น.219 วันนี้ จึงเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ? วันเพ็ญมาฆะนี้ เป็นวันสำคัญขึ้นมา ก็เนื่องจาก พระอรหันต์ทั้งหลายในพระพุทธ- ศาสนา ได้ประชุมกันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่ง เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา ดังที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว. และ อีกประการหนึ่ง นั้น เนื่องมาจาก การที่พระพุทธองค์ทรงปลง พระชนมายุสังขาร กำหนดวันปรินิพพาน ว่าจักมีในโอกาส ๓ เดือน หลังจาก วันนี้เป็นต้นไป. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็ได้ความสำคัญของวันนี้เป็น ๒ อย่าง คือการประชุม ของพระอรหันต์ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต นั้นประการหนึ่ง, และ การปลง พระชนมายุสังขาร กำหนดวันปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นอีกประการ หนึ่ง ; รวมเป็น ๒ ประการ ด้วยกัน ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะทำการ วินิจฉัยกัน ในข้อที่จะถือเอาเป็นคติอย่างไรได้. ข้อแรก ที่ว่า ประชุมจาตุรงคสันนิบาต นั้น มีใจความสำคัญ อยู่ตรงที่ พระอรหันต์ทั้งหลายประชุมกัน และ ข้อความที่ทรงแสดงนั้น ก็คือ หลักธรรมที่ทำ บุคคลให้เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง ; เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะต้องวินิจฉัยกัน ก็คือ เรื่องความเป็นพระอรหันต์ ว่ามีความสำคัญอย่างไร ? เกี่ยวเนื่องกันกับพวกเรา เป็นอย่างไร เป็นต้น ? ถึงแม้ การปลงพระชนมายุสังขาร นั้นเล่า ก็กล่าวได้ว่า เป็นวิธีการหรือ เป็นอาการอันหนึ่งของพระอรหันต์ ซึ่งจะพึงกระทำได้ และพึงกระทำ; เพราะ
น.220 ฉะนั้น เราวินิจฉัยรวมกันได้เลยทีเดียวว่า เรื่องของพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร ? ถ้าได้ทราบเรื่องราวของพระอรหันต์ อย่างถูกต้องแล้ว ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ก็นับว่า เป็นการทราบเรื่องราว อันเกี่ยวกับวันมาฆบูชานี้ อย่างครบถ้วนทีเดียว. การที่จะเข้าใจเรื่องราวของพระอรหันต์นั้น ไม่เป็นของง่ายนัก; ถ้า จะวินิจฉัยกันแต่ตามตัวหนังสือ หรือเรื่องราวในพระคัมภีร์แล้ว แทบจะไม่มี ประโยชน์อะไร แก่บุคคลผู้ได้ฟังได้ยินเพียงครั้งเดียว; เพราะว่าจะต้องกำหนด ศึกษาพินิจพิจารณากันมาก. เพราะเหตุฉะนี้ โอกาสเช่นวันนี้ จะได้วินิจฉัยกัน แต่ในทางที่จะเข้าใจได้สำหรับคนทั่วไป ว่าพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร. การที่พระอรหันต์ประชุมกัน ประชุมกันในวันไหน ด้วยเหตุไม่นัดหมาย เป็นต้นนี้ ยังไม่สำคัญเท่ากับข้อที่ว่า ความเป็นพระอรหันต์ของท่านนั้นเป็นอย่างไร. เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้สนใจ ในเรื่องของพระอรหันต์โดยตรง ว่าความเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร, และจะเป็นประโยชน์แก่พวกเรา เท่าที่ จะถือเอาได้เพียงไร สืบต่อไปด้วย. .......... ......... .......... ......... เมื่อกล่าวเป็นคำถามขึ้นว่า พระอรหันต์นั้นคือบุคคลชนิดใด ? ดังนี้แล้ว ย่อมจะกล่าวได้ว่า พระอรหันต์เป็นบุคคลที่อยู่เหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง แล้วมัน เกี่ยวข้องอย่างไรกับพวกเรา ? มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับพวกเรา ในข้อที่ว่า พวกเราก็อยู่ภายใต้ความทุกข์ โดยประการทั้งปวงเหมือนกัน ในเมื่อพระอรหันต์ ท่านอยู่เหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง.
น.221 ปัญหาก็จะมีว่า เราจะสนใจไปทำไม ? นี้มันแล้วแต่บุคคลผู้ใด จะมี ความประสงค์อย่างไร. ถ้าบุคคลผู้ใด ประสงค์จะอยู่ภายใต้ความทุกข์ โดยประการ ทั้งปวงไปตามเดิม ก็ไม่ต้องสนใจ เรื่องของพระอรหันต์เลยก็ได้, ก็จะได้มี ความทุกข์โดยประการทั้งปวง; สมน้ำหน้าของบุคคลชนิดนั้น โดยไม่ต้องสงสัย. แต่ถ้าบุคคลใด มีความหวังว่าจะบรรเทาความทุกข์นั้น จนกระทั่งอยู่ เหนือความทุกข์แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องสนใจเป็นธรรมดา, และจะต้องมีความ สนใจมากเป็นพิเศษ สำหรับบุคคลที่จะอยากจะดับทุกข์สิ้นเชิง, หรือสำหรับ บุคคลที่มีความคิดว่า เราเกิดมาทั้งทีจะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงได้รับ; เพราะฉะนั้น บุคคลประเภทนั้น จึงมีความสนใจ ในเรื่องของพระอรหันต์ยิ่งกว่า เรื่องอื่นใด จนได้รับประโยชน์เต็ม ตามที่ควรจะได้รับจริง ๆ. ข้อที่ว่า คนเราเกิดมา ควรจะอยู่ภายใต้ความทุกข์ หรืออยู่เหนือความ ทุกข์นั้น นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ก็แทบจะกล่าวได้. ถ้าคนบางคนมาเกิด ท้อถอย เกิดความท้อแท้ ว่าคนอย่างเราหรือคนทั่วไป ไม่สามารถจะอยู่เหนือ ความทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว ก็ไม่สนใจ; ถือเสียว่าเป็นสิ่งสุดวิสัย ; ดังนี้ก็ เพราะ เหตุว่าเป็นกรรม เป็นบาปของบุคคลนั้นเอง ที่ไม่พยายามเข้าใจ ให้ถูกให้ตรงยิ่งขึ้น ไปกว่านั้น เป็นผู้สมัครที่จะมีความทุกข์ หรือทนทุกข์โดยชื่นตา. แต่ถ้าบุคคลบางคนมีความคิดนึกว่า สิ่งนี้ต้องไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ; เพราะถ้าเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย พระพุทธเจ้าก็ไม่มีประโยชน์. พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ในโลกนี้ ก็เพื่อจะช่วยสัตว์โลก ; เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์ จะต้องไม่ เหลือวิสัย ที่สัตว์โลกจะปฏิบัติตาม
น.222 และอีกประการหนึ่งนั้น ถือกันว่า พระพุทธเจ้านั้นเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า คือตรัสรู้ถึงที่สุด และด้วยพระองค์เอง; การตรัสรู้ถึงที่สุดในสิ่งที่ ควรรู้ทั้งปวง เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ความตรัสรู้ในสิ่งทั้งปวงและถึงที่สุด นั่นเอง จะต้องทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ที่ไม่อยู่เหนือวิสัยของมนุษย์ ; เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ฉลาดถึงที่สุด และรู้สิ่งทั้งปวง ย่อมสามารถทรงแสดง ธรรมะนั้น ให้อยู่ในสภาพที่มนุษย์ทั้งหลายจะพึงเข้าใจได้; เพราะฉะนั้นธรรมะที่ พระองค์ทรงแสดงไว้ ต้องไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเลย. เมื่อมีความคิดนึกมาในทำนองนี้ ก็พอที่จะเกิดความสนใจ และเกิด ความพยายามพากเพียร ที่จะมีความรู้ความเข้าใจ ในพระธรรมคำสอนของพระ- พุทธเจ้า, และพยายามศึกษาประพฤติปฏิบัติ จนได้รับประโยชน์ตามสมควรที่จะ ได้รับ. นี้เรียกว่า ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และเป็นพุทธบริษัท. แต่ถ้ากล่าวให้กว้าง ๆ ออกไปแล้ว จะเป็นพุทธบริษัทหรือไม่เป็นพุทธ- บริษัทก็ตาม; ความดับทุกข์ย่อมเป็นเหมือนกันหมด, การทำความดับทุกข์ ก็เหมือนกันหมด. เพราะว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาสอนนี้ เป็นสิ่งสากล ของธรรมชาติ คือว่า พระองค์กล่าวไปตามความจริงของธรรมชาติ ที่มนุษย์ทุกคน จะต้องเป็นเช่นนั้น, ไม่ใช่ตรัสเอาเอง, และไม่ใช่ตรัสเฉพาะบุคคลบางหมู่บางพวก, แต่ตรัสในฐานะที่เป็นความจริง ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง. ไม่ต้องกล่าวถึงมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ แม้พวกเทวดา พวกพรหมใน สวรรค์ ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้, คือจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน; แม้จะต่ำ ลงไป จนถึงพวกสัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย เป็นต้น ก็ยังมีกฎเกณฑ์
น.223 อย่างนี้, มีกฎเกณฑ์อย่างเดียวกัน ในการที่จะปฏิบัติ เพื่อทำความดับทุกข์ให้ แก่ตน. เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า การศึกษาพระธรรมคำสอน ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง สำหรับ ทุกคน โดยไม่ยกเว้นผู้ใดเลย; แต่การที่มีคนบางคนเกิดเข้าใจผิด แล้วเดินเถล- ไถลออกไปเสียนอกทางนั้น นับว่าเป็นกรรมของบุคคลนั้นเอง จะทำอย่างไรได้ เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงจำเป็นที่จะต้องพูดกัน แต่ในบุคคลที่ไม่มีบาปกรรมมาก เกินไป คือเป็นบุคคลที่ไม่อาภัพ; แต่เป็นบุคคลที่มีความสมควร มีความเหมาะสม ที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตนได้. เรื่องราวของการทำความดับทุกข์สิ้นเชิงนั่นแหละ คือเรื่องราวของการ ทำความเป็นพระอรหันต์, และผู้ที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิงไม่มีเหลือ นั่นแหละคือบุคคล ประเภทที่เรียกกันว่า พระอรหันต์. เพราะฉะนั้น ถ้าบุคคลผู้ใด มีความนิยม ในการทำความดับทุกข์สิ้นเชิงแล้ว, ก็ควรจะสนใจในเรื่องราวของพระอรหันต์ โดยตรง เพราะไม่มีเรื่องอื่นนอกไปจากนี้. ข้อที่กล่าวว่า เรื่องราวของพระอรหันต์ เป็นความดับทุกข์โดยตรงนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใครบัญญัติขึ้น หรือว่าเอาเอง; แต่ว่าเรื่องได้เป็นมาอย่างนั้น; คือว่า บุคคลที่รู้เรื่องความจริงของความทุกข์ จนปฏิบัติดับทุกข์ได้สิ้นเชิง คนนั้น ก็เป็นผู้พ้นทุกข์, แล้วเราเพิ่งมาเรียกกันเอาเอง ตามความพอใจ ตามความ เคารพ ว่าพระอรหันต์, ฟังดูเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ ไปเสียทางหนึ่ง เลยทำ ให้เกิดความนิยม ไปในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์. แม้ข้อนี้ก็เป็นความเข้าใจผิด ใน เรื่องอันเกี่ยวกับพระอรหันต์ด้วยเหมือนกัน.
น.224 ราจะต้องทำจิตใจให้เป็นกลาง, ให้รู้จักความทุกข์, รู้สึกกลัวความทุกข์, เบื่อระอาต่อความทุกข์, แล้วพยายามทำความดับทุกข์นั้นเสีย ; จะเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็นพระอรหันต์ อย่าไปสนใจ. เมื่อดับทุกข์หมดสิ้นเชิงแล้ว จะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นพระอรหันต์ ไม่มีปัญหาอะไร. ว่าโดยที่แท้ ก็ย่อมเป็นพระอรหันต์อยู่โดยถูกต้อง และในตัวมันเอง, ไม่ต้องไปคิดไปนึกในข้อนี้ให้เสียเวลา. เพราะถ้ายิ่งไปคิดไปนึก ก็ยิ่งเกิดความยึดมั่นถือมั่น, เป็นความหลงใหล, เป็นความทะเยอทะยานอยาก อยากที่จะเป็นพระอรหันต์; แล้วก็ไม่อาจจะเป็นพระอรหันต์ได้ ด้วยความอยาก. ยิ่งมีความอยาก ก็ยิ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ; เพราะฉะนั้น จะต้องหยุดความอยากโดยประการทั้งปวงเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องอยาก. ถ้ามีความอยาก ก็อยากไปในทางที่จะดับความทุกข์; เพราะว่าการอยากในทางที่จะดับความทุกข์นี้ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ไม่เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นคำที่ขลัง ฟังแล้วน่าอยาก, เหมือนกับอยากเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เหล่านั้นเป็นต้น ; คำเหล่านั้นถูกเสี้ยมสอนให้เห็น เป็นของขลัง น่าอยาก, แล้วก็ อยากกันด้วยความหลงใหล ไปเสียหมดแล้ว เลยยิ่งไม่เป็นพระอรหันต์มากยิ่งขึ้นทุกที เพราะเป็นความอยากที่เข้าข้างตัว เห็นแก่ตัว. ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไรโดยแท้จริง แต่ก็อยากด้วยความหลง ๆ กันเท่านั้นเอง, อยากด้วยความเห่อเหิมทะเยอทะยาน ที่จะเป็นอริยบุคคล จนเป็นบ้าเป็นหลัง รักษาไม่หายดังนี้ก็มี. นั่นแหละคือ ความอยาก
น.225 ในการที่จะเป็นพระอรหันต์ เป็นต้น ของบุคคลที่ไม่มีความรู้เพียงพอ, และ เป็นอันตรายเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น. ส่วนอีกทางหนึ่งนั้น ได้แก่ ความอยากจะดับทุกข์ ข้อนี้ไม่เป็นอันตราย ข้อนี้ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ; เพราะว่า ถ้าความทุกข์ปรากฏชัดอยู่จริง ๆ แล้วต้องการ อยาก ประสงค์ ปรารถนา ที่จะดับมันเสีย ก็พยายามทำไปเรื่อย ๆ ในทางที่จะดับมัน ; มันก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เข้าใจผิด หรือเป็นความหลงยึดถือ ในทำนองเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ไปได้ จึงเป็นไปโดยเรียบร้อย. ความทุกข์หมดไปโดยลำดับ จนกระทั่งหมดทุกข์สิ้นเชิง, ก็ สามารถที่จะเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์ หรือที่เรียกกันอย่างไพเราะว่าเป็นพระอรหันต์นั้นได้. ถ้าไม่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถที่จะเป็นผู้ที่ มีความทุกข์เบาบาง, มีความทุกข์แต่เล็กน้อย พอสมกับการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. ไม่มีความทุกข์เต็มที่ เหมือนบุคคลที่โง่หลงงมงายเต็มที่ คือไม่มีแสงสว่างแห่งธรรมะ อยู่ในใจของตนเลย. เป็นอันว่า การที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมะ ที่ทำความเป็นพระอรหันต์นั้น อย่าได้ทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นพระอรหันต์ เป็นต้น. แต่ ให้มีความแน่วแน่ในการที่จะดับทุกข์ , หรือทำลายความทุกข์ของตนเองจริง ๆ ; ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา หลงใหล ในเกียรติยศ ชื่อเสียง ที่สูงสุดเช่นนั้น, สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี คือสามารถที่จะบรรเทาความทุกข์ของตนเอง ได้คราวละเล็กละน้อย เป็นลำดับ ๆ ไปทุกวัน ; ไม่ใช่ทำด้วยความละเมอเพ้อฝัน ว่าจะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาปุบปับด้วยอาการทำอย่างนั้น
น.226 อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งไม่เคยสมประสงค์ แม้แต่บุคคลใดเลย เพราะเป็นความหลงผิด โดยสิ้นเชิง. บุคคลที่เป็นพระอรหันต์ ท่านไม่ทะนงตัว ไม่สำคัญตัว ไม่ยึดถือตัวว่า เป็นพระอรหันต์. บุคคลที่ไม่เป็นพระอรหันต์ต่างหาก ที่หลงไปยกย่องสรรเสริญ หรือกระหยิ่ม ต่อความเป็นอย่างนั้น แทนพระอรหันต์เสียเอง; นี้ก็เป็นเพราะว่า คนธรรมดาสามัญนั้น มีความกระหยิ่ม อยากที่จะเป็นนั่นเป็นนี่, และอยากจะเป็น ให้สูงสุดกว่าคนทั้งปวง จึงกระหยิ่มเรื่องความเป็นพระอรหันต์ของพระอรหันต์ ไม่ใช่ของตนเองเลย แต่ก็ไปกระหยิ่ม ในความเป็นพระอรหันต์ของพระอรหันต์ ทั้งที่พระอรหันต์ไม่มีความรู้สึก และไม่มีความกระหยิ่ม ในความเป็นพระอรหันต์ ของตน. ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า มันต่างกันอย่างไร ในระหว่างบุคคลที่เป็น พระอรหันต์ กับบุคคลที่ไม่เป็นพระอรหันต์. คนที่ มีความทะเยอทะยาน มีความกระหยิ่มที่จะเป็นนั่นเป็นนี้ อยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะเป็นพระ- อรหันต์ได้. ในทางที่ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นแหละเป็นสิ่งที่จะต้องบรรเทาลงไป คืออย่าได้มีความกระหยิ่มทะเยอทะยานในการที่จะเป็นอะไร, หรือ ลดบรรเทาความ กระหยิ่ม ความทะเยอทะยานนั้น ให้น้อยลงตามลำดับ ๆ, ก็จะสามารถดำเนินตน ใกล้ความเป็นพระอรหันต์เข้าไป ได้ทุกที่ โดยไม่รู้สึกตัวก็ยังได้.
น.227 นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การเป็นพระอรหันต์นั้น หมายถึงการทำลาย ความอยาก ความปรารถนาหรือความต้องการ ของกิเลสตัณหา ออกไปเสียตาม ลำดับ ๆ; แต่เป็นผู้มีสติปัญญา พิจารณาเห็นสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นของที่เรา ไม่ต้องอยาก. แต่มีสติปัญญาแล้ว ก็ทำมันไป ตามสมควรแก่เหตุผล สติปัญญา บอกให้รู้ว่าควรทำ, ควรทำเพราะเหตุใด, และควรทำอย่างไร จิตใจจึงจะไม่ เป็นทุกข์, แล้วก็ทำไปตามนั้นก็แล้วกัน การที่จะไม่ทำอะไรเสียเลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้. เราต้องทำ, เรา ต้องทำอะไรทุก ๆ อย่างที่ควรจะทำ. ปัญหามันมีอยู่ว่า ในการทำนั้น เราจะทำให้ มันเป็นทุกข์หรือทำให้ไม่เป็นทุกข์; ถ้าจะทำ ไม่ให้เป็นทุกข์ ต้องทำด้วยสติปัญญา. อย่าทำด้วยกิเลสตัณหาหรือความอยาก. ถ้าต้องการให้มันเป็นทุกข์นั่นแหละ จึง ค่อยทำด้วยกิเลสตัณหา หรือด้วยความอยาก. จะทำอะไรสักนิดหนึ่งก็ตาม ถ้าทำด้วยความรู้สึกที่เป็นความอยาก หรือ เป็นกิเลสตัณหาแล้ว ต้องมีความทุกข์โดยแน่นอน ; แต่ถ้าทำด้วยสติปัญญา อย่าให้กิเลสตัณหาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว แม้จะทำมากมายก่ายกองเพียงไร ก็หาเป็น ความทุกข์ไม่; เพราะสติปัญญารู้จักทำให้ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่แหละเรียกว่า สติปัญญาของพระอรหันต์. สติปัญญาของพระอรหันต์ เป็นอย่างนี้ คือเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องอยากหรือเป็นทุกข์; ทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้มากมาย โดยไม่ต้อง อยากหรือต้องเป็นทุกข์ เราจึงไม่มีความทุกข์เลย โดยประการทั้งปวง. อย่างนี้ เรียกว่าสติปัญญาแท้ ถึงจะทำอะไรก็ควบคุมความอยากไว้ได้ ไม่ให้มีความอยาก จนเป็นทุกข์ เลย เป็นผู้ชนะความอยากอยู่ตลอดเวลา.
น.228 มื่อชนะความอยากแล้ว ก็เป็นการชนะความทุกข์ด้วย , และเมื่อเป็นการชนะความอยากและความทุกข์แล้ว ก็ย่อมเป็นการชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น ในโลกนี้ และโลกอื่น ๆ ด้วย. เป็นอันว่า เป็นผู้ชนะโดยประการทั้งปวง เพราะไม่มีความอยาก, เพราะเอาชนะความอยากเสียได้, และเป็นผู้มีสติปัญญาอยู่โดยสมบูรณ์. นี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัด ลงไปข้อหนึ่งแล้วว่า ถ้าเราจะทำอะไรไม่ให้เป็น ทุกข์ เราต้องทำด้วยสติปัญญา ที่เหมาะสมที่เพียงพอ . อย่าไปทำด้วยกิเลสตัณหาในเรื่องนั้นเป็นอันขาด . . . . . . . . . . . . . . . . บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าไม่ทำด้วยกิเลสตัณหา ไม่สนุก. ข้อนี้มันมีความหมายแตกต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ มันสนุกอย่างคนมีกิเลสตัณหา, กับสนุกอย่างคนมีสติปัญญา อีกนั่นเอง. สนุกอย่างคนมีกิเลสตัณหา ก็ต้องได้มานอนก่ายหน้าผาก เสียน้ำตา สมน้ำหน้าของมันอีกตามเคย ; แต่ถ้า ทำด้วยสติปัญญา แล้ว ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ; แม้จะไม่ต้องหัวเราะ แม้จะไม่ต้องร้องไห้ ก็มีชัยชนะอยู่ตลอดเวลา คือประสบความสำเร็จ. สิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดี, เป็นผู้ที่มีความต้องการอันสำเร็จได้ โดยไม่ต้องร้องไห้ โดยไม่ต้องหัวเราะ. การเป็นอย่างนี้ เรียกว่าเป็นความสนุกของบุคคลที่มีปัญญา ; ถ้าจะเรียกว่าหัวเราะ ก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ส่วนเรื่องร้องไห้นั้นเป็นไม่มีเลย. เพราะว่า การร้องไห้นั้น มันมาจากการไม่ได้สมตามที่อยาก ; ถ้าเรา ไ ม่อยากเสียแล้ว มัน ก็ไม่มีการที่ไม่ได้สมตามที่อยาก, แล้วมันก็ไม่มีการร้องไห้ หรือการต้องร้องไห้ ;
น.229 เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการร้องไห้, จะมีก็แต่การหัวเราะ แต่ก็ไม่ใช่หัวเราะเฮฮาอย่าง คนโง่ ๆ. การหัวเราะเฮฮา เพราะได้อย่างใจของคนโง่ ๆ นั้น มัน คู่กันกับการ ร้องไห้ มันเหน็ดเหนื่อยเพราะความอยาก ; เพราะฉะนั้น มันก็เป็นการร้องไห้อย่างโง่เขลาชนิดหนึ่งนั่นเอง คือ การหัวเราะเพราะได้อย่างใจ นั่นแหละ เป็นการร้องไห้อย่างโง่ ๆ อีกชนิดหนึ่ง นั่นเอง. เป็นอันว่า มันมีแต่ความแผดเผา มีแต่ความทนทรมานด้วยกันทั้งนั้น. แต่ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา ไม่มีกิเลสตัณหา ที่เป็นเหตุให้ทำแล้ว มันหัวเราะแท้จริง คือหัวเราะด้วยจิตใจ ; หัวเราะว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปตามที่มันเป็นของมันเอง แล้วมัน ทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้เรามีความทุกข์ไม่ได้. เรามองเห็นอยู่แล้วว่า มันจะต้องเป็นอย่างไร, แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ. เราหัวเราะเยาะมัน เพราะเราทายถูก ; และในที่สุด เรา หัวเราะเยาะ มัน เพราะมันทำอะไรให้เราเป็นทุกข์เป็นร้อนไม่ได้. การหัวเราะอย่างนี้ จึงผิดกันไกล กับการหัวเราะของบุคคล ที่หัวเราะสรวลเสเฮฮา เพราะได้อะไรมาสมตามความอยากของตน ; การหัวเราะชนิดนั้นมันก็ต้องเป็นของสำหรับคนที่มีกิเลสตัณหาอยู่ดี คือต้องมีความอยาก; ครั้นได้สมอยากจึงหัวเราะ. แต่ว่ามันจะสมอยากไปได้สักเท่าไร ในเมื่อ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ; ไม่ช้ามันก็ต้องร้องไห้. ถ้ายังมีความอยากอันนี้อยู่ คือความหลงอยากในสิ่งที่ได้มา, หลงรักในสิ่งที่ได้มา, อยากไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป ในที่สุด มันก็ต้องร้องไห้ ; เพราะ
น.230 สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเปลี่ยนแปลงไป หรือว่าเพราะ สิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ . ยิ่งรักมากยิ่งอยากมาก, อยากจะให้เป็นไปตามความต้องการของตนมาก ; มันก็ยิ่งไม่เป็นไปตามความต้องการของตนมากขึ้นอีก ; เพราะตนอยากมากเกินไปนั่นเอง. ถ้าตนอยากแต่น้อย มันก็พอจะเป็นไปได้บ้าง ; แต่ ถ้าไม่อยากเสียเลย มันก็ไม่มีความผิดหวัง ในข้อนี้เลย ; จึงเป็นอันว่า ไม่ต้องร้องไห้และไม่ต้องหัวเราะ ชนิดที่เป็นการสรวลเสเฮฮา. การร้องไห้ การสรวลเสเฮฮา เป็นของคู่กัน และเป็นของบุคคลที่มีความอยาก. ส่วน บุคคลที่มีชัยชนะ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาสมบูรณ์นั้น มีแต่หัวเราะ ทั้งสองอย่าง , คือ เมื่อไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ ก็หัวเราะเยาะว่า มัน เป็นอย่างนั้นเอง ของมันเอง ตามธรรมชาติ ; แม้มัน เป็นไปตามต้องการ ก็หัวเราะเยาะว่า เราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย ไม่ใช่สิ่งที่เราจะหลงรัก หลงอยาก หลงต้องการ จะมีมาก็ได้ ไม่มีมาก็ได้ เราถือเอาเพียงความสะดวกสบาย ในการเป็นอยู่ในโลกนี้. เพราะฉะนั้นจึงหัวเราะเยาะทั้งสองทาง คือทั้งที่เป็นไปตามที่ต้องการ, และทั้งที่ไม่เป็นไปในทางที่ต้องการ, จึงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์เลย. ลักษณะของบุคคลเช่นนี้แหละ เรียกว่า บุคคลผู้ชนะสิ่งทั้งปวง ; ไม่มีสิ่งใดมาทำบุคคลนี้ให้เร่าร้อน ให้เดือดร้อน ให้เป็นทุกข์ได้แต่ประการใด . นับว่าเป็นอุบายวิธี ที่ฉลาดที่สุดของมนุษย์เรา, หรือจะถือว่าถ้าเป็นศิลปะก็เป็นยอดของศิลปะแล้ว ในบรรดาบุคคลทั้งหลายที่นิยมศิลปะนั้น. ควรจะรู้จัก ศิลปะอันสูงสุดของมนุษย์ กล่าวคือ ศิลปะที่เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ นี่เอง.
น.231 เป็นอันว่า บุคคลประเภทใดก็ตาม จะถือเอาความจริงก็ตาม, จะถือเอาโดยเป็นอุบายวิธีก็ตาม, จะถือเอาแม้แต่เพียงเป็นศิลปก็ตาม, เรื่องทั้งหมดนั้น ก็จะต้องเป็นไปในเรื่องของพระพุทธศาสนา คือเรื่องธรรมะที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ ให้อยู่เหนือความอยาก เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง ดังนี้. เป็นอันว่า ในบรรดาเรื่องราวทั้งหลาย ที่มนุษย์เราควรจะรู้ควร จะทำนั้น ไม่มีเรื่องใดจะประเสริฐสูงสุดไปกว่าเรื่องนี้ คือเรื่องที่ทำให้เราเป็นผู้ชนะอยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวงนี่เอง. เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงพระ-อรหันต์ หรือการทำพิธีเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ เช่นเรากระทำในวันนี้แล้ว เราจะ ต้องระลึกนึกถึงความชนะ , คือความชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จนไม่มีสิ่งใดมาทำให้เราหัวเราะหรือร้องไห้ได้. แต่จะมีสติปัญญาสำหรับหัวเราะเยาะ ; หัวเราะอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นการหัวเราะเยาะ หัวเราะเยาะด้วยสติปัญญาอยู่ในภายใน คือมีความสนุกสนาน ตามแบบของบุคคลผู้มีปัญญานั่นเอง. ไม่ต้องสนุกสนานไปตามแบบของบุคคลที่จะต้องหลั่งน้ำตา, หรือหัวเราะชนิดที่ทำให้ท้องคัดท้องแข็ง เหนื่อยอกเหนื่อยใจเช่นเดียวกันกับการร้องไห้. .... .... .... .... ถ้าเราระลึกนึกถึงพระอรหันต์ เราอย่าเพียงแต่ยึดถือในคำคำนี้ ว่าเป็นคำสูงสุด ; แต่เราจะต้องระลึกนึกถึงข้อที่คนเรานี่แหละ จะต้องทำตนให้เป็นอย่างนั้นให้จนได้ คือ ให้อยู่เหนือความทุกข์ให้จนได้ , ให้ชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง , อย่าให้มีสิ่งใดมาเบียดเบียนจิตใจ ให้เร่าร้อนหรือเดือดร้อนได้. นั่นแหละจึงจะสมกัน กับการที่เราระลึกนึกถึงพระอรหันต์, หรือเราออกปากเอ่ยชื่อถึงพระอรหันต์,
น.232 หรือเรามาทำพิธีเป็นที่ระลึก เป็นการบูชาแก่พระอรหันต์ เช่นที่กระทำในวันนี้ เป็นต้น. หรือว่าเราจะสวดร้องท่องบ่น สิ่งซึ่งเป็นคุณธรรมของพระอรหันต์ก็ตาม ; จิตใจของเราจะต้องระลึกนึกถึง จิตใจที่บริสุทธิ์สะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็น, ไม่มีอะไรมาบีบคั้นให้เร่าร้อน เดือดร้อนได้แต่ประการใด ; จึงจะได้ชื่อว่า วันนี้เป็นวันมาฆบูชาสำหรับเรา อย่างเต็มที่และอย่างถูกต้อง. ถ้าผิดจากนี้แล้ว มันก็เป็นวันหยุดการงานของคนทำงาน, หรือเป็นการหยุดโรงเรียนของเด็กนักเรียน ; แม้แต่เด็กอมมือ ก็รู้จักดีใจว่า ได้หยุดโรงเรียน นี้ไม่เป็นการทำมาฆบูชาที่ถูกต้องเลย. ถ้าจะให้เป็น การทำมาฆบูชาที่ถูกต้อง แล้ว มันไม่ใช่เพียงแต่หยุดโรงเรียน หรือหยุดการงาน ; แต่มันจะต้องเป็นการทำจิตใจของเราเอง ให้มีความรู้สว่างไสวแจ่มแจ้ง ในเรื่องของพระอรหันต์, และ พยายามทำจิตใจของเราให้คล้ายกับจิตใจของพระอรหันต์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ; แต่ไม่ใช่ทำด้วยความทะเยอทะยานอยาก ด้วยกิเลสตัณหาว่า "กูจะเป็นพระอรหันต์" ดังนี้ ก็หาไม่. เพราะว่าถ้าทำอย่างนั้น มันยิ่งไม่ได้ ; แต่จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง สำรวมเป็นอันดี มีสติสัมปชัญญะ. อย่าให้กิเลสตัณหามาครอบงำต่างหาก. เมื่อทำได้ดังนั้น จิตใจของบุคคลผู้นั้น ก็จะเป็นจิตใจที่คล้ายกันกับจิตใจของพระอรหันต์ ขึ้นมาทันที ; แม้ว่าจะไม่เป็นไปโดยตลอดและเด็ดขาด เป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง ก็ยังประเสริฐสุด เป็นสิ่งประเสริฐสุดที่มนุษย์ได้รับวันหนึ่งคืนหนึ่งดังนี้ แล้วจะเอาอย่างไรเล่า.
น.233 ตามธรรมดาเรามีจิตใจมืดมัว เร่าร้อนกระวนกระวาย ดิ้นรนระส่ำระสาย วิ่งไปวิ่งมา หาความสงบรำงับมิได้ อยู่ตลอดทั้งเดือนทั้งปีแล้ว ; จะไม่เป็นการสมควรบ้างเลยเทียวหรือว่า เราจะมีความสงบเยือกเย็น สักวันหนึ่งคืนหนึ่ง เพื่อให้รู้ถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้. ข้อนี้ไม่เป็นการขาดทุน, ไม่เป็นการเสียหายอะไร ; ถ้าคิดนึกไปในแง่ของการพักผ่อน ก็เป็นการพักผ่อนอย่างยิ่ง ; ถ้านึกไปในแง่ของการศึกษาก็เป็นการศึกษาอย่างสูงสุด ; ถ้านึกไปในแง่ของการทำความดี ก็เป็นการทำความดีสูงสุด จนอยู่เหนือความดี โดยประการทั้งปวง. เป็นอันว่าการที่เสียสละเวลา และเสียสละสิ่งต่าง ๆ มาทำกาย วาจา ใจของตน ให้อยู่ในร่องในรอยของพระอรหันต์ ในวันเช่นวันนี้นั้น เป็นสิ่งประเสริฐที่สุดสำหรับบุคคลทุกประเภทแล้ว. เพราะว่าแม้แต่บุคคลประเภทที่ยังต่ำอยู่ ยังมีกิเลสหนาอยู่ มันก็ยังเป็นการดีอยู่นั่นเอง ที่จะ ทรมานกิเลสนั้นเสียบ้าง , หรือว่าอย่างน้อยที่สุด ก็จะได้มีความรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จะแก้ทุกข์ แก้อำนาจของกิเลสได้โดยแท้จริง. ถ้าเมื่อใดกิเลสลุกลามมากเกินไป ก็จะได้รู้จักอาศัยสิ่งนั้น นำสิ่งนั้นมาใช้แก้กิเลสของตนได้ ตามสมควร ; เป็นการที่ดีกว่าที่จะไม่รู้เสียเลยเป็นไหน ๆ, เป็นการรับประกันว่า จะไม่มีความทุกข์เกินไป และไม่มีความโง่หลง ถึงกับจะต้องไปฆ่าตัวตาย เหมือนกับคนโดยมากเป็นกันอยู่. นี้คืออานิสงส์ของเรื่องของความเป็นพระอรหันต์ ที่อาจจะมี แม้แก่บุคคลที่เป็นขั้นต้นขั้นต่ำ, หรือเป็นบุถุชนถึงที่สุด. เมื่อบุคคลที่เป็นบุถุชนถึงที่สุด ก็ยังได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้แล้ว ; บุคคลที่มีความเป็นบุถุชนเบาบาง
น.234 ก็ยิ่งต้องการความเป็นอย่างนี้มากขึ้น คือสามารถที่จะทำตัวเองให้ก้าวหน้าไปถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้รับนี้ได้มากขึ้น. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวง จงได้มีความมั่นใจ มีความแน่ใจในการที่จะทำพิธีมาฆบูชานี้ ด้วยการทำจิตใจของเรา ให้คล้ายกันกับจิตใจของพระอรหันต์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในวันนี้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ซึ่งเป็นวันที่กำหนดไว้ว่า เป็นวันที่ระลึกสำหรับพระอรหันต์ทั้งหลาย ในปีหนึ่งนั้นมีเพียงวันเดียว, คือวันเช่นวันนี้เท่านั้น ที่กำหนดไว้สำหรับพระอรหันต์โดยเฉพาะ. เมื่อวันเช่นวันนี้มาถึงเข้า และเราก็ อยากจะทำการบูชา ในวันนี้ มันก็ไม่มีสิ่งอื่นใด ดีไปกว่าที่จะทำให้ถูกเรื่องถูกราว คือ ทำให้ถูกเรื่องถูกราวของพระอรหันต์ นั่นเอง, กล่าวคือ การทำจิตใจของตน ให้คล้ายกับจิตใจของพระ-อรหันต์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. แม้แต่ลูกเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็จะต้องมีความตั้งอกตั้งใจ ว่าเราจะระมัดระวังรักษาจิตใจของเราในวันนี้ ให้มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ระงับดับหายไป อย่าให้เกิดขึ้นในใจได้. ถ้ามันจะเกิดขึ้นมาในใจ ; เราจะต้องหลบเลี่ยงให้มากที่สุด, เราจะต้องอดกลั้นอดทนให้มากที่สุด, เราจะต้องบรรเทาทำลายมันลงให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ด้วยสติปัญญาของเราเอง. ถ้าเป็นดังนี้แล้ว แม้เป็นลูกเด็กเล็ก ๆ ก็ยังได้ชื่อว่า บูชาพระอรหันต์โดยวิธีที่ถูกต้อง ยิ่งกว่าคนแก่คนเฒ่าที่ไม่รู้จักทำอะไร, เอาแต่ธรรมเนียมประเพณีพิธีรีตองอย่างเดียวไปจนตาย. พิธีรีตองนั้น เป็นเพียงเครื่องยึดบุคคลไว้ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่พิธีรีตองนั้นต้องการเท่านั้น แต่หาสามารถทำให้ก้าวหน้า ไป
น.235 จนถึงความจริง คือความดับทุกข์ ตามแบบของพระอรหันต์ทั้งหลายได้ไม่. แต่, ถ้าเราเลิกล้างพิธีรีตองเสีย อย่าให้มาฝังแน่นอยู่ในจิตใจ จะได้เอาของจริงเข้าว่า เอาของจริงเข้าว่าก็คือ การตั้งอกตั้งใจขจัดความชั่ว กิเลส และความทุกข์ออกไปเสีย จากใจให้ได้ . นั่นแหละชื่อว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง. ดังที่เราได้ยินได้ฟังมาในพระคัมภีร์นั้น พระอรหันต์ที่เป็นเด็ก ๆ ก็ยังมีไม่ใช่มีแต่พระอรหันต์ที่เป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนแก่คนเฒ่า ; แต่แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยมาก ก็ยังมี. นี้ก็เพราะเหตุที่ว่า ความเป็นพระอรหันต์ นั้น ไม่ได้อยู่ที่อายุหรือวัย เวลาหรือสถานที่ แต่ว่า อยู่ที่สติปัญญา ; ถ้าได้รับการอบรมสั่งสอนเพียงพอ. ถ้ามีอุปนิสัยเพียงพอ เข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ได้แล้ว ก็สามารถจะเป็นพระ-อรหันต์ได้ โดย ไม่จำกัดอายุหรือเวลาเลย . นี้เป็นการแสดงให้เห็นอยู่ อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ความเป็นพระอรหันต์นี้ไม่เหลือวิสัย สำหรับบุคคลที่ตั้งใจจริง , หรือว่าเรื่องของพระอรหันต์นี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือวิสัยของบุคคลเราเลย. ทุกคนควรจะสนใจ รับเอาไปประพฤติปฏิบัติตามมากตามน้อย ตามสมควรที่จะพึงมีได้ ; เพราะว่าทำอย่างไรเสีย คนเราก็ยังมีความทุกข์กันอยู่ด้วยกันทุกคน เราจงพยายามบรรเทาความทุกข์นั้น ตามสัดส่วนแห่งสติปัญญาของตน จงทุก ๆ คนเถิด. เพราะตามปกติ คนเราก็รับความดี ความสูง ความประเสริฐอยู่ด้วยกันทุกคนแล้ว. จงตั้งหน้าตั้งตา สร้างความดี ความสูง ความประเสริฐนั้น ตามความ สามารถของตน ทุกคน ๆ. การที่ได้รับความรู้เรื่องความดี หรือความสูงประเสริฐอย่างสูงสุดนี้ จึงไม่เสียหายอะไร ทำให้เรารู้ได้ว่าความสูงประเสริฐนี้เป็นอย่างไร,
น.236 และไปสูงสุดอยู่ที่ไหน, แล้วเราดำเนินไปได้เพียงใด, เท่าใด, มันก็จะเป็นการได้แก่เราเพียงนั้น เท่านั้น ; เป็นการได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ ตามสมควรแก่สติปัญญาของเรา. อย่าได้ประมาท หลงใหล โง่เง่า ไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ แล้ว ปล่อยให้กิเลส ลากพาตนไป อย่างเต็มที่ ; ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ ความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ไม่มีทางที่จะมีความสะอาด สว่าง และสงบได้. นั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ปล่อยไปมันก็เป็นไปเอง; ยิ่งปล่อยมาก มันก็ยิ่งเป็นไปมาก จึงมีแต่ความสกปรก มืดมัวและเร่าร้อน จนถึงกับแก้ไม่ไหว ; ต้องแก้ด้วยการฆ่าตัวตาย นี้ไม่ใช่เป็นของแปลก ใครอยากทำเมื่อไรก็ได้ แต่ว่า เรื่องที่ จะเอาชนะกิเลสทั้งหลาย ดำรงตนอยู่ในความสะอาด ความสว่าง และความสงบนั้น มันเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง , คือจะต้องทำด้วยฝีมือของกาย วาจา ใจ ที่มีฝีมือ, มีความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้, มีความสูงประเสริฐของจิตใจ เป็นต้นทุน เป็นผู้หวังไปในทางสูง ; แทนที่จะหวังไปในทางต่ำ เป็นผู้หวังไปในทางที่จะชนะ ไม่หวังไปในทางที่จะพ่ายแพ้ จึงจะทำได้ จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะได้พยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะ อุทิศวันเช่นวันนี้สักวันหนึ่งเป็นการศึกษา และประพฤติปฏิบัติ ในการ ควบคุมจิตใจ ของตน ให้ตั้งอยู่ในร่องรอยของพระอรหันต์. ให้ได้รับประโยชน์จากธรรมะ ซึ่งทำความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ทรงประทานไว้สำหรับเรา ; และเราก็ได้ประกาศตนเอง นับถือพระพุทธเจ้า เป็นผู้นำทางของเรา, ได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท และพบพระพุทธศาสนา.
น.237 เราจงทำตน ให้ได้รับสิ่งที่พุทธบริษัทควรจะได้รับ แล้วก็ จะเป็น ผู้ชนะ คือหัวเราะเยาะสิ่งทั้งปวงได้ โดยที่จิตใจไม่ต้องเหี่ยวแห้ง, โดยที่จิตใจไม่ต้องหม่นหมอง, โดยที่จิตใจไม่ต้องเดือดร้อนระส่ำระสาย กระวนกระวาย ; ไม่ต้องมีจิตใจที่เป็นการวิ่งไปวิ่งมา ด้วยการหลงเหยื่อทางทิศนั้นทิศนี้ ซึ่งเป็นความระหก ระเหิน ในชีวิตของมนุษย์เรา อย่างที่ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ ไม่เห็นว่า น่าสรรเสริญที่ตรงไหน. ใคร ๆ ที่มีสติปัญญาแล้ว พิจารณาดูเถิด ว่ามันน่าสรรเสริญที่ตรงไหน ? น่าพออกพอใจที่ตรงไหน ? ในการที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว และรับเอามาเป็น เครื่องทรมานตนนี้ มันจะน่าชื่นใจที่ตรงไหนกัน ? แต่ถ้าหากว่า เป็นผู้รู้จักป้องกันสิ่งเหล่านั้น ไม่ให้มาย่ำยีเบียดเบียน ตนได้ มีลมหายใจสะอาดบริสุทธิ์อยู่ทุกเมื่อ เ ป็นผู้ชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอยู่เป็น ปกติ ดังนี้แล้ว แม้จะมีอายุอยู่เพียงสักวันเดียว ก็นับว่า มีค่ามากมาย เหมือนกับได้อยู่ตั้งกัปป์ตั้งกัลป์; เพราะว่ามันไม่มีอะไรดีไปกว่านั้นอีกแล้ว มันไม่มีอะไรสูงไปกว่านั้นอีกแล้ว เมื่อเราได้สิ่งนั้นแล้ว ก็เป็นอันว่า ได้สิ่งสูงสุด ที่ไม่มีอะไรสูงไปกว่านั้นแล้ว ; ส่วนจะได้วันเดียวหรือได้กี่วันนั้น ไม่เป็นปัญหาเลย ; มันเป็นการได้แล้ว ซึ่งสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ ดังนี้. จึงนับว่า เป็นสิ่งที่ควรพยายามพากเพียรอย่างยิ่ง แม้ว่าจะได้แล้วตาย ลงไปในขณะนั้น มันก็ยังเป็นการดีอยู่นั่นเอง; เพราะเป็นการได้ชื่อว่า เราได้ รับสิ่งนั้นแล้ว, ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด, ที่มนุษย์ควรจะได้แล้ว, เป็นความรู้ของ จิตใจ ที่รู้สึกแล้ว ว่าอยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยประการ
น.238 ทั้งปวง. เราจึงไม่มีความเกิดหรือความตาย การได้ลุถึงสิ่งนั้น จึงเป็นผู้อยู่เหนือความตาย ไม่รู้จักตาย ไปด้วยกัน. จึงกล่าวว่า แม้จะได้ลุถึงสิ่งนั้นแล้ว ชั่วขณะเดียวร่างกายแตกดับไป สิ่งนั้นก็ยังหาแตกดับไปไม่ ; ยังคงอยู่ตลอดอนันตกาลอยู่นั่นเอง. จิตถึงความ ดับสนิท เป็นอันเดียวกันกับสิ่งนั้นแล้ว ย่อมเป็นจิตที่เป็นอนันตกาลไปด้วย จึงกลายเป็นบุคคลที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด แล้วยังไม่รู้จักตายเลย ไปอีกด้วย. เป็นสิ่งที่ควรสนใจเป็นอย่างยิ่ง สมกันแล้วกับการที่เราบัญญัติ วันเช่นวันนี้ ว่าเป็นวันสำคัญสำหรับพระอรหันต์แล้ว. เราพากันประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อันประเสริฐ อันสูงสุดนี้ ด้วย ความเสียสละพยายามอย่างยิ่ง จะต้องอดทนอย่างนั้นอย่างนี้ จนได้มาประชุมกันอยู่ที่นี่ ก็ขอให้ทุกคน จงได้ทำใจให้ถูกต้อง ทำจิตใจให้เข้าถึงสิ่งนี้ ซึ่งจะเป็นผลเป็นกำไร เกินค่ากว่าที่ได้สละมา อย่างแท้จริง; เป็นอันว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็วันหนึ่งคืนหนึ่งแล้วเป็นแน่นอน. ถ้าสามารถทำให้ยืดยาวตลอดไปได้เท่าไร ก็เป็นการดีแก่บุคคลผู้นั้นมากเท่านั้น เป็นคน ๆไป โดยไม่ต้องกล่าวถึง ; แต่อย่างไรเสีย ก็พึงกระทำให้ได้ ให้ดีที่สุด ตลอดเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ ด้วยกันจงทุกคนเถิด. .... .... .... .... ธรรมเทศนาเท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการชี้ให้เห็นโดยประจักษ์ ว่าความ เป็นพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร, คือสูงอย่างไร, บริสุทธิ์อย่างไร, ประเสริฐ
น.239 ๒๐๓ อรหันต์คุณกถา อย่างไร, อยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวงอย่างไร, และยังเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้น เกี่ยวข้องกันกับเรา ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์อย่างไร, ถ้าผู้ใดฟังถูกและฟังเข้าใจ ก็จะเห็นชัดด้วยตนเองว่า มันเกี่ยวข้องยิ่งเสียกว่าจะเกี่ยวข้อง. ถ้าจะเปรียบเทียบกัน ก็เหมือนกับเปรียบเทียบว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามนั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลที่กำลังเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่. ถ้าสมมติว่าไฟกำลังไหม้เรา น้ำนั่นแหละจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา ที่จะเอามาดับไฟ. น้ำนั้นไม่จำเป็นเลย สำหรับคนที่ไม่ถูกไฟไหม้ ; แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังถูกไฟไหม้. เพราะฉะนั้นถ้าเราถูกไฟไหม้ ; น้ำที่ตรงกันข้ามกับไฟ นั่นแหละ จำเป็นสำหรับเรา. ข้อนี้ก็เหมือนกัน คือว่าถ้าเราเป็นคนมีทุกข์ มีความทุกข์แล้ว ; ความดับทุกข์นั่นแหละ จำเป็นสำหรับเรา. เรื่องของพระ- อรหันต์ เป็น เรื่องความดับทุกข์โดยตรง ; เรื่องของพระอรหันต์จึงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับเรา. ส่วนบุคคลที่หลงใหล เอาความทุกข์ไปกลับกันกับความสุข หรือ สำคัญความทุกข์ผิดไปนั้น ย่อมเป็นการยาก ที่จะเอาความจริงนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ได้. เขาจะต้องเข้าใจความทุกข์ และความดับทุกข์นั้น ให้ถูกต้องเสียก่อน ; แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะกำลังมีความทุกข์อยู่ ยังกำลังหลงใหลอยู่ในความทุกข์นั้นด้วย ; แต่ ถ้าได้เข้ามาในทางของพระอรหันต์แล้ว ก็จะค่อยลืมหูลืมตา รู้จัก ความทุกข์นั้นอย่างถูกต้องได้ตามลำดับ : จะหายโง่ หายหลง ในเรื่องของความทุกข์, จะสามารถดับทุกข์ได้วันหนึ่งโดยแน่นอน.
น.240 เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่า เ รื่องราวของพระอรหันต์นั้น จำเป็นแก่คน ทุกคน , นับตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปถึงเทวดา นับตั้งแต่มนุษย์ลงไปถึงสัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน ก็ล้วนแต่ต้องการธรรมะ สำหรับดับทุกข์ให้แก่ตนด้วยกันทั้งนั้น. ขอท่านทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้ประมาทเลย จงอย่าได้เข้าใจผิดไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราควรต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรศึกษาหรือควรปฏิบัติ ; โดยที่แท้แล้ว สิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่สัตว์มีชีวิตทุกคนจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจไว้ สำหรับบำบัดทุกข์ของตน เพราะว่าทุกคนมีความทุกข์อยู่จริง ๆ. ความรู้ในสิ่งนี้ไม่เสียหลาย แม้ว่ายังใช้ในวันนี้ไม่ได้ ก็จะต้องใช้ได้ในวันหน้า แม้ว่าจะใช้ในวันนี้ได้ไม่ทั้งหมด ในวันหน้าก็จะต้องใช้ได้ทั้งหมด. แต่ถ้าไม่ตระเตรียม ศึกษา ฝึกฝน อบรมไว้ในวันนี้แล้ว ในวันหน้าจะเอามาแต่ไหนใช้ ; เพราะว่าสิ่งนี้ไม่อาจจะเข้าใจได้โดยง่าย ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยเลย ; จะต้องอาศัยการศึกษาฝึกฝนเป็นวัน ๆ เดือน ๆ ปี ๆ ไปทีเดียว จึงจะเข้าถึงสิ่งนี้ได้ ดังที่เห็นประจักษ์ชัดอยู่. แม้ประวัติแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ใช้เวลากันมากตามสมควร ; แล้วเหตุไรเล่า ที่เราทั้งหลาย จะไม่ใช้เวลาให้มากเพียงพอกัน. เพราะฉะนั้น ทุกคราว ทุกโอกาส หรือทุกวัน ที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้ จะได้ศึกษา หรือปฏิบัติในสิ่งเหล่านี้ ; ท่านทั้งปวงจงได้ตั้งใจทำ ตั้งใจศึกษาและประพฤติปฏิบัติ เพราะมีแต่กำไรโดยส่วนเดียว ไม่มีทางขาดทุนเลย ; จะระงับความยากแค้น ความเดือดร้อน ความระส่ำระสาย ของท่านได้ ทุกเรื่องทุกราวไปและในทุกโอกาส.
น.241 ดังที่ได้กล่าวมาแต่ต้นจนอวสานนี้ เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า ธรรมะที่ทำความเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นอย่างไร . และ ธรรมะนั้น เกี่ยวข้องกับเรา ที่เป็นบุถุชนนี้อย่างไร . เหลืออยู่แต่ว่า ต่อไปท่านทั้งหลายจะประพฤติปฏิบัติ กระทำ ต่อธรรมะนี้ ให้เป็นประจำอยู่อย่างไรเท่านั้น. นี้เป็นการเตรียมตัว สำหรับความดับทุกข์สิ้นเชิงในอนาคต ; และนี้เป็นการกระทำในวันนี้ เพื่อเป็นการบูชาแด่พระอรหันต์ เนื่องในวันมาฆปุณณมีที่เราพากันจัดขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ ด้วยกันจงทุกคนเถิด. การกระทำในวันนี้และวันต่อไป และจนตลอดชีวิตของเรา ก็จะเป็นไปในทางดับทุกข์ยิ่งขึ้น ๆ โดยไม่ต้องสงสัยเลย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ .
น.242 /๒๕๐๓ ณ ศาลาโรงธรรม กัณฑ์บ่าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีชวด, วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ สุญญตัปปฏิสังยุตตกถา. [อานิสงส์ยิ่งใหญ่ของเรื่องสุญญตา. ] นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ตสฺมา ติห โว ธมฺมทินฺน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ เย เต สฺตฺตนฺตา ตถาคตภาสิตา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา, เต กาเลน กาลํ อุปสมฺปฺชช วิหริสฺสามาติ. สญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ. นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขนฺ - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ๒๐๖
Buddhadasa