Buddhadasa.org

มาฆบูชาเทศนา ครั้งที่ ๑๑ — โลกุตตรธัมมูปคมนกถา (การเข้าถึงโลกุตตรธรรม)

มาฆบูชาเทศนา —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.363 คำว่า "ชีวิต" ใคร ๆ ก็ทราบด้วยกันทั้งนั้น ว่า การเป็นอยู่ หมายถึง ความไม่ตาย ; แต่ถ้ามันมีอะไรมาปรุงแต่งได้ ก็หมายความว่า มันมีอะไรมาทำให้ตายได้ คือจิตถูกปรุงแต่งแล้ว ย่อมมีการเกิด - ดับ, เกิด - ดับ ไปตามอารมณ์ที่มาปรุงแต่ง ; เสร็จจากเรื่องนี้แล้วก็ดับ ไปถือเอาเรื่องใหม่. ไม่ว่าเป็นเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันใด ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องปรุงแต่ง ให้จิตมีความเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกู ไปพักหนึ่ง แล้วก็ดับไป. อย่างนี้จะเรียกว่า เป็นความมั่นคงได้อย่างไร ? เพราะมีการตายอยู่เสมอจะเรียกว่า สดชื่นได้อย่างไร ? เพราะมีการระหกระเหินเปลี่ยนแปลงไป ตามอารมณ์,มีการฟู ๆแฟบ ๆ และมีการเหี่ยวแห้ง ไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ที่เผาลน.เมื่อสิ่งนั้นไม่เป็นที่สบอารมณ์แล้ว มันก็เป็นไปในทางที่จะให้เหี่ยวแห้งและตายไปเพื่อแสวงหาอารมณ์ใหม่. ลักษณะอย่างนี้ไม่เรียกว่ามีชีวิต เพราะไม่มีความคงที่, ต่อเมื่อมี ลักษณะที่เป็นความคงที่ตลอดกาล เป็นความสดชื่นนิรันดร นั่นแหละจึงจะเรียกว่าชีวิต. หรือถ้าจะเรียกไปในลักษณะที่เป็นความเป็นหนุ่มเป็นสาว, ไม่รู้จักแก่ไม่รู้จักเฒ่า ไม่รู้จักชรา ก็ต้องหมายถึงสิ่งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้, ไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนแปลงได้, ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงได้ เท่านั้นเอง. ดัง คำเปรียบ ที่มักจะเปรียบกันว่า ความว่าง นั้นเรียกว่า นางสาวสุญญตา ; เพราะว่ามีความเป็นสาว ไม่มีความเปลี่ยนแปลง สุญญตา คือ ความว่าง นั้น มันว่างจากเหตุปัจจัย ที่ปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลง ไม่มีว่างอะไรมากไปกว่านั้น ก็พอแล้ว. การที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้

น.364 ปลี่ยนแปลง ว่างจากเหตุจากปัจจัยนั่นแหละ ทำให้เกิดความคงที่ ; ความคงที่นั่นแหละเป็นความงดงามน่าดู. เมื่อมีความคงที่งดงามน่าดู ไม่เปลี่ยนแปลงจึงถูกเปรียบว่า เหมือนกับนางสาวที่สาวเสมอ ไม่มีความแก่ชรามาครอบงำ. การพูดด้วยอุปมาอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้เกิดความเข้าใจ ไปตามแนวของสิ่งที่บุคคลต้องการ. เช่นความหนุ่มเสมอ ความสาวเสมอ ไม่มีความแก่ชรา ที่คนปรารถนากันอย่างลม ๆ แล้ง ๆ; เพราะไม่รู้ว่าอะไร จะเป็นสิ่งที่มีความหนุ่มเสมอหรือความสาวเสมอ. ใคร ๆ ก็ไม่อยากแก่, ใคร ๆ ก็ไม่อยากตาย ; แต่ก็ไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่า สิ่งที่ไม่รู้จักแก่หรือไม่รู้จักตายนั้น มันคืออะไร ? และอยู่ที่ไหน ?เพราะฉะนั้นจึงตกอยู่ในลักษณะของคนโง่ ต้องเที่ยวหาหนวดเต่าเขากระต่าย อยู่ร่ำไป. ได้ยินเขาว่ามีเต่าที่มีหนวด มีกระต่ายที่มีเขา ก็เที่ยวหา ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะมีได้อย่างไร. คนที่ต้องการความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย โดยที่ไม่รู้ว่ า ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นั้นคืออะไร ? อยู่ที่ไหน ? จึงตกอยู่ในลักษณะของบุคคล ที่คง คว้าหาน้ำเหลวอยู่เรื่อยไป ที่ต้องเป็นเช่นนั้น ก็เพราะมีความยึดมั่นถือมั่น ด้วยตัณหาอุปาทานแต่ในสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ. ยึดมั่นถือมั่น จะให้สิ่งที่มีการเกิดเป็นธรรมดานั่นแหละ เป็นของไม่เกิด, ยึดมั่นในสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดานั่นแหละ จะให้ไม่มีความแก่, ยึดมั่นในสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา หรือเจ็บไข้เป็นธรรมดานั่นแหละ จะไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ไข้ไม่ให้ตาย ; แล้วมันจะได้อย่างไรกัน. ทำไมไม่เหลียวมองไป ในสิ่งที่ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บ้างเล่า ? นี่ก็เพราะว่ามัวแต่ติดพันยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา

น.365 ท่านจึงกล่าวอุปมาไว้ด้วยนิทาน หรือที่เราเรียกกันว่าชาดก แต่ว่าคนที่หูเหมือนกับหูหม้อหูกะทะ ก็ยังหาฟังความข้อนั้นออกไม่ ; ยังคงยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตามเดิม, แสวงหาสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตามเดิม ด้วยความรู้สึกอยากจะได้ สิ่งที่ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. นิทานหรือชาดกเรื่องนั้นเล่าว่า พญาลิงตัวหนึ่งเป็นนายฝูงลิง มีบริวาร เป็นอันมาก. พญาลิงตัวนี้เป็นลิงโพธิสัตว์; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีโอกาสที่จะเผลอ ติดบ่วงของนายพราน ผู้ฉลาดในการล่อ, แล้วจับเอาลิงตัวนั้นไปถวายเจ้านาย เลี้ยงไว้ในพระราชวัง, เลี้ยงไว้ดูเล่น จนกระทั่งเบื่อ ก็ปล่อยกลับมา. พญาลิงโพธิสัตว์ถูกเขาปล่อยกลับมาอย่างนี้ ; พวกลิงบริวารก็พากันยินดี มารุมหน้ารุมหลัง ไต่ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง? ในรั้วในวังมีอะไร ? และในหมู่ มนุษย์นั้น มีอะไรที่เป็นสิ่งประเสริฐน่าสนใจ? มัวแต่ถามกันว่า มีอะไรในหมู่ มนุษย์ ที่ดีไปกว่าในฝูงลิง ? ลิงที่เป็นโพธิสัตว์ได้ตอบว่า หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม เอสา รตฺตึ ทิวา กถา - ในหมู่มนุษย์นั้น เราได้ยินกันแต่คำว่า เงินของเราทองของเรา, เงินของ เราทองของเรา, อย่างนี้ อยู่ทั้งกลางวันและทั้งกลางคืน ; หมายความว่า เสียง ว่าเงินของเรา ทองของเรา เป็นต้นนี้ มันดังอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน. กลางวัน ก็พูดกันด้วยเรื่องนี้, กลางคืนก็พูดกันด้วยเรื่องนี้.

น.366 นที่สุด ลิงที่เป็นบริวารทั้งหลายนั้น ได้พากันวิ่งไปล้างหูที่ลำธาร พากันพูดว่า เพิ่งจะได้ยินเสียงที่สกปรกหูวันนี้เอง. อะไร ๆ ก็ของกู, มีพูด ถึงกันแต่เรื่องเงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของกู. ชาดกเรื่องนี้ มีความหมายอย่างไร ? ขอให้ลองพิจารณาดู. และ ชาดก เรื่องนี้ก็มีชื่อว่า ครหิตชาดก แปลว่า ชาดกเรื่องผู้ที่ถูกติเตียน. แล้วผู้ที่ถูกติเตียน นั้นคือใครกัน ? มันก็คือมนุษย์ ที่ร่ำรวยด้วยคำว่าของกู ๆ นั่นเอง. แล้วใครเล่า เป็นผู้ติเตียน ? มันก็ฝูงลิงเล็ก ๆ ที่เที่ยววิ่งอยู่เป็นฝูง ๆ ตามลำธาร. แล้วมันก็ ติเตียนด้วยอาการอย่างไร ? มันติเตียนด้วยการวิ่งไปล้างหู ว่าหูเพิ่งสกปรกวันนี้เอง. แล้วหูนั้นมันสกปรกด้วยเรื่องอะไร ? มันสกปรกด้วยเรื่องได้ยินได้ฟัง เรื่องราวของ พวกมนุษย์. แล้วเรื่องราวของพวกมนุษย์มีว่าอย่างไร ? เรื่องราวของพวกมนุษย์ ก็มีอยู่แต่ว่า ตัวกู - ของกู, ตัวกู - ของกู ไม่มีสิ้นสุด ทั้งกลางวันและกลางคืน. ที่มีเรื่องว่าตัวกู ก็หมายถึง การยึดมั่นถือมั่นตัวตน ว่าดีกว่าคนอื่น, เที่ยวรังแกข่มเหงคนอื่น, หรือแม้แต่ข่มเหงซึ่งกันและกันในวงครอบครัว. บางที สามีก็ข่มเหงภรรยา ด้วยความรู้สึกว่า ตัวกูมันใหญ่กว่า; แต่บางทีมันก็ตรง กันข้าม ภรรยานั่นเองก็ข่มเหงสามี ด้วยความรู้สึกว่า ตัวกูก็ใหญ่กว่า. มันก็มี การระเบ็งเซ็งแซ่กันไป ด้วยคำว่าตัวกู คือการด่าทอทิ่มแทงกันด้วยหอก คือปาก ที่พ่นออกไปว่าตัวกู ๆ.

น.367 บางทีก็มีคำว่า ของกู นี้หมายถึง การยึดมั่นถือมั่นหวงแหน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็นของกู ๆ ; เช่น เงินของกู ทองของกู, วัว ควาย ไร่ นา ช้าง ม้า ของกู, อะไรๆ ก็เป็นของกู. แต่มันไม่ได้ "ของกู" ลม ๆ แล้ง ๆ อย่างนกเขา ที่ขันอยู่ตาม ยอดไม้เลย. นกเขามันจะ "ของกู" อยู่ตามยอดไม้ มันก็หามีอุปาทาน ที่ยึดมั่นว่า เป็นตัวกูหรือของกูเหมือนกับคนไม่. คนนี้ไม่ได้ตัวกูหรือของกูแต่ปาก; มัน ประกอบไปด้วยอุปาทาน มีกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุ- ปาทาน เป็นตัวกูที่ยกหูชูหางเร่อร่าอยู่เสมอไป ด้วยอำนาจอุปาทานนั้น ๆ, แล้ว ก็มีการกอดรัดยึดถือว่าของกู อยู่ด้วยอุปาทานนั้น ๆ. เช่น กามุปาทาน - เป็นเหตุให้ยึดมั่นว่าของกู, หรือทิฏฐฺปาทาน - เป็นเหตุให้ยึดมั่นว่าตัวกู, มีทิฏฐิมานะไปในทางที่จะยกหูชูหางของตัวกูอยู่ร่ำไป. สีลัพพัตตุปาทาน นั้นเล่า ก็ ชวนให้ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู เคยทำมาอย่างนี้, พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของกู ก็เคยทำมาอย่างนี้, กูก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจของ สีลัพพัตตุปาทานนั่นเอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ หรือมนุษย์ใหม่ ขึ้นมาไม่ได้. บางสิ่งบางอย่างก็ต้องโง่เขลางมงายไปตามเดิม ที่ปรัมปรากันมา นานแล้ว แต่เป็นไปในทางที่ผิด แม้ที่เป็นไปในทางที่ถูก เป็นของถูก ก็ยึดมั่นถือมั่นเสียจนไร้ความหมาย ; ทำของถูกนั้นให้ผิดไป เพราะตนไม่รู้ความมุ่งหมาย อย่างจะให้ทาน ก็ไม่รู้ความ มุ่งหมายว่า การให้ทานที่แท้จริงนั้น มันมีความหมายอย่างไร. หรือ จะรักษาศีล ก็ไม่รู้ว่า ความมุ่งหมายของศีลที่แท้จริงนั้น เป็นอย่างไร. หรือ จะทำสมาธิภาวนา ก็ไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้จริง ว่าจะทำสมาธิวิปัสสนากันไปทำไม. ก็เลยกลายเป็น สีลัพพัตตุปาทาน ด้วยอำนาจของสีลัพพัตตปรามาส ที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปทุกที จึงทำ

น.368 ห้ทานและศีล และวิปัสสนาเหล่านั้น พลัดออกไปนอกพุทธศาสนา ไม่สำเร็จ ประโยชน์เป็นการบรรเทากิเลส, ไม่สำเร็จประโยชน์ในการที่จะถ่ายถอนตัวกูหรือ ของกู ; มันเป็นอย่างนี้ ด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่นนั้น. และในที่สุด อัตตวาทุปาทาน ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั่นแหละ ทำให้ถอน ตัวกูหรือของกูไม่ได้. หูตาก็ยังมืดมัว หรือบางทีก็ยังหลับอยู่, หรือบางทีก็ยัง ตาบอดหูหนวกอยู่ด้วยซ้ำไป. แล้วจะเอาปัญญาอันไหนมาถ่ายถอนอัตตวาทุปาทาน ? เพราะฉะนั้นจึงถูกหุ้มห่อพัวพัน อยู่ด้วยอุปาทานทั้งหลาย มีกามุปาทาน เป็นต้น. เหมือนกับแมงด้วง แมงไหม ที่ชักใยพันตัวเอง หุ้มห่ออยู่อย่างมืดมิด ไม่เห็น แสงเดือน แสงตะวันเลย ; แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น รักใคร่หวงแหน ในใยที่ชักขึ้น พันตัวเองเหล่านั้น อย่างไม่มีวันสร่างซา. นี่แหละเรียกว่า จมอยู่ภายใต้อุปาทาน, จมอยู่ภายใต้อุปาทานนั้น มันหมายถึงจมอยู่ภายใต้สิ่งอื่น ๆ อีกด้วย ในบรรดา สิ่งทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทานนั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเหมาะสมกันแล้ว ที่มนุษย์เหล่านี้ ควรจะถูก ลิงล้างหูใส่หน้าให้ ว่าเป็นของสกปรกสักเพียงไร ; แต่แล้วมนุษย์เหล่านั้น ไม่ระคายขน ไม่มีความละอาย. เหมือนกับคนไม่นุ่งผ้า ออกมาเที่ยวเดินว่อนอยู่ ตามถนนหนทาง ก็ไม่ละอาย ; เพราะมันไม่รู้สึกว่า มีอะไรที่น่าอาย. เป็นพุทธบริษัท เป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา เป็นภิกษุสามเณร ; แต่ แล้วก็ยังไม่สนใจในสิ่งที่ควรจะรู้ควรจะปฏิบัติ. ไม่ละวางสิ่งเหล่านี้ ให้สมกับที่ เป็นอุบาสกอุบาสิกา, หรือภิกษุสามเณร หรือเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่มีความละอาย. อย่างนี้แหละเรียกว่า เป็นคนไม่นุ่งผ้า ; เกิดมาแล้ว

น.369 ชีวิตก็ยังไม่มี, แล้วแถมผ้าก็ยังไม่นุ่ง เพราะมันไม่รู้จักละอาย, เพราะชีวิตไม่มี นั่นเอง มันจึงไม่ละอาย. ไม่มีชีวิต หมายความว่า ไม่มีความรู้อย่างแท้จริง อย่างแจ่มแจ้งแทง ตลอด ว่าอะไรเป็นอะไร ; ไม่รู้จักสิ่งที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย, รู้จัก แต่สิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา, แล้วไปเหมาเอาว่า เป็นสิ่งที่น่ารัก น่ายึดถือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ; ยึดถือสิ่งเหล่านี้ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ประเสริฐที่สุดกว่าสิ่งทั้งหลาย. เพราะฉะนั้นจึงไปเหมาเอาว่า นิพพานอยู่ที่ กามคุณบ้าง นิพพานอยู่ที่สิ่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของตนบ้าง. ตนไม่มีความรู้เรื่องนิพพานที่แท้จริง ที่เป็นธรรมที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ซึ่งไม่มีความเกิดความดับนั้น แต่ประการใดเลย ; แล้วก็หาละอายไม่ ว่าตนเกิดมา มีอายุตั้งเท่านี้แล้ว ก็ยังไม่มีชีวิต, และยังไม่ได้สิ่งที่ควรจะได้ ให้ทันแก่เวลา ก็หาละอายไม่. นี่แหละจึงกล่าวว่า ที่เดินกันอยู่เป็นฝูง ๆ ตามถนนหนทาง ตามตลาดนั้นล้วนแต่คนไม่มีชีวิต ล้วนแต่คนไม่นุ่งผ้า ด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนพวกที่มีชีวิต และมีความละอายนั้น สู้ไม่ไหว, สู้พวกคนไม่มี ชีวิต และไม่นุ่งผ้านั้นไม่ไหว, ทำให้ต้องหลบซ่อนอยู่ในห้อง หรือว่าหลบซ่อน อยู่ในถ้ำ ในป่า ในดง ตามภูห้วยภูเขา. นี่แหละจงคิดดูเถิดว่า โลกสมัยนี้มัน เป็นอย่างไร ; มันเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีชีวิต และไม่มีความอายแออัดเนื่องแน่นไปหมด จนถ้าใครเผอิญจะมีชีวิต มีความละอายขึ้นมาสักคนแล้ว ก็ต้องหลบต้องซ่อน เบื่อหน่ายที่จะต้องเบียดเสียดยัดเยียด, หรือจะต้องกระทบกระทั่ง กันกับคนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความละอายเหล่านั้น.

น.370 พราะว่าพวกที่ไม่มีชีวิต และไม่มีความละอายเหล่านี้ เขาต้องการแต่ สิ่งที่ทำให้ลิงต้องล้างหูอยู่ร่ำไป ไม่หยุดไม่หย่อน, แล้วเขายังเยาะเย้ยถากถางบุคคลที่มีชีวิตและนุ่งผ้าเสียอีก. แล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไร ? กำลังจะหมุนไปในลักษณะเช่นใด ? ขอให้ลองพิจารณากันดู จงทุก ๆ คนเถิด แล้วใครจะเป็นพวกที่จะช่วยกู้สถานะอันร้ายกาจเลวทรามนี้ ให้กลับคืนดีได้ ? ถ้าหากว่าไม่ใช่พวกพุทธ-บริษัท, แล้วถ้าหากว่าพวกพุทธบริษัท มาเป็นเสียเอง คือเป็นคนไม่มีชีวิต ไม่นุ่งผ้าเสียเองแล้ว โลกนี้จะเอาที่พึ่งมาจากไหน ? เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่า เรา ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท จะต้องสนใจ ว่ามันมีสิ่งใดบ้าง ที่เป็นเครื่องยั่วยวนผูกพันให้เราติดอยู่กับอารมณ์นั้น ๆ จนไม่สามารถที่จะถอนตนออกมาจากอารมณ์นั้น ๆ มาตั้งอยู่ในฐานะแห่งบุคคลผู้เป็นอิสระ มีความสะอาด สว่าง สงบ กันได้. .... .... .... .... นี่แหละจงคิดดูให้ดี ๆ อย่าเข้าใจว่านิทานนี้เป็นเรื่องของคนโง่ ; แต่ มันเป็นเรื่องของคนฉลาด เกินกว่าที่เราจะรู้จักได้ด้วยซ้ำไป. ว่าที่จริงแล้ว นิทานทุกเรื่อง ย่อมมีคติที่สอนใจทั้งนั้น แต่ว่าบางเรื่องมันอาจจะลึกเกินไป สำหรับคนที่ไม่มีชีวิตเหล่านี้จะเข้าใจได้. และว่านิทานนั่นเอง เป็นเครื่องรักษาธรรมะเอาไว้ สำหรับให้ธรรมะยังมีอยู่ ไม่สาปสูญไปเสีย เป็นความรู้ของคนในโลก ; เพราะว่าสมัยโบราณโน้น ไม่มีการขีดการเขียน ไม่มีหนังสือเป็นเล่ม ๆ เหมือนเดี๋ยวนี้ เพราะมันไม่มีกระดาษจะเขียน ไม่มีหมึกจะพิมพ์ ไม่มีโรงพิมพ์จะพิมพ์ แล้วคำสอนต่าง ๆ นั้น มันจะอยู่ได้กับอะไรที่ไหน มันต้องอยู่ที่ปากคน. ทีนี้ปากคนมันชอบพูดเรื่องที่เป็นนิทาน ที่เป็นเรื่องเป็นราว ให้ได้ หัวเราะกันบ้างก็ยิ่งดี, หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องให้มันน่าอัศจรรย์น่าขบขัน.

น.371 เขาจึงต้องเอาธรรมะ ใส่ไว้ในรูปของนิทาน ที่น่าอัศจรรย์หรือ น่าขบขัน ; เป็นการจ้างโดยไม่รู้สึกตัว ให้คนมันเล่ากันสืบ ๆ มา เป็นเวลานับ ด้วยพัน ๆ ปีหรือหมื่นปี จนกว่าจะมาถึงสมัย ที่มีการเขียนการพิมพ์ลงเป็นเล่มหนังสือได้ นี่แหละขอให้เข้าใจเถิดว่า ความรู้อันประเสริฐนั้น ในชั้นแรกนั้นเขาไม่มีกระดาษ ใบลานหรืออะไร ที่จะเขียนกัน ; แต่เขาฉลาดใส่ไว้ที่ปากคน. นี่แหละบรรพบุรุษของเราฉลาดสักเท่าไร, หรือขยันสักเท่าไร, แล้วมาถึงชั้นลูกหลานนี้ มันโง่สักเท่าไร. มันขี้เกียจสักเท่าไร ; แม้แต่ที่เขามี ๆ ไว้ให้อ่านอย่างมากมายก่ายกองนี้ มันก็ยังขี้เกียจจะอ่าน. แม้จะอ่านแล้ว มันก็ยังโง่ ถึงขนาดที่ไม่รู้ความหมายของสิ่งที่ตนอ่าน, เห็นเป็นนิทานไร้สาระเหลวไหลไปเสียก็มี จึงขอตักเตือนกันใหม่ว่า จงตั้งอกตั้งใจให้ดีๆ ในการที่จะมีสติปัญญาจับฉวยเอาคติอันมีค่า ออกมาจากเรื่อง ที่บางคนเห็นว่า มันเป็นเพียงนิทาน. จงคิดดูเถิดว่า คนที่ฉลาดนั้น เขาสามารถที่จะควักเอาเพชรออกมาจากหิน, หินเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีใครต้องการอะไรนัก มีอยู่เกลื่อนกลาดไป; แต่ว่าในใจกลางของภูเขา หรือในหินนั่นแหละ มันมีเพชร. ฉะนั้นเขาจึงพังทะลายภูเขา เพื่อค้นหาเพชร และเอาเพชรออกมาได้, ขายแพง, เม็ดนิดเดียวก็ขายเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน ก็มี. นี่คนเขาฉลาดกันแต่ในเรื่องวัตถุอย่างนี้ ค้นเอาเพชรมาจากหินก็ได้ ; แต่ว่าเพชรชนิดนั้น มันเป็นเพียงวัตถุเท่านั้นเอง สวยก็สวยทางตา แพงก็แพงในทางวัตถุ ซื้อขายกันเป็นเงินเป็นทอง. ส่วน เพชรที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น คือ

น.372 โลกุตตรธรรม ที่อาจจะแสวงหาได้จากสิ่งทั้งปวงนี้ หามีใครค้นคว้าไม่ ; ไม่มีใครเสาะหาเลย และมองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าไปเสียอีก. นี่แหละเป็นเหตุให้เพชรที่แท้จริง ไม่ปรากฏออกมา แก่คนที่ไม่นุ่งผ้า และไม่รู้จักอายเหล่านี้ ; ทั้งที่ปากก็ร้องอยู่ว่า พระรัตนตรัย : พระพุทธเจ้าก็เป็นรัตนะ, พระธรรมก็เป็นรัตนะ, พระสงฆ์ก็เป็นรัตนะ, แต่หารู้ไม่ว่า ความเป็นรัตนะหรือเป็นเพชร ของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์นั้นอยู่ที่ตรงไหน ? คงคว้าได้มาแต่เปลือกทั้งนั้น เปลือกของพระพุทธ เปลือกของพระธรรม เปลือกของพระสงฆ์ เกลื่อนกลาดไปหมด, ที่ว่าเอาเอง สร้างขึ้นเองทำเอาเอง มายึดถือกอดรัดไว้. ส่วนเนื้อแท้ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นเพชรโดยแท้จริงนั้น หาได้ไม่. นี่ก็เพราะว่า มัวไปหลงใหลในรัตนะที่เป็นวัตถุ เป็นแก้วแหวน เงิน ทอง เพชรพลอย อะไรต่างๆ เหล่านั้นไปเสียสิ้น. การที่ไม่รู้จักทำจิตใจ ให้มีความแหลมคม ให้แทงตลอดทะลุ สิ่งซึ่งเป็นเครื่องหุ้มห่อปิดบังนี้ มันเนื่องมาจากความลุ่มหลง ในวัตถุที่รักใคร่หวงแหนจนร้องว่า ตัวกู - ของกู, ตัวกู - ของกู, ยิ่งกว่านกเขาตามยอดไม้ อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน จนพวกลิงต้องเอาไปล้างหู ไม่มีวันสิ้นสุดนั้นเอง. เราที่เป็นพุทธบริษัททั้งหลาย จงได้พิจารณาดูเรื่องนี้กันให้มาก. ว่าที่จริง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ห้ามปราม ว่าอย่าไปเกี่ยวข้องกับวัตถุ. ท่านไม่ได้ห้ามปรามว่า อย่ามีแก้วแหวน เพชรพลอย เงินทอง ภายนอก ที่เป็นวัตถุเหล่านั้นกันเสียเลย. ใครจะมีบ้าง ก็มีไปตามเรื่องตามราว ตามธรรมดา ตามประสาของคนที่อยู่ในโลก. เขานิยมใช้สอยอะไรกัน ก็มีสิ่งนั้น หรือใช้สอย

น.373 สิ่งนั้น ไปตามเขาก็ได้ ; แต่ว่า ควรจะรู้จัก สิ่งซึ่งเป็นความหมายอันแท้จริง ตามความหมายของสิ่งเหล่านั้นกันเสียบ้าง. เช่นว่า เพชรพลอย หรือ รัตนะ นี้ มันเป็นสิ่งที่มีความหมายว่า ทำเจ้าของ ให้เกิดความยินดี ; แต่แล้วมันทำเจ้าของให้เกิดความยินดี ในลักษณะที่เป็นของชั่วคราวหรือของคนโง่. เหมือนกับว่า ข้าวสุกข้าวสารก็ทำให้ไก่ยินดีได้ ; แต่ว่าเม็ดเพชรพลอยซึ่งมีลักษณะขนาดเท่าข้าวสาร มันก็หาทำให้ไก่นั้นยินดีไปได้ไม่. เพราะฉะนั้น ไก่เหล่านั้นจึงไม่ต้องการเพชรพลอย แต่ต้องการข้าวสาร ในฐานะเป็นสิ่งที่น่ารัก น่ายินดี น่าปรารถนา น่าพอใจ; ไม่มีไก่ตัวไหนที่ยินดีในเพชรพลอย. คนทั้งหลายส่วนมาก ก็มีลักษณะอาการเป็น เหมือนกับไก่ รู้จักแต่ ข้าวสาร ก็คือแก้วแหวนเงินทอง ชนิดที่เอาไปซื้ออะไรกินได้ ; แต่รัตนะที่แท้จริงมีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นต้นนั้น ไม่รู้จัก จึงทิ้งเสีย, ไปเอาข้าวสาร. หรือว่า เหมือนกับลิง ที่เขาเอาแก้วมาให้ มันก็คง จะทิ้งเสีย แล้วก็วิ่ง ไปหาตุ้งหาแตง มาเป็นสิ่งที่ยึดถือหวงแหนยิ่งกว่าเพชรพลอย. ถ้าฤๅษีคนไหนจะพยายามเอาแก้วดวงใหญ่ ๆ ไปยื่นให้ลิง ก็คงจะถูกหาว่า เป็นฤๅษีที่โง่เง่า บ้าบอที่สุด มันก็ถูกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นฤๅษีที่ฉลาด จึงเบื่อในการที่จะเอาแก้วไปยื่นให้กับลิง ; คงให้แต่ตุ้งแต่แตง ไปตามเรื่องตามราว จนกว่ามันจะพ้นจากความเป็นลิง มาเป็นคน รู้จักว่าเพชรพลอยเหล่านั้น มันมีค่ากว่าตุ้งกว่าแตง นี่จึงจะพูดกันรู้เรื่อง.

น.374 นี้ มันจะเป็นลิงกันไป อีกกี่ร้อยปี กี่พันปี กี่หมื่นปี กี่แสนปี ; นี่ลองคิดดูเถิดว่า มันน่าทุเรศ น่าสมเพชเวทนาสักกี่มากน้อย ถ้ายังจะต้องเป็นลิง, ที่รู้จักแต่เรื่องตุ้งเรื่องแตง ไม่รู้จักเรื่องเพชรพลอยอันแท้จริงกันเสียบ้าง. การที่คนเรารู้จักแต่เรื่องทางวัตถุสิ่งของ ที่เป็นอารมณ์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสียอย่างเดียว, ไม่รู้จักธรรมะที่สูงไปกว่านั้น คือรู้จักแต่ชีวิตด้านนอก ไม่รู้จักชีวิตด้านในเสียเลยแล้ว มันดีกว่าพวกลิง ที่รู้จักแต่ตุ้งแต่แตงนั้นสักกี่มากน้อยอีก. เป็นสิ่งที่น่าคิดดูว่า นี่เป็นความไม่ละอาย, หรือเป็นความน่าละอายสักเพียงไร. นี่แหละคือสิ่งที่ จะแสดงให้ทราบ ถึงความหมายหรือคุณค่า ของสิ่งที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม. .... .... .... .... อยากจะเล่านิทานที่สั้นที่สุดอีกสักเรื่องหนึ่งว่า คุณยายคุณตาอ้อนวอนหลานชายคนหนึ่งให้บวช. หลานชายคนนั้นก็ตอบว่า ฉันจะค่อยไปบวชในสวรรค์ของคุณยายและคุณตา. คุณยายคุณตาก็เลยดีใจใหญ่. นี่นิทานก็จบ. ลองคิดดูว่า คุณยายคุณตานี้ฉลาดสักเท่าไร ในการที่หลงใหลในสวรรค์ยึดเอาเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ตามที่เขาเล่าลือกันว่า สวรรค์นั้นมันเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ประเสริฐสุด กว่าสิ่งทั้งหลายแล้ว. คำว่า มรรค ผล นิพพาน นั้น ฟังไม่เข้าใจ หลานชายคนนั้นก็ต้มคุณยายคุณตาได้สนิท, หรือที่เรียกกันว่าสุกยิ่งกว่าสุก ; เพราะว่าในสวรรค์นั้น มันไม่มีอุปัชฌาย์ที่จะบวชใครให้ได้ ไม่มีพระในสวรรค์เลยที่จะมานั่งหัตถบาถให้ได้ มันมีแต่พวกบ้ากามคุณ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย, ไม่ว่า

น.375 ทวดาตัวผู้ หรือเทวดาตัวเมีย. แล้วหลานชายคนนั้นมันก็ไม่ต้องบวช ; ถึงแม้จะตายไปเกิดในสวรรค์ คุณยายคุณตาจะเอาอะไรให้มันบวชได้. มันไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีการบวชในสวรรค์ หรือไม่มีศาสนา. นี่แหละขอให้พิจารณาดูเถิดว่า สวรรค์ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของคุณยาย คุณตานั้น มันมีอะไรบ้าง? แต่แล้วมันก็เป็นที่ติดแน่น ยึดมั่นถือมั่น ของคนเหล่านั้น สักเท่าไร ? ที่มองเห็นอยู่ที่นี่แท้ ๆ ว่า มันมีศาสนา มีการศึกษาเล่าเรียน มีการประพฤติปฏิบัติธรรมะ จะบวชก็ได้ แต่แล้วยังไม่พอใจ ไม่จุใจ เอาไว้ค่อยไปบวชกันในสวรรค์เถอะ เพราะมีเสียงเล่าลือ อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ประเสริฐไปทั้งนั้น. นี้ถ้าจะเปรียบเทียบกัน สวรรค์มันก็เหมือนกับตุ้งกับแตง, หรือข้าวสุก,ข้าวสาร ที่พวกลิงพวกไก่ปรารถนากันนักเท่านั้นเอง. ส่วนเรื่องที่เหนือไปจากสวรรค์นั่นแหละ มันคือเรื่องที่มีสาระแก่นสาร เหมือนกับเพชรกับพลอย ; เพราะมันไม่ต้องเกี่ยวข้องกันกับความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ; แต่แล้วทำไมจึงไม่ปรารถนากัน. พอเอ่ยชื่อว่า มรรค ผล นิพพาน ก็สั่นหัว, บางคนก็กลัว จนถึงกับว่า ถ้าเอาเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็จะอดตาย จะไม่ต้องทำมาหากิน จะยากจนลง เหล่านี้เป็นต้น. หรือเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่า เรื่องของธรรรมะ เรื่องของศาสนา หรือพระเจ้าพระสงฆ์นี้ เป็นที่รังเกียจ กินแหนง อิดหนาระอาใจ ของพวกคนที่ลุ่มหลงแต่ในเรื่องทางวัตถุ เรื่องที่จะทำบาปทำกรรม ทำสิ่งที่เป็นอกุศลนั่นแหละ. อย่างพวกที่จะทำประมง, พวกที่จะจับช้างจับม้า หรืออะไรเหล่านี้ เขาดูหมื่น

น.376 ดูถูกพระ ว่าเป็นตัวเสนียด เข้าไปใกล้ไม่ได้ ; ถ้าเข้าไปใกล้แล้วก็จับปลาไม่ได้ จับช้างไม่ได้. เข้าไปในไร่แตงแล้ว ก็เหี่ยวหมดตายหมดเหล่านี้ ; มันเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ถ้าหากว่า ไม่ได้เกิดมาจากความเข้าใจผิด จนถึงกับไปลุ่มหลงในสิ่งเหล่านั้น มากเกินไป; แล้วก็ห่วงวิตกกังวลกลัวไว้ล่วงหน้าว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้น อย่าเข้ามาเป็นอันขาด เลยทำให้ไม่รู้เรื่องของสิ่งที่ตรงกันข้าม มีแต่จะหลงใหลไปในเรื่องของวัตถุ หรือเรื่องที่เป็นโลก จัดมากขึ้นทุกที. .... .... ..... .... ทีนี้ ก็เลยเล่านิทานเรื่องลูกกบเสียสักหน่อย ว่าลูกกบกับแม่กบนั้น มันทะเลาะกัน. แม่กบเล่าเรื่องบนบกให้ลูกกบฟัง ลูกกบมันก็ไม่เชื่อ แล้วมันก็ด่าเอาด้วยซ้ำว่า แม่หรือพ่อนี้พูดโกหก เอาเรื่องที่ไม่มีจริงมาเล่าให้ฟัง. ลูกกบหมายความว่า ลูกตัวเล็ก ๆ ที่คล้ายกับปลา ยังว่ายอยู่ในน้ำ ที่เรียกกันว่าลูกรวก ลองไปนั่งดูลูกรวกที่ว่ายอยู่ในน้ำ ว่ามันจะฉลาดสักกี่มากน้อย แล้วมันจะรู้เรื่องบกที่สมมติว่า พ่อแม่ไปเล่าให้ฟังนั้นได้อย่างไร. มันเหมือนกับคนที่ลุ่มหลงแต่ในเรื่องทางวัตถุ แล้วก็ไม่ยอมเชื่อเรื่อง ทางอุดมคติ หรือทางจิตใจ ที่สูงขึ้นไปในทางจิตทางวิญญาณ, โดยเฉพาะก็คือเรื่องนิพพาน. ฉะนั้นมันจึงไม่ชอบคนที่พูดถึงเรื่องนิพพาน ; คนส่วนมากก็ตายเสียก่อนที่จะรู้เรื่องนิพพาน เหมือนกับลูกรวกส่วนมากนั้น มันตายเสียก่อนแต่ที่จะได้ขึ้นมาเป็นกบบนบก. ลูกรวกตั้งหมื่นตั้งแสนตายเสียในน้ำ เป็นเหยื่อของสัตว์อื่น ๆ เสียตั้งแต่อยู่ในน้ำ ไม่เคยโผล่ขึ้นมาบนบกเลย จึงไม่รู้เรื่องบก. นี่มันเหมือนกับคนที่ลุ่มหลงในวัตถุแล้ว มันก็ตายไปกับวัตถุ ไม่เคยมีความรู้เรื่องโลกุตตระ ซึ่งสูงกว่าโลก น้อยตัวนักที่จะหลุดออกไปได้.

น.377 ลา ท่านจึงเปรียบไว้ว่า จำนวนคนที่หลุดออกไปได้จากโลกนั้นเหมือนกับ เขาโค ซึ่งตัวหนึ่งมีเพียง ๒ เขา ; ส่วนคนที่ตายเหมือนกับลูกรวก ที่ตายในน้ำนั้น มีจำนวนเท่ากับขนของโค. ไปคิดดูเอาเองก็แล้วกันว่า โค หรือ วัว ตัวหนึ่งนั้นมีขนกี่เส้น ; นั่นแหละคือจำนวนของคนที่ไม่มีชีวิต ไม่นุ่งผ้า ; ส่วนคนที่มีชีวิตและนุ่งผ้านั้น มีเท่ากับจำนวนของเขาโค. เมื่อรวมกันทั้งโลก จำนวนขนโคมันก็ยิ่งมากขึ้นตามลำดับ ; จำนวนเขาโค มันก็ยังน้อยไปตามเดิมอยู่นั่นเอง. นี่แหละเราควรจะคิดดูว่า การเป็นลูกกบ ที่ดื้อดึงต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือไม่มีความสนใจ ในเรื่องของโลกุตตรธรรมนั้น มันจะเป็นอย่างไร ? มันมากจนถึงกับด่าคนที่พูดความจริงนี้ จะได้หรือไม่ ? ขอให้คิดดูในส่วนนี้ ให้มาก เป็นส่วนใหญ่ แต่แล้วมันก็ตายในน้ำ มากเท่ากับความโง่ของมันนั้นเหมือนกัน. ทำไมเราไม่มองดู ธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่ง มันสอนเรายิ่งกว่าจะสอน. ผู้ที่มีปัญญาจึงพูดว่า ธรรมชาติอันสงบนั้น มันได้ร้องตะโกน อยู่ด้วยเสียงอันดังลั่น ยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า ว่าอะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ; แต่แล้ว พวกคนหูหนวก เกิดมาไม่มีชีวิต ไม่นุ่งผ้าเหล่านี้ หาได้ยินไม่; เพราะหูตาหรือจิตใจของเขา ไปมัวสนใจแต่เรื่องทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง ทางเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก อะไร ๆ เหล่านั้นเสียสิ้น, จนเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงว่าตัวกูว่า ของกู อย่างนี้ไปหมดจนลิงต้องล้างหู ไม่มีวันสิ้นสุด ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าหากว่าได้พิจารณากันดูด้วยความระมัดระวัง ให้สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนากันจริง ๆ แล้ว คงจะดีกว่านี้มาก, คือจะเป็นลูกกบ

น.378 ที่ไม่ตายกันเสียตั้งแต่ในน้ำบ้าง, หรือจำนวนของคนที่หลุดพ้นออกไปได้นั้นก็จะมากกว่าจำนวนของเขาโค เป็นแน่นอน ; แล้วก็จะไม่ถูกติด้วยการล้างหู อีกต่อไป. .... .... .... .... ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงสภาพตามที่เป็นจริง ที่กำลังเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ซึ่งเป็นมานานแล้วก็เห็นจะแน่ ; เพราะว่าเรื่องลิงล้างหูนี้ มันเป็นเรื่องชาดก ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์เก่าแก่ อย่างน้อยก็เท่ากับอายุของพระพุทธศาสนา คือตั้งสองสามพันปีมาแล้ว. แต่เขาก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งหมดมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ; เพราะว่าคนที่ฟังถูกและเข้าใจ มันก็ยังมีอยู่ คือคนที่มีชีวิตมีความอายต่อการที่ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดนั้น ก็ยังมีอยู่. หมายความว่า คนที่ดีกว่าลิงที่ล้างหูนั้น มันก็มีอยู่เหมือนกัน หรืออย่างน้อยก็ว่าพวกลิงที่ล้างหูนั่นเอง มันยังดีอยู่. มันยังน่าดูกว่าคนจำนวนมาก มันจึงล้างหูเป็น ในเมื่อได้ยินสิ่งเหล่านี้. เพราะฉะนั้น เ ราจะต้องสนใจ ในสิ่งที่ลึกหรือที่เป็นด้านใน หรือที่สูงไปกว่าความรู้สึกตามธรรมดาสามัญ ที่เห็นแต่เรื่องข้าวสุกข้าวสาร เรื่องตุ้งเรื่องแตงเหมือนกับไก่กับลิงบางชนิดนั้น. เราจะเป็นลิงที่เห็นแก่ตุ้งแก่แตง, หรือว่าเป็นลิงที่รู้จักเพชรพลอย ถึงกับรู้จักล้างหูที่ลำธาร มันจะเป็นอย่างไหนกันแน่ ? นี่แหละจะช่วยตัวเองได้โดยวิธีใด จึงจะไม่ต้องเป็นอย่างนั้น. พิจารณาดูไม่เห็นทางอื่นเลย, ไม่เห็นทางไหนที่จะช่วยแก้หน้าพวกมนุษย์นี้ได้, นอกจากจะต้องอาศัยสติปัญญาที่เป็นปัญญา แห่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ของพระพุทธเจ้าของเรา.

น.379 สมนกถา ๓๔๓ พระธรรมคำสอนทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น เปรียบเหมือนกับว่ามหาสมุทร หรือภูเขาหิมวันต์ ซึ่งในนั้นมีเพชรพลอยซ่อนอยู่ทั้งนั้น. ในมหาสมุทรก็มีเพชร พลอย ; พวกที่โง่ ๆ เท่านั้น ที่จะหาไม่พบ. ในใจกลางของภูเขาหิมวันต์ก็มี เพชรพลอย ; พวกโง่ ๆ ก็ขุดออกไม่ได้ เพราะมันแข็งเป็นหินห่อหุ้มอยู่. เราจะเอาเครื่องมืออะไรที่แหลมคมมาขุดเล่า ? มันก็ ต้องอาศัยเครื่องมือที่ พระพุทธเจ้าท่านประทานให้ นั่นเอง คือ สติปัญญา ถึงขนาดที่จะเป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน นั่นแหละ. มันคืออาวุธที่แหลมคมอย่างยิ่ง ที่จะเจาะแทงทะลุ เครื่องปิด เครื่องกั้น เครื่องหุ้มห่อทั้งหลายเสียได้ ในบรรดาเครื่องหุ้มห่อทั้งหลายแล้ว ไม่มีอะไรแข็งหรือหนาไปกว่า ความโง่ของมนุษย์เอง ซึ่งเรียกว่า อวิชชา ท่านจึงกล่าวว่า อวิชชา เป็นเครื่องหุ้มห่อ ปิดกั้น อย่างยิ่ง มัน ปิดกั้นไม่ให้เข้าถึง เพชรพลอยอันแท้จริง กล่าวคือ โลกุตตรธรรม ที่จะทำความดับทุกข์สิ้นเชิงได้. หมายความว่า เราต้องอาศัยสติปัญญา สิ่งนี้ จึงจะเข้าถึงความว่าง, และ อยู่เป็นอันเดียวกันกับความว่าง. ถ้าผิดจากนี้แล้ว ก็จะต้องอยู่เป็นอันเดียวกันกับความวุ่น เปรียบเทียบความว่างกับความวุ่นดูก็แล้วกัน มันวุ่น จนถึงขนาดไม่รู้ ว่าเป็นความวุ่นแล้ว เห็นไหม ? ลองพิจารณากันดูให้ทุกๆ คนเถิด มันวุ่น เพราะว่าเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหา, วุ่นเพราะตกเป็นบ่าวเป็นทาสของ เรื่องกาม เรื่องกิน เรื่องเกียรติ, เรื่องอะไรทำนองนี้ทั้งนั้น. มันวุ่นชนิดที่ เรียกว่าเป็นทาส ก็ยังไม่รู้สึกว่าวุ่น .. ถูกเบียดเบียนข่มเหง ในลักษณะที่เป็นทาส ก็ไม่รู้สึกว่าถูกเบียดเบียนข่มเหง ; กลับสมัครใจที่จะเป็นทาส ของความวุ่นนั้น

น.380 ตลอดไป ไม่เคยอยู่กับความว่างเลย นั่นแหละมันคือโทษ ของความที่มีความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูหรือของกู จัดเกินไปนั่นเอง. ความที่วุ่นวายนั้น ไม่ได้ วุ่นวายด้วยเรื่องอย่างอื่น วุ่นวายด้วยเรื่องเห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ของกูทั้งนั้น. เรื่อง ตัวกู หรือ ของกู นั้น มัน เป็นเพียงมายา เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีตัวจริง ; แต่มันก็ ทำให้จิตใจนี้ ถูกปรุงแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้จิตใจนี้ หันเหียนวนเวียน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ไม่มีวันหยุด. เพราะความล่อลวงของสิ่ง ที่เป็นมายา. ที่ว่า ความรู้สึกว่าตัวกูเป็นมายา นี้ ก็ เพราะว่า ความรู้สึกว่าตัวกูหรือ ของกูนี้ มัน เกิดมาจากอวิชชา - ความโง่ความหลง ไปตามสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กระทั่งคิดขึ้นในใจเอง ; กล่าวคือ เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มาเกิดขึ้นที่ทวารตา เป็นต้นแล้ว มันก็ มีเวทนา อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น เป็นความสุขบ้าง เป็นความทุกข์บ้าง คือว่า ทำความพอใจให้บ้าง ทำความไม่พอใจให้บ้าง. แล้วอันนี้เอง ก็ เกิดความอยากไปตามอำนาจของเวทนานั้น ว่าสิ่งนี้ อยากได้อยากเอา, หรือว่าสิ่งโน้นไม่อยากได้ไม่อยากเอา แล้วก็ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง ที่อยากได้ นั้น ว่า มันเป็นสิ่งที่น่าอยากได้, และ ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่น่าอยาก ได้ นั้น ว่า มันเป็นสิ่งที่ น่าเกลียดน่าชัง. ทีนี้ ตัวกูมันก็เกิดขึ้น สำหรับอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ จนถึงกับตกเป็นบ่าว เป็นทาสของสิ่งนั้นสิ่งนี้. หรือว่า ตัวกูมันก็เกิดขึ้น ในสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ

น.381 จนต้องไปโกรธ ไปเกลียด ไปวางโตกับสิ่งนั้น ในฐานะที่เป็นตัวกูเหมือนกัน ; แต่เป็นตัวกูที่เข้าไปเกลียด, ตัวกูอีกตัวหนึ่งก็เป็นตัวกูที่เข้าไปรัก. มันจึงมีแต่ ตัวกูที่เกิดขึ้น สำหรับเกลียดบ้าง สำหรับรักบ้าง สลับกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่ง ล้วนแต่เป็นมายาทั้งนั้น. ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ ว่า ตัวกูหรือตัวตนที่เป็น ตัวกู เป็น ของกู นี้ มัน เ ป็น มายาทั้งนั้น และนั่นแหละเขาเรียกว่า เป็นอนัตตา. อนัตตา ก็แปลว่า ไม่มีตัวตน ที่แท้จริง คือเป็นเพียงมายา เพิ่งเกิดมา หรือเกิดขึ้นในจิตในใจเมื่อตะกี้หยก ๆ นี่เอง ว่าตัวกูรักของสิ่งนี้, หรือว่าตัวกูเกลียดของสิ่งนี้. แล้วก็มีตัวกูที่เป็นผู้รัก หรือ เป็นผู้เกลียดนั้น ดิ้นเต้นเร่า ๆ อยู่ กระโดดเร่า ๆ อยู่ ในการที่จะเอาบ้าง ในการที่ จะฆ่ามันเสียให้ตายบ้าง ; แล้วแต่ว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้นอย่างไร. พอเรื่องนั้นผ่านไปแล้ว มันก็สิ้นสุดกัน ตัวกูมันก็ตายไปตัวหนึ่ง ; แล้วต่อมา เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่ง มากระทบตา หู เป็นต้นอีก ตัวกูตัวใหม่มันก็เกิดขึ้นมาอีก. มันเกิดขึ้นมาทุกที มันก็บ้าบอทุกที มันจึงเป็นทุกข์ทุกที. ดังที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลัก ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ว่า การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ทุกคราว ; เพราะมันเป็นการเกิดของตัวกูนี่เอง และมันเกิดได้วันหนึ่งหลายครั้ง หลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง ก็ได้ แต่แล้วเกิด ทุกคราวมันก็เป็นทุกข์ทุกคราว. แต่พวกคนไม่นุ่งผ้า ไม่มีความอายเหล่านั้น หาได้เข้าใจเรื่องนี้ไม่ ; ไปสนใจแต่เรื่องเกิดจากท้องแม่เสียหมด. เกิดจากท้องแม่นั้น ถ้ายังไม่มีความรู้สึก ว่าตัวกู-ของกูแล้ว มันก็ยัง เท่ากับไม่ได้เกิดมา, ไม่มีปัญหาตรงที่เกิดจากท้องแม่.

น.382 ต่เมื่อเกิดมาแล้ว เป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นรูปเป็นร่าง, . เป็นกายขึ้นมาแล้ว มัน ก็ยังไม่มีความหมาย ; จนกว่า เมื่อไรจะมีความรู้สึกที่เป็นตัณหาอุปาทาน ผุดขึ้นมา เป็นคราว ๆ ก่อน มันจึงจะเป็นการเกิดที่แท้จริง ชนิดที่เรียกว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์. ตัวกูเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งก็เป็นชาติ ๆ หนึ่ง แล้วมันก็เป็นทุกข์ชาติหนึ่ง. ต่อมามันก็แก่, ต่อมามันก็ตาย วันหนึ่งมันเกิด มันแก่ มันตายได้ ไม่รู้จักกี่ตัว. ตัวกูอาจจะเกิดขึ้นวันหนึ่งหลายตัว หลายสิบตัว หลายร้อยตัว ; แล้วทุกตัวก็ต้องแก่ และต้องตาย ; ฉะนั้นมันจึงมีแต่ความทุกข์ ไปตลอดทั้งวันทั้งคืน. นี่แหละ คือความทุกข์ที่แท้จริง. จงมองให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า มันเป็นอย่างนี้. อย่านึกเอาเอง, หรืออย่าเชื่อไปตามคำสอนที่สอนผิด ๆ ว่าเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว, เกิดมา จากท้องแม่ แล้วก็ตายเข้าโลงไป แล้วมันจะเป็นทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มี อุปาทานเข้ามายึดครอง ระหว่างที่เกิดมานั้น สมมติว่ามีอายุ ๑๐๐ ปี ถ้าไม่มีตัวกู โผล่หัวออกมาให้เห็นแล้ว มัน ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ได้. เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษแม่ อย่าไปโทษโลง ; มันไม่ได้มีความทุกข์ เพราะแม่เกิดมา หรือมีความทุกข์เพราะต้องเข้าโลง. แต่มัน มีความทุกข์เพราะ การเกิดของตัวกู การแก่ของตัวกู การตายของตัวกู ที่เกิด แก่ ตาย อยู่ วันหนึ่ง ไม่รู้จักกี่ตัว กี่สิบตัว กี่ร้อยตัว ทุกคราวที่ตาได้เห็นรูป หูได้ฟังเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้สัมผัสรส และกายได้สัมผัสทางผิวกาย หรือว่าเกิดคิดนึกฝันด้วยสัญญาในอดีต ขึ้นมาเอง ก็ปรุงเป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน คือเป็นตัวกูได้เหมือนกัน.

น.383 การเกิด แก่ ตายของตัวกูทีหนึ่ง ก็เรียกว่ารอบหนึ่ง ซึ่งเป็นความทุกข์ โดยบริบูรณ์ ; แล้วมันเกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่มีที่สิ้นสุด ในวันหนึ่ง ๆ นั่นแหละคือความเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ จมอยู่ในความทุกข์ ไม่โผล่ขึ้นมาได้เลย. .... ..... .... .... ทีนี้ เราจะอยู่เหนือความทุกข์ โผล่ขึ้นมาจากความทุกข์ ให้จิตใจอยู่ เหนือความทุกข์ได้อย่างไร? ที่เรียกว่า อยู่เหนือทุกข์เหนือโลก หรือเป็น โลกุตตรธรรม มัน จะต้องทำลายตัวกูนี้ให้หมดไป. อย่าให้ตัวกูหรือของกูนี้ครอบงำ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. แล้ว จะทำอย่างไรกัน? เรื่องมันก็ต้องอยู่ ตรงที่ว่า จะต้องมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวัง ในเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้น อย่าให้มันปรุงเป็นเวทนาขึ้นมา ให้มันเป็นเพียงผัสสะ คือการกระทบ ที่ตา ที่หู. พอรู้ว่าเป็นรูป เป็นเสียง แล้วก็ดับไป อย่าให้กลายเป็นเวทนา มีรสมีชาติอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา. สติที่บริบูรณ์ที่สุดนั้น มันมีอยู่อย่างนี้ คือคอยคุมที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย เป็นต้น. เมื่ออารมณ์มากระทบที่นั่นแล้ว ให้รู้ทันท่วงทีว่า นั่น สัก ว่ารูป นั่น สักว่าเสียง นั่น สักว่ากลิ่น นั่น สักว่ารส, มีลักษณะอาการเป็นเช่นนั้น ๆ. อย่าเพ่อให้เป็นเวทนาเอร็ดอร่อย หรือไม่เอร็ดอร่อยขึ้นมา, หรือว่า ถ้าจะต้อง จัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ก็ให้จัดการไปด้วยสติสัมปชัญญะ ในลักษณะที่เป็น เพียงผัสสะก็ได้.

น.384 เช่นว่า กินอาหารเข้าไปในปาก ก็รู้แต่เพียงว่า มันเป็นสิ่งที่กินได้ แล้วก็กินเข้าไป. อย่าไปสนใจในข้อที่ว่า มันอร่อยหรือไม่อร่อยก็แล้วกัน. นี้เรียกว่า รู้สึกเพียงผัสสะ แล้วก็กินอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ; ไม่มีปัญหาว่าอร่อย หรือไม่อร่อย มันก็ปลอดภัยอย่างยิ่ง. ทีนี้สมมติว่า พ่ายแพ้แก่มันในขั้นนี้ ควบคุมให้เป็นเพียงผัสสะไม่ได้ เป็นเวทนาขึ้นมาเสียแล้ว คืออร่อยหรือไม่อร่อยเสียแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่จะต้องต่อสู้ กับมันอีกยกหนึ่ง คือว่า ควบคุมเวทนานั้นไว้ อย่าให้ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้. ให้เวทนาสักว่าเวทนา แล้วก็ดับไป คือเวทนาที่เป็นความอร่อย ก็ให้พอรู้สึกว่า อร่อย แล้วก็ให้ดับไป. อย่าให้ปรุงเป็นความอยาก คือตัณหาขึ้นมา. หรือว่า เวทนาที่เป็นความไม่อร่อย ก็ให้รู้สึกว่าไม่อร่อย แล้วก็ให้ดับไป. อย่าให้เป็น ความอยาก อย่างโน้นอย่างนี้ ในทำนองที่ตรงกันข้ามขึ้นมา. อย่างนี้เรียกว่า เวทนานั้นไม่ปรุงให้เป็นตัณหา : เวทนาที่อร่อย ก็ไม่ ปรุงกามตัณหา หรือภวตัณหา, เวทนาที่ไม่อร่อย ก็ไม่ปรุงวิภวตัณหา. แปลว่า ตัณหาทั้ง ๓ ไม่ถูกปรุงขึ้นมา ด้วยอำนาจของเวทนาใด ๆ หมด. มันก็หยุดกัน เพียงเท่านั้น คือมัน ไม่มีตัณหาเกิดขึ้น ; ความทุกข์ก็ไม่มี. แต่ ถ้าเวทนาปรุงเป็นตัณหาเสียแล้ว มันช่วยไม่ได้ ; เพราะว่า หลังจากตัณหาแล้ว ตัวกูก็โผล่หัวออกมาทันที เป็นเจ้าของตัณหา, เป็นตัวกูที่ จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ ยึดถืออย่างนั้น ยึดถืออย่างนี้, เป็นตัวกูที่เกิด ออกมาเป็นชาติ เป็นภพ เป็นชาติ แล้วมันก็ ต้องทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้.

น.385 เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; เพราะว่าถ้าเป็นตัณหาเสียแล้ว มันก็ต้องทุกข์โดยแน่นอน ; เพราะมันปรุงเป็น อุปาทาน เป็นภพเป็นชาติ นั่นเอง. ถ้าลงเป็นชาติแล้ว มันก็ต้องมีชรา มรณะ ซึ่งล้วนแต่เป็นความทุกข์ไปด้วยกัน ; ฉะนั้นจงระมัดระวัง ชาติชนิดนี้ ให้มาก ซึ่งมัน จะเกิดทุกคราวที่ตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กระทบกลิ่น เป็นต้น. . . . . . . . . . . . . . . . . สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้เอง พระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น สรุปรวมแล้ว ก็คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในอารมณ์ที่มากระทบ ; จึงพูดได้สั้น ๆ ประโยคเดียว ว่า ควบคุมที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อย่าให้เกิดเป็นเวทนา หรือ เป็นตัณหา ขึ้นมาเท่านั้น เราก็จะอยู่เหนือโลกทั้งหลายได้ เพราะว่าโลกทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น มันอยู่แค่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เท่านั้นเอง, ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. และ อารมณ์ ทั้งหมดนั้น จะมีอยู่กี่ร้อยอย่าง พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง มันก็มีความหมาย เพียง ให้เกิดเวทนา เท่านั้นเอง. เวทนานั้น จะมีกี่ร้อยอย่าง พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง ไปตามอารมณ์นั้น ๆ มันก็มีความหมายตรงที่ ปรุงให้เกิดตัณหา เท่านั้น เอง. เราควบคุมอารมณ์ทางตา ทางหู ให้เป็นเพียงผัสสะ ไม่ให้เป็นเวทนา เรื่องมันก็จบกันตั้งแต่ทีแรก คือตั้งแต่แรกเห็นหรือแรกได้ยิน. แต่ถ้าพ่ายแพ้ที่ ตรงนี้ เกิดเป็นเวทนาแล้ว ก็ต่อสู้ควบคุมอีกครั้งหนึ่ง ตรงที่ไม่ให้เป็นตัณหา

น.386 ขึ้นมา ให้เวทนาดับไป โดยไม่ต้องปรุงเป็นตัณหาขึ้นมา. ลักษณะอาการ ที่เรียกกัน ว่า ปฏิจจสมุปบาท มีความสำคัญอย่างนี้ ; เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา และปฏิบัติเป็น ประจำวันอย่างนี้ ตัวกูจึงจะไม่เกิดขึ้น ความทุกข์จึงจะดับไป. เพราะเราสามารถ ทำให้ไม่มีชาติ, ไม่มีชาติแห่งตัวกูเกิดขึ้นมานั่นเอง ชาตินี้ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ ดังที่กล่าวแล้ว หรือถ้าพูดว่าเกิดจากท้องแม่ ก็ต้องว่า แม่ของมันนั้นคืออวิชชา ; ไม่ใช่แม่ที่เป็นเพศหญิง อยู่กับบิดาที่เป็น เพศชาย แล้วเกิดเราออกมา. ที่จริงแม่ของมันนั้น คือ อวิชชา - ความโง่เง่าไม่รู้ ตามที่เป็นจริง มัน ทำให้เกิดมาเป็นอุปาทาน คือ เป็นตัวกู หรือเป็น ของกู. ฉะนั้น จะต้องระวังแม่อวิชชา นี้ให้มาก อย่าให้คลอดเป็นตัณหา อุปาทานออกมา, หรือว่าการที่เวทนาจะปรุงให้เป็นตัณหา นั้นมันก็เพราะอวิชชา ด้วยเหมือนกัน. ถ้าอวิชชาไม่มี มีแต่วิชชาแล้ว เวทนาจะปรุงให้เกิดเป็นตัณหา ขึ้นมาไม่ได้; ฉะนั้นมันจึงไม่เกิด แล้วก็ไม่แก่ ไม่ตาย และไม่มีความทุกข์ เพราะเหตุนี้. เพราะเหตุฉะนั้นแหละ พระพุทธเจ้า จึงสอนมาก จึงตรัสมาก ในบรรดา คำสอนทั้งหลาย ให้มีสติสัมปชัญญะ ในขณะที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นได้รส กายได้โผฏฐัพพะ เป็นต้น ให้มากที่สุด. หรือที่เขาสอนกันเป็นคำ สมมติง่าย ๆ ปรัมปราว่า จงระวังนกอินทรีย์ทั้ง ๕, นกอินทรีย์ทั้ง ๕ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่มันจะไปทำให้เกิดเรื่องราว เข้าที่อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มันทำให้เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ถ้าเราฆ่านกอินทรีย์ทั้ง ๕ นี้ ให้ตาย ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้.

น.387 การฆ่านกอินทรีย์ให้ตาย ก็หมายความว่า ทำให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ ไม่รับอารมณ์ในฐานะที่เป็นเวทนาหรือเป็นตัณหา นั่นเอง, ทำให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้หมดความหมาย ในการที่จะรับอารมณ์ เอามาเป็นเวทนาเป็นตัณหา. เรา ฆ่ามันให้ตายเสียด้วยสติสัมปชัญญะ หรือ ปัญญา ที่มาควบคุมอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เลยไม่กลายเป็นนกอินทรีย์ ชนิดที่จะกินเหยื่อแล้ว ทำให้เกิดความทุกข์. เราจะพูดกันโดยแง่ไหน โดยปริยายไหน โดยอุปมาอย่างไร มันก็ไม่ พ้นไป จากการป้องกันหรือกำจัด ไม่ให้ตัวกูเกิดขึ้นมา, ไม่ให้ของกูเกิดขึ้นมา ไม่ให้ลิงต้องล้างหูอีกต่อไป. รวมความว่า ถ้าเอาชนะตัวกูได้อย่างเดียว เท่านั้น จิตนี้ก็จะเข้าถึงความว่าง จะลุถึงโลกุตตรธรรม หรือสภาวะที่อยู่เหนือโลก ที่เรา เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. แต่เราเรียกกันเสียจนชิน จนไม่รู้ ความหมายว่า มรรค ผล นิพพานที่แท้จริงนั้น คืออะไร, หรือเป็นอย่างไร. นี่แหละเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่น่าอดสู น่าละอายอย่างยิ่ง แต่ แล้วก็หาละอายกันไม่. .... .... .... .... รวมความว่า จิตที่ประกอบไปด้วยสติปัญญา ไม่ลุ่มหลงไปตามอารมณ์ เหล่านั้นแล้ว มันก็ ไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดตัวกู หรือของกูขึ้นมาได้ ; หมายความว่า กิเลสตัณหาไม่มีทางที่จะก่อรูปก่อร่างขึ้นมา ในจิตชนิดนี้ได้ ร่างกายนี้จึงบริสุทธิ์ สะอาด, จิตใจนี้จึงบริสุทธิ์สะอาด, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้จึง สะอาด คือไม่ถูกอุปาทานเข้ายึดครอง ; เป็นเบญจขันธ์ ที่ปราศจากอุปาทาน. เป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไปด้วยโลกุตตรธรรม ซึ่งเราเรียกกันว่า เบญจขันธ์บริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นบุคคลสูงสุด ที่เราพากันมาประชุมกัน

น.388 ล้วทำมาฆบูชา เป็นที่ระลึกแก่พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้น, อันมีพระพุทธเจ้า เป็นจอมโจก. พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้น มีขันธสันดานบริสุทธิ์ คือ มีเบญจขันธ์ บริสุทธิ์ ไม่มีอุปาทาน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. เรามาทำการบูชาท่านด้วยมาฆบูชา แล้วทำไมไม่เอาอย่างท่าน ? ทำไม ไม่ตั้งปณิธานหรืออธิษฐาน ในการที่จะดำเนินตามรอยของท่าน ? นี่แหละคือ มันเป็นการหลอกตัวเอง ไม่มีความจริง ไม่มีความอาย ไม่มีความกลัว ไม่รู้จักเข็ด ไม่รู้จักหลาบ ในการที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร. เราควรจะได้ ศึกษา เรื่องเบญจขันธ์ ที่ไม่มีอุปาทานยึดครอง นี้กันให้มาก จึงจะเข้าใจเรื่องอนัตตา เรื่อง สุญญตา จนสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ อย่างที่เรียกว่า เป็นชีวิตชาวพุทธแท้. ชีวิตชาวพุทธแท้ก็คือ ชีวิตที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ, ไม่มีกิเลส เครื่องให้เศร้าหมองมืดมัวเร่าร้อนนั่นเอง. เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู หรือของกู, เป็นร่างกายและจิตใจ ที่ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับเครื่องจักร คือ กายกับใจล้วนๆ บริสุทธิ์ล้วน ๆ เคลื่อนไหวไปด้วยอำนาจของสติปัญญาล้วน ๆ. กายใจล้วนๆ ก็คือ ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทาน เข้ามายึดครอง. สติ ปัญญาล้วน ๆ นี้ออกจะพูดเกินไปหน่อย สติปัญญาล้วน ๆ หมายความว่า ไม่มีความ โง่เจือปนอยู่เลย. ที่จริงเมื่อไม่มีความโง่เจือปนอยู่เลย มันก็เป็นสติปัญญาแท้ ๆ เป็นสติปัญญาบริสุทธิ์, หรือว่าสติปัญญาบริสุทธิ์ มันก็ไม่ต้องเจือด้วยความโง่ ความหลง แต่ประการใด.

น.389 ฉะนั้นเราไม่ต้องมีอะไร มากไปกว่า สติปัญญาที่แท้จริง ที่ได้อบรมมา ตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า ; เอาอันนี้แหละมา เป็นส่วนหนึ่งขอเครื่องจักร, แล้วก็อีก ๒ ส่วน ก็คือร่างกายกับจิตใจ คือ รูปธรรม กับ น ามธรรม ประกอบอยู่กับสติปัญญา. ไม่มีกิเลสตัณหาเข้ามาแทรกแซง, แล้วเครื่องจักรนี้ก็หมุนไปในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์เลย. ลองคิดดูว่ามันเป็นเครื่องจักร มันไม่มีความยึดถือว่าตัวกูหรือของกูเซ็งแซ่อยู่ในนั้น, มันเป็นเครื่องจักรไปทั้งนั้น. กาย นี้ก็ เป็นสักว่าธาตุในฝ่าย รูปธาตุ, ใจนี้ก็เป็นสักว่าธาตุในส่วนนามธาตุ, สติปัญญา ก็เป็นเพียงว่า ธาตุในส่วนนามธาตุ, ให้มันเป็นธาตุล้วน ๆ ไม่มีอุปาทานยึดถือว่าตัวตน เจืออยู่ในนั้นเลย. ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวไม่มีตน เจืออยู่ในนั้น ; ให้เป็นแต่สักว่าธาตุล้วน ๆ : เป็นธาตุกาย เป็นธาตุใจ เป็นธาตุธรรม. รวมกันเป็นธาตุ เป็นกลุ่มแห่งธาตุ ๓ ธาตุ : ร่างกายเป็นธาตุกาย, จิตใจเป็นธาตุใจ, สติปัญญาเป็นธาตุธรรม, ธาตุธรรมะ แล้วมันก็เป็นเครื่องจักรเท่านั้นเอง, เป็นชีวิตเครื่องจักรที่หมุนไปได้ ไม่ตายด้าน ไม่หยุดนิ่ง. กายกับใจบริสุทธิ์หมุนไปด้วยอำนาจของสติปัญญาบริสุทธิ์ แล้วการหมุนไปไม่หยุดนิ่งนั่นแหละ มันผลิตเป็นประโยชน์ออกมา ; เหมือนกับเครื่องจักรทั้งหลาย ย่อมผลิตเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ออกมา ทั้งที่มันไม่ต้องมีตัวกู ไม่มีของกู. นี่แหละน่าจะเอาอย่างเครื่องจักร ที่มันหมุนอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ; มันก็ยังทำได้ ทั้ง ๆ มันไม่มีตัวกู มันไม่มีของกู ; ถึงอย่างนั้นมันก็ผลิตเป็นของนั่น

น.390 องนี่ออกมา ให้เราใช้สอยเต็มไปหมด มันไม่มีความทุกข์เลย ; แล้วมันก็ยังทำประโยชน์อย่างใหญ่หลวงได้. เพราะฉะนั้น ผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาหรือความทุกข์นั้น จึงสามารถบำเพ็ญประโยชน์อย่างแท้จริง ให้แก่บุคคลอื่นได้. จงดูตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายอย่างยิ่ง อย่างไม่มีอะไรจะเปรียบเสมอเหมือนได้ ; แต่แล้วท่านก็ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ที่จะทำให้ท่านเป็นทุกข์เพราะบุคคลใด. นั่นแหละมันจึงเหมือนกับเครื่องจักรแท้ ๆ เคลื่อนไหวไป แต่ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. แต่แล้วสัตว์ที่ไม่นุ่งผ้า ไม่มีชีวิตเหล่านั้น ก็หารู้จักขอบพระเดชพระคุณของพระพุทธเจ้าไม่, หาได้กตัญญูต่อพระพุทธเจ้าให้มาก ให้พอ ให้สมกันไม่. นี่มันเป็นความไม่รู้ เป็นความหลับอยู่ตลอดเวลา. ทำไมจึงไม่ตื่นขึ้นมาด้วยสติปัญญา ? ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ; ดังที่พระ-พุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมคือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา ดังนี้. ในที่สุด ถ้าบุคคลใดมองเห็นความจริงข้อนี้ คือ เห็นชีวิตในด้านใน หมายถึงรู้จักสิ่งที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์เลย, ไม่ใช่ชีวิตด้านนอก ที่อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความทุกข์เสียทั้งนั้นแล้ว, ก็สามารถที่จะ เข้าถึงโลกุตตรธรรม ; ทำบุคคลนั้นให้มีความเป็นอันเดียวกันกับความว่าง ซึ่งเป็นธรรมะอย่างยิ่ง .

น.391 นั่นแหละเรียกว่า เป็นผู้ถึงที่สุดของธรรมะ, คนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคน ได้ถึงที่สุดกัน ก็เพราะเข้าถึงความว่างนี่เอง. ความว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน ; ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจความข้อนี้ไว้ และยอมรับความจริงข้อนี้ว่า "ความว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน" ,ว่างไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู, ว่างจากตัวกู หรือของกูโดยสิ้นเชิง นั่นแหละคือนิพพาน, และนั่นแหละคือ โลกุตตรธรรม. ทำไมจึงจะห่วงตัวกูหรือของกู อยู่อย่างเหนียวแน่น ไม่เข้ามาสู่ความว่าง นี้เล่า ? แล้วคนจะถึงธรรม หรือธรรมจะถึงคนได้อย่างไร ? เพราะว่า ตัวกู หรือ ของกู อันร้ายกาจนั่นแหละ มัน ปิดกั้นไปเสียหมด, มันปิดกั้นยิ่งกว่ากำแพง หรือกว่าภูเขามาปิดกั้น ; คนจึงไม่ถึงธรรมะ, ธรรมะจึงไม่ถึงคน. คนไม่ถึงธรรม ‘ธรรมไม่ถึงคน ก็เพราะสิ่งนี้เอง มันปิดกั้น, คือตัวกู หรือของภูนี่เอง. เราจะต้องทำลายภูเขาอันนี้ หรือกำแพงอันนี้ให้พังทะลายไป ; คนก็จะถึงธรรม ธรรมก็จะถึงคน เพราะว่าที่แท้มันพร้อมที่จะถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว, มันจ่อในการที่จะถึงกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว ; หากแต่ว่าตัวกูหรือของกูนี้ มันพลุ่งขึ้นมาเป็นเครื่องกั้นอยู่เสมอไป. เอาตัวกูออกไปเสียได้เมื่อใด คนกับธรรม ก็จะกลายเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน โดยไม่ต้องสงสัยเลย. คนมันหายไป เพราะตัวกูมันหายไป มันก็เหลือแต่ธรรม. นี่แหละเรียกว่า คนกับธรรม กลายเป็นอันเดียวกัน, หรือถ้าจะเรียกว่าคน มัน

น.392 ก็ต้องเป็นคน ชนิดที่ไม่ใช่ตัวกูหรือของกู ; แต่ต้องเป็นคนชนิดที่เป็นตัวธรรม. นั่นแหละคือชีวิตที่แท้จริง ใครเข้าถึงสิ่งนี้จึงจะเรียกว่า มีชีวิตและนุ่งผ้า. จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า เมื่อใดคนถึงธรรม หรือ ธรรมถึงคนแล้ว เมื่อนั้น ก็จะมีสิ่งที่เป็นชีวิตนิรันดร และนุ่งผ้าอย่างสวยงาม, คือลักษณะแห่งธรรม ที่ประกอบอยู่ที่ชีวิตนั้น ในตัวชีวิตนั้น, แต่ แท้ที่จริงแล้ว มันก็ คือ ความว่างอย่างยิ่ง ว่างจากตัวกู ว่างถึงที่สุด จนถึงกับกล่าวได้ว่า ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน. เพราะฉะนั้น ชีวิตอนันตกาล หรือชีวิตนิรันดร ก็ได้แก่นิพพาน อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่านั้น. ในสภาวะอันนั้น ไม่มีความทุกข์ เลย ไม่มีความเกิดไม่มีความดับ ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความทุกข์ความเร่าร้อน หรือความระส่ำระสาย ซึ่งคนโง่คนหลง มายึดเอาเป็นตัวกู หรือเป็นของกู หรือเข้าใจว่า ไปมีชีวิตกันที่นั่น แท้ที่จริงแล้ว จะหาชีวิตที่แท้จริง ในสิ่งที่เป็นสังขาร ในสิ่งที่มีการ ปรุงแต่ง ให้มีการไหลเวียนเกิดดับนั้น หาได้ไม่ ; จะต้องไปมองหาชีวิตที่แท้จริงกัน ในสิ่งที่เป็นความว่างจากตัวกูหรือของกู โดยสิ้นเชิง, คือ เป็นตัวธรรมะที่สูงสุด ยิ่งกว่าธรรมะทั้งหลาย . สมตามที่ท่านกล่าวไว้ ว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา - พวกผู้รู้ทั้งหลายได้กล่าวนิพพาน ว่าเป็นธรรมะอย่างยิ่ง หรือเป็นบรม- ธรรม. บรมธรรมนั้น คือธรรมะอย่างยิ่ง หรือธรรมะสูงสุด. นั่นแหละคือ สิ่งที่ควรจะได้เรียกว่า เป็นตัวชีวิตอันแท้จริง ; เพราะเป็นธรรมอันสูงสุดนั่นเอง, และแล้วก็ไม่มีอะไร มากไปกว่า ความว่างอย่างยิ่ง หรือ ว่างจากตัวกู หรือคือ นิพพาน.

น.393 เรื่องของเราจึงไม่มีอะไรมาก ไปกว่าการทำลายตัวกูหรือของกูเสีย ให้ หมดไปจากสันดาน. ถ้าไม่สามารถจะทำลายให้สิ้นเชิงได้ ก็ควบคุมไว้ให้ดี, ให้อยู่ในโลกหรือในโลกิยธรรม ที่มีทุกข์แต่น้อยที่สุด ควบคุมให้ดำเนินไปด้วยดี. อย่าได้ไปหลงอยู่ในโลกิยธรรม เหล่านั้น ; ให้เป็นเหมือนกับเครื่องมือสำหรับศึกษา, ให้รู้จักโลกหรือโลกิยธรรมเหล่านั้น ถูกต้องยิ่งขึ้น ไม่เท่าไรก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด อย่างถูกต้องขึ้นมาเอง. เมื่อมีความคลายกำหนัดแล้ว จะต้องมีการ หลุดออกไปเอง, และรู้ว่า เราเป็นผู้หลุดแล้ว จากโลกิยธรรมทั้งหลายทั้งปวง, เป็นผู้เข้าถึงสิ่งสูงสุด คือบรมธรรมนั้น. เป็นอันว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. นี่แหละคือเรื่องของคนถึงธรรม หรือธรรมถึงคน ซึ่งเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา, หรือเป็นหัวใจ อันเป็นความหมายแท้จริงของคำว่า พระอรหันต์ อันเป็นบุคคลที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน, เป็นบุคคลที่ควรแก่การ เคารพกราบไหว้, เป็นบุคคลที่ควรจะถือเอาเป็นตัวอย่าง จนถึงกับเรา พร้อมใจ กันมาเสียสละอดหลับอดนอน ประกอบมาฆบูชา เป็นเครื่องบูชาแก่ท่านทั้งหลาย เหล่านั้น; เพื่อเป็นคติอุทาหรณ์ สำหรับยึดถือเป็นหลักประจำใจ ในการที่จะ ทำลายตัวกูหรือของกู ให้ค่อย ๆ หมดไป เหมือนกับที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ได้ กระทำแล้ว. และโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังที่ได้กล่าวมาอย่างยืดยาวตั้ง ๓ ครั้ง ๓ คราว และสรุปลงได้ในนิเขปบท แห่งโอวาทปาฏิโมกข์ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ

น.394 การไม่กระทำความชั่วทุกอย่าง, กุสลสฺสูปสมฺปทา - การทำความดีหรือกุศล ให้ถึงพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ - ชำระจิตให้หมดจด จากความยึดถือว่าตัวกู หรือของกูในที่สุด เป็นวาระสุดท้าย ก็จะได้ชื่อว่า ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ในพระพุทธศาสนา บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง มีความงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายได้แท้จริง. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.

น.395 /๒๕๐๕ ณ ศาลาโรงธรรม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีขาล, วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕. อนุปาทาวิมุตติกถา. [การหลุดพ้น เพราะความไม่ยึดมั่น.] นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อิทานิ ปณฺณรสีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต : สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา อนุปาทา วิมุจฺจนฺตี - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของพระบรมศาสดา กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ๓๕๙

น.396 ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ เนื่องด้วยวันมาฆปุณณมี ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว. ข้อสำคัญมีอยู่ที่ว่า ในวันพิเศษ เช่นวันนี้ นี้ เราทั้งหลายจะต้องกระทำในใจโดยแยบคาย คือระลึกนึกถึงอยู่ ซึ่ง ความที่พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธาน ได้ประชุมกัน ในลักษณะที่เป็นพิเศษ อย่างยิ่ง กล่าวคือ :- ทุกองค์เป็น พระอรหันต์ขีณาสพ และทุกองค์ เป็นภิกษุเอหิอุปสัมปทา คือ ได้บวชแต่สมเด็จพระบรมศาสดา โดยระเบียบเอหิภิกขุด้วยกันทั้งนั้น. และ ทุกองค์มิได้มีใครบอกเล่าเชื้อเชิญ ได้มาสู่ที่ประชุมนั้น อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่า นัดหมายกันไว้ อย่างครบถ้วน. และพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงโอวาท- ปาฏิโมกข์ในวันนั้น ซึ่งเป็นวันเพ็ญมาฆปุณณมีเหมือนวันนี้. อาการทั้ง ๔ นี้ นับว่ายากที่จะมีครบ พร้อมกันได้ทั้ง ๔ เช่นนี้ ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวว่า จาตุรงคสันนิบาต เห็นปานนี้ ของพระผู้มีพระภาค- เจ้าของเรานั้น มีแต่เพียงครั้งเดียว มิได้มีอีกเป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓. เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่พระพุทธองค์ทรงแสดงลงไป ในวันเช่นวันนี้นั้น ก็ต้องนับว่า เป็นสิ่งพิเศษ อย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน และ สิ่งนั้นก็ได้นามว่า โอวาทปาฏิโมกข์. โอวาทปาฏิโมกข์ นี้ แปลว่า ธรรมะเป็นประธานแห่งพระพุทธวจนะ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ ; หมายความว่า บรรดาธรรมะทั้งหลาย ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น อาจจะสรุปย่อลงได้ในคำไม่กี่คำ เท่าที่ พระองค์ได้ทรงแสดงในวันนี้ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า : สพฺพปาปสฺส อกรณํ - การ ไม่ทำบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมฺปทา - การทำกุศลให้ถึงพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต