นเรา หรือเป็นของของเรา.
น.200 ทีนี้ จะพิจารณากันต่อไปถึง เรื่องศีล ดูบ้าง. ถ้าผู้ใดไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นอะไร ว่าเป็นของเราหรือเป็นเราแล้ว จะเอากำลังหรือจะเอากิเลสที่ไหนไป ฆ่าเขา ไปลักขโมยเขา, ไปประพฤติผิดในกาม, ไปมุสาวาท หรือไปดื่มน้ำเมา เป็นต้น. ศีลของคนเหล่านั้นจะบริสุทธิ์ดี ; ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีลกี่ร้อยก็ตาม เมื่อมีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นพื้นฐานแล้ว ศีลเหล่านั้นก็จะ บริสุทธิ์ ไม่มีทางที่จะขาดได้ แม้ไม่สำรวมระวังอย่างใด มันก็ไม่มีทางที่จะขาดศีลได้ เพราะไม่มี กิเลสที่เป็นเหตุให้ขาดศีล. เมื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นมีอยู่ในใจจริง ๆ แล้ว ศีลก็ไม่ มีทางที่จะขาดได้; เพราะเหตุนี้ จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง นำมาซึ่งศีลอันบริสุทธิ์บริบูรณ์ นี้ก็อย่างหนึ่ง. ทีนี้ พิจารณาดูต่อไปอีกว่า ที่เป็น ขั้นสมาธิ เล่า จะเป็นอย่างไร ? ถ้า บุคคลมีความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว นั่นแหละคือความมั่นคงอย่างยิ่ง หรือความสงบ รำงับอย่างยิ่ง. สมาธิคือความที่จิตตั้งมั่น ; ถ้าจิตยังอยากอย่างนั้น ยังอยาก อย่างนี้อยู่แล้ว มันจะตั้งมั่นอะไรกัน. เพราะฉะนั้น สมาธิทั่ว ๆไปตามโลกิยวิสัย นั้น ไม่ใช่สมาธิที่แท้จริงเลย ; ยังหวังนั่นหวังนี่ อยากนั่นอยากนี่อยู่. ส่วนสมาธิที่มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นมูลฐาน หรือแม้แต่เพียง สมาธิ ที่เพ่งเอาความไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น มาเป็นหลักสำหรับเพ่ง นี้ ย่อมจะเป็นสมาธิ ที่แท้จริง เพราะว่าทำให้จิตตั้งมั่น สงบรำงับ, เพราะมันไม่หวังอะไรที่ไหน ; จึงเป็นอันว่า สมาธิชนิดนี้ ก็เป็นสมาธิที่เป็นประเภทโลกุตตระ หรือเป็นสมาธิ ที่ควรเรียกชื่อ เป็นอย่างอื่นมากกว่า.
น.201 ทีนี้ จะได้พิจารณากันต่อไปถึงใน ขั้นปัญญา. ถ้ามีความรู้แจ้งเห็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นแล้ว นั่นแหละคือยอดของปัญญา ได้แก่ ความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เป็น สุญญตา, ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, เป็นเหตุให้ปล่อยวาง เป็นเหตุให้บริสุทธิ์ เป็นเหตุให้หลุดพ้น ; เพราะเป็นปัญญาที่แท้จริง จึงนับว่า เป็นโลกุตตรปัญญา. ทีนี้ จะได้พิจารณาเลยไปถึงความหลุดพ้นบ้าง ว่า วิมุตตินั้นเป็นอย่างไร ? วิมุตติที่แท้จริงนั้น จะต้องมีมูล มาจากการไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยแท้จริง วิมุตติที่เป็นตทังควิมุตติ หรือวิกขัมปนวิมุตตินั้น เป็นวิมุตติชั่วคราว หรือเป็น เพียงวิมุตติหลอก ๆ ไม่ใช่วิมุตติที่เด็ดขาดตายตัว. สมุจเฉทวิมุตตินั้น ต้องมีมูล มาจากมองเห็นชัดแจ้ง จนไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง เท่านั้นเอง. นี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ชัดแล้วว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ ย่อม เป็น ตัวสรณคมน์ ย่อม เป็นตัวทาน ย่อม เป็นตัวศีล ย่อม เป็นตัวสมาธิ ย่อม เป็นตัว ปัญญา ย่อม เป็นตัววิมุตติ กระทั่งถึงเป็นตัววิมุตติญาณทัสสนะได้ในที่สุด สมกับ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ธรรมะข้อเดียวนี้เป็นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา. เมื่อเป็นดังนี้ มันก็เป็นการง่ายสำหรับบุคคลผู้จะเรียนรู้และปฏิบัติ, มีทางที่จะเรียนรู้และปฏิบัติเพียงข้อเดียว แต่ครอบคลุมไปทุกอย่างทุกข้อ ที่ควร จะต้องประพฤติปฏิบัติ ; จะจำแนกแจกออกไปเป็นมรรคมีองค์ ๘, เป็นโพชฌงค์ ๗, เป็นอิทธิบาท, เป็นความเพียร, เป็นอะไรก็ตาม ผลสุดท้ายก็ย่อมสำเร็จประโยชน์ อยู่ตรงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เท่านั้น. ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ เป็นใจความ
น.202 อันสำคัญของพระพุทธศาสนา, เป็นสัมมาทิฏฐิที่ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ สามารถดับทุกข์ได้สิ้นเชิงจริงๆ เป็นสิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่ง. เมื่อมีปัญหาขึ้นมาว่า ทำอย่างไรจิตจึงจะบริสุทธิ์หมดจด หรือเป็นจิตที่ ขาวรอบ ? เราก็จะได้พิจารณากันต่อไป ถึงข้อที่ว่า ทำไมจิตจึงไม่บริสุทธิ์, ทำไม จิตจึงไม่ขาวรอบ ?® จิตไม่บริสุทธิ์หรือไม่ขาวรอบ ก็เพราะมันยึดถือ นั่นเอง. มัน ไปยึดถือนั่นนี่ เป็นตัวเป็นตน เป็นของของตน เข้าไว้ก่อน แล้วก็ขยายเป็น อาการต่าง ๆ คือเป็นโลภะ เป็นโทสะ เป็นโมหะ. เมื่อยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ เกิดความโลภ ที่จะได้มาอีก, ก็เกิดความหึง ความหวง ในสิ่งที่มีอยู่แล้ว. และเมื่อใครมาขัดใจ ในสิ่งที่ตนกำลังยึดมั่นถือมั่น อยู่ มันก็โกรธ ก็ บันดาลโทสะ ก็ประทุษร้ายเขา, และข้อที่ยึดมั่นถือมั่น นั่น แหละ คือตัวความหลงที่แท้จริง เพราะไปหลงยึดมั่น ในสิ่งที่แท้แล้วไม่ควรจะ ยึดมั่นเลย. ไม่มีอะไรเลยที่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ; แต่แล้วมันก็ไปยึดมั่นเอาทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ว่างไม่เว้น ไม่เหลืออะไรไว้ให้ : ยึดมั่นสำหรับรักก็มี ยึดมั่นสำหรับ เกลียดก็มี ยึดมั่นสำหรับกลัวก็มี ยึดมั่นสำหรับสงสัยระแวงก็มี, ล้วนแต่เป็น ความยึดมั่นไปทุกสิ่งทุกอย่าง. ถ้าไม่มีความยึดมั่นแล้ว ก็ไม่มีความรัก ไม่มีความ ชัง ไม่มีความเกลียด ไม่มีความกลัว ไม่มีความสงสัย ไม่มีความระแวง. ต่อเมื่อ มีความยึดมั่น มันก็มีมาพร้อม เป็นเหตุให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ บริบูรณ์ เป็นเครื่องหุ้มห่อจิตให้หนาเกรอะกรังไปด้วยบาปด้วยอกุศล ยิ่งขึ้นทุกที.
น.203 นี้เห็นได้ว่า สิ่งเศร้าหมองของจิตนั้น ก็คือ มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายนั่นนี่ ว่าเป็นเราบ้าง เป็นของของเราบ้างนั่นเอง ; พอไม่มีความ ยึดมั่นเท่านั้น สิ่งเกรอะกรังเหล่านั้นก็หลุดหน่ายออกไป, ได้แก่การที่เราพิจารณา ให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร. รู้ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่น, เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นมาแต่กาลก่อน มากยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย. ปัญญาในข้อนี้มีมาแล้ว ก็คือแสงสว่าง ที่เกิดขึ้น สำหรับทำลายความมืด, หรือว่าปัญญาในข้อนี้มีมาแล้ว ก็เหมือนกับมีดที่คม ที่จะตัดเชือกที่ผูกมัด หรือ ว่าปัญญาในข้อนี้มีมาแล้ว เหมือนกับน้ำที่จะชำระชะล้างสิ่งที่ติดหนาเกรอะกรังอยู่ ให้หลุดละลายไป. เราจะเปรียบกับอะไรก็ได้ ความมันก็เหมือนกันหมดอยู่ตรง ที่ว่า สิ่งที่หุ้มห่อจิตนั้น มันจะหลุดละลายไป ไม่มีส่วนเหลือ ; นับว่าเป็นการ ชำระชะล้าง หรือเป็นการซักฟอกจิตนี้ให้ขาวรอบได้จริง ๆ วิธีอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสยืนยันไว้ว่า ปญฺญาย ปริสุขุมติ - บุคคล ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ; ไม่เคยตรัสว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยเหตุอย่างอื่น นอกจาก ปัญญา เว้นไว้แต่จะเป็นการตรัสอย่างโลก ๆ ในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ เมื่อกล่าวถึง คุณธรรมอันสูง คือดับทุกข์สิ้นเชิงแล้ว พระองค์ทรงประสงค์เอา ปัญญา ว่า เป็น เครื่องทำความบริสุทธิ์. ปัญญาในชั้นนี้ ในลักษณะนี้ ก็ไม่ใช่ปัญญาชั้นต่ำ ๆ แต่เป็น ปัญญาชั้นสูง คือ รู้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง. ปัญญาต่ำ ๆ เตี้ย ๆ คือปัญญารู้จักหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง กระทั่งปัญญาที่ รู้จักคดโกงเขานั้น ไม่ทำคนให้บริสุทธิ์ได้ ; ต้องเป็นปัญญาที่เป็นไปเพื่อโลกุตตระ
น.204 คือให้เห็นแจ้งความจริงของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง. สิ่งที่เรียกว่า ปัญญานี้ก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใดมากไปกว่าสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ; แต่แล้วก็อย่าลืมว่า สัมมาทิฏฐินั้นแบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ เป็นชั้นโลก และชั้นโลกุตตระ. ปัญญาซึ่งเป็นของอย่างเดียวกันกับสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือแบ่งได้เป็นปัญญาอย่างโลก ๆ และเป็นปัญญาอย่าง โลกุตตระ. ปัญญาอย่างโลกุตตระกับสัมมาทิฏฐิอย่างโลกุตตระนั้น เป็นอันเดียวกันแท้ , คือ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของสังขารทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ไม่ยึดไม่ติดอยู่ในสังขารใดเลย. นี้เป็นการชำระความคิดปรุงที่หุ้มห่อจิตอยู่ ให้หลุดกระจายไป ไม่ให้เกิดการปรุงขึ้นมาใหม่ได้ เป็นการชำระจิตนั้น ให้บริสุทธิ์ขาวรอบ. นับว่าเราสามารถที่จะปฏิบัติในพระพุทโธวาทข้อที่ ๓ คือ ข้อที่ชำระจิตให้ขาวรอบนั้นได้ ด้วยการปฏิบัติข้อนี้ คือปฏิบัติในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้ว จะทำให้สรณาคมน์เต็ม ให้ทานเต็ม ให้ศีลเต็ม ให้สมาธิเต็ม และปัญญาเต็ม; เป็นการได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะได้, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการสละออกไปหมด ทุก ๆ สิ่งที่ควรสละ ที่ต้องสละ. เป็นอันว่า การปฏิบัตินี้ย่อมสำเร็จได้ ตามความมุ่งหมายขั้นสุดท้าย คือชำระจิตให้ขาวรอบโดยแท้. ควรจะระลึกนึกถึงติดกันไป เป็นคู่กันไป คือ ภาษิตที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ นั้นจะต้องเล็งถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง โดยไม่ต้องสงสัย.
น.205 เป็นอันว่า ข้อปฏิบัตินี้มีอยู่ และอยู่ในวิสัยที่จะประพฤติปฏิบัติได้ ไม่เหลือวิสัยของใคร ; นอกจากจะเหลือวิสัยของบุคคล ผู้เอาแต่จะเถลไถลคอยแต่จะแก้ตัว ไม่ศึกษาให้เพียงพอแล้ว มันก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นความจริงข้อนี้ได้ ; แต่ถ้ามีความสนใจ เอาใจใส่ให้เพียงพอแล้ว ก็อาจจะเข้าถึงความจริงข้อนี้ได้. .... .... .... .... เราจะพิจารณากันดู ว่า ทำไมคนในครั้งพุทธกาลนั้น บางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย เรียนอะไรก็น้อยมาก แต่ทำไมจึงเป็นพระอรหันต์กันทั่ว ๆ ไป เล่า ? นี่ก็ เพราะเหตุที่ว่าคนเหล่านั้น มีความซื่อตรงต่อตัวเอง รักตัวเองจริง ๆ นั้นอย่างหนึ่ง, และอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรมาล่อหลอกให้หลงใหลมากมายเหมือนคนสมัยนี้, และอีกอย่างหนึ่ง เขาไม่อาศัยความศึกษาเล่าเรียนอย่างเดียว เป็นบรรทัดฐาน. การที่มัวศึกษาเล่าเรียนแต่ทางหนังสือหนังหาอย่างเดียวนั้น ทำให้เตลิดเปิดเบิ่งไป, เป็นบุคคลที่เมาหนังสือ; แต่บุคคลที่พินิจพิจารณาอยู่ในภายใน ศึกษาความจริงอยู่ในภายในนั้น ไม่มีทางที่จะเมาหนังสือ แต่จะเห็นความจริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยปลอดภัยอย่างยิ่ง. ถ้าบุคคลผู้ใดจะอาศัยหนังสือเป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องช่วยแล้ว ก็ต้องระมัดระวังในข้อนี้. บางคนมีหนังสือไว้สำหรับอวดคนอื่น ให้เขากลัวว่า ตัวมีหนังสือมาก แล้วมันเป็นคนเก่ง ใคร ๆ ไม่กล้าดูหมิ่น ดูถูก ดังนี้ไปเสียก็มี ; อย่างนี้เป็นการค้ากำไรจากหนังสือ, ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติธรรมะ. บางคนไม่ถึงอย่างนั้น; แต่ก็ยึดมั่นถือมั่นในตัวหนังสือมากเกินไป อย่างหลับหูหลับตา ก็ทำให้เกิดเรื่อง
น.206 โกลาหลวุ่นวายขึ้นก็ได้, และทำให้ตัวเองติดตังอยู่ในสิ่งเหล่านั้นก็ได้ ไม่มีทางที่ จะก้าวหน้าไปได้เลย. คนที่จะเล่นกับหนังสือ ก็จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังให้มาก อย่างเดียวกัน. หวังว่าผู้ที่มีหนังสือ หรือสนใจในหนังสือนั้น จะรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ กันบ้าง ว่าจะใช้หนังสือสักเท่าไร, จะใช้ความคิดนึก พิจารณาในภายในใจของตน สักเท่าไร จึงจะพอเหมาะพอสมกัน. การที่บุคคลจะบริสุทธิ์ได้ ก็เพราะอาศัยความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ในสิ่ง ที่ผ่านมาแล้วอย่างแท้จริงเท่านั้น. เราจะเห็นได้จากการที่คนแก่ ๆ มองเห็นชีวิตนี้ มามากแล้ว, มองเห็นโลกนี้มามากแล้ว, และได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้วด้วยตนเอง จริง ๆ. เช่น คนแก่คนเฒ่า เคยเป็นบิดามารดามาแล้ว ย่อมรู้รสของความเป็น บิดามารดามาแล้ว. พอมีใครมาชักชวน หรือมาถามว่า เป็นบิดาเขาสนุกไหม ? ก็คงจะสั่นหัวทีเดียว. เป็นมารดาเขาสนุกไหม ? ก็คงจะสั่นหัวเท่า ๆ กัน. แต่ ถ้าไม่เคยผ่านมา ก็ยังลังเลสงสัย หรืออาจจะหลงผิดไปก็ได้. นี้เป็นเครื่องแสดง ให้เห็นว่า ความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น มันมาจากการที่ได้ผ่านมาแล้วจริง ๆ เท่านั้น. คนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำตรัสไม่กี่คำ แล้วเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นคนที่ได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มาแล้วตามสมควร จนกระทั่งรู้อะไร ๆ ได้ด้วยตนเองว่า ไม่ไหว, ไม่ไหว, ยังเหลืออยู่แต่บางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่รู้. พอพระพุทธเจ้า ท่านแนะให้ ท่านสะกิดให้ ก็รู้ได้โดยง่ายดาย, ถึงกับปฏิเสธได้ด้วยตนเองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
น.207 เพราะว่าตนเองได้ปฏิเสธมาหลายสิ่งหลายอย่าง หรือหลายสิบอย่างหลาย ร้อยอย่างมาแล้ว; แต่พอมาได้แนะแนวที่ดีเข้าเท่านั้น ก็ปฏิเสธได้หมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรอีกต่อไป ดังนี้ จึงเป็นพระอรหันต์กันได้ ทั้งที่ ไม่รู้หนังสือก็มี ทั้งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรมามากมายก็มี, ไม่เคยสวดร้องท่องบ่น อะไรได้มากมายก็มี. แต่ เขารู้สิ่งที่ดีไปกว่านั้น คือรู้ความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในใจ และผ่านไปแล้วในชีวิต จึงเห็นได้ว่า การเรียนธรรมะนี้ต้องเรียนในใจ ต้องเรียน จากชีวิต จึงจะได้ความจริง ชนิดที่จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หรือ คลายความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้. เป็นอันว่า เราทั้งหลาย ผู้มีความมุ่งหมายที่จะประพฤติปฏิบัติ ตาม ปฏิปทาของพระอรหันต์นั้น จะต้องสนใจ ในเรื่องความยึดมั่นถือมั่นนี้ให้มาก, เพราะว่า ความยึดมั่นถือมั่น นี่แหละ เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้นเงื่อน เป็น บทเรียนบทแรกและบทสุดท้าย พร้อมกันไปในตัว. ไม่มีบทเรียนมากมายกี่บท, มีแต่บทเดียว คือบทความยึดมั่นถือมั่น จะต้องเอามาแก้ มาสาง มาศึกษา ให้ ลุล่วงไป ให้กลายเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ขึ้นมาให้จงได้ ก็จะเป็นผู้ที่ถึงฝั่งแห่ง การศึกษา คือเป็นผู้ที่มีการศึกษา หรือไตรสิกขา ที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์บริบูรณ์จริง ๆ ; บรรลุถึงความดับทุกข์สิ้นเชิงได้ ก็เพราะเหตุนั้น. เพราะฉะนั้นจึงขอชักชวนท่านทั้งหลายทุกคน ในโอกาสอันสำคัญหรือ ศักดิ์สิทธิ์ คือวันมาฆบูชานี้ว่า : ต่อแต่นี้ไป จงได้สนใจในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือ มั่นนั้น ให้มากเป็นพิเศษ . อย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง แล้วก็ปล่อยไว้ เนือย ๆ เหมือนกับที่แล้วมาเลย ; จะมีอะไรจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอ อย่ายึดมั่น ถือมั่น มันก็ไม่มีความทุกข์.
น.208 พราะฉะนั้น จงหัดมีอะไร หรือ เป็นอะไร โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นกันเสีย บ้าง ; เพราะว่าเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ไม่มีอะไรหรือไม่เป็นอะไร ขึ้นมา อย่างแท้จริงได้. มันมีอะไรหรือเป็นอะไร เพียงสักว่าสมมติกันอย่างโลก ๆ ว่า นี่ของเรา นั่นของเขา นี่ก็เป็นการสมมติกันอย่างโลก ๆ. ว่าโดยแท้จริงแล้ว ทั้งเราทั้งเขา หาได้เอาสิ่งเหล่านั้นไปด้วยไม่, หา ได้พาสิ่งนั้นไปได้ไม่. มันเป็นเรื่องธรรมดาในโลก ซึ่งจะต้องมีอยู่ในโลก แล้ว จะมามัวยึดถือว่าเรา ว่าเขา ว่าของเราของเขา จนเกิดชกต่อยตีรันฟันแทงกัน ให้ยุ่งยากลำบากทำไม ; มีไว้โดยไม่ต้องยึดถือ, เป็นอยู่โดยไม่ต้องยึดถือ ก็นอน สบายไปเท่านั้นเอง ไม่มีความทุกข์ร้อนยุ่งยากใจมารบกวน, แล้วก็มีกินมีใช้ แล้วก็สะดวกสบาย เย็นอกเย็นใจกว่าบุคคลที่ยึดถือไปเสียอีก. คนที่ยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นคนที่แบกภูเขาหนัก แล้วเอามาเพิ่ม เข้า ๆ ๆ จนตัวเองแหลกละเอียดไป สมกับที่เป็นคนช่างยึดมั่นถือมั่น ; หมาย ความว่า เมื่อยึดมั่นถือมั่นหนักเข้าแล้ว จะต้องทำผิด ผิดมากจนถึงกับวินาศไป ทีเดียว ไม่ด้วยความโลภ ก็ด้วยความโกรธ ไม่ด้วยความโกรธ ก็ด้วยความหลง อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้ ในเมื่อมันเป็นไปอย่างแก่กล้า. ส่วนบุคคลผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่มีทางที่จะทำผิด มีแต่จะทำอะไร ถูกไปหมด ; เพราะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ , เพราะมีปัญญาแจ่มแจ้ง ในการ ที่จะเป็นอยู่และกระทำ. มีอะไรก็ไม่ยึดถือว่ามี, เป็นอะไรก็ไม่ยึดถือว่าเป็น, มันไม่หนักอกหนักใจที่ไหน. ไม่มีภูเขาอะไรที่ไหนจะมากดมาทับ, ไม่มีแม้แต่ ทรายหรือเม็ดทราย เม็ดกรวด สักเม็ดเดียว ที่จะมากดมาทับ จึงไม่ต้องพูดถึง
น.209 ภูเขาเลย. ส่วน คนที่มีความยึดมั่นถือมั่นนั้น แบกหรือทูนภูเขาอยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับและทั้งตื่น . รู้ได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า แม้ฝันก็ฝันร้าย คือฝันหนักอึ้งอึดอัด ไปหมด ทำนองเดียวกันกับเมื่อยังตื่นอยู่เหมือนกัน นี้เห็นได้ว่า ความยึดถือนั้น ลงรกลงรากแน่นหนา อยู่ในสันดานของคน ไม่ได้เป็นเรื่องผิวเผิน มีอยู่ในภายนอกอย่างผิวเผินเลย ; แต่ตั้งรกตั้งรากมั่นอยู่ ในสันดาน ของสัตว์ทั้งหลายทีเดียว, มันจึงรู้จักยึดมั่นถือมั่นเป็น มาแต่ในท้อง ก็ว่าได้. แต่ว่ามาเป็นจริงเป็นจังกัน เมื่อได้ประสบอารมณ์ภายนอก :- ได้ประสบสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปไม่ถูกเรื่องถูกทาง, ได้รับคำแนะนำ ชี้แจง สั่งสอน ที่ผิดพลาดมาตั้งแต่เกิด, คือว่า พอลืมตาขึ้นมาในโลกนี้แล้ว ก็ได้รับการสั่งสอนให้ยึดถือโดยไม่รู้สึกตัว ว่านั่นนี่ของเราไปหมด ; ว่าแม่ของเรา ว่าพ่อของเรา ว่าบ้านของเรา ว่าเรือนของเรา ว่าเงินของเรา, อะไร ๆ ก็ล้วน แต่ของเรา. คำว่า "เรา" ว่า "ของเรา" จึงเต็มไปหมด ในบ้านในเรือนของชาวโลก ทั่ว ๆ ไป: แล้วจะไม่ให้ถือว่า เป็นการสอนเด็กตั้งแต่แรกคลอดทีเดียว ว่าให้ ยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา ว่าของเรา ดังนี้อย่างไรได้. ไม่ต้องพูดด้วยปากด้วยวาจา ก็แสดงได้ด้วยกิริยาท่าทาง หรือทำพร้อมกันไปทั้ง ๒ อย่าง ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น หนักขึ้น. เมื่อเป็นผู้ที่ ไ ด้รับการอบรมมาผิด ตั้งแต่ต้น ดังนี้แล้ว มันก็มีแต่จ ะผิด ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ; ยิ่งโตวันโตคืน ก็ยิ่งยึดมั่นถือมั่น หนักขึ้นไปตามตัว.
น.210 ร่างกายจะเจริญขึ้นไปเพียงไร จิตใจที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ก็เจริญมากยิ่งขึ้นไป เพียงนั้น. เพราะฉะนั้น เราควรจะสลดสังเวชในความผิดพลาดข้อนี้ และควรจะ ตั้งต้นกันใหม่. อย่าอบรมให้ยึดมั่นถือมั่นกันมากไปถึงขนาดนั้น. อบรมให้รู้ ความจริงว่า ควรประพฤติปฏิบัติอย่างไร เสียตั้งแต่ทีแรกจะดีกว่า ; ไม่ต้องกลัว ว่าเด็ก ๆ นั้นจะไม่รักเรา, จะไม่หวงแหนสิ่งของ, จะไม่รักษาทรัพย์สมบัติ เราชี้แจงให้เขารู้ความจริง ; บางทีเขาจะมีความทุกข์น้อยไปตั้งแต่เด็ก, จะรู้จักปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ได้ดี, รู้จักเก็บหอมรอมริบโดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์. คนที่ สอนให้ยึดมั่นถือมั่นนั้น มันมีแต่ จะเลยไปในทางเกินขอบเขต จนโลภ บ้าง จนขี้เหนียว บ้าง จนถึงกับในที่สุด ลักขโมย ของเขาบ้าง. นี่ก็มีมูล มาจากความยึดมั่นถือมั่นที่จะเอามาเป็นเรา หรือเป็นของเรา ให้มากขึ้นนั่นเอง. บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นประธาน ได้สังเกต เห็นความข้อนี้ดีแล้ว จึงได้ตรัสอย่างนี้ และได้สอนแต่อย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้น. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ สอนเรื่องให้ปล่อยวางอย่างเดียวเท่านั้น ; ไม่ได้สอนอย่างอื่นเลย. ถ้าผิดไปจากนี้ ก็คือคำสอนปรัมปรา ที่มีอยู่แต่กาลก่อน ก่อนแต่พระพุทธเจ้าเกิด มันไม่แปลก มันไม่วิเศษไปอย่างไรได้. คำสอนที่จะ แปลก จะวิเศษ จะเอาเป็นที่พึ่งได้ ก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เพิ่งมาบอก ให้ทราบว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น.
น.211 ก่อนหน้านี้ เขาสอนให้ยึดมั่นถือมั่นกันทั้งนั้น. ในสมัยที่ยังโง่มากนั้น ได้สอนให้ยึดเอากามคุณเป็นนิพพาน คือ สอนให้ถือว่า การได้อิ่มอกอิ่มใจในเรื่อง ของกามคุณนั้น เป็นนิพพาน ดังนี้ก็เคยมีมาแล้ว. ถัดมา ก็ได้สอนให้ยึดถือ เอาความสุข ที่เกิดจากฌาน จากสมาบัตินั่น ว่า เป็นนิพพาน ; ยึดมั่นถือมั่น กันอย่างเหนียวแน่น ดังนี้ก็เคยมีมาแล้ว. ครั้นต่อมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น ได้สอนให้รู้เรื่องความที่สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น และได้ทรงสอนว่าการสละปล่อยวางให้หมดจด สิ้นเชิงนั้น ว่า เป็นนิพพาน. นิพพานชนิดนี้ จึงต่างกันกับนิพพานกามคุณ, หรือต่างกับนิพพานที่เป็นฌานเป็นสมาบัติ. โดยที่แท้แล้ว นิพพานชนิดนี้แต่ อย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นนิพพานอย่างแท้จริง; เพราะมันดับตัวเรา และดับ ของเราเสียได้ เป็นการดับกิเลสตัณหา ซึ่งจะเป็นเชื้อให้เกิดใหม่ ให้เวียนว่ายต่อไป เสียได้ จึงจะเป็นการนิพพานที่แท้จริง. นิพพาน กามคุณนั้น มันไม่ดับ มันลุกเป็นไฟอยู่แล้วในขณะนั้น แล้วมัน ยังมีเชื้อเหลือเป็นตัณหา ให้แสวงหาต่อไป ในภพข้างหน้า ไม่มีวันอิ่ม วันพอ แล้วมันจะเป็นนิพพาน คือความดับไม่เหลืออย่างไรได้. แม้ความสุขที่เกิดมาจาก ฌานสมาบัติ นั้นเล่า มันก็ เป็นไฟที่กรุ่นชนิด หนึ่ง อยู่ด้วยเหมือนกัน ; แต่ว่าประณีต ละเอียด สุขุมมาก จนไม่มีใครเรียกมันว่า ไฟ แต่แล้วในที่สุด ก็มีเชื้อเหลือ คือ มีตัณหาที่เป็นไปในทางที่จะเกิดใหม่ให้ดี กว่าเดิมนั้น เหลือ เป็นภวตัณหา วิภวตัณหา สุดแท้แต่ว่าจะเป็นไปในกรณีใด ; มันมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดใหม่ ดังนี้ ด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ใช่นิพพาน
น.212 ส่วน ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ย่อมทำลายตัณหาโดยประการทั้งปวง นับตั้งแต่เริ่มแรกเห็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เริ่มเป็นการตัดอาหารของกิเลสตัณหา ขึ้นมาทันที. ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือความที่เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ แจ่มแจ้งอยู่ในบุคคลใดแล้ว ; กิเลสตัณหาของบุคคลนั้น จะไม่ได้กินอาหาร, มันจะเหมือนกับสัตว์ ที่ถูกจับมาขังกรง แล้วไม่ให้อาหาร แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไร. มันจะต้องค่อย ๆ ผอมลงไป จนกระทั่งตายในที่สุด. กิเลสนี้ก็เป็นอย่างเดียวกัน จงทำกรงขังมัน ; ด้วยการพิจารณาให้ เห็นว่า ไม่มีอะไรเลย ที่ควรยึดมั่นถือมั่น. เมื่อมันอยู่ในกรงนี้แล้ว มันก็ไม่ได้ กินอาหาร ; มันก็มีแต่จะผอมลง ๆ และเหือดแห้งไปในที่สุด. การหมดกิเลสตัณหาชนิดนี้ คือความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง . ความ ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ถ้าเรียกให้ไพเราะ เรียกให้ขลังให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ก็เรียกว่า เป็นพระอรหันต์บ้าง, เป็นพระขีณาสพบ้าง. แต่เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ไม่ควรจะ ทะเยอทะยาน ในความขลังศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นพระอรหันต์ เป็นพระขีณาสพทำนอง นั้น ; ควรจะตั้งปณิธานเอาแต่ว่า เราจะดับทุกข์ให้สิ้นเชิง เราจะฆ่ากิเลสตัณหา ให้สิ้นเชิง แล้วความทุกข์ก็จะดับไปไม่มีเหลือ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว. อย่าไปทะเยอทะยาน ว่าจะเป็นพระอรหันต์เลย ; มันจะดับกิเลส ไม่ได้ แล้วมันจะเพิ่มให้ใหม่; เพราะความทะเยอทะยานไปตามเขา ว่าเป็น พระอรหันต์นั้นประเสริฐนัก. คนที่วิ่งไปทำวิปัสสนา เพราะอยากจะเป็น พระอรหันต์ หรือเป็นอะไรนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้กี่มากน้อย เพราะว่าไม่รู้จัก ต้นสายปลายเหตุอันแท้จริง เห่อวิ่งตามเขาไป เพื่อเป็นพระอรหันต์
น.213 ส่วนคนที่รู้จักต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงนั้น ย่อมไปทำวิปัสสนา เพราะ เห็นความทุกข์ครอบงำ, เพราะเห็นว่า ความทุกข์บีบคั้น, เพราะเห็นว่า ความทุกข์เผาลน จึงวิ่งไปทำวิปัสสนาในทำนองที่ว่า มันจะเป็นเครื่องดับทุกข์ ; เหมือนกับไฟไหม้หัว ก็ต้องรีบหาน้ำมาดับ. มุ่งหมายแต่เพียงเท่านี้ ไม่ต้องการ จะเป็นผู้วิเศษวิโสอย่างไร นั่นแหละจึงจะทำไปได้ นี่จึงเห็นได้ทันทีว่า ความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้ แต่ในพระอรหันต์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ในพระนิพพาน. เพราะถ้าไป ยึดมั่นถือมั่นในพระอรหันต์ หรือในพระนิพพาน ขึ้นมาเมื่อใดแล้ว ก็จะเป็นพระ- อรหันต์ที่ไม่จริง, เป็นนิพพานที่ไม่จริง คือไม่ใช่พระอรหันต์ หรือไม่ใช่ นิพพานขึ้นมาทันที. มันก็เลยได้อะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นของยึดมั่นถือมั่นชนิดใหม่ ทำให้บุคคลนั้นหลงใหลมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ดังนี้แล้ว ; จิตของบุคคลนั้นจะ บริสุทธิ์หมดจดขาวรอบได้อย่างไรกัน. มันพอกพูนสิ่งที่หุ้มห่อ พัวพันรึงรัดมาก ยิ่งขึ้น ไม่ใช่บริสุทธิ์เกลี้ยงเกลา หรือเป็นอิสระ หรือขาวรอบ ผู้ที่หวังจะทำจิตให้ขาวรอบ จึงควรจะระมัดระวัง ความเข้าใจผิดในข้อนี้ ให้มาก คือ อย่าได้ไปยึดมั่นถือมั่น ในตัวความขาวรอบนั้นเข้าอีก. อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นในตัวจิตนั้นเข้าอีก, อย่าได้ไปยึดมั่นที่หมายปลายทาง ว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือจะเป็นพระพุทธเจ้าเข้าอีก; ทำกิเลสให้หมดไป ทำความยึดมั่นถือมั่นให้ หมดไปก็แล้วกัน ก็เป็นพระอรหันต์เอง เป็นพระพุทธเจ้าเอง โดยไม่ต้อง อยากเป็น. ขึ้นอยากเป็นยิ่งไม่ได้เป็น, ขืนจะเอาให้ได้ มันยิ่งไม่ได้, ขืนจะ เอาให้มาก มันจะกลับไม่ได้อะไรเลย.
น.214 รื่องของทางโลกุตตระเป็นอย่างนี้ คือว่า ยิ่งไม่เอา จะยิ่งได้มาก, ยิ่ง ไม่เอาเลย จะยิ่งได้ทั้งหมด ; หมายความว่า ไม่เอาอะไรเลยเป็นตัวเป็นตน เป็นของของตน มันจะได้หมด คือได้ความดับทุกข์หมด ได้พระนิพพานมาหมด. แต่ถ้า ยิ่งอยากจะเอาพระนิพพาน ก็ยิ่งไม่ได้นิพพาน เพราะมันเป็นความเข้าใจผิด. ท่านจึงกล่าวไว้เป็นหลักง่าย ๆ ว่า ยิ่งจะเอายิ่งไม่ได้ ; ถ้ายิ่งไม่เอา ยิ่งได้หมด สำหรับเรื่องฝ่ายโลกุตตระ ซึ่งควรจะกำหนดจดจำไว้ให้ดี, จะได้ไป รู้จักพิจารณาในทางที่จะไม่เอาไม่เป็น จนกระทั่งไม่เอาไม่เป็นอะไรเลยแล้ว ก็จะดับ ทุกข์ได้หมด ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา, ไม่ต้องไปเห่อทะเยอทะยานที่ไหน. รู้จักทำวิปัสสนา อยู่ในใจของตน ให้แจ่มแจ้งอยู่ทุกอิริยาบถ ในที่ทุก สถาน ไม่เท่าไรกิเลสก็จะขาดอาหารสูญสิ้นไป เหมือนกับสัตว์ที่ถูกจับมาขังกรง แล้วไม่ให้อาหารไม่ให้น้ำเลย ฉันใดก็ฉันนั้น. กรงของเราก็คือ การพิจารณาใน ข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยนัยดังที่กล่าวมา. หวังว่าท่านสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้อุทิศเวลาเรี่ยวแรง มาบำเพ็ญมาฆบูชา ในวันนี้ ได้รู้จักจับฉวยเอาวิธีที่ทำจิตให้ขาวรอบนี้ ให้ถูกต้อง ให้พอเพียงด้วยกัน ทุกคน : กล่าวคือ พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้เป็นเครื่องสรุปธรรมะทั้งหลายทั้งปวง ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น มาอยู่ในประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรที่จะยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ กล่าวอีกทีหนึ่ง ก็คือว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ อันใคร ๆ ไม่ควรจะฝั่งตัวเข้าไป ด้วย ความหมายมั่นตั้งใจว่า จะเอาเป็นเรา หรือเป็นของของเรา
น.215 ควรจะพิจารณาดูต่อไปให้เห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ใคร ๆ จะ ไปเอาเป็นเรา หรือเป็นของของเราไม่ได้ ; มันเป็นของธรรมชาติ ขืนไปจะเอา เป็นเรา เป็นของของเรา มันก็ตบหน้าเราทันที ; มันมีอำนาจที่เด็ดขาดอย่างนี้ อย่าไปกล้าเอากะมันเลย. ไปพิจารณาดูเถิดว่า ไปเอาเป็นเรา เป็นของเรา เข้าที่ไหน เมื่อไร มันเป็นได้น้ำตาไหลที่นั่น เมื่อนั้น โดยไม่ต้องสงสัย. ดูตัวเองก็เห็นได้ ดูผู้อื่น ก็เห็นได้ : ใครเอาไว้มาก คนนั้นก็จะต้องหนักมาก. ใครยึดถือเอาไว้มาก คนนั้น ก็จะถูกตบหน้ามาก จะต้องน้ำตาไหลมากบ่อย ๆ เป็นธรรมดา เป็นอันว่า เราจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจที่แจ่มแจ้งชัดเจน ไม่ลังเล สงสัยในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วเห็นชัด ความจริงอยู่ดังนี้ ทุกเวลานาที ทั้งหลับทั้งตื่นเถิด ก็จะเป็นการชำระชะล้างจิต ของตนให้ขาวรอบ เป็นการปฏิบัติพระโอวาทในข้อสุดท้ายได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เมื่อปฏิบัติในข้อนี้ได้แล้ว สองข้อข้างต้นนั้น ไม่ไปไหนเสีย ; มันทำบาปไม่ได้ มันไม่รู้ว่าจะทำบาปได้อย่างไร สิ่งที่เป็นความดีทั้งหลายก็เพียบพร้อมอยู่ในนั้นแล้ว. เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทบางหมู่ บางเหล่า บางนิกาย จึงได้ถือเอา การปฏิบัติในข้อที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นหลักใหญ่แต่หลักเดียว, ไม่ค่อยจะคำนึง ถึงเรื่องอื่นให้มากมายไป. เขาจึงเกิดเป็นนิกายที่ก้าวหน้าฉับพลัน, บรรลุสิ่งที่ ควรบรรลุได้ฉับพลัน. เพราะว่ามันมีเรื่องเดียว มันกระทัดรัดสั้น ๆ ตรงไปตรงมา ตรงจุด ตรงเป้า ตรงที่หมายโดยแท้จริง ไปจับฉวยเอาหัวขั้วของมันได้แล้ว แขนง กิ่งก้านต่าง ๆ เช่น สายที่เป็นสายระยางต่าง ๆ ก็ไม่ไปไหนเสีย ย่อมถูกลากมาด้วย กันทั้งนั้น.
น.216 พราะฉะนั้น จงเชื่อฟังคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น และว่า ประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้น เป็นที่รวบยอดแห่ง พระธรรมคำสอน ซึ่งมีเส้นสายระยางจำแนกได้เป็น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ; แล้ว ก็จะมีปัญหาน้อย มีเรื่องน้อย, สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติได้ทันแก่เวลาอายุ ที่ล่วงไป และอยู่ในวัยชราถึงปานนี้. แม้ว่าคนที่ยังเป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นเด็กอยู่ ก็ยังมีทางที่จะเป็น อันตรายได้ มีทางที่จะแตกดับเมื่อไรก็ได้ ; เพราะฉะนั้น จึงควรจะตั้งอยู่ในความ ไม่ประมาทโดยเท่าเทียมกัน. พยายามอบรมซึ่งกันและกัน ให้รู้จักศึกษาพิจารณา ในข้อที่ไม่มีอะไร ควรจะยึดมั่นถือมั่น โดยนัยดังกล่าวมา; ก็จะได้ชื่อว่า ทำปฏิปทาที่เป็นคำสอน เป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์นั้น ให้สำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี. ยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้พลอยสำเร็จตามไปด้วย คู่เคียงกันไป ทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง ; ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ แล้วพบพระพุทธศาสนา เพราะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; มีนัยดังวิปัสสนามา ก็สมควรแก่เวลา. เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้. ------------------
น.217 /๒๕๐๓ กัณฑ์เช้า ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีชวด, วันที่ ๑๒ กุมภาพนธ์ ๒๕๐๓ อรหันตคุณกถา. [หลุดพ้น เพราะความไม่ยึดมั่น.] นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ ปณฺณรสีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต : ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ อนุปาทา วิมุจฺจฺตึ - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนา เนื่องในวันมาฆปุณณมี เพื่อ เป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระ- ศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะสมควร ลงด้วยเวลา. ๑๘๑
น.218 เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันมาฆปุณณมี จึงมีสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจกัน ว่า วันเช่นวันนี้นั้น มีความสำคัญอย่างไร เกี่ยวกับพุทธบริษัท. ข้อแรก ก็คือ วันเพ็ญมาฆะ หรือวันเพ็ญเดือนมาฆะนี้, เป็นวันที่ นับอย่างจันทรคติ ถือเอาพระจันทร์เป็นหลักเกณฑ์สำหรับนับ จึงนับเมื่อ พระจันทร์โคจรไปในกลุ่มดาวฤกษ์ต่าง ๆ. เมื่อพระจันทร์เต็มดวง โคจรอยู่ใน กลุ่มดาวฤกษ์ชื่อว่ามาฆะ ; วันเพ็ญวันนั้นก็ชื่อว่า วันเพ็ญมาฆะ หรือมาฆะปุณณมี. พุทธบริษัท เรานิยมนับถือ การ นับปฏิทินทางจันทรคติ ดังนี้ จึง ได้กำหนดเอาวันเพ็ญ แห่งเดือนมาฆะ หรือวันมาฆปุณณมีเป็นสำคัญ. ถ้าจะนับอย่างสุริยคติ ก็นับเป็นเดือนกุมภาพันธ์ วันที่นั้นไม่แน่นอน ; ไม่คำนวณตามพระจันทร์ วันเพ็ญจึงเปลี่ยนไป ๆ ไม่ตรงเป็นวันเดียวกัน จึงไม่ สามารถจะกำหนดนับได้โดยสุริยคติ. สำหรับพุทธบริษัทเรา การที่นับเอา พระจันทร์เป็นหลักเกณฑ์ เป็นทางจันทรคติดังนี้ เนื่องมาจากขนบธรรมเนียม ประเพณีของพุทธบริษัท และของต่างศาสนาด้วยกัน ก็ล้วนแต่ถือเอาจันทรคตินี้ เป็นเครื่องกำหนด เพราะฉะนั้น เราจึงได้วันเพ็ญทุกคราวไป ด้วยเหตุที่ถือเอา จันทรคติเป็นหลักนี่เอง. อีกทางหนึ่งพุทธบริษัทบางพวกอาจจะถือเอาสุริยคติ หรือถือเอาเดือน ของตนเองเป็นประมาณ ถ้าเป็นดังนั้น การนับก็เปลี่ยนไป และไม่ลงรูปกับวันเพ็ญ ไม่เป็นที่ยอมรับกันในหมู่พุทธบริษัท อย่างฝ่ายเถรวาท เช่น ประเทศไทย เป็นต้น ; เป็นอันว่าประเทศไทยเรา ได้ถือเอาวันมาฆปุณณมี เป็นหลักเช่นนี้เสมอไป.
Buddhadasa