น.37 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมเป็นครั้งแรกนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ทำไมกัน ?" ซึ่งเพียงแต่ได้ยินหัวข้ออย่างนี้บางคนก็จะสงสัยว่า หมายความว่าอะไร ? ทำไมจึง กลายเป็นคำถาม ? อาตมารู้สึกว่า คนทั่วไปยังสงสัยอยู่ว่า ธรรมะนี้เพื่อประโยชน์อะไรกัน ? หรือ ทำไมกัน ? หรือเมื่อได้ยินประกาศของกรมประชาสัมพันธ์ว่าจะให้มีการบรรยายปาฐกถาธรรม ขึ้นเป็นประจำต่อไปนี้ เขาก็จะสงสัยว่าทำไปทำไมกัน ? หรือธรรมะนั้นทำไมกัน ? ทีนี้ยังมีคนบางพวกซึ่งไม่ค่อยจะสนใจ ไม่ค่อยจะชอบธรรมะอยู่ก่อน แล้ว เขาจึงมีคำถามที่ไม่น่าฟัง เช่นพูดว่า ธรรมะธรรมเมอะทำไมกัน ? นี่สำหรับ คนที่ไม่สนใจและไม่อยากจะสนใจ เพราะเขาไม่รู้ประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, จึงมีความรู้สึกอย่างนั้น. อาตมาจึงมีความเห็นว่า เราควรจะทำความเข้าใจกันใน เรื่องนี้ : -
น.38 มีผู้ที่เข้าใจผิดต่อ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" อยู่ในที่ทั่วๆไป, คือ มีคนที่ เกลียดธรรม โดยรู้สึกไปว่า เป็นสิ่งที่ขัดขวางความสนุกสนานของตน หรือ ไม่เกี่ยวข้องกันกับตน. ความรู้สึกเช่นนี้เป็นผลร้ายแก่สังคม. คนที่เป็นชั้นครูบาอาจารย์ สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วย ยังมาขอถาม ด้วยการตั้งคำถามว่า "ธรรมะกับโลกนี้มันเข้ากันได้หรือไม่ ?" อาตมาถึงกับรู้สึก สะดุ้งว่าทำไมคนชั้นครูบาอาจารย์ สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย มาตั้งคำถามว่าอย่างนี้ นี่แสดงว่า ไม่มีการเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมกันเสียเลย แม้ในบุคคลชั้นครูบา- อาจารย์, แล้วชนชั้นลูกศิษย์จะเข้าใจได้อย่างไร ? รู้สึกว่า ธรรมะยังได้รับความ เป็นธรรมน้อยไป คือได้รับความสนใจน้อยไปกว่าที่ความเป็นจริงนั้น. ธรรมะมีประโยชน์และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อาตมามองเห็นเหตุผล อย่างนี้ จึงได้ให้หัวข้อการบรรยายครั้งนี้ว่า "ธรรมะ ทำไมกัน ?" ทีนี้ก็จะได้กล่าวต่อไป การที่เราจะรู้ว่า "ธรรมะทำไมกัน ?" นั้น จะต้องรู้เสียก่อนว่าธรรมนั้นเป็นอย่างไร ? หรือ คืออะไร ? ดังนั้นเราจะต้อง พูดกันในหัวข้อว่า "ธรรมะนั้นคืออะไร ?" กันเสียก่อน แล้วก็จะเป็นการง่ายที่จะ เข้าใจได้ว่า “ธรรมะนั้น ทำไมกัน ?’ หรืออาจจะเข้าใจได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ ต้องอธิบายกันอีกก็ได้ ถ้าเขารู้ว่าธรรมคืออะไร ? เมื่อถามว่า "ธรรมะ" คืออะไร? คำตอบที่จะเป็นบทนิยามที่กะทัดรัด ที่สุดจะมีดังต่อไปนี้ ขอให้ตั้งใจฟังและกำหนดส่วนแห่งบทนิยามนั้น ๆ : - .
น.39 ธรรมะ ทำไมกัน ? ๓ “ธรรมะ" คือระบบแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุก ขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ทั้งที่จัดเป็นยุค ๆ และทั้งที่จัดเป็นชีวิตแห่งคน ๆ หนึ่ง, ทั้งในส่วนปัจเจกชนและทั้งในส่วนสังคม และทั้งฝ่ายวัตถุ ฝ่ายจิตใจ. ถ้าพูดให้สั้นที่สุดก็จะพูดแต่เพียงว่า ธรรมคือ ระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. ขอได้โปรด กำหนดให้ดี ๆ จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าถ้าเราจะมีบทนิยามสั้นๆ ก็จะมีแต่ เพียงว่า ธรรมะคือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา. ทีนี้เพื่อความละเอียดยิ่งขึ้นไป ก็ขยายความออกไปว่า แห่ง วิวัฒนาการของเขา ทั้งที่จัดเป็นยุค ๆ ของโลกและจัดเป็นชีวิตหนึ่ง ๆ ของแต่ละคน ทั้งในส่วนที่เป็นปัจเจกชน และทั้งในส่วนสังคม, ทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องทางฝ่าย วัตถุ และเรื่องที่เป็นฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. ขอเวลาย้ำอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะคือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็น สำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการที่แจกเป็นยุค ๆ หรือเป็นชีวิตแต่ละชีวิต ทั้งในส่วนปัจเจกชนและส่วนสังคม, ทั้งในฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตวิญญาณ. คำเหล่านี้ แต่ละคำต้องการคำอธิบาย ซึ่งอาตมาจะขออธิบายเป็นลำดับไป : - คำแรก ธรรมะคือระบบการปฏิบัติ. จะพูดกันถึงคำว่า "ระบบ" เสียก่อน คำว่า "ระบบ" ท่านทั้งหลายก็ ทราบดีอยู่แล้วว่ามันหมายถึงหลายอย่างรวมกันเป็นระบบ หรือเป็น system การ
น.40 กระทำอย่างเดียวหรือข้อเดียวยังไม่พอ ; ต้องหลายข้อหรือหลายอย่างมารวมกัน เป็นระบบ, เป็นระบบแห่งการปฏิบัติ ก็หมายความว่าการปฏิบัติหลาย ๆ อย่าง หลายๆ ข้อรวมกันเป็นระบบหนึ่ง ๆ สำหรับมนุษย์จะต้องปฏิบัติ ถ้าถามว่า ทำไมจะต้องเป็นระบบ ? ก็ตอบได้ว่าลองเหลือบตาดู หรือ ใคร่ครวญดู คำนวณดู จะเห็นได้ว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างมันเป็นระบบ เช่นร่างกายนี้ ก็เป็นระบบ ระบบการหายใจ ระบบการไหลเวียนแห่งโลหิต ระบบการสร้างเนื้อ หนัง ระบบการรับประทาน ระบบการถ่าย มันเป็นระบบ ประกอบกันเข้าเป็น ระบบใหญ่ คือร่างกายของคน ๆ หนึ่ง. โลกทั้งโลกนี่ก็ประกอบอยู่ด้วยระบบมากมาย, ชีวิตของคนคนหนึ่งก็ ประกอบอยู่ด้วยระบบหลาย ๆ ระบบ, การงานของคนก็ประกอบอยู่ในระบบหลาย ๆ ระบบ ล้วนแต่เป็นระบบ. ดังนั้น การที่จะประพฤติกระทำให้ถูกต้องเพื่อผลอัน สมบูรณ์ มันก็ต้องมีการกระทำที่เป็นระบบ; ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า ร ะบบ ของการปฏิบัติ, ไม่พูดว่าการปฏิบัติเพียงข้อหนึ่งข้อใดข้อเดียว. คำแรกก็คือคำว่า "ระบบของการปฏิบัติ". ทีนี้ก็จะได้พูดถึงคำว่า "การปฏิบัติ". "การปฏิบัติ" หมายถึงการ กระทำ; ธรรมะนั้นเป็นการกระทำไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ หรือการเล่าเรียน เฉย ๆ. ต้องเป็นการกระทำจึงจะเป็นตัวธรรมะ. นี้ตามหลักแห่งพระพุทธ- ศาสนา ท่านถือกันอย่างนี้; ไม่ใช่ว่าธรรมะเป็นเพียงคำสั่งสอนแล้วเก็บไว้ในตู้ ในสมุด.
น.41 ธรรมะ ทำไมกัน ? ๕ ธรรมะคือตัวการปฏิบัติอยู่ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ. ความรู้นั้นก็จำเป็น สำหรับการปฏิบัติ ; เมื่อพูดถึง การปฏิบัติย่อมรวมเอาความรู้ไว้ด้วย คือต้องมี ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับที่จะปฏิบัติ. ในที่นี้ก็มาระบุถึงระบบแห่งการปฏิบัติเสียเลย หมายความว่ารวมเอาความรู้ไว้ด้วย ; แต่ขอให้เข้าใจไว้เสมอไปว่า ลำพังความรู้ นั้นไม่พอ ต้องมีการปฏิบัติ ; ครั้นปฏิบัติแล้ว ผลของการปฏิบัติย่อมเป็นมาเอง โดยอัตโนมิ จึงไม่ได้พูดถึงผลของการปฏิบัติ พูดถึงตัวการปฏิบัติก็พอ. ระบบการปฏิบัตินี้จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นแก่มนุษย์. ทีนี้คำว่า ถูกต้อง และ จำเป็น นี้ เป็นคำที่มีความหมายสำคัญมาก ต้อง สนใจกันเป็นพิเศษว่า ธรรมะคือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็นแก่มนุษย์ อย่างไรเรียกว่าถูกต้อง ? อย่างไรเรียกว่าจำเป็น ? นี้มีเรื่องมาก. ชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ก็อยากจะขอให้ทราบ ใจความสำคัญ ว่า ธรรมะ ในที่นี้หมายถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เฉียบขาด, ที่ ลำเอียงไม่ได้. ถูกต้อง นั้น ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จำเป็น นั้น จำเป็นเพราะกฎของธรรมชาติบังคับไว้อย่างเด็ดขาด ไม่ทำไม่ได้. ฉะนั้น ธรรมะจึงคือระบบปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นแก่มนุษย์ ตามกฎของธรรมชาติ.
น.42 คำว่า "ธรรมชาติ" นี้ เป็นต้นกำเนิดของคำว่า "ธรรม". ถ้าเรา จะรู้ "สิ่ง" ถ้าเราจะเข้าใจ "สิ่ง" ที่เรียกว่า "ธรรม" ให้ดี ก็ต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" ตัวแท้ตัวจริงของธรรมชาติ นั่นแหละคือ "ธรรม". ธรรมชาติ ในที่นี้ แจกออกได้ เป็น ๔ ความหมาย คือ : - ตัวธรรมชาติ โดยตรงนั้นก็เรียกว่า "ธรรม" ; ตัวกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นก็เรียกว่า "ธรรม" ; ตัวการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ นั้นก็เรียกว่า "ธรรม" ; ตัวผลที่ได้รับ จากการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาตินั้นก็เรียกว่า "ธรรม" ดังนั้น เราจึงได้ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ; นี้เป็น ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัว หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, แล้ว ผลจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น อีก อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน สี่อย่างนี้เรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" เสมอกันหมด แต่ แล้วขอให้สังเกตดูว่า ธรรมใน ความหมายไหนที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ ? อาตมา ก็ได้ระบุลงไปแล้วว่า ธรรมในความหมาย ที่เป็นการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ธรรมชาติมีกฎตายตัว บีบบังคับให้ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกฎธรรม- ชาติ สำหรับจะรอดชีวิตอยู่ได้. ถ้าผิดกฎสำหรับจะรอดชีวิตอยู่ได้แล้ว มัน จะต้องตาย. กฎที่จะต้องทำให้ถูก, กฎที่จะต้องได้รับการปฏิบัติ ให้ถูกนั้นแหละคือ "หน้าที่ของมนุษย์" ที่เรียกว่า "ธรรม" ใน ๔ ความหมาย
น.43 ธรรมะ ทำไมกัน ? ๗ คำว่า "ธรรม" ในฐานะที่เป็นหน้าที่ นี้ เป็นความถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ ไม่อาจจะมาแบ่งแยกเอาตามชอบใจว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือเป็นฝ่าย ขวา. แต่มันจะต้องเป็นเพียง ความถูกต้อง ที่อยู่ตรงกลาง ที่ทำให้ซ้ายกับขวา อยู่ด้วยกันได้ ; เหมือนกับเราให้แขนซ้ายแขนขวาสัมพันธ์กันได้โดยความถูกต้อง. ถ้าไปแยกเด็ดขาดออกจากกันไปเป็นซ้ายสุด ขวาสุด มันก็เป็นเรื่องบ้าบอ ไม่ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติเลย, และอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ หรือทางจิต โดยส่วนเดียว; แต่เป็นเรื่องความถูกต้องระหว่างกลาง คือระหว่างวัตถุกับจิต อย่างนี้เรียกว่า ถูกต้อง. ที่ว่า จำเป็น นั้น หมายความว่าไม่ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎของ ธรรมชาติดังที่กล่าวแล้ว. ทีนี้ก็ มีบทบัญญัติ ต่อไปว่า ถูกต้อง และ จำเป็นสำหรับมนุษย์. ธรรมะต้องมีแก่มนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. ทีนี้ มนุษย์ นี่ ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นขอให้ กินความ กว้างไปถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด ; เช่น สัตว์เดรัจฉาน ต้นไม้ ต้นหญ้า ต้นบอน ล้วนแต่มีชีวิต, มันก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องประพฤติกระทำ ให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติด้วยเหมือนกัน. แต่สำหรับมนุษย์นั้น เราเล็งเอาตามความหมายของ คำ ๆ นี้ก็หมายความว่า สัตว์ที่มีใจสูง.
น.44 มนุษย์ แปลว่า สัตว์ที่มีใจสูง, สูงอย่างไร ? สูงจนหมดปัญหา ไม่ มีปัญหาอะไร ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือเป็นความทุกข์ : ไม่มีปัญหาทั้ง แก่ตนเอง, ไม่มีปัญหาทั้งแก่ผู้อื่น ; อย่างนี้เรียกว่าใจสูง อยู่เหนือปัญหา นั้นคือ ความหมายของคำว่า "มนุษย์". ทีนี้ การปฏิบัติ นั้น ถูกต้อง และ จำเป็น สำหรับความเป็นมนุษย์ ก็หมายความว่า ทำให้มนุษย์อยู่เหนือปัญหา, จะอยู่เหนือปัญหาได้ เพราะมี ความถูกต้องในข้อปฏิบัติ ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์นั่นเอง. คำว่า "ทุกขั้นตอน" แห่งวิวัฒนาการของเขา ที่ต้องระบุชัดลงไปว่า ทุกขั้นทุกตอนนี้ ก็เพราะว่า กฎของธรรมชาติ ได้ทำให้เกิดมีขั้นตอน, ทำให้ เกิดมีการเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา ในวิวัฒนาการนั้น ; เข้าใจได้ง่ายว่า สิ่งที่มีชีวิต ทั้งหลายเจริญขึ้นมาเป็นขั้นตอน : แม้แต่การงานของมนุษย์ก็ยังเป็นขั้นตอน, การศึกษาเล่าเรียนของมนุษย์ก็มีขั้นตอน, วิวัฒนาการของมนุษย์จึงมีขั้นตอน, ความถูกต้องมันจึงต่างกันตามขั้นตอน. เราจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจทุกขั้น ตอน สำหรับประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกต้อง. ธรรมะต้องเป็นอย่างนี้ คือต้อง ถูกต้องทุกขั้นตอน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไม่ใช่ธรรมะในที่นี้. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "แห่งวิวัฒนาการของเขา". หมายความว่า มนุษย์ มีวิวัฒนาที่เจริญขึ้น สูงขึ้น ๆ ดูที่โลก ตัวโลก แผ่นดินโลก ก็มีวิวัฒนาการ สูงขึ้น ตามที่ได้กล่าวแล้ว อธิบายไว้แล้วในวิชา วิทยาศาสตร์ ; แม้จะดูที่ ตัวบุคคลมันก็มีวิวัฒนาการ, ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ ก็มีวิวัฒนาการสูงขึ้น ๆ แจกเป็นปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย หรืออะไรก็แล้วแต่.
น.45 ธรรมะ ทำไมกัน ? ๕ ทีนี้ หน้าที่การงานที่มนุษย์จะประพฤติกระทำ นั้นก็มีวิวัฒนาการ. เด็ก ๆ ก็ทำงานไปอย่างหนึ่ง, หนุ่มสาวทำอย่างหนึ่ง, ผู้ใหญ่ทำอย่างหนึ่ง, คน แก่เฒ่าทำอย่างหนึ่ง, มีวิวัฒนาการอยู่ในหน้าที่การงานของมนุษย์. แม้ ความ สามารถของมนุษย์ก็ต้องมีวิวัฒนาการ ; ไม่ใช่ว่าใครเกิดมาแล้วก็สามารถ เต็มที่ ; มันต้องมีความสามารถที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของวิวัฒนาการ. มนุษย์ จึงมีวิวัฒนาการซึ่งเป็นขั้นเป็นตอน, เราจึงต้องมีการกระทำ ที่ถูกต้องตามขั้น ตอน แห่งวิวัฒนาการของมนุษย์. ทีนี้ก็ดูถึง วิวัฒนาการ ว่ามันยังมองเห็นเป็น ส่วนปัจเจกชน, และ เป็น ส่วนของสังคม. สำหรับคนคนหนึ่งนั้นก็มีวิวัฒนาการ ต้องการจะก้าว หน้าไป ให้ถึงสุดยอดของวิวัฒนาการ ธรรมะเท่านั้น ที่เป็นคู่ชีวิตแท้จริงของคน ในขณะแห่งวิวัฒนาการ คู่ผัวตัวเมียที่เรียกกันว่าเป็นคู่ชีวิต ก็ยังเหินห่างไปกว่าธรรมะ. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นอีก; เพราะว่า เนื้อตัวของเราก็เป็นธรรมะในความหมายที่เรียกว่า ธรรมชาติ. เนื้อตัวของเราก็ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ถูกควบคุมอยู่ โดยกฎธรรมชาติ. ที่เนื้อที่ตัวของเราก็ มีการปฏิบัติหน้าที่การงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่าธรรมะในฐานะที่ เป็นการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ที่ชีวิตนี้ก็ ได้รับประโยชน์จากการประพฤติกระทำอยู่ตลอดเวลา จึงเรียกว่า มันมีธรรมะ เป็นเนื้อเป็นตัว
น.46 ธรรมะจึงเป็นคู่ชีวิตของคน ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ที่เขาเรียกกันว่าคู่ชีวิต ; ชีวิตประจำวันก็ดี, ชีวิตตลอดทั้งชีวิตก็ดี, ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ทั้งนั้น, มิฉะนั้นจะต้องวินาศ; จึงเรียกว่า ชีวิตนี้มีคู่คือธรรมะ. ธรรมะคือคู่ชีวิตที่ แท้จริงของคน สำหรับจะวิวัฒนาการไปตามลำดับนับตั้งแต่โลกิยะอย่างโลก ๆ จน กระทั่งถึงโลกุตตระ คือพระนิพพาน. ส่วนปัจเจกชนแท้ ๆ ก็ยังต้องการธรรมะ ในลักษณะอย่างนี้ ; ในส่วนสังคมนั้นก็ยิ่งต้องการธรรมะ สังคมต้องการธรรมะที่เป็นรากฐาน ที่เป็นกฎของธรรมชาติที่มี อยู่ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ธรรมชาติกำหนดให้อย่างนี้ ; ผิดไปจากนี้ก็จะมีความวินาศ. เราไม่ค่อยคำนึงถึง ส่วนนี้ เราจึงอยู่กันอย่างศัตรู : แต่ ธรรมะสำหรับสังคมนั้น จะต้องเป็น มัชฌิมาปฏิปทา เช่นเดียวกับส่วนบุคคลเหมือนกัน : ที่เป็นระบบการปกครอง ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ต้องไม่สุดเหวี่ยง ; เช่นไม่ต้องมีระบบการปกครองเพื่อ นายทุนโดยส่วนเดียว, ไม่ต้องมีระบบการปกครองเพื่อชนกรรมาชีพโดยส่วนเดียว, แต่ต้องมีระบบการปกครองที่อยู่ตรงกลาง ที่ทำให้นายทุนกับชนกรรมาชีพอยู่ด้วย กันได้ เราจะต้องมีวิธีการ ที่ทำให้เข้ากันได้ ระหว่างสิ่งที่แตกต่างกัน : คน จนกับคนรวยอยู่ด้วยกันได้, คนโง่กับคนฉลาดอยู่ด้วยกันได้, คนแข็งแรงกับคน อ่อนแออยู่ด้วยกันได้. ถ้าใคร ฝืนธรรมชาติ อันนี้ ไปยึดถือโดยส่วนเดียว, มุ่งทำลายอีกส่วนหนึ่งแล้ว มันก็ ผิดกฎธรรมชาติ; เขาต้องหาอำนาจ หากำลัง
น.47 มาคอยบีบไว้ มาคอยกดไว้. เมื่อไรมือมันล้ามันเหนื่อย ปล่อยมือเมื่อไร มันก็ ลุกกลับไปหาความวุ่นวาย หรืออันตรายอย่างเดิม. ฉะนั้น ระบบที่ต้องมีอำนาจ คือมีอาวุธมาคอยกดคอยข่มไว้นั้น ไม่ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ, และไม่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ที่จะให้อยู่ กันด้วยความรักความเมตตา ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ดังนี้. การที่ต้องมีอำนาจมากด หรือ มากุมมาคุมไว้นั้นมันผิดกฎของ ธรรมชาติ; เราจึงไม่ถือว่าเป็นธรรมะที่ถูกต้องสำหรับสังคม เดี๋ยวนี้เราทำผิด ในเรื่องนี้ เราจึงมีปัญหาอย่างที่ไม่น่าจะมี : เช่นรัฐบาลกับประชาชนเป็นปฏิปักข์ ต่อกัน. อ่านจากหนังสือพิมพ์บางฉบับ บางครั้งจะเห็นได้ชัด ๆ ว่า รัฐบาลกับ ประชาชนทำตนเป็นปฏิปักข์ต่อกันโดยที่ไม่รู้ว่าจะให้ใครรับผิดชอบ. การต่อว่า ต่อล้อต่อเถียงข่มขี่กัน มันมีเหมือนกับว่าเป็นปฏิปักข์ต่อกัน ถ้าธรรมะเข้ามา ในที่นี้ คือมีความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้ว มันก็ไม่มีอาการแบบนี้ รัฐบาลกับประชาชนก็จะกลมกลืนกันเหมือนน้ำและ น้ำนม ไม่มีการแตกแยก ไม่มีการเป็นปฏิปักข์กัน ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน หรือกับสภาผู้แทน หรือกับกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งโดยแน่นอน. เดี๋ยวนี้ ความไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติมีอยู่: มนุษย์ใน โลกนี้จึงอยู่กันอย่างที่เรียกว่า "มีวิกฤติการณ์อันถาวร" ; แทนที่จะมี "สันติภาพ อันถาวร" ก็กลายเป็นมี "วิกฤติการณ์อันถาวร"
น.48 ขอให้ ทบทวน อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคืออะไร ? ธรรมะคือ ระบบการ ปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ทั้งส่วน บุคคลและส่วนสังคม ทั้งส่วนจิตและส่วนวิญญาณ. หมายความว่า มีการกระทำที่ ถูกต้องทั้งทางฝ่ายวัตถุธรรมและฝ่ายนามธรรม ; เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ท่านก็จะมอง เห็นได้เองว่า ทำไมจึงต้องมีธรรมะ ? ธรรมะคือหน้าที่ที่จำเป็นสำหรับทุกสิ่งที่มีชีวิต ที่จะเดินทางไป ตามวิวัฒนาการทุกขั้นทุกตอนของเขา ที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับ วิวัฒนาการของมนุษย์ นั่นเอง. ปั ญหาคงจะหมดไป, คงจะหมดไปแล้วโดยที่ไม่ต้องถามว่า "ธรรมะ ทำไมกัน ?" ธรรมะคือระบบของการปฏิบัติ สำหรับมนุษย์จะไต่เต้าไปอย่าง ถูกต้อง ตามวิวัฒนาการของเขา เรียกว่าหน้าที่. คำว่า ธรรมะ แปลว่า "หน้าที่" ; แม้ว่าจะแปลความหมายอย่างอื่น ได้อีกหลายความหมาย. แต่ความหมายที่สำคัญที่สุดของคำว่า "ธรรมะ" นี้ คือ แปลว่า "หน้าที่". "ธรรมะทำไมกัน ?" ธรรมะคือหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ในขณะที่เดินไปตามวิวัฒนาการ. อาตมาเห็นว่า การบรรยายในครั้งแรกนี้เพียงเท่านี้ ก็เป็นการเพียงพอ แล้วว่า ธรรมะทำไมกัน ? ให้ทุกคนทราบว่า ธรรมะคือ ระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ทั้งในส่วนบุคคลและส่วน สังคม ทั้งทางฝ่ายวัตถุและวิญญาณ. ขอให้ความจริงข้อนี้ก้องกังวาลอยู่ในหูของท่านทั้งหลายทุกคน แล้วก็ จะเกิดผลดี ได้รับผลดีจากธรรมะนั้นอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็นแน่นอน. อาตมาขอยุติการบรรยายธรรมปาฐกถาครั้งแรกนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa