Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๒ — ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.49 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, (ปรารภและทบทวน ) การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะโดยวิธีใด กัน? ” ซึ่งข้อนี้ต้องขอให้ท่านผู้ฟังย้อนระลึกนึกถึงคำบรรยายครั้งที่แล้วมา ที่ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ธรรมะ ทำไมกัน ?" นั่นเป็นการบอกให้ทราบว่าธรรมะคืออะไร ? และธรรมะจะมีประโยชน์ อย่างไร ? จึงตอบปัญหาได้ว่า "ธรรมะทำไมกัน ?" ส่วนในคราวนี้จะบรรยายในแง่ที่ว่า “ ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?" ทั้งนี้ ย่อมเป็นการแสดงอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการจะมีธรรมะ จะมีผลประโยชน์อย่างที่ ได้กล่าวมาแล้วในการบรรยายในครั้งแรกนั้น. วันนี้ก็เป็นการบอกให้ทราบว่า ๑๓

น.50 เราจะทำโดยวิธีใด จึงจะได้รับประโยชน์ของธรรมะนั้น ? การบอกว่า " ทำไมกัน " นั้น เป็นการบอกให้ทราบว่ามีประโยชน์อย่างไร ? ทีนี้ก็มาบอกว่า โดยวิธีใด กัน ? และ จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์นั้น ๆ. ( เริ่มการบรรยายครั้งนี้ ) นี่ขอให้ท่านสังเกตสักหน่อยในข้อที่อาตมาใช้คำว่า "กัน" เช่นว่า "ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?" ทำไมต้องใช้คำว่า "กัน" ? ข้อนี้ก็เพราะว่าเราต้องช่วย กัน, กระทำร่วมกัน ต้องทำร่วมกัน ทำคนเดียวไม่สำเร็จ จึงต้องใช้คำว่า "โดย วิธีใดกัน ?" คือทุกคนเข้าใจกันดีแล้ว ต้องช่วยกันทำให้สำเร็จประโยชน์ จึงต้อง เติมคำว่า "กัน". เพื่อสันติของโลก ; ต้องร่วมมือกันทำ. ถ้าอาตมาพูดว่า “ธรรมะโดยวิธีใด ?" มันก็จะเป็นไปในทางที่ว่า ใครทำก็ทำได้, ต่างคนต่างทำก็ได้; แต่ถ้าว่า โดยวิธีใดกัน แล้วก็หมายความว่า ต้องช่วยกันทำถึงกับว่าช่วยกันทำพร้อมกันทั้งโลก. ถ้าต้องการให้โลกนี้มี สันติสุข หรือมีสันติภาพ ก็ต้องช่วยกันทั้งโลก : เพราะว่าโลกนี้มันประกอบ ขึ้นด้วยบุคคลคนหนึ่ง ๆ. คนหนึ่ง ๆ ทำอย่างไรรวมกันแล้ว โลกนี้มันก็เป็น อย่างนั้น เราจึงเหมือนกับว่าช่วยกันสร้างโลก จึงต้องใช้คำว่า "กัน". ช่วยกันกระทำโดยวิธีใดกัน ? ต้องทำร่วมกัน ต้องได้รับประโยชน์ร่วม กัน ข้อนี้เพื่อให้ตรงตามความมุ่งหมายแห่งพระพุทธประสงค์ ที่พระองค์ตรัสว่า

น.51 “การมีตถาคตอยู่ในโลกนี้ก็ดี, มีธรรมวินัยของตถาคตอยู่ในโลกนี้ก็ดี, การทำให้ ธรรมวินัยยังคงมีอยู่สืบต่อไปในโลกนี้ก็ดี, ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่มหาชน ทั้งเทวดา และมนุษย์. ข้อที่ว่า " แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ " นี้ อยากจะทำความ เข้าใจเป็นพิเศษกันสักนิดหนึ่ง : พระศาสนามีประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและแก่มนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยืนยันในข้อนี้, ในที่ทุกแห่งก็ตรัสอย่างนี้ ทั้งเทวดาและ มนุษย์เสมอไป. เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้มองกันเป็นพิเศษ, เพื่อประโยชน์พิเศษว่า เทวดา กับมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร ? อาตมาอยากจะจำกัดลงไปว่า เทวดาคือพวกคนที่ ไม่รู้จักเหงื่อ มนุษย์นั้นเป็นพวกที่รู้จักเหงื่อ ต้องกินเหงื่อ อาบเหงื่อ. พวกเทวดา ไม่รู้จักเหงื่อ ; เทวดานั้นถ้าเกิดมีเหงื่อแล้วก็ตายทันที. ตามในพระคัมภีร์ มีอย่างนี้. อย่างในโลกนี้ เวลานี้เราก็จะพบว่า ชนชั้นบางชั้นอยู่อย่างไม่รู้จักเหงื่อ, ชนชั้นบางชั้นต้องอาบเหงื่อกินเหงื่อ, นี้ก็เป็นอุปมาให้หาความหมายที่ว่า ไม่รู้จัก เหงื่อก็คือไม่ต้องทำงานหนัก, รู้จักเหงื่อคือทำงานหนัก, ไม่ได้หมายความถึงเหงื่อ จริงๆ โดยตรง. อาตมาหมายความเป็นความหมายพิเศษว่า คนที่รู้จักเหงื่อก็ดี, คนที่ไม่รู้จักเหงื่อก็ดี ยังต้องได้รับประโยชน์จากธรรมะ หรือจากพระศาสนา. อย่าเข้าใจไปว่าธรรมะนี้จะมีแต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักเหงื่อ, หรือ ว่าธรรมะนี้จะมี สำหรับแต่คนที่รู้จักเหงื่อ.

น.52 ธรรมใช้ประโยชน์ได้แก่บุคคลทุกประเภท. ธรรมะสิ่งเดียว อย่างเดียว เป็นกลาง ๆ ต้องใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ทั้งแก่บุคคลที่รู้จักเหงื่อ และบุคคลที่ไม่รู้จักเหงื่อ. พูดตรง ๆ ก็หมายความว่า ทั้งคนมั่งมีและทั้งคนยากจน จะต้องอิงอาศัยธรรมะอันเดียวกัน ซึ่งเป็นกลาง ๆ : ที่ไม่รู้จักเหงื่อจนเป็นเทวดาก็ต้องอาศัยธรรมะนี่แหละ, จะอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ ก็ต้องอาศัยธรรมะนี่แหละ ธรรมะที่กำลังพูดมาแล้ว อาตมาจำกัดความให้ชัดเจนแล้วในการ บรรยายครั้งแรกโน้นว่า ธรรมะคือระบบของการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็น สำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ; ทั้งเมื่อจะกล่าวเป็น ยุค ๆ ของโลก, หรือจะกล่าวเป็นชั่วชีวิตคนของคน ๆ หนึ่ง, ทั้งในด้านส่วนตัว บุคคลและส่วนรวมที่เป็นสังคม, ทั้งในด้านที่เป็นวัตถุ และด้านจิตด้านวิญญาณ. ธรรมะในลักษณะนี้ จำเป็นแก่เทวดาและมนุษย์ พร้อมกันไปทีเดียว. ธรรมะที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนานั้นเป็นข้อเดียวกัน ที่ใช้ ได้ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์, คือจะดับความทุกข์ของมนุษย์ที่มีอยู่เหมือน ๆ กัน ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. ดังนั้นเราจึงต้องใช้ความหมายของคำว่า "กัน" ขึ้นให้ เป็นพิเศษสักหน่อย คือว่าร่วมโลกกัน ปัญหาเดียวกัน หัวอกเดียวกัน และ ธรรมะเดียวกัน จึงจะต้องใช้วิธีเดียวกัน แล้วก็ช่วยกันกระทำ.

น.53 ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติแล้วจะได้รับผลถูกต้อง. ทีนี้มาถามว่า "กระทำโดยวิธีใดจึงจะได้รับประโยชน์จากธรรมะนั้น?" คำตอบก็มีได้หลายปริยาย. แต่อาตมาอยากจะกล่าวในลักษณะที่จำ ได้ง่าย ๆ ลืมยากว่า จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, จะต้องทำให้ถูก ต้องตามคำสั่งของพระเจ้า, จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของกรรม. ขอให้ฟังดูให้ดีว่า จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ตามคำสั่ง ของพระเจ้า, ตามกฎของกรรม. ข้อนี้ต้องเท้าความถึงคำอธิบายสำหรับคำว่า " ธรรม " ใน ๔ ความหมาย. " ธรรมะ " หรือ " ธรรม " ใน ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, และ ตัวผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้นอีกอย่างหนึ่ง. เราต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งมันมีสัจจธรรมและ ธรรมสัจจะของมันอยู่ทุกข้อ, ทุกหัวข้อของธรรมะ คือทุกเรื่องของธรรมะ. ต้อง ศึกษาให้รู้จักเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะต้องทำให้ถูกต้อง. กฎของธรรมชาติก็คือพระเจ้า. ทีนี้ที่ว่า ทำให้ตรงตามคำสั่งของพระเจ้า นี่ก็เพราะคนไทยเรา มี พระเจ้าฝังอยู่ในดวงวิญญาณ เอาออกไม่ได้, มีพระเจ้าพระสงฆ์หรือพระเป็นเจ้า

น.54 หรืออะไรก็ตาม ; เราต้องทำให้ตรงตามคำสั่งของพระเจ้า ในพระพุทธศาสนา นี้มีพระเจ้า; ใครว่าในพระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า คนนั้นยังไม่รู้จักพระพุทธ- ศาสนา. พระเจ้านั้นคือกฎของธรรมชาติ นั้นเอง กฎของธรรมชาติมีความหมายเท่ากับคำว่าพระเจ้า ทุกอย่างทุกประการ กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้าในฐานะเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง. ทุกสิ่งออกมาจาก กฎของธรรมชาติ ก็เท่ากับกฎของธรรมชาติสร้างสิ่งทุกสิ่งขึ้นมา. พระเจ้าคือ ผู้สร้างโลก, พระเจ้าคือผู้ควบคุมโลก, พระเจ้าคือผู้ทำลายโลก, นี่ก็คือกฎของ ธรรมชาติ. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป, พระเจ้าเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง, พระเจ้ารู้ทุกสิ่ง, นี่ก็คือ รวมอยู่ในคำว่า "กฎของธรรมชาติ" มันมีควบคุมอยู่ในที่ทุกสิ่งทุกหน ทุกแห่ง; อะไร ๆ ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ในความหมายเดียวกับคำว่า " พระเจ้า " ; หากแต่ว่าไม่ต้องเป็นตัวบุคคล ไปรู้จักพระเจ้ากันในแง่ของตัวบุคคล ดูมันจะโง่มากเกินไปเสียแล้ว พระเจ้าไม่ต้องเป็นบุคคล ; พระเจ้าเป็นพระเจ้าก็แล้วกัน, เป็นอะไร ที่ใคร ๆ บรรยายไม่ได้ ว่าเป็นอะไร : ไม่เป็นบุคคล, แล้วก็ไม่ใช่มิใช่บุคคล, แต่เป็นพระเจ้า. ขอแต่ว่าให้มีอำนาจ ที่จะให้สิ่งทั้งปวงออกมา และควบคุมสิ่ง ทั้งปวงอยู่ ฉะนั้นพระพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า แต่ไม่ใช่อย่างบุคคล ต้องเรียกว่า Impersonal God จึงจะถูกกับเรื่องกับราว มีกฎของธรรมชาติเป็น Impersonal God.

น.55 เราต้องทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ. เราต้องทำให้ถูกตามคำสั่ง ของพระเจ้าองค์นี้ ซึ่งเรียกโดยบาลีก็ต้องเรียกว่า " ธรรม " ในความหมายที่สูงสุด ที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศว่า " แม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เคารพธรรม" . แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้ค้นพบพระธรรมเอามาสั่งสอน ท่านก็ยัง เคารพธรรม ที่ท่านค้นพบ และนำมาสั่งสอน. นี่เหมือนกับเคารพพระเจ้า. กฎของกรรมคือกฎของอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ที่ว่า จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ กฎ " อิทัปปัจจยตา " ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี, เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด, เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ. นี่เรียกว่า กฎของ "อิทัปปัจจยตา" ซึ่งเป็นกฎวิทยาศาสตร์ ซึ่งยิ่งไปกว่าวิทยาศาสตร์ ไม่มีกฎวิทยา- ศาสตร์ไหนจะนอกออกไปจากกฎ "อิทัปปัจจยตา" ได้ แล้วก็ต้องทำให้ถูกต้องตาม กฎของกรรม หรือกฎของ "อิทัปปัจจยตา". รวมความว่า ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติด้วย, ถูกต้องตามคำสั่ง ของพระเจ้าด้วย, ถูกต้องตามกฎของกรรมด้วย; นั่นแหละคือวิธีจะทำให้ สำเร็จประโยชน์ ให้ธรรมะเกิดขึ้น และมีผลตรงตามที่ต้องการ ตรงตามคำ นิยามของคำว่า "ธรรม" ที่ขอย้ำแล้วย้ำอีกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า " ธรรม " คือระบบ ปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ทั้ง ในส่วนตัวบุคคลก็ดี ทั้งในส่วนรวมเป็นสังคมก็ดี ทั้งในด้านวัตถุก็ดี ทั้งในด้าน

น.56 จิตด้านวิญญาณก็ดี ไม่มีอะไรผิด มีแต่ความถูกต้อง และก็มีผลตรงตามที่ควร ปรารถนา ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นสันติภาพอันถาวร. เมื่อต้องการผลของธรรมะเป็นสันติภาพอันถาวร ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติ ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, หรือตามคำสั่งของพระเจ้า, หรือตาม กฎ ของกรรม คือกฎ "อิทัปปัจจยตา" อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถูกต้อง และจำเป็นตามวิวัฒนาการทุกขั้นทุกตอนอย่างไร ก็อธิบายไปแล้วในการบรรยาย ครั้งที่แล้วมา. คนทำผิดต่อกฎธรรมชาติและอิทัป ฯ เพราะไม่รู้ธรรมสัจจะ. ทีนี้ก็มาดูถึงการที่เราทำผิดพลาด. เดี๋ยวนี้เราทำผิดพลาดต่อกฎของ ธรรมชาติ, ทำผิดพลาด ต่อคำสั่งของพระเจ้า, ทำผิดพลาด ต่อกฎเกณฑ์ของ "อิทัปปัจจยตา". ผิดพลาดต่อกฎของธรรมชาติ ก็เห็น ๆ กันอยู่ : เราเป็นอยู่กันอย่าง ทำลายธรรมชาติในทางด้านของวัตถุ. ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นกฎเกณฑ์ทาง จิตใจก็ไม่คำนึง, คำนึงแต่เรื่องทางเนื้อหนัง เป็นทาสของวัตถุ เป็นทาสของ ความสุขสนุกสนาน, เอร็ดอร่อยในทางเนื้อหนัง คำนึงถึงแต่ทางวัตถุอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงทางจิต. อย่างนี้มันก็ผิดแล้ว, ผิดคำสั่งในข้อผิดกฎของธรรมชาติ แล้ว, ผิดคำสั่งของพระเจ้า แล้ว, ผิดกฎเกณฑ์ของ "อิทัปปัจจยตา" แล้ว ที่ว่าเมื่อ ต้องการสันติภาพ แต่ไปสร้างเหตุของวิกฤตการณ์. ตัวต้องการความสุข แต่ไป

น.57 สร้างเหตุของความทุกข์ มันก็ผิดหมด. นี่เรากำลังทำผิดอยู่ในข้อนี้ ขอให้ไปดู รายละเอียดด้วยตนเองก็แล้วกัน ว่าในโลกนี้เรากำลังทำผิดกันอยู่อย่างไร. ทีนี้ที่จะให้การกระทำอย่างถูกต้องนี้มันเป็นไปง่ายเข้า ก็จะต้องมองให้ เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างบางประการ ที่มันควรจะมอง แล้วเราก็ไม่มอง. อาตมาจะ ใช้คำว่า จะต้องมองให้เห็นสัจจะธรรม กับ ธรรมสัจจะ ที่มันแฝงกันอยู่. เมื่อ พูดถึง สัจจธรรม เราหมายถึงความจริงทั่วไปรอบโลกรอบจักรวาล. แต่เมื่อพูดถึง ธรรมสัจจะ เ ราหมายถึงความจริง ข้อเท็จจริง เหตุผลอะไรก็ตาม เฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณี ที่เราจะต้องรู้ถึงขนาดสูงสุด และทำให้ถูกต้องตามความจริงเฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณี ; นี่มันมีแฝงกันอยู่อย่างนี้ เรามักจะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในส่วนที่เป็นธรรมสัจจะของ เฉพาะเรื่องของเฉพาะกรณี และมองอีกทางหนึ่งก็ว่า เราจะต้องมีวิธีมองของเรา เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ มันเป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น. ทำการงานคือการปฏิบัติธรรม. อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลายมองว่า การงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม. เดี๋ยวนี้สังเกตเห็นว่า พวกเราเอาการงานไว้ที่บ้าน, เอาการปฏิบัติธรรมไว้ในวัด ในป่าในดงของฤๅษีมุนี ; เอาการงานไว้ที่บ้าน, เอาการปฏิบัติธรรมไว้ที่วัด, อาตมาเห็นว่ามันไม่ถูก.

น.58 ทีนี้เมื่อจะดูกันตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้ามีการประพฤติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่เรียกว่า ทำการงานที่ไหนก็จะต้องมีการปฏิบัติ ธรรมะที่นั่น. อยากจะยกตัวอย่างว่า ทำงานเป็นชาวนา ไถนาทำไร่อยู่ เมื่อ ทำนาอยู่ ก็ใ ห้มันเป็นการปฏิบัติธรรม คือมี ความตั้งใจจริง ที่เรียกว่า สัจจะ, มีทมะ มีการบังคับตัวจริง, มีขันตี มีความอดกลั้นอดทนจริง, มีจาคะ สละสิ่งที่เป็น ข้าศึกเป็นอันตรายแก่การงานนั้นเสีย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง มีปัญญาที่เพียงพอ มีสติสัมปชัญญะที่เพียงพอ มีความกล้าหาญที่เพียงพอ จึงจะทำนาได้สำเร็จ, ยังจะ ต้อง มีอุดมคติ และจะต้อง ซื่อตรงต่ออุดมคติ ทั้งส่วนตัวและส่วนสังคมการงาน ของแต่ละคน จึงจะเป็นไปด้วยดี ประสานกันด้วยดี. ฉะนั้น ตั้งหน้าตั้งตาทำ หน้าที่การงานให้ดี ก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมที่สูงสุด อยู่ในตัวการงานนั้น ; ไม่ต้องแยกเป็นสองเรื่อง และทำกันคนละที ; ประเดี๋ยวก็เกี่ยงกันให้ทำ หรือ ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำไปไม่ได้; แล้วก็ไปเข้าใจผิด, แล้วก็ท้อถอย มีความท้อถอย ที่จะต้องทำถึงสองเรื่องสามเรื่อง. เดี๋ยวนี้มีเรื่องเดียว ทำการงานในหน้าที่นั้น คือการปฏิบัติธรรม ; จะทำให้เกิดความเข้าใจในข้อเท็จจริง ; แม้กระทั่งว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะรู้สึกขึ้นมาได้ ในขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาทำการงาน ชนิดที่เป็นการปฏิบัติ ธรรมอยู่ในตัว ดังที่กล่าวแล้ว. ธรรมะมี ๒ ชั้น : ต้องปฏิบัติและเป็นปัจจัยให้ปฏิบัติ ขอให้คำนึงถึงว่า ธรรมะนั้นมันมีอยู่เป็น ๒ ชั้น ธรรมะที่จะต้องปฏิบัติ โดยตรงก็มี, ธรรมะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย สำหรับให้ปฏิบัติธรรมะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นก็มี.

น.59 ธรรมะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย จะทำให้ปฏิบัติธรรมะอื่น ๆ ได้ง่ายก็มี เช่นว่า เราจะต้อง มีความเข้าใจถูกต้องตามกฎของธรรมชาติว่า "สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". สัตว์เดรัจฉานก็ดี ต้นไม้หญ้าบอนก็ดี มีชีวิตแล้ว ต้องถือว่าเป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน ทั้งหมดทั้งสิ้น, ให้มันถูกให้มันตรงตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็จะมีธรรมะโดย อัตโนมัติเกิดขึ้น คือ ความรัก ความเมตตา ความสามัคคี, ฆ่าคนอื่นไม่ได้, ทำลาย คนอื่นไม่ได้, และทำลายป่าไม้เล่นโครม ๆ กันอย่างนี้ก็ไม่ได้; เพราะว่ามันก็ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายของเรา. จะทำลายสัตว์เดรัจฉานให้สูญพันธุ์ ไปจาก โลกก็ไม่ได้; เพราะว่ามันเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราอย่างนี้. แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะฆ่าคนตาดำ ๆ ด้วยกันได้อย่างเลือดเย็น นี่คือ ธรรมะที่ช่วยให้ เกิดธรรมะ. และว่าถ้าเราจะมีธรรมะในระดับสูงหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน เราจะต้อง ฝึกข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ การบังคับความรู้สึก. เดี๋ยวนี้พวกเราในโลกนี้ไม่ ค่อยบังคับความรู้สึก, ปล่อยตามสบาย ปล่อยตามกิเลส และอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราจะต้องแสวงหาความสุขใน การทำการงาน, แสวงหาความสุขในการบังคับตน ให้อยู่ในร่องในรอย คือ แสวงหาความสุข เมื่อรู้สึกว่าตัวกำลังทำหน้าที่ของมนุษย์. อย่าไปหาความสุขต่อ เมื่อทำงานแล้ว เงินเดือนออกแล้ว; เอาเงินเดือนไปกินไปเล่นกันให้หัวหกก้น ขวิด มีความสุขที่นั่น. นั่นมันเป็นเรื่องบ้าหลัง และจะไม่เป็นความสุขชนิดที่ จะนำไปสู่ความสงบเย็นได้ มีแต่จะทำให้ร้อนยิ่งขึ้น.

น.60 ความสุข ในที่นี้ คือ ความพอใจ ว่าได้ทำหน้าที่ของมนุษย์อย่าง ถูกต้อง ไม่มีบกพร่อง ไหว้ตัวเองได้. ใครไหว้ตัวเองได้เมื่อไร ; คนนั้นจะมี ความสุขอย่างยิ่ง. นี้เรียกว่าความสุขที่เกิดขึ้นในการทำงานอย่างถูกต้อง, ใน ความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องของตน ๆ. อย่าเป็นอยู่ด้วยส่วนเกินจะมีธรรมะ. ทีนี้ อยากจะชี้อีกข้อหนึ่งว่า อย่าเป็นอยู่ด้วยส่วนเกิน : อย่ากินเกิน อย่านุ่งห่มเกิน อย่าไปใช้สอยเกิน ; แม้ แต่การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็อย่าให้มัน เกิน ; เดี๋ยวนี้เรามันมีแต่เรื่องเกิน. ที่ไปกินเหล้า นั้นเกินหรือไม่เกินไปคิดดู ? สูบบุหรี่เกินหรือไม่เกินไปคิดดู ? กินของเล่น, เล่นหัวต่าง ๆ, ประดับประดาตก แต่งร่างกาย, ฟ้อนรำขับร้องต่างๆ นี้เกินหรือไม่เกินไปคิดดู ? ให้เอาความรู้สึก โดยแท้จริงเป็นหลัก ถ้าเห็นว่าเกินก็รีบละเสีย พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติอุโบสถศีล ว่าเป็นการตามรอยพระ- อรหันต์ ให้ทุกคนถือปฏิบัติ. นี้มันเป็นเรื่อง ไม่ให้ไปแตะต้องส่วนเกิน : อาหารที่ดีเกิน แพงเกิน เกินเวลาแล้วก็ไม่กิน เรียกว่า "วิกาลโภชนา" ก็เว้น เสีย "นัจจะดีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนะ" - เรื่องฟ้อนรำขับร้องดีดสีตีเป่า ประดับ ประดาตกแต่ง นี่มันเกิน มันไม่จำเป็น ก็เว้นเสีย. "อุจจาสยนะมหาสยนา" - ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ มันเกินไปก็ เว้นเสีย ทุกอย่างต้องเว้นเสีย.

น.61 เหตุปัจจัยที่ทำให้กินเกินก็ต้องระวัง จะต้องกลัว : น้ำจิ้มหลาย ๆ ชนิด ถ้วยเล็ก ๆ บนโต๊ะอาหารนั้น คือศัตรูอันร้ายกาจ คือมันทำให้กินเกิน. ถ้าไม่มีน้ำจิ้มเหล่านั้น คนก็จะกินแต่พอร่างกายต้องการ ; เพราะมีน้ำจิ้มมันก็ กินเพลิน. นั่นแหละศัตรูอันร้ายกาจ ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้. ครั้นพอ เว้นเหล้า เว้นบุหรี่ เว้นสิ่งเกินเหล่านี้เสีย เงินเดือนก็พอใช้ เวลาก็มีสำหรับ จะมาศึกษาธรรมะ, สำหรับจะอยู่บ้านไม่ต้องออกไปเที่ยวตามสถานที่แห่งกามารมณ์ มีประโยชน์ทั้งส่วนเกิน ทั้งการละเว้นส่วนเกิน. อุโบสถศีล ให้เว้นกามคุณ การกระทำระหว่างเพศโดยเด็ดขาด ; ก็เพราะว่า ทำทุกวันนั้นมันเกิน แต่บางวันเว้นเสียมันจะพอดี. ขอให้ทุกคนยินดี ที่จะถืออุโบสถศีล และจะเป็นการตามรอยพระอรหันต์ ตามที่พระพุทธองค์ทรง ประสงค์ นี้เรียกว่า ถือ ศีลครอบจักรวาล กันทั้งโลกว่า อย่าแตะต้องส่วนเกิน. ทีนี้โลกมันกำลังจะวินาศ เพราะคนในโลก บูชาส่วนเกิน มันจะล้าง กันให้หมดโลก เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนเกิน, เพราะต้องการจะมีส่วนเกิน, จะกักตุนส่วนเกิน, เขาจะทำลายผู้อื่นให้หมดโลกไป. นี่เรียกว่า ธรรมะที่จะ ช่วยให้มีธรรมะ. อย่าเสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา. ธรรมะที่ต้องปฏิบัติโดยตรง ก็มีอยู่ และ ธรรมะที่จะช่วยธรรมะ เหล่านั้นให้ปฏิบัติได้สำเร็จก็มีอยู่, เรียกว่า ธรรมะเป็นปัจจัยให้มีธรรมะ ซึ่ง

น.62 อยากจะระบุลงไปว่า อุดมคติอันสูงสุด ว่าไม่ให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ นี่แหละจะช่วยได้. ขอให้ทุกคนถืออุดมคติว่า จะไม่ให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าเป็น พวกเราด้วยแล้ว, จะต้องหยอดท้ายด้วยว่า ได้พบพระพุทธศาสนา. ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ตะโกนกันอยู่ลั่นไปหมดว่า อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธ- ศาสนา. ถ้าเรามีอุดมคติอย่างนี้ ก็จะดึงไปแต่ในทางที่จะตั้งตนอยู่ในธรรม จะปฏิบัติธรรม จะพอใจธรรม จะเคารพพระธรรมอย่างสูงสุด เช่นเดียวกับที่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรม. ข้อความที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้ ถือเป็นการชี้อยู่ทุกๆ ข้อ ว่าเป็นวิธีที่จะ ทำให้ธรรมะเกิดขึ้น มีธรรมะ ได้รับผลแห่งธรรมะ โดยการกระทำที่ร่วมกัน ; โดยใช้หัวข้อสั้น ๆ แห่งปาฐกถาธรรมครั้งนี้ว่า "ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?" ขอให้ท่าน ผู้ฟังเอาไปชนกันเข้ากับปาฐกถาธรรมครั้งแรก ที่ว่า "ธรรมะทำไมกัน ?" ธรรมะ คือ ระบบปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ เดี๋ยวนี้ เราก็ทำให้สำเร็จได้ตามนั้น โดยอุบายดังที่กล่าวมาแล้วว่าทำให้ถูกตรงตาม กฎของธรรมชาติ, ตรงตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, ตรงตามกฎแห่งกรรม, มีรายละเอียดซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงย่อมทราบกันอยู่เป็นอย่างดี. เดี๋ยวนี้เวลาแห่งการบรรยายของเราก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียง แค่นี้สำหรับครั้งนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต