น.321 ๒๘๕ ปสุธรรมปุคคลธรรมกถา กันเสียที. ในพวกอื่น ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น หรือนักปรัชญาทั่วไปในโลกนี้ ก็นิยม ใช้คำคำนี้ ; คือคำว่า มนุษยชาติพวกใหม่ คือพวกที่ต้องการจะเข้าถึงธรรมะจริง ๆ นั่นเอง. ทำไมจึงต้องพูดกันมาก ถึงขนาดให้เป็นใหม่เป็นเก่า ? ข้อนี้คงจะเป็น เพราะว่ารู้สึกเบื่อเต็มที่แล้ว ในการที่คนพวกหนึ่งไม่มีความคิดนึก ไม่มีความเอาจริง เอาจัง ในการที่จะเข้าถึงธรรมะ, และมีความโง่เขลางมงาย เกินกว่าที่จะเข้าถึง ธรรมะได้. เราควรจะนึกถึงการตั้งต้นกันใหม่, หรือนึกถึงการเกิดใหม่เสียเลย จะดีกว่า ให้ความโง่เขลางมงายนั้นตายไปเสียที ; แล้วเกิดใหม่เป็นคนที่ไม่งมงาย, เป็นผู้ที่เข้าใจอย่างถูกต้องแท้จริง ถึงสิ่งสำคัญประการที่ ๓ ซึ่งชีวิตนี้ต้องการเป็น อย่างยิ่ง. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อเช้านี้ ว่า สิ่งที่ ๑ ร่างกายนั้นต้องการปัจจัย เครื่องเกื้อกูลแก่ชีวิต คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยาบำบัดโรค นั้น มันเป็นเรื่องของร่างกายที่ต้องการ. แม้ จิตจะต้องการ มัน ก็ต้องการเพื่อร่างกาย, ต้องการเอาไปให้แก่ร่างกาย ฉะนั้นจึงเรียกว่า ร่างกายต้องการ. ทีนี้ ที่สูงขึ้นมา สิ่งที่ ๒ ก็คือ จิตใจต้องกา ร นี้หมายถึงสิ่งสวยงาม สิ่ง ที่เหลือเพื่อ เหลือความจำเป็น หมายความว่า ไม่ได้ใช้ไม่ได้กิน ก็ไม่ตาย ; แต่จิตใจมันก็ยังต้องการสิ่งไพเราะสวยงาม หรือที่จะ รวมเรียกกันว่ากามคุณ ก็ได้ นั้นเป็นสิ่งที่จิตใจต้องการ นอกเหนือไปจากที่ร่างกายต้องการ.
น.322 ทีนี้ สิ่งที่ ๓ นั้น ก็คือ สติปัญญา หรือทิฏฐิความคิดความเห็น มันต้อง การ. ข้อนี้เนื่องมาจากความกลัวเป็นส่วนใหญ่ คือมีความกลัวว่า ตายแล้วจะเป็น อย่างไรก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจ, หรือว่าจะประพฤติอย่างไร จึงจะเต็มไปด้วยโชคดี มีความสุข ความเจริญ. สติปัญญาหรือความคิดเห็นนี้ ต้องการสิ่งที่เรียกว่าลัทธิ พระธรรม คำสอน เช่นเดียวกับที่ร่างกายต้องการวัตถุสิ่งของ ; จิตใจที่เหลือเพื่อ ก็ต้องการ สิ่งสวยงามไพเราะ. แต่ส่วนความคิดนึก ที่เป็นทิฏฐิความคิดเห็น หรือสติปัญญา ที่มากออกไปนั้น ต้องการลัทธิศาสนา ลัทธิปรัชญา หรืออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทีนี้ พวกคนที่จะเกิดใหม่ ที่จะเรียกว่าเกิดใหม่กันเสียทีนี้ ก็ เป็นคน พวกที่มองเห็นความจำเป็นของสิ่งที่ ๓ ที่สติปัญญาหรือทิฏฐิความคิดความเห็น ต้องการ. ฉะนั้นจึงแสวงหาอุดมคติ คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ที่มากหรือ สูงไปกว่าข้าวปลาอาหาร หรือวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณ สิ่งที่สูงนั้นจึงเป็น อุดมคติ ไม่ใช่วัตถุ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. เมื่อเกิดการ ต้องการอุดมคติ เช่นนี้ มันก็เหมือนกับลืมตาขึ้นมาใหม่ จากความงมงายแต่กาลก่อน ซึ่งเคยต้องการแต่เพียงข้าวปลาอาหาร, หรือวัตถุ เหลือเฟือ อันเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ความปรารถนาในทางกามารมณ์ ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาแจ่มใส มองเห็นว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะ ต้องการ คือพระธรรมหรือธรรมะ ที่เป็นอุดมคติอย่างยิ่งดังนี้แล้ว; คนนั้นก็จะ มีจิตใจที่เปลี่ยนใหม่. ถ้าหากว่าเปลี่ยนพร้อม ๆ กัน ก็เกิดเป็นมนุษย์พวกใหม่ ขึ้นมา ไม่โง่ไม่งมงายไปตามเดิมด้วย, รู้จักปรารถนาสิ่งที่สูงไปกว่าที่ร่างกายหรือ จิตใจตามธรรมดาสามัญต้องการด้วย. นี้เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาแท้.
น.323 เมื่อจับกลุ่มรวมกันเข้าแล้ว ก็เป็นโลกใหม่ของมนุษยชาติหมู่ใหม่พวก ใหม่ ที่มีสติปัญญา มีความสนใจที่จะเข้าถึงธรรมะ จึงได้เกิดการขวนขวายค้นหา ธรรมะ ; เหมือนกับที่คนเหล่านั้น คนธรรมดาสามัญนั้น หาอาหาร หาเครื่องเลี้ยง ปากเลี้ยงท้อง เครื่องบำรุงบำเรอ ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน. เมื่อคนที่มีจิตใจต่ำ มุ่งหมายแต่เพียงเรื่องปากเรื่องท้อง หรือเรื่อง ความสนุกสนานในทางอารมณ์แล้ว ; คนพวกใหม่นี้หาสิ่งที่ดีไปกว่านั้น และ หา ด้วยความตั้งอกตั้งใจอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับคนหิวก็หาอาหาร, คนกระหายน้ำ ก็หาน้ำ, คนเจ็บไข้ก็หาหยูกหายา, คนที่มีสติปัญญายิ่งกว่านั้น ก็หาแก้วหรือ รัตนะ หรือหาอมฤตธรรม คือธรรมที่เป็นความไม่ตาย. การค้นหาชนิดไหนก็ตาม มันแล้วแต่ความประสงค์ของบุคคลผู้ค้นหา ; เขาต้องการอะไร เขาก็หาสิ่งนั้น ด้วยความรู้สึกที่พยายามอย่างยิ่ง อย่างจะเรียกว่า ไม่ได้แล้วก็จะต้องขาดใจตายไป ทีเดียว. ทำไมคนจึงไม่มีความคิด ความมุ่งหมายที่จะแสวงหาธรรมะ เช่นนั้น บ้างเล่า ? ความขวนขวายค้นหาธรรมะนั้น มีมากเท่ากับความขวนขวายค้นหา เรื่องปากเรื่องท้องหรือเปล่า ? ขอให้ลองคิดดู. แต่แล้วคนนั้นก็ไม่วาย ที่จะพูด กับเขาด้วยเหมือนกันว่า "เราต้องการแก้ว, เราต้องการรัตนะ, เราต้องการ อมฤตธรรม" เหล่านี้กับเขาก็เป็นเหมือนกัน, ทั้ง ๆ ที่จิตใจนั้นมุ่งแต่แสวงหา เรื่องปากเรื่องท้อง หรือเรื่องการบำรุงบำเรออยู่ตลอดเวลา.
น.324 แต่มนุษย์พวกใหม่ที่มีสติปัญญาแจ่มใส ลืมตาขึ้นมาแล้ว ย่อมจะรู้จัก อย่างยิ่ง รู้จักโดยแท้จริง ว่าสิ่งที่ควรค้นหาอย่างยิ่งนั้น คือ ธรรมะ ดังที่ได้วิสัชนา แล้ว เมื่อตอนเช้านั่นเอง; จึงเกิดการขวนขวายค้นหาธรรมะกันเป็นการใหญ่ ในหมู่มนุษย์พวกนั้น ซึ่งทำไปด้วยความตั้งอกตั้งใจจริง ๆ ไม่กระทำไปอย่างหลอก ๆ คือกระทำแต่ปากว่า. เหมือนที่คนบางพวกกำลังกระทำกันอยู่ ทั้งที่เรียกตัวเองว่า อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุสามเณร ; แต่การขวนขวายค้นหาธรรมะนั้น หาได้เป็น ไปอย่างแท้จริงไม่. นี่แหละถึงกับที่จะต้องพูดกัน ในขนาดที่เรียกว่า พวกเก่าตายไปเสีย ทีเถิด. ให้พวกใหม่เกิดขึ้นมา แล้วก็ขวนขวายค้นหาสิ่งที่ประเสริฐสุด ที่มนุษย์ ควรจะได้ กันให้แท้จริงขึ้นมาสักที. ให้เกิดมีความขวนขวาย ค้นหาธรรมะนั้น อย่างแท้จริง อย่างตั้งอกตั้งใจจริง ๆ, เท่า ๆ กับที่หาข้าวปลาอาหารให้แก่ร่างกาย, หรือหาสิ่งบำรุงบำเรอให้แก่จิตใจ, แล้วก็มาหาธรรมะให้แก่สติปัญญา หรือความ ต้องการในชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นชั้นอุดมคติ. อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และ พบพระพุทธศาสนาเลย. ข้อนี้ อยากจะเตือนให้ระลึก นึกถึงกันอยู่เสมอว่า สิ่งไรที่มนุษย์ทำได้ เหมือน ๆ กับสัตว์ หรือ สัตว์ทำได้เหมือน ๆ กับมนุษย์ นั้น ไม่เป็นของแปลกเลย ดังที่ท่านได้จัดไว้ เป็นหลักแต่บรมโบราณ ก่อนพุทธกาลมาเสียอีกว่า :- อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ - การแสวงหาอาหารกิน การแสวงหาความสุข จากการนอน ความรู้จักขี้ขลาดวิ่งหนีอันตราย และการประกอบเมถุนธรรม, สามาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ - ทั้ง ๔ อย่างนี้มีได้เสมอกัน ในระหว่างมนุษย์กับ
น.325 สัตว์. ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส - ธรรมะเท่านั้น ที่จะทำความผิดแปลก แตกต่าง ระหว่างคนกับสัตว์. ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - เมื่อปราศจาก ธรรมะแล้ว คนกับสัตว์ก็จะต้องเหมือนกัน. นี่แหละขอให้จำไว้เป็นหลัก เสียชั้นหนึ่งก่อนว่า คนจะผิดจากสัตว์ หรือ สัตว์จะผิดจากคน มันก็ อยู่ตรงที่จะมีธรรมะหรือไม่เท่านั้น. จะเอาเรื่อง อาหารการกิน การแต่งเนื้อแต่งตัว การเป็นอยู่เพื่อแสวงหาความสุขความเพลิด เพลิน ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้นนั้น ไม่มีความแปลกแตกต่างอะไร กัน ระหว่างคนกับสัตว์. หมายความว่า แม้คนทำได้ดี วิจิตรประณีตกว่าสัตว์ ; แต่ความหมายมันก็ยังเท่ากัน ไม่ผิดแปลกแตกต่างกัน. ท่านจึงลงมติกันไว้อย่างนั้น ว่า เอาธรรมะ อย่างเดียวเท่านั้น มาเป็นเครื่องวัด ความผิดแปลกแตกต่างระหว่าง คนกับสัตว์. นี่แหละแสดงว่า คนโบราณแท้จริงนั้น ก็ได้เคยมองเห็นคุณค่าของ ธรรมะ และต้องการธรรมะกันมาแล้ว. แต่ว่ามาถึงยุคที่บุคคลหลงระเริง ไปใน ทางวัตถุนิยม, พากันละเลยต่อธรรมะ, ไปลุ่มหลงในทางวัตถุ ; ธรรมะก็กลายเป็น สิ่งที่ลับหายไป จากความต้องการของคน, ทำให้คนเบียดเบียนกันเหมือนสัตว์ หรือยิ่งไปกว่าสัตว์ เพราะความหลงในเรื่องของวัตถุนั่นเอง. คนที่ฉลาดมีสติปัญญา มองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว จึงได้ตักเตือนกัน ให้ระลึกนึกกันดูเสียใหม่ ว่าอะไรเป็นอย่างไร จนในที่สุด ก็ยังมีคนที่มองเห็นว่า ธรรมะนั้นเป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับที่จะให้คนอยู่กันเป็นผาสุก.
น.326 ถ้าปราศจากธรรมเสียแล้ว แม้จะมั่งมี จะร่ำรวย จะอุดมสมบูรณ์สักเท่าไร ก็ย่อมจะหาความสุขไม่ได้ ; ตนเองก็มีจิตใจที่เร่าร้อน, เผาตนเองให้เร่าร้อนอยู่เสมอ เกี่ยวกับคนอื่น ก็เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยการเอาเปรียบ แข่งขันแย่งชิง ตัดทอน อิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง. นี่ก็เพราะขาดธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น ตนเองก็อยู่ไม่เป็นสุข, ผู้อื่น ก็อยู่ไม่เป็นสุข, จนได้ชื่อว่า เป็นโลกของความสับสนวุ่นวาย เป็นความทุกข์ ร้อนระอุกันไปทั่วทุกหัวระแหง มีแต่คนหน้าไหว้หลังหลอกแก่กันและกัน. หมายความว่า ต่อหน้าก็พูดจาปราศรัยทักทายกัน อย่างกะว่าเป็นมิตร สหายผู้ที่รักใคร่ ; แต่ในใจจริงนั้น ย่อมพร้อมที่จะเอาเปรียบกัน อิจฉาริษยา แย่งชิงกัน. เป็นอย่างนี้มากออกไปทุกที ในระหว่างบุคคลต่อบุคคล, ในระหว่าง หมู่คณะต่อหมู่คณะ, จนกระทั่งถึงระหว่างประเทศต่อประเทศ หรือหลาย ๆ ประเทศ รวมกันเข้าเป็นหมู่เป็นพวก เป็นครึ่งโลก. ครึ่งโลกฝ่ายโน้นก็ถือพวก พวกหนึ่ง, ครึ่งโลกฝ่ายนี้ก็ถือพวกพวกหนึ่ง, ล้วนแต่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างกัน ให้วินาศลงไป เพื่อตนเองจะได้อะไร ? มันก็คือได้วัตถุสิ่งของ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติ ของผู้อื่นเท่านั้นเอง. ถ้าต้องการความสุข หรือ ธรรมะอันแท้จริง เราไม่ต้องไปฆ่าเขา เราก็ หาได้, คือเรา หาธรรมะ หาความสุขที่เกิดจากธรรมะได้ โดยไม่ต้องไปฆ่าใคร หรืออิจฉาริษยาใคร ; เพราะต่างคนต่างหาได้มากมาย ตามที่ตนต้องการ.
น.327 แต่ถ้าเรา เกิดลุ่มหลงในทางวัตถุ ต้องการวัตถุ เครื่องบำรุงบำเรอทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้นแล้ว, ไม่เท่าไร กิเลสตัณหาก็จะ ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนหาให้ไม่ทัน. เมื่อหาให้ไม่ทัน มันก็คิดลักล้วง ของบุคคลอื่น โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ต่อหน้าบ้าง ลับหลังบ้าง. นี่แหละคือ ข้อที่มนุษย์ในโลกนี้ มีอุบายหรือมีแผนการต่างๆ ที่จะรวมพวกรวมกลุ่มกันแล้ว กอบโกยเอาประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นของตัว ทำให้พลอยเดือดร้อนกันไป ทั้งโลกเพราะเหตุนี้. เพราะว่า วัตถุสิ่งของ เหล่านั้น มัน ห าไม่ได้ด้วยการประพฤติธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมะเป็นส่วนตัว; มันจะต้องไปเอาของคนอื่นมาอย่างแน่นอน. เพราะความต้องการมันมากเกินไป จนหาให้ไม่ทันตามปกติ จึงต้องใช้วิธีแย่งชิง หรือว่าเพราะในโลกนี้มันมีอยู่จำกัด มันไม่เหมือนพระธรรม ที่ว่าจำกัดไม่เหมือนพระธรรมนั้น หมายความว่า ธรรมะนี้มีให้ไม่มีที่ สิ้นสุด ; ยิ่งคนหาธรรมะได้มาก ธรรมะมันก็ยิ่งมาก มากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จน พอแก่ความต้องการของคนอยู่เสมอ. แต่ถ้าคนเกิดไปต้องการวัตถุบำรุงบำเรอแล้ว ในโลกนี้มันมีจำกัด ; เมื่อต้องการมากเกินไป มันก็ไม่พอ, มันขาดแคลน, มันจึงต้องใช้วิธีไปโกงเอาของคนอื่นมา แล้วความเบียดเบียนกันก็เกิดขึ้น. เพราะ ทำอย่างไรเสีย วัตถุมันมีไม่พอ ยิ่งมีคนเอาไปมาก มันก็ยิ่งน้อยลง ; มันไม่เหมือน กับธรรมะ ที่ยิ่งมีคนได้มาก มันก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก. นี่แหละคือความแตกต่าง ระหว่างวัตถุกับธรรมะ. เราควรพิจารณาเห็นประโยชน์เห็นอานิสงส์ของธรรมะ แล้วไม่จำเป็นที่จะ ต้องเดือดร้อนในการที่จะไปแย่งชิงมาจากใคร, สามารถจะแสวงหาได้ตามลำพังตน
น.328 จนเพียงพอ หรือยิ่งกว่าเพียงพอ ในการที่จะมาทำความสงบเย็นให้แก่ตน. อยู่อย่าง เป็นผาสุกไม่เร่าร้อน เหมือนกับ คนที่ลุ่มหลงในวัตถุ ได้มาเท่าไรก็เท่ากับมาส่งเสริม ความเร่าร้อน ให้มีมากขึ้นไป ไม่มีวันที่จะเพียงพอได้ ; ได้มาเท่านี้ ยังไม่ทัน บริโภค มันก็ต้องการมากกว่านั้นเสียแล้ว. ครั้นได้มามากอีกเท่านั้น ไม่ทันจะบริโภค, มันก็ต้องการมากไปกว่า นั้นเสียอีก. ความต้องการมันวิ่งออกไปข้างหน้า สิ่งที่จะมาสนองความอยากของตน อยู่เสมอไป. นี้เป็นหลักธรรมดาหรือเป็นกฎเกณฑ์ธรรมดา ของจิตใจที่ประกอบ ไปด้วยกิเลสตัณหา, มีความประสงค์ในส่วนวัตถุ ที่จะมาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอ ตน. ความจริงข้อนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏแก่คนบางจำพวก จึงได้เกิดความขวน- ขวายค้นหาธรรมะ กันขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นพวกพวกหนึ่งขึ้นในโลกนี้ ด้วย เหมือนกัน, และที่ได้กล่าวมาทั้งนี้ทั้งนั้น ก็โดยความมุ่งหมายว่า เราพุทธบริษัท อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุสามเณร ควรจะอยู่ในพวกไหนกันเล่า ? ควรจะถึงธรรมะกัน จริงๆ เสียที, หรือว่าถึงธรรมะแต่เพียงภายนอก หลอก ๆ กันอยู่ตลอดกาล ถ้าเราจะรักความเป็นพุทธบริษัทของเราแล้ว, หรือเราจะทำให้ตรงตามพระพุทธ- ประสงค์ ด้วยความเคารพ หรือความรักในพระพุทธเจ้าแล้ว, เราควรจะทำ อย่างไรกันเสียที ดีกว่าที่จะปล่อยให้เป็นอยู่เช่นนี้ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ย่ำเท้าอยู่ที่นั่น โดย ไม่มีการก้าวไปข้างหน้า.
น.329 ถ้าเกิดความต้องการ หรือความขวนขวาย ที่จะก้าวหน้าแล้ว เราก็จะได้ นึกกันต่อไปถึงข้อที่ว่า เราควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ? หรือ เราควรจะทำตัว ของเรา ให้ประกอบไปด้วยคุณลักษณะอย่างไรบ้าง ? เกี่ยวกับข้อนี้ ไม่เป็นการ ยากเลย ; เพราะว่ามีคนคิดนึกกันมาก มีคนแสดงความคิดความเห็นในเรื่องนี้ ไว้มาก, ซึ่งล้วนแต่เป็นความคิดที่ดี ๆ ทั้งนั้น พอที่จะรวบรวมนำมากล่าวให้ฟัง กันได้ โดยไม่ยากเลย และพอจะเห็นตามได้ด้วย. ที่กล่าวนี้หมายความว่า กล่าวตามหลักทั่วไป ไม่เฉพาะในวงพระพุทธ- ศาสนา. ขอให้เป็นธรรมะก็แล้วกัน, ธรรมะของผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความรักตัว เห็นแก่เกียรติของความเป็นมนุษย์ ยิ่งกว่าเรื่องปากเรื่องท้องด้วยกัน ทั้งนั้น. คนเหล่านั้นได้กล่าวไว้พอที่จะสรุปได้ เป็นหัวข้อ ๔ ข้อด้วยกัน ว่า สี่ข้อ นี้แหละ เป็นคุณลักษณะของบุคคลที่อาจจะเข้าถึงธรรม ข้อแรก นั้น เขาถือกันว่า บุคคลนั้นจะต้องเข้าถึงความจริง ของชีวิต ในด้านใน หรือที่เป็นภายในเสียก่อน. ข้อนี้หมายความว่า คนธรรมดาสามัญนั้น รู้จักชีวิตแต่ในด้านนอก ไม่เข้าใจถึงความจริงของชีวิตที่เป็นด้านใน. ทำไมต้องพูดถึงเรื่องด้านนอกด้านในกันอย่างนี้ ? ก็เหมือนกับที่ได้ กล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ชีวิตด้านนอกนั้น มันเป็นชีวิตหลอก ๆ เป็นความเติบโต ของเนื้อหนัง, เป็นความขยายตัวของกิเลสตัณหา ก้าวหน้าออกไป เพื่อความ เร่าร้อนระส่ำระสาย, เต็มไปด้วยความเกิด - ดับ เกิด - ดับ ของจิตที่ประกอบอยู่ ด้วยกิเลสตัณหา. อย่างนี้แม้จะมีลมหายใจอยู่ ก็คิดดูเถิดว่า มันมีชีวิตหรือไม่ ?
น.330 ทำไมจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า คนไม่มีชีวิต ? เพราะว่ามันมีแต่กิเลส ที่ เป็นเหตุให้วิ่ง ๆ เต้น ๆ ไปเท่านั้นเอง หามีความเป็นอยู่อย่างสดชื่น เยือกเย็น แท้จริงไม่. มันไม่เป็นตัวของตัวเอง มันเป็นแต่ความหมุนเวียนของกิเลสตัณหา, และการกระทำกรรม แล้วการต้องรับผลกรรม วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ มันจะเป็น ตัวชีวิตที่แท้จริงที่ตรงไหน ; ในเมื่อมีแต่ความเกิด - ดับ เกิด - ดับ และเต็มไป ด้วยความทุกข์ความเร่าร้อน. คำว่า ชีวิต นั้น มันแปลว่า ความเป็นอยู่ คือ ไม่ตาย. เดี๋ยวนี้มันตายอยู่เรื่อย, มันตายอยู่วันหนึ่งตั้งหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ หน แล้วจะ เรียกว่าชีวิตได้อย่างไรกัน. ทำไมจึงเรียกว่า คนเหล่านี้ตายอยู่วันละหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ หน ? ก็ เพราะว่ากิเลสตัณหาของคนเหล่านั้น เกิด - ดับ เกิด - ดับ อยู่เรื่อย : ต้องการ อย่างนี้ ประเดี๋ยวเดียวก็ไม่พอใจ เกิดต้องการอย่างใหม่, ต้องการอย่างใหม่ เดี๋ยวเดียวก็เกิดความไม่พอใจ ต้องการอย่างใหม่, ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ คือความ เกิด- ดับ เกิด- ดับ ของความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูหรือของกู. นั่นแหละคือคน ที่ตายโหงอยู่วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยครั้งกี่พันครั้ง แล้วจะเรียกว่า มีชีวิตได้อย่างไรกัน. เกิดมา เดินได้ กินได้ พูดได้ วิ่งเต้นได้ อายุก็ตั้งหลายปี หลายสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังไม่เคยจะมีชีวิตเลย ; เพราะมันตายอยู่เรื่อย. วันหนึ่งตั้งหลายครั้ง หลายหน : เกิดความรู้สึกว่าตัวกูขึ้นมาทีหนึ่ง ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ดับไป, แล้วก็เกิดตัวกูขึ้นมาใหม่ ต้องการอย่างโน้นอย่างโน้นอีก แล้วก็ดับไป. นี่มันจะ มีชีวิตที่ตรงไหนกัน ? อาการอย่างนี้แหละเรียกว่า ชีวิตด้านนอก, หรือ ชีวิตที่ เป็นไปทางกายทางวัตถุ รู้สึกแต่เรื่องทางวัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลสตัณหา เป็น ชีวิตด้านโง่ ๆ ง่าย ๆ ภายนอกไปทั้งนั้น.
น.331 ส่วน ชีวิตด้านใน นั้น หรือที่เป็นภายในที่ลึกซึ้งนั้น มันเข้าใจยาก จะ ต้องอาศัยสติปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งช่วยชี้ทางให้ ว่าอะไรบ้าง ที่มีความเป็นอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวร, ไม่มีความเกิด - ดับ เกิด - ดับ เหมือนอย่าง นั้น. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงชี้ถึงธรรมะอันสูงสุด ซึ่งเรียกกันว่า พระ- นิพพาน หรือ อสังขตธรรม หรือ วิสังขา ร หรืออะไร ๆ ก็แล้วแต่จะเรียก; แต่มี ความหมายเหมือนกันหมดในข้อที่ว่า ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มี การเกิด - ดับ. สิ่งนั้นแหละคือชีวิตแท้ ; เอาให้ได้มาเถิด จะทำให้เราพลอย มีชีวิต, หรือเกิดมีชีวิตที่แท้จริงขึ้นมาได้, เลยเรียกว่า ชีวิตด้านใน เพราะอยู่ ลึกเข้าใจยาก. การที่เรา ศึกษาธรรมะปฏิบัติธรรมะ ก็เพื่อให้ได้ชีวิตด้านในที่กล่าวนี้ ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริง น่าปรารถนายิ่งกว่าชีวิตหลอก ๆ ซึ่งเกิด - ดับ เกิด - ดับ วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยครั้ง. เพราะฉะนั้นเขาจึงบัญญัติคุณสมบัติข้อแรกว่า คนพวกนี้จะต้องเข้าถึง ความจริงของชีวิต ชนิดที่เป็นด้านในนี้ กันให้ถูกต้องเสียก่อน. ถ้ายังรู้จักแต่ ชีวิตด้านนอก คือ เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องสวย เรื่องรวย เรื่องทางวัตถุไปหมด แล้ว เขาก็รู้จักแต่ชีวิตด้านนอกอย่างเดียว ; หารู้จักความจริงของชีวิตด้านในไม่, เขาจึงขาดคุณสมบัติข้อแรก ที่จะเข้าถึงธรรมะอันแท้จริง
น.332 เพราะฉะนั้นใน ข้อแรก นี้ เรา จะต้องพยายามคิดนึกศึกษา พินิจ- พิจารณา ให้เห็นจริง ๆ ว่า ชีวิตมันมีอยู่ ๒ ด้าน หรือ ๒ ชั้น อย่างนี้หรือเปล่า ? ถ้ าไม่เข้าใจได้ ก็ไม่มีหนทางที่จะเข้าถึงธรรมะที่แท้จริงได้เลย. ต่อเมื่อเห็นชัดว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตโดยแท้จริงนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เกิด - ดับ, และไม่เปลี่ยนแปลง และสงบเย็นอย่างยิ่ง สดชื่นอย่างยิ่งอยู่เสมอแล้ว, จึงจะเรียกว่า เป็นผู้มีการตั้งต้น ที่ดี มีการตั้งต้นในการที่จะเข้าถึงธรรมะได้โดยแน่นอน. นี้เป็นข้อแรก. ทีนี้ ก็มาถึง ข้อที่ ๒ ข้อนี้เขาเรียกกันตามตัวหนังสือ ที่นิยมกันเป็น สากลว่า คุณสมบัติที่สวรรค์บันดาล หรือประทานให้มา บางสิ่งบางอย่าง หรือที่ เทพเจ้าได้มอบให้มา. การกล่าวเช่นนี้กล่าวตามภาษาคนธรรมดาสามัญ ที่มีความ เชื่อเรื่องเทวดาเรื่องสวรรค์ ตรง ๆ กันทั้งนั้น ; ไม่ว่าศาสนานี้หรือศาสนาไหน เขาเลยใช้คำว่า คุณสมบัติที่เป็นของทิพย์ของสวรรค์ มอบให้มา. นี้เขา หมายถึง ข้อที่ว่า บุคคลบางคนมีจิตใจมีอุปนิสัย บริสุทธิ์สะอาดมาแต่เดิม ราวกะว่าสวรรค์ เขาจัดมาให้เสร็จ; หมายความว่า เป็นคนมีนิสัยดี มีสันดานดี ราวกะว่าเป็น เทพเจ้ามาเกิดหรืออะไรทำนองนี้. แต่เนื่องจากพุทธศาสนาเรา ไม่มีความเชื่ออย่างนั้น ไม่เชื่อในพระ- เป็นเจ้าหรือเทวดาเหล่านั้น ว่าจะมอบอะไรมาให้แก่เราได้ ; เราจึงมีความหมาย หรือคำอธิบายเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา ได้แก่ความเป็นคนที่ ได้กระทำบุญกุศลไว้แล้วแต่ปางก่อน, หรือที่ชาวบ้านธรรมดาสามัญมักจะเรียกกัน ว่า มีวาสนา มีบารมี มีอุปนิสัย เป็นต้น ที่ได้สะสมอบรมมาก่อน. ในหมู่ พุทธบริษัทเรา มักจะพูดอย่างนี้, ใช้คำคำนี้ คือว่าเป็นคนมีวาสนาบารมี อุปนิสัย
น.333 อันดีงาม ที่ได้สร้างไว้แต่ปางก่อน แล้วมันก็ตรงเป็นอันเดียวกันกับที่พวกโน้น เขาเรียกว่า คุณสมบัติที่สวรรค์มอบให้มานั่นเอง. เราไม่ต้องเถียงกันในข้อนี้ ที่ว่าเทวดามอบให้มาหรือไม่; แต่เราจะ ยอมรับในข้อที่ตรงเป็นอันเดียวกันว่า คนนั้นจะต้องไม่โง่เกินไป จะต้องไม่อยู่ใน อภัพพฐานะ ๑๘ ประการ มีความบ้าบอเป็นต้น, จะต้องเป็นคนที่มีสติปัญญา เฉียบแหลม ตามสมควรที่มนุษย์ธรรมดาจะพึงมี และถ้ายิ่งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ด้วยก็ยิ่งดี. เพราะเราจะได้เห็นเด็กบางคนเฉลียวฉลาด ราวกะว่าเทวดาสร้างสรรค์ ลงมาทีเดียว. คุณสมบัติอย่างนั้นแหละ ต้องการเป็นข้อที่ ๒ ในการที่เราจะเข้าถึง ธรรมะ. แต่เราไม่ต้องการเชื่อว่าเทวดามอบให้มา ; เราเชื่อมั่นว่า เป็นความดี ที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อน, จะเป็นกาลก่อนของชาติที่แล้ว ๆ มาก็ได้ หรือเป็น กาลก่อนของปีกลาย ปีต่อๆ ไปที่แล้วมาก็ได้. ขอให้มันเป็นเรื่องที่ได้ทำไว้แต่ก่อน ก็แล้วกัน. หรือว่า ถ้าเรารู้สึกว่าชาตินี้เรายังโง่เกินไป ยังไม่มีวาสนาบารมี หรือ อุปนิสัยอันเพียงพอแล้ว; เราก็จงรีบปักใจตั้งอกตั้งใจ ที่จะสร้างสรรค์หรือสะสม ให้มากไว้ สำหรับการเกิดในชาติต่อไป จะได้เป็นคนที่มีปุพเพกตปุญญตา คือ บุญกุศลที่ได้สร้างสรรค์ไว้แต่กาลก่อน มากพอที่จะเรียกว่า มีคุณสมบัติที่สวรรค์ หรือเทวดามอบให้มา กับเขาด้วยเหมือนกัน. นี่แหละเราจะต้องพิจารณาดูกันให้ดีว่า ทำไมคนบางคนหรือเด็กบางคน มีคุณสมบัติดีติดมาด้วยในสันดานเสร็จ. มีอะไรต่าง ๆ แสดงว่า เป็นคนพิเศษ เป็นคนน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่คนธรรมดา จนกระทั่งพอเกิดมา ก็มีคนออกปากแล้ว
น.334 ว่าคนนี้จะต้องเป็นคนดี. หรือบางคนถึงกับถูกทำนายว่า โตขึ้นก็จะเป็นพระ-พุทธเจ้า เป็นพระจักรพรรดิ์ หรือจะเป็นนั่นเป็นนี่ ในทางที่สูงที่ดีไปเสียทั้งนั้น. นั่นก็เพราะมี อะไร ๆ ติดมา เป็นที่แน่ใจได้ว่า ไม่เหมือนกับคนธรรมดาสามัญ. ทีนี้ เราจะมาน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้กะเขา ; อย่างนั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่ามิได้หมายความว่า คนเราจะต้องมีมากเหมือน ๆ กันหมด. ขอแต่ให้มีบ้างก็แล้วกัน อย่าให้เป็นคนอาภัพพิกลพิการ ให้เป็นคนมีสติปัญญาสามัญตามธรรมดา พอที่จะเข้าใจอะไรได้ รู้สึกคิดนึกอะไรได้ ฟังคำอธิบายถูกต้องก็แล้วกัน. ลองคิดดู ว่า คนบางคนเกิดมา มีอายุเท่า ๆ กัน แต่ฟังเรื่องราวอะไรไม่ถูก, ฟังเทศน์ก็ไม่ถูก, ฟังคำอธิบายเรื่องธรรมะก็ไม่เข้าใจ. แต่ทำไมบางคนฟังเข้าใจ นี้มันเพราะเขามีคุณสมบัติที่สวรรค์มอบให้มาอย่างเดียว, หรือว่ามันเป็นเพราะมีอะไรอื่น แซกเข้ามาอีกด้วย. เราคิดดูแล้วจะเห็นได้ว่า บางคนสวรรค์สร้างมาดี; แต่มันมีอะไรมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ คือความโง่เขลาของบิดามารดา, รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี, หรือความเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมที่เป็นบาปที่มาตัดทอน ของบุคคลนั้นเองก็มี, หรือการได้คบหาสมาคมกับบุคคลที่ไม่ดี ชักจูงไปในทางต่ำก็มี, สิ่งที่ดีที่ติดมาแต่เดิมก็สูญเสียไป เหมือนกับต้นไม้ ที่เป็นเมล็ดพืชพันธุ์ที่ดี แต่ไม่ได้รับการเพาะปลูกที่ดี มันก็เป็นต้นไม้ที่ดีไปไม่ได้. เรา ควรจะนึกถึงการกระทำ ที่เรียกว่ากรรม กันให้มาก ทั้งที่เกี่ยวกับชาตินี้ หรือเกี่ยวกับชาติก่อน ๆ เรานึกแต่เพียงว่า จะตั้งหน้าตั้งตา ทำให้มี
น.335 ความดีหรือบุญกุศลในวันนี้ เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยของวันหน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือ ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้า ๓๐ ปีข้างหน้า นี้มันทันแก่เวลา. ถ้าเราเข้าถึงธรรมะในวันนี้ไม่ได้ เราก็ต้องเข้าถึงได้ในวันหน้า หรือเดือนหน้า ปีหน้า หรือ ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้า โดยแน่นอน. นั่นแหละคือ ปุพเพกตปุญญตา ที่ได้สร้างขึ้นมาด้วยเทพเจ้าหรืสวรรค์ที่เราทำเอาเอง, สร้างขึ้นมาได้เองหยก ๆ ด้วยการอาศัยคำสั่งสอนของพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า หรือของสัตบุรุษทั้งหลาย สร้างวาสนา บารมี อุปนิสัย กันในวันนี้เพื่อประโยชน์ในวันหน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้า ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าเราไม่มีทางแก้อย่างอื่น เราก็ต้องแก้ทางนี้ ; ซึ่งทุกคนควรจะกลับใจเสียใหม่. อย่าได้ทอดอาลัยตายอยาก ว่า เกิดมาชาตินี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ตลอดชาติ, หรือว่าเราไม่ได้สร้างวาสนาบารมีมา เราจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายชาติ. นี้เรียกว่า คนทอดอาลัยตายอยาก ไม่กล้าหวังการบรรลุธรรมะ, หรือไม่กล้าหวังการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; เพราะมาตัดทอนตัวเอง ด้วยการจัดตัวเองไว้ว่า เป็นคนสิ้นวาสนา ไม่มีวาสนา ไม่มีบารมี ไม่มีบุญกุศล ไม่มีอะไรที่เทวดาประทานมาให้ ; เป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง. สิ่งที่เรียกว่า เทวดา หรือ สวรรค์ นั้น มันต้อง ได้แก่ความดี หรือ สติ-ปัญญา หรือ สิ่งที่เป็นกุศล. เราสร้างสิ่งที่เป็นสติปัญญาหรือเป็นกุศลขึ้นให้มาก มันก็เป็นสวรรค์ขึ้นมาทันที, คือ จะบันดาลให้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรู้ถึงธรรมหรือเข้าถึงธรรม ดังนี้.
น.336 ฉะนั้นจึงจัดคุณสมบัติข้อนี้ไว้เป็นคุณสมบัติที่ ๒ รองลงมาจากข้อที่ ๑. ข้อที่ ๑ ว่า ต้องเข้าใจเรื่องความจริงที่ว่า ชีวิตด้านในนั้นมีอยู่ ฉะนั้นเราก็มี คุณสมบัติที่เหมาะแก่ชีวิตด้านในนั้น ราวกะว่าสวรรค์อำนวยลงมาให้ แต่เราอาศัย การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องอำนวย ทีนี้ ข้อที่ ๓ ก็คือ ความพร้อมที่จะเสียสละ. ข้อนี้พวกที่นับถือ พระเป็นเจ้า เขาใช้คำว่า พร้อมที่จะปรนนิบัติพระเป็นเจ้า; หมายความว่า พระเป็นเจ้าต้องการอย่างไร ก็พร้อมที่จะเสียสละที่จะปรนนิบัติพระเป็นเจ้า. ถ้า เขาถือศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เขาก็ต้องมีคำสอนต่อไปอีกว่า พระเป็นเจ้าต้องการ ให้มนุษย์ทำอะไร. อย่างศาสนาคริสเตียนก็มีสอนว่า พระเป็นเจ้าต้องการให้เรารัก เพื่อนบ้านยิ่งกว่าตัวเราเอง. ถ้าเราพร้อมที่จะปรนนิบัติพระเป็นเจ้า; เราก็ต้อง รักเพื่อนบ้านยิ่งกว่าตัวเราเอง ตามนั้นจริงๆ เขาจึงใช้คำว่า พร้อมที่จะปรนนิบัติ พระเป็นเจ้า. แต่สำหรับพวกเรา ชาวพุทธบริษัท ที่ไม่นับถือพระเป็นเจ้าโดยทำนอง นั้น เรามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเข้ามาแทนที่ เราก็พร้อมที่จะปรนนิบัติธรรมะ คือ การปฏิบัติตามธรรมะนั่นเอง. หลักธรรมะส่วนใหญ่นั้น ย่อมมีอยู่เพียงข้อเดียว คือสอน ให้สละเสียซึ่งตัวกูและของกู ; ฉะนั้นเราจึงต้องพร้อมที่จะสละเสียซึ่ง ตัวกูและของกู ความยึดมั่นถือมั่นอันใด ที่เป็นไปเพื่อตัวกูหรือของกู จะต้องสละ ออกไป. เดี๋ยวนี้เรามีความพร้อมที่จะทำอย่างนี้หรือยัง ? หรือว่าเรามีการยึดมั่น ถือมั่นในตัวกูและของกู กันอย่างเหนียวแน่น ? ขอให้ลองคิดดูเถิด.
น.337 ในที่นี้ เขาต้องการ คุณสมบัติข้อที่ ๓ ซึ่งมีใจความว่า ต้องพร้อมที่จะ เสียสละ สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่น ว่าเป็นตัวกูหรือของกู. เราสำรวจ ตัวเอง พิจารณาตัวเอง สังคายนาตัวเอง ดูก็แล้วกัน ว่าเรากำลังยึดมั่นถือมั่นอะไร เป็นอย่างยิ่ง, ยิ่งกว่าที่เราจะทำตามพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. นี้ต้องเป็นการพูดกันด้วยใจจริง ต้องตัดสินกันด้วยใจจริง ; จะเอา แต่ปากว่า หน้าไหว้หลังหลอกนั้นไม่ได้. เรานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มากสักเท่าไร ? คือว่ามากจนพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อปฏิบัติให้ตรง ตามที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องการหรือหาไม่ ? นั่นแหละเป็นเครื่องวัดว่า เรามีคุณสมบัติข้อนี้แล้วหรือยัง ? ทีนี้ ก็มาถึงคุณสมบัติ ข้อที่ ๔ ซึ่งรวมเรียกสั้น ๆ ว่า ความจงรักภักดี ; กล่าวอย่างนี้ก็กล่าวตามคำที่เขาใช้กล่าวทั่วๆไป ในศาสนาอื่น เขาใช้คำว่า จงรัก ภักดี. มันควรจะถูกถามว่า จงรักภักดีต่อใคร ? พวกที่ถือพระเป็นเจ้า ก็จงรัก ภักดีต่อพระเป็นเจ้า ตามที่พระเป็นเจ้าต้องการอย่างไร สอนไว้อย่างไร. ทีนี้ พวกเรา ชาวพุทธบริษัท ไม่มีพระเป็นเจ้า. เราจะจงรักภักดีต่อ ใคร ? ในที่สุดก็คือ ความจงรักภักดีต่อธรรมะ หรือพระธรรมอีกนั่นเอง, ไม่มี สิ่งใดที่ควรจะจงรักภักดี ยิ่งไปกว่าธรรมะ. การกล่าวอย่างนี้ บางคนอาจจะเข้าใจ ผิด เหมาไปในทางผิดว่า เราจะจงรักภักดีต่อธรรมะ ยิ่งกว่าจงรักภักดีต่อบิดา มารดา ต่อผู้ปกครองบ้านเมือง ต่อประเทศชาติศาสนา หรืออะไรทำนองนั้น หรือเปล่า ?
น.338 ความข้อนี้เป็นความเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิด. ถ้าเราจงรัก ภักดีต่อธรรมะแล้ว, ความจงรักภักดีต่อสิ่งที่ควรจงรักภักดีอื่น ๆ ย่อมจะมีมาเอง ; เพราะว่าธรรมะย่อมมีหลักที่ตายตัว สอนให้จงรักภักดีต่อสิ่งที่ควรจงรักภักดี. แต่ ธรรมะตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ที่ควรจงรักภักดี คือ ธรรมะสามารถที่จะนำสัตว์ ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง ตลอดถึงให้จงรักภักดี ต่อสิ่งที่ควรจงรักภักดี รอง ๆ ลงมา. จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า ถ้ามีความจงรักภักดีในธรรมะ อย่างเดียวเท่านั้น ความจงรัก ภักดีอย่างอื่น จะไม่บกพร่องเลย. ท่านอาจจะสงสัยว่า ในพุทธศาสนานี้ มีความจงรักภักดี อยู่ในรูปไหน กันเล่า ? เราไม่มีพระเป็นเจ้าที่เป็นตัวบุคคล ที่จะไปจงรักภักดีกัน ก็ดังที่กล่าวมา แล้วว่า ต้องจงรักภักดีต่อธรรมะ โดยชื่อที่เรียกว่า ศรัทธา หรือ ฉันทะ หรือ สัจจะ หรือ อธิษฐาน ยกมาเป็นตัวอย่างเพียง ๔ คำ ก็พอแล้ว. ถ้าเรามีศรัทธา คือมีความเชื่อ ก็หมายความว่า มีความจงรักภักดีต่อ สิ่งที่ตนเชื่อ; เช่นมีความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็คือ ความ จงรักภักดีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นเอง ; และรวมกันแล้ว ก็คือ ความจงรักภักดีในธรรมะ พระพุทธเจ้าก็มีความหมายตรงที่มีธรรมะ, ธรรมะก็คือธรรมะ, พระสงฆ์ ก็มีความหมายตรงที่มีธรรมะ, ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมะ. ฉะนั้นการที่มีศรัทธา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็คือการมีศรัทธาในธรรมะ ไม่มีทางที่จะเป็น อย่างอื่น ; เพราะฉะนั้นศรัทธาหรือความเชื่อ จึงเป็นลักษณะของความจงรักภักดี โดยปริยายหนึ่ง.
น.339 ทีนี้ ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ฉันทะ คือ ความพอใจ. การที่เราจะ มีความ พอใจในสิ่งใด นั้น หมายความว่า มัน มีความจงรักภักดีในสิ่งนั้นอยู่ด้วย ; แม้ แต่ความพอใจในบุคคลบางคน มันก็มีความจงรักภักดีในบุคคลบางคนนั้นด้วย. แต่ถ้ามีฉันทะในธรรมะ หรือในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์แล้ว ก็ย่อม หมายถึง ความมีความจงรักภักดีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยแน่นอน. ทีนี้ต่อไป ถึงคำว่า สัจจะ คือ ความจริง หรือ ความจริงใจ. ถ้ามีความ จริงใจในสิ่งใด ก็หมายความว่า จงรักภักดีในสิ่งนั้น. เช่น มีความจริงใจในการที่ จะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; นี้มันก็คือความ จงรักภักดีในรูปหนึ่ง หรือปริยายหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในธรรมะที่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค ผล นิพพาน. สัจจะนี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นบารมีอันหนึ่ง ของพระ- โพธิสัตว์ ที่จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณข้างหน้า. นี้ก็เพราะว่า พระโพธิสัตว์ นั้น มีความจงรักภักดี ต่อการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณนั่นเอง. นี้มองเลยออกไป ถึงสิ่งที่ยิ่งไปกว่า สัจจะ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อธิษฐานะ. อธิษฐานะ ก็คือการที่ปักใจลงไปอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องทำอย่างแน่วแน่. ที่ เรียกว่าอธิษฐานนั้น ไม่ใช่อธิษฐานชนิดเอาเปรียบ อย่างคนทั่วไปอธิษฐานกัน. ทำอะไรสักนิดหนึ่ง ก็อธิษฐานจะเอานั่นเอานี่ กันมากมายก่ายกอง ; อธิษฐาน อย่างนี้ มันเป็นเรื่องนอกพุทธศาสนา เป็นอธิษฐานบ้า ๆ บอ ๆ ของคนที่ไม่มี ความรู้ ไม่มีการศึกษาอะไร. ทำอะไรนิดหนึ่งก็อธิษฐานจะเอานั่นเอานี่ ตั้งมาก มายก่ายกองนั้น มันหมายความว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วก็จะเอาอะไรมาก ๆ. ส่วนคำว่า อธิษฐานของพระพุทธเจ้า ใ นฐานะที่เป็นบารมีชนิดหนึ่งนั้น หมายความว่า มีจิตใจที่ปักแน่น ฝั่งแน่นลงไปในการที่จะทำสิ่งนั้นให้ลุล่วงไป.
น.340 หลังจากที่มีสัจจะคือความจริงใจแล้ว ก็มีการปักใจอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมถอยหลัง. คำว่า อธิษฐาน นี้ แปลว่า ตั้งทับ คำว่า ตั้งทับ ก็หมายความว่า ทำอยู่แต่กับสิ่งนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย ไปสู่ความเป็นอย่างอื่น หรือสิ่งอื่น ; มันก็ได้แก่ สัจจะหรือ ความจริงใจ ที่ลงมือทำงานอย่างแท้จริง ไม่ท้อถอย นั่นเอง. นี้จึงเห็นได้ว่า เมื่อมาถึงขั้นที่เรียกว่าอธิษฐาน คือการตั้งทับ ได้แก่ การปักใจทำลงไปอย่างไม่มีถอยหลัง ดังนี้แล้ว ก็เรียกว่า เป็นความจงรักภักดี ต่อ ธรรมะอย่างยิ่ง จึงเป็นความหวังได้ว่า จะต้องประสบความสำเร็จ ที่นำมากล่าวนี้ ก็จะเป็นเครื่องเปรียบเทียบ พร้อมกับเป็นการชี้ให้เห็น พร้อมกันไปในตัวว่า เมื่อพวกอื่นที่ถือ ศาสนาอื่น เขามีสิ่งที่เรียกว่า "ความจงรัก ภักดี" เป็นคุณธรรมสำคัญ สำหรับการบรรลุถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พระเป็นเจ้า. แล้วพวกเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา ฉันทะ สัจจะ อธิษฐาน อย่าง น้อย ๔ ประการนี้ เป็นเครื่องมืออย่างเดียวกัน ในฐานะที่เป็นความจงรักภักดี ; และไม่ใช่จงรักภักดีแต่ปาก แต่เป็นการจงรักภักดีด้วยการกระทำ ไม่เป็นการจงรัก ภักดีแต่เพียงความคิดความนึก แต่เป็นความจงรักภักดี ด้วยการทำลงไปจริง ๆ โดย ชื่อที่เรียกว่าอธิษฐานนั่นเอง. เพราะฉะนั้น คำว่า อธิษฐาน นั้น อย่าได้ใช้เป็นเพียงความคิด ๆ นึก ๆ หรือว่างุบงิบ ๆ เอาด้วยปาก ; แต่ ต้องเป็นการกระทำลงไปจริง ๆ ด้วยอำนาจความ จริงใจ ที่เรียกว่า สัจจะ, และ ด้วยอำนาจของฉันทะ คือความพอใจรักใคร่ใน สิ่งนั้น เหนือสิ่งใดทั้งสิ้น, และ ด้วยอำนาจของศรัทธา คือมีความเชื่อในสิ่งนั้น อันประกอบอยู่ด้วยปัญญา อย่างถูกต้อง อย่างไม่มีทางที่จะผิดไปในทางอื่นได้.
น.341 เมื่อใดบุคคลใดมีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะ พร้อมทั้ง ๔ ประการนี้ แล้ว คนพวกนั้นก็มีหวังโดยแน่นอน คือ ถ้าต้องการจะถึงพระเป็นเจ้า ก็จะได้ถึง พระเป็นเจ้า, หรือถ้าต้องการจะถึงธรรมะ ก็จะได้ถึงธรรม, หรือถ้าต้องการ จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็จะต้องได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. . . . . . . . . . . . . . . . . หลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เราจะเห็นได้ว่า โดยที่แท้ก็เป็นหลัก อย่างเดียวกัน กับที่เรารู้กันอยู่ทั่วๆไป ในพระพุทธศาสนาของเรา ; คือ ข้อแรก จะต้องมี สัมมาทิฏฐิ - ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ อย่างถูกต้อง เสียก่อนว่า อะไรเป็นอะไร. นี้ก็คือ ความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นเหตุให้รู้ว่า มันมีชีวิตด้านใน ที่ลึกซึ้งกว่าชีวิตด้านนอก. เราต้อง ทราบความจริง ข้อนี้ อย่างชัดแจ้ง เสียก่อน มันจึง จะเกิดความ ประสงค์ หรือ ความใฝ่ฝัน ที่จะเข้าถึงสิ่งนั้น. แล้วเราก็ต้องมีคุณสมบัติที่คู่ควรกัน อย่าได้มีแต่ลักษณะที่ต่ำทราม หรือปราศจากคุณธรรมที่เหมาะสม แก่การที่จะเข้าถึง สิ่งที่สูงสุด หรือประเสริฐนั้นเลย. และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราต้อง เต็มใจ ที่จะเสียสละ สิ่งซึ่งเป็น อุปสรรคต่าง ๆ นานา ; หมายความว่า ถ้าเรายังเห็นแก่สิ่งที่ตรงกันข้ามแล้ว คือ ยังเห็นแก่ชีวิตด้านนอกแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงชีวิตด้านใน ซึ่งหมายถึง ธรรมะอันสูงสุด และในที่สุด เราก็จะต้องกระทำลงไป ด้วยศรัทธา ด้วยความพอใจ ด้วยความจริงใจ และความปักใจมั่น.
น.342 นี้เรียกว่า เรามีความรู้ถูกต้อง มีความเชื่อถูกต้อง มีการกระทำถูกต้อง จึงเกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นมา ในการที่จะบรรลุถึงธรรม หรือเข้าถึงธรรม ที่คนเรา ควรจะเข้าถึงให้ได้. เมื่อเกิดอาการดังนี้ ขึ้นมาอย่างครบถ้วนแล้ว การเห็นธรรมะโดย ประจักษ์ ก็ย่อมจะเกิดขึ้น โดยไม่ต้องสงสัยเลย. อาการอย่างนี้ เปรียบกันได้ กับการที่เรามองเห็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย หรือมองเห็นเป้าหมาย อย่างชัดเจน อย่างแน่นอน อย่างไม่มีทางที่จะระแวงสงสัยหรือลังเลอีกต่อไป. การที่ มีการกระทำลุล่วง มาถึงเพียงนี้แล้วนั้น เป็นการส่งเสริมให้มี ศรัทธา มีฉันทะ มีสัจจะ มีอธิษฐาน ยิ่งขึ้น ถึงขนาดที่จะถอยหลังไม่ได้ ; เรียกว่า เป็นการเห็นธรรมะโดยประจักษ์ คือ ประจักษ์ต่อหน้าต่อตา แม้จะไม่ถึงระดับสูงสุด ก็เรียกว่า ได้ถึงระดับหนึ่ง ซึ่งไม่มีทางที่จะถอยหลังแล้ว. เหมือนกับว่า เราจะขึ้นภูเขาสักลูกหนึ่ง ถ้าลงได้พยายามจนกระทั่ง ไปถึงเชิงเขาแล้ว ก็เรียกว่า ถึงภูเขานั้นแล้วเหมือนกัน ; แม้จะยังไม่ถึงยอด. มันยังผิดกันมาก กับบุคคลที่ยังอยู่ไกล เห็นภูเขาจากที่ไกลอยู่ไร ๆ หรือริบ ๆ นั้น มันยังไม่มีการเห็นภูเขานั้นโดยประจักษ์ เหมือนกับคนที่มาถึงตีนเขาแล้ว. ถ้าบุคคลประกอบไปด้วยคุณธรรมดังที่กล่าวมาแล้ว อย่างครบถ้วน ก็ จะมีการเห็นธรรมะนั้นโดยประจักษ์ เหมือนกับบุคคลที่มาถึงตีนเขาแล้ว, หรือ ได้ปีนภูเขานั้นขึ้นไป ตั้งครึ่งตั้งค่อนแล้ว ยังอีกไม่กี่มากน้อย ก็จะถึงยอด. ตลอดเวลาที่เดินขึ้นไปบนภูเขานั้น เรียกว่า เป็นการเห็นธรรมะโดยประจักษ์ทั้งนั้น ; เพราะว่า ก่อนหน้านี้ ยังไม่เคยเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนอย่างนี้เลย. เหตุการณ์
น.343 เดี๋ยวนี้เรากำลังย่างเหยียบขึ้นไปตามลำดับ ๆ เราก็เห็นสิ่งเหล่านั้นโดย ประจักษ์ ทุกก้าวเท้าที่ย่างขึ้นไป. เหมือนกับบุคคลที่ขึ้นสู่ภูเขาแห่งธรรมะ หรือ ภูเขาแห่ง มรรค ผล นิพพาน หรือภูเขาแห่งอะไรก็ตาม ตามแต่จะเรียก ก็ย่อมจะ เห็นธรรมะนั้น โดยประจักษ์ทุกขั้นทุกระดับ ที่ก้าวขึ้นไปโดยนัยนี้. นี้ก็เป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องทดสอบ ว่าเราในปัจจุบันนี้ เวลานี้ เดือนนี้ ปีนี้ ก็ตาม ได้เห็นธรรมะโดยประจักษ์ ; เหมือนกับที่เราปีนขึ้นภูเขา แล้ว เห็นภูเขาอยู่โดยประจักษ์ ทุกก้าวเท้าหรือหาไม่ ? หรือจะเป็นแต่เพียงผู้เห็น อยู่ไร ๆ ไกลลิบ เหมือนกับเรามองดูเกาะหรือภูเขา ที่อยู่ไกลแสนไกลในทะเล ในมหาสมุทร. บางทีก็เลือนไปกับขอบฟ้า หาเห็นเป็นภูเขาไม่, แล้วเราจะไป รู้เรื่องภูเขานั้นได้อย่างไร. แล้วมันจะเหมือนกับภูเขา ที่เรากำลังย่างเหยียบขึ้นไป ทุกก้าว ๆ นั้นได้อย่างไร นี่แหละคือความก้าวหน้าในทางธรรมะของเรา ที่เป็นอยู่ประจำวันนั้น มันมีความเห็นโดยประจักษ์ ดังที่กล่าวมานี้หรือไม่ ? หรือเราจะต้องผัดไว้ อย่างหลับหูหลับตาว่า มันได้แน่ และยิ่งตายแล้วมันยิ่งได้แน่ ยิ่งไปชาติข้างหน้า โน้นแล้ว ก็ยิ่งได้แน่ ๆ. อย่างนี้ก็ลองคิดดู ลองเปรียบเทียบกันดูว่า มันเป็น การเห็นธรรมะโดยประจักษ์หรือไม่ ? บางคนก็มีความเชื่อ ในคำกล่าวที่ว่าทำเอาไว้ ทำเข้าไว้ก็แล้วกัน มันต้องได้แน่, มันไม่ไปไหนเสีย อย่างนี้เรียกว่า ทำตาม ๆ เขาไป โดยที่ไม่รู้ว่าทำอะไร. จะเป็นการ เห็นธรรมะโดยประจักษ์ ได้อย่างไร ? เพราะว่าแม้แต่ตัวเอง ก็ไม่ได้มีความเชื่อใน ตัวเอง, ไปเชื่อตามบุคคลที่เขาว่ากัน. แล้วบุคคลที่ว่านั้น ก็ไม่ได้เห็นเอง
น.344 ว่าตาม ๆ บุคคลอื่น ที่ว่าตาม ๆ กันมา เป็นชั้น ๆ เป็นทอด ๆ หาได้มีใครเคยเห็น ธรรมะโดยประจักษ์ไม่. แล้วจะน่าสงสาร น่าสมเพชเวทนาสักเท่าไร ในการที่ เรามาพูดว่า ถึงธรรมะ เห็นธรรมะ ; แต่แล้วก็มาเห็นหรือถึง ด้วยลักษณะ อาการอย่างนี้. สรุปความว่า การเห็นธรรมะโดยประจักษ์ นั้น มีแล้วแก่เราหรือยัง ? ถ้ายังไม่มี ก็รีบทำให้มีเสีย โดยลักษณะอาการดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ เราก็พิจารณาดูกันต่อไป ถึง สภาพแห่งความเป็นสาวก. ความ เป็นสาวกนี้ เขาหมายถึงว่า เป็นผู้ที่มอบความเชื่อ ความคิด ความนึก หรือกระทั่ง มอบชีวิตจิตใจ ทั้งหมดทั้งสิ้น ให้แก่ศาสนา ให้แก่พระศาสดา หรือให้แก่ธรรมะ หรือให้แก่อุดมคติ ที่ตนนับถือบูชาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. ถ้าเป็นผู้ที่มอบสิ่ง ที่ตนมี แก่สิ่งเหล่านั้นแล้ว ก็เรียกว่า มีสาวกภาพ คือ ความยอมตนเป็นสาวก. ในพุทธศาสนาเรานี้ ได้แบ่งสาวกไว้เป็น ๒ หรือเป็น ๔ แล้วแต่เราจะ แบ่ง. ถ้าแบ่งเป็น ๒ ก็หมายความว่า เป็นสาวกที่เป็นฆราวาสก็มี, สาวกที่ เป็นบรรพชิตก็มี. สาวกที่เป็นฆราวาสนั้น ถ้าแบ่งออกไปเป็นอุบาสก เป็น อุบาสิกามันก็ได้ ๒ อีกเหมือนกัน : สาวกที่เป็นบรรพชิตนั้น ถ้าแบ่งออกเป็นภิกษุ ภิกษุณีมันก็ได้ ๒ อีกเหมือนกัน, ก็เลยเป็นสาวก ๔ หรือ บริษัท ๔ ขึ้นมา. แต่การที่แบ่งเป็น ๒ หรือ เป็น ๔ นั้น ไม่มีความหมายอะไร เพราะว่า ความหมายอันแท้จริงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่า เชื่อจริงหรือไม่ ? ทำจริงหรือไม่ ? เสีย
น.345 สละให้จริง ๆ หรือไม่ ? มอบหมายชีวิตจิตใจ หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้จริง ๆ หรือไม่ ? นั่นต่างหาก. การที่เขาแบ่งสาวกเป็น ๒ เป็น ๔ นั้น ก็เพียงแต่จะเป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้หญิงก็ทำได้ ผู้ชายก็ทำได้, อยู่ที่บ้านก็ทำได้ อยู่ที่วัดก็ทำได้, อยู่ที่บ้านทำได้ ยากสักหน่อย ก็ช้าสักหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ใช่ทำไม่ได้ ; อยู่ที่วัดสะดวกสักหน่อย ก็ทำได้เร็วหน่อยเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ดีวิเศษไปกว่าที่อยู่ที่บ้านมากมายเกินไป ฉะนั้นอย่าได้ไปนึกถึงว่า อยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัด เป็นหญิงหรือเป็นชาย ให้มากมายไปเลย. จะต้องนึกถึงแต่ข้อที่ว่า เราจะทำอย่างไร จึงจะเป็นการมอบ ให้ซึ่งชีวิตจิตใจ, หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงแก่อุดมคติที่เรายึดถือและบูชา. เช่น เ รายึดถืออุดมคติของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนไว้ว่า ความดับทุกข์ หรือ การเข้าถึง ธรรมะ นั้น มีอยู่อย่างไรแล้ว ; เราจะต้องเสียสละ จะต้องบูชา จะต้องมอบ หมายชีวิตจิตใจ หรืออะไรทั้งหมดทั้งสิ้น ให้แก่อุดมคตินั้น. นั่นแหละจึงจะ เรียกว่า มีสาวกภาพ หรือสภาพแห่งความเป็นสาวกอย่างสมบูรณ์. ทีนี้ เราลองพิจารณาดูเถิดว่า คนบางพวกนั้น ปากบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; แต่การกระทำที่แท้จริงนั้นเป็นไปในทางอื่น. เขาอาจ จะเอาพระพุทธไปขายเสียสัก ๑๕ สตางค์ก็ได้; นี้หมายความว่า เขาอาจจะเห็น แก่เงิน ๑๕ สตางค์ แล้วประพฤติผิดพระธรรมคำสอน หรือบอกปฏิเสธพระพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่นับถือพระพุทธเจ้าไปก็ได้. หรือถ้าใครจะมาจ้างว่า จะให้เงินสักพันหนึ่ง ขอแต่เพียงให้ปฏิเสธว่า ไม่นับถือพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ดีไปกว่า พระเยซู อย่างนี้เป็นต้น.
น.346 บางคนก็รับค่าจ้างนั้นทันที นี้เรียกว่า เขาไม่รู้จักทั้งพระเยซู, ไม่รู้จัก ทั้งพระพุทธเจ้า; แต่รู้จักแต่เงิน ๑,๐๐๐ บาทนั้นเท่านั้น ; เขาก็เอาพระพุทธเจ้า ไปขายเสียได้ ด้วยราคาเพียงเท่านั้น. หรือว่าเพราะเขาเห็นแก่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์ ตามกิเลสตัณหาแล้ว เขาก็หันหลังให้แก่พระพุทธเจ้าได้ทันที. นี้เรียกว่า ไม่มีสภาพแห่งความเป็นสาวก เหลืออยู่ในบุคคลเหล่านั้นเลย. บางคนก็เห็นแก่เงิน, บางคนก็เห็นแก่ลูกแก่หลาน, บางคนก็เห็นแก่ความ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน แล้วก็ปฏิเสธพระธรรมบ้าง ปฏิเสธพระสงฆ์ บ้าง, หรือปฏิเสธทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง พร้อมกันไปหมด ไม่มี อะไรเหลือ. นี้เป็นเครื่องชำระสะสางปัญหาที่ว่า เรากำลังมีสภาพแห่งความเป็นสาวก อย่างถูกต้องหรือไม่ ? และเราจะต้องระมัดระวังให้มาก ว่าที่เราทำไปนี้ ทำตรงกับ อุดมคติจริง ๆ หรือไม่ ? ยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า เรามาทำมาฆบูชา หรือทำ วิสาขบูชา นี้มาทำเพื่อประโยชน์อะไรกันแน่ ? เพื่อประโยชน์เป็นการมอบหมาย ทุกสิ่งแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริงๆ หรือว่าถ้าไม่มาทำแล้วจะถูกเขา นินทา ว่าอุบาสกคนนั้น ไม่มาทำมาฆบูชา,หรือว่าถ้าไม่มาทำมาฆบูชาแล้ว จะโง่ไปบางอย่าง เพราะไม่ได้เห็นนั่นเห็นนี่.
น.347 ที่มาทำมาฆบูชา ก็เพื่อมาดูอะไรเล่น หรือดูอะไรให้รู้เรื่องไว้บ้าง ที่มากไปกว่านั้น พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ มาทำมาฆบูชา เพื่อประโยชน์อย่างอื่นกันก็มี อยู่เป็นอันมาก. อย่างนี้ไม่เรียกว่า เป็นการมอบหมายให้ ซึ่งสภาพแห่งความ เป็นสาวก ในสิ่งเหล่านั้นเลย. เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ เป็นเครื่องวัด ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ใน บรรดาพวกเราทั้งหลาย ที่เรียกตัวเองว่า เป็นบริษัท ๔ ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นกันจริงหรือไม่ ? การเป็นสาวกหรือการเป็นพุทธบริษัทนี้ มันเป็นตาม ธรรมเนียมก็มี. เช่นว่า พ่อแม่เป็นพุทธถือพุทธ ลูกเกิดมาก็เป็นพุทธแล้ว ไม่ต้องทำอะไร เป็นได้เพราะเพียงคลอดออกมาจากบิดามารดา ที่ถือพุทธ. นี้มัน ก็อย่างหนึ่ง. แล้วต่อมาก็นำไปที่วัด หรือที่สมาคม จดทะเบียน ว่าเป็นบริษัทเป็น สมาชิกของสมาคมนั้นสมาคมนี้ วัดนั้นวัดนี้, หรือว่าทำพิธีเป็นพุทธมามกะ อย่างนี้มันก็เป็นได้ ; แต่มันก็เป็นสาวกหรือบริษัท ตามชื่อ ตามทะเบียน อีก นั่นเอง. แม้จะมาบวชเป็นพระเป็นเณร ให้เหลืองไปทั้งวัด ; แต่ถ้าไม่มีการ เสียสละอุทิศ อย่างแท้จริง ดังที่กล่าวแล้ว มันก็หามีสภาพแห่งความเป็นสาวก หรือเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงไปได้ไม่ นี่แหละเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลาย จะต้องพินิจพิจารณาดู สำรวจดูว่า ความเป็นสาวกหรือความเป็นบริษัท ของพระพุทธเจ้าของเรานั้น ได้ถูกต้องตาม ความหมายแท้จริง อย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วหรืออย่างไร ? แต่ที่แท้ที่จริงที่แน่ ที่นอนนั้น อยากจะกล่าวว่า ถ้ายังไม่มีการเห็นธรรมะโดยประจักษ์อยู่เพียงใดแล้ว ยังไม่ชื่อว่า มีสาวกภาพที่แท้จริงอยู่เพียงนั้น.
น.348 นี้หมายความว่า แม้จะตั้งใจจริง แม้จะเสียสละทุกสิ่ง ทุกอย่าง แม้จะมอบหมายให้หมด กระทั่งชีวิตจิตใจ แต่ถ้า ยังไม่เห็นธรรมะโดยประจักษ์แล้ว ยังหาชื่อว่าเป็นสาวกที่แท้จริงไม่ ; เพราะเหตุฉะนั้นแหละจึงมีการแบ่งแยกออกไปเป็นพระอริยสงฆ์และสมมติสงฆ์. พระอริยสงฆ์ หมายถึง ผู้ที่เห็นธรรมะโดยประจักษ์จริงๆ. ส่วน สมมติสงฆ์ นั้น หมายถึง ผู้ที่ยังกำลังพยายามอยู่อย่างเต็มที่, ยังไม่เห็นธรรมะโดยประจักษ์เลย, แต่ว่าพยายามอยู่อย่างเต็มที่ ไม่มีการถอยหลัง และจะต้องเห็นธรรมะโดยประจักษ์เข้าสักวันหนึ่ง. นี่แหละ อย่าได้ เข้าใจว่าสมมติสงฆ์นั้นคือผู้เหลวไหล หน้าไหว้หลังหลอก.แม้เป็นสมมติสงฆ์ ก็ต้องมีความตั้งอกตั้งใจ ขะมักเขม้น เสียสละ อุทิศบูชา เพื่อการเห็นธรรมะโดยประจักษ์เหมือนกัน ; แต่ว่ายังไม่ทันจะเห็นก่อน จึงนับรวม ๆเข้าไว้ในหมู่สงฆ์ และเรียกว่าสมมติสงฆ์. ส่วนผู้ที่เห็นธรรมะโดยประจักษ์นั้นจัดเป็นอริยสงฆ์ไปเลย จะเป็นชั้นไหนก็ตาม คือ เห็นประจักษ์มาก ประจักษ์น้อยประจักษ์ถึงที่สุดก็ตาม ล้วนแต่เรียกว่า พระอริยสงฆ์ ดังนั้นจึงเป็นอันว่า สภาพแห่งความเป็นสาวกที่แท้จริงนั้น ไปสูงสุดอยู่ตรงที่เห็นธรรมะโดยประจักษ์. ถ้ายังไม่เห็นโดยประจักษ์ ก็จำเป็นที่จะต้องพากเพียรพยายามไป: แม้เราจะยังอยู่ในสภาวะอย่างนี้. แต่ถ้าเรามีความพากเพียรอย่างยิ่ง มีความเสียสละอย่างแท้จริง ก็เรียกว่ามีสาวกภาพ หรือความเป็นสาวกชนิดที่ไม่บกพร่อง ไม่น่าติเตียนแต่ประการใด .... .... .... ....
น.349 รวมความว่า เราจะต้องมีการเกี่ยวข้องกับธรรมะ มาตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้ถูกต้อง ตามเรื่องตามราว. เราเปลี่ยนจิตใจใหม่ เหมือนกับว่าเกิดใหม่ เป็นมนุษย์พวกใหม่ มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของธรรมะเป็นอย่างดี, มีการขวนขวายค้นหาอย่างสุดความสามารถ. แล้วก็ ทำตนให้ประกอบไปด้วยคุณลักษณะ๔ ประการ คือ เป็นผู้เข้าใจ เรื่องนี้, เป็นผู้ มีคุณสมบัติในตัว เพียงพอ ที่จะดำเนินต่อไป, แล้ว พร้อมที่จะเสียสละ และ มีความจงรักภักดี จนกระทั่ง มีการเห็นธรรมะโดยประจักษ์ , จึงจะเรียกว่า บุคคลนั้นเข้าสู่ความเป็นสาวกของพระรัตนตรัย หรือของธรรมะได้ โดยไม่มีอะไรที่เป็นความบกพร่อง. แม้เพียงเท่านี้ก็เรียกว่า เป็นวิถีทาง ที่จะทำให้เราเข้าถึงธรรมะได้ทั้งที่มีความเป็นอยู่หรือเป็นไปในโลก ยังจัดว่าเป็นชั้นโลกิยธรรม; แต่ว่าไม่ใช่โลกิยธรรม ชนิดที่เนื่องด้วยกิเลสตัณหา ; แต่เป็นโลกิยธรรมที่เนื่องอยู่ด้วยสติปัญญา. เมื่อยังไม่พ้นออกไปจากโลกนี้ได้ ก็ต้องจัดต้องทำอย่างนี้; เพื่อให้การอยู่ในโลกนี้ เป็นไปในลักษณะที่พร้อมที่จะออกไปจากโลกนี้. ผู้ที่เป็นอยู่ได้อย่างนี้ ก็พอที่จะกล่าวได้ว่า เป็น ผู้อยู่กับความว่าง แม้ไม่มากก็น้อย ; เป็น ผู้อยู่กับความว่าง หรือ ความหลุดพ้น ที่ต้องคอยควบคุมอยู่ก็ยังดี คือ คอยควบคุมความวุ่น อย่าให้มันมีขึ้นมา. อย่าให้เกิดความคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา เท่านั้นก็พอแล้ว ; ไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้หมดกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง. แต่ว่าเราควบคุมกิเลสตัณหาไว้ ให้อยู่ในอำนาจของเรา ไม่ปล่อยให้กิเลสตัณหาควบคุมเรา แต่ว่าเราจะเป็นผู้ควบคุมกิเลสตัณหา. ตลอดเวลาที่เราควบคุมกิเลสตัณหาได้อยู่ เราก็ยัง มีความว่างจากกิเลสตัณหา , และ ความว่าง นั่นเอง เป็นการเข้าถึงธรรมะ ชนิดที่แม้จะยังไม่หลุดพ้น
น.350 สิ้นเชิง ; แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง สำหรับคนที่จะอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าเราอยู่กับความว่าง ชนิดที่ต้องคอยควบคุมความวุ่นอยู่ก็ยังดี. เราควบคุมความวุ่น ให้อยู่ในอำนาจของเรา ; อย่างที่เรียกว่า เรามีฝีมือ มีศิลปในการที่จะจัดชีวิตนี้ให้มีความวุ่นแต่น้อย, หรือไม่ให้มีความวุ่นเลยด้วยการบังคับควบคุมของเรา. หรือว่า แม้จะมีว่าง ๆ วุ่น ๆ ปนกันอยู่ ก็ให้มีว่างมากกว่าวุ่น. ให้วุ่นแต่ในทางที่จะเป็นไปเพื่อความว่าง. อย่าให้วุ่นไปในทางที่จะให้มันวุ่นยิ่งขึ้นทุกที จนตกเหวตกนรกไป. ถ้าจะมีการวุ่นบ้าง ก็ให้วุ่นไปในทางที่จะเป็นความว่าง ; วุ่นมาในทางที่จะว่าง อย่างนี้ก็เรียกว่า ได้ประสบผลดีในฝ่ายโลกิยธรรม, ไม่ใช่เป็นโลกิยธรรมของกิเลสตัณหา. แต่ว่าเป็นโลกิยธรรมของสติปัญญา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว; แม้จะเวียนว่ายตายเกิด ก็ยังเกิดดี, มีความทุกข์น้อยลง. ผู้ที่มีการบรรลุธรรมะในลักษณะเช่นนี้ ก็พอที่จะกล่าวได้แล้วว่า เข้าถึงธรรมะ, และอยู่ในธรรมะ ในชั้นที่เป็นโลกิยธรรมชั้นสูง และเป็นการสมบูรณ์ขั้นหนึ่งแล้วทีเดียว. เขาอยู่กับความว่าง ที่ควบคุมความวุ่นไว้ได้; เขาเข้าใจเป็นอย่างดี ในการที่เป็นทาสหรือไม่เป็นทาสของสิ่งทั้ง ๓ ซึ่งน่าสะดุ้งกลัวอย่างยิ่ง. สิ่งทั้ง ๓ นั้น คือ เรื่องกิน เรื่องกาม และ เรื่องเกียรติ . อะไร ๆ ก็ตัว ก. ทั้งนั้น ตัว ก. คือ กิน ตัวแรก ก็หมายความว่า บางคน เป็นทาสของการกิน เห็นแก่ปากแก่ท้อง. ถัดไปก็เรื่อง กาม คือ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทางตาทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. นี้ไม่ใช่เรื่องกินทางปาก หรือกินอาหาร
น.351 แต่เป็นการกินของกิเลสตัณหา โดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาเรียกว่าเรื่องกาม. และเรื่องถัดไปก็คือ เรื่อง เกียรติ เรื่องมีหน้ามีตา. เรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่อง เ กียรติ สามอย่างนี้ มันพอ ๆ กันทั้งนั้น.ถ้าลงตกเป็นทาสของสิ่งทั้ง ๓. นี้แล้ว มันจะเป็นอย่างไรบ้าง ? เป็นทาสของการกินเป็นทาสของกาม เป็นทาสของเกียรติ ล้วนแต่ไม่เป็นอิสระเลย. ถ้าเป็นทาสของการกิน ก็คิดดูเอาเองว่า มันจะต้องทำอะไรบ้าง ? ถ้าเป็นทาสของกาม ก็พอที่จะเห็นได้ว่า จะต้องก้มศีรษะต่ำลงไปอีกกี่มากน้อย. หรือว่าถ้าเป็นทาสของเกียรติก็ลองคิดดูบ้างว่า จะต้องคอยคิดนึก เอาอกเอาใจ หรือจะ รักษาเกียรติ ไว้อย่างไรสำหรับคนที่บ้าเกียรติหรือ เมาเกียรติ. นี้เรียกว่า อยู่ในโลกอย่างจมโลก อยู่ในโลกิยธรรมของกิเลสตัณหา,หรือว่า จมอยู่ในโลกิยธรรมนั้น ไม่ใช่วัตถุที่ประสงค์ ในการกล่าวอย่างที่กำลังกล่าวนี้. วัตถุที่ประสงค์นั้น แม้ว่าจะต้องอยู่ในโลก หรืออยู่ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับโลกิยธรรม ก็ต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นทาส. เขาเป็นผู้รู้จักดี ในความแตกต่างระหว่างความเป็นทาสกับไม่เป็นทาส ;นั่นแหละจึงจะอยู่ในโลกนี้ อย่างที่เรียกว่า ไม่จมโลก แต่อยู่เหนือโลก ; แม้ว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับโลก ก็ยังอยู่เหนือโลก. ขอให้ลองฟังดูให้ดี ๆ ว่า ไม่ใช่ว่าอยู่ในโลกแล้ว จะต้องจมโลกเสมอไป; แต่ก็มีโอกาสหรือมีลู่ทาง ที่จะอยู่เหนือโลกได้ตามสมควร ทั้งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับโลก.
น.352 เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะยกตัวอย่างถึงความสูงและความต่ำของจิตใจอย่าได้เห็นเป็นเรื่องหยาบโลน ; เพราะว่าตัวอย่างที่จะยกมานั้น มันเป็นเรื่องของสามัญสัตว์. ข้อนี้ก็ได้แก่เรื่องของการที่ เกิดมาแล้ว มีความรู้สึกในทางเพศตรงกันข้าม ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเพศที่ตรงกันข้าม ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ ที่เป็นความรัก เป็นความต้องการ ความประสงค์จะสืบพันธุ์ และความรักลูกรักหลานจะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน. ที่เรียกว่า เป็นชีวิตชนิดที่มีครอบครัว ตามธรรมดาคนเราเกิดมาก็ เป็นฆราวาส แล้วก็ ครองเรือน แล้วก็ผ่านสิ่งเหล่านี้ ; แต่แล้วจงพิจารณาดูเถิดว่า เขารู้จักสิ่งเหล่านี้ในลักษณะเช่นไร ?เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง หรือผิดพลาดอย่างไร ? ในที่สุดก็อาจจะมองเห็นได้ว่า เขา ตกเป็นทาส ของสิ่งเหล่านี้ หรือว่าเป็นนาย เหนือสิ่งเหล่านี้. ในชั้นแรก ที่เป็นความรู้สึกของสัญชาตญาณของสามัญสัตว์นั้น เมื่อถึงวัยที่เจริญเต็มที่แล้ว ก็มีความต้องการระหว่างเพศ ซึ่งเขาเรียกกันว่าความรัก สิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น มีความหมายอย่างไรกันแน่ ? ถ้าปล่อยไปตามความรู้สึกต่ำ ๆ ของธรรมชาติฝ่ายต่ำแล้ว ความรักของคนก็เหมือนกับความรักของสัตว์, มีความประสงค์แต่จะแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลิน จากความรู้สึกของสามัญสัตว์เหล่านั้น จนเกิดมีความคิดหรือการกระทำต่าง ๆ นานา ที่เป็นปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นมา จากสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ทีนี้คนที่มีสติปัญญา มาตั้งข้อพิจารณาดูกันว่า ความรักนั้นเป็นอย่างไร ? เอาตามเรื่องที่เขาเคยพูดเคยคิด และบันทึกจารึกไว้ เป็นหลักฐานที่น่าฟัง ว่าพวก
น.353 นักปราชญ์ในสมัยโบราณ ที่เป็นชนชาติกรีกพ้องสมัยพุทธกาล ; เขาจับกลุ่มคุยกันด้วยเรื่องนี้ แล้วถามกันถึงเรื่องนี้. คนที่มีปัญญาน้อย โง่ ๆ ก็ให้ความหมายไปบางอย่างบางประการ ว่าความรักนั้นเป็นอย่างนั้น, ความรักนั้นเป็นอย่างนี้, ทุกคนมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน. แต่ ส่วนมากก็เป็นไปในทางที่ว่า ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับสามัญสัตว์ เป็นประโยชน์หรือเป็นสิ่งที่ต้องการ. คนที่ สูงขึ้นมาหน่อยก็รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ถ้าเผลอเข้ามันจะทำให้ตาบอด . นี่ลองพิจารณาดูเถิดว่าคนเหล่านั้นมองสิ่งเหล่านี้ ไปในทางธรรมดาสามัญทั้งนั้น. ทีนี้ คนปูนกลางที่มีสติปัญญาสูงขึ้นมา เขาให้ตัวอย่างเปรียบเทียบ ว่าเมื่อก่อนนี้มนุษย์เรา ไม่ได้มีรูปร่างอย่างนี้ คือหมายความว่า ไม่ได้เป็นหญิงหรือเป็นชาย ไม่ได้เป็น ๒ เพศ. แต่เป็นสัตว์อะไรชนิดหนึ่งก็ไม่รู้ เป็นก้อนกลม ๆมีแขนขารอบตัว, หมุนเร็วราวกับจักรพัดจักรผัน มีอำนาจมาก จนพวกเทวดาคร้าม. แล้วก็หัวหน้าพวกเทวดานั้น เกิดมีความคิดขึ้นมาว่า ไอ้สัตว์ตัวนี้ถ้าขืนปล่อยไว้ มันก็จะต้องทำลายพวกเทวดาแน่. เพราะฉะนั้นก็คิดตัดทอนกำลังมัน ด้วยการผ่าตัดกระเทยกลม ๆ นั้นออกเป็น ๒ ส่วน : จัดให้ส่วนหนึ่งเป็นส่วนหญิง, จัดให้ส่วนหนึ่งเป็นส่วนชาย. เมื่อมันถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนแล้วมันก็ ตกอยู่ในอำนาจของการที่จะกลับรวมกันตามเดิม . ความต้องการนั้นคือความรัก; แต่เขาให้ความหมายว่า มันต้องการจะรวมกำลังเป็นอันเดียวกัน เพื่อ
น.354 สามารถทำอะไรได้มาก เหมือนแต่กาลก่อน, ก่อนแต่ที่จะถูกแบ่งแยกออกเป็น๒ ฝ่าย ซึ่งเป็นการถูกทอนกำลังลงครึ่งหนึ่งนั่นเอง. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าความรัก ของบุคคลที่มีความคิดอย่างนี้ ก็มีความหมายว่า เป็นความประสงค์ที่จะรวมกำลัง หรือรวมความสามารถ ในหน้าที่การงานของ ๒ ซีกนั้น ให้เข้าเป็นหน่วยเดียวกัน, ที่มีกำลังหรือมีความสามารถสมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปตามเดิม. เพราะฉะนั้นความรักของบุคคลประเภทนี้ จึงไม่ใช่ความต้องการในทางเนื้อทางหนัง ซึ่งเป็นความเพลิดเพลิน ตามวิสัยของกิเลส ;แต่เป็นความต้องการของสติปัญญา ที่จะให้มนุษย์สามารถทำอะไรได้ เต็มเปี่ยมไปตามเดิม. นี้ก็นับว่า เขามองเห็นสิ่งนี้ สูงไปกว่าคนธรรมดา หรือคนหนุ่มคนสาวที่รู้แต่เรื่องที่เป็นวิสัยของกิเลสตัณหาอย่างเดียว ไม่สูงไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเลย. นักปราชญ์คนสุดท้าย ออกความเห็นว่า สิ่งที่เรียกความรักนั้น ยังมีมากไปกว่านั้น, คือเขาอธิบายว่า ถ้าคนเราเกิดมาในระยะสั้น ๆ ชั่ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีหรือว่า ๑๐๐ ปีก็ตาม แล้วตายไปอย่างนี้ มันน้อย มัน สั้นเกินไป ที่จะบรรลุถึงธรรมะในขั้นสูง. ถ้าพูดตามภาษาคนทั่วไปก็ว่า ไม่ทันไม่พอ ที่จะเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า, ไม่อาจจะลุถึงความเป็นพระเป็นเจ้า. หรือถ้าพูดอย่างพวกเราชาวพุทธ ก็ว่า ไม่พอที่จะปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน ; เพราะฉะนั้น เราอย่าได้สูญ พันธุ์เ สียเลย. เรา ตั้งความปรารถนาเสียว่า พืชพันธุ์ของมนุษย์นี้ อย่าเพ่อสูญ ; แต่จะอยู่สืบพันธุ์ ให้มีไว้ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงกับโอกาสข้างหน้า ก็จะมีสักชาติหนึ่ง ที่เข้าถึงมรรค ผล นิพพาน .
น.355 นี่อธิบายว่า ความรักนั้นเป็นเพียงความประสงค์ ว่าอย่าให้มนุษย์สูญพันธุ์ ให้มนุษย์มีอยู่หรือคงมีอยู่ เพื่อเจริญก้าวหน้าในทางธรรมะเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะบรรลุนิพพาน. นี่แหละ ลองคิดดู เถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า ความรักก็ดี การสืบพันธุ์ก็ดีการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ให้ใหญ่โตเจริญงอกงามไปข้างหน้า ซึ่งเป็นกิจหน้าที่ในครอบครัวทั้งหมดทั้งสิ้นเหล่านี้ มันมีความหมายอะไรกันแน่ ? มันมีความหมายอย่างไรกันแน่ ? เช่นความรักหรือการสืบพันธุ์นั้น มันเพื่อความสนุกสนานของเพศตรงกันข้าม อย่างโง่ ๆ ง่ายๆ เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไป, หรือว่ามันเป็นความประสงค์ที่จะรวมกำลัง ปฏิบัติหน้าที่ที่ยาก ที่ลำบาก ที่สูงสุดของมนุษย์ให้ลุล่วงไป, หรือว่า มันเป็นความประสงค์ของสัญชาตญาณ ที่ต้องการว่า เราอย่าเพ่อสูญพันธุ์ไปเสีย ก่อนแต่ที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ดังนี้. นี่แหละลองคิดดูเถิดว่า เราเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานไปทำไม ด้วยความโง่เง่าหรือด้วยความฉลาดอย่างไร ? และก่อนหน้าแต่นั้น เรามีความรักและมีการสืบพันธุ์นั้น ด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร ? เราได้เคยรับการอบรมสั่งสอนในเรื่องนี้มาอย่างไร ?หรือว่าเราเดาเอาเองตามกิเลสตัณหาของเรา ? ก็หมายความว่า เราปล่อยตัวไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา, มีความรักด้วยกิเลสตัณหา, มีการสืบพันธุ์ด้วยกิเลสตัณหา แล้วก็เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานไป ด้วยกิเลสตัณหา ; อย่างนี้มันสมกันกับที่จะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญา หรือหาไม่ ? นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น นี้เป็นตัวอย่างที่จะเอามาเปรียบเทียบให้รู้ว่าแม้แต่เรื่องความรัก เรื่องการสืบพันธุ์ เรื่องการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานนี้ มันก็ยัง
น.356 มีความหมายหลายขั้น หลายระดับ ; และแต่ละระดับ มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน. ระดับต่ำระดับต้นที่สุด มันก็เหมือน ๆ กับของสัตว์เดียรัจฉานทั่วไป.ถ้าสูงขึ้นมา มันก็ยังมีความคิดนึก ที่แยบคายน่าฟัง. ถ้าสูงขึ้นไปอีก มันก็ล้วนแต่มีความมุ่งหมายที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน, หรือการเข้าถึงธรรมะสูงสุดที่คนเราควรจะเข้าถึงให้ได้ทั้งนั้น ; ซึ่งได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ตอนต้น ๆ ว่า คนต้องถึงธรรม ธรรมะต้องถึงคน คนต้องถึงธรรมะให้ได้ ถ้าไม่ได้เดี๋ยวนี้ ก็ต้องให้ได้ในโอกาสข้างหน้า. เพราะฉะนั้น เรา ควรจะมีปณิธาน หรือมีวัตถุที่ประสงค์ อันแน่นอนเด็ดขาด และตายตัวลงไปว่า เกิดมาเป็นคนทั้งที ต้องเข้าถึงธรรมะให้ได้ แล้วก็จะได้มีการคิด การนึก การจัด การตระเตรียม การขวนขวาย การพยายาม การตั้งใจการปักใจอะไรต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้เดินไปแต่ในทางที่จะใกล้ธรรมะยิ่งขึ้นไปทุกที. ถ้าไม่ทันในชาตินี้ ก็ต้องมีพันธุ์เหลือไว้สำหรับถึงในชาติหน้า, หรือว่าถ้าคนเดียวทำไม่สำเร็จ ก็จะได้ร่วมแรงร่วมใจกัน. ผู้หญิงก็มีความคิดอย่างผู้หญิง,ผู้ชายก็มีความคิดอย่างผู้ชาย. ถ้ารวมกันแล้ว ก็จะสมบูรณ์ที่สุด เหมือนกับที่เขากล่าวเปรียบเป็นอุทาหรณ์ไว้ ว่าทีแรก มันก็เป็นเพียงก้อนกลม ๆ ก้อนเดียว เป็นสัตว์กระเทย ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย มันจึงมีกำลังมาก ถึงขนาดที่เทวดากลัว เทวดาฉลาด รู้จักตัดทอนความสามารถของสัตว์มนุษย์นี้ โดยแบ่งให้มันเป็น ๒ เพศ, ให้มันไปมีปัญหาเรื่องเพศ จนทอนกำลังลงไปเกือบหมดสิ้นเพราะมันไปมัวยุ่งกันแต่เรื่องเพศ. แต่ถ้าว่าสัตว์มนุษย์เหล่านี้เกิดฉลาดขึ้นมา
น.357 จนถึงกับไม่ลุ่มหลงในเรื่องเพศ แต่ประสงค์ในการที่จะรวมกำลังกันต่อสู้แล้ว มันก็จะกลับไปมีกำลังหรืออำนาจอย่างเดิม. เพราะฉะนั้น ถ้ าควบคุมความรักไว้ อย่าให้ตกไปในฝ่ายที่เป็นกิเลสตัณหาแล้ว สติปัญญาก็จะเกิดขึ้น ในการที่จะรวมกำลังกัน ในระหว่างเพศนั้นปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วงไปด้วยดี คือส่งเสริมกันไปในทางสูง, อย่าดึงลงมาในทางต่ำนั่นเอง. เราก็จะได้ประสบสิ่งที่เรียกว่า อุดมคติอันแท้จริง ของสิ่งที่เรียกว่าความรัก หรือการสืบพันธุ์ หรือการลงทุนเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานตาดำ ๆ ให้ยังคงมีอยู่ต่อไปในโลกนี้ อย่าให้สูญพันธุ์ได้นั่นเอง. นี้ตัวอย่างที่แสดงเพื่อเปรียบเทียบเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ในบรรดาเรื่องซึ่งมีอยู่หลายเรื่อง. แต่เนื่องจากเห็นว่า คนเรามีปัญหาเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่นจึงได้นำมาเอาตัวอย่าง ที่เขาเคยคิดเคยนึกกันมาแต่กาลก่อน มาเล่าให้ฟัง ว่าถ้าอย่างไรเสียพุทธบริษัทเรา อย่าได้มีจิตใจต่ำทราม ถึงขนาดที่มองอะไร ไปในลักษณะของกิเลสตัณหาไปเสียทั้งนั้น จงได้มองไปในลักษณะของอุดมคติ ; แม้จะมีความรัก ก็มีความรักที่เป็นอุดมคติ, แม้จะมีการสืบพันธุ์ ก็เป็นการสืบพันธุ์ที่มีอุดมคติ, แม้จะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ก็จะต้องเป็นการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ที่เต็มไปด้วยอุดมคติ.อย่าให้เป็นเพียงเรื่องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว, หรือแม้ที่สุดแต่เพียงเห็นแก่การสืบสกุลของตัวอย่างเดียว.
น.358 ขอให้สืบพันธุ์ของมนุษย์ไว้ ในลักษณะที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพานได้ ในโอกาสข้างหน้า ไม่วันนี้ก็วันหน้า, หรือเดือนหน้า ปีหน้า หรือชาติหน้า ก็แล้วแต่จะได้ จะถึง. แต่ ขอให้มีความมุ่งหมายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่ดำเนิน ไปถูกทางแท้จริงนั้น ต้องเป็นไปเพื่อการบรรลุถึงธรรมะ อย่างเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสนใจ ในการเข้าถึงธรรมะ ทำให้เรา เป็นผู้ที่กำลังเดินเข้าไปหาธรรมะ. เราตื่นนอนขึ้นมา ให้มีความรู้สึกคิดนึกว่า เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้า. ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่าเรา ตื่นนอนขึ้นมา ให้เรามีความรู้สึก เป็นข้อแรกว่า เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้า , เราอย่าได้เป็นลูกของกิเลสตัณหา . อย่าได้เป็นข่าวเป็นทาส เป็นคนรับใช้ของกิเลสตัณหา , หรือ ของความรัก หรือ ของเพศตรงกันข้าม หรือของอะไรในทำนองที่เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา. ถ้าเราตื่นขึ้นมา ด้วยความรู้สึกว่า เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ; เราก็ จงทำแต่หน้าที่ ที่มีไว้สำหรับให้ลูกของพระพุทธเจ้ากระทำ. อยู่ที่บ้านก็ได้ อยู่ที่วัดก็ได้, เป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นภิกษุภิกษุณี อะไรก็ได้, ทุกคนล้วนแต่จะเป็นลูกของพระพุทธเจ้าได้ ด้วยกันทั้งนั้น. ตื่นนอนขึ้นมาให้มีความระลึกนึกถึงข้อนี้ แล้วปฏิบัติหน้าที่ ของความเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เสียทุกวัน เรื่องต่าง ๆ ก็จะหมดไป คือจะเป็นเครื่องรางคุ้มครองอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ตกไปในอำนาจของกิเลสตัณหา. จะทำอะไร จะคิดนึกอะไร หรือแม้แต่ความรู้สึกที่เป็นไปในเรื่องของความรัก หรือการสืบพันธุ์ การเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน การมีครอบครัว, ก็ล้วนแต่เป็นอุดมคติ ในลักษณะที่ว่า เราเป็นลูกของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ; ไม่มีความ
น.359 โง่เขลางมงายอะไร หรือส่วนใด ที่ตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหา แต่ประการใดเลย. นี่แหละเรียกว่า เราเข้าถึงธรรมะแล้ว, คนคนนั้นถึงธรรมะแล้ว, หรือธรรมะถึงคนคนนั้นแล้ว ในระดับที่เรียกว่า อยู่ในขั้นโลกิยธรรม ที่ประกอบไปด้วยสติปัญญา. คนนั้น อยู่ในโลก แต่อยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์มากเกินไป , และอยู่ในลักษณะที่เป็นการเดินทางไปโดยรวดเร็วที่สุด ไปสู่โลกุตตรธรรม ; เพราะว่าการเป็นอยู่ในโลก ในลักษณะเช่นนี้นั้น มันเป็นการศึกษาอยู่ตลอดเวลา. ขอให้ฟังให้ดี ๆ ว่า มัน เป็นการศึกษาอยู่ตลอดเวลา , มันเป็นการลืมหูลืมตาอยู่ตลอดเวลา, ไม่หลับตาหลับหู ด้วยกิเลสตัณหาแต่ประการใด. นี่แหละคือการลืมตาของคนที่เข้าถึงธรรมะ แม้ในขั้นที่เป็นโลกิยธรรม ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ประเสริฐสูงสุด น่าชื่นใจ น่าเคารพบูชา น่าเลื่อมใส, ประกอบไปด้วยความงาม, หรือความเป็นศิลป ที่เต็มไปด้วยความงาม ในการเป็นมนุษย์อยู่ในโลก ; ซึ่งจะเป็นอุบาย เป็นหนทางให้ก้าวขึ้นสู่โลกุตตระ คือเหนือโลกได้ในลำดับต่อไป ; ซึ่งเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องวินิจฉัยกัน โดยละเอียดตามสมควร. ในข้อนี้หรือในขั้นนี้ ให้พึงรู้ไว้ว่า แม้ในขั้นโลกิยธรรม เราก็ต้องอาศัยธรรมะ และเข้าถึงธรรมะในขั้นนี้ เพื่อความเป็นคนที่ถึงธรรมะ หรือธรรมะถึงคน อยู่เสมอไป. นั่นแหละจึงจะเรียกว่า อยู่ในร่มเงาของธรรมะ ; เหมือนกับที่พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้กระทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ได้ผ่านไปแล้ว อย่าง
น.360 บริสุทธิ์บริบูรณ์ ; ทิ้งร่องรอยไว้ให้เป็นตัวอย่างแก่คนชั้นหลังว่า เป็นคนต้อง เป็นอย่างนี้, เป็นคนต้องถึงธรรมะอย่างนี้. ธรรมะต้องถึงคนอย่างนี้ คนจึงจะ เป็นคน แล้วเราก็ จะไม่เสียที ที่เกิดมาเป็นคน หรือเกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนาเลย. ธรรมเทศนาที่แสดงถึงข้อที่ว่า คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ในชั้นที่เป็น โลกิยธรรม ก็สมควรลงด้วยเวลา. ขอยุติธรรมเทศนาในตอนนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้ .. เอวิ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.361 /๒๕๖๔ บนเขาพุทธทอง กัณฑ์รุ่ง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู, วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๔ โลกุตตรธัมมูปคมนกถา. [การเข้าถึงโลกุตตรธรรม.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ สพฺพปาปฺส อกรณ์ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสน์ นิพฺพานํ ปรมํ วทน . ติ พุทฺธา - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ. ธรรมเทศนาเป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อจากที่วิสัชนาแล้ว ในข้อที่ว่า คนถึงธรรม ในขั้นที่เป็นโลกิยธรรม จนกระทั่งเข้าถึงธรรม ประเภทที่เป็น โลกุตตรธรรม. ผู้ที่มีสติปัญญา อยู่ในโลกนี้ หาได้มัวเมาไปตามโลกไม่ ; แต่ อยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นสติสัมปชัญญะ รู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ เป็น ๓๒๕
น.362 เครื่องมือสำหรับให้ศึกษา, สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง มีไว้สำหรับให้บุคคลนั้นศึกษา แทนที่จะมีไว้ สำหรับให้มัวเมา. ถ้าว่ากันโดยที่จริงแล้ว โลกนี้ก็วิจิตรงดงาม ; แม้จะมองกัน ในแง่ที่ ไม่เกี่ยวด้วยกิเลสตัณหาโดยตรง ก็ยังมีความงดงาม เป็นที่น่าสนใจ เป็นที่น่าติดพัน อยู่เป็นอันมาก. แต่ถึงกระนั้นก็หาได้มีความหลงใหล ในลักษณะที่น่าสนใจหรือ น่าติดพัน ของโลกไม่: ข้อนี้ก็อาศัยสิ่งที่เรียกว่า สติปัญญา ที่เดินมาตามลำดับ เพราะเป็นบุคคล ที่เข้าถึงสิ่งที่มีความหมายอันสูงสุด ในตัวชีวิต มิได้เห็น หรือ มิได้ถือเอาความสวยงาม ความไพเราะ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้น ว่าเป็นสาระแก่นสาร ; แต่ได้ถือเอาความสะอาด สว่าง สงบ หรือความว่างจาก สิ่งรบกวน ว่างจากสิ่งยั่วยวน นั่นแหละเป็นสรณะ. คำที่กล่าวว่า ชีวิตที่เป็นด้านใน มันหมายถึงความสงบ คือ ความไม่ต้อง เกิดๆ ดับ ๆ , ความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เกิด ๆ ดับ ๆ และความที่ไม่ต้อง หมุนเวียนไปตามเหตุตามปัจจัย, หรือความที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็มีความหยุด มีความสงบ. เพราะความหยุดนั้น ไม่มีความเร่าร้อนกระวนกระวาย, เพราะ ว่างจากสิ่งที่รบกวน และมีความสว่างไสวแจ่มแจ้ง รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, เพราะไม่มีอะไรมารบกวน ให้หวั่นไหวได้ ไม่มีอะไรมายั่วยวน ให้หวั่นไหวไปตาม สิ่งเหล่านั้น . ลักษณะอาการของความสะอาด สว่าง สงบ ที่รวมกัน นั่นแหละคือ ลักษณะของสิ่งที่สดชื่น เยือกเย็น สมตามความหมายของคำว่า ชีวิต. จงได้ พิจารณาดูกันถึงคำคำนี้ ให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง ประจักษ์ชัดแก่ตน จงทุก ๆ คนเถิด.
Buddhadasa