น.445 วันนี้ เป็นวันที่ระลึกถึง พระอรหันต์ ถ้าเรา จะทำวันนี้ ให้เป็นวันสำคัญโดยแท้จริงแล้ว ก็จะต้องทำจิตใจ ให้ระลึกนึกถึงพระอรหันต์ มีคุณของพระอรหันต์เป็นอารมณ์ อยู่ในใจตลอดเวลา จึงจะได้ชื่อว่า เป็นการทำมาฆบูชาที่ถูกต้องตามความหมาย ; ไม่ใช่เพียงแต่ว่า กล่าวคำบูชากระทำการเวียนประทักษิณ แล้วก็จะเป็นมาฆบูชาโดยสมบูรณ์ก็หาไม่. นั้นเป็นแต่เพียงวิธีทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง. ส่วนทางจิตใจนั้น เล็งถึงความหมาย คือความรู้สึกถึงความสำคัญ หรือความหมายของวันเช่นนี้ ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึง พระอรหันต์ แต่ถ้าจะกล่าวอย่างระบุเจาะจงลงไป ก็คือ ระลึกถึงพระอรหันต์นั่นเอง. และคำว่า "ระลึก" ในที่นี้ มิได้หมายความแต่เพียงว่า นึกถึงอย่าง เดียว ; จะต้องระลึกนึกถึงคุณธรรมของพระอรหันต์ทั้งปวง มากระทำไว้ในใจให้ แจ่มแจ้ง จนกระทั่งมีปีติปราโมทย์ มีศรัทธา มีความเลื่อมใส มีความพออกพอใจ เจริญงอกงามขึ้นตามทางธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะความพอใจในคุณของพระอรหันต์ นั่นเอง. เมื่อทำได้ดังนี้จึงจะได้ชื่อว่า กระทำมาฆบูชาอย่างสมบูรณ์ สำเร็จ ประโยชน์อย่างแท้จริง; ไม่เสียทีที่ได้พยายามมากันจากที่ไกลจนมาถึงที่นี่ เพื่อ หวังว่าจะทำมาฆบูชา. เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งว่า จง กระทำมาฆบูชา ด้วยการทำไว้ซึ่งคุณของพระอรหันต์เป็นอารมณ์อยู่ในใจ ให้มาก
น.446 เป็นพิเศษ ในโอกาสเช่นนี้ ด้วยกันจงทุกคนเถิด. เมื่อมีความมุ่งหมายดังนี้ ปัญหาย่อมจะมีขึ้นบ้างเป็นธรรมดา สำหรับคนบางคน ว่าเราจะทำอย่างไร ? คือว่า คุณของพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร ? และเราจะมากระทำไว้ในใจอย่างไร ? ดังนี้ เป็นต้น. ถ้าจะกล่าวให้ฟังง่ายที่สุด ควรจะกล่าวว่า เราจะกระทำตามพระอรหันต์ มีความหมายมั่นในการที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม ตามร่องรอยของพระอรหันต์, เรียกว่ากระทำตามพระอรหันต์. แต่คนบางคนก็ยังจะสงสัยต่อไปว่า ทำอย่างไร ? เพราะฉะนั้นจะต้องอธิบาย ให้เป็นที่เข้าใจเกี่ยวกับข้อนี้ ว่า เราทำอย่างไร จึงจะ เป็นไปในร่องรอยของพระอรหันต์ . . . . . . . . . . . . . . . . คำว่า "พระอรหันต์" นั้น ถ้ากล่าวโดยประวัติหรือโดยตำนานแล้ว ย่อม มีมานมนานมาก ก่อนพุทธกาลเสียอีก, คือประชาชนในประเทศอินเดีย แม้ใน สมัยก่อนพุทธกาล เขาก็ยังมีพูดกันถึง พระอรหันต์ ; มีคำคำนี้ใช้เรียก หมายถึง บุคคลที่ประเสริฐที่สุด คือเป็นมนุษย์ที่ถึงจุดสูงสุดของความประเสริฐนั่นเอง. เพราะฉะนั้นย่อมแล้วแต่ว่าคนทั่วไปในสมัยนั้น เขาจะถือกันว่าความประเสริฐนั้น เป็นอย่างไร. การที่จะถือว่าความประเสริฐเป็นอย่างไรนั้น มันเนื่องอยู่หรือมันขึ้นอยู่ กับความรู้หรือสติปัญญาของเขานั่นเอง. เพราะฉะนั้น คนในประเทศอินเดีย ใน สมัยก่อนพุทธกาลนั้น มีความคิด มีความเชื่ออย่างไร ก็บัญญัติเอาว่า อย่างนั้น
น.447 เป็นพระอรหันต์ , เลยเรียกบุคคลที่เป็นพระอรหันต์กันทั่ว ๆ ไปในลัทธิศาสนา แล้วแต่ว่าตนจะถือลัทธิศาสนาอะไร . ครั้น พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นมา ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ตามแบบของ ท่าน ท่านก็บัญญัติความหมายของพระอรหันต์ ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ, โดยสรุปก็คือ เป็นผู้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง, ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่า ของตน โดยประการทั้งปวง เป็นเหตุให้อยู่เหนือความครอบงำ ของสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ไม่ว่าจะจำแนกกิเลสนั้นออกไปในรูปไหน ลักษณะอย่างไร. ผู้ที่เป็น พระอรหันต์ ก็หมายความว่า ผู้เอาชนะกิเลสได้โดยสิ้นเชิง ; ดังนั้น พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา จึงไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันกับพระอรหันต์ ในศาสนาอื่น ที่พ้องสมัยกัน หรือว่ามีอยู่ก่อนพุทธศาสนา. เราไม่มีเวลาที่จะ ศึกษาเกี่ยวกับพระอรหันต์ของชนเหล่าอื่น เวลามีเพียงสำหรับจะกำหนดพิจารณาถึง พระอรหันต์ ในพุทธศาสนาโดยเฉพาะแต่ฝ่ายเดียว ; และแม้ความหมายของคำว่า พระอรหันต์ในพุทธศาสนานี้ ก็ยังมีมากมาย จนเหลือที่จะนำมากล่าวได้ ด้วยเวลา เพียงไม่กี่ชั่วโมง. ถ้าเราจะพรรณาคุณของพระอรหันต์ จะใช้เวลาตั้งหลายวัน หรือตั้งหลายเดือน ก็ยังจะทำได้ แต่บัดนี้โอกาสมีเพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะ ต้องกล่าวแต่เฉพาะใจความ รวบรัดเอาแต่เฉพาะใจความ ที่เป็นใจความสำคัญ ของ คำว่าพระอรหันต์ ที่กล่าวว่า พระอรหันต์มีทั่วๆ ไปในทุกลัทธินั้น เป็นสิ่งธรรมดาสามัญ ที่สุด ในประเทศอินเดียในสมัยพุทธกาล. คนที่เป็นนักปกครอง เช่นเป็นพระราชา เป็นต้น ต้องยอมรับนับถือพระอรหันต์ทุกลัทธิ ว่าล้วนแต่เป็นพระอรหันต์เสมอ
น.448 กัน ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เป็นพระอรหันต์เสมอกันในสังคมนั้น ๆ ; เพราะ ถ้าไปตั้งข้อรังเกียจขึ้น แก่พระอรหันต์ประเภทใด ความโกลาหลวุ่นวายก็เกิดขึ้น. พระเจ้าแผ่นดินที่มีวิธีการปกครองที่ดี จึงได้ยอมรับนับถือพระอรหันต์ทั้งหมด เหล่านั้น ว่าเป็นพระอรหันต์ ตามความนิยมของสังคม. เพราะฉะนั้นจึงมี พระ อรหันต์ในรูปต่าง ๆ กัน แม้ที่สุดแต่เปลือยกายก็ยังมี, ประพฤติวัตรอย่างแปลก ๆ ประหลาดอย่างยิ่งก็ยังมี นี้เรียกว่า พระอรหันต์ในลัทธิอื่นหรือในศาสนาอื่น ส่วน พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนานั้น เพ่งเล็งถึงข้อที่ เป็นผู้มีจิตใจ อยู่เหนือกิเลสโดยประการทั้งปวง ดังที่ได้กล่าวแล้ว. ถ้าจะจำแนกกิเลสออกเป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ให้ถือว่า เป็นผู้หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยประการทั้งปวง ; ดังนั้น เมื่อจะถือเอาหลักเกณฑ์อันนี้ เป็น . เครื่องระลึกถึงคุณของพระอรหันต์แล้ว ทุกคนจงได้มองย้อนเข้าไปที่ตัวเอง ว่า ตัวเองมีความโลภอย่างไร, ความโกรธอย่างไร, ความหลงอย่างไร, และว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ มีพิษร้ายอย่างไร, กำลังทำความยุ่งยากลำบากให้เราและ ผู้อื่นอย่างไร, และมันละได้แสนยากอย่างไร. ให้พิจารณาไปโดยละเอียดสุขุมที่สุด ในที่สุดก็จะพบว่า การละกิเลสได้สิ้นเชิงนี้ ช่างเป็นของประเสริฐเสียจริง ๆ, และเป็นความประเสริฐสูงสุด กว่าความประเสริฐชนิดไหนหมด. เมื่อเป็นอย่างนี้ จิตใจก็จะแจ่มกระจ่าง ในคุณของพระอรหันต์ ว่าพระ- อรหันต์ประกอบอยู่ด้วยคุณอย่างไรบ้าง. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าจะรู้จักพระอรหันต์ ก็ต้องมองดูที่กิเลสของตัวเอง ว่ากำลังสกปรกอย่างไร, กำลังเร่าร้อนอย่างไร, กำลังมืดมนท์อย่างไร ; มีความสลดสังเวชใจในข้อนั้นแล้ว คำนึงถึงภาวะที่ตรงกัน ข้าม คือ ความที่ไม่สกปรก ไม่มืดมัว ไม่หม่นหมอง ไม่เร่าร้อน ก็จะเกิดพอใจ
น.449 ในคุณของพระอรหันต์ขึ้นมาอย่างแท้จริง. ดังนั้นจึงมีวิธีพิจารณากันได้มากมาย หลายอย่าง แล้วแต่ว่าจะจำแนกกิเลสนี้ออกไปอย่างไร. ที่น่าสนใจอีกหมู่หนึ่ง ก็คือ การจำแนกกิเลสออกไปในรูปของอุปาทาน ที่เรียกว่า อุปาทานทั้ง ๔ คือ กามุปาทาน - ยึดมั่นในกาม, ทิฏฐฺปาทาน - ยึดมั่นในความคิดความเห็น, สีลัพพัตตุปาทาน - ยึดมั่นในการประพฤติโง่เง่า งมงาย, ประพฤติมาอย่างไร้เหตุผลจนเคยชิน, และ อัตตวาทุปาทาน - ยึดมั่น ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู ว่าของกู, รวมกันเป็น ๔ ประการดังนี้. ท่านจงทบทวนดูให้ดี ว่าอุปาทานทั้ง ๔ นี้ มันมีอยู่ในบุคคลแต่ละคน ๆ รวมทั้งตัวเราด้วย อย่างหนาแน่นเพียงไร, มีพิษร้ายอย่างไร. ทำให้สกปรกมืดมัว เศร้าหมอง เร่าร้อนอย่างไร, ในที่สุดก็จะเกิดความพอใจ ในคุณของพระอรหันต์ อย่างใหญ่หลวง ว่าเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์เกลี้ยงเกลา จากอุปาทานทั้งหลายเหล่านี้. อุปาทาน ข้อแรก ที่เรียกว่า กามุปาทาน นั้น หมายถึง ความที่ทุกคนมี จิตใจยึดมั่น คือติดพันอยู่อย่างเหนียวแน่น ในสิ่งที่เรียกว่ากาม คือ สิ่งอันเป็น ที่ตั้งของความใคร่ คือ ของกิเลสตัณหานั่นเอง ; จะอยู่ในลักษณะของรูปที่เห็น ทางตาก็ได้, ในลักษณะของเสียงที่ได้ยินทางหูก็ได้, ในลักษณะของกลิ่นที่รู้ได้ ด้วยจมูกก็ได้, และในลักษณะของรสที่รู้ได้ด้วยลิ้นก็ได้ ; และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือ สัมผัสผิวหนัง และ ความคิดนึก กลัดกลุ้มอยู่ในใจ ซึ่งอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสเหล่านั้น เหล่านี้เรียกว่ากามในที่นี้. ที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือ
น.450 รสที่เกิดมาแต่เพศตรงกันข้ามโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกามชนิดที่มีอำนาจมาก มีพิษร้าย มาก และยากที่ใคร ๆ จะเอาชนะมันได้. เมื่อพิจารณาดูด้วยความบริสุทธิ์ใจของตนเองแล้ว ย่อมจะเห็นข้อที่ตัว เองก็ตกจมอยู่ในเบือกตม กล่าวคือกามนี้ อย่างไม่รู้จักสร่าง ; ราวกับว่า ปลาจะ ต้องอยู่ในน้ำฉันใด สัตว์ทั้งหลายในกามาวจรภูมินี้ ก็มีจิตใจที่หมกจมอยู่ในสิ่งที่เรียก ว่าถามฉันนั้น. เราไม่อาจจะให้ปลามาอยู่บนบกได้ฉันใด มันก็ยากที่คนธรรมดา สามัญ จะถอนจิตใจของตน ออกมาเสียจากความพัวพันในกามได้ฉันนั้น. เพราะ ฉะนั้นถ้าผู้ใดมีจิตใจเกลี้ยงเกลาสะอาดไปจากกาม ก็จะเป็นผู้ประเสริฐสักเพียงไร เป็นสิ่งที่คิดดูได้ด้วยกันทั้งนั้น. นี้เรื่องหนึ่ง. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๒ คือ ทิฏฐปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ คือ ความคิด ความเห็น. ตนมีความคิดเห็นอย่างไร ก็เห็นเป็นถูกไปหมด, คนอื่น ก็ผิดไปหมด ; ยึดมั่นในความคิดความเห็นของตัวอย่างนี้ ก็เรียกว่าทิฏฐปาทานได้ ทั้งนั้น. ที่เป็นส่วนใหญ่ หรือส่วนสำคัญนั้น ก็คือ ความสำคัญผิด ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเป็นของเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าไม่ทุกข์, ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา มี ความสำคัญผิดอย่างนี้ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นอย่างไม่รู้สร่างซา หรือว่า มีความสำคัญผิด ในเรื่องอันเกี่ยวกับความทุกข์ อันเกี่ยวกับ มูลเหตุให้เกิดความทุกข์ อันเกี่ยวกับ ความดับทุกข์ที่แท้จริง และเกี่ยวกับวิธีหรือ หนทางที่จะดับทุกข์ที่แท้จริง ; มีความเห็นผิดในข้อนี้แล้ว ก็ไปเข้าใจผิดในเรื่อง ความทุกข์, และมูลเหตุให้เกิดทุกข์, และความดับทุกข์, จึงได้แสวงหาความดับ ทุกข์ผิด ๆ: เพราะมีความเห็นผิดอย่างนี้. ถ้ามีความรู้ที่ถูกต้องมาเสียตั้งแต่
น.451 ทีแรก มีความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ถูกต้องมาเสียตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่เป็น อย่างนี้ เดี๋ยวนี้คล้าย ๆ กับว่า พอเกิดมา ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เห็นเป็นสิ่งสวยงาม น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่ายึดมั่น ถือมั่นไปเสียทั้งหมด, แล้วก็มีแต่การศึกษาหรือสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เข้าใจอย่างนั้น ยิ่งขึ้น เพราะความโง่ เพราะความหลง ที่มีอยู่แต่เดิมบ้าง ที่ได้รับเพิ่มใหม่บ้าง, เพราะการสังคมการสมาคม กับคนพวกที่โง่เขลางมงาย มีความคิดวิปลาส ไม่อยู่ ในร่องรอยของธรรมะบ้าง ; จึงได้มีความคิดเห็นผิดออกไปทุกที, จึงกลายเป็น อุปาทานที่ถอนได้ โดยยาก ตนมีความคิดเห็นอย่างไร ก็ถือเอาความคิดเห็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ ถูกต้องเสมอไป; แม้ใครจะมาฆ่าให้ตาย ก็ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดความเห็น นี้คือเครื่องหมายหรือเครื่องวัด ที่แสดงให้เห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น ของตัวนั้น มันมากมายและร้ายกาจสักเพียงไร. คนเราทะเลาะวิวาทกัน เบียดเบียนกัน ที่มีมูลมาจากความคิดเห็นไม่ ตรงกัน นี้ก็มีอยู่เป็นอย่างมาก ; แม้ที่สุดแต่เราจะเอาเหตุการณ์ในปัจจุบัน ว่า คนหมู่มากในโลกนี้ เขามีความคิดเห็นแบ่งกันเป็นพวก ๆ พวกหนึ่งว่าจะต้องจัดโลก โดยวิธีนี้ โลกนี้จึงจะมีสันติภาพ ; พวกอื่นก็แย้งว่า จะต้องจัดโดยวิธีโน้น มัน จึงจะมีสันติภาพ ; แล้วเขาก็รบกัน เพราะต้องการจะแย่งกันจัดโลกนี้ให้มีสันติภาพ ด้วยเหตุที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน. มันจึงเป็นเรื่องระส่ำระสาย โกลาหลวุ่นวาย กันทั้งโลก. ขอให้พิจารณาดูพิษร้าย ของความเห็นผิด หรือการยึดมั่นถือมั่นใน ความเห็นผิด
น.452 ทีนี้แม้ที่สุดแต่ในครอบครัว ซึ่งบุตรภรรยาสามีทะเลาะวิวาทกัน เป็น ข้าศึกแก่กัน ทำอันตรายแก่กันและกันถึงเลือดตกยางออก; อย่างนี้ก็มีอยู่เป็น ส่วนมาก ที่เนื่องมาจากความคิดเห็นไม่ลงรอยกันเท่านั้น ไม่ได้มีมูลมาจากสิ่งอื่นเลย, ทำให้เบียดเบียนกันได้. แม้คนในครอบครัวเดียวกัน เป็นสามีภรรยากัน ก็ยัง ทะเลาะวิวาทกัน. แม้ที่สุดแต่บิดามารดากับลูกกับหลาน ก็ยังทะเลาะวิวาทกัน มีความคิดความเห็น ชนิดที่ขัดแย้งต่อกันอยู่ตลอดเวลา ดังนี้ก็มี ; เลยไม่มีความ สงบสุข ในครอบครัวนั้น. จะปรับให้ใครฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด มันก็ล้วนแต่ผิด ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะยังมีความเห็นวิปลาสอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้ามีความเห็นที่ถูกที่ตรงแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทะเลาะวิวาทกันได้เลย. ความเห็นผิดนี้ เป็นมูลเหตุก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำบากนานาประการ แก่มนุษย์เรา และผูกพันจิตใจไว้อย่างเหนียวแน่น. ถ้าหากว่าบุคคลผู้ใด มีจิตใจ สะอาดเกลี้ยงเกลาไปจากทิฏฐปาทานเหล่านี้แล้ว จะเป็นบุคคลที่ประเสริฐน่ากราบ ไหว้บูชาสักเท่าไร ก็ขอให้ลองคิดดูอีก. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า สีลัพพัตตุปาทาน - ยึดมั่นถือมั่นในศีล และวัตร ที่ประพฤติปฏิบัติมาอย่างงมงายไร้เหตุผล ข้อนี้ขอให้ท่านทั้งหลาย ทุกคนพิจารณาดูให้ดีเป็นพิเศษ, เพราะดูเหมือนว่ามันจะมีอยู่ทั่วไป และมีอยู่ อย่างมากมาย เกินกว่าที่เคยนึกเคยฝันก็ได้ เพราะว่าข้อนี้หมายความว่า การ ประพฤติปฏิบัติอย่างใดก็ตาม ที่พุทธบริษัทพากันประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ ; ถ้าไม่ เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุผล แต่เป็นไปด้วยความเชื่อที่โง่เขลางมงายแล้ว มันก็ ล้วนแต่เป็นสีลัพพัตตปรามาสไปหมดสิ้น. แม้แต่การไหว้พระสวดมนต์ของบุคคล ชนิดนั้น ก็เป็นสีลัพพัตตปรามาส, การให้ทาน การรักษาศีล. การทำอะไร
น.453 ของบุคคลที่ไม่มีเหตุผล ไม่อยู่ในอำนาจของเหตุผล ทำไปด้วยความเชื่ออย่างงมงาย นั้น ล้วนแต่เป็นสีลัพพัตตปรามาส, แล้วก็ยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอม เปลี่ยนแปลง ขอให้สอบสวนดู พิจารณาดู ว่า การไหว้พระสวดมนต์ ของบุคคลใด ยัง เป็นไปในลักษณะที่งมงาย ก็จงรีบแก้ไขให้ถูกต้อง, อย่าได้เป็นเพียงพิธีรีตองที่ งมงาย. การทำบุญทำทาน ของบุคคลใด เป็นไปอย่างงมงาย ก็ต้องรีบแก้ไขเสียให้ ถูกต้อง อย่าให้เป็นไปอย่างงมงาย. เครื่องหมายของความงมงาย มันมีอยู่ทั่วไปแล้ว ขอให้พิจารณาดูให้ดี ; อย่าต้องให้ระบุออกมาให้ชัดเจนนักเลย มันเหลือที่จะทราบ หรือจะเข้าใจกันอยู่แล้ว. แต่พึงจับ หลักใหญ่ ๆ ที่เป็นหลักสำคัญให้ได้ว่า การกระทำ ที่ไม่งมงายนั้น ต้องเป็นการกระทำที่ล้วนแต่เป็นไปเพื่อดับความทุกข์โดยตรง เพื่อ จะกำจัดกิเลส อันเป็นมูลเหตุของความทุกข์โดยตรงเท่านั้น ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ถ้าการประพฤติกระทำนั้ น มัน เพิ่ม ความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้ว; แม้จะทำอยู่ในรูปที่เรียกกันว่าบุญกุศล, มันก็เป็นบุญกุศลไปไม่ได้ มันเป็นความงมงาย. ดังจะยกตัวอย่างสักข้อหนึ่งว่า การให้ทาน ถ้าให้ด้วยเหตุผลแล้ว หมายความว่า ต้องการจะทำลายความเห็นแก่ตัวของตัวเอง, โดยเฉพาะก็คือความ ตระหนี่ขี้เหนียว โดยพิจารณาเห็นว่า ความตระหนี่ขี้เหนียวนี้ มันเป็นโทษเป็นภัย แก่คนทุกคน รวมทั้งตัวเองด้วย. ความตระหนี่ขี้เหนียวทำให้เราหมดความสุข ทำให้คนอื่นไม่ได้รับประโยชน์จากเรา, ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยากัน ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำลายความเห็นแก่ตน.
น.454 วิธีการทำลายความเห็นแก่ตนนี้ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการบริจาค บริจาคอะไร ? ก็บริจาคสิ่งที่ทำให้ตนเห็นแก่ตนนั่นแหละออกไป, หรือสิ่งที่ทำ ให้ตนเห็นว่าเป็นของตนยิ่งขึ้นนั่นแหละออกไป. ฉะนั้น สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ ก็บริจาคออกไป. เราจึงบริจาคทาน ; เราไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างมากมาย เหมือนพระเวสสันดร เราทำเท่าที่คนธรรมดาสามัญจะพึงกระทำได้; แต่ขอให้ เป็นไปเพื่อขูดเกลาความเห็นแก่ตนก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น คือ ถ้าทำบุญทำทานออกไปสักบาทหนึ่ง ก็ ด้วยหวังว่า จะได้วิมานสักหลังหนึ่ง สักวิมานหนึ่งในชาติหน้า. ส่วนในชาตินี้ ก็ต้องการให้เป็นคนมีโชคดี รวยอย่างนั้นรวยอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว. อย่างนี้ลอง พิจารณาดูเถิดว่า มันเพิ่มความโลภ หรือว่ามันบรรเทาความโลภ, มันเพิ่มความ เห็นแก่ตัว หรือว่ามันบรรเทาความเห็นแก่ตัว. ถ้ามัน เพิ่มความโลภ หรือ เพิ่มความเห็นแก่ตัวแล้ว มันไม่อยู่ในอำนาจ แห่งเหตุผลแล้ว ; มัน เป็นความงมงาย เพราะฉะนั้นจึงว่ามันเป็นการให้ทานที่ งมงาย และต้องถูกนับไว้ในพวกที่เป็นสีลวัตร ที่ไม่ใช่พุทธศาสนา คือเป็น สีลัพพัตตปรามาส อันเรียกว่า เป็นศีลและพรตที่ไม่ใช่พุทธศาสนา; เพราะไม่อยู่ ในอำนาจแห่งเหตุผล เพราะเป็นไปอย่างงมงาย แม้ที่สุดแต่ การไหว้พระสวดมนต์ ; ถ้าทำไปด้วยหวังผลอย่างเดียวกัน คือ จะให้สวยให้รวย ให้ตายไปเกิดสวยเกิดรวยอีก; อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องงมงาย. แต่ถ้า ไหว้พระสวดมนต์ เพื่อทำจิตใจให้ผ่องใส เพื่อการศึกษาวิชาความรู้ที่ยิ่งขึ้นไป ; อย่างนี้มันก็อยู่ในอำนาจของเหตุผล ไม่งมงาย. เพราะฉะนั้นขอให้ชำระสะสาง
น.455 การไหว้พระสวดมนต์, การทำบุญให้ทาน, และการประพฤติทุกสิ่งทุกอย่างใน พระศาสนาของเรานี้ ให้พ้นจากความงมงาย. อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยความงมงาย ดังที่เคยทำมา, อย่างที่ใคร มาคัดง้างไม่ได้, ใครมาแนะนำไม่ได้. นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่มาก, เป็นสิ่งที่มี อยู่แก่เราทุกคนก็ได้, ไม่ต้องพูดถึงความโง่เง่างมงายในทางไสยศาสตร์ หรือโง่เง่า งมงายในทางโชคทางลาง อย่างนี้เป็นต้น. ความโง่เช่นว่า พอจิ้งจกร้องทัก ก็สะดุ้งขึ้นมาทีเดียว ว่าเป็นความผิด เป็นความร้าย เป็นความชั่ว เป็นลางร้าย อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นลักษณะของคนที่ยังโง่ และยังงมงายในสีลัพพัตตปรามาส อย่างต่ำที่สุด ; ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องละ ดังนั้น การถือโชคถือลาง, หรือว่า การถือโชคชตา อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ตาม หรือ การถือของขลังของศักดิ์สิทธิ์ เครื่องรางเครื่องคุ้มครอง ที่มีไว้สำหรับ หลอกขายกันอยู่ในที่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่งนั้นก็ตาม, หรืออะไร ๆ ที่คล้ายกันใน ทำนองนี้แล้ว, ล้วนแต่เป็นความงมงาย ชนิดที่เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาสทั้งนั้น. แม้จะ เอาพระพุทธรูปมาแขวนคอ ; ถ้าแขวนอยู่ด้วยความงมงายแล้ว การแขวนพระพุทธรูปนั้นก็เป็นสีลัพพัตตปรามาส, แล้วก็ ยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน ; เป็นเหตุให้มืดมนท์อย่างยิ่ง ในการที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตน, เรียกว่าเป็นคนงมงายอย่างยิ่งเพราะเหตุนั้น ทั้งที่มีพระแขวนอยู่ที่คอ ก็ยิ่งมีความ งมงาย ... จึงจำเป็นที่จะต้องคิดดูให้ดีว่า ถ้าเราจะเอาพระมาแขวนคอ จะต้องแขวน เพื่อประโยชน์อะไร. ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้อง ก็จะ ต้องเป็นไปเพื่อคอยเตือนจิต เตือนใจ ให้ประพฤติตามร่องตามรอยของพระพุทธเจ้า อย่าให้ลืมเสีย.
น.456 พระพุทธเจ้ามีการประพฤติกระทำ ความคิดความนึก การพูดการจา อย่างไร, เราก็จะได้มีการคิดการกระทำ หรือการพูดจาอย่างนั้นบ้าง ; แล้วความดี ที่เราทำนั้น จะเป็นเครื่องคุ้มครองเรา ; ไม่ใช่พระพุทธรูปที่ซื้อมา ๑๐ บาท ๒๐ บาทนั้น จะคุ้มครองเรา. แต่ว่าความดีความงามที่เกิดขึ้น เพราะเราเอาพระพุทธ- รูปนั้นมาเป็นเครื่องเตือนใจนั่นแหละจะคุ้มครองเรา, เรียกว่าการประพฤติปฏิบัติ ที่ถูกต้องเท่านั้น จะเป็นเครื่องคุ้มครองเรา. ถ้าเราเป็นคนขี้ลืม เราก็เอาพระ- พุทธรูปมาแขวนคอเพื่อกันลืม ; แต่ถ้าเราไม่ใช่คนขี้ลืม มันก็ไม่จำเป็นอะไร ที่จะต้องมาแขวนให้รุงรัง ถ้าว่าถึง ความขลาดความกลัว เราก็ต้องรู้ตามที่เป็นจริงว่า อาศัยความ เชื่อ ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงจะกำจัดความกลัวได้อย่างแท้จริง. ความ เชื่อที่งมงายนั้น กำจัดความกลัวได้อย่างงมงาย อย่างชั่วครู่ชั่วยาม หรือเพียงบางสิ่ง บางอย่าง. ฉะนั้นถ้าเราจะเอาพระพุทธรูปมาแขวนคอ เพื่อป้องกันความกลัว หรือกำจัดความกลัว มันก็กำจัดได้อย่างงมงาย หรือเพียงเอกเทศ. ถ้าจะกำจัด ความกลัวให้ได้ เราจะต้องนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าให้ประพฤติปฏิบัติ อย่างไร ความกลัวจึงจะหายไป. นี้ก็ได้แก่การที่ให้ประพฤติความดีความงาม จน เป็นเครื่องอุ่นใจ ว่าเราเป็นผู้ประพฤติความดี มีความดีเพียงพอ นี้ก็อย่างหนึ่ง, แต่ก็ยังเป็นอย่างระดับธรรมดาสามัญ. ถ้าให้สูงขึ้นไป ก็ ให้ศึกษาจนกระทั่งเข้าใจถึงความจริง ตามที่พระ- พุทธเจ้าท่านสอน ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อย่างไร, ไม่จำเป็น ที่จะต้องกลัวสิ่งเหล่านั้นอย่างไร, ความกลัวจึงจะหายไปโดยประการทั้งปวง เพราะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา, ไม่มีตัวเราที่จะต้องตาย, ไม่มีของเราที่จะ
น.457 ต้องตาย ; อย่างนี้มันก็ไม่กลัว. นี้ก็เพราะอาศัยการประพฤติกระทำที่ถูกต้อง ไป ตามร่องรอยของเหตุผล มันจึงหายกลัว, ก็คือธรรมะนั่นเองช่วยให้หายกลัว ; ไม่ใช่พระพุทธรูปที่ซื้อมา ๑๐ บาท ๒๐ บาท มาแขวนคอแล้ว จะทำให้หายกลัว. แต่ว่าอาจจะเนื่องกันอยู่ในข้อที่ว่า พระพุทธรูปนี้ จะช่วยเตือนใจให้ระลึกนึกถึง พระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีความกลัว. ผู้ชนะกิเลสได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ที่ไม่มีตัวตน สำหรับจะ มีอะไรมาทำให้ต้องตาย ; ดังนั้นจึงไม่กลัว มีจิตใจที่กล้าหาญ ประกอบอยู่ด้วย สติปัญญาอย่างนี้. นี้ก็เรียกว่า การแขวนพระพุทธรูปของบุคคลนั้น ไม่เป็น สีลัพพัตตปรามาส. แต่ถ้าเอามาแขวนด้วยความเชื่อไปตามคนที่ทำพระพุทธรูป ขายอย่างนี้แล้ว, ไปตามคำโฆษณาของคนที่ทำพระพุทธรูปขาย อย่างนี้แล้ว, การ แขวนพระพุทธรูปนั้นก็เป็นสีลัพพัตตปรามาส หรือความงมงาย โดยไม่ต้องสงสัย เลย. ขอให้เปรียบเทียบกันดูเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ตลอดไป ว่าทำอย่างไร จึงจะไม่ เป็นสีลัพพัตตปรามาส และทำอย่างไร จึงเป็นสีลัพพัตตปรามาส, แล้วเราก็เว้นเสีย ซึ่งวิถีทางของสีลัพพัตตปรามาส, เป็นผู้บรรเทาความงมงายให้หายไปโดยลำดับ จนเป็นผู้อยู่ในอำนาจของความจริง ไม่มีความงมงายเหลืออยู่ ดังนี้; เรียกว่าเป็นผู้ เอาชนะสีลัพพัตตปรามาสได้. เดี๋ยวนี้เรายังเป็นอย่างไร ? พอจิ้งจกร้องทักก็ยัง สะดุ้ง ; ไม่ต้องพูดถึงอะไรมาก ยังโง่มาแต่ดึกดำบรรพ์ถึงขนาดนี้ แล้วจะมีการ ละสีลัพพัตตปรามาสที่สูงกว่านั้นขึ้นไปอย่างไรได้. ข้อนี้ทุกคนควรจะพิจารณาตน ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม ; อย่าเข้าข้างตน. ค้นให้พบความโง่เขลางมงาย ประเภทสีลัพพัตตปรามาสทั้งหลายให้ครบถ้วน แล้ว
น.458 ตั้งความพยายามพากเพียร ที่จะละมันเสียตามลำดับ ๆ ; และพร้อมกันนั้นก็มาระลึก นึกถึงข้อที่ว่า ถ้าบุคคลใดละสีลัพพัตตปรามาสโดยประการทั้งปวงได้ดังนี้แล้ว จะ เป็นผู้ประเสริฐสักเพียงไร. พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้ละอุปาทานในสีลัพพัตต์- ปรามาสได้ ; ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่ประเสริฐอย่างยิ่งอีกลักษณะหนึ่ง ; เช่นเดียวกับ ที่ละความยึดมั่นถือมั่นในกามเสียได้ ละความยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็นหรือ ทิฏฐิเสียได้, ละความยึดมั่นถือมั่นในการประพฤติปฏิบัติ ที่กระทำมาอย่างงมงาย จนเคยชินนี้เสียได้ ล้วนแต่เป็นความประเสริฐทั้งนั้น. ทีนี้ก็มาถึงข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ ที่เรียกว่า ละอัตตวาทุปาทานเสียได้. ข้อนี้ได้แก่การละความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความสำคัญว่าตัวตนเสียได้ ; นี้เป็นเรื่อง ใหญ่มาก และยิ่งละเอียดมาก. คนทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนอยู่ โดย ไม่รู้สึกตัว, ไม่ต้องคิดต้องนึก มันก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในตัวเองเสร็จแล้ว ที่ทำให้ เรากลัวตาย ที่ทำให้เราสะดุ้ง เมื่อมีนิมิตของความตายแสดงออกมา, หรือว่าทำให้ เรารักหรือโกรธหรือเกลียดชังหรืออะไรต่าง ๆ ทุกอย่างได้ เพราะความที่ยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวตนหรือมีของตน. ยิ่งพิจารณาไปก็จะยิ่งเห็นว่า ความสำคัญหรือรกรากที่ สำคัญ หรือมูลเหตุที่สำคัญนั้น มันอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราหรือว่าของเรา นี่เอง. อาจจะกล่าวได้ว่า ความทุกข์ทั้งหลายมาจากความยึดมั่นถือมั่น ; เพราะ ว่าความยึดมั่นถือมั่นนี้ มันเป็นเหตุให้เกิดความหนัก เกิดความต้องทน ; แม้จะ ยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายดีหรือฝ่ายบุญ มันก็ยังต้องหนักต้องทน. เหมือนว่าเราจะ แบกกระบุงก้อนหิน มันก็หนัก, และแม้เราจะแบกกระบุงที่เต็มไปด้วยเพชรด้วย พลอย มันก็หนัก; เพราะว่ามันมีความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง มันจึงได้หนัก.
น.459 ฉะนั้นการยึดมั่นถือมั่นในบาปนั้น ไม่ต้องพูดถึง ; มันหนัก และมันทรมาน. แต่ว่าการยึดมั่นถือมั่นในความดี มันก็ยังหนักอย่างเดียวกัน, มันจึงมีความทุกข์ ไปตามแบบตามประสาของคนดี คนสวย คนรวย หรือคนมีบุญ; ต่อไม่ยึดมั่น ถือมั่นโดยประการทั้งปวงเท่านั้น จึงจะไม่หนัก และเป็นคนเบาสบาย. กระบุงก้อนหินก็ไม่แบก, กระบุงแก้วแหวนเงินทองก็ไม่แบก ; ถ้ามี อะไรก็มีไว้ที่ฝ่าเท้า ไม่ยกขึ้นมาแบกมาทูนไว้ มันจึงไม่หนัก; จึงนับว่าเป็นข้อที่ ลึกซึ้ง หรือเป็นข้อที่สำคัญ ในการที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้วทรงสั่งสอนไว้ ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น . ไม่ว่าสิ่งไหนหมด คือว่าฝ่ายดีก็ตามฝ่ายชั่วก็ตาม, ฝ่ายบุญก็ตามฝ่ายบาปก็ตาม, ฝ่ายสุขก็ตามฝ่ายทุกข์ก็ตาม, ทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ใจมันจึงจะว่าง และอยู่เหนือความสุขความทุกข์ อยู่เหนือความดีความชั่ว อยู่เหนือบุญเหนือบาป. จิตใจของพระอรหันต์เป็นอย่างนี้เอง แล้วจะประเสริฐ หรือจะไม่ประเสริฐ ก็ขอให้ลองพิจารณาดูด้วยกันทุกคนเถิด. ยิ่งพิจารณาข้อนี้ แล้ว จะยิ่งพอใจในคุณของพระอรหันต์ ยิ่งกว่าสิ่งอื่นหมด ; เพราะว่าเป็นชั้นที่ ละเอียดสุขุมอย่างยิ่ง. คนเราทุกคน มีความยึดมั่นถือมั่นตัวตน อยู่โดยไม่รู้สึกดังที่กล่าวแล้ว. เพื่อจะให้เข้าใจง่าย ๆ อยากจะชี้ให้สังเกตไปยังความรู้สึก ที่รู้สึกขึ้นมาว่าตัวกูหรือว่า ของกู, สองคำเท่านั้น ไม่ต้องมากกว่านั้น : รู้สึกว่าตัวกูนี้เป็นเหตุให้ไม่ยอมใคร, รู้สึกว่าของกูนี้ เป็นเหตุให้รักใคร่หวงแหน ; แล้วคนเราก็เป็นทุกข์ไปด้วยความ รู้สึกทั้ง ๒ อย่างนี้ อยู่ทุกวันทุกคืน จนถึงกับมีการเล่านิทานเปรียบด่าไว้ว่า :-
น.460 โพธิสัตว์ที่เป็นลิง ถูกจับมาเลี้ยงอยู่ในวัง. พอเขาปล่อยกลับออกไป ลิงลูกสมุนถามว่า ที่ในวังมีอะไรบ้าง ? ลิงโพธิสัตว์ที่เป็นนายฝูงบอกว่าไม่มีอะไร มีแต่เสียงว่าเงินของกู ทองของกู บุตรของกู ภรรยาของกู สามีของกู, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ของกู. พวกลิงทั้งฝูงก็พากันไปล้างหูที่ลำธาร ; เพราะว่าได้ยิน ของ สกปรกหูอย่างยิ่ง. นี้ขอให้คิดดูว่า ถ้าเป็นเพียงลิง ก็รู้จักความสกปรกถึงขนาดนี้แล้ว. คนจะเป็นอย่างไร. เพราะว่าคนนั้น เป็นเจ้าของคำพูดว่าตัวกู ว่าของกู, เพราะว่า คนนั้นแหละ เป็นผู้พูดว่าของกู ๆ อยู่ทั้งวันทั้งคืน ; นี้มันพูดออกมาด้วยอะไร ? มันพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งอยู่ในภายใน โดยไม่ต้องคิดต้องนึก โดยไม่ต้อง เจตนา; เพราะมันเป็นความเข้าใจผิดเห็นผิด อย่างเต็มที่อยู่ตลอดเวลา มันจึง พลุ่งเป็นความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู ออกมาได้ทุกโอกาส ที่มีอะไร ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วย. เมื่อมีความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกู ดังนี้แล้ว; ลองคิดดูต่อไปเถิดว่า มันจะเกิดความรู้สึกอะไรต่อไปอีก ? มันก็ ต้องเกิดความรู้สึกที่เป็นความโลภ ความ โกรธ ความหลง หรือเป็นอุปาทานอย่างอื่น มีกามุปาทาน ทิฏฐ ุ ปาทาน สีลัพ- พัตตุปาทาน เป็นต้น ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้นเอง. คนเราลำบากอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูว่าของกูนี้หรือไม่ ? ขอ ให้พิจารณาดูด้วยความตั้งอกตั้งใจ ให้เข้าใจความจริงข้อนี้ด้วยกันทุกคน. แล้วก็ จะมีความพอใจเลื่อมใสในคุณของพระอรหันต์ คือความที่พระอรหันต์ทั้งหลาย หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูหรือว่าของกู ดังที่กล่าวแล้ว.
น.461 ส่วนบุถุชนคนธรรมดานี้ เต็มอัดอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู คือใน จิตใจก็เต็มอัดอยู่ด้วยความรู้สึกอันนี้. ในส่วนลึกของจิตใจคือในสันดาน ก็เต็มอยู่ ด้วยเชื้อของความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู พร้อมที่จะเกิดขึ้นมาในรูปอย่างนั้น ในรูป อย่างนี้เสมอ. ตัวกูชนิดหนึ่งก็เป็นเหตุให้โลภ ไม่มีสร่าง, ตัวกูชนิดหนึ่งก็เป็น เหตุให้โกรธ วิวาทกันไม่มีสร่าง, ตัวกูอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเหตุให้หลงใหลมัวเมา ไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงได้ ; เพราะมัวแต่ยึดมั่นถือมั่น ไปตามเดิมเสียตะพึดตะพือ. นี่แหละคือโทษของความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูว่าของกู ซึ่งเป็นอุปาทานข้อสุดท้าย ซึ่งละได้แล้วก็เป็นพระอรหันต์โดยสมบูรณ์. พระอริย- บุคคลขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ก็ยังละไม่ได้. เมื่อเราพิจารณาดูโดยนัยดังที่กล่าวมานี้ ก็จะเห็นคุณอันแท้จริงของ พระอรหันต์ ทั้งที่เป็นคุณในส่วนตัวท่าน, และเป็นคุณที่เนื่องมาถึงพวกเรา. คุณในส่วนตัวท่าน ก็คือความประเสริฐสูงสุดของท่าน คุณที่เนื่องมาถึงเรา ก็คือ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดี ให้เราประพฤติตามท่าน คือทำตามรอยของพระอรหันต์ นั่นเอง ; แล้วคุณของท่านก็เนื่องมาถึงเรา มาคุ้มครองเรา ให้พ้นจากภัยที่เกิด มาจากกิเลส. เราได้รับประโยชน์อันนี้ ถือว่าได้รับประโยชน์สูงสุด ที่มนุษย์ควร จะได้รับ ; เพราะฉะนั้นเราจึงพอใจในคุณของพระอรหันต์. เรามีความเลื่อมใสในพระอรหันต์ มีความพอใจ มีความแน่ใจ มีความ เต็มอกเต็มใจ ที่จะทำสักการะบูชา ; ดังที่เราได้กระทำไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ ซึ่งเรียกว่า มาฆบูชา คือบูชาคุณของพระอรหันต์นั่นเอง. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน มีความ เข้าใจในการกระทำ ที่กระทำไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ ในลักษณะอย่างนี้ จึงจะไม่กลับ กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสไปเสียอีก. อย่าได้ไปคิดว่า การเวียนเทียนนี้เป็นของ
น.462 ขลัง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ จะคุ้มครองอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะ ของสีลัพพัตตปรามาส. แต่ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า การกระทำประทักษิณ เวียนเทียนนี้ เป็นการแสดงออก ซึ่งความรู้สึกที่เคารพบูชาอย่างสูงสุด. เราเคารพบูชาอย่างสูงสุด ก็เพราะเห็นคุณของพระอรหันต์ดังที่กล่าว แล้ว มันทำให้ทนอยู่ไม่ได้, ดิ้นรนที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏ, จึงแสดงปรากฏ ออกมาทางกาย คือการกระทำประทักษิณหรือที่เรียกว่าเวียนเทียนดังที่กล่าวแล้ว, หรือว่าแสดงออกมาทางวาจา ก็คือ คำบูชาที่เราได้กล่าวออกไปนั่นเอง. ทีนี้ในส่วนจิตใจของเรา ก็เต็มอยู่ด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้ง ในคุณของ พระอรหันต์, มีคุณของพระอรหันต์เป็นอารมณ์, มีใจซึมซาบอาบอิ่มอยู่ด้วย คุณของพระอรหันต์, เป็นความรู้สึกสูงสุดของจิตใจ เท่าที่จะเป็นจิตใจสูงสุดได้. นี้เรียกว่าเป็นการทำการบูชา ที่แสดงออกมาครบด้วยไตรทวาร อย่างแท้จริงและ สมบูรณ์แล้ว. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงปรับปรุงจิตใจของตน ให้มีความรู้ความ เข้าใจอย่างนี้ ในวันที่สำคัญเช่นวันนี้ แล้วกระทำมาฆบูชา ให้สำเร็จประโยชน์ ; ไม่ใช่มีการจำกัดอยู่ตรงที่เวียนเทียน หรือกล่าวคำบูชา อย่างที่ทำไปแล้วเมื่อตะกี้นี้. แต่ว่าเวลาเดี๋ยวนี้ก็ตาม เวลาต่อไปก็ตาม ก็ยังสามารถกระทำมาฆบูชาได้อยู่นั่นเอง คือด้วยความคิดนึกที่ถูกต้อง, เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในคุณของพระอรหันต์ดังที่ กล่าวมานี้. ให้คุณของพระอรหันต์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น แจ่มแจ้ง อยู่ในใจของเรา จนเราพอใจที่จะเสียสละ แม้แต่ว่าชีวิตนี้ก็เสียสละได้ เพื่อบูชาคุณ ของพระอรหันต์ ; จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เห็นคุณของพระอรหันต์ และบูชาคุณ
น.463 พระอรหันต์ ได้เต็มตามกำลังแห่งสติปัญญาของตน, ซึ่งอย่างนี้เรียกว่า เป็นการ บูชาครบด้วยไตรทวาร. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้เรามาพิจารณากันต่อไป ถึงข้อที่จะทำให้การปฏิบัติบูชานี้ เป็นการ บูชาที่ยิ่งขึ้นไป ทั้งในทางที่จะบูชาคุณของท่าน, และทั้งในทางที่จะเป็นประโยชน์ แก่ตัวเราเอง. ขอย้ำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า การบูชานั้น พระพุทธเจ้าท่าน สรรเสริญ สิ่งที่เรียกว่า ปฏิปัตติบูชา มากกว่าบูชาด้วยอามิสบูชา อามิสบูชานั้น คือการบูชาด้วยสิ่งของ มีดอกไม้ ธูป เทียน ข้าวปลาอาหาร เครื่องใช้ไม้สอย เป็นต้น ; นี้เรียกว่า อามิสบูชา. ส่วนการบูชาด้วยการปฏิบัติ คือการประพฤติ ตามด้วยความเชื่อความเลื่อมใสนั้น เรียกว่าปฏิบัติบูชา. ทีนี้เราก็ได้กระทำการบูชา ประเภทอามิสบูชาเสร็จไปแล้ว, และยัง ได้ทำการปฏิปัตติบูชาบางอย่างเสร็จไปด้วย. แต่ยังกล่าวได้ว่า ไม่เป็นไปถึงที่สุด และยังไม่สำเร็จประโยชน์เต็มตามที่เราควรจะได้รับ ; ฉะนั้นเวลาที่เหลือนี้ เรามา พิจารณากันถึงข้อนี้ คือ ข้อที่จะเดินตามรอยของพระอรหันต์อย่างไร ; ให้เป็นไป อย่างที่ถึงที่สุด ให้สำเร็จประโยชน์เต็ม ตามที่ควรจะได้รับ. ท่านทั้งหลายต้องไม่ลืมว่า เมื่อตะกี้นี้ ได้กล่าวมาแล้วว่า การบูชาที่แท้ จริง คือ ปฏิปัตติบูชา และการปฏิบัตินั้น ก็คือ การเดินตามรอยของท่าน ; เพราะ ฉะนั้นถ้าเราจะบูชาพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เราก็ต้องบูชาด้วยการเดินตามรอยของ ท่าน. หรือแม้ว่าเราจะบูชาพระอรหันต์ ทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างแท้จริง ก็ต้องบูชาด้วยการเดินตามรอยของท่าน ซึ่งได้แก่การปฏิบัติ
น.464 มื่อมีหลักส่วนใหญ่ หรือใจความสำคัญอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เราก็จะต้องรู้ ต่อไปว่า ร่องรอยของพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร ? เราจะเดินตามร่องรอยนั้นได้ อย่างไร ? เกี่ยวกับข้อนี้ ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า มีถ้อยคำที่จะกล่าวได้ มากมาย กล่าวเป็นวัน ๆ เป็นเดือน ๆ ก็ไม่จบ. แต่ว่าเราอาจจะสรุปให้สั้นที่สุดได้ สำหรับ เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ และใช้ได้แก่คนทุกคนด้วย. ดังนั้นในวันนี้ อาตมาจะ ได้ถือเอาโอกาส ประมวลเอาใจความสำคัญเหล่านั้น มากล่าวไว้ในถ้อยคำที่สั้นที่สุด เท่าที่จะทำได้ อีกสักคำหนึ่งหรือประโยคหนึ่ง สำหรับปีนี้. ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งอกตั้งใจฟังให้ดี ว่า การประพฤติปฏิบัติในพระพุทธ ศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น เพื่อให้ถูกต้องตามร่องรอยของพระอรหันต์นั้น เราอาจจะ สรุปไว้ด้วยถ้อยคำที่ต่างกัน ดังเช่นที่ได้กล่าวแล้วในปีก่อน ๆ. สำหรับ ในปีนี้ นั้น อยาก จะสรุปไว้ด้วยถ้อยคำที่สั้นที่สุด และที่เคยชินแก่หูของท่านทั้งหลายทุกคนมาก ที่สุดด้วย ถ้อยคำประโยคที่สั้นที่สุดที่กำลังจะกล่าวนี้ ก็คือจะกล่าวว่า การปฏิบัติ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ให้สรุปไว้ในถ้อยคำสั้นๆ ว่า "ให้รู้อยู่ที่รู้", รู้อยู่ที่รู้เป็นคำที่ สั้นที่สุดแล้ว. ให้รู้อยู่ที่รู้ นี้เป็นคำที่สั้นที่สุดแล้ว. พวกอุบาสกอุบาสิกาตามศาลาวัด ก็พูดกันถึงคำสั้น ๆ นี้มาก. พวกอุบาสกอุบาสิกา ที่อวดอ้างว่า อยู่ในสำนักที่ ประพฤติดีประพฤติชอบ มีความรู้สูง ก็ชอบใช้ประโยคนี้มาบอกกล่าวแก่คนอื่น บางคนถึงกับอวดอ้าง ว่าเป็นหัวข้อที่สั้นที่สุดที่ตัวคิดขึ้นมา และนำมาแจกจ่ายแก่ คนอื่น ; ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็หารู้ความจริงของคำคำนี้ไม่.
น.465 ครั้นถูกซักเข้าสักหน่อย ก็พูดอ้อมแอ้มอ้อมค้อมไป ; ในที่สุดก็เลิกกัน ด้วยการตัดบทเสียว่า "ท่านไม่อาจจะเข้าใจได้ในข้อที่ว่า รู้อยู่ที่รู้". เลยทำให้ ประโยคสั้น ๆ ที่ว่า รู้อยู่ที่รู้ นี้ กลายเป็นของลึกลับไป จนกระทั่งมากลายเป็น มนต์ขลังหรือมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ของคนที่ชอบสอนผู้อื่นบางคน หรือคนที่ถูกคนอื่น สอน. เรื่องก็กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสไป ด้วยการที่มัวท่องแต่ประโยคที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้. รู้อยู่ที่รู้" ดังนี้ เป็นนกแก้วนกขุนทองไปก็มี หรืออมพะนำเงียบ ๆ อยู่ในตนก็มี. ดังนั้นในโอกาสนี้ เรามาวินิจฉัยความหมายของคำว่า "รู้อยู่ที่รู้" นี้กัน เสียให้ชัดเจน จะเป็นการดี ; และจะได้นำเอาไปสอบสวนกันกับที่คนบางคน ที่ เขาอวดอ้าง ว่ารู้ความหมายของประโยคประโยคนี้, แล้วเที่ยวสอนคนอื่นอยู่ในที่ ทั่ว ๆไป ว่ามันมีความเท็จจริงอย่างไร. คำว่า "รู้อยู่ที่รู้" นี้ ถ้าฟังอย่างผิวเผิน มันก็ไม่ได้ความอะไร. คน ที่จดจำไว้ ในฐานะเป็นมนต์ขลังหรือมนต์ศักดิ์สิทธิ์ มันก็ได้แต่จดจำไว้ ในฐานะที่ เป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ไป ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร. แต่ ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่มี สติปัญญานั้น เขารู้ คือว่า ให้รู้สึกตัวอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง. รู้อยู่ที่รู้ รู้อันแรก หมายความว่า รู้สึกตัว, รู้อยู่ที่รู้ รู้อันหลัง หมายถึง ความรู้ที่ถูกต้อง. ความรู้ที่ ถูกต้องมีอยู่อย่างไร ให้เรารู้สึกอยู่ที่ความรู้นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องมีตัวเราเป็นผู้รู้ ถ้าไม่รู้อย่างนี้ มันก็มารู้อยู่ที่ตัวกูหรือของกู, และมันมีตัวผู้รู้ เป็น ตัวกูผู้รู้ ขึ้นมาทีเดียว; เพราะฉะนั้นระวังให้ดีเถอะ คนที่ไปเที่ยวบอกคนอื่น ว่า "รู้อยู่ที่รู้" นั้น มันมีตัวตนของตนเที่ยวบอกคนหรือเปล่า ? มันมีตัวตนของตน
น.466 ป็นผู้รู้อยู่หรือเปล่า ? ถ้ามันมีตัวตนของตนเป็นผู้รู้แล้ว มันผิดถนัดทีเดียว ไม่ ตรงกับคำที่กล่าวว่า "รู้อยู่ที่รู้". หรือว่า ข้อปฏิบัติทั้งหลายนั้น ให้สรุปลงเหลืออยู่ เพียงแต่ "รู้อยู่ที่รู้" คือ มีความรู้โดยไม่ต้องมีตัวผู้รู้, มีจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยสติ ปัญญา จนถึงกับว่า ไม่มีตัวกูไม่มีของกู. แล้วจิตใจหรือสติปัญญานี้มันรู้อยู่ที่ ความรู้ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงอย่างไร ; แล้วก็ควบคุมกาย วาจา ใจ นั้น ให้ประพฤติ ให้กระทำไปตามความรู้นั้น ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกูหรือเป็นของกูขึ้นมา. ยกตัวอย่างให้ฟังจะดีกว่า ที่มัวแต่อธิบายคำพูด ซึ่งชวนแต่จะให้วนเวียน ตัวอย่างที่จะยกมานี้ก็เหมือนอย่างว่า เรากระทำการงานอย่างใดอย่างหนึ่งกันอยู่กับ เพื่อนของเรา ; แล้วมันเกิดกระทบกัน แล้วเพื่อนคนนั้นเขาแสดงกิริยาอาการ กระฟัดกระเพียดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ทีนี้เราจะทำอย่างไร ? ถ้าเราเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ตามหลักที่เรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้"; แล้วก็หมายความว่า เราไม่ปล่อยให้ความรู้สึกเกิดขึ้น เป็นความรู้สึก ว่า "ตัวกูถูกเขาประชดแล้ว". แต่ให้มีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ตามที่เป็นจริงนั้น มันเป็นอย่างไร. คือ ตามที่เป็นจริงนั้น เพื่อนของเรากำลังโง่กำลังหลง มีความ โกรธขึ้นมาแล้วอย่างนั้น ๆ เราจะต้องประพฤติปฏิบัติต่อเขาอย่างไร ที่เป็นเรื่อง ของสติปัญญา, ไม่ใช่เรื่องของกิเลสตัณหาที่เป็นความโกรธ ว่าเขาได้ลบหลู่เรา หรือกระทบกระแทกแดกดันเราเข้าแล้ว. ให้มีสติสัมปชัญญะรู้สึกแต่เพียงว่า เสียงอย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้ว, เสียงอย่างนี้มันมีมูลเหตุหรือรกรากมาจากอะไร ? แล้วเราควรจะประพฤติกระทำ ต่อ บุคคลที่กำลังมีความรู้สึกคิดนึกเช่นนั้นอย่างไร ? แล้วก็ ประพฤติกระทำไป โดย ไม่ต้องมีความรู้สึกว่า ตัวกูถูกเขากระทบหรือกระแทกแดกดันแล้ว อย่างนี้เป็นต้น.
น.467 หรือว่าถ้าให้ง่ายขึ้นมาอีก เป็นบิดามารดา ถูกลูกหลานกล่าวคำประชด ประชัน กระทบกระแทกแดกดันเข้าแล้ว. บิดามารดาที่เป็นอุบาสกอุบาสิกานั้น จะทำอย่างไร ? ถ้าเป็นผู้ถือหลักว่า "รู้อยู่ที่รู้" ก็หมายความว่า อุบาสกอุบาสิกาผู้นั้น ควบคุมสติสัมปชัญญะไว้ได้ รู้สึกแต่เพียงว่า เด็กคนนั้นมันกำลังมีความรู้สึกอย่างไร , จะต้องแก้ไขกันอย่างไร, แล้วก็ทำไปเท่านั้น. ไม่เผลอจนถึงกับความรู้สึกว่า "กูเป็นแม่ แล้วก็ถูกไอ้ลูกเล็ก ๆ นี้ ประชดประชันกระทบกระแทกแดกดันเข้าแล้ว, จะต้องด่ามันให้สมใจ, หรือว่าจะต้องตบตีมันให้เข็ดหลาบ" อย่างนี้เป็นต้น. นั้นความรู้สึกพลุ่งเป็นตัวกูเป็นของกูขึ้นมาเสียแล้ว, มันไม่ใช่รู้เสียแล้ว ; มัน ไม่ใช่รู้อยู่ที่รู้ เสียแล้ว แต่มัน กลายเป็นอุปาทาน ว่าตัวกู ว่าของกูเสียแล้ว อย่างนี้มันไม่ใช่ความรู้ : ดังนั้นมันจึงไม่อาจจะ “รู้อยู่ที่รู้" คือไม่อาจจะรู้อยู่ที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อม เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน. เดี๋ยวนี้ความมืดมนท์ครอบงำแล้ว พลุ่งพล่านเป็นตัวกู - ของกูแล้ว, เป็นความโง่หลงอย่างเต็มที่, มืดบอดอย่างเต็มที่แล้ว, ไม่ใช่ความรู้, ไม่ใช่ความรู้ที่ "รู้อยู่ที่รู้" เสียแล้ว. แต่ได้เกิดเป็นความมืดมนท์อย่างภูตผีปีศาจชนิดหนึ่งไปเสีย แล้ว, ไม่มีความรู้อยู่ที่รู้เสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น. อุบาสกอุบาสิกาที่เป็นบิดามารดา มีลูกมีหลาน มีการกระทบกระทั่งกันอยู่ได้เสมอ ๆ ; ถ้าอยากจะรู้ว่ารู้อยู่ที่รู้นั้นคือ ปฏิบัติอย่างไรแล้ว ก็จงจดจำเอาความข้อนี้ไป. ทีนี้ถ้าเป็นเรื่องระหว่างมิตรสหาย คือเพื่อนกับเพื่อน ก็เหมือนกันอีก. ถ้าเพื่อนคนหนึ่งเผลอสติบันดาลโทสะขึ้นมาแล้ว ; ผู้ที่เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่แท้จริง
น.468 นั้น จะต้อง รู้อยู่ที่รู้ เสมอไป คือ มีสติสัมปชัญญะหยุดอยู่เพียงแค่ความรู้สึกที่ถูก ต้องว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร. ความโกรธก็ไม่เกิดขึ้น สติสัมปชัญญะ ก็มีอยู่เต็มที่, สติปัญญาก็เกิดขึ้นแทน เป็นเหตุให้รู้ว่า ควรปฏิบัติต่อเพื่อนคนนั้น ที่โกรธจัดเสียแล้วนั้นอย่างไร ; แม้นี้ก็เรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้" จะพิจารณากันในแง่ไหนก็ตาม ความหมายของคำว่า "รู้อยู่ที่รู้" นั้น ย่อมมีความหมายจำกัดตายตัวลงไปว่า ให้เป็นแต่เพียง ความรู้ของสติสัมปชัญญะ ว่าความรู้ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร. เราจึงขยายความออกไปได้นิดหนึ่งว่า ที่ว่ารู้ อยู่ที่รู้นั้น คือ ให้มีแต่ความรู้อยู่ว่า ความรู้ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร ? เราจะรู้สึก อยู่แต่ความรู้ที่ถูกต้องเท่านั้น ; อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้หยุดอยู่เพียงแค่รู้อยู่ที่รู้ นี้เป็นการอธิบายด้วยโวหารธรรมดาสามัญที่สุดแล้ว ว่า "รู้อยู่ที่รู้" นั้น เป็นอย่างไร. ทีนี้เพื่อจะให้ท่านทั้งหลาย ได้มองเห็นต่อไปว่า ทำไมจึงได้กล่าวว่า หลักของพระพุทธศาสนาทั้งหมดนี้ สรุปได้เพียงแต่ว่าให้ "รู้อยู่ที่รู้"? ข้อนี้ท่านที่ เป็นนักศึกษาทั้งหลาย ย่อมทราบอยู่แล้วว่า หลักปฏิบัติเช่น สติปัฏฐานทุกข้อนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องรู้อยู่ที่รู้ ทั้งนั้น. สติปัฏฐาน ทุกข้อทุกชื่อ จะเป็น กายานุปัสสนา- สติปัฏฐาน หรือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ตาม หรือจะเป็นสติปัฏฐานในรูปอื่นแบบอื่นก็ตาม ล้วนแต่เป็นการตั้งไว้ซึ่งสติ ให้หยุดอยู่เพียงความรู้ที่ถูกต้อง. อย่าได้เลยไปเป็น อุปาทาน ว่าตัวกว่าของกูขึ้นมา. เรื่องของกายเป็นอย่างไร ; ก็มี ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของกาย. เรื่อง ของเวทนาเป็นอย่างไร ; ก็มี ความรู้อย่างถูกต้องอยู่ในเรื่องของเวทนา. เรื่อง
น.469 ของจิตเป็นอย่างไร ; ก็มี ความรู้อย่างถูกต้องอยู่ในเรื่องของจิต. เรื่องของธรรม คือสิ่งทั้งปวงที่เนื่องกันอยู่กับกายหรือจิตเป็นอย่างไร ; ก็มี ความรู้อย่างถูกต้องอยู่ ที่เรื่องของธรรม. อย่าให้เลยไปจนถึงกับมีตัวเรา หรือมีของเรา. แต่ให้รู้อยู่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอย่างไร นี้เรียกว่าสรุปไว้ในคำว่า "รู้อยู่ที่รู้" ด้วยกันทั้งนั้น ข้อปฏิบัติชนิดนี้ แม้ว่าจะฟังยาก แต่ถ้าเข้าใจแล้ว ก็จะกลายเป็นของ ฟังง่าย. ที่ว่าฟังยากนั้น ก็มันอยู่ตรงที่ว่า รู้แต่ไม่มีผู้รู้. ความรู้หรือการรู้นี้ แล้วก็รู้เสร็จแล้วด้วย แต่ไม่มีผู้รู้. เราก็ควบคุมให้ เป็นความรู้สึกเพียงสติ สัมปชัญญะ หรือสติปัญญา อย่างเดียว ; ไม่ต้องมีผู้ที่เป็นเจ้าของสติปัญญา. หรือที่กล่าวไว้โดยนัยอย่างอื่น ก็กล่าวว่า การกระทำมีแล้วแต่ผู้กระทำไม่มี, หรือว่า การเป็นทุกข์ก็มีแล้ว แต่ตัวผู้เป็นทุกข์ไม่มี หรือว่า การเดินทางก็เดินไปเสร็จแล้ว แต่ตัวผู้เดินไม่มี. ข้อนี้หมายความว่า ให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมี ความรู้สึกว่า มีตัวกูเป็นผู้ปฏิบัติ, แล้วตัวกูจะได้ผลของการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าให้ความรู้สึกมันเลยไปเป็นมีตัวกูผู้เดิน, ผู้ปฏิบัติ, ผู้ทุกข์, ผู้สุข, หรือผู้อะไร ต่าง ๆ ให้จิตโชติช่วงอยู่แต่ด้วยความรู้สึก ต่อความรู้ที่ถูกต้องว่ามันเป็นอย่างไร ; แล้วก็ประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น. ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อมีผู้ มาเหยียดหยาม ; ความรู้สึกอย่าได้เกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ถูกเขาเหยียดหยาม. ความรู้สึกจงเป็นไปแต่ในทางของสติปัญญา ว่า เราจะนิ่งเสียดี หรือว่า เราจะพูดกับเขาอย่างไรดี จึงจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่เขาและแก่เรา. อย่างนี้แม้จะ เต็มไปด้วยคำว่า "เขา" ว่า "เรา" ; แต่มันไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่น. มันเป็น
น.470 เพียงความรู้ด้วยสติปัญญา ว่าสังขารกลุ่มนี้คือคนคนนี้ จะต้องประพฤติต่อสังขาร กลุ่มโน้น, หรือคนคนโน้นอย่างไร, ไม่มีตัวกูตัวฉัน ที่เป็นผู้ถูกเขาด่าแล้วจะ ด่าตอบ, หรือว่าจะเอาบุญเอาคุณแก่เขา ในการที่จะสั่งสอนเขา ให้เกิดเป็นผู้ถูก ผู้ดีขึ้นมา ดังนี้เป็นต้น. ถ้าจะให้ง่ายไปกว่านี้ ก็คือว่า เราอย่าไปมีผู้ผิดหรือผู้ถูกกันเลย. พอ อะไรเกิดขึ้น เราระวังอย่าปล่อยให้เกิดความรู้สึกว่า ใครเป็นผู้ผิด ใครเป็นผู้ถูก กันเลย. แต่ว่าให้สติปัญญาเกิดขึ้นว่า มันจะต้องทำอย่างไรก็แล้วกัน คือให้มีแต่ ความผิดหรือความถูก. อย่ามีผู้ผิดหรือผู้ถูก ให้มีแต่ความผิดหรือความถูก แล้ว แก้ไขความผิดนั้นเสีย ให้คงเหลืออยู่แต่ความถูก ; ฉะนั้นจึงมีแต่การกระทำ ที่เป็น การแก้ไขความผิดให้กลายเป็นถูก, ไม่มีตัวผู้ผิด ไม่มีตัวผู้ถูก, เลยไม่ต้อง ทะเลาะกัน. เหมือนว่าอย่างคนสองสามคน ช่วยกันหาบหาม หรือทำอะไรอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องช่วยพร้อม ๆ กันหลาย ๆ คน ; พอมันเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ก็อย่า ได้ทำความรู้สึกไปในทำนองว่า มันเป็นความผิดของใคร ? ใครเป็นผู้ผิด ? ใครเป็น ผู้ถูก ? แต่ให้รู้สึกแต่เพียงว่ามันผิดอย่างไร ? แล้วอย่าให้มันผิดอย่างนั้น ทำเสีย ให้มันถูก, แล้วมันก็เลยกลายเป็นการทำถูก แล้วไม่มีโทษมีทุกข์เกิดขึ้นเพราะ เหตุนั้น. แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น พอมีอะไรพลาดพลั้งขึ้นมา ทุกคนล้วนแต่ มีตัวกู, ทุกคนล้วนแต่จะแก้ตัวให้แก่ตัวกู ว่ากูไม่ได้เป็นฝ่ายผิด. เขาต่างหาก ทำผิดอย่างนั้นอย่างนี้, แล้วมันจึงพลาดลงไป, แล้วเสียหายด้วยกัน ; เลยทะเลาะกัน
น.471 เลยเถียงกัน จนกระทั่งทำร้ายแก่กันและกัน. นี่เพราะมีตัวกู เพราะมีของกู ; เกิดเป็นอุปาทาน ความรู้สึกว่าตัวกูของกู ขึ้นมาอย่างนี้เสียแล้ว ไม่เรียกว่า "รู้อยู่ ที่รู้" เลย. เพราะ ความรู้สึกที่เป็นอุปาทานว่าตัวกูนั้น ไม่เรียกว่าความรู้ และ มันไม่ใช่ความรู้ มันเป็นอุปาทาน คือ ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู. เพราะฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ในขณะนั้นบุคคลผู้นั้น ไม่ได้ปฏิบัติไปตามหลักว่า "รู้อยู่ที่รู้" ได้ เผลอปล่อยเต็มที่ เกิดเป็นตัวกู เป็นของกู; มีเขามีเขี้ยวขึ้นมาทีเดียว, จึงได้ ทะเลาะวิวาทกัน ด้วยการแก้ตัวให้ตัวกูบ้าง แล้วไปทับถมคนอื่นบ้าง ทีนี้ถ้าทุกคนอยู่ร่วมกันในวัดวัดเดียวกัน ในกิจการงานที่ร่วมกัน เมื่อ ทำอะไรอยู่ด้วยกัน มีความสำเร็จเกิดขึ้นก็ตาม. มีความพลั้งพลาดเกิดขึ้นก็ตาม, จงได้รู้อยู่ที่รู้ คือรู้อยู่แต่เพียงว่า มันเป็นความผิดอย่างไร ; เป็นความถูกอย่างไร. อย่าได้เลยไปถึงว่า มีใครผิด มีใครถูก. เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยบุคคลที่เอาแต่จะแก้ตัวให้ตน, จะยกความผิดไปใส่ บุคคลอื่นเสมอ ; เป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นภิกษุเป็นสามเณรแท้ๆ ก็ยังเป็น อย่างนั้น. เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เป็นภิกษุสามเณร ไม่เป็นอุบาสกอุบาสิกา ; แต่มันเป็นยักษ์เป็นมาร, เป็นภูตผีปีศาจชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีตัวกูเป็นตัว เป็นตน เป็นหูเป็นหัว เกิดขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้. ป้ายความผิดให้คนอื่น แล้ว ก็แก้ตัวให้แก่ตัวตะพึดตะพือไป, แล้วก็มีการทุ่มเถียงทะเลาะวิวาทกันอยู่อย่างนั้นเอง.
น.472 นี่แหละคือข้อปฏิบัติ ที่ไม่เป็นไปตามหลักที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" มันได้กลาย ไปเป็นความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู, เป็นตัณหาอุปาทานเสียแล้ว. สติปัฏฐาน ไม่เหลืออยู่เลยในขณะนั้น ; . ถ้าสติปัฏฐานเหลืออยู่ มันก็จะหยุดอยู่แต่เพียงแค่ที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" ไม่มีตัวกูหรือตัวเขา เป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก ; มีแต่ว่ามันผิดอย่างไร ก็แก้ไขให้มันถูกเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้". ถ้าทุกคนถือหลักหรือถือ กฎเกณฑ์อย่างนี้แล้ว การทะเลาะวิวาทจักไม่เกิดขึ้น ทางสังคมก็จะอยู่กันเป็นสุข . . . . . . . . . . . . . . . . ที่นี้สำหรับ การประพฤติปฏิบัติที่สูงขึ้นไป เพื่อมรรค ผล นิพพาน นั้น มันก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน, เช่นว่า พอมีรูปมากระทบตา มีเสียงมากระทบหู มีกลิ่นมากระทบจมูก หรือมีรสมากระทบลิ้น หรือสัมผัสมากระทบกายทางผิวกาย อย่างนี้ ก็ ให้มีความรู้สึกที่เป็นสติสัมปชัญญะ ว่ามันมีการกระทบ แล้วจะต้อง จัดการอย่างไร, คือให้ผัสสะเป็นเพียงผัสสะ หรือว่าเป็นเวทนาแล้ว ก็ให้เป็นเพียง เวทนา อย่าให้เวทนานั้นปรุงเป็นตัณหา แล้วตัณหาปรุงเป็นอุปาทาน เป็นตัวกู มีหัวมีหูขึ้นมา. นี้เรียกว่า "รู้อยู่แค่รู้" หรือ "รู้อยู่ที่รู้" ว่ารูปนี้เป็นรูปอะไร, เสียงนี้ เป็นเสียงอะไร, กลิ่นนี้เป็นกลิ่นอะไร, มีความเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร, จะต้อง ประพฤติกระทำต่อมันอย่างไร, แล้วก็กระทำไป เท่าที่ควรประพฤติกระทำ ต่อ ผัสสะหรือต่อเวทนานั้น แล้วให้มันดับไป. อย่าได้ปรุงเป็นตัณหา คือ ความอยาก อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วมีตัวกูเป็นผู้อยากขึ้นมา อย่างนั้นอย่างนี้ เต้นแร้งเต้นกาไป. อย่างนี้เรียกว่า มันเลย "รู้อยู่ที่รู้" เสียแล้ว จนไปกลายเป็นตัวกู - ของกู อย่างนั้น อย่างนี้เสียแล้ว.
น.473 ถ้าหยุดอยู่ได้เพียงแค่ผัสสะเป็นอย่างนี้, เวทนาเป็นอย่างนี้, ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนี้, แล้วก็หยุดไป ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน ; แต่ไป เกิดเป็นสติปัญญาขึ้นมาว่า ในรูป เสียง กลิ่น รส เหล่านี้. เราจะต้องประพฤติ กระทำจัดการกับมันอย่างไร แล้วก็ประพฤติปฏิบัติไปตามธรรม, หรือตามความรู้ ที่ถูกต้อง คือสติปัญญานั่นเอง. นี้เรียกว่า รู้จักสิ่งเหล่านั้นอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง คือรู้จักรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องว่า มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, นี้จึงเรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้" . ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่ามัน เป็นเพียงความรู้อยู่ที่ ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่มีตัวตน ไม่มีคนนั้นคนนี้, ไม่มีเขาไม่มีเราเกิดขึ้น, ไม่มี การได้การเสีย, เป็นของเขาของเราเกิดขึ้น, มีแต่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย. ถ้ามันเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังขารกลุ่มนี้อย่างไร ก็รู้; แล้ว จะต้อง ประพฤติกระทำในทางที่เป็นธรรม คือ ตามความรู้ที่ถูกต้อง ที่ถูกที่ควรอย่างไร, แล้วก็ประพฤติกระทำไป. มันก็เลยเป็นการ "รู้อยู่ที่รู้" คือมันหยุดอยู่ที่ความรู้ ต่อความรู้ที่ถูกต้อง ไม่เลี้ยววกไปในทางที่ให้เกิดเป็นอุปาทาน ว่าตัวกู หรือว่าของกู นี่แหละคือสติปัฏฐานที่แท้จริง เป็นสติปัฏฐานที่จะเป็นที่พึ่งได้ และ เป็นวิปัสสนาที่แท้จริง คือเป็นวิปัสสนาที่เป็นแสงสว่างจริง, เป็นวิปัสสนาที่จะ เป็นที่พึ่งได้, ไม่ใช่วิปัสสนาหากิน มีตัวกูเป็นเจ้าของวิปัสสนา, และใช้เป็น เครื่องมือเพื่อหาประโยชน์ นั้นมันเป็นตัวกูเป็นของกู ไปเสียตั้งแต่ต้นมือแล้ว ; มันจึงไม่ใช่ "รู้อยู่ที่รู้". ถ้ามันเป็นวิปัสสนาจริง เป็นกรรมฐานจริง เป็นสติ- ปัฏฐานจริง มันจะคงหยุดอยู่ แต่เพียงว่า "รู้อยู่ที่รู้" เสมอไป ไม่เกิดเป็นตัวกู หรือตัวเขา หรือตัวเรา อะไรขึ้นมาในส่วนไหน.
น.474 ฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า อาการที่ "รู้อยู่ที่รู้" นั่นแหละ เป็นทั้งหมด ในพระพุทธศาสนา และเป็นความว่างอย่างยิ่ง ; เพราะมันว่างจากตัวตน มันว่าง จากของตน มันมีแต่ความรู้ที่ถูกต้อง ; ในความรู้ที่ถูกต้องนั้น ไม่มีตัวตน ไม่มี ของตน. ดังนั้น ในความรู้ที่ถูกต้องนั้นจึงมีความว่าง, และมีความว่างอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่เรียกว่า นิพพาน ; เพราะมันไม่มีตัวกูไม่มีของกู. ถ้ามันว่างได้ตลอด ไปโดยเด็ดขาด มันก็เป็นนิพพานสมบูรณ์. ถ้ามันว่างได้ชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็น นิพพานชั่วคราว คือยังไม่แท้จริง แต่มันก็ยังมีลักษณะของนิพพาน คือดับลงแห่ง ตัวกูหรือของกู อยู่เรื่อยไป ไม่ปรากฏตัวกู - ของกูโผล่ขึ้นมา. นี้คืออาการของสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน หรือ ความดับ ; เพราะดับตัวกู - ของกูได้ จึงว่างจากตัวกู - ของกู. นี้คือความรู้ที่หยุดอยู่แค่รู้ จะได้สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางไหนก็ตาม มันมาหยุดอยู่ที่รู้ อยู่ที่รู้ ทั้งนั้น, ไม่ปรุงเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมาได้เลย. เพราะฉะนั้นมัน จึงเป็นทั้งหมด ในส่วนปริยัติ, และเป็นทั้งหมดในส่วนปฏิบัติ และเป็นทั้งหมดในส่วนปฏิเวธ คือว่า ถ้าเราจะเรียน ก็เรียนเพื่อให้รู้ โดยวิธีที่ให้มันรู้อยู่แค่รู้ และถ้าเราจะ ปฏิบัติ เราก็จะปฏิบัติให้มันเป็นเพียงรู้อยู่แค่รู้. และถ้าเราจะได้รับผลของการ ปฏิบัติ ก็ให้เพียงแต่รู้สึกอยู่ว่ารู้ ตามที่เป็นจริงอย่างไร ไม่มากไปกว่านั้น. จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เกิดขึ้นในส่วนไหน ; มัน จึงมีอยู่แต่เพียงความรู้ ซึ่งรู้อยู่ต่อความรู้ที่ถูกต้อง เป็นความรู้สึกในความรู้ที่ถูกต้อง อยู่ตลอดเวลา. "รู้" อันแรกหมายถึงรู้สึก. " รู้" อันหลัง หมายถึง ความรู้ที่ถูกต้อง ; รู้สึกต่อความรู้ที่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลานี้ เรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้". เมื่อเป็นดังนี้ สติ- ปัฏฐานก็สมบูรณ์, ตัวตนก็เกิดขึ้นไม่ได้, ผัสสะเกิดขึ้นแล้วดับไป, เวทนา
น.475 เกิดขึ้นแล้วดับไป, ไม่ปรุงตัณหาไม่ปรุงอุปาทาน ; กล่าวได้ว่าว่างจากตัวตนอยู่ โดยสมบูรณ์. ความที่ว่างจากตัวตนอยู่โดยสมบูรณ์นั้นแหละ ให้ถือว่า เป็นความรู้ ในส่วนปฏิเวธที่สมบูรณ์, หรือถ้ากล่าวอย่างสมมติ ก็คือที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง, ฉะนั้นคำว่า มรรค ผล นิพพาน ก็ดี เป็นเพียงความรู้ที่รู้อยู่ ต่อความรู้ คือ "รู้อยู่ที่รู้" ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. แต่ว่ามันเป็นในขั้นที่ประพฤติ กระทำสำเร็จ จนเป็นผู้ที่รู้อยู่ที่รู้อย่างแท้จริง และตลอดเวลา; ดังนั้น ตัณหา และอุปาทาน จึงเกิดขึ้นไม่ได้ จึงไม่มีความทุกข์เลย. นี้เรียกว่า ในส่วนผลของ การปฏิบัติ, หรือผลของความรู้นั้น, มันทำให้เกิดผลเป็นความไม่ทุกข์ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้. เพราะฉะนั้น ในเรื่องปริยัติ ก็คือเรื่องเรียนให้รู้ว่า เราอย่าไปรู้สึกอะไร ให้มากไปกว่า รู้สึกต่อความรู้ที่ถูกต้องว่ามีอยู่อย่างไร. ในการปฏิบัติ นั้นก็เหมือนกัน เราควบคุมสติสัมปชัญญะให้รู้สึกอยู่แต่ เพียงว่า ที่ถูก ที่จริง ที่ควรนั้น มันเป็นอย่างไร ; แล้วก็ประพฤติไปให้ถูก ให้ควร. อย่ามีเขามีเราเป็นผู้ผิดผู้ถูก แล้วทะเลาะวิวาทกัน. ทีนี้ ในส่วนปฏิเวธ นั้น ขอให้ จิตใจของเราสะอาด สว่าง สงบ อยู่ด้วย อำนาจของความรู้อยู่ที่รู้ ดังที่กล่าวแล้ว; ไม่มีตัวตนเกิดขึ้นเป็นความทุกข์. ดังนั้น จึงเป็นอันสรุปความได้อย่างสั้นที่สุดว่า รู้ทีแรกคือสติสัมป- ชัญญะ, รู้ทีหลังคือความจริงในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. รู้ที่แรกคือสติสัมปชัญญะ รู้ทีหลังคือความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ที่ให้มีหลักอย่างนี้ ก็เพราะว่า หลักเกณฑ์ทั้งหมด หรือความจริงทั้งหมด มันสรุปอยู่ในตัวเองแล้วว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
น.476 ถ้าเอาความรู้ หรือเอาความจริงข้อนี้มาเป็นหลักอยู่ตลอด เวลาแล้ว มันก็จะรู้อยู่เพียงแค่รู้ ไม่เลยไปเป็นเกิดตัวตนที่ไหนได้ ; เพราะมัน ตัดบทเสียแล้วว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, หรือว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ถ้าความรู้ข้อนี้มัน โชติช่วงอยู่ในใจแล้ว ; ความรู้ของจิตใจมันก็จะมาหยุดอยู่เพียงที่นี่ ไม่เลี้ยวไม่วกไป หาความรู้สึกที่เป็นตัณหาหรืออุปาทาน, มันหยุดอยู่ที่นี่ คือหยุดอยู่ที่ความรู้ที่ถูก ต้องว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง". มันจึงเรียกว่า "รู้อยู่ที่รู้" อย่าให้เลยไป หรือให้วกไปหาความรู้สึกที่เป็นตัณหาอุปาทาน ว่าตัวกูว่าของกู ฉะนั้นให้เราทุกคน ที่จะดำเนินตนตามร่องรอยของพระอรหันต์นั้น จงได้พยายามประพฤติปฏิบัติโดยหลักที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" ; เพราะว่านี่แหละคือ สติ- ปัฏฐานอย่างยิ่ง และนี่แหละคือ สติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง. นี่เราพิจารณากันอีกหน่อยหนึ่ง เราก็ยอมรับกันอยู่แล้ว โดยไม่ต้อง อธิบายกันมากมาย ; ว่าถ้าเราจะกล่าวเป็นคำถามขึ้นมาว่า พระอรหันต์คือบุคคล ชนิดไร ? คำตอบก็มีอยู่อย่างแจ่มแจ้งแก่ท่านทั้งหลายทั่วไปแล้วว่า พระอรหันต์คือ บุคคลผู้มีสติสมบูรณ์. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ ว่าพระอรหันต์คือบุคคลที่ มีสติสมบูรณ์. ฟังดูมันจะง่าย, บางคนอาจจะนึกว่ามันง่าย. แต่ถ้าใครนึก อย่างนั้นคือคนโง่ เพราะว่า ความมีสติสมบูรณ์นี้ ไม่ใช่ของง่าย คือเป็นการปฏิบัติ ในขั้นสูงสุดและสมบูรณ์. การมีสติสมบูรณ์นั้น ก็คือ มีความรู้ที่รู้ว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ นั่นเอง.
น.477 คำว่า "สติ" นั้นหมายถึง รำลึก, หรือว่า รู้แจ่มแจ้งอยู่เสมอ ว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ; จะเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน อะไรก็ตาม. สติในเรื่องทั้งหมดนี้ มีความหมายตรง กันหมด, เป็นเรื่องเดียวกันหมด คือรู้สึกตัวอยู่ว่า สิ่งทั้งหมดนั้นยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ นั่นแหละคือ สติที่สมบูรณ์ ; แล้ว เป็นได้แต่พระอรหันต์เท่านั้น. พระอริย- บุคคลขั้นที่รอง ๆ ลงมา เช่น พระโสดา สกิทาคา อนาคา อะไรเหล่านี้ ก็ยัง ไม่มีสติสมบูรณ์, เพียงแต่มีสติบ้าง ตามสมควรแก่ชั้นแก่ภูมิของท่าน. พระอรหันต์ เท่านั้นมีสติสมบูรณ์. ทีนี้ เราจะเดินตามรอยพระอรหันต์ ก็คือ การที่เราเป็นผู้ทำตนให้มีสติ สมบูรณ์, พยายามทำตนให้มีสติสมบูรณ์ โดยอาศัยหลักที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" เพื่อให้มัน รวบรัดสั้น ๆ ให้ง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติ จึงมีสติแต่ในทางที่จะรู้สึกตัวอย่าง ถูกต้องอยู่เสมอ ว่าอะไรเป็นอะไร, แล้วก็ประพฤติกระทำไปตามความรู้นั้น. อย่าให้เลยเถิดเป็นความรู้สึกว่า มีตัวกู - ของกู, มีตัวกูเป็นผู้กระทำ มีตัวกูเป็น ผู้ได้, มีตัวกูเป็นผู้เสีย, หรือมีตัวกูอย่างไหนก็ตาม. เพราะ ถ้าเลยไปเป็นมีตัวกู แล้ว ไม่ใช่สติเสียแล้ว, เป็นผู้หลงอย่างยิ่งแล้ว, เป็นผู้ปราศจากสติอย่างยิ่งแล้ว. แต่ถ้ายังตั้งสติไว้ได้ คือยังเป็นสติปัฏฐานอยู่แล้ว มันก็ยัง "รู้อยู่ที่รู้" เท่านั้น ไม่เลยไปเป็นมีตัวตน. นั่นแหละคือการประพฤติสติปัฏฐาน เพื่อให้เป็น ผู้มีสติสมบูรณ์ ตามร่องรอยของพระอรหันต์ ; ซึ่งในที่นี้ขอสรุปฝากไว้อย่างสั้น ๆ ว่า พระอรหันต์คือผู้มีสติสมบูรณ์. การเดินตามรอยพระอรหันต์ ก็คือ การพยายาม ทำให้มีสติสมบูรณ์, โดยอาศัยเครื่องช่วยความจำว่า "รู้อยู่ที่รู้" อย่าให้ตัวตนเกิด ขึ้นมา.
น.478 การที่เราจะทำมาฆบูชา ให้เป็นมาฆบูชากันจริง ๆ ด้วยการ เดินตามรอยพระอรหันต์แล้ว. จงใช้หลักเกณฑ์ที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" แล้วก็หยุดอยู่เพียง เท่านี้ด้วยกันจงทุกคนเถิด ; จะเป็นหนทางที่ลัดสั้นที่สุด ในการเดินตามรอยพระ อรหันต์, และจะไล่ใกล้ชิดติดพันกันไปทีเดียว. แต่ถ้าเผลอเมื่อไร มันก็กระเด็น ออกห่างไปร้อยโยชน์ พันโยชน์ทีเดียว. แต่ถ้าไม่เผลอเมื่อไร คือ "รู้อยู่ที่รู้" อยู่ แล้ว มันก็อยู่ใกล้ชิดติดกับพระอรหันต์ทีเดียว ปัญหามันมีอยู่แต่ว่า ความรู้อยู่ที่รู้ของเรานี้ เป็นสิ่งที่เด็ดขาด แน่นอน ลงไปแล้วหรือไม่เท่านั้น ? ถ้ามันยังไม่เด็ดขาดแน่นอน เราก็ต้องพยายามทำไปด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ให้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อย่างนี้อยู่เสมอไป ในทุก กรณี, ที่วัดก็ตาม ที่บ้านก็ตาม ที่นาก็ตาม ที่สวนก็ตาม, ไม่ว่าอยู่ที่ไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่, ให้เป็นผู้มีชัยชนะอยู่ด้วยการที่สามารถเป็นผู้รู้อยู่ที่รู้เสมอไป. อย่าเผลอสติปล่อยให้เกิดเป็นตัวตน เป็นตัวกูเป็นของกู ขึ้นมาในความรู้สึก ให้มีสติเพียงพอที่จะหยุดอยู่เพียงข้อที่ว่า ความผิดความถูก, ความเท็จ ความจริง, ความดีความชั่ว, ความยุติธรรมความไม่ยุติธรรม เหล่านี้เป็นต้น เป็นอย่างไร ; แล้วก็จัดให้มันดำเนินไปแต่ในทางของความดี ความจริง, ความงาม ความยุติธรรม. อย่าให้เลยเถิดเป็นมีตัวตน ผู้ได้ผู้เสีย ดีกว่าคนอื่น เลวกว่าคนอื่น เสมอกันกับคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น. นั่นไม่ใช่ "รู้อยู่ที่รู้" นั่นได้ตกต่ำ หรือตก จมลงไปในกองของกิเลสตัณหา แทบจะโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว, แล้วจะเรียกว่า "รู้อยู่ ที่รู้อย่างไร". ผู้ที่ "รู้อยู่ที่รู้" นั้น หมายความว่า ต้องอยู่ในลักษณะที่เห็นแสงสว่าง แจ่มจ้า และสูงสุดอยู่เสมอ ไม่มีการตกจม. นี้คือคำอธิบายของคำว่า "รู้อยู่ที่รู้" . . . . . . . . . . . . . . . .
น.479 เป็นที่น่าสมเพชเวทนา ในการที่คนบางคน เอาบทอัน ประเสริฐว่า "รู้อยู่ที่รู้" นี้ มาสอนคนอื่นอยู่เป็นวรรคเป็นเวร ; แต่แล้วก็หารู้ไม่ว่า มัน หมายความว่าอย่างไร ; และยังแถมมีตัวมีตน ยกหูชูหางเป็นครูบาอาจารย์ของเขา, เรียกร้องเอาอย่างนั้นอย่างนี้, และมีการกระทำอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น ซึ่งล้วน แต่เป็นการมีตัวมีตนทั้งนั้น. แต่ก็สอนเขา ตะโกนอยู่ว่า รู้อยู่ที่รู้ - รู้อยู่ที่รู้ ให้ หนวกหูไปหมด. นี้คือข้อที่ว่า ไม่เข้าใจประโยคที่สำคัญที่สุด ในพระพุทธศาสนา แล้วก็เอามาตะโกนกันอย่างนกแก้วนกขุนทอง เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง กระทั่งยกตนข่มผู้อื่นอยู่ด้วยอาศัยธรรมะข้อนี้. ขอให้เราทั้งหลายระมัดระวังกันให้เป็นอย่างดี ให้รู้ว่า ธรรมะข้อนี้ หมายถึงการทำความเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่ของต่ำเตี้ย แต่ว่ากว้างขวาง. รวบรวมข้อ ปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้นไว้ อยู่ในคำพูดเพียงสองสามคำว่า "รู้อยู่ที่รู้" คือ มีความรู้สึก อยู่ที่ความรู้อันถูกต้อง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เมื่อความรู้สึก มีอยู่อย่างนี้ ตัวกูก็ไม่เกิด ของกูก็ไม่เกิด ; มันจึงเป็นความสะอาด สว่าง สงบ, เป็นความรู้ที่แท้จริง, เป็นอะไรหมดทุกอย่าง ในพระพุทธศาสนา ที่พุทธบริษัท เรา จำนงหวังจะได้ จะถึง เพื่อการดับทุกข์ของตนโดยสิ้นเชิง. เราอย่าลืมว่า การที่มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนานี้ เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อมาเอาเงิน เอาทอง เอาข้าวเอาของ เอาเกียรติยศชื่อเสียง หรือเอาอะไร ทำนองนั้น ; เพราะว่านั่นเราอาจจะหาเอาได้ จากการกระทำอย่างอื่น โดยไม่ต้อง เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาก็ได้. เดี๋ยวนี้ปัญหามันมีอยู่ว่า เรามีเงินมีทอง มีข้าวมีของ มีเกียรติยศ มีอำนาจวาสนา เยอะแยะไปหมดแล้ว. แต่เราก็ยังเร่าร้อนเป็นไฟ ยังเป็นโรค
น.480 ส้นประสาทบ้าง ยังอยากจะเป็น ยังอยากจะตาย อยู่อย่างโกลาหลวุ่นวาย ; ไม่รู้ ว่าจะเป็นอย่างไรดี ทั้งที่มีเงินมีทอง มีข้าวมีของ มีบุตรมีภรรยา มีอะไรทุกอย่าง. ทีนี้เรามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ก็เพื่อว่าจะดับทุกข์ข้อนี้เสีย. อย่าให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกิดเป็นทุกข์เป็นโทษขึ้นมาได้. ให้ควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ ให้อาศัยสิ่งเหล่านั้น เพียงสักว่าเครื่องอาศัยเป็นไปอย่างสะดวกสบาย. ให้เป็นสังขาร ที่ไม่ต้องทนทรมาน ให้สูญเสียความหมายของคำว่า สังขาร กลายเป็นนิพพานไป ในที่สุด คือความดับเย็นหรือความว่างจากความทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง. เรามานับถือพุทธศาสนา ก็เพื่อวัตถุประสงค์อันนี้, เราทำมาฆบูชา ก็เพื่อจะให้เข้าถึงคุณของพระอรหันต์ ซึ่งมีความหมายอย่างนี้ คือดับทุกข์เสียได้ นั่นเอง. เราอย่าได้ทำให้การกระทำทั้งหมดนี้ กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสไปอีก เลย ; แต่ให้เป็นการประพฤติกระทำที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที ให้สมกับที่วันคืนล่วงไปเป็นเดือนเป็นปี เราก็เลื่อนชั้นตัวเอง คือมีคุณธรรม ที่เจริญงอกงามขึ้นในจิตในใจ, ห่างไกลจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู ยิ่งขึ้นไป ทุกที, คือสามารถจะเป็นผู้ "รู้อยู่ที่รู้" นี้ ยิ่งขึ้นไปทุกที ทุกเดือนทุกปี ที่เราทำ มาฆบูชา ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง. วันนี้เป็นวันที่ระลึกของพระอรหันต์ เรียกสั้น ๆ ว่า เป็นวันพระอรหันต์ เรามาทำมาฆบูชา โดยอุทิศชีวิตร่างกายทั้งหมด เพื่อเดินตามรอยพระอรหันต์ ; เพราะฉะนั้นจงได้ถือเอาร่องรอยอันนี้ไป คือร่องรอยที่ว่า "รู้อยู่ที่รู้" โดยนัยที่ได้ วิสัชนามา พอสมควรแก่เวลาแล้ว. เป็นการชี้ให้เห็นความหมายของคำว่า สติปัฏฐาน คือการดำรงไว้ซึ่งสติ ให้รู้อยู่อย่างแจ่มแจ้งตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวง เป็นอย่างไร.
น.481 รู้อย่างนั้นแล้ว ใช้สติปัญญานั้น ประพฤติประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไป โดยสมควรแก่กาละเทศะ, ไม่ให้วกมาเป็นความเห็นแก่ตน ด้วยความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู หรือเป็นของกู แต่ประการใด. เราก็จะเป็นอุบาสกอุบาสิกา ที่ใกล้ชิด พระรัตนตรัย อันเป็นที่รวมแห่งคุณธรรมของพระอรหันต์ทั้งปวงไว้โดยสิ้นเชิง ; เรียกว่า การทำมาฆบูชาของเราไม่เป็นหมัน ด้วยเหตุนี้, ไม่เป็นการกระทำอย่าง นกแก้วนกขุนทองเลย, ไม่เป็นการกระทำอย่างสีลัพพัตตปรามาสเลย. แต่เป็น การกระทำชนิดที่เป็นของพุทธบริษัท คือหมู่คณะบุคคลที่มีความรู้ ความลืมหูลืมตา ความรู้อย่างถูกต้อง แล้วมีความเบิกบาน ด้วยอาศัยอำนาจของความรู้นั้น ถือเอา ได้ซึ่งประโยชน์สูงสุด คือความสะอาด ความสว่าง และความสงบเย็น ไม่มีความ- ทุกข์อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้. นี้เรียกว่า เป็นปฏิปัตติบูชา เป็นการบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอน ทรงหวังหรือทรงประสงค์ จะให้เรา ทุกคนประพฤติปฏิบัติคู่กันไป หรือว่าให้มากกว่าอามิสบูชา. อย่าได้ไปหลงแต่ เพียงว่า หาธูปหาเทียนมาจุดแล้วทำพิธีกัน มันก็สิ้นสุดเพียงเท่านั้น, หรือว่า มันดีที่สุดอยู่เพียงเท่านั้นเลย. มันเป็นเพียงอามิสบูชา ซึ่งเป็นเพียงพิธีรีตอง ยังไม่มีความหมาย, มันเป็นเพียงผลไม้ ที่กลวงเป็นโพรง สวยงามแต่ข้างนอก ไม่มีเนื้อในที่บริโภคได้, เราจะต้องทำให้เป็นผลไม้ ที่เต็มไปด้วยเนื้อใน คือการประพฤติปฏิบัติ ที่ถูกตรง ตามหลักของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงวางไว้ว่า. คุณของพระอรหันต์นั้น คือความหมดสิ้นแห่งกิเลส เป็นชัยชนะเหนือกิเลส, ไม่มีกิเลสอันใดจะมาครอบงำ ย่ำยีได้อีกต่อไป, เป็นผู้นับเนื่องอยู่ในคณะของพระอริยเจ้า คือบุคคลผู้ประเสริฐ
น.482 ควรแก่การกระทำทุก ๆ อย่าง ของบุคคลผู้อุทิศ ผู้เสียสละ ผู้หวังจะอุทิศหรือ เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งปวง. เป็นอันว่าเขาได้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ของสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เรา ควรจะได้ เพราะเหตุนี้, ด้วยอาการอย่างนี้, และในลักษณะเช่นนี้, ซึ่งหวัง ว่าท่านทั้งหลาย จะได้นำไปพินิจพิจารณาดูให้เป็นอย่างดีแล้ว มีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้าในหนทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเรา ทั้งหลาย จงทุก ๆ คนเทอญ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.483 /๒๕๐๗ ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง, วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ธรรมหฤทัยกถา. [ธรรมที่เป็นหัวใจ.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณ. สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนฺ - ติ. ธมฺโม สฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติ- ปัญญา, ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ๔๔๗
น.484 ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ เป็นธรรมเทศนาใน อภิลักขิตสมัย คือเนื่องในวันมาฆบูชา; ปรารภเหตุพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง แสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นส่วนใหญ่. ดังนั้น ธรรมเทศนา ในวันเช่นนี้ ควร จะได้ วิสัชนา ถึงพระพุทธภาษิตที่เรียกว่าโอวาทปาฏิโมกข์ นั้น. สิ่งที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ก็คือ สิ่งซึ่งเป็นประธานของโอวาททั้ง หลาย . ในบรรดาคำสั่งสอนทั้งหลายเหล่าใด ทั้งหมดทั้งสิ้น คำสอนข้อไหนจะถือได้ว่าเป็นประธาน คือเป็นหลักใหญ่ เป็นหลักสำคัญแล้ว ก็เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์.ในที่นี้มีพระบาลีอยู่โดยชัดเจนแล้ว ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ, เป็น ๔ บาทด้วยกัน รวมกันเป็น ๑ คาถา เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ โดยสรุปที่สั้นที่สุด. คนต่อมาได้เรียกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา กันจนติดปาก เมื่อพูดว่าอะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา, ก็ตอบกันด้วยคาถาคาถานี้ ที่ขึ้นต้นว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ - การไม่กระทำซึ่งบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมฺปทา - การทำกุศลให้สมบูรณ์, สจิตฺตปริโยทปนํ - การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ , เอตํพุทฺธานสาสนํ - ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายควรจะสังเกต ในข้อที่ว่า ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ย่อมหมายความว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ว่าองค์
Buddhadasa