น.281 วันนี้ เป็นธรรมเทศนาเนื่องด้วยมาฆบูชา อันเป็น วันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทราบกันอยู่แล้ว. การที่ เราประกอบพิธีมาฆบูชา เช่นนี้นั้น ด้วยความมุ่งหมาย ก็เพื่อจะได้ระลึกถึงพระ- อรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขก่อน, แล้วจะได้ดำเนินตน ไปตาม ร่องรอยของพระอรหันต์ทั้งหลาย และในที่สุด ให้ได้บรรลุถึงสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะลุจะถึง ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลายได้บรรลุนั่นเอง ; และสิ่งที่ กล่าวนั้น ถ้าจะเรียกอย่างสั้น ๆ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ที่จะเรียกว่า ธรรม หรือ ธรรมะ. การเข้าถึงธรรมะถึงที่สุด นั่นเอง เรียกว่า การได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้รับ ; เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราจะได้วิสัชนากันโดยหัวข้อสั้น ๆ ว่า คน ถึงธรรม หรือว่า ธรรมถึงคน. คนถึงธรรม ก็หมายความว่า คนเราได้ลุถึงธรรมะ. ธรรมะถึงคน ก็ หมายความว่า เดี๋ยวนี้ธรรมะได้ถึง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นจริง ๆ. ก่อนนี้ธรรมะนั้น ไม่อาจจะถึงบุคคล ; เพราะว่าคนไม่สามารถที่จะทำตนให้เหมาะสม สำหรับที่จะ ถึงธรรม. เมื่อพิจารณาดู ก็จะเห็นได้ว่า คนถึงธรรมกับธรรมถึงคนนั้น มีใจความ อย่างเดียวกัน แต่จะมีผิดกันอยู่บ้าง ก็ในเมื่อพิจารณาดูโดยละเอียด คนถึงธรรม หมายความว่า คนได้พยายามปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนถึงที่สุด จนถึงกับว่า คนนั้น ได้เข้าถึงธรรม ส่วนข้อที่ว่า ธรรมถึงคนนั้น มันเป็นผลของการกระทำ ของบุคคล นั่นเอง และธรรมะจะต้องถึงคนโดยแน่นอน ในเมื่อคนถึงธรรมะ ถ้าพิจารณาดูให้ดีในข้อนี้แล้ว ยังมีความหมายอย่างอื่นซ่อนเร้นอยู่ ; ข้อนี้ก็คือ ข้อที่คนเราตามธรรมดาไม่ถึงธรรมะ. แล้วธรรมะก็เลยไม่มาวี่แววข้อง
น.282 พานกับคน, ต่างคนต่างอยู่. แต่แล้วคนทั่วไปก็ยังอวดโอ้ ว่าตนเป็นผู้ถึงธรรมะ. นั่นมันคนว่าเอาเอง. คนนั้นก็ถึงธรรม ตามประสาของเขาเอง ; แต่ธรรมะ หาได้ถึงคนคนนั้นไม่. นี่แหละเป็นข้อที่จะต้องวินิจฉัยดูให้ดี ๆ ด้วยกันทุกคน จนมองเห็นว่า เราเข้าใจว่าเราถึงธรรมะ, แต่แล้วธรรมะหาได้มาถึงเรา, หาได้ถึงเราไม่. จริงดังนี้ หรือไม่ ?. คนธรรมดาเข้าข้างตัว อะไร ๆ ก็ว่า ตัวถึงธรรมะไปหมด ; แต่ธรรมะ นั้นไม่เข้ากับใคร ต่อเมื่อคน ประพฤติดีประพฤติชอบจริงๆ จึงจะถึงคน. ด้วยเหตุ ฉะนี้แหละ คนจึงถึงธรรมะกันแต่ปาก ; ว่าเอาเอง ทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่ง : หลงใหลไม่รู้บ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง, บ้าน้ำลายพูดไม่หยุดหย่อนบ้าง, ก็ล้วนแต่ว่า เอาเองทั้งนั้น ; มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของธรรมะ เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้แน่นอน ให้มีผลดีถึงที่สุด มันต้องให้เป็นพร้อม กันจริง ๆ ทั้ง ๒ อย่าง, คือว่า ธรรมถึงคน คนถึงธรรม, หรือธรรมถึงคน ครบถ้วนบริบูรณ์ตามนี้จริง ๆ จึงจะได้. และเมื่อนั้นแหละ ความเป็นพระอรหันต์ ก็จะมีอยู่ทั่วไปในโลกนี้ หรือทำให้โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ สมกับความ มุ่งหมายของการทำมาฆบูชา, ซึ่งทราบกันแล้วว่า เป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะตั้งอกตั้งใจ ให้เป็นอย่างดี สำหรับในวันนี้ เพราะเป็นวันที่ระลึกถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังกล่าวแล้ว.
น.283 พุทธภาษิต ที่ทรงแสดงในวันซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตนั้น มีหัวข้อสั้น ๆ แต่เป็นใจความสำคัญที่สุด ดังที่ได้ยกขึ้นไว้ เป็นนิเขปบทข้างต้นนั่นเอง ว่า : สพฺพปาปสส อกรณ์ - การไม่กระทำบาปทั้งปวง, กุสลสสูปสมฺปทา - การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม, สจิตฺตปริโยทปนํ - การชำระจิตของตนเองให้ขาวรอบหรือผุดผ่อง เอติ พุทธานสาสน์ - สาม อย่างนั้น เป็นพุทธศาสนา คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า การกระทำทั้ง ๓ อย่าง นั่นแหละ เป็นเครื่องแสดงถึงการถึงธรรม อย่างสมบูรณ์ อยู่ในตัวแล้ว, คือว่า การที่จะเข้าถึงธรรมนั้น ก็จะต้องเว้นจากการกระทำบาปทั้งปวง, ทำความดีให้ เต็มเปี่ยม, แล้ว ชำระจิตให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองของจิตทุกประการ. สาม อย่างนี้ ถ้าทำบริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยดีแล้ว เป็นการถึงธรรมะ ; ผู้กระทำนั่นเอง เป็นผู้ถึงธรรมะ และธรรมะย่อมถึงบุคคลผู้กระทำนั้น. เมื่อไม่ทำบาป เมื่อทำกุศลให้บริบูรณ์ และ ทำจิตให้ผ่องใส ปราศจาก เครื่องเศร้าหมอง ก็แปลว่า ธรรมะซึ่งไม่เคยถึงมาแต่กาลก่อนนั้น ได้มาถึงเข้าแล้ว, ได้แก่ ความสะอาด สว่าง สงบ ดังที่เราฝันถึงกันนั่นเอง เพราะฉะนั้น เรา อาจจะกล่าวได้ว่า โอวาท ๓ ประการนี้ เป็นเรื่องที่ทำให้คนถึงธรรมะ หรือทำ ธรรมะให้ถึงคน. เป็นอันว่า เป็นการสมควรอยู่แล้ว ที่เราจะพูดกันถึงเรื่องนี้ และในวันนี้ ซึ่งสมมติเป็นวันมาฆบูชา ของปีนี้. ทีนี้ จะได้วินิจฉัยกันต่อไป โดยหลักที่ว่า คนถึงธรรมได้อย่างไร ? ใน ชั้นแรกนี้จะได้กล่าวอย่างย่อ ๆ ในฐานะที่เป็นหลักทั่วไปก่อน โดยแยกคำ ๓ คำนี้
น.284 ออกเป็นคำ ๆ แล้วจะได้วินิจฉัยกันทีละคำ ๆ สามคำก็คือ คนถึงธรรม : คน คำหนึ่ง, ถึง คำหนึ่ง, แล้วก็ ธรรม คำหนึ่ง, รวมเป็น ๓ คำ. คน ก็หมายถึง คนที่จะถึงธรรม. คำว่า ถึง ก็หมายถึง กิริยาอาการที่จะลุถึง. ธรรม ก็หมายถึง สิ่งที่จะลุถึง. สำหรับคำว่า "คน" นั้น ท่านนิยมแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ พวกที่ หลับหูหลับตา ไม่รู้ต้นปลาย เหนือใต้ มืดมิดอยู่ นี้ก็พวกหนึ่ง. ทีนี้อีกพวกหนึ่ง ก็คือพวกที่ไม่เป็นอย่างนั้น ได้แก่ พวกที่อาจจะรู้ อาจจะเข้าใจธรรมะได้ ; แม้ พวกนี้ก็ยังจะต้องแบ่งออกเป็นพวก ๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะยังสูงต่ำกว่ากัน. เช่น ที่ท่านแบ่งไว้ว่า อุดมติตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ. อุดมติตัญญู หมายความว่า พอเอ่ยชื่อออกมาคำเดียวเท่านั้น เขาก็ รู้ได้อย่างทั่วถึง ; เหมือนอย่างที่เราได้ยินได้ฟังในพุทธประวัติ ที่มีกล่าวว่า พระสิทธัตถะนั้น พออาจารย์เอ่ยปากขึ้นว่าจะสอนเรื่องอะไรเท่านั้นเอง ก็เป็นว่า รู้เรื่องนั้น, และอธิบายให้อาจารย์ฟังเสียอีกว่า ถูกต้องไหม ? โดยใจความก็หมายความ ว่า บอกแต่หัวข้อของเรื่อง ก็พอแล้ว; เขาเข้าใจได้ด้วยตนเองว่า มันเป็น อย่างไร ? เพราะว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด พอที่จะแทงตลอดสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง ตามลำพังตนเอง นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง. ทีนี้ถัดไป ก็คือพวก วิปจิตัญญู พวกนี้ ต้องอาศัยคำอธิบายชี้แจงบ้าง จึงจะเข้าใจได้ ; แต่ก็ยังนับว่า เป็นพวกที่เข้าใจได้รวดเร็วมาก คือเพียงแต่ชี้แจง ครั้งแรก ก็เข้าใจได้แล้ว.
น.285 วกที่ถัดไป เรียกว่า เนยยะ หมายความว่า เป็นผู้ที่จะต้องได้รับการ พร่ำสอน, ชี้แจง พร่ำสอนอยู่เป็นประจำ จึงจะสามารถเข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ ; นับว่า เพลาลงมา แต่อย่างนั้นก็จัดไว้ ในฐานะที่เป็นสัตว์ที่อาจจะรู้ได้. ทั้ง ๓ พวกนี้ เรียกว่า เวเนยยสัตว์ คือ สัตว์ที่อยู่ในวิสัยที่จะรู้แจ้งได้. นับรวมกันเข้ากับพวกสุดท้าย คือ คนมืด คนที่หนามาก จนไม่อาจจะรู้อะไรได้ เรียกว่า ปทปรมะ ก็เลยเป็นมีบุคคล ๔ พวกด้วยกัน. สามพวกแรกเอาตัวรอดได้ ; ส่วนพวกหลังนี้ ยังจะต้องเป็นหลักตอ ปักอยู่ในวัฏฏสงสาร อย่างแน่นแฟ้นไป พลางก่อน. นี่แหละท่านทั้งหลาย ลองพิจารณาดูเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า คน-คน นั้น มันหาเหมือนกันทุกคนไม่ ; มันต่างกันมากมาย ถึงกับเป็นอย่างนี้. ควรที่เรา ทั้งหลาย จะระลึกนึกด้วยความไม่ประมาท ว่าเราอยู่ในสถานะเช่นไร ; และจะต้อง แก้ไขมันด้วยความไม่ประมาท พวกปทปรมะ แปลว่า มีบทเป็นอย่างยิ่ง ก็หมายความว่า มีเครื่องถ่วง เป็นอย่างยิ่ง มีเครื่องปิดบังเป็นอย่างยิ่ง นี่ก็เพราะมันประมาท มันทำเอาเอง ไม่ใช่ มีใครทำให้. เป็นผู้ที่สร้างสมมาแต่ในที่จะให้มืดมัว หมายความว่า พอใจในสิ่งที่ ทำความมืดมัว ; ไม่พอใจในสิ่งซึ่งเป็นความสว่างไสว เพราะเห็นแก่สิ่งที่ง่าย ๆ ต่ำ ๆ หรือพูดตรง ๆ ก็เรียกว่า เห็นแก่ปากแก่ท้อง เป็นผู้ที่ตกอยู่ภายใต้วิสัยของ ธรรมชาติชั้นต่ำ ๆ มากเกินไป. เพราะฉะนั้นเราควรจะได้วินิจฉัยกัน ถึงกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ เกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลาย หรือบังคับสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างแน่นแฟ้น กันดูบ้าง ว่า
น.286 มันเป็นอย่างไร ? เรื่องนี้จะต้องทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งด้วยสติปัญญา จึงจะมอง เห็นได้ ว่าธรรมชาติมันกำกับไว้อย่างไร ? บังคับไว้อย่างไร ? ท่านทั้งหลาย จะต้องพิจารณาดูให้เห็นตัวสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ กันเสีย บ้าง ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้. คำว่าธรรมชาตินี้ ก็แปลว่า สิ่งที่ เป็นไปเองตามธรรมชาติธรรมดา อยู่เป็นปกติของธรรมดาธรรมชาติ แล้วแต่จะ เรียก; แต่ใจความสำคัญ มันมีอยู่ตรงที่ว่า มันมีอยู่เอง มันเป็นอยู่เอง และมัน เป็นไปเอง, ไม่ต้องมีใครทำ ที่ไหนอีกแล้ว ตามธรรมดาสัตว์ทั่วไป ย่อมมีความต้องการตามธรรมชาติอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน ; นี้หมายความว่า จิตใจตามธรรมดาสามัญของสัตว์ จะเกิดความ รู้สึกนึกคิด ที่เป็นความต้องการ ๓ ประการนี้ขึ้นมาได้ โดยลำพังตัวมันเอง. สาม ประการนี้ พอที่จะแยกได้ให้แตกต่างกันออกไปเป็นคู่ ๆ คือว่า :- อย่างที่ ๑. ทางร่างกาย เป็นส่วนใหญ่นั้น มัน ต้องการอาหาร, ต้องการ เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, และ ยาแก้โรค. นี้เรียกว่า เป็นความต้องการของจิต ที่เป็นไปในทางกาย จนกระทั่งเราเรียกว่า ความต้องการของกาย ; เพราะมันมี ร่างกายนั้นเป็นมูลเหตุ, เป็นปัจจัยอันใหญ่หลวงให้ต้องการ คือ มันต้องการมีอาหาร กิน, ต้องการมีเครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย, ต้องการที่อยู่อาศัย, และต้องการสิ่ง บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ. นี้เรียกว่าร่างกายมันต้องการ เป็นของจำเป็น อย่างที่เห็น กันอยู่ได้ชัด ; ว่าถ้าไม่ได้สิ่งทั้ง ๔ นี้แล้ว ร่างกายมันอยู่ไม่ได้ มันแตกทำลายไป. ชีวิตมันก็พลอยสูญไปด้วย จึงเรียกว่า เป็นความต้องการของชีวิต ในส่วนที่เป็น ร่างกาย นี้อย่างหนึ่ง.
น.287 ทีนี้ อย่างที่ ๒. ถัดไป เรียกว่า ความต้องการของจิตใจ นี้หมายถึงจิตใจ ที่แม้จะมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีอะไรพร้อมในทางกายแล้ว ; มันยังไม่พอ, มันยังต้องการความไพเราะ ความสวยงาม ความสูง ความประเสริฐ ความดี ความเด่น ความมีหน้ามีตา อะไรมากขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าจะเรียกกันให้ชัด ก็ควรจะ เรียกว่า กามคุณ ; หมายความว่า มีแต่อาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีอะไรพร้อมมูล อย่างนั้น มันยังไม่พอ ใจมันยังต้องการสิ่งที่เรียกว่ากามคุณอีกส่วนหนึ่ง. จะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธัมมารมณ์ ได้แก่ความรู้สึกคิดนึกอะไรก็ตาม รวม กันแล้วก็เรียกว่า กามคุณ, คือ สิ่งซึ่งสนองความใคร่แก่จิตใจ ที่มากไปกว่าความ จำเป็นในทางกาย. นี้เราเรียกว่า ชีวิตในส่วนจิตใจมันต้องการ เป็นอย่างที่ ๒. ทีนี้ อย่างที่ ๓ นั้น มันยังมี ความต้องการตามธรรมชาติ ธรรมดาสามัญอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งข้อนี้ เป็นความต้องการของทิฏฐิ ความคิดความเห็น หรือสติปัญญา ก็ได้. สติปัญญา หรือ ทิฏฐิ นั้น มัน ไม่ได้ต้องการกามคุณ มากมายอะไรนัก ; แต่ มัน ต้องการอะไรอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะมาเป็นเครื่องบำบัดเสียซึ่งความหวาดกลัว ความ สงสัยความระแวง เป็นต้นว่า; ตายแล้วจะไปทางไหน ? จะเป็นอย่างไร ? หรือ แม้แต่ว่า โชคดีโชคร้ายในชาติปัจจุบันนี้ มันขึ้นอยู่กับอะไร ?. นี่แหละคือ สิ่งที่สติปัญญา หรือทิฏฐิ ความคิดความเห็น มันต้องการ และสิ่งนั้นก็ได้แก่สิ่งที่เราเรียกกันว่า ลัทธิ หรือ ลัทธิศาสนา หรือ พระธรรม เป็นต้น. เมื่อมีความรู้สึกต้องการสิ่งซึ่งจะเป็นเครื่องทำความอุ่นใจ ให้แก่สติปัญญา หรือทิฏฐิความคิดความเห็นแล้ว, เราเรียกว่าเป็นความต้องการของสติปัญญา หรือทิฏฐิความคิดความเห็น.
น.288 ทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่ได้เป็นอย่างเดียวกันเลย : อย่างแรกร่างกายต้องการ ของกินของใช้ เท่าที่จะไม่ตาย. อย่างที่ ๒ จิตใจต้องการสิ่งที่สวยงาม หรูหรา ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น. และอย่างที่ ๓ ทิฏฐิความคิดความเห็น ต้องการลัทธิ อย่างใดอย่างหนึ่งมาถือไว้ เป็นหลักประจำใจ. คนโง่ ๆ ก็ถือลัทธิโง่ ๆ ไปตาม ประสาคนโง่. คนมีปัญญาก็ถือลัทธิธรรมะหรือศาสนา ไปตามประสาคนที่มีสติ ปัญญา. เพราะฉะนั้นแหละ สิ่งที่จะต้องพินิจพิจารณากันในที่นี้ ก็คือ ความต่างกัน ระหว่างสิ่งทั้ง ๓ นี้. เรื่องแรก ก็คือ เรื่องเห็นแก่ปากแก่ท้อง กลัวตาย กลัวเจ็บกลัวไข้ ก็ ต้องการสิ่งต่าง ๆ มารักษามาเยียวยา. อย่างนี้เรียกว่าต่ำที่สุด ; เพราะว่าคนโง่เขลา ที่สุดเท่าไร ก็รู้จักต้องการสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องปากเรื่องท้องทั้งนั้น. ส่วน เรื่องที่ ๒ นั้น เป็น เรื่องกาม คือ เรื่องที่ประณีต หรือ เหลือเฟือ ; แต่ถึงอย่างนั้นสามัญสัตว์ ก็รู้จักต้องการ. แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ก็ยังรู้จักต้องการ, เพียงแต่ว่า มันประณีตละเอียด หรือหยาบ กว่ากันบ้างเท่านั้น ; แต่แล้วก็รู้จัก ต้องการเหมือนกันทั้งนั้น. เรื่องที่ ๓ คือ ลัทธิต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ; เพราะว่า เป็นสิ่งที่ดูไม่เห็น หรือสัมผัสไม่ได้ ต้องใช้สติปัญญา ยากที่คนจะเลือกเอาได้เสีย แล้ว. เพราะฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานจึงทำไม่เป็น ; สัตว์เดรัจฉาน ทั้งที่รู้จัก ปรารถนาอาหาร รู้จักปรารถนากาม มันก็ไม่รู้จักปรารถนาลัทธิ หรือธรรมะ หรือศาสนา ไปได้เลย. เราจึงเห็นได้ว่า สิ่งที่ ๓ นี่แหละ ที่เป็นหลักสำคัญ ที่จะเป็นเครื่องวัดจิตใจของคน ว่าเขากำลังอยู่ในพวกไหน ?
น.289 คนที่มืดมีจิตใจมืดมาก มัวมาก ไม่รู้จักปรารถนาลัทธิธรรมะลัทธิศาสนา นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาเหมือนกัน แต่ว่าถ้าจะพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็ยังเห็น ได้ว่า ถ้าเป็นคนแล้วถึงจะโง่สักเท่าไร ก็ยังรู้จักสร้างลัทธิต่าง ๆ ขึ้นมายึดถือไว้ได้ บ้างเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นลัทธิของคนโง่ มีอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่ง ยังงมงาย เข้ากันไม่ได้กับคำสอนของพระพุทธเจ้า. มันจะมีอะไรบ้าง ก็ลองคิดดู เองเถิด. ถ้าจะว่าออกไป มันก็จะเป็นการกระทบกระเทือนมากไปก็ได้. แต่ว่าขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ลัทธิบางสิ่งบางอย่าง ที่เคยยึดถือกันมา อย่างปรัมปรานั้น บางอย่างก็เป็นลัทธิที่โง่เง่า หรือ งมงายอย่างยิ่ง ; แต่ก็ไม่วาย ที่คนยังถือกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่บอกผู้อื่นว่า ตัวเองเป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา. ทั้งนี้ ก็เพราะว่าการเป็นอุบาสกอุบาสิกานั้น ว่าเอาเอง ; เพราะไม่ได้ถึงธรรมะจริง ๆ, และว่าเอาเอง ว่าถึงธรรมะ. เพราะฉะนั้นจึงมีอุบาสกอุบาสิกา ชนิดหนึ่งหรือพวกหนึ่ง, คือพวก ที่ไม่ถึงธรรมะที่แท้จริง แต่ว่าเอาเองนี่แหละ มีลัทธิที่งมงายโง่เง่ายึดถืออยู่ อย่าง มากมาย, เป็นการประจานตัวเอง ว่ายังงมงาย ไม่ใช่เป็นพุทธบริษัท, เป็น การตู่พระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าก็สอนเช่นนี้ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอน. เพราะฉะนั้น ถ้ามีอะไร ที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ ในทางที่จะเป็นเครื่อง พิสูจน์ได้ ว่าเป็นความโง่เง่างมงายแล้ว, จงระมัดระวังให้มาก, พยายามพิจารณา ดูให้ดี ด้วยสติปัญญาที่ได้รับมาใหม่ ๆ จากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า. ถ้าเรายังมีจิตใจอยู่ในสภาพที่ต่ำ : เห็นแต่เรื่องกิน เห็นแต่เรื่องกาม และถือลัทธิโง่เง่างมงาย ไร้สาระอยู่ตลอดเวลาแล้ว ; พึงรู้เถิดว่า นั่นแหละคือ
น.290 บุคคลจำพวกปทปรมะ, คือบุคคลจำพวกที่ ๔ ที่ไม่มีวันจะรู้ จะถึงธรรมะ ของ พระพุทธเจ้าได้. เป็นบุคคลที่ไม่สามารถนับเข้าในจำพวกสาม จำพวกแรก คือ อุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู และเนยยะ ได้เลย ; จะต้องถูกจัดเป็น ปทปรมะ คือมี บทบังอย่างยิ่ง ไปตามเดิม. นี้เป็นข้อแรกที่จะต้องทำความเข้าใจกัน ถึงคำว่า "คน". คนพวกที่จะถึงธรรมได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญา, รู้จักใช้ทิฏฐิ ความคิดความเห็นของตน ให้รู้จักปรารถนาสิ่ง ซึ่งจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้จริงๆ คือ ลัทธิธรรมะหรือลัทธิศาสนา ที่ถูกต้องนั่นเอง ; ไม่ใช่ลัทธิสีลัพพัตตปรามาส โง่เง่างมงายต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่า ลัทธิ, ลัทธิ แล้วมันจะถูกไปหมดนั้น หาใช่ไม่. ลัทธิที่ผิด เป็นของโง่เง่างมงาย สำหรับคนโง่ก็ยังมี, ลัทธิที่ถูกต้องก็มี ; ฉะนั้น เราจะต้องเลือกเอาลัทธิฝ่ายที่ถูกต้อง. ยึดถือลัทธิที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำแล้ว ก็ สามารถจะเป็นบุคคลที่เข้าถึงธรรมได้ โดยแน่นอน. นี้เรียกกันว่า วินิจฉัยกัน ในคำว่า คน ที่จะถึงธรรม. .......... .......... .......... .......... ทีนี้ จะได้วินิจฉัยกันถึง กิริยาอาการ ที่เรียกว่า ถึง หรือ ถึงธรรม. คำว่า "ถึง" ใคร ๆ ก็ทราบ ว่ามันหมายความว่าอะไร ; คือ ความหมายว่า ของ ๒ อย่าง มาถึงกันเข้า ก็เรียกว่า "ถึง". ในที่นี้ เราต้องการให้คน กับธรรมหรือธรรมะ นั้นถึง ถึงกัน. แต่ กิริยาอาการ ที่เรียกว่า "ถึง" นั้น มันก็มีอยู่เป็น ๒ อย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง คือ ถึงข้างนอก อย่างหนึ่ง ถึงข้างใน อีกอย่างหนึ่ง.
น.291 ถึงข้างนอก นั้น ก็มีไว้ สำหรับพวกปทปรมะ มีบทเป็นอย่างยิ่ง คือ งมงาย. ถึงข้างใน นั้น ก็มีไว้ สำหรับพวกอุดฆติตัญญู วิปจิตัญญู และ เนยยะ, คือ พวกที่มีสติปัญญา มีหูมีตาอันสว่าง. สำหรับการ ถึงอย่างข้างนอก นั้น ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีรีตอง สวดร้องท่องบ่น, หรือแม้แต่การศึกษา ค้นคว้า ที่ทำไปแต่ลำพังตัวหนังสือหรือคำพูด. ที่เรียกว่า ขนบธรรมเนียมประเพณี นั้น หมายถึงว่า ถือกันมาอย่างไร แต่บรมโบราณ ก็ยึดมั่นถือมั่นเอาว่า นั่นพอแล้ว. ขอให้ทำไปตามขนบธรรมเนียม ประเพณีก็แล้วกัน ก็ชื่อว่า "ถึง" ; เหมือนอย่างว่า พ่อแม่เป็นอุบาสกอุบาสิกา ลูกคลอดออกมา ก็เป็นพุทธบริษัท พูดกันได้อย่างนี้. การพูดอย่างนี้ มันถูก แต่เพียงว่า ถึงอย่างข้างนอก คือถึงตามขนบธรรมเนียมประเพณีนั่นเอง ; ว่า พ่อแม่เป็นจีนลูกก็ต้องเป็นจีน, พ่อแม่เป็นฝรั่งลูกก็ต้องเป็นฝรั่ง, เมื่อพ่อแม่ เป็นอุบาสกอุบาสิกาลูกเกิดออกมาก็เป็นพุทธบริษัท, อย่างนี้เรียกว่า ตามขนบ- ธรรมเนียมประเพณี ถ้าจะเรียกว่าถึงธรรมะ ก็ถึงตามขนบธรรมเนียมประเพณี. ลองคิดดู เองเถอะว่า มันจะสำเร็จประโยชน์สักกี่มากน้อย ? มันคงจะสำเร็จประโยชน์บ้าง สักนิดหนึ่ง, คือ เป็นเหมือนกับพืชพันธุ์ หรือเมล็ดพันธุ์ สำหรับจะเอาไปเพาะ ไปหว่านอีกต่อไป. แต่ถ้าไม่เอาไปเพาะเอาไปหว่านแล้ว มันจะเป็นอย่างไร ? ก็ลอง คิดดูเถิด. หรือเอาไปเพาะไปหว่าน ผิดที่ผิดทาง หรือโปรยลงไปในไฟอย่างนี้ มันจะงอกได้หรือไม่ ? ขอให้ลองคิดดูด้วยกันทุกคน ว่าการถึงธรรมะด้วยอาการ สักว่า ขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น มันจะมีผลเป็นอย่างไร ?
น.292 พิธีรีตอง ; พิธีรีตอง หมายความว่า ระเบียบพิธีบางอย่าง ที่เขาจัดวางขึ้นไว้ พอเป็นพิธีสำหรับคนที่ยังโง่ ยังเขลา ยังไม่เข้าถึงความจริงของ สิ่งนั้นได้ ก็เรียกว่า ทำพอเป็นพิธี. อย่างว่าจับตัวมาวัด ให้ทำพิธีปฏิญาณเป็น พุทธมามกะ รับศีลเป็นอุบาสกอุบาสิกา, หรือว่าเอาไปขึ้นทะเบียนให้เป็นนั่น เป็นนี่ เช่น เป็นทหาร เป็นต้น. หรือว่าที่สุดแม้แต่ทำพิธีบวชพระบวชเณร มันก็เป็นเพียงพิธี, ทำเสร็จ ก็เป็นเพียงเสร็จพิธี มันยังเป็นพระเป็นเณรตามพิธี เท่านั้นเอง ยังไม่ได้ประพฤติ ปฏิบัติ ให้ถึงธรรมะที่แท้จริง ก็ยังต้องเป็นพระเป็นเณร ตามพิธีรีตองต่อไป. นี่แหละระวังให้ดี เหมือนกับที่ว่าบวชแก้บน หรือว่ารับศีลพอเป็นพิธี, หรือว่าบวชพอสักว่าเสร็จพิธี ; เหล่านี้มันก็เรียกว่า เป็นเรื่องพิธีรีตองทั้งนั้น มันช่วยอะไรได้บ้าง. ทุกคนก็ย่อมจะรู้ดี ว่าที่ทำอะไรพอเป็นพิธีนั้นมันเป็นเรื่อง หลอก ๆ : หลอกคนอื่นบ้าง, หลอกตัวเองบ้าง จึงไม่สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะถึง ธรรมะเลย. ทีนี้ ถัดขึ้นไปอีก ก็ เรื่องสวดร้องท่องบ่น นี้หมายความว่า อุตส่าห์ เรียนให้จำได้มาก แล้วก็สวดร้องท่องบ่นให้ลั่นไปหมด ; แต่บางคนก็ไม่รู้ ความหมาย เพราะมันเพียงแต่สวดได้ท่องได้ ไม่สนใจว่าความหมายนั้น มันมีอยู่ อย่างไร และจะต้องเอาไปประพฤติปฏิบัติอย่างไร. บางคนสวดโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเสียเลยก็มี ; เพราะเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น นักบวชที่ถือศาสนาคริสต์ บางคนก็สวดภาษาลาติน ทั้งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร.
น.293 ที่ถือศาสนาอิสลาม ก็สวดภาษาอาหรับ ทั้งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร. ที่ถือศาสนาพุทธ ก็สวดภาษาบาลี ทั้งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร. นี้เป็นเรื่องสวดร้องท่องบ่นล้วน ๆ ไม่ สำเร็จประโยชน์อันใด. ทีนี้ เอาละ, เอาละ ว่ารู้ข้อความนั้นแล้ว แต่ก็รู้อย่างที่รู้เฉย ๆ ไม่พ้น จากความเป็นนกแก้วนกขุนทอง. เช่นที่เราแปลเป็นไทยสวด ก็พอจะรู้เรื่องบ้าง ; แต่ก็ รู้แต่ตามตัวหนังสือ ไม่รู้ความหมาย ไม่เอาไปคิดไปนึก จนให้รู้ความหมาย ที่แท้จริง มันก็ยังเป็นการสวดร้องท่องบ่น คล้ายกับนกแก้วนกขุนทองอยู่นั่นเอง. นี้เรียกว่าถึงธรรมะด้วยการสวดร้องท่องบ่นเท่านั้น น่าขบขันอยู่มากเหมือนกัน. ทีนี้ ก็มาถึง การศึกษา เอาตำรับตำรามาศึกษา เอาพระไตรปิฎกแท้ ๆ มาศึกษา ; แต่ก็ศึกษามัน อย่างชนิดที่เป็นนักเรียนนักศึกษา ที่ต้องการจะสอบ ไล่ให้ได้, ต้องการจะเอาประกาศนียบัตร, ต้องการจะเอาชื่อเสียง, ต้องการจะเอา เกียรติยศ ในความเป็นผู้คงแก่เรียน. เหล่านี้มันก็เดินไปไกลอีกทางหนึ่ง คือ ถึงธรรมะแต่เรื่องตัวหนังสือทั้งนั้น, ไม่เป็นธรรมะชนิดที่เป็นมรรค ผล นิพพาน ขึ้นมาได้เลย. เป็นธรรมะตัวหนังสือหมด, เป็นธรรมะประกาศนียบัตร ลาภ ยศ ชื่อ เสียงไปหมด, นี้ก็เป็นไปอีกแบบหนึ่ง. ทีนี้ เลื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือ เป็นคนค้นคว้า เอาพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา คัมภีร์สารพัดอย่างทั้งหมดทั้งสิ้น มาทำการค้นคว้า, รวบรวมเอามา สำหรับรู้อย่างแตกฉานในเรื่องนั้น ๆ พูดได้ อธิบายได้ สอนคนอื่นก็ได้ เพราะเป็น ผลของการค้นคว้า. แต่แล้วก็อย่างเดียวกันอีก ; ธรรมะที่ถึงด้วยการค้นคว้านั้น
น.294 มันก็เป็นธรรมะคว้า ๆ ไปเท่านั้นเอง, หาใช่ธรรมะที่แท้จริง ซึ่งเป็นความหลุดพ้น จากความทุกข์ แต่ประการใดไม่. ทั้งหมดนี้ เรียกว่าถึงข้างนอกทั้งนั้น : ถึงโดยขนบธรรมเนียมประเพณี ถึงโดยพิธีรีตอง ถึงโดยสวดร้องท่องบ่น ถึงด้วยการศึกษา ถึงด้วยการค้นคว้า ; ในที่สุด มันเป็นเรื่องเปลือกไปทั้งหมดทั้งสิ้น. จึงจัดไว้ว่า ถึงข้างนอก เพราะ เป็นเรื่องเปลือก. ทีนี้ เราก็มาถึงเรื่อง ถึงข้างใน ซึ่งไม่ใช่เปลือก ถึงข้างใน ที่เรื่องไม่ใช่ เปลือกนี้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด, เป็นสิ่งที่ตรงตามความประสงค์ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า และตรงตามความประสงค์ของนักศึกษาค้นคว้าที่แท้จริง คือ เขาศึกษา ค้นคว้า สำหรับปฏิบัติเพื่อกำจัดความทุกข์ ไม่ใช่ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาลาภผลสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง ในการศึกษาค้นคว้านั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ ที่มีคนบางพวก ศึกษาค้นคว้า จบแล้ว ก็อยากจะประพฤติปฏิบัติ ตามที่ได้ศึกษาค้นคว้านั้นมา : แม้แต่พวก ฝรั่งก็ยังเป็นอย่างนี้. ที่นี่เราก็ยังได้รับข่าวคราว ได้รับหนังสือ จดหมาย ของ ชาวต่างประเทศบางคน ที่แสดงความปรารถนาอย่างรุนแรง ที่จะมาขอความ ช่วยเหลือ ในเรื่องการที่จะให้ได้เข้าถึง ด้วยจิตใจในภายใน กับความหมายอัน แท้จริงของความเป็นพุทธบริษัท. เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ชีวิตแท้จริงของพุทธบริษัท บ้าง, หรือศิลปของ ความเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงบ้าง นี้หมายความว่า เป็นชีวิตชนิดที่ถึงธรรมะอย่าง
น.295 แท้จริง จึงเรียกว่า เป็นชีวิตของพุทธบริษัท ไม่ใช่ชีวิตของชาวบ้านธรรมดาสามัญ : เห็นแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องอะไรทำนองนั้น. แม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ก็หาใช่เป็นไปในทางของธรรมะไม่ ; เป็นการใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ หาสิ่งเหล่านั้นไปเสียหมด. พวกชาวต่าง ประเทศเขาไม่ต้องการอย่างนั้น. เขาต้องการจะให้ได้ผลเป็นความดับทุกข์ แท้จริง ตรงตามที่ได้อ่านได้ฟังมา จากพระคัมภีร์. ทีนี้ บางคนเขาก็เรียกสิ่งนี้ว่า ศิลปของการมีชีวิตอยู่อย่างพุทธบริษัท . คำนี้เข้าใจยากหน่อย คือเผอิญว่า คำว่า "ศิลป" นั้น ในภาษาไทยเรา หมายถึงของ แกล้งทำก็ได้ แต่คำว่า ศิลปที่แท้จริง ทั่ว ๆ ไปนั้น เขาหมายถึง สิ่งที่ทำยากและ งดงามอย่างยิ่ง, สิ่งนั้นต้องทำยากอย่างยิ่ง และทำแล้ว แสดงความงดงามอย่างยิ่ง. ดังนั้นเขาจึงหมายถึง การที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ให้น่าดู, ให้งดงาม ให้น่ากราบ ให้น่าไหว้ ให้น่าบูชา, ให้เป็นเหมือนกับพระศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ ว่า "มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และ มีความงามในเบื้องปลาย" ให้ชีวิตมีความงามอย่างนั้น ให้น่าดู น่ากราบไหว้บูชาอย่างนั้น และให้ทำยาก อย่างยิ่ง เหมือนอย่างนั้น เขาจึงจะเรียกว่าเป็นศิลป ; เพราะความหมายของ คำว่าศิลป ย่อมเป็นอย่างนั้นเอง. เหมือนอย่างว่า ศิลปแห่งการจัดดอกไม้ ให้สวย มันไม่ใช่ของง่ายเลย ทำได้ยากอย่างยิ่ง; และถ้าทำได้แล้ว มันก็สวย จริง ๆด้วยเหมือนกัน นั้นจึงจะเรียกว่า ศิลป. สำหรับ ศิลปของการมีชีวิตอย่างพุทธบริษัท นั้น เขาหมายความอย่างนี้ คือ หมายความว่า จะมามีชีวิตอยู่ อย่างถูกต้อง ตรงตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ให้
น.296 ทุกอย่างทุกประการ คือ การต่อสู้กับกิเลส จนเอาชนะกิเลสได้ มีความสะอาด สว่าง สงบ เต็มที่และสมบูรณ์. เป็นอยู่ด้วยความสะอาด สว่าง สงบ นั้น อย่างงดงามที่สุด จนใคร เห็นแล้วก็ต้องยกมือไหว้, หรือตัวเองมองตัวเองแล้ว ก็ยังต้องยกมือไหว้ตัวเอง อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็น ศิลปแห่งการมีชีวิตอยู่อย่างพุทธบริษัท. พวกฝรั่งชาว ต่างประเทศเขาต้องการสิ่งนี้. ถ้าเขาจะมาบวชที่เมืองไทย ก็เพื่อจะให้ได้สิ่งนี้, เพื่อให้ได้มีโอกาสได้ประพฤติกระทำสิ่งนี้. เขาถือว่า เป็นเมืองที่มีพุทธศาสนาเจริญ. นั่นแหละ ขอให้พิจารณาดูให้เข้าใจว่า คำว่า "ถึงข้างใน" นั้น มันมี ความหมายอย่างนี้; หมายความว่า จะต้องทำให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของ พระธรรม อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จนมีพระธรรม ในส่วนที่เป็นผลของการ ปฏิบัตินั้น ปรากฏออกมา. ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า ถ้าเรียนก็ต้องเรียนจริง, ถ้าปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติจริง, จึงจะได้ปฏิเวธจริง คือ ทำลายกิเลสได้จริง และถูกต้อง และสมบูรณ์. เรื่องนี้ต้องทำถูกต้อง และการถูกต้องนั้น ไม่ใช่ถูกต้องเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ; ต้องถูกต้องอย่างสมบูรณ์ด้วย จึงต้องใช้คำว่า ทั้งถูกต้อง และ ทั้งสมบูรณ์. ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทั้ง ๓ อย่างนี้ ต้องถูกต้องและต้องสมบูรณ์. ปริยัติ คือ เรียน, ปฏิบัติ คือ กระทำลงไป, ปฏิเวธ คือ เห็นแจ้งแทงตลอด ใน กิเลสที่ตนได้ทำลายแล้ว. เมื่อปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นไปอย่างถูกต้องและ สมบูรณ์จริงๆแล้ว. นั่นแหละจึงจะได้ชื่อว่า เป็นการถึงข้างใน. ตรงกันข้ามจาก ถึงข้างนอก ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น.
น.297 ถึงข้างนอก ก็คือถึงตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามพิธีรีตอง ตาม วิธีสวดร้องท่องบ่น ตามวิธีศึกษาหาประกาศนียบัตร หาชื่อเสียง หาลาภผล, หรือการค้นคว้าที่จะทำให้ตนเป็นถึงนักปราชญ์ เป็นที่เคารพนับถือของผู้ที่พอใจใน การเล่าเรียน ทั้งหมดนี้เรียกว่า ถึงข้างนอก. ถ้าถึงข้างใน ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นก็ได้, หรือจะเกี่ยว กับสิ่งเหล่านั้น ก็เกี่ยวในฐานะเป็นเรื่องที่ต้องกระทำในเบื้องต้น ; แล้วก็เขยิบ เข้ามาให้เป็นการรู้จริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ จึงจะเป็น การถึงข้างใน. พร้อมกันนี้ท่านจะเห็นได้เองว่า คนที่มีบทเป็นอย่างยิ่ง มีเครื่องปิดบัง เป็นอย่างยิ่งนั้น มักจะไม่สนใจ ในข้อที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริง ; มักจะไปติดอยู่แค่ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีรีตอง. ทีนี้ คนที่ฉลาด ก็กลับไปเสียอีกทางหนึ่ง คือว่า ฉลาดแต่ในทางเล่าเรียน หาความรู้ หาชื่อเสียง หาลาภ หาผล หาประกาศนียบัตร ; แทนที่จะมาหา การดับทุกข์โดยตรง. เป็นอันว่า ปัญหามันก็ยังเหลืออยู่อย่างเดียวกัน ทั้งคนโง่และทั้งคน ฉลาด. คนโง่ไปติดพิธีรีตอง, คนฉลาดก็ไปติดผลของการศึกษาเล่าเรียน เป็นลาภ เป็นสักการะ เป็นต้น, มันล้วนแต่เป็นการถึงข้างนอกไปเสียทั้งนั้น ไม่เป็นการถึงข้างในแต่ประการใด. เพราะฉะนั้นจึงได้นำมาวิพากย์วิจารณ์ เป็น การชี้ชวนและตักเตือนซึ่งกันและกัน ให้สนใจในการถึงอย่างถึงข้างในให้มากเป็น พิเศษ ดังที่กล่าวมานี้.
น.298 คำที่ ๓ คือคำว่า "ธรรม" คนถึงธรรม คำว่า คน ก็ได้ อธิบายมาแล้ว คำว่า ถึง ก็ได้อธิบายมาแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่คำว่า "ธรรม". คำว่า "ธรรม" ซึ่งจะถึงนี้ มันเป็นคำที่มีความหมายกว้างขวางมาก, กว้างขวาง จนเราไม่จำเป็นจะต้องถึงธรรมะ ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง. ถึงธรรมะแต่ที่ควรเข้าถึง ก็พอแล้ว ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรจะเข้าใจคำว่าธรรมะนี้ ให้พอสมควรแก่สติ ปัญญา สำหรับจะได้เดินให้ถูกทาง หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เนิ่นช้าเสีย, เดินไป แต่ในหนทางที่จะทำให้ลุถึงได้โดยเร็ว. คำว่า ธรรม ในภาษาไทยนั้น มาจากคำว่า ธมฺม ในภาษาบาลี ; จะ เรียกว่าธรรม หรือธมฺม ก็มีความหมายเหมือนกัน. แต่คำว่า ธมฺม ในภาษาบาลีนี้ มัน มีความหมายกว้างขวาง จนหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยกเว้นอะไรเลย. อย่างที่เราก็ได้ยินได้ฟังว่า รูปธรรมนามธรรม ; หมายความว่าสิ่งนั้น จะมีรูปให้เห็นตัวได้ สัมผัสได้ ก็ตาม, ไม่มีรูป สัมผัสไม่ได้ก็ตาม ก็เรียกว่า ธรรม. จะเป็นอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ก็ล้วนแต่เรียกว่า ธรรม, จะมีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ก็ล้วนแต่เรียกว่า ธรรม. ยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก, เรื่องไม่ผิดไม่ถูกอะไร ก็เรียกว่า ธรรม, ดี หรือ ชั่ว, ไม่ดีไม่ชั่ว นี้ก็เรียกว่า ธรรม. ที่เป็นความทุกข์ทนทรมาน นี้ก็เรียกว่า ธรรม, ที่หลุดพ้นไปจาก ความทุกข์ทรมานก็เรียกว่า ธรรม. ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกเรียกว่าธรรม ; เพราะคำว่า ธรรมะ เป็นคำกลาง ๆ ; หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งมีความหมายให้เรารู้ได้ว่า มัน เป็นอย่างไร. คำว่า ธรรม มีความหมายกว้างอย่างนี้ โดยทั่วไป.
น.299 ทีนี้ ในวงแคบ เข้ามา คำว่า "ธรรม" หรือธรรมะนี้ ถูกบัญญัติให้แคบ เข้ามา เหลือแต่สิ่งที่ถูกต้อง เรียกว่า ธรรม, สิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง เรียกว่า อธรรม คือ ไม่ใช่ธรรม อย่างนี้ก็มี. แต่แล้วอย่าลืมว่า คำว่า ธรรม หรือ อธรรม ในลักษณะ เช่นนี้ มันมีความหมายพิเศษ คือแคบเข้ามา ; ให้คำว่า ธรรม หมายถึง แต่ที่ ถูกต้องหรือยุติธรรม ตรงกับความต้องการของบัณฑิตนักปราชญ์. ส่วนที่ไม่ถูก ไม่ต้อง ไม่ตรงตามความต้องการของบัณฑิตนักปราชญ์นั้น ; แม้มันจะเป็นธรรม ก็เรียกว่า อธรรม คือไม่ใช่ธรรม ชนิดที่บัณฑิตนักปราชญ์ต้องการหรือประสงค์. หรือว่า แคบเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง คำว่า ธรรม ก็หมายถึง ธรรมดา. เช่น มีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา ; นี้ก็เรียกว่า มีเกิดเป็นธรรม มีแก่เป็นธรรม มีตายเป็นธรรม เพราะเป็นธรรมดา. หรือบางทีก็หมายความว่า มัน เกิดเองตามธรรมชาติ แล้วเรียกว่าธรรม ทั้งนั้น นี้ตรงตามตัวหนังสือ ของคำคำนี้ ที่แปลว่า ทรงตัวอยู่ได้. ถ้าอยากจะรู้คำบาลีบ้าง ก็ควรจะรู้ไว้ ว่า คำว่า "ธรรม" นี้ แปลว่า สิ่งที่ ทรงตัวอยู่ได้. สิ่งที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง มันก็ ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงนั่นเอง, คือ ตัวความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง เป็นตัวมันเอง. ส่วน สิ่งที่เที่ยงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย มันก็เอาตัวความเที่ยงความไม่เปลี่ยนแปลงนั่นแหละ เป็นตัวมันเอง; เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ก็ต้องเอากระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่ไหลเป็นเกลียวไปนั่นเอง เป็นตัวมันเอง. ยกตัวอย่างเช่น แม่น้ำ ที่จริงแม่น้ำก็คือ น้ำเม็ดเล็ก ๆเป็นอณู ที่ดู ด้วยตาไม่เห็น ชวนกันไหลเทไปทางเดียวกัน เป็นกระแสแห่งแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล.
น.300 เราก็ต้องเอากระแสแห่งความไหลไปของน้ำนั้นเอง ว่าเป็นตัวแม่น้ำ เพราะมันไม่มี อะไรอื่นมากไปกว่านั้น ; ฉะนั้นสิ่งใดมีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง ไหลไปอยู่เป็นนิจ ก็เอาความไหลไปนั่นเองเป็นตัวมันเอง. ส่วนสิ่งใดซึ่งเที่ยง เช่น ธรรมะที่เป็นอสังขตะ เป็นที่สิ้นสุดของความ ทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน ; นี้เราก็ เอาความเที่ยงนั่นเอง เป็นตัวมันเอง ที่เรียก ชื่อว่าอย่างนั้น ๆ. เพราะฉะนั้นสิ่งทุกสิ่งล้วนแต่เรียกว่าธรรมะเสมอกัน ; เพราะทุกสิ่ง มันมีการทรงตัวมันเองอยู่ได้ ในรูปใดรูปหนึ่งทั้งนั้น. อย่างแรกก็ทรงตัวมันเอง อยู่ได้ ในลักษณะที่เป็นมายาหรือหลอกลวง ก็เอามายาหรือหลอกลวงนั่นเอง เป็น ตัวมันเอง. อย่างหลังเป็นของจริงแท้ ไม่มีมายา ไม่มีหลอกลวง ก็เอาความจริง นั่นเองเป็นตัวมันเอง. ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมี ๒ อย่าง อย่างนี้ ; แต่รวมกันเข้าแล้วก็เป็น ธรรมอย่างเดียวกัน หรือคำเดียวกัน คำว่า ธรรมะ มีความหมายมากถึงอย่างนี้ เราจึงแบ่งเป็นพวกที่ มายาบ้าง ไม่มายาบ้าง, เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง, เป็นของจริงบ้าง เป็นของเท็จบ้าง. ที่เป็นของจริง ถ้าเป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเรื่องของความจริง ที่เป็นกฎเกณฑ์ เราก็เรียกว่า สัจจธรรม เช่น อริยสัจจ์ เป็นต้น นั้นก็ยังเรียกว่า ธรรม. ที่นี้ ยังมีคำว่า ธรรม อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งแปรรูปไปเป็น ปุคคลา- ธิษฐาน คือ พูดให้เป็นบุคคลขึ้นมา อย่างนี้ก็ได้แก่ ธรรมะ ซึ่งอยู่ในรูปของอำนาจ
น.301 หรือกำลัง อันมองไม่เห็นตัว. แต่เป็นสิ่งที่เด็ดขาด เฉียบขาด ทรงไว้ซึ่งอำนาจ และกำลังเป็นอย่างยิ่ง, จนเขานิยมเทียบกันกับคำว่า "พระเป็นเจ้า" ของศาสนาอื่น. แต่ในศาสนาเรา, ศาสนาพุทธเรา ไม่มีพระเป็นเจ้า แต่แล้วก็มีคำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ นี่เอง ซึ่ง ตรงกันกับคำว่า พระเป็นเจ้า. เหมือนอย่างศาสนาอื่น เขาก็จะต้องพูดว่า โลกนี้พระเจ้าสร้างขึ้นมา, พระเป็นเจ้าสร้างขึ้นมา ; ถึงเราก็ต้องยอมรับว่า โลกนี้มันเป็นเองไม่ได้ มันต้อง มีอะไรบันดาลสร้างขึ้นมา ; แล้วอะไรเล่าบันดาลให้โลกนี้เกิดขึ้นมา ให้พระอาทิตย์ ให้ดวงจันทร์ ให้ดวงดาว ให้ต่าง ๆ ปรากฏออกมา, ให้หมุนไป ให้เปลี่ยนไป ให้ตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ. ไม่มีอำนาจอันนั้นแล้ว สิ่งต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้น, หรือ ถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นระเบียบมาก จนถึงกับว่า พระอาทิตย์ กับโลกนี้ เกิดชนกันขึ้น แล้วจะทำอย่างไร. นี้หมายความว่า จะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอำนาจมาก บันดาลให้สิ่ง ต่าง ๆ เกิดขึ้น, แล้วควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามระเบียบ. พวกโน้นเขาเรียก สิ่งนั้นว่า "พระเป็นเจ้า" ; แต่ พวกเราเรียกสิ่งนั้น ว่า ธรรม อีกเหมือนกัน. ธรรมะหรือธรรม หรือ อำนาจของธรรม นั่นแหละ ที่บันดาลให้สิ่ง ทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป, เปลี่ยนแปลงไป, เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งเกิดเป็น สิ่งที่เรียกว่าโลกนี้ขึ้นมา เกิดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ขึ้นมา, เกิดดวงดาวขึ้นมา เกิดอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา, แล้วควบคุมมันอยู่เป็นระเบียบคราวหนึ่ง.
น.302 แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไป จนเสียระเบียบหมด, แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง ไป จนแตกทำลายสูญหายไปหมด, แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไป จนจัดรูปก่อร่าง ก่อตัวกันขึ้นมาใหม่อีก. วนเวียนกันไปอย่างนี้ ไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ กี่แสนกัปป์ กี่แสนกัลป์ กี่อสงไขยกัปป์กี่อสงไขยกัลป์. แล้วนั่นมันด้วยอำนาจของอะไร ? ตอบได้ง่าย ๆ อย่างหลักพระพุทธศาสนาของเรา ก็ว่าด้วยอำนาจของสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมะ. ธ รรมะนั่นแหละเป็นสิ่งสร้างโลกขึ้นมา. ธรรมะนั่นแหละ มีอำนาจควบคุมโลก ให้เป็นอยู่อย่างนี้. เกี่ยวกับความข้อนี้ เราเข้าใจได้ง่าย ๆ โดยพูดไปตามปุคคลาธิษฐาน ของพวกที่ถือพระเป็นเจ้า. เราได้ยินได้ฟังพวกพราหมณ์ พวกคริสต์ พวกอิสลาม หรือพวกอื่นที่ถือพระเป็นเจ้า เขาพูดกันอยู่ ว่าพระเจ้าสร้างโลก, พระเจ้าควบคุม โลก, พระเจ้าทำลายล้างโลก, พระเจ้าช่วยโลก, พระเจ้านำสัตว์ให้เดินถูกทาง. พระเจ้ามีหูมีตาคอยดูอยู่ทุกหนทุกแห่ง. พระเจ้าเป็นใหญ่เป็นโตกว่าใครในทุกหน ทุกแห่ง. พระเจ้าเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่พระเจ้าไม่รู้ แต่ถ้าเปรียบ อย่างน่าหัวเราะอีกทีหนึ่ง ก็ว่า พระเจ้านั้นเป็นเหมือนกับหนังสือปทานุกรม ที่สมบูรณ์ที่สุด คือไปเปิดดู เรื่องอะไรหรือคำอะไร ย่อมมีอยู่ในนั้นหมด คือมีอยู่ ในพระเป็นเจ้านั้นหมด. ส่วนพวกเรา ที่เป็น ชาวพุทธศาสนาเล่า เรามีอะไร เหมือนอย่างนั้น หรือเปล่า ? เราก็ตอบได้ว่า เรามีอย่างเดียวกัน เท่าเทียมกัน ; แต่เราไม่ยักจะ เรียกว่า พระเป็นเจ้า ; เราไป เรียกว่า ธรรมะ หรือพระธรรม. ถ้าใครสร้างโลก ? พระธรรมสร้างโลก. ถ้า ใครควบคุมโลก ? พระธรรมควบคุมโลก. ใครจะ
น.303 ลา ทำลายโลกในที่สุดให้สูญสิ้นไป ? ก็พระธรรมอีกนั่นเอง. ใครเป็นคนช่วยสัตว์โลก ทั้งหลาย ? ก็พระธรรมนั่นเอง. ใครนำโลกให้เดินไปถูกทาง ? ก็พระธรรมนั่นเอง. ใครมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เหมือนกับว่ามีหูมีตา คอยสอดส่องดูคนอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง ? ก็คือพระธรรมอีกนั่นเอง. ใครโตกว่าใครในที่ทุกแห่ง ? ก็คือพระธรรมอีกนั่นเอง ; ไม่มีใคร โตกว่าพระธรรม. แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังทรงยอมรับว่า เล็กกว่าพระธรรม, คือ ยอมเคารพพระธรรม. อะไรเป็นความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างบรรดามีในสากลโลก หรือ ทั่วทั้งหมดทั้งสิ้น ? ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมอยู่ในคำว่าพระธรรม หรือเป็น พระธรรมนั่นเอง. แล้วอะไรจะเป็นปทานุกรมทั้งหมดทั้งสิ้น ของสากลจักรวาล และนอกเหนือไปกว่าสากลจักรวาล ? ก็คือคำว่าธรรมคำเดียวนั่นแหละ. ในนั้น มีให้หมด แล้วแต่ว่าจะต้องการเรื่องอะไร, เป็นปทานุกรมที่ใหญ่ยิ่ง กว่าปทานุกรม ใด ๆ หมด. นี่แหละยกตัวอย่างมา เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า คำว่า ธรรมะ คำเดียวเท่านั้น แปลกประหลาดอย่างยิ่ง และ อาจจะเทียบกันได้โดยตรง กับสิ่งที่พวกอื่นเขาเรียก กันว่า พระเป็นเจ้า. เขาจนอะไรสักอย่างหนึ่งกระมัง เขาจึงไม่เรียกว่าธรรม ; แต่ไปเรียกว่า พระเป็นเจ้า แต่แล้วความหมาย ก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. ขอให้เรารู้จักคำว่าธรรมในที่นี้ ไว้ในลักษณะอย่างนี้เถิด. อย่าให้โง่ ๆ ง่าย ๆ แคบ ๆ เล็ก ๆ ต่ำ ๆ เหมือนที่นึกเอาเอง ว่าใครเกิดเรามา ? คงจะตอบว่า พ่อแม่. แต่แล้วใครเกิดพ่อแม่มา ? ก็คงจะตอบว่า พ่อแม่ของพ่อแม่, พ่อแม่
น.304 ของพ่อแม่ ไม่มีที่สิ้นสุด. แล้ว ใครเกิดพ่อแม่คนแรกมา ? คงจะหมดปัญญา จะตอบว่าเกิดมาจากลิงก็กระดาก, จะตอบว่ามาจากพระเจ้า ก็ไม่ได้ถือพระเจ้า กับเขาสักนิดหนึ่ง ; แต่แล้วก็ไม่รู้ว่าที่แท้นั้นคือ ธรรม. ธรรมเท่านั้น หรือพระธรรมเท่านั้น ที่สร้างสรรค์สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมา : ธาตุดินก็มาจากธรรม, ธาตุน้ำก็มาจากธรรม, ธาตุลมก็มาจากธรรม, ธาตุไฟ ก็มาจากธรรม, อากาศธาตุก็มาจากธรรม, วิญญาณธาตุก็มาจากธรรม, บรรดา สังขตธาตุทั้งหลายทั้งหมดทั้งสิ้น ก็ล้วนแต่มาจากธรรม. ทีนี้ฝ่ายนิโรธธาตุเช่น นิพพาน เป็นต้น มันก็มาจากธรรม จึงไม่มีอะไร ไม่มีธาตุไหนเลยที่ไม่มาจากธรรม ; จะเป็นรูปธาตุก็ดี อรูปธาตุก็ดี นิโรธธาตุก็ดี ล้วนแต่มาจากธรรม หรือมาจากพระธรรม. จึงเป็นอันว่า ไม่มีอะไร ที่ไม่มา จากธรรม. แล้ว ทำไมเราจึงไม่รู้จักต้นตอ หรือที่มาดั้งเดิมของเราอย่างนี้บ้างเล่า. ทำไมรู้อย่างโง่ ๆ ง่าย ๆ แต่เพียงว่า มาจากพ่อแม่, และแสวงหาอย่างโง่ ๆ ง่าย ๆ เพียงแต่เรื่องปากเรื่องท้อง ; ไม่แสวงหาเรื่องธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดประเสริฐสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำจิตใจให้สงบรำงับ, หยุดเสียซึ่งความกระหาย และความ เวียนว่าย โดยประการทั้งปวงเล่า. นี่แหละคือโทษของการที่ไม่รู้จักธรรมะ, ไม่รู้จักพระธรรม ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. จงได้สนใจกันให้มากเป็นพิเศษ ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือพระธรรม เสียทีก่อน จะได้เป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย สำหรับที่จะเข้าให้ถึง สิ่งนั้นให้จนได้ ;
น.305 เพราะเรากำลังพูดกันถึงเรื่องคนถึงธรรม ธรรมถึงคน คนถึงธรรมหรือธรรมถึงคน แล้วแต่จะพูด ขอแต่ให้ถึงกันให้ได้ก็แล้วกัน ; จะเป็นเรื่องคนถึงธรรม หรือธรรมถึงคน ก็ได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้มันถึงให้ได้ก็แล้วกัน. อย่าให้เป็นสัตว์ชนิดที่ไม่รู้จักตัวเอง แล้วก็ ไม่อาจจะรู้จักธรรมะ แล้วมันก็ ไม่อาจจะถึงธรรมะได้ ; มันเป็นความเข้าใจผิดอย่างเดียว มันจึงมีแต่ร่างกายกับจิตใจ ที่เต็มอัดอยู่ด้วยความโง่ความหลง คืออวิชชาเท่านั้นเอง ; แล้วเรื่องมันก็ยุ่งไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเวลาที่จะพักผ่อนเลย. เ กิดมายิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น ก็เพราะเหตุนี้ ; เพราะเหตุที่ไม่รู้ธรรม ไม่เข้าถึงธรรม นั่นเอง. .... .... .... .... ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันต่อไป ถึง ธรรมะเฉพาะในส่วนที่จะควรเข้าถึง ให้ได้. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เรื่องธรรมะนั้น มันมากมายยืดยาวเหลือเกินไม่หวาดไม่ไหว ในการที่จะจด จะจำ จะคิด จะนึก ; เพราะฉะนั้นเราเว้นเสียในส่วนที่ไม่จำเป็นจะต้องสนใจ. เราจะมาสนใจในส่วนที่ควรจำเป็นที่จะต้องสนใจ ในที่นี้ ก็ได้แก่ ธรรมะในฐานะที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์โดยตรง. ถ้าจะแบ่งก็พอจะแบ่งได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ ธรรมะฝ่ายที่ยังเนื่องอยู่กับโลก, และ ธรรมะฝ่ายที่พ้นไปจากโลก. ธรรมะฝ่ายที่เนื่องกันอยู่กับโลกนี้ เขาเรียกว่า โลกิยธรรม. โลกิยธรรมแปลว่า ธรรมะที่ยังเป็นวิสัยของโลก, ยังเนื่องกันอยู่กับโลก คือ เป็นธรรมะสำหรับสัตว์ที่ยังไม่มีจิตใจสูง พอที่จะสละโลก. สัตว์เหล่านั้นยังมีจิตใจอ่อนแอ ยังไม่มีความรู้พอ ยังไม่มีความกล้าหาญพอ ยังมีจิตใจที่จะต้องพึ่งพาอาศัยโลก ไปพลาง
น.306 ก่อน ; ธรรมะสำหรับสัตว์ชนิดนี้ เขาก็มีไว้ให้ประเภทหนึ่ง เรียกว่า โลกิยธรรม, คือ ธรรมที่จะทำให้คนมีความสุข หรือดับความทุกข์ได้ แล้วอยู่เป็นคน ไปในโลกนี้หรือโลกหน้า แล้วแต่จะพอใจ แม้เป็นผู้มีความสุข แต่ก็ยังต้องเป็นไปในโลก ยังต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไปตามประสาสัตว์โลก ; เอาแต่ว่าค่อยยังชั่วหน่อย คือ ไม่ทุกข์มากเกินไปนั่นเอง. ธรรมะอย่างนี้เรียกว่า, โลกิยธรรมทั้งนั้น ; ที่สำหรับประพฤติปฏิบัติเอาผลทันตาเห็น ก็เรียกว่า ทิฏฐิธัมมิกัตถประโยชน์, คือ ธรรมที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ในปัจจุบันทันตาเห็น. สำหรับต่อไปข้างหน้า ก็เรียกว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ธรรมะสำหรับประพฤติ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในชาติต่อๆ ไป. นี่แหละ คิดดูเถิดว่า ถ้ายังชอบมีตัวมีตน มีชาติ มีการเกิดอีก อยู่แล้ว มันมากมายอย่างนี้, มันต้องดิ้นรน ทนทรมาน แบกหามกันไป ไม่รู้ที่สิ้นที่สุด อย่างนี้. ชาตินี้เป็นทุกข์อย่างไร, ชาติหน้ามันก็จะต้องเป็นอย่างนั้น. ชาตินี้ทำนาเหนื่อยเท่าไร, ชาติหน้ามันก็จะต้องทำนาเหนื่อยเท่านั้น. แม้ชาติต่อ ๆไป มันก็จะเหนื่อยเหมือนกัน ถ้าต้องทำนา. ฉะนั้นถ้าเมื่อชาตินี้ยังรู้จักแต่เรื่องทำนา ยังสมัครแต่เรื่องทำนา, ตายไปชาติหน้ามันก็ไม่แคล้ว. แต่ถ้ารู้จักเรื่องที่ดีกว่าทำนา หรือจะเรียกโดยสมมติว่า ทำนาอย่างของพระพุทธเจ้า กันเสียบ้าง เกิดชาติหน้า คงจะไม่ต้องทำนา ชนิดที่ทำด้วยควาย, เหนื่อยทั้งคนทั้งควาย.
น.307 ทำนาชนิดที่มีอมตะเป็นผล หรือว่า ทำนาชนิดของพระพุทธเจ้านั้น หมายถึงการประพฤติธรรมะ ประเภทโลกุตตรธรรม คือให้ขึ้นอยู่เหนือโลก, ให้มี จิตใจอยู่เหนือโลก, ให้มีจิตใจอยู่เหนือความรู้สึกคิดนึกว่า มีตัวกูหรือมีของกู. ถ้ามีจิตใจสูงจนไม่มีตัวกู, ไม่มีของกูอย่างนี้แล้ว โลกมันก็ไม่มี สำหรับ บุคคลประเภทนั้น ; เพราะฉะนั้นบุคคลประเภทนั้น จึงเรียกว่า พ้นจากความ เป็นคน พ้นจากความอยู่ในโลก. เขาจึงจัดธรรมะสำหรับบุคคลประเภทนั้นว่า โลกุตตรธรรม, บางทีก็เรียกว่า ปรมัตถธรรม, บางทีก็เรียกว่า นิยยานิกธรรม, บางทีก็เรียกว่า อริยธรรม หรือ นิพพานธรรม เป็นต้น. มันต่างกันมากกับพวกแรก คือ พวกโลกิยธรรม ที่เขาเรียกว่า ทิฏฐ- ธัมมิกัตถประโยชน์, สัมปรายิกัตถประโยชน์, หรืออะไรเหล่านี้ ; เพราะว่าประโยชน์ เหล่านี้ มันมีแต่วนเวียนอยู่ในโลกไม่ออกไปจากโลกได้. ส่วนปรมัตถประโยชน์นั้น มันยิ่ง มันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือเหนือโลก เพราะฉะนั้นแหละ จึงได้จัดว่า เป็นนิยยานิกธรรม. นิยยานิกธรรม คำนี้ ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วเป็นแน่ แต่ก็ขอทายตามเคยอีกว่า คงไม่รู้ว่ามันว่าอะไร ; คงจะว่าได้แต่ นิยยานิโก อุปสมิโก หรืออะไรทำนองนั้น อย่างนกแก้วนกขุนทอง, แล้วก็ไม่รู้ว่า นิยยานิโกนั้นหมาย ความว่าอะไร. นิยยานิโก แปลว่า เป็นเครื่องนำสัตว์ออกไปข้างนอก ; เหมือนกับ ยานพาหนะสำหรับนำออกไป. มันนำออกไปจากอะไร ? ก็มันนำออกไปจากโลก.
น.308 นำออกไปที่ไหน ? ก็นำออกไปสู่ภาวะแห่งความดับทุกข์หรือดับโลกสิ้นเชิง คือ นิพพาน. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า นิยยานิกธรรม นั้น จะต้องเป็นสิ่งที่นำสัตว์ ออกไปจากความว่ายเวียน หรือวนเวียนอยู่ในโลก. การที่ออกไปจากความว่ายเวียนเสียได้นั้น เป็นความประเสริฐ ; เพราะ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า อริยธรรม เขาไม่เรียกการทำไร่ทำนา ค้าขาย หาเงินหาทอง เหล่านี้ ว่า อริยธรรม, และเขาไม่เรียกการทำบุญไปเกิดในสวรรค์ ในพรหมโลก เหล่านั้น ว่าเป็นอริยธรรม, เพราะมันยังไม่ประเสริฐพอที่จะเรียกว่า อริยธรรม ต่อเมื่อใด เป็นการปฏิบัติเพื่อให้อยู่เหนือโลก เหนือทุกข์ เหนือความว่ายเวียน ; เมื่อนั้นแหละจึงจะเรียกว่า อริยธรรม หรือบางทีก็จะเรียกว่า นิพพานธรรม ซึ่ง แปลว่า ธรรมเป็นที่ดับสนิท แห่งความทุกข์ทั้งปวง. นี่แหละเราจะเข้าถึงธรรมะชนิดไหนกัน ก็ขอให้พิจารณาดูด้วยสติปัญญา. ในที่นี้ไม่ได้บอกว่า ให้เลือกเอาโลกุตตรธรรม เพียงแต่บอกว่า โลกุตตรธรรมกับ โลกิยธรรมนั้น มันต่างกันมากอย่างนี้. ส่วนข้อที่ท่านทั้งหลาย จะเลือกเอาอย่าง ไหนนั้น ก็แล้วแต่ความพอใจ ; มันช่วยไม่ได้ ในการที่จะให้ฝืนความรู้สึก หรือ ผืนจิตผืนใจ ให้ชอบอะไรเหมือนกันไปหมดนั้น มันทำไม่ได้. มันทำได้แต่เพียง บอกว่า อะไรเป็นอย่างไร, อะไรเป็นอย่างไร, อะไรเป็นอย่างไร อย่างแท้จริง อย่าง เด็ดขาด. แล้วก็ไปเลือกดูเอาเองว่า ควรจะเอาอย่างไหน ; และเมื่อแน่ใจว่า จะเอาอย่างไหน จงค่อยศึกษา แล้วปฏิบัติไปตามเรื่องนั้น หรือตามอย่างนั้น เพื่อ ให้ได้ลุถึงสิ่งที่ตนปรารถนา.
น.309 และมีความแน่นอนอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าจะสมัครเอาอย่างอยู่ในโลก เป็น โลกิยธรรม ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะอยู่ในโลก อย่างไร. หรือ ถ้าจะเลือกเอา โลกุตตรธรรม เป็นการรีบด่วน, ถ้าเป็นการแน่ใจเพียงพอ มันก็ ต้องประพฤติ ปฏิบัติกันไปอีกทางหนึ่ง ไม่ให้เป็นการรี ๆ ขวาง ๆ ขัดขากันเองอยู่ในตัว, คือจะเป็น โลกิยธรรมก็ไม่ใช่ เป็นโลกุตตรธรรมก็ไม่เชิง. นี่ก็เพราะไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ ว่ามันต่างกันอย่างไร. ถ้าเรารู้จักทิศเหนือทิศใต้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ เราก็สามารถจะจัดจะทำ ให้ตัวเราในขณะนี้ในบัดนี้ ให้เป็นอยู่ในโลกอย่างสุขสบาย, แล้วส่งเสริมแก่การที่จะ ข้ามขึ้นจากโลก ไปสู่โลกุตตรธรรม พร้อมกันไปได้ในตัว. อย่าได้เข้าใจว่า โลกียธรรมกับโลกุตตรธรรมนั้น มันจะเป็นข้าศึก ขัดขวางขัดคอ กันเสียร่ำไป ; ทั้งนี้เพราะว่าถ้า คนผู้ใดสามารถบำเพ็ญโลกิยธรรม ให้เข้าร่องเข้ารอย เข้าหลักเข้าเกณฑ์ของพระธรรมแล้ว ; การประพฤติปฏิบัติ หรือการเป็นอยู่นั้น จะเป็นไปเพื่อความกลมกลืนกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน จนกระทั่งอยู่ในโลกนี้ ก็เป็นการส่งเสริมเพื่อการออกไปนอกโลก หรือข้ามขึ้น เหนือโลกได้. ดังที่ พระพุทธเจ้าท่านได้แนะนำพวกฆราวาส ถึงเรื่องสุญญตา, ก็ หมายความว่า ถ้าฆราวาสเหล่านั้นมีจิตใจสูงพอสมควรแล้ว ก็จะสามารถอยู่ในโลก นี้ได้ ด้วยความรู้สึกว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างจากตัวตน". เมื่อโลกนี้เป็นโลก ที่ว่างจากตัวตน เราก็อยู่มันในโลกนี้ ในลักษณะที่มันเป็นของว่างจากตัวตน ก็แล้วกัน นั่นแหละ จะได้ไม่มีความทุกข์ ; แล้วนั่นแหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย สนับสนุน หรือส่งเสริมแก่พระนิพพาน ในอนาคตกาลข้างหน้า.
น.310 แต่ถ้าเรามองเห็น ในลักษณะที่ตรงกันข้ามแล้ว ก็จะเกิดความกลัว ; เช่นบางคนกลัวจนไม่กล้ามาวัด. เพราะเข้าใจว่า ถ้ามาวัดแล้วจะหากินไม่ได้, หรือจะซวย จะอับโชควาสนา ในการทำมาหากิน จนพวกคนบ้า ๆ บอ ๆ บางคนว่า พอแบกปืนลงเรือนเจอะพระแล้ว วันนั้นเป็นไม่ได้ยิงอะไรแน่. นั้นมันไม่ใช่เรื่อง ของพระ มันเป็นเรื่องของจิตใจของคนคนนั้นเอง. บางคนเป็นเอามาก จนถึงกับว่า ถ้าพระเกิดเดินเข้าไปในไร่แตงแล้ว เป็นฉิบหายหมด. นี่ถึงกับมีความเกลียดกลัวพระ ในฐานะเป็นสิ่งที่เป็นข้าศึก ศัตรู ของเรื่องทำมาหากินไป ; เพราะไม่รู้ไปเสียหมด ไม่รู้เสียทุกสิ่งทุกอย่างว่า การทำมาหากินนั้นเป็นอย่างไร, การปฏิบัติธรรมะนั้นเป็นอย่างไร เข้ากันได้หรือไม่ ? หรือว่าพระนั้นเป็นอย่างไร คนชาวบ้านนั้นเป็นอย่างไร เข้ากันได้หรือไม่ ? ลัทธิที่ถือผิดเช่นนั้นแหละเป็นสีลัพพัตตปรามาส, เป็นลัทธิงมงาย ปรัมปรา สำหรับบุคคลที่ไม่อาจจะรู้ธรรมะ ไม่อาจจะเข้าใจธรรมะ ; เพราะมัน ไม่ใช่เหตุผล. ถ้ามันเป็นเรื่องมีเหตุผลแล้ว มันจะต้องนึกไปในทางอื่น, หรือรู้ ให้ถูกให้จริงว่า มันเป็นเพราะเหตุไร ? ที่ว่า ถ้าพระเข้าไปในไร่แตงแล้ว ต้นแตง จะตายหมด, หรือมันมีอะไรที่หลุดร่วงลงไปจากพระ ไปทำให้ต้นแตงตาย อย่างนี้ มันก็ควรจะรู้. ไม่ควรจะเหมา ๆ เอาว่า ถ้าพระเข้าไร่แตงแล้ว มันก็ตายหมด ด้วยความเชื่อล้วน ๆ. นี่จะเห็นได้ว่า สติปัญญา หรือ ทิฏฐิ ความคิดความเห็นนี้ เป็นสิ่งที่ สำคัญมาก ที่จะต้องจัด ต้องทำ ต้องปรับ ต้องปรุง ให้มันเข้ารูปเข้ารอยกัน, ให้โลกนี้เป็นเสมือนหนึ่งที่พักผ่อนในกลางทาง เพื่อจะเดินทางต่อไปข้างหน้า เพื่อ ให้ถึงพระนิพพาน อันเป็นที่หมายปลายทาง
น.311 อย่าได้ไปเข้าใจว่า โลกนี้เป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายของคนเรา ที่จะ หมกจมอยู่ ในโลกนี้ ไม่มีวันถอนขึ้น. แล้วมันจะเป็นอย่างไร ; ไปคิดดูเองเถิด มันจะลุ่มหลงหมกจมอยู่ในโลกนี้สักเท่าไร, ก็ไปคิดดูเองเถิด. แต่ถ้าเผอิญคนใด มีความคิดว่า ชีวิตที่เกิดมานี้, หรือโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เป็นเหมือนกับศาลา พักร้อนกลางหนทาง ; เราเดินมาร้อน ๆ เราก็ พักให้หายเหนื่อย เพื่อจะเดิน ต่อไป ; ไม่ใช่จะมาติดอยู่ที่ศาลานั้น โดยไม่มีการเดินต่อไป จิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน การที่มีภูมิต่ำ มาหลงใหลในเรื่องปากเรื่อง ท้องอยู่อย่างนี้นั้น มันไม่ใช่จุดหมายปลายทาง. เราจะต้องรู้อะไรที่ดีกว่านั้น ; โดยถือเอาโอกาสที่เรากำลังอยู่ในโลกนี่แหละ ทำการศึกษา ทำการพินิจพิจารณา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จนกระทั่งรู้ว่า เราจะต้องเดินไปทางไหน ต่อไป คือรู้ว่า เราเกิดมานี้เราเกิดมาเพื่ออะไร ? เราเกิดมาเพื่อปากเพื่อท้อง เพื่อหาใส่ปากใส่ท้อง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักกี่กัปป์กี่กัลป์อย่างนั้นหรือ ? หรือว่าเราเกิดมานี้ เพื่อเลี้ยงลูก แล้วเลี้ยงหลาน แล้วเลี้ยงเหลน จนเราเข้าโลงไป ก็ยังไม่หมดไม่สิ้น แล้วก็ไม่รู้จักกี่กัปป์กี่กัลป์ ต่อไปข้างหน้าในอนาคต อย่างนั้นหรือ ? นี่ก็ให้มันรู้ไป. หรือว่าเราเกิดมานี่ เราจะมาอาศัยสิ่งเหล่านี้ แล้วสอนเราให้หายโง่, อย่าต้องตกเป็นบ่าวเป็นทาส ของมันอีกต่อไป ; ต้องรู้จักทำจิตทำใจ รู้จัก เปลื้องจิตเปลื้องใจ ออกมาเสียจากความผูกมัดรัดรึง, ให้จิตใจของเราเป็นอิสระ โล่งจากสิ่งหุ้มห่อ ร้อยรัด พัวพันเหล่านั้น
น.312 เขาเรียกว่า มีจิตใจอยู่เหนือโลก มันเป็น จิตใจที่ความทุกข์ย่ำยี ไม่ได้ ; จัดลักษณะอย่างนี้ไว้ ในฐานะเป็นโลกุตตรธรรมหมด, แล้วก็โลกุตตระ กันที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อเมื่อตายแล้ว หรือชาติหน้าโน้น. มิฉะนั้นเราก็จะ ต้องเป็นคนร้อนแล้วร้อนอีก สุกแล้วสุกอีก เผาแล้วเผาอีก สุกแล้วสุกอีกอยู่นั่น ไม่มีที่สิ้นสุด: แล้วกี่ร้อยชาติพันชาติกันเล่า มันจึงจะได้พบความสงบเย็นกัน สักที. เพราะเหตุผลอย่างว่ามานี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ต้องเดี๋ยวนี้ ต้องที่นี่ และ ต้องเดี๋ยวนี้ คือ รู้จักมองให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า สิ่งเหล่านี้ไปยึดถือ เข้าไม่ได้. อย่าไปยึดถืออะไรบางอย่างว่าตัวเรา และอย่าไปยึดถืออะไรบางอย่างว่า ของเรา ไม่มีอะไรเป็นเรา ไม่มีอะไรเป็นของเรา มันก็ไม่หนักอยู่ที่จิตใจ ก็แปลว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มาครอบงำจิตใจ ก็แปลว่าเรื่องโลก ๆ เหล่านั้น ไม่มาครอบงำจิตใจ จิตใจอยู่นอกเหนือความครอบงำของเรื่องโลก ๆ เหล่านั้นเอง ที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. แม้ว่าจะได้แบ่งเป็น มรรค ผล นิพพาน, แบ่งเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็น ๙, ตั้ง ๙ ชั้น ๙ ระดับอย่างนี้ มันก็มี ความหมายอย่างเดียวกันหมด ; มีความหมายอยู่ตรงที่ เรื่องต่าง ๆ ในโลกครอบงำ เราไม่ได้. เราไม่ยึดถือศาลาพักทางว่าของเรา ; แต่เราก็อาศัยมัน ให้สำเร็จ เกิดประโยชน์ในการพักทางแล้วก็เดินต่อไป จนถึงจุดหมายปลายทาง นี่แหละคือข้อที่ว่า ไม่ใช่เราเกิดมา เพื่อจะฝังเป็นหลักเป็นตออยู่ใน วัฏฏสงสาร ไม่มีวันถอนขึ้นเลย. เราไม่เกิดมาเป็นหลักเป็นตอปักแน่น ฝังลงไป ในวัฏฏสงสาร ; แต่ เราจะเกิดมาอย่างคนเดินทาง เดินต่อไปเรื่อย, เดินต่อไป เรื่อย จนออกไปนอกวัฏฏสงสาร หรือ พ้นไปจากวัฏฏสงสาร.
น.313 ถ้าจะมาลงหลักปักตอลงที่ไหน มันก็จะเกิดเป็นโลกิยธรรมขึ้นมาที่นั่น ; แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสอนว่า ลงหลักปักตอ ก็ทำให้ดี ๆ, หรือว่าจะไปแวะเวียน อยู่ที่ไหน มันก็เป็นโลกิยธรรมขึ้นมาที่นั่น ; แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังสอนว่า ให้แวะเวียนให้ดี ๆ. อย่าไปหลงติดอยู่ในสิ่งที่แวะเวียนนั้น ให้เดินต่อไป. ผลสุดท้ายก็เป็นเรื่องโลกุตตรธรรมไปในตัว เพราะเราไม่ได้หมายมั่น ปั้นมือ ที่จะไปปักหลักปักตอ ลงรกลงราก อยู่ที่วัฏฏสงสารอันไหน ; แต่เรา ต้องการจะเดินไป ก้าวหน้าไป สูงขึ้นตามลำดับ จนจิตใจได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ เราควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเลย, และสิ่งนั้นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม. จะเรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ฟังดูก็จะสูงมากไป เดี๋ยวก็จะเกิดกลัวเสียอีก ; แต่จะเรียกว่า โลกุตตรธรรม คือ สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ เหนือความทุกข์บรรดามีอยู่ในโลกนี้. ความทุกข์ทั้งหลายบรรดามีอยู่ในโลกนี้ มีมากเท่าไร เรานึกดู พิจารณาดู ก็จะเห็นเอง ถ้าเราพยายามที่จะให้อยู่เหนือมัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, พยายาม อย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาแปดเปื้อนเรา. จงดูลูกสาวหลานสาว ลูกชาย หลานชาย ที่กำลังรักสวยรักงาม ระวังไม่ให้ของสกปรกเน่าเหม็นมาเปื้อน : ทา แต่แป้ง ทาแต่น้ำหอม รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ยิ่งกว่าชีวิตด้วยซ้ำไป. นี่ก็ เพราะเขารักสวยรักงามตามประสาของเขา. แต่ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาแล้ว จะต้องรู้จักรักจิตรักใจ เพื่อรักษาจิตใจ ให้สะอาด ปราศจากสิ่งต่าง ๆ มาแปดเปื้อนเศร้าหมอง ให้มากเหมือนกับคนรักสวย รักงาม, เกลียดกลัวของสกปรกนั้นด้วยเหมือนกัน นั่นแหละจึงจะเรียกว่า
น.314 มีความใฝ่ฝันต่อโลกุตตรธรรม คือ ความอยู่เหนือความสกปรกเศร้าหมอง, ความ อยู่เหนือความสับสนวุ่นวายเดือดร้อน อยู่เหนือความโง่เง่า มืดมิด งมงาย. ให้อยู่เหนือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ เหล่านั้น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมาก ได้. ถ้าผิดจากนี้แล้ว ไม่มีใครช่วยเราได้ ; เราก็จะต้องเกิดมาอย่างหลับตา แล้วเราก็จะต้องตายไปอย่างหลับตา. เราก็จะต้องเกิดมาอย่างเป็นทาสลูกทาสหลาน แล้วก็จะต้องตายไปอย่างเป็นทาสลูกทาสหลาน, เราจะเกิดมาเป็นทาสปากทาสท้อง ; แล้วก็ตายไปอย่างเป็นทาสปากทาสท้อง มันมีวันที่จะพอกันเมื่อไร มันมีวันที่จะ สิ้นสุดลงที่ตรงไหน. ดู ๆ ก็ไม่เห็นมี แล้วทำไมจึงไม่รู้จักทำให้มันเป็นการสิ้นสุด หรือเพียงพอ ในบางสิ่งบางอย่าง พร้อมกันไปในตัวเล่า. มันมีทางที่จะทำได้เหมือนกัน คือโดยจิตโดยใจแล้ว อย่าไปหลงเป็นบ่าว เป็นทาส ของสิ่งเหล่านั้น ; แม้ว่าร่างกายจะต้องทำไปตามที่ควรจะทำ ก็ทำไปด้วย สติปัญญาเถิด. อย่าไปทำด้วยความยึดถือ นั่นนี่ว่าเรา ว่าของเรา จนเป็นทุกข์ หนักอกหนักใจ ติดพันอยู่แต่กับสิ่งเหล่านั้น ไม่มีเวลาถอนตัวออกมาหาแสงสว่าง แต่ประการใดได้เลย ; นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนา. แม้แต่โลกิยธรรมก็ไม่รู้จักแล้ว จะรู้จักโลกุตตรธรรมกันได้ อย่างไรกันเล่า. ขอให้พิจารณาดูในข้อนี้ให้มาก. ในที่สุดเราจะเห็นได้ว่า ธรรมที่เราประสงค์นั้น โดยสรุปแล้ว ก็มีอยู่ เป็น ๒ ชั้น คือโลกิยธรรม กับ โลกุตตรธรรม. เราจงรู้จักจัด รู้จักทำ ให้โลกิยธรรม ของเรานี้ เป็นไปเพื่อสนับสนุนโลกุตตรธรรม อยู่ทุกเมื่อทุกเวลาเถิด. สิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปด้วยดี ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย.
น.315 ทีนี้ ถ้าจะ กล่าวสรุป กันอีกทีหนึ่ง ก็คือว่า ธรรมะ ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น คือสิ่งทั้งปวง ; แต่ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นมีอยู่หลายแง่. เรา จงรู้จัก ธรรมะหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง กันในลักษณะที่จะทำความดับทุกข์ หรือ เอาชนะ ทุกข์ให้ได้ โดยเค้า ๆ กันอีกทีหนึ่ง, คือว่าในบรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ว่า ธรรมไหนหมด ; จะเป็นธรรมชาติธรรมดา ธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่เป็นผล ธรรมที่เป็นกฎความจริง หรือธรรมอะไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งสิ้น รวมเข้าด้วยกันแล้ว มันพอ จะแบ่งได้เป็น ๓ ฝ่าย ด้วยกัน คือ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมุนเวียน นี้ก็พวกหนึ่ง; แล้วก็ธรรมอีกพวกหนึ่ง คือ ธรรมที่เป็นความรู้ ความตื่น ความเบิกบานขึ้นมา ; แล้วก็ยังมีธรรมอีกพวกหนึ่ง ซึ่ง เป็นความไม่ ตาย เป็นความไม่ทุกข์ เป็นที่สุดแห่งทุกข์ เป็นอมฤตธรรมนิรันดร ; เป็น ๓ พวกด้วยกันดังนี้. พวกแรก ที่เรียกว่า ธรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งหมุนเวียน นั้น ได้แก่สังขาร ธรรมทั้งหลาย ที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งกันเรื่อยไป. นี่แหละเป็นเหตุให้เกิดมีนั่น มีนี่ ขึ้นมาในโลกนี้ หรือเป็นเหตุให้มีโลกนี้ขึ้นมา หรือเป็นเหตุให้มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวขึ้นมา. ก่อนแต่หน้านี้ มันไม่เคยมี เดี๋ยวนี้มันก็มีขึ้นมา ก็ด้วยอำนาจของธรรม ประเภทที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งให้หมุนเวียนนั่นเอง. ทีนี้มัน ก็ปรุงแต่งไปในทางที่สูงขึ้น ๆ หรือดีขึ้น. จงดูโลกนี้ที่วิวัฒนาการสูงขึ้น ในทาง กายทางใจ จนกระทั่งมนุษย์เรา มีสติปัญญาอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ; เพราะฉะนั้น เราจงจัด จงทำ ให้ธรรมะประเภทนี้ปรุงแต่ง ให้มีวิวัฒนาการดีขึ้น ๆ จนเกิดความ ตื่นจากหลับ. อย่าได้หลงหลับอยู่เหมือนแต่กาลก่อนเลย จงมีความตื่นจากหลับ ขึ้นมาตามลำดับ. ในที่สุด ก็จะปรากฏเป็นธรรมะ พวกที่ ๒ คือ ธรรมพวกที่เป็น
น.316 ความรู้ หรือ ความตื่น อันเป็นเหตุให้เกิดความรู้แจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่ามัน เป็นอะไร. เมื่อธรรมะที่เป็นความรู้แจ้ง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็นอะไรเกิดขึ้นแล้ว ธรรมะ พวกที่ ๓ คือ ธรรมะที่เป็นความไม่ตายตลอดนิรันดร หรือ พระนิพพาน นั้น ก็จะปรากฏออกมา ก็จะเป็นเหตุให้เรา มนุษย์นี่แหละได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้รับ กล่าวคือ ได้รับพระนิพพาน. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง แบ่งออกได้เป็น ๓ ระยะ ดังที่กล่าวมานี้. ธรรมะระยะแรกปรุงแต่งให้หมุนเวียนมาในทางดีขึ้น ๆ, จนมาพบกันเข้ากับธรรมะ ประเภทที่เป็นความรู้ความตื่น. เมื่อธรรมที่เป็นความรู้ความตื่นเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น เป็นไปอยู่แล้ว ก็มาพบกันเข้ากับธรรมะ ที่เป็นความไม่ตายนิรันดร คือ พระนิพพาน ; เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. ธรรมะประเภทแรก ที่เป็นธรรมทำความหมุนเวียนปรุงแต่งนั้น ได้แก่อวิชชาความไม่รู้, ความที่ปราศจากความรู้นั้น ไปทำเป็นอกุศลเข้า ก็เกิด ทุกข์, ไปทำเป็นฝ่ายกุศลเข้าก็เป็นสุข ; ก็หลงใหลมัวเมาอยู่ในเรื่องทุกข์ ๆ สุข ๆ ทุกข์ ๆ สุข ๆ สลับกันไป ด้วยอำนาจของอวิชชา. นี้เรียกว่า ธรรมะประเภทที่ทำ ความหมุนเวียน. ทีนี้ หมุนเวียนซ้ำ ๆ ซาก ๆ มันก็ ฉลาดขึ้น บ้าง เหมือนกับเอามือไปจับ ไฟเข้าบ่อย ๆ ก็รู้ว่าไฟนี้ร้อน ก็เลิกจับ, จึงเกิดเป็นธรรมะประเภทความตื่นจากหลับ
น.317 ขึ้นมา. นี้คือ วิชชา หรือ ญาณ หรือ ปัญญา ต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้ว ; ทำให้มอง เห็นว่า สุขก็มีความทุกข์ไปตามประสาสุข, ทุกข์ก็มีความทุกข์ไปตามประสาทุกข์, บุญก็มีความทุกข์ไปตามประสาบุญ, บาปก็มีความทุกข์ไปตามประสาบาป. นี้หมายความว่า คนดีมีบุญ ก็ต้องได้รับความทุกข์ไปตามประสาคนดี มีบุญ เพราะยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย. คนที่ไม่ดี เป็นบาป เป็นคนชั่ว ก็มีทุกข์ ไปตามประสาคนชั่ว. มันจึงไม่ไหวทั้งนั้น ; สู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ หรือความ ไม่เป็นอะไร, หรือสู้ที่สุดสิ้นสิ้นสุดของความสุขและความทุกข์ไม่ได้ ; จึงหวัง ความสิ้นสุดทั้งของความสุข ทั้งของความทุกข์. นี้เรียกว่าวิชชาแท้ ปัญญาแท้ หรือเป็นญาณอันถูกต้อง. ถ้ายังเห็นไปว่า สุขน่าปรารถนา, ทุกข์ไม่น่าปรารถนา, อย่างนี้แล้ว เรียกว่า ยังเป็นปัญญาของเด็กอมมือ; เหมือนกับชอบกินขนม ไม่ชอบกิน บอระเพ็ด อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้ามีปัญญาอย่างผู้ใหญ่ที่โตเต็มที่แล้ว จะสั่นหัว ทั้งนั้น : เกิดเป็นมนุษย์ก็สั่นหัว, เกิดเป็นเทวดาก็สั่นหัว, เกิดเป็นพรหมก็สั่นหัว, สู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลยไม่ได้. นี่แหละจึงเกิดเป็นความตื่นขึ้นมา ว่าความที่ ไม่ยึดถือ ว่าตนเกิดเป็นอะไร นั่นแหละเป็นความไม่ทุกข์ โดยประการทั้งปวง ในที่สุด ก็ประสบกันเข้ากับธรรม ประเภทที่เป็นความไม่ตาย คือเป็น พระนิพพาน, เป็นความว่างจากทุกข์, เป็นธรรมะสากล, เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ใน ตัวเองทุกหนทุกแห่ง, เป็นธรรมะอยู่ในตัวเองทุกหนทุกแห่ง, เป็นความไม่มีทุกข์ เลยอยู่ทุกหนทุกแห่ง.
น.318 ท่านจะเห็นได้ ในที่สุดว่า ขึ้นชื่อว่าธรรมะนี้ จะแบ่งเป็น อย่างไรก็แบ่งได้ ; แต่แล้วก็เป็นเพียงธรรมะเท่านั้นเอง, เป็นของสิ่งเดียว แต่จะมองดูได้หลายเหลี่ยม หลายแง่หลายมุม. เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง ถ้าเรามองดู ทางทิศหนึ่ง มันก็มีรูปร่างไปอย่างหนึ่ง, มองดูอีกทิศหนึ่ง ก็มีรูปร่างไปอย่างหนึ่ง. ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน มองดูในแง่นี้ ก็ปรุงแต่งหมุนเวียน โง่เง่า หลับไหล มองดูในแง่นี้ ก็เป็นความตื่นเบิกบาน มองดูในแง่นี้ ก็เป็นความไม่ตายนิรันดร, เป็นของมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ตลอดเวลา. เราหลีกธรรมะไม่พ้น, เราจะซ่อนเร้นอำนาจของธรรมะไม่พ้น, เพราะ ว่าธรรมะนี้ มีอยู่ในรูปของความหลับ หรือความโง่ หรือความไม่รู้มาก่อน แล้ว จึงค่อย ๆ เบิกบาน เป็นความรู้ความตื่น. มันหลับอยู่ จนกว่าจะถึงเวลาที่จะตื่น ขึ้นมา, ซ่อนตัวอยู่ จนกว่าจะถึงเวลาที่จะปรากฏตัวออกมา. เมื่อปรากฏตัวออกมา ก็แปลว่าคนนั่นแหละได้ถึงธรรมะแล้ว ธรรมถึงคน คนถึงธรรม. ถ้าว่า โดยปรมัตถ์ คนไม่มี มีแต่ธรรม. แต่ถ้าว่า โดยสมมติ แล้ว ก็ ธรรมนั่นแหละคือคน ; แต่ผลมันเหมือนกัน คือว่าเป็นที่สิ้นสุดของความทุกข์ โดยประการทั้งปวง. พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้ถึงธรรมะ เราเอาเรื่องของท่านมาวินิจฉัยกัน โดยละเอียดในวันนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในส่วนนี้ คือ ในส่วนที่ว่า คนถึงธรรม ธรรมถึงคน ได้อย่างไร. และจะได้วิสัชนากันโดยละเอียดสืบต่อไป ในธรรมเทศนา อันจะมีมาโดยลำดับ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้. -------------------------------
น.319 /๒๕๐๔ กัณฑ์ค่ำ บนเขาพุทธทอง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู, วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๔ ปสุธรรมปุคคลธรรมกถา. [ ธรรม ทำความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์.] นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมุพุทฺธสฺส ฯ อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺโพ - ติ. ธรรมเทศนาเป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนาแล้ว แต่เมื่อเช้านี้. เมื่อเช้านี้ได้กล่าวถึงโอวาทปาฏิโมกข์ ในฐานะที่เป็นเครื่องทำให้ คนถึงธรรมะ หรือให้ธรรมะถึงคนแล้วแต่กรณี, และได้แสดงให้เห็นว่า คนนั้น ๒๘๓
น.320 ๑๐ - เป็นอย่างไร, การถึงนั้นเป็นอย่างไร, และธรรมะนั้นเป็นอย่างไร, และได้ชี้ ให้เห็นว่า การถึงธรรมะของคนนั้น ในอันดับแรก ก็เป็นเพียงการถึงซึ่งโลกิยธรรม เป็นความเจริญในโลก. และอันดับสุดท้ายนั้น เป็นการถึงซึ่งโลกุตตรธรรม เป็นธรรมสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง. ในโอกาสนี้ จะได้วิสัชนาถึงข้อที่ว่า คนจะถึงธรรม หรือธรรมจะถึงคน. ในลักษณะที่เป็นโลกิยธรรมนั้น ได้อย่างไร โดยละเอียด, และจะได้ชี้ให้เห็น ตั้งแต่แรกเริ่มว่า เราจะต้องตั้งต้นกันอย่างไร จึงจะมีการถึงซึ่งธรรม อันเป็นที่ ปรารถนา. ถ้าคนไม่ถึงธรรมะแล้ว ธรรมะก็ไม่ถึงคน และคนนั้นก็เสียทีที่เกิด มาเป็นคน หรือเป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนา. ใน ข้อแรก ควรจะได้นึกกันถึงว่า เรา ควรจะมีคน ชนิดที่มีความรู้สึก นึกเห็นได้ ในข้อที่เราจะต้องถึงธรรมะ. ถ้าจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า มีคนพวกใหม่ชนิดใหม่ จะถูกต้องกว่า ; ในเมื่อหมายความว่า คนพวกเก่าหรือ คนพวกเดิมนั้น มีแต่ความงมงาย หลับหูหลับตาตะพึดไป ไม่มีความคิดนึกที่จะ เข้าถึงธรรมะ, จะเข้าถึงก็แต่เพียงภายนอก คือถึงอย่างพิธีรีตองขนบธรรมเนียม ประเพณี, หรือสวดร้องท่องบ่น, หรือจะศึกษาก็เพื่อเอาประกาศนียบัตร หาชื่อเสียง หาลาภสักการะ. ถึงแม้จะมีการค้นคว้า ก็เพื่อประโยชน์เป็นวัตถุ เหล่านั้น ทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกัน อย่างนี้ไม่เรียกว่าถึงธรรมะเลย. การถึงธรรมะจะต้องถึงด้วยจิตใจ ทั้งในการศึกษาและการปฏิบัติ และ การรู้แจ้งแทงตลอด. ถ้าหากมีผู้ใด มีความคิดน้อมมา ในการที่จะเข้าถึงธรรมะ อย่างแท้จริง ดังนี้แล้ว เราอยากจะเรียกกันว่า เป็นพวกใหม่ ; ผิดจากพวกเก่า
Buddhadasa