น.485 ธรรมหฤทัยกถา ๔๔๙ ไหนหมด ย่อมสั่งสอนเป็นอย่างนี้. ข้อนี้ควรจะพิจารณาดูต่อไป ว่าที่เรียกกันว่า หัวใจของพระพุทธศาสนานี้ มีความเหมาะสมอย่างไร. ควรจะทราบกันเสียก่อนว่า คำว่า "หัวใจของพระพุทธศาสนา" นี้เป็นคำที่เราเรียกกันขึ้นมาเอง. พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้เรียกคำกล่าวเหล่านี้ ข้อนี้ว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนา ; แต่ท่าน ตรัสว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์, พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกพระองค์. เรามาเรียกเอาเองว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา" และก็เรียกกันในเมืองไทย ในประเทศไทย เป็นอันว่าคนไทยเราถือเอาพระพุทธภาษิตคาถาหนึ่งนี้ ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และรู้กันทั่วไปอย่างกว้างขวาง. ทีนี้เรามาพิจารณากันต่อไป ว่าเป็นการถูกต้อง ตรงกันหมดทั่วทุกประเทศหรือเปล่า ? ทั่วทุกยุคทุกสมัยหรือเปล่า ? ข้อนี้มี บางคนได้กล่าวเป็นอย่างอื่น คือ ได้กล่าวว่า คำกล่าวของพระอัสสชิที่ได้กล่าวแก่พระสารีบุตร เมื่อครั้งยังเป็นปริพพาชกโน้น ว่าคำกล่าวนั่นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา โดยถือเอาเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์นั้นว่า :- พระอัสสชิเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ชุดแรกที่สุดที่พระพุทธเจ้าส่งออกไปประกาศพระศาสนา. พระอัสสชิได้ท่องเที่ยวไปเพื่อประกาศพระศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่ง พระสารีบุตรขณะที่ยังเป็นปริพพาชก ยังไม่ได้มาบวชในศาสนานี้ ได้เห็นพระอัสสชิเข้า น่าสนใจน่าเลื่อมใส จึงเข้าไปถามถึงข้อที่ว่าท่านบวชในสำนักไหน ? ท่านชอบใจธรรมะของใคร ?
น.486 พระอัสสชิตอบว่า อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระสมณโคดม, ชอบใจในธรรมะของพระสมณโคดม. ปริพพาชกนั้นถามต่อไปว่าคำสอนของพระสมณโคดมนั้นมีว่าอย่างไร ? พระอัสสชิท่านตอบว่า ถ้ากล่าวโดยพิสดารหรือโดยปริยายกว้างขวางแล้ว เราไม่อาจจะกล่าวได้ แต่ถ้ากล่าวแต่โดยย่อโดยใจความแล้ว พอจะกล่าวได้อยู่. ปริพพาชกนั้นก็ยอม และแสดงความพอใจที่จะฟังแต่ใจความสำคัญ พระอัสสชิจึงได้กล่าวข้อความ ซึ่งถือกันว่าเป็นหลักของพระพุทธศาสนาแก่ปริพพาชกนั้น ข้อนี้ก็คือบาลีที่ว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณ นับเป็นบาทก็ได้ ๔ บาท นับเป็นคาถาก็ได้ ๑ คาถา อย่างเดียวกันอีก ซึ่งมีใจความว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตทรงแสดงซึ่งเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พร้อมทั้งธรรมเป็นที่ดับแห่งเหตุเหล่านั้น พระมหาสมณะมีคำกล่าวสำหรับสั่งสอนคนอย่างนี้ . ปริพพาชกนั้นก็ชอบใจ และในที่สุดก็ได้มาบวชในพระพุทธศาสนา, และ เป็นอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนานี้ มีนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า พระสารีบุตร. ผู้ที่ถือเอาเรื่องราวนี้เป็นหลัก ก็ถือกันว่า นี่แหละหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะว่าพระอัสสชิได้กล่าวออกไป ตามที่ตกลงกันว่า จะกล่าวแต่ใจความเท่านั้น ; แล้วก็เป็นใจความที่สั้นจริง ๆ, คือใจความว่า พระพุทธเจ้าได้ทรง
น.487 แสดงเหตุ และทรงแสดงธรรมเป็นที่ดับแห่งเหตุของความทุกข์ ใจความสำคัญมีอยู่อย่างไร จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า. ทีนี้ บางคน ยังไม่พอใจที่จะถือว่า นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ค้นคว้าหาต่อไปอีก จนกระทั่ง ถือกันว่า พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ เมื่อจวนจะปรินิพพาน ซึ่งเป็นเสมือนคำสั่งสุดท้าย แล้วก็ปรินิพพานในคืนวันนั้น ว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ - ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ดังนี้ ว่านี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. เพราะว่าในที่อื่น ยังมีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ความไม่ประมาทนี้เป็นที่ประชุม เป็นที่รวมแห่งธรรมะทั้งหลายทั้งปวง . เปรียบเสมือนหนึ่งในบรรดาสัตว์บกทั้งหลายแล้ว ช้างย่อมมีรอยเท้าใหญ่กว่ารอยเท้าแห่งสัตว์ทั้งหลาย. รอยเท้าแห่งสัตว์ทั้งหลายทุกชนิด ย่อมถึงอันประชุมลงได้ในรอยเท้าแห่งช้าง ฉันใด ;ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นสังขตะหรือเป็นอสังขตะ ก็อาจจะประชุมรวมลงได้ในคำว่าความไม่ประมาท ฉันนั้น. คนพวกนี้ก็ถือเอาว่า ความไม่ประมาทนั่นแหละเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ดังนี้ก็มี ทีนี้ก็มี คนบางจำพวก ที่เพ่งเล็งถึงข้อปฏิบัติเป็นหลัก ไม่ได้ถือเอาคาถาที่เป็นข้อความกล่าวไว้ต่าง ๆ กันดังนี้เลย ไปเพ่งเล็งเอาหมวดธรรมที่สำคัญ เช่นเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ประการ ว่า นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสน า ดังนี้ก็มี บางพวกก็ว่า มรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นหัวใจพุทธศาสนา ก็มี เป็นธรรมะข้อเดียว เรียกว่า มรรค ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ
น.488 บางพวกชอบใจที่จะกล่าวว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ไตรสิกขา นี้เป็นหัวใจพุทธศาสนา ก็มี. บางพวก ยักไปกล่าวว่า ทาน ศีล ภาวนา ๓ อย่างนี้เป็นหัวใจพุทธศาสนาก็มีด้วยเหมือนกัน เป็นอันว่า พวกที่ชอบใจธรรมะที่เป็นหมวด ๆ ก็กล่าวธรรมะหมวดที่สำคัญ ๆ นั้น ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. บางคน ยังเป็นมากไปกว่านั้น คือไป ย่อคำให้เหลือแต่อักษรย่อ แล้วเรียกว่า หัวใจพุทธศาสนา จนคนอื่นฟังไม่ถูกเพราะเป็นอักษรย่อ ดังนี้ก็ยังมี. นี้เอามากล่าวให้หมด แต่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ ที่คนทั้งหลายมักจะมองข้ามไป ที่อาตมาเห็นว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่น่าสนใจ ก็คือพระบาลีสั้น ๆ ที่ตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ซึ่งแปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ ว่า น่าจะถือเอาข้อนี้ ประโยคสั้น ๆ นี้ ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. ข้อนี้ มีหลักฐานที่มา อยู่ในตัวเรื่องราวนั้นเอง คือ ในพระบาลีมัชฌิมนิกาย ในตอนที่เรียกว่า สักกปัณหสูตร. ในพระสูตรนั้นมีใจความชัดว่า ได้มีคนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า คำสั่งสอนทั้งหมดที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนนั้น อาจจะสรุปเข้าให้เหลือแต่ใจความ เป็นหัวข้อสั้น ๆ ประโยคเดียวสั้น ๆ จะได้หรือไม่ ? และจะว่าอย่างไร ? พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่าได้ และมีใจความว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังกล่าวแล้ว.
น.489 แล้วพระพุทธองค์ยัง ทรงขยายความต่อไปว่า ถ้าได้ฟังข้อนี้ เป็นอันว่าได้ฟังทั้งหมด, ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ เป็นอันว่าได้ปฏิบัติทั้งหมด, ถ้าได้รับผลจากข้อนี้ ก็ เป็นอันว่า ได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา. ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าประโยคสั้น ๆ นี้เอง ควรจะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. แต่เมื่อกล่าวไปอย่างนี้มักจะมีคนค้าน ; เพราะว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังว่า ใครได้ยึดถือความข้อนี้ ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนากันมาแต่ก่อน. ทีนี้ ถ้าเราจะถือเอาตามเหตุผล ตามความเป็นอิสระของเรา เราก็อาจจะถือว่า นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาได้เหมือนกัน ; เพราะไม่มีใครบังคับใครได้และพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้เคยเรียกบทไหนว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องศึกษาสังเกตสันนิษฐานเอาเอง. อาตมามีความเชื่อหรือความพอใจ ที่จะลงสันนิษฐานว่า ประโยคสั้น ๆดังที่กล่าวนี้ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ; แม้ว่าคนอื่น ๆ ทั้งหมด แม้ทั้งหมดจะไม่เห็นด้วย ก็ยังเห็นว่า อันนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง. ดังนั้น เราจะได้พิจารณากันต่อไป ทีละข้อหรือทีละเรื่องตามลำดับโดยทั่วไปแล้ว สิ่งใดที่เรียกว่า หัวใจ เราก็ย่อมเข้าใจกันว่า. เป็นที่สรุปรวบยอด หรือว่าเป็นจุดสำคัญ ไม่ต้องมากมายกว้างขวางอะไร แต่เป็นที่รวบรวมเรื่องทั้งหลายไว้ได้; เช่นหัวใจของคน ทางร่างกายก็ถือว่า มีหัวใจเป็นจุดกลาง , เป็นความหมายทั้งหมดของชีวิตรวมอยู่ที่นั่น เราจึงได้เรียกว่า หัวใจ, และยืมเอาคำนี้มาใช้ในกรณีอื่น ๆ จนกระทั่งมาใช้ในข้อธรรมะ ที่จะเป็นหัวใจของพระศาสนา ดังนี้
น.490 ป็นต้น. เมื่อมีหลักว่า หัวใจหมายถึงสิ่งที่สรุปสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไว้โดยสิ้นเชิง ดังนี้แล้ว ก็จะได้พิจารณากันตามลำดับต่อไป. . . . . . . . . . . . . . . . . ข้อแรก หรือ หมวดแรก ที่ว่า โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหัวใจพุทธศาสนานั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ได้แยกออกเป็น ๓ ข้อ : ข้อแรก ไม่ทำบา ป ทุกอย่างทุกประการ. ข้อ ๒ ทำบุญหรือความดีให้เต็มเปี่ยม . และ ข้อ ๓ ว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่อ ง. รวมเป็น ๓ ข้อ นี้เรียกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย รวมความแล้วก็ได้ความว่า หัวใจของพุทธศาสนามี ๓ ข้อ เป็นลำดับกันไปตั้งแต่ต่ำจนถึงสูงสุด ; ต่ำที่สุดก็คือ เว้นจากความชั่ว, สูงขึ้นมาเป็นอันดับกลางก็คือ ทำความดีให้เต็ม, และสูงขึ้นไปถึงยอดสุดก็คือ ชำระจิตให้บริสุทธิ์เป็นใจความต่อเนื่องกันไปตามลำดับ และเรียกว่า หัวใจของพุทธศาสนา. แต่ว่าข้อสุดท้ายที่ว่า ทำหัวใจให้บริสุทธิ์นั้น ไม่ได้แสดงไว้ว่าทำอย่างไร ;หรือแม้ที่สุดแต่ว่า ไม่ทำบาปทุกอย่าง ทำความดีทุกอย่าง นี่ก็ยังไม่แสดงชัดว่าทำอย่างไร. เรื่องจึงกลายเป็นว่า เพียงแต่ระบุชื่อของการกระทำ ๓ ชนิด ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา; ล้วนแต่ยังไม่ได้บอกว่าทำอย่างไร. จะต้องไปศึกษาจนรู้ว่า บาปคืออะไร ? เว้นอย่างไร ? บุญกุศลคืออะไร ? ประกอบขึ้นมาอย่างไร ? แล้วจิตเศร้าหมองอยู่ด้วยอะไร ? จะชำระมันออกไปให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร ? รู้สึกว่า ยังไม่กระจ่างชัดเต็มที่ ; ยังมีข้อความยืดยาวถึง
น.491 ประการ ต้องศึกษากัน. ใครจะถือเอาเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ก็เป็นอันว่าถือตามธรรมเนียมหรือตามคำกล่าวของคนพวกหนึ่ง. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่สอง พวกที่สอง ที่ถือว่า คาถาพระอัสสชิ เป็นหัวใจพุทธศาสนา นั้น ; เมื่อเราพิจารณาดูคำกล่าวของพระอัสสชิแล้ว ก็เห็นได้ว่า พุทธศาสนานี้มีหลักอยู่ตรงที่ว่า ให้คำนึงถึงเหตุและผลเป็นส่วนใหญ่ . อย่าได้เชื่องมงาย ชนิดที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นจึงได้กล่าวว่า ให้รู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดขึ้น,และให้รู้การดับเหตุนั้นเสีย. เหตุในที่นี้ก็คือเหตุของความทุกข์, ดับเหตุของความทุกข์แล้ว ก็ได้รับความไม่เป็นทุกข์. แต่ในที่สุดก็ยังไม่มองเห็นว่า อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ ? และจะดับเหตุของความทุกข์ด้วยวิธีอย่างไร ? เรื่องมันก็ยังต้องศึกษาต่อไปอีกจึงจะรู้ได้,และก็เป็นข้อความยาวถึง ๑ คาถาเต็ม เช่นเดียวกันกับโอวาทปาฏิโมกข์ แต่แล้วก็ยังไม่ได้บอกว่าทำอย่างไร. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่สาม ที่ว่า จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา . ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ ได้ยินได้ฟังว่า ทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมนั้น ทำอย่างไร ? ทำในกรณีไหน ? ล้วนแต่ต้องการคำอธิบาย ว่าให้ทำความไม่ประมาทในสิ่งที่ควรทำ คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น· ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นให้เต็มพร้อม ด้วยความไม่ประมาท อย่างนี้ก็ได้, หรือว่าความไม่ประมาทนั่นแหละ สร้างขึ้นมาให้มากให้สมบูรณ์แล้ว ก็อาจจะพ้นจากความทุกข์ได้. แม้อย่างนั้นก็ยังต้องการคำอธิบายว่า จะทำความไม่ประมาทนั้นอย่างไร จึงจะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้.
น.492 ข้อนี้ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว ก็มีหลักอยู่ว่า ความมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ นั่นแหละ เรียกว่าความไม่ประมาท ; ปราศจากสติสัมปชัญญะเมื่อไร เรียกว่า ความประมาท, มีความประมาท. และ สติสัมปชัญญะ ในที่นี้ ก็ หมายถึงสติปัฏฐาน, คือการกำหนดสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน. อย่าไปหลงรักหลงชังเข้า. นี้เรียกว่า สติ กำหนดสติ นี้ไว้ ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ ก็เรียกว่ามีความไม่ประมาท . นี้ก็ล้วนแต่ต้องหาคำอธิบายมาประกอบให้ ยังไม่ชัดเจนอยู่ในตัว ;เพียงแต่ระบุเอาตัวความไม่ประมาทขึ้นมาเป็นหลัก ให้ศึกษาค้นคว้าศึกษาต่อไป. .... .... .... .... ถ้าไปเทียบกันกับคำว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย แล้ว เราจะเห็นความแตกต่างกันได้ ว่า คำที่ตรัสว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นการบอกกล่าวในส่วนสำคัญที่สุด คือมันเป็นการบอกกล่าว ที่กล่าวพร้อมกันไป ทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง และเบื้องปลาย, เป็นการบอกกล่าวทั้งโดยหลักวิชา และวิธีปฏิบัติพร้อมกันไปในตัว ในคำคำเดียวกัน. การกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้ ก็คือบอกว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงนั่นเอง ; ถ้าเข้าใจก็ต้องเข้าใจว่า ไม่มีจิตเข้าไปจับฉวยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน. คำว่า อภินิเวสาย นี้ ตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่า อย่าฝั่งตัวเข้าไปในสิ่ง ทั้งปวง หรือจะแปลกลับอีกทีหนึ่งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรจะฝั่งตัวเข้าไป; นี้ตามตัวหนังสือ แต่ถ้าตามความหมาย, และความหมายที่เป็นภาษา
น.493 ไทยนั้น ก็คือว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า. ดังนั้นเราจึงได้ความว่า ที่เรียกว่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้านั้น ก็คือไปฝั่งตัวเข้าไป ฝั่งจิตฝั่งใจเข้าไป ในสิ่งนั้น เอาเป็นจริงเป็นจัง ; จะด้วยความรักหรือจะด้วยความเกลียด หรือจะด้วยความรักหรือความชังอะไรก็ตาม, เป็นการฝั่งตัวเข้าไปในสิ่งนั้น ๆ จริงๆ จึงได้เกิดผลเป็นความทุกข์ขึ้นมา ดังนั้น การกล่าวว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรฝั่งตัวเข้าไป ก็ดี,หรือจะกล่าวว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็ดี พึงเข้าใจเถิดว่า มีความหมายอย่างเดียวกัน ; แล้วแต่ใครจะเข้าใจคำไหนได้ง่ายกว่าสะดวกกว่า ชัดเจนกว่า แจ่มแจ้งกว่า ก็ให้ถือเอาคำนั้นเป็นหลัก. พระพุทธเจ้าท่านตรัส แต่เพียงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกอย่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น ; ให้เข้าใจว่าทุกสิ่งจริงๆ , คือจะเป็นสิ่งดีสิ่งชั่ว หรือสิ่งไม่ดีไม่ชั่วก็ตาม, อย่าได้ไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นของตนที่แท้จริง. เพราะว่าพอไปยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตนขึ้นมาแล้ว, ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที. เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันเป็นความเขลา เป็นความหลง เป็นความโง่. เราไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด; โดยเนื้อแท้ เราทำไปด้วยสติปัญญาก็พอแล้ว. จิตใจอย่าไปยึดมั่นถือมั่น คืออย่าไปหมายมั่นปั้นมือ ที่จะเอาเป็นตัวเราหรือเป็นของเราขึ้นมา ; อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้รู้ความจริงข้อนี้, เป็นผู้เข้าใจความจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ลองพิจารณาดูต่อไปว่า จะทำตนอย่างไร ? ก็คือ ทำตนไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด นั่นเอง. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดแล้ว ผลก็เกิดขึ้นเต็มที่ คือ ไม่มีความทุกข์เลย.
น.494 ราเห็นได้ง่าย ๆ ในเรื่องที่เป็นวัตถุธรรมดา เช่นว่าไปดูที่กองอิฐที่ซ้อนกันอยู่เป็นกองสูง. เราดูอิฐเหล่านั้นแล้ว ลองนึกดูว่า อิฐก้อนไหนเป็นเหตุ ? อิฐก้อนไหนเป็นผล ? มันก็ล้วนแต่เป็นทั้งเหตุและทั้งผล. อิฐก้อนหนึ่งถูกอิฐก้อนหนึ่งอยู่ข้างล่าง ; แต่ก็ถูกอิฐอีกก้อนหนึ่งอยู่ข้างบน. เพราะฉะนั้นอิฐก้อนนั้น มันเป็นทั้งอิฐที่ถูกเขาซ้อนทับ, และทั้งที่มันเองก็ทับซ้อนเขาอยู่พร้อมกันไปในตัว. ไม่มีอิฐก้อนไหนที่เป็นอิสระ คือเป็นเหตุเป็นผลล้วน : แม้อิฐก้อนล่างสุด มันก็ยังทับอยู่บนแผ่นดิน อิฐก้อนบนสุด มันก็ยังอยู่ใต้สิ่งซึ่งอยู่บนอิฐก้อนนั้น ; เช่น อากาศเป็นต้น. นี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นอิสระในการที่จะเป็นเหตุหรือเป็นผลโดยส่วนเดียว. เรื่องมันจึงกลายเป็นเพียงกระแสแห่งเหตุและผลซึ่งส่งต่อ ๆ ๆ ๆ กันไปไม่มีที่สิ้นสุด. ดังนี้จึงไม่มีอะไรที่เป็นอิสระ, หรือเป็นตัวตนที่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นของจริงจัง มีอิสระในตัวเอง. หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระอัสสชิกล่าว จึงมีความหมายสรุปได้สั้นๆ ว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยเหตุแล้วก็เป็นไป ในที่สุดก็ดับลง เพราะดับแห่งเหตุ . ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นของจริงจัง, เป็นตัวเป็นตน, หรือเป็นของของตน. ใจความก็เป็นอย่างเดียวกันกับพระพุทธภาษิตที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง. ทีนี้เรามา เปรียบเทียบกันดู ถึงคำที่จะต้องกล่าว อย่างแรกเป็นคำกล่าวยืดยาวถึง ๔ บาทของคาถา. รวมความว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้ก็มีความยาวเพียงเท่ากับบาทเดียวของคาถา คือสั้นกว่ากันถึง ๑ ใน ๔; แล้วคิดดูเถิดว่า ควรจะถือเอาประโยคคำกล่าวชนิดไหน ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาดี ? ด้วยเหตุดังนี้เอง, ด้วยเหตุฉะนี้ อาตมาจึงยืนยันว่า ควรจะถือเอาพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ข้อนี้ ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา.
น.495 ทีนี้เรามา เทียบกันดูต่อไป กับหมวดธรรมทั้งหลาย หมวดแรกก็คือ อริยสัจจ์ ๔ . อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ก็คือ ความทุกข์ คือ ต้นเหตุของความทุกข์, คือ ความไม่มีทุกข์ , และคือ การปฏิบัติเพื่อให้ได้ความไม่มีทุกข์, รวมกันเป็น ๔เรื่อง . แต่ละเรื่องก็ต้องการคำอธิบายยืดยาว ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร ? ต้นเหตุให้เกิดความทุกข์เป็นอย่างไร ? ภาวะที่ตรงกันข้าม คือไม่มีทุกข์เลยนั้นเป็นอย่างไร ?แล้วต้องปฏิบัติอะไรบ้าง จึงจะถึงภาวะที่ไม่เป็นทุกข์นั้น ? เราจะต้องพูดกันถึง๔ เรื่อง แต่ละเรื่องก็ต้องการคำอธิบายหลายคำ. จะถือว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาก็ได้ แต่ก็คงจะเป็นเรื่องที่ใหญ่และยาว ทีนี้ถ้าเราจะเพ่งเล็งถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้มันครอบคลุมเรื่อง ๔ เรื่องนี้ไว้อย่างไร ? ลองพิจารณาดู เมื่อพูดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็หมายความว่า ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้วเป็นเกิดเรื่องคือความทุกข์นั่นเอง ; แล้วตัวความทุกข์นั้นก็เป็นผลที่เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่นดังนั้นความยึดมั่นถือมั่นนั้นจึงเป็นเหตุของความทุกข์ ; เราจึงได้ใจความทั้ง๒ อย่างนี้ ในคำคำเดียวว่า ยึดมั่นถือมั่น ทีนี้พิจารณาต่อไปก็ว่า เมื่อยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; แล้วการปฏิบัติ ก็คือปฏิบัติอย่างไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรนั่นเอง. มันจึงเป็นความดับทุกข์ และเป็นการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์รวมอยู่ในคำคำเดียวกันอีก คือเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ; หมายความว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นทุกขนิโรธ คือดับทุกข์. และไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ก็เป็นตัวการปฏิบัติอยู่แล้ว คือทำความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวการปฏิบัติอยู่แล้ว; เราจึงได้ใจความของอริยสัจจ์ทั้ง ๔ เรื่องครบบริบูรณ์ ในคำเพียงคำเดียวว่า ไม่ยึดมั่น
น.496 ถือมั่น ; คือยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ทุกข์เป็นผลของความยึดมั่นถือมั่นไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ดับทุกข์ได้, ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง เป็นการปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์ได้. เลยเป็นคำคำเดียวอมความไว้ทั้ง ๔ เรื่องของอริยสัจจ์ จึงเห็นว่า คำว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นหัวใจอย่างยิ่งแล้ว สั้นที่สุดแล้ว สรุปใจความไว้ได้มากที่สุดแล้ว. ทีนี้ พิจารณาดูต่อไป ถึงหมวดธรรมะที่เรียกว่า ไตรสิกขา ที่คนชอบกล่าวกันว่า เป็นหัวใจพุทธศาสนา อีกหมวดหนึ่ง. ไตรสิกขาคือข้อปฏิบัติ ๓ อย่าง เรียกว่า ศีล สมาธิ และ ปัญญา ; ศีล คือ ปฏิบัติถูกทางกายทางวาจา, สมาธิ คือ มีจิตสงบตั้งมั่น, ปัญญา คือ ความรู้แจ่มแจ้ง , เป็น ๓ เรื่องอีกเหมือนกัน.ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำ ให้กาย วาจา บริสุทธิ์สะอาด เป็นศีล. ให้จิตสงบตั้งมั่นเยือกเย็นมีกำลัง เป็นสมาธิ. และให้รอบรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น นี้เรียกว่า ปัญญา. รวมเป็น ๓ เรื่องเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา. นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ทีนี้ เอาไปเปรียบเทียบกันดู กับประโยคสั้น ๆ ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น ; เราจะเห็นได้ทันทีว่า พอ ไม่ยึดมั่นถือมั่น, หรือมองเห็นอยู่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ไม่ขาดศีลได้เลย. คนขาดศีลนั้น เพราะไปยึดมั่นถือมั่นอะไร จนเกิดความรักหรือความชังขึ้นมา จึงได้ขาดศีล ; เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความรักไม่มีความชังต่อสิ่งใดแล้ว ศีลก็บริสุทธิ์อยู่ในตัวมันเอง. ทีนี้ เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น จนรักหรือชังอะไรแล้ว จิตก็ เป็นสมาธิอยู่ในตัวมันเอง ; และความรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ คือ
น.497 ยอดสุดของปัญญา, เป็นปัญญาถึงขั้นสูงสุดอยู่แล้ว. ดังนั้น ศีล ก็ดี สมาธิ ก็ดี ปัญญา ก็ดี ย่อมรวมอยู่ในคำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพียงคำเดียว. หรือขยายออกไปว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วก็พยายามทำความไม่ยึดมั่นถือมั่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยอัตโนมัติอยู่ในตัวเอง คือในความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น. ดังนั้น ๓ เรื่องจึงไม่มากไปกว่าเรื่องเดียว คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ;เราจึงถือเอา ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ว่า เป็นหัวใจของไตรสิกขาเสียเลยก็ได้. นี่แหละคือข้อที่แสดงว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นหัวใจของพุทธศาสนาอย่างไร. ทีนี้เราก็มาพิจารณาดูต่อไป ถึงธรรมะอีกหมวดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญคล้ายกัน คือเรื่อง บุญญกิริยา ๓ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา. ทาน คือ การให้ทาน. ศีล ก็คือ มีกายวาจาบริสุทธิ์ อย่างที่กล่าวแล้ว. ภาวนา นั้น รวมสมาธิกับปัญญาเข้าไว้ด้วย ทั้ง ๒ อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา ; ได้กล่าวแล้วว่าอาจจะรวมอยู่ในความไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างไร ; เรื่องก็เหลืออยู่แต่การให้ทาน ลองพิจารณาดูเถอะว่า การให้ทานที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ? ถ้าเป็นคนมีปัญญา ก็จะมองเห็นได้ทันทีว่า เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นของตนหรือตัวตนแล้ว ; นั่นแหละคือการได้ให้ทานออกไปหมดแล้ว , ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย. ความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวตน, หรือเป็นของของตนอยู่ในใจนั่นแหละ คือการที่ได้ให้ทานสิ่งทั้งหลายทั้งปวงออกไปหมดแล้ว. จึงเป็นทานที่แท้จริง. เป็นทานที่ถูกต้อง, ไม่ใช่เป็นการให้ทานชนิดที่มีลับลมคมใน เหมือนที่ให้กันอยู่โดยมาก.
น.498 ช่นว่า ให้ทานไปบาทหนึ่ง แต่จะเอาบุญในชาติหน้ามากมาย หลายหมื่นหลายแสนบาท, เอาวิมานตั้งหลังใหญ่ ๆ อย่างนี้ก็มี. อย่างนี้จะเรียกว่าให้ทานอย่างไรกัน. มันเป็นเรื่องลงทุนค้าขาย ชนิดที่เชื่อว่าได้กำไรมากมายมหาศาล ;แล้วจะเรียกว่าให้ทานที่ตรงไหน. ดังนั้น การให้ทานที่แท้จริง มันจึง อยู่ที่ว่าให้ออกไปจริง ๆ ; เช่นว่าให้ทานออกไปบาทหนึ่ง ก็เพื่อจะตัดความขี้เหนียวของตนเสียให้ได้บาทหนึ่ง ไม่หวังเอาอะไรตอบแทน. นั่นแหละจึงจะได้ชื่อว่า ให้ทานจริงๆ ; ส่วนให้ทานเพื่อเอากำไรมาก ๆ ให้ทานเพื่อเอาชื่อเสียงเอาหน้าอวดคน หรืออะไรทำนองนี้ ไม่ใช่การให้ทานที่แท้จริง, และยิ่งเป็นการยึดมั่นถือมั่นอีกด้วย. การให้ทานที่แท้จริงจึงได้แก่การสละบริจาคออกไป จากความยึดมั่นถือมั่น ทำลายความตระหนี่ขี้เหนียวความเห็นแก่ตน เหล่านี้ได้จริงๆ จึงจะเรียกว่า ให้ทานที่แท้จริง. ฉะนั้นเมื่อเรามาสนใจแต่เรื่อ งไม่ยึดมั่นถือมั่นให้จริงจังเท่านั้น มันก็เป็นการให้ทานอย่างยิ่งทันที, ให้ทานอย่างใหญ่หลวงทันที. ขอแต่ให้ทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้เห็นแจ่มแจ้งอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้น แม้เราจะมีเงินไว้ใช้ มีของไว้กินมีเกียรติยศชื่อเสียงไว้ประดับหรืออะไรก็ตาม มันก็เหมือนกับไม่มี, คือเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา. แต่เราก็ใช้มันได้ เกี่ยวข้องกับมันได้กินอยู่ บริโภคใช้สอยสิ่งเหล่านั้นได้, เพียงแต่ว่าในใจอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้วก็แล้วกัน.
น.499 ดังนั้น มีเงินก็ได้ มีครอบครัวก็ได้ มีทรัพย์สมบัติก็ได้ มีชื่อเสียงก็ได้ มีอะไรก็ได้ แต่ใจอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าเท่านั้น มันก็ไม่มีความทุกข์ ; แล้วก็ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นไปตามที่สมควรปฏิบัติ. เมื่อเข้าใจกันดีทุกฝ่าย ก็ไม่มีใครเป็นทุกข์ ; สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นไปได้ตามที่ควรจะเป็น ไม่มีความทุกข์เลย, สำเร็จประโยชน์เป็นการอยู่อย่างผาสุก ได้ด้วยกัน ทุกคน. นี่แหละคืออานิสงส์ของความไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างแท้จริงกันให้ได้จงทุกคน : แล้วพยายามประพฤติปฏิบัติให้ได้ ให้สุดความสามารถของตน ๆ ก็จะเป็นผู้มีความทุกข์ที่ลดน้อยถอยลงไป, จนกระทั่งไม่มีความทุกข์เหลืออยู่เลย ทาน ศีล ภาวนา มีเต็มเปี่ยมอยู่ในบุคคลผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ในที่สุด มองดูไปทั่วทุกอย่าง ทุกหมวดทุกหมู่แล้ว ก็จะเห็นได้ทันทีว่าคำตรัสที่ตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ;เพราะว่าเมื่อ เห็นอยู่ อย่างนี้ รู้สึกอยู่ อย่างนี้ ควบคุมสติอยู่ อย่างนี้แล้ว นั่นแหละ คือความไม่ประมาทที่สมบูรณ์ที่สุด ที่ถึงที่สุดแท้จริงของความไม่ประมาท. ไม่มีความไม่ประมาทอย่างไหนที่จะสูงไปกว่านี้แล้ว จึงเป็นผู้มีความไม่ประมาท. เมื่อเอา ๒ ข้อนี้มาเทียบกัน ว่า คำสอนที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น กับคำสอนที่ว่า จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม สองข้อนี้ข้อไหนแสดงใจความชัดเจนทั้งบอกให้รู้และบอกให้ปฏิบัติ และแสดงผลของการปฏิบัติอยู่ในตัว ? เราจะเห็นได้ทันทีว่า ประโยคที่บอกว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ แสดงความกระจ่างไว้หมดแล้ว ว่าคืออะไร ? ควรทำอย่างไร ? จะนำมาซึ่งผลอย่างไร ?
น.500 การที่บอกแต่ว่าอย่าประมาท, อย่าประมาทนั้น ; ยังไม่รู้ว่าจะทำ อย่างไร. แต่ถ้าบอกว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นนี้ มันบอกชัดแล้ว ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ; เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ในระหว่างคำสั้น ๆ คู่นี้ทั้ง ๒ คำนี้ คำกล่าวที่ว่าสิ่งทั้งปวง อย่ายึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ที่จะถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ต้องการจะให้เราทะเลาะกัน ไม่ใช่ต้องการ จะให้เราแบ่งแยกมาเป็นพรรคเป็นพวกกัน แล้วมาถือหลักอย่างนั้นอย่างนี้กันแต่ใน พวกเรา ; แต่ว่า เป็นการแสดงที่จะให้เห็นทั้งหมดทั้งสิ้น สำหรับใครก็ตาม พวก ไหนก็ตาม ว่าถ้าจะถือเอาหัวใจของพระพุทธศาสนา ให้รัดกุมที่สุด ถูกต้องที่สุด รวดเร็วที่สุด สะดวกที่สุด ; แม้แต่ว่าจำง่ายที่สุด; เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว, จงมาถือ เอาประโยคสั้น ๆ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้ไว้ใน ฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนาเถิด. ถ้าจะเขียนติดไว้ตามฝา หรือตามกระจกเงาที่โต๊ะแต่งตัว เป็นต้น ก็จง เขียนประโยคนี้เถิด ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตน ให้สำนึกถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา, คือพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ได้โดย สะดวก. เตือนอย่าให้ไปหลงทำผิด ไปหลงยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้า, คือ ไปหลงรักหรือหลงเกลียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้า เพราะความโง่ หรือเพราะกิเลสตัณหา อันใดก็ตาม. มัน เป็นการตักเตือนที่แยบคาย ละเอียด สุขุม กว้างขวาง ที่สุด ตั้งแต่อย่างต่ำที่สุดจนถึงอย่างสูงสุด คือพระนิพพาน. ถ้าว่าเป็นเรื่องต่ำ ๆ เป็น เรื่องทำมาหากิน ก็ต้องแปลใจความนี้ให้ดี ว่าจะทำมาหากิน ก็ทำไปเถิด แต่ อย่าไปหลงยึดมั่นถือมั่นเข้า มันจะมีเรื่องทำให้
น.501 น้ำตาไหลบ่อย ๆ. เราจะทำมาหากินอย่างไร ก็ทำไปให้ถูกวิธี ด้วยสติปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะก็แล้วกัน. อย่าไปหลงยึดมั่นถือมั่น หมายมั่นปั้นมือเอาเป็น จริงเอาเป็นจัง อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะต้องน้ำตาไหลบ่อย ๆ ; เพียงแต่ว่าทำไป ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็พอแล้ว. เพราะเรารู้แล้วว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามธรรมชาติ, ไม่มีใคร บังคับได้. เราไปเกี่ยวข้อง ก็เกี่ยวข้องให้ถูกวิธี คือโดยวิธีที่อย่าให้เกิดความทุกข์ ขึ้นมาได้ ; แล้วก็จงทำมาหากินไป โดยวิธีที่อย่าให้ความทุกข์เกิดขึ้นก็แล้วกัน, และวิธีนั้นก็คือวิธีที่ทำใจอย่าให้ไปยึดมั่นถือมั่น, หรือไปหมายมั่นปั้นมือในสิ่ง เหล่านั้น นั่นเอง. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ บางคนจะนึกสงสัย ว่า ถ้าไม่ให้หมายมั่นปั้นมือแล้ว จะเอากำลัง เอาความตั้งอกตั้งใจที่ไหนมาทำเล่า ? ข้อสงสัยนั้น มันเป็นข้อสงสัยที่มองข้างเดียว, หรือเข้าข้างตัวข้างเดียว ลืมไปเสียทุกที่ว่า เขาบอกแล้วว่า ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเมื่อไร เป็นมีความทุกข์เมื่อนั้น. เราหลีกความทุกข์ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียการเสียงาน อย่างนี้ ไม่ดีกว่าหรือ ? คำแนะนำข้อนี้ คือข้อที่ว่า อย่ายึดมั่นถือมั่น นั้น หมายความว่าอย่า ทำไปด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้น ๆ; แต่ว่าให้ ทำไปด้วยอำนาจของสติปัญญาและสติสัมปชัญญะ คู่นี้ก็แล้วกัน. สติสัมปชัญญะนี้ ช่วยให้เราละเอียด สุขุม รอบคอบ ไม่เผลอตัว ; ส่วน สติปัญญา นั้นมัน ทำให้เรา ฉลาด มีความรู้ความเข้าใจกว้างขวาง คือมีความฉลาดในการกระทำ.
น.502 สรุปให้สั้นที่สุด เราใช้สติสัมปชัญญะเพื่อให้รอบคอบในการกระทำ ; เราใช้สติปัญญาเพื่อให้ฉลาดในการกระทำ. ความฉลาดเป็นเรื่องของสติปัญญา เข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องที่จะต้องทำ; แต่ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว เดี๋ยวก็เผลอ นอกลู่นอกทาง, เดี๋ยวก็ถูกอะไรมาครอบงำ นำไปสู่ความทุกข์เสียแล้ว. สติ- สัมปชัญญะจึงเป็นเหมือนกับเกราะ ช่วยป้องกันไม่ให้ผิดทาง ไม่ให้อันตรายเข้ามา แผ้วพานได้. บางทีก็ใช้คำสั้น ๆ ว่า มีความฉลาดและความเฉลียว. ความฉลาด นั้น เป็นความรู้ ที่เรียกว่า สติปัญญา, ความเฉลียวนั้นเป็นความรอบคอบ ที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ. ทั้งคู่นี้ต้องไปด้วยกัน ในการกระทำทุกอย่าง ไม่ว่ากระทำอะไร ต้องทำไปด้วยธรรมะคู่แฝดคู่นี้ คือความฉลาดและความเฉลียว เรียกว่าสติ สัมปชัญญะและสติปัญญา ; ถ้าทำอยู่อย่างนี้ ความยึดมั่นถือมั่นเกิดไม่ได้. เพราะว่า สติ นั่นเอง ป้องกันไว้อย่างสุขุมรอบคอบที่สุด ไม่ให้เผลอไป หลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่มีความรักความชังอะไรเกิดขึ้น, ไม่มี ความหลงใหลในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาเกิดขึ้น, จึงเป็นอยู่ อย่างผาสุก ทำการงานด้วยความผาสุก ด้วยความสนุกสนาน. เป็นผู้ที่หัวเราะได้ ในทุกกรณี, คือหัวเราะได้ทั้งเรื่องที่เสียไป และหัวเราะได้ทั้งเรื่องที่ได้มา, ล้วน แต่เป็นเรื่องหัวเราะเยาะทั้งนั้น. คนโง่เมื่อได้มา ก็หัวเราะร่าด้วยความดีใจ เห็นเป็นของวิเศษวิโส เป็น เรื่องสูงสุดเอาทีเดียว ; แต่คนฉลาด โดยเฉพาะพระอริยเจ้านั้น ท่านหัวเราะเยาะ แม้เมื่อได้มา, คือมองเห็นว่า เรื่องได้มานี้มันก็เป็นเรื่องหลอก ๆ เหมือนกับเรื่อง เสียไป, คือ เป็นเรื่องหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ของสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั้น.
น.503 ดังนั้นเมื่อได้มาก็หัวเราะเยาะ, เมื่อเสียไปก็หัวเราะเยาะ, ไม่ได้ยึดมั่น ถือมั่นอะไร โดยความเป็นจริงเป็นจัง ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของตนเลย. ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เล่นละคร ไปตามเรื่องตามราวตามสบายใจของมัน ; เรามีแต่ หัวเราะเยาะ ; คือหัวเราะในข้อที่ว่ามันเป็นมายา มันเป็นเรื่องหลอกลวง แล้วเรารู้ เท่าทันมัน. ดังนั้นเราจึงหัวเราะ ไม่ว่าในกรณีไหน ; หมายความว่า ไม่ก้มศีรษะลง ไปเป็นทาสของมัน เพื่อจะเป็นทุกข์ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ไม่ว่าเรื่องได้หรือเรื่องเสีย นี่แหละคิดดูเถิดว่า คนเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แม้เป็นฆราวาสครอง เรือน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ประกอบการงานเหงื่อไหลไคลย้อย ตลอดวัน ตลอดคืนนี้ จะมีอะไรเป็นที่พึ่ง ? จะมีอะไรเป็นเครื่องป้องกัน ความทุกข์หลาย ๆ ชนิด ที่พร้อมที่จะเกิดขึ้น ? คิดดูเถิด ให้ทั่วถึงให้รอบคอบ ก็จะพบว่า ธรรมะที่ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยได้. ถ้าคนทุกคนในครอบครัวใด มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพียงพอแล้ว, เป็นรับประกันได้ว่า ในครอบครัวนั้น จะไม่มีใครต้องร้องไห้เลย จนตลอดกาล. จะไม่ต้องมีใครคับอกคับใจ อัดอั้นตันใจ แม้แต่ประการใดตลอดกาล. เป็น ครอบครัวที่สามารถเอาชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ ด้วยอาศัยหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่พระพุทธเจ้าได้ทรง ประทานให้แก่เรา. แต่แล้วเราก็ไม่ค่อยสนใจกัน ไม่สนใจจนกระทั่งว่า ไม่รู้ว่าอะไรเป็น หัวใจที่แท้จริงของพุทธศาสนา ; มัวแต่ละเมอเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานา, จนไปตก อยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา ทำอะไรไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น จึงเต็มไปด้วย
น.504 ความโกลาหลวุ่นวาย เต็มไปด้วยความทุกข์อย่างใหญ่ อย่างเล็ก อย่างเปิดเผย อย่าง เร้นลับ, ล้วนแต่เป็นความทุกข์ ที่เบียดเบียนกันไปทั้งนั้น ได้มาก็มีความทุกข์, เสียไปก็มีความทุกข์. เสียไปมีความทุกข์นั้น เข้าใจได้ง่าย แต่ที่ว่าได้มา ได้มาสำหรับมี ความทุกข์นั้น เป็นเรื่องของคนโง่, คือได้มาสำหรับดีใจ. เมื่อดีใจแล้วก็ต้องรู้ เถิดว่า คนนั้นยังมีจิตใจต่ำ คือต่ำจนยึดมั่นถือมั่น, ต่ำจนรักใคร่หวงแหน, ต่ำจน วิตกกังวล ; ดังนั้น จึงมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ตนได้มานั้น โดยไม่ต้อง สงสัย. ยิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งมีวิตกกังวลมาก จนถึงกับนอนไม่หลับ, จน ถึงกับเส้นประสาทไม่เป็นปกติ ; ไม่เท่าไรก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท เพราะการ ได้มา. นี่แหละเรียกว่า ได้มาก็เป็นทุกข์, เสียไปก็เป็นทุกข์, สมน้ำหน้าของ คนที่ไม่รู้หัวใจของพุทธศาสนา เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นเสียในทุกกรณี ไม่ว่า กรณีไหน. ถ้าเขามีหัวใจของพุทธศาสนาอยู่ในตัว คือ มีสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ ในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างตรง กันข้ามหมดทีเดียว คือ ไม่เกิดทุกข์ขึ้นมาได้ แม้ในเรื่องที่เสียไป ; จะเป็นเรื่อง ได้มา ก็ไม่ทุกข์ เรื่องเสียไป ก็ไม่ทุกข์. มีแต่หัวเราะเยาะอย่างสนุก ได้รับ ความรู้เพิ่มเติม ได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงยิ่งขึ้น. ฉะนั้นเลยได้กำไร ไปหมด ; แม้จะต้องเสียเงิน เสียทอง เสียบุตรภรรยาสามีอันเป็นที่รัก เสีย เกียรติยศชื่อเสียงหรือเสียอะไรก็ตาม กลับกลายเป็นได้กำไร, คือได้ความรู้ความ
น.505 ๔๗๑ ธรรมฤหทัยกถา เข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเพิ่มขึ้น แล้วก็หัวเราะเยาะได้อยู่ตลอดเวลา ดังนี้ ; ไม่มี ความทุกข์เพราะการเสียไป ; ส่วนการได้มาก็เหมือนกัน ไม่มีความทุกข์ทำนอง กับที่คนโง่ได้มาแล้ว ได้มาสำหรับเป็นทุกข์. นี้เรียกว่า มีหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นเสมือนกับเครื่องรางศักดิ์- สิทธิ์ คุ้มครองไว้ไม่ให้เป็นทุกข์ ; แล้วยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือให้ได้ความสุข ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นทุกที. คือมีความ ก้าวหน้าในทางจิตใจ, ใกล้ต่อพระนิพพานยิ่งขึ้นไปทุกที. นี่แหละคือกำไรอย่าง มหาศาล ที่บุคคลนั้นได้รับ ทั้งในขณะที่ได้มาทั้งในขณะที่เสียไป, เลยกลายเป็น บุคคลที่มีโชคดี ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ ; อย่างที่กล่าวว่า ในครอบครัวนั้น ไม่มีใคร ที่ต้องเสียน้ำตาเลย, ไม่ต้องมีใครที่อัดอั้นตันใจอยู่ด้วยความทุกข์ แม้ในลักษณะ ที่เล็กน้อยที่สุดเลย เพราะอำนาจหัวใจของพระพุทธศาสนา ดังที่ว่ามาฉะนี้. การกล่าวอย่างนี้ เป็นการกล่าวที่ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของพุทธศาสนานั้น มีประโยชน์ มีอานิสงส์อย่างไร โดยแท้จริง พร้อมกันไปในตัว. การกล่าวแต่เพียงว่า อะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา เพียงรู้กันไว้เล่น ๆ อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; เพราะว่า รู้ว่าอะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่สามารถนำเอามาใส่ไว้ใน หัวใจของเราได้ ; อย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ; มันเพียงแต่รู้ ๆ กันไปจนเพื่อ ด้วยความรู้เท่านั้นเอง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกคนชนิดนี้ว่า เป็นคนที่ยังไม่ได้อะไร, ในมือนั้น ยังไม่มีอะไร, มีแต่คำพูด. หรือว่าเหมือนกับคนที่เลี้ยงวัว แต่ไม่ได้รับประโยชน์ อะไรจากวัว, คือเขารู้มาก พูดได้มาก พูดได้เก่ง ; แต่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร
น.506 จากความรู้นั้นเลย. เพราะว่ารู้แต่เรื่องพูด ไม่รู้เรื่องจริง ไม่รู้สิ่งที่เป็นหัวใจโดย แท้จริง ; เหมือนกับคนเลี้ยงวัว ไม่รู้ว่าเลี้ยงทำไม, ไม่สามารถจะรีดนมวัวมา กินได้ อย่างนี้เป็นต้น. พุทธบริษัทเรา เรียกตนเองว่า พุทธบริษัท แต่ถ้าไม่รู้จักหัวใจของ พุทธศาสนาแล้ว คิดดูเถิดว่า มันน่าอายเท่าไร ? มันน่าสลดสังเวชสักเท่าไร ? น่า สงสารสักเท่าไร ? แต่คนก็ยังประมาทกันอยู่ คือยังไม่รู้หัวใจพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง. เท่าที่เอามากล่าวในวันนี้ ก็ลองนึกดูเอง, ลองคิดดูเอง, เปรียบเทียบ ดูเอง ว่าเราได้เข้าใจ ได้รู้เรื่องหัวใจพุทธศาสนามาอย่างไร. ย่อมจะรู้ด้วยตนเองว่า มันฟั่นเฝือ มันวนเวียน มันสับสน มันลืมหน้าลืมหลัง ยังจับอะไรไม่ถูก ; แต่ว่า ท่องได้ เพราะก็ท่องกันอยู่ทุกวัน เรื่อง สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา เหล่านี้เป็นต้น ก็ท่องกันอยู่ทุกเวลาที่ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น. หรือสวดเวลาอื่น ก็ ล้วนแต่ท่องได้ ; แต่ก็ไม่มีความเข้าใจ จนถึงกับ จะทำให้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แล้วเข้ามาอยู่ในหัวใจของเราได้จริง ๆ ; จึงต้อง ตั้งหน้าตั้งตาอธิบายกันใหม่ ชี้แจงให้เห็น จนสามารถจะจับหัวใจของพุทธศาสนา แล้วนำมาใส่ไว้ในหัวใจของตนได้, ด้วยการยกเอาพระพุทธภาษิต ที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ตรง ๆ ง่าย ๆ และสะดวก ในการที่จะรู้และปฏิบัติ และใช้ได้ กว้างขวางทั่วไป ไม่ว่าบรรพชิตและคฤหัสถ์, ไม่ว่าคนที่จะประกอบอาชีพอย่างไร ; ล้วนแต่ต้องการหัวใจของพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องคุ้มครองตน เหมือนกับ เครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยกันทั้งนั้น.
น.507 เพราะฉะนั้นขออย่าได้ประมาทเลย. จงได้สนใจกับสิ่ง ๆ นี้ ให้เข้าใจให้จนได้, ให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป พร้อมกับการปฏิบัติ. พึงรู้ว่า เรา จะเข้าใจสิ่งใด เราต้อง ปฏิบัติสิ่งนั้นพร้อมกันไปในตัว. อย่าไปคิดว่า เพียงแต่เรียน ๆ อ่าน ๆ นึก ๆ คำนวณ แล้วจะเข้าใจได้ ; นั้นมันเข้าใจน้อยเกินไป. หรือบางทีก็เป็นเพียงความจำได้ เท่านั้น ยังไม่เข้าใจ. หรือว่าเราเข้าใจก็ยังน้อยเกินไป; จะเข้าใจได้ถึงที่สุด ก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำมันดูจริงๆ เท่านั้น คือปฏิบัติสิ่งนั้นเข้าจริง ๆ เท่านั้น จึงจะเกิด ความเห็นแจ้ง เกิดความเข้าใจแท้จริง ขึ้นมารอบด้าน, และเข้าใจสิ่งนั้นจริง ๆ. ในเรื่องธรรมะ ที่เป็นหัวใจของธรรมะนี้ก็เหมือนกัน จะมัวเทศน์ มัว พูดกันอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันที่จะถึงหัวใจของพุทธศาสนาได้. เรื่องพูดเรื่องเทศน์นี้ เป็นแต่เพียงเรื่องชี้หนทาง ให้ไปลองเดินดูเอง, คือปฏิบัติดูเองเท่านั้น. ดังนั้น จะต้องไปสนใจพินิจพิจารณา ทุกคราวที่จิตใจไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า แม้แต่นิดหนึ่ง ก็ตาม ; ว่าถ้าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าแล้ว จะมีความทุกข์ . จะมีความทุกข์เกินกว่าเหตุ เกินกว่าความจำเป็น; เพราะว่าความ ยึดมั่นถือมั่นนี้มันนึกเอาก็ได้ ; พอนึกเอาแล้ว มันก็เป็นความทุกข์ทันที ทั้งที่ เรื่องจริงมิได้มีอยู่. นั่นแหละคือความโง่ความหลง หรืออวิชชาอย่างยิ่งของคน เรา; ไม่รู้ตามที่เป็นจริงแล้ว ความคิดก็เดินไปผิดทาง, ความทุกข์ก็เกิดขึ้น โดยไม่มีความจำเป็น ; เรียกว่าเป็นคนที่จะได้รับบาปมากที่สุด คือมีความทุกข์ โดยไม่จำเป็น, เป็นความทุกข์อย่างมากมายมหาศาล.
น.508 จะพูดไป เรื่องก็มีมาก ไม่ค่อยสิ้นสุดลงได้ จึงต้องรวบรัดมาพูดมา กล่าวคือสรุปเอาแต่ใจความที่สำคัญมากล่าว เช่นเรื่อง ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ที่เป็นความทุกข์นี้ มันเป็น เพราะความโง่ของเรา ไปยึดมั่นถือมั่นเอา ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมาเป็นของเรา. จงเข้าใจเสียใหม่, จงคิดเสียใหม่, จงปฏิบัติเสียใหม่, คืออย่าได้ ไปยึดมั่นถือมั่น เอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่เกิดอยู่กับร่างกายนี้ จริง ๆ ว่ามาเป็นของเรา มาเป็นตัวเรา. ให้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตายเหล่านั้น เป็นแต่ของธรรมชาติ, เป็นตัวธรรมชาติ, เป็นเรื่องของธรรมชาติ. จิตอย่าได้ไปโง่หลงเอามาเป็นของเรา ; เมื่อนั้นก็จะหัวเราะเยาะได้, คือหัวเราะเยาะ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเหล่านั้นได้ ไม่มาทำความทุกข์ให้แก่เรา. พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้ : ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี้ เป็นทุกข์ต่อเมื่อยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ไม่เป็นทุกข์ เลย. แต่ว่าคนสวดมนต์นี้ สวดกันอย่างโง่ ๆ เขลา ๆ ; สวดว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ แล้วก็เข้าใจเอาตามตัวหนังสืออย่างเขลา ๆ ว่า มันเป็นความทุกข์. แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร โดยที่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่า คำนี้พระพุทธ- เจ้าท่านกล่าวไว้ มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ในนั้น, คือความเกิด ความแก่ ความ ตาย ที่ยึดมั่นถือมั่นต่างหาก จึงเป็นทุกข์. ทำไมท่านไม่พูดชัดว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย ที่ถูกยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์ ? เพราะว่าท่านหมายถึงคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปกติ คือปุถุชน คนธรรมดา ย่อมยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปกติ ; เขาจึงยึดมั่นถือมั่นความเกิด ความแก่
น.509 วามเจ็บ ความตาย ว่าเป็นของเราอยู่โดยปกติ จึงกล่าวแต่ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์. แต่แล้วจงดูให้ดี ๆ คนที่สวดมนต์ภาวนาอย่างนี้ จงดูให้ดี ๆ ว่าตอน สุดท้ายนั้น มันมีว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺขา ทุกฺขา ซึ่งแปลว่า เมื่อกล่าว โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ทั้ง ๕ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็นทุกข์. นี่คือใจความสำคัญว่า ต้องเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน จึง จะเป็นทุกข์. เบญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้น ถ้าไม่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานก็ไม่เป็นทุกข์. ต่อเมื่อประกอบอยู่ด้วยอุปาทานของคนโง่นั้น ; เช่นว่า เบญจขันธ์นี้เป็นเรา เบญจขันธ์นี้เป็นของเรา เป็นต้น ; เมื่อนั้นจึงจะเป็นทุกข์ขึ้นมา. แล้วก็เห็น ได้ทันทีว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้นนั้น ก็คือตัวเบญจขันธ์ หรือเรื่องของเบญจขันธ์นั่นเอง. นั่นแหละเข้าใจเสียใหม่ว่า เพราะความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงเป็นทุกข์ขึ้นมา ; ถ้าปราศจากความยึดมั่น ถือมั่นแล้ว ไม่มีอะไรเป็นทุกข์เลย : จะเป็นเบญจขันธ์ก็ดี, จะเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ดี, หรือความทุกข์ความเศร้าอย่างอื่น ที่คน เขาทุกข์เขาเศร้ากันนั้นก็ดี มันไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ ไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมาได้ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น, สิ่งที่ตนรัก ก็ไม่ทำความทุกข์ขึ้นมาได้ สิ่งที่ตนเกลียด ก็ไม่ทำความทุกข์ขึ้นมาได้ เพราะเขาไม่ยึดมั่นถือมั่น.
น.510 และแม้ว่าร่างกายนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไป เป็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็มีแต่การหัวเราะเยาะ ไม่มีความทุกข์เลย ; เพราะความไม่ยึดมั่น ถือมั่นข้อเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้นความโง่ของพวกเรา ก็อยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่น, และ ความฉลาดของพวกเรา ก็อยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น, เพราะเรารู้ว่าสิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริง ๆ ในฐานะที่เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา. นี่แหละขอให้คิดดูเถิดว่า หัวใจของพระพุทธศาสนามีอยู่อย่างนี้. และ วันนี้ก็เป็นวันที่คล้ายกันหรือตรงกัน กับวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวใจของพุทธ- ศาสนา ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์. คนส่วนมากก็เรียกเป็น ท่องเป็น ว่า โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้, ท่องได้เป็นนกแก้ว นกขุนทอง ; แต่แล้วก็ไม่เข้าใจถึงหัวใจของโอวาทปาฏิโมกข์นั้น, ก็คือ ไม่เข้าใจถึงหัวใจของ ธรรมะ หรือหัวใจของพระพุทธศาสนานั่นเอง. นี้ก็เลยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจาก โอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งทรงแสดงในวันมาฆบูชาเช่นวันนี้. แต่ถ้าเรา เข้าใจถึงหัวใจของโอวาทปาฏิโมกข์ เราก็เลยได้รับประโยชน์ อย่างยิ่ง ในมาฆบูชา หรือการทำมาฆบูชา ; ไม่ทำมาฆบูชาสักแต่ว่าเวียนเทียน, ไม่ทำมาฆบูชาสักแต่ว่าตามธรรมเนียมตามประเพณี. มันเป็นเรื่องของเด็กอมมือ ที่จะมาเวียนเทียนเพียงเพื่อความสนุกสนาน หรือหยอกล้อกันเล่น หรือด้วยความ มุ่งหมายอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย. ถ้าเรามาเวียนเทียนในวันเช่นวันนี้ เราควรจะคิดนึกให้ได้ว่า เราเวียน ทำไม ? หรือกิริยาที่เวียนเทียนนั้น มีความหมายอย่างไร ? อย่างน้อยที่สุด ก็ควร
น.511 จะเข้าใจว่า เรามาขอบใจพระพุทธเจ้า เรามาสดุดีสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นจอมของพระอรหันต์ทั้งหลาย : พระอรหันต์ในวันมาฆบูชาว่ามีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ นี้ก็ตาม, หรือพระอรหันต์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนานี้ก็ตาม, มี พระพุทธเจ้าเป็นจอม เป็นโจก เป็นหัวหน้า จึงกล่าวได้ว่า พระอรหันต์ทั้งหลายนั้น มีพระพุทธเจ้าเป็นจอม. ทีนี้ เรามาขอบใจท่าน มาขอบพระคุณของท่าน ของพระอรหันต์ทั้งหลาย เหล่านั้น ; แสดงออกมาทางกายทางวาจา เราเวียนเทียน เราสวดพระคุณของท่าน ในพิธีมาฆบูชา หรือในวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา อะไรก็ตาม ; ล้วนแต่มีความหมาย อย่างเดียวกัน ว่าเราขอบพระคุณท่าน. เราสรรเสริญสดุดีพระคุณของท่าน ด้วย จิตใจที่แท้จริง คือรู้สึกคุณของท่านจริง ๆ เราจึงทำ. อย่างนี้ต่างหากจึงจะเป็นการ ทำมาฆบูชาที่แท้จริง คือเดินเวียนเทียนอยู่ด้วยกาย ปากก็สวดร้องท่องบ่นพระ- พุทธคุณ. ส่วนใจนั้นเข้าใจอย่างเต็มที่อย่างแจ่มแจ้ง ในพระคุณของท่าน แล้ว แสดงความขอบพระคุณ และซึมทราบอยู่แต่ในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือความสะอาด สว่าง สงบ ที่เกิดมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมีอยู่อย่างเต็ม เปี่ยมในพระอรหันต์ ; แล้วก็มีอยู่ในพวกเราอย่างเหมาะสมกับสัดส่วน จะครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรืออะไรก็ตามแต่. แต่ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ; สิ่งนี้ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด นำมาซึ่งความไม่มีทุกข์เลย. เราจึงพอใจ, เรา จึงอุตส่าห์เดินมาจากที่ไกล เพื่อขอบพระคุณท่าน เพื่อสดุดีสรรเสริญพระคุณของ ท่าน ; และพร้อมกันนั้น ก็เพื่อย้อมจิตใจของเรา ให้ฝังแน่นอยู่ในพระคุณของ ท่าน เพื่อปฏิบัติตามท่าน คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่
น.512 เป็นจริง ให้ถูกกับเรื่องกับราวของสิ่งทั้งปวง แล้วได้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้ ด้วยเหตุนี้. นี้เรียกว่า วันนี้เป็นวันที่เราประกอบกุศลบุญญกิริยา ในฐานะที่เป็นวัน ที่มีการแสดงหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำเป็นครั้ง แรก ในครั้งกระโน้น ในวันซึ่งตรงกันกับวันนี้ คือวันเพ็ญมาฆบูชานี้เอง. ขอ อย่าได้เป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์เลย ; ให้เป็นการกระทำที่มีความรู้ความเข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง สงบอารมณ์ให้ประณีตที่สุด สำหรับรู้คุณของพระศาสนา, รู้คุณ ของพระธรรม, หรือรู้คุณของพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และเรียกวันเช่นวันนี้ว่า เป็นวันของพระอรหันต์ทั้งหลาย ; เพราะว่าท่านประชุม กัน ท่านประกาศหัวใจของพระพุทธศาสนา ขึ้นในท่ามกลางที่ประชุมนั้น, เป็น การยอมรับรองตรงกัน เพื่อประโยชน์สุขแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ตลอดกาลนาน ให้ ทุกคนเข้าถึงหัวใจของธรรมะ เข้าถึงหัวใจของพระศาสนาให้จงได้. สำหรับพวกเราในที่นี้ ได้ทำมาฆบูชากันมานับครั้งไม่ถ้วน ; ถ้ายัง ซ้ำรอยย่ำเท้าอยู่นั่น ก็นับว่าเป็นที่น่าสลดสังเวช หรือน่าละอายในที่สุด ไม่สมกับ ความเป็นพุทธบริษัทของเรา. ควรจะทำความก้าวหน้าให้ยิ่งขึ้นทุกปี ปีนี้ต้อง ดีกว่าปีกลาย ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับทุกปี ด้วยการให้เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา ได้มากยิ่งขึ้นทุกปีนั่นแหละ ; จึงได้ขอร้องว่าอย่าได้ประมาทเลย. อย่าได้กระทำ พอสักว่าเป็นพิธีรีตอง ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเลย ; แต่จงเข้าใจความหมายอัน แท้จริง แล้วปฏิบัติให้ตรงตามความหมายนั้น ด้วยการพยายามประพฤติปฏิบัติ ในทางที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังที่กล่าวแล้ว.
น.513 นเป็นอันมาก ไม่เข้าใจความข้อนี้แล้ว พากันล้อเลียน, ล้อเลียน ข้อธรรมะโดยตรงก็มี, ล้อเลียนบุคคลผู้สั่งสอนธรรมะนี้ก็มี, โดยถือเสียว่ามัน พ้นสมัยแล้ว เอามาใช้ประโยชน์อะไรกับคนเดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว ดังนี้ก็มี. บางคน เข้าใจผิดถึงกับว่า ธรรมะนี้คนละเรื่องกันกับโลก. ถ้าต้องการความเจริญในโลก แล้ว อย่าไปสนใจกับธรรมะเลย เพราะธรรมะมันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับโลก ; เข้าไปสนใจในธรรมะแล้ว จะเสียหายในทางโลก, ไม่ได้รับความก้าวหน้าในทาง โลก, นั้นคือความโง่ของเขาเอง ; ไม่ใช่เป็นความผิดของธรรมะ. ธรรมะนั้น มีไว้สำหรับให้คนอยู่ในโลก อย่างไม่มีความทุกข์, คือให้คน อยู่ในโลกโดยมีความชนะแก่โลก มีชัยชนะเหนือโลก จนโลกนี้ทำบุคคลนั้นให้มี ความทุกข์ไม่ได้. นั่นแหละคือประโยชน์คืออานิสงส์ หรือความมุ่งหมายของ ธรรมะ ที่จะช่วยสัตว์โลก, หรือว่าเป็นความต้องประสงค์ของพระพุทธเจ้า ที่จะ ช่วยสัตว์โลกด้วยธรรมะนั้น. แล้วคนในโลกก็มาเข้าใจไขว้กันเสียว่า ธรรมะเรื่องหนึ่ง, โลกก็อีกเรื่อง หนึ่ง, ไม่เข้ากันได้. เราอยากดีในโลก ก็ต้องทำไปตามเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของ ธรรมะ ; อยากดีในทางธรรมะ ก็ต้องทิ้งโลกไป หนีโลกไป ; นั่นคือ ความ คิดที่โง่เขลาอย่างยิ่ง ของคนคนนั้นเอง. ตามที่ถูกที่แท้นั้น ธรรมะต้องการให้อยู่ในโลก ด้วยชัยชนะ จนไม่มี ความทุกข์ ; เรียกว่าอยู่เหนือโลก, คือโลกนี้ทำให้เกิดความทุกข์ไม่ได้ แต่ คนโง่ ๆ เข้าใจว่า เหนือโลกนั้น ต้องเตลิดเปิดเปิงไปอยู่ที่อื่น ที่ไม่เกี่ยวกับโลกเลย จึงจะเรียกว่าเหนือโลก. นี้คือความเข้าใจผิด ในความมุ่งหมายของธรรมะ หรือใน หัวใจของธรรมะ.
น.514 เขารู้จักหัวใจของธรรมะแล้ว เขาจะรู้ว่า นี่แหละคือเครื่องมือที่คม เฉียบ สำหรับจะขจัดปัดเป่าความทุกข์ในโลก ทุกอย่างทุกประการ, จนมีชัยชนะ เหนือโลก ไม่มีอะไรในโลกมาทำให้เป็นทุกข์ได้. นี้คือความเข้าใจถูกต้อง เกี่ยวกับ หัวใจของธรรมะ หรือของพระพุทธศาสนา. แต่เดี๋ยวนี้เป็นที่น่าเวทนา ว่าคนที่ทำมาฆบูชามานับด้วยสิบ ๆ ครั้งแล้ว ก็หาได้เข้าใจไม่. คนโดยมากก็เห็นแต่วัตถุเป็นประมาณ, เห็นแต่เรื่องเงินเรื่องของ เรื่องลูกเรื่องเมียเป็นประมาณ, เห็นเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเพียงเรื่องเดียว ; ไม่รู้ เลยว่าสิ่งทั้งหมดนั้น ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ก็จะเป็นทุกข์อย่างยิ่งด้วยกันทุกฝ่าย ; แต่ถ้าประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว จะไม่มีใครมีความทุกข์เลย. เขาไม่เข้าใจอย่างนี้ จึงไม่สนใจกับธรรมะ ให้มากพอที่จะเข้าใจได้. เขามาวัดทุกวันพระก็จริง ; แต่มาตามธรรมเนียมประเพณีเท่านั้น มา ทำอะไรให้เสร็จ ๆ ไปตามประเพณีเท่านั้น ไม่ได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในตัวแท้ของ พุทธศาสนาหรือของธรรมะ. ดังนั้นจึงถูกเปรียบด้วยหลักตอ ที่ปักแน่นอยู่ใน วัฏฏสงสาร ไม่มีวันโยกวันคลอน ถอนออกไปได้จากวัฏฏสงสาร ; นี่แหละ คือข้อที่ น่าละอาย. ฉะนั้นคนแก่ก็ดี คนหนุ่มก็ดี ชาวบ้านก็ดี พระเณรก็ดี มันเหมือนกัน หมด ; ถ้าหากว่าไม่รู้จักสิ่งซึ่งเป็นหัวใจของธรรมะ แล้วเอามา ใส่ไว้ในหัวใจของ ตนให้ได้. การเทศน์ทุกคราวในวันมาฆบูชานี้ ล้วนแต่มุ่งหมายจะให้เข้าใจ ถึงสิ่งนี้ แล้วทำให้เจริญงอกงามขึ้นในจิตใจของตน ให้มากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษเท่านั้น ; แต่ แล้วก็ยังไม่ได้รับผล สมตามความต้องการเลย. ดู ๆ คล้ายกับว่าเป็นการเป่าปี่
น.515 ให้เต่าฟัง, หรือเป็นการเป่าปี่ให้แรดฟัง, หรืออะไรทำนองนั้น มาไม่รู้จักหยุด จักหย่อน. น่าเบื่อน่าระอาทั้งคนเทศน์และคนฟัง อย่างนี้แล้ว มันก็เรียกว่า เป็น การขาดทุนอย่างใหญ่หลวง, เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่มีอะไรที่น่าชื่นอกชื่นใจ. หวังว่า จะได้นำเอาไปคิดไปนึก ช่วยกันแก้ไขสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ ให้หมดไปจาก พวกเราชาวพุทธบริษัทนี้ โดยเร็ว ด้วยกันจงทุก ๆ คน. คำพูดเหล่านี้ แม้จะเป็นเพียงเสียงเป็นลม ๆ ไปก็ตาม; แต่ว่าความ หมายนั้น ไม่เป็นเพียงลม ๆ แล้ง ๆ อะไร ; เป็นการแสดงให้รู้ให้เข้าถึงหัวใจของ ธรรมะ. ถ้าหากว่าผู้ใดนำเอาไปคิดไปนึก จนเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง ; ถ้าไม่มี ใครทำอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องเป็นลมเป็นแล้ง ไปโดยแน่นอน. การทำมาฆบูชา ของเราในวันนี้หรือวันอื่น ก็ยังเป็นหมันอยู่ตามเดิม. เพราะฉะนั้นอย่าให้เสียที ที่ได้เสียสละเวลา เสียสละเรี่ยวแรง เสียสละ อะไรทุกอย่าง ในการที่มาประชุมกัน เพื่อทำมาฆบูชานี้ ; เป็นการบูชาคุณของ พระพุทธเจ้าแล้ว ก็ให้เป็นการบูชาที่แท้จริง, คือมีเนื้อหาที่เป็นสาระ ควรแก่ การที่จะยกขึ้นบูชาพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายโดยแท้จริง. อย่าให้เป็น เรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ; เพราะสิ่งที่เป็นลม ๆ แล้ง ๆ นั้น ไม่มีค่าอะไร, จะเอาไป บูชาพระพุทธเจ้าได้อย่างไร, แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร แก่บุคคลผู้เป็นเจ้าของ สิ่งซึ่งเป็นเพียงลม ๆ แล้ง ๆ นั้นด้วย. นี่แหละคือข้อที่ จะต้องไม่ประมาทกันให้ถึงที่สุดแล้ว, ให้สมกับที่เป็น พุทธบริษัทมานานแล้ว, ให้สมกับที่ประกาศตนเอง เป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้นั่งใกล้ พระพุทธศาสนา มานับไม่ถ้วนครั้งแล้ว คือทุกคราวที่สวดมนต์ไหว้พระ ล้วนแต่
น.516 ประกาศตน เป็นผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนากันทั้งนั้น ไม่ว่าเป็นพระเป็นเณรหรือ เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็ล้วนแต่กล่าวอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อวันนี้เป็นอภิลักขิตกาล คือวันที่กำหนดไว้เฉพาะว่า เป็นวันพระ- อรหันต์ เราก็จะต้องทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ ให้สมกับที่เป็นอภิลักขิตกาล. ดังนั้นจึงได้กล่าว คำกล่าวทั้งหลายที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อเป็นเครื่องช่วยกันและกัน ให้ปรับปรุงตนเอง ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นตามลำดับ. ปีหนึ่งวันเดียว ก็ให้เป็นวันเดียว คือว่าเป็นวันที่ประเสริฐ เป็นวันที่พิเศษ เป็นวันที่สูงสุด คิดนึกถึงพระอรหันต์ กันเต็มที่, มองเห็นคุณของท่านเต็มที่, แล้ว ปักจิตปักใจ ที่จะประพฤติตามท่าน หรือเดินตามรอยของท่าน กันอย่างเต็มที่จริง ๆ. ในที่สุดก็จะมีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้า ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ได้ด้วยกันทุกคน. ขอให้ความหวังนี้, ความปรารถนานี้ จงเป็นผลสำเร็จ, จงเป็นผล สำเร็จ, จงเป็นผลสำเร็จ ; ด้วยอำนาจที่เราทั้งหลาย มีความเชื่อ มีความเลื่อมใส ในพระรัตนตรัยไม่คืนคลาย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.517 /๒๕๐๗ ณ ศาลาโรงธรรม กัณฑ์บ่าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะโรง, วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ธรรมหฤทัยอุปสังกมนกถา. [การเข้าถึงหัวใจของธรรม.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐิ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ. ยถาปจฺจยํ ธาตุมตฺตเมเวตํ นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ - ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ให้เป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อ ธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนาไว้ก่อนแล้ว ในตอนนี้จะได้กล่าวถึง ลักษณะของการเข้า ถึงหัวใจของพุทธศาสนา หรือเข้าถึงหัวใจของธรรมะ ว่ามีลักษณะอย่างไร. ดังนี้เป็นต้น สืบต่อจากเรื่องซึ่งแสดงถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างนั้น ๆ. ๔๘๓
น.518 หัวใจของพระพุทธศาสนา นั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ถ้าสรุปให้สั้นที่สุด ก็คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น, หรือข้อปฏิบัติที่เป็นไป เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดที่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. พอยึดมั่นถือมั่นเข้า ก็เป็นทุกข์ ; เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เป็นทุกข์. ขอให้ดูใกล้ ๆ ตัว เช่น เงิน ทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ ถ้ายึดมั่น ถือมั่นก็เป็นทุกข์ทันที ; ไม่ต้องมีอะไร พอสักว่าคิด ว่าเป็นของเรา คิดไปใน ทำนองเป็นของเราเท่านั้น ก็มีความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าคิดว่า เป็นของ ธรรมชาติ เรามาเกี่ยวข้องด้วย ชั่วครั้งชั่วคราว เหมือนกับยืมมาใช้ แล้วก็ส่งคืน ; อย่างนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เลย หรือถ้าจะคิดได้ดีกว่านั้น ก็อาจจะคิดว่า สิ่งเหล่านี้ตก เรี่ยราดอยู่ตามถนนหนทาง, เราเดินมาพบเข้า ก็หยิบขึ้นใช้สอย ตามสมควรแก่ ความต้องการ แล้วก็เดินผ่านไป. เมื่อไม่มีความต้องการ ก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย, และ เมื่อต้องการ ก็จัด ก็ทำไป โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ; เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ไม่มีอะไรเป็นความทุกข์ เลย. แต่ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว ของนิดเดียว มีราคาไม่ถึงสตางค์ ก็ยังทำให้ จิตใจวุ่นวายระส่ำระสาย เป็นทุกข์ได้, หรือว่า ถ้ายึดมั่นในทางเป็นตัวตนเข้า ด้วยแล้ว ของราคาไม่ถึงสตางค์ ก็เป็นเหตุให้ฆ่าฟันกันได้ จนถึงแก่ความตายไป ตาม ๆ กัน. นี้คือ โทษของความยึดมั่นถือมั่น เป็นการเห็นผิดอย่างยิ่ง, เป็นต้นเหตุ ของความทุกข์อย่างยิ่ง. ควรจะศึกษาให้เข้าใจ แล้วช่วยกันกำจัดเสีย เพื่อ ประโยชน์ตน และเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พร้อม ๆ กันไปในคราวเดียวกัน.
Buddhadasa