Buddhadasa.org

มาฆบูชาเทศนา ครั้งที่ ๑๕ — ธรรมหฤทัยอุปสังกมนกถา (การเข้าถึงหัวใจของธรรม)

มาฆบูชาเทศนา —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.519 ธรรมหฤทัยอุปสังคมนกถา ๔๘๕ ข้อนี้จะทำได้, วิธีที่ ๑. ก็ด้วยการมีหลักว่า ตามปกติธรรมดา เราก็ หมั่นพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; เพราะเหตุที่ เป็นสิ่งที่มี ปัจจัยปรุงแต่ง ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง, มีลักษณะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่เชื่อใคร ไม่ฟังใคร ไม่เป็นของของใคร. ให้เห็นชัดอยู่เสมอ จนจิตใจถอยห่าง จากความยึดมั่นถือมั่น นี้อย่างหนึ่ง. นี้เป็นวิธีปฏิบัติโดยทั่วไป ในเวลาว่าง ทีนี้ วิธีที่ ๒ ก็คือ เมื่อมีอะไรมากระทบเข้าจริง ๆ ; เช่น มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย จนกระทั่งว่าเกิดขึ้นมาในใจก็ตาม. เมื่ออารมณ์มากระทบ เช่นนี้แล้ว ก็ ต้องควบคุมจิตใจให้ดีๆ ให้จิตน้อมไปในทาง สติปัญญาอย่างยิ่งขึ้นไป, คือให้เห็นว่า นี่มาแล้ว, นี่ไม่เที่ยง จึงได้เปลี่ยนแปลง ; มันเป็นมาแล้ว ; ที่แล้วมานี้ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า ก็เกิดเรื่องเดือดร้อน ถ้าปล่อย ให้เป็นไปตามเรื่อง ตามที่ถูกที่ควร ก็ไม่มีอะไรเดือดร้อน ; เช่น มีของสวยงามมากระทบตา ก็รู้ว่าของนั้นเป็นอะไร, ของนั้นมีลักษณะอย่างไร, ของนั้นจะต้องเป็นอย่างไร, ถ้าเราจะใช้ของนั้นให้เป็นประโยชน์ เราจะใช้มัน อย่างไร, และของนั้นจำเป็นแก่เราหรือไม่ ? เมื่อไม่จำเป็นก็เลิกกัน ; ถ้าจำเป็น ก็เอามาเกี่ยวข้องตามสมควรแก่สถานะ, แล้วก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น จะเอาเป็นตัว เรา หรือเป็นของของเรา เหล่านี้เป็นต้น. ดังนั้น รูปชนิดนั้น จะเป็นรูปที่น่ารัก หรือน่าชังก็ตาม ก็ไม่ทำให้ จิตใจหวั่นไหวไปได้เลย. นี้เรียกว่า เมื่อรูปมากระทบตา ก็มีความเฉลียวทัน แล้วมีความฉลาดพอที่จะมองเห็นว่า เป็นของเป็นไปตามธรรมชาติ, ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด ดังนี้. แม้เมื่อมีเสียงมากระทบหู, หรือกลิ่นมากระทบ

น.520 จมูก, หรือรสมากระทบลิ้น ก็อย่างเดียวกัน ; เมื่อมีอะไรมาสัมผัสทางผิวหนังหรือความคิดเกิดขึ้นในจิตในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ก็ต้องทำอย่างเดียวกัน. สิ่งใดกระทบได้ง่าย เป็นได้มาก สิ่งนั้นก็ ระวังให้มากเป็นพิเศษ. ที่เป็นได้ง่าย ที่เป็นได้มาก ก็เช่น เรื่องการกิน; คนเรามักจะเป็นห่วงเป็นทุกข์เรื่องการกิน, หรือว่าเกิดโทสะ โกรธขัดแค้นขึ้นมา ก็เพราะเรื่องการกิน ; ล้วนแต่ว่า เผลอนิดเดียวเรื่องการกินนี้ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ ขึ้นมาทันที. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความหิวครอบงำแล้ว คนเราก็ทำบาปทำกรรมได้ เพราะการกิน โดยง่ายที่สุด. ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังให้ดี ว่า สิ่งใดเป็นไปได้ง่าย เป็นไปได้มาก เป็นไปได้บ่อย สิ่งนั้นจะต้องระมัดระวัง ให้มากเป็นพิเศษ ดังนี้. นี้เรียกว่าปฏิบัติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบตา กระทบหู หรือกระทบทางจมูก หรือกระทบทางลิ้น หรือกระทบทางผิวหนัง หรือกระทบทางใจ ก็ระวังไว้ อย่าให้จิตเดินไปในทางความยึดมั่นถือมั่น ; แต่ ให้เดินมาในทางของสติปัญญา แจ่มแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; ดังนี้ เป็นข้อที่ ๒. เรียกสั้น ๆ ว่า อยู่ว่าง ๆ ก็ พิจารณาดูสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ. ครั้นเวลาที่มีอะไรมากระทบเข้าจริง ก็ควบคุมจิตไว้ได้. อย่าเผลอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า เท่านั้นเอง. มีอยู่เป็นสองข้อด้วยกัน ดังนี้.

น.521 นี้เรียกว่า เป็นการประพฤติปฏิบัติ ตามหลักที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา หรือของธรรมะ ; แล้วคิดดูเถิด จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ผู้ที่ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิสมบูรณ์ มีปัญญาสมบูรณ์ ; ไม่ต้องทำพิธีรีตองที่จะรับศีล ที่จะรักษาศีล จะทำสมาธิ จะทำวิปัสสนา ก็กลายเป็นผู้ที่มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ไปในตัว. ในเมื่อคนอื่นหรือคนทั้งหลาย ทำพอเป็นเพียงพิธีรีตอง ; ส่วนบุคคลนี้ ไม่มีพิธีรีตอง แต่มีของจริง มีตัวจริงอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่มีใครรู้ก็ได้, ตัวเองรู้ของตนคนเดียว ก็ได้. นี่แหละเรียกว่า เป็นผู้มีความสงบรำงับอยู่เสมอ ไม่พลุ่งพล่านขึ้นมาด้วยความยึดมั่นถือมั่น. ความเป็นผู้สงบรำงับอย่างนี้อยู่เสมอ เรียกว่า เป็นสัตบุรุษอยู่เสมอ. ดังนั้น เราเข้าถึงหัวใจของธรรมะหรือของพระพุทธศาสนา ด้วยการเป็นสัตบุรุษอยู่เสมอ คำว่า "สัตบุรุษ" นี้ ท่านทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังกันมามากแล้ว ว่าหมายถึง บุคคลผู้สงบรำงับ. แต่มักจะเข้าใจไขว้เขวกันอยู่บ้าง คือเข้าใจว่า เป็นคนธรรมดาที่ดีสักหน่อย ก็เรียกว่า สัตบุรุษ ; ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว คำ ๆ นี้ในโบราณกาล เคยใช้เรียกบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ คือปรากฏว่า ในผอบอัฏฐิของพระอรหันต์บางองค์นั้น มีจารึกไว้ว่า เป็นอัฏฐิของสัตบุรุษชื่อนั้น ๆ ซึ่งหมายถึงพระอรหันต์นั่นเอง. ดังนั้น คำว่า "สัตบุรุษ" ใช้ได้แม้แก่พระอรหันต์, หรือบุคคลที่เราเชื่อกันว่า เป็นพระอรหันต์. เช่นพระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ ผู้จัดการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ และจัดส่งสาวก ให้ออกไปเผยแผ่พุทธศาสนาทั่วทุกประเทศ ทั่ว

น.522 ทุกทวีป ในสมัยนั้น เท่าที่จะทำได้ ; มีผอบจารึกใส่กระดูกของท่าน และเขียน ว่า สปฺปุริสฺส โมคฺคลฺลีปุตฺตสฺส. คิดดูแล้วน่าพิศวง. นี่การเป็นสัตบุรุษ หมายถึงความเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ก็มี, ที่ต่ำ ลงมาไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์ก็ยังมี จึงมี หลักธรรมะสำหรับสัตบุรุษว่า เป็นผู้ทำ ความสงบรำงับด้วยสติปัญญา ไม่ให้เรื่องราวเกิดขึ้น. อย่างที่เราท่องจำ หรือ เล่าเรียนกันในแบบฉบับว่า สัตบุรุษนั้น เป็นผู้รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาละ รู้บริษัท รู้บุคคล. รู้เหตุ เรียกว่า ธัมมัญญู, รู้ผล เรียกว่า อัตถัญญู, รู้ตน เรียกว่า อัตตัญญู , รู้ประมาณ เรียกว่า มัตตัญญู , รู้เวลา เรียกว่า กาลัญญู, รู้บริษัท เรียกว่า ปริสัญญู, รู้จักบุคคล เรียกว่า ปุคคโลปรัญญู ; เหล่านี้ มีอยู่ในแบบ ฉบับแล้ว เรียกสั้น ๆ ว่า รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท รู้บุคคล. นี้ก็หมายความว่า ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ และ มีสติปัญญาอย่างยิ่งอยู่ตลอดเวลา นั่นเอง, จึงได้รู้จักสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนทั้ง ๗ ประการ. เป็นผู้ไม่หลงต่อเรื่องของเหตุผล ไม่ลืมตน, รู้จักประมาณที่พอเหมาะ พอดี รู้จักเวลาที่ควรและไม่ควร, รู้จักสมาคมกับคนทั้งหลาย, และรู้จักเอา ชนะบุคคลบางคน เป็นคน ๆ เฉพาะคน เป็นคน ๆ ไป. นี้ก็เรียกได้ว่า เป็นผู้รู้ ทุกอย่างที่ควรประพฤติปฏิบัติ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น, จึงทำความสงบให้แก่ตน เองและแก่ผู้อื่น สมกับที่เรียกว่าเป็น สัตบุรุษแท้. นี่แหละคือผลของการเข้าถึง หัวใจของพระพุทธศาสนา; นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง : เป็นผู้ทำความสงบรำงับให้แก่ทุกคน, รวมทั้งให้แก่ตนเองด้วย เรียกว่า การเข้า ถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา.

น.523 ทีนี้ ถ้าเราจะดูอีกแง่หนึ่ง อีกมุมหนึ่ง ; เราจะเห็นว่า คนชนิดนี้มี ธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว เต็มเปี่ยมไปหมดเสมอไป. สัตบุรุษเช่นนี้ มีธรรมะอยู่ที่เนื้อ ที่ตัว เต็มเปี่ยมอยู่เสมอไป. การเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ได้ทำให้ ธรรมะเกิดขึ้น. ให้ธรรมะมีอยู่ที่เนื้อที่ตัว คือที่กาย ที่วาจา ที่ใจ อยู่เสมอ : ดูที่ กายคือการกระทำทางกายก็ว่ามีธรรมะ, ดูที่คำพูดจา การกระทำทางวาจา ก็เรียกว่า มีธรรมะ, สังเกตดูในทางจิตใจ ที่แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ก็มีธรรมะ, มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว อย่างน่าเลื่อมใส น่าเคารพนับถือ เป็นที่เคารพนับถือ ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. นี้เรียกว่า มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ด้วยการพยายามทำความไม่ยึดมั่น ถือมั่น ; เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่ขาดศีล ก็ไม่เสียสมาธิ ก็ไม่เสียสติปัญญา. นั่นแหละคือความที่มีธรรมะ ทั้งที่เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ทุกชั้นทุกระดับ อยู่ที่เนื้อ ที่ตัว, และเรียกว่า เป็นผู้ประพฤติหน้าที่ของตน อยู่อย่างเต็มที่ด้วย. ธรรมะ นั้นแปลว่า หน้าที่ เป็นสำคัญกว่าอย่างอื่นหมด. ขอซ้อม ความเข้าใจสักนิดหนึ่งว่า คำว่า " ธรรมะ" นี้แปลได้หลายอย่าง หลายสิบอย่าง ทีเดียว ; แต่ถ้า เอาแต่ที่สำคัญ ๆ จัดเป็นหมวด ๆ แล้ว ย่อมจะได้ ๓ อย่าง หรือ ๓ หมวด :- หมวดที่ ๑ ธรรมะหมายถึงสิ่งทั่วไปตามธรรมชาติ ; อย่างนี้เราเรียกว่า สภาวธรรม คือ ธรรมที่มีความเป็นเอง : เป็นไปเอง เป็นอยู่เอง, เป็นตามธรรมชาติ

น.524 เรียกว่า สภาวธรรม ; หมายถึงสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ : เป็นรูปธรรม ก็มี เป็นนามธรรม ก็มี, อยู่ในลักษณะต่าง ๆ กัน คืออยู่ในรูปของวัตถุสิ่งของ อยู่ในรูปของความคิดความนึก อยู่ในรูปของการกระทำหรือผลของการกระทำ. เหล่านี้เรียกว่า เป็นสภาวธรรมด้วยกันทั้งนั้น ทีนี้ หมวดที่ ๒ ถัดขึ้นมาอีก ก็คือว่า สิ่งทั้งปวงเหล่านั้น หรือ สภาว- ธรรมเหล่านั้น มีกฎเกณฑ์อยู่ในตัวมันเอง ว่า สิ่งไรจะต้องเป็นอย่างไร ; และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว พวกที่เป็นสังขตธรรม ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นลักษณะประจำเฉพาะอยู่อย่างนี้. นี้เป็นกฎ นี้เป็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ; ดังนั้นเราจึงเรียกว่า สัจจธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง. ทีนี้ถัดไปเป็น หมวดที่ ๓ นั้น ก็คือว่า หน้าที่ที่จะต้องประพฤติต่อกัน หมายความว่าสิ่งทั้งปวงนั้น จะต้องสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกัน. สิ่งที่ต้องกระทำ ในการสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกันนี้ เราเรียกว่า หน้าที่ คือสิ่งที่จะต้องประพฤติ หรือปฏิบัติ เรียกว่า กิจฺจ ก็แปลว่า กิจที่ต้องกระทำ, เรียกว่า กรณีย ก็แปลว่า สิ่งที่ต้องทำ. ดังนั้น รวมกันเข้าทั้งหมด เราจะเรียกว่า จริยธรรม คือสิ่งที่ต้อง ประพฤติ เป็นธรรมะหมวดที่ ๓. และธรรมะหมวดนี้เอง ถ้าทำได้สำเร็จ ก็เรียกว่า มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ทบทวนให้จำง่าย ๆ อีกทีหนึ่งก็ว่า ธรรมะมีอยู่ ๓ พวก : พวกที่ ๑ คือ ธรรมชาติทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า สภาวธรรม. พวกที่ ๒ คือกฎเกณฑ์ของสิ่ง ทั้งหลาย หรือของธรรมชาติทั้งหลาย อันนี้เราเรียกว่า สัจจธรรม. ทีนี้ พวกที่ ๓

น.525 สิ่งทั้งหลายมีหน้าที่ต้องประพฤติต่อกัน. หน้าที่ที่ต้องประพฤติต่อกันนั้น เรา เรียกว่า จริยธรรม. อย่างเราเป็นอุบาสกอุบาสิกา มีหน้าที่จะต้องประพฤติต่อตนเองอย่างไร, ต่อผู้อื่นอย่างไร, เราก็ต้องประพฤติ. การประพฤตินั้น เรียกว่า จริยธรรม, เป็นการประพฤติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ต่อตนเองและต่อผู้อื่นอยู่ตลอดไป. ธรรมะหมวดนี้เอง เป็นธรรมะที่ต้องประสงค์ในที่นี้. ธรรมะสองหมวด ข้างต้นนั้นไม่เกี่ยวกับเรา ; ไม่ใช่การประพฤติกระทำของเรา, เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ. แต่ ธรรมะหมวดที่สามนี้เป็นหน้าที่ของเรา และเป็นสิ่งที่เรากระทำได้ เกี่ยวข้องได้ และ ต้องกระทำ และ ต้องเกี่ยวข้อง และ ต้องประพฤติ. เราจึง พยายามประพฤติ ; แต่ว่าการประพฤตินี้ ก็คือประพฤติให้ถูกกฎถูกเกณฑ์ของ สัจจธรรม ที่มีอยู่ในสภาวธรรมทั้งปวงนั่นเอง. เมื่อสภาวธรรมทั้งปวงมีกฎว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นแล้ว ; การประพฤติปฏิบัติในส่วนจริยธรรม ของเราก็คือ ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด นั่นแหละ นั่นก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว. การประพฤติในหัวใจของพระพุทธศาสนานี้ ทำให้มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว เสมอไป เพราะว่าเราได้ประพฤติหน้าที่ ซึ่งเป็นตัวธรรมะ. ธรรมะแปลว่าหน้าที่, หน้าที่แปลว่าธรรมะ, หน้าที่ที่จะต้องประพฤติเพื่อดับทุกข์เสีย นั้นเป็นหน้าที่ ที่สูงสุด, หน้าที่ทำมาหากิน, หน้าที่คบค้าสมาคมกัน, หรือหน้าที่อย่างอื่น ๆ ทั่วไป ในโลกนั้น, ก็ต้องประพฤติกระทำ เพื่อให้เลื่อนขึ้นไปตามลำดับ จนกว่าจะถึง หน้าที่สูงสุด.

น.526 ว่าโดยที่แท้แล้ว ในขณะที่ทำมาหากินนั่นแหละ เป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง แล้ว ที่จะฝึกหัดให้มีธรรมะเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น. เช่น พอมีอะไรมาทำให้โกรธ ก็พยายามบังคับตัวเองไว้ได้ ไม่โกรธ. นั่นก็คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ถ้ายึดมั่น ถือมั่นแล้ว เป็นต้องโกรธแน่นอน ; ถ้าไม่โกรธก็หมายความว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้น การทำงานที่บ้านที่เรือน นั่นแหละ เป็นการประพฤติธรรมะ หรือ ประพฤติหน้าที่อยู่ในตัว. แต่คนมองข้ามกันเสีย ว่าต้องไปประพฤติธรรมะ ที่วัด, ต้องไปนั่งวิปัสสนา ให้เป็นท่าเป็นทาง ให้เป็นพิธีรีตอง จึงจะเรียกว่า ประพฤติธรรมะ. นั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้, แล้วยัง ยากลำบากแก่การกระทำด้วย. เราต้องผสมรอยให้เป็นการประพฤติธรรมะ ในกิจการ งานที่มีอยู่เป็นประจำนั่นเอง. แม้ที่สุดแต่ว่าจะกินอาหาร ก็กินให้เป็นการปฏิบัติธรรมะ ให้มีธรรมะ ให้ฝึกธรรมะไปในตัว. แม้แต่จะไปถ่ายอุจจาระ ก็จงประพฤติกระทำให้ประกอบ ไปด้วยธรรมะ, ให้มีการสำรวม มีสติสัมปชัญญะ มีสติปัญญา. แม้แต่จะไป อาบน้ำ ก็จะต้องระมัดระวัง ให้มีการประพฤติธรรมะอยู่ในตัว; ไม่ทำไปด้วย ความยึดมั่นถือมั่น. แม้แต่จะเอาเสื้อผ้ามาสวม ก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะ พิจารณา เพื่อจะไม่ยึดมั่นถือมั่น, เพื่อจะไม่หลงใหลในความงดงาม, ไม่อึดอัด ในความไม่งดงาม ดังนี้เป็นต้น. เราจะเห็นได้ว่า บทปัจจเวกขณ์ของภิกษุสามเณร นั้น สอนให้ปัจจเวกขณ์ เป็นไปในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม เป็นไปใน เรื่องอาหารที่ฉัน, เป็นไปใน เรื่องเสนาสนะ กุฏิวิหาร เครื่องใช้สอย, และให้เป็นไปใน เรื่องของการใช้หยูกยาแก้ไข้. นี้เห็น

น.527 ได้ว่า การประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นไปในสิ่งที่เป็นปรกติธรรมดาสามัญ เป็นประจำ วันนั่นเอง : แล้ว ให้พิจารณาสิ่งทั้งสี่นี้ โดยความเป็นธาตุ เป็นปฏิกูล. ที่พิจารณาโดยความเป็นปฏิกูลนั้น เพื่อให้กำจัดความยึดมั่นถือมั่นอย่าง ต่ำ ๆ ก่อน, ส่วนที่ให้ พิจารณาโดยความเป็นธาตุ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น เป็น การทำลายความยึดมั่นถือมั่นอย่างสูง, อย่างละเอียดทีเดียว จนกระทั่งสำเร็จผล สูงสุด บรรลุมรรค ผล ขั้นสูงสุดได้. เพราะการพิจารณาสิ่งทั้งหลาย โดยความเป็นธาตุ ปราศจากตัวตน โดยบทว่า ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นธาตุ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอย่างนี้, อย่างหนึ่ง. นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ - ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวะ. นี้ก็คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเป็นตนนั่นเอง เห็นแจ่มแจ้งในเรื่องของ อนัตตา, ความไม่มีตัวไม่มีตนในสิ่งเหล่านั้น ก็นับว่าเป็นธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว. ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนจงเข้าใจให้แจ่มแจ้ง มองให้เห็นชัดว่า พิจารณาธรรมะนั้น ต้องพิจารณาตรงสิ่งที่เราใช้ เรากิน เราอาบ เราถ่าย เราเกี่ยวข้อง ต่าง ๆ นานาอยู่ทุกวันทุกเวลานั่นเอง ; ด้วย เรื่องเครื่องนุ่งห่ม ด้วยเรื่อง อาหาร การกิน ด้วยเรื่อง ที่อยู่อาศัย ด้วย เรื่องเจ็บเรื่องไข้. นี้เห็นได้ชัดว่า เป็นสิ่งที่ ทำได้ ทุกหนทุกแห่งตลอดเวลา ไม่ต้องไปแสวงหาที่พิเศษพิโสอะไรที่ไหน. ที่ใด มีการกินอาหาร มีการนุ่งห่ม มีการอยู่อาศัย มีการเจ็บการไข้: ที่นั่นก็มีการ พิจารณาธรรม ปฏิบัติธรรมได้.

น.528 ทีนี้ ในขณะที่กำลังทำการงานอยู่ในไร่ในนา ในเรือกในสวน มันก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะว่าถ้าเราเผลอนิดเดียว ก็ทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ; พอยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ร้อนเป็นไฟ เผาลนเป็นนรกขึ้นมาในจิตใจตลอดเวลา แม้ว่าจะได้สำเร็จตามความประสงค์ ก็เป็นเรื่องเผาผลาญจิตใจให้เร่าร้อน. ถ้ายิ่งเสียไปด้วยแล้ว ก็ยังเผาผลาญจิตใจให้เร่าร้อนมากไปกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นในขณะที่ทำการทำงาน ในไร่ในนา ในเรือกในสวนนั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะ ควบคุมจิตใจ อย่าให้ไปเกิดความยึดมั่นถือมั่นเข้า ก็จะเป็นผู้ที่มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวอย่างยิ่ง และก้าวหน้าไปโดยรวดเร็ว บรรลุคุณธรรมชั้นสูงของพระอริยเจ้าได้ ที่บ้านที่เรือน ในเรือกในสวน ในไร่ในนา ตามลำดับ ๆ ขึ้นไป กว่าจะถึงขั้นสุดท้าย จึงจะออกจากเรือนไป. นี้เรียกว่า ลักษณะของการเข้าถึงหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยการมีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวนั่นเอง. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ เรามองดูต่อไปอีก มองดูต่อไปอีกแง่หนึ่งหรือมุมหนึ่ง ก็จะสังเกตเห็นได้ว่า ผู้ ที่เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนานั้น เป็นผู้ชนะโลกอยู่เสมอ, มีชัยชนะเหนือโลกอยู่เสมอ. ชนะโลกในที่นี้ก็หมายความว่า บรรดาชาวโลกทั้งหลาย มีเรื่องราวในโลกนั่นแหละทำให้เป็นทุกข์ เดือดร้อน นานาประการ ; เพราะว่าเขาเป็นผู้พ่ายแพ้แก่โลก. ส่วนผู้ที่เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนาแล้วนั้น หาเป็นอย่างนั้นไม่,

น.529 คือว่า สิ่งต่าง ๆ ในโลกทุกสิ่ง ไม่สามารถทำบุคคลนี้ให้เดือดร้อน ; ดังนั้นโลกจึงพ่ายแพ้แก่บุคคลนั้น บุคคลนั้นเป็นผู้ชนะโลก. ผู้ที่ชนะโลกอย่างนี้ ไม่มีความทุกข์เลย ; เพราะว่าเอาโลกไว้ใต้ฝ่าเท้า, ไม่เอาโลกนั้นขึ้นมาทูนไว้บนศีรษะ จึงมีชัยชนะโลกอยู่เสมอ. มองดูแล้วก็น่าเลื่อมใส น่าเคารพนับถือ ; เพราะเหตุนั้นเอง ควรจะได้สนใจไว้ ว่าถ้าให้อยู่ในโลกด้วยความพ่ายแพ้แล้ว ตายเสียยังจะดีกว่า ; เพราะว่าตายแล้วมันพ้นกันไปเสียที ไม่ทนทรมาน. ถ้าอยู่ในโลกด้วยความพ่ายแพ้ต่อโลกแล้ว มันมีความทุกข์รอบด้าน ไม่น่าสนุกที่ตรงไหน ; เพราะฉะนั้นจะต้องพยายาม, ทำความชนะโลกให้ได้, รีบเอาชนะโลกให้ได้ ; คือในขณะที่มีสิ่งใด ๆ ในโลกมาครอบงำ มาย่ำยี มาเบียดเบียนแล้ว จะต้องแก้ให้ตก, คือจะต้องพิจารณาให้เห็น แล้วสลัดสิ่งเหล่านั้นออกไปเสียได้จากจิตใจ ไม่ให้มาครอบงำย่ำยีเบียดเบียนจิตใจของตนได้ จึงเป็นผู้ชนะโลก. นี้เรียกว่า การเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนานั้น คือการชนะโลกอยู่เสมอ. ผู้ที่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนานั้น ย่อมชนะโลกอยู่เสมอ ไม่เคยพ่ายแพ้เลย. ทีนี้เราลองมองดูต่อไปอีกแง่หนึ่งมุมหนึ่งว่า ผู้ที่ชนะโลกอยู่เสมอนี้ ย่อมมีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่เสมอ, คือมีจิตสะอาด สว่าง สงบ อยู่เสมอ จนแสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ว่าในจิตนั้นมีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่เสมอ.

น.530 สะอาด คือ ไม่มีโทษ ไม่มีมลทิน ไม่มีความเศร้าหมอง. สว่าง คือ แจ่มแจ้งในสิ่งทั้งปวง. สงบ คือ เยือกเย็นเป็นสุข สามอย่างนี้พอแล้ว ไม่ต้องมีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว, มีความสะอาด สว่าง สงบ แล้วก็นับว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้แล้ว, ไม่มีอะไรดีกว่านี้ จริง ๆ นั่นแหละคือ ลักษณะของการเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา ทำให้มีความ สะอาด สว่าง สงบ อยู่ดังนี้. ทีนี้เรามองดูต่อไปอีกแง่หนึ่ง ก็จะพบว่า ในนั้นแหละมีพระพุทธ มี พระธรรม มีพระสงฆ์ อยู่เสมอ ; เพราะว่า ตัวความสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง เป็นองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง. พระพุทธเจ้ามีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด, พระธรรม ก็คือ ตัวความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด. พระสงฆ์ ก็คือผู้ที่ถึงความสะอาด สว่าง สงบ แล้วบ้าง, กำลังประพฤติความสะอาด สว่าง สงบ อยู่บ้าง ; แต่ก็มีความสะอาด สว่าง สงบ ในระดับใดระดับหนึ่ง อยู่ เสมอ. เพราะเหตุฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า การเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนานั้น ทำ ให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง อยู่ในตัวเองเสมอ. เราไม่ได้หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นเพียงเปลือกข้างนอก, หรือว่าเป็นเพียง นิมิตเครื่องหมาย เช่น พระพุทธรูปองค์หนึ่ง ก็เป็นนิมิตเครื่องหมายของพระ- พุทธเจ้า. นิมิตเครื่องหมายอย่างนี้ เราไม่เรียกว่าพระพุทธองค์จริง เราไม่อาจจะ เอามาใส่ไว้ในจิตใจของเราได้ด้วย.

น.531 พระพุทธองค์จริง ก็คือภาวะของความสะอาด สว่าง สงบ ที่ทำบุคคล ให้เป็นพระพุทธเจ้า ; เป็นนามธรรม, เป็นคุณธรรม. เราสามารถสร้างขึ้นได้, ทำให้มีอยู่ในจิตใจของเราได้ นั่นแหละคือพระพุทธเจ้าจริง ; ส่วนพระพุทธเจ้า ที่เป็นพระพุทธรูป, หรือพระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย เดินไปมาได้นั้น ก็ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์จริง ; ต้องภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ ในร่างกายนั้น นั่นแหละคือองค์พระพุทธเจ้าจริง. พระธรรม ก็เป็นอย่างเดียวกัน วัตถุ เช่นใบลาน เช่นหนังสือ หรือ เสียงที่แสดงออกมาอย่างนี้ ยังไม่ใช่องค์พระธรรมจริง. องค์พระธรรมจริง คือ ภาวะของความสะอาด สว่าง สงบ ที่ได้ทำให้เกิดขึ้นด้วยการปฏิบัติถูกทาง. ส่วน พระสงฆ์ นั้นก็เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ไม่หมายเอาบุคคล ไม่ หมายเอาวัตถุแทน ; แต่ หมายเอาภาวะสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในจิตในใจ ของผู้ที่เราเรียกว่า พระสงฆ์. ดังนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเป็นอันเดียวกัน, คือรวม อยู่ที่ความสะอาด สว่าง สงบ ที่เกิดมาจากการที่มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว หรือชนะ โลกอยู่เสมอนั่นเอง. .... ..... ..... ..... ในขั้นสุดท้าย เราก็จะมองเห็นได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีจิตว่าง คือมี จิตว่าง จากความยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ. ที่เรียกว่า "จิตว่าง" นี้ ก็เพราะ ว่างจากความยึดมั่น

น.532 ถือมั่น. ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่น ก็คือมีตัวกูอยู่ข้างใน แล้วมันจะว่างได้อย่างไร ? หรือว่าถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็มีของกูอยู่ข้างใน แล้วมันจะว่างได้อย่างไร ? ถ้าจะให้ว่าง ก็ต้องไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. ตัวกู - ของกูนั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า อุปาทาน เกิดมาจากอวิชชา คือความไม่รู้. เมื่อเรารู้ เสียแล้ว เราไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอุปาทานแล้ว จิตก็ว่างจากอุปาทาน อยู่เป็นปกติ ; จึงกล่าวว่า การเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนานั้น คือการที่มีจิตว่างอยู่เสมอ. ผู้ใดเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา ผู้นั้นมีจิตว่างอยู่เสมอ. คำว่า " ว่าง " นี้มีความสำคัญมาก ควรจะศึกษากันให้เป็นที่เข้าใจ. การที่มีจิตว่างได้นั้น ต้องมีสติปัญญาเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่ายึดถือ ดังที่กล่าวแล้ว ; ถ้ามากขึ้นไป สูงขึ้นไป ก็ถึงกับว่า ให้อยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทีเดียว มีคนไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะอยู่นอกเหนืออำนาจของความตายได้อย่างไร ? พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า สุญญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต เป็นต้น ดังที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นหัวข้อข้างต้นนั้นแล้ว. พระพุทธภาษิตนี้มีใจความว่า "เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง มีสติอยู่ทุกเมื่อเถิด. เมื่อเห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชก็จะมองไม่เห็นท่าน" การที่จะทำได้อย่างนี้ จงถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย. ถอนอัตตานุ ทิฏฐิ ก็คือว่า ถอนความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนเสีย อย่าได้ไปหลงตามเห็นเป็นตัวเป็นตนอีกต่อไป ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง หรือที่เราเรียกกันว่า "โลก".

น.533 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่าโลกนี้ ก็ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธัมมารมณ์ มีอยู่ ๖ อย่าง รวมกันเป็นโลก. โลกนี้มีความหมาย ก็อยู่ตรงที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ เหล่านี้เอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ความยึดถือ ให้เกิดรักบ้าง ให้เกิดเกลียดบ้าง เป็นคู่กันไป. ต่อเมื่อใดเห็นสิ่งทั้ง ๖ นี้ โดยความเป็นของว่าง, คือไม่มีอะไรที่น่า จะจับฉวยเอาแล้ว ; จิตไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ไม่เกิดความรัก หรือความชัง จิตจึงว่างอยู่เสมอ ไม่มีตัวตนที่จะได้อะไร หรือจะเสียอะไร หรือจะอยู่ที่ไหน ; สมดังพระพุทธภาษิต ที่ตรัสแก่พระพาหิยะว่า :- ดูก่อนพาหิยะ, เมื่อใดรูปมากระทบตา จงสักแต่ว่าได้เห็น เมื่อใดหู ได้ยินเสียง จงสักแต่ว่าได้ยิน เมื่อใดกลิ่นมากระทบจมูก ก็จงสักแต่ว่าได้กลิ่น ดังนี้เป็นต้นแล้ว เมื่อนั้นตัวเธอไม่มี . เมื่อตัวเธอไม่มี การวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่มีโลกนี้โลกหน้า โลกไหนก็ไม่มี . นี่แหละคือที่สุดแห่งความทุกข์ . ความข้อนี้ ดูให้ดี ๆ ก็พอจะเข้าใจได้ ที่ว่า ถ้าเห็นรูป สักว่าเห็น, ได้ยินสักว่าได้ยิน, ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น, ดังนี้เป็นต้นนั้น. มันหมายความว่า ไม่เกิดตัณหาในสิ่งนั้น . เมื่อไม่เกิดตัณหาในสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่เกิดอุปาทานในสิ่งนั้น, เมื่อไม่เกิดอุปาทานในสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวเราที่จะอยากได้สิ่งนั้น หรือทำอะไรกันกับสิ่งนั้น. นั่นแหละตัวกูไม่มี ตัวเราไม่มี ตัวเธอไม่มี. เห็นรูปสักว่าเห็น ได้ยินเสียงสักว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น เป็นต้น ดังนี้แล้วตัวเธอไม่มี. ตัวเธอไม่มีก็ไม่เกิดอุปาทาน ว่าเรา ว่าของเรา ; ไม่เกิด

น.534 อุปาทานว่าเรา ว่าของเรา ไม่เกิดอุปาทานว่าเราสำหรับจะอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้และไม่เกิดอุปาทานสำหรับจะเอามาเป็นของเรา ; อย่างนี้เรียกว่า ตัวเธอไม่มี. เมื่อตัวเธอไม่มี คือ ตัวตนไม่มี ก็ไม่มีการอยู่ ที่ไหน, ไม่มีการไป ที่ไหน, ไม่มีการมาที่ไหน, โลกทั้งโลกก็ว่างไป. นั่นแหละ คือที่จบลง สิ้นสุดลง ของความทุกข์ทั้งปวง หรือของโลกนั่นเอง. นี้คือ พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ เพื่อแสดงหนทางที่จะเอาชนะความตาย,หรือ เอาชนะความทุกข์ทั้งหลาย ; เพราะความมีจิตว่าง โดยการเห็นโลกเป็นของว่าง ดังนี้. ถ้าอากัปกิริยาอันนี้ หรือการกระทำอันนี้เป็นไปถึงที่สุด คือว่างจริงโดยเด็ดขาดแล้ว ก็เรียกว่า พระนิพพาน ; โดยหลักที่ว่า ว่างอย่างยิ่ง นั่นแหละคือนิพพาน ดังที่ท่านผูกขึ้นเป็นคำประพันธ์ว่า นิพพานํ ปรมิ สุญญํ - นิพพานเป็นของว่างอย่างยิ่ง หรือของว่างอย่างยิ่งเป็นนิพพาน ดังนี้. จิตว่างถึงที่สุด ก็คือจิตที่สัมผัสนิพพานถึงที่สุด ลุถึงนิพพานถึงที่สุด เรียกว่าถึงที่สุดของสิ่งที่มนุษย์จะพึงประพฤติและกระทำ. พระพุทธเจ้าได้บรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ และอยู่ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ; ท่านเลยเรียกว่า อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร, คือมีความว่างนั่นแหละเป็นที่อยู่. วิหาร แปลว่า ที่อยู่, สุญญตา แปลว่า ความว่าง , มีความว่างนั่นแหละเป็นที่อยู่ที่อาศัยของจิตใจ คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด คือภาวะที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดนั้น เป็นที่อยู่ของจิตใจ ที่บรรลุถึงคุณธรรมข้อนี้ . การอยู่อย่างนี้เรียกว่า สุญญตาวิหาร.

น.535 ส่วนมาก พระพุทธองค์ และ พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ด้วยสุญญตา วิหาร คือเมื่อมีกิจมีหน้าที่ที่ต้องกระทำ ก็กระทำ; พอเสร็จกิจ ก็อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร,หรือว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็คือ ภาวะแห่งความว่างจากความยึดมั่นถือมั่น. สติที่เป็นไปความว่างนั้น สมบูรณ์อยู่ในจิตใจของพระอรหันต์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องฝืนทำ โดยไม่ต้องบังคับ และเป็นไปเองโดยปรกติ, จึงเรียกว่า วิหารธรรม และ เป็นไปในความว่าง ที่เรียกว่า สุญญตาวิหาร ดังนี้. และเนื่องด้วยเหตุที่พระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดีนี้ เราเรียกกันว่ามหาบุรุษ คือบุรุษผู้สูงใหญ่ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สูงสุด ผู้ประเสริฐที่สุด ; เมื่อพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ด้วยสุญญตาวิหารดังนี้แล้ว สุญญตาวิหาร ก็พลอยเรียกว่า มหาปุริสวิหาร ไปด้วย คือเป็น วิหารธรรมของมหาบุรุษ. มหาบุรุษที่แท้จริงนั้น เขาหมายถึงผู้ที่หมดกิเลส หมดตัณหา หมดอุปาทาน ; ไม่ได้หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน หรือพระจักรพรรดิที่รบเก่ง,หรือว่าทำอะไรได้แปลก ๆ ประหลาด เหนือคนธรรมดา, มหาบุรุษอย่างนั้นเป็นมหาบุรุษของคนชาวโลกที่เป็นปุถุชน, ยังหลงใหลงมงายแต่ในเรื่องได้เรื่องเสียเป็นมหาบุรุษของบุถุชน กระทั่งเป็นมหาบุรุษของเด็ก ๆ. ส่วน มหาบุรุษที่แท้จริงนั้น ก็หมายถึงพระอริยเจ้า ซึ่งมีจิตใจสูง เอาชนะ ความชั่วความทุกข์ เอาชนะกิเลสตัณหาได้, อยู่เหนือการครอบงำของความเกิด

น.536 ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. นี่แหละคือมหาบุรุษที่แท้จริง ได้อาศัยธรรมะคือสุญญตาวิหาร เป็นเครื่องอยู่ มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ. คำว่า "ว่าง" ในที่นี้ คือ ว่างจากอัตตา อย่างหนึ่ง, ว่างจากอัตตนียา อย่างหนึ่ง. อัตตานั้นคือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู. อัตตนียานั้นคือความยึดมั่นถือมั่นว่าของกู. อัตตา แปลว่า ตน , อัตตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตน. ที่เป็น "ตน" นั้น ก็คือ เป็นผู้ที่ทำ ที่พูด ที่คิด ที่รู้สึก ในฐานะเป็นตัวผู้ทำ เรียกว่าตัวตน ; ส่วนของของตนนั้น คือสิ่งที่ผู้นั้นกระทำ หรือมี หรือยึดถือ. ความยึดถือจึงเป็นไปในสองทาง คือยึดถือตัวเองว่า ตน, ยึดถือสิ่งต่างๆ ว่า ของตน. เมื่อมีความยึดถือสองอย่างนี้แล้ว ย่อมว่างไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยความยึดถือ; เหมือนกับมือของเรา ถ้าจับอะไรไว้ เราไม่เรียกว่ามือนี้อยู่ว่าง ๆ แต่ว่าเป็นมือที่ไปจับอะไรเข้าไว้ ไม่ว่าง; แต่ถ้ามือไม่มีอะไรจับไว้ ก็เรียกว่า มือว่าง. จิตใจของคนเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าไปจับ ไปถือ ไปยึดมั่น ถือมั่นอะไรเข้าไว้, ในขณะนั้นเราเรียกว่า จิตวุ่น คือจิตมีธุระ จิตมีการงาน ไม่ว่าง. แต่ถ้าจิตไม่ยึดถืออะไรไว้, มีแต่สติปัญญาอย่างเดียวแล้ว, เรียกว่าจิตว่าง คือว่างจากความยึดถือ. ฉะนั้นเราจะต้องสนใจพิจารณา สังเกตให้มาก ว่าความรู้สึกว่า "ตน" นั้นเป็นอย่างไร, ความรู้สึกว่า "ของตน" นั้นเป็นอย่างไร. พิจารณาให้เห็นความหนัก ที่เกิดมาจากความรู้สึกที่ยึดถือนี้ แล้วสลัดออกไป, แล้วปล่อยออกไป ตามความสามารถที่จะประพฤติกระทำได้ ก็จะเรียกว่า

น.537 เป็นผู้พยายามทำความว่าง หรือ ทำจิตให้ว่า ง อยู่ดังนี้; เรียกว่า เป็นผู้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา คือพระนิพพาน. ‘พระนิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง เมื่อเข้าถึงความว่างอย่างยิ่ง ก็คือเข้าถึงหัวใจแท้จริงของพระพุทธศาสนานั่นเอง. นี้คือ ลักษณะแห่งการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยนัยต่าง ๆ กันซึ่งพอจะเรียงลำดับได้ว่า : เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยความเป็นสัตบุรุษอยู่เสมอ. เข้าถึงหัวใจพระพุทธศาสนา ด้วยการมีเนื้อมีตัวเป็นธรรม หรือมีธรรมเป็นเนื้อเป็นตัวอยู่เสมอ. และเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยการชนะโลก อยู่เหนือโลก ไม่มีอะไรในโลก ทำให้สกปรก เศร้าหมอง วุ่นวายได้. และเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยการที่เป็นคนมีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่เป็นประจำ. หรือว่าเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยการมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง อยู่ในจิตในใจเสมอ. แต่เมื่อ รวมความให้สั้นที่สุด แล้ว ก็เป็น การเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาด้วยความมีจิตว่างจากอุปาทาน ว่าตัวกู ว่าของกู อยู่เสมอนั่นเอง. ในที่สุดก็เป็นพระนิพพาน ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง อยู่เป็นปรกติ,เป็นผู้อยู่อย่างมหาบุรุษ คือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ไปด้วยคุณธรรม ดังที่วิสัชนามา ;เป็นเครื่องแสดงให้เห็นอานิสงส์ ของการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เพียงไร, ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพียงไร, ไม่มีอะไรสูงสุด ยิ่งไปกว่าการกระทำอันนี้แล้ว. ขอท่านทั้งหลาย อย่าได้ประมาทเลย จงได้นำไปคิด ไปนึก ไปศึกษาทำให้มีอยู่แก่เนื้อแก่ตัว ตลอดเวลาทั้งหลับและตื่น ; แม้ตื่นอยู่ในขณะใด จะเป็น

น.538 ในขณะที่ทำการงาน ก็ดี ในขณะที่พักผ่อน ก็ดี ก็ให้เต็มไปด้วยความรู้ ความ แจ่มแจ้ง ว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตน หรือเป็นของของตน อยู่ ทุกเมื่อเถิด ; ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. ธรรมเทศนาเท่าที่วิสัชนามาในสองครั้งนี้ รวมความเรื่อง หัวใจของพระ- พุทธศาสนา ว่ามีอยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น, การเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ มีนัยดังวิสัชนามา พอเป็น เครื่องประดับสติปัญญา, เป็นความเจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ด้วยกันทุกคน. ขอให้ความหวังอันนี้จงเป็นผลสำเร็จ, จงเป็นผลสำเร็จ, จงเป็นผล สำเร็จ, ด้วยอำนาจที่เราท่านทั้งหลาย มีความเชื่อ มีความเลื่อมใส ในพระรัตน- ตรัย ไม่คืนคลาย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.539 โปรดแก้คำผิดในหนังสือมาฆบูชาเทศนา (การนับบรรทัด ให้นับลงตั้งแต่บรรทัดบนสุดหรือบรรรทัดของเลขหน้า ถ้ามี (จล) ให้นับขึ้นมาจากล่าง เพื่อประหยัดเวลา) หน้า บรรทัด คำที่ผิด แก้เป็น ๑๒ ๓ จล. อีกเลย. (ฆ่าจุดออกเสีย) พรหม พรหม. ๑๖ ๓ จล. เป็นจัง เป็นจัง, ๓๘ ๘ เศร้าหมอง เศร้าหมอง. ๕๑ ๕ ตณหา ตัณหา ๓ จล. ของว่าง ของว่าง ๕๕ ๓ จล หรือหาไม่ ?. หรือหาไม่ ? ๖๙ ๑๒ เกิดมา. เกิดมา, ๙๖ ๗ จล. ทํจะได้ จะทำได้ ๑๔๔ ๔ ศาสน สาสน ๑๒๘ ๕ จล. ที่อยู่ที ที่อยู่ที่ ๑๔๕ ๘ ระดับต่ำ ระดับต่ำ. ๑๖๐ ๖ จล. เบ่น เป็น ๑๗๗ ๘ อรหันต์ ไม่ควร อรหันต์, ไม่ควร ๑๙๑ ๕ แก่เหตุผล แก่เหตุผล. ๒๒๐ ๕ จล. อยู่ที่ใจ อยู่ที่ใจ. ๒๖๐ ๘ เมืองที เมืองที่ ๒๗๒ ๖ อริยธรรม อริยธรรม. ๓๐๕ ๒ จล. สูงสุด สูงสุด ; ๓๒๑ ๑๒ นำมาเอา นำมาเป็น ๓๓๘ ๑ จล. หัตถบาถ หัตถบาส ๓๘๓ ๑ จล. ตะกราม ตะกลาม ๔ จล. ปานา ปาณา

น.540 บันทึก หนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส" เท่าที่ ได้จัดพิมพ์ขึ้นไว้ ในพระพุทธศาสนา มาจนถึงวันนี้ มีรายชื่อ และเลขหมายประจำเล่ม ดังนี้ :- ลำดับพิมพ์ออก ชื่อหนังสือ เลขประจำเล่ม ( ๑) พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๑ [ พิมพ์ถึงครั้งที่ ๙ ] ( ๒ ) อิทัปปัจจยตา ๑๒ [ พิมพ์ถึงครั้งที่ ๒ ] ( ๓ ) สันทัสเสตัพพธรรม ๑๓ ( ๔ ) ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๑ ๓๖ ( ๕ ) พุทธิกจริยธรรม ๑๘ ( ๖ ) ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ๓ [ พิมพ์ถึงครั้งที่ ๕ ] ( ๗ ) โอสาเรตัพพธรรม ๑๓. ก ( ๘ ) พุทธจริยา ๑๑ ( ๙ ) ตุลาการิกธรรม เล่ม ๑ ๑๖ ( ๑๐ ) มหิดลธรรม ๑๗ . ข ( ๑๑ ) บรมธรรม ภาคต้น ๑๙ ( ๑๒ ) บรมธรรม ภาคปลาย ๑๙. ก ( ๑๓ ) อานาปานสติภาวนา ๒๐. ก ( ๑๔ ) ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๑ ๓๑ ( ๑๕ ) สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๑ ๓๘ ( ๑๖ ) ค่ายธรรมบุตร ๓๗ ( ๑๗ ) ฆราวาสธรรม ๑๗ . ก [ พิมพ์ถึงครั้งที่ ๒ ] ( ๑๘ ) ปรมัตถสภาวธรรม ๑๔ . ก ( ๑๙ ) ปฏิปทาปริทรรศน์ ๑๔ ( ๒๐ ) ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ ๓๖ . ก

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต