น.397 อนุปาทาวิมุตติกถา ๓๖๑ - การทำจิตของตนให้ขาวผ่อง, เอตํ พุทธานสาสนํ - ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ใจความสำคัญนี้ ทุกคนควรจะกำหนดจดจำไว้เป็นอย่างดี โดยแม่นยำ ที่สุด ว่าสรุปแล้ว ก็คือไ ม่ทำบาป แต่ ทำกุศล และ ทำจิตของตนให้ขาวผ่อง, เป็น ๓ อย่างด้วยกัน. ทุกคนควรจะเข้าใจ คือรู้จักพินิจพิจารณาให้เห็นชัดด้วย ตนเองว่า ทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่เหมือนกัน เป็นคนละอย่าง ๆ ต่าง ๆ กัน. ข้อแรก หรือเบื้องต้นที่สุดนั้น เป็นการบอกไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่ บาปหรือความชั่วทั้งปวง. ที่สูงขึ้นไปเป็น ข้อที่ ๒ นั้น ให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล คือ ขจัดเสียซึ่งบาป อันละเอียดยิ่งขึ้นไป และทำให้อยู่เป็นผาสุก กล่าวคือเป็นความดีความงาม ที่ ทุกคนควรจะต้องสร้างต้องทำ นับตั้งแต่การตั้งตัวได้ในโลกนี้ และเอาชนะโลกหน้า ทั้งหลายได้ทุก ๆ โลก. ส่วนข้อสุดท้ายซึ่งเป็น ข้อที่ ๓ นั้น มีระบุชัดว่า ให้ทำจิตของตนให้ขาว ผ่อง. ข้อนี้เป็นธรรมะที่สูง ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. หมายความว่า แม้คนจะไม่ ทำบาป หรือจะทำบุญอยู่อย่างเต็มที่แล้ว แต่จิตอาจจะยังไม่ขาวผ่องก็ได้ ; เพราะว่า ยังมีความอยาก ยังมีความโกรธ ยังมีความหลง, หรือแม้ที่สุดแต่ความกลัว, หรือแม้ที่สุดแต่ความโศกเศร้าเสียใจ เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ. ความเศร้าหรือความกลัวเหล่านี้ ทำให้จิตหม่นหมอง ไม่ขาวผ่อง เช่น เดียวกับกิเลสอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเห็นได้ว่า แม้คน
น.398 ราจะรวยทรัพย์ หรือรวยบุญอย่างไร แต่ก็ยังมีความกลัว ต่อความตายเป็นต้น. หรือบางทีก็ยังต้องร้องไห้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ ; เพราะว่าแม้แต่บุญก็ยังรู้จักหมดจักสิ้น, เพราะว่าแม้คนที่มีบุญ ก็ยังจะต้องเป็นทุกข์ร้อนไปตามแบบตามประสาของคนมีบุญ. ขอให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูให้ดีในข้อนี้ จนให้เห็นชัดว่า เพียงแต่มีบุญนั้น ใจยังไม่ขาวผ่องก็ได้ เพราะยังกลัวนั่นกลัวนี่ ; เช่นกลัวว่าบุญจะหมดไป, และมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งยังต้องการอีกมาก, หรือต้องการบุญนั่นเองอีกมาก. และเมื่อจะสิ้นบุญ ก็มีความดิ้นรนเร่าร้อน กระวนกระวายมาก ; หรืออย่างน้อยที่สุด ก็มีปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่ครอบงำย่ำยีอยู่ทุกถ้วนหน้า. คนมีบุญก็ยังไม่หมดกิเลส คือ จิตยังไม่ขาวผ่องนั้น ย่อมกลัว ย่อมร้องไห้ ย่อมกระวนกระวาย. เพราะฉะนั้นแม้จะมีบุญอย่างไร ก็จะต้องจักรู้จักทำใจให้ขาวผ่องอีกชั้นหนึ่ง จึงได้จัดไว้เป็นข้อที่ ๓ เรียงลำดับกันดังที่กล่าวแล้ว ว่าไม่ทำความชั่ว แต่ทำความดีหรือบุญ แล้วก็ทำจิตให้ขาวผ่อง ดังนี้. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน ที่นับถือพระพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาของตนแล้ว คงจะจำหลักแห่งพระพุทธศาสนาสามข้อนี้ไว้ให้ได้ เผื่อว่าถูกคนต่างศาสนาเขาถาม ก็จะได้ตอบถูก. หรือว่าตนเองก็จะสามารถปฏิบัติของตนเองได้ โดยไม่หลงใหล โดยไม่เข้าใจผิด ซึ่งทำให้ปฏิบัติไม่ครบไม่ถ้วน ไม่บริสุทธิ์ ไม่บริบูรณ์. เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีความจดจำอย่างแม่นยำใน ๓ ข้อนี้, และมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า แต่ละอย่าง ๆ นั้น เป็นอย่างไร. .... .... .... ....
น.399 ข้อที่ ๑ ว่า ไม่ทำความชั่ว นั้น ย่อมจะเป็นที่เข้าใจกันอยู่ทุกคน ว่าความชั่วนั้นคืออะไร ? ความลำบากมันอยู่ตรงที่ละไม่ค่อยจะได้ ; ดูเหมือนกับว่าสมัครรักความชั่วอยู่มากทีเดียว จึงละไม่ค่อยจะได้. ข้อที่ ๒ สำหรับ ความดี หรือ บุญกุศล นั้นก็เหมือนกัน ย่อมรู้กันอยู่ดีทุกคนว่า เป็นอย่างไร ? แต่ ความยากลำบากนั้นอยู่ตรงที่ไม่ค่อยสนใจจะทำ ; มักจะเป็นผู้ประมาทเสีย ว่าไม่เป็นไร ไว้ค่อยทำก็ได้. ไม่มีใครละโมบบุญเหมือนกับละโมบเงินทอง. เรื่องเงินเรื่องทองนั้น ละโมบโลภลาภกันไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะยุ่งยากลำบากเพราะเหตุนั้น ก็ยังละโมบอยู่นั่นเอง ; แต่เรื่องบุญกุศลนี้ หามีใครละโมบเหมือนเรื่องเงินเรื่องทองไม่. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า มันยากลำบากอยู่ตรงที่ไม่ค่อยจะสนใจ, และมักจะถูกบอกกันว่า ทำอะไรสักนิดหนึ่ง ก็ได้บุญตั้งมากมายมหาศาลทีเดียว. ข้อนี้มันเนื่องมาจากคนบางพวก หลอกคนบางพวกให้ทำบุญแก่พวกของตน, ทำแล้วทำอีกจนเบื่อไม่อยากจะทำ จึงต้องล่อหลอกด้วยวิธีต่าง ๆ ให้ทำ. บุญอย่างนี้จึงนับว่า เป็นบุญชนิดที่ล่อหลอก ; ไม่เป็นบุญอย่างแท้จริง คือว่า คนทำไม่ได้มีสติปัญญาของตนเอง ให้เห็นชัดว่า มันจะเป็นบุญได้อย่างไร ? เพียงแต่เขาชวนก็ทำไป ๆ ; หาได้คิดไม่. ถ้าเขามาเรี่ยไรแล้ว ก็เรียกว่าเป็นบุญทั้งนั้น. ข้อนี้ เนื่องมาจากไม่มีสัมมาทิฏฐิ หรือสติปัญญาที่เพียงพอ บุญที่ทำจึงได้น้อยเกินไป ไม่มีความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง ตามที่ควรจะได้รับ ทั้งส่วนตนเอง
น.400 และส่วนบุคคลอื่น ; ไม่สมกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เลือกเฟ้นเสียก่อนแล้ว จึงทำ. นี้หมายความว่า การที่จะทำบุญอะไรลงไปนั้น ให้คิดให้ค้น ให้เลือก ให้เฟ้นให้ดี ให้เห็นว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน และบุคคลอื่นโดย แท้จริงแล้วจึงทำ ไม่ใช่ทำตามที่เขาชักชวนปาว ๆ ไป ดังนี้ โดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย. นี้เรียกว่า การรู้จักทำบุญให้เป็นบุญ และให้มีมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ สำหรับเป็นเครื่องประคับประคองตน ให้ตั้งตนอยู่ในโลกนี้ได้ โดยความเป็นผาสุก โดยแท้จริง. จึงเป็นอันว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ จะต้องเว้นโดยเด็ดขาด สิ่งที่ควรทำ จะต้องทำให้มากยิ่งขึ้นไป. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๓ ที่ว่า ในการจะเว้นไม่ทำสิ่งที่ควรทำก็ดี, ในการที่ จะตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่ควรทำก็ดี ควรจะมีจิตใจที่ขาวผ่องอยู่เสมอ. ผู้ที่เว้นจาก สิ่งที่ควรทำ อยู่ด้วยความกลัดกลุ้ม บางทีก็ต้องร้องไห้ ; อย่างนี้เรียกว่า ยังไม่ ถูกต้อง ยังไม่สมบูรณ์. เมื่อเรา จะเว้นความชั่ว หรือ จะทำความดี ก็ตาม ต้องมีจิตใจที่ขาวผ่อง คือรอบรู้อย่างแจ่มแจ้ง ตามที่เป็นจริงในสิ่งนั้น ๆ, และมีความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตาม ลำดับยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ว่าแม้สิ่งเหล่านั้น ที่เราทำลงไปนั้น จะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น ด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน. ทำไปเพียงเพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ความเป็นไปของอัตภาพนี้, เพื่อจะมีชีวิตอยู่ สำหรับการศึกษาเล่าเรียนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งจิตไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ไม่มีอาการที่จะต้องหัวเราะ, ไม่มีอาการที่จะต้องร้องไห้,
น.401 ไม่มีอาการจะขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆ ; อย่างนี้จึงจะเรียกว่า มีจิตขาวผ่อง และ เป็นอยู่ด้วยความเป็นปกติ เป็นอิสระ ไม่มีอะไรเบียดเบียน ไม่มีอะไรครอบงำจิตใจ ให้หม่นหมองได้แต่ประการใด, เรียกว่า ได้บรรลุถึงธรรมะที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ โดยแท้จริง. คนที่มีจิตใจขาวผ่องถึงที่สุดจริง ๆ นั้น ไม่มีบุคคลใด นอกจากพระ- อรหันต์จำพวกเดียว ; แม้แต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี เป็นต้น ก็ยังมิได้มีจิตใจขาวผ่องถึงที่สุด ; แต่ว่ามีความขาวผ่องยิ่งขึ้นตามลำดับ และมีความถึงที่สุดเมื่อเป็นพระอรหันต์. ส่วนคนที่เป็นปุถุชน คนธรรมดาสามัญ นั้น ไม่อาจจะมีความขาวผ่อง มากไปกว่านั้น คือว่า ขาวผ่องเป็นครั้งเป็นคราว แล้วก็กลับมืดมัวไปอีก, และ มืดมัวมาก ตามธรรมดาของคนที่เป็นคนปุถุชน ซึ่งแปลว่า คนหนา. คำว่า ปุถุชน แปลว่า คนหนา ; เพราะเหตุว่า มีสิ่งซึ่งปกปิดปัญญาไว้หนาเกินไป จึง มองไม่เห็นอะไร. เปรียบเหมือนกับว่า ดวงตาซึ่งมีฝ้าจับหนา ย่อมไม่เห็นอะไร หรือเห็นแต่สลัว ๆ ราง ๆ ไม่ชัดเจน. คนธรรมดาสามัญที่เรียกว่า ปุถุชน จึงไม่มี ดวงตาแจ่มใส ก็คือไม่มีจิตใจขาวผ่อง นั่นเอง ; แม้ว่าบางครั้งบางคราวจะขาวผ่อง บ้าง ก็เป็นส่วนน้อย. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ จึงเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องคิดว่า เราเกิด มาเพื่อทำอะไรกันแน่ ? เกิดมาเพื่อหาเงินหาทองอย่างเดียว, แล้วมีจิตใจเร่าร้อน กระวนกระวาย เพราะการได้การมีเหล่านั้น. อย่างนี้จะเป็นการเพียงพอแล้วหรือ ยัง ? และนึกต่อไปว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า จงทำจิตใจให้ขาวผ่อง ?
น.402 ข้อนี้ก็เพราะว่า ในขณะใดที่จิตใจไม่ขาวผ่อง ในขณะนั้นย่อมมีความทุกข์ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คืออย่างไม่หยาบก็อย่างละเอียด. จิตใจไม่ขาวผ่องหมายความว่า มีอะไรมาห่อหุ้ม ปิดบัง กดทับ เผาลนเสียบแทงจิตใจ จิตใจจึงดิ้นรนกระวนกระวาย ไม่ขาวผ่อง ; เพราะฉะนั้นคำว่า จิตใจไม่ขาวผ่อง ก็คือ มีความทุกข์ทางใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่นั่นเอง. แม้ว่าจะเป็นคนรวย คนสวย คนแข็งแรง คนมีบุญมีวาสนา ก็ตาม ; แต่เมื่อ จิตใจไม่ขาวผ่องแล้ว ก็ยังมีความทุกข์ เหมือน ๆ กันทั้งนั้น, ยังจะต้องร้องไห้ คับอกคับใจ หรือถึงกับฆ่าตัวเองตาย ได้ด้วยกันทั้งนั้น ; จึงนับว่า ยังไม่ได้อะไรที่ดี ยังไม่ได้อะไรที่สูงหรือที่ประเสริฐ พอสมควรกัน ยังเป็นสัตว์ธรรมดาสามัญ เหมือนกับสัตว์ทั้งหลาย. แม้จะเปรียบกับสัตว์เดียรัจฉาน ก็คงไม่แตกต่างกันนัก ; เพราะว่า สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลาย ก็ไม่ได้มีความทุกข์ร้อนอะไรมากมาย, บางทีก็มีความทุกข์น้อยกว่าคนไปเสียอีก จึงไม่สู้จะได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากันนัก ; คนเสียอีกถ้ายิ่งคิดผิด ก็ยิ่งจะมีความทุกข์มากกว่าสัตว์. สัตว์คิดไม่เป็นคิดไม่เก่ง เพราะ-ฉะนั้นมันจึงไม่อาจจะคิด หรือมีความทุกข์อย่างลึกซึ้งเหมือนกับคน ซึ่งคิดเป็นคิดเก่ง. เพราะฉะนั้นลองคิดดูให้ดีเถิดว่า คนที่ช่างคิด นั่นแหละ มักจะมีความ ทุกข์มาก คิดจนถึงกระทั่งได้ฆ่าตัวตายในที่สุด. นี่คิดเก่งจนถึงกับว่า ไม่มีอะไรดีกว่าการไปฆ่าตัวตายเสีย. นี้เรียกว่าเป็นความคิดที่ประหลาดที่สุด ยังไม่เคยเห็น
น.403 สัตว์เดียรัจฉานชนิดใด ฆ่าตัวมันเองตายเลย. นี้ต้องถือว่ามันยังเก่งกว่าคน เพราะว่ามันไม่ต้องฆ่าตัวเองตาย ; ส่วนคนนี้มีอยู่บ่อย ๆ ที่ไปฆ่าตัวเองตาย เพราะคิดอะไรเก่งเกินไป ; แต่ว่าเก่งไปในทางคิดผิด. ฉะนั้นจึงอย่าได้ประมาท ว่าเกิดมาเป็นคนแล้ว จะต้องดีกว่าสัตว์เสมอไป. ในบางปริยายนั้น คนยังสู้สัตว์ไม่ได้ก็ยังมี ; เพราะว่า คนมักจะประมาทอวดดียิ่งไปเสียกว่าสัตว์. เพราะฉะนั้นจึงต้องช่วยตักเตือนซึ่งกันและกัน ว่า อย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย. พระธรรมคำสอนในพระศาสนามีอยู่อย่างไร ; ก็อย่าได้ประมาทเลย. จงเอาไปคิดไปนึกไปพิจารณาดูให้ดี ให้รอบคอบ นำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. นั่นแหละจึงจะเรียกว่า สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาทำมาฆบูชากันอยู่ดังที่ทำกันในวันนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องคิดนึกว่า เราจะทำมาฆบูชาทำไม ? ทำไมจะต้องมากันถึงที่นี่ ซึ่งเดินไกล หรือเหน็ดเหนื่อยลำบาก ? ข้อนี้ก็ต้องนึกดู จนกระทั่งเห็นแจ่มแจ้งว่า ต้องทำอย่างนี้เพราะเหตุใด ?วันนี้เป็นวันที่ระลึกแก่พระอรหันต์. เราต้องการจะทำความเคารพ แด่พระอรหันต์ให้มากเป็นพิเศษ, เราจึงชวนกันมากระทำเป็นพิเศษ เป็นพิเศษตรงที่ว่า อย่างน้อยก็ให้ตั้งอกตั้งใจทำ. บางแห่งเขาไม่ตั้งอกตั้งใจทำ ; เราสู้ไม่ไหวก็ต้องหนีมา เพื่อให้ได้โอกาสอันสงัดสงบ ให้ได้สถานที่อันสงัดสงบ ซึ่งเป็นการง่ายแก่การที่จะทำให้ลึกซึ้ง ให้สมบูรณ์.
น.404 พราะฉะนั้นเราจึงตั้งอกตั้งใจ เสียสละทุกอย่าง เพื่อทำด้วยความสงบ สงัด ด้วยความตั้งอกตั้งใจจริง ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องรบกวน ทั้งทางกายและทั้ง ทางใจ ให้สมกับที่ว่า พระอรหันต์นี้เป็นบุคคลประเสริฐสูงสุดจริง ๆ เราจึงอุตส่าห์ ทนลำบาก มาบูชาท่านด้วยอาการที่ทำ. เมื่อระลึกได้ดังนี้ จึงจะมีจิตใจขาวผ่อง ; แม้ว่าจะต้องเหนื่อย, แม้ว่า จะต้องลำบาก, แม้ว่าจะต้องอดหลับอดนอน ก็ยังมีจิตใจขาวผ่องอยู่ด้วยธรรมปีติ คือความยินดีในทางธรรม. นี่แหละเป็นอาการที่ทำมาฆบูชา อย่างตั้งอกตั้งใจ อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้สมกับที่ว่า ปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียว และให้สมกับที่ว่า เป็นวันประเสริฐสุด ที่เราอุทิศแด่พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่มีพระพุทธเจ้าเป็น ประธาน. ดังนั้น ในวันเช่นวันนี้ เราจะต้องน้อมระลึกถึงคุณของพระอรหันต์ ทั้งหลายเหล่านั้น เข้ามาสู่จิตใจของเรา และให้แจ่มกระจ่างอยู่ในจิตใจของเรา ดังที่ กล่าวแล้วนั่นเอง. เรื่องราวที่ประเสริฐที่สุด อันเกี่ยวกับพระอรหันต์นั้น ไม่มีเรื่องใดยิ่งไป กว่าเรื่องความดับทุกข์, หรือความไม่มีทุกข์. ท่านทั้งหลายจะต้องระลึกนึกให้ดีว่า คำว่า อรหันต์ หรือ อรหัง นั้น มันหมายความว่าอย่างไร ? คำว่า อรหันต์ นั้น ถ้าจะพูดเป็นไทย ๆ แล้ว ก็ต้องแปลว่า เป็นมนุษย์สุดยอดทีเดียว เป็นมนุษย์ที่เลิศ ประเสริฐที่สุด กว่ามนุษย์ทั้งหลาย, จนได้นามว่า เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ อย่างยิ่ง ไม่มีบุคคลประเภทใดจะเสมอเหมือน.
น.405 ข้อนั้นก็เพราะเหตุว่า พระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจด จาก กิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง. เมื่อหมดกิเลสโดยประการทั้งปวง แล้ว ก็ย่อมหมายความว่า หมดความทุกข์โดยประการทั้งปวงด้วย. เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวเปรียบเทียบ หรือกล่าวอย่างอุปมาว่า พระอรหันต์นั้น คือบุคคล ผู้หักกงล้อแห่งสังสารจักรเสียได้. สงสารจักร นั้น แปลว่า วงล้อของสังสารวัฏฏ์ หมายความว่า วงกลมที่ หมุนไปไม่มีหยุด ในกระแสแห่งการเวียนเกิด เวียนแก่ เวียนเจ็บ เวียนตาย, หรืออีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า เวียนอยู่ในวงเวียนของกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม. ครั้นได้รับผลกรรมแล้ว ก็หล่อเลี้ยงกิเลสไว้ ให้ยังคงมีอยู่ สำหรับเป็นเหตุให้ทำ กรรมอีกต่อไป, และได้รับผลกรรม ใช้กรรมหล่อเลี้ยงกิเลสไว้ สำหรับกระทำ กรรมอีกต่อไป. อย่างนี้ก็เรียกว่า วงกลมเหมือนกัน คือ เป็นวงกลมในส่วนที่เป็น ต้นเหตุ เรียกว่า กิเลส กรรม และผลกรรม. เมื่อต้องเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ ก็หมายความว่า จะต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ซึ่งเป็นวงกลมในส่วนที่ เป็นผล. ฉะนั้นเราทุกคน ควรจะรู้จักสังสารวัฏฏ์ หรือ สังสารจักร นี้ไว้ ในฐานะ ที่เป็นสิ่งที่สัตว์ต้องหมุนไปตาม ด้วยอำนาจของเหตุ คือ กิเลส กรรม และวิบาก, แล้วได้รับผลเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ชนิดที่วนเวียนไม่มี ที่สิ้นสุด. ถ้าเมื่อใดหยุดวงกลมนี้เสียได้ ไม่ให้หมุน ; ราวกับว่าเราทำลายวงล้อ ให้แตกหักออกไปแล้ว มันหมุนไปไม่ได้ เพราะมันไม่กลมอีกต่อไป, อาการอย่าง
น.406 นั้นแหละ เปรียบเหมือนกับที่พระอรหันต์ท่านทำลายสังสารวัฏฏ์เสียได้ จึงได้นามว่า ผู้หักสังสารจักรเสียได้ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบ โดยที่แท้แล้วก็เพราะ ท่านหมดกิเลสและหมดความทุกข์นั่นเอง. เดี๋ยวนี้เราจะต้องนึกต้องคิด ว่า ทำไมเราจะต้องระลึกนึกถึงพระอรหันต์ ? ทั้งนี้ก็เพราะว่า สิ่งอื่นนั้นมีแต่จะทำให้จิตใจยุ่งยากลำบากมากขึ้น, มีความทุกข์ อันเกิดมาจากความกลัว ความโศกเศร้าต่าง ๆ นานานั้นมากขึ้น, และอีกประการ หนึ่ง ก็เพราะเนื่องจากว่า โลกในสมัยนี้นั้น มีอะไรที่ดึงบุคคล ให้จมลงไปใน ความทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที. จงพิจารณาดูเถิดว่า เขาทำอะไรกันบ้าง ? ถ้าจะสมมติ ว่าเราจะลอง นึกดูว่า เวลานี้ที่ตลาดนั้น เขาทำอะไรกันบ้าง? ลองนึกดูสักแวบหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้ ที่ตลาดนั้นเขากำลังทำอะไรกันบ้าง ? ที่โรงหนัง ที่โรงละคร หรือที่ออกงาน ออกร้านอะไรต่าง ๆ นั้น เขาทำอะไรกันบ้าง ? หรือว่าลองนึกต่อไปถึงว่า ที่บ้านดอน ที่กรุงเทพฯ ที่เมืองต่าง ๆ เมืองใหญ่เมืองโตนั้น เขากำลังทำอะไรกันบ้าง ? แล้วก็ ลองนึกต่อไปว่า ที่โลกทั้งหมด คือประเทศทั้งหลายในโลก ที่เขากำลังรบราฆ่าฟัน กัน ด้วยวาจาบ้าง ด้วยเครื่องมือบ้าง ด้วยอาวุธบ้างนั้น, เขากำลังทำอะไรกัน บ้าง ? แล้วมา เปรียบเทียบกันดูกับพวกเรา ที่นั่งอยู่ที่นี่เวลานี้ ในความสงบสงัด และ มีจิตใจระลึกนึกถึงแต่พระอรหันต์อย่างเดียวเท่านั้น แล้วมันแตกต่างกัน อย่างไร ? เมื่อระลึกได้ในข้อนี้ ก็จะยิ่งทำให้พอใจ ในพระคุณของพระอรหันต์ ทั้งหลายมากขึ้น ทั้งที่เราอาจจะนึกละเอียดลงไปถึงว่า; แม้คนไทยที่นับถือพุทธ-
น.407 ศาสนา เรียกตัวเองว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกาอยู่แท้ ๆ. แต่เดี๋ยวนี้เขาอาจจะทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ระลึกนึกถึงพระอรหันต์อย่างแท้จริงก็ได้. อาจจะไปมีสรวลเส เฮฮาอยู่ด้วยการเวียนเทียนก็ได้ ; แต่ในจิตใจนั้น ไม่สงบพอที่จะระลึกนึกถึงคุณ ของพระอรหันต์ได้เลย. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ถือเอาแต่อาการ เพียงแต่ว่าเวียนเทียนแล้ว ก็เป็น การเพียงพอ ; เพราะว่า การเวียนเทียนนั้น เป็นแต่เพียงการแสดงความเคารพ ในทางร่างกายเท่านั้นเอง. ในทางจิตใจนั้น จะต้องทำให้ดีเป็นพิเศษมากกว่านั้น ; เช่น กำลังฟัง กำลังนึก กำลังส่งใจไปตาม. นี้ต่างหากจึงจะเรียกว่า เป็นการ แสดงความเคารพด้วยใจที่สมบูรณ์จริง ๆ, คือเราจะอดกลั้นอดทน นั่ง ฟัง และ คิดนึก ด้วยความรู้สึกที่ละเอียดลออแยบคาย ให้จิตใจซึมทราบจริง ๆ ในพระคุณ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงจะได้ชื่อว่า เป็นการแสดงความเคารพและบูชาคุณของ พระอรหันต์ทั้งหลาย และจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เราทั้งหลายจริง ๆ. นี้แหละจึงจะเรียกได้ว่า เรามีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของพระอรหันต์ โดยความหมายที่สำคัญตรงที่ว่าหมดกิเลสและหมดความทุกข์ ; จึงเปรียบว่า ท่าน ทุบ ตี พังทะลายกงล้อของความทุกข์เสียได้ ไม่ให้มันหมุนไปได้อีกต่อไป มันหยุด ลงโดยเด็ดขาดที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ไม่ใช่ต่อเมื่อตายแล้วจึงจะหมดทุกข์, อย่างนั้น ไม่ใช่. อย่างนั้นเป็นความโง่ความเขลามากมายทีเดียว; จะต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือในชาตินี้ในชีวิตนี้ ที่เราจะต้องได้เห็นความดับทุกข์ของเรา หรือความเอาชนะ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ คือเอาชนะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ให้ได้ เช่นเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านทำได้.
น.408 ท่านต้องระลึกนึกดูให้ดี ๆ ว่า คำพูดที่มีอยู่ว่า พระอรหันต์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อีกต่อไป นับตั้งแต่ที่ได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว; ข้อนี้ไม่ใช่ หมายความว่า ต่อเมื่อพระอรหันต์นิพพานแล้ว จึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อย่างนั้นไม่ใช่ ; ต้องหมายความว่า เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว แม้ยังไม่ตาย ชีวิตยังมีอยู่ ร่างกายยังมีอยู่นี่ ก็ต้องไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายแล้วด้วยเหมือนกัน. เพราะคำว่านิพพาน, นิพพานนั้น ไม่ได้หมายแต่เพียงว่า ร่างกายตายไป จึงจะ เรียกว่านิพพาน ; ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ ก็เรียกว่า นิพพานได้ เหมือนกัน คือ การ บรรลุคุณธรรม ในขั้นที่เป็นนิพพาน. นิพพาน แปลว่าดับสนิท. ดับสนิทแห่งอะไร ? ก็คือดับสนิทแห่ง ความรู้สึกว่า ตัวเรามีอยู่. ถ้าความรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่ ก็หมายความว่า ไม่ได้ดับ ; พอไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่ นั่นแหละจึงจะเป็นการดับ. หรือจะพูดให้พังง่าย ที่สุด ก็ว่า "ความรู้สึกว่าตัวกู", ความรู้สึกว่าของกูนี่ ถ้ามันยังมีอยู่แล้ว ก็เรียกว่า ยังไม่นิพพาน, คือยังไม่ดับ. พอความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู ดับสนิทจริง ๆ ก็เรียกว่า นิพพาน ; แต่ ร่างกายนั้น จะไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป แม้ว่าร่างกายนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามอาการของความแก่ ความเจ็บ และความตาย ก็หาได้มีความทุกข์ไม่. เพราะว่า เดี๋ยวนี้จิตใจได้เปลี่ยนเป็นลักษณะอันอื่นไปเสียแล้ว, คือเป็นจิตใจที่ไม่อาจจะรู้สึก ว่าเป็นเรา หรือเป็นของเราได้อีกต่อไป ; ไม่รู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราหรือเป็น ของเรา, ไม่รู้สึกว่าจิตใจนี้เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา. เพราะฉะนั้น อะไรจะเกิดขึ้นแก่ร่างกาย หรือแก่จิตใจ ก็ตาม จิตใจจะ ไม่มีความรู้สึกว่า มันเกิดขึ้นแก่เรา, หรือเกิดขึ้นเป็นของเรา ; ฉะนั้น อาการ
น.409 ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นของเรา ไม่มีแก่เรา. นี่แหละเรียกว่า เราอยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. คนทั้งหลายไม่มีสติปัญญาอย่างนี้ มีแต่ความรู้สึกไปตามธรรมชาติ ; พออะไรเกิดขึ้นนิดหนึ่ง ก็เรียกว่า เกิดขึ้นแก่เราเสมอ ทั้งในทางดีและทั้งในทางชั่ว คือทั้งในทางที่ถูกใจและทั้งในทางที่ไม่ถูกใจ. เช่นทำการทำงานได้เงินมา ก็รู้สึกว่า ได้แก่เรา, หรือพอความเจ็บไข้ได้ป่วยมา ก็รู้สึกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา, เพราะฉะนั้นจึงหัวเราะบ้าง จึงร้องไห้บ้าง คือดีใจบ้าง เสียใจบ้างสลับกันไป. นี่แหละคือ อาการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอย่างยิ่ง ; เพราะว่ามันเจ็บที่ใจ มัน เจ็บที่ความรู้สึก. มัน แก่ชราที่ใจ หรือ แก่ชราที่ความรู้สึก, แล้วมันก็ตายไป สำหรับเกิดใหม่ คือ หมดความรู้สึกในเรื่องนี้แล้ว ก็ไปเอาความรู้สึกในเรื่องอื่นมา อีก. มีเรื่องได้ ๆ เสีย ๆ วันหนึ่ง ๆ นั้นไม่รู้สักกี่ครั้ง. เมื่อละจากเรื่องนี้ไปสู่ เรื่องอื่น ก็เปรียบเหมือนกับว่า ตายแล้วไปเกิดใหม่, ตายแล้วไปเกิดใหม่อยู่ เรื่อยไป. ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทให้ได้จริงๆ ต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ คือ ความเข้าใจในข้อที่ว่า ตาย - เกิด, ตาย - เกิด วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้จักกี่ครั้ง กี่หนนั่นเอง. ข้อนี้มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ที่เรียกว่า ความเกิด ๆ นั้น มันหมายถึงความเกิดของ ความรู้สึกขึ้นมาว่า ตัวกู เป็นตัวกู. ตามธรรมดาความรู้สึกว่า ตัวกู เป็นตัวกูนี้ ไม่ค่อยจะเกิด ; แต่จะเกิด ทุกคราว เมื่อได้อะไรเข้ามากระทบตน ; จะเป็นเรื่องที่ตนชอบหรือไม่ชอบก็ตาม,
น.410 ถ้ายึดถือว่าเกิดขึ้นแก่ตนแล้ว มันก็มี ความรู้สึกว่าตนได้เกิดขึ้นมาแล้ว เพื่อได้หรือ เพื่อเสีย เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น. นั่นแหละคือการเกิดขึ้นแห่งตัวกู. จะต้องเปรียบเทียบ จะต้องพิจารณาดูให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป. ถ้าเหมือน กับเราอยู่ที่นี่ นั่งอยู่เฉย ๆ อย่างนี้ ; ถ้าไม่มีความรู้สึกคิดนึกไปในทางที่เป็นตัวเป็น ตนก็เรียกว่า ยังว่างอยู่, คือ จิตใจยังว่างอยู่ ยังหาได้มีอะไรเกิดขึ้นมาไม่. แต่ถ้า ความคิดนั้นน้อมนึกไปในทางที่มีอะไรเป็นของตน : ตนได้อะไร, ตนเสียอะไร, ลงไปอย่างนี้ เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวตนได้เกิดขึ้นมาแล้ว. มีตัวตนเป็นผู้อยาก, มีตัวตนเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ; เมื่อนั้นแหละ จึงจะเรียกว่า ตัวตนได้เกิดขึ้นมาแล้ว. พอตัวตนเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องเป็นห่วง เหมือนกับบ่วงคล้องไว้ที่เดียว, คือคล้องอยู่กับสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของของตน นั่นเอง. เพราะฉะนั้นตัวตนกับของของตนนั้น จะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่ง พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เมื่อใดมีผัสสะกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย แล้วเกิดเป็นความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจขึ้นมาแล้ว ก็เรียกว่า เป็น เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว; หลังจากเวทนา จิตใจก็มีความอยาก อย่างนั้น อย่างนี้ ในเวทนานั้น. ถ้าเวทนานั้นเป็นสิ่งที่ถูกใจ ก็อยากได้ อยากเอา อยากยึดครอง ; ถ้าเวทนานั้นไม่ถูกใจ ก็เกิดความเดือดร้อนรำคาญ, เกิดความโกรธความแค้น, ซึ่งเรียกว่า อยากจะให้มันพ้นไปเสีย หรืออยากตีมันให้ตาย อย่างนี้เป็นต้น ; ซึ่ง ก็เรียกว่าเป็นความอยากเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ภายหลัง จากเวทนาแล้ว ต้องมีความอยาก นี้เป็นการกล่าวสำหรับคนทั่วไป, คือคนที่ยัง
น.411 มีกิเลส เมื่อได้อะไรมา หรือมีอะไรมากระทบตน เป็นความรู้สึกขึ้นในใจแล้ว ก็ต้องอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นธรรมดา : ถูกใจก็อยากได้อยากเอา, ไม่ถูกใจ ก็อยากผลักออกไป, หรืออยากตีให้ตาย หรืออยากให้มันพ้นหูพ้นตาไปเสีย. ขึ้นชื่อว่าความอยาก แล้ว ไม่ว่าอย่างไหนหมด ต้องทำให้เกิดความรู้สึก ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขึ้นมาแล้ว, เราได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ขึ้นมาแล้ว. อย่างนี้เรียกว่า อุปาทาน เกิดมาจากความอยาก ซึ่งต้องพินิจพิจารณา ดูให้ดี ๆ ในหัวใจของตัวเอง ว่าถ้ามีความอยากในสิ่งใดแล้ว มันก็มีความยึดมั่น- ถือมั่นในสิ่งนั้น ในฐานะที่เป็นตัวเราบ้าง ในฐานะที่เป็นของของเราบ้าง. นั่นแหละเรียกว่า อุปาทาน คือ ความยึดถือ. เพราะฉะนั้นเรื่องจึงได้กลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้จิตได้เกิดความยึดถือขึ้นมา แล้ว คือยึดถือตัวตนบ้าง, ยึดถือของตนบ้าง. เมื่อตะกี้นี้จิตว่างจากความยึดถือ ไม่ได้ถืออะไรเอาไว้ จึงเป็นเหมือนกับบุคคลที่มีมือว่างเปล่าอยู่ ไม่ได้ยึดถืออะไร เอาไว้ ; แต่บัดนี้มากลายเป็นบุคคลที่มีมือไม่ว่างเสียแล้ว, คือมีมือที่ได้ยึดถือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไว้แล้ว ด้วยการหอบด้วยการหิ้ว หรือด้วยการแบกการทูนก็ตาม. เพราะฉะนั้นลองเปรียบเทียบดูเถิดว่า ในขณะที่จิตใจยังว่างอยู่ ยังไม่ได้ แบกหรือยึดถืออะไรนั้น มันเป็นอย่างไร ? เดี๋ยวนี้จิตใจได้เกิดยึดมั่นถือมั่นอะไร ? เหมือนกับหอบหิ้วอะไรเข้าไว้แล้ว มันเป็นอย่างไร ? มันก็ต้องผิดกันมาก ๆ คือว่า มือที่หิ้วอะไรไว้นั้น มันก็ต้องเหนื่อยต้องหนัก. มือที่ไม่ถืออะไร มันก็เบาสบาย. จิตใจนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ถืออะไรไว้ มันก็เป็นจิตใจที่เบาสบาย ; ถ้าได้ยึดถือ อะไรเข้าไว้ มันก็เป็นจิตใจที่หนัก จิตใจที่หน่วงหนัก. อันนี้เองเรียกว่า เป็นอาการ
น.412 ของความทุกข์, คือต่อเมื่อได้ยึดถือสิ่งใดไว้ โดยเป็นตัวเป็นตนเป็นของตนเท่านั้น จึงจะเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ความสำคัญในข้อนี้มีอยู่มาก จะต้องระมัดระวังให้ดีว่า ความทุกข์นั่นมัน ได้แก่ตัวความยึดถือ หรือสิ่งซึ่งมีความยึดถือ นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ ; ส่วน ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้น เป็นเพียงอาการของความทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ; แต่มัน อาจจะไม่เป็นทุกข์ก็ได้ ถ้าไม่ยึดถือ. ถ้าไม่ ยึดถือในความเกิดแล้ว ความเกิดก็ไม่เป็นทุกข์, ถ้าไม่ยึดถือในความแก่แล้ว ความแก่ก็ไม่เป็นทุกข์, ถ้าไม่ยึดถือในความเจ็บแล้ว ความเจ็บก็ไม่เป็นทุกข์, ถ้าไม่ยึดถือในความตาย ความตายก็ไม่เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ที่พูดว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ เป็นต้นนั้น ; มันไม่ได้ ทุกข์อยู่ที่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. แต่มัน เป็นทุกข์อยู่ ตรงที่ ยึดมั่นถือมั่นในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, คือไปยึดมั่นถือมั่นว่า ความเกิดเป็นความเกิดของเรา, ความแก่เป็นความแก่ของเรา, ความตายเป็น ความตายของเรา, อย่างนี้เป็นต้น, มันจึงได้เป็นความทุกข์ขึ้นมา. ถ้าไม่มี ความยึดถือในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นแล้ว ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น ก็หา ได้เป็นความทุกข์ไม่. เพราะฉะนั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสไว้ ไม่ให้เราเข้าใจผิด คือ ได้ตรัสไว้ว่า สงฺขิตฺเตน ปญจุปาทานฺขนธา ทุกขา ซึ่งแปลว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว คือกล่าวโดยย่อแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ; นั่นเป็นตัวทุกข์
น.413 หาใช่ที่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้นไม่. นั่นเป็นเพียงอาการ ของขันธ์. ถ้าไม่ยึดถือขันธ์ หรือไม่ยึดถืออาการของขันธ์แล้ว มันหาเป็นทุกข์ไม่. นั่นแหละจึงตรัสว่า เบญจขันธ์ที่มีความยึดถือเท่านั้น จึงจะเป็นตัวทุกข์. นี้หมายความว่า ถ้าเราไปยึดถืออะไร ว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว จะต้องเป็น ความทุกข์ขึ้นมาทันที ; ถ้าไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว มันก็หาเป็นความทุกข์ไม่. .... .... .... .... จงมองดูให้เห็นชัดลงไปในข้อที่ว่า เบญจขันธ์คือร่างกายกับจิตใจของเรา นี้ เรามีอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ. ใครๆ ก็มีร่างกายมีจิตใจ ; แต่ว่าร่างกาย และจิตใจนี้ จะเป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์นั้น มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเมื่อใด เกิดนึกขึ้นมาว่า • ร่างกายกับใจเป็นของเราแล้ว เมื่อนั้นก็มีความทุกข์ทันที. ถ้าจิตอยู่ว่าง ๆ เฉย ๆ ไม่รู้สึกยึดถือร่างกายและจิตใจ ว่าเป็นของเราแล้ว มันก็หามี ความทุกข์ไม่. จงเข้าใจความข้อนี้ไว้ให้ดี มิฉะนั้นแล้วจะสับสนวนเวียน จะหลง ไปหมด จนไม่รู้ว่าความทุกข์นั้นอยู่ที่ไหน, จนไม่รู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงนั้น มันอยู่ที่ไหนกัน คือค้นไม่พบว่า อะไรเป็นตัวแท้ ตัวจริงของความทุกข์ เมื่อได้มองเห็นในข้อนี้โดยแท้จริงแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า มัน ทุกข์อยู่ตรง ที่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ; เพราะฉะนั้นเราจะมีอะไรก็มีได้ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ไม่เป็นทุกข์ทั้งนั้น ร่างกายและจิตใจนี้ ที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย อยู่เป็นประจำนี้ ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นของเราแล้ว มันก็หาเป็น ทุกข์ไม่ ; แต่เมื่อใดยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเรา เป็นของเราแล้ว ก็มีความทุกข์
น.414 ตลอดเวลาทีเดียว. นี่เรียกว่า เป็นของภายใน คือร่างกายกับใจ ยึดมั่นถือมั่น เข้าแล้ว ก็เป็นทุกข์, ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ มองดูไปยังของภายนอกบ้าง เช่น ทรัพย์สมบัติ เงินทอง วัวควาย ไร่นา นั่นก็เหมือนกันอีก. ถ้าเมื่อใดเกิดความรู้สึกว่า เป็นของเราขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นก็เป็นทุกข์ทันที : กลัวว่ามันจะหายบ้าง, กลัวจะถูกขโมยบ้าง, กลัวอย่างนั้น อย่างนี้ไปต่าง ๆ นานา, เอามายึดมั่นถือมั่นไว้ในใจ มันก็เป็นทุกข์ได้ทั้งนั้น เหมือนตัวเราอยู่ที่นี่ เงินทองอยู่ที่บ้าน ; แต่ก็เอามาเป็นทุกข์ได้ เพราะความ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่น คือไม่มีความรู้สึกคิดนึกที่เป็น ความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาแล้ว แม้แขวนอยู่ที่คอ มันก็หาเป็นทุกข์ ไม่. เราจึงเห็นได้ว่า ความทุกข์เกี่ยวกับเงินทองข้าวของทรัพย์สมบัตินี้ มัน เกิดขึ้น เพราะว่าเรามีความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา. เพราะฉะนั้น ถ้าจะไม่ให้เป็นทุกข์แล้ว เราก็รู้จักทำจิตใจของเราให้ขาวผ่อง, คือ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมันนั่นเอง. จะหามันมา ก็อย่ามีจิตใจยึดมั่นถือมั่น, คือหาไป ด้วยสติปัญญา. อย่าไปหามันด้วยกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นการหาเงินหาทอง ก็ไม่เป็นทุกข์อะไร ถ้าหาด้วยจิตใจที่ขาว ผ่อง คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ; และเมื่อได้เงินได้ทองมาแล้ว ก็ต้องได้มาด้วยจิตใจที่ ขาวผ่องอย่างเดียวกันอีก, คืออย่าไปยึดมั่นถือมั่นในการได้, ถ้ายึดมั่นถือมั่นใน การได้เมื่อไรแล้ว ก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจสั่นระรัว. นี้ เรียกว่าเป็นคนโง่ ได้ไม่เป็น คือได้ชนิดที่เอามาทำให้ใจเป็นทุกข์ ; แต่ถ้าเป็น คนฉลาดแล้ว มีจิตใจปกติ มีสติปัญญาอยู่แล้ว การได้เงินได้ทองเหล่านั้น ก็หา
น.415 เป็นทุกข์ไม่, นี้เรียกว่าเป็นคนฉลาด ไม่ทำให้การได้อะไรมานั้น เป็นความ กระวนกระวายใจแก่ตน. ทีนี้ การมีไว้ หรือ การเก็บรักษา ก็เหมือนกัน จะมีเงิน มีทอง หรือ เก็บรักษาเงินทองไว้ ก็เหมือนกัน. ถ้าเป็นคนโง่แล้ว ก็ย่อมมีความทุกข์ มีความ หวั่นไหว มีความวิตกกังวล เป็นทุกข์เปล่า ๆ. เมื่อโง่แล้ว ก็ไม่รู้จักเก็บให้ ปลอดภัย ; เก็บอย่างไร ๆ ก็มีคนลักคนขโมย หรือสูญเสียไปได้ เพราะความโง่. แต่ถ้าเป็นคนมีสติปัญญา จะเก็บรักษาก็ปลอดภัย และจิตใจก็ไม่เป็นห่วง และ ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะการมีเงินมีทอง หรือมีทรัพย์สมบัติอย่างอื่น. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ถ้าจะมีอะไร ก็มีให้มันเป็น ; อย่ามีอย่างคนโง่มี มันจะมีความทุกข์ เสียเปล่า ๆ. เขาเล่านิทานสั้นไว้เรื่องหนึ่งว่า มีคนสีซอขอทานคนหนึ่ง ไปสีซอ ขอทานเลี้ยงชีวิตอยู่เป็นประจำวัน ; ได้มาก็ใช้หมด ไม่มีความทุกข์อะไร, ค่ำลง ก็นอนหลับสบาย ก่อนนอนก็สีซอเล่น. แต่วันหนึ่งเกิดมีคนให้เงินมาก ตั้ง ๑๐๐ บาท ; ได้มาแล้วไม่รู้จะเก็บอย่างไร ก็เป็นทุกข์เป็นร้อน ยิ่งนึกก็ยิ่งเป็นทุกข์ มาก ว่าจะเก็บมันอย่างไร ; ในที่สุดก็นอนไม่หลับ คืนนั้นก็ไม่ได้สีซอ. คนที่ อยู่ข้างบ้าน เห็นผิดประหลาดจึงถามว่า เมื่อคืนทำไมไม่สีซอ ? คนนั้นก็บอกว่า เพราะเป็นห่วงเงิน ที่ได้มาเป็นพิเศษ. คนนั้นก็เลยแนะว่า ถ้าอย่างนั้นก็เอาไป คืนเขาเสียซิ ; คนนั้นก็เลยเอาเงินไปคืน ค่ำลงก็นอนหลับ และสีซอได้อย่างเดิม นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าจะมีอะไรมีให้เป็น ; ถ้ามีไม่เป็น แล้ว มันก็เป็นเครื่องทรมานแก่บุคคลนั้นเอง. คนเรามักจะมีความโง่ความหลง ชนิดที่มองไม่เห็นอยู่บ่อย ๆ, ยากที่จะนึก เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ก็ยังมี
น.416 เหมือนกับที่เขาเล่านิทานไว้อีกเรื่องหนึ่งว่า คนฉลาดคนหนึ่ง ซึ่งใคร ๆ ก็ยกย่องเขาว่าเป็นคนฉลาด, เล่าเรียนอะไรได้มาก มีปัญญามาก ถึงขนาดที่เกิด ความรู้สึกว่า บ้านเรือนนี้เป็นความทุกข์. เขาจึงออกจากเรือนไป เป็นคนไม่มี เรือน เหมือนกับนักบวช. แต่ว่ายังเอากระโหลกใส่น้ำไปกินใบหนึ่งด้วย จึงต้อง หิ้วกระโหลกใบหนึ่งไป. นี่จะว่าไม่มีอะไรทีเดียว ก็ยังมีกระโหลกใบหนึ่งหิ้วไป สำหรับใส่น้ำกิน. ทีนี้วันหนึ่งเขาเดินไปตามหนทาง เขาได้เห็นวัวตัวหนึ่งกินน้ำได้ อยู่ที่ ริมคู โดยไม่ต้องมีกระโหลก. เขาจึงเกิดสติปัญญาขึ้นมาว่า ถึงแม้กระโหลกของเรา ก็ไม่จำเป็น ; เพราะว่าเราอาจจะวักน้ำด้วยมือกินได้. เขาก็เลยขว้างกระโหลกเสีย นี้เป็นเครื่องอธิบายว่า บางทีคนเราก็นึกไม่ได้ แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ. เช่น นายคนนี้มีปัญญามาก จนเป็นนักปราชญ์แล้ว ก็ยังนึกไม่ได้ว่า เราไม่ต้อง มีกระโหลกก็กินน้ำได้ อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราจะได้เอาไปคิดไปนึก ไปเปรียบเทียบดู เพราะ บางทีเราก็มีความคิดวนเวียน ชนิดที่ว่าเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่บ่อย ๆ สิ่งที่ควร จะคิดนึกได้ง่าย ๆ มันก็หาคิดนึกได้ไม่. เพราะฉะนั้นเราจึง ควรจะเป็นบุคคลที่ไม่ ประมาทในเรื่องนี้ ให้เป็นอย่างมากทีเดียว คนโง่เท่านั้นที่เป็นคนประมาท ; ส่วนคนฉลาดนั้นจะไม่เป็นคน ประมาทเลย. เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวได้อย่างกลับกันทีเดียวว่า คนประมาทคือ
น.417 อนุชาทาวิมุตติกถา ๓๘๑ คนโง่ คนไม่ประมาทก็คือคนฉลาด นั่นเอง. แต่แล้วเราก็ได้เห็นคนเป็นอันมาก ที่ยังโง่และยังประมาทอยู่นั่นเอง, ข้อนี้ได้แก่คนที่สะเพร่า มองไม่เห็นสิ่งที่ควร จะเห็นได้โดยง่าย ๆ ข้อนี้ก็คือเรื่องที่เป็นวัตถุสิ่งของแท้ ๆ ก็ยังมองไม่เห็น ว่าควร จะทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย หรือได้ผลดี. เรื่องเป็นวัตถุ เป็นชิ้น เป็นอัน เห็นได้ด้วยตาอย่างนี้ เขายังมองไม่เห็นเสียแล้ว, จะไปมองเรื่องที่ลึกลับ เป็น เรื่องของธรรมะ ไม่มีตัวไม่มีตน ได้อย่างไรกัน. นี่แหละขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้สนใจในข้อนี้ คือความไม่ ประมาทในข้อนี้ ด้วยกันทุกคนเถิด ; จะได้มีความก้าวหน้าในเรื่องทางจิตทางใจ ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร, ว่าจะต้องปล่อยวางอย่างไร, จึงจะเอาชนะความทุกข์ ได้โดยไม่ยาก คือโดยสะดวกดาย เหมือนกับการกลิ้งครกลงจากภูเขา. ไม่เหมือน กับการยากลำบากในการกลิ้งครกขึ้นภูเขา. ทุกคนลองคิดนึกดูในข้อนี้สักหน่อยเถิดว่า กลิ้งครกลงจากภูเขากับกลิ้ง ครกขึ้นภูเขานั้น มันแตกต่างกันสักกี่มากน้อย ? มันคงจะแตกต่างกันมากทีเดียว อย่าเพ่อคิดว่าเรารู้แล้ว. เราต้องไปนึกถึงเรื่องนี้จริงๆ คือนึกให้เห็นว่า กลิ้งครก ลงภูเขานั้น เราปล่อยมันก็กลิ้งลงมาเองได้ ; แต่จะให้กลิ้งครกขึ้นภูเขานั้น เรา จะผลักจะดันอย่างไร มันก็จะตกอยู่เรื่อย ; . เราจึงเหน็ดเหนื่อยมากลำบากมาก ปลุกปล้ำกันอยู่ที่ตรงนั้นเอง; มันผิดกันมากอย่างนี้. ข้อนี้ก็เหมือนกันกับที่เราจะ ปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าเรา โง่ไปนิดเดียว มันก็จะยาก ลำบากเหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา. แต่ถ้าเราฉลาด ให้เพียงพอกันแล้ว มันก็จะสะดวกดาย เหมือนกับกลิ้งครกลงจากภูเขา. แม้ที่สุด
น.418 แต่เรื่องรักษาศีล นี้ก็เหมือนกัน ; ถ้าทำผิดวิธีแล้ว มันไม่อาจจะรักษาได้ มันมี แต่ศีลที่ขาดแล้วขาดเล่าอยู่นั่นเอง. แต่ถ้าทำถูกวิธีด้วยสติปัญญา แล้ว มันก็ มีศีลได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นที่พอใจของตนทีเดียว. ข้อนี้ได้แก่การที่ มีสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ และ มีสัมมาทิฏฐิ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่เพียงพอกันนั่นเอง. ศีลมีอยู่ได้เพราะความรู้หรือสติ ปัญญา ; ที่จะอยู่ได้โดยการบังคับนั้น มันเป็นการปลุกปล้ำเหมือนกับกลิ้งครก ขึ้นภูเขา. ถ้าใครจะคิดว่า เราจะรักษาศีลให้ได้ด้วยการบังคับเอา, บังคับเอา, บังคับเอา ; มันก็เป็นเรื่องกลิ้งครกขึ้นภูเขา, มันก็ขาดแล้วขาดเล่าอยู่นั้นเอง. แต่ถ้าจะใช้ วิธีของบัณฑิตนักปราชญ์ เช่นพระพุทธเจ้า เป็นต้นแล้ว ต้องเอาสติปัญญามาก่อน มาคิดมานึกพิจารณาดูให้ดี ว่าศีลนี้มันขาดไปเพราะอะไร ? ในที่สุดก็จะพบว่า ศีลนี้มันขาดไปเพราะความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวกู ในเรื่องของกู นี่เอง. ฉะนั้นจึงหันไป เล่นงานความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู - ของกู นี้เสียก่อน ; ให้ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู - ของกูนี้บรรเทาลงเสียก่อน ; แล้วศีลมันก็ตั้งขึ้น มาเอง งอกงามขึ้นมาเอง. เพราะ เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวกูเรื่องของกูแล้ว มัน ไม่มีหนทางที่จะ ไปฆ่าเขา, ไปลักเขา, ไปประพฤติผิดในกามต่อเขา, หรือจะไปโกหกหลอกลวง เอาของของผู้อื่นมา, หรือว่าไม่โง่ไปถึงกับไปเที่ยวดื่มน้ำเมา ให้กลายเป็นคนบ้าไป ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็เป็นคนดีอยู่แล้ว. คนโง่มากถึงขนาดที่ว่า เป็นคนดีมีใจคอปกติอยู่แล้ว ก็ไปดื่มไปกินน้ำ ที่ทำให้กลายเป็นคนบ้า อย่างนี้มันจะดีอย่างไร, จะดีที่ตรงไหน. นั่นแหละ
น.419 คือความโง่ ของคนที่ไม่รู้จักเท่าทันกิเลสตัณหา ที่เรียกว่าตัวกูหรือของกู, มันจึง ไปบำรุงบำเรอกิเลสตัณหา ที่เรียกว่าตัวกูของกูนั้น ด้วยน้ำเมา, ให้มันสมแก่ความ รู้สึกคิดนึกว่าตัวกู - ของกู เราจึงเห็นได้ว่า ถ้ามีปัญญาในข้อนี้ คือข้อที่จะทำลายตัวกู - ของกู ให้ได้แล้ว ; การรักษาศีลก็ง่ายดาย เหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขา, ก็จะเป็นศีล ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ งอกงามอยู่ได้ในตัวมันเอง, ดังนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่า มีศีล เพราะอำนาจของปัญญา. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการไว้ ในลักษณะที่เอาปัญญามาก่อน ; ไม่ใช่เอาศีลมาก่อน แต่ให้เอาปัญญามาก่อน และได้ตรัสถึงสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโป เสียก่อน เป็นเรื่องของปัญญา แล้วจึง ตรัสเรื่องสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม ซึ่งเป็นเรื่อง ของศีล ; อย่างนี้แหละมันง่ายดี เหมือนกับการกลิ้งครกลงจากภูเขา. เพราะว่า ถ้าปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิมาก่อนแล้ว อะไร ๆ มันก็สะดวกดายไปหมด ไม่มีข้อ ขัดข้องเลย. ข้อที่ จะเอาศีลมาก่อน ทั้งยังงมงาย ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่มีปัญญาเลย นั่นแหละ มันไปไม่รอด มันผิดเปะปะไปหมด ; มันเป็นเรื่องรักษาศีลตามเขาว่า, หรือเป็นเรื่องรักษาศีลอย่างนกแก้วนกขุนทอง, ร้องว่าปานาติปาตาเวรมณีได้ ก็แล้วกัน ; มันร้องอย่างนั้นได้ก็จริง แต่ศีลจริง ๆ มันหามีได้ไม่. เพราะมันบังคับตัวกู บังคับของกูไว้ไม่ได้, มันเห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ ของกู, มันก็ตะกละตะกราม ไปทำทุกอย่างที่เป็นการขาดศีล. แม้จะมีศีลอยู่ได้
น.420 ก็ชั่วขณะชั่วครู่ชั่วยาม แล้วมันก็ขาดแล้วขาดอีก. เหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา มันก็กลิ้งลงมาอีก, ผลักขึ้นไปอีก มันก็กลิ้งลงมาอีก, ผลักขึ้นไปอีก มันก็กลิ้ง ลงมาอีก ; อย่างนี้อยู่เรื่อยไป มันยากลำบาก ตรงที่ไม่เอาปัญญานำหน้านี่เอง. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสไว้ เป็นหลักที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคน จะต้อง จดจำและเข้าใจ คือ ข้อที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกข์ อุปจจฺ . สมมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพิ ทุกข์ อุปจฺจฺ ซึ่งแปลว่า ล่วงพ้นความทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวงได้ ก็เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิในข้อนี้ก็คือปัญญา นั่นเอง : แม้จะเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ก็คือปัญญานั่นเอง แม้จะ เรียกเป็นชื่ออย่าง อื่น ว่า ญาณ ว่าญาณทัสสนะ เป็นต้น ก็ตาม มัน ก็คือปัญญา นั่นเอง คือความ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงนั่นเอง เรียกว่าปัญญา. ถ้ามี ปัญญารู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงแล้ว จะล่วงพ้นจากความทุกข์ได้จริง. ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราทั้งหลายมีความทุกข์ ; ก็เพราะไม่รู้ว่าความทุกข์ นั้นเป็นอย่างไร ? หรือไม่รู้ว่าความทุกข์นี้เกิดมาจากอะไร ? คือไม่รู้ต้นเหตุของ ความทุกข์นั่นเอง. . นี้เรียกว่าไม่มีปัญญา ในเรื่องความทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์. แล้วก็ยังไม่รู้ต่อไปว่า : ความดับทุกข์สิ้นเชิงนั้น มันมีลักษณะอย่างไร ? และทั้ง ไม่รู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ความดับทุกข์นั้นมา ? นี้เรียกว่าไม่มีปัญญาในเรื่องของ ความดับทุกข์, ในเรื่องความทุกข์ก็ไม่มีปัญญา, ในเรื่องความดับทุกข์ก็ไม่มี ปัญญา, แล้วจะไม่ให้มันทุกข์นั้น มันช่วยไม่ได้ มันก็ต้องเป็นทุกข์.
น.421 ฉะนั้นคนที่ จะล่วงความทุกข์ จะต้องล่วงด้วยปัญญาเสมอไป. ปัญญา นั่นแหละมันเป็นเหตุให้มีความเพียร, มีความอดกลั้นอดทน, ทำทุกสิ่งให้สำเร็จ เช่น รักษาศีลก็สำเร็จ ทำสมาธิก็สำเร็จ เพราะอำนาจของปัญญานั้น. เพราะฉะนั้นเขาจึงกล่าวว่า ปัญญา นี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด กว่า ธรรมะข้ออื่นข้อใดทั้งหมดทั้งสิ้น ด้วยกัน จนกล่าวว่า ปญฺญาย ปริสุชฌติ คือ บุคคลจะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ดังนี้ ; หาได้กล่าวว่า บริสุทธิ์ได้เพราะสิ่งอื่นไม่. แต่กล่าวว่า บริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา หรือล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ก็เพราะปัญญานั่นเอง; จึงควรถือเอาปัญญาเป็นหลักใหญ่ พยายามสร้างสมพอก- พูนขึ้นมาให้ได้ ตามที่ท่านเตือนไว้ว่า จงพอกพูนทางของปัญญา. หนทางใดจะเป็นทางเกิดขึ้นของปัญญาแล้ว จงพอกพูนหนทางนั้น ; ซึ่งท่านได้จำแนกไว้ว่า การฟัง การคิด การถาม และการจำ, สี่อย่างนี้เป็น หนทางของปัญญา. ถ้าพ้นจากการฟัง การคิด การถาม และการจำ เสียแล้ว จะเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาได้อย่างไรกัน. เพราะฉะนั้นทุกคนที่จะพอกพูนทางของ ปัญญา ควรจะมีการฟัง การคิด การถาม การจำ. ข้อนี้เขาเอามาใส่ไว้ เป็นเครื่องเตือนใจเด็กนักเรียน เรียกสั้น ๆ ว่า สุ. จิ. ปุ. ลิ. สุ. ก็มาจากคำว่า ฟัง, จิ. ก็มาจากคำว่า คิด, ปุ. ก็มาจากคำว่า ถาม, ลิ. ก็มาจากคำว่า จด หรือจำ. ฉะนั้นจึงต้องมีการฟัง การถาม การคิด และการจำ ; ฝั่ง นี้จะหมายถึงอ่านด้วยก็ได้
น.422 ต้องขยันอ่าน ขยันฟัง เป็นข้อที่หนึ่ง. แล้วข้อที่สองก็ต้องขยันคิด เพียงแต่อ่านเฉย ๆ ฟังเฉย ๆ ไม่คิดนั้น ไม่เข้าใจ. ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ไม่เท่าไหร ก็ลืม, จะฟังเท่าไร จะอ่านเท่าไร ไม่เท่าไรก็ลืม แต่ถ้าเอามาคิดให้เข้าใจแล้ว มันลืมยาก ; ฉะนั้นต้องคิดให้มันเข้าใจแจ่มแจ้ง แตกฉาน กว้างขวางออกไป นี้เรียกว่าต้องคิด. ที่นี้ ถัดไป ข้อที่สามต้องถาม หมายความว่า บางอย่างถ้าคิดไม่ไหว จริงๆ แล้ว ก้ต้องถาม คนที่รู้ให้เขาบอกให้ อย่าได้มีความกระดากอายในข้อนี้ เลย ควรถามในโอกาสที่ควรจะถาม ข้อที่สี่ เมื่อได้ทั้งฟัง ทั้งคิด และทั้งถาม เสร็จแล้ว ต้อง ขยันเก็บไว้ ในใจ ซึ่งเรียกว่า ความจำ ; ไม่ใช่เขียนไว้ในสมุดในกระดาษ แล้วก็เลิกกัน มันต้องเขียนไว้ในใจ คือจำให้ได้ รวมกันเป็น ฟัง คิด ถาม และจำ สี่อย่างนี้เรียกว่า เป็นหนทางของ ปัญญา. แม้จะเกิดมาเป็นคนชาวไร่ชาวนาโง่เขลาอย่างไร ถ้าได้อาศัยการพอกพูน หนทางแห่งปัญญา คือ ตั้งใจในการฟัง การคิด การถาม และการจำแล้ว ไม่นานเลยจะเป็นผู้มีปัญญา, รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ตน ให้สำเร็จบริบูรณ์ได้โดย ง่ายดาย ; เหมือนกับการกลิ้งครกลงจากภูเขา ฉันใดก็ฉันนั้น. แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมะที่สูงขึ้นไป ก็จะสามารถเข้าใจได้ จน กระทั่งบรรลุคุณธรรม ที่ทำให้จิตใจขาวผ่อง ไม่มีความทุกข์ได้. นี้เรียกว่า
น.423 อนุปาหาวิมุตติกถา ๓๘๗ อาศัยอำนาจของปัญญา ที่เราได้พอกพูนขึ้นมา ตามหนทางของมัน คือ การฟัง การคิด การถาม และการจำ ดังที่กล่าวแล้ว. แต่สังเกตดูเถิดว่า ตามที่ปรากฏอยู่จริงนั้น ไม่ค่อยมีคนสนใจที่จะฟัง ไม่ค่อยมีคนสนใจที่จะคิด จะถาม และจะจำ ; มีแต่ทำอะไรเพ้อ ๆ แปว ๆ ปาว ๆ ไป ตามธรรมเนียม ตามพิธี วันหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว กี่เดือน กี่ปีมันก็ไม่มีปัญญาขึ้นมาได้. เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะไปโทษใคร ; จะไปโทษใคร มันก็ล้วนแต่น่าหัวเราะทั้งนั้น คือ มันไม่โทษตัวเอง ที่เป็นคนประมาท, ไม่รู้จัก พอกพูนทางของปัญญา ; แม้จะฟังก็พังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักถาม ไม่รู้จักจำ. จะฟังเทศน์ก็ฟังพอเป็นพิธี ๆ ความคิดจึงไม่เกิด ; จึงไม่มีโอกาสที่จะถาม, แล้ว มันก็ไม่รู้ว่าจะจำอะไร. มันเป็นคนมือเปล่า มีอะไรเปล่าอยู่ตลอดเวลาดังนี้ มีอยู่ก็แต่พิธี คือ ทำพอเป็นพิธี ๆ เท่านั้นเอง ; มันก็รวยไปด้วยลม : ในมือก็มีลม, ในหีบในห่อ ก็มีลม, ในยุ้งในฉางก็มีแต่ลม, เพราะว่ามีแต่ทำอะไรไปตามพิธี กี่เดือนกี่ปีก็ยัง ไม่มีปัญญา ดังนี้. นี่แหละอย่าได้ไปโทษคนอื่นนักเลย อย่าได้ไปโทษผีสางเทวดา โชคชตา เคราะห์กรรมอะไรที่ไหนเลย. จงได้โทษความประมาทของตนเอง ที่ไม่มีปัญญา , ไม่รู้จักแม้แต่จะทำสิ่งที่เห็นด้วยตานี้ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ แล้วจะไปทำสิ่งที่ลึกลับ ไม่เห็นด้วยตานั้น ได้อย่างไรกัน. การเป็นพุทธบริษัทของเรา ก็มีอยู่ที่ตรงนี้ คือ มีอยู่ตรงที่ทำให้มีปัญญา , มีจิตใจสว่าง นั่นเอง ; ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; จะต้องมาเป็น
น.424 พุทธบริษัททำไม, จะต้องมาวัดมาวาทำไม, ป่วยการ ถ้าไม่ใช่มาเพื่อให้เกิด ปัญญา. เมื่อที่อื่นไม่ให้เกิดปัญญา ก็ต้องไปในที่ที่ให้เกิดปัญญา ; เพราะเหตุ ฉะนั้นแหละ เราจึงเข้ามาสู่ พระศาสนาของพระพุทธเจ้า ซึ่ง เป็นที่ให้เกิดปัญญา. มีวัดวาอารามนี้ เป็นเหมือนกับที่ให้เราฝึกฝนอบรมปัญญา, เป็นสำนักงานของ พระศาสนา. เมื่อเรามาสู่สำนักงานของพระศาสนา ก็หมายความว่า มาฝึกฝน ปัญญา ให้รู้ตามที่เป็นจริงยิ่งขึ้นไป, เพื่อจะกีดกันเอาความทุกข์ความคับอกคับใจ, ความหม่นหมองของจิตใจนั้นออกไปเสียให้ได้ ; ให้เป็นคนที่มีจิตใจขาวผ่อง ทุกข์ร้อนไม่เป็น. นั่นแหละจึงจะเรียกว่า ได้รับประโยชน์จากพระศาสนา ไม่เสียที ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระศาสนาเลย. จึงหวังว่า ทุกคนจะได้มองเห็นอานิสงส์ข้อนี้แล้ว เป็นผู้ขวนขวายใน ทางของปัญญา, มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, เป็น การเดินตามรอยของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในข้อที่ว่ารู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง มีสัมมาทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ก็เอาชนะความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้. สัมมาทิฏฐิ - การเห็นตามที่เป็นจริงนั้น ก็คือ การเห็นว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือว่าเป็นของเรา นั่นเอง. ดังที่ได้ อธิบายแล้วข้างต้น ว่าเราต้องไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น ว่าอะไรเป็นตัวเรา, หรือว่า อะไรเป็นของเรา, ใจของเราจึงจะขาวผ่อง.
น.425 ถ้าไป เที่ยวยึดมั่นถือมั่น อะไรว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว ใจมันก็ดำมืด : ดำมืดไปด้วยความโลภบ้าง, ด้วยความโกรธบ้าง, ด้วยความหลงบ้าง, เพราะไปเที่ยว ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ถ้าเห็น น่ารักน่าพอใจก็โลภ ; ถ้าไม่ได้อย่างใจก็โกรธ ; ถ้ายัง สงสัยอยู่ ก็หลง ว่ามันจะเป็นอย่างไรกันแน่. อย่างนี้เรียกว่า ใจมืด ไม่ขาวผ่อง ข้อนั้น หมายถึงความทุกข์นั่นเอง. แต่ถ้ารู้ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเราแล้ว มัน ก็ไม่โลภ ขึ้นมาได้ ไม่โกรธไม่หลง ขึ้นมาได้ ; มีแต่สติปัญญา ว่าสิ่งนี้มันควรทำอย่างไร, หรือมีสติปัญญาว่าสิ่งนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ, หรือว่า สิ่งนี้ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง, หรือไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง. แล้วมันจะได้เว้นสิ่งที่ ไม่จำเป็นเสีย เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเข้าไปทำแต่สิ่งที่จำเป็น และควรจะทำ แล้วก็ ทำมันด้วยสติปัญญา. อย่าไปทำมันด้วยกิเลสตัณหา คือ ไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของเรา, นั่นแหละมันจะเป็นความทุกข์ไปตั้งแต่ต้นมือ และเป็นความทุกข์ไปตลอดสาย กระทั่งตายแล้วก็ยังเป็นทุกข์. แต่ถ้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา อย่าไปหลงยึดมั่น ถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา แล้ว มันไม่เป็นทุกข์เลย. ไม่เป็นทุกข์ไปตั้งแต่ต้นมือ, ไม่เป็นทุกข์ไปจนตลอดสาย, แล้วกลับทำอะไรได้ดี ทำอะไรได้เก่ง ทำอะไรได้เร็ว, ทำอะไรไม่มีผิดพลาด, มันก็ได้สิ่งต่าง ๆ มา ตามที่ตัวต้องการ.
น.426 เมื่อได้มาแล้วก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราว่าของเรา ดังที่ได้อธิบาย แล้วข้างต้นนั้นเหมือนกัน ; การได้มานั้นจึงจะไม่เป็นความทุกข์. การมีไว้ใน ครอบครองก็ไม่มีความทุกข์, การเก็บรักษาไว้ก็ไม่มีความทุกข์, ไม่มีความทุกข์ โดยประการทั้งปวง นี้แหละเรียกว่า ถ้าจะได้อะไร ก็ต้องได้ให้เป็น อย่าได้อย่างโง่ ๆ มัน จะเป็นทุกข์, หรือว่าถ้าจะมีอะไรไว้ ก็มีให้เป็น อย่ามีไว้อย่างโง่ ๆ มันจะเป็น ทุกข์. หรือว่าในที่สุด ถ้าจะเป็นอะไร ก็ต้องจงเป็นให้เป็น ; ถ้าเป็นไม่เป็น มันก็จะเป็นทุกข์. เช่นว่า เป็นผู้ชายก็เป็นให้เป็น, เป็นผู้หญิงก็เป็นให้เป็น, เป็นมารดา บิดาก็เป็นให้เป็น, เป็นลูกเป็นหลานก็เป็นให้เป็น, จะเป็นคนรวยก็เป็นให้เป็น, จะเป็นคนจน ก็เป็นให้เป็น, แม้จะเป็นมนุษย์ ก็ต้องเป็นให้เป็น, อย่างนี้ เรียกว่า เป็นอะไรก็เป็นได้เป็น มันก็ไม่มีความทุกข์เลย. ที่ว่าเป็นไม่เป็นนั้น มันเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น; มันมักจะเย่อ- หยิ่งจองหอง, มันมักจะวิตกกังวล มีจิตใจเร่าร้อนไปหมด ; อย่างนี้มันก็เป็น ทุกข์ไปหมดเหมือนกัน. ถ้าว่าเป็นให้เป็นแล้ว มันก็ไม่มีความโง่ความหลง แต่ประการใด ; เช่น ไม่เย่อหยิ่ง ไม่จองหอง, ทำตนได้เหมาะสม ที่จะเป็น ชนิดที่ไม่เป็นทุกข์ คือไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ. ถ้ากล่าวให้ถูกกว่านั้นอีก ก็กล่าวได้ว่า ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรเลย ในจิตใจ อย่ารู้สึกว่าเราเป็นอะไรดีกว่า. อย่ายึดมั่นอย่าทะนงว่าเราเป็นนั่น เราเป็นนี่,
น.427 เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้, เราดีกว่าเขา, เราเลวกว่าเขา, เราเสมอกัน กับเขา, หรืออะไรทำนองนี้, อย่าได้ไปนึกเลย. มีแต่สติปัญญา รู้ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างก็แล้วกัน, แล้วเราก็ทำไป ด้วยสติปัญญานั้น : อย่างนี้ก็ไม่หนักอกหนักใจอะไร ; ประโยชน์ทั้งหลายก็ทำ ไปได้. นี่แหละเรียกว่า เป็นมนุษย์เป็น, หรือเป็นคนนี่แหละเป็น, เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชายอะไรก็เป็น, เป็นบิดามารดา เป็นบุตร เป็นหลาน เป็นอะไรก็เป็น, เป็นอย่างที่เรียกว่าเป็นผู้ฉลาด ไม่เป็นคนโง่. นี้เรียกว่า ถ้าเป็นอะไรก็เป็นให้เป็น มันจะได้ไม่เป็นทุกข์. เมื่อรวมกันแล้ว มันก็เป็นเรื่องถูกต้องไปหมด คือ เป็นเรื่องของสัมมา- ทิฏฐิ นั่นเอง, เป็นสัมมาทิฏฐิที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้ โดยความเป็น ตัวตน หรือเป็นของของตน. แม้อยู่ในโลกนี้ ก็ไม่เป็นทุกข์ ; แต่มีความ ก้าวหน้าไปตามลำดับ จนถึงบรรลุ มรรค ผล นิพพาน อยู่เหนือโลก. นั่นแหละ คือที่สุดของปัญญา, ที่สุดของสัมมาทิฏฐิ คือ แม้ว่าจะตกจมอยู่ในวัฏฏสงสาร นี้บ้าง ก็ให้มีสติปัญญา. ว่ายน้ำให้เป็น มันก็ไม่จมน้ำตาย ; แล้วก็มีปัญญา ว่ายเข้าหาฝั่ง แล้วมันก็ขึ้นบกได้ เพราะอำนาจของสติปัญญานั้น. แม้ว่าคนเราจะตกในฐานะที่จะต้องหัวเราะหรือร้องไห้ ก็มีสติปัญญา. อย่าต้องไปร้องไห้, อย่าต้องไปหัวเราะมันเลย, มีจิตใจที่วางไว้เป็นปรกติเป็นกลาง อยู่เหนือความร้องไห้ความหัวเราะนั้นจะดีกว่า. แล้วค่อย ๆ ศึกษาไป ปฏิบัติไป จนมีจิตใจก้าวสูงขึ้นไปตามลำดับ. อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรมาทำให้หัวเราะ หรือร้องไห้ได้ โดยไม่ต้องฝืน โดยไม่ต้องบังคับ, ก็ไม่มีอาการที่ต้องหัวเราะ
น.428 หรือร้องไห้ คือไม่ขึ้นไม่ลง ไม่กระวนกระวาย ไม่ระส่ำระสาย มีจิตใจที่ขาวผ่อง นั่นเอง การที่คนเราต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ต้อง ฟู ๆ แฟบ ๆ อยู่ด้วยหัวเราะด้วยร้องไห้นี้ ดูให้ดีแล้ว มันก็เป็นความทนทรมาน ; ต่อเมื่อเป็นปกติอยู่ได้ คือนิ่งสงบเฉย อยู่ได้ ; ด้วยสติปัญญาเท่านั้น จึงจะไม่เป็นการทรมาน. นี่แหละเราจะต้องคิดดูในข้อนี้ให้มาก แล้วอยู่อย่างไม่เป็นความทน ทรมานกันเถิด. อยู่อย่างหัวเราะให้เขาเชิดเป็นหุ่น ; ตนเป็นคนดีให้เขาเชิด อย่างนี้มันสนุกไหม ? ลองคิดดู. หรือว่าอีกทางหนึ่ง เป็นคนที่ไม่ดีให้เขาดูหมื่น ดูถูกได้ อย่างนี้มันก็สนุกไหม ? มันก็ไม่สนุกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสู้อยู่เป็น คนปกติกลาง ๆ ไม่ให้เขาเชิด ไม่ให้เขาดูหมิ่น รวมกันทั้ง ๒ อย่างนั่นแหละ จะสบายกว่า. แต่แล้วจะไปห้ามเขาได้อย่างไร ; เราห้ามเขาไม่ได้. เพราะฉะนั้นเราต้องห้ามใจตัวเราเองว่า เมื่อเขาเชิดก็อย่าลอยขึ้นไป, เมื่อเขาดูหมิ่นก็อย่าตกต่ำลงไป ; มันไม่จำเป็นอะไร ที่ต้องไปเที่ยวลอยไปลอยมา หรือที่ว่าตกจมลงไป. เราประคับประคองจิตใจไว้ด้วยสติปัญญา. อย่าให้เลื่อนลอย ไปตามคำสรรเสริญ หรือตามคำนินทา มันก็เป็นปกติสุขอยู่ได้ ด้วยอาศัยอำนาจ ของความรู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. คำสรรเสริญก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, คำนินทาก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ก็เป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่ต้องยึดมั่นถือมั่น, ก็อยู่เป็นกลาง ๆ ก็สบายดี. นี่แหละ เรียกว่า มันว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู
น.429 คนที่โง่นั้น พอเขาสรรเสริญเข้าหน่อย ก็มีตัวกูยกหูชูหางขึ้นมาทีเดียว, คือ เกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจ เป็นตัวกูที่เลิศลอย ขึ้นมาทีเดียว. นี้ก็เป็นตัวกู ขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องให้เขาเชิด และเป็นทุกข์ไปตามประสาของคนที่ถูกเขาเชิด. ทีนี้ถ้าถูกเขานินทา มันก็เจ็บเป็นตัวกูขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง, เป็นตัวกู อย่างยักษ์อย่างมารขึ้นมาทีเดียว, เร่าร้อนเป็นไฟ ตกนรกทั้งเป็นขึ้นมาทีเดียว, นี้มันก็ได้ความทุกข์เหมือนกัน. นั้นเรียกว่า มันมีตัวกูเกิดขึ้นมาแล้ว ; เกิดขึ้นมา ได้ทั้งถูกสรรเสริญ และทั้งถูกนินทา. แล้วเมื่อมีจิตใจที่ผ่องใส ไม่มีใครเชิดได้ คำสรรเสริญก็ไม่ทำให้เกิด ตัวกูชูหางขึ้นมาได้ คำนินทาก็ไม่ทำให้เกิดตัวกูหดหางลงไปได้ ; มันก็ไม่ยกหู ชูหาง ไม่หดหาง ไม่อะไรทั้งหมด ; มันก็เป็นคนที่อยู่ได้เป็นปกติ ผ่องใส ร่าเริง เยือกเย็นอยู่เสมอ. สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยแท้จริง. นี่แหละคือ อานิสงส์ของปัญญา ที่ได้มาจากพระพุทธศาสนา ที่สอนว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. และบอกให้เรารู้ว่า ความทุกข์ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น มาจากความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าลงไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว แม้แต่ความตายก็ไม่เป็นทุกข์เลย ; เพราะ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นเอาความตายนี้มาว่า เป็นความตายของเรา. ให้มันเป็นเพียง ความแตกดับของสังขาร ตามปกติ ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาของมันเท่านั้น ; ไม่ให้จิตไปรู้สึกว่าเราตาย อย่างนี้ความตายก็ไม่เป็นความทุกข์ แก่จิตใจชนิดนั้น เลย.
น.430 แหละเรียกว่า อานิสงส์ของความไม่ยึดมั่นถือมั่น ที่จะป้องกันความ ทุกข์เสียได้ ; แม้ความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นมาจากความตาย. สำหรับความเจ็บไข้ ความชราอย่างอื่นนั้น มันยังน้อยกว่าความตาย ; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีความทุกข์ หรือว่าถ้ามันจะมากเท่ากับความตาย ก็ไม่มีความทุกข์อย่างเดียวกัน ; เพราะไม่ ยึดมั่นถือมั่นเอาความแก่ ความเจ็บเหล่านั้น ว่าเป็นของตัว หรือเป็นตัว ดังที่ กล่าวแล้ว. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันซ้ำซากทีเดียว เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ไม่เข้าใจอยู่อย่างซ้ำซาก กี่วัน กี่เดือน กี่ปี มาแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ. เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดซ้ำซาก ให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เมื่อวันอันเป็นที่ระลึกถึงพระอรหันต์ เวียนมาบรรจบครบรอบเข้าอีก ครั้งหนึ่ง เราก็ต้องพูดกันถึงเรื่องนี้อีก ; ไม่พูดเรื่องอื่นเลย แต่จะพูดเรื่องที่ เอาชนะความทุกข์ให้ได้, อยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ให้ได้, ให้เหมือนกับที่พระอรหันต์ท่านเป็น. แม้ว่าเราจะไม่ทำได้เหมือนท่าน ก็ต้องทำอย่างเดียวกันกับท่าน, และทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกเดือนทุกปี จนมีความใกล้ชิดความเป็นพระอรหันต์ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งหมายความว่า มีความทุกข์น้อยลงตามลำดับ จนกระทั่งหมดไป. และ ข้อ ปฏิบัติส่วนใหญ่ นั้น มันมี อยู่ตรงที่ระมัดระวังด้วยสติสัมปชัญญะ. อย่าให้เกิด ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู ดังที่กล่าวแล้ว. ในธรรมะชั้นสูงสุดนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้, ในธรรมะชั้นต่ำสุดนั้น ก็ไม่มีอะไรน้อยลงไปกว่านี้ ; มันมีแต่เรื่องเดียวนี้เท่านั้น คือ เรื่อง อย่ายึดมั่น
น.431 ตา ๓๕๕ ถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู นั่นเอง เรื่องต่ำ ๆ อย่างโลก ๆ ที่ทำมาหากินอยู่ในโลกนี้ ก็อย่าได้ยึดมั่นถือมั่น มันจะได้เป็นทุกข์น้อย, หรือไม่ทุกข์เลย. ถ้ายึดมั่น ถือมั่นแล้ว มันจะเป็นทุกข์ไปหมด ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่. ฉะนั้นต้องสอนกันให้บรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ให้รักษาความมีจิตใจเป็นปกติ ไว้ได้ อย่าขึ้นอย่าลง เพราะความยึดมั่นถือมั่น. นี้เรียกว่า เรื่องโลก เรื่องทำมาหากินแท้ ๆ ก็ยังเป็นอย่างนี้. คนโง่ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็ไปทะเลาะกับควายก็ได้ ไถนาอยู่แท้ ๆ ก็ทะเลาะกับควายไปพลาง เพราะความยึดมั่นถือมั่น. นี้เป็นเรื่องที่น่าสมเพชเวทนาน่าอดสู ; เพราะเจ้าของ ควายนั้นมันโง่เกินไป มันมีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป มันจึงทะเลาะกับควาย ก็ได้. บางทีก็มีอาการเป็นควายเสียเอง อย่างนี้ก็ยังมี นี่ยกเอาตัวอย่างเรื่องต่ำที่สุดแล้ว มาเป็นตัวอย่างว่า; แม้แต่เรื่องจะ ทำกับควาย ก็อย่าได้เป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นให้มากมายไปเลย. ควายมันโง่อยู่แล้ว คนจะไปโง่ซ้ำเข้าอีกฝ่ายหนึ่ง, มันก็เป็น ๒ โง่ มันก็เลยได้ความทุกข์กันทั้งคน และทั้งควาย. นี้กล่าวเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวไปทุกเรื่องทุกราว หรือทุกแง่ทุกมุม แต่จะกล่าวให้เป็นตัวอย่างว่า อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นเลย. จงทำ ไปด้วยใจคอที่ปกติ มีสติสัมปชัญญะ มีสติปัญญา ในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น มีกาย วาจา ใจ อันสงบ มีร่างกายปกติ มีวาจาปกติ มีจิตใจปกติ แล้วก็ไถนา, หรือทำอะไรไปได้ทุกอย่างทุกประการ
น.432 นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ดำเนินชีวิต ประโยชน์กิจทั้งหลายอยู่ในโลกนี้ได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์เลย, หรือไม่มีกิริยาอาการ อันใดที่น่าเกลียดน่าชังเลย, เรียกว่า น่านับถือน่าบูชา ว่าเป็นบุคคลผู้มีชีวิตอยู่ ด้วยปัญญาโดยแท้จริง. คือว่าแม้จะเป็นชาวไร่ชาวนา ก็ไม่มีอะไรที่น่าติเตียนที่ตรง ไหน ; ยังจะถูกยกย่องสรรเสริญโดยบุคคลทั่วไป หรือแม้โดยพวกเทวดา ว่า บุคคลนี้เป็นคนสัมมาทิฏฐิ, เป็นคนตั้งอยู่ในศีลในธรรม, ไม่เที่ยวยึดมั่นถือมั่น อะไร, จนเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา ; ซึ่งเกิดมาทั้งที ก็ไม่เสียชาติเกิด คือได้ รับความสงบเย็น อันเกิดมาจากการปฏิบัติถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรมของ ธรรมชาติ; เป็นความลับของธรรมชาติ, ซึ่งพวกเรารู้เองไม่ได้. เราต้องอาศัย สติปัญญาของพระพุทธเจ้า เราจึงรู้ความลับของธรรมชาติ ในข้อที่ว่า เราจะต้อง ประพฤติอย่างไร ชีวิตนี้จึงจะไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมา. นี่แหละ คือ อานิสงส์ของการที่เรามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา. นี่แหละคือ พระคุณของพระพุทธเจ้า ที่บอกให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร. และ นี่แหละคือ พระคุณของพระธรรม ที่แสดงอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร. และนี่แหละคือ คุณของพระสงฆ์ ที่สืบความจริงข้อนี้จากพระพุทธเจ้าจนมาถึงเรา , และทำตัวอย่างให้เราดู ว่าเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะเอาชนะธรรมชาติที่เป็น ความทุกข์ได้ ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป, เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง จากพระรัตนตรัย สมกับที่ยกเอาเป็นสรณคมน์ ประจำจิตประจำใจของเราอยู่ ตลอดกาลเวลา ดังนี้. ข้อนี้มีความหมายอยู่ตรงที่ว่า เราจะต้องทำจิตใจของเรา ให้เหมือนกับ จิตใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอไปนั่นเอง คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น
น.433 ไม่ติดไม่พ้น ไม่เกาะไม่เกี่ยวในสิ่งใดด้วยกิเลสตัณหา ; ต่ว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวง ด้วยสติปัญญา, ทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงด้วยสติปัญญา, ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ว่าวงมีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา. อย่ามีชีวิตอยู่ด้วย กิเลสตัณหาเลย. ถ้าจะประกอบ การงานสิ่งใด ก็จงประกอบอยู่ด้วยปัญญา อย่าได้ประกอบ อยู่ด้วยกิเลสตัณหาเลย. ความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าได้เกิดขึ้นเลย เพราะอำนาจความที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวกู เรื่องของกูนี่เอง. ฉะนั้นจะต้อง รู้จักเกลียดชังภูตผีปีศาจ ที่มีนามว่า ตัวกู ที่มีนามว่า ของกู นี้ให้มาก. อย่าให้ ภูตผีปีศาจตัวนี้ ทำอันตรายได้เลยเป็นอันขาด และยิ่งกว่านั้นก็คือ อย่าได้เป็น ภูตผีปีศาจเสียเอง. ระวังให้ดี, ถ้าระวังไม่ดีแล้ว ก็จะกลายเป็นภูตผีปีศาจแห่งตัวกูของกู เสียเอง. นั่นแหละได้แก่ คนที่มีความกลัดกลุ้มจัด เป็นตัวกู เป็นของกูจัด แผด เสียงจ้าละหวั่นไปหมด ด้วยเรื่องของตัวกู ด้วยเรื่องของกู แม้ในวัดในวานี้ก็ ไม่เลือก. นี้กลายเป็นภูตผีปีศาจแห่งตัวกู - ของกู เสียเอง ไม่สมควรเลย ; ควร จะระลึกนึกให้มากในข้อนี้ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอันตราย เป็นเครื่องทำลายให้สูญสิ้น ความดีความงาม. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ก็มักจะมีคนแก้ตัวว่าทำไม่ได้ - ทำไม่ได้ - ทำไม่ได้; แก้ตัวว่า ทำแล้วก็ทำไม่ได้อยู่นั่นเอง, เหลือวิสัยที่จะทำได้ อย่างนี้มันไม่จริง ไม่ถูกเลย ที่ทำไม่ได้นั้น เพราะมันโง่; ไม่ใช่เพราะมันทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้
น.434 ทำไม่ได้. เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ทำได้สำหรับคนมีปัญญา ; เพราะฉะนั้นจงเป็น คนมีปัญญากันเสียบ้าง. อย่ารู้แต่เรื่องหาใส่ปากใส่ท้องอย่างเดียว จงได้สนใจใน เรื่องของปัญญา, หรือบุคคลที่มีปัญญาเสียบ้าง. อย่าพอใจแต่คนที่เอาอะไรมา ให้กิน. จงรู้จักพอใจในคนที่มาสอนให้มีปัญญาเสียบ้าง อย่าขอบใจคนที่เอาอะไรมาให้กินนั้น มากกว่าคนที่เขาเอาสติปัญญามา ให้; เพราะว่า สติปัญญานั้น มีค่ามากกว่าของที่กินได้. ขอบใจคนที่เอาอะไร มาให้กินนั้น น้อยกว่าคนที่เอาสติปัญญามาให้ จึงจะถูก; เพราะว่าสติปัญญานั้น มันแพงกว่าของที่กินได้. เราจงนิยมชมชอบเคารพนับถือ คนที่มีสติปัญญามากกว่า คนที่เอาอะไรมาให้กิน. ถ้าทำอย่างนี้ ไม่เท่าไรก็จะหายโง่ จะกลายเป็นคนมีสติ ปัญญาขึ้นมาได้โดยแน่นอน. ทีนี้พิจารณาดูต่อไป ให้เห็น ความจริงในข้อที่ว่า ที่ว่าทำไม่ได้, ทำไม่ได้ นั้นมันเป็นเพราะคนนั้นมันไม่รู้จักละอาย, เพราะคนนั้น ไม่รู้จักกลัว ไม่รู้จักอาย, ไม่รู้จักกลัวกันเสียบ้างเลย เป็นคนโง่ที่หน้าด้าน ไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว. ไม่รู้จัก อายในข้อที่ว่า โง่แล้วไม่รู้จักอาย ; มันโง่เท่าไร ๆ แล้วก็ไม่รู้จักอายว่าเป็นคนโง่ จึงไม่ขวนขวายที่จะให้เกิดเป็นคนฉลาดหรือมีปัญญา มันจึงได้โง่ไปตามเดิม เพราะ ไม่รู้จักอายในความโง่ของตน. ข้อนี้ดูให้ดี ก็จะเห็นได้ว่า เราเป็นพุทธบริษัท ถ้าทำอะไรไม่สมไม่ควร แก่พุทธบริษัทแล้ว มันน่าอาย. แต่แล้วทำไมมันไม่อาย ? ถึงอยู่ในวัดแท้ ๆ ก็ไม่ ทำอะไรให้สมกับที่เป็นพุทธบริษัท ; แล้วทำไมมันจึงไม่อาย ? ความหน้าด้าน
น.435 หรือความเก้อยาก ไม่ค่อยจะเก้อเขินกับเขาได้นั้น มันอยู่ที่ตรงนี้, มันอยู่ตรงที่ ไม่รู้จักอาย ในเมื่อควรจะละอาย เช่นว่า ถ้าได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสแล้ว ไปเกิดความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกูเข้า นี้มันเป็นเรื่องที่น่าอาย ; แต่แล้วก็ไม่อาย มันก็ยิ่งไปละโมบโลภลาภในเรื่องยึดมั่นถือมั่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้น มาก ขึ้นทุกที ทั้งที่เป็นพระเป็นเณร เป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา นี้เพราะไม่ละอาย เมื่อมันไม่รู้จักละอายอย่างนี้ แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร ; มันก็เผลอเก่ง มากขึ้นทุกที, มันก็เผลอเก่งในทางที่จะยึดมั่นถือมั่น มากยิ่งขึ้นทุกที. ถ้ารู้จัก ละอายเสียบ้าง มัน ก็เผลอไม่ได้ มันเผลอได้ยาก. ทำไมไม่เผลอ เปลือยกาย ออกไปนอกถนนหนทาง นี่ก็เพราะมันรู้จักอาย แต่ว่าทำไมมันจึงรู้จักอายแต่เรื่องนี้ มันไม่รู้จักอายในเรื่องยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกูกันเสียบ้าง. เที่ยวด่าเขาปาว ๆ ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู - ของกู ; แต่แล้วมันก็ ไม่รู้จักอาย, แล้วก็เที่ยวค่าเขาจนตาย ไม่รู้จักอายุ. แม้ในวัดมันก็ด่ากันได้ อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะไม่รู้จักอายนั่นเอง. ถ้ารู้จักอายในข้อนี้ เหมือนกับที่ไม่กล้าเปลือยกายออกไปที่ตลาดแล้ว มันก็หยุดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกูนี้ เสียได้เป็นแน่นอน. เพราะฉะนั้น การรักษาศีลก็จะไม่ลำบาก การเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่นก็จะไม่ลำบาก, คือจะ รักษาศีลได้, จะเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ของกู เสียได้, แล้วมันก็จะ ไม่เป็นทุกข์เท่านั้นเอง.
น.436 เรียกว่า มันทำกันไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้จักอายุ. ถ้ารู้จักอายกันเสียบ้าง มันก็ไม่เผลอ เมื่อไม่เผลอ มันก็ทำได้, คือมันไม่เผลอไปยึดมั่นถือมั่นนั่นนี่ เป็นเรื่องตัวกู เป็นเรื่องของกูนั่นเอง. นี้เรียกว่า รู้จักอาย ทีนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันไม่รู้จักกลัว, สิ่งที่ควรกลัวอย่างยิ่งนี้ไม่รู้จัก กลัว. สิ่งอื่น ๆ ที่เล็ก ๆ น้อย ๆ มันรู้จักกลัว; เช่น ไม่มีอะไรจะกิน มันรู้จักกลัว มีอะไรจะเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็รู้จักกลัว มันก็ระมัดระวังมาก. แต่ที่เรื่องเสียหาย ใหญ่ ๆ อย่างนี้ กลับไม่กลัว : เสียชื่อเสียเสียงก็ไม่กลัว แต่เสียเงินสักสตางค์สอง สตางค์มันกลัว, หรือจะเสียหายทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง เป็นเรื่องตกนรกทั้งเป็น อย่างนี้ มันก็ไม่กลัว ; เพราะไม่มองเห็นว่า เป็นเรื่องตกนรกทั้งเป็น. เพราะ ฉะนั้นมันจึงได้ทำอะไรไป ในลักษณะที่น่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่ง, แล้วมันก็ยังไม่กลัว เสื่อมเสียจนไม่มีอะไรจะเสีย มันก็ยังไม่กลัว, คือเสียธรรมะไปหมดสิ้นก็ยังไม่กลัว ; แล้วก็ยังทำอะไรที่น่าเกลียดน่าชังอยู่นั่นเอง มันจึงรักษาศีลไม่ได้ จึงละความยึดมั่น ถือมั่นไม่ได้ เพราะไม่รู้จักกลัว ฉะนั้นขอร้องสัก ๒ อย่างเท่านั้น คือว่า รู้จักอาย รู้จักกลัว กันเสียบ้าง ไม่เท่าไรมันก็จะฉลาดขึ้นโดยแน่นอน. เดี๋ยวนี้โง่เท่าไร ๆ มันก็ไม่ละอาย, โง่เท่าไร ๆ มันก็ไม่รู้จักกลัว ว่าความโง่นี้เป็นของน่ากลัว มันก็ต้องได้โง่ได้หลงกันเรื่อยไป ; ไม่บรรเทาความโง่หรือความหลงเสียได้. แต่ถ้าเมื่อใด มารู้จักอาย ว่าความโง่นี้ เป็นสิ่งที่น่าบัดสีอย่างยิ่ง ไม่อยากจะมี ไม่อยากจะให้ใครรู้ว่ามี ; มีความละอาย บัดสีในเรื่องมีความโง่ให้มากอย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไรมันก็ต้องหายโง่ ไม่กล้าเผลอให้โง่ อีกต่อไป, ไม่กล้าเผลอทำอะไรอย่างเขลา ๆ อีกต่อไป. แล้วก็จะขยันรีบเรียน
น.437 รีบศึกษา รีบประพฤติปฏิบัติ ให้หายโง่จนได้ ไม่กี่เดือนกี่ปีก็เป็นคนหายโง่ แล้ว ก็เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพราะเรื่องตัวกู เพราะเรื่องของกู นั้นอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้มันเป็นทุกข์เป็นร้อนเรื่องตัวกู เรื่องของกู อยู่ทุกวัน, แล้ว พลอยทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย. เรื่องตัวกู - ของกูนั่นแหละ ทุกข์คน เดียวไม่พอ พลอยทำให้คนอื่นลำบากยุ่งยากไปด้วย. ขอให้ทุกคนสนใจในเรื่องนี้ให้มากกว่าเรื่องอื่น เพราะว่ามันไม่มีเรื่องอื่น แล้ว ที่จะทำให้เราเป็นทุกข์, และไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ละ. พระพุทธเจ้าสอนให้ละ แต่เพียงอย่างเดียว เรื่องเดียว คือ ละความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู นั่นเอง. ถ้าไม่ละข้อนี้แล้ว ก็ไม่อาจจะละสิ่งใดได้; จะละเรื่อง ความชั่ว อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มันละไม่ได้ ถ้าไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู เสียก่อน. แต่ถ้า ละความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู ได้เสียก่อนแล้ว อะไร ๆ มันก็ละได้หมดเอง. ความชั่วกี่ร้อยอย่างกี่พันอย่าง มันจะละไปหมดเอง เพราะ ละความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู คือละความเห็นแก่ตัวกูนั่นแหละเสีย เมื่อละความเห็นแก่ตัวกูเสียแล้ว มันเป็น ละความชั่วหมดทุกอย่าง ; เพราะว่าเมื่อไม่เห็นแก่ตัวกูแล้ว มันก็โลภไม่ได้ ไม่เห็นแก่ตัวกูแล้วมันก็โกรธไม่ได้, ไม่เห็นแก่ตัวกูแล้ว มันก็เที่ยวมัวเมาหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้. เพราะฉะนั้น มันจึงละได้หมดทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ละได้หมด เพราะละความ ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของตัวกู ในเรื่องของของกูนี่เอง.
น.438 ฉะนั้นจงจำคำคำนี้ไว้ให้แม่นยำว่า เป็นข้าศึกอย่างยิ่งของเรา, เป็น ศัตรูอย่างยิ่งของเรา คือโมโหที่ขึ้นมา ว่าตัวกู - ของกู นั่นเอง, หรือ ความโลภ ที่ขึ้นมา ว่าตัวกูของกู นั่นเอง, ความโกรธ ความเกลียด ความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ ที่ขึ้นมาเป็นตัวกู - ของกู นั่นเอง. ละตัวกูของกูเสียให้หมดอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้สึกคิดนึกที่ชั่วร้ายต่าง ๆ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้. นี่แหละเมื่อตัวกูไม่มีเท่านั้น มันก็ไม่มีความทุกข์. ถ้าตัวกูหมดสิ้นเด็ดขาด สิ้นราก สั้นเหง้าแล้ว ก็เป็น พระอรหันต์ไปเลย. เราจงพยายามให้มาก, พยายามให้เป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะควบคุมมันไว้ ให้มันอดอาหารให้ตายไปตามลำดับ ๆ จนกระทั่งตายสนิท ไม่มีตัวกูเหลืออยู่อีกต่อไป. นี่คือการ เป็นอยู่ให้ถูกต้อง อย่าให้ตัวกู - ของกูเกิดขึ้นมาได้. ในวันหนึ่ง ๆ นั้น อย่าให้ตัวกู - ของกูเกิดขึ้นมาได้, ให้มีสติปัญญา คือมีจิตใจที่ขาวผ่องอยู่ตลอดเวลา รู้ว่าอะไรจะต้องทำ ก็ทำไปตามนั้น คือตามสติปัญญา อย่าได้ทำไปด้วยความเห็นแก่ตัวกูหรือของกูเลย ; ทำไปด้วยความเห็น แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็แล้วกัน ; แล้วมันก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย และจิตใจนี้ได้เป็นอย่างยิ่งเอง. ไม่ต้องเห็นแก่ตัวกูดอก ก็ยังทำอะไรที่เป็น ประโยชน์ได้, แล้วก็เป็นประโยชน์สูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนถึงกับบรรลุมรรค ผล นิพพาน ทีเดียว. นี่แหละคืออานิสงส์ของการควบคุมตัวกู, บังคับตัวกู อย่า ให้มันได้กินอาหารเป็นอันขาด แล้วมันก็จะผอมไป ๆ และตายในที่สุด. เราระมัดระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ ไว้ให้ดี ๆ. อย่าให้เป็นช่องทาง ของการเกิดตัวกู - ของกูขึ้นมา :-
น.439 เมื่อได้เห็นรูปทางตา ก็ระมัดระวังไว้ อย่าให้เกิดตัวกู - ของกู ขึ้นมา. เมื่อได้ฟังเสียงทางหู ก็ระมัดระวังไว้ อย่าให้เกิดตัวกู - ของกู ขึ้นมา. เมื่อได้กลิ่นทางจมูก ก็ระมัดระวังไว้ อย่าให้เกิดตัวกู - ของกู ขึ้นมา. เมื่อได้รู้รสอะไรทางลิ้น ก็ระมัดระวังไว้ อย่าให้เกิดตัวกู - ของกู ขึ้นมา. เมื่อได้สัมผัสอะไรทางผิวหนัง ก็ระมัดระวังไว้ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู ขึ้นมา. แล้วมันก็ย่อมมีแต่สติปัญญา รู้แจ่มแจ้งว่า จะต้องจัดการอย่างไร กับ สิ่งที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายเหล่านั้น. มันมากระทบ ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ ในทางที่เป็นสติปัญญา, อย่าปล่อยให้เกิดเป็นโทษ คือ เกิดเป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา ; มันก็จะเป็นจิตใจที่มีแต่ความสงบสุข, สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์เลย. สิ่งนี้แหละ สติปัญญา อย่างนี้แหละ จะเป็นเครื่องราง ป้องมันไม่ให้เกิด ทุกข์. สิ่งนี้แหละ สติปัญญาอย่างนี้แหละ เป็นเครื่องราง ; เหมือนกับพระที่เรา แขวนไว้ที่คอ เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์. ถ้าจะแขวนพระที่หล่อเป็น องค์เล็ก ๆ ไว้ที่คอ ก็ต้องรู้ว่า แขวนไว้เป็นเครื่องเตือน ให้ระลึกได้ว่า จะต้องมีพระ จริง ๆ อยู่ในใจ คือ มีจิตใจขาวผ่อง ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกู, หรือว่าเป็น เครื่องเตือนว่า ระวังนะ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา. พอมีอะไรมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น ก็กุมเอาพระไว้ ให้เกิดความระลึกขึ้นมาให้ได้ ว่าอย่าได้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู เป็นอันขาด อย่าได้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมาเป็นอันขาด. แต่ให้มีจิตใจ
น.440 ขาวผ่องอยู่ตามเดิม ในการที่จะไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสงบสุข. นี่แหละเรียกว่า เราทำตามรอยพระอรหันต์. การทำอย่างนี้เรียกว่า เป็นการทำตามรอยพระอรหันต์อย่างยิ่ง ซึ่งใน วันนี้เป็น วันมาฆบูชา เราก็เรียกว่า เป็นวันพระอรหันต์, เป็นวันที่เราเอาพระ- อรหันต์มาใส่ไว้ในใจของเรา คือเราเอาคุณธรรมของพระอรหันต์มาใส่ไว้ในใจของ เรา ; นั่นแหละเรียกว่า เอาพระอรหันต์มาใส่ไว้ในใจของเรา. . . . . . . . . . . . . . . . . พระอรหันต์ไม่ใช่ตัวคน ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ; พระอรหันต์เป็นคุณธรรม ที่เรียกกันว่า อรหัตตมรรค อรหัตตผล ; เราเอาสิ่งนั้นแหละมาใส่ไว้ในใจของเรา. แม้ว่าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เสียเอง ก็ เอาคุณธรรมของพระอรหันต์มาใส่ไว้ในใจ ของเรา, ให้เราเดี๋ยวนี้มีอะไร ๆ คล้ายพระอรหันต์ให้ได้ไว้ที่ก่อน, แล้วก็รักษา ไว้อย่างนั้นตลอดไป ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทุกที; เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้เรียกว่า เป็นอยู่ชอบ เมื่อเป็นอยู่ชอบอย่างนี้ กิเลสตัณหาก็ไม่ได้กินอาหารเลย, กิเลสที่ชื่อ ว่า ตัวกู - ของกู นั่นแหละ จะไม่ได้กินอาหารเลย มันจะอดอาหาร แล้วมันก็ ผอมลง ๆ แล้วมันก็ตายไป, มันสิ้นไป; เพราะเราเอาพระคุณของพระอรหันต์มา ใส่ไว้ในใจ เป็นเครื่องป้องกัน ไม่ให้กิเลสได้กินอาหาร. เราจงน้อมระลึกนึกถึง คุณของพระอรหันต์อยู่เสมอ, คือน้อมระลึกนึกเห็นโทษ ของความยึดมั่นถือมั่น อยู่เสมอ จนกระทั่งเกลียดชังความยึดมั่นถือมั่น คือ เกลียดชังปีศาจ เกลียดชัง ภูตผีปีศาจ ที่มีชื่อว่าตัวกู ที่มีชื่อว่าของกู นั่นแหละให้มาก
น.441 ปีศาจที่ทำให้ตะโกนออกมาดัง ๆ ว่ากู - ว่าของกูนั่นแหละ เป็นปีศาจที่ น่ารังเกียจ, ที่น่ารังเกียจที่สุด. คนที่ตะโกนออกมาว่า ตัวกู - ของกูนั้น ; เพราะมี ปีศาจอย่างนี้สิงอยู่ในใจเต็มที่. หรือว่าเพราะ เป็นปีศาจเสียเอง จึงร้องออกมา อย่างนั้น ; นั่นแหละคือสิ่งที่ควรกลัวอย่างยิ่ง ; เห็นโทษอยู่แล้ว ก็จะเกลียดชัง มันอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น ให้อุตส่าห์พิจารณา ให้เห็นโทษของมันอยู่เสมอ, มีเวลาว่าง เมื่อไรแล้ว ก็จงทำวิปัสสนา ด้วยการพิจารณาให้เห็นโทษ ของความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เสมอไป. ให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย แล้วมันก็จะไม่พลุ่งเป็น ตัวกู - เป็นของกู ขึ้นมาได้เป็นอันขาด. ให้เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น ให้ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ให้เห็นความจริงข้อนี้อยู่เสมอเถิด ก็จะเรียกว่า เห็นโทษของความ ยึดมั่นถือมั่น ; แล้วก็จะได้เกลียดชังความยึดมั่นถือมั่นเสีย, แล้วจิตใจก็จะได้หันเห ไปในหนทางของพระนิพพาน คือหนทางของความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง, และ เป็นการบรรลุพระนิพพาน คือ ดับความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกู เสียได้ โดยสิ้นเชิง ดังนี้. นี่สมกับที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เป็นหลักว่า เมื่อใดมองเห็นโทษของ ความยึดมั่นถือมั่น ; เมื่อนั้นจิตจะน้อมไปเพื่อความพอใจในอายตนะ กล่าวคือ พระนิพพาน. อายตนะกล่าวคือพระนิพพานนี้ ตามธรรมดาไม่เป็นที่ชอบใจของ คนธรรมดา ; เพราะเขาไม่มองเห็นคุณค่า ไม่เห็นอานิสงส์. คนโดยมากเกลียด นิพพาน ; พอได้ยินเรื่องนิพพานก็สั่นหัว, และเกลียดเอาทีเดียว นั้นคือความโง่ เพราะปีศาจแห่งตัวกู - ของกู มีมากเกินไป.
น.442 บัดนี้ เมื่อได้ระลึกนึกถึงคุณของพระอรหันต์ เต็มเปี่ยมอยู่ในใจ ดังที่ เราทำมาฆบูชาในวันนี้แล้ว ก็จะเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น ; จิตก็จะน้อมไป พอใจในทางของพระนิพพาน. นี่แหละคืออานิสงส์ของการทำมาฆบูชา ที่เราได้ ตั้งอกตั้งใจเสียสละ ทนผ่าความยากลำบากมา เพื่อจะได้สำรวมจิตสำรวมใจกันที่นี่ วันนี้ ให้ดีเป็นพิเศษ ให้เข้าถึงพระคุณของพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกปี ๆ นั่นเอง. แล้วจะได้เอาไปใช้เป็นเครื่องกำกับ จิตใจ ไม่ให้เกิดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวกู - เป็นของกู ดังที่ว่ามานั้น, และเป็นอยู่ ด้วยความสงบสุข ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ เพราะการเป็นอยู่ในโลกนี้, มีความ สะดวกดายในการเอาชนะความทุกข์, มีศีล สมาธิ ปัญญา ได้โดยง่าย เหมือนกับ กลิ้งครกลงจากภูเขา สมบูรณ์อยู่ด้วยคุณธรรมนั้น, มีปีติอิ่มเอิบ เป็นสุขอยู่ด้วย พระธรรม, มีความพอใจในพระนิพพาน เป็นที่สุดของความปรารถนา ธรรมเทศนายุติลงด้วยเวลา เอวิ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.443 /๒๕๐๖ ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีเถาะ, วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๖ ยถาภูตวิชานนกถา. [การรู้ อยู่กับ รู้.] นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธฺส ฯ อิทานิ ปณฺณรสีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกา กถิยเต : สมุมปฺปญฺญาย ปฺสติ ยถาภูตํ วิปฺสติ - ติ. ธมฺโม สฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรม- ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ๔๐๗
น.444 ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาเนื่องด้วยมาฆบูชา จัดว่าเป็น ธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว. ข้อที่จะวิสัชนาในวันนี้ ก็คือเรื่องอันเกี่ยวกับมาฆบูชานั่นเอง. วันที่เรียกว่า วันมาฆปุณณมี เช่นวันนี้ ตามปกติก็เป็นเพียงวันในปฏิทินวันหนึ่ง คือเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ในเมื่อ เสวยมาฆนักขัตฤกษ์ วันอย่างนี้ก็มีทั่วๆ ไปตามปกติ แต่ที่ได้กลาย เป็นวันพิเศษ ขึ้นมานั้น เนื่องด้วยเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง คือ เป็นวันที่พระอรหันต์ ทั้งหลาย จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ประชุมกันเป็นพิเศษในพระเวฬุวัน มีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน และทรงแสดงวิสุทธิ์อุโบสถ ประกาศยืนยันหลักพระธรรมในพระ- พุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร. การกระทำสังฆสันนิบาตเห็นปานนี้ ถือว่าเป็นพิเศษ โดยนัยแห่ง อรรถกถาอธิบายว่า เป็นวันมาฆปุณณมี อย่างหนึ่ง, พระอรหันต์ทั้งหลาย เหล่านั้น เป็นพระขีณาสพ คือเป็นพระอรหันต์ทุกองค์ นี้อย่างหนึ่ง, และทุกองค์ด้วย ล้วนแต่ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา, และ ประชุมกันโดยไม่ได้มีการนัด หมาย และพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่สังฆสันนิบาตนั้น และ ทรงแสดงวิสุทธิ์ อุโบสถ. นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ เพราะ มีความประหลาดน่ามหัศจรรย์ และ มีแต่เพียงครั้งเดียว ดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อท่านทั้งหลายได้ทราบถึงเหตุการณ์อันนี้แล้ว จะตั้งปัญหาถามขึ้นว่า มีความสำคัญอย่างไร ? เมื่อกล่าวโดยสรุป ก็ย่อมจะเห็นได้ด้วยตนเอง อยู่ในตัว แล้วว่า สำคัญตรงที่ วันนี้เป็นวันของพระอรหันต์. พระพุทธเจ้าผู้เป็นประธาน
Buddhadasa